ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

“โขน” สายใยจากกษัตริย์สู่ประชาชน มกราคม 29, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/290114/85234

ศิลปวัฒนธรรม
Wednesday, 29 January, 2014 – 00:00

วัตถุสำคัญที่สะท้อนประวัติความเป็นมาอันเก่าแก่และสำคัญในด้านศิลปะการแสดงโขน อย่างศีรษะทศกัณฐ์หน้าทองทรงมงกุฎยอดชัยประดิษฐ์ด้วยโลหะ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือศีรษะทศกัณฐ์หน้าพระอินทร์ ที่กรมพิณพาทย์และโขนหลวงสร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 6 ตามพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 ตอนทศกัณฐ์แปลงเป็นพระอินทร์ เชื่อกันว่าได้ใช้แสดงเพียงครั้งเดียว
ศีรษะหนุมาน งานฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตลอดจนพระขรรค์งาช้าง ของดั้งเดิม เครื่องประดับโดยช่างฝีมือสมันรัตนโกสินทร์ วัตถุโดดเด่นเหล่านี้ กรมศิลปากรจัดแสดงให้ชื่นชมในนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย 2556 เรื่อง “โขน : อัจฉริยนาฏกรรมสยาม” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และเปิดให้ประชาชนเข้าชมจนถึงวันที่ 6 เมษายน 2557 รวมเวลา 3 เดือน
นิทรรศการพิเศษฯ เรื่อง โขน : อัจฉริยนาฏกรรมสยาม ประกอบด้วย องก์ที่ 1 โขน : อัจฉริยนาฏกรรมสยาม องก์ที่ 2 โขน : นาฏกรรมงามล้ำค่า องก์ที่ 3 : สิ่งที่ควรรู้ว่ากว่าจะมาเป็นโขน องก์ที่ 4 เสียงปี่พาทย์ลาดตะโพนชมโขนลงโรง องก์ที่ 5 โขนสืบสายใยโยงด้วยกษัตรา น่าสนใจที่แต่ละองก์นำเสนอองค์ความรู้ทางวิชาการพร้อมด้วยวัตถุสำคัญ ด้วยน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในสถาบันกษัตริย์ที่ทรงมีคุณูปการต่อศิลปะการแสดงโขน และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ กรมศิลปากรชูคุณค่ามรดกโขน จะได้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไป
อนันต์ ชูโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า มรดกไทยมีหลายแขนง อย่างโขนเป็นนาฏกรรมเก่าแก่ เป็นการละเล่นมหรสพในโรงที่นิยมมาทุกยุคสมัย ถือเป็นมรดกสำคัญที่สืบทอดมาจนปัจจุบัน มีพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงอุ้มชูการแสดงโขนกรมศิลปากรตลอด สมเด็จพระราชินีทรงรื้อฟื้นโขน ให้ศึกษา ค้นคว้า ปรับปรุงเครื่องแต่งกายโขนให้งดงาม สมเด็จพระเทพฯ ทรงบรรเลงระนาดเอกประกอบการแสดงโขนกรมศิลปากร ตลอดจนพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดการแสดงโขนในงานพระราชพิธีเลี้ยงต้อนรับราชอาคันตุกะประเทศต่างๆ
การจัดนิทรรศการพิเศษขึ้นนี้ อนันต์ย้ำว่าแสดงให้เห็นถึงการแสดงโขนมีความวิจิตรงดงามในองค์ประกอบศิลปะโขน ทั้งกระบวนท่ารำ เพลงร้อง ทำนองดนตรี เครื่องแต่งกาย การพากย์ เจรจา และวิธีการแสดง เป็นมรดกไทยที่บรรพชนสร้างขึ้นจากภูมิปัญญา กว่าจะมาเป็นโขนต้องคัดเลือกผู้แสดงที่ผ่านการฝึกหัดอย่างหนัก เต้นเสา ถีบเหลี่ยม ฉีกขา หักข้อมือ ตีลังกา ไม่รวมเครื่องแต่งกายและเครื่องโรง เครื่องดนตรี และฉาก ในนิทรรศการฉายวีดิทัศน์การแสดงโขนกลางแปลง โขนหน้าจอ และโขนฉาก
“แม้จะมีการหลั่งไหลของวัฒนธรรม แต่โขนเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงมีมาแต่โบราณและไม่มีวันตาย เนื้อเรื่องที่แสดงใช้บทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ 1, 2, 4 และ 6 เด่นที่มีรัก โลภ โกรธ หลง อิทธิปาฏิหาริย์ รวมถึงสอดแทรกศีลธรรม คุณธรรมครบ ก็ปรับเนื้อให้ทันสมัย เดินเรื่องเร็วขึ้น ผู้แสดงสวมหัวโขนปิดหน้า ตัวพระ-นางสวมชฎา มงกุฎ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ชุดแต่งกายก็รังสรรค์งดงาม ทำให้การแสดงนี้ตระการตา” รองอธิบดีกรมศิลปากรกล่าวมรดกชิ้นเอกของชาติจะคงอยู่
สำหรับศิลปินโขนละครผู้มีฝีมือนั้น รองธิบดีกรมศิลปากรยืนยันไม่ทอดทิ้งแม้เกษียณราชการ แต่ก็มีหน้าที่ฝึกหัด ให้ความรู้วิชาศิลปะนี้ เป็นบุคคลสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อสร้างผู้แสดงรุ่นใหม่
สนใจชมนิทรรศการพิเศษฯ เรื่องโขน : อัจฉริยนาฏกรรมสยาม จะได้เรียนรู้มรดกแขนงนี้แบบลึกซึ้ง และได้ชมวัตถุสำคัญแต่ละชิ้นหาชมได้ยาก แต่ถ้าอยากได้ยินเสียงปี่พาทย์ลาดตะโพนตื่นตาตื่นใจ ชมโขนลงโรงจริงๆ ตลอดปีนี้ มีการแสดงโขนของกรมศิลปากรที่โรงละครแห่งชาติ.

 

ศิลปินออกมาคารวะผู้ชุมนุม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/280114/85171

ศิลปวัฒนธรรม
Tuesday, 28 January, 2014 – 00:00

สร้างศิลป์หาเงินเข้ากองทุน
ศิลปิน 40 ชีวิตร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากออกมาร่วมชุมนุมเพื่อปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง รวมถึงปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในนิทรรศการ “ศิลปะคารวะประชาธรรม” ที่หอศิลป์ดีโอบี หัวลำโพงแกลเลอรี่
ถือเป็นการแสดงผลงานของเหล่าศิลปินเพื่อคารวะหัวจิตหัวใจประชาชนผู้กล้าต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง และอีกวัตถุประสงค์ที่ศิลปินผนึกกำลังกันครั้งนี้เพื่อหารายได้สมทบ “กองทุนเยียวยาผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม” เป็นที่รู้กันว่ามีเหตุระเบิดหรือลอบกัดผู้ชุมนุมรายวัน เกิดความสูญเสียที่น่าเศร้าใจ
ภาพ “ศิลปะคารวะประชาธรรม” ที่ศิลปินรวมกันปาดป้ายบันทึกความประทับใจจากม็อบ และมีผู้ประมูลได้ในราคา 2.5 แสนบาท รายได้ทั้งหมดเข้ากองทุนฯ แล้วยังมีอีกหลายๆ ภาพที่ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ได้จับใจ
ถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินรักชาติ กล่าวว่า การชุมนุมของประชาชนในครั้งนี้เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ในภาพ “ศิลปะคารวะประชาธรรม” จึงนำสัญลักษณ์อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาสะท้อนการต่อสู้ ศิลปิน 40 คนมาจากหลากหลาย เราไม่ใช่กลุ่มศิลปินโลกสวยที่จะทำงานเสวยสุข ไม่สนใจบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร
“เรารู้สึกศรัทธาประชาชนที่มาร่วมชุมนุม ไม่ได้วาดภาพเสียดสี ว่ากล่าวหรือแดกดัน แต่ตอกย้ำเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมือง” ถาวรย้ำ
ด้าน หงษ์จร เสน่ห์งามเจริญ แกนนำเครือข่ายศิลปินเพื่อประชาธิปไตย เผยว่า การชุมนุมครั้งนี้มีมวลชนมาร่วมจากทั่วทุกสารทิศ กินนอนกลางถนน ตากแดด ตากฝน ผ่านร้อนหนาว ตั้งแต่เวทีราชดำเนินจนมาสู่ปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ 7 เวทีหลัก ต่อสู้เรียกร้องความชอบธรรมและทวงอำนาจประชาชนกลับคืนมา เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า
“ศิลปินสะท้อนใจและต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้กำลังใจประชาชนที่มาต่อสู้ ศิลปินผนึกเป็นหนึ่งเดียว ทำงานท่ามกลางกลิ่นอายการต่อสู้ เขียนภาพจากสถานที่จริง หลังเวทีบ้าง ร่วมขบวนกับมวลชนบ้าง เขียนกันสดๆ 42 ภาพ นำมาสู่กิจกรรมต่อเนื่องเพื่อระดมทุนรักษาเยียวยาผู้บาดเจ็บ” หงษ์จรกล่าว
“ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” เป็นอีกภาพวาดฝีมือ วัฒนา พูลเจริญ ที่สะท้อนภาพการต่อสู้อันงดงามของม็อบครั้งนี้ และมีผู้ซื้อภาพทันทีเมื่อเขียนเสร็จ วัฒนา ศิลปินรุ่นใหญ่ กล่าวว่า มีโอกาสได้ร่วมขบวนกับประชาชนหลายครั้ง เราไม่ได้ปฏิเสธการเลือกตั้ง แต่ต้องปฏิรูปเสียก่อน
“ภาพนี้เสนอ 3 สัญลักษณ์การต่อสู้ คือ ธงชาติที่พริ้วไหวตลอดเวลา อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแทนเวทีราชดำเนิน และลุงกำนัน ผู้นำการต่อสู้ในท่วงท่าชูกำปั้น อีกภาพ “เยาวราชสู่ราชดำเนิน” เขียนจากความประทับใจของผู้คนรายทาง สวยงามและร้อนแรง มันบริสุทธิ์ ไม่มีใครจ้างมา ทั้งสองภาพมอบให้เครือข่ายศิลปินฯ” วัฒนากล่าวด้วยรอยยิ้ม
ด้าน ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ร่วมสร้างผลงานอะครีลิกบนผ้าใบ ชื่อ “ปิดเพื่อเปิด” หารายได้เข้ากองทุนฯ ด้วยอีกแรง กล่าวว่า บอกเล่าแบบคนไทยโบราณ นำรูปคติความเชื่อจากระบบสุริยจักรวาลมาใช้เป็นแรงบันดาลใจทำงานชิ้นนี้ ภาพราหู สิ่งชั่วร้ายอมบ้านเมือง แต่ก็มีความพยายามผลักราหูออกไป เปิดเพื่อให้ประเทศมีสิ่งดีงามเกิดขึ้น เช่นเดียวกับการปฏิรูปด้วยพลังมวลมหาประชาชนขณะนี้
“ราหูเหมือนมะเร็งร้ายกัดกินร่างกาย ไม่ใช่แค่ระบอบทักษิณ แต่รวมถึงระบบที่ฝังรากลึกมายาวนาน เราต้องช่วยกันทั้งเหลือง แดง เปิดประเทศให้สำเร็จ” ศิลปินแห่งชาติเผยผลงานนี้วาดที่เวทีราชดำเนิน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง
ผลงานทั้งหมดจะจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 15-31 มกราคม 2557 ณ หอศิลป์ดีโอบี หัวลำโพงแกลเลอรี่ ตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง โดยเปิดให้เข้าชมและจำหน่ายเพื่อนำเงินรายได้ทั้งหมดสมทบ “กองทุนเยียวยาผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากการชุนนุม” สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลงสถานีหัวลำโพง และใช้ทางออกประตูที่ 1.

 

‘มวยไทย ไลฟ์’ โชว์อิงประวัติศาสตร์ งดงามศิลปะต่อสู้โบราณ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/270114/85129

ศิลปวัฒนธรรม
Monday, 27 January, 2014 – 00:00

เพิ่งซ้อมใหญ่สดๆ ร้อนๆ วันก่อนสำหรับการแสดง “มวยไทย ไลฟ์” (Muay Thai Live) ที่เต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ของมวยไทย มรดกภูมิปัญญาชาติ ณ สถานที่จัดการแสดงแห่งใหม่ของเมืองไทย โรงละคร The Stage @ ASIATIQUE ในใจกลางเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ตลอดโชว์กว่า 1 ชั่วโมง ความตื่นตาตื่นใจอยู่ที่การแสดงรูปแบบใหม่ พาเดินทางย้อนกลับไปสัมผัสตำนานมวยไทยตั้งแต่อดีต จุดกำเนิด ประวัติศาสตร์ของการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทยปกป้องแผ่นดินไทย ผลงานผู้กำกับการแสดงชื่อดัง เอกชัย เอื้อครองธรรม
เสริมทัพการแสดงศิลปะมวยไทยอันงดงามและดุดันอย่างแท้จริงโดยเหล่านักแสดง 16 หนุ่ม 2 สาว นำโดย อาร์ท-อรรถพร สุวรรณ นักมวยดีกรีแชมป์และนักแสดงระดับสุพรรณหงส์ทองคำจากภาพยนตร์เรื่อง Beautiful Boxer, ยู-สำราญ มาลัยไธสงค์ แชมป์มวยไทยระดับชาติ, หนุ่ม-เนรัญ ศรีสันต์ สตันท์แมนขั้นเทพ, บอล-ประกาศิต รักษ์ศิริ แชมป์กระบี่กระบอง 6 ปีซ้อนจากกรมพลศึกษา ฯลฯ
นักแสดงผู้เชี่ยวชาญทั้ง 18 คน ต่อยจริง เตะจริง เข่าจริง ศอกจริง แบบสุดชีวิต แล้วยังมีความระทึกใจจากการใช้ดาบไทยและอาวุธโบราณในรูปแบบต่างๆ ผนวกกับเทคนิคสตันท์ สเปเชียลเอกเฟ็กต์ เอ็กซ์ตรีมสปอร์ต และนาฏศิลป์ไทย พร้อมกับเพลงประกอบการแสดง ที่สุดของโชว์นี้ภูมิใจนำเสนอโดยบริษัท ไทยโชว์ 2013 จำกัด โดยวิวรรณ กรรณสูต เพื่อยกย่องศิลปะมวยไทย เอกลักษณ์ของชาติ
เอกชัย เอื้อครองธรรม ผู้กำกับการแสดง “มวยไทย ไลฟ์” เผยว่า ในการสร้างโชว์มวยไทยนี้เน้นเล่าเรื่องราวผ่านฮีโร่ของมวยไทยตั้งแต่ 300 ปีที่แล้วจนปัจจุบัน เริ่มจากพระเจ้าเสือ กษัตริย์ผู้หลงรักมวยไทย ถัดมา นายขนมต้ม นักรบไทยที่ถูกข้าศึกจับเป็นเชลย เป็นมวยคาดเชือกผู้ลือชื่อ ยังมีตำนานพระยาพิชัยดาบหัก เมื่อดาบหักคามือ สามารถแปลงส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นอาวุธได้ จากวีรบุรุษก็เชื่อมโยงสู่ปัจจุบัน เป็นตัวละครหนุ่มที่รักมวยไทย ถือเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รักด้านนี้ ทุกการต่อสู้เข้มข้น
“มวยไทย ไลฟ์ อิงประวัติศาสตร์ และมีความพิเศษที่ทุกหมัด ทุกศอก มีอารมณ์ ความรู้สึก และจิตวิญญาณของตัวละคร การสร้างสรรค์ครั้งนี้จะทำให้คนที่ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้เห็นมวยไทยที่มากกว่าการต่อสู้ เป็นศาสตร์ที่มีความสวยงามและวัฒนธรรมลึกซึ้งควรรักษา ที่สำคัญจะแสดงให้คนต่างชาติเห็นว่า ทำไมคนไทยถึงหวงแหนมวยไทยนัก” เอกชัย ผู้กำกับคุณภาพ ย้ำเป็นโชว์ที่ทุกคนต้องดู
ส่วนการต่อสู้มวยไทยอันสมจริงในโชว์นี้ ได้รับการดีไซน์และฝึกสอนโดย ครูเสน่ห์ ทับทิมทอง ปรมาจารย์ด้านมวยไทยที่ได้รับการยกย่องทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นผู้เขียนหลักสูตรการฝึกสอนมวยไทยในระดับอุดมศึกษา
ครูเสน่ห์บอกว่า การแสดงนี้ให้ความสำคัญกับศิลปะมวยไทย วันที่ 6 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมวยไทยโลก ตามประวัติศาสตร์เป็นวันที่พระเจ้าเสือเสด็จขึ้นครองราชย์สมัยอยุธยา โชว์ได้ยกย่องพระจ้าเสือบิดาแห่งมวยไทย เสนอมวยตำรับพระเจ้าเสือ
“หมัดก็มีชื่อเรียก อาทิ กาจิกไข่ พระพลายล้มสิงขร วานรหักด่าน พระกาฬเปิดโลก เยอะมาก เท้าก็เตะเปิดทวาร ลงดานประตู กระทู้หัวตา โยธาสินทบ มานพเล่นขา มัจฉาเล่นหาง กวางเล่นโป่ง จระเข้ฟาดหาง เราได้ยินแต่จระเข้ฟาดหาง แต่ท่าไม้มวยอื่นเราไม่รู้เลย ท่าที่คัดเลือกมาแสดงเป็นท่าที่ดูได้ยาก ทุกท่าใช้ได้จริง แต่นักมวยไทยไม่ได้ใช้เท่าที่ควร เพราะท่ายาก หากพลาดถูกตอบโต้กลับได้ ทำให้ศาสตร์มวยไทยหายไปจากเวทีมวย แต่ดูได้ที่นี่” ปรมาจารย์มวยไทยตอกย้ำความเป็นเอกลักษณ์ในโชว์
แล้วยังมีการต่อสู้แบบนายขนมต้ม ที่ครูเสน่ห์เผยสื่อให้เห็นอาวุธมวยไทย มือเปล่า หมัด เท้า เข่า ศอก บวกกับใช้สมองตอบโต้คู่ต่อสู้หลายคนที่มีขวาน ทวน พลอง พร้า และยังมีมวยหมัดเมาก็เอาชนะได้ ส่วนพระยาพิชัยดาบหักเก่งมากเรื่องมวย ถือเป็นศาสตร์ต้นตำรับมวยท่าเสา ออกอาวุธเท้าได้รวดเร็ว หาดูได้ยากในปัจจุบัน นอกจากศิลปะการต่อสู้ที่สวยงาม สร้างความเจ็บปวดคู่ต่อสู้ ยังแสดงท่าไหว้ครูที่สืบทอดมาแต่โบราณ เป็นการระลึกและเคารพสามสิ่ง ชาติ กษัตริย์ ครูบาอาจารย์ ในองก์สุดท้ายของโชว์
“อยากให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับศิลปะมวยไทย ช่วยกันยกระดับ ไม่ใช่ดูมวยเพื่อการพนัน หลักสูตรฝึกสอนมวยไทยมีตั้งแต่มวยไทยเพื่ออาชีพ เน้นสร้างคน มวยไทยเพื่อสุขภาพ มวยไทยเพื่อป้องกันตัว มวยไทยเพื่อความเป็นเลิศด้านการกีฬา และมวยไทยเพื่อศิลปะและภาพยนตร์ เช่นเดียวกับโชว์ “มวยไทย ไลฟ์” นี้ เป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้ประเทศ” ครูเสน่ห์ฝากกระตุ้นให้ทุกฝ่ายหันมาดูแลเอาใจใส่มวยไทยมากขึ้น
ผู้สนใจอยากดูศิลปะมวยไทยโชว์การแสดงมวยไทย ไลฟ์นี้ เริ่มเปิดการแสดงตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2557 วันละ 1 รอบ ทุกวัน เวลา 20.00 น. ณ THE STAGE ในเอเชียทีค.

 

อีสานงามดั่งฝัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/240114/85028

ศิลปวัฒนธรรม
Friday, 24 January, 2014 – 00:00

“Dream Destination” กาลครั้งหนึ่ง…ต้องไป แคมเปญการท่องเที่ยวต้อนรับปี 2557 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ดึงความฝันในใจของทุกคนมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการค้นหาเส้นทางการท่องเที่ยวชวนฝัน ซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตต้องได้ไปสัมผัส จึงได้เฟ้นหาสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดความงามดั่งฝัน 10 แห่งในทุกภาคทั่วประเทศ โดยแต่ละแห่งก็มีมนต์เสน่ห์น่าหลงรักแตกต่างกันไป
แดนอีสานก็เป็นภาคหนึ่งที่มีแหล่งท่องเที่ยวชวนฝันอันสวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ ถูกคัดสรรมาถึง 2 แห่ง ได้แก่ ป่าห่มศรัทธา “วัดป่าภูก้อน” อ.นายูง จ.อุดรธานี และชม “เกล็ดพญานาคกลางน้ำโขง” อ.สังคม จ.หนองคาย ซึ่งถึงแม้จะอยู่คนละจังหวัด แต่ก็เป็นอำเภอที่อยู่ติดกัน เดินทางได้ง่ายและสะดวกกว่าที่คิด หากตัดสินใจจะมาชม แนะนำให้เดินทางไปที่วัดป่าภูก้อน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง
วัดป่าภูก้อน หรือ “พุทธอุทยานมหารุกขปาริชาติภูก้อน” มีเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาตินายูง-น้ำโสม บ้านนาคำ ต.บ้านก้อง อ.นายูง จ.อุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรฯ ราว 120 กิโลเมตร “ภูก้อน” นั้นเป็นชื่อเขาลูกใหญ่ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 827 เมตร สภาพโดยรอบเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นต้นน้ำลำธารซึ่งมีน้ำไหลหล่อเลี้ยงชาวนายูงตลอดทั้งปี ที่นี่จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ป่าห่มศรัทธา”
ความรู้สึกแรกเมื่อได้เข้ามาในพุทธฐานแห่งนี้ เห็นจะเป็นความร่มรื่นที่ปรากฏให้เห็นตลอดสองข้างทาง แม้ยามนี้จะเป็นช่วงหน้าหนาว แต่ธรรมชาติยังเขียวขจีสมเป็นป่าห่มศรัทธา แต่กระนั้นเรายังคิดภาพไม่ออกว่าด้านบนที่กำลังขึ้นไป มีความสวยงามมากแค่ไหน กระทั่งเมื่อมาถึง ณ ลานพระอุโบสถ ได้เห็นศาลาสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ 4 หลังที่ตั้งรายรอบพระวิหารหลังใหญ่ จุดสำคัญของวัดแห่งนี้ที่สง่างามอยู่กลางเขา ทำให้เราเหมือนต้องมนต์
ส่วนประกอบต่างๆ ของตัวพระวิหารนั้นถูกแทรกไว้ด้วยนัยยะมากมาย ที่สังเกตเห็นได้ง่ายคือ ช่อฟ้า นัยยะแห่งการบูชาพระรัตนตรัยและปวงเทพบนสวรรค์ ลวดลายเป็นรูปเลข ๙ หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน และองค์พระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี ที่ประดิษฐานอยู่ด้านใน เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ความยาวกว่า 20 เมตร มีความพิเศษคือทำมาจากหินอ่อนจากประเทศอิตาลี รวมน้ำหนัก 720 ตัน โดยได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์นริศ รัตนวิมล ช่างสลักหินอ่อนระดับต้นๆ ของประเทศ เป็นผู้ออกแบบและแกะสลัก สร้างความวิจิตรยิ่งใหญ่เหมือนดั่งพระพุทธองค์บนสรวงสวรรค์อย่างมาก รวมไปถึงฐานด้านล่างตกแต่งด้วยภาพปั้นนูนต่ำทองแดง แสดงเรื่องราวพุทธประวัติก่อนและหลังปรินิพพาน
พุทธอุทยานแห่งนี้ยังเป็นอีกจุดที่สามารถชมดวงดาวยามค่ำคืนได้ชัดเจนอีกจุดหนึ่ง ซึ่งวันนี้ฟ้าเป็นใจ จึงเก็บภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนมาฝากผู้อ่าน ว่ากันว่าฤดูหนาวฟ้ามืดเร็วกว่าฤดูกาลอื่นนั้นเห็นจะจริง เวลาแค่ประมาณหกโมงครึ่งก็ได้ภาพทางช้างเผือกมาอยู่ในกล้องของเราแล้ว (สนใจถ่ายภาพช่วงกลางคืน ติดต่อมาที่ 08-1866-9752 คุณหฤทัย) นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเยี่ยมชมพุทธสถานแห่งนี้ตั้งแต่เวลา 06.00-17.00 น.ของทุกวัน
ออกจากอุดรธานีสู่ อ.สังคม จ.หนองคาย ห่างกันเพียง 25 กิโลเมตร เพื่อมาชม Dream Destination แห่งที่ 2 ไม่แน่ใจว่าหลายคนจะรู้จัก อ.สังคมกันหรือไม่ แต่รับรองได้ว่าถ้ามาเห็นอำเภอเล็กๆ สุดน่ารักแห่งนี้แล้วจะอิ่มใจ เพียงแค่เรานั่งรถผ่านตัวอำเภอ ก็รู้สึกหลงรักยังไงบอกไม่ถูก คงเพราะทัศนียภาพติดริมแม่น้ำโขง อากาศบริสุทธิ์ และที่สำคัญเงียบสงบ ปราศจากผู้คนจอแจ เราเลยแอบอมยิ้มเบาๆ ให้กับที่นี่ และในอนาคตก็คาดว่าคงจะมีคนมาเยี่ยมเยือนไม่น้อยแน่นอน อยากรู้ไหมว่าเพราะอะไร จะเว้าให้ฟัง…
ที่นี่มีปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งบริเวณริมน้ำโขง เกิดเป็นริ้วทรายขนาดใหญ่ดูคล้ายลายเกล็ดพญานาคเลื้อยผ่านโค้งน้ำโขง ซึ่งจริงๆ คือ ลอนคลื่นในแม่น้ำพัดเอาตะกอนทรายมาทับถมกัน จะเห็นในช่วงฤดูหนาว-ฤดูร้อน หรือช่วงที่น้ำลด ปรากฏที่ท่าทรายหมู่บ้านปากโสม สถานที่ที่จะเห็นได้ชัดแนะนำที่ วัดผาตากเสื้อ อยู่บนเขาภูพานน้อย เขตปากน้ำโสมหมู่บ้านผาตั้ง ห่างจากอำเภอ 10 กิโลเมตร สามารถใช้กล้องส่องลงมาที่หาดทรายจะเป็น “ริ้วทรายเกล็ดพญานาค” ได้ชัดเจน มองๆ ดูแล้วเหมือนได้เห็นสัตว์ในเทพนิยายกำลังแหวกว่ายในลำน้ำอย่างไรอย่างนั้น สมแล้วที่เป็นสถานที่ที่สวยเหมือนฝัน แต่สัมผัสได้จริง
ทว่าหากได้มาค้างสักคืนที่สังคม จะรู้ว่ายังมีที่ให้เที่ยวอีกหลายแห่ง เช่นครั้งนี้ที่นอกจากเราได้มาชมเกล็ดพญานาคแล้ว จุดที่อยากนำเสนอเป็นกิจกรรมนั่งรถอีแต๊กขึ้นภูห้วยอีสัน ชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกเหนือแม่น้ำโขงที่สวยงาม แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่าท้องฟ้าไม่ได้เป็นใจทุกวัน ถ้าโชคดีอาจได้เห็นพระอาทิตย์กลางทะเลหมอก แต่ถ้าหากวันนั้นที่เมฆมาก คงต้องชมแสงสีทองสะท้อนพื้นน้ำโขงปลอบใจแทน (ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ ฤดูหนาว เวลาตั้งแต่ 05.30-08.00 น. ท่ารถอีแต๊กอยู่ที่ครัวไม้น้ำ ติดต่อได้ที่ 08-5001-7411) หรือถ้าผิดหวังจริงๆ กิจกรรมล่องเรือหางยาวชม “สามหมื่นแก่ง” กลางน้ำโขงแทนกันได้ไม่เลว
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Dream Destination เท่านั้น ยังมีอีก 8 สถานที่ท่องเที่ยวชวนฝันที่อยากให้คุณไปสัมผัส ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.painaidii.com หรือเว็บไซต์ ททท. http://www.tat.or.th.

 

“The Blue man” ศิลปะเอกรงค์ ทรงมนุษย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/230114/84981

ศิลปวัฒนธรรม
Thursday, 23 January, 2014 – 00:00

“ภาพขาว-ดำ คือจินตนาการของแสงและเงาที่เสริมคุณถ่ายทอดออกมาได้ดีเป็นพิเศษ” ความเห็นของอาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินรุ่นใหญ่ ที่กล่าวชื่นชมผลงานในฐานะประธานเปิดนิทรรศการภาพถ่าย “The Blue man” โดย เสริมคุณ คุณาวงศ์ นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 4 จัดโดยโครงการส่งเสริมศิลปะไทย จัดแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เสริมคุณ คุณาวงศ์ ผู้มีชื่อเสียงในวงการศิลปะทั้งในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน และนักสะสมผลงานศิลปะระดับแนวหน้า ทั้งยังมีความเป็นเลิศด้านการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นงานที่รักที่สุด โดยเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ผลงานมัลติมีเดียมานานถึง 30 ปี ภาพถ่ายกว่า 50 ชิ้นที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ ใช้โทนสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีที่ศิลปินโปรดปราน แบ่งออกเป็น 3 ซีรีส์ ได้แก่ Body ศิลปะแห่งรูปทรงบนร่างกายมนุษย์ Mergence ภาพถ่ายที่สื่อถึงการหลอมรวมของหญิงกับชายที่ผสานกันอย่างกลมกลืน และสะท้อนแนวคิดเรื่องการข้ามเพศอย่างน่าสนใจ และ Soul สะท้อนปรารถนาของมนุษย์ที่ต้องการจะเป็นยิ่งกว่ามนุษย์สามัญ โดยนำยันต์และรอยสักซึ่งเป็นเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งใช้แบบของอาจารย์หนู กันภัย และผู้มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน
The Blue man มีความโดดเด่นด้วยการริเริ่มใช้ เทคนิคการสะท้อนของกระจก (Reflective Glass) เกิดจากความตั้งใจจะสร้างภาพทับซ้อนของศิลปิน โดยไม่ใช่กระบวนการกราฟฟิกตกแต่งภายหลัง ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์เทคนิคใหม่ที่สามารถนำเสนอภาพซ้อนจากวัตถุ 3 มิติ ที่แสดงอยู่ตรงหน้าได้อย่างอัศจรรย์
ศิลปินกล่าวว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากประติมากรรมของศิลปินชาวฝรั่งเศส Yves Klein ผสมผสานกับศิลปะแบบคิวบิสม์ (Cubism) ที่ชื่นชอบ สู่การสร้างผลงานชุดนี้ที่ใช้เวลาคิด ทดลอง และเตรียมงานนานราว 1 ปี โดยริเริ่มใช้รีเฟลกทีฟเทคนิค ที่ยอมรับว่าแม้จะมีความยุ่งยากในการทำงาน แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง และนับว่าประสบความสำเร็จในการสื่อสารแนวคิดเรื่อง “การหลอมรวม” ด้วยภาพทับซ้อนโดยไม่ได้พึ่งเทคนิคพิเศษใดๆ แต่สามารถผสมผสานส่วนประกอบของทั้ง 2 คนที่เป็นแบบ ให้สื่อถึงความหลอมรวมในทิศทางต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ
“อีกหนึ่งความโดดเด่นของผลงานชุดนี้คือ การใช้สีสีเดียว หรือเรียกกันว่าภาพเอกรงค์ ที่มีเพียงสีเทาและสีน้ำเงิน ถ่ายทอดรูปทรงมนุษย์ในด้านการหลอมรวมและด้านจิตวิทยา ซึ่งในงานหลายๆ ชุดที่ผ่านมาก็ได้พูดถึงความเป็นมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง เช่น นิทรรศการโขน คน และสิ่งสมมติ (2554) หรือนิทรรศการวจนพุทธปฏิมา เพราะมองว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม การแสดงทัศนะเกี่ยวกับมนุษย์และการอยู่รวมกันในสังคม ทำให้มองเห็นความเป็นมนุษย์ในหลายรูปแบบ”
นอกเหนือจากผลงานภาพถ่ายแล้ว ยังมีงานศิลปะจัดแสดงโดยใช้เทคนิคสื่อผสมฉายลงบนประติมากรรม Portrait เสริมคุณ ออกแบบโดยมานพ สุวรรณปิณฑะ ประติมากรชั้นนำผู้สร้างสรรค์ผลงานว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับรูปร่างของมนุษย์ ร่วมจัดแสดงด้วย เนื่องจากงานมัลติมีเดียเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปินในการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะ และเพื่อต้องการให้เชื่อมโยงกับภาพถ่ายชุด The Blue man ครั้งนี้
สนใจเข้าชมนิทรรศการได้ที่ชั้น 4 ห้องสตูดิโอ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน วันนี้ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2557 ทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-21.00 น. (หยุดวันจันทร์).

 

นิทรรศการ “ออน เดอะ มูฟ” มากกว่าภาพนิ่ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/220114/84936

ศิลปวัฒนธรรม
Wednesday, 22 January, 2014 – 00:00

ดร.ธนะวัฒน์ ลิขิตคีรีรัตน์ ศิลปินภาพถ่ายที่ได้รับฉายาว่า “ช่างภาพพันธุ์ทาง” และเป็นเจ้าของรางวัลชนะเลิศด้านการถ่ายภาพมากมายหลายเวที พร้อมทั้งได้จัดแสดงผลงานมาแล้วหลายครั้ง มาวันนี้ได้ประเดิมศักราชใหม่ด้วยนิทรรศการภาพถ่าย ออน เดอะ มูฟ (On Da Move) ในคอนเซ็ปต์ “สีสันและลีลา ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหว” พร้อมจับมือกับมูลนิธิรามาธิบดีฯ จัดตั้งกล่องรับบริจาคและสมทบเงินรายได้จากการขายภาพเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้
นิทรรศการภาพถ่ายคอลเลคชั่น ออน เดอะ มูฟ เป็นการแสดงเทคนิคการถ่ายภาพนิ่งเสมือนเคลื่อนไหวของช่างภาพ กล้อง วัตถุ และจินตนาการ จนได้ภาพศิลปะที่สะท้อนลีลา การเคลื่อนไหวที่สวยงามแปลกตา ซึ่งประกอบชุดภาพมีทั้งหมด 7 ชุด อาทิ ลม (Wind), สั่น (Tremble), จักรวาล (Galaxy), Moving Herd เป็นต้น บางภาพใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเพื่อสื่อถึงความเคลื่อนไหว บางภาพเกิดจากการเอาภาพถ่ายมาผสานกับกระบวนการกราฟฟิก ให้เกิดงานใหม่ที่แตกต่างจากภาพเดิมอย่างสิ้นเชิง ภายใต้ความเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรักการถ่ายภาพและผู้ชื่นชอบงานศิลปะได้อย่างแน่นอน
ดร.ธนะวัฒน์เล่าถึงที่มาของนิทรรศการว่า ส่วนตัวสนใจการถ่ายภาพไฟน์อาร์ต หรือการถ่ายภาพเชิงศิลป์ เพราะเป็นงานที่คนดูสามารถตีความได้ตามจินตนาการของตัวเอง ครั้งนี้เป็นงานเชิงทดลอง ที่ยังคงว่าด้วยเรื่องของแสง จากนิทรรศการครั้งที่แล้ว “แสงที่มองไม่เห็น” ภาพถ่ายสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มาคราวนี้มีแนวคิดที่จะบันทึกการเคลื่อนไหวของวัตถุด้วยภาพนิ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องบันทึกเป็นวิดีโอ เช่น ชุดภาพจักรวาล (Galaxy) เป็นชุดภาพไฮไลต์ สร้างจากภาพถ่ายความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ขณะที่รถวิ่งบนถนนตอนพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าโดยปรากฏเส้นแสงมากมาย
“สำหรับชุดจักรวาล ผมคัดเลือกภาพที่ชอบมา 4 ภาพ นำมาทับซ้อนกันเพื่อสร้างภาพจักรวาลในจินตนาการ จักรวาลที่เต็มไปด้วยรูปแบบที่ไม่เป็นรูปแบบ ความเคลื่อนไหว หมุนวน และการระเบิด จนออกมาเป็น 9 ภาพจักรวาลในจินตนาการของผม เช่นเดียวกับผลงานอื่นในนิทรรศการที่ใช้เทคนิคและแนวคิดในแบบเดียวกัน”
ศิลปินเพิ่มเติมว่า ภาพถ่ายเชิงทดลองนี้เกิดจากการนำความรู้ด้านฟิสิกส์ที่มีอยู่มาประยุกต์ลองผิดลองถูก จนพบการถ่ายภาพรูปแบบใหม่ๆ จึงกล่าวได้ว่าการถ่ายภาพเกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถศึกษาเทคนิคจากช่างภาพมืออาชีพ หรืออาจจะเริ่มจากการทำตามเทคนิคนั้น ดูภาพถ่ายมากๆ จากนั้นนำเอาทั้งหมดมาประยุกต์ผสมผสาน ก็จะค้นพบรูปแบบของตัวเอง ทั้งนี้ หัวใจหลักของการถ่ายภาพไฟน์อาร์ต รวมถึงงานศิลปะอื่นๆ ต้องวางแผนก่อนสร้างสรรค์ “เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าเราต้องการสื่อสารอะไรกับคนดู” และทำให้ตรงตามแนวคิดให้ได้มากที่สุด สุดท้ายงานก็จะออกมาดีและมีคุณค่า
นิทรรศการจัดแสดงที่บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจาก วรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย ผู้จัดการใหญ่ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ กล่าวว่า เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ 2557 และมอบของขวัญพิเศษให้กับสังคมไทย ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ในฐานะศูนย์รวมศิลปะและวัตถุโบราณที่ใหญ่ที่สุดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นศูนย์ศิลปะครบวงจร จึงได้ประเดิมจัดนิทรรศการภาพถ่ายของ ดร.ธนะวัฒน์ ลิขิตคีรีรัตน์ ที่ได้รับการการันตีฝีมือการถ่ายภาพจากหลายเวที อาทิ Your Best Shot Photography Contest และ National Geographic Thai Edition Photography Contest 2012 เป็นต้น ซึ่งผลงานครั้งนี้มีความน่าสนใจด้วยเทคนิคการถ่ายภาพเคลื่อนไหวโดยสร้างสรรค์จากภาพนิ่ง
“โดยทางริเวอร์ซิตี้มีความตั้งใจที่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อมอบสมทบทุนให้กับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ในโรงพยาบาลรามาธิบดี อีกทั้งยังได้จัดสรรพื้นที่ภายในศูนย์การค้า ตลอดทั้งปี 2557 เพื่อจัดวางกล่องรับบริจาคเงินที่ได้รับการดีไซน์เป็นพิเศษจากศิลปินระดับชั้นนำ อย่าง วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลาง ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ” วรพงศ์เผย
ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคได้ทั้งการอุดหนุนผลงานศิลปะ “ออน เดอะ มูฟ” ติดต่อได้ที่ 0-2237-0077-78 ชมผลงานตัวอย่างได้ที่ http://www.rivercity.co.th/ หรือเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันนี้-9 กุมภาพันธ์ 2557 ชั้น 2 ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ (ท่าน้ำสี่พระยา) กรุงเทพมหานคร เวลา 10.00-22.00 น.

 

เชิดชูเกียรติ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ สู่บุคคลสำคัญของโลก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/210114/84880

ศิลปวัฒนธรรม
Tuesday, 21 January, 2014 – 00:00

ปี 2557-2561 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาประกาศให้เป็นปีแห่งการเชิดชูเกียรติ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) โดยระหวางวันที่ 11, 16, 18-22 มกราคม 2557 มีการจัดงาน “มหาบุรุษรัตโนดม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสู่บุคคลสำคัญของโลก” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีกิจกรรมเพื่อเผยแพร่คุณูปการและภารกิจของสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ด้านต่างๆ ผ่านการเสวนา และเปิดนิทรรศการเรื่อง “มหาบุรุษรัตโนดม ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสู่บุคคลสำคัญโลก” ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 1 ชั้น 4 ซึ่งได้รับความสนใจจากนักศึกษามหาวิทยาลัย ตลอดจนชุมชนใกล้มหาวิทยาลัย
รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน รักษาราชการแทนอธิการบดี มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยได้นำเสนอต่อองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นบุคคลสำคัญของโลกในปี 2561 ซึ่งครบ 150 ปีที่ท่านได้ปฏิบัติราชการในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในขณะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระเยาว์ ท่านมีผลงานอัจฉริยะ 7 ด้าน ประกอบด้วย ด้านกฎหมาย, ด้านวิทยาศาสตร์, ด้านการศึกษา, ด้านวรรณกรรม, ด้านการพัฒนาประเทศ, ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านการเสริมสันติภาพและขันติธรรม จนกลายเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ อีกทั้งนำการพัฒนาและเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง
ด้าน รศ.ดร.บังอร เสรีรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา กล่าวถึงแนวทางดำเนินการสู่บุคคลสำคัญของโลกว่า มหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเสนอชื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การยูเนสโก เพื่อค้นคว้าหลักฐานและรวบรวมข้อมูล คุณูปการของท่าน ซึ่งกระจัดกระจาย ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และสรุปส่วนสำคัญที่สุด โดยมี ศ.ดร.อุดม วโรตม์สิกขดิตถ์ และ ศ.ประเสริฐ ณ นคร เป็นที่ปรึกษาและประสานกับองค์การยูเนสโก ในปีนี้จะเตรียมข้อมูลให้สมบูรณ์ควบคู่กับทำกิจกรรมเผยแพร่ประวัติและเกียรติคุณในมหาวิทยาลัย จากนั้นขยายสู่ชุมชนโดยรอบและเครือข่ายมหาวิทยาลัยในอาเซียนกว่า 20 แห่ง ในปี 2558 จะนำเสนอข้อมูลตามขั้นตอน มั่นใจว่าปี 2561 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะได้รับการประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลก
“ท่านเป็นขุนนางต้นแบบที่ทุกคนควรเดินรอยตามด้านความซื่อสัตย์สุจริต ความรักแผ่นดิน เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง สังคมไทยต้องการคนแบบนี้” รองอธิการบดีฝ่ายบริหารเน้นย้ำ
กิจกรรมการเสวนาหัวข้อ “คุณูปการของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ที่มีต่อประเทศ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา หนึ่งในวิทยากรคือ ศ.เกียรติคุณ ดร.ปิยนาค บุนนาค อดีตหัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสถาน สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง สาขาประวัติศาสตร์ไทย เป็นสะใภ้ตระกูลบุนนาคผู้ศึกษาแนวคิดและบทบาทของเสนาบดีตระกูลบุนนาคลึกซึ้ง มีผลงานวิชาการเป็นที่ยอมรับ
อาจารย์ปิยนาคเล่าถึงคุณูปการของท่านว่า ด้านการศึกษาเด่นชัด นอกจากจะเป็นแบบอย่างของบุคคลที่ใฝ่การเรียนรู้ ยังนำสิ่งที่เรียนรู้ตะวันตกกับตะวันออกมาผสมผสานเป็นความรู้ใหม่ และให้การศึกษาแก่ประชาชน จัดตั้งโรงเรียนในวัง ส่งเสริมให้ลูกหลานและลูกไพร่ทาสที่มีความคิดอ่าน ได้เรียน มีสอนภาษาอังกฤษ อีกความประทับใจการให้สิทธิเสรีภาพสตรี แม้ท่านจะเป็นชายผู้นำ แต่ให้ภรรยาเรียนภาษาอังกฤษและเรียนรู้วัฒนธรรม
ด้านการพัฒนาประเทศและส่งเสริมสันติภาพก็โดดเด่น นักวิชาการประวัติศาสตร์ผู้นี้ตอกย้ำว่า ท่านเป็นผู้ประสานความเข้าใจระหว่างชาติตะวันตกกับสยาม อย่างการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างอังกฤษกับสยาม ไทยต้องยกเลิกระบบการค้าผูกขาด ต้องเปิดค้าเสรี มีกลุ่มอนุรักษนิยมไม่เห็นด้วย ท่านซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน มีส่วนสำคัญประสานและทำการเจรจาตลอด ทำให้รักษาเอกราชไว้ได้ สยามผ่านวิกฤติ เป็นประเทศที่มีเอกราชด้วยพระปรีชาสามารถของกษัตริย์ และเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แต่อีกกลุ่มคนสำคัญคือ ขุนนางและเสนาบดี โดยเฉพาะช่วง บุนนาค สมเด็จเจ้าพระยาคนสุดท้ายในประวัติศาสตร์ชาติไทย
“ในช่วงของการสำเร็จราชการแผ่นดิน รัชกาลที่ 5 ทรงพระเยาว์ ท่านมีอำนาจบารมี แต่ก็ไม่ได้ยึดพระราชอำนาจอย่างเผด็จการ ท่านบอกแค่นี้ก็พอแล้ว และได้รับการสั่งสอนจากตระกูลให้จงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี ประกอบกับท่านได้คบค้าสมาคมกับตะวันตก อ่านตำราต่างประเทศ เห็นว่าหากบ้านเมืองเกิดความขัดแย้งภายในเมื่อใด ตะวันตกเข้ามาแทรกแซงและเขมือบดินแดนสยาม ยึดเป็นเมืองขึ้นแน่นอน ท่านมองการณ์ไกล” อาจารย์ปิยนาคเผยแนวคิดขุนนางไทยชั้นสูงผู้นี้ แสดงถึงความภักดีและยึดผลประโยชน์บ้านเมืองเป็นสำคัญ ต่างจากผู้นำประเทศไทยในเวลานี้
ด้านอาจารย์พลาดิศัย สิทธิธัญญกิจ นักวิชาการประวัติศาสตร์ กล่าวยกย่องในเวทีเดียวกันนี้ว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ถือเป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ถึงเวลาแล้วที่ต้องได้รับการยกย่อง ท่านเกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ 1 เข้ารับราชการตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 เป็นมหาดเล็กคู่บุญ ชอบศึกษาความรู้สมัยใหม่ ทำให้ท่านมีความสามารถและใช้ภาษาได้ดี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเจรจาทำสนธิสัญญากับประเทศต่างๆ แล้วยังมีด้านศิลปวัฒนธรรม ท่านเอาใจใส่ฟื้นฟูวงดนตรีไทย สนับสนุนละคร และยังสนใจแปลวรรณกรรมจีน แปลทั้งหมด 19 เรื่อง งานช่างในรัตนโกสินทร์ ท่านได้รับความไว้วางใจให้เป็นแม่กองควบคุม
“นอกจากนำเสนอให้ยูเนสโกประกาศเป็นบุคคลสำคัญของโลกแล้ว ควรทำจดหมายเหตุสมเด็จพระเจ้าบรมมหาศรีสุริวงศ์ (ช่วง บุนนาค) รวบรวมเอกสารที่กระจายและเอกสารที่คนในตระกูลรับช่วงสืบต่อกันมา เพราะสังคมไทยยังรู้จักมหาบุรุษน้อยเกินไป” อาจารย์พลาดิศัยฝากทิ้งท้าย เชื่อว่าปีแห่งการเชิดชูเกียรติ มีกิจกรรมต่างๆ จะทำให้คนไทยรับรู้พระอัจฉริยภาพ ตลอดจนประวัติของมหาบุรุษผู้นี้เพิ่มขึ้น.

 

ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชคลองแห

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/200114/84814

ศิลปวัฒนธรรม
Monday, 20 January, 2014 – 00:00

“คลองแห-โคกหลังนกคุ่ม” ที่ตั้งในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่เก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ที่อยู่คู่ชาวหาดใหญ่มาช้านาน เพราะเป็นชุมชนแรกๆ ที่มาตั้งถิ่นฐานในหาดใหญ่ และคลองแหยังเป็นสายน้ำหลักในตำบลจนได้ชื่อว่า “เป็นการเดินทางของสายน้ำตั้งเมือง” เรื่องราวเกี่ยวกับคลองแหได้รับบอกเล่าถ่ายทอดปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น ถูกบันทึกเป็นตำนาน
จนทำให้คลองแหถูกเลือกให้เป็นที่ตั้ง “ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชคลองแห” ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดคลองแห ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มูลนิธิทักษิณศึกษา ชุมชน ทั้งครูอาจารย์จากโรงเรียนคลองแหวิทยา โรงเรียนเกาะกลางวิทยา รวมทั้งเทศบาลตำบลคลองแหด้วย
“ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชคลองแห” ดำเนินในรูปของการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ มีห้องจัดแสดงนิทรรศการถึง 12 ห้อง ตั้งอยู่ที่วัดคลองแห ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถือฤกษ์เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว มีการดำเนินงานตามแผนของศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิทักษิณคดีศึกษา รวมทั้งครูอาจารย์จากโรงเรียนคลองแหวิทยา โรงเรียนเกาะกลางวิทยา เทศบาลตำบลคลองแห
ห้องจัดแสดงมี 12 ห้อง ได้แก่ 1.ห้องเฉลิมพระเกียรติที่แสดงถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2.ห้องลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 3.ห้องอู่ตะเภาลำน้ำข้ามสมุทร 4.ห้องตำนานโคกหลังนกคุ่ม และที่มาของชื่อคลองแห 5.ห้องเส้นทางเสด็จฯ ในประวัติศาสตร์คลองอู่ตะเภาและถนนไทรบุรี 6.ห้องชุมทางหาดใหญ่ เมื่อรถไฟพบถนนและลำน้ำ 7.ห้องกำเนิดชุมชนบ้านคลองแห 8.ห้องภูมิปัญญาคลองแห 9.ห้องคนชั้นนำคลองแห 10.ห้องพระพุทธรูปและของสำคัญ 11.ห้องตามรอยพระบาทฯ ด้านน้ำเสียและขยะ 12.ห้องมองไปข้างหน้า
หลักๆ แล้วศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชในจุดต่างๆ มีหน้าที่คือ การจัดเก็บข้อมูลพระราชกรณียกิจต่างๆ จากความทรงจำของพสกนิกรในพื้นที่นั้นๆ พร้อมจัดสร้างแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม รวบรวมฐานข้อมูลมรดกทางภูมิปัญญา ชาติพันธุ์ และวิถีชีวิตของคนในพื้นถิ่น เพื่อยืนยันสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ
กำเนิดคลองแหนั้น ตามตำนานบันทึกว่า ตำบลคลองแหมีสายน้ำ 3 สายไหลผ่านคือ คลองแห คลองอู่ตะเภา และคลองลาน ตรงจุดที่คลองแหไหลมาบรรจบกับคลองลานทางทิศตะวันตก ชาวบ้านเรียกบริเวณรอบสายน้ำนั้นที่มีลักษณะเป็นป่ารกครึ้มว่า “โคกหลังนกคุ่ม” ตำนานเล่าว่า ช่วงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองนครศรีธรรมราช ชาวกลันตันได้เดินทางมาร่วมฉลอง พร้อมขบวนแห่แหนที่มีเครื่องพุทธบูชารวมอยู่ด้วย แต่มีอยู่คณะหนึ่งเดินทางไปไม่ทันพิธี จึงคิดเดินทางกลับ แต่ไม่คิดนำทรัพย์สินที่ตั้งใจถวายเป็นพุทธบูชากลับไปด้วย จึงฝังทรัพย์สมบัติไว้ที่ “โคกหลังนกคุ่ม” พร้อมอธิษฐานถวายเป็นพุทธบูชา ส่วนเครื่องดนตรีที่ใช้ประโคมก็ทิ้งไว้ ณ จุดเดียวกัน ชาวบ้านจึงเรียกคลองนี้ว่า “คลองฆ้องแห่” แต่ต่อมาชื่อนี้ก็ออกเสียงเพี้ยนจนกลายมาเป็น “คลองแห” ในที่สุด
ตามตำนานเล่าอีกว่า ตรงจุดฝังทรัพย์สมบัตินั้นมี “งูทวด” เฝ้าทรัพย์สมบัติ และว่ากันว่าก่อนฝังทรัพย์สมบัติ ชาวกลันตันได้ฆ่าคนเพื่อให้ดวงวิญญาณเฝ้าทรัพย์สมบัติ ในอดีตมีคนพยายามจะไปขุดหาทรัพย์สมบัติหลายครั้ง แต่ก็จะเจอ “งูทวด” จนต้องหนีกลับไป
ปัจจุบันคลองแหเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชน ทุกวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์ จะมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์มาเยี่ยมชมจำนวนมาก
ความพิเศษโดดเด่นของวัดคลองแหน่าจะอยู่ที่การอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของพี่น้องชาวพุทธและมุสลิม ดังเห็นได้จากในวันที่เปิดศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช ซึ่งตั้งอยู่ในวัดคลองแห มีชาวมุสลิมในชุมชนมาร่วมงานคับคั่ง ทั้งที่ตามปกติชาวมุสลิมจะไม่เข้าวัดพุทธ
พระครูปลัดสมพร ฐานธมฺโม เจ้าอาวาสวัดคลองแห กล่าวว่า คนพุทธกับมุสลิมในชุมชนคลองแหอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่มีความขัดแย้งมาเป็นเวลานานแล้ว และมีกิจกรรมในชุมชนเนืองๆ ทั้งแข่งเรือยาว ชักพระ ก่อกองทราย หรือการใช้พื้นที่ร่วมกันในชุมชน และพอพัฒนาให้พื้นที่วัดที่อยู่ติดคลองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว คนในชุมชนยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้น เกิดความร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ในชุมชนมากกว่าเดิม
ที่มาของการพัฒนาคลองแหให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว พระครูปลัดสมพรเล่าว่า ในอดีตเดิมคลองแหเป็นคลองที่ใช้สัญจรทางน้ำ แต่เมื่อมีถนนตัดผ่าน คนเลิกใช้คลองหันมาใช้ถนนแทน คลองแหถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการดูแล มีสภาพเป็นแค่ที่รับน้ำเสียของเมืองหาดใหญ่เท่านั้น ใน พ.ศ.2541 ท่านจึงคิดริเริ่มฟื้นฟูสภาพน้ำคลองแหให้น้ำกลับมามีสภาพดีเหมือนเดิม และการทำให้คลองแหเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็เป็นแค่กุศโลบายให้คนในชุมชนหันมาสนใจบำบัดน้ำเสียในคลอง ร่วมมือกันดักขยะ บำบัดสภาพน้ำด้วยอีเอ็มลูกบอล หรือน้ำชีวภาพ ปรากฏว่าได้ผลระดับหนึ่ง สภาพน้ำดีขึ้น ส่วนตลาดน้ำก็มีคนมาเที่ยว ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และขณะนี้ทางชุมชนก็คิดฝายดักขยะขึ้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชุมชนคลองแหนี่เอง มาช่วยปรับปรุงสภาพน้ำในคลองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และเตรียมจดสิทธิบัตรฝายดักขยะนี้ด้วย
แนวคิดต่อไปของพระครูคือ พัฒนาพื้นที่ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชแห่งนี้ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ปรับปรุงพื้นที่โคกหลังนกคุ่มที่เป็นต้นกำเนิดของชุมชนคลองแหให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมแบบครบวงจร มีลานกิจกรรม การแสดงบนเวที
“ทุกกิจกรรมของที่นี่ ทั้งตลาดน้ำ ลานกิจกรรม นิทรรศการ ปรับปรุงห้องสมุด หรือศูนย์ไอทีของที่นี่ เป็นความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวพุทธและมุสลิมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติมานาน” พระครูปลัดสมพรกล่าว.

 

บอกรัก(ษ์)ชาติผ่านบทเพลง “เอกลักษณ์ไทย”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/160114/84679

ศิลปวัฒนธรรม
Thursday, 16 January, 2014 – 00:00

ทุกวันนี้เราไม่สามารถต้านทานอิทธิพลวัฒนธรรมต่างชาติที่แทรกซึมเข้ามายังบ้านเราได้ โดยต้องรับเอาวัฒนธรรมเหล่านั้นไว้เพื่อไม่ให้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ล้าหลัง จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเหตุให้คนรุ่นใหม่เริ่มรู้จักวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติไทยน้อยลง สำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้จัด โครงการจัดทำเพลงและภาพยนตร์ประกอบเพลงส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ ขึ้น เพื่อปลุกกระแสรักษ์ชาติให้เยาวชนคนไทย ผ่านบทเพลงและภาพยนตร์ประกอบเพลง “เอกลักษณ์ไทย”
ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ ในฐานะผู้รับผิดชอบในการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศเกี่ยวกับเรื่องเอกลักษณ์ของชาติ รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยมีจิตสำนึกรักความเป็นไทย และภาคภูมิใจในชาติบ้านเมือง จึงได้จัดทำ “โครงการจัดทำเพลงและภาพยนตร์ประกอบเพลงส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ” ดังกล่าวขึ้น ถ่ายทอดผ่านบทเพลง “เอกลักษณ์ไทย” ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยมีแนวคิดหลัก 3 ประการ คือ ยุวชน กลุ่มเป้าหมายในการร่วมสืบทอด เอกลักษณ์ รักษ์ การเห็นคุณค่าและอนุรักษ์ และ ไทย ความเป็นไทยที่รวมทั้งวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ความงดงามของเอกลักษณ์ของชาติไทย รวมไปถึงเผยแพร่ให้รู้จักและภูมิใจในสัญลักษณ์ประจำชาติ
“ปัจจุบันสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระแสของโลกในยุคของการสื่อสารไร้พรมแดน ทำให้กระแสวัฒนธรรมจากต่างประเทศไหลเข้ามาสู่วัฒนธรรมไทยอย่างมากมาย ส่งผลต่อวิธีคิด วิถีชีวิต หรือแบบแผนในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย รวมไปถึงเปลี่ยนค่านิยมและคุณค่าทางวัฒนธรรมต่างๆ ของไทย ดังนั้นการจัดโครงการครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะทำให้ทุกคนในสังคมไทยหันกลับมามองให้ความสำคัญ และเกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของชาติไทย ตลอดจนเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ร่วมกันถ่ายทอดเอกลักษณ์อันดีงามนี้ต่อไป” ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
สำหรับเพลง “เอกลักษณ์ไทย” ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองโดย สุทธิพงษ์ วัฒนจัง (ชมพู) โปรดิวเซอร์เพลง และศิลปินที่มีความโดดเด่นในการถ่ายทอดเนื้อหาด้วยบทเพลงและทำนองที่ไพเราะ ผู้แต่งกล่าวว่า ทำนองเพลงเน้นความสนุกสนานเข้ากับความนิยมของเด็ก ผสานกับทำนองดนตรีชั้นครูที่สร้างมนต์เสน่ห์แบบไทยๆ ในส่วนของเนื้อร้องเน้นการใช้เนื้อที่สามารถจดจำได้ง่าย และใช้คำที่ติดปาก พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทย
โดยนำ 3 สัญลักษณ์ประจำชาติไทย ได้แก่ ช้าง สัตว์คู่บ้านคู่เมือง มีความสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ดอกราชพฤกษ์ หรือดอกคูณ ดอกไม้ประจำชาติไทย ไม้มงคลที่มีความเกี่ยวข้องกับประเพณีไทย และ ศาลาไทย สถาปัตยกรรมทรงไทย สะท้อนภูมิปัญญาของช่างไทย มาเป็นเนื้อหาสาระของบทเพลง
“ทั้งหมดล้วนเป็นเอกลักษณ์ที่สวยงามโดดเด่น เป็นที่รู้จักกันของคนทั่วโลก อีกทั้งยังปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยมาหลายช่วงอายุคน นอกจากนี้ เด็กๆ ยังได้สัมผัสถึงความสบายและรื่นรมย์อันเป็นบรรยากาศและวิถีคนไทยอย่างแท้จริง” ผู้ประพันธ์เผยแนวคิด
บทเพลงขับร้องโดย เก่ง เดอะวอยซ์-ธชย ประทุมวรรณ ศิลปินตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการผสมผสานและสื่อถึงความเป็นไทยในรูปแบบร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี ศิลปินเผยความรู้สึกว่า เป็นเกียรติที่ได้มาขับร้องเพลงที่สะท้อนความเป็นไทยให้คนรุ่นใหม่ได้รับฟัง การถ่ายทอดให้คนยุคปัจจุบันได้เข้าใจความเป็นไทยนั้นต้องผสานความเป็นร่วมสมัย เป็นการเพิ่มอรรถรสในการฟังและเข้าถึงง่ายมากขึ้น อีกทั้งสาระของเพลงเอกลักษณ์ไทยยังเป็นวัคซีนทางวัฒนธรรม ทำให้รู้จักรากเหง้าของตัวเองยิ่งขึ้น
โครงการครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการเผยแพร่บทเพลงไปยังสถานศึกษาในระดับชั้นต่างๆ สำหรับหน่วยงานหรือประชาชนที่สนใจสามารถรับชมภาพยนตร์ประกอบเพลง “เอกลักษณ์ไทย” หรือดาวน์โหลดเพลงได้ทาง http://www.identity.opmgo.th

 

ยกระดับศิลปหัตถกรรมเวียงกุมกาม สู่สินค้าต้นแบบรับ AEC

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/150114/84601

ศิลปวัฒนธรรม
Wednesday, 15 January, 2014 – 00:00

เจดีย์กู่คำรูปทรงมณฑป 5 ชั้น ในวัดเจดีย์เหลี่ยม หรือชาวเวียงกุมกามเรียก “วัดกู่คำ” ซึ่งพญามังรายโปรดให้ก่อสร้างไว้ในเวียงกุมกาม ผสมผสานกับลวดลายศิลปะมกรคายมังกรที่เป็นอัตลักษณ์นครโบราณใต้พิภพแห่งนี้ ทีมนักออกแบบจาก โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนเวียงกุมกามในการนำทุนทางวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้ศึกษาและนำมาสู่การออกแบบตราสัญลักษณ์เวียงกุมกาม ก่อนจะนำตราสินค้าต้นแบบเวียงกุมกามมาเสนอในเวที กิจกรรมศึกษาออกแบบตราสัญลักษณ์เวียงกุมกามและพัฒนาการผลิตสินค้าของที่ระลึกเวียงกุมกาม เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่วัดช้างค้ำในเวียงกุมกาม จ.เชียงใหม่ พร้อมๆ กับจัดการอบรมโครงการพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าของที่ระลึกเวียงกุมกาม โดยมีผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม ชาวบ้าน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าทางวัฒนธรรมเข้าร่วมประมาณ 30 คน ดำรงค์ ทองสม รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดอบรม
การเรียนรู้ประวัติความเป็นมาและการค้นพบวัตถุโบราณในเวียงกุมกาม เป็นพื้นฐานสำหรับชุมชนเพื่อสร้างแนวคิดในการพัฒนาตราสินค้า รวมถึงรูปแบบการผลิตสินค้าของที่ระลึกเวียงกุมกามในอนาคต อาจารย์ไกรสิน อุ่นใจจินต์ นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ บอกความสำคัญของเวียงกุมกามว่า เป็นเมืองหลวงศูนย์กลางแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ก่อนเมืองเชียงใหม่ 10 ปี และเป็นเมืองโบราณที่เป็นรอยต่อของอาณาจักรหริภุญไชยและอาณาจักรล้านนา ก่อนจะกลายเป็นเมืองโบราณใต้พิภพจากปรากฏการณ์แม่น้ำปิงเปลี่ยนสาย ทั้งยังเป็นเมืองโบราณแรกของอาณาจักรล้านนาที่ได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาจากหริภุญไชย
ส่วนเอกลักษณ์ของเวียงกุมกามนั้น นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ เผยว่า เป็นเมืองหลวงคู่กับเมืองเชียงใหม่ในสมัยพญามังราย ปรากฏชื่อในจารึกวัดพระยืน จ.ลำพูน เขียนว่า กุมกามเชียงใหม่ เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีวิถีชีวิตของผู้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ 4 ตำบล 2 อำเภอ และเป็นเมืองโบราณในล้านนาที่พบวัดสร้างหันหน้าไปครบทั้ง 4 ทิศ ลักษณะทางศิลปะสถาปัตยกรรมของวัดนั้น มีเจดีย์ทรงระฆัง มณฑป พุ่มข้าวบิณฑ์ และทรงพิเศษอื่นๆ ประดับตกแต่งด้วยปูนปั้น ไม้แกะสลัก หรือปิดทอง ประดับกระจก รวมถึงมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสวยงาม เวียงกุมกามนั้นได้รับอิทธิพลด้านศิลปกรรมจากพม่า มอญ เขมร จีน อินเดีย ลังกา และสุโขทัย
“รูปแบบทางสถาปัตยกรรม ลวดลายทางศิลปะ ลวดลายปูนปั้นที่เป็นเอกลักษณ์เวียงกุมกาม ผู้ประกอบการสามารถใช้พัฒนาให้เป็นสินค้าได้ ต้องผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมรับประชาคมอาเซียน สินค้าจะจูงใจผู้ซื้อหรือนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเยือนเวียงกุมกามมากขึ้น สร้างรายได้ให้ชุมชน” อาจารย์ไกรสินแนะนำกับผู้ร่วมอบรม
จิรศักดิ์ สอนสุวิทย์ เลขาธิการสมาคม NOHMEX ที่เชี่ยวชาญการพัฒนาสินค้า ร่วมให้ความรู้ในการอบรมครั้งนี้ กล่าวว่า สินค้าต้นแบบเวียงกุมกาม อาทิ เครื่องประดับ งานไม้ งานผ้า จักสาน เครื่องปั้นดินเผา ซึ่งสามารถให้คำแนะนำพัฒนาสินค้าโดยใช้เอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่ และนำเสนอจุดเด่นของเวียงกุมกามให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ได้เห็นตัวอย่างสินค้าที่ได้รับความนิยมและต่อยอดออกแบบได้ดี เช่น ตราสัญลักษณ์ที่นำเสนอในการอบรมครั้งนี้ เปิดให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปร่วมออกแบบ เน้นที่มาของเมืองเวียงกุมกาม จากนี้จะทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ได้ตราสินค้าต้นแบบที่ชุมชนยอมรับ โดยจะมีภาษาไทยและภาษาอังกฤษเขียนว่า “เวียงกุมกาม” ในแบบตัวอักษรล้านนากำกับ
จุดอ่อนของสินค้าของที่ระลึกเชียงใหม่ได้นำบอกเล่าให้ผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรมเวียงกุมกามรับฟัง เปรมฤดี กุลสุ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาสินค้าอีกคนชี้ว่า สินค้าของที่ระลึกเชียงใหม่ขาดการสร้างเอกลักษณ์ แถมสินค้าซ้ำ ไม่แตกต่าง ไปไหนก็เจอ ที่พบเห็นสินค้าขาดการดีไซน์ที่ดึงดูดใจและรูปแบบที่แปลกใหม่ ที่สำคัญชุมชนยังขาดการนำเสนอที่ดีจะต้องมี Story นอกจากนี้ อยากเน้นเรื่องบรรจุภัณฑ์ ยังขาดมาก เพราะชุมชนไม่ให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ นี่คือสิ่งที่เวียงกุมกามต้องตระหนักเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ทางศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน
“ถ้าชุมชนเวียงกุมกามได้รับการอบรมต่อเนื่อง สร้างสรรค์เรื่องเล่าที่มาของสินค้าที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ พร้อมๆ กับพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เชื่อว่าจะส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ได้ แต่ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีคุณภาพตั้งแต่ต้นจะเกิดความเข้มแข็ง” เปรมฤดีกล่าว และเห็นด้วยกับการที่กระทรวงวัฒนธรรมดำเนินโครงการบริหารจัดการร้านและการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับชุมชน
นอกจากติวเข้มเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการแล้ว ตลอด 2 วัน สวธ.ยังนำขบวนชาวเวียงกุมกาม ผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้มีใจรักวัฒนธรรมไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการพัฒนาสินค้าและบริการที่ประสบความสำเร็จ ที่โรงงานผลิตสินค้าหัตกรรมที่ได้มาตรฐาน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ก่อนจะสรุปปลการศึกษาดูงานและแนวทางนำมาปรับใช้ในการผลิตสินค้าของชุมชนเวียงกุมกามต่อไป.

 

บางกอกน้อยเฟสติวัล จากวันวานสู่วันนี้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/090114/84349

ศิลปวัฒนธรรม
Thursday, 9 January, 2014 – 00:00

“บางกอกน้อย” เป็นชุมชนโบราณที่มีเรื่องราว มีมรดกภูมิปัญญาและวัฒนธรรมที่ดีควรค่าแก่การภาคภูมิใจ จากวันวานสู่วันนี้ บางกอกน้อยเป็นเขตหนึ่งของกรุงเทพมหานครที่ไม่ได้เหลือแค่ตำนาน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “บางกอกน้อยเฟสติวัล ครั้งที่ 2″ อันเกิดจากความร่วมมือระหว่าง โรงพยาบาลศิริราช กองทัพเรือ สำนักงานเขตบางกอกน้อย และชุมชนเขตบางกอกน้อยทั้ง 42 ชุมชน เพื่อสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี หัตถกรรมท้องถิ่น โดยมี ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล, พล.ร.ต.สมประสงค์ นิลสมัย เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ, อภิรัฐ ตราดุษฎี ผอ.เขตบางกอกน้อย และ ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม ศิริราช พร้อมใจกันบอกกล่าวถึงรายละเอียดการจัดงานที่ห้องสถานพิมุขมงคลเขต พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน
ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร กล่าวถึงความตั้งใจจัดงานในครั้งนี้ว่า เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนคนไทย โดยเฉพาะวันที่ 11 มกราคม 2557 ตรงกับวันเด็กแห่งชาติ เพราะนอกจากเด็กๆ จะได้สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ภายในงานแล้ว ยังจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนในเขตบางกอกน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์และจุดกำเนิดของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันด้วย ในขณะเดียวกันยังจะช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว รวมถึงยังเป็นการสร้างความร่วมมือร่วมใจระหว่างชุมชนเพิ่มยิ่งขึ้น
ด้าน ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ เปิดเผยถึงกิจกรรมเด่นภายในงานซึ่งจะจัดขึ้นบริเวณลานหน้าพลับพลาสยามินทราศิริราชานุสรณีย์ สถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ระหว่างวันที่ 8-12 มกราคม 2557 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ณ บางกอกน้อย” เพื่อสื่อความหมายถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของบางกอกน้อย ว่า แบ่งออกเป็น 6 โซนด้วยกัน สำหรับ “โซนนิทรรศการ” เน้นประวัติความเป็นมาของบางกอกน้อย ศาสนสถานสำคัญ อาทิ วัดเก่าแก่ต่างๆ โครงการพระราชดำริปรับปรุงโครงข่ายถนน และการแสดงผลงานการมีส่วนร่วมด้านการพัฒนาท้องถิ่นพื้นที่เขตบางกอกน้อยของกองทัพเรือ “โซนผู้สนับสนุนและส่วนของสุขภาพ” บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นและรับปรึกษาปัญหาสุขภาพ “โซนศิลปหัตถรรมและภูมิปัญญา” จัดแสดงและจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นของชาวบางกอกน้อย
“โซนการแสดง” นับเป็นไฮไลต์ด้วยการแสดงมินิไลฟ์แอนด์ซาวด์ 3 เรื่องราวสำคัญของ 3 ราชธานี ทั้งอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์บนแผ่นดินบางกอกน้อย การแสดงจากศิลปินชื่อดัง กองดุริยางค์ทหารเรือ รวมถึงชมรมขับรองและประสานเสียงจากนักศึกษาแพทย์ศิริราช และกิจกรรมเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เรื่องสุนทรภู่กับบ้าน วัด วัง ที่บางกอกน้อย ฯลฯ “โซนร้านค้า” การจำหน่ายอาหารจากชุมชนกว่า 25 ร้านค้า เช่น ไส้อั่วตรอกข้าวเม่า ปั้นสิบตลาดศาลาน้ำเย็น ฯลฯ และ “โซนพิพิธภัณฑ์ศิริราชยามค่ำคืน” เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถานในส่วนจัดแสดงอาคาร 3 สัมผัสวิถีชีวิตชาวบางกอกน้อย เรือโบราณ และกราบมนัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และร่วมกิจกรรมที่พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช
บางกอกน้อยถือเป็นถิ่นทหารเรือประจำการ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและเยาวชนได้ร่วมสัมผัสและเรียนรู้การฝึกเพื่อเป็นฝีพายในขบวนเรือพระราชพิธี พล.ร.ต.สมประสงค์ นิลสมัย กล่าวว่า ปีนี้กองทัพเรือได้นำเรือสุพรรณหงส์จำลอง รวมถึงการฝึกกำลังพลฝีพายบนเขียงฝึก และวิธีการขับเห่เรือมาสาธิตภายในงานด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม โบราณราชประเพณีอันทรงคุณค่ายิ่งของไทย
ด้าน อภิรัฐ ตราดุษฎี ผอ.การเขตบางกอกน้อย กล่าวว่า บางกอกน้อยเป็นเมืองเก่า เป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี และสืบทอดมาจนปัจจุบัน มีร่องรอยความรุ่งเรือง มีป้อม กำแพง วัง มีกำแพงเมืองธนบุรี ริมคลองบางกอกน้อยมีอาคาร ตำหนัก รวมถึงวัดเรียงรายตามแนวแม่น้ำลำคลอง ส่วนปากคลองบางกอกน้อยเป็นตลาดใหญ่แห่งหนึ่งของพระนคร
บางกอกน้อยยังขึ้นชื่อเป็นหมู่บ้านช่าง มีงานช่างอยู่ที่บ้านบุ ทำขันลงหินหรือขันบุมาแต่โบราณ ปัจจุบันเรียกตรอกบ้านบุ หลงเหลือเป็นแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นช่างรุ่นสุดท้ายก็ว่าได้ บรรพบุรุษของชาวบ้านบุเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา อพยพมาตั้งหมู่บ้านหลังเสียกรุง พ.ศ.2310 มีการสืบสานวิชากระบี่กระบองโดยชุมชนวัดวิเศษการ วัฒนธรรมอาหารก็มีเอกลักษณ์อย่าง ปั้นขลิบปลา สืบทอดกันมา ทุกวันนี้ขายที่ตลาดศาลาน้ำเย็น แล้วยังมีมะตูมเชื่อม ในสมัยโบราณถือว่าเป็นแหล่งทำมะตูมเชื่อมใหญ่ในไทย เวลานี้มีของใหม่เป็นเค้กมะตูมเพื่อคนรักสุขภาพ เดินเล่นในชุมชนจะพบตรอกมะตูม
“เขตบางกอกน้อยและประชาชนในพื้นที่ช่วยกันอนุรักษ์ ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมที่ใกล้จะสูญหาย ทั้งยังขยายความร่วมมือกับศิริราชด้านวัฒนธรรม งานบางกอกน้อยเฟสติวัลเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ สถานที่จัดงานก็เหมาะสม โฉมหน้าสถานีรถไฟบางกอกน้อยได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน ถือเป็นหน้าตาของบางกอกน้อย ประโยชน์ของงานนอกจากเผยแพร่ของดีย่านนี้ ยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนมากขึ้นด้วย” ผอ.เขตบางกอกน้อยกล่าว พร้อมเชิญชวนมาเที่ยวงานบางกอกน้อยเฟสติวัล ครั้งที่ 2.

 

งานสีสันบูรพาวิถี ชู 7 ประเพณี หนุนการท่องเที่ยวไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/080114/84303

ศิลปวัฒนธรรม
Wednesday, 8 January, 2014 – 00:00

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับมหกรรมวัฒนธรรมภาคตะวันออก “สีสันประเพณีบูรพาวิถี” ส่วนหนึ่งของ “งานสีสันประเพณี” จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม ณ สวนสาธารณะเกาะลอย อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อหวังกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใน 7 จังหวัดภาคตะวันออก ซึ่งรูปแบบการจัดงานมีลักษณะย้อนยุค มีกิจกรรมการละเล่นไทย ประเพณีโบราณต่างๆ รวมทั้งการแสดงไทยไฟต์มวยตับจากคู่พิเศษระหว่าง สามารถ พยัคฆ์อรุณ กับสมรักษ์ คำสิงห์ ตลอดจนได้นำเสนอประเพณีและภูมิปัญญา วัฒนธรรมท้องถิ่นของทั้ง 7 จังหวัด ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงคนรุ่นใหม่เข้าถึงรากเหง้าของดินแดนบูรพาทิศ ผ่านนิทรรศการท่องประเพณี สีสันบูรพา
ได้แก่ ประเพณีบายศรีสู่ขวัญข้าว จ.สระแก้ว ประเพณีปักเฉลว จ.ระยอง, ประเพณีขึ้นเขาเผาข้าวหลาม จ.ฉะเชิงเทรา, ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง จ.จันทบุรี, ประเพณีแห่นางแมว จ.ปราจีนบุรี, ประเพณีทำขวัญควาย จ.ชลบุรี และประเพณีทำบุญส่งปล่อยเรือน้ำไหล จ.ตราด
โดยภายในงานมีการสาธิตประเพณีที่หาดูได้ยากอย่าง ประเพณีทำขวัญควาย ที่ได้รับความสนใจจากผู้มาร่วมงานจำนวนมาก ซึ่งมี ทิพย์ อ่วมปลั่ง พ่อเฒ่าอายุ 74 ปี พราหมณ์ผู้ทำหน้าที่สู่ขวัญควาย ชาวเมืองศรีราชา จ.ชลบุรี นำพิธี หมอขวัญควายผู้นี้เล่าว่า เดิม พิธีทำขวัญควาย เป็นประเพณีของภาคอีสาน ทำเพื่อให้เกิดความสิริมงคลกับควาย สัตว์ใหญ่ที่มีบุญคุณกับท้องนา นิยมทำประจำทุกปีหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ทางกรมปศุสัตว์จังหวัดชลบุรีได้เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้จัดหาหมอขวัญควายจากทางภาคอีสานที่มีความเชี่ยวชาญ จัดทำพิธีสู่ขวัญควาย ในงานประเพณีวิ่งควาย เพื่อเสริมสิริมงคลก่อนที่นำควายลงสนาม รวมถึงถ่ายทอดให้กับพ่อเฒ่าซึ่งเดิมเป็นหมอขวัญข้าวมาก่อน แต่ด้วยพิธีกรรมที่มีความคล้ายคลึงกัน จึงถ่ายทอดกันได้ไม่ยาก และยินดีรับหน้าที่เป็นหมอขวัญควายให้กับงานประเพณีวิ่งควายของชลบุรีประจำทุกปี
ลุงทิพย์ขยายความด้วยว่า “ขวัญ” ตามความเชื่อของคนโบราณ คือสิ่งที่ไม่มีตัวตน ที่มีอยู่ประจำตัวทุกคน ครองจิตใจให้อยู่กับเนื้อกับตัว ให้ประพฤติดีและมีสติ เป็นสิริมงคลแก่บุคคลนั้นๆ ขวัญมีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง ไม่เว้นแต่สัตว์หรือสิ่งของ เช่น ช้าง ม้า นาข้าว บ้านเรือน เป็นต้น เมื่อใดที่ขวัญหายจะถือเป็นเรื่องไม่ดี จึงต้องมีการทำพิธีเรียกขวัญกลับมา หรือเรียกว่า “พิธีสู่ขวัญ” เพื่อเสริมสิริมงคลให้สิ่งเหล่านั้นเอง
“การสาธิตพิธีการทำขวัญควายแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเพณีวิ่งควาย ซึ่งชาวชลบุรีหวงแหน ตลอดจนยังได้ร่วมสืบทอดประเพณีของชาวอีสานที่นับวันจะหาดูยากเช่นกัน ผู้ที่มาร่วมงานจะได้รับรู้ว่า ประเพณีนั้นสามารถถ่ายทอดถึงกันได้แม้จะอยู่คนละภูมิภาค” พ่อเฒ่ากล่าว
งานนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่แบ่งออกเป็น 5 โซน เริ่มตั้งแต่ 1.ล่องถิ่น บูรพาวิถี ชมนิทรรศการภาพเก่าเล่าอดีต และวิถีชีวิตภาคตะวันออก 2.ลานบูรพา พาเพลิน ลานการละเล่นพื้นบ้านที่หาชมยาก และมุมสาธิตของเล่นไม่โบราณ 3.ท่องประเพณี สีสันบูรพา การแสดงสาธิตประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของ 7 จังหวัด 4.เวทีชิงช้าสวรรค์ การแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินแห่งชาติภาคตะวันออก และศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง และ 5.ตลาดบูรพาพื้นบ้าน สาธิตหัตถกรรมและอาหารพื้นบ้าน
รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สนธยา คุณปลื้ม ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการและงานในครั้งนี้ได้กล่าวว่า งานสีสันประเพณีที่จัดขึ้นทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี ชลบุรี และสงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ให้วัฒนธรรม ประเพณี ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่เป็นหนึ่งในเสาหลักของการพัฒนาชาติ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อให้แต่ละจังหวัดมีความเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสาหลักหนึ่งทางเศรษฐกิจของประเทศ และวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นจุดเด่นที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นและยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัว เกิดความรักและหวงแหน หันมาร่วมกระบวนการสืบสาน สร้างสรรค์ และบูรณาการทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง
“สำหรับงานสีสันประเพณีบูรพาวิถีครั้งนี้ มีความมุ่งหวังที่จะสร้างความเข้าใจถึงสาระ คุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีของภาคตะวันออก รวมถึงการร่วมมือกันปฏิบัติอย่างถูกต้อง เพื่อให้คนไทย อีกทั้งชาวต่างชาติ ได้รับรู้ความหมาย ความสำคัญและคุณค่าของประเพณีอย่างแท้จริง” สนธยากล่าวทิ้งท้าย.

 

ดนตรี โขน ละคร กรมศิลปากร ปี 57 สืบทอดไม่หยุดยั้ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/070114/84251

ศิลปวัฒนธรรม
Tuesday, 7 January, 2014 – 00:00

เมื่อศิลปินโขน ละคร นักดนตรีแห่งสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขวัญใจผู้ชม ตระเตรียมรายการแสดงประจำปี 2557 รับศักราชใหม่ เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมไทยและสร้างกลุ่มผู้ชมนาฏศิลป์และดนตรีรุ่นใหม่ๆ การแถลงข่าวชวนชาวไทยและชาวต่างประเทศชมการแสดงแบบออกรสจึงเกิดขึ้นอีกครั้งที่โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ สถานที่สำคัญใช้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 สถานที่หลักจัดการแสดง
ได้อรรถรสจากการบรรเลงและขับร้องเพลงสากลสุดไพเราะ ก่อนจะภาคภูมิใจและตื่นตาตื่นใจไปกับการแสดงทั้ง 4 รายการ โขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด กุมภกรรณทดน้ำ ละครพันทาง เรื่อง พระลอ โขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด นนทุกอสุรา พร้อมการแสดงละครนอก เรื่องสังข์ทอง ตอนเลือกคู่ หาปลา จากศิลปินสังคีตชวนกลับไปอ่านวรรณคดีต้นฉบับ มาดูว่าปีมะเมียประชาชนจะได้อิ่มเอมกับการแสดงหลากหลายรูปแบบอย่างไร
เอนก สีหามาตย์ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงงาน “ดนตรี โขน ละคร กรมศิลปากรสืบวัฒนธรรม” ว่า เป็นการจัดแสดงประจำปี 2557 ที่โรงละครแห่งชาติทั้ง 3 แห่ง คือ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จ.สุพรรณบุรี และโรงละครแห่งชาติ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ในความควบคุม ดูแล รับผิดชอบของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร โรงละครแห่งชาติดำเนินกิจการมาถึงปัจจุบัน 48 ปีแล้ว สนองตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ศิลปินมีสถานที่แสดงศิลปะ มีการสืบทอดไม่หยุดยั้ง
สำหรับการแสดงนาฏศิลป์ โขน ละคร ระบำ ดนตรีไทย และดนตรีสากลที่จัดแสดง ณ โรงละครแห่งชาตินี้ อธิบดีกรมศิลปากรระบุได้ปรับปรุงและพัฒนาทั้งรูปแบบ บท กระบวนท่ารำ เครื่องแต่งกาย ดนตรี เพลงร้อง เทคนิค ฉาก แสง สี เสียง เรื่อยมาเกิดผลงานด้านนาฏศิลป์ดนตรีจำนวนมาก และเป็นที่นิยมของผู้ชม มีรูปแบบและชื่อเรียกหลากหลาย เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ชม
“การแสดงประจำปี 2556 ยังยึดรูปแบบรายการแสดงที่ได้รับการสืบทอด เพราะยังเป็นที่นิยมชมชอบของผู้ดู แล้วก็ได้คิดรายการใหม่ๆ ขึ้นมาให้เข้ากับยุคสมัย” เอนกกล่าว
สำหรับรายการใหม่ๆ ที่ว่าประกอบด้วย การแสดงโขนและละครสลับกันในรายการนาฏกรรมสังคีต ทุกวันอาทิตย์ สัปดาห์ที่ 1 และ 2 ของเดือน การบรรเลงดนตรีสากลและขับร้องโดยวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร ในรายการศิลปากรคอนเสิร์ต จัดแสดงทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน การบรรเลงดนตรีไทยในรายการดนตรีไทยไร้รสหรือ ทุกวันศุกร์ สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน และรายการศรีสุขนาฏกรรม จัดแสดงศุกร์สุดท้ายของเดือนตลอดปี 2557
ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต กล่าวว่า ในการแสดงประจำปีนี้ ดนตรีไทยจะเป็นการบรรเลงขับร้องโดยวงดุริยางค์ไทยหลากหลายวง เช่น วงปีพาทย์ วงเครื่องสาย วงมโหรี วงปี่พาทย์เสภา วงปีพาทย์ชวา ทั้งบรรเลงเดี่ยวและประชันวง แล้วยังมีการแสดงนาฏศิลป์โขน ละคร ฟ้อนรำเบ็ดเตล็ดต่างๆ ประกอบ วงดุริยางค์ไทยยังนำบทจากวรรณคดีมาขับร้องในรูปแบบเพลงตับเรื่อง เพลงเถา เพลงภาษา นอกจากนี้มีธรรมะบันเทิงที่แสดงนาฏศิลป์โขน ละครเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ศีลธรรม ละครชาดก ละครสอนใจให้คติธรรม ส่วนรายการศรีสุขนาฏกรรม จะแสดงตอนสั้นๆ ทั้งโขน ละคร ฟ้อนรำ พื้นบ้าน จินตลีลา ก็จะเวียนไปจัดแสดงที่โรงละครส่วนภูมิภาคอีก 2 แห่ง
“ละครพันทาง เรื่องพระลอ จะใช้ผู้แสดงหญิงล้วนตามแบบโบราณ เพราะ 20 กว่าปีที่ผ่านมามีการใช้ชายจริงหญิงแท้มาแสดงก็เป็นที่นิยม แต่ปี 2557 นี้ ให้นักแสดงหญิงรุ่นใหม่ๆ ได้สืบทอดวัฒนธรรม และให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่แสดงระบำ แต่เล่นแบบมีเรื่องราว เพื่อถ่ายทอดการแสดงนาฏศิลป์ต่อไป เช่นเดียวกับรายการละครนอก เรื่องสังข์ทอง จะใช้นักแสดงชายล้วน” ปกรณ์ให้ภาพการอนุรักษ์
สำหรับการแสดงทั้งหมดนี้ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีตย้ำ ปีใหม่นำวัฒนธรรมสู่ผู้ชมทั้งรุ่นเก่า รุ่นกลาง และเด็กรุ่นใหม่ๆ ให้รู้จักของดีกรมศิลปากร เพราะกรมนี้เปรียบเหมือนตรรกะศิลา มีมรดกวัฒนธรรมให้ศึกษา ค้นคว้า แต่ละการแสดงถือเป็นต้นแบบของชาติ ปี 57 จะก้าวไปข้างหน้า เน้นดูแลรักษารูปแบบการแสดงที่เป็นบรรทัดฐาน รื้อฟื้น และชำระบทเพลงให้เป็นแบบแผน เช่นเดียวกับท่ารำ เนื้อร้อง ทำนอง เครื่องแต่งกาย ต้องทำให้สำเร็จเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เดินรอยตาม
ขณะที่ สถาพร นิยมทอง ผู้อำนวยเพลงแห่งวงดุริยางค์สากล กรมศิลปากร กล่าวว่า ตลอด 12 เดือนของรายการศิลปากรคอนเสิร์ต จะบรรเลงและขับร้องด้วยบทเพลงคลาสสิกและเพลงกระแสนิยม อย่างเพลงบรอดเวย์ เพื่อดึงกลุ่มคนที่นิยมดูหนังฟังเพลงมาร่วมชมการแสดงของเรา เป็นอีกทางเลือก แถมบัตรราคาไม่แพง แล้วยังมีบทเพลงเก่า เพลงลูกทุ่งที่คุ้นหู ปีนี้เริ่มต้นอีกครั้งวันที่ 10 ม.ค. ธีม “SONG TO REMEMBER” ที่โรงละครแห่งชาติ เพลงในดวงใจมากมายจากการบรรเลงของนักดนตรีที่พัฒนามาโดยตลอด
สนใจชมการแสดงสอบถามได้ที่ สำนักการสังคีต โทร0-2224-1342 หรือเปิดปฏิทินการแสดง http://www.finearts.go.th/performing

 

พัฒนารากเหง้าชาว”เวียงกุมกาม”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/060114/84203

ศิลปวัฒนธรรม
Monday, 6 January, 2014 – 00:00

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม พาไปสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนเวียงกุมกาม จ.เชียงใหม่ บรรยากาศของการจัด “กาดหมั้วครัวฮอม” วันนั้นอยู่ในความทรงจำไปอีกนาน เพราะผู้จัดงานช่วยสืบค้นให้คนในชุมชนได้กลับไปหารากทางวัฒนธรรม รากของแผ่นดินล้านนา เพิ่มพื้นที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมน่าดึงดูดใจตาม “โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนเวียงกุมกามในการนำทุนทางวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ”
เวียงกุมกามเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา และได้ล่มสลายลงเพราะถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อครั้งตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า (พ.ศ.2101-2317) ทำให้นครแห่งนี้ถูกฝังจมใต้ตะกอนดินจนยากฟื้นฟู อุทกภัยครั้งนั้นทำให้แม่น้ำปิงได้เปลี่ยนร่องน้ำไม่ไหลผ่านเวียงกุมกาม เป็นเหตุให้ถูกทิ้งร้างอยู่ใต้พิภพมานับร้อยๆ ปี กลายเป็นเมืองในตำนานเป็นที่กล่าวขานของชาวล้านนา ปัจจุบันเวียงกุมกามถือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ มีชุมชนเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเวียงกุมกามและพื้นที่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนวังตาล ท่าวังตาล หนองผึ้ง หนองหอย
“โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนเวียงกุมกามในการนำทุนทางวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ” นั้น เกิดจากการผนึกกำลังของ สวธ. และผู้คนในชุมชนเวียงกุมกาม ร่วมกันจัดกาดหมั้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในเวียงกุมกาม รักษาวิถีชุมชนเก่าแก่เป็นเมืองเก่าที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่ารกร้าง มีแต่โบราณสถาน มีผู้คนทำมาค้าขาย
ปีที่แล้วกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้เข้าไปส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาพื้นที่เวียงกุมกามตามความต้องการของท้องถิ่น เน้นต่อยอดเอกลักษณ์ของชุมชนสู่มรดกทางวัฒนธรรมอาเซียน เพื่อเปิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มาเที่ยวชม ซื้อสินค้าท้องถิ่นได้ พื้นที่เวียงกุมกามถือว่ามีเอกลักษณ์ แต่ในความเป็นจริงการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวขาดความต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ได้เห็นความพยายามของ วธ.ที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟูเมืองโบราณแห่งนี้เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้คน ใครที่ไม่เคยไปเวียงกุมกาม อยากจะบอกกล่าวให้ไปเที่ยวดู จะพบความสวยงามของการพัฒนาพื้นที่สวยงาม กลมกลืนกับโบราณสถานเก่า วัด เจดีย์เก่าโดยรอบ ปลุกความมีชีวิตในอดีต
ส่วน สวธ.ได้รับมอบหมายให้ทำโครงการและกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพบุคลากรในพื้นที่เวียงกุมกาม ดำรงค์ ทองสม รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า จากการพูดคุยกับชุมชนเวียงกุมกาม มีความต้องการทำกาดหมั้วในพื้นที่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สวธ.จึงจัดอบรมให้แก่ผู้ประกอบการกาดหมั้ว 30 คน พาไปดูงานในพื้นที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อให้ได้กาดหมั้วต้นแบบ ขณะที่ด้านการพัฒนาสินค้าและบริการไปดูงานที่วัดปงสนุก จ.ลำปาง และชุมชนบ้านแม่กำปอง จ.เชียงใหม่ ทั้ง 2 แห่งนี้มีจุดเด่นเรื่องความเสียสละของชาวบ้าน ดำเนินการได้โดยไม่ต้องพึ่งหน่วยงานราชการ
“ศักยภาพของเวียงกุมกามนอกจากงานสถาปัตยกรรมใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ศิลปะยุคสมัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ยังมีมรดกภูมิปัญญาโดดเด่น ถ่ายทอดกันมาในชุมชนและยังคงทำในปัจจุบัน เรื่องของวัฒนธรรมอาหาร การทำโคมล้านนา ตุง การวาดลวดลายล้านนา การนวดแผนไทยแบบเวียงกุมกาม แล้วยังมีการนำสมุนไพรพื้นบ้านมาใช้นวดเพื่อสุขภาพ สวธ.ก็ช่วยพัฒนาให้สินค้าและบริการนี้ได้มาตรฐานทางการท่องเที่ยว” ดำรงค์ย้ำพัฒนาบนทุนทางวัฒนธรรม
เวียงกุมกามจะพัฒนาเป็นเมืองวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวได้สำเร็จ รองอธิบดี สวธ.เผยหัวใจสำคัญต้องทำความเข้าใจกับหลายหน่วยงาน ทั้งจังหวัด ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา และประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันพัฒนาโดยไม่ลืมอดีต มีการแบ่งปันผลประโยชน์เท่าเทียมเพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน ขณะนี้เราพยายามจะทำให้เวียงกุมกามเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชีวิตในตัวเอง
ด้าน พระอธิการวีรเดช สนติกาโล เจ้าอาวาสวัดช้างค้ำ กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมา ชุมชนเวียงกุมกามมีบทเรียนที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่ยั่งยืน ภาครัฐลงโครงการ/กิจกรรมที่ชาวบ้านไม่ต้องการ ให้แต่ของใหม่ๆ แต่การดำเนินการครั้งนี้ของ วธ. รับฟังเสียงของชุมชน เน้นนำทุนทางวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่า เพราะเรามีของดีเยอะ ทั้งโบราณสถานและประเพณี วัฒนธรรม แต่ขาดการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ทั่วถึง ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการชุมชนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมรถม้า รถรางนำชม กาดหมั้ว มัคคุเทศก์ ฯลฯ เพื่อให้เกิดระบบการบริหารและจัดการโดยชุมชน รองรับกิจกรรมที่หน่วยงานรัฐจะเข้ามาดำเนินการ เราต้องการความเป็นหนึ่งเดียวกัน เชื่อว่าความยั่งยืนรออยู่ ขณะเดียวกันชวนคนในชุมชนค้นหารากเหง้า โดยเฉพาะเยาวชน มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์เวียงกุมกามอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีทั้งในและนอกห้องเรียน
ขณะที่ สวิง ศรีจัย เจ้าของกิจการนวดแผนไทยแบบเวียงกุมกามในวัดช้างค้ำ ฉายา “ป้าสวิง มือเทวดา” 1 ใน 20 หมอนวดแผนไทยร่วมกิจกรรม “การพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้นำการนวดแผนไทย” ที่สมาคมแพทย์แผนไทย จ.เชียงใหม่ และศึกษาดูงานการใช้ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยในการรักษาและบำบัดโรคที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต วัดทุ่งบ่อแป้น จ.ลำปาง เปิดใจว่า ร้านนวดเปิดบริการนักท่องเที่ยวในวัดนี้มา 11 ปีแล้ว นวดด้วยสูตรเวียงกุมกามโบราณ เน้นแก้เส้น เหยียบเปิดเส้นเลือดที่โคนขาและน้ำเหลือง แล้วยังมีนวดเพื่อผ่อนคลาย ที่ร้านมีหมอนวดอีก 3 คน รวมตอกเส้น รายได้สูงสุด 40,000 บาทต่อเดือน ในหน้าเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง ต่ำสุด 7,000 บาท
“ตัดสินใจร่วมอบรม เพราะอยากได้รับความรู้ด้านการนวดใหม่ๆ จะได้รุ่งๆ ก็ได้อบรมการนวดแผนไทยรักษาโรคกระดูกทับเส้นประสาทคอ เทคนิคนวดไทยมีเยอะ เรานำสิ่งดีจากบรรพบุรุษเรื่องแนวเส้นที่ทำให้เกิดเจ็บป่วย มาเรียนรู้เพิ่มเติมก็ได้ความรู้ไปต่อยอด” ป้าสวิง มือเทวดา บอกเกิดประโยชน์จริงๆ
ทั้งยังเป็นตัวแทนชุมชนเวียงกุมกามกล่าวเห็นด้วยกับการพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม หากกาดหมั้วเป็นที่นิยม จัดได้จริง จะเพิ่มนักท่องเที่ยว ร้านนวดก็มีรายได้มากขึ้น หมอนวดในชุมชนได้กลับมาทำงานในพื้นที่ ไม่ไปกระจุกตัวร้านนวดที่ถนนท่าแพ หรือถนนวัวลายในเมือง ขอบคุณคนในชุมชนและหลายหน่วยงานที่อนุรักษ์และฟื้นฟูเมืองใต้พิภพให้กลับมางดงาม.

 

80 ปีกำแพงกาลเวลาธรรมศาสตร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/x-cite/271213/83921

ศิลปวัฒนธรรม
Friday, 27 December, 2013 – 00:00

ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2477 นายปรีดี พนมยงค์ ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อการศึกษาด้านกฎหมายและการเมืองสำหรับประชาชนทั่วไป โดยใช้ชื่อในขณะนั้นว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และมีประวัติศาสตร์ผูกพันกับพัฒนาการทางการเมืองและความเป็นไปของชาติ ตลอดจนเรื่องของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ได้ประสาทความรู้แก่ประชาชนตั้งแต่อดีต และผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคมมาอย่างยาวนานกว่า 8 ทศวรรษแล้ว
รากเหง้าที่แท้จริงของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือ การมีบทบาทต่อการเมืองในประเทศมาตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของอาจารย์ปรีดี ที่หวังให้ธรรมศาสตร์มีหน้าที่ผลิตคนให้เข้าใจในการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศยังไม่เข้าใจในระบบการปกครองรูปแบบใหม่ ธรรมศาสตร์จึงถือว่าควรเป็นสถาบันการศึกษาที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้าใจระบอบการปกครองและการเมือง นับเป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งมาโดยตลอด
ในวาระครบรอบ 80 ปีนั้น ที่ลานปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ จึงมีการจัดงานพิเศษ โดยมี รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร เป็นประธานคณะกรรมการโครงการจัดกิจกรรม ในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้แนวคิดหลัก “8 ทศวรรษ อภิวัฒน์สังคมไทย” ซึ่งหมายถึงการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้อยู่เคียงข้างสังคมไทยมาโดยตลอด ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความเติบโตของสังคมทุกมิติ โดยมหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรมมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2556 ไปจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2557
รวมทั้งมีการจัดเวทีเสวนานานาชาติเชิงวิชาการ โดยได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ อาทิ ดร.มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย และ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน
แต่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่นิทรรศการ “กำแพงกาลเวลา” เป็นการเล่าประวัติศาสตร์​ เหตุการณ์สำคัญๆ ของมหาวิทยาลัย โดยใช้เอกสารจดหมายเหตุ ภาพถ่ายและข้อมูล โดยจัดแสดงบน “กำแพงชรา” อายุกว่า 2 ทศวรรษของกำแพงวังหน้าส่วนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ เนื้อหาของนิทรรศการจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ภาพจดหมายเหตุ 82 ชิ้นงาน จัดแสดงรูปภาพเหตุการณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในรอบ 80 ปี ตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ส่วนที่ 2 Augmented Reality/ QR Code จำนวน 13 จุด ดังนี้ 1.ลานโพธิ์ 2.ลานปรีดี 3.ตึกโดม 4.กำแพงวังหน้า 5.อาคารอเนกประสงค์และสนามฟุตบอล 6.กำแพงเก่า-ปืนใหญ่-ประตูสนามหลวง 7.หอประชุมใหญ่ 8.ต้นยูงทอง 9.สวนประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 10.พระพุทธธรรมทิฐิศาสดา 11.ศาลสิงโตทอง 12.จิ๊งหน่อง (คณะศิลปศาสตร์) 13.ตราธรรมจักร
และยังมีนิทรรศการออนไลน์ เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญผ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรืออีบุ๊ก โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 6 เล่ม ได้แก่ 1.ฉันรักธรรมศาสตร์ 2.หลักสูตรในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต 3.ความเป็นนานาชาติ 4.เกียรติประวัติ ผลงาน 5.ศิษย์เก่าดีเด่น และ 6.ทิศทางธรรมศาสตร์ โดยจะจัดตั้งจอ LCD ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ไว้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
นอกจากนี้มีการจัดทำอัลบั้มเพลงธรรมศาสตร์ชุดพิเศษ “เฉิดฉายโดม” ซึ่งนำบทเพลงอัดแน่นด้วยความหมายและความทรงจำของชาวธรรมศาสตร์จำนวน 24 เพลง มาเรียบเรียงและขับร้องใหม่เป็นเพลงประสานเสียงและดนตรีออร์เคสตร้า เนื่องจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเพลงมากที่สุดในประเทศไทย ทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ เพลงที่แต่งโดยสุนทราภรณ์ เพลงที่ใช้เพลงไทยเดิมมาใส่เนื้อร้องใหม่ และยังมีเพลงที่แต่งขึ้นเองโดยนักศึกษาและศิษย์เก่าหลายยุคหลายสมัยจำนวนมาก ซึ่งทุกๆ เพลงมีความไพเราะ และหลายเพลงเป็นเพลงอมตะสำหรับชาวธรรมศาสตร์ อาทิ เพลงโดมในดวงใจ เพลงธรรมศาสตร์รักกัน เป็นต้น รวมถึงจัดทำเหรียญที่ระลึก 3 บูรพาจารย์ ได้แก่ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์, ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์, ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นภาพนูนต่ำ ซึ่งทุกเหรียญขัดด้วยมือ เงินแท้ รมดำพ่นทรายแบบพิเศษ ผลิตโดยกรมธนารักษ์ มีจำนวน 500 เหรียญ และเนื้อทองแดงรมดำ 5,000 เหรียญ รวมทั้งจัดทำดวงตราไปรษณียากรชุดพิเศษครบรอบ 80 ปี ธรรมศาสตร์
การจัดกิจกรรมทั้งหมดนี้เป็นการผนึกกำลังความร่วมมือของคนธรรมศาสตร์หลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ คณะวิชา สำนัก สถาบัน ศิษย์ปัจจุบัน เครือข่ายศิษย์เก่า และบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดย ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. ได้กล่าวไว้หลังการเปิดงานว่า 80 ปีของ มธ.เป็น 80 ปีที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง มธ.ได้พิสูจน์ให้ประชาคมโลกได้เห็นแล้วว่าเราได้ดำรงสืบทอดอุดมการณ์ท่านปรีดี พนมยงค์ ที่ธรรมศาสตร์ต้องเป็นบ่อน้ำบำบัดความกระหายให้แก่ราษฎร โดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศด้วยการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
“ดังนั้นงาน 80 ปี ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ มธ.ได้มีโครงการพัฒนาด้านวิชาการให้ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของ มธ. หรือคนธรรมศาสตร์เท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยยังต้องดูแลคนในประเทศด้วย” อธิการบดีกล่าว
พร้อมกับบอกว่า ปัจจุบันการเรียนการสอนในธรรมศาสตร์ไม่เพียงแต่โดดเด่นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือกฎหมายเท่านั้น แต่มีการพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนการสอนในสาขาอื่น และเป็นที่นิยมของเด็กรุ่นใหม่ในการสมัครเข้ามาเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อก่อนนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีเพียงไม่กี่คณะ แต่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 25 คณะ ต้องยอมรับว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนครบทุกสาขาอาชีพ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่แล้วมีการเปิดคณะเภสัชศาสตร์เป็นครั้งแรก และผลตอบรับที่ได้มาคือคะแนนการสอบแอดมิชชั่นของคณะดังกล่าวสูงสุดของประเทศ นอกจากนี้ยังมีคณะที่มีความแตกต่างและเป็นที่แห่งเดียวจากที่อื่น 23 คณะของเรามีการเปิดสอนภาคภาษาอังกฤษด้วย ยกเว้นคณะศิลปกรรมศาสตร์ และคณะสังคมวิทยา อาทิ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิริธร, วิทยาลัยแพทย์นานาชาติจุฬาภรณ์ ซึ่งเป็นของคณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น
“อีกหลายปีข้างหน้าต่อจากนี้ยังมีโครงการอีกหลายชิ้นที่ต้องมีการดำเนินการ มีโครงการใหญ่ที่จะทำในปีหน้าคือ โครงการที่จะขุดชั้นใต้ดินในมหาวิทยาลัย เพื่อแก้ปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอของคนในธรรมศาสตร์ รวมถึงรถทัวร์ของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมบริเวณในเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งจะขุดทำเป็นอุโมงค์ตั้งแต่ถนนราชดำเนินมาถึงธรรมศาสตร์ ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาเรื่องรถเท่านั้น แต่จะมีจัดโซนให้ขายของ โอท็อป และทำพิพิธภัณฑ์ของเก่า เพราะเมื่อมีการขุดแล้วอาจจะพบสิ่งของต่างๆ มากมาย เช่น เมื่อหลายปีก่อนมีการขุดพบปืนใหญ่ เป็นต้น ทั้งนี้ จะนำเสนอโครงการนี้ในปีหน้า” อธิการบดี มธ.กล่าว
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอเชิญชวนศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และประชาชนทั่วไป ร่วมกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในในเดือนธันวาคม-มกราคม ศกหน้า และยังสามารถติดตามกิจกรรมอื่นๆ ที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นวันสถาปนามหาวิทยาลัยที่ครบรอบ 80 ปี.