Category Archives: เกษตร

ปล่อยมวนพิฆาต กำจัดหนอนผักผลไม้

http://www.thairath.co.th/content/edu/380552

  • 5 พฤศจิกายน 2556, 05:00 น.

Pic_380552

การปล่อยแมลงที่มีอยู่ในธรรมชาติให้ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืช แม้จะเป็นวิธีดั้งเดิมที่คนสมัยก่อนใช้ โดยไม่ต้องควักเงินซื้อสารเคมีมาฉีดพ่นก็ตาม แต่เกษตรกรสมัยนี้กลับลืมเลือนทำไม่เป็นกัน เพื่อให้เกษตรกรหันมากำจัดแมลงศัตรูพืชด้วยชีววิธี ศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ ได้ศึกษาเพาะเลี้ยงแมลงห้ำ ส่งเสริมให้เกษตรกรในหลายๆพื้นที่ใช้กำจัดหนอนในแปลงผัก

น.ส.ศิริวรรณ  ทุนคุ้มทอง  นักวิชาการศูนย์วิจัยฯ บอกว่า การปลูกคะน้า ผักกาดขาว กะหล่ำปลี กวางตุ้ง หรือไม้ผล มักจะมีหนอนเข้าทำลายผลผลิต ดังนั้นการนำ “มวนพิฆาต” ซึ่งเป็นแมลงปากดูด กัดกินหนอนทุกชนิดเป็นอาหาร ไม่ว่าหนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนชอนใบ หนอนร่านกินใบปาล์ม ห้ำมวนพิฆาตจะกินเหยื่อไม่เลือก ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ดังนั้นการนำมาปล่อยจะช่วยกำจัดหนอนได้เป็นอย่างดี

พื้นที่ 1 ไร่ หลังลงเมล็ดพันธุ์เสร็จ เกษตรกรต้องเพาะเลี้ยงมวนพิฆาตไว้ก่อน สิ่งแรกคือเลี้ยงเหยื่อซึ่งใช้หนอนนกที่เลี้ยงด้วยรำข้าว ไว้เป็นแหล่งอาหารให้พ่อแม่พันธุ์มวนพิฆาตที่ขอได้ฟรีจากศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชฯ โดยนำพ่อแม่พันธุ์ 50 ตัว ใส่ในภาชนะโปร่งใส ปิดปากให้มิดชิดป้องกันมวนหนี ใช้เวลา 1 วัน มันจะวางไข่เรียงเป็นแผง 30-50 ฟองต่อพ่อแม่พันธุ์ 1 คู่

แล้วเก็บไข่ใส่กล่องซึ่งใช้ท่อพีวีซี มาทำเป็นทำโครงกล่องสี่เหลี่ยม ใช้ผ้าขาวบางมาปิดทำผนังให้มิดชิดเพื่อไม่ให้จิ้งจกรบกวน ภายในนำสำลีชุบน้ำใส่เป็นแหล่งอาหารสำหรับตัวอ่อน แค่ 3-4 วัน จะลอกคราบ ในช่วงนี้ใส่หนอนนกให้กินเป็นอาหารต่ออีก 1 วัน หลังจากนั้นเปิดผ้าขาวบาง นำไปปล่อยในแปลงผัก เพื่อให้ออกไปทำหน้าที่กำจัดหนอนที่เริ่มระบาดทุก 2 สัปดาห์

สำหรับเกษตรกรต้องการพ่อแม่พันธุ์ห้ำมวนพิฆาต ติดต่อได้ที่ ม.แม่โจ้, ม.ขอนแก่น, ม.อุบลฯ, ม.นเรศวร, ม.สงขลานครินทร์, ม.เกษตรฯ บางเขน และ กำแพงแสน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 5 พฤศจิกายน 2556, 05:00 น.

อัพเกรด..หงส์เหิน บุกฮอลแลนด์แดนทิวลิป

http://www.thairath.co.th/content/edu/380345

  • 4 พฤศจิกายน 2556, 05:00 น.

Pic_380345

หงส์เหิน ไม้ดอกสวยเติบโตในป่า แต่ออกดอกได้แค่ปีละครั้งในช่วงเข้าพรรษา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงสนับสนุนทุน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ (พืชวงศ์ขิงเพื่อการส่งออก)…ให้ดอกได้ทั้งปี

“เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดปี ไม่ต้องไปเก็บในป่าซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรธรรมชาติมีแนวโน้มหมดไป และผลักดันให้เกิดการค้าขายทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ปี 2553 คณะวิจัยได้ร่วมกับสวนพฤกษศาสตร์และสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เชียงใหม่ ได้ทำการเก็บตัวอย่างหัวพันธุ์หงส์เหินจากป่าทั่วประเทศไทย 50 ชนิด มาผสมข้ามสายพันธุ์ กระทั่งได้หงส์เหินลูกผสม 10 สายพันธุ์ที่สามารถออกดอกได้ทั้งปีเป็นผลสำเร็จแล้ว”

ผศ.ดร.เฉลิมศรี นนทสวัสดิ์ศรี สาขาพืชสวนประดับ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เผยถึงหงส์เหิน 10 พันธุ์ใหม่ ประกอบด้วย… MJP01 สีชมพูอมม่วง, MJP02 สีชมพูอ่อน, MJP03 สีชมพู, MJP04 กลีบประดับสีขาวอมชมพูปลายกลีบบิดอ่อนช้อย ช่อดอกย่อยเป็นรูปถ้วยสีชมพูเข้ม, MJP05 ช่อดอกกลีบประดับสีม่วงอ่อน ช่อดอกย่อยเป็นถ้วยสีขาวอมเหลือง ส่วนดอกจริงสีเหลืองเข้ม

ส่วนพันธุ์ก้านช่อดอกยาว 45-50 ซม. มี 5 พันธุ์ MJ12 ช่อดอกสีขาวขนาด 12-15 ซม. มีอายุการใช้งานนาน, MJ13 ช่อดอกมีขนาด 8-10 ซม. กลีบประดับเป็นถ้วยสีม่วงอ่อน, MJ 14 ช่อดอกมีขนาด 10-12 ซม. กลีบประดับสีชมพูเข้มดอกจริงสีเหลือง, MJ15 ช่อดอกมีขนาด 12-15 ซม. กลีบประดับของดอกย่อยเป็นถ้วยสีม่วงแดง ช่อดอกสีขาว มีลักษณะเด่น ก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นระเบียบ อายุการใช้งานนาน, MJ16 ช่อดอกมีขนาด 10-12 ซม. กลีบประดับดอกย่อยมีลักษณะเป็นถ้วยสีม่วงแดง ช่อดอกมีอายุการใช้งานนาน

โดยหงส์เหินลูกผสมพันธุ์ใหม่นี้  นอกจากจะให้ดอกทั้งปี แต่ละกระถางยังจะให้ดอก 20-30 ก้าน แต่ละก้านออกดอก 1 ช่อ หากนำไปวางในพื้นที่แสงแดดไม่แรง ดอกจะคงทนนาน 20-30 วัน ด้วยลักษณะพิเศษดังกล่าวจึงทำให้ราคาซื้อขายอยู่ที่กระถางละ 50-60 บาท ผศ.ดร.เฉลิมศรี บอกอีกว่า หลังจากได้ทำโปสเตอร์หงษ์เหินไปแนะนำตลาดยังประเทศฮอลแลนด์ ปรากฏว่าได้รับความสนใจมาก

จึงเชื่อว่า หงส์เหินน่าจะเป็นไม้กระถางตัดดอกที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยได้ไม่แพ้ ปทุมมา (กระเจียวบัว) ที่ได้รับความนิยมจากต่างประเทศมาก่อนนี้.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 4 พฤศจิกายน 2556, 05:00 น.

“สเน็กกี้”แชมป์บวบงู พืชผักรักครอบครัว

http://www.thairath.co.th/content/edu/379748

  • 1 พฤศจิกายน 2556, 05:00 น.

Pic_379748

ทั้งที่บวบเป็นพืชผักคู่ครัวไทยมาช้านาน แต่พอพูดถึงบวบทีไร คนไทยมักจะนึกถึง “บวบเหลี่ยม” ก่อนทุกทีไป

ไม่น่าเชื่อว่าบวบเหลี่ยมที่ใครๆคิดว่า น่าจะเป็นเบอร์หนึ่งของพืชตระกูลบวบ วันนี้อยู่ในสถานะสั่นคลอน เพราะมีบวบงูที่พี่น้องภาคอีสานกินกันช้านานได้รุกคืบเข้าไปในตลาดเมืองกรุงและมียอดการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทุกวัน

โดยเฉพาะบวบงูสายพันธุ์ “สเน็กกี้” ของ เจียไต๋ ราชาแห่งเมล็ดพันธุ์พืชผักเมืองไทย ครองใจเกษตรกรปลูกบวบงูของภาคอีสานได้อย่างเหนียวแน่นมายาวนานถึง 17 ปี โดยเจ้าอื่นยังไม่อาจเลื่อยขาเก้าอี้ “สเน็กกี้” แชมป์บวบงูหลายสมัยได้ โดยครองตลาดบวบงูไว้ได้ถึง 80%

นอกจากจะเป็นพืชสมุนไพรสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ที่สำคัญบวบงูเหนือกว่าบวบเหลี่ยม…หักสดจิ้มน้ำพริกกินได้เลย ในขณะที่บวบเหลี่ยมต้องต้มให้สุกก่อนถึงจะกินได้

“แต่เดิมบวบงูที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันจะเป็นพันธุ์พื้นบ้าน มีจุดด้อยในเรื่องให้ผลผลิตต่ำ ต้นละ 1-2 กก. ผลมีสีเขียวเข้มลายพร้อยชัดเจน ผู้บริโภคมองเป็นบวบแก่ไม่น่ารับประทาน นำไปวางขายได้

เพียง 2 วันก็จะเหี่ยว เราเลยต้องทำการปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณสมบัติดีขึ้นกว่าเดิม” กัญญา รอดเสียงล้ำ นักปรับปรุงพันธุ์พืช บริษัท เจียไต๋ จำกัด เล่าถึงที่มาของการพัฒนาพันธุ์บวบงู เมื่อ 20 ปีแล้ว

จนออกมาเป็นพันธุ์ “สเน็กกี้” เมื่อปี 2539 ให้ผลผลิตต่อต้นดก 5-6 กก. ต้นมีความแข็งแรงแตกแขนงได้มากขึ้น ในแต่ละแขนงบางข้อให้ลูกเป็นคู่ ผิวสีเขียวสดใสดูอ่อนวัย วางตลาดได้นานเป็น 3-5 วัน

“ผลจะดกกว่าหรือเปล่าผมไม่รู้ ไม่เคยนับ แต่รู้ว่าลูกที่ออกมายาวตรงเสมอเท่ากัน ใส่ถุงขายส่งง่าย ไม่คดงอเงี้ยวแบบเดิม แถมผิวยังสวยน่ากิน รสชาติหวานหอมกว่าเดิม ถ้าเป็นเมื่อก่อนเอาใส่รถกระบะไปขาย บอกได้เลยว่าขายไม่ออก แต่ 10 กว่าปีให้หลังมานี่ ไม่รู้เพราะอะไร มีเท่าไรไม่พอขาย คงเพราะคนกรุงเทพฯกิน
บวบงูเป็นกันแล้ว จนต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกจาก 4 ไร่ เป็น 20 ไร่”

บุญทา ด้วงอ้อย เกษตรกร บ.ทับพุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ปลูกบวบงูมากว่า 20 ปี เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงนับแต่หันมาปลูก “สเน็กกี้”

ส่วนเรื่องรายได้อยู่ที่ 324,000 บาท/5 ไร่/5 เดือน เฉลี่ยแล้วตกเดือนละ 13,000 บาทต่อไร่…ในขณะที่ปลูกอ้อย 5 ไร่ ต้องใช้เวลา 15 เดือน แต่ได้เงิน 70,000 บาท เฉลี่ยแล้วได้เดือนละไม่ถึงพันบาทต่อไร่

“ปลูกอ้อยปล่อยให้เทวดาเลี้ยงได้ เวลาว่างมีมากให้ไปรับจ้างทำงานอย่างอื่นได้ ไม่เหมือนปลูกบวบงู รายได้มากกว่า แต่ไม่มีเวลาว่าง ต้องอยู่กับบ้าน ต้องดูแลตลอดเวลา เพราะมีงานให้ทำทุกวัน”

เป็นอีกมุมของการปลูกบวบงูที่บุญทายอมรับว่า ช่วยให้ตัวเองได้มีเวลาอยู่กับลูกเมียและครอบครัวมากขึ้น.
ชาติชาย ศิริพัฒน์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ชาติชาย ศิริพัฒน์
  • 1 พฤศจิกายน 2556, 05:00 น.

สมาคมเมล็ดพันธุ์ยัน พ.ร.บ.ใหม่ เกษตรกรได้ประโยชน์ยากผูกขาด

http://www.thairath.co.th/content/edu/379570

  • 31 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

Pic_379570

กรณีกลุ่มเอ็นจีโอได้ตั้งข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ฉบับใหม่ ที่จะนำมาใช้แทน พ.ร.บ.ฉบับปัจจุบัน ว่าจะทำให้เกิดการผูกขาดและสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร น.ส.วนิดา อังศุพันธุ์ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ ไทย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากการผูกขาดในธุรกิจค้าเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ ที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตรแล้วกว่า 300 บริษัท

“เฉพาะบริษัทใหญ่ๆที่ได้มาตรฐานมีเป็นสิบแห่ง เหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เกิดการผูกขาดยาก อุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์เป็นธุรกิจที่จะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาให้มีพันธุ์ใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการของเกษตรกรตลอดเวลา จึงเป็นได้ยากที่จะมีบริษัทไหนคิดผูกขาดไม่ยอมพัฒนาตัวเอง เพราะนั่นเท่ากับเปิดช่องให้คู่แข่งแย่งลูกค้าไป อย่าว่าแต่ผูกขาดแค่ฮั้วกันก็ยังยากที่จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะการแข่งขัน สูงมาก มีคู่แข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศที่พร้อมจะมาชิงลูกค้าตลอดเวลา”

ส่วนเหตุผลความจำเป็นต้อง ร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย อธิบายว่า มาจากความไม่ชัดเจนในคำนิยามคำว่า “พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป” ของ พ.ร.บ.ปัจจุบันกำหนดไม่ชัดเจนและมีการตีความไปในทำนองเป็นพันธุ์พืชอะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ไม่ใช่พันธุ์พืชป่า แต่ถ้ามีการปลูกใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในเมืองไทยได้ ให้ถือเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป

“นิยามแบบนี้ ในทางปฏิบัติเราจะไม่สามารถพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ๆ ได้เลย เพราะลงทุนทำไปแล้วก็จะถูกเหมารวมไปว่าเป็นพันธุ์พืชพื้น เมืองทั่วไปหมด ผลที่ตาม มาทำให้นักลงทุนด้านนี้จะย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นแทนทำให้ไทยเสียประโยชน์ เพราะเรากำลังจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของเอเชียแปซิฟิก (Seed Hub) เพื่อรองรับการก้าวสู่ AEC”

น.ส.วนิดา กล่าวอีกว่า การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่มีแต่เอกชนที่ได้ประโยชน์ เกษตรกรรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าการผลิตเมล็ดพันธุ์สร้างรายได้แน่นอนมั่นคงกว่าปลูกพืช เพราะเนื้อที่แค่ 1 ไร่ ใช้เวลาแค่ 4 เดือน เกษตรกรมีรายได้ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 1 แสนบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 31 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

อนาคต..วิกฤติเกษตรไทย อย่ามองเมินเครื่องจักรกล

http://www.thairath.co.th/content/edu/379375

  • 30 ตุลาคม 2556, 05:01 น.

Pic_379375

“ถึง​บ้าน​เรา​จะ​อุดม​สมบูรณ์ อย่า​คิด​ว่า​ปัญหา​ความ​ไม่​มั่นคง​ด้าน​อาหาร​จะ​ไม่​เกิด อีก 10–20 ปี​ข้าง​หน้า สิ่ง​ที่​เรา​คิด​ว่า​ไม่​มี​ทาง​เกิด อาจจะ​เกิด​ขึ้น​มา​ได้”

นาย​ชวลิต  ชู​ขจร ปลัด​กระทรวง​เกษตร​และ​สหกรณ์ กล่าว​ใน​การ​เปิด​การ​สัมมนา “ลด​ต้นทุน–เพิ่ม​ผล​ผลิต​การ​เกษตร ด้วย​เทคโนโลยี​เครื่องจักร​กล​การ​เกษตร” จัด​โดย สมาคม​สื่อมวลชน​เกษตร​แห่ง​ประเทศไทย (สกท.) เมื่อ​สุด​สัปดาห์​ที่​ผ่าน​มา

เหตุ​ที่​เป็น​เช่น​นั้น ปลัดฯ​ชวลิต ชี้​ว่า  ​มา​จาก​จำนวน​เกษตรกร​ไทย​ลด​น้อย​ลง คน​รุ่น​ใหม่​ไม่​มี​ใคร​อยาก​ทำ​เกษตร​อีก​ต่อ​ไป จาก​เดิม​มี​เกษตรกร 66% ปัจจุบัน​มี​แค่ 35% และ​ใน​จำนวน​ที่​เหลือ​อยู่ ครึ่ง​หนึ่ง​อายุ​เกิน 40…นั่น​แสดง​ว่า อีก 10-20 ปีข้าง​หน้า ​ภาค​เกษตร​จะ​มี​ปัญหา​ขาดแคลน​แรงงาน​หนัก​กว่า​ปัจจุบัน​หลาย​เท่า

แค่​วัน​นี้​ปัญหา​ขาด แคลน​แรงงาน​เพิ่ง​เริ่ม​ต้น ยัง​ขนาด​นี้…ต่อ​ไป​จะ​รุน แรง​แค่​ไหน

สิ่ง​ที่​เห็น​ใน​วัน​นี้ เกษตรกร​หัน​มา​ซื้อ​เครื่องจักร​มา​ใช้​ทดแทน​แรงงาน​มาก​ขึ้น ใน​ประเทศ​มี​การ​ซื้อ​ไม่​น้อย​กว่า​ปี​ละ 3 หมื่น​ล้าน​บาท แต่​สิ่ง​ที่​เป็น​ปัญหา​ก็​คือ เครื่องจักร​กล​การ​เกษตร​ถูก​ออก​แบบ​มา​ให้​เหมาะ​กับ​การ​ทำ​เกษตร​ใน​เนื้อที่​แปลง​ขนาด​ใหญ่…ต้อง​มี​ที่ดิน​ไม่​น้อย​กว่า 200 ไร่ ถึง​จะ​ซื้อ​มา​ใช้​แล้ว​คุ้มค่า​ต่อ​การ​ลงทุน

“แต่​เกษตรกร​ไทย​ส่วน​ใหญ่​มี​ที่ดิน​ราย​ละ​ไม่​กี่​สิบ​ไร่ ต่าง​คน​ต่าง​ซื้อ​ไป​ใช้​เอง นอกจาก​จะ​ไม่​คุ้ม​ ยัง​จะ​เป็น​การ​สร้าง​ภาระ​หนี้​ให้​เกษตรกร​มาก​ขึ้น ที่​ผ่าน​มา​ กระทรวงฯมี​นโยบาย​จะ​จัดตั้ง​ศูนย์​เครื่องจักร​กล​ทางการ​เกษตร​ชุมชน​ทั่ว​ประเทศ เพื่อ​ให้​เกษตร​กรได้​หมุนเวียน​นำ​ไป​ใช้ได้​อย่าง​คุ้มค่า แต่​ปรากฏ​ว่า งบประมาณ​ที่​ขอ​ไป 3,000 ล้าน​บาท ถูก​ตัด​เหลือ​แค่ 14 ล้าน จึง​ทำ​อะไร​แทบ​ไม่ได้​เลย ต้อง​รอ​ขอ​ใหม่​ใน​ปี​หน้า”

นาย​เปรม ณ สงขลา บรรณาธิการ​วารสาร​เคห​เกษตร ผู้​คลุกคลี​อยู่​ใน​วงการ​มาก​ว่า 40 ปี มอง​ว่า หาก​ภาค​รัฐฝ่าย​นโยบาย ​ยัง​คง​นิ่งเฉย​ต่อ​ปัญหา​นี้ สิ่ง​ที่​จะเกิด​ขึ้น​ต่อ​ไป​ใน​อนาคต​ข้าง​หน้า…การ​ขาย​ที่ดิน​เพื่อ​การ​เกษตร​จะ​เกิด​ขึ้น​ตาม​มา​มากมาย

“เมื่อ​แรงงาน​ขาดแคลน เครื่องจักร​กล​เข้า​มา​แทน เกษตรกร​ราย​ย่อย​มี​ที่ดิน​น้อย​ซื้อ​เครื่องจักร​มา​ใช้​ก็​ไม่​คุ้ม ​มี​หนี้​เพิ่ม ทำ​เกษตร​แล้ว​มี​แต่​ขาดทุน ไม่​มี​ทาง​ที่​จะ​สู้​เกษตรกร​ราย​ใหญ่​ได้ ที่​ลงทุน​ทำ​ไป​แล้ว​คุ้มค่า ใน​ที่สุด​ก็​ต้อง​ขาย​ที่ดิน ปัญหา​แบบ​นี้​ที่​อื่น​ก็​เกิด ญี่ปุ่น​ก็​มี​ปัญหา​ถึง​ขั้น​ต้อง​ออก​กฎหมาย​ห้าม​ขาย​ที่​นา

เพราะ​รัฐบาล​กลัว​ปัญหา​อาหาร​ขาดแคลน แถม​ชาว​นา​ญี่ปุ่น​มี​แต่​ผู้​สูงอายุ​มาก​กว่า​ไทย​เสีย​อีก แต่​เมื่อ​มี​กฎหมาย​ห้าม​ขาย​ที่​นา ชาว​นา​ญี่ปุ่น​ก็​ใช้​วิธีการ​รวม​ตัว​กัน​เป็น​กลุ่ม เพื่อ​ให้​ได้ที่​ดิน​แปลง​ใหญ่ และ​ซื้อ​เครื่องจักร​มา​ใช้​ร่วม​กัน​เพื่อ​ลด​ต้นทุน และ​แปลง​นา​มี​ขนาด​ใหญ่ ควบคุม​คุณภาพ​การ​ผลิต​ได้​ข้าว​มาก ผล​ที่​ตาม​มา​ ตั้ง​โรงสี​ได้ ทำ​ตลาด​เอง​ได้ เพราะ​ทำ​ไป​แล้ว​คุ้มค่า ครบ​วงจร ชาว​นา​ญี่ปุ่น​จึง​ไม่​ถูก​เอา เปรียบ​เหมือน​เกษตรกร​ไทย”

อินเดีย มาเลเซีย​ก็​เช่น​กัน เดิม​เป็น​ประเทศ​ที่​มี​ปัญหา​ผลิต​ข้าว​ได้​ไม่​พอ​บริโภค ก็​ใช้​วิธีการ​ทำ​ระบบ​นา​รวม​เพื่อ​รอง​รับ​การ​ใช้​เครื่องจักร​กล​ทางการ​เกษตร​ให้​คุ้มค่า นอกจาก​จะ​ได้​ประโยชน์​ใน​เรื่อง​ลด​ต้นทุน​การ​ผลิต ควบคุม​การ​ปลูก ปัก​ดำ ใส่​ปุ๋ย พ่น​ยา ได้​อย่าง​มี​ประสิทธิภาพ…ไม่​ใช่​ใส่​ปุ๋ย​ใช้​ยา​กัน​แบบ​มั่วๆ ผล​ผลิต​เท่า​เดิม​แต่​ต้นทุน​สูง​เหมือน​อย่าง​บ้าน​เรา

เพราะ​เหตุ​นี้​แหละ อินเดีย​ถึง​ถีบตัว​เอง​จาก​ประเทศ​ปลูก​ข้าว​ได้​ไม่​พอ​กิน กลาย​เป็น​ประเทศ​ผู้​ส่ง​ออก​อันดับ 1 แทน​ไทย ใน​ขณะ​ที่​เรายัง​งมโข่ง​อยู่​กับ​เรื่อง​เดิมๆ

เดิน​ตาม…ให้​ควาย​จูง​กัน​ทั้ง​ประเทศ ไม่​ยอม​เปลี่ยนแปลง.
ชาติ​ชาย  ศิริ​พัฒน์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ชาติชาย ศิริพัฒน์
  • 30 ตุลาคม 2556, 05:01 น.

เร่งถอนข้าวลงอ้อย ให้ทันช่วงข้ามแล้ง

http://www.thairath.co.th/content/edu/379147

  • 29 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

Pic_379147

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าปรับพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมให้ผลผลิตน้อย ในรัศมี 50 กิโลเมตร จากโรงงานน้ำตาล หวังให้ชาวนาหันมาปลูกอ้อยโรงงานแทน พร้อมโปรยคำหอมช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  การจัดพื้นที่หรือโซนนิ่งให้เหมาะสมในการทำเกษตร เป็นเรื่องที่หลายๆประเทศในกลุ่มอาเซียนต่างให้ความสำคัญ  ในบ้านเรามีการประกาศโซนนิ่งทางการเกษตรไปแล้วกว่า 20 ชนิดและจากข้อมูลสถานการณ์น้ำตาลจากทั่วโลก พบว่า ตลาดยังมีความต้องการบริโภคมาก โดยเฉพาะในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา

ถึงแม้ว่าประเทศบราซิลจะเป็นแหล่งที่ปลูกอ้อยได้ดีที่สุดในโลก แต่บราซิลส่งน้ำตาลไปขายในภูมิภาคแถบนี้เพียงแค่ 35% ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะต่อการปลูกข้าว โดยเฉพาะพื้นที่นาดอนเปลี่ยนมาปลูกอ้อยโรงงานแทน

เนื่องจากกระบวนการอ้อยและน้ำตาลมีระบบที่ชัดเจน ขณะนี้กระทรวงฯได้ขอความร่วมมือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายโซนนิ่งแล้ว พร้อมเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริม กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจวิเคราะห์สภาพดินที่อยู่ในพื้นที่รัศมี 50 กิโลเมตรจากโรงงานน้ำตาลทั้ง 20 แห่ง ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก 33 จังหวัด

หากพบว่า การปลูกข้าวได้ผลผลิตน้อยให้เปลี่ยนมาปลูกอ้อยโรงงาน โดยตั้งเป้า 800,000 ไร่ ซึ่งหลังจากจัดพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ทางคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลจะให้เงินยืมสนับสนุนเกษตรกร (เงินเกี๊ยว) เป็นค่าสนับสนุนในการปรับเปลี่ยนพืชและเป็นค่าพันธุ์อ้อยไร่ละ 8,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามกลไกที่โรงงานให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทั่วไปอยู่

อย่างไรก็ตามการปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตดี ได้น้ำตาลที่มีคุณภาพ มีความหวานสูง และทันต่อการเปิดหีบอ้อยในปีต่อไป ซึ่งระยะเวลาปลูกที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือที่เรียกว่าเป็นช่วงข้ามแล้ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

ปลาร้าบองแม่ตุ้ย สุกจากไห…บินไปนอก

http://www.thairath.co.th/content/edu/378901

  • 28 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

Pic_378901

“ทุกวันนี้คนอีสานไปอยู่ในหลายประเทศมากขึ้น โอกาสที่จะทำปลาร้าส่งขายต่างประเทศจึงเปิดกว้าง จึงไม่แปลกที่ปลาร้าบองแม่ตุ้ยท่าตูม ผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร จ.อุดรธานี จะถูกส่งไปขายญี่ปุ่น ไต้หวัน และ สหรัฐอเมริกา”

นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พูดถึงปลาร้าบองของฝากอุดรธานี (ท่าตูม) ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านท่าตูม ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี หนึ่งในสินค้าโอทอประดับ 3-5 ดาว ที่ถูกคัดสรรให้มาจำหน่ายในงาน “OTOP เพื่อสุขภาพ” ที่ชาเลนเจอร์ 1-2 อิมแพค เมืองทองธานี…จนคนที่มาชมงานยืนกันเต็มหน้าร้าน พาให้ร้านอื่นอิจฉาไปตามๆกัน

ส่วนที่มาของปลาร้าโกอินเตอร์ นางวนิดา โคตรศาลา (แม่ตุ้ย) เล่าว่า สืบเนื่องจากปี 2544 กรมการพัฒนาชุมชนได้เข้ามาอบรมสอนทำขนม ทอเสื่อ ทอผ้า เพื่อเอาไปขายในโครงการสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์…แต่ทำได้ไม่นานตลาดเริ่มตัน เพราะมีแม่บ้านหลายกลุ่มทำผลิตภัณฑ์ซ้ำๆกัน

“เราจึงเลิกขาย หันมาทำปลาร้าแทน เพราะวัตถุดิบ ปลา ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หาได้ง่าย ในหมู่บ้านมีครบทุกอย่าง ถึงหลายคนจะมองว่าตลาดคงไปไม่รอด เพราะคนอีสานจะหมักปลาร้าไว้กินกันเกือบทุกบ้าน จะไปขายให้ใคร แต่เราตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องทำปลาร้าให้เป็นที่ยอมรับ นำไปวางขายในห้างสรรพสินค้าให้ได้ และต้องให้ถึงขั้นส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย เพราะปลาร้าจะดีไม่ดีต้องหมักข้ามปี เนื้อปลาร้าจะแดงหอม รสชาติอร่อย”

หลังจากหมักได้ที่ถึงจะเอามาทำปลาร้าบองได้หลากหลายรูปแบบ…น้ำปลาร้าสุกปรุงรส,  น้ำปลาร้าเข้มข้น, น้ำพริกตาแดง, น้ำพริกปลาย่าง, ปลาร้าบองแมงดา, ปลาร้าบองสมุนไพร แต่เครื่องปรุงทุกอย่างที่นำมาเป็นส่วนผสมต้องอบให้สุกเพื่อให้เก็บได้นาน ถูกสุขอนามัย เพราะคนกินสมัยนี้จะเน้นเรื่องความสะอาดที่มาก่อนความอร่อย

และถ้าจะส่งไปต่างประเทศ  ต้องทำเป็นปลาร้าผงหรือบองผง เพื่อสะดวกต่อการส่งออกและการบริโภคในต่างประเทศ…แค่ใส่น้ำต้มสุกคนให้ข้น เพียงเท่านี้จิ้มผักกินได้แซบอีหลีทันที

ฉะนั้นไม่น่าแปลกใจทำไมปลาร้าบองท่าตูมถึงได้ไปนอก เพราะแค่เอามาจิ้มเนื้อแกะ จิ้มผักสลัด…บอกได้คำเดียว สเต็กเนื้อเซอร์ลอยจิ้มแจ่ว เอากลับไปเลย.
เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 28 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

คนเลี้ยงช้างจี้รัฐสนองข้อเรียกร้อง ขู่นำ 100 เชือกบุกทำเนียบฯ​

http://www.thairath.co.th/content/region/378631

Pic_378631

ผู้เลี้ยงช้างยันปักหลักชุมนุม ขู่รัฐทำตามข้อเสนอ หากไม่มีคำตอบภายในวันที่ 28 ต.ค. เตรียมบุกทำเนียบฯ ทันที…

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 25 ต.ค. 56 ที่หมู่บ้านช้างเพนียดหลวง (เพนียดคล้องช้าง) หมู่ 3 ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านผู้เลี้ยงช้างและช้างกว่า 100 เชือก มารวมตัวกันเพื่อประท้วงขับไล่ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้ นายดำรงค์ พิเดช กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ออกมาขอโทษชาวช้าง ต่อการที่ออกมาพูดดูถูกเหยียดหยามชาวช้าง โดยมี นายลายทองเหรียญ มีพันธุ์ เจ้าของวังช้างอยุธยาแลเพนียด และประธานมูลนิธิคชบาล เป็นแกนนำ

ต่อมา พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางมาเจรจรา พร้อมด้วย นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา และตัวแทนชาวช้างกว่า 10 คน เข้าประชุมหารือนานกว่า 2 ชม. และรับหนังสือข้อเรียกร้องของชาวช้าง ที่ต้องการให้ปลด หรือย้ายนายดำรงค์, ดำเนินการช่วยเหลือชาวช้างที่มีมติประชุมที่กระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วน และให้กระทรวงมหาดไทยแก้ไขช้างที่ถูกยึดทั้งหมดและส่งคืนปางช้างโดยเร็ว ซึ่ง พล.ต.อ.ประชา บอกว่า เห็นใจชาวช้าง ที่ผ่านมาคุยกันรู้เรื่อง แล้วจะนำหนังสือไปเสนอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก่อน

ส่วนชาวช้างกว่า 100 ชีวิต และช้างกว่า 100 เชือก ยังคงปักหลักรอคำตอบจากรัฐบาล ภายในวันที่ 28 ต.ค. หากไม่มีคำตอบขู่จะบุกทำเนียบรัฐบาลทันที

สืบเนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 แก้ไขปัญหาค้างาช้างตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ กำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองช้าง แจ้งต่อพนักงานมีการครองครองช้างเป็นการนิรโทษกรรมและขึ้นทะเบียนช้างใหม่ทั่วประเทศฝ่าฝืน (ม.3 และ ม.4) ติดคุกไม่เกิน 10 ปี และเสียเงินค่าปรับไม่เกินสองล้านบาท (ม.12) กลุ่มคนเลี้ยงทั่วประเทศรู้สึกถูกรัฐข่มเหง ออกกฎหมายไม่เป็นธรรม บังคับใช้กับคนเลี้ยงช้างโดยไม่ถามและยึดช้างไปตรวจสอบ จนบางเชือกล้มป่วยและล้มตาย โดยไม่เหลียวแล จึงเรียกร้องขอให้รัฐทบทวนการออกกฎหมาย แต่ยังนิ่งเฉย จนเกิดการรวมตัวประท้วงกันทั่วประเทศ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 25 ตุลาคม 2556, 21:22 น.

‘ยุคล’เร่งขับเคลื่อนโซนนิ่ง ปรับนาข้าวเป็นไร่อ้อย

http://www.thairath.co.th/content/edu/378590

  • 25 ตุลาคม 2556, 19:43 น.

Pic_378590

“ยุคล ลิ้มแหลมทอง” ประสานผู้ว่าฯ ขับเคลื่อนนโยบายโซนนิ่งระดับจังหวัด ปรับนาข้าวเป็นไร่อ้อย เร่งรัดหน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 2-3 เดือน รับฤดูกาลปลูกอ้อย…

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 56 นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมเป็นอ้อยโรงงาน ว่า กระทรวงเกษตรฯ จำเป็นต้องเร่งรัดดำเนินโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมมาปลูกอ้อยโรงงานในพื้นที่เป้าหมาย 33 จังหวัด จำนวน 8 แสนไร่ โดยเฉพาะพื้นที่ 50 กิโลเมตรรอบโรงงานน้ำตาล 20 แห่ง ที่มีความต้องการวัตถุดิบเพิ่ม เพื่อให้ทันฤดูกาลปลูกอ้อยที่เหมาะสมของปีนี้ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. หรือเรียกว่าช่วงข้ามแล้ง ที่ในช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้อ้อยมีเปอร์เซ็นต์ความหวานสูง น้ำตาลมีคุณภาพดี

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ขอความร่วมมือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายโซนนิ่งระดับจังหวัด  เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนนี้ โดยเฉพาะการให้ความรู้และทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ ปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวมาเป็นอ้อยที่สร้างรายได้สูงกว่าหลายเท่า

สำหรับมาตรการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกอ้อย นอกจากการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.อ้อยน้ำตาล และโรงงานอ้อยน้ำตาล แล้ว ยังช่วยเหลือเงินลงทุนบางส่วน หรือเรียกว่า เงินเกี๊ยว เช่น ค่าต้นพันธุ์ ค่าปรับเปลี่ยนพื้นที่ เฉลี่ยไร่ 8,000 บาท ซึ่งถือว่ายังเป็นไปตามกลไกเดิมที่โรงงานให้การสนับสนุนแก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทานจะเข้าไปสนับสนุนเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็กให้แก่เกษตรกรควบคู่กันไปด้วย โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านวิชาการ โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์อ้อน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากจำนวนผลผลิตที่มากขึ้น จากปัจจุบันที่เกษตรกรผลิตได้เฉลี่ย 11 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 15 ตันต่อไร่ โดยขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 20,000 ไร่ ใน จ.มหาสารคาม  บุรีรัมย์ และกำแพงเพชร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 25 ตุลาคม 2556, 19:43 น.

แตงโมเหลืองใครว่าสู้แดงไม่ได้ เจียไต๋จัดให้..หวานแน่นหอมกว่า

http://www.thairath.co.th/content/edu/378285

  • 25 ตุลาคม 2556, 05:00 น.

Pic_378285

แตงโมในโลกนี้มีอยู่ด้วยกัน 5 สี…ขาว, ชมพู, แดง, ส้ม และเหลือง

สำหรับบ้านเรา แตงโมที่มีให้เห็นบ่อย คือสีแดง สีเหลือง…แต่ที่คุ้นกันจริงๆจะเป็นเนื้อในสีแดง ถึงขนาดเพียงแค่แรกเห็นยังไม่ทันได้ลิ้มลอง ต่อมจิตใต้สำนึกจะกระตุ้นจินตนาการนึกคิดไปล่วงหน้า… แตงโมสีแดงจะหวานอร่อยกว่าแตงโมเนื้อเหลืองที่สีสันจืดจางสู้แดงเข้มไม่ได้

แต่วันนี้หาได้เป็นเช่นนั้น…แตงโมเนื้อแดง หวานอร่อยสู้เนื้อเหลืองไม่ได้แล้ว

โดยเฉพาะแตงโมสายพันธุ์ “รัน รัน” ผลงานของ พงศ์ศักดิ์ พงษ์อริยทรัพย์ นักปรับปรุงพันธุ์พืช บริษัท เจียไต๋ จำกัด ที่ได้ใช้เวลาในการรวบรวมพันธุ์แตงโมเนื้อเหลืองทั่วทั้งโลกมานานถึง 4 ปี และใช้เวลาในการพัฒนาสายพันธุ์อีก 3 ปี กว่าจะได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 30 คู่ มาปลูกผสมข้ามสายพันธุ์ในแปลงทดลองอีก 2 ปี จนออกมาได้พันธุ์ที่แน่ใจว่า แตงโมเนื้อเหลืองที่มีรสชาติหวานเนื้อแน่น ให้ผลดกกว่าพันธุ์อื่นๆ ทนต่อสภาพอากาศทุกฤดู และนำมาปลูกทดสอบในพื้นที่แปลงปลูกจริงอีก 2 ปี

11 ปีที่ผ่านไป วันนี้เจียไต๋จึงมั่นใจเต็มร้อย แตงโมเนื้อเหลืองสายพันธุ์ที่ใช้ชื่อว่า “รัน รัน” ให้ผลิตผลเหมือนที่ฝันไว้

“นอกจากจะให้ผลดก เนื้อแน่นหวานกว่าแตงโมที่มีขายอยู่ในบ้านเราตอนนี้แล้ว รัน รัน ยังเป็นพันธุ์ที่เราออกแบบมาให้เหมาะต่อการขนส่งในระยะทางไกลอีกด้วย เพราะได้ปรับปรุงพันธุ์ให้ลูกผลออกมามีลักษณะรูปทรงหมอน นำไปวางเรียงในรถจะทำได้ง่ายกว่าผลทรงกลมที่กลิ้งไปกลิ้งมา และยังปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้อหนาเปลือกบางแต่เหนียว เพื่อลดปัญหาแตงโมแตกระหว่างการขนส่ง” พงษ์ศักดิ์ คุยอวดสรรพคุณพันธุ์แตงโมฝีมือตัวเอง

ด้าน นายเคน แสนมี ประธานสหกรณ์ผู้ผลิตแตงโมสกลนคร และชาวสวนแตงโมรายใหญ่ที่ได้นำแตงโมงสายพันธุ์ รัน รัน มาปลูกนานกว่า 2 ปี ยอมรับว่า ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์อื่นๆจริง

“ปลูกแตงโมมากว่า 20 ปี พันธุ์อื่นๆที่เคยปลูกมาอย่างเก่ง 1 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 3 ตัน แต่พันธุ์นี้ 1 ไร่ ได้ 5-6 ตัน ยิ่งถ้าเป็นหน้าแล้งด้วยแล้ว ได้ถึง 9 ตันเลยทีเดียว นอกจากนั้นในเรื่องการแตกเสียหายระหว่างขนส่งยังไม่เจอเลย ต่างจากพันธุ์อื่นที่ขนส่งไปกรุงเทพฯ แต่ละเที่ยวต้องมีแตงโมแตกเสียหายไม่น้อยกว่า 10%”

ส่วนเรื่องความหวานอร่อย จากประสบการณ์ 20 ปี ปลูกแตงโมเนื้อเหลืองมาไม่รู้กี่สายพันธุ์ ยอมรับว่า “รัน รัน” เนื้อหวาน แน่น และหอมกว่า ทุกพันธุ์ที่เคยปลูกมา.
ชาติชาย  ศิริพัฒน์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ชาติชาย ศิริพัฒน์
  • 25 ตุลาคม 2556, 05:00 น.
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,712 other followers

%d bloggers like this: