ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“กำแพงเจ็ดชั้น” สรรพคุณเยี่ยม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/509521

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2558 05:01

 

กำแพงเจ็ดชั้น หรือ SALACIA CHINEN-SIS LINN. CELASTRACEAE เป็นไม้กึ่งเลื้อย สูง 2-5 เมตร ดอกสีเหลืองอมเขียว “ผล” กลม ผลสุกสีแดงอมส้ม รับประทานได้หวานปนเปรี้ยว พบขึ้นทุกภาคของประเทศไทย มีชื่อเรียกอีกคือ ตะลุ๋มนก, ตาไก้, น้ำนอง, มะต่อมไก่ และ หลุมนก ตำรายาแผนไทยโบราณใช้เนื้อไม้สด หรือแห้งต้มน้ำเดือดดื่มแก้ปวดเมื่อยและเป็นยาระบายดีนัก และยังเข้ายาอื่นอีกเยอะ

นอกจากนั้น เนื้อไม้ของ “กำแพงเจ็ดชั้น” เนื้อไม้เถาวัลย์เปรียง เนื้อไม้ฝาง และ เนื้อไม้เถารางแดง ทั้งหมดแบบแห้งน้ำหนักเท่ากัน 100 กรัม ใส่โหลแก้วเทเหล้าขาว 40 ดีกรีให้ท่วมยามากหน่อยแล้ว ปิดฝาดองไว้ 1 เดือน เมื่อครบกำหนดเปิดฝา ดื่มครั้งละ 1 ส่วน 4 แก้ว ก่อนอาหารเช้าเย็น เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายได้ยอดเยี่ยมมาก สามารถเติมเหล้าลงไปได้อีก 3-4 ครั้ง จึงเปลี่ยนเนื้อยาดองใหม่ถ้าดื่มแล้วดี

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอก ไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรี-อัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต, น้ำมัน 12 ประดง รักษาโรคผิวหนัง ฆ่าเชื้อ สมานแผล สะเก็ดเงิน เริม งูสวัด และแพ้เหงื่อ, ยาลดเบาหวานแคปซูล ทำจากสมุนไพรหลายชนิด, ยาบำรุงไตแคปซูล มีส่วนผสมของสมุนไพรหลายอย่าง ไม่ใช่รักษาไต, ตรีผลาแคปซูล ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกรีเซอร์ไรด์, ดีบัวแคปซูล ขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองหัวใจ, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้า รูขุมขนตีบลง, คอลลาเจลบริสุทธิ์ เป็นผงทาหน้าช่วยให้ผิวหน้ากระชับ, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่า รักแร้หายคล้ำ, เพชรสังฆาตแคปซูล แก้ริดสีดวงทวาร, แชมพูสูตร 5 ชนิด ช่วยให้รากผมแข็งแรง ขจัดรังแค คันศีรษะ, ว่านชักมดลูกแคปซูล แก้คาวปลากลิ่นเหม็น แก้ต่อมลูกหมากอักเสบ ไส้เลื่อนในบุรุษ และอื่นๆ โทร. 0–2275–2693 ครับ.

“นายเกษตร”

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ย้อนศรความเชื่อเรื่อง…ป่า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/509525

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2558 05:01

 

แม้น้ำจากธรรมชาติจะไม่มีราคาค่างวด แต่แล้งสาหัสของในปีนี้ คงทำให้คนไทยได้รู้ค่าของน้ำมากขึ้น…หลายคนอยากให้มีน้ำ แต่ไม่ต้องการให้สร้างเขื่อน

เพราะบ้านเรามีเขื่อน อ่างเก็บน้ำมากมาย แต่แก้ปัญหาภัยแล้งไม่ได้ ยามน้ำมากเขื่อนยังแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ เลยมองกันไปที่ ปลูกป่า น่าจะแก้ปัญหาได้ครบวงจร…แต่จะช่วยได้จริงหรือ ผู้อ่านไม่ประสงค์ออกนามส่งบทความน่าสนใจ มาร่วมแชร์ข้อมูลที่อาจจะแย้งกับความรู้สึกของใครหลายคน

การมีแต่ป่าไม้ ไม่ต้องมีเขื่อนจะทำให้ฝนตกได้จริงหรือ…ทะเลทรายไม่มีป่า แต่ทำไมฝนตกได้

และคงจำกันได้เดือนที่แล้วกรุงเทพฯฝนตกจนน้ำท่วม ฝนมากนับเป็นลำดับสามรองจากระนองและตราด ทั้งที่ กทม.ไม่มีป่า…พื้นที่เหนือเขื่อน มีป่ามากกว่ากรุงเทพฯหลายเท่า แต่ทำไมฝนไม่ตกให้น้ำไหลลงเขื่อน

ฝนเกิดจากฤดูกาล บทเรียนสมัยประถมบอกว่า แกนโลกเอียงและโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จึงทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ…ไม่มีตรงไหนบอกว่า เพราะมีป่าถึงมีฤดูฝน หรือทำให้ฝนตก

ที่บอกว่าป่าไม้ช่วยป้องกันน้ำท่วมได้ ย้อนกลับไปยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ประวัติศาสตร์ระบุ พม่ายกทัพมาล้อมกรุง ฝ่ายไทยไม่ต้องทำอะไรมาก รอถึงฤดูน้ำหลาก น้ำเหนือจะไหลมาท่วมไล่ทัพพม่าไปเอง…400-500 ปีก่อน บ้านเรามีป่ามากขนาดไหน แล้วทำไมน้ำถึงได้ท่วมบ่อย จนรู้ว่าสามารถนำมาใช้ไล่ศัตรูได้

อีกอย่างที่พูดกันจนคนเชื่อกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง ปลูกป่าช่วยลด โลกร้อน เพราะต้นไม้จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซตัวการก่อภาวะโลกร้อน

เราเรียนหนังสือกันมาทุกคน จำได้ไหม ทั้งครูทั้งตำราวิทยาศาสตร์ บอกว่า ต้นไม้จะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตอนกลางวัน แต่พอ ตอนกลางคืนต้นไม้จะคายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา…มันทั้งดูด ทั้งคาย แล้วจะไปลดโลกร้อนได้ยังไง…ใครโกหกใคร ใครไปเชื่อฝรั่งมาต้มคนไทย

และที่พูดกันจัง สร้างเขื่อนทำลายป่า ถามหน่อยเถอะ ป่าไม่มีเขื่อน กับ ป่ามีเขื่อน ป่าพื้นที่ไหนถูกทำลายมากกว่ากัน…จ.น่าน มีเขื่อนมากไหม แล้วป่าหายไปได้อย่างไร

สรุปแล้ว ป่าไม่ได้ทำให้ฝนตก ป้องกันน้ำท่วมไม่ได้ ควบคุมน้ำไม่ได้ อ่างเก็บน้ำอยู่กับป่าได้ พึ่งพาซึ่งกันและกัน อ่างเก็บน้ำช่วยสร้างป่าได้และยังเจือจานประโยชน์กับคนนอกป่าได้อีก แล้วจะรังเกียจกีดกันไปไย.

ชมชื่น ชูช่อ

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ไหมอีรี่เปิดตัวในต่างแดน กิโมโนหลงใหล..ในปุ่มปม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/509569

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.ค. 2558 05:01

 

เส้นไหมอีรี่หลายหลากสี มีปุ่มปม ตะปุ่มตะปํ่า ไม่เป็นระเบียบเหมือนผ้าทอจากโรงงาน ยิ่งนำเส้นไหมอีรี่มาถักทอเป็นผืนผ้า ปมตำหนิยิ่งเห็นเด่นชัด…นำมาวางขายในบ้านเราใครๆต่างเมินมอง

แต่ไม่น่าเชื่อ เมื่อถูกนำมาโชว์ตัวบนราวไม้แขวนในงาน Interior lifestyle In TOKYO ประเทศญี่ปุ่น งานแสดงสินค้ารักษ์โลกจาก 23 ประเทศ ในแถบเอเชีย ผ้าไหมอีรี่มีปมเหมือนตำหนิ กลับได้รับความสนใจ ให้ผู้คนเข้ามาหยิบจับลูบคลำไม่ขาดสาย

“คนไทยอาจมองว่าไม่สวยงาม ผ้าไม่เรียบ มีปุ่มปมเยอะไปทั้งผืน แต่ที่นี่ กลับกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนและญี่ปุ่น หลงใหล เพราะปมผ้าที่คนไทยไม่ชอบนี่แหละ เป็นสิ่งการันตีว่า ขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่สาวเส้นไหม กระทั่งทอผ้าออกมาเป็นผืน เป็น handcraft งานฝีมือทั้งหมด และเมื่อเขาได้ยินคำอธิบายให้รู้ว่า เส้นไหมอีรี่ ที่นำมาทอผืนผ้าได้มาจากการต้มรังไหมที่ไม่มีตัวหนอนอยู่ในรังดักแด้ เขายิ่งชื่นชอบกันยกใหญ่ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าที่ไม่ได้มาจากการทรมานสัตว์

ยิ่งเขาได้รู้คุณสมบัติผ้าไหมอีรี่ หน้าร้อนใส่แล้วเย็นสบาย ใส่ตอนอากาศหนาวจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นมากขึ้น ซักทำความสะอาดง่ายๆ ได้เหมือนกับเสื้อผ้าทั่วไป ไม่ต้องส่งร้านซักแห้ง เลยทำให้ผู้ที่เข้าชมงานหรือแม้แต่ผู้ประกอบการที่มาร่วมงาน อดใจไม่ไหวต้องมาหยิบเอาผ้ามาทดลองห่ม บางรายมา ทุกวัน ห่มวันละหลายๆ หนก็ยังมี เพราะตอนนี้รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายประหยัดพลังงาน การจัดงานต่างๆ มีการขอความร่วมมืองดเปิดแอร์ ชาวญี่ปุ่นเลยได้ทีมาขอทดลองว่าห่มแล้วจะเย็นสบายจริงหรือเปล่า เพราะญี่ปุ่นไม่มีผ้าแบบนี้”

นางภัณฑิษา เศวตเศรนี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศ.ศ.ป.) บอกว่า หลายคนอ้อนวอนขอซื้อ ให้เหตุผลคุณสมบัติพิเศษของไหมอีรี่ ถูกสร้างมาเพื่อคนญี่ปุ่น แต่เราขายให้ไม่ได้ เพราะนำตัวอย่างมาโชว์แค่ไม่กี่ผืน

แต่จากการเดินเข้าๆ ออกๆ ของชาวญี่ปุ่นที่เข้าชมบูธไหมอีรี่จากไทย ในงาน Interior lifestyle In TOKYO จนกลายเป็นญี่ปุ่นมุง เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าตลาดผ้าไหมอีรี่ของไทยไปโลดแน่

เพราะกลุ่มธุรกิจโรงแรมเรียวกังจากประเทศจีน ผู้ประกอบการเสื้อผ้าเด็ก ผ้าปูที่นอน ดีไซเนอร์ญี่ปุ่น ยังอดใจไม่ไหวต้องสั่งออเดอร์ทั้งเส้นไหม ทั้งผืนผ้าไหมอีรี่ทุกสี ลอตแรกเบาๆ แค่ 10 ล้านบาท…เป็นผลงานจากการเปิดตัวครั้งแรกของไหมอีรี่ ได้ขี่เครื่องบินไปเมืองนอก.

เพ็ญพิชญา เตียว

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

เล็งขายนามาใช้หนี้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/509296

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.ค. 2558 06:25

 

ยอมแพ้ ‘ภัยแล้ง’ โจรซํ้าเติมฉกปั๊ม ลุ้นฝนจากไต้ฝุ่น

สศก.เผยภัยแล้งข้าวนาปีลดเกือบ 3 ล้านตัน ก.เกษตรฯเล็งพักหนี้เกษตรกรสู้ภัยแล้ง กรมชลฯแนะรัฐตีปี๊บผลงานบริหารจัดการน้ำ “รอยล” จับตาไต้ฝุ่นหลินฟ้า-จันหอม เพิ่มฝนภาคอีสาน 5-7 ก.ค. เขื่อนภูมิพลวิกฤติเหลือน้ำ 241 ล้าน ลบ.ม. ปล่อยน้ำได้อีก 30 วัน สุโขทัยแล้งสุดในรอบ 20 ปี ไร่มะเขือ-ไร่อ้อยเสียหายหนัก ขณะที่แม่น้ำปิงลดลงต่อเนื่อง ชาวนครสวรรค์จัดคิวสูบน้ำป้องกันเปิดศึกแย่งน้ำ ชาวนาชัยนาทน้ำตาตกหนี้ท่วมเล็งขายนาล้างหนี้ ชาวนาอ่างทองซวยซ้ำ โจรฉกอุปกรณ์สูบน้ำบาดาล อบต.บ้านผึ้งปัดพ่อเฒ่าฆ่าตัวตายหนีภัยแล้ง ขณะที่ตลิ่งแม่น้ำป่าสักทรุดบ้านเมืองอยุธยาพัง 2 หลัง

สถานการณ์ภัยแล้งที่แผ่ขยายสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง พื้นที่การเกษตรโดยเฉพาะนาข้าวใกล้แห้งตายเพราะขาดน้ำ ยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลายแม้จะมีการระดมทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำในเขื่อน และพื้นที่การเกษตรแต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ภัยแล้งข้าวนาปีลด 11%

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งคาดว่าปีนี้มีผลผลิตข้าวนาปีลดลงเหลือ 24.14 ล้านตัน จากปริมาณผลผลิตปกติเฉลี่ยปีละ 27 ล้านตัน ลดลงประมาณ 2.86 ล้านตัน หรือ 11% จากปีปกติ อย่างไรก็ตาม การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศเลื่อนการปลูกข้าวนาปีในเขตชลประทานลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มาเป็นปลายเดือน ก.ค. จะไม่ส่งผลกระทบต่อการปลูกข้าวมากนัก เพราะพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรใช้ปลูกนั้นเป็นพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อแสง เช่น พันธุ์ กข พันธุ์ปทุมธานี พันธุ์ชัยนาท เป็นต้น สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปีเลื่อนการปลูกออกไปได้ และมีความต้องการน้ำที่น้อยลง อีกทั้งเป็นการกระจายช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นระยะๆ ถือว่าเป็นการส่งผลดีต่อราคาที่เกษตรกรขายได้อีกด้วย

เล็งพักหนี้เกษตรกรสู้ภัยแล้ง

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ สนช.ที่ถามนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการดำเนินงานของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ประสบภาวะภัยแล้ง พร้อมเสนอให้ปรับปรุงบัตรสินเชื่อเกษตรกร จากที่ให้เกษตรกรรูดซื้อเฉพาะปัจจัยการผลิตในวงเงิน 5 หมื่นบาท ให้ สามารถรูดเป็นเงินสดได้ นายสมหมาย ภาษี รมว. คลัง ชี้แจงว่า การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งในปีนี้ ได้ให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน เตรียมโครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไว้แล้ว พร้อมทั้งมีมาตรการเร่งให้หน่วยงานเร่งการใช้จ่ายเงินตามโครง การงบประมาณรายจ่ายปี 2558 ให้ลงถึงพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ส่วนกรณีบัตรสินเชื่อเกษตรกรที่เสนอให้เบิกเป็นเงินสดมาใช้ได้นั้นมีความเป็นไปได้ แต่ต้องทำแค่ชั่วคราว หากขัดสนจริงโดยเฉพาะช่วงฤดูกาลหน้าแล้งนี้ อาจให้เบิกเป็นเงินสด 2 หมื่นบาท จากวงเงิน 5 หมื่นบาท ขณะที่นายอำนวย ปะติเส รมช. เกษตรฯ ชี้แจงว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยจะแก้ปัญหาเรียงตามลำดับความเดือดร้อน ขณะนี้กำลังพิจารณาเรื่องการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรอยู่

ฉัตรชัยแนะตีปี๊บผลงานรัฐ

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2558-2569 ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานว่า พล.อ.ฉัตรชัย ให้คำแนะนำแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดการน้ำทั้งหมดว่า ควรเผยแพร่ข้อมูลและทำความเข้าใจแก่ประชาชนถึงแนวทางจัดการน้ำที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลมีการดำเนินงานไปแล้วจำนวนมากแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ อาจจัดเป็นงานเสวนาและเปิดให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง

แจงลอกคลองขุดแก้มลิงคืบ

นายเลิศวิโรจน์กล่าวต่อว่า แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่เริ่มดำเนินการในปี 2558 เน้นโครงการที่แก้ปัญหาเร่งด่วนของประชาชนเป็นรายพื้นที่ ใช้งบประมาณปกติและใช้งบจากเงินกู้ควบคู่กัน ในส่วนของกรมชลฯ งานที่ดำเนินการด้วยงบปกติได้เดินหน้าดำเนินการมาแล้ว เช่น โครงการขุดลอกคูคลอง 656 แห่ง ดำเนินการแล้วเสร็จ 644 แห่ง ในพื้นที่ 65 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนแก้มลิงจะต้องมีการจัดทำทั้งสิ้น 257 แห่ง ใน 50 จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ แบ่งเป็นแก้มลิงที่ใช้งบปกติและงบกลางดำเนินการคืบหน้าไปกว่า 90% หรือ 38 แห่ง ที่เหลืออีก 219 แห่ง กรมชลฯรอรับเงินกู้จากรัฐบาล หากได้รับเงินเรียบร้อยสามารถเดินหน้าดำเนินการให้แล้วเสร็จช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

ลุ้น 5–7 ก.ค.ฝนตกอีกระลอก

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำวันนี้ ได้รายงานให้ พล.อ.ฉัตรชัยรับทราบว่ากรมชลฯยังติดตามสถานการณ์น้ำไหลลงเขื่อนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลัก ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ว่าจะมีเหตุการณ์น้ำผิด สังเกต นอกเหนือจากที่คาดการณ์หรือไม่ เพื่อรายงานข้อมูลให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้ทันท่วงที ขณะนี้ยังคาดการณ์น้ำตามเดิม ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนคาดการณ์ในระยะสั้นกรมอุตุนิยมวิทยารายงานต่อที่ประชุมว่า จะมีฝนตกในประเทศระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค.นี้ อาจมีปริมาณไม่มาก แต่จะเริ่มมีฝนมากขึ้นในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ก.ค.นี้ ก่อนที่จะตกหนาแน่นระหว่างเดือน ส.ค. ก.ย. และจะทยอยเบาบางและหมดฝนในเดือน ต.ค.เป็นต้นไป

จับตาไต้ฝุ่นหลินฟ้า–จันหอม

นายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศน้ำเพื่อการเกษตร (องค์การมหาชน) (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้แบบจำลองสภาพอากาศพบพายุไต้ฝุ่น 2 ลูก คือ หลินฟ้า ที่กำลังเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศฟิลิปปินส์ และพายุไต้ฝุ่นจันหอมที่อยู่ห่างออกไปทางภาคตะวันตก และกำลังจะเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะกลายเป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หลังจากนั้นแม้ว่าพายุทั้ง 2 ลูก จะไม่เข้าประเทศไทยแต่จะมีผลโดยตรงคือมีหย่อมความกดอากาศต่ำ จะส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 5-6 ก.ค. จะมีฝนตกหนัก ในพื้น จ.อำนาจเจริญ อุบลราชธานี อุตรดิตถ์ สกลนคร เลย และในวันที่ 7 ก.ค.จะลงมาทางอีสานตอนใต้ คือ นครราชสีมา และ จ.ชัยภูมิ กรณีนี้จะทำให้น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก

เขื่อนภูมิพลน้ำน้อยรอบ 51 ปี

นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผอ.เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก เปิดเผยว่า ฤดูฝนเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามประกาศของกรมอุตุฯ แต่ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยมากกว่าค่าปกติ ร้อยละ 55 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่ภาคเหนือตั้งแต่ 1 พ.ค.-2 ก.ค. มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลไม่ถึง 20 ล้าน ลบ.ม. น้อยที่สุดในรอบ 51 ปี ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลเหลือเพียง 241 ล้าน ลบ.ม. ระบายเพื่ออุปโภค บริโภคและรักษาระบบนิเวศวันละ 8 ล้าน ลบ.ม. เหลือน้ำที่ระบายได้อีกเพียง 30 วันเท่านั้น ขณะที่ผู้ประกอบการเรือ-แพ รับนักท่องเที่ยวไปชมทัศนียภาพเหนือเขื่อนภูมิพลนำเรือ-แพ มาผูกไว้ริมฝั่ง เพราะระดับน้ำแห้งเกินกว่าที่จะชักลากไปเหนือเขื่อนได้

สุโขทัยแล้งสุดในรอบ 20 ปี

ขณะที่นายชูชาติ รีเรี่ยง อายุ 53 ปี ชาวไร่มะเขือเทศ หมู่ 8 ต.ในเมือง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งหนักสุดในรอบ 20 ปี ส่งผลกระทบต่อชาวไร่มะเขือเทศ เนื่องจากขาดแคลนน้ำทำให้ต้นมะเขือเทศแห้งเหี่ยว ชาวไร่ส่วนใหญ่ต้องอาศัยนำจากคลองแม่น้ำยมสายเก่า แต่ปัจจุบันระดับน้ำแห้งจนเหลือแต่พื้นดินทำให้เกษตรกรไม่มีน้ำมารดไร่มะเขือเทศ ขณะที่นายสวัส ฉบับแบบ อายุ 51 ปี ชาวไร่อ้อย หมู่ 8 ต.ในเมือง เปิดเผยว่า ทำไร่อ้อย 100 ไร่ ประสบปัญหาภัยแล้งต้นอ้อยขาดน้ำลำต้นเริ่มเหี่ยวเฉาเสียหายไปจำนวนมาก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแก้ปัญหาโดยด่วน

นครสวรรค์จัดคิวสูบน้ำ

ที่ จ.นครสวรรค์ ชาวนาในพื้นที่ ต.ท่างิ้ว และ ต. บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ต้นข้าวที่ปลูกขาดแคลนน้ำและกำลังยืนต้นตาย ชาวนาในพื้นที่ต้องจัดคิวสูบน้ำเพื่อป้องกันปัญหาแย่งน้ำ นายสมคิด อภิเดช ชาวนา หมู่ 4 ต.ท่างิ้ว เปิดเผยว่า นาข้าวในพื้นที่เริ่มเหี่ยวเฉามีบางส่วนยืนต้นตาย ทำให้ชาวนาแต่ละพื้นที่ตั้งกลุ่มสูบน้ำจากแม่น้ำปิงใส่คลองสาธารณะเพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่นาข้าว มีการตั้งกติกาโดยจัดคิวสูบน้ำเพื่อป้องกันปัญหาการแย่งสูบน้ำ ขณะที่แม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำสายหลักในพื้นที่มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

ชาวชัยนาทเล็งขายนาใช้หนี้

นายเจียร โพธิ์โต ชาวนาพื้นที่ หมู่ 2 ต.บ้านเชี่ยน อ.หันคา จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า หลังจากปลูกข้าวไปได้ระยะหนึ่งน้ำในคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง เริ่มแห้งขอด ส่งผลให้ต้นข้าวที่กำลังตั้งท้องได้รับน้ำไม่เพียงพอเริ่มยืนต้นตาย ก่อนหน้านี้ตนมีหนี้สะสมจากการทำนางวดที่แล้วหลายแสนบาท หากงวดนี้ต้นข้าวยืนต้นตายทำให้ขาดทุนอีกรอบ คงต้องขายนาใช้หนี้อย่างแน่นอน อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาช่วยเหลือชาวนาตามสมควร เพื่อจะนำเงินไปใช้หนี้

โจรซ้ำเติมฉกอุปกรณ์สูบน้ำ

นายวิเชียร เฉลิมศรี อายุ 33 ปี ชาวนาพื้นที่ หมู่ 3 ต.คลองวัว อ.เมืองอ่างทอง เปิดเผยว่า ตนเคยทำนา 28 ไร่ หลังเกิดภัยแล้ง กรมชลประทานชะลอการจ่ายน้ำ ลดการทำนาเหลือ 8 ไร่ ลงทุนขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ในการสูบน้ำราคา 18,000 บาท เพื่อนำน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว แต่เมื่อไม่นานมานี้ถูกคนร้ายขโมยอุปกรณ์ปั๊มน้ำบ่อบาดาลไป ทำให้เสียเงินซื้อมาติดตั้งใหม่ราคา 5,000 บาท ต่อมาหาวิธีป้องกันโดยนั่งเฝ้าขณะสูบน้ำ และถอดหัวปั๊มออกเมื่อใช้งานเสร็จ อยากวิงวอนมิจฉาชีพอย่าทำร้ายชาวนา ทุกวันนี้ชาวนาลำบากเสี่ยงต่อการขาดทุนอยู่แล้ว

ปัดเฒ่าฆ่าตัวตายหนีภัยแล้ง

ด.ต.พิทักษ์ ต่อยอด นายก อบต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม กล่าวถึงกรณีสื่อมวลชนนำเสนอข่าว นายจันทา นรินทร์ อายุ 71 ปี ใช้ปืนยิงตัวตายภายในกระท่อมนาใกล้หมู่บ้าน หมู่ 2 ต.บ้านผึ้ง เมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเครียดปัญหาภัยแล้งว่า จากการตรวจสอบจากญาติผู้ตายพบว่า ผู้ตายไม่ได้เครียดจากภัยแล้งและไม่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน ส่วนสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้า เนื่องจากผู้ตายคิดถึงภรรยาที่เสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อนทำให้คิดสั้น ขณะที่นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผวจ.นครพนม ทำหนังสือชี้แจงระบุว่า นายจันทาไม่ได้ยิงตัวตายเพราะเครียดภัยแล้ง ทั้งนี้ จ.นครพนม ร่วมกับส่วนราชการ จัดทำโครงการต่างๆ ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยไม่มีปัญหาความเดือดร้อนจากน้ำอุปโภค บริโภค ที่ผ่านมามีการตรวจสอบช่วยเหลือราษฎรอย่างต่อเนื่อง

เขื่อนอีสานน้ำลดต่อเนื่อง

ด้านนายชิตชนก สมประเสริฐ ผอ.ชลประทานที่ 8 นครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้เขื่อนลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาณน้ำเหลือ 56 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 17 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย มีปริมาณน้ำเหลือ 30 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 27 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนลำมูลบน อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลือ 54 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนลำแชะ อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลือ 103 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 37 เปอร์เซ็นต์ และเขื่อนลำปลายมาศ อ.เสิงสาง มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 51 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 52 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม อยากให้ประชาชนผู้ใช้น้ำช่วยกันประหยัดน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำทุกเขื่อนต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดการณ์ไว้

ตลิ่งทรุดบ้านอยุธยาพัง 2 หลัง

นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะตรวจสอบเหตุตลิ่งทรุดตัวพังลงแม่น้ำป่าสักระยะทางยาวกว่า 50 เมตร บริเวณหน้าเขื่อนพระรามหก หมู่ 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ ส่งผลให้บ้านเลขที่ 14/2 ของนางนัยนา นพคุณ อายุ 42 ปี และบ้านเลขที่ 45/5 ของนายอุเทน แก่นสากล อายุ 69 ปี พังเสียหาย นายสืบศักดิ์เปิดเผยว่า ตลิ่งริมแม่น้ำป่าสักทรุดตัวอย่างกะทันหัน ส่วนสาเหตุมาจากน้ำในแม่น้ำป่าสักลดต่ำ ทำให้บ้านประชาชนพังเสียหาย 2 หลัง แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ได้ประสานสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาอยุธยา สำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว

ร้องไม่มีน้ำใช้นาน 1 เดือน

นางพร แคล้วคำพุด อายุ 60 ปี ชาวบ้าน หมู่ 5 ต.อ่างหิน อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนจากภัยแล้งไม่มีน้ำประปาใช้เพราะน้ำในบ่อผลิตประปาของหมู่บ้านแห้ง ส่วนน้ำในลำห้วยทับใต้ที่มีอยู่เริ่มเน่าเสียทำให้ไม่มีน้ำใช้มากว่า 1 เดือน ชาวบ้านต้องทนใช้น้ำในลำห้วยที่เน่าเหม็น ส่วนพืชผักที่ปลูกไว้เริ่มแห้งตาย เคยแจ้งไปยังหน่วยงานภาครัฐ แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

มูลนิธิชัยพัฒนา-ปูนอินทรี เดินหน้าสร้างชุมชนต้นแบบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/509247

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ค. 2558 18:36

 

มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ ปูนอินทรี พัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อโลกสีเขียว บ้านทาป่าเป้า จ.ลำพูน เน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วม และสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน …

นางนาฏยา เหล่าวานิช ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร บ.ปูนซีเมนต์นครหลวงจำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่ผ่านมาปูนอินทรี ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา สร้างฝายเก็บกักน้ำถวายในหลวง โดยตั้งเป้าไว้ที่ 880 ฝาย แต่สามารถสร้างได้ถึง 1,100 ฝาย ซึ่งประชาชนไม่เพียงแต่ได้ประโยชน์ด้านการพัฒนาต้นน้ำลำธาร สภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น ในรูปแบบที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม แต่ยังเป็นการคืนความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้ พร้อมกันนี้ เรายังสนับสนุนการสร้างโรงเรียนสีเขียว สร้างลานตากข้าว คอนกรีตบล็อกประสาน แท้งก์น้ำ ส่งเสริมสนับสนุนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การช่วยเหลือ เน้นให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรม ให้สามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต

สำหรับในปีนี้ นับว่าเป็นปีที่ 7 ที่ปูนอินทรีได้เดินหน้าโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อโลกสีเขียว (Green Community) โดยเลือกชุมชน บ้านทาป่าเปา อ.แม่ทา จ.ลำพูน เป็นต้นแบบแห่งการพัฒนา ทั้งในด้านชุมชนเกษตรวิถีพอเพียง ทั้งนี้ เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง การพัฒนาต้องเน้นส่งเสริมให้ชาวบ้านมีการรวมกลุ่ม ต่อยอดสิ่งต่างๆ ที่โครงการได้เข้ามาอบรมอย่าง อิฐบล็อกประสาน การทำคุกกี้ น้ำข้าวกล้อง ให้เจริญก้าวหน้า พร้อมส่งเสริมกลุ่มต่างๆ ให้เกิดความเข้มแข็งมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม

“การที่เลือกชุมชนบ้านทาป่าเป้าเป็นโครงการนำร่องไม่ใช่ว่าเราจะเลือกปักหมุดแล้วยัดเยียดส่งเสริม หากทำอย่างนั้น ไม่เกิดความยั่งยืนอย่างแน่นอน ดังนั้น ทีมงานจึงต้องทำการสำรวจก่อนว่าชุมชนใดมีความพร้อม แล้วจึงเข้าไปส่งเสริมในเรื่องที่ชุมชนเสนอความต้องการ สนับสนุนให้มีความก้าวหน้า พร้อมทั้งเข้าไปติดตามพัฒนาให้เกิดความเข้มแข็ง อย่างที่ชุมชนแห่งนี้เมื่อก่อนชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกลำใย หลังจากเราช่วยกันสร้างฝาย แท้งก์ก็เก็บน้ำ ไม่ต้องรอฝนจากฟ้า ปัจจุบันชาวบ้านจึงสามารถปลูกพืชอายุสั้นได้แล้ว” นางนาฏยา กล่าว

สำหรับกิจกรรมในโครงการ จะเปิดโอกาสให้ ชุมชนเสนอความต้องการที่เป็นประโยชน์กับชุมชนส่วนรวม ภายใต้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่ความยั่งยืน ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม กระทั่ง
สามารถต่อยอดและขยายไปสู่อาชีพได้อย่างยั่งยืน.

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“เอื้องมือชะนี” ดอกหอมหายาก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/508904

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ค. 2558 05:01

 

กล้วยไม้ชนิดนี้ มีขึ้นตามป่าดิบเขาทุกภาคของประเทศไทย ต่างประเทศพบแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมากที่สุดในไทย พม่า เขมร ลาว แต่ในป่าธรรมชาติของไทยแทบไม่พบเห็นแล้ว ส่วนใหญ่ที่พบมีต้นวางขาย ผู้ขายจะซื้อแบบเหมาเป็นกระสอบจากพ่อค้ากล้วยไม้ป่าที่นำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นก็เอาไปคัดปลูกเลี้ยงเป็นสกุลๆไป จนต้นติดรากดีและมีดอกสวยงามตามฤดูกาล ก่อนนำออกจำหน่ายให้ผู้ซื้อไปปลูกเลี้ยงอีกทอดหนึ่ง

เอื้องมือชะนี หรือ DENDROBIUM SENICE C.S.P. PARISH-RCHB.F. เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยจำพวกมีการเจริญทางด้านข้าง ได้แก่ กล้วยไม้ที่มีเหง้า ส่วนทอดเลื้อยหรือไหล เมื่อต้นเจริญเต็มที่สามารถแตกต้นใหม่หรือหน่อใหม่จากโคนกอหรือตามลำข้อได้ รวมทั้ง “เอื้องมือชะนี” ด้วย ลำต้นรูปทรงกลมคล้ายแท่งดินสอ สูง 10-15 ซม. ทุกส่วนของลำต้นจะมีขนยาวสีขาวทั่ว ทำ ให้ดูเหมือนกับมือของตัวชะนีจริงๆ จึงถูกตั้งชื่อตามลักษณะดังกล่าวว่า “เอื้องมือชะนี” ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน เนื้อใบหนา เวลามีดอกจะทิ้งใบหมด เหลือเพียงดอกอย่างเดียว ทำให้น่าชมยิ่งนัก

ดอก ออกเป็นช่อตามข้อและ ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 2-4 ดอก ก้านช่อดอกเป็นสีเขียวและยาว กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นสีเหลืองเข้ม ปลายกลีบดอกแหลม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมี 5 กลีบ บริเวณโคนกลีบปากจะมีแต้มสีเขียวอ่อนขึ้นไปจนถึงกลางกลีบ ดอกมีกลิ่นเฉพาะตัว ใช้จมูกสูดดมจะได้กลิ่นและรู้สึกได้ทันที ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 5 ซม. เวลามีดอกจะสวยงามมาก ดอกออกช่วงระหว่างเดือนมกราคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือต้น

มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณวิรัช” หน้าธนาคารออมสิน กับโครงการ 24 แผง “คุณหล้า-คุณโอม” ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

น้ำปุ๋ย..ฟาร์มสีเขียว ดันน้ำหนักอ้อยเพิ่มเท่าตัว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/508946

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ค. 2558 05:01

 

แม้ปีนี้เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งยาวนานกว่าปีก่อนๆ แต่ชาวไร่อ้อยรอบฟาร์มสุกรกาญจนบุรี ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ยังคงยิ้มได้ ไม่ต้องกังวลว่าอ้อยจะเสียหายจากการขาดน้ำ… เพราะต่างได้รับการแบ่งปัน “น้ำปุ๋ย” จากฟาร์มสุกรสีเขียวของซีพีเอฟมาราดรด ไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาแล้งจัด ยังช่วยเพิ่มผลผลิตได้อีกด้วย

“เราเดือดร้อนเรื่องน้ำมาก เพราะอยู่นอกเขตชลประทาน ทำให้บางปีต้นอ้อยต้องตาย แต่หลังจากได้น้ำปุ๋ยจากฟาร์มหมูของซีพีเอฟติดต่อกันมา 5 ปี นอกจากต้นอ้อยจะไม่เคยขาดน้ำแล้ว จากเดิมที่เคยได้อ้อยไร่ละ 6-7 ตัน กลับได้เพิ่มมาเป็น 15 ตันต่อไร่ ทั้งที่ใช้ปุ๋ยน้อยกว่าเมื่อก่อนครึ่งหนึ่ง รายได้เพิ่ม รายจ่ายลง เพราะช่วยประหยัดเงินค่าปุ๋ยได้มาก นี่ขนาดไม่ได้ปรับพื้นที่อะไรมาก ปีหน้าจะไถปรับที่ให้ดีกว่านี้ ให้พื้นที่สม่ำเสมอ เพื่อน้ำปุ๋ยจะได้ไหลเข้าทั่วแปลง น่าจะ ช่วยให้ผลผลิตเพิ่มเป็น 20 ตันต่อไร่ เหมือนเพื่อนแปลงใกล้กันเขาทำได้”

ชำนาญ เพ็ชรปานกัน หนึ่งในชาวไร่อ้อยที่ได้น้ำปุ๋ยแบ่งปันน้ำจากฟาร์มมาใช้ในไร่ของตนเองกว่า 60 ไร่ วาดฝันถึงผลผลิตที่จะได้ในอนาคตอันใกล้

เช่นเดียวกับ กำนันระเบียบ ปทุมสูตร ปลูกอ้อย 100 กว่าไร่ ใช้น้ำปุ๋ยจากฟาร์มตั้งแต่ปีแรกๆ เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ใช้น้ำปุ๋ย ต้นอ้อยแตกกอดี แข็งแรง และจากการปรับพื้นที่ให้สม่ำเสมอ ต้นอ้อยได้รับน้ำปุ๋ยอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ ตนสามารถเก็บเกี่ยวอ้อยได้สูงถึง 20 ตันต่อไร่ และเมื่อส่งไปโรงหีบอ้อย ความหวานที่วัดได้ก็อยู่ในระดับ 10 กว่า และที่สำคัญช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี

“เพราะการรดต้นอ้อยด้วยน้ำปุ๋ย ได้ทั้งน้ำทั้งปุ๋ยบำรุงต้นอ้อยไปพร้อมกัน และเพื่อความมั่นใจว่าใช้แล้วดีจริง ชาวบ้านยังได้ให้หมอดินประจำอำเภอ มาตรวจสภาพดินด้วยว่าเป็นอย่างไร พบว่าดินที่ใช้น้ำปุ๋ยมีสภาพเป็นกลาง เหมาะกับการปลูกพืชทุกชนิด ยิ่งช่วยให้เกษตรกรมั่นใจที่จะใช้น้ำปุ๋ยต่อไป”

นายวิโรจน์ ใจบุญมา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกิจการผลิตสุกรภาคตะวันตก ฟาร์มสุกรกาญจนบุรี บอกว่า “น้ำปุ๋ย” ที่เกษตรกรเรียกกันติดปาก คือน้ำปนมูลสุกรผ่านการบำบัดด้วยระบบไบโอแก๊ส และถูกนำมาพักในบ่อตกตะกอน บ่อสุดท้าย มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ผ่านกระบวนการบำบัดของกรมควบคุมมลพิษ

และจากการศึกษาธาตุอาหารที่อยู่ในน้ำปุ๋ย ทางซีพีเอฟพบว่า มีสารอาหารสำหรับพืชผล 2 ตัวหลัก คือ มีโปแตสเซียม 297 มก.ต่อน้ำ 1 กก. และมีไนโตรเจน 154 มก.ต่อน้ำ 1 กก.

โปแตสเซียมเป็นแร่ธาตุที่เหมาะกับพืชตระกูลอ้อย ช่วยให้อ้อยเติบโตดีและช่วยเพิ่มความหวานของอ้อย ส่วนไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารที่ช่วยบำรุงต้นใบอ้อยให้เขียว แตกกอได้ดี นอกจากนั้น น้ำปุ๋ยยังมีโซเดียม, แมกนีเซียม, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส ซึ่งมีประโยชน์ต่อพืชอีกด้วย

และจากการที่ซีพีเอฟได้จ่ายน้ำปุ๋ยจากฟาร์มปราจีนบุรี 1 ให้เกษตรกรไปใช้รดไผ่ตงและมันสำปะหลัง มา 4-5 ปี เกษตรกรให้ข้อมูลว่า ช่วยให้ไผ่ตงมีผลผลิต ดีขึ้น สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนมันสำปะหลัง เห็นผลชัดเจนหัวมันมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำปุ๋ยยังช่วยให้ดินร่วนซุย ทำให้ขุดหัวมันง่าย และช่วยลดระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวให้สั้นลงได้อีกด้วย.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ดึงนักกีฬาดัง กู้ภาพลักษณ์คุณภาพนมโรงเรียน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/508999

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ค. 2558 19:30

 

16 ผู้ประกอบการนมโรงเรียน ดึงนักกีฬาดัง ตั้งชมรมฯ รวมพลังกู้ภาพลักษณ์คุณภาพนมโรงเรียน หลังถูกโลกโซเชียลฯ โจมตีหนัก …

วันที่ 2 กค.58 ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี ตัวแทนผู้ประกอบการ 16 ราย นำโดยนายอำนวย ทงก๊ก ประธานสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น นายสุรชาติ คหินทพงษ์ ประธานสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ในฐานะประธานชมรมนมโรงเรียนคุณภาพ นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาชมรมนมโรงเรียนคุณภาพ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “ชมรมผู้ผลิตนมโรงเรียนคุณภาพ” เพื่อรวมตัวกันกอบกู้ภาพลักษณ์นมโรงเรียนเชิงรุก หวังสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค หลังโลกโซเชียลโจมตีหนักเสนอข่าวลบกระทบภาพลักษณ์โครงการ โดยดึงนักกีฬาชื่อดังที่มีประสบการณ์ในการดื่มนมโรงเรียนในวัยเด็กมาร่วมช่วยกู้ภาพลักษณ์ อาทิ “ต้น” นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม นักฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และนักกีฬาทีมชาติไทย และตัวแทนทีมนักวอลเลย์บอลเยาวชนหญิง ทีมชาติไทย ชุดอายุ 17 ปี

นายสุรชาติ คหินทพงษ์ ประธานสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ในฐานะประธานชมรมนมโรงเรียนคุณภาพ เปิดเผยว่า เนื่องจากภาพลักษณ์นมโรงเรียนในมุมมองของคนไทยปัจจุบันมีแนวโน้มเป็นไปในทางลบ โดยเฉพาะโลกสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย (Social Media) เมื่อนมโรงเรียนมีปัญหาเรื่องคุณภาพจะถูกสื่อสังคมออนไลน์โจมตีทันที โดยมีการพาดหัวข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์อย่างมาก อาทิ นมโรงเรียนเน่า นมโรงเรียนบูด หรือนมโรงเรียนปลอม เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างจากการวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นหรือคอมเมนต์ต่างๆ ในสังคมออนไลน์ อาจทำให้เด็กนักเรียนกว่า 7.6 ล้านคนในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนของรัฐบาล ไม่กล้าดื่มหรือบริโภคนมโรงเรียนที่ได้รับแจก และทำให้ความเชื่อมั่นในคุณภาพนมโรงเรียนลดลงได้ในอนาคต

จากกรณีดังกล่าว ผู้ประกอบการในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จำนวน 16 ราย จึงได้หันมาจับมือกันในการจัดตั้ง “ชมรมผู้ผลิตนมโรงเรียนคุณภาพ” ขึ้น โดยขอให้ อ.ส.ค.เป็นที่ปรึกษา เพื่อสร้างความร่วมมือในการกอบกู้ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีของนมโรงเรียนกลับคืนมา โดยมุ่งจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์นมโรงเรียน กิจกรรมเพื่อสังคม

พร้อมส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ และนมยูเอชทีในโครงการฯ ผลิตนมโรงเรียนที่มีคุณภาพส่งมอบให้เด็กนักเรียนได้บริโภคอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพมาตรฐานสูงในระดับสากล และเพื่อสร้างความสามัคคีและเป็นเอกภาพในวิชาชีพผู้ประกอบการผลิตนมโรงเรียน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการจัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนแต่อย่างใด

ด้านนายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาชมรมนมโรงเรียนคุณภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภายหลังแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชมรมผู้ผลิตนมโรงเรียนคุณภาพเรียบร้อยแล้ว ชมรมฯจะเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์นมโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยปีแรกนี้มีแผนเร่งเผยแพร่สารคดีการผลิตนมโรงเรียนคุณภาพสู่สายตาประชาชนทั่วประเทศ

นอกจากนั้น ยังมีแผนจัดกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนในโครงการฯ หรือกิจกรรมซีเอสอาร์ (CSR) และประชาสัมพันธ์เสริมสร้างภาพลักษณ์นมโรงเรียนเชิงรุก ทั้งยังมีแผนดำเนินโครงการพี่เลี้ยงผู้ผลิตนมโรงเรียนคุณภาพด้วย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการยกระดับการผลิตสู่มาตรฐานคุณภาพมากขึ้น ซึ่งอนาคตชมรมฯ ได้มีแผนเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการนมโรงเรียนที่มีศักยภาพ ทั้งสหกรณ์โคนมและผู้ประกอบการเอกชน เข้าเป็นสมาชิกชมรมเพิ่มขึ้นด้วย” นายสุรชาติ กล่าว

ที่ปรึกษาชมรมนมโรงเรียนคุณภาพ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มองนมโรงเรียนในแง่ลบ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพมักถูกสื่อสังคมออนไลน์โจมตีอย่างรุนแรงถึงแม้เกิดปัญหาเพียงเล็กน้อย แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งเด็กนักเรียน โรงเรียน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้จัดซื้อ รวมถึงผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม หากปล่อยทิ้งไว้และไม่เร่งกู้ภาพลักษณ์นมโรงเรียนกลับคืนมา การนำเสนอข่าวลบบ่อยครั้ง อาจทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพ และโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนอาจถูกยกเลิก ซึ่งจะทำให้เด็กนักเรียนทั่วประเทศสูญเสียโอกาสที่จะได้บริโภคนมที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อร่างกาย และเกษตรกรโคนมต่อเลิกอาชีพเพราะขายนมไม่ได้

“ขณะนี้ปัญหานมโรงเรียนไม่มีคุณภาพลดลงอย่างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปรับปรุงระบบการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ของมิลค์บอร์ด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการควบคุมคุณภาพการผลิตและจำหน่ายนมโรงเรียน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น กรมปศุสัตว์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นต้น ” รอง ผอ.อ.ส.ค.กล่าว

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

สั่งด่านตรวจ…คุมเข้มผัก–ผลไม้จีน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/508675

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ค. 2558 05:01

 

เมื่อวันวาน…ผมได้พูดถึงแผนการตรวจสอบสินค้าเกษตรและอาหาร ณ ด่านนำเข้าของไทยรองรับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี (AEC) ในปลายปีนี้ (2558) ซึ่งจะมีการก๊อบปี้พิมพ์เขียวโมเดลตรวจสอบสินค้าพืชแบบ “bottleneck control” ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี…

ณ วันนี้…กรมวิชาการเกษตรสั่งด่านตรวจพืชคุมเข้มผัก–ผลไม้นำเข้าจากจีน ผ่านชายแดนภาคเหนือทั้งทางบก–ทางเรือ ตั้งป้อมสกัดศัตรูพืชกักกัน พร้อมสุ่มตรวจสารตกค้าง เป็นข้อมูลเจรจาทางการค้า เป็นการง้างนกปืนไว้รอแล้ว…

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พูดถึงเรื่องนี้ว่า…ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช 48 ด่านทั่วประเทศ ทั้งด่านตรวจพืชท่าเรือ ด่านตรวจพืชท่าอากาศยาน ด่านตรวจพืชไปรษณีย์ และด่านตรวจพืชตามแนวชายแดน เพิ่มมาตรการควบคุมและตรวจสอบสินค้าพืชผักและผลไม้นำเข้า เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

…โดยเฉพาะด่านตรวจพืชในเขตภาคเหนือ อาทิ ด่านเชียงของ และด่านเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีสินค้าผักและผลไม้จากจีนนำเข้าปริมาณมากและต่อเนื่อง ให้เพิ่มความเข้มงวดตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ในการ ป้องกันศัตรูพืชกักกันหลุดรอดเข้ามาแพร่ระบาดสร้างความเสียหายให้กับแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจภายในประเทศ

เบื้องต้นได้กำชับให้ด่านตรวจพืชตรวจสอบศัตรูพืชอย่างละเอียด พร้อมนำระบบการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชระยะไกลผ่านอินเตอร์เน็ต (Remote Microscope Diagnosis) มาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการตรวจวินิจฉัยศัตรูพืชได้อย่างถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว…

…หากพบว่ามีศัตรูพืชกักกันติดมากับผักหรือผลไม้นำเข้าจะปฏิเสธการนำเข้าและตีกลับสินค้าทันที ถ้าพบศัตรูพืชที่ไม่ใช่ศัตรูพืชกักกันจะให้ผู้ประกอบการดำเนินการกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวก่อน โดยวิธีการที่เหมาะสมกับชนิดของศัตรูพืช เช่น การรมสารเมทิลโบรไมด์ จนมั่นใจว่าศัตรูพืชที่ติดมากับสินค้าถูกกำจัด 100% แล้วจึงจะอนุญาตให้นำเข้าและปล่อยสินค้าเข้ามาได้

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชยังมีการสุ่มตรวจสารตกค้าง ในผักผลไม้ทุกชนิดที่นำเข้าด้วย เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นหลักฐานในการเจรจาต่อรองทางการค้ากับจีนในอนาคต

“…นอกจากควบคุมผักและผลไม้นำเข้าแล้ว กรมวิชาการเกษตรยัง มอบหมายให้ด่านตรวจพืชตรวจสอบศัตรูพืชในผักและผลไม้ส่งออกเข้มงวดมากขึ้นด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชให้กับประเทศคู่ค้า เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคและกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะยาวด้วย…” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตอกย้ำอย่างนั้น…!!

ดอกสะแบง

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“หว้า” กับคุณค่าควรรู้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/508677

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ค. 2558 05:01

 

หว้า เป็นไม้ป่าที่พบขึ้นตามป่าโปร่ง ป่าแล้ง และป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยพันธุ์ดั้งเดิมจะมีผลขนาดเล็ก แต่ปัจจุบันมีผู้นำเอาต้นพันธุ์ที่มีผลขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์เก็บผลขาย ได้รับความนิยมรับประทานอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็น “หว้า” สายพันธุ์ไหนจะมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ และสรรพคุณทางสมุนไพรเหมือนกันทุกอย่างคือ เปลือกต้นมีรสฝาด ต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด แก้ปากเปื่อย คอเปื่อยเป็นเม็ด แก้น้ำลายเหนียว ใบสดอ่อนกินแก้บิด ผลกินแก้ท้องร่วง เมล็ดแก้ปัสสาวะมาก แก้ท้องร่วง ใบต้มเอาน้ำสระล้างแผลสด ตำทาแก้โรคผิวหนัง เมล็ดต้มหรือบดกินแก้โรคเบาหวาน เปลือกต้นต้มน้ำสระล้างบาดแผลสมานดีมาก

หว้า ทั้งพันธุ์ไทยและพันธุ์ผลใหญ่จากต่าง ประเทศมีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกันคือ BLACK PLUM EUGENIA CUMINI (L.) DRUCE อยู่ในวงศ์ MYRTACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนเกือบมน แผ่นใบมีจุดน้ำมันบริเวณขอบใบ

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อย 3-8 ดอก กลีบดอกสีขาว มีเกสรเป็นเส้นฝอยๆสีขาวนวลจำนวนมาก “ผล” เป็นผลสด รูปกระสวย ซึ่งสายพันธุ์ไทยจะมีขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยมือผู้ใหญ่ หากเป็นสายพันธุ์ต่างประเทศผลโตเต็มที่เท่าปลายนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ ต่างกันอย่างชัดเจน ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีม่วงอมแดงหรือสีม่วงคล้ำเกือบดำ รสชาติหวานฝาด รับประทานอร่อยมาก 1 ผล มี 1 เมล็ด มีดอกและติดผลปีละครั้งตามฤดูกาลช่วงฤดูฝน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด และตอนกิ่ง

ปัจจุบัน “หว้า” สายพันธุ์ต่างประเทศที่มีผลขนาดใหญ่ มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 17 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

 

กรกฎาคม 15, 2015 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: