ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

มาลา คำจันทร์ เสกอักษรมนต์เมืองเหนือ พฤษภาคม 26, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/210514/90775

ศิลปวัฒนธรรม
Wednesday, 21 May, 2014 – 00:00
.
ในโอกาสที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ไปเปิดบ้านแม่บัวซอน ถนอมบุญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ประจำปี 2555 จึงได้แวะเยี่ยมบ้านของมาลา คำจันทร์ หรือเจริญ มาลาโรจน์ กวีซีไรต์ปี 2535 ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2555 ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัย 62 ปี พำนักในบ้านไม้ 2 ชั้น
อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางหมู่ไม้น้อยใหญ่
มาลา คำจันทร์ นับเป็นผู้สร้างสรรค์งานเขียนที่แตกต่างจากงานเขียนทั่วไป เพราะโดดเด่นด้วยสีสันกลิ่นอายของท้องถิ่นล้านนาอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ขนบธรรมเนียม ประเพณี สภาพธรรมชาติ วิถีชีวิตผู้คน
ศิลปินแห่งชาติที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ล้านนา เล่าถึงชีวิตช่วงนี้ว่า ยังเขียนหนังสืออยู่ทุกวัน ตื่นตี 3 นั่งเขียนจนถึงรุ่งเช้า หลังจากนั้นรับประทานอาหาร ดูเฟซบุ๊ก ตระเวนถ่ายรูปที่ชอบเป็นชีวิตจิตใจ ช่วงบ่ายจะเข้าสวน ดูแลต้นไม้ จนพระอาทิตย์ตกดิน และเข้านอนไม่เกิน 2 ทุ่ม เพราะหมดแรงแล้ว วงจรดังกล่าวเป็นกิจวัตรที่เกิดขึ้นทุกวัน
เรื่องที่กำลังเขียนในขณะนี้คือ “สร้อยหงส์แสง” เคยลงในนิตยสารแปลกตอนภาคแรกมาแล้ว และที่กำลังเขียนเป็นภาคที่ 2 เมื่อถามว่าเขียนหนังสือทุกวัน ก่อนเขียนต้องมีการบิลด์อารมณ์ก่อนหรือไม่ มาลา คำจันทร์ บอกว่า ไม่เคยเสียเวลาคิดเลย พอนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ปุ๊บ ก็เขียนได้ปั๊บทันที
แน่นอนว่า เรื่องสร้อยหงส์แสง ยังเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับล้านนาอีกเช่นเคย มาลา คำจันทร์ เริ่มเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกเมื่อ พ.ศ.2515 ได้รับรางวัลมากมายหลายเรื่อง แต่ที่ถือว่าเป็นรางวัลสูงสุดในชีวิตก็คือ นิยายเรื่องเจ้าจันทร์ผมหอม ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ นอกจากนั้นยังมีเรื่องวิถีคนกล้า หุบเขากินคน ที่ถูกนำมาสร้างภาพยนตร์และละครโทรทัศน์
จะเห็นได้ว่าตัวละครหลักในนิยายของมาลา คำจันทร์ จะมี “ผู้หญิง” เป็นเมนหลักของเรื่อง ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะวิถีปกติของการเขียนนิยาย ที่ต้องมีพระเอก นางเอก ผู้หญิง ผู้ชาย แต่เป็น “ความตั้งใจ” ของมาลา คำจันทร์ ที่จะให้ “ผู้หญิง” เป็นผู้มีบทบาทหลักของเรื่อง ซึ่งเรื่องเจ้าจันทร์ผมหอม ก็เกิดจากสมัยเรียนปริญญาโท คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อช่วงทำวิทยานิพนธ์ค้นคว้าประวัติศาสตร์ เขาเกิดคำถามว่าทำไมผู้หญิงหายไปไหนหมด แต่เมื่อเข้าไปดูเอกสารโบราณในท้องถิ่นล้านนาและตำนานพื้นบ้านต่างๆ ก็พบว่า จริงๆ แล้ว ผู้หญิงไม่ได้หายไปไหน โดยเฉพาะในสังคมล้านนา ผู้หญิงกลับเป็นผู้มีบทบาทและมีความสำคัญไม่น้อยหน้าผู้ชาย
“ในสังคมชายขอบ ผู้หญิงจะอยู่เบื้องหลังความสำเร็จผู้ชาย อย่างภรรยาผม เขาก็ดูแลเรื่องอื่นๆ ให้ผม ทั้งเงินทอง อาหารการกิน ทำให้ผมไม่มีห่วงเรื่องอื่นๆ มีเวลาเขียนหนังสือได้อย่างสบายใจ ในนิยายของผมก็เช่นกัน ผมซึมซับกับวิถีคนเหนือ รู้ไหมว่าเวลาเข้าเจ้า เข้าทรง เข้าผี หน้าที่นี้จะเป็นของผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายห้ามทำ มีตำนานท้องถิ่นระบุว่า ในการทำพิธีผีนางด้ง ผู้ชายห้ามเข้าระหว่างทำพิธี ถ้าเข้าไปจะถูกชำเราจนเสียผู้เสียคน หรือเจ้าหญิง เจ้านาง ก็มีบทบาทในเรื่องต่างๆ มากอีกด้วย เช่น เจ้านางจิระประภา ที่ถูกกล่าวว่าเป็นหญิง 3 ผัว แต่จริงๆ แล้ว เจ้านางมีบทบาทประคับประคองบ้านเมืองเวลานั้นสูงมาก”
ความสนใจในเรื่องเอกสารโบราณอย่างจริงจัง ทำให้มาลา คำจันทร์ ถึงกับจัดตั้งโครงการศึกษาเอกสารโบราณล้านนา และมีความหวังจะได้เงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐมาสานต่อโครงการ ซึ่งโครงการนี้มีลูกศิษย์ลูกหาหลายคอยช่วยเหลือ
จากการศึกษาเอกสารโบราณล้านนา มาลา คำจันทร์ บอกว่า ทำให้เขาค้นพบเรื่องราวใหม่ๆ มากมาย ทำให้เข้าใจภาพประวัติศาสตร์สมัยอดีตชัดเจนขึ้น การค้นพบแง่มุมใหม่ๆ บางเรื่องหากเปิดเผยไปอาจจะไม่เป็นที่ชอบใจของใครอีกหลายคน
“เวลาไปขอถ่ายเอกสารที่ทางราชการเก็บไว้ ค่าถ่ายแผ่นละ 25 บาท ซึ่งเราไม่รู้ว่าใช้ได้หรือไม่ แต่ต้องถ่ายเก็บเอาไว้ก่อน ต้นทุนตรงนี้แพงมาก เทียบกับของประเทศลาว เขารวบรวมเอกสารโบราณไว้หมด แล้วเขาใส่ในเว็บไซต์ ใครอยากรู้เข้าไปเปิดอ่านได้เลย ไม่ต้องเสียเงินทอง เขาประกาศว่าจะเป็นผู้นำด้านการศึกษาเอกสารล้านนา แต่ของเรายังไม่ไปไหน หรือจีนก็เปิดให้ค้นคว้าฟรี โดยเฉพาะเอกสารล้านนาที่ไปตกในสิบสองปันนาเยอะมาก”
ย้อนอดีตไปถึงจุดเริ่มต้นของการนักเขียน มาลา คำจันทร์ เล่าว่า เริ่มจากหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 รัฐบาลหอยยุคนั้นเก็บหนังสือที่เห็นว่ารุนแรงออกไปหมด ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีอะไรให้อ่านอีกแล้ว จึงตัดสินใจลงมือเขียนเอง
“ตอนนั้นผมเป็นครูแล้ว เป็นข้าราชการ เคลื่อนไหวไม่ได้ สมัยก่อนมีหนังสือโดนใจเด็กมากมาย เป็นที่สนใจของหนุ่มสาวหัวก้าวหน้าที่ไม่เคยพบเคยเจอเรื่องราวเหล่านี้มาก่อน จึงมีความตื่นตาตื่นใจมาก หนังสือพวกนี้ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ที่กระแทกสังคม ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา หลังจากนั้นหนังสือพวกนี้ก็หายไปหมด ผมก็เลยต้องเขียนเองให้ตัวเองได้อ่าน”
กิตติคุณประกาศของการเป็นศิลปินแห่งชาติที่ระบุว่า มาลา คำจันทร์ มีส่วนกระตุ้นให้คนในภาคเหนือเกิดความสนใจประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ภาษาพื้นเมือง ขนบธรรมเรียม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างกว้างขวาง และนับว่าเป็นผู้จรรโลงศิลปวัฒนธรรมภาคเหนือให้คงอยู่อย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเขียนหนังสือที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับล้านนาที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว เมื่อปี 2540 มาลา คำจันทร์ ยังก่อตั้ง “ศูนย์โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา” ซึ่งเน้นศิลปะด้านการฟ้อน การต่อสู้ การเรียนรู้ตัวอักษรโบราณล้านนา การเรียนรู้การเป็นกวีนิพนธ์ล้านนา ทำให้เกิดโครงการนิทานลานทองในเวลาต่อมา อีกทั้งยังสร้างกลุ่มใบลาน ที่มีกิจกรรมจัดหมวดหมู่เอกสารใบลานให้เป็นระบบ ซ่อมแซมเอกสารใบลานตามวัดวาอารามต่างๆ
ส่วนผลงานไม่ว่านิยาย เรื่องสั้น วรรณกรรมเยาวชน นิทาน สารคดี และเรื่องเล่าจากอดีต ทั้งในนามปากกามาลา คำจันทร์ และอื่นๆ ล้วนแต่เป็นการสะท้อนภาพความเป็นจริงของชาวไทยในภาคเหนือ ที่มีสีสัน กลิ่นอายท้องถิ่น เพราะสอดแทรกวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อเรื่องความดี เรื่องกรรม ที่เป็นหลักยึดของชาวเหนือ ตลอดจนภูมิปัญญาล้านนาไว้อย่างเพียบพร้อม
ภาษาที่สละสลวย สำนวนโวหารที่งดงาม มีการผูกประโยคเล่นคำ เล่นเสียง ในท่วงทำนองคล้ายบทกวี หรือเพลงพื้นเมืองล้านนา เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวที่หาใครเหมือน
“เราเกิดมาในสังคมบ้านนอกภาคเหนือ เรื่องเหล่านี้จึงเขียนได้ง่าย อีกอย่างถ้าเราไม่เขียน ก็ไม่มีใครเขียนอีกแล้ว สมัยก่อนมีแต่ อ.ไชยวรศิลป์ ที่เขียน หลังจากสิ้นท่านไปก็ไม่มีใครเขียนเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนืออีก เกิดช่องว่าง 30 ปี จนผมมาเขียน”
ปณิธานตลอดของการเป็นนักเขียนจนถึงวันที่ได้พูดคุยกัน มาลา คำจันทร์ ก็ยังยืนยันว่าจะเขียนหนังสือต่อไป และจะเขียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียนเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าจะมีใครอ่านหรือไม่
“แต่ผมคิดว่าคนไทยตั้ง 60 กว่าล้าน คงจะมีสัก 2 พันคน ที่อยากอ่านเรื่องที่ผมเขียน แค่ 2 พันคน แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว” มาลา คำจันทร์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม.

 

“ในสวนฝัน” ละครเวทีรวมพลศิลปินแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/200514/90707

ศิลปวัฒนธรรม
Tuesday, 20 May, 2014 – 00:00
.
ได้ฤกษ์บวงสรวงแล้วสำหรับการแสดงทางวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยศิลปินแห่งชาติ เรื่อง “ในสวนฝัน” ผสานใจภักดิ์แด่อัคราภิรักษ์ศิลปิน ของกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กำกับการแสดงโดยสุประวัติ ปัทมสูต เขียนบทการแสดงโดยประภัสสร เสวิกุล นำวรรณกรรมชิ้นเอกและบทเพลงยอดนิยมของศิลปินแห่งชาติ ถ่ายทอดในรูปแบบละครเวทีเป็นครั้งแรก
เรื่องราวลำดับตามช่วงเวลาต่างๆ ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช นำแสดงโดยศิลปินแห่งชาติ พิศมัย วิไลศักดิ์, เศรษฐา ศิระฉายา, สุเทพ วงศ์กำแหง, ชรินทร์ นันทนาคร, นิตยา รากแก่น ฯลฯ ในขณะที่กมล ทัศนาญชลี, จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ถวัลย์ ดัชนี, ธงชัย รักปทุม, ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ร่วมสร้างสรรค์ภาพเขียนสดๆ ในละครเวที รวมถึงฉากการแสดงแต่ละองก์ให้งดงาม
นอกจากนี้ มีนักแสดงสุดฮอต ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์, เกรซ-กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า, ภณัฐ สุจิรังกูล และศิลปินค่ายเอเอฟ พัดชา อเนกอายุวัฒน์, ภัทรภณ โตอุ่น หรือรอน เอเอฟ, อุ๊บอิ๊บ-กนกวรรณ อินทรพัฒน์ ระดมคนบันเทิงแน่น ”ในสวนฝัน” สำหรับพิธีบวงสรวงเช้าวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริเวณด้านหน้าหอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นประธาน
ประภัสสร เสวิกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีบวงสรวงว่า เนื้อหาละครเวทีเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 เล่าเรื่องผ่านการแสดงจากวรรณกรรม จิตรกรรม เพลง ละครเวที ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ เป็นผลงานของศิลปินแห่งชาติในแต่ละช่วงเวลา ในสวนฝันนำเรื่องด้วยการฉายภาพอดีต ใช้เพลง ”สี่แผ่นดิน” จากวรรณกรรม ”สี่แผ่นดิน” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จากนั้นเข้าสู่เหตุการณ์สมัยสงครามอินโดจีนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคละครเวที เสนอผ่านละคร ”คู่กรรม” และเพลงประกอบจากวรรณกรรม ”คู่กรรม” ของทมยันตี
ผ่านสู่ยุคพัฒนา พ.ศ.2500 ซึ่งมีเพลง ”ผู้ใหญ่ลี” จากผลงาน ”ผู้ใหญ่ลีกับนางมา” ของกาญจนา นาคนันทน์ เรื่องราวดำเนินถึงสงครามเวียดนาม มีฐานทัพอเมริกัน มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทั้ง 14 ตุลา. 16 เรียกร้องประชาธิปไตย สื่อผ่านบทกวี ”เพียงความเคลื่อนไหว” ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รวมถึงเหตุการณ์การเมืองช่วง พ.ศ.2516-2519 หยิบเรื่อง ”เวลาในขาดแก้ว” พร้อมเพลงมาเสนอ กระทั่งนักศึกษากลับจากป่าใช้เพลง ”คืนรัง” ของหงา-สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติ มาใช้ องก์สุดท้ายเป็นยุคปัจจุบัน ต้องประทับใจกับเพลงประกอบละคร ”น้ำเซาะทราย” จากวรรณกรรมอมตะ ”น้ำเซาะทราย” ของกฤษณา อโศกสิน และเพลงละคร ”แต่ปางก่อน” จากวรรณกรรม ”แต่ปางก่อน” ของ ว.วินิจฉัยกุล สองละครโทรทัศน์ยอดฮิต
“เรียงร้อยผลงานศิลปินแห่งชาติ 40 คนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ชมได้อิ่มเอมกับสุดยอดงานศิลปะ และรับรู้เหตุการณ์ที่ผ่านมาในไทย ที่สำคัญศิลปินแห่งชาติร่วมแรงร่วมใจเฉลิมพระเกียรติพระราชินี” ประภัสสรกล่าว
ด้านสุประวัติ ปัทมสูต ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ผู้กำกับการแสดง กล่าวว่า เป็นละครเวทีที่พิเศษมาก อัดแน่นไปด้วยผลงานศิลปินแห่งชาติ ปรับแก้ไขบทจนลงตัว ได้คิวศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรับเชิญ พร้อมซ้อม และการแสดงในวันที่ 2-3 สิงหาคมนี้ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดูดีอย่างเดียว แต่ดูสนุกด้วย มีหลายฉากนำเสนอแบบมีความต่อเนื่อง ผ่านเรื่องเล่ารูปแบบที่แปลกใหม่จากเรื่องจริง ตลอด 2 ชั่วโมง 10 นาที ของละครเวทีถวายอัคราภิรักษ์ศิลปิน แฟนละครต้องชอบ
ส่วน พิศมัย วิไลศักดิ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง รับบท ”แม่พลอย” บอกเลยว่า อ่านบทเรื่องในสวนฝันแล้ว รับรองว่าสนุกทุกฉาก ทุกตอน ที่สำคัญรวมศิลปินแห่งชาติในการแสดงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความสุขให้กับคนไทย
ขณะที่ ธงชัย รักปทุม ร่วมในการแสดงเขียนภาพ บอกว่า ในวันนั้นจะทำงานสดๆ บนเวที โดยใช้กระบวนการเขียนภาพสมัยใหม่ที่ตื่นเต้น เร้าใจ และมีชีวิตชีวา ไม่ใช่พู่กันหรือมือเขียน จะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามชมกันในละครเวที รับรองว่าได้อรรถรส ไม่ควรพลาดการแสดงวัฒนธรรมครั้งนี้ เพราะมีหลายอารมณ์ ทั้งสำนวนโวหารจากวรรณกรรมจูงใจ ให้ดีใจ ร้องไห้ เสียใจ ศิลปะการแสดง ประชาชนก็เข้าถึงได้ง่าย ส่วนเพลงมีท่วงทำนองไพเราะ กระทบใจและสร้างจินตนาการให้ผู้ชม
ติดตาม การแสดงละครเวทีเรื่อง “ในสวนฝัน” ผสานใจภักดิ์แด่อัคราภิรักษ์ศิลปิน จัดแสดงในวันที่ 2 สิงหาคม เวลา 19.00 น. และวันที่ 3 สิงหาคม 2557 เวลา 14.00 น. และ 19.00 น. บัตรราคา 2,000/ 1,500/ 1,000/ 800/ 500 จองบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร.0-2262-3456 หรือ http://www.thaiticketmajor.com รายได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อสมทบทุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ และอีกส่วนหนึ่งนำเข้ากองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมต่อไป.

 

ประกวดแต่งเพลงป๊อปจากคุณค่าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/190514/90652

ศิลปวัฒนธรรม
Monday, 19 May, 2014 – 00:00
.
ปีนี้มีกิจกรรมใหม่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนที่มีความสามารถทางดนตรี เมื่อสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ริเริ่มจัด โครงการการประกวดการประพันธ์เพลง “คุณค่าไทย สู่บทเพลงสมัยนิยม” เพื่อสร้างผลงานเพลงป๊อปไทยขึ้นใหม่ ที่สำคัญต้องเป็นเพลงที่มีเนื้อหาจากคุณค่าความเป็นไทย
เขมชาติ เทพไชย ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า กิจกรรมนี้อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางดนตรี โดยเปลี่ยนทิศทางมาเป็นการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนด้านดนตรีที่เกี่ยวกับการประพันธ์เพลง การแต่งเพลง แทนการบรรเลงดนตรี โดยจัดประกวดบทเพลงไทยที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ คัดเลือกเยาวชนจากทุกภาคของไทยที่มีความสามารถในการแต่งคำร้อง ทำนอง และมีทักษะด้านดนตรี นำรากวัฒนธรรมของไทยที่สนใจมาร้อยเรียงเป็นบทเพลง ผลผลิตโครงการนี้จะเกิดการสร้างงานขึ้นใหม่อย่างมีคุณภาพและน่าตื่นตาตื่นใจ
รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ กล่าวว่า บทเพลงสมัยนิยมคือ ดนตรีที่ได้รับความนิยม ในสังคมบริโภค การแต่งเพลงขึ้นกับความต้องการของบริษัท เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและขายได้ในท้องตลาด เน้นเชิงปริมาณด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ กลายเป็นการจำกัดจินตนาการและเสรีภาพของคนแต่งเพลง แต่การประกวดนี้ส่งเสริมให้เยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ประพันธ์เพลงขึ้นใหม่จากความเป็นไทยและวัฒนธรรมที่ดี
“นี่คือการสร้างงานเพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรมไทย ธรรมชาติ ผ่านบทเพลงเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ การตัดสินจะพิจารณาถึงความสมบูรณ์ของผลงาน ทั้งคำร้องและทำนอง ความไพเราะ ความเป็นตัวของตัวเองของเพลง” รศ.ดร.สุกรีเผยความสำคัญของการประกวด
โดยรอบแรกจะคัดเหลือ 50 ผลงาน ผู้เข้ารอบ 50 คน จะได้รับการอบรมพัฒนาทักษะด้านดนตรีและประพันธ์เพลงที่ดีจากอาจารย์ ศิลปินในวงการ จากนั้นคัดเหลือ 25 เพลงเข้ารอบชิงชนะเลิศ ผลงานจะได้รับการเรียบเรียงเสียงประสานจากผู้เชี่ยวชาญ และบรรเลงโดยใช้วง MU Pop Orchestra นักดนตรีกว่า 80 ชีวิตเป็นหลัก บันทึกเสียงเพื่อเผยแพร่ในสื่อต่างๆ รอบชิงดำเป็นการนำเสนอเพลงบนเวทีผ่านการบรรเลงของวงออร์เคสตร้า พร้อมวาทยากรและนักร้อง ที่มหิดลสิทธาคาร ม.มหิดล ศาลายา เป็นหอแสดงดนตรีแห่งใหม่ที่มีระบบเสียงดีที่สุดในประเทศไทย
“25 เพลงประจำปีที่ได้บันทึกเสียง เป็นการรวบรวมอารมณ์ความรู้สึกของคนในยุคสมัยปัจจุบันสะท้อนเป็นเพลงป๊อปสมัยใหม่ จากนั้นจะส่งผลงานไปตามสถานทูตไทยในต่างแดนและร้านอาหารไทยทั่วโลก ผู้ฟังได้เห็นมิติใหม่ของเพลงไทยที่แตกต่างไป ไม่ใช่ฉันรักเธอ เธอรักฉัน” คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ย้ำคุณค่าของบทเพลง
การแข่งขันครั้งนี้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดเลือก อาทิ เศรษฐา ศิระฉายา, ประภาส ชลศรานนท์, วินัย พันธุรักษ์, ป๊อด-ธนชัย อุชชิน, แจ๊ป-วีรณัฐ ทิพยมณฑล และอาจารย์ผู้สอนดนตรีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์
วินัย พันธุรักษ์ ผู้ก่อตั้งวงดิอิมพอสซิเบิ้ล ปัจจุบันเป็นครูสอนร้องเพลงให้สถาบันดนตรีหลายแห่ง หนึ่งในกรรมการตัดสินโครงการ บอกว่า ครั้งนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพทางด้านดนตรี จะเฟ้นหาช้างเผือกด้านการประพันธ์เพลง ผลงานชนะเลิศต้องคิดนอกกรอบ ไม่เลียนแบบเพลงอื่น อย่าลืมใส่ความเป็นไทย ร่วมแข่งเวทีนี้มีดีอะไรใส่มาให้เต็มที่ เพราะผลงานจะนำไปพัฒนาต่อให้สมบูรณ์ มีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ร่วมผลิตและบันทึกเสียง สถาบันแห่งนี้ครบถ้วนด้วยครูดนตรี เครื่องดนตรี วงออร์เคสตร้า และหอแสดงดนตรีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล
ทิ้งท้ายกับ วีรณัฐ ทิพยมณฑล หรือ “แจ๊ป เดอะริชแมนทอย” กล่าวว่า นอกจากได้ร่วมตัดสิน จะได้แนะนำการสร้างสรรค์บทเพลงและเทคนิคให้น้องๆ ที่ผ่านรอบแรกด้วย แม้ปัจจุบันวัฒนธรรมเพลงตะวันตก รวมถึงเกาหลี ญี่ปุ่น จะหลั่งไหลเข้ามาในบ้านเรา ทำให้หลงลืมความเป็นไทย แต่ศิลปินไทยก็ยังไม่หยุดแต่งเพลงขึ้นใหม่ นอกจากนี้ เห็นว่าการทำเพลงสามารถใช้หรือดัดแปลงทำนองจากเพลงพื้นบ้าน แต่งขึ้นมาใหม่ผสมตะวันตกและตะวันออกกลายเป็นเพลงฮิตได้ โดยมีคนฟังให้การตอบรับ โครงการนี้มีความพิเศษ ช่วยรักษาวัฒนธรรมไทย และสามารถสร้างเพลงที่หลากหลายตามจินตนาการ
สนใจโครงการการประกวดการประพันธุ์เพลง “คุณค่าไทย สู่บทเพลงสมัยนิยม” กรอกใบสมัครได้ที่ http://www.music.mahidol.ac.th/thaipop57 ภายในวันที่ 6 มิถุนายน 2557 สอบถามติดต่องานกิจกรรมวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหิดล โทร.0-2800-2525 ต่อ 147, 148, 150.

 

ปั่นสองล้อท่อง121ปีเมืองอุดรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/160514/90531

ศิลปวัฒนธรรม
Friday, 16 May, 2014 – 00:00
.
เที่ยวจังหวัดอุดรธานีมานับครั้งไม่ถ้วน เวลาที่สัญจรไปตามสถานที่ท่องเที่ยว วัดวาอาราม ใช้รถยนต์เป็นพาหนะหลัก แต่การได้เหินฟ้าไปร่วมกิจกรรม “นกแอร์ปั่นฉลอง 121 ปีอุดรธานี” สายการบินนกแอร์เสนอทางเลือกในการท่องเที่ยวที่มีสีสันมากขึ้น ด้วยการขี่จักรยานท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งกำลังมาแรงเป็นที่นิยมสุดๆ ของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะวัยรุ่น คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่
นอกจากจะได้ออกกำลังกายไปในตัวแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ที่ผสมผสานความสนุกสนานเข้ากับความประทับใจในวิถีชีวิตของผู้คน และมากไปกว่านั้นคือ ทำให้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีแบบไม่ต้องคร่ำเคร่ง ที่วัยรุ่นเรียกว่า ชิก ชิก หรือชิล ชิล แทนที่จะก้มหน้าก้มตาอยู่กับมือถือ ไอแพด แท็บแล็ตต่างๆ
เพื่อให้เข้ากับการฉลองครั้งใหญ่ครบรอบการก่อตั้ง 121 ปีเมืองอุดรธานี นกแอร์สายการบินที่ให้บริการบินไปยังอุดรธานีมากที่สุด 7 เที่ยวบินต่อวัน จึงจัดเต็มให้ชาวอุดรธานีด้วย “นกแอร์คอนเสิร์ต” ที่สนามทุ่งศรีเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นอกเหนือจาก กิจกรรมปั่นชมเมืองและการแข่งขันขี่จักรยานของนักปั่นมืออาชีพระยะทาง 121 กิโลเมตร
เส้นทางที่ปั่นเริ่มต้นจากอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ก่อตั้งเมืองอุดรฯ ขึ้นเมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) และทรงจัดวางระเบียบราชการ ปกครองบ้านเมืองอุดรฯ อันเป็นรากฐานมาจนถึงทุกวันนี้
เรื่องราวของผู้ก่อตั้งเมืองอุดรฯ ไม่ได้มีแค่อนุสาวรีย์เท่านั้น แต่ยังรวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์ของเมืองที่สามารถค้นหาเรื่องราวต่างๆ ได้อีก
กราบสักการะพ่อเมืองแล้ว เหล่านักปั่นนำโดยกอบเกียรติ กาญจนะ รองผู้ว่าราชการอุดรธานี มุ่งหน้าไปถนน 39 ศาลเจ้าเนรมิตร ผ่านตลาดน้อยหนองบัว สู่ศาลเจ้าปู่-ย่า อุดรธานี สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าที่สถิตในศาล ที่ชาวอุดรฯ เลื่อมใสเพื่อให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข ที่นี่ถือเป็นอีกสัญลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองของชาวอุดรฯ ก่อตั้งโดยกลุ่มพ่อค้าชาวจีนรุ่นเก่า คนรุ่นลูกๆ ก็ดูแลรักษาประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมา ทุกปีจะจัดงานฉลองระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม อัญเชิญเจ้าปู่-ย่าดูงิ้วที่ทุ่งศรีเมือง 10 วัน
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์วัฒนธรรมไทย-จีนตั้งอยู่ใกล้กัน มูลนิธิศาลเจ้าปู่-ย่าจัดสร้างเพิ่งเปิดบริการให้เข้าชม พลันที่บรรดานักปั่นเข้าไปเยี่ยมชม ก็สัมผัสได้ถึงมนต์เสน่ห์สถาปัตยกรรมแบบจีน ร่มรื่นด้วยไม้น้อยใหญ่ ที่น่าสนใจภายในจัดเป็นห้องแสดงนิทรรศการเรื่องราวประวัติของศาลเจ้าปู่-ย่า ตำนานตรุษจีน ประเพณีการไหว้เจ้า เป็นที่เที่ยวแห่งใหม่ที่อยากแนะนำ จากนั้นก็เป็นการปั่นระยะทางยาวๆ ไปจนถึงวัดโพธิสมภรณ์ สักการะพระมหาธาตุเจดีย์ที่สำคัญและมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสวยงาม จุดหมายปลายทางต่อไปที่พระตำหนักหนองประจักษ์ ตั้งอยู่ริมหนองประจักษ์ สถานที่ซึ่งกรมหลวงประจักษ์ฯ เสด็จมาประทับแรม เมื่อครั้งเสด็จมาทรงงานมณฑลอุดร
จุดนี้นักปั่นมองเห็นวิวทิวทัศน์หนองประจักษ์ได้ชัดเจน อดีตหนองน้ำแห่งนี้อุดมไปด้วยเกลือสินเธาว์ ชาวบ้านเรียกว่า “หนองนาเกลือ” ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “หนองประจักษ์” เป็นอนุสรณ์แด่กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ก่อตั้งเมือง ในพื้นที่ 300 ไร่ หนองประจักษ์จึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนออกกำลังกายในยามเช้าตรู่และยามเย็นของชาวอุดรฯ เพราะมีทั้งลู่วิ่ง ทางจักรยานให้ปั่นๆ ระยะทาง 3.4 กิโลเมตร ที่ชาวเมืองอุดรฯ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ริมหนองน้ำใหญ่ มือใหม่นักปั่นจึงจบทริปที่นี่ ส่วนมืออาชีพน่องเหล็กปั่นต่อไปถึงหมู่บ้านนาข่า ได้ซึมซับหัตถศิลป์อีสาน แถมมีตลาดผ้านาข่าให้ช็อปผ้าที่ขึ้นชื่ออย่างผ้าไหมลายขิด
บรรยากาศดีขนาดนี้ กอบเกียรติ รองผู้ว่าฯ อุดรฯ เล่าถึงมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมแบบอีสานบ้านเฮาของเมืองอุดรฯ ให้ผู้ร่วมกิจกรรมปั่นฟัง โดยเฉพาะเรื่องธรรมะดี 4 ประการประจำจังหวัด ได้แก่ ธรรมะของพระพุทธศาสนา, วัฒนธรรม ที่หลากหลาย ไทย-อีสาน, ไทย-พวน, ไทย-จีน และไทย-เวียดนาม แล้วยังมีอารยธรรมและธรรมชาติไม่เหมือนที่ใด ที่นี่จึงเติบโตเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดเป็นคำขวัญจังหวัด “หนองประจักษ์คู่เมือง ลือเลื่องแหล่งธรรมะ อารยธรรมบ้านเชียงมรดกโลกห้าพันปี ธานีผ้าหมี่ขิด ธรรมชาติเนรมิตทะเลบัวแดง”
ใครมาเที่ยวจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทย-อีสานผูกพันกับพุทธศาสนา มีพระสุปฏิปันโนหรือพระเกจิอาจารย์ในพุทธศาสนาทั้งที่ล่วงลับไปแล้วและยังมีชีวิตอยู่ เช่น หลวงปู่มั่น, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ปัจจุบันมีพระราชสิทธาจารย์ หรือหลวงปู่ทองใบ ปภัสสโร รวมถึงศาสนสถานมากมาย อาทิ วัดป่าภูก้อน, วัดป่านาคำน้อย, วัดโพธิสมภรณ์พระอารามหลวง ด้านวัฒนธรรมไทย-จีนนั้น ศาลเจ้าปู่-ย่าเป็นสัญลักษณ์ชัดเจน
ส่วนวัฒนธรรมไทย-พวนเป็นคนไทยเชื้อสายลาว อยากพบวิถีชีวิตต้องไป อำเภอบ้านผือ ตั้งรกรากสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากมีพิพิธภัณฑ์ไทย-พวน ยังเป็นที่ตั้งแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ อย่าง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขณะนี้กำลังเสนอยูเนสโกขึ้นทะเบียนมรดก หากได้รับการรับรองจะมีมรดกโลกถึง 2 แห่งในจังหวัดเดียว อีกเสน่ห์เป็นวิถีวัฒนธรรมไทย-เวียดนามที่บ้านหนองฮาง มี “พิพิธภัณฑ์ลุงโฮ” แหล่งศึกษาประวัติศาสตร์ของโฮจิมินห์ ผู้นำกู้ชาติเวียดนาม ภายในมีจัดแสดงประวัติการกอบกู้บ้านเมืองให้เวียดนาม จำลองสภาพบ้านเหมือนสมัยที่อดีตผู้นำเคยพักอาศัยที่นี่เมื่อ 80 ปีก่อนด้วย
แต่ละสถานที่หรือชุมชนน่ารักๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาขึ้นมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวจากการที่มีทุนวัฒนธรรมครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เองทำให้ผู้คนอุดรธานีรักแผ่นดินเกิด และส่งเสริมการขยายตัวด้านท่องเที่ยวทำให้อุดรธานีเป็นศูนย์กลางอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง.

 

เปิดบ้านทรงเดช รื่นรมย์พุทธศิลป์ล้านนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/150514/90483

ศิลปวัฒนธรรม
Thursday, 15 May, 2014 – 00:00
.
หอศิลป์ของ ทรงเดช ทิพย์ทอง เป็นที่เลื่องลือถึงสเน่ห์และความงดงามของวิถีวัฒนธรรม มีคนดูงานศิลปะและศิลปินต่างชาติมารื่นรมย์กับผลงานศิลปินร่วมสมัยของไทยถึงสถานที่แห่งนี้ที่ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นทั้งบ้านและสตูดิโอทำงานของทรงเดช จิตรกรไทยแนวประเพณีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ ในหอศิลป์ยังมีส่วนที่จัดแสดงผลงานของศิลปินชั้นครู อย่าง ชะลูด นิ่มเสมอ และถวัลย์ ดัชนี ช่างเขียนรูปดินแดนล้านนา
ที่นี่แง้มประตูต้อนรับให้เข้ามาทำความรู้จักวัฒนธรรมล้านนาอย่างร่วมสมัย และยังได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ให้เปิดบ้านด้วย ทรงเดช ทิพย์ทอง สล่าเชียงราย กล่าวถึงหอศิลป์ที่ อ.แม่จัน ว่า เปิดบ้านที่เชียงรายเมื่อปี 2554 เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ฝันไว้เมื่อเรียนจบสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพายัพ เชียงใหม่ ต่อด้วยปริญญาตรีจิตรกรรม มทร.ธัญบุรี และปริญญาโท ศิลปไทย ม.ศิลปากร กรุงเทพฯ จะทำงานสร้างสรรค์จิตรกรรมไทยประเพณีให้ผลงานเป็นที่ยอมรับ เมื่อใดสามารถหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นศิลปินอิสระได้จะกลับบ้านสร้างหอศิลป์ ออกแบบแนวโมเดิร์นโดยใช้วัสดุพื้นถิ่นผสมผสานลดความกระด้าง อย่าง ไม้ไผ่ กระดาษสา ดูแล้วให้ความรู้สึกเรียบง่าย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สล่าเชียงรายรังสรรค์จิตรกรรมถ่ายทอดความสงบสุขร่มเย็นของวิถีชีวิตชาวล้านนา ซึ่งผูกพันกับพุทธศาสนาตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านรูปทรงของสถาปัตยกรรมหรือพุทธศิลป์ล้านนา ด้วยองค์ประกอบเรียบง่าย ลายเส้นอันละเอียดอ่อน และสีสันที่นุ่มนวล ละมุนละไม แสดงถึงความสุขในใจที่เปี่ยมด้วยสมาธิจากการทำงานศิลป์
“ผลงานที่ผมนำมาจัดแสดงในหอศิลป์นี้ เสนอถึงความสงบจากความศรัทธาในพุทธศาสนา ใช้รูปทรงโบสถ์ วิหาร เจดีย์ รวมถึงพระพุทธรูปที่ตัวเองประทับใจในความสงบ ความงดงามของศิลปะล้านนา ด้วยโทนสีเอกรงค์ เขียนโดยใช้พู่กันขนาดเล็กขีดทีละเส้นๆ จนเต็มเฟรม แสดงความรู้สึกศรัทธาและมีสมาธิ ส่วนผลงานของ อ.ชะลูด นำมามาแสดงด้วยความเคารพ ท่านเป็นครูศิลปะให้สติปัญญาแก่ผมสมัยเรียนศิลปากร แล้วยังมีผลงาน อ.ถวัลย์ ดัชนี เป็นแนวทางการทำงานที่มีพลัง ยามเหนื่อยล้ามองภาพท่านแล้วได้พลัง” ทรงเดช เจ้าของบ้านศิลปิน กล่าว
ทรงเดชยังได้รับการยกย่องเป็นศิลปินผู้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมของชาติ สร้างผลงานรับใช้พระศาสนาเป็นระยะทั้งในท้องถิ่นและภาคเหนือ ขณะนี้สล่าเชียงรายเร่งทำผลงานชุดใหม่อันวิจิตรงดงาม และครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาเปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ เขียนภาพจิตรกรรมไทยแสดงเรื่องราวกำเนิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ การกำเนิดโลก และเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา อีก 12 รูป เป็นศิลปกรรมขนาด 6 เมตร 30 เซนติเมตร ก็มีความแตกต่างจากจิตรกรรมตามวัดอื่นๆ เพราะเป็นภาพปริศนาธรรม งดงามแบบศิลปะสมัยใหม่ ด้วยภาพมีขนาดใหญ่จึงต้องสร้างสตูดิโอใหม่ขึ้นในบริเวณบ้าน ก็จะมีการแสดงเดี่ยวอีกครั้งอย่างแน่นอนเมื่อผลงานชุดนี้เสร็จเรียบร้อย
“การกลับมาสร้างศิลปะที่บ้านเชียงรายเป็นความฝัน แต่ฝันอันยิ่งใหญ่ คือการได้รับใช้พุทธศาสนา คนทำงานศิลปะไทย รู้สึกดีที่สุดคือทำศิลปะให้วัด ถ้าเขียนรูป ขายไปก็อยู่ที่บ้านผู้สะสม แต่หากมีผลงานที่วัดใครๆ ก็มีโอกาสได้ชม รวมถึงชาวต่างประเทศจะประทับใจจิตรกรรมไทย เราเติบโตมีวันนี้ได้เพราะงานพุทธศิลป์ การได้จารึกผลงานไว้บนแผ่นดินให้คนรุ่นหลังได้ชมยิ่งใหญ่มาก” สล่าเชียงรายผู้สร้างพุทธศิลป์กล่าว ใครสนใจเที่ยวชมหอศิลป์ร่วมสมัย ทรงเดช ทิพย์ทอง เปิดทุกวันอยู่ที่บ้านแม่คำสบเปิน อ.แม่จัน จ.เชียงราย.

 

แสตมป์ร้อยปี รพ.จุฬาฯ รำลึกผู้พระราชทานกำเนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/140514/90416

ศิลปวัฒนธรรม
Wednesday, 14 May, 2014 – 00:00
.
เมื่อ 100 ปีก่อน โรงพยาบาลที่มุ่งให้บริการรักษาพยาบาลทั้งผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยไข้ ทั้งในยามสงครามและยามปกติ ยึดมั่นให้ความช่วยเหลือโดยไม่เลือกชาติ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง เกิดขึ้นโดยพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า พระราชทานนามว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” และได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงพยาบาลเป็นปฐมฤกษ์ สร้างความปลื้มปีติให้กับประชาชนและแพทย์-พยาบาลอย่างใหญ่หลวง
ผู้เจ็บไข้ได้ป่วยมากมายมีชีวิตรอดไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า โดยบรรเทาความเจ็บปวดถูกต้องตามวิทยาศาสตร์ด้วยการพึ่งพาโรงพยาบาลแห่งนี้ จนปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ก็ยังสืบสานพระราชปณิธานผู้พระราชทานกำเนิด
ปีนี้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีอายุครบ 100 ปีแห่งการก่อตั้ง ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ การหันมาทบทวนความทรงจำเมื่อ 100 ปีก่อนจึงเกิดขึ้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด รำลึกวันสถาปนาจัดสร้างตราไปรษณียากร “๑๐๐ ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” ประชาชนทั้งในและต่างประเทศร่วมจดจำถึงโรงพยาบาลและสะสมกันได้ จำนวนพิมพ์ 500,000 ดวง ชนิดพิเศษมีจำนวน 5,000 ชุด ขณะนี้มีผู้สนใจยอดจองทะลุ 2,000 ชุดแล้ว
รศ.นพ.โศภณ นภาธร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ในช่วงสมัยพระมหาธีรราชเจ้าทรงมีพระราชประสงค์จะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อครั้งยังทรงพระชนม์อยู่นั้นมีพระราชดำริจัดตั้งสภากาชาด ขณะนั้นเรียกว่า “สภาอุณาโลมแดง” สำหรับรักษาพยาบาลผู้เจ็บไข้ได้ป่วย แต่การก่อตั้งไม่แล้วเสร็จ พระมหาธีรราชเจ้า พระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคทรัพย์ร่วมกันสมทบทุนของสภากาชาดจัดสร้างโรงพยาบาลขึ้น พระกรุณาพระราชทานนามตามพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมชนกนาถว่า “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์” เสด็จฯ ทรงเปิดโรงพยาบาลวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2457 ให้บริการรักษาผู้ป่วยไข้จนถึงวันนี้ที่โรงพยาบาลมีความก้าวหน้าอย่างมากด้านการแพทย์ ทั้งยังเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิตแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน นับได้ว่าเป็นศูนย์ความดีเด่นทางวิทยาการ
“วาระครบ 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมพิเศษตลอดปี อัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์พระปิยมหาราช ผู้พระราชทานกำเนิดสภากาชาดไทย และพระมหาธีรราชเจ้า ผู้พระราชทานกำเนิดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดทำเป็นตราไปรษณียากร รวมทั้งเตรียมจัดงาน “ศตวรรษ อัศจรรย์ 100 ปี โรงพยาบาลจุฬาฯ ในวันที่ 29-31 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ พร้อมนิทรรศการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ตลอด 100ปี ก่อนหน้านี้จัดทำเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรำลึกวันสถาปนาด้วย” ผอ.รพ.จุฬาฯ ชวนสะสมแสตมป์และร่วมงานวันสถาปนาโรงพยาบาล
ด้าน วิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝ่ายตลาดตราไปรษณียากร ไปรษณีย์ไทย จำกัด เผยถึงคุณค่าตราไปรษณียากรว่า เปรียบเสมือนการบันทึกเรื่องราวของชาติไว้บนตราไปรษณียากร เพื่อเล่าขานให้ประชาชนรับรู้ ทุกครั้งของการจัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึกของหน่วยงาน สถาบันนั้นต้องสร้างคุณูปการให้กับชาติต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 50 ปี ครั้งนี้ไปรษณีย์ไทยมีส่วนรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขชาวไทย สร้างโรงพยาบาลขึ้น
“ภาพบนตราไปรษณียากร พระบรมสาทิสลักษณ์รัชกาลที่ 5 เคียงคู่รัชกาลที่ 6 สถิตเหนือภาพลายเส้นตึกอำนวยการ ที่บรรจงถอดแบบจากอาคารที่ทำการหลังแรกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ประกอบตราสัญลักษณ์ 100 ปี พิมพ์แบบลิโธกราฟฟี มีหลายสี ออกแบบโดยธเนศ พลไชยวงศ์ ทุกวันนี้ตึกอำนวยการก็บูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์เอาไว้ มีเรื่องราวน่าสนใจมาก” วิบูลย์เล่าให้ฟัง
และแน่นอน ตราไปรษณียากรจะออกวางจำหน่ายวันแรกในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ โดยมีเครือข่ายไปรษณีย์ไทยกว่า 1,300 แห่งทั่งประเทศช่วยอำนวยความสะดวกในการจำหน่ายทั่วไทย ส่วนภารกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสภากาชาดไทย นอกจากสแตมป์แล้ว ที่ผ่านมายังจัดส่งถุงบรรจุโลหิตและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ส่วนประกอบโลหิต อุปกรณ์ตรวจหมู่โลหิต หลอดบรรจุโลหิตให้กับสภากาชาดไทยอีกด้วย.

 

ภาพถ่ายออนไลน์ แบ่งปันวิถีอิสลาม นำสู่สันติสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/120514/90312

ศิลปวัฒนธรรม
Monday, 12 May, 2014 – 00:00
.
ภาพถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือกว่า 400 ภาพ ถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรมอิสลาม และความงดงามของคนไทยมุสลิมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ที่เจ้าของภาพส่งผลงานเผยแพร่และแบ่งปันทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/muslimcandid ตาม โครงการจัดประกวดภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ภายใต้แนวคิด แชะแล้วแชร์ “วัฒนธรรม วิถีอิสลาม ทางนำสู่สันติ” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับศูนย์ผลิตสื่อเพื่อชาวไทยมุสลิมจัดโครงการขึ้น เพื่อเสริมสร้างสันติสุขให้กับจังหวัดชายแดนใต้ โดยอาศัยวิธีการดำเนินชีวิตที่สงบเรียบง่ายและรักสันติของพี่น้องมุสลิมเป็นตัวจุดประกาย มีการประกาศผลการตัดสินเมื่อเร็วๆ นี้
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ภาพ “สอนน้อง” โดยฟารซีลา แวดาย๊ะ จาก จ.ปัตตานี สื่อความสันติสุขด้วยภาพเด็กน้อยสองคน พี่สอนหนังสือน้องน้อยบริเวณหน้ามัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี โดยได้รับรางวัลถ้วยเกียรติยศจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ภาพ “พุทธ อิสลาม เชื่อมสัมพันธ์สู่สันติ” ผลงาน ณัฐพล เจียงจรัสนนท์ จาก จ.เชียงราย รองชนะเลิศอันดับ 2 “อัลกุรอาน ทางนำสู่สันติ” ผลงาน สาการียา ซามะ จาก จ.ยะลา ขณะที่ภาพ “บ้านเราไม่เหมือนเดิม” ผลงาน ฮาเซ็น ดือราแม จาก จ.นราธิวาส และภาพ “สีสัน ณ ปลายด้ามขวาน” ผลงาน อะหมัดลุตฟี กามา จาก จ.ยะลา คว้ารางวัลชมเชย
ส่วนรางวัลภาพถ่ายยอดนิยมที่มีผู้กดไลค์มากที่สุด ได้แก่ ภาพ “สถานีแห่งความสุข ณ ดินแดนใต้สุดสยาม” ผลงาน นริศรา ละใบซอ จาก จ.ยะลา นำเสนอบรรยากาศความสุข สนุกสนานร่าเริงของเด็กๆ จากดินแดนปลายด้ามขวาน บริเวณสถานีรถไฟแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา โดยได้รับรางวัลเกียรติยศจากสนธยา คุณปลื้ม รมว.วธ. พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัด วธ. เป็นประธานมอบรางวัลประกวดภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ
ดารา ขัตติยะอารี ประธานมูลนิธิแม่บ้านไทยมุสลิม ในฐานะประธานโครงการประกวดภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ กล่าวว่า ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดมาจากทุกภูมิภาค ส่วนภาพถ่ายจำนวน 6 ภาพที่คว้ารางวัลครั้งนี้ สื่อให้เห็นเรื่องราว 5 จังหวัดชายแดนใต้ในมุมที่ต่างจากภาพข่าวเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรง ขณะนี้ในพื้นที่ยังมีความรัก ความเกื้อกูล และความสุขของคนในพื้นที่ ยืนยันสันติสุขยังมีอยู่ การแชร์ภาพถ่ายผ่านเฟซบุ๊ก โซเชียลเน็ตเวิร์กที่ได้รับความนิยม ช่วงระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ก่อนประกาศผล ช่วยกระตุ้นให้สังคมเกิดสำนึกและมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในพื้นที่แดนใต้ด้วยสันติวิธี
“จะนำภาพที่ได้รับรางวัลจัดทำเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น ปฏิทินอิสลาม บัตรอวยพรวันสำคัญของศาสนาอิสลาม และไดอารี รวมถึงจัดนิทรรศการภาพถ่ายออนไลน์ 1 เดือน สะท้อนความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึกของคนไทยที่ส่งภาพถ่ายเข้าประกวด เป็นกำลังให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบหรือได้รับความสูญเสียจากเหตุไม่สงบในพื้นที่” ดารากล่าว
สำหรับแนวทางสู่สันติสุขนั้น ประธานมูลนิธิแม่บ้านไทยมุสลิม ผู้ทำงานเยียวยาเด็กและสตรีในพื้นที่ แสดงทัศนะว่า การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดแดนใต้ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเฉพาะรัฐให้เข้าถึงจริงๆ นอกจากใช้ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมมาพัฒนาสันติสุขแล้ว ต้องเร่งส่งเสริมการศึกษาและปลูกฝังให้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ที่ผ่านมาตนได้มอบทุนการศึกษาเด็กไม่จำกัดเชื้อชาติต่อเนื่องจนจบระดับอุดมศึกษา และปลอบขวัญผู้ได้รับผลกระทบ
ณัฐพล เจียงจรัสนนท์ ชาวเชียงรายผู้ถ่ายภาพ ”พุทธ อิสลาม เชื่อมสัมพันธ์สู่สันติ” กล่าวว่า ภาพถ่ายจากงานสืบชาติพันธุ์ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งมีเด็กนักเรียนทั้งพุทธ อิสลาม มาเรียนรู้วัฒนธรรมชนเผ่าภาคเหนือ เห็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่อยู่ร่วมกันได้ชัดเจน ทำให้เด็กมีประสบการณ์ที่ดี ไม่แบ่งแยกศาสนาและชาติพันธุ์ ตนเห็นว่าชายแดนใต้ไม่ได้อันตรายอย่างที่เห็น แต่ร่ำรวยทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติสวยงาม ต้องส่งเสริมให้คนเข้าไปสัมผัส เห็นคุณค่าในพื้นที่ จะได้รู้จักและเข้าใจวิถีอย่างลึกซึ้ง แล้วสันติจะเกิดขึ้นได้
สาการียา ซามะ นักศึกษาชั้นปี 4 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เจ้าของภาพชนะเลิศอันดับ 2 กล่าวว่า ใช้มือถือถ่ายภาพคุณยายกำลังอ่านอัลกุรอานในบ้านหลังละหมาดตอนเย็นเสร็จ เป็นภาพวิถีชีวิตที่ตนเองเห็นมาตั้งแต่เด็กจนทุกวันนี้ คุณยายเมาะซาร์อายุ 90 ปีแล้ว ยังอาศัยศาสนานำชีวิต บนฝาบ้านมีภาพพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี สื่อทุกศาสนารักในหลวง ตนแชร์ภาพนี้ลงเฟซบุ๊ก อยากถ่ายทอดความเป็นอยู่ที่งดงามตามวิถีอิสลาม
“ผมเรียนศิลปะภาพถ่ายและจิตรกรรม ตั้งใจใช้ผลงานชักชวนคนแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี แต่จะเกิดได้ต้องมีความเข้าใจ ความยุติธรรม และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะเราคือคนไทยด้วยกัน” สาการียาย้ำ ซึ่งหมดนี้ตรงตามหลักสอนศาสนาอิสลาม ทั้งนี้ ใครสนใจสามารถไปชมผลงานแชะแล้วแชร์ได้ทางเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/muslimcandid

 

“มหิดลสิทธาคาร” ศูนย์กลางการแสดงดนตรีแห่งใหม่ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/080514/90126

ศิลปวัฒนธรรม
Thursday, 8 May, 2014 – 00:00
.
“มหิดลสิทธาคาร” หรือ Prince Mahidol Hall เป็นหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยมหิดล สร้างขึ้นเพื่อจัดงานพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาของสถาบัน ทว่า ชื่อของอาคารอันแปลว่า “ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยมหิดล” พระราชทานนามโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้น ไม่ได้มีไว้แค่เพียงชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จด้านวิชาการเท่านั้น ในคราวเดียวกัน อาคารแห่งนี้ยังเป็นเสมือนศูนย์กลางการจัดแสดงดนตรีและการประชุมระดับชาติที่มีความทันสมัยที่สุด ณ เวลานี้ด้วย
หากมีโอกาสผ่านไปทางถนนพุทธมณฑลสาย 4 หลายคนก็คงได้เห็นอาคารสีน้ำตาลหลังใหญ่ รูปทรงคล้ายกับใบไม้ใบใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งถนน ถือเป็นความโดดเด่นของอาคารที่ทุกสายตาต้องจับจ้อง และยิ่งตั้งอยู่ภายในรั้วสถาบันที่ดีที่สุดของเมืองไทยแล้วด้วย ยิ่งทำให้ “มหิดลสิทธาคาร” ทวีคูณความงดงาม
Prince Mahidol Hall การออกแบบด้วยแนวคิดหลักคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบอาคารในด้านสถาปัตยกรรม ผสมผสานโครงสร้างทางธรรมชาติและสรีระมนุษย์ในเชิงกายภาพ กับ “แนวความคิดเชิงนามธรรมของรูปแบบสัญลักษณ์และวัฒนธรรมไทย” โดยหยิบเอาโครงสร้างของใบไม้ ผนวกกับดอกมหิดลกันภัย ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย และโครงสร้างมนุษย์ ออกมาเป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน ขณะเดียวกันสะท้อนถึงความอ่อนช้อยของสถาปัตยกรรมไทยด้วย ภายในอาคารมี 2,016 ที่นั่ง มีระบบเสียง แสง วิศวกรรมเวที และระบบอะคูสติก (Acoustic) ที่ทันสมัย สามารถรองรับกิจกรรมที่หลากหลายได้ ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการใช้งานประเภทต่างๆ
ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสร้างมหิดลสิทธาคาร มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใช้ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัย ร่างแผนโครงการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2549 สมัยที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.พรชัย มาตังคสมบัติ เป็นอธิการบดี และเริ่มก่อสร้างในปี 2552 สมัยที่ ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร เป็นอธิการบดี แล้วเสร็จช่วงปลายปี 2556 รวมเวลาก่อสร้างทั้งหมดราว 8 ปี ด้วยงบประมาณ 1,450 ล้านบาท
“เนื่องจากที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยไม่มีอาคารรองรับพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ซึ่งต้องขอใช้หอประชุมกองทัพเรือมาโดยตลอด เพื่อให้สมแก่เกียรติประวัติของสถาบันที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 120 ปี จึงสมควรที่จะมีอาคารที่รองรับความต้องการในการจัดงานพระราชทานปริญญาบัตร อีกทั้งเป็นการเปิดตัวสู่สังคม เพื่อเป็นอาคารอเนกประสงค์ รองรับการแสดงทุกรูปแบบ อาทิ จัดแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ อุปรากร ฯลฯ รวมถึงจัดการประชุมสัมมนาระดับชาติและระดับนานาชาติ ซึ่งกล่าวได้ว่ามีระบบวิศวกรรมเวทีและเสียงที่ทันสมัยระดับโลก” อธิการฯ เผยวัตถุประสงค์การใช้งานอาคาร
พร้อมเสริมอีกว่า นอกจากมหาวิทยาลัยมหิดลจะความเชี่ยวชาญด้านวิชาการแพทย์ อีกด้านที่มีชื่อเสียงคือการดนตรี ซึ่งเมื่ออาคารแห่งนี้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ จะสามารถส่งเสริมนักศึกษาด้านศักยภาพการแสดงด้านดนตรีได้เป็นอย่างดี โดยต่อไปคณาจารย์ในคณะอาจจะต้องผลักดันให้เกิดการแสดงดนตรีอย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นของอาคารในด้านการรองรับการแสดงต่างๆ กฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ รองคณบดีคณะดุริยางคศาสตร์ ฝ่ายพัฒนาสิ่งปลูกสร้าง ได้กล่าวว่า ศักยภาพที่โดดเด่นของอาคารแห่งนี้คือ ระบบแสง เสียง เวที และระบบอะคูสติก สามารถปรับให้สอดคล้องกับการใช้งานประเภทต่างๆ โดยทุกที่นั่งได้อรรถรสเหมือนกัน ได้ยินเสียงเท่ากันทุกที่นั่ง โดยแถวที่นั่งออกแบบให้ต่างระดับ ซ้อนกันในลักษณะบัลโคนีอย่างน้อย 3 ชั้น เพื่อทุกที่นั่งสามารถมองเห็นกิจกรรมบนเวทีได้ชัดเจน นอกจากนี้ มีระบบลิฟต์บนเวทีและลิฟต์ของวงดนตรี รวมทั้งระบบฉากและแคตวอล์กต่างๆ ถูกออกแบบเป็นพิเศษเปลี่ยนได้มากถึง 80 ฉาก ซึ่งมีผู้ออกแบบโรงละครประเทศอังกฤษเป็นที่ปรึกษาการวางระบบทั้งหมด
“หอประชุมแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมแห่งแรก ที่ตัวอาคารทั้งหมดสร้างออกแบบโดยฝีมือสถาปนิกไทย ด้วยงบประมาณของมหาวิทยาลัยและรัฐบาล ต่างจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสร้างโดยงบประมาณและสถาปนิกจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของสัมพันธไมตรีของ 2 ประเทศ จึงกล่าวได้ว่า มหิดลสิทธาคารเป็นศูนย์กลางการแสดงแห่งแรกของประเทศ ที่มีเพื่อผลักดันและส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม และคนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจ” รองคณบดีคณะดุริยางคศาสตร์กล่าว
การก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2556 ที่ผ่านมา โดยได้ประเดิมจัดงานแสดง 2 งานใหญ่ ได้แก่ “Soft opening มหิดลสิทธาคาร” เมื่อวันที่ 10-11 มกราคม 2557 ภายในงานมีการแสดงดนตรี “The TPO New Year’s Concert 2014” ประกอบด้วย การแสดงเพลงคลาสสิก และการขับร้องเพลงประสานเสียงจากวง Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ประพันธ์บทเพลงสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ และงานการแสดงออร์เคสตร้าจากวง “โตเกียว ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตร้า” ในวาระที่วงมีอายครบ 100 ปี เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2557 และสำหรับต้นปี 2558 มีกำหนดจัดคอนเสิร์ตจากวง London Philharmonic Orchestra และเป็นการแสดงที่น่าจับตามองว่า มหิดลสิทธาคารแห่งนี้จะมีศักยภาพเพียงพอเป็นศูนย์กลางการแสดงดนตรีมากเพียงใด.

 

“ศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม” เรื่องเล่าสังคมของคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/070514/90069

ศิลปวัฒนธรรม
Wednesday, 7 May, 2014 – 00:00
.
นิทรรศการ “ศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2557″ เป็นการรวมกันของประกายไฟดวงเล็กๆ จากทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนภาพความเป็นไปของสังคมปัจจุบันผ่านงานศิลปนิพนธ์ ที่ได้รับการคัดเลือกมาสถาบันการศึกษา 30 แห่งทั่วประเทศ และยังเป็นโอกาสอันดีที่เหล่ายุวศิลปินแสดงศักยภาพ ก่อนก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพในอนาคต
ศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2557 เป็นหนึ่งในนโยบายของทางหอศิลป์ ที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานศิลปกรรมมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดนิทรรศการศิลปนิพนธ์ โดยปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 6 โดยรวบรวมผลงานศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาที่สร้างสรรค์ผลงานโดดเด่นจากแต่ละมหาวิทยาลัย ที่มีการเรียนการสอนด้านศิลปะ โดยผ่านการคัดเลือกจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของแต่ละสถาบัน ประกอบด้วย ผลงานของนักศึกษาปริญญาตรีโท 2 สถาบัน ระดับปริญญาตรี สถาบันละ 3 คน รวมทั้งหมด 110 ผลงาน ทั้งประเภทจิตรกรรมและประติมากรรม
อาจารย์สุรชาติ เกษประสิทธิ์ จากสาขาวิชาออกแบบทัศนศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการว่า หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าฯ เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากต่างจังหวัดได้มีโอกาสเอาผลงานมานำเสนอส่วนกลาง เอาผลงานของนักศึกษาทั่วประเทศมารวมไว้ที่นี้ แสดงให้เห็นว่าถึงการศึกษาด้านทัศนศิลป์ของเมืองไทยที่มีคุณภาพและแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป สะท้อนโลกทัศน์ของนักศึกษาของแต่ละภูมิภาคที่มีต่อสังคมและประเทศของเขา เช่น เทคโนโลยี การเมือง วิถีชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะงานของคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความเป็นไปของสังคมในปัจจุบัน
“ศิลปะมี 2 ลักษณะ คือ นำเสนอด้านบวก แสดงถึงความเพลิดเพลิน น่าปีติยินดี และด้านลบ แสดงถึงความน่าหดหู่ เศร้าใจ ลึกลับ ไม่ว่าจะในรูปแบบหรือเทคนิค ทั้งนี้ การนำเสนอด้านลบไม่ได้หมายถึงงานไม่ดี แต่มันเป็นมุมมองที่คนในสังคม โดยเฉพาะคนทำงานศิลปะ ให้เห็นว่ามันยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ เมื่อผู้ชมได้เห็นจะเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราควรจะมีความเป็นมนุษยธรรมมากกว่านี้”
อาจารย์ยังกล่าวอีกว่า ภาพรวมของผลงานนอกเหนือจากกล่าวถึงความดี ความงาม และความจริง ศิลปนิพนธ์กว่า 100 ชิ้น ยังสะท้อนออกมาทั้งกายภาพและนามธรรม เผยถึงวิถีชีวิตของคนไทย อาทิ บริโภคนิยม จินตนาการ ความฝัน หรือเทคโนโลยี ดังนั้น การจัดแสดงงานศิลปะครั้งนี้ได้แสดงถึงดีเยี่ยมของผลงาน ผู้ชมที่มาดูต้องพยายามติดตามพวกเขา ตอนนี้เขาเป็นเพียงยุวศิลปิน จะเป็นมืออาชีพก็ต่อเมื่อเขายังยืนยันที่จะทำงานศิลปะต่อไป
สำหรับการได้รับเลือกครั้งนี้ ยุวศิลปินแต่ละคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ภูมิใจ และน้อยมากที่จะมีโอกาสได้นำผลงานความคิดของตัวเองมาจัดแสดงในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ รวมไปถึงได้เห็นฝีมือของเพื่อนๆ ต่างสถาบัน สัมผัสบางชิ้นงาน บางแนวคิดที่เราคาดไม่ถึง เห็นวิถีชีวิตของคนในแต่ละแห่งที่แตกต่างกัน และนิทรรศการครั้งนี้ยังเป็นใบเบิกทางและกำลังใจให้ทุกคนอยากเดินหน้าทำงานศิลปะต่อไป
ผลงานสื่อผสม เส้นผมกับธรรมชาติ โดย จันทร์ลดา ขาวผ่อง นักศึกษาจากสาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นอีกชิ้นหนึ่งที่อาจารย์ของสถาบันต่างๆ ให้ความสนใจ และตั้งถามถึงที่มาแนวคิดของผลงานชิ้นนี้ เธอเล่าว่า หลังจากที่ค้นหาตัวตนมานาน จนพบว่าการคลุกคลีอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอขาดมันไม่ได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกันคือ ศิลปะ นับจากวันที่ได้เลือกเข้ามาเรียนที่คณะวิจิตรศิลป์ พยายามสร้างงานศิลปะที่มีวัสดุธรรมชาติมาเข้ามาเกี่ยวข้อง จนถึงวันที่ต้องทำศิลปนิพนธ์ จึงตกผลึกทางความคิดได้ว่าเราและธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของกัน
งานสื่อผสมชิ้นนี้จึงต้องการบอกถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ ผ่านรูปทรงที่แสดงออกถึงการโอบอุ้ม รวมถึงความอ่อนโยนของสตรีเพศ โดยนำเส้นผม สัญลักษณ์แทนความเป็นมนุษย์ และวัสดุธรรมชาติที่แห้ง กลายเป็นสีน้ำตาล อย่าง ฝักบัว น้ำเต้า รังผึ้ง มาผสานเข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนถึงทั้งสองสิ่งที่กลมกลืน อยู่ด้วยกันได้ลงตัว
“ความแห้งเหี่ยวของธรรมชาติมันคือความสวยงามอย่างหนึ่ง เมื่อเรามองมันก็จะนึกถึงยามที่ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านี้เคยเขียวขจี สร้างความสดชื่นให้กับตัวเรา เช่นเดียวกับมนุษย์ ถ้าหายังมีชีวิตอยู่ควรหมั่นทำดี สร้างคุณประโยชน์ ถึงคราวตายไป ความดีนั้นก็ยังถูกพูดต่อๆ กันไป” ยุวศิลปินเผยแนวคินสอนใจ
นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 29 เมษายน-3 สิงหาคม 2557 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง ผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการได้ทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 10.00-19.00 น. เพื่อสนับสนุนให้นิสิตนักศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น มีกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป.

 

พัฒนาใหม่ให้ท่องเที่ยว พระราชวังจันทน์-ศูนย์ประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/060514/90016

ศิลปวัฒนธรรม
Tuesday, 6 May, 2014 – 00:00
.
พระราชวังจันทน์ เป็นโบราณสถานสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวที่มีความน่าสนใจด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีของจังหวัดพิษณุโลก ศิลปะจากซากปรักหักพังที่ได้ชมนั้น ย้อนไปในอดีตเป็นพระราชวังโบราณ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก ทางด้านทิศเหนือของเมืองพิษณุโลก ตรงข้ามกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จากหลักฐานโบราณคดีมีการอยู่อาศัยในพระราชวังนี้ไม่น้อยกว่า 3 สมัย
นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นเป็นต้นมา และเป็นวังที่เสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเป็นที่ประทับเมื่อทรงดำรงตำแหน่งอุปราช ขณะนั้นเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ประกาศขอบเขตที่ดินโบราณสถาน เมื่อ 20 ปีก่อน รวมเนื้อที่กว่า 128 ไร่
ขณะนี้การขุดค้น ขุดแต่ง บูรณะโบราณสถานตามร่องรอยที่เหลืออยู่ และการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นอนุสรณ์สถานสมเด็จพระนเรศวรได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว หลังจากถูกทิ้งร้างและพื้นที่ถูกใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ส่วนราชการต่างๆ ตลอดจนบ้านเรือนชาวบ้าน เนื่องจากทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของพระราชวังจันทน์ มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการพระราชวังจันทน์ จัดสรรงบประมาณโยกย้ายโรงเรียน สถานที่ราชการ และบ้าน จากซากอิฐกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญ ทั้งเตรียมพร้อมเปิดศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ที่สร้างขึ้นใหม่เอี่ยมให้สาธารณชนเข้าชมปลายปีนี้ ผลจากการทำงานร่วมมือระหว่างกรมศิลปากร กองทัพภาคที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก และบริษัท ปตท.สผ.
รัตติยา ไชยวงศ์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย เปิดเผยคุณค่าของวังจันทน์ว่า นอกจากเป็นสถานที่เสด็จพระราชสมภพสมเด็จพระนเรศวรแล้ว พื้นที่นี้น่าจะเป็นที่ประทับใจของสมเด็จเจ้าสามพระยาในสมัยอยุธยาตอนต้น เรื่อยมาจนถึงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กระทั่งกษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่เสด็จมาประทับ คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พื้นที่บริเวณพระราชวังจึงเป็นเขตอนุรักษ์ แผนผังชัดเจน ส่วนพื้นที่โดยรอบที่ขึ้นทะเบียนมีชาวบ้านใช้ประโยชน์ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ และสร้างศาลาพักชมโบราณสถานบางส่วน
“จากการขุดค้นได้ข้อมูลทางโบราณคดีครบถ้วน เราบอกว่าได้เมืองพิษณุโลกฝั่งตะวันตก หรือที่เรียกพระราชวังจันทน์ แต่เดิมน่าจะเป็นเมืองชัยนาทอยู่ในช่วงอยุธยาตอนต้น เนื่องจากโบราณสถานและวัดวิหารทอง วัดศรีสุคต มีการสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนต้น ขณะที่ฝั่งตะวันออก ซึ่งมีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดเจดีย์ยอดทอง เป็นโบราณสถานที่น่าจะสร้างขึ้นสมัยสุโขทัย สำหรับโบราณวัตถุที่ค้นพบเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระพุทธชินราช แล้วก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่ขณะนี้ทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุสนับสนุนงบประมาณให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นใหม่ในวัด จัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดค้นใน จ.พิษณุโลกทั้งหมด รวมถึงพระราชวังจันทน์ มีห้องจัดแสดงภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์พิษณุโลก ภูมิหลัง ห้องโบราณวัตถุ” รัตติยากล่าว
ส่วนแนวทางการบริหารจัดการพระราชวังจันทน์นั้น รัตติยาให้ข้อมูลว่า กรมศิลปากรประชุมร่วมกันหน่วยงานต่างๆ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2557 กำหนดแนวทางการบริหารในรูปแบบคณะกรรมการ โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกเป็นเลขานุการคณะกรรมการ และเป็นหน่วยบริหารจัดการศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์ โบราณสถานพระราชวังจันทน์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.พิษณุโลก
ศูนย์ประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นตามแผนงานส่งเสริมการศึกษานี้ นักโบราณคดีชำนาญการเปิดเผยว่า นิทรรศการถาวรแบ่งการจัดแสดงออกเป็นเรื่องพิษณุโลก เมืองประวัติศาสตร์สำคัญสองฝั่งแม่น้ำน่าน ถัดมาแสดงเรื่องเมืองพิษณุโลกในระยะ 900 ปี ที่ผ่านมา เทียบเคียงระยะเวลากับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลกแบบไทม์ไลน์ มีเรื่องพระราชวังจันทน์ศิลปกรรม และงานช่างหลวงพิษณุโลก จัดแสดงแบบจำลองพระราชวังโบราณนี้ให้ผู้เข้าชมจินตนาการถึงความสมบูรณ์ของโบราณสถาน ห้องนี้ใช้กล้องส่องไปยังพระราชสนามจันทน์พื้นที่จริงได้ แล้วยังมีส่วนแสดงวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวร จำลองพระมาลาเบี่ยง พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง พระแสงดาบค่าย ส่วนสำคัญสุดคือ พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แล้วยังมีส่วนนิทรรศการหมุนเวียนให้คนพิษณุโลกได้ชมที่ อบจ.พิษณุโลก เป็นผู้จัดการ
“ศูนย์ประวัติศาสตร์นี้เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ จะมีห้องสมุดสำหรับบริการสืบค้นข้อมูลภาพถ่ายเก่าเมืองพิษณุโลก เรากำลังเร่งรวบรวมข้อมูลจากหอจดหมายเหตุและหนังสือที่เกี่ยวข้องกำเนิดเมืองสองแควจนถึงปัจจุบัน สำหรับเปิดให้ใช้ประโยชน์ปลายปีนี้ นอกจากนี้ มีแผนกระตุ้นท่องเที่ยวพิษณุโลกฝั่งตะวันตก จะร่วมกับรถรางท่องเที่ยวของ อบจ. จัดเส้นทางเชื่อมโยงชมศิลปกรรมสองฝั่งแม่น้ำน่าน รวมถึงพระราชวังจันทน์ วัดวิหารทอง วัดศรีสุคต วัดโพธิ์ทอง” รัตติยากล่าวทิ้งท้าย ทุกแผนงานล้วนส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาพิษณุโลกเป็นเมืองวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว ตามแบบอย่างสุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้.

 

รวมภาพฉลองกรุง 232 ปี ทำฐานข้อมูลวัฒนธรรมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/050514/89954

ศิลปวัฒนธรรม
Monday, 5 May, 2014 – 00:00
.
รำเย่ย ที่ชาวบ้านกาญจนบุรีร้องรำ แสดงออกถึงการละเล่นพื้นบ้านภาคกลางอย่างสนุกสนาน รื่นเริง ที่ท้องสนามหลวง มีฉากหลังเป็นวัดพระศรีรัตนศาสนาดาราม เอกลักษณ์เกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเฉลิม อัชชมานะ บันทึกภาพนี้จากการไปเที่ยวชมงานฉลอง ”ใต้ร่มพระบารมี 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-21 เมษายนที่ผ่านมา ก่อนจะส่งเข้าร่วมประกวดภาพถ่ายทางวัฒนธรรมในหัวข้อ ”ใต้ร่มพระบารมี 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ได้รับรางวัลชนะเลิศเวทีนี้ด้วยมติเป็นเอกฉันท์
โครงการประกวดภาพถ่ายครั้งนี้มีผู้ส่งเข้าประกวดจำนวน 230 ภาพ ล้วนเป็นภาพเหตุการณ์หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในงานใต้ร่มพระบารมี 232 ปี นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรวบรวมภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อจัดพิมพ์หนังสือ จัดทำฐานข้อมูล และเพื่อนำออกเผยแพร่สู่สาธารณะ
นอกจากรางวัลชนะเลิศภาพ “เพลงเย่ย” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท ยังมีรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ภาพ “ของเล่นประจำฤดูร้อน” หรรษา ตั้งมั่นภูวดล รับเงิน 30,000 บาท และรองอันดับที่ 2 ภาพ “เอกลักษณ์ไทย” นพพร อัจฉริยประภา ได้รับเงิน 20,000 บาท รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่ ภาพริ้วขบวนและภาพขบวนผีตาโขน จีรวัฒน์ จิตติวัฒนา, ภาพรื่นรมย์ รัตนโกสินทร์ วีระยุทธ พิริยะพรประภา, ภาพย่างข้าวเกรียบ มานิต ลาภลือชัย, ภาพเรืองรอง 232 ปี รัตนโกสินทร์ และภาพตระการตา ชุดไทย บุญชนก ฉายชูวงษ์, ภาพขับเคลื่อนวัฒนธรรม อำนาจ เกตุชื่น, ภาพวิถีไทย นพพร อัจฉริยประภา, ภาพแผ่นดินไทย ยงยุทธ คงมหาพฤกษ์ และภาพเส้นสายแห่งภูมิปัญญาไทย เอกรินทร์ เอกอัจฉริยะวงศ์ โดยทุกคนได้รับเงินรางวัล รางวัลละ 5,000 บาท
“ภาพที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์วันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งนำออกเผยแพร่บนเว็บไซต์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรับรู้และภูมิใจมรดกทางวิถีชีวิตและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย” ดร.ปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวภายหลังมอบถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด
ภาพถ่ายที่ส่งเข้าประกวดนั้น คณะกรรมการตัดสินพิจารณาให้รางวัลยึดแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากล และเป็นภาพที่ไม่เคยได้รางวัลจากการประกวดมาก่อน วรนันท์ ชัชวาลทิพพากร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะภาพถ่าย) และกรรมการตัดสิน กล่าวว่า ภาพที่ได้รางวัลต้องมีองค์ประกอบภาพสมบูรณ์ ถ่ายภาพด้วยมุมมองสร้างสรรค์ และเป็นภาพที่ใช้เผยแพร่ให้เห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม สำหรับภาพ ”เพลงเย่ย” ให้ได้รางวัล เพราะชัดเจนตรงหัวข้อประกวด ส่วนภาพรองชนะเลิศ ชมภาพแล้วหวนกลับคืนไปสมัยก่อน มีการเล่นว่าวท้องสนามหลวงคึกคัก ส่วนรองอันดับ 2 เป็นภาพแคนดิตบันทึกภาพผู้หญิงกำลังเซลฟี่ มีโขนมาเสริม และฉากหลังพระบรมฉายาลักษณ์ 9 รัชกาล ควรจัดประกวดต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมให้ชาวไทยและต่างประเทศเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมของชาติผ่านภาพถ่าย
เฉลิม อัชชมานะ แชมป์ประกวดภาพถ่าย บอกว่า ภาพ ”เพลงเย่ย” ได้จากการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่จัดในงาน เป็นโอกาสดีได้ชมเพลงพื้นบ้านกาญจนบุรีก็บันทึกไว้ ชายหญิงเกี้ยวกันอย่างสนุก คำร้องทุกวรรคลงท้ายด้วยเสียงเดียวกันคือเอย ส่ง 5 ภาพเข้าประกวด สุดท้ายภาพนี้ได้รางวัล สำหรับงานใต้ร่มพระบารมีประทับใจ ได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวง และเป็นประเทศไทยจนทุกวันนี้ ทั้งยังเป็นงานที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวรอบในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ให้คึกคักมากขึ้นด้วย
ด้าน หรรษา ตั้งมั่นภูวดล เจ้าของภาพ “ของเล่นประจำฤดูร้อน” กล่าวว่า เป็นภาพร้านขายว่าวกลางสนามหลวง นอกจากคนรุมซื้อ ยังมีนักศึกษากำลังเล่นว่าว ฉากหลังวัดพระแก้ว ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติกลมกลืนกับบรรยากาศของงานฉลองพระนคร ภูมิใจที่ได้รับรางวัล ขอบคุณ วธ. ที่จัดกิจกรรมเปิดโอกาสให้ช่างภาพได้มีส่วนรวมในการเก็บความทรงจำดีๆ จากงาน 232 ปี กรุงรัตนโกสินทร์
ขณะที่ช่างภาพมากฝีมือ นพพร อัจฉริยะประภา ส่งภาพ 5 ภาพเข้าประกวด และคว้าถึง 2 รางวัล จากโครงการนี้ กล่าวว่า ชอบถ่ายภาพแนววิถีชีวิตและวัฒนธรรม ภาพ ”เอกลักษณ์ไทย” ได้อันดับที่ 2 ตั้งกล้องรอห่างจากบริเวณที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับหุ่นสายไทย เฝ้ารอจังหวะที่คนมาเที่ยวชมงานมีส่วนร่วมกับมรดกศิลปะของชาติด้วยรอยยิ้มแบบไทยๆ ถ่ายไว้ แล้วยังมีภาพ ”วิถีไทย” ได้ชมเชย เสนอภูมิปัญญาการทอผ้าไทย ยินดีที่ภาพของตนจะได้เผยแพร่กระตุ้นให้คนไทยอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม.

 

“กว่าจะเป็นละครดึกดำบรรพ์” รำลึกเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ พฤษภาคม 4, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/300414/89694

ศิลปวัฒนธรรม
Wednesday, 30 April, 2014 – 00:00
.
หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงได้รับฟังพระยาเทเวศร์วิวัฒน์บอกเล่าถึงความประทับใจในการได้เข้าชมละครโอเปร่าที่ยุโรป พระองค์จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะจัดสร้างละครดึกดำบรรพ์ขึ้นมาใหม่ เป็นนาฏศิลป์ไทยที่ซ่อนกลิ่นอายความเป็นโอเปร่าเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน และยังถือได้ว่าเป็นศิลปะการแสดงที่โดดเด่นทั้งด้านดนตรีและเสียงขับร้องของตัวละคร
และเนื่องใน “วันนริศ” ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 24 เมษายน 2557 ทางมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้จัดการ เสวนาวิชาการ เรื่อง “กว่าจะเป็นละครดึกดำบรรพ์” ขึ้น โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ให้ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ “สมเด็จครู” ผู้ทรงอุทิศพระองค์ให้กับงานด้านศิลปวัฒนธรรมและการช่างของไทยมาตลอดพระชนม์ชีพ
เสวนาวิชาการบรรยายโดย ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นการบรรยายพร้อมการสาธิตการขับร้องและแสดงดนตรีไทย จากคณะศิลปะนาฏดุริยางค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
อาจารย์ได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของละครดึกดำบรรพ์ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นงานความคิดชิ้นสำคัญของสมเด็จครู ก่อนจะเริ่มทำละครนั้น ได้สร้างวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งต้องประกอบด้วย ฆ้องราว 7 ใบ ระนาดทุ่มเหล็ก ซออู้ ขลุ่ยอู้ กรับจีน เครื่องดนตรีเหล่านี้จะมีโทนเสียงต่ำ ต่างจากเครื่องดนตรีของละครใน-นอก ส่วนตัวละครพระองค์ทรงคัดเลือกเอง ผู้เล่นต้องรำสวยและมีเสียงร้องไพเราะ ด้านเรื่องที่นำมาเล่น ทรงเลือกบทละครในและละครนอกมาแสดง มีทั้งหมด 7 เรื่อง อาทิ อิเหนา ตอนปีศาจนางดูร, อิเหนา ตอนตัดดอกไม้, คาวี ตอนเผาพระขรรค์ และขุนช้างขุนแผน ตอนนางวันทองหึง เป็นต้น ในสมัยนั้นจัดแสดงให้ชมเพียงแห่งเดียวคือ โรงละครดึกดำบรรพ์ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ละครดึกดำบรรพ์”
“นอกจากความสนุกของเนื้อเรื่องหรือเพลิดเพลินกับตัวละครแล้ว หากจะชมละครประเภทนี้ให้ได้อรรถรส จะต้องชมในมิติทางด้านดนตรี เพราะได้สัมผัสพระอัจฉริยภาพของสมเด็จครูเต็มรูปแบบ ทรงดัดแปลงเพลงที่มีอยู่แล้วให้แตกต่างจากเดิม เช่น เพลงเขมรไทรโยค” ดร.สิริชัยชาญกล่าว
พร้อมบรรยายต่อถึงเพลงที่ทรงดัดแปลง ซึ่งปัจจุบันคนไทยยังคงรู้จัก เนื้อหาสะท้อนภาพธรรมชาติได้อย่างละเอียดลออ หลายสถาบันให้การยอมรับว่าเพลงนี้ใช้ในการส่งเสริมด้านสุนทรีย์ได้อย่างดีเยี่ยม ขณะที่ในสมัยนั้นก็ได้รับความสนใจจากต่างชาติ โดยประเทศแรกที่ชื่นชมเพลงและนำไปอะเรนจ์ใหม่ได้อย่างไพเราะและทันสมัย คือประเทศฟิลิปปินส์ แต่ก็น่าเสียที่ไม่ได้มีการบันทึกเสียงเก็บไว้
ละครดึกดำบรรพ์ในสมัยนั้นยังถือเป็นจุดเริ่มต้นการดัดแปลงดนตรีให้มีความแปลกใหม่ยิ่งขึ้น และขณะเดียวกันยังทำให้สมเด็จครูได้ค้นพบเทคนิคใหม่เช่นกัน
“พระองค์หยิบเอาสิ่งเคารพบูชาอย่าง “ทำนองสวดสรภัญญะ” มาใส่ในบทละครที่ประพันธ์ขึ้น ตลอดจนปรับดนตรีให้สอดรับอย่างลงตัว ตัวอย่างเช่น เรื่องคาวี ตอนเผาพระขรรค์ ดนตรีในเรื่องนั้นมีฉิ่งเป็นตัวหลักยืนจังหวะ ซึ่งบางครั้งอาจจะฟังดูไม่เข้านัก แต่นั่นคือความยากของการเล่นเพลงสรภัญญะในละครดึกดำบรรพ์ แต่ผู้ชมส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเครื่องประกอบจังหวะกันเท่าไร แต่หากตั้งใจฟังดนตรีจะสามารถเข้าถึงอรรถรสของละครได้ดี”
“เสน่ห์ของละครดึกดำบรรพ์ที่มีความคล้ายการแสดงโอเปร่าของฝรั่ง ประการแรกคือ ผู้ร้องกล่าวเข้าเรื่องอย่างชัดเจน ไม่ยืดเยื้อ ประการต่อมา บางช่วงบางตอนมีการขับร้องประสานเสียงที่ความไพเราะ อ่อนหวาน จังหวะไม่เร็วจนเกินไป เพื่อให้สอดรับกับท่าทางการร่ายรำของตัวละคร แต่โอเปร่าจะเร่งจังหวะให้อารมณ์ดุดัน ผู้ชมเกิดความเร้าใจ ประการสุดท้าย ดนตรีจะเป็นผู้นำและผู้ควบคุมการแสดงทั้งหมด ผู้ร้องต้องตามดนตรี แต่หากเป็นละครใน-นอก ดนตรีต้องตามผู้ร้อง”
พร้อมทิ้งท้ายถึงการสืบสานละครดึกดำบรรพ์ด้วยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาและสานต่อละคร อีกทั้งยังมีคนที่สนใจด้านนาฏศิลป์อยู่จำนวนมาก และในทุกๆ ปีจะจัดแสดงถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ วังคลองเตย ตำหนักปลายเนิน โดยปีนี้จัดในวันที่ 1 พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม ละครดึกดำบรรพ์ ตลอดจนจัดแสดงในวาระสำคัญๆ สิ่งที่เป็นห่วงคือจำนวนคนมาดูในปัจจุบันที่แทบจะไม่มีแล้ว
นอกเหนือจากการบรรยายวิชาการครั้งนี้แล้ว ยังมี นิทรรศการ “พระที่นั่งบรมพิมาน” จัดแสดงพระประวัติและผลงานฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยจำลองบรรยากาศของห้องภายในพระที่นั่งบรมพิมาน ซึ่งเพดานห้องมีภาพเขียน “พระอาทิตย์ทรงรถ” ประดับอยู่ ซึ่งภาพนี้เป็นภาพฝีพระหัตถ์ที่หาชมได้ยาก และ นิทรรศการ “1 ทศวรรษภาพถ่ายนานาชาติ” หัวข้อ “ถิ่นกำเนิด” แสดงผลงานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ 18 ชิ้น และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์เข้าร่วมแสดงในครั้งนี้ด้วย ชื่อผลงานว่า “บัววิกตอเรีย”
ทั้งหมดจัดแสดงตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2557 ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2849-7538.

 

ทศวรรษที่ 3 กองทุนศิลปินแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/290414/89646

ศิลปวัฒนธรรม
Tuesday, 29 April, 2014 – 00:00
.
ในปีนี้ กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ในสังกัดกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เริ่มเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 เมื่อดูจากผลงานที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จในการทำโครงการ และมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันที่สามารถเผยแพร่องค์ความรู้ศิลปินแห่งชาติได้มากทีเดียว ล่าสุดทางกองทุนฯ เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ประจำปี 2557-2559 ที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ยืนยันว่า แผนนี้เน้นความต่อเนื่องและขับเคลื่อนงานด้านวัฒนธรรมในอนาคตให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังสัญญาจะดูแลศิลปินแห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม และผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมอย่างดี
ในงานยังมีพิธีเปิดนิทรรศการ ”สู่ทศวรรษที่ 3 กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม” และเสวนาในหัวข้อ ”บทบาทศิลปินแห่งชาติกับก้าวต่อไปของกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม” ศิลปินแห่งชาติมาร่วมงานคึกคัก ถวัลย์ ดัชนี, ปรีชา เถาทอง, นคร ถนอมทรัพย์, ประภัสสร เสวิกุล, ประยงค์ ชื่นเย็น, วนิดา พึ่งสุนทร, วิโชค มุกดามณี, มนัส ปิติสานต์ และศิลปินแห่งชาติปีล่าสุด รำไพพรรณ สุวรรณสาร ศรีโสภาค เจ้าของนามปากกา โสภาค สุวรรณ ทุกท่านมาด้วยใจ เพราะภารกิจของกองทุนถือเป็นการถ่ายทอดและพัฒนาศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ไว้เป็นสมบัติของชาติ
คุณหญิงปัทมา ประธานกรรมการกองทุนฯ กล่าวว่า กองทุนฯ ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเป็นทุนประเดิม 160 ล้านบาท จากการดำเนินงาน 20 กว่าปี มีเงินสมทบกองทุนปัจจุบันเพิ่มเป็น 250 ล้านบาท และกำหนดให้ใช้ได้เฉพาะดอกผลในการส่งเสริม สนับสนุน วิจัย พัฒนา อนุรักษ์ และเผยแพร่งานศิลปะและวัฒนธรรมของศิลปินแห่งชาติ ขณะนี้มีศิลปินแห่งชาติที่มีชีวิตอยู่ 144 คน ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม 75 คน และผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม จำนวน 3 คน มีสวัสดิการต่างๆ ที่ได้รับ ค่าตอบแทนรายเดือน 20,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล 40,000 บาทต่อปี ปัจจุบันมีศิลปินแห่งชาติที่เจ็บป่วย 10 ท่าน
“แผนงาน 3 ปีนี้เน้นเผยแพร่ผลงานของศิลปินแห่งชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้เข้าสู่สถาบันการศึกษาเพื่อปลุกจิตสำนึกคนรุ่นใหม่ให้เห็นคุณค่าวัฒนธรรม ด้านบริหารกองทุนจะต้องมีประสิทธิภาพให้เกิดดอกผลนำมาใช้ประโยชน์ส่งเสริมศิลปินแห่งชาติ การก้าวสู่ทศวรรษใหม่จะเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุนและเพิ่มแหล่งทุน ขณะนี้เตรียมจัดงานประมูลศิลปกรรมของศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ครั้งที่ 3 และโครงการจัดแสดงทางวัฒนธรรมจากศิลปินแห่งชาติ 3 สาขา ทุกคนจะได้ชื่นชมและตราตรึงใจผลงานอย่างแน่นอน” คุณหญิงปัทมากล่าวถึงแผนงานเชิงรุก
ด้านปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ กล่าวว่า ภารกิจของกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมช่วยทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติอย่างครบวงจร ผลงานรูปธรรมที่ผ่านมาคือ โครงการเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ขอแลกเปลี่ยนว่า โครงการนี้ไม่ได้หมายถึงอาคาร บ้าน ที่ติดรูป ติดองค์ความรู้ หากจะช่วยจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มีใจรักศิลปะได้จริง กองทุนฯ ต้องทำงานบูรณาการร่วมกับศิลปิน บริหารจัดการ จัดระบบองค์ความรู้ เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายจะมีแนวทางสนับสนุน เผยแพร่องค์ความรู้สู่เยาวชนหรือขยายผลผ่านโซเชียลมีเดีย อีกเรื่องที่กองทุนต้องไม่มองข้าม ศิลปินแห่งชาติหลายท่านเผชิญปัญหาถูกละเมิดลิขสิทธิ์รุนแรง เกิดจากการพัฒนาของระบบดิจิตอล ฝากให้ดูแลผลงานของศิลปินแห่งชาติทุกสาขา นี่คือองค์ความรู้ของชาติ
ขณะที่ประภัสสร เสวิกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ กล่าวว่า ศิลปินแห่งชาติที่มีชีวิต 144 คน ล้วนสูงอายุ มีปัญหาสุขภาพ และฐานะทางการเงินไม่เท่ากัน เสนอให้กองทุนฯ ประสานโรงพยาบาลตรวจสุขภาพเป็นประจำ ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้สมเกียรติได้ยกย่องเชิดชู และช่วยคุ้มครองลิขสิทธิ์ศิลปินแห่งชาติ บางท่านเสียชีวิตแล้วไม่มีทายาทดูแลผลงาน ตามกฎหมายให้เวลา 50 ปี ก่อนตกเป็นสมบัติสาธารณะ รวมถึงอยากให้เน้นภารกิจการสร้างพื้นที่ และโอกาสให้ศิลปินแห่งชาติ ได้แสดงผลงาน ในปีนี้ตนร่วมสร้างการแสดงทางวัฒนธรรม ”ในสวนขวัญ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติราชินี ผสานศิลปะการแสดงและวรรณศิลป์เป็นหนึ่งเดียวกัน มีจำหน่ายบัตรรายได้สมทบกองทุนฯ ด้วย
“การถ่ายทอดองค์ความรู้ หากไม่มีผู้รับไปสืบสานต่อในไม่ช้าจะสูญหายไป คนไทยไม่ตระหนักคุณค่าศิลปินแห่งชาติ การเผยแพร่ผลงานอาจบรรจุในแบบเรียน และต้องมีแนวทางพัฒนาศักยภาพศิลปินแห่งชาติ ไม่ให้หยุดนิ่ง ส่งเสริมการสร้างผลงานใหม่ๆ ที่มีความร่วมสมัย จัดกิจกรรมให้ศิลปินแห่งชาติได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน” ประภัสสรกล่าว และเสนอกองทุนฯ ให้ผลักดันโครงการวรรณกรรมแห่งชาติ เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี การจัดตั้งวรรณคดีสโมสร ในปี 2557 คัดงานชิ้นเอกของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ก่อนประกาศเป็นวรรณกรรมแห่งชาติและจัดพิมพ์สองภาษา เพื่อเผยแพร่ศิลปะการประพันธ์ของไทยไม่ให้เลือนหาย และจุดประกายเยาวชนสนใจวรรณกรรมต่อไป
รำไพพรรณ สุวรรณสาร ศรีโสภาค ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ.2556 เจ้าของนามปากกา โสภาค สุวรรณ แสดงทัศนะว่า ก้าวต่อไปของกองทุนฯ ยังจะต้องสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าให้คงอยู่สู่คนรุ่นหลัง ส่งเสริมให้พวกเขาภาคภูมิใจในความเป็นไทย การนำผลงานของศิลปินแห่งชาติเข้าสู่ระบบการศึกษาจะช่วยปลูกฝังค่านิยมใฝ่ดี ใฝ่สูง เห็นคุณค่าของการทำงานสร้างสรรค์ ส่วนกองทุนฯ จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ขึ้นกับประชาชนที่ต้องให้การสนับสนุนด้วย
ในช่วงท้ายของงานมีการแสดงทางวัฒนธรรมจากบ้านตุ๊กกะตุ่น หุ่นกระบอกไทย เรื่อง ”พันท้ายนรสิงห์ เดอะมิวสิคัล” เป็นอีกหนึ่งโครงการสื่อความสำเร็จโดยขอรับการอุดหนุนจากกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ปรุงปรับโชว์หุ่นกระบอกไทยให้มีรูปแบบการแสดงทันสมัยและตื่นตาตื่นใจ.

 

เผยเรื่องราว 500 ปี พระอิศวรเมืองกำแพงเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/280414/89586

ศิลปวัฒนธรรม
Monday, 28 April, 2014 – 00:00
.
วันที่ 10 พฤษภาคมนี้ นิทรรศการถาวรที่ปรับปรุงใหม่เอี่ยมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร พร้อมสำหรับการเปิดให้สาธารณชนเข้าชมครั้งแรก หลังจากที่กรมศิลปากรให้งบประมาณปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการถาวร เพื่อเปิดเผยเรื่องราวของของเมืองกำแพงเพชรในแต่ละยุคสมัย และเพื่อนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยาที่พบใน จ.กำแพงเพชร มาแสดงอย่างน่าสนใจ
เป็นการพัฒนาที่ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของโบราณวัตถุและโบราณสถานเมืองกำแพงเพชร มองเห็นลู่ทางลงทุนเชิงวัฒนธรรมใหม่ๆ เพิ่มเติม หลังจากที่กรมศิลปากรประกาศให้สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร เป็นเมืองวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว
นอกจากเปิดนิทรรศการถาวรแล้ว จะมีการเฉลิมฉลอง 500 ปี การประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร เทวรูปโบราณที่ทำให้เราเห็นภาพอดีตของเมืองที่มีบทบาทสำคัญอย่างกำแพงเพชรอีกด้วย ภายในนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑฯ กำแพงเพชร มีเทวรูปพระอิศวรความสูง 210 เซนติเมตรนี้ตั้งแสดง ที่ผ่านมาชาวกำแพงเพชรและนักท่องเที่ยวเข้ามาศึกษาและกราบสักการะตลอดระยะเวลา
ระหว่างวันที่ 9-13 พฤษภาคมนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่รำลึกพระอิศวรเมืองกำแพงเพชรครั้งสำคัญ และเวลา 5 วันนี้ที่อยากให้ทุกคนมาเยือนพิพิธภัณฑฯ กำแพงเพชร ค่อยๆ อิ่มเอมงานศิลปะ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ของดีของเมืองนี้ สำหรับเช้าวันที่ 12 พฤษภาคม จะมีการบวงสรวงพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร ณ ศาลพระอิศวรเดิม ซึ่งเป็นสถานที่พบเทวรูปนี้ และยามค่ำคืนตื่นตากับการแสดงแสง สี เสียง และสื่อผสม “เล่าเรื่องเมืองกำแพงเพชร” ณ วัดพระแก้ว อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เวลา 19.00 น. ตามกำหนด
หลักฐานทางโบราณคดีระบุว่า พระอิศวรประทับยืนบนฐาน พระพักตร์เป็นสี่เหลี่ยมมีเครา ทรวงสวมหมวกแขกที่มีกะบังหน้า ร่างกายมีการประดับสร้อยคอ คล้องสายมงคลเครื่องหมายวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ และแพศย์ มีหัวเป็นพญานาค 5 เศียร ทรงนุ่งผ้านุ่งสั้น และมีชายผ้ารูปสามเหลี่ยม ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมร เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชได้ประดิษฐาน ณ เทวาลัยศาสนาฮินดูใน พ.ศ.2053 เพื่อคุ้มครองชาวเมืองกำแพงเพชร
ต่อมาปี พ.ศ.2493 หัวโขมยชาวเยอรมันคนหนึ่งได้มาพบเทวรูปนี้ในสภาพดี แม้จะตากแดดตากฝนอยู่นานกว่า 400 ปี โดยลักลอบตัดพระเศียรและพระหัตถ์เทวรูปพระอิศวรออกเป็นชิ้นส่วนจะส่งไปประเทศเยอรมนี แต่โดนจับได้ที่กรุงเทพฯ ไม่นาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่อง มีพระราชดำริว่าของโบราณตามหัวเมือง ถ้าไม่ดูแลรักษาจะอันตรายและสูญหาย เพื่อความปลอดภัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สั่งไปยังเมืองกำแพงเพชรให้ส่งโบราณวัตถุ มีเทวรูปพระอิศวร นอกจากนี้ยังมีศิลาจารึกนครชุมนำมาเก็บรักษาที่กรุงเทพฯ เมื่อการก่อสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร แล้วเสร็จ เทวรูปพระอิศวรจึงกลับมาประดิษฐานและแสดงให้สาธารณชนเข้าชมโบราณวัตถุสำคัญจนทุกวันนี้
เอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กำแพงเพชรเป็นเมืองโบราณในลุ่มน้ำปิง มีความสำคัญมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย ทั้งด้านยุทธศาสตร์และศาสนา ในเวลาต่อมาเมืองกำแพงเพชรอยู่ในการปกครองของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหน้าด่านทางทิศเหนือ รับคติความเชื่อศาสนาฮินดูจากกรุงศรีอยุธยา ดังหลักฐานการประดิษฐานเทวรูปพระอิศวรโดยเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ความรุ่งเรืองมายาวนาน ทำให้ได้รับการประกาศเป็นเมืองมรดกโลก มรดกทางวัฒนธรรมของเมืองนี้รวบรวม เก็บรักษา และจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม ถือเป็นคลังความรู้และสะท้อนเอกลักษณ์ อย่าง ศิลปกรรมสกุลช่างกำแพงเพชร พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย หมวดกำแพงเพชร คุณค่านี้เป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเมืองวัฒนธรรมท่องเที่ยว และจะต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม นอกจากนี้จะทำการท่องเที่ยวเชื่อมโยงตาก เชียงใหม่ พิษณุโลก สุโขทัย ศรีสัชนาลัย ด้วย เพราะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ร่วมสมัยกัน
“นิทรรศการถาวรพิพิธภัณฑฯ กำแพงเพชร จะเปิดตัวให้ชาวกำแพงเพชรและนักท่องเที่ยวได้รับรู้ข้อมูลใหม่ๆ ที่ผ่านการปรับปรุงและจัดแสดงในนิทรรศการ ได้ชมและรับรู้ประวัติความเป็นมาของพระอิศวร โบราณวัตถุล้ำค่า มีนิทรรศการที่จัดขึ้นรำลึก 500 ปี ประดิษฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร แสดงให้เห็นว่าเทวรูปที่จัดแสดงมีค่า คุ้มครองคนกำแพงเพชรมานาน และจารึกเผยเรื่องราวการซ่อมพระมหาธาตุ บำรุงถนนหนทาง ขุดลอกคลอง หากมีคนมาเที่ยวนอกจากได้รู้ประวัติศาสตร์จะได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง สร้างรายได้ให้ชุมชน” อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวถึงความสำเร็จของโครงการที่จะเกิดขึ้น
เดินทางไปท่องเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ได้ โดยเฉพาะช่วงวันที่ 9-13 พฤษภาคมนี้ ที่จะมีนิทรรศการและกิจกรรมเต็มพื้นที่จนละลานตา ทั้งนิทรรศการพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร นิทรรศการพระเครื่องเมืองกำแพงเพชร นิทรรศการงานศิลปะจากซากปรักหักพังในอุทยานฯ สุโขทัย กำแพงเพชร มรดกโลก นิทรรศการมหัศจรรย์เรื่องน่ารู้ของกล้วย และมีการจำหน่ายสินค้าของดีบ้านฉัน รากวัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) อันโดดเด่น เช่น ผ้าทอพื้นเมืองย้อมสีธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์นกคุ้ม ไม้แกะสลัก กระยาสารท กระดาษต้นกล้วยไข่ และกระทงเปลือกข้าวโพด เป็นสุดยอดจากทุกอำเภอในเมืองนี้ที่ร่วมฉลองเปิดนิทรรศการถาวรและฉลอง 500 ปี พระอิศวรเมืองกำแพงเพชร.

 

ยูเนสโกมอบรางวัลยอดเยี่ยม “โครงการปฏิสังขรณ์วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/250414/89465

ศิลปวัฒนธรรม
Friday, 25 April, 2014 – 00:00
.
นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยอีกครั้ง ที่ทางองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้มอบรางวัลยอดเยี่ยม (อันดับ 1) ปี 2556 ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Award of Excellence) ให้กับ “โครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ และพรินทรปริยัติธรรมศาลา วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร” ปูชนียสถานสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยจัดพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2556 ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ได้รับเกียรติจาก สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (อุปสมเถระ ป.ธ.9) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นองค์ประธานในพิธีฝ่ายสงฆ์ และ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ส่งโครงการอนุรักษ์เข้าร่วมการประกวดกับทางยูเนสโกมาอย่างต่อเนื่อง และมีโครงการที่ได้รับรางวัลรวม 11 โครงการ แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ดร.กวาง โจ คิม ผู้อำนวยการยูเนสโก กรุงเทพมหานคร เผยถึงการพิจารณาตัดสินรางวัลในครั้งนี้ว่า โครงการนี้ส่งเสริมการพัฒนาภูมิปัญญาทางสังคมในย่านกุฎีจีน ย่านประวัติศาสตร์ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งในรูปแบบสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวของยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างภายในของพระบรมธาตุมหาเจดีย์ ขณะที่รูปทรงภายนอกของเจดีย์ยังคงทรุดเอียง
“การบูรณะซ่อมแซมที่บูรณการความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิถีการก่อสร้างแบบดั้งเดิม ได้สื่อสารขนบโบราณและสุนทรีย์แห่งยุคเก่า ถือเป็นความร่วมมือร่วมใจที่น่ายกย่องระหว่างพระสงฆ์ ผู้เชี่ยวชาญ และชาวชุมชนโดยรอบ ขณะเดียวกันเป็นนิยามของความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างวัดและชุมชนในศตวรรษที่ 21 ด้านการธำรงรักษาพุทธศาสนาในดำรงอยู่ในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชุมชนจวบจนวันนี้”
พร้อมกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยได้รับรางวัลถึง 11 โครงการ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าโดยรวมที่มีการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทย โครงการที่ได้รับรางวัลเหล่านี้ส่งผลอย่างมากต่อการอนุรักษ์ทั้งในและละแวกชุมชนใกล้เคียง ไปจนถึงระดับชาติ
ด้านความสำคัญของวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท สร้างเมื่อปี พ.ศ.2371 โดยสมเด็จพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เมื่อแล้วเสร็จได้ถวายเป็นอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 3 ปัจจุบันมีอายุ 186 ปี มีปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งคือ พระบรมธาตุมหาเจดีย์ ทรงลังกา สัณฐานรูประฆังคว่ำ สูง 60.535 เมตร นับเป็นเจดีย์องค์ใหญ่และสูงที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์
พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัด บอกเล่าถึงการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ และพรินทรปริยัติธรรมศาลา ว่า ปี พ.ศ.2549 วัดได้รับอนุญาตจากทางกรมศิลปากรให้ดำเนินการบูรณะปูชนียสถานสำคัญทั้ง 2 โดยใช้เวลาดำเนินการ 6 ปี จึงแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2554 สิ้นงบประมาณ 38 ล้านบาทเศษ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ชุมชนรอบวัดที่เรียกว่า ชุมชนกะดีจีน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จนได้รับคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามให้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัดอาราม และได้รับยกย่องระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นโครงการแรกของไทยที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1
“หน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ในการบูรณะครั้งนี้คือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) คิดค้นแนวทางการบูรณะเสาแกนกลาง โดยนำโครงสร้างเหล็กหุ้ม ก่อนใช้แม่แรงยกเสาแกนกลางให้กลับมาตรงเหมือนเดิม ซึ่งวิธีการนี้ถือเป็นวิธีใหม่ที่ได้จดลิขสิทธิ์รูปแบบวิธีการบูรณะไว้แล้ว ทักษะทางด้านวิศวกรรมไม่เพียงแต่ช่วยเก็บรักษาโบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการฟื้นฟูวัดให้กลับคืนเป็นศูนย์กลางของชุมชนด้วย” เจ้าอาวาสกล่าวถึงความสำเร็จ
ทั้งนี้ยังได้จัดงานสมโภชเพื่อฉลองและแสดงความยินดีกับการได้รับการยกย่องโครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ และพรินทรปริยัติธรรมศาลา วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ครั้งนี้ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 เมษายน 2557 โดยปรับพื้นที่วัดให้กลายเป็นตลาดโบราณ ผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรมของชุมชนรอบวัด พร้อมนิทรรศการต่างๆ.

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,031 other followers

%d bloggers like this: