ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

รักนะ จุ๊บ จุ๊บ! บีฟอร์วาเลนไทน์ เซอร์ไพรส์ของแทนใจ ‘สตรอเบอร์รี่อินมายฮาร์ต’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/480782

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2558 10:20

อีกแค่วันเดียวเท่านั้นก็จะถึงวันที่ 14 กุมภาฯ “วันวาเลนไทน์” วันที่หนุ่มสาว คู่รักคู่เลิฟ หรือแม้กระทั่งคู่ที่กำลังแอบชอบกันอยู่ ถือโอกาสในวันแห่งความรักนี้บอกความในใจให้เขารู้ไปแบบชัดๆ ไปเลย…

และไม่ว่าจะเทศกาลไหนๆ ก็กลับมาพบกับ Trend can do ไทยรัฐออนไลน์ทุกวันศุกร์แบบนี้เช่นเคย สัปดาห์นี้เราขออินกับวันวาเลนไทน์พาคุณไปครีเอทเมนูสุดน่ารัก ไว้มอบเซอร์ไพร์สคนรักกับ ‘สตรอเบอร์รี่เคลือบช็อกโกแลตรูปหัวใจ’ ขอบอกว่าง่ายมาก อย่าช้า ไปลงมือกันได้เลย!


Chocolate Covered Strawberry Hearts

สิ่งที่ต้องเตรียม

1.สตรอเบอร์รี่

2.ช็อกโกแลต

3.เจลสีแดง

4.มีด

5.ไม้จิ้มฟัน


เตรียมของ

ขั้นตอนการทำ

1.ล้างสตรอเบอร์รี่ที่เตรียมไว้ให้สะอาดและตัดขั้วออก


ตัดขั่วออกกเลย ชั๊บ ชับ

2.หั่นสตรอเบอร์รี่ออกเป็นครึ่งหนึ่ง


หั่นครึ่ง

3.ถ้าคุณต้องการใส่ไส้ช็อกโกแลต ต้องหั่นเนื้อสตรอเบอร์รี่ออกนิดนึงตามภาพ


หั่นเนื้อในออกนิดนึง

4.ใช้ไม้จิ้มฟันกลัดสตรอเบอร์รี่ที่หั่นครึ่งไว้ให้เป็นรูปหัวใจ


กลัดสตรอเบอร์รี่เป็นรูปหัวใจ

5.นำสตรอเบอร์รี่ที่กลัดไว้เป็นรูปหัวใจทั้งหมดมาวางเรียงกันบนถาด เพื่อเตรียมสู่ขั้นตอนเคลือบช็อกโกแลต สตอเบอร์รี่ต้องแห้งสนิท ไม่อย่างนั้นจะชุบช็อกโกแลตไม่ติดดี


นำหัวใจสตรอเบอรี่มาวางเรียงกันบนถาด

6.เพิ่มความอร่อยด้วยการทาช็อกโกแลตลงไปด้านในเนื้อสตรอเบอร์รี่


ทาช็อกโกแลต

7.นำช็อกโกแลตมาละลายให้ร้อนจนเป็นเนื้อเดียวกัน และนำไปราดเคลือบสตรอเบอร์รี่รูปหัวใจที่เตรียมไว้


เคลือบช็อกโกแลตเยิ้มๆเลย

8.รอให้ช็อกโกแลตแข็งตัวสักนิด จึงนำเจลสีแดงมาทำให้หัวใจของคุณมีสีสัน น่ารัก น่าทานมากกว่าเดิม


เจลสีแดง

นำเจลสีแดงมาตกแต่ง

9.จากนั้นนำสตรอเบอร์รี่ไปแช่เย็นจนช็อกโกแลตแข็ง พร้อมรับประทาน คราวนี้เราก็จะมีของขวัญน่ารักๆ ไปให้คนที่คุณรักในวันวาเลนไทน์นี้กันแล้ว


พร้อมมอบให้คนที่คุณรักแล้วหรือยัง

ที่มา : onelittleproject

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ช็อกโกแลต…ในวันวาเลนไทน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/480734

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 13 ก.พ. 2558 05:01

ใกล้ถึงวันวาเลนไลน์อย่างนี้ คอลัมน์มันมากับอาหารไม่ลืมที่จะนำเสนอเรื่องหวานๆอย่างช็อกโกแลตให้เข้ากับเทศกาลวันแห่งความรักที่หนุ่มสาวมักจะมอบสิ่งของที่แสดงถึงความรักให้แก่กัน เช่น ดอกกุหลาบ ตุ๊กตา ลูกกวาด และช็อกโกแลต

ช็อกโกแลตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของขนมหวานได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีม เค้ก หรือลูกอม

ช็อกโกแลตนอกจากให้พลังงานแก่ร่างกายแล้วยังมีประโยชน์ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล ฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียด และเพิ่มฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอ็นโดรฟินและเซโรโทนิน

แต่ถ้าทานมากจนเกินไปสิ่งที่เป็นประโยชน์อาจกลายเป็นโทษได้ เพราะ หนึ่ง ในช็อกโกแลตมีน้ำตาลสูง หากทานมากๆอาจทำให้อ้วนได้

สอง ในช็อกโกแลตอาจมีไขมันทรานส์ (trans fat) ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไขมันทรานส์พบมากในอาหารสำเร็จรูปหลายชนิด

โดยเฉพาะอาหารที่มีเนยเทียมหรือมาการีน และเนยขาวเป็นส่วนประกอบ เช่น โดนัท เค้ก คุกกี้ แครกเกอร์ บราวนี่ ครีมเทียม ขนมอบอื่นๆ รวมถึงช็อกโกแลต

หากร่างกายได้รับไขมันทรานส์ปริมาณมากๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ทำให้ระดับคอเลสเทอรอลรวม และระดับคอเลสเทอรอลชนิด LDL ซึ่งเป็นตัวร้ายในร่างกายเพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ฉะนั้น ผู้ที่ทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ปริมาณสูงเป็นประจำมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างช็อกโกแลต 5 ตัวอย่าง จาก 5 ยี่ห้อในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณไขมันทรานส์ ผลปรากฏว่าพบไขมันทรานส์ในช็อกโกแลต 4 ตัวอย่าง

แม้ว่าไขมันทรานส์ที่พบจะมีปริมาณน้อย แต่หากเราทานช็อกโกแลตจนเพลินเกินพอดี และทานบ่อยครั้ง ก็อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

ทางที่ดีควรทานในปริมาณน้อย เพื่อสุขภาพที่ดีและเพื่อคนที่เรารัก.

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

แป้งปั้น ฟูตอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/480521

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2558 05:45

เมนูแป้งปั้นนี้เป็นของว่างกลายพันธุ์ที่ดัดแปลงมาจากแป้งสิบทอด ซึ่งได้มาจากคุณ “โอ๋ ฟูตอง” หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ สาวมัณฑนศิลป์จากรั้วศิลปากร ผู้มีสไตล์โดดเด่นเป็นที่รู้จักกันดีในการวาดภาพ ประกอบ และมีผลงานนิทรรศการในต่างประเทศ โดยออกแบบผลงานมากมายสารพัด และยังเป็นนักเขียนอีกด้วย สาวเก๋ “โอ๋ ฟูตอง” ยังเล่าถึงที่มาของคำว่า “ฟูตอง” เป็นของแถมด้วยว่า เป็นชื่อวงดนตรีที่เธอเป็นสมาชิก มีความหมายว่า ฟูก หรือ ที่นอน เป็นคำภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากมีสมาชิกของวงเป็นคนญี่ปุ่นร่วมอยู่ด้วย และดนตรีก็ได้พาเธอออกไปท่องโลกกว้างมากมายในหลายประเทศ


เตรียมเครื่อง

ร่อนแป้ง

นวดแป้ง

มาถึงเมนูแป้งปั้นบ้าง คุณโอ๋เล่าว่า เป็นสูตรที่คุณแม่คิดดัดแปลงขึ้นสำหรับลูกตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ดังนั้น แป้งต้องทำง่าย และไส้ต้องไม่ใส่เครื่องเทศ เพราะคุณแม่ต้องดูแลลูกสาวถึง 4 คน คืออุ๋ม, แอน, เอ๋ และโอ๋ ฟูตอง ซึ่งเป็นน้องเล็กสุดของบ้าน จึงต้องหากิจกรรมให้ลูกๆ ได้นั่งล้อมวงปั้นแป้ง ใส่ไส้ จะได้ไม่ไปเล่นซุกซน หรือหาเรื่องทะเลาะกันในหมู่พี่น้อง นับเป็นกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว “เจริญชัยชนะ” แม้ความสวยงามอาจจะไม่เป๊ะเต็มร้อย หากแต่เสียงหยอกล้อในการล้อมวงปั้นแป้งระหว่างพี่น้องแต่ละครั้งต่างหาก ที่เป็นการสร้างสายใยรักในครอบครัวให้รักใคร่สนิทสนมกันยิ่งขึ้น นอกจากนี้เมนูนี้ยังเน้นส่วนผสมที่ดีต่อสุขภาพของลูกๆอีกด้วย เช่น ใช้น้ำกะทิแทนน้ำมันในการทำแป้ง ใช้น้ำมันมะพร้าวในการทอด และใช้ยอดมะพร้าวแทนหน่อไม้ เป็นต้น


ใส่ไส้

วิธีปั้น

ปั้นเสร็จแล้ว

ส่วนผสมของตัวแป้งสิบ : แป้งอเนกประสงค์ 1 กก./ไข่เป็ด 1 ฟอง/หัวกะทิ ½ กก./เกลือเล็กน้อย/ไข่ขาว สำหรับทาประกบแผ่นแป้ง

ส่วนผสมของไส้ : หมูสับ 1 กก./เห็ดหูหนูดำ ½ กก./ยอดมะพร้าวหั่นเต๋าเล็ก ½ กก./ กระเทียมสับ/น้ำมัน 3 ชต./ซีอิ๊วขาว เกลือ พริกไทยตามชอบ

ส่วนผสมน้ำจิ้ม : น้ำตาล 1 ถต./น้ำปลา ½ ถต./มะนาว 3 ลูก/พริกชี้ฟ้า, ถั่วลิสงคั่วบดหยาบ และกระเทียมสับ 3 อย่างนี้แล้วแต่ความชอบ/น้ำ 2 ถต.


ภาพวาด

วิธีทำ 1) เริ่มด้วยการนวดแป้ง ร่อนแป้ง ใส่เกลือ ไข่ คลุกไปมา ค่อยเติมกะทิ นวดจนเนื้อเนียน หมักไว้ 1 ชม. 2) จากนั้นมาผัดไส้ โดยเจียวกระเทียมให้เหลืองและหอม จึงค่อยใส่หมูสับ ลงผัดพอสุก พอหมูร่วนดี จึงเติมเห็ดหูหนูซอยเป็นเส้นเล็กๆบางๆ ยอดมะพร้าว และปรุงรสตามชอบ แล้วพักไว้ 3) แบ่งแป้งเป็นก้อน คลึงด้วยไม้หรือขวดแก้ว ตักไส้ใส่ พับครึ่ง ทาไข่ขาว ปิดขอบ จับจีบสวยงาม แล้วนำลงทอดด้วยไฟปานกลาง จนกรอบเหลืองค่อยช้อนขึ้น 4) ทำน้ำจิ้มโดยผสมทุกอย่างใส่หม้อ เคี่ยวไฟอ่อนๆ โรยถั่วบด ตอนเสิร์ฟ.

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

อร่อยระดับโลก! อาหารฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม…’The Gardens of Dinsor Palace’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/480312

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2558 16:05

The Gardens of Dinsor Palace อาศัยพื้นที่เดิมของ “วังดินสอ” ผืนดินที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานก่อนสร้างเป็นที่ประทับของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารำไพประภา ซึ่งทายาทได้สงวนลักษณะวังเดิมเอาไว้ ก่อนที่คุณณัฐวดี เกตุเหมือน เจ้าของร้านจะปรับพื้นที่โดยรอบให้กลายเป็นสวนอันร่มรื่น 

คุณณัฐวดีอยากให้ร้านนี้เป็นแคชชวลไดนิง เนื่องจากเห็นว่าไฟน์ไดนิงเหมาะสำหรับโอกาสพิเศษเท่านั้น แถมยังเติมเอาความสบายๆ ของสวนโดยรอบเข้ามา โดยมี เชฟออทัม แม็กทาการ์ต (Autumn Mctaggart) เชฟสาวอเมริกันจากเมืองซีแอตเทิล ที่นำเอาเทคนิคการปรุงอาหารสไตล์ฝรั่งเศสดั้งเดิมมาผสมเข้ากับการปรุงอาหารสไตล์อเมริกัน


บรรยากาศดี

สวนร่มรื่น

จานที่แสดงตัวตนของร้านต้องยกให้ Pan-seared Foie Gras & Passion Fruit Gastrique เชฟใช้ไอเดียสมัยอยู่ซีแอตเทิลที่เคยใช้ราสป์เบอร์รีและบลูเบอร์รีมาปรับเป็นวัตถุดิบในประเทศอย่างเสาวรส ทำวัฟเฟิลให้รสออกเปรี้ยว เนื้อกรอบนุ่ม กินคู่กับฟัวกราส์ที่นาบบนกระทะมาพอสุกด้านนอก ราดด้วยซอสเสาวรสรสเปรี้ยวหวาน


Red Wine Braised Beef Short Ribs & Truffle Oil

ตามด้วย Red Wine Braised Beef Short Ribs & Truffle Oil ใช้ส่วนของซี่โครงวัวตุ๋นกับไวน์แดง สมุนไพร และเครื่องเทศนาน 4 ชั่วโมงแล้วเลาะกระดูกออก อบต่ออีก 4 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมมันบด เบคอน และแครอต เติ่มกลิ่นด้วยทรัฟเฟิลออย เนื้อนุ่มหอมด้วยกลิ่นของไวน์แดงที่ถูกความร้อนเอาแอลกอฮอล์ออกไป


Seared Black Cod & Lacquered Pork Belly

ปิดท้ายด้วย Seared Black Cod & Lacquered Pork Belly อาหารเซิร์ฟแอนด์เทิร์ฟ ใช้หมูสามชั้นตุ๋นกับเรดไวน์วินีการ์ ซีอิ๊ว และซอสงา ให้กลิ่นอายจีนๆ เสิร์ฟพร้อมปลาค้อดที่นาบบนกระทะมาพอสุก กินคู่กับดอกกะหล่ำบดและผักโขมผัด


ได้สักจานคงจะฟิน

พิกัดความอร่อย ระหว่างซอยสุขุมวิท 59 และ 61 ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการ 11.00-22.30 (หยุดวันจันทร์) โทร. 0-2714-2112, 09-3124-7730 ราคา 190-690 บาท

ข้อมูล : กูร์เมต์แอนด์คูซีน

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ปรับโฉม Another Hound Café เก๋ไก๋อินเทรนด์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/480057

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2558 05:15

ประสบความสำเร็จต่อเนื่องยาวนานในฐานะร้านอาหารสุดฮิพขวัญใจคนมีสไตล์ ล่าสุด ขอเอาใจแฟนๆนักชิม ด้วยการผุดคอนเซปต์ใหม่ เปิดร้าน Another Hound Café (อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่) ชั้น 1 ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม ภายใต้ธีม Italian Art of Living พร้อมแนะนำเมนูใหม่แนว “Chic & Glam Italian-Asian Twist with Seafood and Champagne Bar” เพื่อตอกย้ำความเป็นแฟชั่นคาเฟ่ของเกรฮาวด์ คาเฟ่


พรศิริ โรจน์เมธา และภาณุ อิงคะวัต นำทีมผู้บริหาร อาทิ อังสนา พวงมะลิต, นาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี เปิดตัวโฉมใหม่ อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ โดยมี ศุภลักษณ์ อัมพุช ร่วมยินดี.

เก๋ไก๋อินเทรนด์

“ภาณุ อิงคะวัต” ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของกลุ่มเกรฮาวด์ บอกเล่าว่า การพลิกโฉม “อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่” ครั้งนี้ นับเป็นความท้าทายและความสนุกของทีมสร้างสรรค์และทีมครัว เราสรรหาไอเดียล้ำๆเพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ที่ประมวลมาจากประสบการณ์ตลอด 9 ปี รวมทั้งจากการตระเวนลิ้มลองอาหารใหม่ๆจากทุกมุมโลก เพื่อนำมาผสมผสานให้เกิดเป็นเมนูสนุกร่วมสมัย ตามกระแสนิยมทั้งในยุโรป อเมริกาและเอเชีย โดยยังคงยึดคอนเซปต์ลูกครึ่งอิตาเลียน-เอเชียน ที่รสชาติจัดเต็มไปด้วยเครื่องเทศต่างๆของทั้ง 2 วัฒนธรรม สำหรับเมนูใหม่ปรับโฉมให้มีความเป็น Chic &Glam มากขึ้น และเพิ่มความเป็นซีฟู้ด แอนด์ แชมเปญ บาร์ โดยยังคงจุดขายความเป็นร้านอาหารอิตาเลียน ที่ผสมผสานความจัดจ้านแบบไทย-เอเชียนไว้เต็มพิกัด เมนูพิเศษที่หาชิมได้เฉพาะที่นี่คือ หอยนางรม และล็อบสเตอร์นำเข้าจากอเมริกา ปลาหิมะจากญี่ปุ่น หอยแมลงภู่จากออสเตรเลีย ซึ่งนำเข้าสดๆแล้วนำมาปรุงที่ร้านเพื่อเพิ่มอรรถรสให้เหมาะกับการดื่มแชมเปญ นอก จากนี้ ยังนำเสนอเมนูใหม่ให้ลิ้มลองกัน อาทิ ทูน่าแซ่บ, เปาะเปี๊ยะทอดไส้ปลาแซลมอนรมควัน, สลัดซูกินี่เย็น, ล็อบสเตอร์อันดา-มันแช่พริกตำ, ข้าวกับเนื้อปูผัดพริกเหลือง และซี่โครงแกะหมักเครื่อง เทศย่าง ส่วนเมนูของหวานและเครื่องดื่มก็ได้รับการสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดเดียวกัน น่าชิม มีอาทิ ฟักทองคัสตาร์ด, ข้าวเหนียวตัดหน้า Crème Brulee และเอเอชซี ไอซ์ คอฟฟี่.


อาหารสุดฮิพ

หอยนางรม

น่ารับประทานมากๆ

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ง่ายยิ่งกว่ามือซ้ายปอกกล้วย! เมนูอาหาร 12 ราศีกินแล้วเฮง by หมอมีน ตีสิบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/477424

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2558 06:05

ใกล้วันตรุษจีนแล้วคุณอยากรู้ไหมว่า กินอะไรแล้วเสริมราศี ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้สัมภาษณ์ หมอมีน ตีสิบ หรือ อาจารย์อรรถพล น้อยวงศ์ กูรูด้านเลขศาสตร์สากลชื่อดัง มาครีเอทเมนูอาหาร 12 ราศีว่ามีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลย

หมอมีนบอกจุดเร่ิมต้นของแนวความคิดนี้ผ่านศาสตร์ต่างๆ ว่า การคิดค้นเมนูนี้เป็นการตีความหมายจากผักมงคล ตามหลักของจักรราศี และเลขศาสตร์สากล โดยผักที่เลือกจะเลือกจากสี ที่ดีกับราศีแต่ละราศี และเสริมดวงในเรื่องการงาน การเงิน และความรัก นอกจากความหมายดี มงคลแล้ว ผักสลัดที่นำมายังสามารถตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ และมีการเสริมดวง ตามสีที่เป็นมงคล กับแต่ละราศี และที่สำคัญน้ำสลัด มาตามผลไม้ที่มีสีมงคล เสริมดวงในเรื่องต่างๆ ได้ดี เช่น ความรัก การงาน และการเงินอีกด้วย

และทั้งหมดนี้ คือเมนูที่แนะนำว่าหนุ่มสาวทั้ง 12 ราศี สามารถทำรับประทานเองได้ง่ายๆ ในวันตรุษจีน

ราศีมังกร (Capricorn) เกิด 22 ธันวาคม – 19 มกราคม

Richy White Capricorn / เมนูชาวราศีมังกร มีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย ลูกเดือย มันแกว แอปเปิลเขียว ผักกรีนโอ๊ค พริกหวานสีเขียว ปลาฮามาจิ หรือ ปลาดอลลี่ กับแก้วมังกร สำหรับ น้ำสลัด น้ำสลัดงาขาว วาซาบิ

หมอมีน บอกว่า ความเด่นของราศีมังกรปีนี้จะเด่นที่ สีขาว ทางหมอมีนจะเน้นในเรื่องของสีขาวของปลาดอลลี่ หรือปลาฮามาจิ และสลัดงาขาวจะทำให้เสริมเรื่องของสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาที่ดีของชาวราศีมังกร


Richy White Capricorn

ราศีกุมภ์ (Aquarius) เกิด 20 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์

Yellow Freshy Aquarius / เมนูชาวราศีกุมภ์ มีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย ถั่วแดง เรดโอ๊ค พริกหวานสีเหลือง มะเขือเทศ แอปเปิลแดง ปลาทูน่า น้ำสลัดน้ำใส ทำมาจาก มัสตาร์ด สีเหลือง

หมอมีนบอกว่า ความเด่นของราศีกุมภ์ จะเด่นที่ สีแดง การจัดสลัดที่ เน้นพลังของสีแดง จะทำให้มี Passion ในการทำงานและเสริมเรื่องความพยายามสูงมาก ทำให้การงานประสบความสำเร็จ และน้ำสลัดจากมัสตาร์ดสีเหลือง จะเสริมดวงและเรียกทรัพย์ได้เป็นอย่างดี

ราศีมีน (Pisces) เกิด 19 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม

Lucky Pink Pisces / เมนูชาวราศีมีนมีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย แอปเปิลสีทอง สาลี่ โกลด์กีวี เสาวรส แก้วมังกรสีชมพู ส้มโอชมพู เมล็ดทานตะวัน น้ำสลัดสีชมพู สตรอว์เบอร์รี่

หมอมีน บอกว่า ความเด่นของราศีมีนจะเด่นที่ สีชมพู และสีทอง น้ำสลัดสีชมพูจาก สตรอว์เบอร์รี่ จะทำให้เน้นเรื่องของความรักและความเมตตา ได้เป็นอย่างดี ส่วนเมล็ดทานตะวันจะเป็นธาตุทองที่จะเสริมได้ดีในเรื่อง ของการเรียกทรัพย์และการเงิน


Lucky Pink Pisces

ราศีเมษ (Aries) เกิด 21 มีนาคม – 19 เมษายน

Peaceful Black Aries / เมนูชาวราศีเมษมีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย เผือก พริกหวานแดง ทับทิม สตรอว์เบอร์รี่ ชมพู่แดง เชอร์รี่แดง บีทรูท แอปเปิลแดง มะเขือเทศราชินี น้ำสลัด งาดำ

หมอมีนบอกว่า ความเด่นของราศีเมษนั้นจะเด่น สีเทาและดำ หมอมีนจะใช้ สีเทาของเผือก เป็นการเสริมเรื่องของความมั่นคง และการติดต่อ ผู้ใหญ่ได้อย่างดี และสีดำจากน้ำสลัด ได้เสริมเรื่องความมั่นคง ในการทำงานกับราชการได้ดี

ราศีพฤษภ (Taurus) 20 เมษายน – 20 พฤษภาคม

Lively Purple Taurus / เมนูของชาวพฤษภ มีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย องุ่นดำ, Blackberry, กรีนโอ๊ค มะเขือม่วง Mulberry ลูกเกด กะหล่ำม่วง พริกเขียว น้ำสลัด บลูเบอร์รี่

หมอมีนบอกว่า ความเด่นของ ราศีพฤษภ คือ มีการผสมผสานของสีเขียวและม่วง น้ำสลัดสีม่วงจะเสริมเรื่องปัญญา และสีเขียวของผัก เช่น พริกเขียว กรีนโอ๊ค จะเสริมเรื่องความอุดมสมบูรณ์


Lively Purple Taurus

ราศีเมถุน (Gemini) เกิด 21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน

Glory Gemini / เมนูของชาวราศีเมถุน มีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย บลูเบอร์รี่ แอปเปิลทอง กีวีทอง แก้วมังกรสีชมพู ลูกพลับ แรดิช น้ำสลัด สีม่วงจาก บลูเบอร์รี่

หมอมีนบอกว่า ความเด่นของ ราศีเมถุน เกิดจาก น้ำสลัดที่มาจาก บลูเบอร์รี่ ที่เป็นสีม่วงจะเสริมเรื่องการเงิน และปัญญาได้เป็นอย่างดี และ ผัก จะเลือกสีมงคลอย่าง ทอง ชมพู เช่นแก้วมังกร และกีวีสีทอง

ราศีกรกฎ (Cancer) เกิด 21 มิถุนายน – 22 กรกฎาคม

Charmy Black Cancer / เมนูของชาวราศีกรกฎ มีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย อัลมอนด์ งาดำ แบล็คเบอร์รี่ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กะหล่ำปลีสีม่วง อินทผลัม กรีนโอ๊ค พริกเขียว น้ำสลัดงาดำ

หมอมีนบอกว่า ความเด่นของราศีกรกฎนี้ คือ สีดำ ที่ได้จาก งาดำ จากส่วนผสม และน้ำสลัด จะทำให้ชาวราศีกรกฎมีความหนักแน่นมากขึ้นในการทำงานและความรัก

ราศีสิงห์ (Leo) เกิด 23 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม

Strong Brown LEO เมนูนี้มีส่วนประกอบที่จะต้องมีการผสมกัน อันประกอบไปด้วย ถั่วแดง อัลมอนด์ เฮเซลนัท มะเขือเทศ สาหร่ายแดง เรดโอ๊ค แรดิช องุ่นแดง น้ำสลัด โกโก้

หมอมีนบอกว่า จุดเด่น คือ การใช้น้ำสลัดของโกโก้ที่ได้เสริมดวง และตอบโจทย์ของสีน้ำตาล จะช่วยเคลียร์ปัญหา และบันดาลเงินทองได้อย่างดี


Strong Brown LEO

ราศีกันย์ (Virgo) เกิด 23 สิงหาคม – 22 กันยายน

Happy Pink Virgo / เมนูของชาวราศีกันย์ มีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย บลูเบอร์รี่ ทอง แก้วมังกร และผักต่างๆ น้ำสลัด ลิ้นจี่

หมอมีนบอกว่า จุดเด่น คือ การใช้สีชมพู จากลิ้นจี่สด ที่ทำให้การงานได้รับการเสริมเรื่องความเมตตา และการได้รับการเอ็นดูจากผู้ใหญ่เป็นอย่างดี

ราศีตุล (Libra) เกิด 23 กันยายน – 23 ตุลาคม

Young LIBRA White / เมนูของชาวราศีตุลมีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย ถั่วขาว พริกแดง มะเขือเทศ มันแกว พริกเหลือง แมคคาเดเมีย ไข่ขาว เต้าหู น้ำสลัด ซีซาร์

หมอมีนบอกว่า จุดเด่นจะเน้นเรื่องการเสริมสีขาวประกายมุก จากน้ำสลัดซีซาร์ จะทำให้การงานของชาวราศีตาชั่ง เคลียร์และแก้ไขปัญหาได้อย่างดี


Young LIBRA White

ราศีพิจิก (Scorpio) เกิด 24 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน

Famous Red Scorpio / เมนูของชาวราศีพิจิกมีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย พริกแดง เรดโอ๊ค สาหร่ายแดง มะเขือเทศ เผือก ทับทิม น้ำสลัด ซัลซา

หมอมีนบอกว่า จุดเด่นคือ เน้นสีแดงที่ถูกโฉลก และเสริมดวงอย่างดี จาก ผักเรดโอ๊ค และมะเขือเทศ ทำให้การงานลุล่วง ความรักดีมาก

ราศีธนู (Sagittarius) เกิด 22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม

White Yellow Sagittarius / เมนูของชาวสีธนู มีส่วนประกอบผสมผสานไปด้วย สับปะรด แก้วมังกร พริกเหลือง ชมพู่ กะหล่ำม่วง ฟักทอง น้ำสลัด ข้าวโพด

หมอมีนบอกว่า จุดเด่นคือ การใช้น้ำสลัดเข้มข้นจากข้าวโพดที่เป็นสีมงคลธรรมชาติ อย่างสีเหลือง จะทำให้มีการเรียกทรัพย์ที่ดี ให้กับชาวราศีธนู

หากได้มีการทานอาหารสลัดเพื่อสุขภาพด้วย เมนูเสริมดวง 12 ราศี ปี 2558 นี้ หมอมีน เชื่อว่าจะโชคดีทั้งสุขภาพ และได้การเสริมดวงในเรื่องต่างๆ ทั้งการงาน การเงิน และความรัก ตลอดปีแพะทองครับ

ขอบคุณเชฟร็อค King of Healthy Food และ คุณเป้ เจ้าของร้านอาหารครัวริมน้ำ

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“สลัดดอกไม้” บ้านตะวันฉาย เชียงใหม่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479671

โดย อาเหม่ง 8 ก.พ. 2558 05:01

“สลัดดอกไม้” สวยอร่อยดีต่อสุขภาพ.

เชียงใหม่ จังหวัดนี้ไปได้ไม่มีเบื่อ สมแล้วที่ติด 1 ใน 20 เมืองทั่วโลกที่น่าไปเยือนมากที่สุด ชาวต่างชาติบางคนบอกว่า อยากใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น มาอยู่เชียงใหม่หลายพันคน จนกลายเป็นชุมชนน้อยๆสไตล์ญี่ปุ่น น่ารักมาก เพราะอากาศ ผู้คน ธรรมชาติ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงความเจริญ ห้างร้าน โรงพยาบาลที่มีรองรับอย่างครบครัน ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองปลาย ทางที่ชาวต่างชาติใฝ่ฝันอยาก มาใช้ชีวิต

หลายคนคงไปเชียงใหม่หลายสิบครั้ง แต่ก็ยังไปได้เรื่อยๆ ไม่มีเบื่อ อาเหม่งก็เป็นเช่นนั้น ทุกครั้งที่ไปรู้สึกคุ้นชิน แต่ก็ตื่นเต้นเพราะไปเมื่อไร ก็มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นให้ตื่นตาตื่นใจตลอด วัดในเมืองก็ยังไปไม่ครบสักที ยิ่งเรื่องอาหารไปกี่ครั้ง มีร้านอร่อยรอคิวให้หม่ำไม่มีวันหมด


“บ้านตะวันฉาย” ร้านสวยอาหารอร่อย.

“พี่แอน” เจ้าของร้านผู้น่ารัก.

อย่างร้านนี้อยู่ในย่านดัง ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 1 “บ้านตะวันฉาย” ร้านน่ารักที่หลายคนเคยผ่านแต่ไม่กล้าหม่ำ เพราะเขาตกแต่งได้งดงามเหลือเกิน จนนึกว่าเป็นโชว์รูมขายอะไรสักอย่าง บ้านเก่าในย่านนิมมานฯนำมาทาสีใหม่ เพนต์รูปและตกแต่งด้วยตุ๊กตาดูเก๋ไก๋ ถ่ายรูปสวยทุกมุม บ้านตะวันฉายขายอาหารและกาแฟ กาแฟเป็นกาแฟดอยช้างซะด้วย ส่วนอาหารราคาไม่ได้สูงอย่างที่หลายคนเข้าใจ (มีบางคนเห็นร้านสวยเกินไป จนไม่กล้าเข้าเพราะกลัวอาหารแพง) มาเหอะ มาลองหม่ำดู เพราะบางทีเราให้ความกลัวมากำหนดชีวิตมากเกินไป อาจทำให้เราพลาดสิ่งดีๆในชีวิตก็ได้

บ้านตะวันฉายมีเมนูเด็ดที่อยากให้ลอง นั่นคือ “สลัดดอกไม้” จานนี้อุดมด้วยสารพัดดอก ทั้งเฟื่องฟ้า กุหลาบ ดอกเข็ม ดอกบัว ช้องนาง เรื่องของดอกไม้ก็แล้วแต่เทศกาลด้วย บางช่วงมี บางช่วงไม่มี แล้วแต่ว่าดอกอะไรจะออก เรื่องนี้สำคัญ เพราะทุกดอกที่ร้านปลูกเอง ถ้าซื้อมาอาจไม่ชัวร์ว่าปลอดสารพิษจริงหรือเปล่า ไม่เหมือนผักสลัดที่รับจากโครงการหลวงอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีชะพลู สะระแหน่ เล็บครุฑ และใบกะเพรา ส่วนน้ำสลัดทำวันต่อวัน สไตล์โฮมเมด ดีต่อสุขภาพมาก ใช้น้ำมะขามเปียกเคี่ยวกับน้ำตาล โรยงาขาวนิดหน่อย แค่นี้ก็อร่อยล้ำ เมนูนี้สด อร่อยมาก กินแล้วสดชื่นที่สุด ดอกไม้–ใบไม้บางชนิดมีรสฝาดนิดๆ แต่ถ้าเคี้ยวโดนใบกะเพราหรือสะระแหน่ กลิ่นจะหอมฟุ้งในปาก ทุกอย่างกลมกล่อมเข้ากันได้แบบไม่แปลกแยก เพราะมีน้ำสลัดรสเปรี้ยวหวานนิดๆ เป็นตัวช่วยประสานให้ทุกอย่างผสมกลมกลืนอย่างลงตัว จานนี้ 100 บาท เมนูนี้ไม่ได้มีให้หม่ำทุกวัน แต่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์มีแน่ๆ วันอื่นโทร.ไปสอบถามก่อนเด้อ

“จาปาตี” อาหารสไตล์อินเดีย หน้าตาคล้ายโรตี เสิร์ฟเป็นชิ้นคล้ายพิซซ่า ไส้ในมี 2 ชนิด ไส้เห็ดหอมกับไส้ผักโขม หม่ำร้อนๆ เลอค่ามาก แป้งโรตีนุ่มหอม ไส้เห็ดหอมอบชีสมันๆ เค็มๆ รสชาติลงตัว ส่วนไส้ผักโขมเลือกแต่ยอดมาอบชีส อร่อยนุ่มนวลที่สุด อยากได้ความเข้มข้นมากขึ้น หม่ำคู่กับมายองเนสที่เสิร์ฟมาคู่กัน เป็นอาหารทานเล่นที่เผลอแป๊บเดียวหมดจานไม่รู้ตัว จานนี้ 120 บาท


“จาปาตี” ไส้เห็ดและผักโขม.

“สปาเกตตีไส้อั่ว” ต้องลอง.

มาที่จานพื้นบ้านกันบ้าง “แกงโฮะ” เห็นเป็นร้านเก๋ๆ อย่าคิดว่าขายแต่อาหารต่างชาติ ร้านนี้เน้นความหลากหลาย อาหารพื้นบ้านบ้านเฮาก็มีเน้อ แกงโฮะเสิร์ฟมาจานใหญ่ กลิ่นหอมชวนหม่ำ ปกติแกงโฮะที่ชาวบ้านทำกิน มักนำแกงและกับข้าวที่เหลือก้นครัว มาผัดรวมกัน เขาถึงเรียกว่าโฮะ “โฮะ” ภาษาเหนือแปลว่า “นำมารวมกัน ใส่เข้าด้วยกัน” โฮะเลยหมู่เฮา แต่ที่บ้านตะวันฉายไม่ใช้ของเหลือ แต่จะแกงขึ้นมาใหม่ แกงแดงบ้าง แกงเขียวบ้าง แล้วเอามาผัดกับหมูสามชั้น ใส่วุ้นเส้นและสารพัดผัก อย่างหน่อไม้ ชะอม ถั่วฝักยาว ตำลึง มะเขือ ผักชีฝรั่ง และตะไคร้ ก่อนเสิร์ฟโรยหน้าด้วยแคบหมูนิดหนึ่ง อาจเป็นเพราะทำแกงสดใหม่ทุกวัน ทำให้แกงโฮะร้านนี้

สีสวยสดใส ผักสดอร่อย รสชาติกลมกล่อม เผ็ดเค็มกำลังดี หม่ำกับข้าวสวยร้อนๆ เลอค่ามาก ใส่น้ำปลาพริกบีบมะนาวนิดหนึ่ง รับรองหอเจี๊ยะจนลืมเมีย! ด้วยรสชาติเป็นเอกลักษณ์ทำให้ลูกค้าหลายคนติดใจ ซื้อกลับบ้านกันเยอะ บางคนอยู่ กรุง-เทพฯ ก็สั่งกลับบ้าน เขาจะแยกแกงกับวุ้นเส้นให้ มาถึงบ้านก็มาผัดคลุกเคล้ากันอีกที จานนี้ถ้าพลาดแล้วจะเสียใจ 150 บาท

จากอาหารเหนือแบบออริจินอล มาเหนือฟิวชั่นกันบ้าง “สปาเกตตีไส้อั่ว” เชฟผัดมาเส้นแห้ง ไม่แฉะ ยีไส้อั่วให้แหลกลงไปผัดกับเส้นจนหอมกลิ่นสมุนไพรขึ้นจมูก ใครชอบหม่ำสปาเกตตีต้องสั่ง จานนี้ 120 บาท ส่วนใครชอบกินหมูทอดแนะนำให้ลอง “หมูสามชั้นทอดกระเทียม” เลอค่ามาก หมูชิ้นโตกรอบนอกนุ่มใน รสชาติเค็มนิดๆ กลมกล่อมกำลังดี วิธีการทำง่ายมาก ใช้หมูสามชั้นหมักเกลืออย่างเดียว แต่หมักทิ้งไว้ 1 คืน ไม่ใช้ซอสใดๆทั้งสิ้น ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยกระเทียมทอดกรอบ กระเทียมมีรสชาติในตัวช่วยชูรสให้หมูจานนี้เด็ดดวงยิ่งขึ้น จานนี้ 120 บาท


“หมูสามชั้นทอดกระเทียม” อร่อยเด็ดครบรส.

“แกงโฮะ” สดใหม่.

นอกจากเรื่องของอาหาร บ้านตะวันฉายมีกาแฟด้วย กาแฟที่นี่ไม่ธรรมดาเป็นกาแฟดอยช้าง จุดเด่นนอกจากอาหารเลิศ กาแฟเด่นแล้ว ร้านสวยมาก ตกแต่งด้วยตุ๊กตานับพันตัว เป็นตุ๊กตาที่เจ้าของร้านสะสมและซื้อมาเพิ่ม คนชอบหม่ำและถ่ายรูปแวะไปเหอะ คอนเฟิร์มว่าถ่ายออกมาสวยทุกมุม บ้านตะวันฉายอยู่ถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 1 เข้าไปจนเกือบสุดซอย ร้านอยู่ซ้ายมือ ร้านเขามีที่จอดรถด้วย ไม่ต้องกังวล เปิดทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม โทร. 08–8253­–9971

ไปหม่ำ ไปกิน ไปถ่ายรูปแล้วแชร์มาให้อาเหม่งดูบ้าง หมายถึงอาหารกับบรรยากาศนะ รูปคนข้างๆไม่ต้องส่งมา อาเหม่งเป็นคนรักครอบครัวนะ รู้ยัง ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!

อาเหม่ง

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ฟินเว่อร์! ฮิตต้องบอกต่อ เจาะซุปเปอร์พรีเมียมไอศกรีมคอนโด คุณเคยกินหรือยัง?

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479557

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2558 06:05

เข้าสู่เดือนแห่งความรักแบบนี้ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศหวานๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักของเดือนกุมภาพันธ์ คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์ ขอพาหนุ่มสาวไปลิ้มรส ไอศกรีม Emack & Bolio’s (อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์) ไอศกรีมที่ดีที่สุดในบอสตันที่เข้ามาในประเทศไทย รับรองคุณจะต้องติดใจเหมือนกับที่เราลองมาแล้ว…

หอมหวาน เข้มข้น นุ่มลิ้น ฟินเว่อร์ เราไม่รู้จะบรรยายยังไงให้คุณได้สัมผัสถึงไอศกรีมซุปเปอร์พรีเมียมแนวฮิปปี้ ที่เหล่าวัยรุ่นฮิตกันจนต้องต่อแถวยาวเหยียดในช่วงแรกที่ร้านเปิดตัว วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก และเจาะลึกถึงไอศกรีมอีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ หรือไอศกรีมคอนโดที่ีเหล่าวัยทีนทั้งหลายโปรดปรานจนเป็นกระแสบนโซเชียลฯ


Emack & Bolio’s

ไอศกรีมแนวฮิปปี้

ไอศกรีมแนวฮิปปี้! ที่วัยรุ่นไทยคลั่งไคล้

“อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์” ร้านไอศกรีมที่ถือกำเนิดขึ้นในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นโดย มร. โรเบิร์ต รุค ทนายความและเป็นฮิปปี้ ทำงานช่วยเหลือผู้ไร้ที่อยู่อาศัย นอกจากนั้นเขายังเป็นพวกต่อต้านสงครามเวียดนาม และนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและกลุ่มคนรักร่วมเพศ อีกทั้งยังทำงานใกล้ชิดกับวงดนตรีร็อกชั้นนำ อาทิ Aerosmith, U2, Boston, The Cars และ James Brown เป็นต้น อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2518

สามปีก่อนการถือกำเนิดของไอศกรีมแบรนด์ เบน แอนด์ เจอรี่ส์ ภายใต้แนวคิดร้านไอศกรีมแนวฮิปปี้ โดยใช้ชื่อร้านตามชายไร้บ้าน 2 คนที่ มร. โรเบิร์ต รุค ให้ความช่วยเหลือตามที่ทั้งสองคนนั้นร้องขอ ปัจจุบัน ร้านไอศกรีม อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ มีสาขาอยู่ที่นครนิวยอร์ก ไมอามี โรงแรมฮาร์ดร็อกในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา นิวเจอร์ซีย์และอิลลินอยส์ โดยเปิดบริการสาขาในต่างประเทศสาขาแรกที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2557


ใส่ถ้วยก็น่ากิน

กระแสแรง ปากต่อปาก ฮิตจนต้องบอกต่อ ไอศกรีมคอนโด!

ดาว วลัยกรณ์ ไลน์เนอร์ ประธาน บริษัท เอ็นวายซี-ไทย บีดี เจ้าของลิขสิทธิ์ไอศกรีม อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ในประเทศไทย เล่าผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า สามีชาวอเมริกันของเธอ เบนจามิน ไลน์เนอร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ชอบทานไอศกรีมยี่ห้อนี้ แต่เขาหาแบบที่เขาชอบในกรุงเทพฯ ไม่ได้ เขาอยากกินแบบที่เขาชอบทุกวัน เมื่อเรากลับนิวยอร์ก กลับไปบ้านของเขา คุณเบนเขาก็เลยบอกเราว่าจะพาไปกินไอศกรีมที่เขาชอบ ให้เราลองไปกินดู พอเราไปกินก็อร่อยจริงๆ ในเนื้อของไอศกรีมมีส่วนผสมที่เข้มข้น ไอศกรีมแตกต่างจากเมืองไทยที่เราเคยทาน เราก็เลยคิดว่าเราจะนำ อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ เข้ามาในเมืองไทย เพื่อให้คนไทยได้กินกัน


ดาว วลัยกรณ์ ไลน์เนอร์

เบนจามิน ไลน์เนอร์

เจ้าของลิขสิทธิ์ไอศกรีม อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ เล่าต่อว่า เราใช้เวลาค่อนข้างนานอยู่เหมือนกันประมาณสองปีเพื่อนำเข้ามาในประเทศไทย พอหลังจากนั้นก็เริ่มหาสถานที่ที่จะเปิด เริ่มสาขาแรกที่ นิชาดา พลาซ่าในโครงการหมู่บ้านนิชาดาธานี ปากเกร็ด นนทบุรี (เปิดบริการมีนาคม 2557) เป็นหมู่บ้านค่อนข้างใหญ่ มีประมาณ 3 พันกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เราก็เลยคิดว่า กลุ่มเป้าหมายน่าจะเหมาะกับไอศกรีมของเรา หลังจากนั้นก็มาเปิดสาขาที่ 2 ชั้น 6 โซนเอเทรี่ยม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (เปิดบริการมิถุนายน 2557) และเมื่อเปิดมาได้สักพัก เริ่มเป็นที่รู้จักของคนในหมู่วัยรุ่นก่อน เพราะว่าไอศกรีมออกแนวน่ารัก แฟนซี ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม โซเชียลฯ ได้ จนทำให้เป็นกระแสปากต่อปาก ลูกค้าก็เริ่มเยอะ แรกๆ บางวันแถวยาวมาก น่าจะเป็นเพราะไอศกรีมของเราแตกต่างและสร้างสรรค์ เราว่าน่าจะเป็นไอศกรีมที่แรกที่เป็นสคูปซ้อนกันสูงๆ หลายสคูป เพราะอย่างมากที่เราเคยกินของที่อื่นก็น่าจะไม่เกิน 2 ลูก โดยในหมู่วัยรุ่นเขาเรียกไอศกรีมของเราว่า “ไอศกรีมคอนโด” หรือ “ไอศกรีมโคนยักษ์


วัยรุ่นเรียก ไอศกรีมคอนโด

อร่อยด้วย น่ารักด้วย

เครื่องแน่นล้นโคน แพงแต่คุ้มนะ ขอบอก!

หลายคนคงอยากรู้แล้วว่าเครื่องแน่นล้นโคนแบบนี้ มีราคาเริ่มต้นที่เท่าไหร่ ในเมนูมีไอศกรีมให้เลือกแบบจุใจถึง 34 รสชาติ เราเซตไอศกรีมไว้แค่สามลูกต่อโคน ไอศครีมขายขนาดเด็กเล็ก 99 บาท ขนาดเล็ก 1 ลูก 120 บาท ขนาดกลาง 2 ลูก 180 บาท ขนาดใหญ่ 3 ลูก 240 บาท ส่วนถ้ามีลูกค้าบางคนอยากได้มากกว่าสามลูก ต้องการต่อขึ้นไปสูงๆ เราก็บอกว่า โอเคได้! แล้วแต่ลูกค้าเลย เขาขอห้าลูกเราก็ตักให้ ราคาก็จะบวกเพิ่มไป เช่น ต้องการ 5 ลูก ก็คิดราคา 2ลูก + 3ลูก = 420 บาท เมื่อเขาได้แบบที่เขาชอบก็จะถ่ายรูปไปแชร์ลงโซเชียลฯ เมื่อมีคนเห็นก็จะมีบอกว่าฉันจะเอาให้มากกว่าห้าลูก ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เคยมีคนขอมากสุดซ้อนถึงเก้าลูกเลยทีเดียว!


‘แพรี่พาย’ คนดังก็ไปกินนะจ๊ะ

โคนยักษ์ฟรุ้งฟริ้งสุดน่ารัก!

นอกจากไอศกรีมที่อร่อยเนื้อแน่นคุ้มค่าแล้ว ยังมีโคนสุดน่ารัก อร่อยสร้างสรรค์ไม่เหมือนใครให้เราได้ฟินกัน อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ ได้สร้างสรรค์โคนรสชาติต่างๆ ขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2523 และยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นมาโดยตลอด เพื่อเป็นการมอบประสบการณ์การรับประทานไอศกรีมที่สมบูรณ์แบบ ทางร้านจึงมีโคนรสชาติหลากหลายให้เลือก


โคนสุดน่ารัก

โคนช็อกโกแลต

ผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานไอศกรีมสามารถเลือกลิ้มลองโคนมาร์ชเมลโลว์ที่โรยหน้าด้วยคุกกี้โอรีโอ้ ซีเรียลข้าวพอง ฟรุตลูป หรือโคโค่พัฟ และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสปริงเคิลส์สีรุ้งหรือช็อกโกแลตมักจะเลือกรับประทานโคนที่ชุบด้วยช็อกโกแลตแล้วโรยด้วยสปริงเคิลส์รสที่ถูกใจ หรือจะเลือกโรยสปริงเคิลส์ทั้ง 2 แบบผสมกันก็ได้ นอกจากนี้ ทางร้านยังมีโคนวอฟเฟิลรสช็อกโกแลตโรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดที่อร่อยไม่แพ้กันไว้ให้เลือกชิม โดยราคาเริ่มต้นเฉพาะโคน โคนวอฟเฟิลธรรมดา 25 บาท โคนช็อกโกแลต 50 บาท และโคนมาร์ชเมลโลว์ 70 บาท

เมื่อรวมค่าไอศกรีมกับโคนแล้ว ราคาเริ่มต้นไอศกรีมอีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ ไอศกรีมขนาดเด็ก 99 บาท + โคนธรรมดา 25 บาท  = 124 บาท หรือจะเป็นไอศกรีมขนาดเล็กหนึ่งลูก 120 บาท +โคนมาร์ชเมลโลว์ 70 บาท = 190 บาท คุณชอบขนาดไหนไซส์อะไรแล้วแต่คุณจะเลือกทานได้ตามใจชอบ และนอกจากมีแบบโคนแล้วก็ยังมีแบบใส่ถ้วย แบบพิซซ่า และสุดพิเศษแบบซันเดย์ให้ลูกค้าได้ฟินกันอีกด้วย


โคนมาร์ชเมลโลว์สุดฟิน

ไอศกรีม อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ แบบซันเดย์ก็มี

อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ ไม่ใช้นมโคจากการฉีดสารเร่ง

ไอศกรีมอีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลายอย่าง อาทิ ลูกค้า ร้านขายของชำ ขนมหวาน และธรรมชาติในการรังสรรค์รสชาติใหม่ๆ เพื่อให้ได้ไอศกรีมที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวและรสชาติที่มีเอกลักษณ์ อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ ไม่สนับสนุนการใช้นมโคที่มาจากโคที่ได้รับการฉีดฮอร์โมนหรือสารเร่ง นอกจากนี้ ไอศกรีมทั้งกว่า 100 รสชาติยังได้รับการรับรอง “ฮาลาล” จากสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งสหรัฐอเมริกา และแต่ละรสจะถูกผลิตขึ้นใหม่ทุกสัปดาห์เพื่อความสดใหม่ของไอศกรีม ทั้งนี้ ไอศกรีมทั้งหมดที่ขายในประเทศไทยถูกสั่งผลิตและนำเข้าจากอเมริกา ไอศกรีมอีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ ที่จำหน่ายในเมืองไทยทั้งหมด ถูกส่งตรงมาจากสหรัฐอเมริกา ด้วยระบบโลจิสติกส์อันยอดเยี่ยม เพื่อให้เราสามารถคงคุณภาพความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ได้อย่างดีจนถึงหน้าร้าน และยังใช้ส่วนผสมทุกอย่างที่มีคุณภาพเกรดเอพรีเมียมแน่นอน


มีหลายรสชาติให้เลือก

ไอศกรีมที่ดีที่สุดในบอสตัน

ด้วยคำวิจารณ์เชิงบวกจากสื่อชั้นนำ อาทิ “เป็นร้านไอศกรีมที่ให้ประสบการณ์มากกว่าแค่การรับประทานไอศกรีม” จากหนังสือพิมพ์ The New York Times “ไอศกรีมที่ดีที่สุดในบอสตัน” จากนิตยสารบอสตัน และการถูกจัดอันดับให้เป็น “1 ใน 10 ไอศกรีมที่ดีที่สุดในนครนิวยอร์ก” โดยนิตยสาร Village Voice จึงทำให้อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ เป็นร้านไอศกรีมที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก


ใครสูงกว่ากันชนะ

กินเป็นคู่ๆ รับวาเลนไทน์

วลัยกรณ์ ไลน์เนอร์ ทิ้งท้ายไว้อีกว่า หลังจากมี อีแม็ก แอนด์ โบลิโอส์ ใน 2 สาขาแล้ว คือ หมู่บ้านนิชาดาธานี และเซ็นทรัลเวิลด์ อีกไม่นานเกินรอก็จะเปิดสาขา 3 ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว สาขา 4 ที่ดิ เอ็มควอเทียร์ และสาขาสยามเซ็นเตอร์ รับรองไม่เกินปีนี้แน่นอน!

ไม่ไปเดี๋ยวเขาหาว่าเชย เราไปมาแล้ว แล้วคุณล่ะ ไปเพิ่มความหวานกันหรือยัง ? 

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก IG : emackandboliosthailand

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ยาฆ่าแมลงกับสตรอเบอรี่สด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479247

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 6 ก.พ. 2558 05:01

จากประวัติของสตรอเบอรี่แล้วไม่อยากเชื่อว่าแต่เดิมสตรอเบอรี่เป็นสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ที่มีผลนำมาทานได้ สตรอเบอรี่มีมากกว่า 20 สายพันธุ์ แต่พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ สตรอเบอรี่สวน

สตรอเบอรี่อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดทั้งวิตามินซี วิตามินเอ สารเคอซิติน เคมเพอรอล และแอนโทไซยานิน ช่วยในการยับยั้งสารก่อมะเร็ง ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน และเพิ่มภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ อีกด้วย

เมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นในปริมาณที่เท่ากันแล้ว พบว่าพลังในการต้านอนุมูลอิสระของสตรอเบอรี่นั้นสูงกว่าส้มถึงหนึ่งเท่าครึ่ง และยังสูงกว่าองุ่น กีวี กล้วยหอม และมะเขือเทศอีกด้วย

หากเราต้องการสารอาหารเหล่านี้อย่างครบถ้วน ก็ต้องทานผลสตรอเบอรี่แบบสดๆ แต่จะต้องนำมาล้างทำความสะอาด เพื่อให้ปลอดภัยจากเชื้อโรคและยาฆ่าแมลงตกค้าง เพราะสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่ปลูกคลุมดิน วิธีการกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรบ้านเราก็คือ การใช้ยาฆ่าแมลง ที่นิยมใช้มีอยู่ 4 กลุ่มคือ ออร์กาโนคลอรีน ออร์กาโนฟอสเฟต คาร์บาเมต และกลุ่มไพรีทรัม

หากเกษตรกรมีวิธีการใช้ที่ผิด หรือเว้นระยะการเก็บเกี่ยวไม่ถูกต้องตามที่กำหนด อาจทำให้สตรอเบอรี่มียาฆ่าแมลงตกค้างได้

เมื่อเราทานเข้าไปอาจทำให้เกิดพิษทั้งแบบเรื้อรัง และเฉียบพลันต่อร่างกาย เบาะๆเริ่มต้นด้วยคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เวียนศีรษะ มีอาการทางระบบประสาท สั่นกระตุกที่หนังตา ใบหน้า ลำคอ ชักและหมดสติ และอาจสะสมในร่างกายจนเป็นมะเร็งได้

ช่วงนี้เป็นฤดูของสตรอเบอรี่ สถาบันอาหารจึงสุ่มตัวอย่างสตรอเบอรี่สดๆ จำนวน 5 ตัวอย่างจาก จ.เชียงใหม่ แหล่งปลูกสำคัญของไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์ยาฆ่าแมลงตกค้าง 4 กลุ่ม (รวม 67 ชนิด)

ปรากฏว่าพบยาฆ่าแมลงชนิดไซเพอร์เมทรินตกค้างในสตรอเบอรี่ 1 ตัวอย่าง แต่พบในปริมาณไม่มาก

เพื่อความปลอดภัยก่อนทานทุกครั้งต้องล้างน้ำไหลผ่านให้สะอาด หรือนำไปแช่ในน้ำเกลือ (ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 4 ลิตร) นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เท่านี้ก็สามารถลดปริมาณยาฆ่าแมลงที่ตกค้างลงได้.

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ขนม ขี้มอด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479057

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.พ. 2558 05:15

ขนมขี้มอด เป็นขนมไทยโบราณของทางภาคใต้ มีส่วนผสมเป็นของพื้นบ้านที่หาได้ง่ายเพียง 4 อย่างก็จริง แต่ขนมชนิดนี้กลับถูกลืมเลือนไปเสียแล้ว อาจด้วยเพราะขั้นตอนการทำที่ต้องใช้ความใจเย็น และใส่ใจ จะละสายตาไม่ได้เลยทีเดียว เพราะจะพาน ให้ส่วนผสมไหม้เสียหมดอดกินเสียก่อน


คั่วจนทั้งสองอย่างเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง ส่งกลิ่นหอม

คุณแป๊บ–ลลิตา เลิศรัตนชัยกิจ หลานสาว คนเก่งของเถ้าแก่ศูนย์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอมร ที่โด่งดังย่านบ้านหม้อ โดยคุณแป๊บเข้ามารับ หน้าที่ดูแลด้านจัดซื้อของร้านอมร ทันทีที่เรียนจบจากสิงคโปร์ ในช่วงของการทำงานที่คุณแป๊บ แสนจะภูมิใจ คือเป็นลูกหลานครอบครัวอมรที่เป็นผู้หญิงคนแรก ที่ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ซ่อม ซึ่งต้องคุมช่างกว่า 600 คน แต่พอแต่งงาน จึงลาออกมาช่วยธุรกิจสามี เมื่อธุรกิจที่ทำอยู่ตัว คุณแป๊บจึงหันมาบุกเบิกทำธุรกิจฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ย่านรามคำแหง 167 ส่งขายมากว่า 5 ปีแล้ว และยังนำผักในฟาร์มมาปรุงอาหารสไตล์อิตาเลียนขายในร้านอาหารโฮมเพรช ที่หน้าฟาร์มผักของตัวเองอีกด้วย และยังปรุงน้ำสลัดวางขายตามห้างฯ ภายใต้แบรนด์ De La Lita ด้วย โดยนำความรู้ที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัยทำงานที่ร้านอมร ซึ่งต้องเดินทางเมืองนอกตลอด ทั้งยุโรป อเมริกา โดยคู่ค้าต่างประเทศที่รักใคร่กันพาเข้าครัว และบอกเคล็ดลับแบบเจาะลึก แถมยังได้ลองลิ้มชิมอาหารรสชาติต้นตำรับมาโดยตลอด จึงได้งัดวิชาความรู้เก่ามาใช้หาเลี้ยงชีพในปัจจุบัน


คุณแป๊บสืบทอดมาจากครอบครัว ซึ่งเป็นชาวพังงา

สำหรับขนมขี้มอดนี้ คุณแป๊บสืบทอดมาจากครอบครัว ซึ่งเป็นชาวพังงา โดยมีส่วนผสมเพียง 4 อย่าง ได้แก่ ข้าวสาร 1 ถต. / มะพร้าวขูดขาว 3 ถต. / น้ำตาลทรายแดง 4 ชต. / เกลือป่น เพียงปลายช้อน…..วิธีทำ 1) นำข้าวสารไปแช่น้ำ 10 นาที แล้วผึ่งให้แห้ง ค่อยนำไปคั่ว ส่วนมะพร้าวขูดก็นำไปคั่วเช่นกัน ด้วยไฟปานกลาง จนข้าวสารและมะพร้าวเริ่มเปลี่ยนสี จึงลดไฟลง โดยต้องคอยคนคอยเขย่ากระทะ อย่าได้เผลอลืมเป็นอันขาด คั่วจนทั้งสองอย่างเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทอง ส่งกลิ่นหอม และกรอบขึ้นเรื่อยๆ หากมีเตา 2 หัว ยิ่งสะดวก ตั้งกระทะ 2 ใบ คั่วไปพร้อมๆกันรวดเร็วดี 2) มะพร้าวคั่วกรอบได้ที่จัดการโรยเกลือ 3) ส่วนข้าวคั่วได้ที่แล้ว นำมาโขลกให้ละเอียดแล้วพักไว้ 4) ส่วนมะพร้าวคั่วใส่ครก ใช้สากบดให้ละเอียด 5) ผสมข้าว มะพร้าว ที่โขลกและบดจนละเอียด และน้ำตาล ขณะยังร้อน เพื่อให้น้ำตาลบางส่วนละลายเกาะกับขนม บางส่วนยังเป็นเกล็ด ไปละลายในปาก


ส่วนผสม

วิธีทำ

ขนมขี้มอดนี้มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาล มองเผินๆคล้ายขี้ของตัวมอด สมกับชื่อขนม

ขนมขี้มอดนี้มีลักษณะเป็นผง สีน้ำตาล มองเผินๆคล้ายขี้ของตัวมอด สมกับชื่อขนมนี้ แถมมีวิธีการกินที่ชวนสนุกสนาน โดยใส่ขนมลงในกรวยกระดาษ เวลากิน เคาะขนมให้ตกลงก้นกรวยฉีกปลายกรวยแหลม แล้วยกเทเข้าปาก ส่วนเคล็ดลับการทำ : มะพร้าวหากคั่วไม่แห้งสนิทดีจะเกิดเชื้อราได้ง่าย การตำข้าวในขณะที่ยังร้อนจะทำให้แหลกง่าย ส่วนมะพร้าวใช้สากบดกับครก อย่าตำ เพราะน้ำมันในมะพร้าวจะออกมาได้.

 

มีนาคม 30, 2015 Posted by | อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,166 other followers

%d bloggers like this: