ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ยาประจำบ้านจาก..สมุนไพรสร้างคุณค่า..พัฒนามรดกไทย

26 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/eco/capable/196740.

Pic_196740

ขั้นตอนการทำยาดมสมุนไพร.

“อโรคยา ปรมาลาภา”…ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ…จากคำกล่าวนี้…ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใดก็ยังเป็นคำพูดที่คนฟังแล้วไม่มีใครปฏิเสธว่า…การมีสุขภาพดีนั้นมีค่ามากกว่าการมีเงินทอง…!!

การที่จะห่างไกลจากโรค…ตัวเราเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนด โดยพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่จะแสดงผลออกมาเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง ดังเช่น บางคนทำงานหนักพักผ่อนน้อย เป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานๆ ทำให้ร่างกายรับไม่ไหวสุขภาพอ่อนแอและเกิดอาการติดเชื้อได้ง่ายทำให้กลายเป็นโรคร้าย…

วิธีการดูแลสุขภาพด้วยการใช้ ยาลม ยาดม ยาหม่อง ฯลฯ จะช่วยให้ร่างกายคนเราผ่อนคลายและห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆโดย บ้านเรามีสมุนไพรมากมาย ทั้งยัง เก็บรวบรวมเป็นตำรับยาไทยจากภูมิปัญญาของคนไทย ที่มี ประวัติการใช้บำบัดโรคมาเป็นระยะเวลายาวนาน

ศรัทธา จงรักษ์ศาสตร์ศรัทธา จงรักษ์ศาสตร์

นายศรัทธา จงรักษ์ศาสตร์ นายแพทย์แผนไทยผู้ดูแลด้านยาแผนตะวันออก บอกว่า ได้ร่วมกับ กลุ่มแม่บ้านอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในการพัฒนาตำรับยาไทยโดยต้องทำควบคู่กันไประหว่าง ความรู้ทางศาสตร์แผนตะวันออก และ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผสมผสานกันไป ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้ออกมามีคุณภาพและความปลอดภัย รวมทั้งมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม ขนาดกะทัดรัดเหมาะแก่การพกพา เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย ที่สำคัญใช้วัตถุดิบที่หามาได้ในบ้านเรา ไม่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ

สำหรับขั้นตอนการปรุงยาต้องใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน ปราศจากเชื้อและสารปนเปื้อน มีการควบคุมคุณภาพที่ดี เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผู้บริโภคจะได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากผลิตภัณฑ์ยาไทย “มากด้วยคุณค่าจากธรรมชาติ” โดยสมุนไพรสูตรแรกเป็นสูตรยาดมสมุนไพร มีส่วนผสม เช่น กานพลู 15 กรัม, พริกไทย 15 กรัม, ดอกจันทร์ 10 กรัม, ลูกกระวาน 10 กรัม, โกฐหัวบัว 10 กรัม และสำหรับหัวเชื้อของยาดม ผสมด้วยพิมเสน 8 กรัม, การบูร 8 กรัม, เมนทอล 12 กรัม, น้ำมันยูคาลิปตัส 6 กรัม น้ำมันเปปเปอร์มินต์ 4 กรัม และยาหอม 2 กรัม

ในขั้นตอนการทำแบ่งเป็น 2 ส่วน เริ่มจากการทำเป็นหัวยาดม ให้นำพิมเสน การบูร เมนทอล มาบดให้ละเอียด แล้วผสมให้เข้ากันจนกลายเป็นของเหลว โดยห้ามใช้ความร้อนในการผสมให้พิมเสน การบูร เมนทอลละลาย เพราะความร้อนจะทำให้พิมเสน การบูร เมนทอลระเหยไป จากนั้นดำเนินการต่อด้วยการนำน้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันเปปเปอร์มินต์ ยาหอม ตามสัดส่วนผสมลงไปให้เข้ากันเราก็จะได้หัวยาดมแล้ว

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ.

นายศรัทธา แพทย์แผนไทย บอกอีกว่า ส่วนขั้นตอนที่ 2 ให้นำสมุนไพรแห้งแต่ละชนิดตามสัดส่วนผสมให้เข้ากันดี เคล็ดลับเพิ่มความหอมของเรานั้นก็คือ นำสมุนไพรแห้งแต่ละชนิดมาตำพอแหลกเพื่อให้ Essential oil ของสมุนไพรแต่ละชนิดออกมาจากตัวสมุนไพร แค่นี้ก็เพิ่มความหอมให้แก่ยาดมเราได้แล้ว จากนั้นนำส่วนผสมที่ 1 และ ส่วนผสมที่ 2 มาผสมให้เข้ากัน ถ้าหากเห็นว่า ยาดมยังหอมเย็นชื่นใจไม่พอก็สามารถใส่หัวยาดมเพิ่มได้ตามต้องการ หรือชื่นชอบ Essential oil กลิ่นใดก็สามารถใส่ลงไปในส่วนที่ 2 ได้

เท่านี้ก็จะได้ ยาดมสมุนไพรกลิ่นเฉพาะที่ไม่ซ้ำใคร เคล็ดลับอีกข้อนั้นก็คือ การหมักสมุนไพรเพื่อเพิ่มความหอม นำยาดมที่ผสมทุกอย่างเสร็จแล้วใส่ลงในภาชนะสเตนเลส ปิดฝาให้สนิทมิให้อากาศเข้าออกได้แล้วนำไปตั้งไว้ในที่แสงแดดและความร้อนเข้าไม่ถึง ตั้งทิ้งไว้ 1 เดือน จากนั้นนำออกมาห่อผ้าบรรจุขวดก็เป็นอันเสร็จ

สำหรับผู้ที่ต้องการความรู้เขาก็ไม่หวงวิชาจะสอนให้เป็นวิทยาทาน หรือสนใจผลิตภัณฑ์ยาไทย ไปหาซื้อได้ที่ กลุ่มแม่บ้าน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรี-อยุธยา หรือจะกริ๊งกร๊างไปหาศรัทธา ได้ที่ 08-2555-9696, 08-2555-4646 ในเวลาที่เหมาะสม.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไช​ย​รัตน์ ส้ม​ฉุน
  • 26 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

กันยายน 4, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

นมปรุงแต่งอินทรีย์…พร้อมดื่มผลิตภัณฑ์ใหม่สหกรณ์มวกเหล็ก

19 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/eco/capable/194998.

Pic_194998

ผลิตภัณฑ์น้องใหม่.

พื้นที่แถบสระบุรี เกษตรกรโดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำฟาร์มโคนม ซึ่งผลผลิตทั้งหมด “ชาวฟาร์มโค” จะส่งไปยังสหกรณ์เพื่อรวบรวมปริมาณน้ำนมดิบ นอกจากนี้ เกษตรกรบางรายยังหันไปปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์ซุปเปอร์สวิต รวมทั้งทุ่งทานตะวันเพื่อรอรับนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปในช่วงลมหนาวพัดโชย

ฉะนี้…เพื่อเป็นการใช้วัตถุดิบในพื้นที่อย่างคุ้มค่า อีกทั้งเป็นการนำผลิตผลที่ได้คุณภาพในพื้นที่มาปรุงแต่งให้ได้รสชาติที่ลงตัว นายจักรีชัย ณ น่าน ผู้จัดการสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด พร้อมคณะกรรมการ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลมิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้คิดผลิต “นมปรุงแต่งอินทรีย์พร้อมดื่ม” ขึ้น

นายจักรีชัย ณ น่านนายจักรีชัย ณ น่าน

นายจักรีชัย บอกกับทีมงาน “ทำได้ ไม่จน” ว่า…เพื่อสนองนโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ว่า ควรนำวัตถุดิบในพื้นที่มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นอกจากช่วยให้สมาชิกอยู่ได้ด้วยตัวเองจากการออม ส่วนที่เหลือยังสามารถนำไปขายเพื่อให้เกิดผลกำไร อันเป็นการทำให้สหกรณ์นั้นๆอยู่ได้ และที่สำคัญในยุคนี้การอยู่รอดนั้นต้องหาวิธีลดต้นทุนการผลิตให้ได้ก่อน…

ดังนั้น ทางคณะกรรมการจึงมีแนวคิดผลิต นมปรุงแต่งอินทรีย์พร้อมดื่ม ที่มีหลากหลายกลิ่นให้เลือก อาทิ นมสดร้อยเปอร์เซ็นต์รสจืด โดยใช้นมจากแม่โคล้วน ไม่แยกวิตามิน แร่ธาตุ หรือไขมันเนยออกเพื่อให้ได้รสธรรมชาติอย่างแท้จริง นมปรุงแต่งรสช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ น้ำผึ้งที่ได้จากดอกทานตะวัน และ นมผสมน้ำข้าวโพด ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในขณะนี้

…นอกจาก วัตถุดิบที่ใช้จะคัดเกรดแล้ว  ยังต้องมาจากพื้นที่ อย่างน้ำผึ้งจะใช้จากกลุ่มเกษตรกรที่ทาง องค์กรปกครองท้องถิ่นเข้าไปส่งเสริมให้เลี้ยงในทุ่งทานตะวัน เป็นการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในพื้นที่ นอกจากนี้ เรายังรับซื้อน้ำผึ้งดอกลำไยจากทางภาคเหนือ โดยซื้อจาก โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา สำรองไว้…

สำหรับขั้นตอนการแปรรูป หากเป็นนมผสมน้ำข้าวโพดนั้น จะใช้ นมพาสเจอไรซ์ ข้าวโพด (ซึ่งช่วงแรกจะรับมาจาก ศูนย์ข้าวโพดข้าวฟ่าง ที่อยู่ อ.ปากช่องชั่วคราว) นำมา นึ่งให้เมล็ดสุก แล้วเข้าขบวนการ “บีบค้ันเอาน้ำ” จะได้น้ำข้าวโพดบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ จากนั้น มาถึงขั้นตอนการผสมซึ่งเป็นสูตรที่ทางคณะกรรมการคิดค้นไว้ โดยใช้นม 85 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะเป็นน้ำข้าวโพดและน้ำเชื่อมอีก 15 เปอร์เซ็นต์ นำมาบรรจุขวดขนาด 200 ซีซี โดยช่วงแรกๆสหกรณ์ได้นำเอาไปทดลองตลาด กลุ่มสมาชิก และผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง “ลิ้มชิมรส” ก่อน กระทั่งมีการตอบรับที่ดีขึ้น จึงเดินหน้าผลิต ซึ่งเวลานี้ แต่ละสัปดาห์จะใช้ปริมาณน้ำนม 500 กิโลกรัม

น้ำนมดิบจากสมาชิกส่งเข้าโรงนมตรวจสอบคุณภาพก่อนเข้าสู่ขบวนการ.น้ำนมดิบจากสมาชิกส่งเข้าโรงนมตรวจสอบคุณภาพก่อนเข้าสู่ขบวนการ.

“…นอกจากเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค เป็นการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ (นมโค ข้าวโพด) ยังเป็นการเตรียมพร้อม สำหรับรอรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมายังมวกเหล็กทั้งวันธรรมดาและช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งเวลานั้นดอกทานตะวันจะบานรอรับผู้คน…”

ผู้จัดการสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก บอกต่อว่า ในอนาคตเราจะส่งเสริมให้หันมาปลูกข้าวโพด ที่การจัดการจะได้เปรียบกว่าที่อื่น  เพราะภายในฟาร์มจะมีมูลโคสำหรับใส่เป็นปุ๋ยบำรุง พอได้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก็จะส่งเข้ามายังสหกรณ์เพื่อนำไปแปรรูป ในส่วนต้นข้าวโพดหลังจากเก็บฝักแล้วยังสามารถนำมาเป็นอาหารหยาบเลี้ยงแม่โค เป็นการช่วยลดต้นทุน และผลิตผลทั้งหมดยังปลอดสารเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่กล่าวเช่นนี้  เพราะน้ำนมที่ส่งเข้าสหกรณ์จะมีการตรวจทุกครั้ง หากพบว่ามีสิ่งเจือปนทั้งยา (น้ำผสม) เกษตรกรรายนั้นจะถูกปรับถึง 30 เท่า

สำหรับผู้ที่สนใจเป็นตัวแทน จำหน่ายรับไปขายเป็นรายได้เสริม สามารถติดต่อได้ที่ 08–9900–1141, 08–1851–1102 ในวันและเวลาที่เหมาะสม.

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมคณะกรรมการการันตีคุณภาพ.อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมคณะกรรมการการันตีคุณภาพ.

เพ็ญพิชญา เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 19 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

กันยายน 4, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

พัฒนาผลิตข้าวอินทรีย์ 3 องค์กรประสานครบวงจร

1 กันยายน 2554, 05:30 น.
http://www.thairath.co.th/content/edu/198276.

Pic_198276

รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เผยว่า จากการพัฒนาพันธุ์ข้าวของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ประสบความสำเร็จสามารถสร้างพันธุ์ข้าวที่มีโภชนาการสูงที่ชื่อว่าข้าวสินเหล็ก ท่ีมีดัชนีน้ำตาลต่ำ มีธาตุเหล็กสูง และหอมนุ่ม ส่วนอีกสายพันธุ์ คือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณที่มาก กระทั่งในปี พ.ศ.2553 จึงได้นำพันธุ์ข้าวทั้งสองสายพันธุ์ไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกจำนวน 520 ไร่ ในเขตเกษตรอินทรีย์บ้านนาเจริญ ตำบลดอนจิก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี จนได้รับเครื่องหมายประกันคุณภาพจากหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ รศ.วุฒิชัยเผย

อีกว่า ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ.2554 ทางรศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ กรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมคณะได้เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ และเข้าร่วมประชุม กับ ผศ.ดร.ชวลิต ฮงประยูร รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว (กพส.) ซึ่งควบคุมดูแลโรงสีข้าวธัญโอสถ โดยทางมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (มก.) เสนอแนวทางการจัดตั้ง Social Enterprise หรือองค์กรธุรกิจเชิงสังคม เพื่อการพัฒนาผลิตข้าวโภชนาการสูงแบบอินทรีย์ครบวงจรจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภค เพื่อนำรายได้จากการตลาดสู่ผู้ผลิต นั่นก็คือเกษตรกร.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 1 กันยายน 2554, 05:30 น.

กันยายน 3, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , | ใส่ความเห็น

โรค PRRS ระบาดในฟาร์มสุกรเตือน….ใช้วัคซีนเถื่อนจะลุกลามหนัก

1 กันยายน 2554, 05:15 น.
http://www.thairath.co.th/content/edu/198278.

Pic_198278

นายสัตวแพทย์นิรันดร เอื้องตระกูลสุข รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคระบาดสัตว์ในสุกรชนิดโรคระบบทางเดินหายใจและระบบสืบพันธุ์ หรือโรคพีอาร์อาร์เอส (Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome : PRRS) ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทำให้สุกรล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ฟาร์มเลี้ยงสุกรหลายแห่งหาวัคซีนป้องกันโรคมาใช้ แต่เนื่องจากวัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและมีขายในประเทศไทยเวลานี้ มีการนำเข้าโดยบริษัทเอกชนเพียง 2 แห่งเท่านั้น และยังมีข้อจำกัดในการเลือกใช้ อีกทั้งยังมีราคาแพง ดังนั้น จึงมีการลักลอบสั่งนำเข้าวัคซีนจากประเทศจีนมาใช้จำนวนมาก

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์เคยนำตัวอย่างวัคซีนที่ลักลอบนำเข้ามาไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ พบว่าส่วนใหญ่เป็นวัคซีนที่ด้อยคุณภาพ นอกจากนี้ การนำวัคซีนที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาใช้ ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอันตรายต่อตัวสัตว์และเกิดการระบาดของโรคหนักขึ้น อีกทั้งไม่มีผลในการป้องกันโรค หรือร้ายไปกว่านั้นก็คือ เชื้อที่มาจากวัคซีนอาจจะพัฒนาตัวเองให้เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคระบาดมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม โรคพีอาร์อาร์เอส แม้จะเป็นโรคระบาด แต่หากมีการจัดการที่ดี เช่น การดูแลสุขภาพสัตว์ การจัดการความสะอาดในฟาร์ม การถ่ายเทอากาศภายในโรงเรือน สุกรที่จะนำเข้ามาทดแทนในฝูงควรมาจากแหล่งที่ปลอดเชื้อไวรัสพีอาร์อาร์เอส และก่อนจะนำสุกรใหม่เข้ามารวมฝูง ควรทำการกักกัน รวมทั้งมีการจำกัดและควบคุมการเข้าออกฟาร์ม พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ระบบจัดการเหล่านี้จะสามารถป้องกันโรคพีอาร์อาร์เอสได้อย่างแน่นอน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 1 กันยายน 2554, 05:15 น.

กันยายน 3, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , | ใส่ความเห็น

วางแผนบริหารน้ำ..เขื่อนแม่งัดฯแก้ภัยแล้งเพิ่มพื้นที่เกษตรแสนไร่

1 กันยายน 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/content/edu/198283.

Pic_198283

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เผยว่า จากการตรวจเยี่ยมเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา พบว่าลุ่มน้ำแม่กวงมีปัญหาการขาดแคลนน้ำและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคตในการแก้ไขปัญหา โดยการบริหารจัดการน้ำร่วมกันของลุ่มน้ำบริเวณใกล้เคียง ประกอบด้วย ลุ่มน้ำแม่กวง แม่งัด และแม่แตง ซึ่งข้อมูลปริมาณน้ำท่าในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลมีเพียงพอที่จะสามารถนำมาใช้เป็นแหล่งต้นทุนของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ จึงมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลไปสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนปีละ 47 ล้าน ลบ.ม. และต้องดำเนินการโครงการผันน้ำจากแม่แตงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดฯ

อธิบดีกรมชลประทานเผยอีกว่า ซึ่งผลประโยชน์ในการพัฒนาทำให้เกษตรกรในพื้นที่ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ 39.03 ล้าน ลบ.ม.และช่วยเหลือพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้งเพิ่มเป็น 28,940 ไร่ ในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 40,860 ไร่ เป็น 57,920 ไร่ เพื่อใช้ในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในโครงการชลประทานแม่แตง รวม 2,300 ไร่ โครงการเกษตรบ้านเมืองกึ๊ด เป็นการเพิ่มผลผลิตในพื้นที่เกษตรรวม 1,770 ไร่ ส่วนปัญหาอุปสรรคอยู่ระหว่างขอความเห็นชอบใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แตงและพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 1 กันยายน 2554, 05:00 น.

กันยายน 3, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , | ใส่ความเห็น

ธ.ก.ส.ทำเก๋….จัดปุ๋ยลดต้นทุน รับสินเชื่อและเงินสด…ผู้ร่วมมีเฮ.!!

31 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/content/edu/198003.

Pic_198003

นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย

ปุ๋ย…ปัจจัยสำคัญในการผลิตพืช อันเป็นต้นทุนที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน หากเกษตรกรรู้จักใช้อย่างเหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการ ก็จะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงได้ ซึ่งส่วนต่างนี้หมายถึงกำไรที่พวกเขาจะได้อย่างเป็นธรรม

ซึ่ง…ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร โดยจัดโครงการ “ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร” ขึ้น

นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ ธ.ก.ส. บอกถึงกิจกรรมว่า…โครงการฯใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ธ.ก.ส.รับหน้าเสื่อเป็นโต้โผใหญ่จัดหาปุ๋ยแก่เกษตรกรทั้งในรูปเงินสดและเงินเชื่อ โดยมีเกษตรกร ผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 4.8 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ รวมพื้นที่ 77.01 ล้านไร่ เข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือลูกไร่…

ปุ๋ยลดต้นทุนเพื่อเกษตรกร.ปุ๋ยลดต้นทุนเพื่อเกษตรกร.

ซึ่ง…ตอนนี้ ธ.ก.ส. ได้เชิญชวนร้านค้าปุ๋ยเคมีเข้าร่วมโครงการโดย ขึ้นทะเบียนแล้ว 958 ร้านค้า กระจายอยู่ในพื้นที่ ภาคเหนือ 297 ร้านค้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 414 ร้านค้า ภาคกลาง 217 ร้านค้า และ ภาคใต้ 30 ร้านค้า ขณะนี้มีเกษตรกร ปลูกข้าวเข้าร่วม 20,787 ราย ผู้ปลูก มันสำปะหลังจำนวน 222 ราย และปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2,584 ราย

“…ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ  สามารถขอใช้สิทธิได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขา เบื้องต้นพนักงานพัฒนาธุรกิจจะตรวจสอบที่มาของสิทธิตาม โครงการประกันรายได้ปี 2553/54 จากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หากมีสิทธิเข้าร่วมโครงการสามารถกำหนด

แปลงที่ดินที่จะเข้าร่วมโครงการ แต่เนื้อที่ทุกแปลงรวมแล้วต้องไม่เกินสิทธิที่โครงการกำหนด เนื่องจากจะมีผลต่อปริมาณการ รับชดเชยปุ๋ย กก.ละ 1.50 บาท ซึ่งจะแยกเป็นพื้นที่ ในเขตชลประ-ทาน และ นอกเขตชลประทาน ทั้งยังแยกตาม ชนิดและพันธุ์พืช ที่ใช้ปลูก เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมจังหวัด ข้าวเหนียว ปริมาณการ ชดเชยค่าปุ๋ยไม่เกิน 25 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวปทุมธานี และข้าวเจ้านาปี ไม่เกิน 35 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และ มันสำปะหลัง ไม่เกิน 50 กิโลกรัมต่อไร่…” นายสุพัฒน์กล่าวและว่าโดยเกษตรกร จะต้องเลือกร้านค้าปุ๋ยเคมีที่ขึ้นทะเบียนไว้ และแจ้งพนักงานพัฒนาธุรกิจออกใบจัดหาปุ๋ย (ใบ ปร.6) ตามปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยที่โครงการกำหนด หากจะซื้อปุ๋ยด้วยเงินสดก็ให้นำใบ ปร.6 พร้อมเงินสด ไปชำระที่ฝ่ายการเงินของ ธ.ก.ส.โดยจ่ายเฉพาะราคาปุ๋ยที่หักเงินชดเชยจากรัฐบาลกิโลกรัมละ 1.50 บาท หรือ ตันละ 1,500 บาท จากนั้นก็นำใบ ปร.6 ฉบับจริงไปรับปุ๋ยที่ร้านค้าที่ตนเองเลือกไว้

ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ บอกด้วยว่า ในกรณีไม่มีเงินสด สามารถขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส. โดยแจ้งพนักงานพัฒนาธุรกิจ เพื่อจัดทำสัญญาเงินกู้เพื่อซื้อปุ๋ยพร้อมออกใบจัดหาปุ๋ย (ปร.6) ตามปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร แต่ไม่เกินตามที่โครงการกำหนดและจะให้ใบ ปร.6 ฉบับจริงนำไปรับปุ๋ยที่ร้านค้า ภายในเดือนตุลาคม 2554 คาดการณ์ว่าจะสามารถจ่ายปุ๋ยให้เกษตรกรได้แล้วเสร็จ

ใครสนใจเข้าร่วม “โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร” สามารถติดต่อได้ที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขา หรือสอบถามได้ที่ เกษตรอำเภอ หรือ สำนักงานเกษตรจังหวัด ใกล้บ้าน…
ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 31 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

กันยายน 3, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , | ใส่ความเห็น

“หัวอีอุ๊ก” ดอกสวยยาดีเด็ก

30 สิงหาคม 2554, 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/197782.

Pic_197782

ไม้ต้นนี้ เพิ่งพบมีต้นวางขายกำลังมีดอกสีสันสวยงามมาก แต่ไม่มีป้ายชื่อเขียนติดไว้ ผู้ขายบอกว่าเป็นต้นโสมชบาใบเล็ก คนละต้นกับโสมชบาที่เคยแนะนำในคอลัมน์ไปนานแล้ว โดยโสมชบาใบเล็ก จะมีข้อแตกต่างคือ ใบจะเป็นรูปแถบแคบและยาว ส่วนใบของโสมชบาที่เคยแนะนำในคอลัมน์นั้น ใบจะเป็นรูปรีกว้างและใหญ่กว่าเยอะ จึงถูกเรียกว่า โสมชบาใบเล็ก ส่วนรูปทรงและสีสันของดอกจะเหมือนกัน ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดเป็นประจำ และที่สำคัญโสมชบาใบเล็ก มีแหล่งที่พบอยู่ในแถบช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ขณะที่โสมชบาใบรี หรือโสมชบาที่เคยแนะนำในคอลัมน์มีแหล่งที่พบที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงไม่ใช่ต้นเดียวกันอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำลักษณะต้น ใบ และดอกไปค้นในสารบบพรรณไม้จึงทราบว่า โสมชบาใบเล็ก ที่ผู้ขายเรียกนั้น คือต้น “หัวอีอุ๊ก” พบขึ้นบนเขาในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี จริง โดยคนในพื้นที่เรียกว่า “หัวอีอุ๊ก” หัวไก่โอก และ หญ้าขี้อ้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า DECASCHISTIA INTERMEDIA CRAIB อยู่ในวงศ์ MALVACEAE มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ต้นสูง 10-60 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเป็นรูปแถบแคบ กว้างประมาณ 0.3-1 ซม. ยาว 2.2-9 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลมถึงมน โคนใบเป็นรูปลิ่ม ผิวใบด้านล่างมีขนสีเขียวสด

ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆหรือเป็นช่อที่ซอกใบใกล้ปลายยอด มีริ้วประดับกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีกลีบดอก 5 กลีบ ลักษณะกลีบเป็นรูปไข่กลับเฉียง กว้างประมาณ 1-1.5 ซม. ยาวประมาณ 3 ซม. เป็นสีแดงสดใส มีเกสรตัวผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเชื่อมติดกันเป็นมัด ใจกลางดอกเป็นสีขาว ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดใหญ่คล้ายกับดอกชบาสวยงามมาก

ผล รูปทรงกลม เมื่อแก่แตกกลางพูมีเมล็ดหลายเมล็ดเป็นรูปไต ดอกออกได้เรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ปัจจุบันต้น “หัวอีอุ๊ก” หรือที่ผู้ขายเรียกว่า โสมชบาใบเล็ก มีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 3 ติดกับ แผง “เจ๊ติ๋ม” ราคาสอบถามกันเอง สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้ จัดอยู่ในกลุ่มไม้หายากชนิดหนึ่ง ปลูกลงกระถางหรือปลูกลงดินหลายๆต้น รดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยเดือนละครั้ง เวลามีดอกจะสวยงามแปลกตาน่ารักมาก

สรรพคุณทางยา ตำรายาพื้นบ้านอีสาน หัวสด หรือ แห้ง ต้มน้ำดื่มแก้โรคซางในเด็กได้ดีมากครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 30 สิงหาคม 2554, 05:01 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“เกลือป่น–น้ำส้มสายชูหมัก” ช่วยลดหินปูนเกาะตามข้อ

29 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/197459.

Pic_197459

ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนไม่น้อยมีอาการหินปูนเกาะตามข้อในร่างกายหลายจุด เมื่อเป็นแล้วจะรู้สึกปวดไปหมด อยากทราบว่ามีวิธีบำบัดแบบธรรมชาติหรือไม่ ซึ่งอาการดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นบริเวณข้อต่อต้นคอ หัวไหล่ ข้อนิ้วมือนิ้วเท้า กระดูกสันหลัง บางคนยังมีพังผืดยึดอีกด้วย เป็นเหตุทำให้มือและนิ้วมือชา ต้องไปพบแพทย์รักษาอย่างต่อเนื่องจึงจะหายได้

ในทางธรรมชาติมีวิธีบำบัดได้เช่นกัน คือ ให้เอา “เกลือป่น” จำนวน 1 กิโลกรัม กับ “น้ำส้มสายชูหมัก” ชนิด 5 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 1 ขวด ยี่ห้อไหนก็ได้ เทผสมลงในอ่างอาบน้ำที่ใส่น้ำร้อนเตรียมไว้พอที่คนลงไปนอนแช่ท่วมตัว

เมื่อ กวนน้ำให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันได้ดีแล้ว จากนั้นลงไปแช่น้ำในอ่าง โดยใช้เวลาแช่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10-15 นาที ถ้าหากน้ำในอ่างเย็นลงให้เอาน้ำร้อนเทลงไปตลอด เสร็จแล้วล้างตัวถูสบู่ ทำแช่วันละครั้งทุกวัน จะช่วยบำบัดลดคราบหินปูนที่เกาะตามข้อในร่างกายให้หายได้

อย่างไรก็ตาม ในตำราบอกว่า ก่อนแช่น้ำดังกล่าวต้องออกกำลังกายก่อนอย่างน้อย 10-15 นาที จะช่วยให้หินปูนที่เกาะตามข้อลดลงได้เร็วขึ้น และเมื่อหายแล้วไม่ต้องแช่อีก แต่ต้องออก กำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน จะไม่กลับมาเป็นอีก

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม ภายในเล่มมีสูตรสมุนไพรไม้ดอกไม้ผลหายากมากกว่า 150 ชนิด ไม่ซ้ำกับทุกเล่มที่ผ่านมา พิมพ์จำนวนจำกัด หมดแล้วหมดเลย ไม่ได้วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม.10901 ส่วนเล่มที่ 4 ใกล้หมดแล้ว ราคาและค่าส่งกลับเท่ากัน ระบุเล่มที่ต้องการพร้อมที่ส่งกลับให้ชัดเจนหนังสือถึงมือไม่ช้า หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ขมิ้นพอกหน้า ช่วยให้ใบหน้าตึงใส, ข่อยสีฟัน เป็นผงไม่มีฟองหลังถูฟันบ้วนปากจะมีกลิ่นสะอาดช่วยให้เหงือกและฟันแข็งแรง, ครีมทาแก้มสวย ทำจากฝางให้สีสวยเป็นธรรมชาติ, ครีมโลดทะนง รักษาสิวฝ้ารูขุมขนตีบลง, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวานบำรุงไต บำรุงกำลัง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ เป็นผง ทาหน้าประจำช่วยให้ใบหน้ากระชับ, ตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ, เพชรสังฆาตแคปซูล แก้ริดสีดวงทวาร อุจจาระมีเลือดเพราะริดสีดวง โทร.0–2275–2692 ครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 29 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“เอื้องใบสั้น” ดอกสวยบานทน

26 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/196737.

Pic_196737

เอื้องชนิดนี้ เพิ่งพบมีต้นวางขาย กำลังติดดอกสีสันสวยงามมาก แต่มีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งผู้ขายบอกว่า เป็นสายพันธุ์จากประเทศลาว โดยมัดขายเป็นกำๆ ตอนแรกยังไม่มีดอก มีแต่ใบลักษณะอยู่ในจำพวกกล้วยไม้เอื้องทั่วไป แต่ใบจะสั้นกว่าเยอะเลย ไม่ทราบว่าเป็นเอื้องอะไร จึงซื้อไปเพาะเลี้ยงจนรากเดินดี ลำต้นแข็งแรง และมีดอกแทงช่อยาว สีสันของดอกงดงามน่ารักมาก จึงนำออกวางขายแต่ยังหาชื่อทางพฤกษศาสตร์โดยตรงไม่พบ ไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ในเอื้องชนิดไหน ส่วนชื่อ “เอื้องใบสั้น” เรียกกันเอง เนื่องจากใบจะสั้นกว่ากล้วยไม้ในสกุลเอื้องทั่วไปนั่นเอง

เอื้องใบสั้น จัดเป็นกล้วยไม้อิงอาศัยจำพวกมีการเจริญเติบโตทางยอด ได้แก่ชนิดที่มีลำต้นชัดเจนแล้วเจริญขยายทางปลายยอดด้านเดียว มีด้วยกันหลายสกุล เช่น สกุลเข็ม สกุลกุหลาบ สกุลพญาไร้ใบ สกุลตีนเต่า สกุลหวายแดง สกุลไอยเรศ สกุลเสือโคร่ง และ สกุลพลูช้าง เป็นต้น ซึ่งลำต้นของ “เอื้องใบสั้น” จะเรียวปลาย สูงได้ 8-10 ซม. ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตรงกันข้ามกัน ใบเป็นรูปขอบขนาน แผ่นใบพับเล็กน้อย ปลายใบตัดและเว้าตามเอกลักษณ์ของกล้วยไม้สกุลเอื้องทั่วไป แต่ความยาวของใบจะสั้นกว่าเยอะอย่างชัดเจน โคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้น เนื้อใบหนา ผิวใบเรียบ เป็นสีเขียวสด

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ก้านช่อดอกกลม ปลายเรียวแหลม เป็นสีม่วงแดง แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยไม่น้อยกว่า 10-15 ดอก ช่อดอกตั้งขึ้นหรือห้อยลง ยาวประมาณ 6-8 นิ้วฟุต ลักษณะดอก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นสีเหลืองอ่อน กลีบปากเป็นสีชมพู ดอกเมื่อบานเต็มที่กว้างประมาณ 1-1.5 ซม. กลีบดอกแข็งแรงและบานได้ทนนานหลายวัน เวลามีดอกบานพร้อมกันทั้งช่อ สีของดอกจะตัดกับสีของก้านช่อดอกและสีเขียวของใบสวยงามน่ารักน่าชมยิ่ง

ดอก ออกช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยการตัดยอดนำไปแขวนในที่รำไร มีลมพัดโกรกดีตลอดทั้งวัน ฉีดยาเร่งรากบริเวณแผลที่ตัด รดน้ำพอชุ่มเช้าเย็นประมาณ 2-3 อาทิตย์ จะมีรากงอกออกมาให้เห็น เมื่อรากยาวประมาณ 2-3 นิ้วฟุต สามารถนำไปปลูกลงกระถางกล้วยไม้ชนิดแขวนได้ รดน้ำพอชุ่มวันละครั้ง บำรุงปุ๋ยกล้วยไม้ฉีดพ่นเดือนละครั้ง จะทำให้ “เอื้องใบสั้น” แข็งแรงและมีดอกสวยงามเมื่อถึงฤดูกาล ปัจจุบัน “เอื้องใบสั้น” มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักรทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณวิรัช” หน้าธนาคารออมสิน ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 26 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“ตำแยแมว” คนกินได้

25 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/196463.

Pic_196463

ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากอยากทราบว่า “ตำแยแมว” ที่เคยแนะนำไปนั้น นอกจากเป็นสมุนไพรที่แมวกินรากเป็นยาขับพิษและโรคในตัวแมวได้แล้ว คนสามารถใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรจากต้น “ตำแยแมว” ได้หรือไม่ และ มีสรรพคุณต่อคนในด้านไหน ซึ่งความจริงแล้ว คนสามารถใช้ “ตำแยแมว” เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้เหมือนกัน

โดย ตำรายาพื้นบ้านระบุว่า ราก ของ “ตำแยแมว” ทำให้อวัยวะช่องทางเดินของอาหารเกิดอาการระคายเคือง นิยมเอาไว้ต้มดื่มเพื่อ เป็นยาขับเสมหะ แต่ต้องใช้เพียงเล็กน้อย หากใช้มากไปจะทำให้อาเจียน สามารถใช้แทน “อิปีแค้กคูแอนฮา” ของต่างประเทศได้ ใบสด ของ  “ตำแยแมว” นำไปปรุงเป็นแกงเลียงให้เด็กรับประทานเป็นยาขับพยาธิเส้นด้ายให้ออกได้ดีมาก

แพทย์แผนไทย บางพื้นที่ระบุว่า ราก ของ “ตำแยแมว” กะเพียงเล็กน้อยต้มกับน้ำ 3-4 แก้วจนเดือด ดื่มวันละ 1 แก้ว ก่อนอาหารมื้อไหนก็ได้ จะช่วยบำรุงกำลัง ร่างกายแข็งแรง แก้ปวดเมื่อย กระจายเลือด และ ช่วยให้สมรรถภาพทางเพศดี อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาในการใช้ ไม่ควรรับประทานบ่อยและนานเกินไป เนื่องจากเป็นสูตรยาเดี่ยวนั่นเอง ใบสด ของ “ตำแยแมว” ยังนำไปตีหรือฟาดเบาๆตามตัวบริเวณที่ถูกพิษคันจากต้น ตำแยตัวเมีย ให้หายอาการคันได้อีกด้วย

ตำแยแมว หรือ ACALYPHA INDI-CA LINN. อยู่ในวงศ์ EUPHORBIACEAE เป็นไม้จำพวกหญ้า มีลักษณะตามภาพที่เสนอประกอบคอลัมน์ พบขึ้นตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป ซึ่ง “ตำแยแมว” ชนิดนี้เมื่อถูกหรือโดนตัวจะไม่เกิดอาการคันตามผิวหนัง มีชื่อ เรียกอีกคือ “ตำแยตัวผู้” ต้น ราก สดหรือแห้ง มี “แอลคาลอยด์” ACALYPHINE เรซินแทนนิน และ น้ำมันหอมระเหย ถ้าหาก ถอนทั้งต้นและรากทิ้งไว้ แมวเห็นจะวิ่งเข้าไปนอนเกลือกกลิ้งบนต้น “ตำแยแมว” อยู่นานพอควร จากนั้นจะกินรากของต้น “ตำแยแมว” จนหมด ทำให้เกิดอาเจียนออกมาทันที และเป็นยาช่วยถอนพิษของโรคต่างๆในตัวแมวจนหมด ทำให้แมวหายป่วยกลับมาแข็งแรงได้ จึงถูก เรียกชื่อว่า “ตำแยแมว” ดังกล่าว ปัจจุบันต้น “ตำแยแมว” มีขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณตุ๊ก” หน้าตึกกองอำนวยการ และที่งาน “สมุนไพรแห่งชาติ” จัดขึ้นที่อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 7–8 บริเวณโซนต้นไม้ ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.–4 ก.ย. ที่จะถึงนี้ ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 25 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“มะขามป้อมยักษ์” ผลดกทั้งปี

24 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/196167.

Pic_196167

โดย ปกติแล้วมะขามป้อมจะมีดอกและติดผลให้เก็บรับประทานและใช้ประโยชน์ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายนของทุกๆปี แต่ “มะขามป้อมยักษ์” ที่แนะนำในคอลัมน์วันนี้เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากประเทศอินเดียโดย “คุณกิติ ชุ่มสกุล” นักขยายพันธุ์ไม้ผลฝีมือดีคนหนึ่ง บ้านอยู่เลขที่ 37 หมู่ 4 ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม ด้วยวิธีเพาะเมล็ดจนเป็นต้นสูงกว่า 10 เมตร และติดผลดกเต็มต้น ผลมีขนาดใหญ่มากเส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 4-5 ซม. โตกว่าผลมะขามป้อมทั่วไปถึง 2 เท่า รูปทรงผลแป้นสวยงามมาก

ที่สำคัญ “มะขามป้อมยักษ์” ยังสามารถติดผลได้ทั้งปีและผลดกอีกด้วย แตกต่างจากมะขามป้อมทั่วไปที่ติดผลเพียงปีละครั้งตามที่กล่าวข้างต้น “คุณกิติ ชุ่มสกุล” จึงตั้งชื่อใหม่ว่า “มะขาม ป้อมยักษ์” พร้อมขยายพันธุ์นำเอากิ่งไปเสียบยอดกับตอมะขามป้อมไทย ทำให้มีระยะการปลูกเร็วขึ้น เพียง 10 เดือน สามารถมีดอกและติดผลได้ และนำกิ่งพันธุ์ออกจำหน่ายได้รับความนิยมจากผู้ปลูกอย่างแพร่หลาย ซึ่ง “มะ-ขามป้อมยักษ์” สายพันธุ์นำเข้าจากอินเดียมีด้วยกัน 4 สายพันธุ์ คือ เบอร์ 1 ผลรูปทรงแป้นขนาดใหญ่ติดผลทั้งปี เบอร์ 2 ผลกลมมนก้นย้อย มีผลทะวายเล็กน้อย เบอร์ 3 ผลรูปทรงแป้นติดผลเพียงปีละครั้ง และเบอร์ 4 หรือ “อินเดียจัมโบ้” ชนิดนี้เป็นสายพันธุ์ล่าสุด ผลจะมีขนาดใหญ่ยักษ์ตามที่กล่าวข้างต้น ติดผลดกทั้งปี กำลังเป็นที่นิยมในเวลานี้ (ตามภาพประกอบคอลัมน์)

มะขามป้อมยักษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์เหมือนกับมะขามป้อมทั่วไปคือ PHYLLANTHUS EMBLICA  LINN. อยู่ในวงศ์ EUPHORBIA-CEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 8-12 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับเป็นสองแถวในระนาบเดียวกัน ใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนมน ดอก ออกเป็นกระจุกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเป็นสีเหลืองนวล “ผล” ของ “มะขามป้อมยักษ์” มีขนาดใหญ่กว่าผลมะขามป้อมทั่วไปถึง 2 เท่าตามที่กล่าวข้างต้น ผลเป็นสีเขียวอ่อน 1 ผล มี 1 เมล็ด ติดผลดกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและเสียบยอด ใครต้องการกิ่งพันธุ์ “มะขามป้อมยักษ์” ติดต่อ “คุณกิติ ชุ่มสกุล” ตามที่อยู่ข้างต้น หรือ โทร.08–1943–2231 หรือไปชมต้นจริงได้ที่ งานวิชาการของกรมส่งเสริมการเกษตร, งานเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก และ งานเกษตรแฟร์ จัดขึ้นที่ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน กทม. ระหว่างวันที่ 24–26 ส.ค. และวันที่ 26 ส.ค.–3 ก.ย. ที่ร้าน “ไร่ขิงพันธุ์ไม้” ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 24 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“สราญรมย์” ดอกสวยน่ารัก

23 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/195903.

Pic_195903

ไม้ต้นนี้ เพิ่งพบมีต้นวางขาย แต่ละต้นปลูกในกระถางกว้าง 10 นิ้วฟุต ต้นสูงไม่ถึง 2 เมตร แต่มีดอกเป็นช่อชูตั้งขึ้นสีสันสวยงามน่ารักมาก มีป้ายชื่อเขียนติดไว้ว่า “สราญรมย์” ซึ่งเมื่อดูจากลักษณะต้นใบและรูปทรงของดอกแล้วคล้ายกับต้น นโมรมย์ มาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้ขายอธิบายให้ฟังว่า ต้น “สราญ-รมย์” เป็นต้นเดียวกับต้น มโนรมย์ จะต่างกันที่สีสันของดอก ถ้าดอกเป็นสีแดงจะเรียกว่าต้น มโนรมย์ หากดอกเป็นสีส้ม หรือสีชมพู จะถูกเรียกว่า ต้น “สราญรมย์” โดยที่ผู้ขายไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร และไม่ทราบด้วยว่าถิ่นกำเนิดมาจากไหน

อย่างไรก็ตาม ถ้าต้น “สราญรมย์” ตามที่ผู้ขายยืนยันว่าเป็นต้นเดียวกับต้น มโนรมย์ และแตกต่างกันที่สีสันของดอกและชื่อที่เรียกขานเท่านั้น พอจะระบุได้ว่าต้น “สราญรมย์” กับต้น มโนรมย์ มีถิ่นกำเนิดจากแหล่งเดียวกันคือ ประเทศบราซิล อุรุกวัย และ ประเทศอาร์เจนตินา  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ERYTHRINA CRISTA–GALLI L. COCKSPUR CORALTREE, COMMON CORAL TREE, CRY–BABY TREE อยู่ในวงศ์ PAPILIONOIDEAE

มีลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ผลัดใบ เปลือกต้นและกิ่งก้านมีหนาม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 3 ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่ ปลายแหลม โคนเกือบมน สีเขียวสดเป็นมัน ก้านใบมีหนาม

ดอก ออกเป็นช่อกระจะชูตั้งขึ้น ช่อดอกออกที่ปลายยอด ลักษณะดอกเป็นรูปดอกถั่ว แต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก โดยดอกจะทยอยบานจากโคนช่อเรื่อยขึ้นไปจนถึงปลายช่อ ซึ่งสีของดอก “สราญรมย์” มีด้วยกัน 2 สี คือ สีส้มกับสีชมพู แตกต่างจากสีของดอก มโนรมย์ ที่มีเพียงสีเดียวคือ สีแดง จึงถูกเรียกชื่อไม่เหมือนกันตามที่กล่าวข้างต้น “ผล” เป็นฝัก แต่ละฝักจะมีเมล็ดหลายเมล็ด ซึ่งถ้าปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศเฉลี่ยเย็นเกือบทั้งปีจะสามารถติดฝักได้

ดอก ออกเกือบทั้งปี หรือออกได้เรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง ปัจจุบันต้น “สราญรมย์” มีขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณนก” หน้าตึกกองอำนวยการ ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป ชอบแดด ไม่ชอบน้ำท่วมขัง เหมาะจะปลูกเป็นไม้ประดับชมความสวยงามของดอกในบริเวณบ้าน สำนักงาน สวนสาธารณะ บ้านพักตากอากาศติดชายทะเล สนามกอล์ฟ และรีสอร์ตเชิงเขา เวลามี

ดอกจะทิ้งใบทั้งต้น สร้างบรรยากาศเป็นธรรมชาติสวยงามมากครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 23 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“ดินสอพอง” รักษาตาปลา

22 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/195692.

Pic_195692

สมัยก่อน มีคนเป็น ตาปลา กันเยอะ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณที่ส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจเป็นทั้ง 2 ข้าง เมื่อเป็นแล้วจะมีอาการปวด เดินลงส้นเท้าไม่ได้ บางคนปล่อยให้หายเอง 1 หรือ 2 สัปดาห์จะกลับมามีอาการอีก เรียกว่าเป็นๆหยุดๆทำให้รู้สึกหงุดหงิดและทรมานมาก โดยเฉพาะคนทำงานเดินเหินเสียบุคลิกภาพหมด ดูไม่ขึ้นเลย

ในยุคสมัยนั้น คนที่เป็นตาปลา นิยมใช้วิธีรักษาด้วยแพทย์แผนไทย เนื่องจากบ้านอยู่ห่างไกลสุขศาลาหรือโรงพยาบาลในตัวเมือง ซึ่งหมอยาพื้นบ้านจะมีวิธีรักษาแบบง่ายๆ คือ เอา “ดินสอพอง” ก้อนหรือ 2 ก้อนไปเผาไฟให้ร้อนจนแห้งพักไว้ให้เย็นลง จากนั้นจึงนำเอาผง “ดินสอพอง” ที่เผาไฟดังกล่าวไปถูส้นเท้าหรือบริเวณที่เป็นตาปลา ถูไปถูมาจนหัวตาปลาหลุดออกมา จะช่วยให้อาการที่เป็นหายได้

หาก กลับมาเป็นอีกก็ให้เอา “ดินสอพอง” รักษาให้หายได้เหมือนเดิม ซึ่งสูตรดังกล่าวนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางมาแต่โบราณแล้ว เพราะได้ผลดีระดับหนึ่ง ประกอบกับ “ดินสอพอง” ที่ใช้รักษาหาง่ายมีวางขายทั่วไป

ปัจจุบัน สูตรดังกล่าว ได้ถูกลืมไปแล้ว จึงนำเสนอเพื่อให้เป็นทางเลือกและ อนุรักษ์ไว้เป็นมรดกไทยไม่ให้สูญหายไปในอนาคต ใครที่มีอาการปวดตาปลาทดลองเอา “ดินสอพอง” ไปรักษาดู จะช่วยให้หายได้อย่างเหลือเชื่อ

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม เนื้อหาในเล่มมีสูตรสมุนไพรไม้ดอกไม้ผลหายากมากกว่า 150 ชนิด ไม่ซ้ำกับทุกเล่มที่ผ่านมา ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 ส่วนเล่มที่ 4 เหลือน้อยแล้ว ระบุเล่มที่ต้องการพร้อมที่ส่งกลับให้ชัดเจน หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร แชมพูสูตร 5 ชนิด บำรุงรากผม ลดรังแค ทำให้เส้นผมแข็งแรง, ครีมนวดผมตะไคร้ มีส่วนผสมของโปรวิตามินบี 5 ป้องกันเส้นผมแห้งกรอบ, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่าช่วยให้รักแร้ไม่ดำคล้ำ, สเปรย์ฉีดบำรุงรากผม ใช้หลังสระผมดีมาก, ผงยาโบราณ แก้สิวแผ่นหลัง เม็ดตุ่มคันลมพิษตามร่างกาย, น้ำมันงาบริสุทธิ์ ใช้ทาผิวป้องกันผิวแห้ง หมักผมช่วยให้เส้นผมแข็งแรง และอม 1 ช้อนก่อนนอนแล้วบ้วนทิ้งช่วยดูดสารพิษจากร่างกายได้, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไตบำรุงกำลัง, ครีมโลดทะนง รักษาสิวฝ้า รูขุมขนตีบลง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ ช่วยให้ใบหน้ากระชับ,ตรีผลา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ โทร.0–2275–2692 ครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 22 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“โฮยาแมงมุม” สวยน่ารัก

19 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/194975.

Pic_194975

โฮยา เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในหลายพื้นที่เกือบทั่วโลก พบมากที่สุดในประเทศอินเดีย ภาคใต้ของจีน ประเทศออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก แต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะแตกต่างกันตามแหล่งที่พบ มีมากกว่าร้อยสายพันธุ์ ซึ่ง “โฮยาแมงมุม” เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ขายในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ปลูกเท่าที่ควร แต่ด้วยลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของ “โฮยาแมงมุม” แปลกและสวยงามมาก จึงแนะนำในคอลัมน์ตามระเบียบ

โดย ผู้ขายบอกว่า “โฮยาแมงมุม” เป็นไม้นำเข้าจากต่างประเทศ แต่จำไม่ได้ว่าจากประเทศไหน และมีชื่อวิทยาศาสตร์อย่างไร สามารถปลูกและขยายพันธุ์เติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศในบ้านเรา มีลักษณะเด่น คือ ต้นหรือเถาห้อยลงเป็นสายยาว หรือเป็นระย้า ใบแตกตามข้อต้นเป็นฝอยดูเหมือนตัวแมงมุมกำลังไต่ชักใยน่าชมมาก จึงถูกตั้งชื่อว่า “โฮยาแมงมุม” ดังกล่าว เป็นที่นิยมปลูกในหมู่ผู้นิยมโฮยาอย่างแพร่หลาย

ใน ส่วนของลักษณะทั่วไปของ “โฮยาแมงมุม” น่าจะอยู่ในวงศ์เดียวกับโฮยาทั่วไป คือ ASCLE-PIADACEAE เป็นไม้เถาเลื้อยอิงอาศัยต้นไม้อื่น ลำต้นกลมประมาณเท่าเส้นลวดทั่วไป เป็นสีเขียวปนเทา ต้นหรือเถาสามารถเลื้อยได้ยาวประมาณ 1.5-2 เมตร ลำต้นหรือเถาเป็นข้อ แต่ละข้อห่างกันประมาณ 3-4 นิ้วฟุต

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามข้อ มีใบย่อยออกเหลื่อมกัน 3-5 ใบ บริเวณปลายก้านใบ ใบเป็นรูปทรงกลมหรือแบนเล็กน้อย ปลายใบตัดหรือมน โคนใบติดกับก้านใบ เนื้อใบค่อนข้างหนาและโค้งงอเล็กน้อย ผิวใบเรียบเป็นสีเขียวสด เวลาใบดกเป็นฝอยๆ ถูกลมพัดไหวไปมาทำให้ดูคล้ายตัวแมงมุมกำลังไต่ชักใยสวยงามมาก

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกบริเวณปลายยอดของก้านใบ ดอกมีขนาดเล็ก รูปเจดีย์ สีเขียวอ่อน ดอกออกเรื่อยๆ ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำต้น ปัจจุบัน “โฮยาแมงมุม” มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ หลายแผงหลายเจ้า โดยเฉพาะแผงบริเวณโครงการ 5 ใกล้ทางออกประตู 3 มีแขวนโชว์หลายกระถาง ราคาสอบถามกันเอง ซึ่ง “โฮยาแมงมุม” ผู้ขายบอกว่าปลูกได้ในดินทั่วไป เป็นไม้ชอบแดด ไม่ชอบน้ำท่วมขัง เติบโตเร็ว เหมาะจะปลูกประดับลงกระถางแขวน เวลาต้นหรือเถายาวห้อยเป็นระย้ามีใบและดอกตามข้อจะดูงดงามน่ารักมาก ตามภาพที่เสนอประกอบคอลัมน์ครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 19 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“ว่านหางจระเข้ใหม่” ใบเรียงกันแปลกสีด่าง

18 สิงหาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/194668.

Pic_194668

ว่านหางจระเข้ใหม่ เพิ่งพบมีต้นวางขาย มีใบออกเรียงซ้อนกันแปลกตากว่าใบของว่านหางจระเข้ที่เคยพบเห็นทั่วไปมาก และที่เป็นจุดเด่นคือสีของใบจะเป็นสีเขียวสลับขาว หรือที่นิยมเรียกกันว่า “ใบด่าง” น่าชมยิ่ง ผู้ขายบอกว่า เป็นไม้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น  เป็น “ว่านหางจระเข้ใหม่” มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับว่านหางจระเข้ทั่วไป แตกต่างกันที่ใบของ “ว่านหางจระเข้ใหม่”

จะออกเรียงสลับซ้อนกันในทิศทางตรงกันข้าม ทำให้ดูเป็นแผงสวยงามมาก ขอบใบไม่มีหนามแหลม จึงเป็นไม้หายากต้นหนึ่ง

ว่านหางจระเข้ใหม่ หรือมีชื่อเรียกว่า “อะโล เซราต้า” อยู่ในวงศ์ LILIACEAE เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ต้นสูงได้ถึง 1 เมตร ลำต้นกลมตั้งตรงเป็นข้อสั้น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับแบบตรงกันข้าม ปกติทั่วไปใบว่านหางจระเข้ที่พบเห็นจนชินตาและนิยมปลูกอย่างแพร่ หลาย จะออกสลับรอบลำต้น และขอบใบจะมีหนามแหลม ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ใบจะงอโค้งขึ้น

ใบหนาอวบน้ำ ภายในมีวุ้นใสเหมือนกับวุ้นใบหางจระเข้ทั่วไป ใต้ผิวเปลือกใบจะมียางสีเช่นเดียวกับว่านหางจระเข้ทั่วไป ผิวใบเรียบ เป็นสีเขียวสลับขาว เวลามีใบเรียงกันจะดูสวยงามแปลกตามาก

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อดอกยาวและตั้งขึ้น แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกจะทยอยบานจากโคนช่อขึ้นไปจนถึงปลายช่อ ดอกโคนเชื่อมกันเป็นหลอดห้อยลง ปลายกลีบดอกแยกเป็นแฉกเล็กๆหลายแฉก ดอกเป็นสีเหลืองอมส้ม ภายในหลอดดอกมีเกสรตัวผู้หลายอัน เวลามีดอกจะสวยงามมาก “ผล” เป็นผลแห้ง แตกได้ มีเมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและปักชำต้น ปัจจุบัน “ว่านหางจระเข้ใหม่”  มีขายที่  ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 5 ปากทางออกประตู 3 แผง “คุณเมฆ” ราคาสอบถามกันเอง

สรรพคุณทางสมุนไพร ว่านหางจระเข้ ยางสีเหลืองจากใบเคี่ยวให้แห้งเรียกว่ายาดำ เป็นยาระบาย พบว่ามีสารกลุ่มแอนทราควิโนน แต่พันธุ์ที่ปลูกในไทยมีปริมาณยางน้อย ไม่สามารถผลิตยาดำได้ วุ้นสดจากใบปิดขมับแก้ปวดหัว รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลไหม้เกรียมจากแสงแดดและการฉายรังสี นอกจากนี้ วุ้นยังนำไปผลิตเป็นเครื่องสำอางได้หลายประเภทอีกด้วย แต่มีข้อเสีย คือสลายตัวได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน ไม่ควรทิ้งวุ้นสดไว้เกิน 24 ชั่วโมงครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 18 สิงหาคม 2554, 05:00 น.

สิงหาคม 30, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,028 other followers

%d bloggers like this: