Category Archives: ไทยรัฐออนไลน์

กวดสกัดเครื่องไฟฟ้าคุณภาพต่ำ เข้มสินค้าเกษตรปลอดภัย กิน “ถั่วลิสง-ผลไม้รมก๊าซ” สบายใจ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504317

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2558 06:30

 

นายหทัย อู่ไทย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีตรามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง, กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มของเล่นเด็ก รวมไปถึงผลิตภัณฑ์หมวกกันน็อก เพราะสินค้าเหล่านี้กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างรุนแรง ล่าสุด ในรอบ 7 เดือนแรก ของปีงบประมาณ 2558 (ต.ค.57-พ.ค.58) ได้จับกุมผู้ประกอบการไปแล้ว 102 ราย ส่วนใหญ่ 90% เป็นร้านจำหน่าย ส่วนที่เป็นโรงงานผลิตมีประมาณ 5-6% รวมทั้งยังได้ร่วมกับกรมศุลกากรในการตรวจจับสินค้านำเข้า หากพบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็จะสืบไปตามจับจนถึงโกดังและผู้นำเข้ารายใหญ่ เพื่อปราบปรามไปจนถึงต้นตอ

“สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานแม้จะมีมูลค่ารวมไม่กี่ล้านบาท แต่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง เช่น ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าราคาไม่กี่สิบบาท แต่หากเกิดเพลิงไหม้ ก็มีความเสียหายกว่าร้อยล้านบาท และอาจถึงขั้นเสียชีวิต”

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า มกอช.ได้เร่งปรับปรุงมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยได้เตรียมที่จะออกมาตรฐานใน 10 ด้าน ได้แก่ 1.เมล็ดถั่วลิสง จะมีมาตรฐานปริมาณอะฟลาทอกซิน 2.หลักเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 3.การปฏิบัติที่ดีสำหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ 4.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะลูกกุ้งทะเลปลอดโรค 5.การปฏิบัติที่ดีในการขนส่งซากสัตว์และเนื้อสัตว์ 6.การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตเชื้อเห็ด 7.ข้าวอินทรีย์ 8.การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าว 9.สินค้าเกษตรแช่เยือกแข็ง และ 10.การปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดีสำหรับท่าเทียบเรือ สะพานปลา แพปลาและตลาดกลางซื้อขายสัตว์น้ำ

“มาตรฐานทั้ง 10 ด้านนี้ จะต้องนำเสนอต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เพื่อให้ประเทศสมาชิกได้ตรวจสอบท้วงติง ซึ่งล่าสุดได้เสนอเข้าดับเบิลยูทีโอไปแล้ว 2 มาตรฐาน คือ ถั่วลิสงและการรมผลไม้สด ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายในปี 2558 และจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งหากไทยสามารถยกระดับทั้ง 10 รายการให้ได้ตามมาตรฐานแล้ว ก็จะช่วยให้ผู้ซื้อมั่นใจและมียอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น”.

 

เที่ยวไทยทะลุกัมพูชา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504314

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2558 06:15

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้ขยายความร่วมมือระดับทวิภาคีกับประเทศกัมพูชา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างกันภายใต้แคมเปญ Two Kingdoms One Destination ซึ่งเป็นการจับคู่ประเทศที่ 2 ต่อจากพม่า มีกรอบเวลาการส่งเสริมตลาดร่วมกันตั้งแต่ปี 2558-2560 โดยกำหนดเส้นทางไว้เบื้องต้น ได้แก่ กรุงเทพฯ-ระยอง-ตราด-เกาะกง-สีหนุวิลล์-กัมปอต-พนมเปญ-กรุงเทพฯ และ กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ-ปอยเปต-พระตะบอง-เสียมราฐ-พนมเปญ-กรุงเทพฯ เป็นต้น โดยหวังจะกระตุ้นตลาดใน 3 ระดับ คือ 1.ขยายการเดินทางแลกเปลี่ยนระหว่างนักท่องเที่ยวไทยและกัมพูชา พร้อมทั้งหารือว่ามีข้อติดขัดเรื่องกฎระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางระหว่างกันหรือไม่อย่างไร 2.ขยายการเดินทางจากประเทศอาเซียนอื่นๆมายังไทยและกัมพูชา 3.กระตุ้นนักท่องเที่ยวจากนอกภูมิภาค โดยจะมีการนำเสนอสินค้าร่วมกัน

ซึ่งหลังจากความร่วมมือกับกัมพูชาแล้ว จะขยายผลความร่วมมือทวิภาคีไปยังมาเลเซียเป็นประเทศที่ 3 โดยมีจุดขายเส้นทางท่องเที่ยวผ่านทางสุไหงโก-ลก รวมถึงการวางโปรแกรมท่องเที่ยวดำน้ำร่วมกัน เนื่องจากทั้งไทยและมาเลเซียมีทรัพยากรทางทะเล และเป็นจุดหมายของนักดำน้ำที่ทั่วโลกให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น และหลังจากจบการเจรจากับมาเลเซียแล้ว อาจจะเข้าหารือกับเวียดนามเป็นลำดับต่อไป เพราะเห็นว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้วยฐานประชากรจำนวน 90 ล้านคน ซึ่งการร่วมมือกับทุกประเทศ จะพยายามกระตุ้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนไทย ด้วยการจัดเวทีเจรจาธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยายธุรกิจกับคู่ค้าในประเทศอาเซียนด้วย.

 

หุ้นสหรัฐฯพุ่งแรง จากความหวังเรื่องข้อตกลงเงินช่วยเหลือกรีซ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504334

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มิ.ย. 2558 06:05

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแรงในวันพุธ หลังจากผู้นำของประเทศเยอรมนี และฝรั่งเศสเข้าหารือกับผู้นำกรีซ จุดประกายความหวังว่ามาจากข้อตกลงเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลือแก่กรีซ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 10 มิ.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 236.36 จุด หรือ 1.33% ปิดที่ 18000.40 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 25.05 จุด หรือ 1.20% ปิดที่ 2105.20 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 62.82 จุด หรือ 1.25% ปิดที่ 5076.69 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯได้รับแรงหนุนในช่วงบ่ายจากข่าว นายกรัฐมนตรี อันเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี และประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ โอลลองด์ แห่งฝรั่งเศส เข้าพบกับนายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ซีปราส แห่งกรีส นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป-ละตินอเมริกา จุดประกายความหวังว่ามาจากข้อตกลงเกี่ยวกับการให้เงินช่วยเหลือแก่กรีซ

 

แบงก์พาณิชย์อุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล บัวหลวงพร้อมจ่าย กสทช.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504312

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2558 06:01

วีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

แบงก์กรุงเทพยันจ่ายเงินงวด 2 ของ “ไทยทีวี–โลก้า” ให้ กสทช.หากข้อทักท้วงจากกลุ่มทีวีพูลไม่มีเหตุผลเพียงพอยอมรับธุรกิจทีวีดิจิตอลลงทุนระยะยาว พร้อมเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการให้อยู่รอด ส่วนแบงก์กสิกรมองภาพรวมยังไม่น่ากังวล ผู้ประกอบการรายใหญ่รอดยันปล่อยกู้ 5 ช่อง 5 พันล้าน ยังชำระหนี้ปกติ

นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมยื่นหนังสือทวงเงินมายังธนาคารกรุงเทพ จำกัด ในฐานะเป็นผู้ออกแบงก์การันตีให้กับช่องไทยทีวี และโลก้าของกลุ่มทีวีพูล ว่า ธนาคารพร้อมที่จะปฏิบัติตามขั้นตอน หากช่องไทยทีวี และโลก้า ไม่สามารถชำระเงินค่าสัมปทานงวดที่ 2 ให้กับ กสทช. ในฐานะผู้ออกแบงก์การันตี เมื่อได้รับจดหมายจาก กสทช. ก็จะแจ้งไปยังไทยทีวีและโลก้า และหากไม่มีข้อทักท้วง ธนาคารก็พร้อมชำระเงินให้ กสทช.ทันที แต่หากมีข้อทักท้วงก็จะพิจารณาตามเหตุและผลหรือไม่ หากไม่มีเหตุผลเพียงพอ ธนาคารก็จ่ายเงินแทน จากนั้นจะไปทวงถามกับไทยทีวีและโลก้า หรือเปลี่ยนสภาพจากแบงก์การันตีเป็นสินเชื่อ

“การอนุมัติสินเชื่อให้กับธุรกิจทีวีดิจิตอล ธนาคารพิจารณาความเสี่ยงของธุรกิจอย่างรอบครอบ และมีการพิจารณาทุกมุม หากเกิดความเสี่ยงจะป้องกันอย่างไร และหลักประกันเป็นอย่างไร ครอบคลุมมูลหนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เป็นที่รับรู้อยู่แล้วว่าธุรกิจทีวีดิจิตอลเป็นการลงทุนระยะยาว ช่วง 3 ปีแรกของการประกอบธุรกิจทำกำไรได้ยากมาก”

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นของช่องไทยทีวีและโลก้า ธนาคารไม่ได้มีข้อวิตกกังวลอย่างไร เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาทั้ง 2 ช่อง ยังชำระหนี้ให้กับธนาคารเป็นปกติ ขณะเดียวกัน ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลหลายราย ธนาคารได้เข้าไปช่วยเหลือลูกค้า พร้อมดูแลในเรื่องของกระแสเงินสดหมุนเวียน ซึ่งลูกค้าทุกรายยังชำระสินเชื่อเป็นปกติ ยังไม่มีลูกค้ารายใดเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)

ด้านนายจงรัก รัตนเพียร รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจทีวีดิจิตอลยังไม่น่ากังวล สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปในระยะยาวได้ โดยเรตติ้งจากผู้ชมเริ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีความชำนาญในด้านการผลิตคอนเทนต์เป็นหลัก มีฐานะการเงินและวางแผนการดำเนินธุรกิจที่ดี ทำให้เรียกเรตติ้งจากผู้ชมจนมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับต้นๆ และในอนาคตยังสามารถได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นจากรายอื่นที่ไม่รอด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ยังพอมีศักยภาพแข่งขันได้ เริ่มปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ตอนนี้เริ่มปรับกลยุทธ์มาต่อสู้กับเจ้าตลาดเดิม

ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารปล่อยสินเชื่อกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล 5 ไลเซนส์ จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เป็นวงเงินสินเชื่อรวมประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 1,000 ล้านบาทต่อราย ได้ผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงผู้กู้ตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร และธนาคารได้จัดแพ็กเกจโดยออกหนังสือค้ำประกันทางการเงินในการเข้าประมูลไล-เซนส์ของ กสทช.และจัดสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน 3 ปี โดยช่วงที่ผ่านมาและขณะนี้ธนาคารเข้าไปประเมินถึงกระแสเงินสดทุกรายและพร้อมเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้ แต่พบว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังไม่มีปัญหา บางรายทำเรตติ้งได้ดีและสามารถทำกำไร ดังนั้น ธนาคารยังไม่มีความจำเป็นต้องสำรองเพิ่มแต่อย่างใด

สำหรับกรณีที่ กสทช.กำลังเดินหน้าเสนอ คสช. ใช้มาตรา 44 แก้กฎหมายขายไลเซนส์ทีวีดิจิตอลนั้น หาก กสทช.สามารถใช้วิธีการดังกล่าวได้จริง อุตสาหกรรมนี้ยังมีความน่าสนใจลงทุนในระยะยาว และมีส่วนช่วยเอ็นพีแอลที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะทำให้ได้คนที่เหมาะสมเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ ได้ไลเซนส์ไปดำเนินธุรกิจแทน.

 

แนะวิธีเด็ดป้องกันโจรตู้เอทีเอ็ม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/503271

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มิ.ย. 2558 06:01

เพราะภัยใกล้ตัวมีมาก แค่ “ระวัง” อย่างเดียวคงไม่พอ

ลองนึกภาพตามเล่นๆ ว่า ระหว่างที่เรากดเอทีเอ็ม อยู่ๆ ก็มีมิจฉาชีพเจ้ากรรมที่ไม่ได้เชื้อเชิญมาช่วงชิงกระเป๋าหรือทรัพย์สินไปต่อหน้าต่อตา โดยที่เราไม่ทันตั้งรับ…เราจะทำอย่างไร?

หรือขณะที่กำลังตอบแทนตัวเองจากความเหนื่อยล้าในการทำงาน ด้วยการช็อปปิ้ง อย่างเพลิดเพลินใจ ก็โดนมือดีฉก ล้วง หรือเนียนกรีดกระเป๋า ขโมยของๆ เราไป โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเสียด้วยซ้ำ…เราจะทำอย่างไร?

และเมื่อมองข้ามช็อต เราอาจโชคร้าย โดนมิจฉาชีพเอาบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ไปรูดใช้จนเต็มวงเงิน งานนี้อาจถึงขั้นเจ็บตัว เจ็บใจ และเจ็บแบบจนๆ กันเลยทีเดียว เพราะเงินที่อุตส่าห์หามาก็ยังไม่ทันได้ใช้ แถมยังต้องตามชดใช้หนี้สินอีกต่างหาก

เหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นจริงในสังคม เราจึงต้องป้องกัน และระวังให้ดี นอกจากนั้น ประกันภัยก็ยังเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยจัดการความเสี่ยงและช่วยแบ่งเบาภาระความเสียหายได้

นอกจากประกันความเสียหายทางการเงินเมื่อบัตรต่างๆ ที่ถูกโจรกรรม รวมถึงเงินที่ถูกจี้ปล้นจากการกดเงินที่ตู้ ATM แล้ว ประกันภัยยังให้ความคุ้มครองคุณจากอุบัติเหตุ และปกป้องข้อมูลสำคัญในโทรศัพท์มือของคุณหากสูญหายหรือถูกขโมยได้อีกด้วย

การทำประกันภัยกับบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์การบริหารจัดการที่ยาวนาน และมีเครือข่ายทั่วทุกมุมโลก ไม่เพียงแต่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อฉล แต่ยังช่วยคุ้มครองเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินและให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ

เช่น บริการสำรองเงินสดฉุกเฉินเพื่อชำระค่าโรงแรม บริการจัดหาตั๋วเครื่องบินใหม่ในกรณีฉุกเฉิน บริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับบริการทางการแพทย์และกฎหมายทั่วโลก

อย่าคิดว่าจะไม่เกิด เพราะเรื่องร้ายอยู่ใกล้มากกว่าที่คุณคิด

อุ่นใจคลายกังวลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ด้วยความคุ้มครองจากโครงการ OnGuard ข้อมูลเพิ่มเติม www.onguard.tnionline.com

 

ตลาดหลักทรัพย์ชวนญี่ปุ่นลงทุนหุ้นไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504311

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2558 05:45

นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ต้นเดือน ก.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์จะร่วมกับ บล.โนมูระ พัฒนสิน นำบริษัทจดทะเบียนไทยไปให้ข้อมูล (โรดโชว์) ให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น รวมทั้งได้ร่วมกับบริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย เพื่อเชิญชวนให้บริษัทในญี่ปุ่นที่ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย มาใช้เครื่องมือในตลาดทุนไทยเป็นช่องทางในการระดมทุน ภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้ธุรกิจต่างประเทศเข้ามาระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้

รวมถึงการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขาย 2 ตลาด (ดูโอลิสติ้ง) โดยเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยด้วยและการตั้งกองทุนอินฟราฟันด์ ทรัสต์ (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน) ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนญี่ปุ่นแสดงความสนใจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลมากถึง 400-500 บริษัท เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาส่วนใหญ่ระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้ผ่านตลาดตราสารหนี้มากกว่าโดยได้ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ เพราะบริษัทเหล่านี้ได้รับการจัดอันดับระดับ AAA แต่เมื่อ ก.ล.ต.เปิดโอกาสให้มีเครื่องมือการระดมทุนที่หลากหลาย ทางผู้ประกอบการเหล่านี้จึงเริ่มให้ความสนใจ

“บริษัทหรือธุรกิจญี่ปุ่นทั้งโตโยต้า ฮอนด้า หรือบริษัทอื่นๆที่มาตั้งฐานการผลิตในไทย หรือมีห่วงโซ่การผลิตในประเทศไทย เริ่มอยากเข้ามาระดมทุนในไทย หลัง ก.ล.ต.เปิดโอกาสให้บริษัทข้ามชาติมีเครื่องมือการระดมทุนผ่านตลาดทุนที่หลากหลายได้มากขึ้นซึ่งนอกจากผู้ประกอบการญี่ปุ่นแล้ว กลุ่มประเทศที่มีโอกาสใช้ตลาดทุนไทยเป็นเครื่องมือระดมทุนน่าจะเป็นประเทศที่มีธุรกิจในไทยจำนวนมาก เช่น จีน ด้วย”.

 

เคาะแผนปฏิรูปท่องเที่ยวไทย “ธนะศักดิ์” วางเป้ารายได้ปี 60 แตะ 2.5 ล้านล้าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504310

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2558 05:30

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การปฏิรูปท่องเที่ยวไทยปี 2558-2560 โดยเน้นเรื่องของคุณภาพนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ เน้นการกระจายรายได้ และสร้างความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแผนต้องการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้มากถึง 2.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่คาดว่าจะมีรายได้ 2.2 ล้านล้านบาท โดยจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.เห็นชอบภายในเดือน มิ.ย.นี้

“ในแผนยุทธศาสตร์นี้มีสิ่งที่เน้นคือ การกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วย โดยเฉพาะการใช้สินค้าในท้องถิ่นให้มากขึ้น เช่น โรงแรม เดิมที่เคยแจกคิทแคต ก็อาจเปลี่ยนมาเป็นแจกข้าวหลามให้ผู้ที่เข้ามาพักแทน ซึ่งช่วยเหลือภาคเกษตรของไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย ขณะเดียวกัน ด้านการตลาดยังเน้นเจาะตลาดมุสลิมที่มีอัตราการเติบโตสูง และเพิ่มระยะเวลาการอยู่เที่ยวในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติให้นานขึ้นจากเดิม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามแผนดังกล่าว วางเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2560 ที่ 2.5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1.6 ล้านล้านบาท และภายในประเทศ 900,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2559 วางเป้าหมายรายได้ 2.3 ล้านล้านบาท มาจากต่างประเทศ 1.5 ล้านล้านบาท ภายในประเทศ 800,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2558 มีเป้าหมายรายได้รวม 2.2 ล้านล้านบาท มาจากต่างประเทศ 1.4 ล้านล้านบาท และภายในประเทศ 800,000 ล้านบาท ซึ่งการไปสู่เป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการท่องเที่ยวใน 3 ด้านคือ ด้านการตลาด ด้านการบริหารจัดการ และด้านการพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยว.

 

“ขสมก.” เตรียมเคลียร์หนี้น้ำมัน ปตท. คุยฟุ้งมั่นใจฐานะการเงินปีหน้าดีขึ้น!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504309

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2558 05:15

นายนเรศ บุญเปี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ขสมก.มียอดหนี้ค้างชำระน้ำมันเชื้อเพลิงกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,600 ล้านบาท เป็นเงินต้น 1,200 ล้านบาท ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่ปี 2552 ในส่วนของเงินต้นคาดว่าจะต้องรอเงินชดเชยจากรัฐบาลในโครงการรถเมล์ฟรีและบริการเชิงสังคม ซึ่งจะได้รับงบประมาณในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อนำมาชำระหนี้ในส่วนนี้ ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระจะมีการเจรจาเพื่อขอปรับลดและผ่อนชำระด้วย

นายนเรศกล่าวว่า หลังจากที่ ขสมก.ชำระคืนเงินต้นแล้ว จะมีการเจรจากับ ปตท.เพื่อขอให้พิจารณาผ่อนผันหรือขอปรับลดภาระดอกเบี้ยค้างจ่าย โดยจะมีการพิจารณาผลประกอบการประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า หากมีการนำรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน เข้าให้บริการจะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ทางการเงินของ ขสมก.ดีขึ้น ส่วนหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระจะสามารถชำระคืนได้ภายในปีงบประมาณ 2559 นี้อย่างแน่นอน

นายนเรศกล่าวว่า ในส่วนของหนี้ค่าซ่อมบำรุงรถเมล์ของ ขสมก.นั้น จะมีการพิจารณาจัดสรรจากเงินอุดหนุนโครงการรถเมล์ฟรีและบริการเชิงสังคม และจะต้องหาแนวทางในการชำระหนี้ในส่วนนี้ ส่วนค่าซ่อมรถเมล์ปรับอากาศทาง ขสมก.มีการชำระเงินค่าซ่อมอยู่แล้ว

ด้านนางปราณี ศุกระศร รักษาการ ผอ.ขสมก. กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดซื้อรถโดยสารใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง 489 คัน วงเงิน 1,784.85 ล้านบาท ว่า ขสมก.จะเสนอให้บอร์ด ขสมก.ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ เพื่อขออนุมัติในการลงนามกับกลุ่มบริษัทร่วมค้าเจวีซีซี ที่มีบริษัท ช.ทวีดอลลาเซียน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ชนะประมูล พร้อมกำหนดวันลงนามในสัญญาวันที่ 15 มิ.ย. หรือไม่เกินวันที่ 16 มิ.ย.นี้ ซึ่งการลงนามในสัญญาจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ สัญญาจัดซื้อรถ 489 คัน และสัญญาซ่อมบำรุงระยะ 10 ปี.

 

รอลุ้นหวยใหม่ เลขสามตัวหน้า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504135

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มิ.ย. 2558 05:01

“คนจน ชอบเล่นหวย คนรวย ชอบเล่น หุ้น” สัจธรรมดังว่า แม้จะพูดกันมาหลายสิบปีวันนี้ยังคงจริง

ดร.ฐนิตพงศ์ ชื่นภิบาล แห่ง บลจ.กรุงศรี จำกัด เคยเขียนถึงโอกาสในการถูกรางวัลจากการซื้อลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล เปรียบเทียบกับการเล่นหุ้น ไว้ในคอลัมน์ “Money Cafe” กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 มีนาคม 2557 เอาไว้น่าคิด

เขาบอกว่า โอกาสที่ผู้ซื้อสลากฯในประเทศไทย จะถูกเงินรางวัลเลขท้าย 2 ตัว มีอยู่เพียง 1 ใน 100 หรือแค่ 1% เท่านั้น

ฐนิตพงศ์บอกว่า มองในมุมกลับ โอกาสที่ผู้เสี่ยงโชคจะผิดหวัง หรือไม่ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว มีอยู่สูงถึง 99%

แม้ว่าผู้ชอบเสี่ยงโชคทั้งหลายจะรู้ดีว่าโอกาสพลาดรางวัลมีอยู่สูงลิบ แต่ต้องไม่ลืมว่า การพนันเป็นสินค้าเสพติด (Addictive Goods) อย่างหนึ่ง และผู้ที่ชอบเสี่ยงโชคจากการพนัน คือ ผู้ที่มักต้องการหาความสุข หรือความตื่นเต้นเร้าใจจากการได้ลุ้น ฉะนั้นมีหรือจะอดใจได้

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับโอกาสที่จะถูกรางวัลที่ 1 ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่สุด ที่นักเสี่ยงโชคซื้อสลากฯทุกคนใฝ่ฝัน กลับยิ่งเหลืออยู่น้อยนิดลงไปอีก เพียงแค่ 0.0001% เท่านั้น

ฐนิตพงศ์บอกว่า หากยึดตามหลักเกณฑ์ มีสลากกินแบ่งฯที่ ถูกรางวัลที่ 1 ทั้งสิ้นรวม 70 ชุด (35 คู่) ถูกกระจายออกไปยังผู้ซื้อจำนวน 35 คน คนละ 1 คู่ ผลก็คือ ในแต่ละงวดจะมีผู้ถูกรางวัลที่ 1 ทั้งหมดรวม 35 คน

เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ จากการสำรวจของกรมการปกครอง ระบุว่า ล่าสุดมีอยู่ราวๆ 65 ล้านคน หากคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ 35 คน ใน 65 ล้านคน ก็ยิ่งเห็นชัด โอกาสที่ผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล จะถูกรางวัลที่ 1 ยิ่งริบหรี่เพียงแค่ 0.00005% เท่านั้น

อาจารย์ฐนิตพงศ์ตั้งโจทย์ให้ขบคิดกันเล่นต่อว่า หากผู้เสี่ยงโชค นำเงินที่ซื้อสลากฯทุกงวด (ทั้งงวดวันที่ 1 และวันที่ 16 ของแต่ละเดือน) ซื้อสลากฯงวดละ 10 คู่ 10 หมายเลขที่ต่างกัน ในราคาคู่ละ 100 บาท (ปัจจุบันห้ามขายเกินคู่ละ 80 บาท)

เท่ากับว่าในแต่ละเดือนนักเสี่ยงโชคผู้นั้น ใช้เงินลงทุนซื้อลอตเตอรี่ เดือนละ 2,000 บาท

หากเขาปฏิบัติเช่นนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่งวดวันที่ 16 ม.ค.2547 จนถึงงวดวันที่ 31 ธ.ค.2556 รวมระยะเวลา 10 ปี หรือ 240 งวด จะต้องใช้เงินลงทุนเสี่ยงโชคซื้อสลากฯไปรวมทั้งสิ้น 240,000 บาท

ฐนิตพงศ์บอกว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน สมมติว่าเปลี่ยนจากการซื้อสลากฯ โดยนำเงินก้อนดังกล่าว ไปลงทุนเล่นหุ้น แทน ในอัตราเดือนละ 2,000 บาททุกเดือน เป็นเวลา 10 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 240,000 บาท เท่ากัน

“ผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในหุ้น เมื่อคิดจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงเวลาเดียวกัน จะเพิ่มขึ้นจาก 240,000 บาท เป็น 396,219 บาท และเมื่อรวมกับเงินปันผล จะได้ผลตอบแทนรวมเมื่อคิดจากดัชนีผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทย เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 502,472 บาท”

ดร.ฐนิตพงศ์คำนวณให้เห็นว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นดังกล่าว เมื่อเทียบกับการนำเงินก้อนเดียวกัน ในระยะเวลาเดียวกันไปเสี่ยงโชค มีผลเสมือนกับผู้ลงทุนในหุ้น ถูกรางวัลที่ 2 จำนวน 2.51 ครั้ง

หรือถูกรางวัลที่ 3 จำนวน 6.28 ครั้ง หรือถูกรางวัลที่ 4 ถี่ถึง 12.56 ครั้ง (เฉลี่ยถูกปีละมากกว่า 1 ครั้ง) หรือเท่ากับถูกรางวัลที่ 5 เป็นจำนวนถึง 25.12 ครั้ง (ถูกมากกว่าปีละ 2 ครั้ง)

เมื่อเทียบกับการถูก รางวัลเลขท้าย 3 ตัวล่าง จะมีความถี่ในการถูกรางวัลถึง 125.62 ครั้ง หรือ ถูกงวดเว้นงวด

และยิ่งเมื่อเทียบกับการถูก รางวัลเลขท้าย 2 ตัวล่าง จะมีความถี่ในการถูกรางวัลมากถึง 251.24 ครั้ง หรือมีอัตราถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว ครั้งละมากกว่า 1 คู่ จากการเสี่ยงโชคทั้งสิ้น 240 งวด

ดร.ฐนิตพงศ์บอกว่า ถ้านักเสี่ยงโชคผู้นั้น ซื้อสลากฯเลขเดียวกันทั้ง 10 คู่ ทุกงวดต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี นักเสี่ยงโชคผู้นั้นจะต้องถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัวล่าง ทั้งหมด 25.38 งวด จึงจะได้รับผลตอบแทนเทียบเท่ากับที่ลงทุนในหุ้นด้วยเงินก้อนเดียวกัน

แต่จากสถิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เขาบอก ไม่ปรากฏว่ามีเลขใดที่ออกเลขท้าย 2 ตัวบ่อยถึง 25 ครั้ง หรือ เท่ากับเป็นไปไม่ได้ นั่นเอง

“บนสมมติฐานเดียวกัน ถ้ามีการซื้อสลากฯทั้งหมด 20 ปี หรือ 480 งวด เป็นเงินทั้งสิ้น 480,000 บาท จากการคำนวณโดยใช้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยและเงินปันผล พบว่าถ้าลงทุนเล่นหุ้นจำนวน 2,000 บาท ในทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 20 ปี ผู้ลงทุนในตลาดหุ้น จะมีเงินงอกเงยจาก 480,000 บาท เป็น 1,609,000 บาท”

“เงินก้อนนี้เทียบเท่ากับการถูกรางวัลที่ 2 ถึง 8 ครั้ง ในรอบ 20 ปี หรือถูกรางวัลที่ 3 ถึง 20 ครั้ง ในรอบ 20 ปี หรือถูกรางวัลเลขท้าย 3 ตัว บ่อยถึง 402 ครั้ง ในรอบ 20 ปี”

อาจารย์ฐนิตพงศ์ สรุปให้เห็นชัดๆว่า ระหว่างการเล่นหวย กับเล่นหุ้น หากรู้จักเล่นหุ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ และมีวินัยในการลงทุน ย่อมไม่ต่างจากการที่ผู้เล่นสามารถเนรมิตรางวัลที่ 1 ขึ้นมาด้วยตัวเอง

ล่าสุด พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งรับสนองนโยบายแก้ปัญหาสลากฯขายแพงเกินราคา มาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล วันที่ 15 มิ.ย.2558 นี้ จะมีวาระพิจารณาอนุมัติปรับเปลี่ยนรางวัลเลขท้าย 3 ตัว ซึ่งขณะนี้มีทั้งสิ้นรวม 4 รางวัล ให้ลดลงเหลือเพียง 2 รางวัล โดยเปลี่ยนมาเป็นให้เพิ่ม รางวัลเลข 3 ตัวหน้า จำนวน 2 รางวัล แทน

ทั้งนี้ จากการปรับสัดส่วนดังกล่าว จะทำให้จำนวนรางวัลที่ถูกยังคงอยู่ที่ 4,000 รางวัล ต่องวดเท่าเดิม และยังคงจ่ายรางวัลเลขท้าย 3 ตัว และเลข 3 ตัวหน้าเท่าเดิม คือ ใบละ 2,000 บาท หรือคู่ละ 4,000 บาท

โดยผู้การแดง หรือ พล.ต.อภิรัชต์ ให้เหตุผลว่า การออกรางวัลแบบ 3 ตัวหน้าของสลากฯ จะทำให้คนกระจายการซื้อสลากฯมากขึ้น อีกทั้งการลดรางวัลจากเลขท้าย 3 ตัว มาออกเป็นเลขหน้า 3 ตัวแทน จะช่วยแก้ไขปัญหาสลากเลขไม่สวยขายไม่หมด เช่น
เลขที่ขึ้นต้นด้วย 001 หรือ 009 นำหน้า ที่ผ่านมามักจะไม่มีคนซื้อ แต่ถ้าทำให้เลขเหล่านั้น มีโอกาสถูกรางวัล สลากฯก็จะขายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นการมอมเมาประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันมีการจัดพิมพ์สลากฯทั้งสิ้นงวดละ 74 ล้านฉบับ ไม่ได้มีการพิมพ์เพิ่มแต่อย่างใด แค่กระจายรางวัลในรูปแบบใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้ หลังจากมีการหารือในรายละเอียดลงตัว และดำเนินการจัดพิมพ์เสร็จเรียบร้อย คาดว่าไม่น่าเกินปลายปีนี้ นักเสี่ยงโชคชาวไทย คงมีโอกาสได้ลุ้นเล่นหวย 3 ตัวหน้า ทั้งบนดินและใต้ดินกันมันหยดตามเคย

ส่วนโอกาสที่จะถูกรางวัลสลากฯ 3 ตัวหน้า เมื่อเทียบกับรางวัลเลขท้าย 3 ตัว ต่างกันหรือไม่อย่างไร ใครอยากรู้ คงต้องรอให้ ดร.ฐนิตพงศ์ช่วยหาคำตอบให้อีกที.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 11/06/58

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/504298

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2558 05:01

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,191 other followers

%d bloggers like this: