ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“ขนุนจำปากรอบ” หวานปนเปรี้ยวอร่อย พฤศจิกายน 17, 2012

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/305753

14 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_305753

ขนุนที่มีเนื้อหรือยวงเป็นสีจำปา มีไม่กี่สายพันธุ์ ซึ่ง “ขนุนจำปากรอบ” เป็นขนุนที่นิยมปลูกเฉพาะถิ่นแถบ จ.ปราจีนบุรี มาช้านานแล้ว เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการเอาเมล็ดของขนุนชื่อฟ้าถล่มไปเพาะขยายพันธุ์จนแตกต้นขึ้นมาปลูกเลี้ยงจนติดผลสุก เมื่อผ่าแกะเนื้อปรากฏว่า เนื้อหรือยวงกลายเป็นสีจำปาน่าชมยิ่ง แตกต่างจากเนื้อหรือยวงของขนุนฟ้าถล่มสายพันธุ์แม่ที่เป็นสีเหลืองอย่างชัดเจน

เนื้อ มีความบางกว่าเนื้อของขนุนฟ้าถล่มเล็กน้อย รสชาติหวานปนเปรี้ยวนิดๆ กรอบ ไม่เละอร่อยมาก จึงถูกตั้งชื่อว่า “ขนุนจำปากรอบ” พร้อมขยายพันธุ์ปลูกเก็บผลแกะเนื้อขายได้รับความนิยมจากผู้รับประทานอย่างแพร่หลายมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่เดินทางไปท่องเที่ยวที่ จ.ปราจีนบุรี จะชื่นชอบมาก เนื่องจากมีรสเปรี้ยวนิดๆด้วยนั่นเอง

ขนุนจำปากรอบ มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ยืนต้น สูงระหว่าง 5-8 เมตร ไม่สูงใหญ่เหมือนขนุนฟ้าถล่มอย่างชัดเจน “ผล” เป็นรูปกลมยาว ดูไม่ค่อยจะสวยงามนัก เนื่องจากไม่เรียบ มีโหนกนูนหรือเป็นกระปุ่ม–กระปํ่าทั่วทั้งผลคล้ายผลไม่สมบูรณ์ ผลเมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 15-18 กิโลกรัม มีเนื้อหรือยวงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล เนื้อหรือยวงเป็นสีจำปาไม่เป็นสีเหลืองตามที่กล่าวข้างต้น รสชาติหวานปนเปรี้ยวกรอบอร่อยมาก ติดผลปีละครั้งตามฤดูกาลและติดผลดก ผลสุกสามารถเก็บได้นานหลายวัน

กว่าขนุนสายพันธุ์อื่น เมื่อแกะเนื้อหรือยวงรับประทานจะยังคงความกรอบอร่อยเช่นเดิมและไม่เละ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และเสียบยอด

ปัจจุบัน “ขนุนจำปากรอบ” มีกิ่งพันธุ์ขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป เหมาะจะปลูกเพื่อเก็บผลรับประทานในครัวเรือนหรือแกะเนื้อขายคุ้มค่ามากครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 14 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

วิถีอนุรักษ์ชาวนาไทย ‘ลงแขกเกี่ยวข้าว’ ประหยัด สร้างความสามัคคี

http://www.thairath.co.th/content/edu/306138

17 พฤศจิกายน 2555, 10:00 น.
Pic_306138

ชาวนาสกลนคร ยังคงอนุรักษ์ประเพณี ”ลงแขกนาวาน” หวังลดค่าใช้จ่ายฤดูเก็บเกี่ยว เผยหากใช้เครื่องเสียเงินมากกว่าหลายเท่า แต่การลงแขกนาวานเพียงแค่เลี้ยงข้าว อาหารกลางวัน-อาหารเย็น และยังเป็นการสร้างความสามัคคี พึ่งพากันในยามวิกฤติแล้งแบบนี้…

หากผ่านไปตามท้องไร่ท้องนา ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องยอมรับกันว่า เห็นแล้วเหนื่อยใจแทนเกษตรกรจริงๆ เงินก้อนที่เก็บหอมรอมริบมาเป็นปี จากการขายผลผลิตจากข้าวในยุ้งฉาง เพื่อนำเงินมาลงทุนทำนาปี ในปีการผลิต 2555/56 หวังที่จะมีรายได้มาจุนเจือใช้จ่ายในครอบครัว ส่งเสียบุตรหลานได้เล่าเรียน ผ่อนจ่ายหนี้สินที่กู้ยืมมา แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปีที่แล้วน้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์เสียเหลือเกิน จนท่วมไร่นาเสียหายไปทุกพื้นที่ยังไม่พอ ปีนี้ต้องมาแล้งน้ำจนพื้นดินแตกระแหง รวงข้าวที่ตั้งท้องเรียงรายหลายแสนไร่ ต่างพากันล้มตายเพราะขาดน้ำไปหล่อเลี้ยง บางคนหมดหนทาง ต้องดิ้นรน ยอมควักกระเป๋าเพิ่มอีก เพื่อมาจ่ายค่าน้ำมันในการสูบน้ำเข้าไร่นา หรือไม่มีก็ต้องไปเช่าคนอื่นมาอีก

อย่างเช่นพื้นที่นาของ ‘นางเขียน สิมแสงมี’ อายุ 52 ปี อำเภอเต่างอย จ.สกลนคร ซึ่งมีพื้นที่นา 13 ไร่ ก็อาจเป็นหนึ่งคนที่โชคดี เพราะต้นข้าวในนาสามารถสุกได้ทันพร้อมเก็บเกี่ยว เกือบหนีไม่ทันความแห้งแล้งที่คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ โดยนางเขียนบอกว่า จากรายจ่ายที่มีมากขึ้นเพราะต้องสูบน้ำจากแหล่งน้ำเข้าไร่นาของตน และต้องคอยดูแลจนกว่าข้าวจะสุก แม้หลายคนจะเร่งเกี่ยวข้าวเพื่อหนีแล้งด้วยการใช้เครื่องเกี่ยวข้าว แต่มองว่าต้องจ่ายเพิ่มอีก ซึ่งมีค่าบริการ 700-750 บาท ต่อไร่ ที่นา 13 ไร่ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 11,000-12,000 บาท หรือหากมีการจ้างคนมาเกี่ยวก็เฉลี่ย 250-300 บาท ต่อคนต่อวัน จึงทำให้รายจ่ายมีมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งข้าวก็ไม่ทราบว่าจะขายได้มากน้อยเพียงใด

นางเขียน เล่าว่า ตนต้องหาวิธีลดรายจ่าย ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจใช้วิธีประเพณีลงแขกนาวาน ซึ่งปัจจุบัน การลงแขกนาวาน จะมีค่าใช้จ่ายเพียง 1- 2 พันบาท ก็คือเจ้าของนาที่ไปไหว้วานพี่น้อง ญาติ หรือเพื่อนบ้านมาก็ไปรับไปส่งและเลี้ยงอาหารกลางวันและเย็น สำหรับนาวานในที่นาของตนได้ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านมาช่วยถึง 30 คน ทั้งชายและหญิง ต่างพากันใช้เคียวเกี่ยวข้าวอย่างขยันขันแข็ง นา 13 ไร่ จะใช้เวลาเกี่ยวเพียง 1 วันก็สามารถเกี่ยวแล้วเสร็จแล้ว หลังจากนั้นก็ไปช่วยคนอื่นๆ ในกลุ่ม อีกคนละวันหรือ 2 วัน จนกว่าจะหมด ซึ่งถือว่าเป็นการอาศัยไหว้วานกัน แสดงออกถึงความรักความสามัคคีระหว่างชาวบ้านในชุมชน โดยไม่แบ่งแยกว่าจะเป็นสีใด เรามีสีเดียวคือสีชาวนา นับว่าเป็นความรักและการแบ่งปันที่คุ้มค่า

“การลงแขกนาวาน เป็นประเพณีที่มีมานาน สมัยโบราณแต่เดิมนั้นไม่มีเครื่องจักรทันสมัยอำนวยความสะดวก เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว หากมีนามากยิ่งใช้เวลานานในการเก็บเกี่ยว ซึ่งจะทำให้ข้าวแห้งเกินไปและกรอบเร็ว ลำพังคนมีไม่กี่คนก็จะเก็บเกี่ยวไม่ทัน จึงเป็นที่มาของการเรียกคนจำนวนมากมาช่วยกันเก็บเกี่ยว นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนในการเก็บเกี่ยวข้าว ตนมองว่าทุกคนที่ต่างมาช่วยกันก็มาด้วยความรักใคร่สามัคคีกัน ได้พบปะพูดคุย ถามสารทุกข์สุกดิบซึ่งกันและกัน พึ่งพาและเกื้อกูลกัน หากที่นาของตนเกี่ยวหมดแล้วคนที่มีนารอเก็บเกี่ยวก็จะไหว้วานกลุ่มเดียวกันไปเกี่ยวที่นาของผู้ที่ร้องขอมา นับได้ว่าเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันในวิกฤติภัยแล้งแบบนี้ อันเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเพณีลงแขกนาวานอยู่คู่กับชาวไทยต่อไป” นางเขียน กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 17 พฤศจิกายน 2555, 10:00 น.
 

มหกรรมดอกไม้อาเซียน อบจ.เชียงรายจัดยิ่งใหญ่

http://www.thairath.co.th/content/edu/306074

15 พฤศจิกายน 2555, 05:15 น.
Pic_306074

เมื่อเร็วๆนี้ นายพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนางสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2012” โดยปีนี้ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้เปลี่ยนชื่องานจาก “เชียงราย ดอกไม้งาม” มาเป็น “มหกรรมดอกไม้อาเซียนเชียงราย” ซึ่งจัดรูปแบบงานเน้นการเชื่อมโยงไปถึงการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมีขึ้นในปี 2558 ภายในงานมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ไม้ดอกเมืองหนาว และการนำสินค้าทางการเกษตรมาจำหน่าย โดยเพิ่มการแสดงของกลุ่มประเทศอาเซียนมาร่วมเติมสีสันให้กับงานยิ่งใหญ่ขึ้นเป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว

นางสลักจฤฎดิ์ นายก อบจ.เชียงราย เผยว่า ปีนี้มีกิจกรรมที่แตกต่างออกไปจากปีที่ผ่านมา มีการจัดขบวนเรือดอกไม้ในแม่น้ำกก ขบวนเรือที่สวยงามเต็มแม่น้ำกก การจัดตลาดน้ำอาเซียน สำหรับพื้นที่จัดงานแบ่งเป็น 5 โซน คือ สวนไม้ดอกเมืองหนาวและเมืองร้อน โซนสิ่งแปลกตาทั้งพืชและสัตว์ โซนตลาดน้ำอาเซียน โซนแสดงศิลปวัฒธรรมทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน โซนงานแสดงสินค้า โซนริมแม่น้ำจัดประกวดมิสอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีโดมหิมะโดยจะทำให้มีหิมะตกตลอดตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.55 ถึงวันที่ 6 ม.ค.56 การจัดงานครั้งนี้เพื่อยกระดับขึ้นสู่สากล ไม่ใช่การจัดงานในระดับท้องถิ่นดังที่ผ่านมาและเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 15 พฤศจิกายน 2555, 05:15 น.
 

จัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา-ท่าจีน ผันจากแม่กลองช่วยแก้ภัยแล้ง

http://www.thairath.co.th/content/edu/306076

15 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_306076

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เผยว่า กรมชลประทานได้ประชุมจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี พ.ศ.2555/2556 ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีนในเขตชลประทาน โดยกำหนดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์รวม 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 600 ล้าน ลบ.ม.และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้กับ โครงการชลประทานต่างๆ ตั้งแต่เดือน พ.ย.55 ถึงเดือน เม.ย.56 และเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการจึงวางแผนผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยเหลืออีก 1,000 ล้าน ลบ.ม.

นายกรรณชิง ขาวสอาด ผู้อำนวยการส่วนจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา สำนักชลประทานที่ 3 เผยว่า แผนการจัดสรรน้ำในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดสรรน้ำให้โครงการชลประทานต่างๆ ดังนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร ได้รับน้ำ 69 ล้าน ลบ.ม. ให้ทำนาปรังได้ 64,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล ได้รับน้ำ 160 ล้าน ลบ.ม. ทำนาปรังได้ 150,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี ได้รับน้ำ 139 ล้าน ลบ.ม.ทำนาปรังได้ 132,000 ไร่ และโครงการส่งน้ำบำรุงรักษาท่าบัว ได้รับน้ำ 125 ล้าน ลบ.ม. ทำนาปรังได้ 12,000 ไร่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 15 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

ปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยแหนแดง FAO ยอมรับ ผลิตผลคุณภาพ

http://www.thairath.co.th/content/edu/305780

14 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_305780

แหนแดง ปุ๋ยพืชน้ำชั้นดี

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กำหนดให้ปีนี้เป็นปีสากลแห่งสหกรณ์ พร้อมทั้งสนับสนุนให้รัฐบาลประเทศสมาชิก ช่วยเหลือสหกรณ์ซึ่งมีบทบาทต่อการผลิตอาหารป้อนประชากรโลก ประเทศไทย อย่างกระทรวงเกษตรฯได้ขานรับ พร้อมกันนี้ได้ร่วมกับหน่วยงานดังกล่าวจัดงานวันอาหารโลกประจำปี 2555 หรือ World Food Day ขึ้น

น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า…การจัดงานดังกล่าวจะมีขึ้น ระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2555 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ภายใต้หัวข้อ “สหกรณ์การเกษตรเป็นกุญแจหล่อเลี้ยงชาวโลก (Agricultural Cooperatives-Key to Feeding the World)” ซึ่งภายในงานจะมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ด้านอาหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งนำสินค้าคุณภาพผลิตโดยสหกรณ์มาจัดจำหน่าย

น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วยนายวินัย กสิรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะทำงานจาก FAOน.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตรฯ พร้อมด้วยนายวินัย กสิรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะทำงานจาก FAO

และ…หนึ่งในจำนวนนี้มีข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ลำพระเพลิง ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี พระราชทานรางวัลแก่เกษตรกรตัวอย่างในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในงานวันอาหารโลก 4 คน จากประเทศ มาเลเซีย มองโกเลีย สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และประเทศไทย คือ นางสาวสุมาลี ทองธีระ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ในฐานะเกษตรกรผู้ผลิตข้าวและผักอินทรีย์ตำเมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งปลูกข้าวต้นเดี่ยวโดยใช้แหนแดง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุน ได้ผลผลิตมาก ขายได้ราคา

นางสาวสุมาลี เปิดเผยว่า…นับย้อนหลังไปสัก 10 ปี เห็นสมาชิกของสหกรณ์หลังขายผลิตผลกันแล้ว พอหักลบกลบหนี้นั้นเหลือน้อย ทุนส่วนใหญ่ที่ลงไปจะเป็นในเรื่องปุ๋ยเคมี ดังนั้น เพื่อลดค่าใช้จ่าย บวกกับให้บ้านเราเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัย จึงเริ่มหันมาส่งเสริมให้ทุกคนหันมาทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ซึ่งจากที่เราเคยไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น เรื่องการบริหารจัดการธุรกิจของสหกรณ์ ที่นั่นจะเน้นในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต การผลิตอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

“…โดยเริ่มแรกได้ประสานไปยังมหาวิทยาลัยสุรนารี วิจัยเรื่องเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน รวมทั้งการจัดการดิน น้ำ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และการปลูกข้าวอินทรีย์โดยใช้แหนแดง ซึ่งพืชน้ำดังกล่าวเป็นปุ๋ยพืชสด เหมือนยูเรียที่ช่วยดึงไนโตรเจนจากอาหารทำให้พืชเจริญเติบโตได้…”

นางสาวสุมาลี ทองธีระ กับเมล็ดข้าวเต็มรวง ไม่ลีบแบน (ข้าวอินทรีย์คุณภาพ)นางสาวสุมาลี ทองธีระ กับเมล็ดข้าวเต็มรวง ไม่ลีบแบน (ข้าวอินทรีย์คุณภาพ)

สำหรับกระบวนการจัดการ เริ่มจากเตรียมแปลงข้าวสำหรับเลี้ยงแหนแดง จากนั้นหว่านปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพรองพื้นแปลงที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วหว่านแหนแดงลงแปลงก่อนการปักดำ 2 สัปดาห์ ปล่อยน้ำให้น้อยลง (ดินเป็นขี้เลน) ทำแถวปลูกให้เป็นรูปตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัส พร้อมกับหว่านปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงบนแปลง ที่เตรียมไว้อีกครั้งก่อน จากนั้นจึงปักดำข้าวแบบต้นเดี่ยว โดยรากอยู่ในแนวนอนตั้งฉากกับลำต้น หลังจาก 1-2 วัน ให้ปล่อยน้ำเข้าแปลงลึกประมาณ 2 เมตร แล้วจึงหว่านแหนแดงให้ทั่วแปลงในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อ 20 ตารางเมตร วิธีนี้นอกจากลดต้นทุนแล้วยังช่วยแก้ปัญหาเมล็ดข้าวลีบไม่ออกรวงได้อีกด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์ลำพระเพลิงสามารถสร้างแบรนด์ข้าวอินทรีย์ให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นทั้งในประเทศ และเตรียมพร้อมที่จะโกอินเตอร์ไปยังตลาดต่างประเทศทั้งจีน รวมทั้งภูฏาน เร็วๆนี้.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 14 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

“กะเรกะร่อนเขาพนม” พันธุ์ใหม่สวยแปลก พฤศจิกายน 13, 2012

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/305489

13 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น
Pic_305489

กะเรกะร่อนเขาพนม

ปกติ กล้วยไม้ในสกุลกะเรกะร่อนจะมีหลายสายพันธุ์ เช่น กะเรกะร่อนดอย หรือกะเรกะร่อนปากนกแก้ว พบขึ้นตามป่าสูงทางภาคเหนือของประเทศไทย จีนตอนใต้ พม่า และเวียดนาม กะเรกะร่อนปากเป็ด กะเรกะร่อนลาว กะเรกะร่อนสองสี และ กะเร-กะร่อนอินทนนท์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะมีชื่อวิทยาศาสตร์เฉพาะตัวและมีลักษณะดอกสวยงามต่างกันอย่างชัดเจน

ส่วน “กะเรกะร่อนเขาพนม” ที่เพิ่งพบวางขาย ผู้ขายบอกว่าเป็นพันธุ์ใหม่ไม่มีชื่อวิทยาศาสตร์ พบขึ้นตามป่าบนเขาพนม จังหวัดกระบี่ มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ต่างจาก

กะเรกะร่อนสายพันธุ์ที่กล่าวข้างต้นหลายจุดและดูโดดเด่นมาก เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางด้านข้าง มีเหง้าหรือส่วนทอดเลื้อยและไหล เมื่อต้นเจริญเต็มที่สามารถแตกต้นใหม่หรือหน่อใหม่จากโคนกอหรือตามลำข้อได้ ลำต้นรูปกระเปาะค่อนข้างกลม มีกาบใบหุ้ม ใบออกเรียงสลับ เนื้อใบค่อนข้างหนาคล้ายแผ่นหนัง รูปรางน้ำแคบ ปลายใบมน

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบบริเวณโคนต้น ช่อดอกห้อยลง ยาว 50-70 ซม. แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยระหว่าง 14-30 ดอก อยู่ที่ความสมบูรณ์ของต้น ลักษณะดอกแตกต่างจากดอกของกะเรกะร่อนทุกสายพันธุ์ที่กล่าวข้างต้นอย่างชัดเจน มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นสีม่วงคล้ำหรือม่วงอมแดง หลังกลีบม่วงปนเขียว มีกลีบบน 3 กลีบ กลีบข้าง 2 กลีบ รูปรียาว กลีบปากเป็นสี ขาวหรือสีครีมขนาดใหญ่ มีแต้มสีแดงเข้ม ดอกมีขนาดใหญ่มาก เวลามีดอกบานพร้อมกันทั้งช่อจะดูสวยงามมาก ผู้ขายบอกว่า ดอกออกช่วงเดือนตุลาคม-มกราคมปีถัดไป ขยายพันธุ์ด้วยเหง้า หรือแยกต้น

ปัจจุบัน “กะเรกะร่อนเขาพนม” มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณวิรัช” หน้าธนาคารออมสิน ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 13 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

“น้ำมันมะพร้าว–ไข่ไก่” แก้น้ำร้อนลวก

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/305265

12 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_305265

เวลาถูกน้ำร้อนลวก ไม่ว่าจะมากหรือน้อย จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนมาก และหลังถูกลวกผิวหนังจะพองเป็นถุงน้ำ ซึ่งหากถุงน้ำดังกล่าวแตกจะเจ็บแสบยิ่งขึ้นและกลายเป็นแผล ต้องใช้เวลารักษานานกว่าจะหาย สมัยก่อนมีวิธีแก้คือเอา “น้ำมันมะพร้าว” กับ “ไข่ไก่” สด 1 ฟอง ไม่ต้องเอาไข่แดงออกตีผสมกัน แล้วเอาน้ำทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกให้ทั่วจะช่วยไม่ให้ปวดแสบปวดร้อน และผิวหนังที่ถูกลวกจะไม่พองเป็นถุงน้ำด้วย จะค่อยๆแห้งและหายในที่สุด

มะพร้าว หรือ COCONUT–COCOS NUCIFERA LINN. อยู่ในวงศ์ ARECACEAE ราก ฝนน้ำดื่มแก้พิษไข้ต่างๆ น้ำมะพร้าวดื่มบำรุงธาตุไฟ แก้เลือดกำเดา รากและดอก แก้ท้องเสีย แก้ริดสีดวงทวาร แก้ปากเปื่อย น้ำมะพร้าว มีสารคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ดื่มประจำจะพบ แอบ-บูริน ในปัสสาวะ สมัยก่อนมีโรงงานเคี่ยว “น้ำมันมะพร้าว” บรรจุปี๊บส่งร้านโชว์ห่วยตักแบ่งขายปลีก ปัจจุบันหาซื้อยากแล้ว จึงใช้รูปผลมะพร้าวประกอบคอลัมน์แทน

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” สี่สีทั้งเล่ม พิมพ์จำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลยไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ. 48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ขมิ้นพอกหน้า ช่วยให้ใบหน้าตึงใส, ครีมทูอินวัน สำหรับคนเป็นสิวฝ้าน้อย ใบหน้าคล้ำ, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้า รูขุมขนตีบลง, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่า รักแร้ไม่คล้ำ, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต บำรุงกำลัง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ ทาหน้าช่วยให้กระชับ, ตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ, น้ำมันงาบริสุทธิ์ ทาผิว หมักผม อม 1 ช้อนก่อนนอนแล้วบ้วนทิ้งดูดสารพิษได้ และอื่นๆ โทร. 0–2275–2692 ครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 12 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

“กล้วยแดงเตี้ย” สีผลสวยเนื้อสุกอร่อย

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/304569

9 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_304569

โดยทั่วไปกล้วยแดงนิยม ปลูกอย่างแพร่หลายมาแต่โบราณแล้ว ส่วนใหญ่สายพันธุ์ดั้งเดิมจะมีลำต้นสูงอย่างน้อย 3–4 เมตร เหมือนความสูงของกล้วยทั่วไป ทำให้เวลามีเครือและหวีต้องใช้บันไดพาดลำต้นขึ้นไปตัดลงมา แต่ “กล้วยแดงเตี้ย” ที่เพิ่งจะพบมีหน่อหรือต้นวางขายในปัจจุบันและมีเครือแขวนโชว์ให้ชมด้วยนั้น ทีแรกที่เห็นคิดว่าเป็นกล้วยนาก แต่ผู้ขายบอกว่าเป็นกล้วยหอมชนิดหนึ่งเหมือนกล้วยแดงพันธุ์ดั้งเดิมทุกอย่าง จะแตกต่างกันที่ความสูงของลำต้นเท่านั้นคือ ลำต้นของ “กล้วยแดงเตี้ย” จะสูงเพียง 2–2.5 เมตร ทำให้เวลาติดเครือและหวีสามารถตัดได้ง่าย ไม่ต้องใช้บันไดปีนให้เสียเวลา

กล้วยแดงเตี้ย อยู่ในวงศ์ MUSACEAE จัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นพันธุ์ที่ได้กลายพันธุ์จากกล้วยป่ามาแล้ว ลำต้นเทียมหรือลำต้นสูง 2-2.5 เมตร ตามที่กล่าวข้างต้น เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 15 ซม. กาบลำต้นด้านนอกมีปื้นดำเล็กน้อย กาบด้านในสีเขียวอ่อนและมีเส้นเป็นสีชมพู ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้างและมีครีบสีเขียว

ก้านช่อดอก หรือ ก้านปลีมีขน ใบประดับปลีเป็นรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายแหลม ด้านบนเป็นสีแดงอมม่วง มีนวล ด้านล่างสีแดงซีด เครือหนึ่งมี 4–6 หวี แต่ละหวี จะมีผลระหว่าง 12–16 ผล  ลักษณะผลมีรูปทรงเหมือนกล้วยหอมทั่วไป แต่จะสั้นกว่าเล็กน้อย ปลายผลมีจุกเห็นชัดเจน เปลือกผลค่อนข้างบาง  ที่แตกต่างจากกล้วยหอม ทั่วไปคือสีของเปลือกผลจะเป็นสีแดง หรือสีแดงอมม่วงคล้ายสีของกล้วยนากมาก จึงถูกตั้งชื่อว่า “กล้วยแดงเตี้ย” เนื้อผลเมื่อสุกเป็นสีเหลืองเข้มอมส้ม  รสชาติหวานปนเปรี้ยว  มีกลิ่นหอม ไม่เละ รับประทานอร่อยมาก  ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ

มีหน่อหรือต้นขาย  ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร  ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไปครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 9 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

“นมแมว” หอมแรงมีสรรพคุณ

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/304315

8 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_304315

นมแมว เป็นไม้นิยมปลูกประดับตามบ้านมาช้านาน ส่วนใหญ่ปลูกเพื่อสูดดมกลิ่นหอมจากดอก โดยเฉพาะตั้งแต่พลบค่ำเป็นต้นไป ดอก “นมแมว” จะส่งกลิ่นหอมแรงกระจายทั่วบริเวณใกล้เคียงเป็นที่ชื่นใจมาก พอรุ่งเช้ากลิ่นจะจางไปตามธรรมชาติ ซึ่งในยุคสมัยก่อนชาวบ้านตามชนบทจะปลูกต้น “นมแมว” ไว้หน้าบ้าน เกือบทุกครัวเรือน ปัจจุบันคนรุ่นใหม่น้อยคนนักจะรู้จัก  เนื่องจากค่านิยมได้เสื่อมคลายลงไปตามกาลเวลาจนทำให้พบเห็นต้น “นมแมว” ปลูกประดับตามบ้านน้อยลง

อย่างไรก็ตาม “นมแมว” นอกจากดอกจะมีกลิ่นหอมเป็นเสน่ห์แล้ว บางอย่างจากต้นยังใช้เป็นสมุนไพรได้ด้วย เช่น รากสด ตำผสม กับน้ำปูนใสทาแก้พิษแมลงกัดต่อย รากสด กะจำนวนพอประมาณต้มน้ำเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว วันละ 2 แก้ว แก้ประจำเดือนสตรีมาไม่ปกติ รากสด ของ “นมแมว” นำไปผสมกับ รากสด ของต้น ไส้ไก่  และ รากสด ของต้น หนาม พรม จำนวนเสมอกันต้มน้ำเดือดดื่มขณะอุ่นวันละ 1-2 แก้ว แก้ริดสีดวงจมูกได้ดีมาก

นมแมว หรือ MELODORUM SIA-MENSE (SCHEFF.) BAN อยู่ในวงศ์ ANNONACEAE เป็นไม้พุ่มสูง 2-2.5 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ปลายแหลม โคนป้านหรือมน ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ รูปสามเหลี่ยม สีเขียวอ่อน กลีบดอก 6 กลีบ เรียงซ้อนกัน 2 ชั้น สีเหลืองนวล รูปไข่ มี กลิ่นหอมแรงคล้ายกลิ่นน้ำหอม ดอกออกทั้งปี ผลรูปทรงกลมรี สุกเป็นสีเหลือง มี 1 เมล็ด สีดำแข็ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง

ปัจจุบันมีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 4 แผง “คุณพร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป เหมาะจะปลูกประดับในบริเวณบ้าน เวลามีดอกจะส่งกลิ่นหอมชื่นใจมากครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 8 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

“ขนุนคุณหญิง” หวานหอมผลทั้งปี

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/304047

7 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_304047

ขนุนคุณหญิง

ขนุนชนิดนี้ เป็นสายพันธุ์โบราณ นิยมปลูกตามบ้านเฉพาะถิ่นแถบ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี และย่านบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี กทม.มาช้านานแล้ว ไม่แพร่หลายออกต่างถิ่น ส่วนใหญ่สมัยก่อนปลูกเพื่อเก็บผลรับประทานในครัวเรือน จะมีบางบ้านปลูกเก็บผลแกะยวงขายได้รับความนิยมจากผู้ซื้อไปรับประทานอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีรสชาติหวานหอมกรอบอร่อยมากนั่นเอง

ที่สำคัญ “ขนุนคุณหญิง” สามารถติดผลได้เรื่อยๆแบบไม่ขาดต้นตลอดทั้งปี ทำให้มีผลเก็บรับประทานหรือแกะยวงขายได้ไม่ขาดระยะ ส่วนที่มาของชื่อ “ขนุนคุณหญิง” ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นมาอย่างไร เรียกชื่อดังกล่าวรุ่นต่อรุ่นเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน และ “ขนุนคุณหญิง” กำลังเป็นที่ต้องการของผู้ปลูกและผู้รับประทานอย่างกว้างขวางอยู่ในเวลานี้

ขนุนคุณหญิง เป็นไม้ ยืนต้นสูง 8-15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเวียนสลับรอบกิ่งก้านหนาแน่นบริเวณปลายยอดใบเป็นรูปกลมรี เนื้อใบเหนียวและหนา ปลายใบแหลม โคนใบเกือบมน สีเขียวสด ใบแก่เป็นสีเหลืองร่วงง่าย ดอก ออกเป็นกลุ่ม ช่อดอกตัวผู้และดอกตัวเมียจะอยู่บนต้นเดียวกัน โดยช่อดอกตัวผู้จะออกตามโคนกิ่ง ลำต้น ง่ามใบ ดอกเป็นแท่งยาว 2.5 ซม. ส่วนช่อดอกตัวเมียจะเป็นแท่งกลม ออกจากลำต้น ก้านช่อดอกจะมีขนาดใหญ่ ดอกตัวผู้จะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นส่าเหล้า ดอกตัวเมียไม่มีกลิ่นหอม “ผล” ทรงกลมยาว โตเต็มที่น้ำหนักเฉลี่ย 15–20 กิโลกรัม เนื้อหุ้มเมล็ดหรือยวง มีน้ำหนัก 50 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล เนื้อสุกไม่เละ รสชาติหวานหอมกรอบอร่อยมาก ติดผลเรื่อยๆเกือบทั้งปีตามที่กล่าวข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และเสียบยอด

มีกิ่งพันธุ์ขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกง่ายโตเร็วและติดผลดกครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 7 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,055 other followers

%d bloggers like this: