Category Archives: สิ่งแวดล้อม

เขื่อน “แม่วงก์” เมกะโปรเจ็กต์ที่ไม่เหมาะสม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/sunday/180813/77954

สิ่งแวดล้อม
Sunday, 18 August, 2013 – 00:00

สถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอลาดยาว จ.นครสวรรค์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านใน 6 ตำบล คือ ตำบลลาดยาว ตำบลศาลเจ้าไก่ต่อ ตำบลสระแก้ว ตำบลบ้านไร่ ตำบลหนองนมวัว และตำบลเนินขี้เหล็ก โดยหนักสุดอยู่บริเวณที่ลุ่มหน้าอำเภอลาดยาวระดับน้ำท่วมสูง 20-30 เซนติเมตร แม้ตอนนี้จะระบายน้ำออกได้แล้ว สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ช่วงเกิดอุทกภัยมีนักการเมืองในพื้นที่ฉวยโอกาสพูดถึงโครงการเขื่อนแม่วงก์จะช่วยป้องกันน้ำท่วมได้ สอดรับกับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ในโมดูล A1 ซึ่งจะมีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ เป็น 1 ใน 18 เขื่อนตามสัญญานี้ โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการให้สร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ งบประมาณ 13,000 ล้านบาท
โครงการเขื่อนแม่วงก์เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยเป็นโครงการที่กรมชลประทานเคยศึกษาพื้นที่เหมาะสมในการพัฒนาโครงการชลประทานในลุ่มน้ำสะแกกรัง แต่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ไม่ผ่านการพิจารณาตั้งแต่เริ่มโครงการ จนถึงขณะนี้เขื่อนแม่วงก์ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการแก้ไขรายงานอีไอเอ
“หลักคิดหลักทำบริหารจัดการน้ำ 9 โมดูล ผิดตั้งแต่เริ่มต้น ต้องศึกษาความเป็นไปได้ด้านวิศวกรรม และหารูปแบบที่ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์แก้ปัญหาน้ำท่วมได้หรือเปล่า พบว่าในแต่ละโมดูลที่ทำอยู่ขณะนี้เป็นโครงการที่กรมชลประทานได้ศึกษาไว้แล้วเพียงครึ่งๆ กลางๆ โดยเฉพาะโมดูล A1 ที่ว่าด้วยการสร้างเขื่อน กวาดเขื่อนที่มีอยู่แล้วตามแผนมาหมด เช่น เขื่อนแม่วงก์เป็นมหากาพย์ ขณะนี้ก็ยังไม่ยุติเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มูลค่าการสูญเสียระบบนิเวศก็ตอบไม่ได้ แล้วก็จะแก้ไขอย่างไร เพราะอ่างเก็บน้ำอยู่ในเขตอุทยานฯ ทั้งหมด จุน้ำได้ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ลุ่มน้ำแม่วงก์มีพื้นที่รับน้ำ 800-900 ตร.กม. เป็นส่วนนิดเดียวของลุ่มน้ำสะแกกรังที่มีพื้นที่ 5,200 ตร.กม. เขื่อนแม่วงก์ป้องกันน้ำท่วมไม่ได้ ผมไม่เห็นด้วย การขับเคลื่อนงานวิศวกรรมต้องตอบคำถามได้และเป็นที่ยอมรับของสังคม ผมแนะให้ถอย มันติด แต่รัฐบาลกำหนดไว้แล้วต้องลุย เดินหน้า” ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน วิพากษ์โครงการน้ำ
กรณีน้ำท่วมลาดยาวนั้นมีคำตอบจาก ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งลงพื้นที่สำรวจสาเหตุน้ำท่วม ทั้งยังวิเคราะห์ว่าเขื่อนแม่วงก์จะช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ อ.ศศิน บอกว่า น้ำท่วมตลาดลาดยาววันที่ 14 สิงหาคม 2556 การระบายน้ำทำได้ช้ามาก เพราะคูระบายน้ำซึ่งเป็นหัวใจทำงานไม่ได้ มีถนนข้ามคูทับทางน้ำออกจากลาดยาว แถมคูระบายไม่มีการบำรุงรักษา มีเขื่อนกั้นน้ำหน้าโรงพยาบาล น้ำท่ามสะพาน ถนน แล้วก็มีน้ำบ่าทุ่งฝั่งเหนือ ทำให้น้ำท่วม และเมื่อตรวจสอบข้อมูลน้ำแม่เรวา ซึ่งเป็นจุดสร้างเขื่อนห่างจาก อำเภอลาดยาว ราว 70 กิโลเมตร วันที่ 12 สิงหาคม ฝนตกหนักสุดปริมาณน้ำฝนเพียง 68 มิลลิเมตร ไม่ถึง 100 มิลลิเมตร แล้วนักการเมืองในพื้นที่บอกเราต้องการ เขื่อนแม่วงก์กันน้ำท่วมได้ เขื่อนสร้างวันนี้อีก 8 ปีได้ใช้ แต่สิ่งที่ควรเร่งทำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมลาดยาว คือ ต้นน้ำทำฝายชะลอน้ำและเพิ่มพื้นที่ป่าลดปริมาณน้ำหลาก กลางน้ำพัฒนาระบบกระจายน้ำเข้าทุ่ง ตอนนี้มีปัญหาถนนกลายเป็นทางด่วนน้ำ ส่วนปลายน้ำเร่งขุดลอกคูคลองระบายน้ำ และรื้อสิ่งที่ปิดกั้นการไหลของน้ำ ทำได้เลย
“น้ำที่หลากเข้าลาดยาว เขื่อนแม่วงก์กั้นได้เพียง 10-20% ของปริมาณน้ำหลากทั้งหมด แต่รัฐบาลกลับบรรจุเขื่อนแม่วงก์ในแผนป้องน้ำ 3.5 แสนล้าน ทั้งๆ ที่ไม่มีความคุ้มค่าในการลงทุน เพราะปริมาณการกักเก็บของเขื่อนแม่วงก์แค่ 1% เท่านั้นของปริมาณน้ำที่ท่วมลุ่มน้ำภาคกลางปี 54 แล้วก็ลดน้ำท่วมที่ลุ่มน้ำแม่วงก์ได้ 20%” อ.ศศินอธิบาย
นอกจากนี้นักอนุรักษ์คนเดิมตั้งคำถามเกี่ยวกับรายงาน EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ฉบับเดือนเมษายน 2555 ของกรมชลประทานด้วยว่า แม้จะมีการศึกษาการสูญเสียคุณค่าของป่าไม้ทางเศรษฐศาสตร์ในรายงาน ทั้งของป่า ปริมาตรไม้ ลูกไม้ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน แต่กลับไม่มีด้านคุณค่าแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและระบบนิเวศ พื้นที่อ่างเก็บน้ำเราแลกกับคุณค่าของป่าที่ราบริมน้ำและป่าดิบโดยรอบ มันไม่ใช่แค่เพียงมูลค่าไม้ต้นใหญ่ ป่าที่ราบริมน้ำมีความสำคัญของการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและระบบนิเวศของสัตว์ป่าในป่าตะวันตก ปัจจุบันป่าที่ราบต่ำที่อุดมสมบูรณ์มี 2 ที่ คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ปัจจุบันมีโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในอุทยานฯ แม่วงก์ และอุทยานฯ คลองลาน
“ระบบนิเวศลักษณะนี้สามารถขยายประชากรเสือโคร่งได้ ปัจจุบันห้วยขาแข้ง ทับเสลา แม่วงก์ เป็นพื้นที่ความหวังของการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งและเหยื่อ ยืนยันได้มีภาพจากก้องดักถ่ายภาพ เสือโคร่งห้วยขาแข้งที่มาป่าแม่วงก์เป็นตัวเดียวกัน รวมถึงพบร่องรอยของเสือ ป่าแม่วงก์มีศักยภาพการกระจายแหล่งที่อยู่ของเสือในป่าตะวันตก แต่เรื่องนี้กลับไม่ได้บรรจุใน EHIA เขื่อนแม่วงก์ แล้วก็มีข้อมูลผลตอบแทนโครงการ ต้นทุนรวมโครงการ 8,089 ล้านบาท ผลตอบแทนแค่ 20 ล้านบาท ตามที่ระบุใน EHIA แบบนี้น่าลงทุนไหม”
เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ กล่าวอีกว่า เขื่อนแม่วงก์ทำให้น้ำท่วมป่า 12,300 ไร่ ทางแก้ไขตามรายงาน EHIA คือ การปลูกชดเชย 36,900 ไร่ หรือคิดเป็นสามเท่า แล้วตอนนี้ในรายงานไม่ได้ระบุพื้นที่ปลูกป่าที่ชัดเจน พื้นที่ก็หายาก คาดว่าจะปลูกเสริมให้แน่นขึ้นในพื้นที่ประชิดขอบป่า ที่ปัจจุบันเป็นไร่ของชาวบ้าน และเป็นป่าสงวนที่คงสภาพอยู่แล้ว แล้วก็จะใช้การปลูกชดเชยสามเท่าแบบนี้ในทุกโครงการของโมดูล A1 อีกข้อสังเกตผลตอบแทนทางการเกษตรจากรายงาน ก่อนมีเขื่อนปลูกข้าว อ้อย ไม่มีพริก หลังมีเขื่อนมีพริกเพิ่มมา ทั้งที่ก่อนมีโครงการเขื่อนแม่วงก์ ไม่มีการปลูกพริกเลย ทั้งที่ราคาดีกว่าข้าว ทำไมชาวบ้านไม่ปลูกกัน แล้วการที่ปลอดประสพสั่งยุบคณะกรรมการ คชก.สิ่งแวดล้อม 3 ชุด ถือเป็นเรื่องใหญ่ สะท้อนระบบการตรวจสอบทางสิ่งแวดล้อมล้มเหลว
ส่วนทางออกของการจัดการน้ำ โดยไม่มีเขื่อนแม่วงก์นั้น อ.ศศินเสนอการจัดการน้ำระดับตำบล การพัฒนาแหล่งน้ำในตำบล โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ พัฒนาห้วย แม่น้ำ หนอง คลอง บึง ที่มีอยู่ สร้างฝายชะลอน้ำและโครงการสูบน้ำ หากสนับสนุนแหล่งน้ำระดับตำบลใช้เงิน 4,600 ล้านบาท หนุนรูปแบบพัฒนาจัดการน้ำระดับหมู่บ้าน 3,520 ล้านบาท ส่วนพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาของบุคคลอยู่ที่ 2,140 ล้าน
ด้าน ผศ.ดร.คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หนึ่งในทีมงานจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ที่ร่วมลงพื้นที่สำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่หน่วยพิทักษ์ป่าแม่เรวา อุทยานฯ แม่วงก์ เพื่อหาข้อเท็จจริงและความเหมาะสมของเขื่อนแม่วงก์ กล่าวว่า แผนบริหารจัดการน้ำทั้ง 9 โมดูล ไม่มีความสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะโมดูล A1 การสร้างเขื่อนกับโมดูล A5 ฟลัดเวย์ พบว่า การก่อสร้างฟลัดเวย์จะผ่ากลางพื้นที่ชลประทานที่รัฐอ้างว่าจะได้รับประโยชน์จากการสร้างเขื่อนแม่วงก์ 2 โมดูลนี้ทับซ้อนกัน ต้องทำการศึกษาใหม่ นอกจากนี้ เขื่อนจะกระทบผืนป่าแม่วงก์ที่ระบบนิเวศป่าและสัตว์ป่าฟื้นคืนมากว่า 20 ปีนับแต่ประกาศเขตอนุรักษ์ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าเขื่อนแม่วงก์ป้องกันน้ำท่วมไม่ได้ เพราะกักเก็บปริมาณน้ำได้ไม่มาก แล้วก็ไม่คุ้มค่าด้านวิศวกรรม วสท.เสนอให้ทบทวนโครงการนี้
เมื่อโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านของรัฐมีความเสี่ยงจะเกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ผศ.ดร.คมสัน เสนอแนวทางออกว่า รัฐบาลควรนำแผนจัดการน้ำท่วมสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประเทศไทย ของไจก้า (JICA) มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลที่รัฐบาลมีอยู่ เพราะแผนดังกล่าวนักวิชาการเห็นตรงกันว่าเสนอแนวทางที่มีความเชื่อมโยงกันของการจัดการน้ำในหลายภาคส่วนอย่างสัมพันธ์กัน แล้วก็ต้องเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อยากเห็นโครงการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน ทั้งด้านนโยบาย หลักการ วิชาการ การมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบ
โครงการจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้าน ที่รัฐบาลดำเนินโครงการมาตั้งแต่ต้นปี 2555 ที่สะดุดหยุดลงด้วยคำพิพากษาของศาลปกครอง ในมุมมองของ รศ.ดร.บัญชา ขวัญยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ตีแผ่ความไม่เหมาะสมแผนน้ำว่า ที่ผ่านมามีบทสรุปน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ส่วนหนึ่งจากปริมาณฝนที่มาก ประกอบกับการบริหารจัดการน้ำบิดเบือน มีการแทรกแซง จนไม่เป็นระบบ ต้นปี 55 รัฐจัดทำแผนแม่บทเพื่อการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ แต่กลับทำไม่ได้ แม้ไจก้าเสนอแนวทางที่เหมาะสม แต่รัฐบาลมุ่งเรื่องการก่อสร้าง โดยเฉพาะการสร้างเขื่อน ทั้งที่น้ำท่วม น้ำแล้ง ต้องแก้ไขด้วยหลักการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อย แล้วค่อยมาแก้ด้วยมาตรการเชิงโครงสร้าง
“ประเด็น A1 กับ A5 เห็นได้ว่าโปรเจ็กต์ใหญ่ซ้ำซ้อนและมีความขัดแย้งกัน รวมทั้งมีโครงการมากเกินความจำเป็น ซึ่งไม่มีการวิเคราะห์ว่าแก้ปัญหาได้จริง อย่างเขื่อนแม่วงก์สร้างแล้วจะได้อะไร รวมทั้งจะมีผลกระทบจากโครงการนี้อย่างไร หรือหากจะสร้างจริงทางเลือกที่ตั้งเขื่อนที่เขาชนกันเหมาะสมกว่าเขาสบกก พื้นที่รับน้ำจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวช่วยป้องกันอุทกภัยได้บ้าง แต่ผมเสนอให้รัฐยุติโครงการน้ำ แล้วมาจัดลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการ ประเมินความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของโครงการที่ดีที่สุด” รศ.ดร.บัญชากล่าว
ประเด็นป่าไม้และสัตว์ป่าในผืนป่าแม่วงก์กระทบจากการสร้างเขื่อนแม่วงก์ เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจละเลย รตยา จันทร์เทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ย้ำชัดเจนว่า เขื่อนแม่วงก์ไม่คุ้มค่าด้านการลงทุนอย่างยิ่ง พื้นที่อ่างเก็บน้ำจะอยู่ติดกับห้วยขาแข้ง ป่าตะวันตก ผืนป่าใหญ่เนื้อที่ 12 ล้านไร่ มีระยะทางเกือบ 300 กิโลเมตรตั้งแต่ตากถึงกาญจนบุรี และเป็นป่าผืนเดียวที่สัตว์ป่ายังพึ่งพาอาศัย ให้น้ำอย่างอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งป่าห้วยขาแข้งมีประชากรเสือโคร่งกว่า 80 ตัว หากรวมอุทยานฯ แม่วงก์และอุทยานฯ คลองลาน ไม่ต่ำกว่า 150 ตัว หากมีการสร้างเขื่อนสูญเสียป่าสมบูรณ์ 12,000 ไร่แล้ว ยังจะมีการตัดไม้ทำลายป่าและลักลอบล่าสัตว์ควบคุมได้ยาก ผลสุดท้ายจะเสียป่ามากกว่านั้น น้ำจากป่าตะวันตกนี้ส่งผ่านไปถึงลุ่มน้ำแม่กลอง คนในแม่กลองจะยอมรับได้ไหม ซึ่งในรายงานอีไอเอไม่ได้ระบุเรื่องนี้ ไม่มีความชัดเจนใดๆ จากหลายเหตุผลมูลนิธิสืบฯ ออกมาเรียกร้องให้ชะลอโครงการเพื่อป้องกันการทำลายป่าไม้อย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน.

“ทะเลสีดำ” เปิดมิติวิจัย “น้ำมันรั่ว”

http://www.thaipost.net/sunday/110813/77650

11 August 2556 – 00:00

เหตุการณ์น้ำมันดิบของบริษัท ปตท.รั่วในทะเลจังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 27กรกฎาคม มีผลกระทบไปถึงอ่าวพร้าว แหล่งท่องเที่ยวสำคัญบนเกาะเสม็ด สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ยังประเมินค่าไม่ได้  แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้ของเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ ได้ปลุกวงวิชาการให้ตื่นตัวต่อปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะจากสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ให้ความสนใจกับปัญหานี้มาก ทั้งการให้ความเห็นการเก็บกู้คราบน้ำมัน การชี้ให้เห็นและคาดคะเนถึงผลกระทบที่อาจจะตามมาหลังการเก็บกู้คราบน้ำมันแล้ว รวมทั้ง การชี้แนะการแก้ปัญหาระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ล่าสุด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาแถลงเรื่อง “สังคมไทย พร้อมหรือไม่ต่อการรับมือปัญหาน้ำมันรั่วไหลในทะเล” พร้อมกันนี้ ประกาศว่า จุฬาฯ จะเป็นสถาบันวิชาการหลัก ที่เฝ้าติดตามปัญหาน้ำมันรั่วต่อไปในระยะยาว และจะถือว่าปัญหานี้เป็นภารกิจในบทบาทของ”เสาหลักของแผ่นดิน”  โดยตั้งงบประมาณเร่งด่วนประมาณกว่า 1 ล้านบาท ให้ทีมวิจัยทำงานในพื้นที่อ่าวพร้าวเกาะเสม็ด เพื่อติดตามประเมินผลการรั่วไหลของคราบน้ำมัน หลังจากส่งทีมนักวิจัยของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ ลงพื้นที่ทันทีที่คราบน้ำมันซัดเข้าใส่อ่าวพร้าว พร้อมกับยืนยันว่าการวิจัยในเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งนี้ จะเป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับน้ำมันรั่วอย่างจริงจัง และถือว่าเหตุการณ์ที่อ่าวพร้าวจะเป็นสนามวิจัยที่ดีให้กับนักศึกษารุ่นต่อๆ ไป
ในการแถลงเจตนารมณ์ครั้งนี้ จุฬาฯ ได้ระดมนักวิชาการหลากสาขา ซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขามาร่วมนั่งให้ข้อมูล ประกอบด้วย รศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาฯ, รศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ, รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ, ผศ.ดร.ศิริพร จงผาติวุฒ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ, รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อยืนยันถึงความพร้อมและการเอาจริงเอาจังในปัญหานี้
รศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยจัดเป็นประเทศชายฝั่ง เพราะมีพื้นที่ทางทะเลคิดเป็นร้อยละ 60 ของพื้นที่ทางบก และปฏิเสธไม่ได้ว่า การขนส่งทางทะเลมีแนวโน้มมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มว่าจะมีการขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมัน การขนส่งทางทะเลถือว่าเป็นเส้นทางหลัก อย่างไรก็ตาม ปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันในทะเลอันเนื่องมาจากกิจกรรมการขนส่งทางทะเลก็เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการป้องกันต่างๆ เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม ที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วในทะเลมาแล้วหลายครั้ง ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษรายงานว่า ในระหว่างปี พ.ศ.2519-2553 เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล ที่ได้ดำเนินการตรวจสอบและจัดการแก้ไขร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องจำนวน 124 เหตุการณ์ และจากสถิติของกรมเจ้าท่าได้รายงานไว้ว่าในระหว่างปี พ.ศ.2540-2553 ได้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันในปริมาณมากกว่า 20,000 ลิตรขึ้นไป ทั้งสิ้น 9 ครั้ง ที่เกิดขึ้นในทะเลชายฝั่งและท่าเทียบเรือ
สำหรับเหตุการณ์น้ำมันรั่วเมื่อวันที่  27กรกฎาคม ที่ผ่านมา นักวิชาการจุฬาฯ คาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่รั่วไหลน่าจะมีประมาณ 50,000-70,000 ลิตร โดย รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า สมมุติฐานนี้มาจากการดูจากความยาว ขนาด ของท่อส่งน้ำมัน เพราะน้ำมันที่รั่วกลางทะเล เป็นการรั่วระหว่างช่วงข้อต่อท่อส่ง และดูจากปริมาณน้ำมันที่เหลือจากแท็งก์บนเรือ ซึ่งถ้าหากมีการรั่วจากแท็งค์เก็บปริมาณน่าจะมากกว่านี้
“ปริมาณว่าจะรั่วเท่าไหร่ คงต้องรอให้ กปน.แถลง แต่คงไม่ถึงแสนตัน ทั้งๆ ที่ตัวปริมาณควรจะออกจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่ก็ไม่ได้มีการให้ข่าว” นักวิชาการรายนี้กล่าว
รศ.ดร.พิสุทธิ์ยังยืนยันอีกว่า หากมีการกำจัดวงพื้นที่เร็วหลังมีการรั่วไหล แยกน้ำมันจริงที่รั่วไหลออกมา ไม่ปล่อยให้น้ำมันไหลไปตามคลื่นลม จนไปติดอ่าวพร้าวในที่สุด ความเสียหายก็จะน้อยกว่านี้
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการรายนี้ยืนยันว่าการใช้สารละลายน้ำมันที่ ปตท.ใช้ไปประมาณ 32,000 ลิตร ไม่มีอันตรายต่อสภาพแวดล้อม เพราะสารนี้ได้รับการรับรองจากกรมควบคุมมลพิษ ผศ.ดร.ศิริพร จงผาติวุฒ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ ให้ข้อมูลประเด็นนี้เพิ่มเติมว่า สารละลายน้ำมันก็เหมือนกับสบู่หรือน้ำยาล้างจาน เพราะจะไปช่วยลดแรงตึงผิว ไม่มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
รศ.ดร.เผดิมศักดิ์ชี้ให้เห็นอีกว่า แม้ว่าจะมีการกู้เก็บคราบน้ำมันแล้ว 90-95% แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องติดตามผลกระทบจากการรั่วไหลอีก จากการสังเกตและติดตามของนักวิชาการจุฬาฯ ตั้งข้อสังเกตุว่า คราบน้ำมันส่วนที่เหลือหรือหลุดรอดจากการทำให้กระจายตัวจากสารละลายคราบน้ำมัน Slickgone NS แม้จะกระจุกตัวที่อ่าวพร้าว แต่ต้องไม่ลืมว่า ตั้งแต่จุดน้ำมันเริ่มรั่ว จนถึงการเคลื่อนตัวไปที่อ่าวพร้าว คราบน้ำมันดิบดังกล่าวได้เคลื่อนตัวไหลผ่านระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งต่างๆ เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งน่าจะก่อผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งในระดับต่างๆ กัน
“น้ำมันดิบที่กระจายตัวนอกพื้นที่อ่าวพร้าว อาจยังตกค้างในทะเลระดับน้ำตื้น เกาะหรืออ่าวอื่นๆ เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม เพราะในตัวน้ำมันดิบเองมีองค์ประกอบที่เป็นโลหะหนักหลายชนิด อันตรายและน่ากลัวกว่าสารละลายน้ำมันเสียอีก แม้ธรรมชาติน้ำทะเลจะบำบัดคราบน้ำมันได้ แต่ต้องใช้เวลานาน  ดังนั้น จึงต้องมีการติดตามตรวจคุณภาพน้ำทะเลในบริเวณอ่าวพร้าวต่อไปเป็นระยะ    ผลกระทบระยะสั้นมีแน่นอน และเราคาดการณ์ว่า การเคลื่อนตัวของคราบน้ำมันที่เก็บกู้ไม่หมด น่าจะส่งผลกระทบระยะปานกลางและระยะยาวอีกด้วย”
บทสรุปกรณีนี้ รศ.ดร.เผดิมศักดิ์กล่าวว่า น้ำมันรั่วครั้งนี้ เป็นบทเรียนสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมของสังคมไทยต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้ในหลายๆ ด้าน เพราะเชื่อว่าปัญหาน้ำมันรั่วในทะเลในครั้งนี้จะไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน และมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายให้ทั้งมากหรือน้อยกว่าครั้งนี้ ทำให้สังคมไทยควรตระหนักในการหาทางป้องกันและแก้ไขให้มีประสิทธิภาพกว่าครั้งนี้ ขณะที่อาจารย์จุฬาฯ ด้วยกันเองตั้งวงคุย พบว่า เรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารคลุมเครือ สับสน ไม่ทันต่อความต้องการของสังคมในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นอุปสรรคในการวางแผนในการแก้ปัญหาในระยะต่างๆ จนออกมาเป็นข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อสังคมดังต่อไปนี้
1.ประเทศไทยจะต้องมีการพัฒนาแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาในกรณีดังกล่าว (Emergency Response Plan) ที่ชัดเจนและสมบูรณ์ ครอบคลุมการแก้ปัญหาในทุกระดับ และมีการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวแผนจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์
2.จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดให้มีศูนย์ข้อมูลกลาง (Central Information Center) ที่ประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของสังคมในการให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง การเปิดรับฟังคำถาม ความคิดเห็น และการให้คำตอบแก่สังคมอย่างเป็นเอกภาพและทันเวลา
“ประสบการณ์ครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการกระจายข้อมูลข่าวสาร และคุณภาพของข้อมูล จะเป็นตัวช่วยสำคัญ และการเปิดรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านก็เป็นสิ่งจำเป็น”
3.จุฬาฯ มีความพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคมในการรับมือกับปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยมหาวิทยาลัยได้จัดสรรงบประมาณทุนวิจัยแบบเร่งด่วนเพื่อให้กลุ่มวิจัยของมหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์ นักวิจัย และนิสิตจากหลากหลายสาขาวิชาได้ลงพื้นที่เพื่อทำการเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการประเมินผลกระทบระยะกลาง และให้ข้อเสนอแนะทางวิชาการทั้งแนวทางบำบัดและเฝ้าระวังต่อไปด้วยความรอบคอบในทุกด้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ทั้งภายในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ทางจุฬาฯ มีเรือสำรวจทำงานชายฝั่งอยู่แล้ว ซึ่งเราจะเคลื่อนไป 13 จุด ที่คิดว่าน้ำมันดิบหลังจากเจอสารละลายแล้ววิ่งผ่าน จะเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน หน้าดิน เน้นตัวไฮโดรคาร์บอน และเราจะประสานกับหน่วยงานภาครัฐในการทำวิจัย แม้ตอนแรกจะมีนักวิจัยหลายคนเก็บตัวอย่างช่วงแรกๆ ของเหตุการณ์ อาจจะดี แต่ต้องยอมรับว่าตอนนี้ข้อมูลที่อ่าวพร้าวยังไม่นิ่ง เวลาน้ำลงจะยังมีคราบน้ำมันให้เห็นอยู่ ซึ่งเราจะไปเก็บตัวอย่างและทำวิจัย” รศ.ดร.เผดิมศักดิ์กล่าว
4.จุฬาฯ จะทำวิจัยรูปแบบบูรณาการศาสตร์ในรูปคลัสเตอร์  ให้กับกลุ่มวิจัยต่างๆ หลากสาขาที่เกี่ยวข้อง มาประยุกต์ใช้ความรู้ดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอแนะสุดท้าย ทีมนักวิชาการจากจุฬาฯ ชี้ว่า ในระยะต่อไปประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องมีแผนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาระยะยาว (Long Term Plan) ที่อยู่บนฐานองค์ความรู้ที่หลากหลายและมากเพียงพอสำหรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในลักษณะต่างๆ (scenario) ที่อาจมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
“การเกิดน้ำมันรั่วที่ระยองจริงๆ เป็นแค่กรณีศึกษา แต่จริงๆ การรั่วของน้ำมันในประเทศไทยมีอยู่ไปตามชายฝั่งทะเล เพราะฉะนั้นการมองปัญหาต้องมองตามความเป็นจริงอย่างเป็นระบบ ภาครัฐอาจจะมีเครื่องมือ แต่ไม่เคยนำมาใช้ จำเป็นต้องมีการเคาะสนิม เราต้องกลัวหรือป้องกันไว้ก่อนย่อมจะดีกว่าตามแก้ภายหลัง” นักวิชาการจุฬาฯ สรุป
มีกระแสข่าวจะมีการเปิดตัวเกาะเสม็ดเพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับเข้าไปเที่ยวอีกครั้งในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถามว่า เกาะเสม็ดและอ่าวพร้าวมีความพร้อมแค่ไหนที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยว ในประเด็นนี้ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ  กล่าวว่า จากประสบการณ์น้ำมันรั่วในต่างประเทศ เช่น ในอ่าวเม็กซิโก แม้จะมีการกำจัดคราบ แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังไม่หมด ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี กว่าจะทำให้ธรรมชาติฟื้นตัว แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์แบบนี้ ธรรมชาติจะต้องใช้เวลาฟื้นตัวไม่ต่ำกว่า 3 ปี
“ที่อ่าวเม็กซิโก ก็คล้ายๆ เกาะเสม็ด เขามีนักท่องเที่ยวเยอะ ต้องรีบเปิดเกาะ แต่ก็ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าที่จะทำให้สภาพแวดล้อมกลับมาได้”
ในฐานะสัตวแพทย์ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกากล่าวว่า ขณะนี้ คณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ได้ตั้งทีม “สัตวแพทย์ติดปีก” หมายถึงทีมที่ลงพื้นที่ทันทีที่รู้ว่ามีน้ำมันรั่วพัดไปเกาะเสม็ด ทีมนี้ได้เฝ้าติดตามผลกระทบที่มีต่อสัตว์น้ำ ยังไม่พบว่าพวกปลาได้รับผลกระทบ เพราะปลาเป็นสัตว์ทะเลที่อ่อนไหวมาก เข้าใจว่า พอมีน้ำมันดิบรั่วไหล พวกปลาใกล้ๆ จุดรั่วก็หนีไปที่อื่นแล้ว ส่วนพวกเต่า หอย ปู พบว่าชาวบ้านไม่ค่อยได้ทำประมงบริเวณนั้น อาหารทะเลที่ขายบ้านเพ มาจากทะเลส่วนอื่นของระยอง แต่ปลาที่ได้รับผลกระทบจริงๆ คงมีพวกปลากระชัง ที่ไม่สามารถหนีได้ บางส่วนได้ตายไป มีผิวหนังลอก ส่วนที่รอดทางทีมสัตวแพทย์ได้แนะนำชาวบ้านให้ใช้สมุนไพรพวกรางจืดให้เป็นอาหารปลา เพื่อขับพิษจากตับของปลาออกมา
“เราร่วมกับ ปตท. ชมรมนักประดาน้ำเกาะเสม็ด ลงดูสถานการณ์ใต้น้ำ เท่าที่ดูยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจน ต้องดูอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่ปกติปลาจะไวมาก พอมีอะไรแปลกปลอมจะหนีไป เพราะฉะนั้น ไม่น่าเป็นห่วงว่าอาหารทะเลจะได้รับสารตกค้าง โลหะหนัก และคนกินเข้าไปแล้วจะอันตราย”

“แถลงการณ์ภาคประชาสังคม กรณีท่อขนส่งนำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล”

http://www.thaipost.net/sunday/040813/77346

4 August 2556 – 00:00

สืบเนื่องจากกรณีท่อน้ำมันดิบของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) รั่วไหลลงสู่ทะเลในพื้นที่ จ.ระยอง ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ทำให้น้ำมันดิบจำนวนมากไหลลงสู่ทะเลโดยกระจายครอบคลุมพื้นที่ทะเลเป็นบริเวณกว้าง และในเวลาต่อมาคราบน้ำมันได้ถูกพัดพาเข้าสู่ชายหาดบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล การท่องเที่ยวและวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว  นอกจากนี้ในระยะยาวการปนเปื้อนจากน้ำมันและสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดน้ำมันอาจสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนได้
นับแต่เกิดเหตุการณ์บริษัทได้แถลงต่อสาธารณะว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่ากังวลและบริษัทสามารถจัดการปัญหาได้ โดยไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของน้ำมันดิบและสารเคมีที่ใช้ในการสลายน้ำมันดิบ ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสุขภาพประชาชน ตลอดจนไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนและมาตรการในการจัดการปัญหาการปนเปื้อนทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อสาธารณะ ทำให้ประชาชนไม่อาจทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนการและมาตรการในการจัดการปัญหาของบริษัท รวมทั้งไม่สามารถติดตาม ตรวจสอบได้ว่า บริษัทได้ดำเนินการตามแผนและมาตรการที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่เพียงใด
สำหรับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาประโยชน์สาธารณะและปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ไม่ให้ข้อมูลใดๆ ต่อสาธารณะเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและประชาชน ทำให้ประชาชนไม่รู้เท่าทันสถานการณ์และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังไม่มีการเปิดเผยแผนและมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาต่อสาธารณะ ทำให้สังคมไม่สามารถมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการดำเนินการแก้ไขปัญหาของทั้งบริษัทและหน่วยงานรัฐได้ ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างมาก
พวกเราองค์กรที่มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ขอเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล ดังต่อไปนี้

ข้อเรียกร้องต่อบริษัท
1.บริษัทต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ ทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว
2.บริษัทต้องเสนอแผนและวิธีการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อสาธารณะ โดยต้องจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วน
บริษัทต้องชี้แจงสาเหตุของการรั่วไหลของน้ำมันดิบและปริมาณรั่วไหลที่แท้จริงต่อสาธารณะ รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนที่อาจได้รับจากน้ำมันดิบและสารเคมีที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา พร้อมเสนอมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก รวมทั้งต้องเสนอแผนและมาตรการที่เป็นระบบในการแก้ไขปัญหาหากเกิดกรณีน้ำมันดิบรั่วไหลอีกในอนาคต

ข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
1.หน่วยงานรัฐต้องให้ข้อมูลต่อสาธารณะ เกี่ยวกับผลกระทบของน้ำมันดิบและสารเคมีที่ใช้ในการสลายน้ำมันดิบ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชน
2.หน่วยงานรัฐต้องควบคุมตรวจสอบให้แผนและมาตรการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันดิบที่เกิดขึ้นของบริษัท ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ และต้องควบคุมตรวจสอบให้บริษัทเสนอมาตรการที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาการรั่วไหลเกิดขึ้นอีก รวมทั้งเสนอแผนและมาตรการที่เป็นระบบในการจัดการปัญหาหากมีการรั่วไหลของน้ำมันดิบเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการที่ประกอบด้วยนักวิชาการอิสระที่หน่วยรัฐตั้งขึ้น   ตลอดจนต้องควบคุมตรวจสอบให้มีการดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด
3.หน่วยงานรัฐต้องควบคุมตรวจสอบให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับสาเหตุของการรั่วไหลของน้ำมันดิบ  ตลอดจนแผนและมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว
4.หน่วยงานรัฐต้องเร่งประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพื่อดำเนินการให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว
5.หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนถึงสาเหตุและปริมาณที่แท้จริงของน้ำมันดิบที่รั่วไหล เพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องปรามมิให้การกระทำผิดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
6.หน่วยงานรัฐต้องจัดทำแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ.2547 เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทในการจัดการปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันในอนาคต โดยเร่งด่วน
พวกเราเห็นว่ากรณีท่อขนส่งน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลในครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสังคมไทยต้องเรียนรู้และร่วมกันเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง  ด้วยการลงทุนมากขึ้นกับมาตรการในเชิงป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หากภาคอุตสาหกรรมใดไม่ประสงค์ที่จะลงทุนเพื่อป้องกันปัญหา ก็คงถึงเวลาที่รัฐและสังคมต้องทบทวนว่าควรจะอนุญาตให้มีอุตสาหกรรมดังกล่าวในประเทศไทยอีกต่อไปหรือไม่ เพราะกิจการโรงงานอุตสาหกรรมใดๆ ถ้าจำเป็นต้องมีอยู่ ก็ต้องดำเนินไปในลักษณะสอดคล้องกับความมั่นคงของของมนุษย์และระบบนิเวศ เนื่องจากไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ธุรกิจ จนต้องแลกด้วยสุขภาวะและชีวิตมนุษย์ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสูงสุดของมนุษย์

ลงชื่อโดย

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาคมรักษ์ทะเลไทย มูลนิธิบูรณะนิเวศ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น มูลนิธิอันดามัน มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน คณะทํางานโลกเย็นที่เป็นธรรม มูลนิธิเพื่อนช้าง สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน สมาคมการจัดการสิ่งแวดล้อมนิด้า มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยมูลนิธิป่า-ทะเลเพื่อชีวิต มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคคณะกรรมการบริหารสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

จับตาสารพิษตกค้าง “ทะเลเสม็ด”

http://www.thaipost.net/sunday/040813/77347

4 August 2556 – 00:00

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้ทำน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยบริเวณพื้นที่ห่างจากชายฝั่งมะเลมาบตาพุดประมาณ 20 กิโลเมตร หรือ 10 ไมล์ทะเล โดย ปตท.ออกมาให้ข้อมูลว่า มีปริมาณน้ำมันรั่วไหลจากท่อรับน้ำมันดิบราว 50,000 ลิตร ทำให้น้ำทะเลบริเวณที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเป็นบริเวณกว้าง
แม้จะมีความพยายามจาก ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อจำกัดและสลายน้ำมันดิบ ทั้งบินพ่นยาขจัดคราบน้ำมัน ควบคู่กับการใช้เรือพ่นยา แต่ก็ไม่สามรถจำกัดบริเวณให้น้ำมันอยู่ในจุดที่ควบคุมได้ ในที่สุดสามทุ่มของวันที่ 29 กรกฎาคม ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดฝัน เมื่อพบคราบน้ำมันดิบจำนวนมากถูกคลื่นลมซัดแพร่กระจายไหลลงสู่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการกล่าวขานว่า มีความงดงาม เป็นจุดหมายปลายทางที่คนรักทะเลไม่อยากพลาดไปเยือน

ชายหาดที่เคยขาว ทรายที่เคยละเอียด โขดหินน้อยใหญ่ปนเปื้อนด้วยคราบน้ำมัน น้ำทะเลสีฟ้าสดใส ซึ่งเคยทำให้ทุกคนมีความสุข กลับกลายเป็นทะเลสีดำ สร้างความตกใจกับชาวบ้านในพื้นที่และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเกาะเสม็ดพินาศ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสียหายจากพิษของน้ำมันดิบและสารเคมี จังหวัดระยองออกประกาศจังหวัดแจ้งเตือนภัย พร้อมประเมินสถานการณ์ว่า วัสดุอุปกรณ์ที่ ปตท.ดำเนินการอยู่ไม่เพียงพอในการกำจัดคราบน้ำมัน ตามด้วยการระดมสรรพกำลังเข้ามาช่วยเหลือ ณ อ่าวพร้าว ทั้งดูดน้ำมัน เก็บคราบน้ำมันในน้ำทะเลและหาดทรายตอนบนของอ่าวพร้าวตลอดวัน ติดต่อกันจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้นและคลี่คลายแล้วในวันนี้ อย่างไรก็ตาม การกำจัดคราบน้ำมันและจัดการของเสียออกจากพื้นที่อ่าวพร้าวยังดำเนินการต่อไป โดยคาดว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติในสัปดาห์หน้า

แต่ทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหายยับเยินจากน้ำมันดิบที่รั่วไหล 50,000 ลิตร ซึ่งตอนนี้สังคมตั้งคำถามว่า ปริมาณรั่วไหลเท่านี้จริงหรือไม่ ตลอดจนตั้งข้อสังเกตว่า ปตท.อาจทำน้ำมันรั่วสูงถึง 2 แสนลิตร อ้างอิงจากข้อมูลที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อนุมัติให้ใช้สารขจัดคราบน้ำมัน (Slickgone NS) 5 พันลิตร เพียง 1 ครั้ง โดยคุณสมบัติของสารนี้ให้ใช้ในอัตรา 1 ต่อ 10  เมื่อ ปตท.แจ้งรั่วไหล 5 หมื่นลิตร คพ.จึงอนุญาตให้ใช้แค่ 5 พันลิตร แต่มีรายงานว่า ปตท.ใช้เครื่องบินพ่นโปรยสารซิลิกอน 32,000 ลิตร หากใช้อัตรา 1 ต่อ 10 แสดงว่า ปตท.อาจทำน้ำมันรั่วไหลเป็นปริมาณถึง 3 แสนลิตร ก็เป็นเรื่องที่บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องเปิดเผยข้อเท็จจริง เพื่อประเมินความเสียหายและจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง

รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิททยาลัย กล่าวว่า สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดน้ำมันดิบรั่ว 50,000 ลิตร คือ Slickgone NS จำนวน 3,000-5,000 ลิตร ซึ่งอยู่ในสัดส่วน 5-10% เท่านั้น สารเคมีชนิดนี้เป็นสารลดแรงตึงผิวเพื่อทำให้อนุภาคน้ำมันแตกตัวเล็กลงกว่าเดิม ก่อนจะตกตะกอนลงใต้ทะเล ซึ่งสารเคมีนี้จะล้อมรอบเม็ดน้ำมันไปตลอด แต่ไม่มีส่วนผสมของโลหะหนัก  เป็นสารที่ใช้กำจัดน้ำมันตามหลักสากล แต่ก็หนีไม่พ้นจะตกค้างอยู่ในระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม มีสารเคมีอีกชนิดที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดน้ำมันมากกว่า ชื่อ คอร์เอ็กซิต (Core Exit ) มีรายงานพบว่า เมื่อใช้แล้วสารคงอยู่ในทะเล 3 ปี รวมถึงสัตว์ทะเล แต่สำหรับซลิกกอนมีความเข้มข้นน้อยกว่า

แต่ในช่วงเร่งด่วนนี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งเอาน้ำมันออกจากทะเลอย่างรวดเร็วที่สุดภายใน 3-15 วัน เพื่อให้ทั้งน้ำมันและสารเคมีกำจัดน้ำมันออกจากพื้นที่ มาตรการระยะสั้นต้องป้องกันไม่ให้น้ำมันกระจายขึ้นสู่ชายฝั่งมากกว่านี้ เพราะการกำจัดจะยุ่งยากกว่า และต้องพยายามบำบัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยังเห็นคราบน้ำมันในทะเล อย่าทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดในการจัดการน้ำมันบนชายฝั่ง และต้องตั้งศูนย์ข้อมูลรายงานสถานการณ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว
ระยะกลาง ต้องจัดการชายฝั่งให้ขาวสะอาดให้ได้ภายใน 30 วัน และเยียวยาประชาชนที่อยู่โดยรอบ นอกจากนี้ต้องมีการทำโปรไฟล์วิเคราะห์ตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อม มอนิเตอร์ทุกด้าน ทั้งน้ำเสีย ปริมาณของเสีย รวมถึงมลพิษทางอากาศ เพราะน้ำมันมีจุดเดือดต่ำ อุณหภูมิภายนอกแค่ 40 องศา ก็ระเหยกลายเป็นไอ ซึ่งมีสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ วีโอซี ออกสู่สภาพแวดล้อมด้วย ต้องวิเคราะห์และตรวจวัด เห็นว่าในพื้นที่มาบตาพุดมีผู้เชี่ยวชาญเยอะมาก ควรดึงมาเก็บข้อมูล ทำโมเดลอากาศ เพราะอากาศเบา ไปได้ไกล เกิดผลกระทบในวงกว้าง และอยากให้หน่วยงานชี้แจงเกี่ยวกับน้ำมันที่เก็บกู้ไป และทรายที่ติดคราบน้ำมันจะเอาไปจัดการ บำบัด กำจัดด้วยวิธีการใด ต้องสื่อสารข้อมูลชัดเจนให้สังคมรับรู้จะช่วยสร้างความเข้าใจ ลดความกังวล และช่วยทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะที่ตรงกับข้อมูลการดำเนินการมากขึ้น

ระยะยาว คือ การฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งต้องดำเนินการหลังสุด เพราะเคลียร์ทุกจุดในพื้นที่ให้สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกหลงเหลือ จากนั้นจึงเพิ่มจำนวนปะการัง ปล่อยสัตว์น้ำ เพิ่มจุลินทรีย์ในสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดฝึกอบรมพร้อมรับมือภัย ทำคู่มือการป้องกันอุบัติภัย วิธีรับมือ แจกจ่ายให้กับประชาชนชายฝั่ง ผู้ประกอบการ ซึ่งกลัวว่าพอหนึ่งเดือนหาดขาวแล้ว นักท่องเที่ยวกลับมา จะเลิกฟื้นฟูระบบนิเวศ เพราะคราบน้ำมันเล็กๆ จะหลงเหลือตามแนวปะการัง ใต้ทะเล กระทบการเติบโตของของสัตว์น้ำ ไม่เหมือนเดิม นี่เป็นผลกระทบจากน้ำมันรั่ว
“การรั่วไหลของน้ำมันครั้งนี้เป็นครั้งใหญ่สุดของไทย แต่ในเชิงปริมาณน้ำมันเทียบเท่ารถบรรทุกน้ำมันคันใหญ่ 1 คันครึ่ง เทียบกับอ่าวเม็กซิโกน้ำมันรั่วมากกว่าเรา 4,000 เท่า แต่การกำจัดน้ำมันทำได้เต็มที่ 45-50% เท่านั้น ที่เหลือยังตกค้างในทะเล ต้องฟื้นฟูต่อเนื่อง เห็นว่าถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันฟื้นฟูทะเลในระยะสุดท้าย และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนติดตามตรวจสอบจะฟื้นคืนกลับมาได้เร็วขึ้น ที่สำคัญต้องฟื้นฟูด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน” รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

ประเด็นความเป็นห่วงปัญหาสิ่งแวดล้อม สุวรรณ นันทศรุต ผู้อำนวยการสำนักสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 (ชลบุรี) ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ระยองนี้ กล่าวว่า การรั่วไหลน้ำมันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลและชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เเกิดเหตุการณ์ แต่ละวันจะมีการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบสารปิโตรเลียมไฮไดรคาร์บอน โลหะหนัก สารก่อมะเร็งโพลีอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHh) โดยจุดที่เก็บตัวอย่าง ได้แก่ แหลมน้อยหน่า กลางช่องปลายตีน ปากคลองแกรง กลางช่องเสม็ด-บ้านเพ และอ่าวกิ่วหน้านอก ซึ่งเป็นจุดอ้างอิง เพราะห่างจากพื้นที่อ่าวพร้าว และน้ำมันอาจจะกระจายไปถึงพื้นที่ ซึ่งพบมีฟิล์มบางๆ ลอยอยู่  โดยผลการตรวจสอบสารปนเปื้อนใช้เวลา 2 สัปดาห์

พร้อมทั้งตรวจสอบคุณภาพอากาศหาสารวีโอซีในพื้นที่อ่าวพร้าวและบริเวณข้างเคียง รวมถึงแถบชายฝั่งเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ประชาชน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย จะตรวจวัดทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แม้ค่าพิษจากเบนซินยังไม่เกินมาตรฐาน แต่แนะนำให้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันและหน้ากาก

“ข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เราเก็บจะใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสียหาย การฟื้นฟูที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะอ่าวพร้าวเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของเกาะเสม็ด มีลักษณะทางกายภาพงดงามโด่งดังระดับโลก มีระบบนิเวศสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะปะการัง ทั้งยังเป็นแหล่งประมงพื้นบ้าน น้ำมันที่รั่วไหลมีผลโดยตรงต่อคุณภาพน้ำทะเล และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในทะเล ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสารเคมี ผมมีความกังวล เพราะการปนเปื้อนในระบบนิเวศครั้งใหญ่ ถือเป็นกรณีร้ายแรงต้องเร่งฟื้นฟู และติดตามผลกันยาวๆ” ผู้อำนวยการสำนัก สนง.สิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 ย้ำ
รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลกระทบต่อระบบนิเวศมีหลายด้าน ที่เห็นคราบน้ำมันติดบริเวณชายหาด เมื่อเกาะติดอยู่นานจะส่งผลกระทบกับสัตว์น้ำประเภทหอยเป็นอันดับแรก ต้องเร่งฟื้นฟู ส่วนคุณภาพของน้ำหากภายใน 1 สัปดาห์ยังไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม สัตว์น้ำอย่างปู ปลา กุ้ง จะได้รับผลกระทบ เพราะขาดออกซิเจน ส่วนปะการังที่ต้องการแสงในการเจริญเติบโต เมื่อน้ำมีสีดำก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โลกใต้ทะเลมีหลายด้านที่ต้องฟื้นฟู พิจารณาสัตว์เป็นรายชนิดที่ได้รับผลกระทบ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีน้ำมันรั่วที่สหรัฐ เราน่าจะศึกษาแนวทางฟื้นฟูที่มีมาตรฐาน ถึงแม้ทรัพยากรต่างกัน แต่วิธีการไม่ได้ต่างกัน เช่น สัตว์น้ำทางทะเลตายต้อง เพาะพันธุ์แล้วปล่อยคืนช่วยกันฟื้นฟู ทั้งนี้ ต้องทำการสำรวจระยะยาว สัตว์น้ำที่เห็นตายในทะเลหรือบนชายหาดเป็นผลระยะสั้น แต่ระยะยาว อย่างปะการัง แม้จะยังไม่ตาย แต่ไม่เจริญเติบโต อาจไม่สืบพันธุ์ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

“สารเคมีที่อยู่ในน้ำมันจะส่งผลให้สัตว์ทะเลเจริญเติบโตช้าลง และเป็นหมัน ก็ต้องติดตามผลระยะยาว 3 ปี ปีเดียวยังน้อย  ปะการังเติบโตแค่ 1 ซม./ปี ตามผลแค่หนึ่งปี ไม่เห็นผล กรณีน้ำมันรั่วในต่างประเทศติดตาม 3-5 ปี ขึ้นกับปริมาณน้ำมันที่รั่ว  ที่ระยองระบบนิเวศจะกลับมาฟื้นตัวได้เหมือนเดิมหรือไม่ ตรงนี้เราเป็นห่วง การฟื้นตัวต้องใช้เวลา ได้ติดตามปัญหาน้ำมันรั่วที่อเมริกาเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะนี้ยังมีการติดตามผลกระทบกันอยู่ตลอด แม้ไม่มีน้ำมันแล้วก็ตาม ระบบนิเวศเป็นสิ่งที่สำคัญ” นักวิชาการทางทะเลย้ำ

กรณีข้อกังวลจะมีสารเคมีตกค้างในอาหารทะเลนั้น ดร.สุชนา กล่าวว่า คราบน้ำมันอยู่ในระยะผิวน้ำ โอกาสที่จะไปตกค้างในห่วงโซ่อาหารที่เรากินอาจมีน้อย แต่หากสารพิษจากน้ำมันอยู่ใต้น้ำ โอกาสที่สัตว์เหล่านั้นจะสะสมคราบน้ำมันในตัวจะมีเยอะ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการสะสม เมื่อเรากินอาหารทะเลเหล่านั้นก็ได้รับสารเคมีที่อยู่ในน้ำมันด้วย

อย่างไรก็ตาม ดร.สุชนาระบุระบบการป้องกันน้ำมันรั่วของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน เชื่อว่าทุกที่มีการป้องกันที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญเมื่อเกิดเหตุ คือ วิธีการจัดการให้อยู่แค่ในกรอบ ไม่เกิดการกระจายตัวของน้ำมัน แต่การรั่วไหลน้ำมันครั้งนี้คราบน้ำมันขยายวงกว้าง แสดงให้เห็นว่ายังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไร

“เวลามีน้ำมันรั่ว เป็นห่วง ไม่ว่าจะรั่วตรงไหน เพราะนักวิชาการทางทะเลทั่วโลกหวั่นว่า จะส่งผลกระทบไปยังขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เนื่องจากสัตว์ทะเลที่อยู่บริเวณนั้นอ่อนไหวต่อสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกมาก อาจได้รับผลกระทบ แต่ที่ผ่านมาคราบน้ำมันยังไม่ไปถึงเท่าไร ยกเว้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่เกิดเหตุน้ำมันรั่วที่อะแลสกา มีผลกระทบที่ขั้วโลกเหนือ โชคดีไม่ขยายสู่อาร์กติก กรณีน้ำมันรั่วที่อเมริกา ก็มีรณรงค์เพื่อความปลอดภัย เพราะหลายพื้นที่มีการเสาะแสวงหาน้ำมันจากใต้ทะเล ด้วยความต้องการใช้พลังงานจากฟอสซิสของโลกสูงขึ้น” ดร.สุชนา กล่าว
ผศ.ดร.ปภาศิริ บาร์เนท หัวหน้าภาควิชาวาริชศาสตร์ ม.บูรพา เปิดเผยว่า ได้ทำวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อหาค่าปนเปื้อนของอาหารทะเลมาตั้งแต่ปี 2554 สืบเนื่องจากบริเวณนั้นมีโรงงานด้านปิโตรเคมีจำนวนมาก และในปี 2556 ได้ทุนวิจัยสภาวิจัยแห่งชาติทำเรื่องค่าปนเปื้อนเช่นกัน เตรียมจะไปเก็บตัวอย่างปลา ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งนี้เสียก่อน

อาจารย์ปภาศิริกล่าวว่า อยากให้ชาวประมงงดการจับสัตว์น้ำอย่างน้อย 3 เดือน รอให้คราบน้ำมันถูกย่อยสลายตามธรรมชาติ ชาวประมงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ สามารถไปเรียกร้องค่าเสียหายและสิทธิอันชอบธรรมจากบริษัทผู้ที่ก่อปัญหานี้ พร้อมทั้งมีมาตราการชดเชยชาวประมง ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศคาดว่าจะครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้าง พื้นที่น้ำมันรั่ว พื้นที่เสี่ยงปนเปื้อนทั้งหมด ไม่ควรให้ชาวประมงไปจับสัตว์น้ำเลย

“ในน้ำมันดิบที่รั่วไหลมีสารโพลีอะโรเมติคาร์บอนบางชนิดก่อมะเร็งในมนุษย์ รวมถึงสารไฮโดรคาร์บอน แม้จะมีปริมาณไม่สูง แต่เมื่อสะสมเรื่อยๆ จะทำให้ก่อมะเร็งด้วย ซึ่งอยู่ในน้ำมันที่รั่วไหล และมีสารโลหะหนักบางชนิดที่เคลื่อนย้ายได้ในห่วงโซ่อาหาร ห่วงโซ่สุดท้ายคือมนุษย์ ปลาตัวเล็กกินสัตว์หน้าดินที่ได้รับสารพิษจากน้ำมันที่ละลายน้ำ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เมื่อย่อยสลายไม่ได้จะสะสมเพิ่มฤทธิ์มากขึ้น คนกินปลา เป็นการสะสมสารพิษผ่านห่วงโซอาหาร สุดท้ายคนจะได้รับพิษสูงสุด”
ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมเสนอว่าจังหวัดระยองควรออกประกาศห้ามจับสัตว์น้ำ เหตุการณ์ครั้งนี้ไทยถือว่ายังโชคดี เพราะที่เกาหลีใต้เคยเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วเป็นพันตัน รัฐบาลประกาศห้ามไม่ให้บริโภคสัตว์ทะเลบริเวณนั้นเป็นปี สารพิษจากน้ำมันที่ละลายน้ำ พวกหอย สัตว์หน้าดิน กุ้ง ปู ปลา จะไปกินตามระบบห่วงโซ่อาหาร ฉะนั้น ความเข้มข้นของสารน่าจะสูงขึ้นแน่นอน แต่เป็นผลกระทบที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ผลกระทบที่เห็นชัดเจนคือ การท่องเที่ยว ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทรัพยากรและการท่องเที่ยวควรจัดการต่อ  เรียกร้องให้รับผิดชอบทางกฎหมาย เพราะนอกจากน้ำมันที่รั่วแล้ว ยังมีสารเคมีที่ใช้ขจัดคราบน้ำมันในผิวน้ำและชายหาด ที่ส่งผลต่อนิเวศทางทะเล”

ในฐานะที่เป็นคณะกรรมการในโครงการการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนของจังหวัดชลบุรี หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ ICM เธอให้ข้อมูลด้วยว่า จ.ชลบุรีมีแผนฉุกเฉินในการกำจัดน้ำมันที่ขึ้นชายฝั่งแล้ว เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 ทุกเทศบาลในชลบุรีจะรู้วิธีการจัดการ หากน้ำมันรั่ว เพราะที่นี่มีท่าเรือ โรงกลั่นน้ำมันจำนวนมาก ในแผนฉุกเฉินของ จ.ชลบุรี เริ่มจากฟื้นการท่องเที่ยวกลับคืนมา ตามด้วยฟื้นฟูเรื่องการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง หากเทียบกับการเตรียมพร้อมรับมือในพื้นที่ จ.ระยอง ยังไม่มี จะต้องปรับปรุงเรื่องแผนรับมือน้ำมันรั่วในทะเล อย่างไรก็ตาม ค่าความเสียหายทางระบบนิเวศนั้นคาดการณ์ยาก ซึ่งกรณีน้ำมัน ปตท.รั่วครั้งนี้ ประเมินแล้วภาคประมงกับการท่องเที่ยวเสียหายมาก ที่ระยองเป็นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงกระชังมาก ซึ่งไม่สามารถเก็บกู้กระชังขึ้นมาก่อน ผลกระทบมาก

ด้าน ประสาร มฤคพิทักษ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์หลังนำคณะกรรมาธิการฯ และคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินทางไปรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง และแนวทางแก้ไขปัญหา กรณีการกำจัดน้ำมันรั่วบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ว่า กรณีน้ำมันดิบรั่วไหลเป็นเรื่องใหญ่และมีความร้ายแรงถือเป็นอุบัติภัยที่เกิดจากความผิดพลาดไม่ว่าจะคนหรืออุปกรณ์ บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบความเสียหายเพื่อให้การตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้มีความโปร่งใสและเกิดความน่าเชื่อถือ เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระและเป็นกลางขึ้นมาสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่พวกเดียวกันสอบกันเอง โดยเฉพาะปริมาณน้ำมันดิบที่ไหลลงสู่ทะเลใช่ 50,000 ลิตรหรือไม่

ส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฟื้นฟูนั้น ประสารกล่าวว่า จากการรับฟังข้อมูลพบว่า จังหวัด บริษัท และหน่วยงานต่างๆ  มีแผนการฟื้นฟูของตนเอง ต่างคนต่างทำ และใช้งบของหน่วยงานตนเองในการดำเนินการ ทั้งที่เรื่องนี้บริษัทต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เสนอให้มีการจัดทำแผนแม่บทร่วมกัน โดยเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดร่วมทำ กำหนดแผนระยะสั้น กลาง และยาว กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละโครงการ พร้อมงบประมาณจะมาจากไหน

นอกจากนี้ ปตท.จะต้องช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากกรณีน้ำมันดิบรั่วไหล ทั้งอวนปู ลอบปู อวนปลา ลอบปลา ลอบกุ้ง อวนกุ้ง ลอบหมึก ดำหอย รวมทั้งสิ้นเกือบ 300 รายทันที รวมถึงภาคธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต ที่พัก ที่เสียหายจากการถูกยกเลิกห้องพัก ปตท.ต้องแสดงเจตนารมณ์แสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม เพราะประกาศตัวว่าเป็นบริษัทที่ยึดหลักธรรมมาภิบาลในการดำเนินกิจการ

นอกจากนี้ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ หวั่นด้วยว่า การที่จังหวัดมีคำสั่งจัดตั้งศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วจังหวัดระยอง เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมทั้งพิจารณากลั่นกรองคำขอรับความช่วยเหลือเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบ และประสานให้มีการช่วยเหลือต่อไปนั้น จะมีอุปสรรคในการดำเนินการ โดยเห็นว่ารัฐบาลควรจัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับชาติ เพื่อให้ไม่ติดขัดในการสั่งการหน่วยงานต่างๆ ช่วยกันช่วยเหลือ รวมถึงระดมผู้รู้ด้านสิ่งแวดล้อม การกำจัดการปนเปื้อนสารพิษในทะเลต่างๆ ช่วยกันให้ฟื้นฟูมลพิษ

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาน้ำมันรั่วไหลที่ระยองสร้างปัญหาและผลกระทบในหลายด้าน เบื้องต้นนโยบายภาคการเมืองได้ลงไปในพื้นที่และประกาศนโยบายชัดเจน ยึดหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ฝ่ายบริษัทธุรกิจเอกชนที่เป็นผู้รับผิดชอบก็ประกาศต่อสาธารณจะรับผิดชอบผลกระทบที่ตามมา การเยียวยาและค่าเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ควรจะดูแง่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เป็นการบ้านให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระยะสั้นต้องพยายามจำกัดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัดที่สุด เรื่องการไหลของตัวน้ำมันที่แพร่กระจายต้องอยู่ในวงจำกัดที่สุด เรื่องการเก็บกู้น้ำมันที่อยู่บนชายหาด และที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การสื่อสารทำความเข้าใจกับสาธารณะเพื่อประโยชน์สร้างความรับรู้ ความเข้าใจ ลดความตื่นตระหนก อีกส่วนช่วยลดผลกระทบที่ตามมาด้วย การให้ข้อมูลหลักการคือ ถูกต้อง โปร่งใส และตรงไปตรงมาที่สุด

“สารเคมีที่ใช้ในการทำให้น้ำมันจมตัว คือ สารเคมีชนิดใดเพื่อให้นักวิชาการที่เกี่ยวข้องได้ติดตามวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจตามมาได้ถูกต้องมากขึ้น แม้แต่น้ำมันที่เก็บกู้ไป และทรายที่ติดคราบน้ำมันจะเอาไปจัดการ บำบัด กำจัดด้วยวิธีการใด นี่เป็นตัวอย่างข้อมูลการสื่อสารให้สังคมรับรู้จะช่วยสร้างความเข้าใจ ลดความกังวล และช่วยทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะที่ตรงกับข้อมูลการดำเนินการมากขึ้น”

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมผู้นี้กล่าวถึงทางด้านสิ่งแวดล้อมว่า ต้องมีการติดตามและนำมาสู่การฟื้นฟูระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยแนวทางฟื้นฟูต้องสอดคล้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแต่ละระบบนิเวศ กรณีนี้มีทั้งเรื่องระบบนิเวศชายหาด ระบบนิเวศปะการัง ระบบนิเวศหญ้าทะเล และควรให้สถาบันการศึกษาและทีมนักวิชาการอิสระมาร่วมให้ข้อคิดเห็นและติดตามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางฟื้นฟูระบบนิเวศมากขึ้น ส่วนเรื่องการเยียวยาชดเชยความเสียหาย ทำอย่างไรจะทำให้การเยียวยาชดเชยความเสียหายที่ภาคเอกชนบอกว่ายินดีจะชดเชยอย่างเต็มที่ แม้ว่าบางส่วนจะเกินกว่ามูลค่าที่ทำประกันภัยไว้ 1,500 ล้านบาท จะครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างครบถ้วน โดยให้นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมมาให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน

สุดท้ายเขาเห็นว่าต้องเป็นการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำขึ้น ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ตั้งแต่การทบทวนระบบอีไอเอ การป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการต่างๆ ที่อยู่ในรายงานอีไอเอว่า ระบบที่ทำอยู่มีความบกพร่องตรงจุดไหน อีกส่วนเป็นการทบทวนตัวแผนป้องกันอุบัติภัย แผนรับมืออุบัติภัยที่เกิดขึ้น ต้องเฝ้าติดตามดูว่าปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีประสิทธิผลมากเพียงใด และมีโจทย์ในอนาคตที่รอการดำเนินการอีก.

บ้านใหม่ของช้างเร่ร่อน หยุดโศกนาฏกรรม-สวมทะเบียน

http://www.thaipost.net/sunday/280713/77023

28 July 2556 – 00:00

“ตอนสามีพาช้างมาเร่ร่อนตามถนนในเมืองกรุงเทพฯ แถวพระราม 9 ลาซาล  เราไม่ค่อยมีความสุข เพราะเทศกิจเตือน ต้องย้ายไปที่ต่างๆ แล้วก็กลับมาใหม่ ที่พัทยาก็ถูกกดดันหนัก เทศกิจไล่ตีจนตัวช้ำ รายได้ดีจริง 3,000 บาทต่อวันช่วงเทศกาลมากสุด 5,000 บาท แต่ต้องแบ่งลูกน้อง แล้วก็คนต่อต้านเวลาพาช้างออกไปเร่ร่อน ฉันก็ต้องอุ้มลูกสาวไปด้วย ปัจจุบันนี้เรามาอยู่ปางช้างที่นี่ มีที่อยู่ที่เหมาะสมทั้งคนและช้าง แถมมีประกันชีวิตให้ช้าง เราได้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าไหมสุรินทร์เพื่อขาย” รินดา มณีวัน ภรรยาสมพงษ์ มณีวัน ควาญช้างจากเมืองสุรินทร์เล่าความรู้สึกของการนำช้างเร่ร่อนหากินในกรุงเทพฯ
นอกเหนือจากช้างได้ออกจากท้องถนน “ปลื้ม” ช้างของครอบครัวควาญช้างผู้นี้ยังได้การฝึกฝนอย่างดีตามหลักสูตรการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สามารถทำงานที่แคมป์ช้างพร้อมกับควาญ เช่นเดียวกับเพื่อนช้างอีก 24 เชือก
“มันผูกพันเลี้ยงช้างมาตั้งแต่รุ่นทวด เขาเป็นหมอช้าง ใช้ช้างทำงานขนข้าวมาใส่ยุ้ง ผมมีช้างชื่อ “ปลื้ม” ตอนนั้นอายุ 5 ปี ก็เลี้ยงดูแลให้อยู่ในป่าธรรมชาติ พอค่าใช้จ่ายในครอบครัวเยอะขึ้น มีลูกก็เลยขนช้างขึ้นรถสิบล้อมาเร่ร่อนกรุงเทพฯ ตอนคุณจอห์น โรเบิร์ต ชวนมาอยู่ที่แคมป์ช้างก็กลัว ใช้เวลาตัดสินใจนานเป็นปี แต่พอมาแล้วไม่อยากกลับพาช้างกลับไปเร่ร่อน เพราะอยู่สบาย ธรรมชาติดี อาหารช้างดี ที่ทำงานก็ใกล้ ทุกวันนี้ปลื้มเป็นช้างรับแขก ทำกิจกรรมกับนักท่องเที่ยว ขี่ช้างชมวิว อารมณ์ดี 5-6 ปีที่แล้วเคยมีคนมาขอซื้อ 8 แสน ผมไม่ขาย ตอนนี้ให้หลักล้านก็ไม่ขาย ผมรักช้างมากกว่า” ควาญ สมพงษ์   พูดน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนพาช้างไปอาบน้ำ เดินเล่นตามป่าของอนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท
ผ่านมา 8 ปีแล้ว นับแต่ มูลนิธิช้างเอเชียสามเหลี่ยมทองคำ ในเครืออนันตรา ก่อตั้งและทำโครงการช่วยเหลือช้างไทยหวังให้ช้างและควาญช้างมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีจำนวนช้างเร่ร่อนที่ได้รับการช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากการใช้ชีวิตบนท้องถนน 30 เชือก แต่ปัจจุบันช้างพร้อมควาญช้างและครอบครัว สมัครใจพักพิงอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ 25 เชือก โดยจะได้รับเงินเดือน 18,000 บาทต่อครอบครัว ควาญช้างและภรรยาได้เรียนภาษาอังกฤษ ลูกๆ ก็ได้รับการศึกษา
ที่แคมป์ช้าง อนันตราฯ กลายเป็นบ้านแสนสุขของช้าง ช้างได้รับอาหารที่เหมาะสมและมีประโยชน์ ได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี รับวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย มีสัตว์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิด แคมป์ยังเป็นแหล่งเรียนรู้สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างคนและช้าง ตลอดจนเปิดหลักสูตรเรียนขี่ช้างโดยตรงจากควาญช้างไทย มาเข้าเรียน 3 วัน ก็สามารถเป็นควาญช้างสมัครเล่นได้
เรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของช้างที่อาศัยอยู่ที่แคมป์ช้างของอนันตราฯ ยังต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ล่าสุด ธนาคารซิตี้แบงก์ ได้ยื่นมือไปช่วยงานช้างของมูลนิธิเอเชียสามเหลี่ยมทองคำสนับสนุนการสร้างสถานอนุบาลลูกช้างเพื่อให้ลูกช้างที่จะเกิดในอนาคตได้ออกมาดูโลกในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ถือเป็นการเปิดตัวกิจกรรมเพื่อสังคมของโครงการ “ซิตี้รักษ์ช้าง” ก่อนหน้านี้ ซิตี้สนับสนุนการแข่งขันโปโลช้างชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปี 2555 ซึ่งอนันตราจัดขึ้นเพื่อหารายได้ช่วยช้างไทย
ดาเรน บัคลีย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย เผยถึงโปรเจ็กต์ช้างนี้ว่า ช้างเป็นสัตว์สัญลักษณ์และมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย คนไทยผูกพันมายาวนาน ซิตี้ได้สนับสนุนการจัดโปโลช้างฯ เมื่อปีที่แล้ว ปีนี้มีแนวคิดขยายไปที่งานช่วยเหลือและดูแลช้างอย่างเป็นรูปธรรม เพราะยังมีช้างจำนวนมากประสบเคราะห์กรรม ถูกพามาเดินเร่ร่อนขอเงินจากนักท่องเที่ยวในเมืองจึงริเริ่มโครงการใหม่นี้ขึ้น นำร่องด้วยการสนับสนุนสร้างศูนย์อนุบาลลูกช้างแห่งแรกขึ้นที่แคมป์ช้างอนันตราฯ ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบสวนสัตว์สมัยใหม่
“เดือนสิงหาคมนี้ “บุญจันทร์” แม่ช้างจะคลอด หากลูกช้างไม่ได้รับเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ไม่ได้ฝึกฝน จะส่งผลให้มีพฤติกรรมอันตราย สถานอนุบาลและฝึกลูกช้างนี้ยังช่วยดูแลแม่ช้างไม่ให้เครียดด้วย มีสัตวแพทย์เฝ้าระวังตลอด ก็เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ช้างไทย มั่นใจจะเป็นองค์ความรู้ที่ขยายไปสู่ประเทศข้างเคียงได้” ดาเรน กล่าว
ประเด็นความคุ้มค่าของโครงการนี้ ผู้จัดการใหญ่ซิตี้แบงก์ไทยระบุว่า เป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างความตระหนักเกี่ยวกับช้างไทยให้ลูกค้าของเราที่มีเป็นล้านคน พวกเขาอาจจะมีส่วนร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนสร้างศูนย์แห่งแรกหรือโครงการอื่นๆ ที่จะช่วยให้ช้างเหล่านี้ได้รับการดูแลเต็มที่ เป็นการทวีคูณเพื่อช่วยช้างไทยในวงกว้างยิ่งขึ้น “ซิตี้รักษ์ช้าง” ถือเป็นบทเริ่มต้นและจะเดินหน้าต่อไปเชื่อมโยงกับโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตช้างต่างๆ ในประเทศไทย
ด้าน จอห์น โรเบิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มูลนิธิช้างเอเชียฯ  กล่าวว่า มูลนิธิก่อตั้งขึ้นเพราะเห็นสภาพปัญหาช้างเร่ร่อน น่าหดหู่ ช้างมาเดินตามถนนคอนกรีต แล้วยังมีการลักลอบจับลูกช้างป่ามาสวมทะเบียนช้างบ้านแล้วนำมาฝึกเป็นช้างเลี้ยง มูลนิธิวางภารกิจหลักดูแลและช่วยเหลือช้างเร่ร่อน เริ่มแรกช่วยเหลือโดยการขอซื้อช้างเร่ร่อนเพื่อพามาพักพิงที่ศูนย์ แต่สุดท้ายควาญช้างได้เสนอขายช้างตัวอื่นอีก เห็นว่าไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา จึงเปลี่ยนแผนช่วยช้าง เน้นสร้างสถานที่และโภชนาการที่เหมาะสมแก่ช้าง และควาญช้างสามารถทำงานได้ แล้วก็สนับสนุนครอบครัวควาญช้างให้มีวิถีชีวิตอย่างมีความสุข ให้การศึกษา ให้รู้สึกว่าศูนย์เหมือนบ้าน แต่ก็มีกฎระเบีบยห้ามดื่มสุรา ห้ามทารุณกรรมสัตว์ ฯลฯ
“แต่ก็ยังมีควาญช้างที่ไม่เต็มใจบังคับช้างให้ออกเร่ร่อนหรือไปทำงานปางช้างเปิดใหม่ ซึ่งจูงใจด้วยเงิน รายได้ 30,000 บาทต่อเดือน จริงที่ควาญช้างได้ 30,000 บาท แต่มาจากทิปของนักท่องเที่ยว ซึ่งช้างต้องทำงานหนัก 10 ชั่วโมงในแต่ละวัน เช่นเดียวกับช้างเร่ร่อนต้องเดินผ่านย่านท่องเที่ยวแออัดกว่า 10 ชั่วโมงในแต่ละคืน อย่างน้อยโครงการของเราลดปัญหาช้างเร่ร่อนบนถนนลง บวกกับการที่รัฐมีกฎระเบียบห้ามช้างเร่ร่อน ควาญช้างอยู่ที่นี่ก็ยังมีญาติมาชักชวนไปพัทยา แต่พวกเขาเลือกที่นี่ เพราะไม่ได้มองเพียงตัวเงิน แต่สนใจความเป็นอยู่ของช้าง” จอห์นเผยปัญหาช้างในไทย
นอกจากนี้ เขาเน้นย้ำปัญหาการนำช้างมาเร่ร่อน และขอทานในเมือง ส่วนใหญ่เป็นลูกช้างเล็ก ต้องมาเดินโดดเดี่ยว เครียดจากเสียงจอแจบนถนนวุ่นวาย นอนไม่พอในแต่ละวัน ได้รับอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย คนจะเข้าใจว่ากินกล้วย อ้อย แต่ความจริงอาหารสดนี้รวมหญ้า ช้างจะอายุสั้น และโรคภัยเยอะ บ่อยครั้งเกิดอุบัติเหตุบนถนน ตกท่อ แก้วบาดหรือเหยียบสิ่งแปลกปลอม ที่แคมป์อนันตราฯ มี 3 เชือก ถูกรถชน คือ ปุ้มปุ้ย ตะวัน และภูกิ ถ้าช้างตัวไหนทำงานไม่ได้เราก็ดูแล แต่บางกรณีจบชีวิตบนถนน น่าเศร้าสะเทือนใจ
ส่วนโครงการดูแลช้างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน จอห์นบอกว่า  ได้นำโครงการ “ฝึกช้างแบบไม้ชี้นำ” มาให้ควาญช้างไทยเรียนรู้ เพราะต้องการลดการใช้อุปกรณ์ตะขอในการควบคุมช้างทำตามคำสั่งหรือหยุดช้างเมื่อไม่ทำตามคำสั่ง โครงการนี้ฝึกด้วยโครงเหล็กที่ออกแบบเป็นพิเศษให้สามารถสอนบรรดาช้าง โดยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญชาวเม็กซิโก ซึ่งคิดค้นอุปกรณ์ฝึกช้างนี้  ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเชิญปางช้างจากประเทศลาว พม่า กัมพูชา และปางช้างไทยที่สนใจเรื่องนี้ร่วมฝึก ก็พยายามผสมผสานระหว่างเทคนิคดั้งเดิมคุมช้างด้วยตะขอปรับเข้ากับไม้ชี้นำ ลดการใช้กำลัง
พบว่าช้างวัยรุ่นสนใจฝึกแบบนี้ ส่วนช้างอายุน้อยมากจะเล่นซน ขณะที่ช้างแก่จะไม่อยากทำอะไร ปลายเดือนนี้ผู้เชี่ยวชาญจะกลับมาที่แคมป์เพื่อติดตามผลการฝึก รวมทั้งช่วยออกแบบสถานอนุบาลลูกช้าง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซิตี้ช่วยสร้างที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับช้างน้อย เราขาดพื้นที่สำหรับลูกช้าง จะเป็นพื้นที่เตรียมความพร้อมฝึกลูกช้าง โดยแยกจากแม่ ปกติลูกช้างเล็กจะอยู่กับแม่ตลอด หากโครงการเหล่านี้ประสบผลสำเร็จจะแบ่งปันความรู้ให้ปางช้างอื่น ช่วยช้างและควาญให้ปลอดภัย
ในท้ายนี้ ฝรั่งหัวใจรักช้างไทยเรียกร้องให้มีการผลักดันการลงทะเบียนช้างน้อยเมื่ออายุได้ 1 เดือน กฎหมายปัจจุบันจดทะเบียนช้างเมื่ออายุ 8 ปี เกิดคำถามลักลอบจับลูกช้างมาจากป่าหรือไม่ ขณะเดียวกันกฎหมายเกี่ยวข้องกับช้างกระจัดกระจาย ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมปศุสัตว์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ผ่านมาจุดรั่วเยอะ หากแก้กฎหมายควบคู่ผลักดันกฎหมายห้ามค้างาช้างในประเทศไทยจะช่วยปิดช่องว่างการเอาลูกช้างออกจากป่าได้
“อีกวิธีง่ายๆ ในการอนุรักษ์ช้าง คือ รักษาป่า เพราะช้างเป็นสัตว์ต้องการอาหารและน้ำมาก ทุกๆ วันต้องหากินระยะทางไกล ผืนป่าเป็นแหล่งพักพิงและแหล่งอาหารธรรมชาติที่ดีที่สุดสำหรับช้าง” ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มูลนิธิช้างเอเชียฯ ยืนยันป่าหมด ช้างหมด ขอให้หยุด! ทำลายป่า.

“กลุ่มรักษ์ชุมชน” ตัวอย่างใส่ใจสิ่งรอบข้าง

http://www.thaipost.net/sunday/280713/77026

28 July 2556 – 00:00

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และธุรกิจนำเข้าถ่านหิน 9 องค์กร ในอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดตัวกลุ่ม “รักษ์ชุมชน” เพื่อร่วมกันผลักดันมาตรฐานการดำเนินงาน และพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งมั่นดูแลเอาใจใส่คุณภาพชีวิตของชุมชน เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูลและยั่งยืน
กลุ่ม “รักษ์ชุมชน” เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และธุรกิจนำเข้าถ่านหินของประเทศไทย ที่ดำเนินธุรกิจในเขตพื้นที่อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวม 9 องค์กร ได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) เอสซีจี, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน), บริษัท ปูนซีเมนต์เอเซีย จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน), บริษัท ลานนา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) และบริษัท เปรมไทย เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานและเป็นแบบอย่างของผู้ประกอบการที่ดี พร้อมดูแลเอาใจใส่และจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคม โดยนำหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมสีเขียว ตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้ ด้วยความมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมและชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
ขจรเดช แสงสุพรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในฐานะประธานกลุ่มรักษ์ชุมชนเปิดเผยความเป็นมาและแผนการดำเนินการว่า กลุ่ม “รักษ์ชุมชน” จัดตั้งขึ้นโดยได้ศึกษาการดำเนินงานและนำแนวทางของกลุ่มเพื่อนชุมชน ในจังหวัดระยอง และกลุ่มโรงปูนรักษ์ชุมชน ในจังหวัดสระบุรี มาประยุกต์ใช้ด้วยความตระหนักว่าความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาต้นแบบโรงงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชนนั้น เป็นแนวทางที่ดี
โดยกลุ่ม “รักษ์ชุมชน” มุ่งเน้นการดำเนินงานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการตรวจวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราได้นำแนวปฏิบัติด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของบริษัทในกลุ่มมาปรับใช้ในภาพรวม วางแผนงานเพื่อติดตาม เฝ้าระวัง และตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในสถานประกอบการ พื้นที่โดยรอบ และชุมชนอย่างจริงจังสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของทางราชการ นอกจากนี้ ยังตรวจวิเคราะห์คุณภาพอากาศ ระดับเสียง คุณภาพน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน และนำผลที่ได้มาพัฒนาปรับปรุง พร้อมสร้างมาตรฐานที่ดีในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากการตรวจวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว กลุ่ม “รักษ์ชุมชน” ยังมุ่งเน้นการดำเนินงาน ด้านการตรวจประเมินและติดตามท่าเรือ โดยวางแผนตรวจประเมินและติดตามท่าเรือของบริษัทในกลุ่ม “รักษ์ชุมชน” กำหนดนโยบายคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมท่าเรือ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการตรวจประเมินไปแล้ว 2 ครั้ง และพบผลอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ รวมถึงมีแนวทางปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย และได้วางแผนงานประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการปฏิบัติงาน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขและพัฒนาการดำเนินงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรม จนสามารถมุ่งแผนการดำเนินงาน ที่ดีกว่ากฎหมายและมาตรฐานสากลกำหนด ตลอดจน ด้านกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมุ่งเน้นกิจกรรมสาธารณประโยชน์ กิจกรรมส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรม และกิจกรรมเพื่อสังคมด้านสิ่งแวดล้อม
ตัวแทนกลุ่มฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า “สำหรับการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และธุรกิจถ่านหินนั้น ทางกลุ่มได้วางแผนให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อย่างเปิดเผย โปร่งใส เพื่อแสดงถึงความจริงใจ ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน รวมถึงจัดกิจกรรมเปิดบ้าน (Open House) ให้ภาครัฐ ภาคประชาชน และทุกภาคส่วนได้เข้ามาเยี่ยมชม เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงาน พร้อมรับฟังความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วน เพื่อนำมาพัฒนาการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการดูแลชุมชนให้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล”
ด้าน สุรพงษ์ เชียงทอง ผู้ตรวจการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวถึงความพร้อมของกลุ่มรักษ์ชุมชนว่า นโยบายธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่กลุ่มรักษ์ชุมชนนำมาประยุกกต์ใช้ คือ นโยบายหลักของภาครัฐ รวมไปถึงนโยบายต่างๆ ที่เรากำลังพยายามขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็น โรงงานสีเขียว กิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคม ล้วนแต่เป็นนโยบายของหลักของทางกระทรวง โดยเฉพาะการที่ทั้ง 9 องค์ได้รวมตัวกัน ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในกับจังหวัดอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากบางจังหวัดยังก้าวไปไม่ถึง ซึ่งเชื่อว่าโมเดลของกลุ่มรักษ์ชุมชน จะทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในอำเภอนครหลวงตื่นตัว
จากการลงพื้นที่ตรวจประเมินของกระทรวงอุตสาหกรรม หัวใจหลักที่ใช้วัดมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ คือ บ้านและชุมชนโดยรอบ หากชุมชนคุณภาพชีวิตที่ดี ก็ถือว่าผ่านมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งก็พบว่าโรงงานในอำเภอนครหลวง มากกว่า 10 โรง มีมาตรฐานการเอาใจใส่ชุมชนรอบข้างสูงกว่าที่กระทรวงกำหนด จึงเชื่อมั่นได้ว่า ในอนาคตกลุ่มรักษ์ชุมชนไม่ได้มีเพียง 9 องค์กรเท่านั้น หากมีการร่วมกลุ่มกันมากขึ้น จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และแผ่ขยายออกไปในวงกว้างมากขึ้น
หลังจากฟังทั้งผู้ประกอบการและภาครัฐกล่าว กลับมามองในภาพของชุมชน นรงค์ เงินสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลปากจั่น อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้กล่าวว่า การที่ผู้ประกอบการรวมตัวกันภายใต้กลุ่มรักษ์ชุมชน จะทำให้พวกเขาได้มารับฟังความคิดเห็นและความเดือดร้อนของชุมที่อยู่โดยรอบโรงงานนั้นๆ เกิดความใกล้ชิดและเข้าใจกัน โดยเฉพาะกิจกรรมเปิดบ้าน (Open House) ถือว่าเป็นประโยชน์กับชุมชนอย่างมาก แผนการดำเนินงานดังกล่าวจะทำให้ชาวบ้านและผู้ประกอบการเอง มองเห็นปัญหาที่คิดว่าอยู่ไกลตัวให้แคบลงมา สร้างความเห็นอกเห็นใจ ทั้งยังเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่รอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วถึงกลับมาแก้ไข
“สำหรับการเปิดตัวกลุ่มรักษ์ชุมชนครั้งนี้ ชุมชนอยากเห็นผู้ประกอบการที่นอกเหนือจาก 9 ราย เข้ามาร่วมกลุ่ม เพื่อหันกลับมามองในมุมมองของวิถีชาวบ้าน สร้างความเข้าใจกับชุมชน ให้อยู่ร่วมกันแบบใส่ใจและเกื้อกูล หากผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงใจของชุมชนได้ จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน แต่ตราบใดที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งผู้ประกอบการลักษณะนี้หายไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และกลับมาสู่กระบวนการรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น เรียกได้ว่าปัจจุบันชุมชนกับโรงงานอยู่กันอย่างเกื้อกูลกันอยู่แล้ว และหากเข้าร่วมกับกลุ่มรักษ์ชุมชน นำนโยบายไปปรับใช้อนาคตข้างหน้าก็จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสบายใจ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่ที่ความเข้มแข็งของกลุ่มด้วย” ตัวแทนชุมชนเผย.

มทร.กรุงเทพ โชว์ผลงานประหยัดพลังงานใกล้ตัว

http://www.thaipost.net/sunday/210713/76695

21 July 2556 – 00:00

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารสิรินธรอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม 2556
ในโอกาสนี้ ทางมหาวิทยาลัย ได้โชว์ผลงานนวัตกรรม “ประหยัดพลังงาน” เน้นประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน ที่โดดเด่นก็มี รถมอเตอร์ไซค์พ่วงขายลูกชิ้นพลังงานแสงอาทิตย์ ผลงานของอาจารย์สายชล ชุดเจือจีน งานวิจัยชิ้นนี้ได้นำแผงโซลาร์เซลล์มาติดบนหลังคารถ พร้อมอุปกรณ์และสายไฟเชื่อมโยงแบตเตอรี่ จากนั้นส่งพลังงานไปยังเตาปิ้งลูกชิ้น สามารถใช้งานได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง นวัตกรรมนี้มีต้นทุนที่ประมาณ 1.5 หมื่นบาท ไม่นับตัวรถมอเตอร์ไซค์ แต่ช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้ถ่านปิ้งลูกชิ้น ทำให้ลดต้นทุนการขายได้มากในระยะยาว
เครื่องตรวจจับจังหวะการเต้นหัวใจที่ผิดปกติ ผลงานของอาจารย์อดิศร ศิริคำ อุปกรณ์ตัวนี้จะติดไว้ด้านหน้าอกซ้ายของผู้ป่วย ตัวเครื่องมีสายคาดยึดติดตำแหน่ง ถ้าผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ เครื่องที่ติดอยู่ที่หน้าอกจะส่งสัญญาณผ่านระบบ GPS ไปยังเครื่องแสดงผลที่จอสมาร์ทโฟนของลูกหลาน ญาติ หรือผู้ดูแล เพื่อทำการรักษาอย่างทันท่วงที ใช้ได้ทั้งระบบโทรศัพท์ IOS และ Android
ราวตากผ้าอัตโนมัติ ของ ผศ.กังวาล นาคศุภรังสี รองรับสภาพอากาศแปรปรวน ทีมวิจัยได้คิดค้นราวเก็บผ้า สามารถเก็บอัตโนมัติก่อนฝนตก และเปิดออกเพื่อรับแสงแดดอัตโนมัติเช่นกัน พร้อมกับมีระบบทดแทนแสงแดดทำให้ผ้าแห้ง ด้วยการเพิ่มพัดลมระบายอากาศ และการใช้งานยังคำนึงถึงคนพิการที่นั่งรถเข็น ออกแบบให้คนกลุ่มนี้เอื้อมถึง หลักการทำงานขึ้นอยู่กับเซ้นเซอร์ตรวจสอบน้ำฝน และเซ็นเซอร์ตรวจวัดความเข้มของแสงอาทิตย์ จากนั้นจะส่งข้อมูลประมวลผลที่ภาควงคอนโทรลเลอร์ เมื่อมีน้ำฝนเข้ามาจะมีการเคลื่อนผ้าใบคลุมไว้ และเมื่อความเข้มแสงอาทิตย์ผ้าใบจะหุบ เพื่อให้ผ้าได้รับแสงแดด
เครื่องป้องกันโรคลมแดด (Heat Stroke Meter) ของอาจารย์พนัสชัย ศรีบำรุง เครื่องนี้จะทำหน้าที่ตรวจจับอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อนำไปคำนวณ เวลาที่จะใช้ในการฝึก และส่งข้อมูลไปยังคอนโทรลเลอร์ ทำการคำนวณ เหมาะกับนักกีฬา เพราะข้อมูลนี้จะส่งให้ครูฝึกได้ทราบอาการของนักกีฬา
บ้านพลังงานสะอาดใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ของอาจารย์ชาญฤทธิ์ ธาราสันติสุข, การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ของอาจาราย์ ชูศักยฐ์ กมลจันติธร เครื่องดูดและกรองฝุ่นอุตสาหกรรมแบบไซโคลนในโรงสีข้าว ของ ผศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี และ การใช้ประโยชน์ของเสียจากอุตสาหกรรมน้ำมันพืช อาจารย์ชาติสยาม ธรรมจินดา และตบท้ายด้วยเครื่องทอผ้าด้วยลม ที่จะช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างดี.

“Energy Harvesting” เก็บเกี่ยวพลังงานไม่มีวันหมด

http://www.thaipost.net/sunday/210713/76696

21 July 2556 – 00:00

 “เอนเนอร์จี ฮาร์เวสติ้ง” (Energy Harvesting) เป็นแนวโน้มพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจในยุคนี้ ด้วยเป็นการเก็บเกี่ยวพลังงานจากสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมากมายรอบตัวเรา ทั้งจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย จากแรงสั่นสะเทือน แปรให้เป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ แบบที่ไม่มีวันหมดไป ล่าสุดสหภาพยุโรปให้ความสนใจวิจัยด้านการเก็บเกี่ยวพลังงาน โดยตั้งกองทุนงบหลายร้อยล้านบาทเพื่อสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาและบริษัทชั้นนำผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีนี้ มีเป้าหมายที่ต้องพิชิตเพื่อใช้เป็นพลังงานด้านการแพทย์
ขณะที่สถาบันการศึกษาไทยอย่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ไม่อยากตกขบวนรถไฟสายนี้ ดร.ดอน อิศรากร อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมการตัดและควบคุม คณะวิศวกรรมศาสตร์ พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นหนึ่งในนักวิจัยไทยที่มองเห็นโอกาสทางพลังงานใหม่ๆ รุกทำงานวิจัยด้านเอนเนอร์จี ฮาร์เวสติ้ง ทุกๆ รูปแบบ เพื่อนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาและผลิตชิ้นงานที่ได้ประโยชน์ต่อสังคม โดยขณะนี้มีงานวิจัย 4 ชิ้น คือ เครื่องเก็บเกี่ยวพลังงานจากแรงสั่นสะเทือนบนเครื่องจักร เครื่องเก็บเกี่ยวพลังงานจากการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ หรือการเดินเครื่องเก็บเกี่ยวพลังงานจากรถเข็นสินค้า และงานวิจัยพื้นกำเนิดพลังงานจากเพียโซอิเล็กทริก หรือแผ่นกำเนิดพลังงาน ที่หากเกิดได้รับการสั่นสะเทือนก็จะโค้งงอ และเกิดพลังงานขึ้นมา พร้อมตั้งเป้าไว้สูงว่า จะป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่ไม่มีวันหมดไป
ดร.ดอน อิศรากร ผู้สนใจศึกษาวิจัยเทคโนโลยีนี้มากว่า 7 ปี กล่าวว่า การเก็บเกี่ยวพลังงานจากสิ่งแวดล้อม (Energy Harvesting) เป็นเทคโนโลยีในการเก็บพลังงานที่เพิ่งเกิดขึ้น 10 ปีมานี้ มีจุดเด่นที่สามารถเก็บเกี่ยวพลังงานขนาดเล็ก ทุกๆ ที่ ทุกๆ เวลา แตกต่างจากการเก็บเกี่ยวพลังงานจากลม แสงอาทิตย์ ซึ่งคนส่วนใหญ่นึกถึง นั่นเป็นเทคโนโลยีเก็บเกี่ยวพลังงานขนาดใหญ่ใช้เป็นพลังงานทดแทน ลดการสิ้นเปลืองน้ำมันและไฟฟ้า แต่งานวิจัย 4 ชิ้นนี้ เน้นกระบวนการเก็บเกี่ยวพลังงานจากสิ่งแวดล้อมหรือจากการเคลื่อนที่ของมนุษย์  กิจกรรมของมนุษย์ เพื่อมาจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์ประเภทไอซีที อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ เป้าหมายชัดเจนต้องการให้อุปกรณ์นั้นทำงานได้ไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากแบตเตอรี่  ตอนนี้เทคโนโลยีแบตเตอรี่หยุดนิ่งแล้วจึงหาวิธีนำพลังงานสิ่งแวดล้อมมาใช้ทดแทนแบตเตอรี่
“แบตเตอรี่เป็นมลภาวะ ใช้แล้วต้องทิ้งให้ถูกที่หรือต้องรีไซเคิล เทคโนโลยีนี้ต้องการเปลี่ยนการใช้แบตเตอรี่ แต่ ณ ขณะนี้ต้องขึ้นกับการประยุกต์ใช้งาน ไม่ได้แทนที่แบตเตอรี่ แต่ยืดอายุการใช้งาน ไม่ต้องเปลี่ยนแบตบ่อยๆ แต่อนาคตตั้งเป้าแทนที่แบตเลย ลดขยะอันตรายและลดมลพิษสิ่งแวดล้อมได้ด้วย” ดร.ดอน กล่าว
ปัจจุบันถ้าถามเรื่องเทคโนโลยีแบบใหม่นี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง นักวิจัยพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง อธิบายให้ฟังว่า มนุษย์มีพลังงานเยอะมาก แต่สูญเสียพลังงานไปจากกิจกรรมประจำวัน นักวิจัยในต่างประเทศมีแนวคิดเอาพลังงานจากการเคลื่อนที่มาใช้จ่ายให้กับอุปกรณ์ที่วัดชีพจรในร่างกาย หรือการเก็บเกี่ยวกับการสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรเพื่อใช้ตรวจสภาพเครื่องจักร มันเป็นจริงแล้ว ยกตัวอย่าง อุปกรณ์การเก็บเกี่ยวพลังงานที่ใช้ในปัจจุบัน เมื่อปี 2555 นำการเต้นของหัวใจมาเก็บเกี่ยวเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อมาจ่ายให้ตัวกระตุ้นการทำงานของหัวใจ แล้วยังมีแนวคิดอื่นๆ เวลาเดินแขนจะแกว่งข้างลำตัว ก็ติดแม่เหล็กไว้ที่ปลายแขนเสื้อเชิ้ต แล้วมีขดลวดติดในกระเป๋าเสื้อนั้น ขณะเดินจะมีการตัดกันของสนามแม่เหล็กและขดลวดสามารถทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าได้
อีกตัวอย่างเป็นหน้ากาก การหายใจของเราสามารถนำไปปั่นให้เกิดการกระแสไฟฟ้าขึ้นมาชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ แต่ยังไม่ได้ผลิตอุปกรณ์จริง นอกเหนือจากนี้ ก็นำอุปกรณ์เก็บเกี่ยวพลังงานติดที่หัวเข่ามนุษย์หรือในหู เวลาพูดคุยหรือเคี้ยวอาหารจะมีการสั่นสะเทือนของฟันกรามนำพลังงานนี้มาจ่ายให้เครื่องช่วยฟังที่ต้องใช้แบตเตอรี่ได้ หรือที่อังกฤษใช้อุปกรณ์เก็บเกี่ยวพลังงานกับปุ่มกดให้รถหยุด ไม่ใช้ไฟฟ้าจากตัวรถ มาจากแรงสั่นสะเทือนเช่นเดียวกัน ขณะที่สหภาพยุโรปก็ตื่นตัวกับเทคโนโลยีนี้ มีโปรเจ็กต์พัฒนาควบคู่กับระบบเซ็นเซอร์เพื่อที่จะจ่ายให้กับระบบตรวจร่างกายของมนุษย์ เช่น ผู้สูงอายุมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจสอบการเต้นของหัวใจและการทำงานของร่างกาย แล้วส่งสัญญาณนั้นผ่านโทรศัพท์มือถือไปให้แพทย์
นักวิจัยผู้นี้มองว่า เทคโนโลยีนี้สั้นมาก ยังต้องการการพัฒนาใหม่ๆ เพื่อให้คุณสมบัติอุปกรณ์เก็บเกี่ยวพลังงานมีคุณภาพดียิ่งขึ้น อาจไปคาบเกี่ยวใช้แทนพลังงานทดแทนได้ ลดการใช้เชื้อเพลิง น้ำมัน ทั่วโลกสนใจการเก็บเกี่ยวพลังงาน สหภาพยุโรปทุ่มทุนวิจัยอยากให้ระบบนี้เกิดขึ้นจริงใน 10 ปีข้างหน้า ลาดกระบังไม่ยอมตกรถไฟขบวนนี้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเก็บเกี่ยวพลังงานไม่ได้เกิดได้ด้วยตัวเอง ต้องเกิดจากการบูรณาการของเทคโนโลยีหลายสาขา เช่น เทคโนโลยีด้านเซ็นเซอร์ เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ประกอบกัน เพื่อให้เกิดระบบพลังงานไม่สิ้นสุด
งานวิจัยที่สำคัญ 4 ชิ้นของพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบังนั้น เริ่มจาก การเก็บเกี่ยวพลังงานจากพื้น ลองจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเราเดินบนพื้นที่สามารถผลิตพลังงานใช้งานได้  ซึ่งในงานเผยนวัตกรรมแหล่งพลังงานใหม่ ทีมนักวิจัยพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง แสดงและสาธิตให้เห็นว่าเป็นจริงได้
ดร.ดอนเผยว่า เป็นการเก็บเกี่ยวพลังงานที่สูญเปล่าไปจากการเดิน ออกแบบพื้นขนาดเท่ากับเท้าคนเพื่อให้แรงกดกระจายตัว ได้พลังงานมากเมื่อคนเดินผ่านหรือเมื่อเหยียบ พื้นนี้จะไม่ยุบตัวรู้สึกเหมือนเดินบนพื้นทั่วไป คอนเซ็ปต์คือ มีแผ่นปุ่มกด แผ่นกด และแผ่นรองที่วางแผ่นเพียโซอิเล็กทริกไว้ เมื่อโค้งงอจะเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าขึ้นมา ตอนนี้แรงดันที่ได้ 120-130 โวลล์ แต่เป็นแรงดันที่ไม่ต่อเนื่อง จึงต้องเก็บไว้ที่ตัวเก็บประจุ  แล้วดึงพลังงานมาใช้เมื่อต้องการ อยู่ในขั้นตอนจดสิทธิบัตร
“หากใช้พื้นนี้ไปติดตั้งหรือปูแทนพื้นกระเบื้องจะจ่ายพลังงานให้กับหลอดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านที่ใช้แรงดันไฟฟ้าต่ำได้ แม้ได้พลังงานขนาดเล็ก แต่ใช้ในพื้นที่สาธารณะ ที่มีคนพลุกพล่าน ติดตั้งขยายพื้นที่ให้กว้างจะยิ่งเพิ่มพลังงานมากขึ้น ทำให้จุดหลอดไฟขนาด 5 วัตต์ ได้กว่า 100 นาที นี่คือการเก็บพลังงานที่สูญเสียไปมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทีมวิจัยจะต้องออกแบบรูปแบบพื้นให้ดีขึ้น คงทนมากขึ้น และจ่ายพลังงานให้มากขึ้นในขนาดเท่ากัน”
ส่วนชิ้นที่สอง การเก็บเกี่ยวพลังงานจากการเคลื่อนที่ข้อเข่าของมนุษย์ โดยอุปกรณ์ติดตั้งอยู่ที่ข้อเข่า โดยสามารถเก็บพลังงานได้ 7 มิลลิจูน จากการเดิน 150 เมตร นักวิจัยกล่าว พลังงานขนาดนี้สามารถใช้จ่ายให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ใช้พลังงานต่ำประมาณ 0.1 ไมโครวัตต์ ถึง 9 ชั่วโมง ซึ่งมีแนวคิดใช้อุปกรณ์ตัวนี้เป็นแหล่งพลังงานให้กับอุปกรณ์วัดสัญญาณในร่างกายต่างๆ ของมนุษย์ เช่น ใช้กับเซ็นเซอร์วัดคลื่นหัวใจ ในอนาคตอาจใช้จ่ายพลังงานให้กับสมาร์ทโฟน โทรศัพท์มือถือสักเครื่องขณะวิ่งออกกำลังกาย ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนต่อเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจนักกีฬาอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า หากอุปกรณ์นี้เป็นแหล่งพลังงานได้ ตอบโจทย์ได้ พลังงานไม่มีวันหมด อนาคตอาจฝังในร่างกายมนุษย์
งานวิจัยที่ใกล้ตัวคนเมืองเข้ามาอีก คือ การเก็บเกี่ยวพลังงานจากรถเข็น ทุกวันนี้รถเข็นช็อปปิ้งจับจ่ายสินค้ามีความทันสมัยมากขึ้น ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทีมวิจัยมีแนวคิดพัฒนาเครื่องเก็บเกี่ยวพลังงานแทนการใช้แบตเตอรี่ จึงออกแบบล้อกำเนิดพลังงาน แรงดันที่ได้ขณะนี้ 125 โวลล์ ซึ่งสามารถใช้กับรถเข็นประเภทอื่นได้อีก เช่น รถเข็นขายของตามสถานที่ท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวสนใจ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่มีล้อ ก็ประยุกต์ใช้งานได้ ลดการชาร์จแบต
วศิน หริ่มรุ่งเรือง นักศึกษาชั้นปี 4 สาขาวิศวกรรมการวัดและควบคุม ภาควิชาแมคคาทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง เสนอจุดเด่นรถเข็นพลังงานนี้ว่า   ปัจจุบันผู้ใช้บริการตามห้างสรรพสินค้า มีผู้ใช้บริการรถเข็น ซึ่งสูญเสียพลังงานกลโดยเปล่าประโยชน์ เห็นว่าเราสามารถเปลี่ยนพลังงานกลมาเป็นพลังงานไฟฟ้าเก็บไว้ได้ อาศัยการหมุนของล้อรถเข็น ใช้หลักการขดลวดตัดกับกระแสแม่เหล็ก เหนี่ยวนำให้เกิดไฟฟ้าขึ้น แล้วนำกระแสไฟฟ้าไปใช้งานกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ส่วนกระแสไฟฟ้ามากหรือน้อยขึ้นกับจำนวนรอบที่เข็นและจำนวนล้อ
“ตอนนี้ออกแบบ 1 ล้อ ผลิตพลังงานได้ 60 มิลลิวัตต์ ในอนาคตสามารถออกแบบเพิ่มเป็น 4 ล้อ และผลิตพลังงานได้มากขึ้น อาจเข็นรถไปพร้อมกับชาร์จแบตสมาร์ทโฟน หรือจ่ายไฟให้แท็บเล็ตแสดงรายการสินค้า โปรโมชั่นสินค้า เครื่องตรวจสอบราคาสินค้า หรือจอจีพีเอสค้นหาสินค้าที่ติดบนรถเข็น ซึ่งพลังงานขนาด 60 มิลลิวัตต์ เข็นด้วยความเร็วปกติสามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด AA 1 ก้อน 12 โวลล์ ชาร์จเป็นเวลา 40 นาที นำแบตเตอรี่ก้อนนี้ไปจ่ายให้กับมอเตอร์ขนาดเล็ก ทำให้มอเตอร์ทำงานได้ 40-50 นาที ดูหน่วยน้อย แต่ทำอะไรได้มาก” หนุ่มวิศวะ พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง บอกพร้อมกับเข็นรถเข็นโชว์ไปทั่ว
สำหรับงานวิจัยสำคัญชิ้นสุดท้าย คือ เครื่องเก็บเกี่ยวพลังงานจากแรงสั่นสะเทือนบนเครื่องจักร ดร.ดอนกล่าวว่า เมื่อปีที่แล้วมีโรงพิมพ์แห่งหนึ่งเกิดระเบิด เพราะไม่มีการตรวจสอบสภาพ เป็นโจทย์ให้งานวิจัยนี้เกิดขึ้นเพื่อตรวจสภาพเครื่องจักร หากติดตั้งเซ็นเซอร์ในเครื่องจักรต้องใช้แบตเตอรี่หรือพลังงานจากส่วนอื่น มองว่าต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยครั้งและหยุดการทำงานของเครื่องจักร ฉะนั้น จึงออกแบบการเก็บเกี่ยวอุปกรณ์ของเครื่องจักรได้ และจ่ายพลังงานให้เซ็นเซอร์ ผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รางวัลดีเด่นอันดับ 1 จากสมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย
โดยอุปกรณ์ตัวนี้จะติดตั้งที่ฐานล่างของเครื่องจักร หากเครื่องจักรทำงาน เกิดแรงสั่นสะเทือนจะแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้วัดอุณหภูมิ และส่งสัญญาณไร้สายเข้าระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจวัดค่าอุณหภูมิของห้องหรืออุณหภูมิเครื่องจักร จุดเด่นคือ ไม่มีแบตเตอรี่เป็นตัวพักพลังงานเลย พลังงานที่ได้มาเก็บในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า ตัวเก็บประจุ ก่อนจะจ่ายไปเลี้ยงระบบ
นอกจากผลงานวิจัย 4 ชิ้นข้างต้นที่นำมาโชว์แล้ว มีอีกสองชิ้นเกี่ยวกับเอนเนอร์จีฮาร์เวสติ้ง เป็นอุปกรณ์เก็บเกี่ยวพลังงานที่ใส่ไว้ในนาฬิกา และวิจัยการเก็บเกี่ยวพลังงานจากลมที่มีความเร็วต่ำอยู่ในขั้นตอนการจดสิทธิบัตรเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยด้านเก็บเกี่ยวพลังงานยอมรับว่า จากประสบการณ์ทำงานวิจัยด้านการเก็บเกี่ยวพลังงานมาเกือบ 10 ปี ระบบนี้ยังไม่ได้พัฒนาถึงขั้นหยุดโลกร้อนได้ในตอนนี้ แต่ทีมวิจัยลาดกระบังพยายามทำให้ใช้ใกล้เคียงพลังงานทดแทนได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อไปในอนาคต อุปกรณ์เก็บเกี่ยวพลังงานนี้ต้องการให้ระบบทำงานอัตโนมัติตลอดไป ไม่มีที่สิ้นสุด โดยเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากแบตเตอรี่ แต่บางระบบยังต้องการแบตเตอรี่อยู่เพื่อเป็นที่พักพลังงาน อาจใช้ร่วมกันหรือประสานกันเพื่อลดการใช้แบตเตอรี่ หรือยืดอายุการใช้งานระบบนั้นๆ
“มีคนบอกอุปกรณ์นี้เก็บเกี่ยวพลังงานได้ต่ำ พลังงานน้อยขนาดนี้ ใช้ไม่ได้ ลืมมันไปซะ แต่ผมขอย้ำว่า เราต้องการพัฒนา ทั้งระบบเซ็นเซอร์ ระบบอิเล็กโทรนิกก์ แล้วเลือกอุปกรณ์เก็บเกี่ยวพลังงานที่เหมาะสมเพื่อนำไปใช้งาน” นี่คือปรัชญาการทำงานนวัตกรรมทั้ง 4 ชิ้นนี้ ที่ ดร.ดอนย้ำ
ก่อนที่นักวิจัยสรุปท้ายสิ่งที่ลาดกระบังทำต้องการเป็นผู้นำในประเทศและในอาเซียน สิ่งที่จะทำให้เทคโนโลยีใหม่นี้พัฒนาและขับเคลื่อนต่อไปได้ คือ การประยุกต์ใช้งาน ไม่ว่าด้านการเคลื่อนไหวของมนุษย์ อุตสาหกรรม การแพทย์ วิศวกรรมโยธา ฯลฯ โดยในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบังจะจัดงานอิโนเวชั่นเดย์ และนำนวัตกรรมแหล่งพลังใหม่มาโชว์สนใจมาเยี่ยมชมได้.

ประสบการณ์แชมป์ประหยัดน้ำมัน เหยียบให้เหมือนเหยียบไข่

http://www.thaipost.net/sunday/140713/76370

14 July 2556 – 00:00

เรื่องการประหยัดพลังงานเป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังหาหนทางว่า ทำอย่างไรถึงจะใช้ได้ประหยัดที่สุด โดยเฉพาะการขับขี่รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหน รถเก๋งนั่ง รถโดยสาร และรถบรรทุกนั้น มีความพยายามคิดค้นนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาเพื่อให้เจ้าเครื่องยนต์ 4 ล้อ 10 ล้อ 18 หรือ 20 ล้อ ใช้น้ำมันสิ้นเปลืองให้น้อยที่สุด แต่จริงๆ แล้วหนทางที่ง่ายที่สุดนั้นอยู่ที่ตัวผู้ขับขี่นั่นเอง
เป็นปีที่ 4 ที่บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ผู้แทนจำหน่ายรถบรรทุกหนักวอลโว่ผู้เดียวในประเทศไทย ได้จัดแข่งขัน FuelWatch Competition ขึ้น เพื่อหาแชมป์ขับที่ประหยัดน้ำมัน ซึ่งจะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขับรถบรรทุกประหยัดน้ำมันระดับโลกที่ประเทศออสเตรเลีย
มร.ฌาร์ค มิเชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า ระบบขนส่งทั่วโลกเป็นตัวการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เป็นตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนถึง 6% และยังพบอีกว่าต้นทุนของผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์มาจากน้ำมันรถถึง 50% ซึ่งหากประหยัดต้นทุนส่วนนี้ได้ก็จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมาก
“เป้าหมายของวอลโว่ ที่มีการฝึกอบรมขับขี่รถบรรทุกให้กับลูกค้าก็คือ การขับขี่อย่างมีวินัย และเน้นความปลอดภัย ถ้าหากมี 2 อย่างด้วยกันก็จะทำให้เกิดการประหยัดน้ำมันได้”
ซีอีโอวอลโว่ กรุ๊ปฯ ในไทยกล่าวอีกว่า ปีนี้มีผู้สมัครเข้าแข่งขันประหยัดน้ำมัน 81 คน มากกว่าปีแรกถึง 45% และปีนี้ยังได้เพิ่มการแข่งขันประเภททีม มีเป้าหมายเพื่อสร้างทีมสปิริต เพื่อให้นักขับได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน นอกจากนี้ยังปรับปรุงเกณฑ์การแข่งขันของผู้ชนะเลิศ โดยเลือกถนนเส้นทางที่เป็นจริงในการใช้งานแข่งขัน
“ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าคุณภาพผู้เข้าร่วมแข่งขันได้พัฒนาขึ้นทุกปี อีกทั้งพนักงานขับรถวอลโว่ ทรัคส์ ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมแข่งขันมากขึ้นทุกๆ ปี ทำให้การแข่งขันแต่ละปีพัฒนาไปอย่างเข้มข้น ความสามารถของผู้ขับสามารถประหยัดน้ำมันได้ 20-30% จากระดับขับขี่ปกติทั่วไป ซึ่งถ้าหากเขาขับประหยัดน้ำมันได้ในระดับนี้ตลอดก็จะประหยัดต้นทุนให้กับบริษัทได้มาก เพราะต้นทุนกิจการโลจิสติกส์กว่าครึ่งมาจากน้ำมันรถขนส่ง”
ผู้เข้าแข่งขันจาก 81 คนจะคัดเหลือ 24 คนในรอบสุดท้ายโดยแบ่งออกเป็น 6 ทีมจากนั้นจะกลั่นกรองเหลือเพียง 4 คน เพื่อให้ได้แชมป์ขับประหยัดน้ำมันเพียงคนเดียว
ผลการแข่งขัน ที่มีผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบ 5 เส้นทางที่ตรงกับสถานการณ์จริง และรถที่ขับบรรทุกน้ำเต็มคัน มีน้ำหนักประมาณ 50 ตัน ปรากฏว่าแชมป์เป็นของ นายพิพัฒน์ มะสีพันธุ์ พนักงานขับรถบรรทุกของบริษัท เคเอเอฟ อิมพอร์ต เอ็กซ์พอร์ต จำกัด สามารถประหยัดน้ำมันได้ในระยะ 3.46 กม./ลิตร แชมป์รายนี้บอกว่าคุ้นเคยกับรถวอลโว่ ทรัคส์มากว่า 20 ปี ปัจจุบันอายุ 43 และไม่เคยขับรถบรรทุกยี่ห้ออื่น จึงเข้าใจในความเป็นรถวอลโว่ค่อนข้างมาก ทั้งระบบเครื่องยนต์และระบบอื่นๆ ของรถ
“เทคนิคของผมคือ ขับยังไงให้เหมือนเหยียบไข่ ถ้าเหยียบแรงไข่จะแตกหมายถึงว่ามันกินน้ำมัน หรืออย่าเหยียบยก เหยียบยก อย่างนี้จะกินน้ำมัน แต่ถ้าขับเหยียบให้เนียนที่สุด ประหยัดน้ำมันแน่ และคนที่สอนผมเรื่องนี้ก็คือ คุณคณิตศร เหมสุวรรณ ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนอบรมคนขับของวอลโว่ ซึ่งทางวอลโว่เขาจะมีการอบรมการขับให้กับลูกค้าที่ซื้อรถของเขา”
แต่หลักการกว้างๆ นั้น พิพัฒน์บอกว่าผู้ขับขี่จะต้องรู้กฎ 3 ข้อ คือ 1.ต้องรู้ว่ารถรุ่นนี้ใช้อย่างไร หรือรู้ระบบของรถ ซึ่งเขายอมรับว่าวอลโว่เป็นรถบรรทุกหนักที่ดีที่สุด เคยลองขับยี่ห้ออื่นมาแล้ว แต่รู้สึกสู้วอลโว่ไม่ได้ จึงขับแต่วอลโว่มาตลอด 2.ต้องเรียนรู้เส้นทางว่าเป็นอย่างไร เส้นทางเรียบ หรือขึ้นเขา ขึ้นเนิน เป็นต้น 3.ต้องรู้กฎหมาย
ปัจจุบัน พิพัฒน์ขับรถส่งผลไม้ไทยที่มีตามฤดูกาล ไม่ว่ามังคุด เงาะ ทุเรียน ฯลฯ ส่งไปประเทศจีน เส้นทางที่ขับต้องข้ามจากเชียงของไปลาว จากลาวไปจีน โดยเฉพาะเส้นทางจากลาวไปจีนนั้นถือว่าขับยากมาก ต้องขึ้นเขาตลอด บางช่วงสูงตั้งชัน และลงเนินมามีโค้งหักศอกรอข้างหน้า คนขับจะต้องเซียนพอสมควร
“การที่ผมได้ขับรถวอลโว่ไปส่งผลไม้เกือบทุกวัน ข้ามจากลาวไปจีน ใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 3 วัน เอาง่ายๆ ว่าวันหยุดผม 1 ปีมีแค่เดือนเดียว และใช้เส้นทางนี้ตลอด ทำให้ผมได้ประสบการณ์การขับประหยัดน้ำมัน รู้ว่าทางลงจากเนินแล้วต้องหักศอกต้องทำอย่างไร และเทคนิคที่ผมบอกขับให้เนียนเหมือนเหยียบไข่ใช้ได้กับทั้งรถเก๋งหรือรถบรรทุก รับรองว่าประหยัดน้ำมันแน่”
ส่วนการไปแข่งที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งต้องแข่งกับแชมป์ระดับประเทศทั่วโลก พิพัฒน์บอกว่าไม่กลัว เชื่อว่าแข่งสู้ประเทศอื่นได้ ไม่ต้องฝึกซ้อมอะไร เพราะการขับทำงานในชีวิตจริงก็เป็นการซ้อมไปในตัวอยู่แล้ว
ในช่วงปี 2555 บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ประกาศแผนลงทุนในประเทศไทยอีก 5 พันล้านบาท แบ่งเป็นการตั้งโรงงานผลิตรถวอลโว่ ทรัคส์ 2 พันล้าน และการขยายสาขาบริการอีก 15 แห่ง มูลค่า 3 พันล้านบาท มร.ฌาร์ค มิเชล เปิดเผยว่า บริษัทแม่ในสวีเดนได้มองถึงเรื่องการเปิดเขตการค้าเสรีในอาเซียนหรือเออีซี และตัดสินใจเลือกที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการขยายตลาดไปประเทศพม่า ลาว เขมร
ส่วนการฝึกอบรมการขับขี่รถวอลโว่ ทรัคส์นั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งกลยุทธ์การตลาดของวอลโว่ ซึ่งได้นำประสบการณ์การแข่งขัน FuelWatch ที่จัดมา 3 ปี มาทำเป็นหลักสูตรเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้ขับขี่อื่นๆ ให้สามารถประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งจะมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนการดำเนินงาน ปัจจุบันรถวอลโว่ ทรัคส์ ได้ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับยูโร 6 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่สูงมาก.

ยับยั้งโครงการน้ำ กระทบความหลากหลายทางชีวภาพ

http://www.thaipost.net/sunday/140713/76376

14 July 2556 – 00:00

แผนการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่จะมีทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อน 18 แห่งในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก และลุ่มน้ำอื่นๆ ทำทางน้ำหลากหรือฟลัดเวย์ และแก้มลิง ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตและประชาชน ขณะนี้ศาลปกครองมีคำพิพากษาสั่งให้นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กน.อช.) และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วประเทศอย่างทั่วถึงและถูกต้องก่อนดำเนินการโครงการน้ำหรือแผนงานต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย
ขณะเดียวกันก็มีข้อท้วงติงจากเครือข่ายภาคประชาสังคม ถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมหากมีการดำเนินการตามแผนงานทั้ง 9 แผนงาน รวมถึงนักวิชาการที่ออกมาเรียกร้องให้มีการทบทวนโครงการน้ำของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการจัดการแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานเผย แนวฟลัดเวย์ตะวันตกแก้น้ำท่วม ชื่อโครงการคลองระบายน้ำหลาก ขาณุวรลักษบุรี-ท่าม่วง ถือเป็นโครงการใหญ่ใช้เงินลงทุนรวมทั้งค่าก่อสร้างและเวนคืนที่ดินกว่า 100,000 ล้านบาท เนื่องจากมีระยะทางยาว 289 กิโลเมตร ตามโครงการระบุจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่ ตั้งแต่ด้านเหนือ จ.นครสวรรค์ถึงกาญจนบุรี ที่ อ.ท่าม่วง เหนือเขื่อนแม่กลองและระบายออกสู่อ่าวไทย ซึ่งได้รับการต่อต้านจากภาคประชาชนเป็นอย่างมาก และตามกฎหมายต้องทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA
รูปแบบโครงการจะขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ยาว 289 กิโลเมตร มีแนวเขตคลองกว้าง 245 เมตร แยกเป็นขนาดความกว้างของคลองระบายน้ำ 200 เมตร ขนาดก้นคลอง 85 เมตร ลึกจากระดับพื้นดิน 10 เมตร ระบายน้ำได้ 1,200 ลบ.ม./วินาที ส่วนเขตทางที่เหลือเป็นถนนคอนกรีตบนคันคลองในฝั่งตะวันตก (ขวา) ของคลอง กว้าง 8 เมตร เป็นถนน 2 ช่องจราจร และฝั่งตะวันออก (ด้านซ้าย) กว้าง 23 เมตร เป็นถนนพร้อมเกาะกลาง 4 ช่องจราจรไป-กลับ
จุดเริ่มต้นโครงการรับน้ำจากแม่น้ำปิงที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี ระบายลงแม่น้ำแม่กลองบริเวณเหนือเขื่อนแม่กลองที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ตัดผ่านพื้นที่ 6 จังหวัด 19 อำเภอ 52 ตำบล มีพื้นที่กันเป็นแนวเขตทางเพื่อก่อสร้างหรือเวนคืน 43,239 ไร่ แยกเป็น 1.กำแพงเพชร 4,528 ไร่ 2 อำเภอ คือ ขาณุวรลักษบุรี และคลองขลุง, 2.นครสวรรค์ 5,340 ไร่ มี อ.ลาดยาว, 3.อุทัยธานี 6,047 ไร่ พื้นที่ 4 อำเภอ คือ สว่างอารมณ์ ทัพทัน หนองขาหย่าง และหนองฉาง, 4.ชัยนาท 7,322 ไร่ 4 อำเภอที่หนองมะโมง วัดสิงห์ หันคา และเนินขาม, 5.สุพรรณบุรี 8,432 ไร่ 4 อำเภอ คือ เดิมบางนางบวช หนองหญ้าไซ ดอนเจดีย์ และอู่ทอง และ 6.กาญจนบุรี 11,571 ไร่ 4 อำเภอ คือ เลาขวัญ ห้วยกระเจา พนมทวน และท่าม่วง
โดยกรมชลประทานระบุประโยชน์โครงการจะช่วยแก้น้ำท่วมตั้งแต่นครสวรรค์ถึงอ่าวไทย รวมถึงเปิดพื้นที่ชลประทานใหม่ตามแนวคลอง 618,210 ไร่ แยกเป็น 6 โซน ได้แก่ 1.พื้นที่ขาณุวรลักษบุรี-ลาดยาว จำนวน 98,117 ไร่, 2.หนองขาหย่าง-หนองมะโมง 159,108 ไร่, 3.หันคา-เดิมบางนางบวช 70,998 ไร่, 4.หนองหญ้าไซ-เลาขวัญ 250,964 ไร่, 5.ห้วยกระเจา 25,377 ไร่ และ 6.พนมทวน-ท่าม่วง 13,647 ไร่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภคและบริโภค พื้นที่รัศมี 2 กิโลเมตรจากแนวคลองระบายน้ำครอบคลุม 42 ตำบล 4 เทศบาล 115 หมู่บ้าน
ส่วนถนนจะช่วยทำให้การคมนาคมเชื่อมภูมิภาคระหว่างภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้สะดวกยิ่งขึ้น เนื่องจากถนนที่สร้างคู่ขนานไปกับแนวคลอง จุดสิ้นสุดโครงการที่ อ.ท่าม่วงเหนือ เขื่อนแม่กลอง จะบรรจบกับปลายทางของมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ที่กรมทางหลวง (ทล.) จะก่อสร้าง และอนาคตจะเชื่อมกับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ช่วยทั้งการเดินทาง และเกิดการพัฒนาเมืองตลอดเส้นทาง เนื่องจากพื้นที่ว่างริมถนนจะมีการพัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ เช่น จุดพักรถ บริการครบครันทั้งร้านอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวก ห้องน้ำ ร้านสะดวกซื้อ สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เบื้องต้นคาดว่าตลอดเส้นทาง 289 กม. จะมีจุดพักรถ 3-4 จุด ระยะทางต่อแห่งเฉลี่ยประมาณ 50-100 กม.
สุรพล ดวงแข ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวว่า การจัดทำทางน้ำหลากหรือทางผันน้ำเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีความเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงกับอ่าวไทย พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติของไทย ซึ่งตามกฎหมายแล้วจะต้องทำ EIA หากไม่ศึกษารายละเอียดผลกระทบก่อนดำเนินโครงการก็มีความเสี่ยงสูงที่จะไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของประชาชน กระทบอาชีพประมงพื้นบ้าน อาชีพคนหาปลาตามฤดูกาล การหาอยู่หากินชาวบ้านจะยากลำบากมากขึ้น เพราะการปล่อยให้มีการผันน้ำลงไปสู่อ่าวไทยในปริมาณมากถึง 1,200-1,500 ลบ.ม./วินาที จะทำให้พื้นที่น้ำกร่อยเปลี่ยนแปลง สัตว์น้ำตามธรรมชาติและที่ชาวบ้านเพาะเลี้ยงจะเสียหาย ได้มีการศึกษาสภาพแวดล้อมชายฝั่งและพื้นที่ปากอ่าวไทยรูปตัว ก แล้วหรือยัง นอกจากนี้ตะกอนที่พัดพามากับน้ำจืดจะทำให้น้ำทะเลขุ่นและเกิดการสะสมตะกอนปากแม่น้ำรวดเร็วขึ้น โครงการจะหาแนวทางป้องกันหรือควบคุมการผันน้ำอย่างไร
มิหนำซ้ำ โครงการน้ำหลายโครงการอาจขัดอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ไทยเป็นรัฐภาคีและได้ให้สัตยาบันต่อองค์การสหประชาชาติจะจัดการดูแล อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฝ้าระวังรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำและป่า แต่กลับดำเนินโครงการที่ไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศ แก้ปัญหาด้วยการกั้นน้ำ กักน้ำ และหาช่องทางน้ำใหม่ ไม่ยอมให้ท่วมเลย และไม่ใช้แนวคิดบริหารจัดการเฉลี่ยน้ำ จะเจอปัญหาตามมาอีกมากแน่ ห่วงปรากฏการณ์น้ำหลากในฤดูน้ำหลากของประเทศไทยจะหายไป ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางน้ำ ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่หายไป ไม่มีการไหลเวียนของน้ำเหมือนเคย ไม่เหลือความสมบูรณ์ของหนอง บึง หรือทุ่ง ที่เป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านและสัตว์น้ำที่ต้องอาศัยพื้นที่เติบโต ตามอนุสัญญาฯ รัฐและชุมชนต้องร่วมกันกำหนดกติกาในการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำ และส่งเสริมแผนจัดการโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
สำหรับแนวทางป้องกันแก้ไขน้ำท่วมนั้น นักวิชาการอาวุโสเสนอว่า รัฐบาลต้องปรับแผนจัดการน้ำบนพื้นฐานความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ และตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างพื้นที่ภาคกลางศึกษาแต่ละพื้นที่น้ำมาเมื่อไหร่ มาแค่ไหน ไปเมื่อไหร่ หากเข้าใจจะสามารถจัดการน้ำและเฉลี่ยปริมาณน้ำเข้าทุ่งต่างๆ ในภาคกลาง เป็นระดับการท่วมที่ไม่ทำให้เสียหาย แถมจะทำให้ความอุดมสมบูรณ์ฟื้นคืนมาก ขณะเดียวกันรัฐต้องเพิ่มศักยภาพชุมชนในการอยู่กับน้ำช่วยลดความเดือดร้อน และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในการทำเกษตรกรรม มีการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่
“สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา สุพรรณบุรี นนทบุรี ภูมิประเทศในพื้นที่เป็นแอ่งและมีน้ำพักตัวโดยธรรมชาติ และชุมชนมีความสามารถในการอยู่กับน้ำ เตรียมรับมืออยู่แล้ว นี่คือที่ให้น้ำอยู่ หรือแก้มลิง แนวทางนี้ควบคุมได้และไม่เสียหายหนัก เป็นการจัดการน้ำที่ต้นทุนต่ำ จัดการดียังเพิ่มพูนผลประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ ปลาหลากชนิด ลูกกุ้งเติบโต ส่วนพืชน้ำเจริญงอกงาม แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ไม่ยอมให้น้ำเข้าทุ่ง ควบคุมไม่ให้น้ำท่วมเลย นี่คือการไม่เข้าใจระบบนิเวศ ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำจะหายไปในที่สุด อีกเรื่อง การจัดการน้ำในเขื่อนต้องโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” อาจารย์สุรพลเสนอทางออก
อีกเรื่องที่นักวิชาการผู้นี้แสดงความวิตกคือ การที่ภาครัฐทำโครงการประตูน้ำโดยก่อสร้างและใช้เงินไปแล้วตามงบเร่งด่วน 1.2 แสนล้านบาท เขาระบุว่าประตูน้ำที่ปิดกั้นคลองระบายน้ำตลอดเส้นทางตั้งแต่อยุธยาลงมาถึงปากอ่าวไทย ไม่สอดคล้องกับการขึ้น-ลงของน้ำ เมื่อไม่มีการไหลเวียนของน้ำ ผลคือน้ำในคลองเน่า หากเปิดประตูน้ำเสียก็ระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมเพิ่มขึ้น นี่คือตัวอย่างของโครงการป้องน้ำที่ดำเนินการไปแล้ว เสียหายไปแล้ว เพราะไม่มีการศึกษาที่เหมาะสม ต่อไปคงต้องตั้งงบเพื่อแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็เสนอว่าให้รัฐบาลศึกษาหาทางลดความเสียหายด้วย
อาจารย์สุรพลฝากด้วยว่า กิจกรรมของมนุษย์หรือโครงการใดที่จะเกิดขึ้น จำเป็นต้องเข้าใจระบบนิเวศในธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำ การสร้างถนน สร้างเมือง ทำอุตสาหกรรม กระทั่งเกษตรกรรม ต้องศึกษารายละเอียดและศึกษาผลกระทบให้ครอบคลุมทุกมิติ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ส่งผลให้ระบบเสื่อมโทรม จริงๆ แล้วการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ต้องทำอะไร แค่เก็บรักษาไว้พอแล้ว
ด้าน รศ.ดร.อุทิศ กุฎอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา กล่าวว่า โครงการทั้ง 9 โมดูลที่ทางรัฐได้นำเสนอเพื่อเป็นการแก้ปัญหาอุทกภัยนั้น ต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่ผ่านมานักวิชาการออกมายับยั้งเพราะเกรงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพราะแผนงานกระทบตั้งแต่ต้นน้ำลำธาร ลุ่มน้ำตอนกลาง และพื้นที่ลุ่มน้ำตอนปลาย อย่างเขื่อนแม่วงก์เป็นโครงการในอดีต นำมาฟื้นใหม่ ส่วนโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ประชาชนคัดค้านมาก เพราะเกรงผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศ ผืนป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ รัฐเสนอทำเขื่อนยมบน-ยมล่างก็ยังถูกต่อต้าน ยังไม่รวมอ่างเก็บน้ำตามแผนน้ำที่จะสร้างบน 17 ลุ่มน้ำ เห็นด้วยที่ศาลปกครองสั่งให้กลับไปศึกษา EIA ก่อน ส่วนที่รัฐบาลอุทธรณ์สู้ พร้อมกับประกาศจะทำ EIA พร้อมกับการก่อสร้างโครงการ ผิดขั้นตอน ทำไม่ได้ หากเดินหน้าไปแล้วโครงการไม่ผ่าน EIA จะทำอย่างไร
“อยากจะเอาเร็ว ปัญหาตามมาแน่ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่ง คือ พิจารณาทำ EIA รายโครงการ กู้เงินทีละโครงการ หัวใจของการทำ EIA คือ ศึกษารายละเอียดผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่อย่างรอบด้าน ทั้งระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิต เพื่อให้โครงการที่สร้างนั้นมีความยั่งยืน ไม่เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม และสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ” อาจารย์อุทิศให้ความเห็น
พร้อมกับฝากทิ้งท้าย รัฐควรให้ความสำคัญในเรื่องมาตรการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำต่างๆ ของประเทศ กำหนดและวางแผนดำเนินการโดยเฉพาะ โครงการน้ำต้องไม่มุ่งในเรื่องการป้องกันน้ำท่วมอย่างเดียว ต้องเข้าใจว่าประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน น้ำมาจากฝนเป็นหลัก มีช่วงฤดูฝน 6 เดือน อีก 6 เดือนเป็นช่วงแห้งแล้ง อาจมีฝนบ้าง ซึ่งดินเป็นปัจจัยสำคัญในการกักเก็บและชะลอน้ำที่จะปล่อยให้คนได้ใช้ประโยชน์ช่วงฤดูแล้ง ฉะนั้นแผนน้ำต้องมุ่งจัดการดินให้เก็บกักน้ำมากที่สุด ช่วยให้มีน้ำทำเกษตรฤดูแล้ง และลดน้ำที่จะไหลหลากลงมาท่วมในฤดูฝน โดยเฉพาะป่าไม้สำคัญมาก ต้องรักษาพื้นที่ป่าในแต่ละลุ่มน้ำให้เหมาะสม โดยเฉพาะป่าคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 2 และชั้น 3 ช่วยป้องกันน้ำท่วมได้.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,210 other followers

%d bloggers like this: