ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“หนอนตายหยาก” ขับพยาธิทุกชนิด พฤศจิกายน 28, 2012

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/306988

19 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_306988

ในยุคสมัยก่อน คนเป็นโรคพยาธิกันเยอะ เป็นแล้วร่างกายซูบผอม ผิวเหลืองดูไม่ได้ ซึ่งในยุคนั้นมีวิธีขับพยาธิทุกชนิด รวมทั้งพยาธิใบไม้ในตับออกให้หมดได้ โดยให้เอาราก หรือหัว “หนอนตายหยาก” ชนิดแห้ง 2 หัว ต้มกับน้ำ 2 หัวต่อวัน เดือดแล้วดื่มครั้งละครึ่งแก้ว 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ กินติดต่อกัน 15–20 วันหรือจนกว่าพยาธิออกหมดจึงหยุดกิน จะขับ พยาธิตัวกลม ตัวแบน ตัวจี๊ด พยาธิเส้นด้าย และ พยาธิใบไม้ในตับ จะออกเกลี้ยง หลังจากนั้นร่างกายจะฟื้นฟูมีน้ำมีนวลขึ้นมาอย่างทันตา

หนอนตายหยาก หรือ STEMONA TUBEROSA LOUR. อยู่ในวงศ์ STEMO-NACEAE เป็นไม้เลื้อย ใบเดี่ยวรูปหัวใจ รากรูปกระสวยออกเป็นกระจุก ดอกออกตามซอกใบ สีเขียวปนแดง “ผล” แห้งแตกได้ มีเมล็ด มีชื่อเรียกอีกว่า “กะเพียด” รากหรือหัวทุบหมักน้ำฆ่าหนอน ฆ่า หิด และเหาได้

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” สี่สีทั้งเล่ม ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 สามแยกลาดพร้าว กทม.10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร แชมพูสูตร 5 ชนิด บำรุงรากผมขจัดรังแค เส้นผมแข็งแรง, ครีมนวดผมตะไคร้ ป้องกันเส้นผมแห้งกรอบ, สบู่เปลือกมังคุด ถูได้ทั้งตัวและใบหน้า, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่าช่วยให้รักแร้หายคล้ำ, โทนเนอร์เช็ดหน้า ช่วยให้ใบหน้าสะอาดก่อนแต่งหน้า, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้ารูขุมขนตีบลง, ขมิ้นพอกหน้า ช่วยให้ใบหน้าตึงใส, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต บำรุงกำลัง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ ทาหน้าช่วยให้ใบหน้ากระชับ, ตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ, ครีมทาแก้มสวย ทำจากฝางและอื่นๆ โทร. 0–2275–2692 ครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 19 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

นิคมลานสัก ผลิตพันธุ์ข้าว เน้นพันธุ์ดี แก้ปัญหาปลอมปน

http://www.thairath.co.th/content/edu/309178

28 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_309178

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรม ตรวจขั้นตอนการคัดเมล็ดพันธุ์คุณภาพ

ในอดีตการเก็บเมล็ดพันธุ์ ก่อนการเก็บเกี่ยว ชาวนาจะเดินเลือกต้นข้าวที่มีลักษณะพันธุ์ดี ผลผลิตเต็มรวง แล้วคัดแต่ละเมล็ดอวบแน่นคุณภาพไว้สำหรับทำพันธุ์ปลูกในฤดู ต่อไป ทว่า ปัจจุบันวิธีการเก็บเมล็ดพันธุ์ในรูปแบบดังกล่าวเริ่มลดน้อยถอยลง ประกอบกับบางรายเริ่มหันเหมาใช้ ข้าวพันธุ์ลูกผสมไฮบริด ที่ไม่สามารถเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ได้ ลงทุนสูง หรือถ้าปลูกอาจเกิดปัญหาการกลายพันธุ์ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดโครงการ “สหกรณ์ผลิตเมล็ดพันธุ์ดี” ขึ้น

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวกระทรวงเกษตร และสหกรณ์จึงมีนโยบายช่วยเหลือเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร โดยมอบหมายให้ กรมดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตและการกระจายเมล็ดข้าวพันธุ์ดีในกระบวนการสหกรณ์ขึ้น เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี กับสหกรณ์ที่มีสมาชิกทำนา ที่ต้องการใช้เมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง

นายรชต บุญคมรัตน์นายรชต บุญคมรัตน์

…การใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูกนับเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยให้น้อยลง เมื่อผลผลิตมีคุณภาพย่อมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีสหกรณ์ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 64 แห่ง เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 5 แห่ง ผลิตทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวและถั่วเหลือง 3 แห่ง ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว 25 แห่ง สหกรณ์ที่มีโรงงานปรับปรุงเมล็ดพันธุ์มีจำนวน 51 แห่ง สหกรณ์ที่มีห้องแล็บ สำหรับตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ 15 แห่ง โดย สหกรณ์ นิคมลานสัก จำกัด ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เป็นหนึ่งในจำนวนนี้

นายรชต บุญคมรัตน์ เจ้าหน้าที่เกษตรสหกรณ์นิคมลานสัก บอกว่า เริ่มแรกทางสหกรณ์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง กระทั่งปี 2542 เกิดฝนตกหนักทำให้ผลผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องหยุด และเพื่อไม่ให้โรงงานผลิตเมล็ดพันธุ์ของสหกรณ์ที่ใช้งบการก่อสร้างถึง 13 ล้านบาท ทิ้งร้างจึงหันมาศึกษาโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแทน สำหรับการผลิตจะสั่งเมล็ดพันธุ์ข้าวมาจากศูนย์กรมการข้าว แล้วส่งต่อให้กับสมาชิกที่ร่วมโครงการในพื้นที่ซึ่งมีกว่า 2,000 ราย

…ก่อนการปลูกเจ้าหน้าที่จะเข้าไปตรวจแปลงเพาะ 3-4 รอบ เพื่อป้องกันวัชพืช โรค แมลง พันธุ์ปน (เมล็ดข้าวแดง) ไม่เกิน 16 เมล็ด/1 กก. และครั้งสุดท้ายที่เข้าตรวจคือก่อนการเก็บเกี่ยว จากนั้นหลังรถบรรทุกเข้า มายังอาคารรวบรวมผลผลิต จะตรวจสอบคุณภาพอีกครั้งเพื่อสุ่มพันธุ์ข้าว ป้องกันการปลอมปนเมล็ดแดง พร้อมกับวัดความชื้น และต้องไม่ลืมว่าข้าวจะมีระยะเวลาพักตัว 30-45 วัน ซึ่งแล้วแต่สายพันธุ์

ตรวจสอบเปอร์เซ็นต์การงอกตรวจสอบเปอร์เซ็นต์การงอก

ก่อนนำพันธุ์ข้าวใส่ถุงเบ้า มีตะแกรงร่อนหยาบ ร่อนละเอียด พร้อมกับคลุกยาต้านสารเชื้อรา ป้องกันหลังนำไปหว่านแล้วหากเจอฝนจะได้ไม่เกิดเชื้อราได้ง่าย เมล็ดพันธุ์ทุกถุงจะติดแถบบ่งบอกอัตราการงอก สามารถตรวจสอบได้ว่าเมล็ดพันธุ์นั้นมาจากสมาชิกรายใด หากเกิดจากความผิดพลาดไม่เป็นไปตามที่ข้อกำหนด สหกรณ์จะชดเชยเมล็ดพันธุ์ให้

เหล่านี้นอกจากเป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ปลูก ผู้ซื้อ และเกษตรกร ยังเป็นอีกหนทางหนึ่งในการสร้างเมล็ดพันธุ์คุณภาพมาตรฐานให้กับชาวนาไทย.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 28 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

ค็อกเกอร์สเปเนียล..2 สายพันธุ์ ตระกูลใหญ่ท้ังอังกฤษและอเมริกัน

http://www.thairath.co.th/content/edu/308926

27 พฤศจิกายน 2555, 05:15 น.
Pic_308926

สุนัขต่างประเทศ….สายพันธุ์ที่เข้ามา โด่งดังและมีบทบาทแห่งความผูกพันกับคนไทย… มานาน นั่นก็คือ ค็อกเกอร์ สเปเนียล ซึ่งปัจจุบันสนนราคา…ไม่แพงมากนัก แต่คนบ้านเราชื่นชอบในอุปนิสัยของมัน…

หลายชีวิต จึงขอแนะนำประวัติชีวิตของ ค็อกเกอร์…ซึ่งอยู่ใน ตระกูลสเปเนียล เป็นสุนัขตระกูลใหญ่ ที่มีความเก่าแก่พอสมควร มีด้วยกัน 2 สายพันธุ์คือ สายอังกฤษ และ สายอเมริกัน มีชื่อเรียกกัน โดยเติมชื่อประเทศนั้นๆลงไป อเมริกัน ค็อกเกอร์ สเปเนียล กับ อิงลิช ค็อกเกอร์ สเปเนียล

ต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ เป็นการ ผสมพันธุ์สเปเนียลจากสเปนและอังกฤษ ทั้งในอังกฤษและอเมริกา ไม่ใช่ผสมข้ามสายพันธุ์ แต่มีวิวัฒนาการที่พัฒนาสายพันธุ์ จาก อิงลิช ค็อกเกอร์ สเปเนียล มาเป็นสายพันธุ์ อเมริกัน ค็อกเกอร์ สเปเนียล ในออสเตรเลียระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

ลักษณะทั่วไป มีน้ำหนักเฉลี่ย 12.7 กก. เมื่อโตเต็มวัย สูงประมาณ 38.40 ซม. ขนมีสี เช่น ดำ น้ำตาล รูปร่างสมส่วน ปากยาว ใบหูใหญ่ตก มีนิสัยช่างสงสัย ซน มีความกระตือรือร้น เป็นสุนัขที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่ม SPORTING

สำหรับ อเมริกัน ค็อกเกอร์ สเปเนียล AMERICAN COCKER มีต้นตระกูลมาจาก ENGLISH COCKER แต่ถูกนำไปเลี้ยงในอเมริกาตั้งแต่ ปี ค.ศ.1880 และ ถูกพัฒนาให้แตกต่างไปจากบรรพบุรุษ มีนิสัยของสุนัขล่าสัตว์เป็นเอกลักษณ์ มีประสาท สัมผัสที่พัฒนาอย่างเฉียบแหลม เพื่อการเก็บคาบและถูกใช้อย่างกว้างขวางใน สหรัฐ อเมริกา เพื่อเป็นสุนัขใช้ในกีฬาล่าสัตว์ ส่วนใน ออสเตรเลียเลี้ยงไว้เป็นธรรมชาติของสายพันธุ์ จึงจะเข้าได้ง่ายกับคนแปลกหน้า ไม่เหมาะสมใช้เป็นสุนัขคุ้มกัน หรือสุนัขเฝ้าบ้าน

…อุปนิสัยโดยทั่วไป อารมณ์จะคงที่ และปรับตัวได้ดี แต่ ต้องการเวลาและความใส่ใจ อย่างมาก ผู้ที่ต้องการเลี้ยงจะต้องดูแลสุขภาพขนให้สวยสมบูรณ์อยู่เสมอ ช่วงนี้เป็นฤดูหนาวควรดูแลให้อยู่ในที่แห้ง ในกรณีพื้นเปียกแฉะ หรือเป็นโคลน ควรหาเบาะรองนอนเพื่อช่วยป้องกันขนเสีย โดยการแปรงขนบ่อยๆ และอาบน้ำ หรือพาไปร้านตัดแต่งขน ตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขและตลอดชั่วชีวิตของมัน…
ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 27 พฤศจิกายน 2555, 05:15 น.
 

ระวัง…ผลประโยชน์ทับซ้อน

http://www.thairath.co.th/content/edu/308924

27 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_308924

ทส.ปัดฝุ่นโครงการเร่งด่วนแก้ไขปัญหาทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศปัดฝุ่นโครงการสำรวจแนวเขตป่าใหม่ทั้งประเทศ!

คือ “โครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ” มูลค่า 2,254,000,000 บาท ที่ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หันไปหยิบโครงการเก่าของนายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีต รมว.ทรัพยากรฯ ขึ้นมาทำใหม่ หลังจาก นโยบายเอาป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศ 2.5 ล้านไร่ ไปแจกเอกสารสิทธิทำกิน (สทก.) ให้ประชาชนที่อาศัยในเขตป่าสงวน ถูกต่อต้านอย่างรุนแรง เพราะมองว่าจะสร้างความเสียหายกับป่าไม้ของชาติอย่างร้ายแรง

หากถามว่า โครงการสำรวจแนวเขตป่าใหม่ทั้งประเทศ ดีจริงหรือไม่

แน่นอน คำตอบ คือ เป็นโครงการที่ดี เพราะเจตนารมณ์ของโครงการดังกล่าวจะช่วยเรื่องการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินทั้งก่อนและหลังการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ป่าต่างๆ ตามกฎหมาย อาทิ พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่าชายเลน ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นต้น

แต่หากเจาะลึกลงไปก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ในทางปฏิบัติค่อนข้างมีปัญหามาก โดยเฉพาะการสำรวจแนวเขตป่าตามข้อเท็จจริง ความละเอียด การลงพื้นที่ ฯลฯ และมีปัญหามากถึงขนาดคนที่รับผิดชอบไม่กล้าเซ็นชื่อรับงานก็แล้วกัน

โครงการสำรวจแนวเขตป่าใหม่ทั้งประเทศ เป็นโครงการของกระทรวงทรัพยากรฯ โดยการจ้างบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นที่ปรึกษา เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2552 งบประมาณ 2,254,000,000 บาท โดยยืมเงินมาจากกองทุนสิ่งแวดล้อม ใช้เวลาสำรวจ 730 วัน ดำเนินการใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย

1. การจัดทำฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ ได้แก่ แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ แนวเขตอุทยานแห่งชาติ แนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แนวเขตห้ามล่าสัตว์ป่า แนวเขตป่าชายเลน และแนวเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นต้น โดยการจัดทำแนวเขตนี้จะต้องสอดคล้องกับประกาศของกฎหมายต่างๆ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในอดีตจากฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศก่อนและหลังการประกาศกฎหมายแต่ละฉบับ

2. เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศปี พ.ศ.ต่างๆ สำหรับใช้ในการพิสูจน์สิทธิในที่ดินและตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของรัฐ

3. เพื่อศึกษารูปแบบ ออกแบบ จัดทำฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทัพยากรป่าไม้ของประเทศ

“โครงการสำรวจแนวเขตป่าใหม่ทั้งประเทศ ต้องดำเนินการต่อเพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกป่า ที่ผ่านมาโครงการนี้ คณะกรรมการยังไม่ยอมตรวจรับงาน เนื่องจากพบว่าการปฏิบัติไม่ได้ทำตามขั้นตอนในทีโออาร์ โดยเฉพาะเรื่องการสอบทานพื้นที่หรือกราวด์เช็กภาคพื้นดิน แต่ละพื้นที่รวม 5 ครั้ง ถ้าไม่ทำกราวด์เช็กก็ไม่สามารถชี้ชัดหรือ

ทำข้อมูลแนวเขตป่าที่ถูกต้องได้เลยว่าประเทศไทยมีป่าสงวน อุทยานและอื่นๆ เหลืออยู่เท่าไหร่ และรวมทั้งทำประชาคมในพื้นที่ต่างๆให้ครบถ้วนจึงจะสรุปเป็นแนวเขตป่าแต่ละประเภทได้ชัดเจน เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางนโยบายป่าไม้ของประเทศ” นายปรีชา ระบุถึงเหตุผลการปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษา โครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าพอสมควร กล่าวคือ ได้มีการจัดทำข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อใช้ในการพิสูจน์สิทธิที่ดินและใช้ตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของรัฐโดยการดำเนินการได้นำภาพถ่ายทางอากาศเก่าตั้งแต่ช่วงปี 2495 จนถึง 2543 จำนวน 187,699 ระวาง มาสแกนและซ้อนทับกันรวม 5 ชั้นปี เพื่อเปรียบ

เทียบแนวเขตพื้นที่ป่าที่ได้มีการประกาศมาตั้งแต่ปี 2484 กับสภาพแนวเขตในปัจจุบัน จนขณะนี้ได้แผนที่ภาพถ่ายออร์โธสี ขนาดระวาง 1:4000 จำนวน 388,020 ภาพ และได้แนวเขตป่าใหม่ที่ปรับแก้ จำนวน 1,450 แห่ง แบ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ 1,221 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 112 แห่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 57 แห่ง เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 60 แห่ง และปักหมุดหลักฐานภาคพื้นดินใหม่ จำนวน 2,896 หมุด ที่จะสามารถไปใช้ในการสำรวจรังวัดอ้างอิงในภาคสนามที่ใช้ระบบจีพีเอสได้

หันกลับในมุมมองขององค์กรอนุรักษ์ต่อโครงการนี้บ้าง นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ที่ปรึกษาเครือข่ายสมัชชาองค์กรด้านการคุ้ม ครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ระบุว่า โครงการสำรวจแนวเขตป่าใหม่ทั้งประเทศ มีปัญหาเพราะหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ ทั้งกระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ ต่างเอาระวางแผนที่คนละระวางมาวัดพื้นที่ทำให้ได้ข้อมูลไม่ตรงกันและต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน

“ที่สำคัญ การนำงบประมาณกว่า 2.2 พันล้านจากกองทุนสิ่งแวดล้อมมาดำเนินการไม่ได้สร้างความมั่นใจได้ว่ามีการนำงบดังกล่าวไปใช้อย่างจริงจัง และต้องมีการตรวจสอบการใช้งบดังกล่าวด้วยเพราะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองในอดีตหลายคน และข้อมูลที่ทำมายังไม่รู้ว่าจะมาใช้ประโยชน์ได้อย่างจริงจังหรือไม่รวมทั้งถ้านายปรีชาจะผลักดันต่อ ควรนำข้อมูลทั้งหมดมาเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วยเพื่อความโปร่งใส” นายหาญณรงค์ กล่าว

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า โครงการสำรวจแนวเขตป่าใหม่ทั้งประเทศหากทำได้จริง มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา และมองผลประโยชน์ที่จะตกกับประชาชนและประเทศชาติเป็นหลักแล้ว ย่อมเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน

แต่เราอยากจะฝากไว้ด้วยเช่นกันว่า การทำโครงการนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จต้องนำไปบังคับใช้เป็นกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาเป็นหลักฐานในการพิสูจน์สิทธิที่มีปัญหาทับซ้อนระหว่างพื้นที่ประชาชนกับหน่วยงานราชการให้ เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ แถมยังมีความค้างคาใจของผู้คนต่อโครงการดังกล่าว

นั่นหมายถึงหากมีการดำเนินการในโครงการนี้ต่อ ท่ามกลางความคาใจของประชาชน และความยังไม่พร้อมของหน่วยงาน ย่อมไม่ส่งผลดีแน่นอน

คงไม่มีใครอยากเห็นกระทรวงทรัพยากรฯ เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้แก้ปัญหา” มากลายเป็น “ตัวปัญหา” เสียเอง.
ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม
  • 27 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

เผยเกษตรกรนิยมจ้างรถเกี่ยวข้าว เหตุประหยัดกว่าแรงงานคน

http://www.thairath.co.th/content/edu/308120

24 พฤศจิกายน 2555, 14:00 น.
Pic_308120

เกษตรกรชาวนา จ.พะเยานิยมจ้างรถเกี่ยวข้าวแทนแรงงานคน เหตุประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 30-40% ด้านเจ้าของรถเผยมีรายได้ตลอดปี เวียนจังหวัดรับจ้างฤดูเก็บเกี่ยว…

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้ติดตามเกษตรกรชาวนาทั่วพื้นที่จังหวัดพะเยาใน 9 อำเภอพบว่า ปัจจุบันการทำนาของชาวนาได้มีการใช้เครื่องจักรหรือเครื่องเกี่ยวข้าวเข้ามาช่วยเหลือในการเก็บเกี่ยวข้าวแทนแรงงานคน เพราะว่าประหยัดค่าจ้างและรวดเร็ว อีกทั้งช่วงระยะนี้ได้เกิดฝนตกบ่อยทำให้ต้นข้าวที่ถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้รับผลกระทบจากน้ำฝนที่ตกใส่ทำให้ข้าวได้รับความเสียหายด้วย

จากการสอบถามนายศักดิ์ชัย โขงคำ อายุ 54 ปี เกษตรกรชาวนาบ้านสันจกปก ต.ดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา กล่าวว่า ตนเองทำนามาเมื่อก่อนจะจ้างแรงงานคนมาเก็บเกี่ยวข้าวตกวันละ 200-300 บาท/คน และแต่ละวันจะจ้างไม่ต่ำกว่า 10-20 คน ก็ตกวันละหลายพันบาท เมื่อปัจจุบันมีกเครื่องจักรรับจ้างเก็บดูด เกี่ยวข้าว ในราคาไร่นา 500-600 บาท แทนแรงงานคนโดยคิดค่ารับจ้างเป็นไร่หรือเหมาจ่ายแล้วแต่ตกลงกับเจ้าของผืนนา ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายถึง 30-40%

ด้าน นายชาญณรงค์ ใจสิงห์ อายุ 60 ปี เจ้าของรถเกี่ยวข้าวอำเภอภูกามยาว ผู้รับเหมารับจ้างดูดเก็บเกี่ยวข้าวด้วยรถเครื่องจักร กล่าวว่าวันหนึ่งได้รับการว่าจ้างจากชาวนาให้เก็บเกี่ยวข้าวดูดทุกวันคิดราคาไร่ละ 500-600 บาท แล้วแต่ผืนนาว่ายากง่ายกับการที่รถเข้าถึง ทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท และรับจ้างดูดเก็บเกี่ยวทั้งวันและกลางคืน หากหมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าวในพื้นที่แล้วก็จะออกไปรับจ้างต่างจังหวัดที่มีการปลูกข้าวไม่ตรงกับของจังหวัดพะเยา นับว่ามีงานตลอดปี โดยเฉพาะเกษตรกรชาวนาที่ปลูกข้าว 2 ครั้ง ทั้งนาปีและนาปรัง

ขณะที่ นายบุญสืบ บัวตูม ประธานเครือข่ายเกษตรกรทำนา อ.จุน จ.พะเยา กล่าวว่า ตอนนี้รถเกี่ยวก็ยังบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับเกี่ยวในบางรายในพื้นที่แปลงนาเล็กไม่ถึง 1 งานขึ้นไป โดยให้เหตุผลว่ารถคันใหญ่ กลับหรือเลี้ยวรถลำบาก ต้องการลงไปที่แปลงนาใหญ่ รถทำงานได้สะดวก และที่สำคัญทำงานได้คราวละมากๆ ทำให้เจ้าของผืนนาต้องไปจ้างชาวบ้านมาเก็บเกี่ยวข้าวแทนเครื่องจักรดังกล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 24 พฤศจิกายน 2555, 14:00 น.
 

คุมเข้มส้มแมนดารินเข้าไทย มีใบติด ผิดเงื่อนไข พ.ร.บ.พืช

http://www.thairath.co.th/content/edu/307768

22 พฤศจิกายน 2555, 05:30 น.
Pic_307768

นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้เจ้าหน้าที่สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบห้องเย็นเก็บสินค้าพืชผลไม้สดก่อนนำออกจำหน่ายในท้องตลาดย่านตลาดไท พบมีส้มแมนดารินที่นำเข้าจากสาธารณรัฐ ประชาชนจีน มีใบติดมาด้วยจำนวนมาก ซึ่งผิดเงื่อนไขการนำเข้าตาม พ.ร.บ.กักพืช และอาจกลายเป็นสาเหตุของการมีโรคและแมลงศัตรูพืชที่ไม่มีในประเทศไทยติดเข้ามาแพร่ระบาดก่อให้เกิดความเสียหายในแหล่งปลูกส้มและพืชเศรษฐกิจอื่นๆของไทย อีกทั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร กรมจึงได้อายัดไว้ พร้อมแจ้งผู้นำเข้าคัดแยกใบที่ติดมาออกเผาทำลายและแจ้งตักเตือนผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ยังได้เร่งประสานทูตเกษตรและกงสุลเกษตรที่จีน ให้แจ้งไปยังกระทรวงควบคุมคุณภาพและตรวจสอบกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) เร่งตรวจสอบ แก้ปัญหาผลิตผลที่ส่งออกมายังไทยให้ถูกต้องและเป็นไปตามข้อกำหนดในพิธีสารฯด้วย สำหรับส้มแมนดารินเป็นสินค้าเกษตร ชนิดหนึ่งที่ประเทศไทยมีการนำเข้าจากสาธารณรัฐ ประชาชนจีนปริมาณมาก ภายใต้กรอบความร่วมมือเสรีทางการค้าระหว่างไทย-จีน โดยจะมีการนำเข้ามาก ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมา ไทยได้นำเข้าส้มสายพันธุ์ดังกล่าวผ่านด่านตรวจพืชของกรมวิชาการเกษตร จำนวน 910 ครั้ง มีปริมาณ 26,560.82 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 741.05 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 22 พฤศจิกายน 2555, 05:30 น.
 

ไหมไทยผงาดสู่ AEC เตรียมพร้อมสร้างสมาร์ทฟาร์มเมอร์

http://www.thairath.co.th/content/edu/307769

22 พฤศจิกายน 2555, 05:15 น.
Pic_307769

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยม การดำเนินงาน พร้อมทั้งมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกรมหม่อนไหม ณ กรมหม่อนไหม บางเขน ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้ความสำคัญและทรงส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและหัตถกรรมการทอผ้าไหมมาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีอาชีพที่ยั่งยืนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งในปีนี้กระทรวงเกษตรฯได้มุ่งเน้นสนับสนุนด้านการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยจะร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาระบบอัจฉริยะไหมไทย (สมาร์ทไทยซิลค์)

ด้านนายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2556 จะดำเนินการเตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตามนโยบาย “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” ที่มุ่งพัฒนายกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ให้มีความรู้ในงานที่ทำ มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ตระหนักถึงคุณภาพของสินค้าและความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อมทั้งจัดทำคู่มือการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและจัดทำข้อมูลประกอบการตัดสินใจเกษตรกร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 22 พฤศจิกายน 2555, 05:15 น.
 

กรมข้าวเปิดข้อมูลสู่สากล สร้างเปิดเว็บแพร่ข่าวสาร 24 ชม.

http://www.thairath.co.th/content/edu/307770

22 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_307770

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารมีบทบาทในการดำเนินงานของส่วนราชการและภาคเอกชนเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาข้าวและชาวนาไทยสู่สากล ไม่ว่าจะเป็นการบริการอำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานราชการอื่น เกษตรกร ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าข้อมูล

กรมการข้าวจึงได้เปิดเว็บไซต์ http://www.ricethailand.go.th ขึ้น ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวจะช่วยทำให้การติดต่อสื่อสาร เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ ข้อมูลของกรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ และมีความต่อเนื่องตลอดเวลา อีกทั้งยังช่วยให้กลุ่มเกษตรกรและประชาชนทั่วไปเข้าไปค้นหาข้อมูลด้านข้าวที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถเข้ามาสอบถามข้อมูลต่างๆของกรมการข้าว และวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์ ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุด อธิบดีกรมการข้าวกล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 22 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

สวนพุทรานมสด..วังน้ำเขียวนำสู่ป่าอนุรักษ์และฟาร์มเห็ด

http://www.thairath.co.th/content/edu/307513

21 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_307513

อาชีพการเกษตร…นั้น ผู้ที่จะก้าวเข้าสู่วงการนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหลานของ เกษตรกร หรือ ชาวนา แต่อย่างใด…ขอเพียงให้มีความรักและความตั้งใจ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก…

หากจะพูดถึง…สวนองุ่น หรือ สวนพุทรานมสด เชื่อว่าคนจำนวนมากรู้สึกกังวลกับ…สารเคมีตกค้าง เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า สวนองุ่นในเขตร้อนชื้นแบบประเทศไทยเกิดโรคค่อนข้างมาก แต่ที่ไร่คุณหวาน เป็น ไร่องุ่นที่ปลอดสารพิษ และแหล่งผลิตพุทรานมสดหวานกรอบซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

ผลผลิตองุ่นไร้เมล็ดปลอดสารพิษผลผลิตองุ่นไร้เมล็ดปลอดสารพิษ

เจ้าของ…คุณสุภาพชาย บุตรจันทร์ บรรณาธิการข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ซึ่งว่างเว้นจากเวลางานข่าวประจำลงมือเป็นผู้พลิกฟื้นผืนดินแล้งมานานหลายปี ด้วยความรัก ได้ทุ่มเท ทั้งแรงกาย แรงทุนเพื่อให้องุ่นและพุทรานมสด เติบโตอย่างมีคุณภาพ เป้าหมาย อยู่ที่ผลผลิตต้องปลอดภัยผู้บริโภคมีความสุข…

…สุภาพชาย บอกว่า เริ่มต้นเข้ามาที่นี่ก็พบว่าเป็นพื้นดินที่แห้งแล้งแต่ยังมีอากาศดี จึงได้ ปรับปรุงพื้นที่ให้เกิดความชุ่มฉ่ำแล้วปลูกองุ่น และ พุทรานมสด โดยเน้นไปที่การปลูกใน โรงเรือนมีหลังคาคลุมกันน้ำค้าง ลดแรงปะทะของลม และ เม็ดฝนที่กระหน่ำ จะช่วยทำให้องุ่นติดผลดีมีคุณภาพ…รสชาติหวานอร่อย ที่สำคัญ ปลอดภัยจากสารเคมีแน่นอน…

“…ส่วนผลผลิต…พุทรานมสดกรอบๆ ที่นี่สามารถ เปิบได้ตามอำเภอใจ และ มีให้เลือกซื้อไม่อั้น ยืนยันได้ว่าปลอดภัย เพราะ ใช้นมสดผสมปุ๋ยฉีดเข้าสู่รากของต้นแล้ว ที่นี่ยังใช้ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก ราคาไม่แพง สามารถ เก็บได้หลายวันเพราะปลอดสารเคมี….หากใครสนใจต้องการเป็น …เกษตรกรปลูกองุ่น หรือ พุทรานมสดได้ด้วยตนเอง ที่นี่เขาก็มี…แปลงสาธิตให้ชม และ มีวิทยากรมือหนึ่ง คอยอธิบายให้ท่านได้รู้ทุกขั้นตอนการปลูกไปถึงการเก็บผลผลิต รับรองว่า…มีเคล็ดลับ แต่ไม่เป็นความลับแน่นอน…” สุภาพชาย…บอก

สวนพุทรานมสดสวนพุทรานมสด

แหล่งท่องเที่ยววังน้ำเขียวแหล่งท่องเที่ยววังน้ำเขียว

อีกจุดหนึ่ง ไร่ของ…ลุงโชคดี ปรโลกานนท์ ปราชญ์เกษตร ผู้ปักหลักเป็นเกษตรกรใน พื้นที่วังน้ำเขียว มานาน 30 ปี ก่อนจะมาเป็น นักอนุรักษ์ สร้างป่า พัฒนาการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่วังน้ำเขียว ร่วมกับ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ช่วยกัน ปลูกป่าฟื้นฟูเขาแผงม้าให้กระทิงกลับมา…

“…หากตั้งใจทำจริงๆ 5 ปี ก็ได้ผลแล้ว ถึงไม่รวยแต่ก็มีความสุข เดินเข้ามาในสวนตั้งแต่กล้าไม้ที่ ขายได้ทุกวันแค่ต้นละ 10 บาท 15 บาท มีเมล็ดหล่นเป็นแสนๆ มันเป็นเกษตรยั่งยืน เป็นทางเลือกที่ทำให้อยู่รอดได้จริง ทุกวันนี้ยังปลูกข้าวด้วย ทำให้เห็นเลยว่าที่ดินทำอะไรก็ได้” ลุงโชคดี บอกอย่างนั้น

และอีกจุด…ฟาร์มเห็ด มิสเตอร์ มัชรูม ของคนรักเห็ด ก่อสร้างเมื่อปี 2549 มีโรงเรือนเพาะเห็ดทั้งหมด 50 โรงเรือน เป็นโรงเรือนระบบปิด 12 โรงเรือน เพาะเห็ดได้โรงเรือนละ 1 หมื่นก้อน เป็น เห็ดหอม เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดออริจิ เห็ดหัว-ลิง เห็ดหลินจือ และเห็ดนางฟ้า ผลผลิตทั้งหมดวางขายที่หน้าฟาร์ม และอีกส่วนหนึ่งส่งตามร้านอาหาร รีสอร์ตในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว…

นั่นคือบางส่วนของ ผลงานด้านเกษตรกรรมที่วังน้ำเขียว หากจะให้รู้ลึกถึงแก่นแท้การเกษตรทั้งยังสนุกสนาน และมีความสุข สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จัดโปรแกรม เกษตรสัญจรระหว่าง 15–16 ธ.ค. ใครสนใจกริ๊งกร๊างไปที่ 0-2940-5425-6, 08-6340-1713 ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 21 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

ไก่ญี่ปุ่น ขนฟูตัวพอง เริ่มผงาด บนตลาดสวยงาม

http://www.thairath.co.th/content/edu/307245

20 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
Pic_307245

ปัจจุบัน การเลี้ยงไก่ในบ้านเรานั้น ไม่เพียงแต่มุ่งเพื่อเป็นแหล่งอาหารของครัวเรือน ทั้งในรูปแบบของการบริโภคเนื้อ ไข่ แต่ยังเป็นไปในลักษณะแหล่งจรรโลงใจ ในด้านความสวยงาม และ “ไก่ญี่ปุ่น” เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้เลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ทั้งในแถบภาคเหนือ อีสาน กลาง ลงไปถึงภาคใต้ของไทย

นายชัยวัฒน์ จันทร์ต๊ะ ชาวบ้าน อยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 4 ต.ดอยราน อ.เมืองเชียงราย บอกกับทีมงาน “หลายชีวิต” ว่า…รักและสนใจไก่สายพันธุ์ต่างๆมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ช่วงหนึ่งที่เข้ามาในกรุงเทพฯ ได้ไปเดินสังเกตที่ตลาดสัตว์เลี้ยงแห่งหนึ่งเห็น ลูกเจี๊ยบขนขาวๆฟูถึงรู้ว่าเป็นไก่ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันคนในบ้านเราเริ่มหันมาสนใจเลี้ยงไว้ดูเล่นกันมากขึ้น

…สนนราคาซื้อขายนั้นหากเป็นไข่อยู่ที่โหลละ 800 บาท ส่วนลูกเจี๊ยบหรือไก่รุ่น อยู่ที่ราว 150-300 บาท ด้วยราคาที่ค่อนข้างดีจึงเริ่มนำมาทดลองเลี้ยงไว้ 1 คู่ พร้อมทั้งศึกษาดูพฤติกรรมต่างๆพบว่า ไม่ต่างกับไก่สายพันธุ์ทั่วไปนัก ดังนั้น ต่อมา จึงหาพ่อแม่พันธุ์จากจังหวัดกำแพงเพชรมาเลี้ยงเพิ่ม…

ไก่ญี่ปุ่นในวัยเล็ก และช่วงโตเต็มวัยไก่ญี่ปุ่นในวัยเล็ก และช่วงโตเต็มวัย

สำหรับไก่ญี่ปุ่น (Silky Bantam) มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ไก่สายพันธุ์นี้มีนิสัยชอบอยู่รวมกัน หากินเป็นฝูง รักสงบ ไม่ตื่นตกใจง่าย บินไม่สูง แต่เมื่อภัยมาถึงจวนตัวจะส่งเสียงร้องเตือนกันเป็นช่วงๆให้รับรู้โดยทั่วกัน ในวัยที่ยังเป็นลูกเจี๊ยบ ขนจะนุ่มเหมือนกำมะหยี่ ซึ่งบางคนบอกว่าคล้ายกระต่ายสายพันธุ์ขนยาว ปิดคลุมทั่วทั้งใบหน้าลงไปถึงแข้ง มองโดยรวมจะเห็นเพียงปากแหลมๆสีดำเท่านั้น

เมื่อโตเต็มที่ อายุประมาณ 5-6 เดือน ขนที่หัวยังฟูฟ่องมองคล้ายคนตัดผมทรงพั้งกี้ ช่วงวัยนี้หลังเริ่มจับคู่กันแล้ว จะออกไข่คอกละ 7-10 ฟอง ตัวเมีย ดวงตา ดำวาวสดใส หู ได้ยินเสียงระยะไกล ขน ฟูทั้งตัว มีทั้งสีดำ ขาว และสีทอง ตลอดทั่วทั้งตัวถึงแข้งด้านนอก ส่วนแข้งด้านในมีลักษณะเป็นเกล็ดเหมือนสายพันธุ์ทั่วไป ส่วนเนื้อ มีลักษณะสีดำ กระดูกดำ ขนาดรูปร่าง ตัวเมียจะเล็กกว่าตัวผู้ น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5-2 กิโล ส่วนตัวผู้มีความแตกต่างที่หงอนแดง ซึ่งสังเกตได้ในช่วงโตเต็มวัยเหมือนไก่สายพันธุ์ทั่วไป น้ำหนักโดยรวมอยู่ที่ราว 2-2.5 กิโลกรัม

…ด้วยสัตว์ปีกสายพันธุ์ดังกล่าวมี “ขนที่ฟูฟ่อง รูปร่างที่พองฟูทั้งตัว” ส่งผลให้จากเดิมที่เลี้ยงไว้เพื่อเป็นแหล่งอาหาร เริ่มกลับกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามในบ้านเรา สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.08-6910-6330 ในวันเวลาที่เหมาะสม.
เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 20 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,114 other followers

%d bloggers like this: