ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

กล้วยทอด เอมเมอรัลด์ ตุลาคม 5, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/452446

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 25 ก.ย. 2557 05:00

กล้วยทอด หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่า กล้วยแขก เป็นอีกหนึ่งเมนูจากกล้วยน้ำว้า ที่คนไทยโบร่ำโบราณที่มีฝีมือในการทำอาหารคิดทำขึ้นให้ลูกหลานได้มีอาชีพสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในทุกวันนี้ และก็ได้ไปเห็นที่ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ทอดโชว์กันสดๆ จึงได้ไปเลียบเคียงขอสูตรและวิธีทำมาฝากกันในวันนี้

คุณสุดารัตน์ บูชาเธียร ยืนทอดกล้วยแขก รวมทั้งมันและเผือก เพื่อเสิร์ฟลูกค้าที่ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ได้ทานแบบร้อนๆเป็นประจำ ทั้งมื้อกลางวัน (เปิดบริการเวลา 11.30-14.30 น.) และมื้อค่ำ (เปิดบริการ 18.00-24.00 น.) เฉพาะวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์เท่านั้น เธอเป็นแม่ครัวประจำโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ มากว่า 10 ปีแล้ว โดยเติบโตมาจากเด็กก้นครัว มีหน้าที่จัดเตรียมของสดต่างๆ ไว้ให้แม่ครัวปรุง ขณะเดียวกันก็พยายามเก็บเกี่ยววิชาความรู้ด้านอาหารต่างๆ โดยใช้วิธีครูพักลักจำ แล้วไปลองทำเองที่บ้าน โดยอยู่มาตั้งแต่ครัวข้าวต้ม ครัวไทย แต่ด้วยความที่ชอบขนมหวานเป็นพิเศษ จึงได้ประจำการที่ครัวขนมของโรงแรมฯ รวมแล้วกว่า 17 ปี และเพิ่งคว้ารางวัล “พนักงานดีเด่นประจำปี 2557 ของโรงแรมดิ เอมเมอรัลด์” ก็ด้วยความขยันขันแข็ง มานะ อดทน ยิ้มง่าย ร่าเริงของเธอนั่นเอง

“กล้วยทอด” ฝีมือแม่ (ครัว) สุดารัตน์ เป็นที่ถูกปากของทุกคนที่ได้ชิม เพราะมีความกรอบนอกนุ่มใน แม้เย็นแล้วก็ยังกรอบอยู่นาน ใครที่อยากรู้รสชาติคงต้องตามไปชิม หรือสอบถามข้อมูลได้ที่โทร.0-2276-4567 ต่อ 8413

ส่วนผสม : กล้วยน้ำว้า 1 หวี / แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย / น้ำมันพืช 1 ขวดลิตร / เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ/น้ำตาลทราย 1 ถ้วย / มะพร้าวขูดขาว 2 ถ้วย / งาขาว 1 ถ้วย / น้ำปูนใส 2 ถ้วย …….วิธีทำ 1) นำแป้งข้าวเจ้าผสมกับน้ำตาลทราย มะพร้าวขูดขาว งาขาว เกลือ แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน 2) ค่อยๆ เทน้ำปูนใสใส่อย่างเบาๆ ทิ้งไว้สักครู่จึงค่อยคนให้เข้ากัน 3) นำกล้วยน้ำว้าที่ปอกเปลือกแล้ว ฝานเป็นชิ้นตามยาว นำลงชุบในส่วนผสมข้อ 2 ให้ทั่ว แล้วทอดในน้ำมันร้อนๆ จนเป็นสีเหลืองทอง จึงตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน พร้อมเสิร์ฟ (ถ้าชอบเผือกและมันก็สามารถนำมาแทนกล้วยน้ำว้าได้ โดยหั่นเป็นชิ้นยาว)

เคล็ดลับ – ตอนเทน้ำปูนใสใส่ตอนแรกอย่าคนทันที เพราะจะทำให้น้ำจากมะพร้าวขูดขาวออกมา ซึ่งจะทำให้แป้งเหลวไม่ได้สัดส่วน

– ขณะทอดควรใช้ไฟอ่อนๆ ตอนลงครั้งแรก จากนั้นจึงค่อยเร่งไฟให้แรงปานกลาง จะทำให้กรอบนอกนุ่มใน

– ควรเลือกกล้วยน้ำว้าที่ไม่สุกงอมจนเกินไป.

 

ไขเคล็ดลับ 30 ปี ความอร่อยเมนูฟูจิ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/452182

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 24 ก.ย. 2557 05:45

“แตง–อลิสา” และ “แนน–ชลิตา” สนุกกับการปรุงอาหารญี่ปุ่นเมนูใหม่ “อะลาสกา แซลมอน โรลล์”.

กว่า 30 ปีของการให้บริการด้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิ (Fuji Japanese Restaurant) ก้าวหน้าและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ทั้งในเรื่องของร้าน การบริการ สิทธิประโยชน์ หรือกิจกรรมร่วมสนุกต่างๆ ล่าสุดภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิ จัดงาน “ฟูจิเมนูใหม่ ไขเคล็ดลับ 30 ปี ความอร่อย จากคำแรกจนถึงปัจจุบัน” ด้วย 50 เมนูใหม่ล่าสุด โดยมี ทาคาชิ ทัตสึโมโต หรือ “โมโตซัง” เชฟชาวญี่ปุ่นคนแรกของภัตตาคารฟูจิ เป็นผู้ควบคุมคุณภาพอาหารมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี

โมโตซัง กล่าวถึงขั้นตอนการคิดเมนูต่างๆว่า ที่ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิ จะพัฒนามาตลอด มีเมนูใหม่ๆ ออกมาบริการลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับความแปลกใหม่ ไม่จำเจ เนื่องจากคนไทยมีความต้องการที่จะลิ้มลองสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่ละครั้งที่จะคิดเมนูใหม่ จะมีการประชุมเชฟ เพื่อคิดค้นและทดลองทำอาหารออกมาไม่ต่ำกว่า 1,000 เมนู นำมาทดลองชิม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทั้งในเรื่องของรสชาติ ฟู้ดพรีเซนเทชั่น และคัดเลือกจนเหลือเพียง 50 เมนูที่ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิมั่นใจว่า ต้องเป็นที่ถูกปากของทุกคนอย่างแน่นอน โดยเน้นการเป็นอาหารญี่ปุ่น ฟิวชั่นเพื่อสุขภาพ และการผสมผสานกันของหลายวัฒนธรรม

“รวิวัลย์ ทานาก้า” (ขวาสุด) คอนเฟิร์มว่าอร่อยเหมือนเชฟทำ.

นอกจากนี้ ยังมี ไพรวัลย์ พลแสน อาจารย์เชฟ และผู้ร่วมควบคุมคุณภาพอาหารของภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิ มาแนะนำเมนูใหม่ๆ มีอาทิ อาเงะ ซูชิ (Age Sushi) หรือซูชิทอด ซึ่งประยุกต์ขึ้นด้วยการนำข้าวมาทอดก่อน ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน แล้ววางหน้าด้วยทูน่าสับคลุก อาโวคาโด ซึ่งจะได้ความแปลกใหม่ในการรับประทาน หรือเมนูแฮมเบอร์เกอร์ สเต๊ก (Hamburger Steak) ที่นำเนื้อหมูมาสับหยาบ ทำเป็นไส้เบอร์เกอร์ ราดด้วยซอสสูตรพิเศษ เสิร์ฟพร้อมข้าวและเครื่องเคียงแบบญี่ปุ่น เป็นการผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกที่ลงตัว เมนูแซลมอน คาร์ปาชิโอ (Salmon Carpaccio) ซึ่งเด่นที่ซอส ประยุกต์ให้เป็นบัลซามิกสไตล์ญี่ปุ่น ก่อนเสิร์ฟอุ่นซอสให้ร้อน ราดลงบนปลาแซลมอนแล่บาง ทำให้ซอสซึมเข้าเนื้อ และปลาสุกกำลังดี เป็นเมนูออเดิร์ฟ ที่นำความเป็นยุโรปเข้ามาผสม ซึ่งหลายเมนูเป็นเมนูฟิวชั่นเพื่อสุขภาพ ผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งทั้ง 50 เมนูนี้เริ่มเสิร์ฟให้ได้ลิ้มลองแล้วที่ภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิ ทั่วประเทศ.

 

เมนูอร่อยจาก ฟาลาเบลล่า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/452183

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 24 ก.ย. 2557 05:15

นอกเหนือจากบรรยากาศความสนุกสนานที่ทำให้ ฟาลาเบลล่า บาร์ แอนด์ เรสเตอรองต์ ถนนราชดำริ (ริมถนนบริเวณสมาคมกรีฑาสโมสร) ติดลมบนมายาวนานนับ 10 ปีแล้ว เมนูอาหารสไตล์อิตาเลียนและไทยยังได้รับการยกนิ้วว่าสุดยอด ซึ่ง กอลฟ์–ณชนก รัตนทารส ผู้บริหารฟาลาเบลล่า ได้แนะนำเมนูยอดนิยม มีอาทิ Rustica พิซซ่าสไตล์ฟาลาเบลล่า ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ที่ชีส 3 แบบผสมกัน ได้แก่ มอสซาเรลล่า ชีส, พาเมซาน ชีส และกอร์กอนโซล่า ชีส ที่วางบนเห็ดไวท์ทรัฟเฟิล, New Yorker Pizza Beef พิซซ่าสไตล์เบอร์เกอร์ ซึ่งไส้เบอร์เกอร์เข้ากันได้ดีกับแป้งพิซซ่า, Australian Tenderloin Foie Gras เมนูเนื้อสันในจากออสเตรเลีย ที่คลุกเคล้ากับเครื่องเทศสูตรเฉพาะของฟาลาเบลล่า ที่ตกแต่งด้วยฟัว กราส์ พร้อมราดน้ำซอสเกรวี่, Rack of Lamb ซี่โครงเนื้อแกะที่คัดพิเศษจากออสเตรเลีย กินคู่กับเกล็ดขนมปังที่หมักเข้ากับสมุนไพร

กอลฟ์–ณชนก รัตนทารส ชวนชิมเมนูเด็ดของฟาลาเบลล่า.

ส่วนเมนูอาหารไทยเด็ดตรงที่สามารถหยิบจับวัตถุดิบแปลกใหม่มาประกอบ อย่างเช่น ทูน่าจิ้มแจ่ว, มัสมั่นแกะ, พะแนงเนื้อ ที่ล้วนขึ้นชื่อในความอร่อย ซึ่งแฟนคลับสามารถติดตามได้ที่ www.fallabellabangkok.com โทร.0-2252-1312.

 

5 วิธีง่ายๆ ทำอาหารอย่างไร…ให้ได้สุขภาพดี! กันยายน 22, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/451054

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2557 09:25

เราทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า “สุขภาพดี” เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญในชีวิตของเรา บางครั้งเราจะคิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี อย่างเช่นการทำอาหารเพื่อสุขภาพ แต่จริงๆ แล้วเราก็มีการเพิ่มส่วนผสมที่ไม่จำเป็นลงไปในอาหารด้วยอย่างไม่รู้ตัว ไทยรัฐออนไลน์ จึงนำเคล็ดลับและเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้คุณปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพมาบอกต่อกัน…

1.ใช้อะโวคาโดแทนมายองเนส

คุณรู้ไหมมายองเนส 1 ช้อนโต๊ะ 9 กรัม มีปริมาณ 100 แคลอรี่ หากคุณกำลังจะทำสลัดไข่สลัดปลาทูน่าหรือสลัดไก่ ลองเปลียนมาใช้อะโวคาโดทำเป็นน้ำสลัดมาแทนมายองเนส ถึงแม้ว่าอะโวคาโดจะยังมีไขมันแต่ก็มีคุณประโยชน์มากกว่ามายองเนสอย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่มีอะโวคาโดคุณสามารถนำกรีกโยเกิร์ตเข้าไปในสลัดของคุณ กรีกโยเกิร์ตอุดมไปด้วยโปรตีนซึ่งจะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

2. ใช้น้ำมันมะกอกแทนน้ำมันพืช

ถ้าคุณใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันคาโนลา น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันถั่วเหลือง นำมาปรุงอาหาร ซึ่งไม่ค่อยเป็นผลดีแต่สุขภาพของคุณเอง ลองเลือกใช้น้ำมันมะกอกมาปรุงอาหารแทน นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวมาปรุงอาหารเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีมากขึ้น

3.ใช้เครื่องเทศแทนเกลือ

คุณมักจะชอบโรยเกลือกับอาหารเพื่อที่จะทำให้รสชาติของอาหารดีมากขึ้น โดยที่คุณไม่ทราบว่าเกลืออาจเพิ่มไขมันที่ไม่จำเป็นได้ หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้มีคุณมีสุขภาพดีที่ดีกับมื้ออาหารของคุณคือการใช้เครื่องเทศแทนเกลือ

4.ใส่น้ำตาลให้น้อย

ถ้าคุณขาดหวานไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ลองพยายามที่จะกินน้ำตาลให้น้อยลงกว่าเดิม น้ำตาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากที่สุด มันสามารถนำไปสู่​​โรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุน ทั้งยังทำให้ระบบภูมิคุ้มน้อยลง และยังทำให้เกิดความเสียหายกับไต แก่เร็วและอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นคุณลองหันมาใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาลเพื่อที่จะให้สุขภาพของคุณดีขึ้น

5.เพิ่มผักให้มากขึ้นในอาหาร

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าผักอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นและมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของคุณ ดังนั้นคุณลองเพิ่มผักมากขึ้นในอาหารของคุณ มันไม่ได้เป็นเรื่องยากที่จะเพิ่มผักชนิดหนึ่ง การเพิ่มผักเล็กน้อยไม่เคยทำร้ายใครมีแต่จะทำให้สุขภาพคุณดีวันดีคืน

คุณเลือกที่จะสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตัวคุณเองได้ อยู่ที่ว่าคุณจะทำหรือไม่! 

 

ขนมครก (เข้าวัง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/451773

โดย ดร.ธนา ทุมมานนท์ 21 ก.ย. 2557 21:42

เรื่องช่อง 3 คงจบสิ้นยากขึ้น เมื่อเคเบิลท้องถิ่นร่วมยืนฟ้องศาลปกครองขอคุ้มครอง โดยอ้างประชาชน คำถามผมวันนี้คงต้องถาม กสทช. ว่าจะเอาถูกต้องหรือเอาถูกใจ เพราะถ้าเอาถูกใจคงต้องยอมให้ช่อง 3 ออกอากาศต่อไป แต่ที่ไม่จบคือ ทีวีดิจิตอลคงต้องขอไม่จ่ายค่าสัมปทานบ้าง เพราะอย่างไร กสทช.แค่เสือกระดาษทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว รอให้ช่อง 3 กลับมาสู่ทีวีดิจิตอลก่อนค่อยว่ากัน หรือถ้าเอาถูกต้อง เดินหน้าเอาเรื่องที่ถูกต้องทำงาน ใครถูกใครผิดว่าไปตามนั้น ส่วนช่อง 3 เล่มตามเกมหน่อยครับ ไม่งั้นจะกลายเป็นผู้ผูกขาดธุรกิจ ก็จะไปผิดอีกข้อในกฎ กสทช.  ส่วน กสทช. ก็ง่ายครับ ใครฟ้องตอนนี้ก็พักใบอนุญาตไปก่อน รอให้นิสัยดีก่อน ค่อยกลับมาให้บริการ งานนี้ขอบอกจากวงในว่า “รับงานมาแน่ๆ”

วันนี้นึกถึงก็หงุดหงิดแล้ว ตอนเช้าว่าจะไปหาเป็ดร้านจิบกี่ ที่เป็นเป็ดย่างที่ขึ้นชื่อมากของนางเลิ้ง แต่ไปถึงบ่ายโมงตรง ทำความสะอาดร้านปิดซะงั้น ไม่ให้หงุดหงิดได้อย่างไร ส่วนบ่ายว่าจะไปดูหนังเสียหน่อย เรื่อง “สมิง” ว่าผลงานของคนที่ไทยที่ทำ green screen กับเสือ graphic กลับดันเหลือโรงเดียว อังคารนี้เป็นไงต้องไปดูให้ได้ เพราะอยากเห็นงานชัดๆ เพราะสิ่งที่เขาใช้คือเทคนิคหนึ่งของไทยรัฐทีวีที่ใช้ในปัจจุบัน อยากรู้ว่าเข้าใจ มีองค์ความรู้อย่างไร แน่นอนครับวันนี้เราหน้าจะก้าวข้ามสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาแล้ว ไม่รู้มากหรือน้อย

ส่วนวันนี้ได้ฤกษ์ที่จะไปหาของกินเป็นขนมครก อย่าเพิ่งหมดใจอ่านน่ะครับเพราะขนมครกครั้งนี้ถูกเลือกให้นำเข้าวัง ถวายกับเชื้อพระวงศ์มาแล้ว ไม่แน่จริงคงไม่โดนเลือกจากต้นเครื่อง ให้ลองทำถวาย ได้ที ที่นี่มีขนมครกที่ขายอยู่ข้างถนน ตรงข้ามตลาดราชวัตร ขายเฉพาะกลางคืนเสียด้วย เย็นๆ 5 โมงถึงไม่เกิน 3 ทุ่ม เป็นอันว่าหมดอดกิน ผมไปลองเดินหา ได้ชื่อขนมครกเจ้านี้มาจากรุ่นพี่คนหนึ่ง ต้องบอกเลยว่า รสชาติสมแล้วที่ได้เข้าไปถวาย เนื้อแป้งกับกะทิที่เป็นหน้าเข้ากันมาก ที่ร้านยังดัดแปลงใส่หน้าต่างๆ เช่น ฝอยทอง เม็ดบัว แปะก๊วย พุทราจีน แหมได้ใจใครที่ชอบของที่เรียกว่า ฟิวชั่นหน่อย ส่วนผมชอบอะไรที่ออริจินัล แค่เนี้ยพอแล้ว ได้ใจไปเต็มๆ

ร้านอยู่ที่ ถนนนครไชยศรี (อยู่เยื้องๆ กับ 7-11 ฝั่งตรงข้ามตลาดราชวัตร) ถนนนครไชยศรี , ดุสิต , กรุงเทพมหานคร 10300  โทรไปก่อนที่ 08-1916-0974, 0-2241-3840, 0-2591-5998

Rating : ต้องกินก่อนตาย

เรื่องและภาพโดย
ดร.ธนา ทุมมานนท์
www.facebook.com/baypalace

 

“เป็ดพะโล้” เจ้าพ่องู!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/451513

โดย อาเหม่ง 21 ก.ย. 2557 05:01

เป็ดเนื้อแน่น นํ้าพะโล้เข้มข้น.

มีพรรคพวกแนะนำให้ไปชิมเป็ดพะโล้แถวลาดพร้าว 101 เขาบอกว่าเข้มข้นเด็ดดวงที่สุด อาเหม่งย่องไปซื้อหม่ำ อัยยะ! โดนใจจริงๆ โดยเฉพาะ “น้ำพะโล้” กับ “อกเป็ด” หอเจี๊ยะจนต้องกลับไปซื้อรอบ 2

“ก๋วยเตี๋ยวเป็ดปริญญา” ร้านเล็กๆ ไม่ใหญ่โต ไม่มีที่นั่ง ซื้อใส่กล่องกลับบ้านอย่างเดียว ร้านนี้มีสโลแกนว่า “ต้มไปขายไป” ขายกันสองคนผัว-เมีย เฮียพจน์กับเจ๊รัตน์ ขายเป็ดมา 5 ปีกว่า โดยเฮียพจน์ได้สูตรพื้นฐานจากคนรู้จักกัน เฮียมาประยุกต์ให้เข้มข้นถึงใจด้วยสูตรของตัวเองจนเป็นที่ติดใจของลูกค้า วันธรรมดาขายได้ 20-30 ตัว แต่ถ้าเทศกาลตรุษจีน สารทจีน เช็งเม้ง ยอดขึ้นไปหลัก 800-900 ตัว บางปีขายได้เป็นพันตัวก็มี!!

“เครื่องใน” และไส้เป็ด ท้าให้ลอง เด็ดมาก.

ของเขาเด็ดจริง คนมาซื้อก็ติดใจกลับมาซื้อใหม่แทบทุกคน เป็ดตัวใหญ่ใช้เป็ดเชอรี่อย่างดี นำมาต้มกับน้ำพะโล้ ที่ต้มกันตั้งแต่เช้า น้ำพะโล้หัวเชื้อจากเมื่อวานก็เก็บไว้เพื่อความเข้มข้น แล้วต้มเพิ่มใส่ซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว น้ำตาล เกลือ ส่วนเครื่องพะโล้ใช้วิธีปั่นเพื่อให้เครื่องละลายเข้าน้ำเข้าเนื้อมากที่สุด ใช้เครื่องพะโล้ทั่วไป กระวาน กานพลู อบเชย โป๊ยกั๊ก เคล็ดลับคือใส่ให้เยอะเพื่อความเข้มข้น ส่วนเป็ดนั้นทำความสะอาดเอาเครื่องในออก ตุ่มสาบเป็ดที่อยู่ก้นเป็ดไม่ได้เอาออก ไว้ที่เดิม เฮียพจน์บอกว่าสูตรนี้ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น เพราะน้ำพะโล้เราเข้มข้นอยู่แล้ว ช่วยได้ทุกอย่าง

สงสัยจะจริง เพราะอาเหม่งหม่ำกี่ทีก็ไม่ได้กลิ่นสาบเลย เขาต้มเป็ดประมาณ 45 นาที แต่น้ำตุ๋นเคี่ยวตั้งแต่สายๆ จนถึง 3 ทุ่ม เป็ดเนื้อแน่นอร่อยมาก โดยเฉพาะส่วนอก ถูกใจอาเหม่งที่สุด หนังเป็ดไม่เลี่ยนกลับได้ความกรุบกรอบเบาๆ หอมกลิ่นพะโล้กำลังดี ไม่ได้รุนแรงแบบฉุน แต่มาแบบพอเหมาะช่วยชูรสให้อาหารอร่อยกลมกล่อม ขึ้น วิธีหม่ำให้เลอค่า อาเหม่งตักเป็ดมา

เป็ดตัวใหญ่หนักเกือบ 3 กิโล!!

คำหนึ่ง ราดน้ำพะโล้นิดหน่อย ตักน้ำจิ้มเปรี้ยวสูตรเด็ดที่เจ๊รัตน์ตั้งใจปรุงลงไป เคี้ยวในปากให้ทุกอย่างค่อยๆละลายเป็นเนื้อเดียว กัน ความเปรี้ยวตัดกับรสเข้มข้นของพะโล้ที่ทั้งหวานทั้งเค็ม เจอเป็ดเนื้อแน่นเข้าไปเคี้ยวอร่อยจนหยุดไม่ได้ ต่อคำสองแบบไม่ลังเล
เนื้อเป็ดสับแยกไว้ให้ต่างหาก ส่วนอื่นๆอย่างปีก ปาก ตูด แยกไว้อีกส่วน ใครเอาไม่เอาบอกได้ หรือขอเพิ่มได้ตามสะดวก เครื่องในมีครบ ตับ กึ๋นและไส้ โดยเฉพาะอย่างหลัง เด็ดดวงที่สุด ไส้ร้านนี้ไม่เป็นสีขาวใส แต่เป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นไส้ที่ทำความสะอาดจนเรียบร้อย ต้มในน้ำพะโล้จนรสชาติเข้าเนื้อใน ไส้เคี้ยวกรุบกรับที่สุด ใครเป็นเซียนไส้เป็ดอยากให้ลองหม่ำ หอเจี๊ยะจริงๆ เคี้ยวเพลินเกินห้ามใจ ไม่อยากจะแบ่งให้ใครเลยจริงๆ!!

“ต้มไปขายไป” สโลแกนเป็ดพะโล้ปริญญา.

เฮียพจน์ขายเป็ดตัวละ 480 บาท อย่าคิดว่าแพง เพราะเป็ดเขาตัวใหญ่มาก…กกกก ตัวหนึ่งเกือบ 3 กิโล จะลองชิมแนะนำให้ซื้อสักครึ่งตัวไปหม่ำก่อน ร้านเขาไม่มีที่นั่งเน้อ ใส่กล่องกลับบ้านได้อย่างเดียว หรือจะซื้อไปฝากเพื่อน ฝากแฟน ฝากพ่อตา-แม่ยาย ผู้ใหญ่ที่นับถือ นับว่าเป็นของฝากที่เลอค่ายิ่งนัก (สืบก่อนนะว่าท่านหม่ำเป็ดหรือเปล่า เดี๋ยวจะหน้าแหกเอา)

เฮียพจน์–เจ๊รัตน์ ผัว–เมียยอดขยัน.

ก่อนลงเอยกับเป็ดพะโล้ เฮียพจน์กับเจ๊รัตน์ขายมาสารพัดสิ่ง ตั้งแต่ตกงาน จากวิกฤติฟองสบู่แตกเมื่อปี’40 จากมนุษย์เงินเดือนกลายมาเป็นพ่อค้า-แม่ค้าเต็มตัว ขายตั้งแต่เสื้อผ้า ปลาทูนึ่ง จนถึงน้ำเต้าหู้ แต่ละอย่างก็ขายดี แต่ขั้นตอนการทำมันเหนื่อยมากจนไม่มีเวลาพักผ่อน ในที่สุดเฮียพจน์มาเจอว่าเป็ดพะโล้น่าจะรุ่ง จึงหัดทำจริงจังและหาที่ขาย กว่าจะได้ที่ตรงนี้ต้องมานั่งตอนเย็นๆ ถึง 3 เดือน ดูรถ ผู้คน ฝนตก ในที่สุดเมื่อได้ทำเลก็บอกภรรยา ว่าเอาแน่กับเป็ดพะโล้ เลิกขายน้ำเต้าหู้กันเถอะ ตอนนั้นเจ๊รัตน์บอกว่า ไม่อยากเปลี่ยนเลย เพราะน้ำเต้าหู้ก็ขายดีอยู่แล้ว จะเสี่ยงทำไม ทะเลาะจนเกือบเลิกกัน ในที่สุดเมียก็ต้องยอมผัว! จากน้ำเต้าหู้มาทั้งน้ำตา มาขายเป็ดพะโล้แทน ซึ่งภายในไม่กี่อาทิตย์ก็ขายดิบขายดีติดตลาด คนแถวนั้นแวะเวียนมาซื้อไม่ขาดสาย คนเคยกินแล้วก็กินอีก ยิ่งช่วงเทศกาลไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้เองที่เจ๊รัตน์ถึงกับบอกว่า “เชื่อผัวมันดีอย่างนี้เอง!” (คนที่บ้านฟังไว้)

ถ้าลูกค้าสังเกตจะเห็นว่าหลังร้านมีศาลเล็กๆ ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ เป็น “รูปปั้นงู” อันนี้มีที่มา เฮียพจน์เชื่อว่าที่ร้านขายดีส่วนหนึ่งมาจากท่านช่วย เพราะตั้งแต่ตั้งศาลกราบไหว้ทุกวัน ยอดขายเป็ดดีวันดีคืน ซึ่งรูปปั้นงูไม่ได้ซื้อมาแต่อย่างใด แต่มาแบบบังเอิญ!? หรือท่านบันดาลก็ไม่อาจทราบได้ เรื่องเป็นอย่างนี้ “ร้าน” ที่เฮียพจน์ขายอยู่ ด้านหลังเมื่อก่อนเป็นบ้านไม้โบราณ มีคนแก่เฝ้าบ้านอยู่ 2 คน ช่วงค่ำๆ เฮียพจน์ไปล้างมือ เจองู ใหญ่กำลังแผ่แม่เบี้ย เฮียพจน์ตกใจแล้วยกมือไหว้ ขอให้ต่างคนต่างอยู่ สักพักงูเลื้อยหายไป ต่อมาบ้านไม้นั้นได้ถูกขาย มีคนมารื้อ ระหว่างการรื้อถอน เฮียพจน์เดินไปดูพบกับรูปปั้นงูที่รูปทรงสัณฐานเหมือนกับงูที่เห็นในค่ำคืนนั้นเป๊ะเลย เฮียพจน์ถามคนเฝ้าบ้านและคนรื้อถอนว่า “รูปปั้นงู” เป็นของใคร ของบ้านนี้หรือเปล่า น่าแปลกที่คนเฝ้าบ้านทั้ง 2 คนบอกว่าไม่ใช่ของบ้านนี้! และไม่เคยเห็นรูปปั้นนี้มาก่อน เฮียพจน์จึงขอมาบูชาตั้งศาลเล็กๆให้ จุดธูปกราบไหว้ทุกวัน ซึ่งตั้งแต่บูชาก็ขายดิบขายดีมาตลอด

“เจ้าที่งู” เชื่อว่าท่านช่วยให้ขายของดี.

แวะไปซื้อเป็ดพะโล้ แล้วกราบท่านด้วย เผื่อได้โชคได้ลาภกลับบ้าน ร้านเฮียพจน์อยู่ในซอยลาดพร้าว 101 ใช้ชื่อว่า “เป็ดพะโล้ปริญญา” ตามชื่อของลูกชาย ขายตั้งแต่เที่ยงจนถึง 3 ทุ่ม จากปากซอยร้านอยู่ขวามือติดกับเซเว่น อีเลฟเว่น ติดกับแยก 42 หาไม่เจอโทร. 08–1825–3674, 08–6555–1257

ที่ตั้งร้าน

ใครได้เลขเด็ดบอกอาเหม่งบ้าง เผื่อจะรุ่งด้านนี้ ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!

อาเหม่ง

 

โอมิ เนื้อวัวญี่ปุ่นขั้นเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/451347

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 20 ก.ย. 2557 05:15

พูดถึงเนื้อญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดเนื้อวัวที่นุ่มที่สุดในโลก แทบจะละลายในปากก็ว่าได้ โดยหนึ่งในสามสุดยอดเนื้อวัวชั้นเลิศจากแดนอาทิตย์อุทัยต้องยกให้ “เนื้อโอมิ” ซึ่งหาทานได้ยากในเมืองไทย

งานนี้ เพื่อฉลองการเปิดร้านใหม่ ที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี TETSU ทุ่มทุนสร้างนำเข้า “เนื้อโอมิ” เนื้อวัวขั้นเทพจากฟาร์มใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในภูมิภาคคันไซ มาให้นักชิมชาวไทยได้ลิ้มลองแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ โดยตั้งใจปรุงเป็นเมนูซูชิหรู “อาบูริ โอมิวากิว ซูชิ” นำเนื้อโอมิมาย่างไฟให้ได้กลิ่นหอมอบอวล จากนั้นบรรจงวางลงบนข้าวญี่ปุ่นคัดพิเศษพอดีคำ ราดด้วยซอสเทอริยากิสูตรเฉพาะ ภายในร้านยังมีเมนูอร่อยตำรับญี่ปุ่นแท้ๆสไตล์ซาชิมิและยากินิกุ ซึ่งฟังแค่ชื่อเมนูก็น้ำลายไหลซะแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สลัดสาหร่ายไคโซ, โรลฟัวกราส์ปลาไหลย่าง, ชุดยากินิกุเนื้อโอมิ และชุดยากินิกุซีฟู้ดส์

สำหรับความพิเศษของ “เนื้อโอมิ” ได้รับการบอกเล่าโดย “มร.กาโต้ ฮิเดกิ” ตัวแทนองค์กรส่งเสริมการส่งออกด้านอาหารภูมิภาคคันไซว่า ถ้าพูดถึงสุดยอด เนื้อวัวจากญี่ปุ่น ก็คงต้องยกให้ มัตสึซากะ, โกเบ และโอมิ ซึ่งเนื้อวัวทั้ง 3 ชนิด เกิดจากวัวขนดำสายพันธุ์เดียวกันคือ “ทาจิมะ” แต่ใช้ชื่อแตกต่างกันตามเขตเลี้ยงดู โดย “เนื้อโอมิ” เป็นเนื้อดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเอโดะ ถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหารของเมืองชิกะ (ชื่อเดิมคือเมืองโอมิ) ซึ่งมีแหล่งน้ำสะอาดบริสุทธิ์ อุดมด้วยแร่ธาตุจากทะเลสาบบิวะ ทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ทำให้เนื้อมีกลิ่นหอมหวาน ผสมผสานกับการเลี้ยง ดูอย่างดี จัดให้วัวอยู่คอกละตัว เพื่อให้มีพื้นที่ออกกำลังกาย แถมยังเปิดเพลงให้ฟังคลายเครียด และคอยบีบนวดให้ชั้นไขมันกระ– จายตัวแทรกซึมในเนื้อแดงอย่างทั่วถึง จนกลายเป็นเนื้อชั้นเลิศรสชาติหวานหอมแทบ ละลายในปาก.

 

ความหวานในขนมเยลลี่และวุ้นคาราจีแนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/451051

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย19 ก.ย. 2557 05:01

เยลลี่ เป็นขนมหวาน ของว่าง ของทานเล่นที่ไม่หนักท้อง เหมาะสำหรับเด็กๆ และสาวๆ

เยลลี่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำผลไม้ผสมกับน้ำตาลและสารทำให้เกิดเจล เช่น เจลาติน แพคติน คาราจีแนน

เยลลี่ที่ดีต้องมีลักษณะใส มีเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่เหนียวหนืดและไม่เหลวจนเกินไป ปัจจุบันมีขายกันทั้งแบบบรรจุถ้วยใช้ช้อนตัก หรือใช้หลอดดูดรับประทาน

ซึ่งนอกจากมีสีสันสดใส กลิ่น รสหอมหวาน ดึงดูดใจเด็กๆแล้ว ปัจจุบันผู้ผลิตยังใส่ลูกเล่นในเยลลี่โดยผสมทั้งบุกหลากสี หรือวุ้นมะพร้าวเพื่อเพิ่มความหนึบหนับให้เคี้ยวสนุก

ผู้ผลิตบางรายมีการใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อตอบสนองต่อสาวๆที่ต้องการลดความอ้วน และผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้มีความรู้สึกอิ่มหรืออยู่ท้องโดยไม่ต้องทานข้าว และอาหารอื่นๆ

ทว่า ผู้ที่ชื่นชอบวุ้นและเยลลี่วันนี้ดูตารางด้านล่างกันสักนิดว่า ของหวานที่เราชื่นชอบนั้น มีปริมาณน้ำตาลเท่าไหร่ เพราะหากเราได้รับน้ำตาลจากขนมหวานมากๆ จะเป็นต้นเหตุของโรคฟันผุ

ที่สำคัญ การทานน้ำตาลปริมาณสูงๆเป็นประจำ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และอ้วนในที่สุด

แถมยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูง ตามมาอีกด้วย

สำหรับคนไทยข้อแนะนำการทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีคือ ควรทานน้ำตาลแต่น้อย โดยปริมาณน้ำตาลที่แนะนำสำหรับคนทั่วไปต่อวัน คือควรทานไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มตัวอย่าง วุ้นคาราจีแนน ขนมเยลลี่คาราจีแนน จำนวน 4 ยี่ห้อจากห้างสรรพสินค้า เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณน้ำตาลทั้งหมด

ผลปรากฏว่าแต่ละตัวอย่างมีปริมาณน้ำตาลแตกต่างกันไป ขอแนะว่าไม่ควรทานขนมหวานปริมาณมากๆ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพที่ดีและห่างไกลโรค.

 

ผัดเห็ดหอมฮ่องเต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/450861

โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 18 ก.ย. 2557 06:01

เทศกาลถือศีลกินเจจะเริ่มในสัปดาห์หน้านี้แล้ว ถือเป็นช่วงเวลาที่ได้ชำระล้างร่างกายให้สะอาดปีละครั้ง สำหรับปีนี้ตามปฏิทินจีนมีเดือนที่ตรงกับจันทรคติคือเดือน 9 ถึง 2 ครั้ง ในรอบ 182 ปี จะมีเช่นนี้หนหนึ่ง จึงส่งผลให้ปีนี้ มีการถือศีลกินเจถึง 2 รอบด้วยกัน โดยครั้งแรกในช่วงวันที่ 23 ก.ย.-2 ต.ค. และอีกช่วงคือ 23 ต.ค.-1 พ.ย. ส่วนใครจะขอเกาะเกี่ยวใบบุญปฏิบัติตัวไปกับเทศกาลได้แค่ไหน ก็อยู่ที่ความตั้งใจแล้วละค่ะ แต่อย่างไรวันนี้ก็ขอนำเสนอเมนูอาหารเจอีก 1 เมนู ซึ่งทำได้เองง่ายๆ แต่ได้รสชาติของความอร่อย และเชื่อแน่ว่าต้องถูกปากหลายๆคน โดยเฉพาะผู้ที่ชอบทานเห็ด

คุณจู–กาญจนา รัศมิรามา

คุณจู–กาญจนา รัศมิรามา กลับมาเยือนคอลัมน์ “ตั้งสำรับคาวหวาน” อีกครั้ง ด้วยความที่มีฝีมือในการทำอาหาร แม้แต่เห็ดหอมเพียงอย่างเดียว คุณจูก็สามารถปรุงออกมาให้หลายๆคนที่ได้ชิมแล้วติดใจไปตามๆกัน เหมาะเป็นอาหารในช่วงเทศกาลเจเป็นอย่างดี และสามารถปรุงเก็บไว้รับประทานได้ครั้งละหลายๆวันอีกด้วย

พริกชีฟ้าทั้งสีเขียว เหลือง และแดง

เครื่องปรุง : เห็ดหอม / พริกชีฟ้าทั้งสีเขียว เหลือง และแดง / ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม / น้ำตาลทราย…..

วิธีทำ

1) นำเห็ดหอมไปแช่น้ำให้นุ่ม โดยแช่ค้างไว้ 1 คืน แล้วนำขึ้นจากน้ำ พร้อมกับบีบน้ำออกให้หมด และซอยแฉลบเป็นเส้นบางๆ

2) ซอยพริกชี้ฟ้าทั้ง 3 สีเป็นเส้นเล็กๆ โดยเอาเม็ดออกให้หมด

3) ตั้งน้ำมันในกระทะจนร้อน จึงใส่เห็ดหอมลงผัด คลุกเคล้าให้ทั่ว

4) ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย ให้ออกรสตามชอบ

5) ปิดท้ายด้วยพริกชี้ฟ้าใส่ลงไปผัดให้เข้ากัน สามารถเก็บไว้รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยจนข้าวหมดจานโดยไม่รู้ตัว.

วิธีทำ
 

Siam Wisdoms ภูมิปัญญาอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/450516

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2557 11:00

ทุกครั้งที่ถูกถามถึงร้านอาหารไทย แทบนึกไม่ออกว่าร้านไหนอร่อยถูกปาก ทั้งๆ ที่เราอยู่ใจกลางเมืองหลวงของอาหารไทย แต่ถ้าลองถามใหม่อีกครั้งคงต้องบอกว่า Siam Wisdoms ร้านอาหารที่สะท้อนภูมิปัญญาอาหารไทยไว้อย่างดีเกิดจากการรวมตัวของคุณสุขุม คุณไมเคิล คุณณรงค์ศักดิ์ คุณชาคริต แย้มนาม และเชฟชุมพล แจ้งไพร

สยามวิสดอมใช้ชายคาของบ้านสวัสดี บ้านทรงไทยกลางซอยสวัสดีที่มีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์อายุ 80 ปี เป็นเสาเอกกลางบ้าน ชั้นล่างตกแต่งใหม่เป็น “ใต้ถุนบาร์” เสิร์ฟไทยปาสคู่กับเครื่องดื่ม ส่วนชั้นบนเรียกว่า “เรือนแก้ว” อาศัยชานเรือนเป็นพื้นที่กินข้าวคล้ายสวนกลางบ้าน ส่วนห้องนอนเดิมปรับเป็นห้องอาหารส่วนตัวเรียกว่าเรือนเอก โท และตรี

ก่อนมื้ออาหารแนะนำให้ลองไทยปาสที่คุณชาคริตพิธีกรดังคิดเอาไว้ ก่อนขึ้นไปชั้นบนเพื่อชิมอาหารไทยที่นำภูมิปัญญาอาหารไทยมารวมไว้ โดยเลือกใช้วัตถุดิบในประเทศเกือบทั้งหมด อาทิ เนื้อโคขุน คาเวียร์ ชีสพาร์เมซาน กะปิคลองโคน น้ำตาลเพชรบุรี นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนเมนูอาหารตามฤดูกาลที่เปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต มื้อกลางวันเสิร์ฟอาหารอะลาคาร์ต ส่วนมื้อค่ำเสิร์ฟเซตเมนู

แนะนำให้มาช่วงมื้อค่ำเพราะมีเซตอาหารให้เลือก 3 แบบ Thai Ancient กินแบบไทยๆ อาหารโบราณชาววัง Thai Classical กินอยู่อย่างไทย อาหารไทยร่วมสมัย และ Thai Innovative อาหารไทยกินอย่างเทศ เสิร์ฟเป็นคอร์สอย่างฝรั่ง

วันนี้เชฟชุมพลค่อนข้างยุ่ง แต่เราได้คุณณรงค์ศักดิ์มาช่วยแนะนำเลยได้ชิมอาหารจากหลายเซต จานแรก ขนมจีนน้ำพริก อะลาคาร์ตมื้อกลางวัน น้ำพริกกุ้งมีกุ้งเป็นตัวๆ ไม่หวานเลี่ยนและเค็มปะแล่มๆ จานที่ถูกใจมากเป็นไส้กรอกปลาแนม เนื้อหมูคุโรบุตะบดผสมเครื่องเทศ กะทิ ข้าวโพด ย่างแล้วรมควันด้วยกากมะพร้าว กับปลาช่อนนึ่งตำกับข่า คลุกเคล้ากับข้าวคั่ว เกลือ น้ำตาล กะทิ มะนาว และน้ำส้มซ่า แล้วนำทั้ง 2 อย่างห่อด้วยใบชะพลู ได้รสเปรี้ยวหวานและเผ็ดร้อน

อร่อย เด็ด

จานต่อมาก็แอบซ่อนความเป็นไทยได้น่าสนใจ ผัดพริกขิงน่องเป็ด เชฟชุมพลนำน่องเป็ดไปซูสวิดนาน 12 ชั่วโมง แล้วทอดก่อนผัดกับพริกขิง เนื้อเป็ดกรอบนอก เนื้อร่อนไม่แห้ง กินกับข้าวหุงกะทิชุบมะพร้าวขูดแล้วทอด คล้ายข้าวจี่แต่หอมมะพร้าว

ผัดพริกขิงน่องเป็ด

ส่วนของหวานเป็นข้าวตู ข้าวตอก น้ำผึ้งพระจันทร์ ข้าวตังกวนกับน้ำตาลอบควันเทียนจนเหนียว เนื้อหยุ่นหอมไม่หวานไป ราดด้วยน้ำผึ้งป่า กินกับไอศกรีมข้าวคั่วที่มีเนื้อสัมผัสของข้าวคั่ว

อยากลิ้มรสภูมิปัญญาอาหารไทย พิกัดร้านอยู่ที่ 66 ถนนสุขุมวิท ซอย 31 แยก 4 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เปิดบริการ 12.00-14.30 น. และ 18.00-23.00 น.
โทร. 09-5964-9751-2

 

เดอะมอลล์ ชวนสัมผัสเทศกาลใบไม้ 5 สี ของญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/450149

โดย ทีมข่าวสตรี 15 ก.ย. 2557 05:15

มนต์เสน่ห์ของแดนอาทิตย์อุทัยยังมาแรงไม่มีตก ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ซึ่งเป็นการบอกกล่าวให้รู้ว่า ฤดูหนาวจะกลับมาอีกไม่นาน “ดวงตา พงษ์วิไล” ผู้จัดการใหญ่การตลาดศูนย์การค้าเดอะมอลล์ จึงชวนชาวเจแปน เลิฟเวอร์สัมผัสมนต์เสน่ห์ฤดูใบไม้ 5 สีของประเทศญี่ปุ่น พร้อมช็อปและชิมอาหารเลิศรส ในงาน The Mall Japan Discovery 2014 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างนี้ถึงวันที่ 22 ก.ย. ณ อีเวนต์ ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยจำลองสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของญี่ปุ่นได้แก่ “ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ” ศาลเจ้าชินโตที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต และมีชื่อเสียงโด่งดังจากประตูโทริอิ (Torii Gate) หรือเสาประตูสีแดงที่เรียงตัวกันข้างหลังศาลเจ้า จำนวนหลายหมื่นต้น มาให้ได้ชื่นชมกัน

สุทธิพงษ์ อัมพุช และดวงตา พงษ์วิไล ชวนเที่ยวงาน “The Mall Japan Discovery 2014″.

ในงานยังรวบรวมอาหารและขนมเลื่องชื่อของญี่ปุ่นจากร้านชั้นนำ อาทิ ขนมไดฟูกุลูกพลับ และไดฟูกุมันม่วง จากร้าน Kokoro Sweet เป็นขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นขนานแท้ สำหรับฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะหาทานได้ในไทยครั้งแรก เฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น รวมทั้ง ไอซ์ คาเซน น้ำแข็งใส พร้อมไอศกรีมและผลไม้สด เสิร์ฟในหม้อไฟตามแบบฉบับของญี่ปุ่น จากร้าน Tonkotsu Kasen, แองเจล แฮท ชีสเค้ก ชีสเค้กรูปทรงโดม เนื้อเค้กละลายในปาก สูตรต้นตำรับคิวชู จังหวัดฟูกูโอกะ จากร้าน Uncle Tetsu’s Chesecake, ทสึเคเมน หรือราเมนที่แยกน้ำซุปกับเส้น เป็นทสึเคเมนเจ้าแรกของญี่ปุ่น น้ำซุปสูตรโชยุที่กลมกล่อม พิเศษตรงเสิร์ฟพร้อมหินร้อนลงไปในน้ำซุป เพื่อให้คงความร้อนไว้ได้นาน จากร้านไทโชเคน, ข้าวแกงกะหรี่ สูตรจังหวัดคานาซาวา จากร้าน โกลด์ เคอรี่ ซึ่งเสิร์ฟพิเศษในจานยักษ์ 2 กิโลกรัม ใครที่สามารถกินได้หมดจานภายในเวลา 15 นาที จัดให้ฟรีไม่ต้องเสียสตางค์แม้แต่บาทเดียว และยังมีสินค้าญี่ปุ่นระดับพรีเมียม ทั้งของที่ระลึก, เครื่องสำอางที่นิยมในหมู่วัยรุ่น และสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นอีกมากมาย พิเศษเฉพาะงานนี้สำหรับผู้ที่ถือบัตรไทยไลฟ์การ์ด ไทยประกันชีวิต รับฟรีไดฟูกุลูกพลับ ตลอดการจัดงาน.

 

แปรรูปผลไม้ไทย เป็นเครื่องดื่มสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/450133

โดย ทีมข่าวสตรี 15 ก.ย. 2557 05:01

เอาใจคนรักสุขภาพ พงศกร พงษ์ศักดิ์ ผู้บริหาร “ดริ้งค์โคโลจีสต์” ได้ต่อยอดความสำเร็จจากน้ำผลไม้ อีฟ ฟรุตตามิน โดยคัดสรรมะขาม ซึ่งเป็นผลไม้ไทยมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม “น้ำมะขาม อีฟ โลคอลเซนเซชั่น” โดยสองกูรูด้านอาหาร คุณหรีด-รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์, เชฟอิ๊ก-บรรณ บริบูรณ์ และสาวสุขภาพดี ร่วมเปิดตัวและต่างยืนยันในความอร่อยและมีประโยชน์ ที่โรงแรม Mode Sathorn

พงศกร พงษ์ศักดิ์ และคุณหรีด–รพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ชวนดื่มน้ำมะขามอีฟ เพื่อสุขภาพ.

ในงาน เป้–พงศกร กล่าวว่า จากที่ผู้บริโภคหันมาเลือกเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพมากขึ้น เราจึงต่อยอดความสำเร็จจากน้ำผลไม้ อีฟ ฟรุตตามิน ที่คัดสรรผลไม้จากแหล่งที่ดีที่สุด มาหยิบความเป็นไทยนำเสนอในรูปแบบน้ำมะขาม อีฟโล–คอลเซนเซชั่น สะท้อนผ่านแนวคิดดูดี ด้วยวิธีธรรมชาติ โดยนำวัตถุดิบสดจากไร่มะขาม จ.เพชรบูรณ์ มาเข้าสู่กระบวนการผลิตที่สะอาดด้วยเทคโนโลยี Cold Aseptic Filling การบรรจุเย็นแบบปลอดเชื้อที่ทันสมัยนำเข้าจากฝรั่งเศส ทำให้ได้น้ำมะขามที่ปราศจากวัตถุกันเสียและไม่เจือสีสังเคราะห์ จนได้มาตรฐาน โดย คุณหรีด–รพีพรรณ ที่มาร่วมพิสูจน์ความอร่อย กล่าวว่า นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว มะขามยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณและมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค มีเส้นใยอาหารสูง กระตุ้นการขับถ่าย

เชฟอิ๊ก–บรรณ บริบูรณ์ ร่วมแชร์ เคล็ดลับดูดีด้วยวิธีธรรมชาติ.

ส่วน เชฟอิ๊ก บอกว่า เวลาเลือกอาหารหรือเครื่องดื่ม ตนชอบที่จะอ่านฉลากทุกครั้ง โดยเลือกที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ต้องไม่มีวัตถุกันเสียหรือสีเจือปน อย่างน้ำมะขาม “อีฟ โลคอลเซนเซชั่น” มีรสชาติกลมกล่อม เปรี้ยวนิดๆ มีรสหวานติดปลายลิ้นให้ความสดชื่น เหมาะกับอาหารรสชาติจัดจ้านอย่างอาหารไทย.

 

“สุกี้เวียดนาม” เด็ดสะท้านฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/449908

โดย อาเหม่ง 14 ก.ย. 2557 05:01

ยามฝนตกพรำๆ บรรยากาศสุดแสนโรแมนติก บางคนเติมความหวานให้ชีวิตคู่ด้วยการนอนกอดกันใต้ผ้าห่มอุ่น แต่สำหรับอาเหม่งคงเลยวัยนั้นมาไกล แค่เห็นคนข้างๆก็รำคาญ!! ไม่ใช่รำคาญหน้าเธอนะจ๊ะ รำคาญเสียงฝนจั๊กๆๆ ต่างหาก (รอดตัวไป) จริงๆแล้วบรรยากาศแบบนี้น่าหาอะไรร้อนๆ ควันฉุยๆหม่ำ หันซ้ายแลขวาไปเจอกับร้าน “ฮานอย ซอย 5” ขาย“สุกี้ เวียดนาม” อัยยะ!! เป็นอาหาร ที่เข้ากับ บรรยากาศที่สุด

“ชุดเนื้อรวม” 249 บาท

ร้านนี้อยู่ในซอยรามอินทรา 5 กรุงเทพฯนี่เอง ร้านไม่ใหญ่มาก เจ้าของบริหารพื้นที่ได้คุ้มจริงๆ เพราะรับลูกค้าได้นับสิบโต๊ะ มีทั้งโซนเอาต์ดอร์และห้องแอร์ มาว่ากันเรื่องอาหารก่อน “สุกี้เวียดนาม” แท้จริงแล้วก็คือ “เฝอ” นั่นเอง ซึ่งเป็นอาหารโปรดของพี่หนูกับพี่หลอ เจ้าของร้าน ยามเดินทางไปต่างประเทศก็หาเฝอหม่ำ จนตกผลึกว่าเราน่าจะทำเฝอขายเองดีกว่า อีกทั้งมีเพื่อนเป็นชาวเวียดนาม จึงได้สูตรจากแม่เพื่อน สูตรนี้เป็นตำรับเวียดนามแท้ๆ มาเต็มทั้งน้ำซุปและน้ำจิ้ม

“ชุดหมูรวม” 229 บาท

น้ำซุปเขาเด็ดจริง น้ำสีน้ำตาลใส หอม หวาน กลมกล่อมมาก ได้กลิ่นสมุนไพรเบาๆ ต่างจากน้ำซุปที่เคยหม่ำ น้ำซุปเคี่ยวนานกว่า 3 ชั่วโมง ใช้กระดูกและผักสารพัดชนิด เช่น หอมหัวใหญ่ หัวไชเท้า แครอท ผักกาดขาว มีใส่สมุน-ไพรลงไปอีก 5-6 อย่าง เช่น อบเชย โป๊ยกั๊ก เป็นต้น น้ำซุปหวานจากน้ำต้มกระดูกและผักล้วนๆ ไม่ได้ใช้ชูรสแต่อย่างใด ส่วนน้ำจิ้มมี 2 แบบ “น้ำจิ้มเผ็ด” กับ “น้ำจิ้มหวาน” ผสมกันอร่อยเลิศที่สุด แต่ถ้าคนชอบแซ่บจี๊ดจ๊าด ต้องเผ็ดเท่านั้น รับรองถึงใจทั้งเปรี้ยวและเผ็ด ส่วนน้ำจิ้มหวานก็เข้มข้นกลมกล่อม เด็กกินได้ผู้ใหญ่กินดี

เนื้อลวกร้อนๆกับนํ้าซุปหอมหวานกลมกล่อม

ร้านนี้มีขายแบบเป็นชุดด้วย ทั้งชุดหมูและชุดเนื้อ เอาทีละอย่าง เริ่มที่ชุดหมูราคา 229 บาท ประกอบ ด้วย สันคอสไลด์ สันนอกสไลด์ หมูนุ่มฮานอย ลูกชิ้นหมู และ เบคอน มาพร้อมกับไข่ไก่ เส้นเฝอ ผักกาดขาว ผักชีฝรั่ง โหระพา และผักบุ้ง สันคอสไลด์นุ่มกำลังดี เจอกับน้ำจิ้มสไตล์เวียดนามแท้ๆ อร่อยล้ำเลิศ ส่วนสันคอก็ติดมันนิดๆ เพิ่มความนุ่มนวลได้อีกขั้น อาเหม่งติดใจหมูนุ่มฮานอยที่หมักด้วยสูตรพิเศษสไตล์เวียดนามแท้ นุ่มนวลกำลังดี เวลาเคี้ยวในปากอย่าเพิ่งรีบกลืน เพราะความหวานจากหมูจะค่อยๆละลายออกมา เจอกับน้ำจิ้มรสเด็ด บอกได้เลยว่า หอเจี๊ยะจนลืมเมีย!!

“นํ้าจิ้ม” เข้มข้นสูตรเวียดนามแท้

ชุดเนื้อรวมชุดละ 249 บาท ประกอบด้วย เสือร้องไห้ เป็นเนื้อส่วนติดมัน เนื้อลูกมะพร้าว เนื้อน่องลาย และลูกชิ้นเนื้อ เคล็ด-ลับการลวกเนื้อคือต้องลวกแบบไม่ต้องสุกมาก เนื้อจะนุ่มหวานอร่อยกำลังดี เพราะถ้าสุกเกินไปเนื้อจะแข็ง แต่ถ้าจะชอบแบบสุกๆ ก็ตามสะดวก เนื้อเหมาะกับน้ำจิ้มแซ่บมาก เพียวๆเลยจิ้มฉ่ำๆ สวรรค์อยู่ในปากแท้ๆ ยิ่งถ้าเป็นเนื้อน่องลายด้วยแล้วแทบละลายในปาก ถูกใจคนหม่ำเนื้อที่สุด

สารพัดของทอด ต้องลอง!

มากันหลายคนสั่งเป็นจานๆ เพิ่มทั้งเบคอน หมูยอ หมูบดทรงเครื่อง ตับ และเกี๊ยวปลา โดยเฉพาะอย่างหลังห้ามพลาดเด็ดขาด! ทางร้านรับเกี๊ยวปลาเจ้าอร่อยจาก อ.แกลง จ. ระยอง ไม่คาวแม้แต่นิดเดียว ตัวเกี๊ยวนุ่มนวลเคี้ยวอร่อยหนึบหนับ หมูด้านในกลมกล่อมเลิศเลอที่สุด เมื่อเจอกับน้ำจิ้มมันคือสวรรค์อย่างแท้จริง เกี๊ยวปลาจานละ 45 บาท

ฮานอย ซอย 5 “สุกี้เวียดนาม”

ลูกชิ้นฮานอยก็เด็ด ทำเองเป็นสูตรจากแม่เพื่อนชาวเวียดนาม เด้งดึ๋งดั๋งกำลังดี เวลาเคี้ยวได้รสของลูกชิ้นหมูแท้ๆ ซึ่งนอกจากมีให้กินในหม้อเฝอแล้ว สั่งมาแบบทอดก็เลอค่า มากันหลายๆคนต้องสั่งไม่งั้นเสียใจแย่ นอกจากนี้ยังมีหมูยอทอด และเปาะเปี๊ยะกุ้งทอด แป้งห่อบางกรอบอร่อย ไส้ในนุ่มนวลเนื้อ กุ้งเข้ากับผักอย่างลงตัว น้ำจิ้มหวานเบาๆ ช่วยชูรสให้เปาะเปี๊ยะอร่อยเด็ดขึ้นอีก อีกหนึ่งจานที่ขอแนะนำคือ “ไก่จิ๋วทอดเกลือ” ใช้ส่วนปีกมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆยาวๆ เคี้ยวง่ายทอดจนแห้งกรอบเคี้ยวเพลินดีจริงๆ อาหารจานทอดทุกอย่างราคาจานละ 35 บาท

ร้านนี้เพื่อผองเพื่อน

“ฮานอย ซอย 5” เป็นร้านของหมู่เพื่อน คนเริ่มต้นคือพี่หนูกับพี่หลอ ซึ่งทำงานประจำ กันทั้งคู่ คนหนึ่งเป็นแอร์โฮสเตส อีกคน ทำงานโฆษณา แม้บางครั้งทั้งคู่ไม่ว่าง มาดูแลร้าน แต่ก็มีเพื่อนๆแวะเวียนมา ช่วยทำ ช่วยขายไม่ขาด เป็นร้านที่ทำให้ความสัมพันธ์
ของเพื่อนแน่นแฟ้นมากขึ้นไม่มีแตกคอ ทุกคนยืนยันอย่างนั้น แวะไปอร่อยกันได้สุกี้เวียดนามของร้าน “ฮานอย ซอย 5” อยู่ในโครงการแกรนด์ รามอินทรา 5 เข้าซอยปุ๊บโครงการอยู่ขวามือ เลี้ยวเข้าไปเลย ร้านอยู่ซ้ายมือไปจอดรถก่อนค่อยเดินกลับมากิน ร้านเปิดตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม โทร.08-1170-9017, 08-1303-8691

การเดินทางไปร้าน

ไปหม่ำเป็นหมู่คณะจะเริงร่าอร่อยมากขึ้น แย่งกันกินแย่งกันหม่ำ แต่ตอนจ่ายไม่ต้องแย่งกัน ปล่อยให้เพื่อนเหมาจ่ายไปเล้ย…ยย ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก!!

อาเหม่ง

 

อร่อย เด็ด! อาหารเวียดนามจากหลังสวน…’ThangLong’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/449420

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2557 14:10

หลังจากเปิดขายมานานกว่า 20 ปี ThangLong หรือมังกร ร้านอาหารเวียดนามบนถนนหลังสวนก็ปรับโฉมใหม่จนแทบจำไม่ได้ ดูเท่ทันสมัยขึ้น แถมยังยกชุดเฟอร์นิเจอร์ใหม่หมดจนกลายเป็นอีกมุมแฮงก์เอาต์ยามค่ำคืน เหมาะกับนักกินที่อยากได้ไวน์เบาๆ กับอาหารเวียดนามสไตล์ฟิวชั่น…

ชั้นล่างมีโซนเอาต์ดอร์ด้านหน้าของบ้านเก่าสไตล์หลังสวนที่ตกแต่งใหม่ให้ทันสมัย ส่วนภายในเพิ่มความเท่ด้วยเฟอร์นิเจอร์หนัง ไม้ ผสมกับเฟอร์นิเจอร์เก่าที่มีกลิ่นอายของเวียดนามปนอยู่ ส่วนชั้นบนใช้ภาพวาดป๊อปอาร์ตรูปเด็กเวียดนามหลากสีสันมาเพิ่มความเท่ให้ร้านอาหารระดับตำนาน

บรรยากาศร้าน

คงต้องบอกว่าเจ้าของร้านลงทุนปรุงและคิดค้นอาหารใหม่ๆ ด้วยตัวเองมาโดยตลอด จึงมีเมนูอาหารให้ชิมหลากหลาย จากอาหารเวียดนามล้วน ก็เริ่มแตกไลน์โดยมีกลิ่นอายของอาหารฝรั่งและไทยปนเข้ามาด้วย แต่ยังคงความเป็นอาหารผักสมุนไพรไว้

เริ่มจากอาหารเวียดนามที่คุ้นเคย ขนมเบื้องญวน เนื้อแป้งผสมไข่ กรอบนอกนุ่มใน ส่วนไส้ใช้การผัดไฟแรงแบบอาหารจีนจนได้กลิ่นหอมยวนใจ หมูย่างใบชะพลู ไม่ได้น่าตื่นเต้นไปจากร้านอื่นๆ ขากบหง่อนหลำทอดงา จานนี้แว่วมาว่าไม่ค่อยมีใครกล้าสั่งกัน แต่บอกเลยว่าเนื้อกบหวานอร่อยมาก ทอดกรอบจนกินได้ทั้งกระดูก แถมด้วยความหอมของกระเทียมและงา

จานเด็ด ไม่ควรพลาด

จานต่อมาปรับปรุงเล็กน้อยโดยมีกลิ่นอายฝรั่งปน ซี่โครงหมูย่างข้าวเหนียวทอด ซี่โครงหมูหมักให้มีรสเผ็ดนิดๆ เนื้อไม่ร่วนไป ยังเหลืออะไรให้เคี้ยวบ้าง กินกับข้าวเหนียวทอดรสหวาน

สุกี้เวียดนาม

แล้วห้ามพลาดกับสุกี้เวียดนาม จุดเด่นอยู่ที่น้ำซุปกระดูกหมูผสมน้ำมะพร้าว ลวกจิ้มเนื้อวัว เนื้อหมู อาหารทะเลในซุปร้อนๆ จนได้ความหวานของมะพร้าวซึมซาบเข้าเนื้อ ตักน้ำซุปเล็กน้อย ใส่กล้วยดิบ ตะไคร้ มะม่วง สับปะรด ราดด้วยน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวที่มีกะปิผสมอยู่ หอมหวานอร่อยมาก

82/5 ซอยหลังสวน ถนนหลังสวน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เปิดบริการ 10.00-14.00 น. และ 16.00-23.00 น. โทร. 0-2251-3504, 0-2255-4491

 

Trend can do : ไม่ลองถือว่าผิด! 5 ขั้นตอนทำง่าย…’ไอศกรีม สตรอเบอร์รี่ ชอร์ทเค้ก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/449552

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ย. 2557 09:40

กลับมาพบกับ Trend can do ไทยรัฐออนไลน์ทุกวันศุกร์แบบนี้เช่นเคย สัปดาห์นี้ต้องโดนใจคนชอบทานและชอบทำของหวานอย่างแน่นอน กับวิธีการทำที่แสนง่ายดายเพียงไม่กี่ขั้นตอน คุณก็จะได้อร่อยฟินกับ ‘ไอศกรีม สตรอเบอร์รี่ ชอร์ทเค้ก’ ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า ขั้นตอนการทำง่ายมากถึงมากที่สุด ถ้าไม่ลองถือว่าผิด!! 

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. บัตเตอร์เค้ก

2. ไอศกรีมซอฟต์ครีม

3. สตรอเบอร์รี่

สิ่งที่ต้องเตรียม

ขั้นตอนการทำ

1. ตัดบัตเตอร์เค้กที่ซื้อมาออกเป็นแผ่นๆ เพื่อนำมาเรียงเป็นชั้นๆ

นำไอศกรีมซอฟครีมผสมกับสตรอเบอร์รี่

2. นำไอศกรีมซอฟต์ครีมผสมกับสตรอเบอร์รี่ที่เตรียมไว้ คนเบาๆ ให้เข้ากัน นำแผ่นบัตเตอร์เค้กใส่ลงไปในภาชนะ หรือแป้นพิมพ์ที่เราเตรียมไว้

นำไอศกรีมที่ผสมไว้ เทใส่ลงไปในแผ่นบัตเตอร์เค้กที่ใส่ภาชนะ

3. เริ่มสร้างเลเยอร์โดยการเอาแผ่นบัตเตอร์เค้กที่ตัดไว้ 1 ชิ้นวาง หลังจกานั้นก็นำไอศกรีมซอฟต์ครีมที่ผสมสตรอเบอร์รี่แล้วมาใส่ลงไปพอประมาณ แล้วนำแผ่นบัตเตอร์เค้กอีกแผ่นมาประกบด้านบน ทำอย่างนี้อีก 2 ชั้น หรือจะกี่ชั้นก็ได้ แล้วแต่ความพอใจของเรา

4. หลังจากสร้างชั้นเสร็จแล้วให้นำไปแช่ตู้เย็น ประมาณ 4 ชั่วโมง

เสร็จแล้ว พร้อมเสิร์ฟ

5. เมื่อแช่ตู้เย็นเสร็จแล้วนำมาใส่จาน ตกแต่งหน้าบัตเตอร์เค้กให้สวยงามตามความชอบของเรา เสร็จแล้วนำไปเสิร์ฟ พร้อมสังสรรค์เม้าท์มอยกันเพลินๆ ในวันสบายๆ ของคุณ.

ที่มา : bettycrocker

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,029 other followers

%d bloggers like this: