ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เชฟกระทะเหล็กปรุงสุดฝีมือ ฉลอง 18 ปีท็อปส์ พฤศจิกายน 17, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/461012

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 4 พ.ย. 2557 05:30

มร.อลิสเตอร์ เทย์เลอร์ และภรรยา ร่วมกระทบไหล่ 4 เชฟกระทะเหล็ก เชฟเอียน–พงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย, เชฟป้อม–ธนรักษ์ ชูโต, เชฟชุมพล แจ้งไพร และเชฟไก่–ธนัญญา วิลคินสัน.

มร.อลิสเตอร์ เทย์เลอร์ บอสใหญ่ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ฉลองความสำเร็จครบ 18 ปี ชวน 4 เชฟกระทะเหล็ก นำโดย เชฟเอียน–พงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย, เชฟชุมพล แจ้งไพร, เชฟป้อม–ธนรักษ์ ชูโต และ เชฟไก่–ธนัญญา วิลคินสัน รังสรรค์สุดยอดเมนูอาหารให้เหล่าแฟนพันธุ์แท้ของท็อปส์ และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ อาทิ วิไล-ขุนพล อิสสระ, ศรีสุภางค์ มอริส, ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์, ศุภวุฒิ มณีรินทร์, นิธิ เลิศสุมิตรกุล ฯลฯ ได้สัมผัสสุดยอดความอร่อย ในงาน “Tops 18th Anniversary The IRON Chef’s Table Experience” ณ ฟู้ด ลอฟท์ ชั้น 7 เซ็นทรัลเวิลด์

วิไล อิสสระ พาลูกๆ ขุนรัช และขุนพล มาร่วมดินเนอร์หรู.

ดินเนอร์มื้อพิเศษจากสุดยอดฝีมือเชฟกระทะเหล็ก ประเดิมเมนูแรกจากฝีมือ เชฟเอียน เชฟกระทะเหล็กอาหารยุโรป ในเมนูชื่อ “Treasure of tha Sea” เป็นการนำวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อาทิ เมนล็อบสเตอร์, หอยเชลล์ และไข่ปลาคาร์–เวียร์ มาปรุงด้วยสูตรเด็ดขั้นเทพ ต่อด้วยเมนูของ เชฟชุมพล เชฟกระทะเหล็กอาหารไทย ในเมนู “ต้มข่าคาปูชิโน่ วิท ทรัฟเฟิล โฟม” ที่เชฟภูมิใจนำเสนอเมนูนี้ด้วยส่วน ประกอบหลัก 18 ชนิด เพื่อฉลอง 18 ปีท็อปส์ เป็นการผสมผสาน ระหว่างความเป็นอินเตอร์กับความเป็นไทยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ส่วน เชฟป้อม เชฟกระทะเหล็กอาหารจีน โชว์เมนูสุดอลังการ “Queen Abalone and Black Dragon’s Tea Steamed Rice” จากส่วนผสมหลักมากกว่า 20 ชนิด โดยเฉพาะเครื่องเทศที่นำมาต้มกับหอยเป๋าฮื้อ และเมนูของหวานจาก “เชฟไก่” ในชื่อ “Peach Honey for Winter Time” ทั้งหอม หวานอร่อย เกินห้ามใจจริงๆ!!

เชฟกระทะเหล็กรังสรรค์เมนูกันสุดฤทธิ์
 

SUMI+ เปิดเคล็ดลับแห่งบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างนานาชาติ’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/458979

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ย. 2557 06:05

‘คุณอาจจะเคยทานปิ้งย่างมาหลากหลาย แต่ SUMI+ ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นแน่นอน ทั้งวัตถุดิบที่เราคัดสรรมาอย่างดี และน้ำจิ้มสูตรเด็ดลับเฉพาะที่มีให้เลือกถึง 4 สูตรด้วยกัน’ ชนน วังตาล หนุ่มหล่อไฟแรงเจ้าของแบรนด์เอ่ยด้วยท่าทางมั่นใจในท่าทีสงบนิ่ง

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน จากร้านปิ้งย่างแนวญี่ปุ่นธรรมดาๆ ‘SUMI YAKINIKU’ ที่ยังไม่มีใครรู้จักมากนัก ได้ฝ่าฝันอุปสรรคและข้อผิดพลาดต่างๆ มากมาย พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้ และหยิบเอาข้อดีข้อเสียมาพัฒนา จนมาวันนี้สามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นสากลมากขึ้น โดยใช้ชื่อว่า ‘SUMI SUMI ASIAN GRILL’ และตีตลาดขึ้นมาสู่แบรนด์ติดอันดับที่ได้รับการยอมรับ และนิยมชมชอบมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังขยับขยายความสำเร็จ และช่วงเวลาความสุขต่อไปอีกหลายสาขามากมาย และเปิดโอกาสธุรกิจด้านแฟรนไชส์เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ปากต่อปากที่ได้มาทานต่างกล่าวขานเรื่องความอร่อยและความเป็นกันเองเท่านั้น แต่คุณภาพอาหารยังสด ใหม่ อยู่ในราคาที่จับต้องได้อีกด้วย

ผู้บริหารรุ่นน้อง ‘ชนน วังตาล’ เจ้าของแบรนด์ SUMI+

ไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาสเยี่ยมชมร้าน และสัมภาษณ์ ‘ชนน วังตาล’ เจ้าของแบรนด์มากความสามารถที่ใช้ความพยายามทั้งหมดในการพยุงแบรนด์ ทำความเข้าใจดีมานซ์ (Demand) ของผู้บริโภคมากขึ้น และวิเคราะห์ตลาดทางธุรกิจนำแบรนด์ก้าวกระโดดเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นไอเดียใหม่ๆ ในการทำธุรกิจของใครหลายคน หรือแนะเป็นแนวทางสำหรับใครที่คิดจะเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง บทสัมภาษณ์นี้รับรองว่าจะเปลี่ยนแนวความคิดทำธุรกิจของคุณรอบด้านมากขึ้น !

ผู้นำบริหารสองรุ่น : ปุ๊ – อัญชลี จงคดีกิจ และ ชนน วังตาล

เฟส 1 : ย้อนกลับไปในอดีตกาล … สตอรี่ที่มา !

“ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว อายุประมาณ 24-25 ปี ผมเป็นคนชอบกินบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างมาก ไปทานทุกร้านเลยแต่ไปกินแต่ละครั้งมันก็แพง ตังค์ก็ไม่ค่อยมีด้วย รู้สึกว่ามันไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ ผมก็เลยใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งถ้ามีร้านเป็นของตัวเองจะกินให้เปรมปรีดิ์เลย (หัวเราะ) จากจุดตรงนั้นผมก็เลยคิดจะเปิดร้านปิ้งย่างของตัวเองในราคาที่เท่ากัน (กับร้านอื่นๆ) แล้วออฟเฟอร์ของให้เยอะกว่า โดยไปเช่าที่อยู่ซอยสุขุมวิท 24 เป็นร้านเล็กๆ สไตล์ญี่ปุ่น ใกล้กับดิ เอ็มโพเรียม ชื่อว่า Sumi Yakiniku ให้ลูกค้ามาจ่ายแล้วทานอย่างคุ้มค่า”

Q : ธุรกิจราบรื่นเลยไหม ช่วงแรกๆ?

ก็…ไม่นะ(หัวเราะ) ตอนแรกที่ทำผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำเตายังไม่เป็นเลย ผมก็คอยดู ปรับแก้กันไปที่ละจุด ผมจำได้วันเปิดร้านวันแรกควันโขมงเต็มร้านเลย นึกว่าไฟไหม้ต้องปิดร้านซะแล้ว แต่โชคดีที่ได้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยดู คุณพ่อ คุณแม่เข้ามาประคับประคอง ให้กำลังใจกัน จนในที่สุดเราก็เปิดร้านได้

Q : ลูกค้าเยอะตามความคาดหวังไหม?

ลูกค้าก็เข้ามาเรื่อยๆ นะ ตอนแรกจ้างเพื่อนมากิน แล้วเขาชอบก็เลยพูดกันปากต่อปาก พอเปิดไปได้สักพักก็มีผู้บริหารของ SME มาทานแล้วเขาชอบเหมือนกัน เลยชวนไปออกรายการ SME ตีแตก ก็เลยได้ไปออก … แต่ตีไม่แตกนะ(หัวเราะ) แต่ร้านนี้เกือบแตกพอหลังจากที่ได้ไปออกรายการ เพราะคนเริ่มหันมาสนใจร้านมากขึ้น และจำได้ว่าร้านนี้เคยไปออกรายการนะ คนเขาก็ลองเข้ามาทานแล้วปรากฏว่าชอบ ก็เข้ามาทานเรื่อยๆ เพราะร้านผมคัดสรรอาหารคุณภาพเยี่ยมในราคาที่ถูก

แต่ถึงอย่างนั้นร้านก็ขาดทุนยับเยินนะ เพราะผมขายไปในราคาที่ถูก แต่สั่งของมาแพงมาก และตอนแรกก็ไม่รู้จะไปสั่งซื้อของจากไหน(ที่ซื้อแบบเหมาในราคาต้นทุนต่ำ) สุดท้ายผมก็รอดมาได้ และได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเยอะมาก

Q : นอกจากร้านขาดทุนแล้ว อุปสรรคอย่างอื่นล่ะ?

ด้านการโปรโมตร้าน ทำไม่ได้เพราะไม่มีทุน บัดเจ็ตไม่พอ การเข้าถึงสื่อในกรุงเทพฯ ถ้าไม่นับออนไลน์แพงมากเลย ทั้งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ซื้ออะไรไม่ได้สักอย่างเลย ผมเคยนั่งศึกษาสื่อฟรีก๊อบปี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ มันแพงมาก จะมีก็แต่ช่องออนไลน์อย่างเดียว

ผู้นำบริหารสองรุ่น : ปุ๊ – อัญชลี จงคดีกิจ และ ชนน วังตาล

Q : โปรโมตไม่ได้มากนัก มีโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าอย่างไรบ้าง ?

ตอนนั้นใช้ปากต่อปากอย่างเดียว ยังไม่มีโปรโมชั่นอะไรมากนัก ตอนนั้นทำเป็นเบียร์บุฟเฟ่ต์ก่อนเน้นมื้อเย็น แล้วก็คิดว่าในกลุ่มเพื่อนๆ ชอบกินปิ้งย่างแล้วชอบดื่มเบียร์ ก็เลยทำเป็นเบียร์บุฟเฟ่ต์ขึ้นมา ซึ่งก็ได้ฟีดแบ็กดีมากช่วงนั้น แต่มันดีสำหรับแค่ร้านเล็กๆ เพราะผมรู้สึกว่ากลุ่มที่ชอบดื่มเบียร์ไม่ได้มากขนาดนั้นในประเทศไทย และกลุ่มครอบครัวก็ไม่ได้ถูกใจในตัวนี้เลย ก็ค่อยๆ มานั่งนึกกันว่าเปลี่ยนจากเบียร์บุฟเฟ่ต์เป็นจานพิเศษแทน

ตอนนั้นเริ่มเอากั้งกระดานเข้ามาอยู่ในบุฟเฟ่ต์เพื่อดึงลูกค้า สักพักนึงทำไปก็มาเจอจุดตันอีกว่า โปรดักส์ได้มาถึงแค่จุดหนึ่งก็หาอะไรเพิ่มไม่ได้แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วโปรโมชั่นที่ง่ายที่สุดของเมืองไทยก็คือ ‘การลดราคา’ ช่วงหลังก็มาเน้นการบริหารต้นทุนมากขึ้น จัดซื้อในราคาที่เหมาะสม แล้วก็จัดส่วนลดเป็นกลุ่มมากกว่า เช่น โปรมา 4 จ่าย 3 ถ้าช่วงไหนกลางเดือนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลูกค้าค่อนข้างน้อยแล้ว ผมก็ให้มา 3 คน จ่าย 2 คนก็ได้ ไม่ว่ากัน

Q : เริ่มวางแผนการตลาดไปในทิศทางไหน ?

ตอนแรกทำจริงๆ ไม่มีแผนเลย คือนึกว่าทำเพราะอยากทำก่อน แล้วก็ค่อยๆ มาศึกษาดู ตอนแรกไม่มีแบล็กกราวน์ทางการตลาดเลย คือเป็นนักลงทุนจริงๆ แล้วก็มาลองมาศึกษาดู เพราะมีเพื่อนหุ้นส่วนหลายคนช่วงแรกเขาพอมีความรู้ทางนี้ บ้านเขาทำคอนซูเม่อ โปรดักส์ (Consumer Products) ก็เลยมานั่งแชร์กัน ว่ามันมีช่องทางอะไรบ้างที่มันพอจะไปได้ในราคาที่ไม่สูงมาก ก็แน่นอนต้องเป็นออนไลน์อยู่แล้ว แต่ทีนี้ในรูปแบบออนไลน์ก็ค่อยๆ เรียนรู้มาว่าเมื่อก่อนมีแค่เฟซบุ๊ก ร้านเป็นบุฟเฟ่ต์ มันก็สามารถจะทำส่วนลดอะไรไม่ได้มาก เพราะว่าต้นทุนมันก็สูงอยู่แล้ว หลังๆ ก็พยายามเรียนรู้ว่าคัดเอาอะไรเข้ามาประกอบกับบุฟเฟ่ต์ หรือเอาของที่น่าสนใจมาประกอบกัน เพื่อที่จะเกิดโปรดักส์ที่มันยืดหยุ่นได้มากกว่า

ผู้นำบริหารสองรุ่น : ปุ๊ – อัญชลี จงคดีกิจ และ ชนน วังตาล

เฟส 2 : จุดเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์

Q : ธุรกิจเติบโตกว่าเมื่อก่อนเยอะไหม ?

จริงๆ ที่เร่งเติบโตขึ้นมา เพราะมีช่วงหนึ่งร้านมีทั้งหมด 7-8 สาขา แต่มันไปแบบไม่มีรากฐาน มันยืนไม่ได้เลยปิดตัวลง ผมก็ต้องมาเริ่มต้นนั่งคิดค้นหาตัวตนใหม่ ตอนที่เปิดเป็น Asian Grill แรกๆ เหมือนว่าเรียกทุนคืนมาได้ ตรงนี้ดีๆๆ ทำๆ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ระบบหลังบ้านก็ไม่ดี ควบคุมต้นทุนก็ไม่ได้ คนที่ช่วยดูแลหน้าร้านก็ไม่พอ ออกมาคุณภาพไม่ได้ ก็ปิดไปตั้งสามสาขา … รู้สึกเสียดายมาก ถ้าผมไม่เร่งตอนนั้น ค่อยๆทำ แล้วโตตามขั้นตอนจะยั่งยืนกว่าเยอะเลย ตอนนี้ก็เลยระวังนิดนึงก่อนจะเปิด หรือทำอะไร อย่างศึกษาทำเลเมื่อก่อนบางทีไม่เคยได้ไปดูเลย แต่เดี๋ยวนี้ผมละเอียดกว่าเดิม 2-3 เดือนกว่าผมจะตัดสินใจ

Q : คู่แข่งทางธุรกิจล่ะ ?

เยอะมากเลย เมื่อก่อนไม่เยอะเลย ตอนที่ผมเริ่มไม่มีใครทำเลยนะ ก็จะมีร้านบุฟเฟ่ต์ที่ดังมาอยู่แล้ว และของผมน่าจะเป็นเวฟที่สอง ประมาณว่าเริ่มมีคนเข้ามาในตลาดนี้ ก็มีหลายคนที่เข้ามาก็เลิกกันไปหมดแล้ว ผมต้องแข่งขันด้านต้นทุน และความคุ้มค่าสำหรับลูกค้าจริงๆ …

Q : ทำไมอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์?

ผมอยากออกจากการเป็นอาหารญี่ปุ่น ก่อนหน้ามันติดภาพเพราะชื่อ ซูมิ ที่ดูเหมือนมันจะหลีกเลี่ยงกลายเป็นญี่ปุ่นไม่ได้แล้ว ผมคิดว่าไม่อยากให้ร้านเป็นยากินิคุแบบนี้แล้ว ผมอยากฉีกแนวออกมานิดหนึ่งให้มันกว้างมากขึ้นกับเมนูหลากหลายกว่าเดิม เลยเปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น SUMI เฉยๆ เสริมด้วยรสชาติเอเชียนต่างๆ เข้ามาหลายอย่างพอสมควร แต่พอทำตรงนี้ไปสักพักก็ยังรู้สึกไม่ลงตัวอยู่ดี จริงๆ มันยังสามารถดีได้กว่านี้ ผมก็เลยตัดสินใจว่าขออีกสักทีเถอะ เปลี่ยนชื่อแบรนด์อีกสักครั้งเป็น ‘SUMI+’ ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่ามันเป็นตัวตนที่ค่อนข้างจะลงตัวที่สุดแล้ว เพื่อเป็นความหมายว่าทางร้านเอาวัตถุดิบหลากหลายมาผสมกัน

แอ๊คติ้งเท่ๆ ของสองผู้บริหาร

Q : ด้านคอนเซปต์ยังคงเดิมรึเปล่า?

ผมกำลังปรับเปลี่ยนสไตล์ของร้านไม่จำกัดอยู่กับสไตล์ญี่ปุ่นเพียงแบบเดียว ยึดหลักปรับให้เข้ากับลิ้นและความชอบของลูกค้าให้มากที่สุด รวมถึงเรื่องคุณภาพวัตถุดิบให้มีมาตรฐานมากขึ้น ลงลึกรายละเอียด ใส่ใจคัดสรรคุณภาพความสด ความสะอาดอย่างพิถีพิถันมากขึ้น

ผมตั้งใจหาวัตถุดิบหลากหลายมาจากทุกมุมโลกใหม่ๆ คัดสรรมาอย่างดีจริงๆ เพื่อลูกค้า อย่างเนื้อแทนที่จะเป็นเนื้อสไตล์ญี่ปุ่นอย่างเดียว ผมก็จะมีเนื้อสไตล์ฝรั่ง เนื้อสไตล์จีน หมักสไตล์จีนเยาวราชแบบแซ่บ เป็นปิ้งย่างนานาชาติ ผนวกกับน้ำจิ้มรสแซ่บสูตรลับเฉพาะของ(บ้าน) พี่ปุ๊มากว่า 40 ปี ที่มีถึง 4 รสชาติให้เลือกกัน อีกทั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นคนไทย เพราะฉะนั้น ผมต้องการให้อาหารถูกปากลูกค้าคนไทยมากที่สุด

Q : ทำไมออกจากการเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น?

คือมันค่อนข้างเยอะแล้วด้วย ส่วนหนึ่งผมมองว่าต้องการสร้างความแตกต่าง แล้วอีกส่วนหนึ่งมองว่าบางทีปิ้งย่าง มันไม่มีคนทำสไตล์ร้านที่มีแอร์แล้วแซ่บจริงๆ โดยส่วนตัวแล้วผมกับพี่ปุ๊ชอบแซ่บๆ กันทั้งคู่เลย ก็เลยอยากทำอะไรที่มันแตกต่าง ผมคิดว่ามีคนที่ชอบอาหารเหมือนกับผมและพี่ปุ๊เยอะพอสมควร อย่างน้อยๆ ก็คนที่ชอบทานอาหารอีสาน ถ้าทานปิ้งย่างพร้อมน้ำจิ้มรสแซ่บก็อร่อยดี

บรรยากาศในร้านดูอบอุ่น น่านั่งใช่ไหมล่ะ … ><

Q : จุดขายสำหรับร้านคืออะไร ?

คือ 1. ความคุ้มค่า 2. น้ำจิ้มรสแซ่บ และ 3. อยากเน้นมากเลยว่าเราคือร้านที่เจ้าของไปดูแลจริงๆ คือผมไม่ได้นั่งเป็นผู้บริหาร แต่ผมก็ออกไปอยู่ในสาขาไปช่วยเสิร์ฟ ช่วยทำครัวเรื่อยเปื่อยด้วย

Q : บรรยากาศในร้านเปลี่ยนจากเดิมยังไงบ้าง?

ทางเราได้คิดไอเดียใหม่ นำไปสู่เทรนด์ใหม่ของร้านอาหารปิ้งย่างที่จะเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุก และความอร่อยที่ครบครัน … ทุกร้าน ทุกสาขาผมตั้งใจบริหารแบบมืออาชีพ ให้เหมือนมีเจ้าของร้านจริงๆ เข้ามาดูแลลูกค้า ไม่ใช่มีแต่พนักงานมาบริหาร คืออยากให้เวลาลูกค้าเข้าไปทานแล้วรู้สึกมีความสุขเหมือนกันทุกสาขา เน้นดูแลกันเหมือนครอบครัว สร้างบรรยากาศเมื่อเข้าไปทานแล้วรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง ให้ลูกค้ารับรู้ถึงความจริงใจ และความใส่ใจทุกรายละเอียดจากผู้บริหารถึงลูกค้าทุกคน

Q : ดีไซน์การตกแต่งร้านเป็นแนวไหน? ออกจากสไตล์ญี่ปุ่นทั้งหมดเลยรึเปล่า ?

ผมจะต้องออกจากภาพลักษณ์ญี่ปุ่นทั้งหมด ตอนนี้กำลังจะเปลี่ยนการตกแต่งร้านทั้งหมดไปเป็นตีมสไตล์โมเดิร์น เท่ๆ เพื่อที่มันจะได้ชัดเจนในตัวตน เป็นน่าตาของร้านเราเองเลย เมื่อเข้าไปในร้านจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันอบอุ่น เป็นกันเอง ร้านนี้สามารถยกโขยงมาทานได้ทั้งครอบครัว เลี้ยงฉลองสังสรรค์กับเพื่อน หรือมากันแบบเป็นคู่ก็ดี รับรองว่าจะได้ความประทับใจกลับไปอย่างแน่นอน

บรรยากาศสบายๆ ไม่แออัดแบบนี้ .. ช๊อบบ ชอบ !

Q : อยากให้คนภายนอกมองร้าน SUMI+ เป็นสไตล์ไหน ?

มองแบบเป็นปิ้งย่างทันสมัยและคุ้มค่า ไม่เป็นญี่ปุ่นแบบนานาชาติหรือมีกลิ่นอายญี่ปุ่นอยู่เลย อยากเป็นร้านที่ถูกปากคนไทยมากกว่า เอาความรู้สึกของร้านแบบฝรั่ง อย่างเช่น เกรฮาวด์ใส่เข้าไป หรือเก้าอี้อยากให้เป็นสไตล์เก้าอี้สระน้ำนั่งสบาย ไม่ใช่เก้าอี้ที่เป็นแถวเรียงกัน

Q : วางแผนกลุ่มลูกค้าแบบไหน ?

ตอนแรกๆ ตั้งใจว่าจะเป็น ยัง ออฟฟิศ (Young Office) แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นกลุ่มครอบครัวแล้ว คือเน้นที่ครอบครัวเลย เพราะว่าร้านก็ไม่ได้ธีมทันสมัย หรือว่าเท่มาก เป็นร้านสบายๆ ไม่ได้ตกแต่งมากนัก ฉะนั้นลูกค้าก็จะมาเป็นครอบครัวลักษณะนี้ เป็นกลุ่มที่ผมพยายามจัดให้ในราคาที่ไม่สูงนะ แล้วก็มีโปรโมชั่นที่เมื่อมาเป็นกลุ่มเป็นครอบครัวจริงๆ ก็ได้ส่วนลดไป

Q : คุณแม่มีการให้คำปรึกษาอะไรบ้าง?

จะเป็นเรื่องการเงิน การธนาคาร แล้วก็เรื่องบริหารคน เพราะคุณแม่เป็นคนที่ค่อนข้างมีวินัยสูงมาก คุณแม่จะเน้นให้ผมมีวินัยในตนเองก่อนเสมอ ท่านจะแนะนำว่าผมต้องเป็นแบบอย่างของพนักงานทุกคน ถ้าคาดหวังปริมาณงานที่เยอะขึ้น ผมก็ต้องเป็นคนแรกที่มาทำงานในตอนเช้า คุณแม่จะเน้นอยู่ตลอดเลยว่าต้องลงดีเทลจริงๆ คือจะมาเป็นผู้บริหารที่จับเฉพาะของสวยงามไม่ได้ คืออย่างทุกวันนี้ตอนเช้าผมจะไปจัดของ ส่งของกับพวกพนักงานเลย ออกสาขาก็เข้าไปดูครัวว่าเลอะหรือเปล่า เป็นยังไงบ้าง ซึ่งถ้าก่อนหน้านี้ผมไม่ได้ทำแบบนี้ คือนั่งโต๊ะอย่างเดียว แล้วก็เรียกคนมาสั่งๆ ไม่ดีเลย แล้วตอนนี้แบบว่าผมไปแฮนด์ออนจริงๆ เสียเวลาบ้าง เหนื่อยบ้าง แต่ก็คิดถึงความสุขของลูกค้ามากขึ้น แล้วตัวเราเองก็สนุกไปด้วย

ผู้บริหารรุ่นพี่ : ปุ๊ – อัญชลี จงคดีกิจ กับมาดเท่ๆ ยียวนใจ ><

เฟส 3 : อาหารปิ้งย่างสไตล์ SUMI+ …. คือเลอเลิศอ่ะ !

Q : เล่าถึงวัตถุดิบหลากหลายที่คัดสรรจากทุกมุมโลกให้ฟังหน่อย?

วัตถุดิบที่ทางร้านคัดสรรมาเป็นอะไรที่จับต้องได้ คุณภาพเกรดเอ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหรืออาหารทะเลที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอให้ลูกค้าได้ลองทาน อย่างชุดเริ่มต้นที่ทางร้านเสิร์ฟเริ่มต้นที่ 299 บาท รวมเครื่องดื่มและทุกอย่างเรียบร้อย ลูกค้าสามารถทานปลาแซลมอน เนื้อ (นอก) และซีฟู้ดได้ ซึ่งหลายๆ ร้านอาจจะไม่ได้เสนอในจุดนี้ (มีแค่หมูกับไก่) แต่ผมคิดว่าต้องการให้คนที่มาทานมีความสุขและคุ้มค่ากับอาหารจริงๆ อยากให้ทุกกลุ่มสัมผัสกับแซลมอนง่ายๆ ทางร้านก็เลยจัดหามาให้

ถ้าลูกค้าเพิ่มอีก 100 บาท จะเป็นชุด 399 บาท ลูกค้าจะได้ลิ้มรสกั้งกระดาน, หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ทานไม่อั้น ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ทางร้านก็ต้องสรรหาและคัดสรรมาอย่างดีจริงๆ ถ้าลูกค้าทานข้างนอกประมาณ 4-5 ตัว ราคาเป็นร้อย

พออัพราคาแม็กสุด 699 บาท ลูกค้าจะได้ทานเนื้อปลากิล ซาชิมิต่างๆ พวกกุ้งแม่น้ำก็จะเป็นตัวใหญ่ๆ สวยๆ มาเลย (ถ้าไปทานชาบูที่อื่นราคากิโลละ 1,200 บาท แต่ร้านนี้มาอยู่ในบุฟเฟ่ต์ราคาแค่ 699 บาทเท่านั้น) ซึ่งในราคานี้ถ้าลูกค้าที่มีกำลังซื้อนิดหนึ่งก็ได้ทานแล้ว

‘วัตถุดิบหลากหลาย ไม่ใช่จะมีแค่ราคาที่คุ้มค่า แต่ลูกค้าสามารถจับต้องได้ และมีความสุขเมื่อได้ทานด้วย’

วัตถุดิบสดๆ คุณภาพพรีเมี่ยม จากทุกมุมโลกที่คุณไม่ควรพลาด !!

Q : วัตถุดิบนี้ยังคงใส่ใจในเรื่องสุขภาพของลูกค้าด้วย?

ใช่ครับ … นอกจากวัตถุดิบสุดคุ้มนี้แล้ว ทางร้านยังใส่ใจเรื่องสุขภาพของลูกค้ามากขึ้นด้วย ด้วยความที่ร้านเป็นบุฟเฟ่ต์ทำให้มีลูกค้ามาทานเยอะ ลูกค้าก็อาจไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพมากเท่าไหร่นัก ทางร้านเลยได้มีการสร้างสรรค์ฟาร์มเห็ด และฟักทองแบบออร์แกนิคเอง ที่นี่มีฟาร์มที่ปลูกโดยเฉพาะเลย และมีการควบคุมคุณภาพว่าเป็นออร์แกนิคได้มาตรฐานอีกระดับหนึ่ง ทานเข้าไปแล้วช่วยลดกรดได้ดี นอกจากนี้สำหรับลูกค้าที่พาสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขเข้ามา ที่นี่ก็มีบริการรับฝากสุนัขให้ และมีที่วิ่งเล่นแถมให้ด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินกับมื้ออาหารอย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง หรือลูกค้าจะพาสุนัขมาเดิน วิ่งเล่น เปลี่ยนบรรยากาศย่อยอาหารหลังจากทานบุฟเฟ่ต์เสร็จก็ยังได้

Q : วางแผนมาตรฐานอาหารอย่างไรบ้าง ?

สมมติพวกผัก ผมพยายามหาออแกนิคให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ อย่างเห็ดก็ปลูกเองแล้ว ฟักทองตอนนี้ไปคอนแทคฟาร์มเป็นไร่ ที่จริงๆ ก็เป็นที่ของครอบครัว ผมรู้ทุกขั้นตอนการปลูกเพราะไม่ยากเท่าไร (หัวเราะ) แต่ก็พยายามเน้นตัวที่รู้จริงๆ อยากพืชผักอื่นๆ ที่มันยากเกินไปก็ยังไม่ได้ปลูก ผมพยายามหาจากแหล่งที่มันโอเค เวลาซื้อมาทุกเช้าผมก็จะเช็กคุณภาพก่อน ถ้าพวกเนื้อวัวจะเน้นเป็นเนื้ออิมพอร์ตไม่ค่อยได้ใช้เนื้อไทย(อย่างเนื้อวัวออสเตรเลีย) เนื้ออิมพอร์ตโดยมากคุณภาพจะค่อนข้างเป๊ะอยู่แล้ว เพราะเมืองนอกมาตรฐานดี ส่วนพวกกุ้งถ้าไม่ซื้อจากบ่อ ก็ซื้อจากแพเลย มันจะมาเป็นกุ้งสดทุกวัน

Q : น้ำจิ้มสูตรเด็ด 4 รสชาติ มีอะไรบ้าง ?

อันนี้เป็นสูตรน้ำจิ้มจากบ้านพี่ปุ๊เองเลย ก็จะมี …

1. น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน พิเศษไม่เหมือนที่อื่น ซึ่งถ้าปั่นละเอียดเกินไปก็ไม่อร่อย ปั่นหยาบเกินไปก็ไม่อร่อย (มีกระเทียม พริก มะนาว เติมความหอม)

2. น้ำจิ้มแจ่วผสมมะขามเปียก คือที่ไหนก็มีแจ่ว แต่แจ่วร้าน SUMI+ ต้องมีอะไรพิเศษ โดยเป็นแจ่วที่ผสมมะขามเปียก

3. น้ำจิ้มสุกี้ เป็นน้ำจิ้มเสริมขึ้นมา สามารถนำมาซดทานคู่กับปิ้งย่างกลมกล่อมเข้ากัน

4. และน้ำจิ้มงา(คั่วงา) จะเน้นพวกงา และในส่วนของผลไม้ที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านด้วย

น้ำจิ้ม 4 อย่างมีให้ลูกค้าเลือกกันหลากหลาย บางทีก็จิ้มทีเดียว 4 อย่างพร้อมกันเลยยังได้ …

น้ำจิ้มรสแซ่บ 4 รสชาติ ให้เลือกสรร … ว้าวว !

Q : วัตถุดิบของร้านที่ภูมิใจนำเสนอ … ไม่ลองไม่ได้แล้ว?

‘กุ้งล็อบสเตอร์’ วัตถุดิบพิเศษประจำร้าน วัตถุดิบนี้หลายที่ขายในราคาที่แพงมาก แต่มาขายที่นี่ในราคาตัวละ 219 บาท ทานได้ไม่จำกัด ถ้าเป็นบุฟเฟ่ต์ก็มีเหมือนกันขายในราคา 999 บาท ทานได้ไม่จำกัด หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าเป็นกุ้งล็อบสเตอร์จริงๆ เพราะทางร้านขายไปในราคาที่ถูกมาก แต่มันเป็นกุ้งล็อบสเตอร์จริงๆ (หัวเราะ) ลูกค้าที่สนใจไม่ต้องมาทานบุฟเฟ่ต์ก็ได้ แค่มาทานกุ้งล็อบสเตอร์ 1 ตัว แล้วกลับบ้านแบบฟินๆ

Q : ตอนนี้กระแสตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง?

คือตอนนี้เราเน้น ‘ล็อบสเตอร์’ เป็นหลักเลย ผลตอบรับของล็อบสเตอร์ดีมากเลย ตอนแรกตั้งใจอยากทำเป็นบุฟเฟ่ต์ แต่พอคำนวณเรื่องแหล่งที่มาและจำนวนที่จะนำเข้ามาแล้ว มันยังไม่น่าจะเป็นไปได้ ตอนนี้ก็เลยมีบุฟเฟ่ต์บ้างแต่มีจำกัด ซึ่งผมคิดว่าอาจมีเป็นเดือน หรือฟิกขึ้นมาว่าเดือนหนึ่งประมาณสองสามร้อยท่าน อันนี้ก็ยังโอเค สำหรับที่ขายเป็นตัวที่ร้านก็ดีมากเลยด้วยเหนือความคาดหมาย เอาเข้ามาตอนแรกนึกว่าจะขายไม่ได้ ปรากฏว่าลูกค้าให้การตอบรับดีมาก (ยิ้มกว้างรับ)

Q : ด้านวัตถุดิบหลักรับ หรือนำเข้ามาจากไหน ?

แล้วแต่ประเภทเลย ก็ดูตามแต่ละโซนจะมีวัตถุดิบที่แข็งอ่อนไม่เหมือนกัน เช่น ซีฟู้ดก็จะต้องมาจากโซนอาเซียนนี่แหละ จริงๆ แล้วทางโซนพม่าแข็งมากเลย เช่น พวกปลาหมึก หอยหวาน ทางอันดามันจะดีที่สุด ส่วนพวกเนื้อวัวเกรดเอ คุณภาพเยี่ยมก็จะเป็นโซนทางออสเตรเลีย

Q : ใครเป็นคนคัดสรรคุณภาพนำเข้า?

ผมคัดเองและจัดซื้อเองด้วย เมื่อก่อนมีเชฟไปจัดซื้อให้ แต่ตอนนี้ไม่เอาแล้วทำเองดีกว่า จะได้เลือกซื้อเองจริงๆ เลยให้กับลูกค้า เรื่องเทสติ้งผมก็เป็นคนเทสต์เองหมดเลย

วัตถุดิบหลากหลาย มีให้เลือกทานแบบไม่รู้จบ !!

เฟส 4 : แนวโน้มธุรกิจในอนาคต …

Q : ตอนนี้ SUMI+ มีกี่สาขา ที่ไหนบ้าง ?

ตอนนี้มีประมาณ 8 สาขาด้วยกัน และแต่ละสาขาก็มีความแตกต่างกันไป อย่างในกรุงเทพฯ จะเน้นให้ลูกค้าทุกคนทานได้สะดวก ก็จะมีที่นี่สุขุมวิท 24 เรียกว่าเป็นฐานทัพของทางร้านเลย แล้วก็จะกระจายไปอยู่สามมุมเมืองที่แฟชั่นไอส์แลนด์, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ รวมทั้งอีกสองร้านที่มีรูปแบบแตกต่างกัน คล้ายกับ SUMI+ แต่มีปรับเปลี่ยนนิดหน่อยให้เหมาะกับทางโลเกชั่น คือร้านที่เสรีไทย ซอย 43 ชื่อ ‘เดอะ สเตเดี้ยม’ (ไม่ติดแอร์) ร้านหมูกระทะแบบพรีเมี่ยม ตกแต่งเป็นสไตล์สนามฟุตบอล แล้วก็มีทีวีจอใหญ่เปิดฟุตบอลตลอดเวลาที่มีไลฟ์แมตช์ อาหารก็จะอยู่ในราคาย่อมเยาว์นิดนึง เพราะว่าเราไม่ได้คิดค่าแอร์ (หัวเราะ) ส่วนอีกที่หนึ่งจะเป็นบุฟเฟ่ต์เกาหลี ชื่อ ‘โซลวอน’ อันนี้เป็นรายการใหม่ที่เพิ่งเริ่ม ซึ่งจริงๆ โซลวอนเริ่มมาสักพักหนึ่งล่ะ แต่ก็เพิ่งมารวมกันกับแบรนด์ SUMI+ โซลวอนจะเป็นร้านกลิ่นอายเกาหลีแท้ๆ จะมีอาหารเกาหลีเป็นจานๆ เสิร์ฟโดยไม่ได้คิดเงินเพิ่ม อยู่ที่ห้างซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เหมือนกัน

ส่วนที่ต่างจังหวัดตอนนี้มีอยู่สองที่คือ 1. ‘หัวหิน’ ที่มาเก็ต วินเลจ เหตุผลที่เลือกหัวหินเพราะว่าอยากไปที่เมืองท่องเที่ยวสักเมืองหนึ่ง ผมมองว่าศักยภาพมันดี เพื่อที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว ชาวจีน ชาวฝรั่งไปใช้บริการเยอะพอสมควร และ 2. บิ๊กซี ‘พิษณุโลก’ เพราะมันเป็นสนามบิน มันเป็นเมืองของการขนส่งของภาคเหนือ ภาคกลาง ผมเลยคิดว่าเอาร้านไปลงตรงนั้นไว้ก่อน

SUMI+ มีหลากหลายสาขาให้เลือก ถ้าลูกค้าสะดวกร้านไหน หรือใกล้ร้านไหนก็สามารถเข้าไปทานได้เลย ไม่ต้องเดินทางไกลให้เหนื่อยและเสียเวลา !

‘ต๊อกโป๊กกี้’ โซลวอน … เผ็ดร้อนได้ใจ !!
‘ต้มยำราเมน’ โซลวอน … สีสันน่าลิ้มลองเป็นที่ซู๊ดดด

Q : โซลวอน กับ เดอะ สเตเดี้ยม นี่เหมาะกับผู้ชายแมนๆ หน่อยรึเปล่า ?

ถ้าสเตเดี้ยมจะเป็นร้านแนวผู้ชายนิดๆ แต่โซลวอนจะเหมาะกับครอบครัวด้วย กิมมิคของร้านจะเป็นตุ๊กตาหมีตัวใหญ่หน้าร้าน อาหารก็จะเป็นเกาหลีแท้ๆ เลย อย่างต๊อกป๊อกกี้, ข้าวยำต่างๆ … ต้องลองๆ

‘บิบิมบับ’ หรือ ‘ข้าวยำเกาหลี’ อุดมด้วยวิตามินจากเนื้อสัตว์ และผักนานาชนิด .. ประโยชน์เพี้ยบบ

Q : ทุกสาขาตีตลาดได้หมดรึยัง ?

ตอนนี้ผมมองว่าดีทั้ง 8 สาขา คือไม่มีสาขาที่อ่อนแอแล้ว ทุกสาขามีกำไรสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเหมือนช่วงแรกๆ ที่เริ่มเปิด บางอันดี บางอันไม่ดี ก็ต้องมานั่งอุ้มๆ กันไป ตอนนี้เท่าที่มีในพอร์ตก็คิดว่าโอเคแล้ว

Q : ก้าวต่อไป SUMI+ กับการพัฒนา การเติบโตของแบรนด์อย่างไรบ้าง ?
แผนการภายในฮาล์ฟแรกของปีหน้า คือ …

1. ผมตั้งใจว่าจะมีสาขาเพิ่มขึ้นอีก 2 สาขา ภายใต้ชื่อแบรนด์ SUMI อาจจะเป็นในรูปแบบของโซลวอนสาขาหนึ่ง ซึ่งตอนนี้กำลังคิดว่าจะขยายไปที่หัวหินแน่ๆ และ SUMI+ สาขาหนึ่ง ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าโลเกชั่นจะเป็นที่ไหนเหมือนกัน แต่คิดว่าเป็นต่างจังหวัดไม่นครสวรรค์ ก็กำแพงเพชร หรือทางภาคเหนือตอนล่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง

2. ตอนนี้ผมเริ่มศึกษา และเริ่มคุยในส่วนของแฟรนไชส์บ้างแล้ว และกำลังที่จะพัฒนาโมเดลให้มันยั่งยืนไปได้ เพราะไม่อยากที่จะขายแฟรนไชส์ให้คนซื้อไป ได้เงินหนึ่งก้อนแล้วจบกันที่ตรงนั้น แต่คุณภาพดูแลไม่ได้ ผมอยากขายแฟรนไชส์โดยมีข้อแม้ให้ซื้อวัตถุดิบจากทางร้านเรา ผมขอเป็นคนส่งวัตถุดิบเองเพื่อควบคุมคุณภาพ … ผมไม่อยากคิดเยอะ อยากหาคนไปด้วยกันได้ดีๆ ก้าวเติบโตไปพร้อมๆ กัน

และ 3. ตอนนี้ผมกำลังเตรียมการดูเรื่องธุรกิจต่อเนื่อง อย่างเวลาทำบุฟเฟ่ต์ ผมจะสั่งซื้อวัตถุดิบเข้ามาเยอะ มีการหมุนเวียนของวัตถุดิบเยอะ ผมเลยคิดว่าทางร้านสามารถเป็นซัพพลายเออร์ให้กับร้านอาหารที่ไม่มีสาขา หรือไม่มีกำลังในการซื้อสต๊อกของมากนัก รวมทั้งสามารถซัพพลายด้านบริการขนส่งอาหารถึงหน้าร้านได้

Q : จุดแข็ง และจุดอ่อนของร้าน มีอะไรบ้าง ?

จุดอ่อนที่ไม่ชอบเลยก็คือ การตกแต่งไม่สวยในสาขาที่ทำไปแล้ว เนื่องจากตอนแรกผมไม่ได้มองเรื่องการตกแต่งมากนัก ผมต้องการแต่ความคุ้มค่าของอาหาร ไม่อยากไปลงทุน ปรับแก้อย่างอื่นเยอะ แต่ว่า ณ จุดหนึ่งบางทีลูกค้าไม่ได้มองเฉพาะอาหารอย่างเดียว ลูกค้าต้องการบรรยากาศที่ดีพอสมควรในการรับประทานด้วย นี่ก็เป็นจุดอ่อนที่ต้องมาไล่แก้กันอยู่ตอนนี้

ถ้าจุดแข็งของร้านจะเป็นเรื่องการซื้อของได้ในราคาที่ถูก ทำให้ร้านผมเลยมีส่วนลดที่น่าจะลึกกว่าร้านอื่น อย่างร้านอื่นอาจจะทำได้แค่มา 4 คน จ่าย 3 คน แต่ร้านผมมา 3 คน จ่าย 2 คน ก็ยังพออยู่ได้ อยู่ได้แบบนิดหน่อย แต่อย่างในช่วงกินเจก็ยังพอไปได้…

ยิ่งคนเยอะ ยิ่งอบอุ่น !!

Q : ตั้งความหวังยอดขายอยู่ที่เท่าไหร่ ?

ปีนี้ช่วงต้นปีมันไม่ดีเลย แต่จริงๆ แล้วผมไม่ได้มีเป้าในใจของตัวเอง สำหรับปีหน้าคิดว่าน่าจะมีได้สัก 120 ล้าน

Q : คิดว่าการปรับรูปแบบแบรนด์ส่งผลให้ยอดขายขึ้นไหม ?

ต้องดูตลาดประกอบไปด้วย แต่ส่วนตัวผมมองว่าขึ้นนะ ไม่ได้ขึ้นด้วยการปรับรูปแบบอย่างเดียว แต่ขึ้นเพราะตลาดมันน่าจะฟื้นตัวด้วย ผมมองว่าดีมานด์ในประเทศน่าจะดีขึ้นนะ เพราะว่าถ้าสมมติว่ารัฐเบิกจ่ายเงินได้จริงออกมา คิวสี่แอบหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย และคิดว่ายอดขายน่าจะขึ้นไป อย่างน้อยๆ ในสาขาร้านเดิม อาจจะมีขึ้นสัก 10-15% โดยไม่ต้องไปกระตุ้นมันมาก … แค่ไหลไปกับตลาด

Q : ตั้งความหวังกับทุกสาขาอย่างไรบ้าง ทั้งการเติบโตของธุรกิจ และลูกค้า?

คืออยากเข้า MAI ภายใน 5 ปีให้ได้จริงๆ คือคุยกันไว้กับนายทุนแล้ว ตอนนี้มีนายทุนแล้วเรียบร้อย(หัวเราะ) พอดีแกเป็นคุณพ่อของเพื่อน แล้วบริษัทแกเพิ่งกำลังจะเข้าตลาดปีหน้า ดังนั้นแกประสบการณ์เพียบอยู่แล้วในการเอาบริษัทเข้าตลาด แกก็เลยมองว่าตรงนี้มันน่าจะพอเป็นไปได้ แกเลยบอกว่าเดี๋ยวพอแกเข้าเสร็จจะมาเป็นโค้ชให้ มาดันร้าน SUMI ให้ไปกัน…เป้าหมายสูงสุดจริงๆ คือเข้าตลาด
แต่ถ้าเป้าหมายในด้านลูกค้าคือ อยากหาอาหาร หรือของอร่อยๆ มาให้ลูกค้าทานเรื่อยๆ โดยอยากจะเลือกเองไปเรื่อยๆ ก่อนเลย คือไม่แพลนเลยที่จะให้คนอื่นมาเลือกอาหารให้ ตอนนี้พยายามเน้นปลาที่เป็นธรรมชาติ ผมอาจจะมีปลาที่เป็นปลาฟาร์มเหมือนกัน แต่โดยหลักแล้วผมจะดันแซลมอนที่เป็นแซลมอนธรรมชาติ ที่มาจากทางอะแลสกาและทางญี่ปุ่น

Q : ในมุมมองการตลาด ตอนนี้ยังมีอะไรควรใส่ใจเป็นพิเศษไหม ?

ผมคิดว่าช่วงนี้ลูกค้าความรู้ดีมากเลย ใส่ใจเรื่องผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบของร้านที่ออฟเฟอร์ไปจริงๆ แค่สมมติหาอะไรมาก็ไม่รู้มาอย่างหนึ่ง แล้วมาตั้งชื่อเก๋ๆ มันไม่ได้ เพราะว่าคนรู้จริงๆ เดี๋ยวนี้ข้อมูลในตลาดมันไวมาก ผมคิดว่าจะทำอะไรต้องเป็นของที่มีมูลค่าจริงๆ และเป็นแคมเปญที่ลูกค้าได้ประโยชน์จริงๆ ไม่อย่างนั้นคิดว่าไม่ได้ใจลูกค้า ถ้าจัดอะไรมายำง่ายๆ ตั้งชื่อสวยๆ ตั้งราคาแปลกๆ เท่าที่ลองมาไม่ได้ผลเลย

Q : ฝากร้านปิ้งย่าง SUMI+ หน่อย ?

ช่วงนี้อยากชวนให้มาลองกิน ‘ล็อบสเตอร์’ มากเลย มีทุกสาขา และคิดว่าจะมีได้ตลอดไป(หัวเราะ) ผมหามาในราคาที่คิดว่าหาที่อื่นไม่ได้แล้ว รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ก็ราคาถูก คุณภาพดี น้ำจิ้มรสแซ่บ สามารถมาทานได้ทั้งครอบครัว

พนักงานให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และเป็นกันเองสุดๆ

บทสัมภาษณ์นี้อาจทำให้หลายคนซี้ดซ้าด ท้องร้องเรียกน้ำย่อยกันเป็นทิวแถวแล้ว ถ้างั้นจะรอช้าอยู่ทำไม รีบหาร้านสาขาใกล้บ้านคุณแล้วไปลองชิมเองเลยดีกว่า ปิ้งย่างระดับพรีเมี่ยมสุดคุ้มที่รับประกันความสด ราคาถูก คุณภาพเกรดเอแบบนี้ บอกได้คำเดียวเลยว่า … ห้ามพลาด !!!

 

ตำนานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เมืองเพชรเจ๊กเม้ง (น้ำพุ)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/460631

โดย อาเหม่ง 2 พ.ย. 2557 05:00

“เล็กแห้งเนื้อ” ใส่ทุกอย่าง โดนทุกคำ.

ลมหนาวเริ่มมาแล้ว หลายคนดีใจยิ่งกว่าถูกหวย ยิ่งในกรุงเทพฯ ปีไหนหนาวนานรู้สึกผู้คนมีความสุขเป็นพิเศษ มาลุ้นกันว่าปีนี้จะหนาวกี่วัน!? ลมหนาวมาพร้อมกับความรื่นเริง เดือนนี้มีเทศกาลลอยกระทง เดือนหน้ามีคริสมาสต์ สิ้นปี-ปีใหม่ หยุดยาวหลายวัน 2 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปีเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง

แต่สำหรับอาเหม่งสุขได้ทุกวันไม่ต้องรอเวลา ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!! ความสุขมีทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นหรือเปล่า?? นี่…เป็นไง คมซ้า…ยิ่งความสุขจากการหม่ำหาง่ายมาก เพียงหัดสังเกตสักนิด เวลาไปต่างจังหวัดแล้วกลัวกินผิดร้าน เพราะบางทีร้านใหญ่โตก็ใช่ว่าจะแซ่บ แม่นบ่?? เทคนิคง่ายๆที่ได้ผลจริงคือมองร้านที่รถจอดเยอะๆ ยิ่งมอเตอร์ไซค์ยิ่งดี ดูทะเบียนรถถ้าเป็นทะเบียนของจังหวัดนั้นๆล่ะก็ เชื่อขนมกินได้ 80% อร่อยชัวร์ เพราะคนในพื้นที่ยังมะรุมมะตุ้ม อาเหม่งลองหลายทีละ ไม่เคยผิดหวัง อร่อยชัวร์ไม่มั่วนิ่ม

ไปถึง “ซอสพริก” มารอก่อนก๋วยเตี๋ยว.
“พริกกะเหรี่ยงดอง” เติมนํ้าส้มต่างหาก.

อย่างร้านนี้เป็นต้น คนเพชรบุรีคอนเฟิร์มว่าอร่อยเด็ด ร้านนี้คือ “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊กเม้ง” (น้ำพุ) ที่ต้องมีวงเล็บน้ำพุ ก็เพราะว่าขายอยู่แถววงเวียนน้ำพุหลังจวนผู้ว่ฯ แล้วเจ๊กเม้งล่ะคือใคร?? “เจ๊กเม้ง” คือพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อแห่งเมืองเพชร ที่ถือว่าเป็นตำนาน เพราะชื่อเสียงแกเลื่องลือไปทั่วทั้งจังหวัด แกทำก๋วยเตี๋ยวเนื้ออร่อยเด็ดที่สุด ใครกินก็ติดใจ จนคนร่ำลือว่าแกใส่กัญชาลงในน้ำซุป แบบว่าอร่อยจนต้องมากินซ้ำ!! ปัจจุบันเจ๊กเม้งเสียชีวิตแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นแกได้ขายสูตรให้หลายคน เมืองเพชรจึงมีก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม้งหลายร้าน แต่ร้านนี้คนเพชรบอกว่าอร่อยคล้ายต้นตำรับที่สุด ร้านเล็กๆ มุงสังกะสี โต๊ะ เก้าอี้ยังเป็นแบบเดิมๆ บรรยากาศชวนนึกถึงอดีต เจ้าของร้านคือ “เจ๊วันเพ็ญ” ซึ่งขายมากว่า 40 ปีแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเมืองเพชรของแท้ต้องหม่ำกับซอสพริก ซึ่งเป็นซอสพริกปรุงรสมาแล้ว เปรี้ยวเผ็ดสะใจ นั่นเพราะว่าเจ๊วันเพ็ญใช้พริกกะเหรี่ยงผสมเข้าไป ร้านนี้ขายทั้งเนื้อและหมู แต่ถ้าใครหม่ำเนื้อขอให้ลองเพราะเด็ดมาก จะสั่งแห้ง สั่งน้ำ เกาเหลา หรือลวกจิ้มมีหมด เมื่อก๋วยเตี๋ยวมาถึงแนะนำให้ชิมก่อนปรุง น้ำซุปสีน้ำตาลใส เผ็ดนิดๆ กลมกล่อมนุ่มนวล วิธีการปรุงร้านนี้ไม่เหมือนใคร นอกจากมีพริกป่นที่เผ็ดมหาประลัยเพราะใช้พริกกะเหรี่ยงแล้ว เขายังมี “พริกกะเหรี่ยงดอง” ที่ใช้พริกกะเหรี่ยงสดหมักเกลือ ที่ทำปีละครั้งหมักกันข้ามปี รสเค็มและเผ็ดลึก ที่สำคัญหอมมาก ถ้าต้องการเปรี้ยว มีขวดน้ำส้มต่างหาก ผสมกันเองเด้อ อยากได้เผ็ด เปรี้ยว เค็มขนาดไหน จัดไป! อาเหม่งปลื้มมาก นี่แหละรสชาติที่ต้องการ

“ใหญ่นํ้า” นํ้าซุปกลมกล่อมที่สุด.
“เนื้อเปื่อย” พระเอกของร้าน.

ลอง “ลวกจิ้ม” เป็นออเดิร์ฟก่อน มาแบบผสมทั้งเนื้อและหมู เอ็นลูกชิ้น ตับ เริ่มที่ “หมู” ก่อน เจ๊เพ็ญใช้หมูสันนอกหมักให้นุ่ม ลวกสุกกำลังดี หมูอร่อยมีรสในตัว ยิ่งจิ้มกับซอสพริกเลอค่ามาก เปรี้ยวเผ็ดถึงใจ ส่วนลูกชิ้นหมูก็อร่อย ไม่ได้ทำเอง เจ๊เพ็ญเลือกเจ้าเด็ดมาขาย ส่วน “เนื้อ” ร้านนี้ไม่แพ้ใคร มีทั้งแบบเนื้อสดและเนื้อเปื่อย เนื้อสดอร่อยมาก ไม่เหนียว เขาลวกแบบไม่สุกมาก ทำให้เนื้อไม่แห้งแข็ง เคี้ยวอร่อย ถ้าจิ้มกับซอสพริกที่ใส่พริกกะเหรี่ยงดองเพิ่ม อื้อหือ…หอเจี๊ยะจนลืมเมีย!!

“เนื้อเปื่อย” ยกให้เป็นพระเอก ของร้าน แบบเอ็นก็มี แบบเนื้อล้วนและแบบเนื้อแทรกไขมันก็มี เจ๊เพ็ญใช้เนื้อน่องและสะโพกตุ๋นเป็นวันๆ จนเนื้อเปื่อยแทบละลายในปาก ที่น่าแปลกคือให้ตุ๋นจนเนื้อเปื่อยยังไง เนื้อยังคงรูปทรงเดิม ไม่เละละลายกลายเป็นซุป นี่แหละเซียนตัวจริง เนื้อเปื่อยเจ๊เพ็ญหั่นชิ้นใหญ่เคี้ยวเต็มปากเต็มคำ จิ้มกับซอสพริก นี่คือสวรรค์ที่สัมผัสได้ในราคาไม่กี่สิบบาท ลวกจิ้มราคา 50 บาท ถ้าอยากได้พิเศษก็สั่งเอา จะ 60–70 หรือจะถ้วยละ 100 ก็สั่งได้

ขายดีถึงขนาดอยู่หน้าเตา 3–4 คน (เจ๊เพ็ญคนใส่แว่น)
ข้าวแช่อยู่ตรงข้ามร้านก๋วยเตี๋ยวสั่งมาหม่ำได้.

ส่วนก๋วยเตี๋ยวเด็ดทุกอย่างทั้งแห้งและน้ำ วิธีการหม่ำแล้วแต่ความชอบ จะเก็บซอสไว้จิ้มด้านนอกก็ได้ หรือจะเทในชามก็ไม่ว่ากัน แนะนำว่าค่อยๆ ใส่ เดี๋ยวจะเผ็ดจนหม่ำไม่ได้ ถ้าชอบรสจัดจ้านขอเพิ่มได้เลย ร้านเขาไม่หวง ย้ำว่าอย่าลืมใส่พริกกะเหรี่ยงหมัก เพราะตัวนี้ช่วยชูรสให้เข้มข้นและจี๊ดจ๊าด หม่ำแล้วต้องร้องซี้ด เพราะเผ็ด หอม อร่อยจนต้องเบิ้ลชาม 2 ก๋วยเตี๋ยวธรรมดาชามละ 35 บาท พิเศษ 40 บาท ถ้าเป็นเส้นวุ้นเส้นกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ 40 บาท ส่วนเกาเหลาชามละ 50 บาท

ใกล้กับร้านก๋วยเตี๋ยวมีร้ายขายขนมหวาน ทั้งหม้อแกง ทองหยิบ ทองหยอดและอีกสารพัด ไม่เท่านั้นฝั่งตรงข้ามมีหมูสะเต๊ะกับข้าวแช่ เลยไปอีกนิดมีไอติมกะทิและไอติมน้ำตาลสดทำเอง อร่อยเด็ดทุกอย่าง จะหม่ำหลังก๋วยเตี๋ยวหรือจะไว้หม่ำคราวหลังก็แล้วแต่ความสะดวก แต่อาเหม่งหม่ำเลย ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!! กินทั้งไอติมและ “ข้าวแช่” ชุดละ 20 บาทเท่านั้น ข้าวหุงสวยขัดจนขาวใส น้ำอบดอกมะลิหอมชื่นใจ มาพร้อมกับกับ 3 อย่าง กะปิคั่ว หัวไชโป๊เคี่ยวและปลาหวาน วิธีการหม่ำข้าวแช่เด็กรุ่นใหม่หลายคนไม่คุ้นเคย ย้ำว่าอย่าตักกับใส่ไปในข้าวแช่ เดี๋ยวจะเละไม่น่าหม่ำ ให้หม่ำข้าว 1 คำ แล้วตักกับเข้าปากตาม นี่แหละคือสุนทรีย์การหม่ำแบบไทยแท้

จะหม่ำก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ๊กเม้ง (น้ำพุ) ของเจ๊เพ็ญ แนะนำให้ไปสัก 8-9 โมงกำลังดี ถ้าไป 11 โมงรับรองรอนาน ลูกค้าแน่นจนรอโต๊ะ ถ้าไปบ่ายของจะหมดซะก่อนโดยเฉพาะเนื้อเปื่อย เอาเป็นว่าเช้าสะดวกกว่า ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง การเดินทางถ้ามาจากเส้นเพชรเกษมเลี้ยวเข้าเมืองเพชรตรงเขาวัง วิ่งเข้าตัวเมืองผ่าน 4 แยกศาลจังหวัด เจอสี่แยกศาลากลาง มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ซ้ายมือ ให้เลี้ยวขวามาประมาณ 20 เมตร จะเจอน้ำพุอยู่ซ้ายมือ หาที่จอดรถได้เลย เดินเข้าซอยไปนิดเดียวก็เจอแล้ว ถ้าหาไม่พบ โทร. 08–6163–0652, 08–2080–7078

ร้านเขาหยุดเดือนละ 2 วัน สลับไปเรื่อยๆ โทร.ไปก่อนชัวร์ที่สุด อย่าดุ่มๆไป เดี๋ยวเจอแจ็กพอตร้านปิดจะ’รมณ์เสียเปล่าๆ เข้าใจตรงกันนะ ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!­­­­

อาเหม่ง

 

ของขวัญจากธรรมชาติ “ดอกไม้กินได้”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/460460

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2557 05:45

ขึ้นชื่อว่าเป็น “ดอกไม้” นอกจากจะมีความสดชื่นสวยงาม กลิ่นหอมยวนใจและมากไปด้วยสีสันงดงาม ดอกไม้หลายชนิดยังสามารถนำมาดัดแปลงทำเป็นอาหารไทย ทั้งคาวและหวาน มาแต่โบร่ำโบราณ

อย่างไรก็ดี ศิลปะการปรุงอาหารด้วยดอกไม้ มีเคล็ดลับแตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของดอกไม้ เช่น “ดอกลั่นทมขาว” ควรเก็บเฉพาะดอกที่ร่วงหล่นจากต้นใหม่ๆมาปรุงอาหาร เพราะถ้าเด็ดจากกิ่งจะทานไม่ได้

อาหารปรุงแต่งด้วยดอกไม้

เนื่องจากยางมีพิษ ส่วน “ดอกชบา” ควรเก็บในช่วงเย็น และเก็บเฉพาะดอกที่ยังไม่หล่นจากต้น จึงจะหอมหวาน ขณะที่ “ดอกกุหลาบ” มีรสฝาด เมื่อนำมาประกอบอาหารต้องกลบรสฝาดด้วยมะนาวและเกลือ บ้านใครปลูกต้นเข็มก็นำ “ดอกเข็ม” มาปรุงอาหารได้ทุกสี ยกเว้นดอกเข็มสีขาว เพราะมีสารอันตรายฤทธิ์คล้ายไซยาไนด์ ถ้าเป็น “ดอกอัญชัน” ต้องล้างน้ำกรองสีออกหลายรอบ

เมนูดอกไม้กินได้
สารพันเมนูดอกไม้

ก่อนนำมาปรุง เพราะสีตกง่าย ทำให้อาหารไม่น่าทาน “ดอกสะเดา” ก็นิยมนำมาปรุงอาหาร โดยเฉพาะยอดอ่อนๆ ควรลวกก่อนเพื่อลดความขม นอกจากนี้ ยังมีดอกไม้กลิ่นหอมชื่นใจอีกหลายชนิดที่นิยมสร้างสรรค์เป็นเมนูเลื่องชื่อ ไม่ว่าจะเป็น “ดอกขจร” มีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย และ “ดอกมะลิ” เหมาะสำหรับปรุงแต่งกลิ่นเพิ่มความละเมียดละไมให้อาหาร

ดอกลั่นทมขาว
ดอกเข็ม

ร่วมชิมสารพันเมนูดอกไม้จากแกลเลอรี่ดอกไม้ชื่อดัง “ดาษดาแกลเลอรี่” ภายในงาน “Eathai The Petals of Flavour” เทศกาลอาหารปรุงแต่งด้วยดอกไม้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 2 พ.ย. 2557 ณ โซนอาหารสตรีทฟู้ดร่วมสมัย “อีทไทย” ชั้น LG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ หนึ่งในไฮไลต์ประจำงาน “มหัศจรรย์แห่งพรรณไม้ ปี 2557” ฉลองครบรอบ 67 ปี ความสำเร็จของห้างเซ็นทรัล.

ดอกอัญชัน
ดอกมะลิ
 

ความสุขส่งท้ายปี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/460443

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2557 05:15

ปล่อยให้แฟนๆชะเง้อรออยู่นานสองนาน ในที่สุด ห้องลอร์ด จิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ก็ได้ฤกษ์ดีคว้าตัวเชฟมิชลินระดับสามดาวของฝรั่งเศส มาปรุงเมนูสุดหรูให้นักชิมชาวไทย ลิ้มลอง เพื่อเป็นของขวัญส่งท้ายปี

เมนูสุดหรู

งานนี้เป็นคิวของเชฟหนุ่มมากฝีมือ “ซีซาร์ ทรัวส์โกร” ทายาทเจเนอเรชั่นที่ 4 ของตระกูลทรัวส์โกร เป็นหลานชายของ “ปิแอร์ ทรัวส์โกร” และบุตรชายของ “มิเชล ทรัวส์โกร” ผู้บริหาร “เมซง ทรัวส์โกร” ห้องอาหารชื่อดังเก่าแก่กว่า 55 ปี แห่งเมืองโรอาน จังหวัดลัวร์ ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส

น่ารับประทานมาก
เชฟหนุ่มมากฝีมือ

โดย “เชฟซีซาร์” ได้ซึมซับและเรียนรู้ศิลปะการปรุงอาหารจากปู่และบิดาอย่างเต็มที่ ประกอบกับพรสวรรค์ในการปรุงอาหาร และประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวจากเชฟมิชลินชื่อดังหลายต่อหลายคน อาทิ ฌอง โรก้า, โทมัส เคลเลอร์ และมิเชล โรสแตง สไตล์การปรุงอาหารของเขาจะออกแนวร่วมสมัย และเน้นการใช้วัตถุดิบชั้นดีจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อสร้างสรรค์เมนูสุดหรูที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความกลมกล่อมของรสชาติฝรั่งเศสดั้งเดิมไว้ทุกอณู พิเศษสุดคือมื้อค่ำคืนส่งท้ายโปรโมชั่น ไวน์ดินเนอร์ในวันเสาร์ที่ 1 พ.ย.นี้ ราคา 9,298.30 บาท (รวมภาษีและบริการ) สอบถามรายละเอียด โทร.0-2659-9000 ต่อ 7681

 

อะไรอยู่ใน…ยำแหนมข้าวทอด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/460184

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย31 ต.ค. 2557 05:00

ยำแหนมข้าวทอด เป็นการผสมผสานกันระหว่างยำแหนมกับ ข้าวทอด เป็นอาหารว่างที่ใครหลายๆคนชื่นชอบ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบทานยำรสชาติที่จัดจ้าน

ข้าวทอด ประกอบไปด้วยข้าวหุงสุก พริกแกงเผ็ด มะพร้าวขูด ใบมะกรูดซอย ไข่ไก่ นำส่วนผสมต่างๆคลุกเคล้าผสมให้เข้ากันและนำไปคลุกกับแป้งแล้วนำไปทอด ก็จะได้ข้าวทอดหอมๆแล้ว และเอาข้าวทอดมายำคลุกเคล้ารวมกับแหนมเปรี้ยวๆ หนังหมูเหนียวๆ ปรุงรสให้แซ่บ ที่สำคัญต้องทานคู่กับผักสด เช่น ใบชะพลู โหระพา

หากพ่อค้าแม่ค้ามีสุขลักษณะส่วนตัวที่ไม่ดี เข้าห้องน้ำแล้วไม่ล้างมือให้สะอาด ไม่รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ ภาชนะต่างๆที่ใช้สัมผัสอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรือไม่ล้างผักสดที่ใช้ทานเป็นเครื่องเคียงกับยำแหนมข้าวทอดให้สะอาด อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อซาลโมเนลลา ได้

เชื้อซาลโมเนลลา เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ อาหารที่มักพบเชื้อชนิดนี้ปนเปื้อน ได้แก่ อาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ เช่น พายเนื้อ ไส้กรอก แฮม เบคอน อาหารสุกๆดิบๆ ที่ไม่ปรุงให้สุก ไม่ว่าจะเป็น แหนม ลาบ ก้อย รวมถึงผักสดๆ

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อนี้เข้าไป จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดศีรษะ ปวดท้อง มีไข้ หนาวสั่น และอ่อนเพลีย และเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ

วันนี้สถาบันอาหาร ได้สุ่มตัวอย่างยำแหนมข้าวทอดจำนวน 4 ตัวอย่าง จากย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของเชื้อ ซาลโมเนลลา

ผลปรากฏว่าไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อชนิดนี้ในยำข้าวแหนมทอดทุกตัวอย่าง

แต่อย่าชะล่าใจจนเกินไป ขอแนะนำว่าเลือกซื้ออาหารจากร้านที่สะอาด และเลือกทานแต่อาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ เพื่อความปลอดภัย.

 

ห้องขนมอบ Vanilla Bakeshop

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/459720

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ต.ค. 2557 12:30

แม้จะขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยของขนมมาอย่างยาวนาน แต่เอาเข้าจริง Vanilla กลับไม่มีร้านขนมอบของตัวเองขายแบบจริงจังเสียที ด้วยเหตุนี้ Vanilla Bakeshop จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้พื้นที่ของ Royal Vanilla ร้านเดิม ก่อนแปลงร่างเป็นห้องขนมอบขนาดใหญ่ในสไตล์อินดัสเตรียล โดดเด่นด้วยโครงสร้างเหล็กดูเท่เฉี่ยว ขณะเดียวกันก็ยังคงความอบอุ่นตามแบบฉบับวานิลลา ด้วยโต๊ะและเก้าอี้ไม้ที่พร้อมให้คุณแวะพักรอชิมขนมอบหลากรสส่งร้อนๆ จากเตา

Vanilla Bakeshop ห้องขนมอบสไตล์อินดัสเตรียล

ขนมของที่นี่เรียกว่าสร้างเซอร์ไพรส์ให้แก่แฟนคลับของวานิลลาได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นขนมที่ดูโฮมเมด และเรียบง่ายมากขึ้น จนแทบจะละทิ้งสีสันความเป็นญี่ปุ่นน่ารักๆ ไปเลย หรือขนาดของขนมที่ดูชิ้นใหญ่จุใจ (มาก) เพราะทุกเมนูล้วนคิดขึ้นมาเพื่อการแบ่งปัน เราจึงขอแนะนำว่าควรพาเพื่อนๆ คนรู้ใจ หรือครอบครัวไปสัมผัสความอร่อยโดยพร้อมเพรียงกัน

เมนูซิกเนเจอร์ The Ring โดนัทครัวซองต์เนื้อฟูนุ่ม เสิร์ฟบนซอสคัสตาร์ด แต่งหน้าด้วยไอศกรีมโฮมเมดรสวานิลลาคาราเมล มีซอสให้เลือก 3 รสชาติ ซึ่งเราได้ลองรส Bacon Maple รสหวานละมุน เข้มข้นด้วยชีส และเบคอนกรุบกรอบ ต่อด้วย Breakfast Egg Soufflé ซูเฟล่ฟูๆ เสิร์ฟในกระทะใบเล็กคล้ายไข่กระทะ สอดไส้ด้วยไส้กรอกอิตาเลียนรสเข้มเผ็ดเบาๆ และ Smoke Ham & Apple Sauce เดนิสโทสต์อบร้อนๆ ในถาดสี่เหลี่ยมใบโต ขนาดตัดแบ่งกินได้ 3 คน อย่างสบายๆ ส่วนรสชาติขอบอกว่าอร่อยสุดๆ เข้มข้น ชุ่มเนย ฉ่ำหวานด้วยซอสแอปเปิ้ล

ซิกเนเจอร์สุดคูลประจำร้าน : The Ring โดนัทครัวซองต์เนื้อฟูนุ่ม … น่าโดน !!!

ส่วนของหวานห้ามพลาด Ice Lime Sherbet Pie พายเสิร์ฟแบบเย็นฉ่ำ (มาก) ด้วยไอศกรีมเชอร์เบตรสมะนาวสีเขียวอ่อนอัดแน่นในถาดสี่เหลี่ยม ท็อปปิ้งด้วยวิปปิ้งครีมและเกล็ดลูกอมคาราเมล ก่อนจะหา Cherry Shandy Beer เบียร์ค็อกเทลสีส้มแกมน้ำตาลเสิร์ฟในแก้วขวดโหลใบโตมาจิบกันสักแก้ว รสซาบซ่าเปรี้ยวอมหวานแบบนี้เรียกว่าถูกใจคุณสาวๆ แน่นอน !!!

Ice Lime Sherbet Pie พายเสิร์ฟด้วยไอศกรีมเชอร์เบตรสมะนาว เมนูน่าลิ้มลองไม่ควรพลาด ><

สำหรับใครสนใจก็ไปลองชิมกันได้ที่ Vanilla Bakeshop ….

ที่อยู่ : 53 ซอยเจริญใจ (ซอยเอกมัย 12) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

เปิดบริการ : 10.00-22.00 น.

โทร. : 0-2381-6120 ต่อ 13

ราคาเริ่มต้น : 120 – 500 บาท

รับบัตรเครดิต VISA และ Master Card

 

ฉู่ฉี่กระเจี๊ยบทอดกรอบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/459994

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ต.ค. 2557 05:45

พอดีช่วงนี้อยู่ระหว่างทานเจอีกรอบ เลยขอนำเสนอเมนูมังสวิรัติ “ฉู่ฉี่กระเจี๊ยบทอดกรอบ” ซึ่งอาจจะดัดแปลงเป็นเมนูเจก็ได้ โดยปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องแกงเจแทน เมนูนี้ง่ายต่อการปรุง และเต็ม ไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ซึ่งรังสรรค์ขึ้นโดย คุณนูรอ โซ๊ะมณี สเต๊ปเป้ เจ้าของภัตตาคาร บลู เอเลเฟ่นท์ ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 11 สาขา

คุณนูรอเล่าว่า จากการที่ได้ติดตามพี่ชายไปประเทศเบลเยียม ซึ่งขณะนั้นพี่ชายกำลังเรียนด้านการจัดการและการโรงแรม และได้แนะนำให้รู้จักกับ “คุณคาร์ล สเต๊ปเป้” ซึ่งเป็นเจ้าของร้านขายของโบราณ และเกิดปิ๊งแต่งงานกันในเวลาต่อมา จึงเป็นที่มาของการเปิดภัตตาคาร บลู เอเลเฟ่นท์ ที่เมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เป็นสาขาแรก และเป็นร้านอาหารไทยร้านแรกในเบลเยียมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จึงได้ขยายสาขาไปประเทศอื่นๆ เช่น ลอนดอน ปารีส ดูไบ มอสโก ส่วนประเทศไทยมาเปิดที่กรุงเทพฯเมื่อ 12 ปีที่แล้ว และต่อมาที่ภูเก็ตได้ 4 ปีแล้ว

ขั้นตอนการเตรียมเครื่องปรุง

คุณนูรอยังเล่าถึงวิชาการครัวที่เธอได้ติดตัวมา จนมาทำเป็นอาชีพในทุกวันนี้ว่า ความที่เธอเติบโตมากับคุณแม่และพี่สาวที่ชอบทำอาหาร และบ้านที่จังหวัดฉะเชิงเทราก็มีร้านอาหารเล็กๆ คุณนูรอจึงเป็นลูกมือช่วยคุณแม่และพี่สาวมาตั้งแต่เด็กๆ โดยคุณแม่จะใช้ให้ช่วยตำเครื่องพริกแกงอยู่บ่อยๆ เรื่องรสชาติพริกแกงของคุณนูรอจึงเป็นที่ขึ้นชื่อ และทุกวันนี้ก็ทำพริกแกงสำเร็จรูปภายใต้ชื่อ บลู เอเลเฟ่นท์ ออกขายทั่วโลกกว่า 30 ประเทศ สำหรับพริกแกงฉู่ฉี่ที่ทำวันนี้ก็เป็นสูตรของที่บ้านเธอ ซึ่งเป็นสูตรดั้งเดิมของคุณแม่

วิธีการทำ

ฉู่ฉี่กระเจี๊ยบทอดกรอบ เริ่มจากการเตรียมเครื่องพริกแกงฉู่ฉี่ ประกอบด้วย พริกแห้งเม็ดใหญ่ 8 เม็ด/เม็ดผักชี ครึ่งช้อนโต๊ะ/ตะไคร้ 1 ต้น/กระเทียมแกะเปลือก 5 กลีบ/หอมแดง 4 หัว/ข่าซอยครึ่งช้อนโต๊ะ/ผิวมะกรูด ครึ่งช้อนโต๊ะ/เกลือ 1 ช้อนชา/พริกไทย 1 ช้อนชา …วิธีทำ นำพริกที่แกะเม็ดออกไปแช่น้ำจนนุ่ม จากนั้นเอาเม็ดผักชีไปคั่วจนได้กลิ่นหอม แล้วนำทุกอย่างโขลกรวมกัน (พริกแกงที่เหลือจากการโขลกแล้วสามารถเก็บในตู้เย็นได้ 1 เดือน)

เสร็จเรียบร้อย

เครื่องปรุง ฉู่ฉี่กระเจี๊ยบทอดกรอบ : กระเจี๊ยบ 10 ผล/น้ำ 1 ถ้วยตวง/น้ำมันสำหรับทอด 6 ช้อนโต๊ะ/กะทิ 1 ถ้วยตวง/น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ/ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ/พริกแกงฉู่ฉี่ 2 ช้อนโต๊ะ/ แป้งทอดกรอบ/เกลือ 1 ช้อนชา/รากผักชี 2 ราก/ใบโหระพา 10 ใบ/ใบมะกรูดซอยสำหรับโรยหน้า…..วิธีทำ 1) ตำรากผักชีให้ละเอียด 2) ผสมน้ำ 1 ถ้วยตวง กับแป้งทอดกรอบให้ละลายเข้ากัน 3) เอากระเจี๊ยบลงจุ่มในแป้งให้ทั่ว แล้วนำลงทอดในน้ำมันร้อน พอเหลืองก็ตักขึ้น พักให้สะเด็ดน้ำมัน 4) ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย นำเครื่องแกงลงผัด พร้อมรากผักชี จนได้กลิ่นหอม แล้วเติมกะทิลงผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาล เกลือ 5) นำ กระเจี๊ยบที่ทอดกรอบแล้วจัดลงจาน ตักน้ำฉู่ฉี่ที่ผัดเสร็จแล้วราดให้ทั่ว โรยใบมะกรูดฝอยให้ทั่ว พร้อมเสิร์ฟได้เลย.

 

“ร้านสมบูรณ์ไทย” สุดยอดหม้อไฟ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/459335

โดย ดร.ธนา ทุมมานนท์ 27 ต.ค. 2557 09:30

ช่วงนี้บ้านเมืองดูสงบมากขึ้น คสช. ดูเหมือนจะจัดการหลายเรื่องได้ดีมากขึ้นกว่าตอนที่เข้ามาใหม่ อาทิตย์ที่แล้วเป็นช่วงที่สื่อต้องดูสื่อกันเอง จากเรื่องการสัมภาษณ์ของคนข่าวอาวุโสปะทะท่านนายกฯ งานนี้ทำให้เห็นว่าสื่อที่ตรงไปตรงมามีอยู่จริงหรือ เลือกข้างไหม มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เมื่อความจริงปรากฏ คงต้องมีการปรับกันครั้งใหญ่  จริยธรรมสื่อจะเกิดขึ้นหรือไม่คงต้องตามดูกัน…

ร้านที่จะพาไปกินครั้งนี้นานมากแล้วที่ไม่ได้กิน เคยมากินกับน้าธรรม (น้าผม) เคยพามาหลังจากกลับจากสวนสยาม ครั้งที่เปิดใหม่ๆ ครั้งนี้กลับไปกินอีกครั้ง ตอนนั้นจำได้ว่ารสชาติสุดยอด ใส่รากผักชีกันแบบไม่ยั้ง มาครั้งนี้ก็ใส่ยับเหมือนกัน ชอบมาก จำเอามาทำใส่มาม่าตั้งแต่วันนั้นมาจนวันนี้ ผ่านมาแล้วกว่า 30 ปี นึกถึงมากๆๆๆๆ….

ร้านสมบูรณ์ไทย นอกจากจะขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ยังมีหมู และก๋วยเตี๋ยวหมู ที่สำคัญหม้อไฟที่ไม่ธรรมดา มาครั้งนี้จัดเต็มทั้งหมูและเนื้อ กินกันลืมตายไปข้างหนึ่ง ที่ผมสั่งเป็นหม้อไฟ เครื่องเยอะมากทั้งเนื้อเปื่อยที่ใส่มา สั่งเนื้อสดและลูกชิ้นมาประกอบ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือเนื้อน่องลาย จัดมาเต็มๆ กินกับข้าวด้วยแล้ว ต้องบอกว่าสุดครับพี่น้อง รสชาติจะเป็นเหมือนซุปเปอร์เผ็ดร้อนได้ใจ…

ร้านอยู่ที่ 258/7 ซอยลาดพร้าว 12 ถนนลาดพร้าว แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หาไม่เจอโทร.ไปครับที่ 0-2511-1823 , 08-1444-1102 เฮียคุยมัน เสียงดุไปหน่อย อย่าไปกลัว…

Rating : ที่สุดในแผ่นดิน

เรื่องและภาพโดย
ดร.ธนา ทุมมานนท์ (เบย์พาเลส)
www.facebook.com/baypalace

 

ของอร่อยหากินยาก!! “งู้บาฮุ้น” หรือ “ขนมจีนไหหลำ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/459102

โดย อาเหม่ง 26 ต.ค. 2557 05:01

“ขนมจีนไหหลำ” แบบนํ้า เส้นใหญ่คล้ายอุด้ง.

มีอาหารไม่กี่อย่างที่หม่ำแล้วได้อารมณ์หวนคิดถึงอดีต บางชนิดหาหม่ำไหนก็ลำบาก ต้องมาที่ร้านเก่าแก่ดั้งเดิมออริจินอลเท่านั้น และนี่คือหนึ่งในนั้น “ขนมจีนไหหลำ” เจ๊วา-เจ๊หย่ง เจ้าเก่าแก่แห่งสะพานขาว กรุงเทพฯ ท้าให้ลอง หม่ำแล้วไม่อร่อยให้มาเตะอาเหม่งได้เลย (ถ้าหาตัวเจอนะ)

“ขนมจีนไหหลำ” ของอร่อยที่แปลกทั้งหน้าตาและรสชาติ เด็กรุ่นใหม่คงงงว่ามันคืออิหยังน้อ?? ขออธิบายหน้าตาคร่าวๆก่อน รูปร่างคล้ายก๋วยเตี๋ยวแต่เส้นคล้ายอุด้ง มีทั้งเนื้อและหมู น้ำและแห้ง ไร้เส้นแบบเกาเหลาก็มี ชื่อว่าขนมจีนแต่หน้าตาไม่คล้ายขนมจีนบ้านเราแม้แต่นิดเดียว ถามเจ้าของร้าน เจ๊ก็บอกว่า “ไม่รู้เหมือนกัน เขาเรียกอย่างนี้มาตั้งนมนานแล้ว” แต่เรียกแบบนี้ก็ง่ายกว่าภาษาจีนไหหลำ เพราะชื่อเดิมคือ “งู้บาฮุ้น” อืม…เรียกยากจริง เรียกขนมจีนไหหลำเหมือนเดิมเหอะ ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!! เจ้าของสูตรคือ “เจ๊วา” กับ “เจ๊หย่ง” เจ๊วาเป็นพี่อายุ 67 ขวบ เจ๊หย่งเป็นน้องอายุ 66 ขวบ ทั้งคู่ขายขนมจีนไหหลำมา 55 ปีแล้ว เจ๊วาว่าขายมาตั้งแต่ปี 02 โน้น ตอนนั้นไม่มีร้านต้องหาบขาย ฝนตกแดดออกก็ต้องทน กว่าจะมีอย่างทุกวันนี้ได้ใช้ความอดทนถึงที่สุด ถ้าพูดให้ครบตามที่อาเตี่ยสอนไว้คือ “ประหยัด มัธยัสถ์ อดออม” 3 คำนี้นำมาซึ่งความร่ำรวยในบั้นปลาย

ขนมจีนไหหลำแห้งเนื้อ เด็ด!โดน!

ชาวบางกอกรุ่นดั้งเดิมที่อยู่นั้นคงรู้จัก ขนมจีนไหหลำเจ้านี้เขาดังและขายดีจริงๆ เพราะทั้งคู่ใส่ใจและยังทำแบบสูตรเดิมไม่ผิดเพี้ยน เรื่องเส้นนั้นรับจากเจ้าเก่าที่เคยรับกันมาแต่ดั้งเดิมเจ๊วาบอกว่าเขาทำจนตายไปรุ่นหนึ่งแล้ว ตอนนี้รุ่นลูกมารับช่วงต่อ ขนมจีนไหหลำเส้นไม่เหมือนขนมจีนที่เราเคยรู้จัก ของเขาเส้นใหญ่คล้ายเส้นอุด้ง สีขาวเนียนนุ่มทำจากแป้งข้าวเจ้า

“เกาเหลาแห้งเนื้อ” เนื้อเปื่อยละลายในปาก.

ไปถึงร้านสิ่งแรกที่นำมาเสิร์ฟไม่ใช่น้ำ แต่เป็น “น้ำจิ้มกะปิ” หรือ “เกี่ยมโก่ย” กะปิอย่างดีหมักกับเหล้าจีนและน้ำส้ม มีพริกสดนิดหน่อย รสเค็มเปรี้ยวเผ็ดจี๊ดจ๊าด ได้กลิ่นกะปิเบาๆ ถูกใจอาเหม่งที่สุด ใครไม่เคยหม่ำต้องตั้งหลักดีๆ จะหม่ำน้ำหรือแห้ง เนื้อหรือหมู ทั้ง 2 ชนิดต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเป็นน้ำจะใช้น้ำซุปกระดูกหมู ใส่เส้นแล้วใส่หมูสดชิ้นโตลงไป ผักไม่ใช่ถั่วงอกแต่เป็นผักกาดดอง โรยหน้าด้วยงาขาว น้ำซุปใสหอมกลมกล่อม หมูนุ่มอร่อยหมักกำลังดี วิธีการปรุงค่อยๆใส่น้ำจิ้มกะปิลงไป จนกว่าจะได้รสชาติที่ต้องการ ใครไม่ถูกกับกะปิจะปรุงแบบก๋วยเตี๋ยวก็ได้ มีพวงเครื่องปรุงอยู่ทุกโต๊ะ แต่อาเหม่งชอบกะปิมากกว่า บางทีคีบหมูจิ้มน้ำจิ้มกะปิ หูย…ยย แซ่บมาก เส้นขนมจีนไหหลำนุ่มนวลลื่นลงคอปรู๊ดปร๊าดอร่อยครบรสจริงๆ ชามนี้ 50 บาท พิเศษ 60 บาท

“ยำเนื้อสด” แซ่บจี๊ดต้องลอง!!

“แห้งเนื้อ” คนหม่ำเนื้อไม่อยากให้พลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะเขาใช้เนื้อส่วน “ลูกน่อง” ลูกน่องเป็นคนละส่วนกับสะโพก สะโพกจะติดมันมากไป เวลาเคี่ยวมันออกไม่อร่อย เนื้อลูกน่องเป็นเนื้อล้วน ต้องสั่งจองจากร้านขายเนื้อ นำมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นโต ไปผัดในกระทะพร้อมเครื่องพะโล้และเครื่องปรุงอื่นๆ แล้วถึงนำมาตุ๋นกว่า 2 ชั่วโมง จนเหนียวหนืดเพราะใส่แป้งมันลงไปด้วย นอกจากนี้ก็ใส่หน่อไม้ เคี่ยวพอได้ที่จนเป็นสีน้ำตาลข้นนำมาราดบนเส้นชุ่มฉ่ำ เนื้อก้อนชิ้นโตๆ พร้อมเอ็นชิ้นใหญ่ ผ้าขี้ริ้ว ใส่ผักกาดดอง โรยถั่วลิสงและงาขาว น่าหม่ำที่สุด เนื้อเปื่อยยุ่ยแทบละลาย ปรุงเพิ่มด้วยน้ำจิ้มกะปิได้ความแซ่บเปรี้ยวเค็มเผ็ด เวลาเคี้ยวโดนถั่วลิสงเพิ่มความมันกรึบกรับ ชามนี้ก็ 50 บาท พิเศษ 60 บาท

“ลอดช่องไหหลำ” เส้นทำเอง.

ลองแบบเกาเหลาแห้ง จานนี้หอเจี๊ยะจริงๆ เนื้อเปื่อยชิ้นโต เอ็นชิ้นใหญ่ ผ้าขี้ริ้ว ตักราดไปบนผักกาดดอง โรยถั่วลิสงและงาขาว ผ้าขี้ริ้วขาวกรอบอร่อย จิ้มกับน้ำจิ้มกะปิรสเด็ด มันใช่เลย หอเจี๊ยะจนลืมเมีย อาเหม่งชอบตอนได้กลิ่นกะปิเบาๆ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด “ยำไทย” ก็เด็ดเมนูนี้ไม่ได้ราดน้ำสีน้ำตาล แต่ใช้เนื้อส่วนสันนอกลวกกำลังดี ยำใส่พริก มะนาวใส่ผักกาดดองทุกเมนู ชอบความเข้มข้นก็จิ้มกะปิ รับรองจัดจ้านจี๊ดจ๊าดกำลังสอง จานนี้ 120 บาท พิเศษ 140 บาท

จบคาวต่อขนมหวานล้างปาก ด้วย “บุ๊กเกี๊ย” หรือ “เหลี่ยงหุ้น” ดี ไม่คุ้นหูทั้ง 2 ชื่อใช้ม้า…บุ๊กเกี๊ยเป็นขนมหวานที่คล้ายน้ำแข็งไสใส่มันเชื่อม เฉาก๊วยแห้ง ถั่วแดงเม็ดเล็ก ที่สำคัญของบุ๊กเกี๊ยคือใส่บะหมี่ลงไปด้วย! ราดน้ำเชื่อมที่เคี่ยวจากน้ำตาลทรายแดง หอมหวานอร่อยมาก ถ้าหม่ำหน้าร้อนจะชื่นใจที่สุด ตัวบะหมี่บางคนสั่งเพียวๆ กินกับน้ำเชื่อมเป็นขนมหวานที่มีให้หม่ำไม่กี่เจ้าแล้ว คนขายล้วนแต่แก่ๆทั้งนั้น เพราะคนรุ่นใหม่ต่างก็งงบะหมี่กินเป็นของหวานได้ไง มีแต่คนโบราณเท่านั้นที่หม่ำเป็น อัยยะ!! กระเทือนตัวเองเหมือนกัน ส่วน “เหลี่ยงหุ้น” คือลอดช่องไหหลำที่เขาทำเส้นเอง ลอดช่องสีเหลืองสดใสใส่น้ำแข็งป่นราดด้วยน้ำเชื่อมแบบเดียวกัน กินแล้วเย็นชื่นใจ ส่วนเส้นเหนียวมาก คนฟันไม่ดีกัดไม่ขาด เคี้ยวหยับๆแล้วกลืนได้เลย เส้นมันลื่นปรู๊ดลงคอเอง ขนมถ้วยละ 20 บาท

“เจ๊หย่ง” กับ “เจ๊วา” เจ้าของสูตรขนมจีนไหหลำ.

“ขนมจีนไหหลำ” เจ๊วา-เจ๊หย่ง ขายทุกวันตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 5 ทุ่ม ร้านอยู่ปากซอยลูกหลวง 8 ติดกับคลองผดุงกรุงเกษม จะเข้าทางถนนหลานหลวงหรือถนนพิษณุโลกก็ได้ ถ้ามาเส้นพิษณุโลก พอเจอสนามม้านางเลิ้ง ให้เลี้ยวเข้าถนนนครสวรรค์ แล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีเข้าถนนลูกหลวง หาที่จอดรถริมทางได้เลย หาไม่เจอ โทร.08–6820–7890, 08–1832–1341 อ้อ…เกือบลืมบอก ร้านเขาหยุดทุกวันจันทร์ที่ 2 กับจันทร์ที่ 4 ของเดือน นั่นหมายความว่าจันทร์พรุ่งนี้เขาหยุดนะจ๊ะ แต่เย็นนี้ไปหม่ำได้จ้า…

แผนที่ไปที่ร้าน

บางคนชอบเล่นมุกบอกว่า “หม่ำขนมจีนไหหลำ ระวังหำไหล!!” แหม!! ถ้ามีให้ไหลจะไม่ว่าเล้ยยย ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!!­­­­

อาเหม่ง

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,057 other followers

%d bloggers like this: