ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

วช.ส่ง ‘บึกสยาม’ ลงศรีสะเกษสร้างฝันอาชีพใหม่ในอีสาน

http://www.thairath.co.th/content/edu/341663

  • 30 เมษายน 2556, 05:15 น.

Pic_341663

หลังจากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  (วช.) วิจัยเพาะเลี้ยงปลาหนังเนื้อขาวลูกผสมที่ได้จากการนำปลาบึกกับปลาสวายมาปรับปรุงสายพันธุ์เป็นปลาบึกสยามแม่โจ้ ได้สำเร็จเมื่อปี 2554 ล่าสุด วช.ได้นำปลาบึกสยามแม่โจ้ไปส่งเสริมให้ชาวบ้าน ต.โสน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ ได้เลี้ยงตามคำร้องขอของชาวบ้าน ที่ทำจดหมายไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช. เผยว่า ได้นำลูกพันธุ์ปลาบึกสยามขนาด 50 กรัม และ 300 กรัม จำนวน 200 ตัว มาปล่อยบ่อน้ำชุมชนหมู่บ้านโสน เพื่อให้ชาวบ้านฝึกเลี้ยง และฝึกทำอาหารโดยใช้หญ้าเนเปียร์ กากชา และใบกระถิน ที่มีโปรตีนสูงแทนปลาป่น และเมื่อชาวบ้านสามารถเลี้ยงเองได้แล้ว จะนำปลาพันธุ์มาเพาะที่ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อให้เกษตรกรได้นำไปเลี้ยงเป็นอาชีพต่อไป เนื่องจากปลาบึกสยามแม่โจ้มีลักษณะเด่น อายุ 2 ปีครึ่ง สามารถนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ ให้ไข่อัตราเฉลี่ย 40,000 ฟอง/ครั้ง เลี้ยงได้ในน้ำแค่ 1 ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ปลาบึกต้องใช้น้ำมากถึง 10 เท่า และจะใช้เวลาเลี้ยงเพียง 14 เดือน น้ำหนักเฉลี่ย 2.5 กก. สามารถขายได้ในราคา กก.ละ 80-90 บาท ไม่เหมือนปลาบึกที่ต้องเลี้ยงนานถึง 4 ปี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 30 เมษายน 2556, 05:15 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | คำแนะนำด้านสัตว์, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

1,200 กก.ต่อไร่ ชาวนาทำได้..แค่ปรับปรุงดิน

http://www.thairath.co.th/content/edu/341522

  • 29 เมษายน 2556, 05:00 น.

Pic_341522

ปลูกข้าวได้ไร่ละ 1,200 กก. ดูจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ไม่มีทางจะเป็นไปได้สำหรับประเทศไทย และยิ่งเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่ ถ้าจะบอกว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงด้วยมันสมองและสองมือของชาวนาธรรมดาบ้านนอก แถมยังอยู่หลังเขา

“สมัยปู่ย่าตาทวดใช้ควายไถนา ใส่ปุ๋ยกระสอบเดียว ไร่หนึ่งได้ข้าว 800-900 กก. แต่มารุ่นเราใส่ปุ๋ย 2 กระสอบ ได้ข้าวแค่ 800 กก. ถือว่าน้อย จึงมานั่งคิดปัญหามาจากอะไร เป็นเพราะดินหรือเปล่า เลยใช้วิธีสังเกตแบบบ้านๆ หลังเกี่ยวข้าวดูหน้าดินระหว่างต้นข้าวสองกอ เอามือลูบหน้าดิน ปรากฏว่าลื่นเหมือนหัวปลาช่อน แสดงว่าดินมีปัญหาแน่ๆ ใส่ปุ๋ยเท่าไรก็ไม่ลง ปุ๋ยไหลไปกับน้ำหมด โชคดีที่ผมเป็นหมอดินอาสา เลยเอาดินไปตรวจสภาพ จึงรู้ว่าดินเป็นกรดมีฟอสฟอรัสสูงมาก ข้าวถึงไม่โตสมบูรณ์เต็มที่”

นายกร ตานัง เกษตรกรจาก ต.สันมะเค็ด อ.พาน จ.เชียงราย ตัวแทนชาวนา 1 ใน 2 จังหวัด ที่ได้รับคัดเลือกร่วมโครงการ The Farmer “เกมเกษตรกร” มาแข่งขันปลูกข้าวนาปี ซึ่งจัดโดย กรมการข้าว โตโยต้า และฟาร์มแชนเนล เพื่อให้ชาวนาทั่วประเทศได้เห็นวิธีการทำนาได้ผลผลิตสูง เล่าถึงที่มาของเคล็ดวิชาปลูกข้าวได้ 1,200 กก.ต่อไร่

เมื่อรู้ปัญหาจึงหาวิธีแก้ไข เริ่มด้วยการปรับสภาพดิน…สลายต่อซัง ปล่อยน้ำเข้านาแล้วเอาน้ำหมักหอยเชอรี่ เทผสมเพื่อเร่งให้ตอซังเปื่อยเน่ากลายเป็นปุ๋ยเร็ว

“สูตรน้ำหมักหอยเชอรี่ ในนามีหอยเท่าไรเก็บมาให้หมด ตามสูตรของทางการเขาจะใช้กากน้ำตาล 30 กก. เราจะไปเปลืองเงินทำไม

ใส่แค่ 10 กก.ก็พอ เอาลูกต้นจามจุรีหรือลูกต้นฉำฉา 2 กระสอบ ใส่แทนกากน้ำตาล หรือไม่ก็เอาฝักคูนแทนก็ได้ แต่ต้องทุบก่อน”

หมักไว้ 6 เดือน เก็บเอาไว้ใช้ทำปุ๋ยและสลายตอซัง…เวลาเอามาใช้งานแทนที่จะไปฉีดพ่นให้เปลืองค่าน้ำมันกับค่าแรง ลุงกร แนะให้ใช้วิธีเจาะก้นกระติกน้ำ ใส่น้ำหมักเอาไปแขวนกับโรตารี่ตีดินของรถไถนา เมื่อรถเคลื่อนตัวน้ำหมักจะหยดไปเรื่อยๆ เหมือนเรานวดดิน ทำอย่างนี้ 2 ปี สภาพดินเริ่มดีขึ้น…เอามือลูบหน้าดินจะนุ่มฟู สบายมือเหมือนโคนในหนองน้ำ ไม่ลื่นปื๊ดเหมือนตอนแรก

เดี๋ยวนี้ใช้วิธีปรับสภาพดินอย่างนี้มา 5 ปี ไม่ว่าจะทำนาปีหรือนาปรังก็ได้ข้าว 1,200 กก./ไร่ โดยไม่พึ่งปุ๋ยเคมี…สนใจจะเอาไปเป็นแบบอย่างติดต่อ “ลุงกร” ได้ที่ 08- 6190-2183.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 29 เมษายน 2556, 05:00 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

กรมปศุสัตว์ฉลอง 71 ปี เตรียมจัดงาน ‘มหกรรมปศุสัตว์ฯ’ ยิ่งใหญ่

http://www.thairath.co.th/content/edu/341357

  • 27 เมษายน 2556, 13:02 น.

Pic_341357

กรมปศุสัตว์ฉลองวันสถาปนาครบรอบ 71 ปี เตรียมจัดงาน “มหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ” โชว์นวัตกรรมปศุสัตว์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมยกทัพสัตว์พันธุ์แปลกมาให้ชมเพียบ 1-5 พ.ค.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันที่ 5 พ.ค.นี้ เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมปศุสัตว์ ครบรอบปีที่ 71 กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้กำหนดจัดงานมหกรรมปศุสัตว์แห่งชาติ ปี 2556 (Thailand Green Livestock Expo 2013) ขึ้นในระหว่างวันที่ 1-5 พ.ค. 2556 ที่ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบวันสถาปนา และประชาสัมพันธ์ผลงานของกรมปศุสัตว์สู่สาธารณชน ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดการส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปศุสัตว์ ให้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านปศุสัตว์ ตลอดจนเป็นเวทีเจรจาทางการค้าปศุสัตว์ในระดับภูมิภาค ประชาคมอาเซียน และระดับสากลด้วย

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.เกษตรฯ​ กล่าวต่อว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการปศุสัตว์ นิทรรศการแสดงผลงาน นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านปศุสัตว์ ภายใต้แนวคิด “การปศุสัตว์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” (Green Livestock) เช่น การจำลองการเลี้ยงสัตว์แบบเกษตรกรรายย่อย จำลองการทำปุ๋ยชีวภาพ การผลิตไบโอแก๊ส (Biogas) สำหรับเกษตรกรรายย่อยไว้ใช้ในครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรม การจำลองฟาร์มมาตรฐานการเลี้ยงโคเนื้อ โคนม สุกร และฟาร์มสัตว์ปีก การจำลองโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับมาตรฐาน ทั้งยังมีนิทรรศการโครงการเขียงสะอาด และรถโมบายแล็ปที่กรมปศุสัตว์ใช้ออกภาคสนาม

นายยุคล กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น ยังมีการจัดประชุมวิชาการปศุสัตว์ระดับนานาชาติ ในหัวข้อ “การเกษตรและปศุสัตว์ไทย ในยุคเศรษฐกิจสีเขียว” ซึ่งจะรวมนักวิชาการชั้นนำ ทั้งภาครัฐและเอกชน มีการนำเสนอผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการ เพื่อการพัฒนาปศุสัตว์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดมลภาวะและผลิตอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดตลาดและออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ครบวงจรกว่า 200 ร้านค้า ลดราคาถูกกว่าท้องตลาดถึง 50% มีทั้งเนื้อวัว เนื้อสุกร เนื้อไก่ และไข่ไก่ เป็นต้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 27 เมษายน 2556, 13:02 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

บัญญัติ 10 ประการ ติดวงจร..กุ้งตายด่วน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/340962

โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน 26 เม.ย. 2556 05:00

จากสถานการณ์การแพร่กระจายของกลุ่มอาการ EMS หรือโรคตายด่วนในกุ้งจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงของภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด

และช่วงนี้เป็นช่วงลงกุ้งรอบใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการตายด่วนแพร่ขยายไปในวงกว้าง สถา บันวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล กรมประมง มีข้อบัญญัติ 10 ประการ ปฏิบัติดังนี้…

1. การเตรียมบ่อที่ดี กำจัดสารอินทรีย์ก้นบ่อและตากบ่อให้แห้ง ทำความสะอาดคลองส่งน้ำ บ่อพักน้ำไม่ให้หมักหมมสารอินทรีย์ และเชื้อโรค รวมทั้งดูแลอุปกรณ์การเลี้ยงให้อยู่ในสภาพสะอาดและพร้อมใช้งาน

2. ปรับปรุงระบบป้องกันโรค (Bio secure) ให้มีประสิทธิภาพ กรณีที่มีความเสี่ยงอยู่ในเขตโรค ระบาด ควรบำบัดน้ำด้วยคลอรีนหรือไอโอดีน และใช้ระบบบ่อพักน้ำเพิ่มขึ้น

3. เน้นการกรองน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนเพื่อลดพาหะของโรคและศัตรูกุ้งเข้าสู่บ่อ

4. คัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพดี มีสุขภาพแข็งแรงและปลอดโรค ซื้อจากโรงเพาะฟักที่มีการจัดการที่ดี ทั้งด้านสุขอนามัยฟาร์มต้องให้ความสำคัญกับผลการตรวจเช็กคุณภาพลูกกุ้ง ตามแนวทางที่กรมประมงกำหนดไว้

5. ไม่ปล่อยกุ้งหนาแน่น ให้ปล่อยประมาณ 50,000-100,000 ตัว/ไร่ หรือตามความเหมาะสมและความสามารถในการจัดการเลี้ยงกุ้งระบบปิด โดยไม่ทำให้กุ้งเครียด อ่อนแอ และเกิดโรคต่างๆได้ง่าย

6. อาหารควรให้พอดีอย่าให้จนเหลือและเกิดของเสียหมักหมมในบ่อเลี้ยง

7. ควรรักษาปริมาณออกซิเจนในน้ำในช่วงเวลาเช้าตรู่ ประมาณ 5.0 มก./ล. ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำระหว่าง 7.8-8.2 ในกรณีที่สภาวะอากาศแปรปรวน ให้เน้นการใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจน

8. ในแหล่งที่มีความเสี่ยงต่อการตายด่วน EMS ควรหยุดหรือลดการทิ้งน้ำออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นเวลา 1-2 เดือน เพื่อลดปริมาณเชื้อ และใช้วิธีการเลี้ยงระบบปิดมากขึ้น

9. เฝ้าสังเกตอาการของกุ้งในบ่ออย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เช่น ดูการว่ายน้ำ, ความแรงของการดีดตัวบนยอเช็กอาหาร การกินอาหาร, สีและลักษณะของตัวที่เป็นปกติ ความใสของกล้ามเนื้อ หากสงสัยว่ากุ้งจะป่วยควรลดการให้อาหาร และส่งตัวอย่างกุ้งป่วยที่มีชีวิตและน้ำในบ่อไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการโดยเร็วที่สุด

10. หากพบอาการตายด่วน EMS หรือกุ้งเป็นโรคไวรัส ควรหยุดเลี้ยงกุ้ง ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนเข้มข้น และทิ้งไว้ 14 วัน ในกรณีที่เกิดกุ้งป่วยหลายบ่อทั้งฟาร์ม ควรหยุดพักการเลี้ยงทั้งฟาร์ม 2-3 เดือน.

 

 

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

สวนกาแฟปลื้ม สศก. เพิ่มขีดแข่งขันรับเออีซี

http://www.thairath.co.th/content/edu/340751

  • 25 เมษายน 2556, 05:15 น.

Pic_340751

นายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับโครงสร้างสินค้ากาแฟแบบครบวงจรในพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนองว่า  เกษตรกรที่ได้รับการอบรมให้ความสนใจที่จะปรับปรุงดูแลสวนกาแฟตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลดต้นทุนกาแฟตามหลักวิชาการ ทั้งการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย จากเดิมเคยใช้ต้นละ 5 กรัม ลดเหลือต้นละ 3 กรัม ตัดกิ่งเพื่อฟื้นต้นกาแฟให้เหลือเพียง 3 กิ่งต่อ 1 ต้น และแนะนำการใช้วิธีธรรมชาติแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้ต้นกาแฟแข็งแรง ต้านทานโรค เมล็ดใหญ่สมบูรณ์มีน้ำหนักและไม่เน่าเสีย

และการสำรวจความคิดเห็นเกษตรกร ร้อยละ 76 เห็นว่าคุณภาพผลผลิตดีขึ้น ร้อยละ 52 เห็นว่าต้นทุนการผลิตลดลงจริง โดยเกษตรกรเชื่อว่าโครงการนี้ช่วยพัฒนาธุรกิจกาแฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งช่วยในการสร้างชื่อเสียงให้แหล่งผลิตและผลิตภัณฑ์กาแฟในภาคใต้ได้เป็นอย่างดี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากการเปิดตลาดการค้าเสรีในอนาคตได้

ทั้งนี้ โครงการปรับโครงสร้างสินค้ากาแฟแบบครบวงจร มีเป้าหมายดำเนินการในสถาบันเกษตรกร 3 แห่ง สหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟจังหวัดชุมพร, กลุ่มเกษตรกรทำสวนเขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร และกลุ่มเกษตรกรทำสวน จปร. อ.กระบุรี จ.ระนอง โดยกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้สนับสนุนเงินทุน จำนวน 23.214 ล้านบาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 25 เมษายน 2556, 05:15 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

ข้าวดีดระบาด3ล้านไร่ ชาวนาสูญ6พันล้าน

http://www.thairath.co.th/content/edu/340749

  • 25 เมษายน 2556, 05:00 น.

Pic_340749

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว  เผยถึงสถานการณ์ปลูกข้าวของไทยว่า สิ่งที่สร้างความเสียหายต่อชาวนาไทยมากที่สุดในขณะนี้คือ ข้าววัชพืช หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าข้าวดีดข้าวเด้ง ซึ่งกำลังเป็นปัญหาระดับชาติ  เพราะพบว่ามีการระบาดกินพื้นที่รวมกันประมาณ 3 ล้านไร่ และมีการระบาดอย่างรุนแรงในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก ซึ่งทำให้ชาวนาสูญรายได้คิดเป็นเงินประมาณ 3-6 พันล้านบาทเลยทีเดียว เนื่องจากเมื่อนำไปสีจะได้ผลผลิตน้อย ส่งผลกระทบต่อการส่งออก สาเหตุมาจากพันธุ์ข้าววัชพืชเหล่านี้ติดมากับเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้คุณภาพและติดรถเกี่ยวนวด ซึ่งเป็นปัญหาที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความเป็นห่วงอย่างมาก

เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้ นายชัยฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมการข้าวได้จัดทำโครงการตั้งหมู่บ้านปลอดข้าวดีดข้าวเด้ง ในพื้นที่ 3 จังหวัด สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และนครนายก เพื่อสร้างต้นแบบหมู่บ้านปลอดข้าววัชพืช เริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน ปรับเมล็ดพันธุ์คุณภาพ และทำนาโดยใช้การปักดำหรือโยนกล้า จะช่วยให้สามารถกำจัดวัชพืชได้ง่าย รวมทั้งการระบายน้ำเข้านาเพียง 5 ซม. เพื่อไม่ให้วัชพืชเติบโต รวมทั้งการถอนการปลอมปนในพื้นที่ ส่วนกรณีที่มีข้าวร่วงงอกขึ้นในนา จะปล่อยให้งอกแล้วไถกลบ เพื่อไม่ให้ข้าววัชพืชมีโอกาสเติบโตได้ โดยจะเปิดโครงการฯ ขึ้นเป็นแห่งแรกที่สุพรรณบุรี ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ มั่นใจว่าถ้าขยายผลในพื้นที่ 3 จังหวัดนี้ได้ เชื่อว่าจะสามารถการแก้ปัญหาผลผลิตต่ำ ไม่ได้คุณภาพได้ระดับหนึ่ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 25 เมษายน 2556, 05:00 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

วช.เดินหน้าส่งเสริมเลี้ยงบึกสยามในภาคอีสาน

http://www.thairath.co.th/content/edu/340757

  • 24 เมษายน 2556, 14:25 น.

Pic_340757

วช.ส่งเสริมเลี้ยงบึกสยามในภาคอีสาน โดยนำร่องที่ จ.กาฬสินธุ์ หวังแก้ปัญหาขาดแคลนแหล่งอาหารธรรมชาติ หลังจากได้ทดลองเลี้ยงในพื้นที่ 3 จุด ของ จ.เชียงใหม่…

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. มีรายงานว่า หลังจากนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติ (วช.) ทำวิจัยการเพาะเลี้ยงปลาหนังเนื้อขาวลูกผสมบึกสยาม ที่ได้มาจากการนำบึกกับปลาสวายมาปรับปรุงสายพันธุ์ แล้วออกมาเป็นปลาบึกสยามแม่โจ้ ที่เป็นปลากินพืชจนเป็นผลสำเร็จ แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงใน จ.เชียงใหม่ ทั้งหมด 3 แห่ง ที่ อ.สันทราย กองพันพัฒนากองทัพภาค 3 อ.แม่ริม และที่สหกรณ์ประมง อ.พาน เลี้ยง ซึ่งขณะนี้มีขนาด 1.5 กิโลกรัม/ตัว  และล่าสุดได้นำมาช่วยเหลือตามคำร้องขอของชาวบ้านในตำบลโสน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแหล่งอาหารจากธรรมชาติ ซึ่งยิ่งหลังจากผ่านวิกฤติน้ำท่วมในปีที่ผ่านมาด้วยแล้ว เพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบด้านการเพาะเลี้ยงปลาบึกสยามนั้น

ล่าสุด ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า เพื่อสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่องการส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งอาหารในธรรมชาติให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ วช.ได้ร่วมกับ ดร.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทีมวิจัย นำลูกปลาบึกสยามขนาด 50 กรัม และ 300 กรัม จำนวน 200 ตัว มาปล่อยบ่อน้ำชุมชนหมู่บ้าน เพื่อเป็นการฝึกอบรมนำร่องก่อน พร้อมทั้งอบรมวิธีการเลี้ยง การผสมอาหารโดยใช้หญ้าเนเปีย กากชา และใบกระถินที่มีโปรตีนสูง แทนปลาป่น มาเลี้ยงบึกสยามอายุ 3 เดือน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงได้ดี เมื่อชาวบ้านสามารถเลี้ยงเองได้แล้ว ก็จะนำปลาบึกสยามจากแหล่งเพาะพันธุ์ที่แม่โจ้ ได้นำมาเพาะในแถบพื้นที่ภาคอีสาน จะอยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์

สำหรับลักษณะเด่นของบึกสยามแม่โจ้ เมื่ออายุ 30 เดือน สามารถนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์สามารถให้ไข่อัตราเฉลี่ย 40,000 ฟอง/ครั้ง ในน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร เลี้ยงได้ 10 ตัว เมื่อเปรียบเทียบกับปลาบึกต้องใช้น้ำมากถึง 10 เท่า และใช้เวลาเลี้ยง 14 เดือน จึงนำไปขายได้ ซึ่งเร็วกว่าปลาบึกที่ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 4 ปี ส่วนราคาขายขณะนี้อยู่ที่กิโลฯ ละ 80-90 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 24 เมษายน 2556, 14:25 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | คำแนะนำด้านสัตว์, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

เกษตรกร..คิดได้ ทำเป็น เครื่องให้อาหารหมูอัตโนมัติ

http://www.thairath.co.th/content/edu/340498

  • 24 เมษายน 2556, 05:00 น.

Pic_340498

“เมื่อก่อนทำสวนผลไม้ต้องฉีดยา สู้ไม่ไหวสุขภาพร่างกายแย่ลงทุกวัน  เลยปรับพื้นที่หันไปเลี้ยงไก่ไข่โรงเรือนเปิด แต่มีปัญหาไข่ราคาตกอีก หันไปเลี้ยงกบเลี้ยงปลา หนนี้หนักเลยเหมือนหนีเสือปะจระเข้ ทั้งถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา และถูกเบี้ยวไม่จ่ายเงินอีก จึงหันมาเลี้ยงหมูแบบประกันราคากับซีพีเอฟนี่แหละ แต่ก็มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน คนเดียวต้องดูแลหมูถึง 4 เล้า แต่ละวันต้องขนอาหารไปใส่ถัง กว่าหมูจะได้กินอิ่ม เสียเวลาเกือบครึ่งวัน แทบไม่มีเวลาล้างคอก ครั้นจะซื้อเครื่องให้อาหารอัตโนมัติที่ขายทั่วไป ราคาก็แพง ตั้ง 80,000 บาท สู้ไม่ไหว”

นายบุญเลิศ  มาศผล  เกษตรกร  ต.กะเฉด  อ.เมืองระยอง เล่าถึงที่มาของการคิดประดิษฐ์ทำเครื่องให้อาหารอัตโนมัติใช้เองในเล้าหมู เนื่องจากทุกวันนี้แรงงานหายากมาก คนไทยไม่ต้องพูดถึง พอมีบ้างก็แรงงานพม่า ลาว เขมร แต่พอเจอขี้หมูเข้าไปทนไม่ไหว ออกกันไปหมด เพราะอาชีพนี้มันไม่เท่ เลยมานั่งคิดหาวิธีทำเครื่องจ่ายอาหารเอง เนื่องจากตอนเลี้ยงไก่ไข่ เคยซื้อเครื่องให้อาหารอัตโนมัติมาใช้ จึงมานั่งศึกษาดูว่ามันทำงานอย่างไร

และนำหลักการทำงานของเครื่องให้อาหารไก่มาดัดแปลงใช้กับเล้าหมู…เริ่มจากวางท่อพีวีซี (ท่อประปา) ขนาด 2 นิ้ว ยาวประมาณ 80 เมตร กระจาย ไปทั่วเล้าไปตามคานใต้หลังคาเล้าหมู ภายในท่อจะมีออกเกอร์ (เกลียว) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญ ทำหน้าที่เสมือนสายพานคอยลำเลี้ยงอาหารไปยังถังประจำเล้าหมูแต่ละจุดซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 16 ถัง

โดยปากท่อพีวีซีส่วนที่จุ่มลงไปในอ่างผสมอาหารเสร็จแล้วจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าคอยหมุนออกเกอร์ลำเลียงอาหารขึ้นไปตามท่อพีวีซี เพื่อส่งต่อไปยังถังอาหารแต่ละจุด ที่มีท่อรับช่วงส่งต่ออาหารลงถังประจำในคอกหมู ซึ่งท่อในส่วนนี้จะอาศัยแรงโน้มถ่วงจากโลกเป็นตัวส่งอาหารคือ ปล่อยให้อาหารร่วงหล่นไปตามท่อลงถัง และเมื่ออาหารเต็มถังใบแรกปากท่อจะปิด ออกเกอร์ก็ดันให้อาหารถูกส่งต่อไปยังถังต่อไป จนครบทั้ง 16 ถังทั่วโรงเรือน…หมู 2,400 ตัวได้กินอาหารอิ่ม ใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง มีเวลาเหลือเดินตรวจดูความเรียบร้อย ทำความสะอาดคอก นอกจากจะทำให้สุขภาพหมูดีขึ้น ยังทำให้ตัวเองมีเวลาพักผ่อนได้เร็วขึ้น

ที่สำคัญมีต้นทุนค่าใช้จ่ายแค่ 30,000 บาท ถูกกว่าที่เขาขายกันเกินครึ่ง.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 24 เมษายน 2556, 05:00 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

มกอช. แจงส่งออกผลไม้ฉายรังสีไปสหรัฐฯโปร่งใส

http://www.thairath.co.th/content/edu/340579

  • 24 เมษายน 2556, 00:35 น.

Pic_340579

มกอช.แจงข้อเท็จจริงกรณีส่งออกสินค้า “ผลไม้ฉายรังสี” ไปสหรัฐฯ โปร่งใส เปิดโอกาสผู้ประกอบการแข่งขันเต็มที่ ไม่ผูกขาด พร้อมทดสอบการกำหนดอัตราค่าบริการคงที่ 8 บาท/กก. โดยไม่ต้องวางเงินล่วงหน้า คาดการณ์ปี 56 ยอดส่งออกพุ่งกว่า 1,000 ตัน…

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวถึงกรณีส่งออกสินค้าผลไม้ฉายรังสีไปยังสหรัฐอเมริกาว่า นับแต่ประเทศไทยเปิดตลาดผลไม้ฉายรังสีในสหรัฐฯ สำเร็จเมื่อปี 2550 มกอช.ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน (Cooperator) รายแรกตามสัญญาที่ลงนามกับ สหรัฐฯ ซึ่งกำหนดว่า ให้ประเทศผู้ส่งออกมีผู้ประสานงานเพียงรายเดียว ต่อมา มกอช. ได้ถ่ายโอนภารกิจผู้ประสานงานให้กับภาคเอกชนที่มีความเป็นกลางและไม่ได้ ประกอบธุรกิจส่งออกผลไม้ เพื่อป้องกันปัญหาขัดแย้งผลประโยชน์ระหว่างที่มีการแข่งขันทางการตลาดสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม มกอช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสนับสนุนและติดตามดูแลการประสานงานตรวจสอบสินค้าเกษตร ก่อนการส่งออก (Preclearance Program) ขึ้นมาเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกผู้ประสานงานเอกชน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ตัวแทนผู้ส่งออก ตัวแทนเกษตรกร ผู้แทนโรงงานฉายรังสี และผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมพิจารณาคัดเลือกจากแผนการดำเนินงานของภาคเอกชนที่สมัครเข้ามา ซึ่งบริษัท บัดดี้โคโคนัท จำกัด (BCC) ได้รับคัดเลือกเป็นผู้ประสานงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นมา

ผอ.มกอช. กล่าวอีกว่า สำหรับค่าบริการตรวจสอบผลไม้ที่จะส่งออก คิดอัตราเฉลี่ยเป็นกิโลกรัมตามสัดส่วนผลไม้ที่ผู้ส่งออกแจ้งขอนำเข้าฉายรังสี หากมีผลไม้เข้าฉายรังสีปริมาณมาก ค่าบริการตรวจสอบก็จะถูกลง ส่วนประเด็นการเก็บเงินล่วงหน้านั้น  ผู้ประสานงานเอกชนเสนอเก็บ 50% จากปริมาณการส่งออกที่ผู้ส่งออกแต่ละรายประมาณการเองล่วงหน้าเป็นรายไตรมาส ซึ่ง มกอช.พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องปกติทางการค้าที่ผู้ประกอบการต้องสามารถวางแผนงานล่วงหน้าได้

ทั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ ก็เรียกเก็บเงินล่วงหน้าจากไทยก่อนเป็นรายปี จึงจะส่งเจ้าหน้าที่ Inspector มาตรวจสอบแมลงศัตรูพืชร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ก่อนอนุญาตให้นำผลไม้เข้าฉายรังสีปีนี้ผู้ประสานงานเอกชนได้มีแผนที่จะทดสอบ การกำหนดอัตราค่าบริการคงที่ในฤดูการผลิตไตรมาสที่ 3 หรือช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2556 โดยกำหนดค่าบริการตรวจสอบผลไม้ที่จะเข้าฉายรังสีในอัตรา 8 บาท/กิโลกรัม และไม่ต้องวางเงินค่าบริการล่วงหน้าด้วย ซึ่งคาดว่า จะเป็นแรงจูงใจและสามารถขยายความร่วมมือผู้ส่งออกผลไม้ฉายรังสีไปสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น และทำให้ตลาดส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 24 เมษายน 2556, 00:35 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

ระวังพ่อค้าหลอกขาย กล้าปาล์มพันธุ์ห่วย

http://www.thairath.co.th/content/edu/340300

  • 23 เมษายน 2556, 05:15 น.

Pic_340300

กรมวิชาการเกษตรเตือนระวังพ่อค้านำ “กล้าปาล์มห่วย” ที่เก็บมาจากเมล็ดร่วงใต้ต้นมาหลอกจำหน่าย ย้ำซื้อจากศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน มีมาตรฐานดีกว่า

นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรหันมาปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มมากขึ้น แต่การผลิตต้นกล้าปาล์มภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการเพราะมียอดการจองข้ามปี โดยพันธุ์ปาล์มที่ดีต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ปาปัวนิวกินี  เบนิน  และคอสตาริกา ซึ่งมีจำนวนจำกัดปีละ 3-4 ล้านเมล็ดงอก ทำให้ปีนี้จึงเกิดการขาดแคลนกล้าปาล์ม ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายฉวยโอกาสนำเมล็ดปาล์มที่ร่วงใต้ต้น หรือขุดที่งอกมาขายกลายเป็นกล้าปาล์มห่วย

ดังนั้นการซื้อต้นกล้าปาล์มน้ำมันควรซื้อจากสถานที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้าจากกรมวิชาการเกษตร ปัจจุบันมี 200 แห่งทั่วประเทศ หากไม่มั่นใจรายชื่อผู้นำเข้าจากต่างประเทศ สามารถตรวจสอบที่เว็บไซต์ของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตรwww.doa.go.th/ard หรือติดต่อที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันกระบี่ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย 0-7727-4025-6, 0-7764-0412.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 23 เมษายน 2556, 05:15 น.

กรกฎาคม 8, 2013 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: