อาหาร

All posts in the อาหาร category

พลาดไปเสียดายแย่! สารพัดไส้ ชิมขนมไหว้พระจันทร์ เจ้าอร่อยสุดๆ

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527801

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2558 14:05

 

ใกล้วันไหว้พระจันทร์เข้ามาทุกที หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลนี้คือ ขนมไหว้พระจันทร์ ที่สามารถแบ่งปันและมอบให้เป็นของขวัญทั้งในระหว่างครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหายได้ วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอพาทุกคนไปชิมขนมไหว้พระจันทร์เจ้าอร่อย บอกเลยว่าเด็ดทุกร้าน ไม่เชื่อตามมาดูกันได้เลย…

1. หม่าน ฟู่ หยวน


สุตรเด็ดไส้ชาเขียวญี่ปุ่นกลิ่นมะลิ

เทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ “หม่าน ฟู่ หยวน” ต้นตำรับอาหารจีนแบบกวางตุ้งอันเลื่องชื่อ รังสรรค์ขนมไหว้พระจันทร์รสเลิศให้เลือกสรร ทั้งไส้ “ชาเขียวญี่ปุ่นกลิ่นมะลิ” ที่อบอวนกลิ่นอายของวัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วยส่วนผสมของชาเขียวมัชชะแท้ 100% ให้รสชาตินุ่มละมุนลิ้น และอีกหนึ่งรสชาติที่ไม่ควรพลาด สูตรต้นตำรับอย่างไส้ “เม็ดบัวไข่แดงคู่” เอาใจคนรักสุขภาพด้วยสูตรหวานน้อย ปริมาณน้ำตาลที่ลดลงกว่า 50% พร้อมคงความหอมอร่อยของเนื้อขนมไว้อย่างเหนียวแน่น

2. สีฟ้า


Handmade Mooncake ตำรับฮ่องกง

สีฟ้า ชวนชิมขนมไหว้พระจันทร์ “ทำมือ” Handmade Mooncake ตำรับฮ่องกง สุดคลาสสิก ที่ยังคงรักษาศาสตร์แห่งการผลิตแบบดั้งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตที่ยังคงใช้พิมพ์ไม้แบบดั้งเดิม สำหรับอัดส่วนผสมให้ติดแน่นอยู่กับ แผ่นแป้งบางๆ ที่เหนียวนุ่ม ละมุนลิ้น และยังคงความหอมอร่อยของส่วนผสมที่สอดไส้ไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้ง 4 ไส้คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน ลูกบัว โหงวยิ้ง และงาดำ แล้วค่อยๆ เคาะขนมไหว้พระจันทร์ออกมาทีละชิ้น จนได้เป็น ขนมไหว้พระจันทร์รูปทรงงดงาม มาให้แฟนคลับสีฟ้าเลือกสรรเป็นชุดของขวัญสุดพิเศษ เพื่อความเป็นสิริมงคล และแบ่งปันความสุขในเทศกาลสุดประทับใจ คืนวันที่พระจันทร์สวยที่สุดในรอบปีของชาวจีนแต่โบราณที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ในกล่องสีแดงสวยสดใสพร้อมลายเส้นสวยงาม

3.โคคา


อร่อยเป็นเอกลักษณ์มีหลากหลายไส้

โคคา ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับที่สืบทอดมากว่า 50 ปี โดยเชฟฝีมือดีของโคคาได้คัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศมาบรรจงทำ ด้วยกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ทำสดใหม่ทุกวัน ปราศจากสารกันบูด อร่อยเป็นเอกลักษณ์ด้วยไส้ที่มีให้เลือกตามความชอบ ทั้งโหงวยิ้ง ทุเรียน ลูกบัว เกาลัด และคัสตาร์ด บรรจุในกล่องสวยงามที่จัดทำเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญเพื่อส่งความปรารถนาดีและความสุขให้แก่คนในครอบครัวและคนที่รัก วางจำหน่ายตั้งแต่ 26 สิงหาคม–27 กันยายนนี้ ที่ร้านโคคาทั้ง 8 สาขา (สุรวงศ์ สยามสแควร์ สยามเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ไทม์สแควร์ สุขุมวิท 39 แจ้งวัฒนะ เมกะบางนา) และร้านไชน่าไวท์ ชั้น 3 เซ็นทรัลเวิลด์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 085-123-4575

4.โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ


ขนมไหว้พระจันทร์สูตรเชฟจีน

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ คัดสรรแต่เฉพาะวัตถุดิบนำเข้าชั้นเยี่ยม คุณภาพสูง บรรจงปรุงอย่างพิถีพิถันดุจดั่งงานฝีมืออันประณีตทุกชิ้น ด้วยบล็อกพิมพ์แผ่นไม้นำเข้าตรงตามประเพณีจีน สดใหม่จากเตาอบวันต่อวันในแบบโฮมเมด โดยเชฟ กอ เอง ยิว  และทีมเชฟจีน เพื่อให้ได้ขนมไหว้พระจันทร์สูตรพิเศษที่ได้รับความนิยมมายาวนาน พร้อมบรรจุในกล่องของขวัญสุดหรูโดยมีรสชาติยอดนิยมให้เลือกชิม อาทิ ไส้ทุเรียนไข่, ไส้เม็ดบัวไข่, ไส้โหงวยิ้งไข่, ไส้ใบเตยงาดำไข่, ไส้คัสตาร์ด มีทั้งในชุดกล่องของขวัญสุดหรู ชุดดีลักซ์ (Deluxe Boxes) 4 ชิ้น ราคา 688 บาทสุทธิ และชุดพรีเมียม (Premium Boxes) 8 ชิ้น ราคา 1,088 บาทสุทธิ

5. ห้องเดอะ เลาจน์ โรงแรม เดอะเซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ


มี 4 รสชาติ พร้อมบรรจุในกล่องหนังสีดำทองหรูหรา

ห้องเดอะ เลาจน์ โรงแรม เดอะเซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ แนะนำขนมไหว้พระจันทร์แสนอร่อย มีทั้งขนมไหว้พระจันทร์แบบอบ สูตรดั้งเดิม มี 4 รสชาติให้ท่านได้เลือกลิ้มลอง ทั้งไส้ทุเรียนหมอนทอง (Durian Monthong) ไส้เม็ดบัวไข่เดี่ยว (lotus seed with single egg yolk)  ไส้เต้าซ่าดำไข่เดียว (red bean and lotus seed with single egg yolk) ไส้โหงวยิ้ง (Mixed Fruits and nuts) พร้อมบรรจุในกล่องหนังสไตล์ เดอะ เซนต์ รีจิส สีดำทองหรูหรา ออกแบบพิเศษสำหรับเทศกาลนี้โดยเฉพาะ มีวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ 1 ก.ย. 2558 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ในราคากล่องละ 1,388 บาทสุทธิ  (บรรจุ 4 ชิ้น)

6. ซิงก์ เบเกอรี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์


สีสันสดใสน่ารัก 4 รสชาติ

ซิงก์ เบเกอรี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ร่วมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วย ขนมไหว้พระจันทร์แสนอร่อยสูตรดั้งเดิม ที่มีหลากหลายรสชาติให้เลือกลิ้มลอง อาทิ ไส้ทุเรียนหมอนทองไข่เดี่ยว/ไข่คู่, ไส้ลูกบัว, ไส้ถั่วแดง และ อื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ทีมเชฟเบเกอรีของเรา ยังได้คิดเมนูใหม่สุดอินเทรนด์ ดัดแปลงจากวัตถุดิบชั้นเลิศแถบตะวันตก ด้วยเมนูขนมไหว้พระจันทร์บัวหิมะ สีสันสดใสน่ารักไว้ให้ทุกท่านได้ลิ้มรสถึง 4 รสชาติ ได้แก่ ไส้ครีมชีสเกาลัด, ไส้ครีมชีสราสพ์เบอรรี่, ไส้ช็อกโกแลต และ ไส้ผลไม้รวม ในราคาชิ้นละ 140 บาท (ไม่รวมอัตราภาษีและค่าบริการ) เชิญมาสัมผัสความหอมหวานแสนอร่อยของขนมไหว้พระจันทร์จาก ซิงก์ เบเกอรี เพื่อเป็นของขวัญแทนใจให้แก่ทุกคนที่คุณรัก ได้ตั้งแต่ วันที่ 27 สิงหาคม ถึง 27 กันยายน 2558 ณ ซิงก์ เบเกอรี ชั้น 1 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

 

ครัวอภัยภูเบศร กินอาหารเป็นยา ดื่มกาแฟหมามุ่ย

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/528025

โดย คุณชาย 2 27 ก.ย. 2558 05:01

 

ถ้าเราไม่กินอาหารเป็นยา ต่อไปอาจต้องกินยาเป็นอาหาร

หมอเตือนอยู่เนืองๆ เรื่องการรับประทานอาหารว่า อย่างน้อยให้ครบทั้ง 5 หมู่ แต่คนเรามัก ‘ชั่วดีรู้หมด แต่อดไม่ได้’ จึงตามใจปาก หนักเข้าอาหารก็กลายเป็นพิษภัยไป สัปดาห์นี้ “คุณชาย 2” วางกิเลสไว้ชั่วคราว สาวเท้าอาดๆ เข้าไปยัง อภัยภูเบศร เดย์สปา เพื่อลิ้มลองอาหารสมุนไพรดูบ้าง

แต่ละรายการ “หมอต้อม” หรือ ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ตรวจสอบแล้ว ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย ครัวนี้ลือกันว่าเด็ดทั้งอาหารและดีทั้งเครื่องดื่ม ระหว่างรออาหารสดๆ “คุณชาย 2” บรรจงจิบกาแฟหมามุ่ยไปพลางๆ มีเสียงกระซิบข้างๆว่าคัดมาจากหมามุ่ยคุณภาพดี ผสมลงในกาแฟออร์แกนิกในปริมาณที่เหมาะสม ใช้เป็นอาหารบำรุงสมองก็ได้บำรุงร่างกายก็ดี แถมเสริมสมรรถภาพความเป็นชายอีกด้วย

ความเข้มข้นของกาแฟเลือกได้ตามใจชอบ มีทั้งเอสเพรสโซ อเมริกาโน และลาเต้ ไม่ว่าจะเข้มข้นระดับใด ก็มีเกล็ดหมามุ่ยผสมอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ“คุณชาย 2” คอไม่แข็งจึงลิ้มลองลาเต้ แม้จะเลือกชนิดที่อ่อนสุดแล้ว แต่อาจเพราะตื่นเต้นหรืออะไรก็ตาม แค่ละเลียดฟองนมเท่านั้น คล้ายเลือดลมปั่นป่วน ใจคอไม่ค่อยจะดีเอาเสียเลย

อ้าว…อาหารพร้อมแล้ว ส้มตำมะระขี้นก เปาะเปี๊ยะหูเสือ สุกี้ใบหม่อน ยำดอกแค และขาดไม่ได้คือข้าวไรซ์เบอร์รี่ แต่ละอย่างสีสันยั่วใจ ตักส้มตำเข้าไปคำงามๆ ระหว่างเคี้ยวกลิ่น ปลากรอบหอมเข้าจมูกอย่างจัง กลิ่นไม่อาจบอกว่าเป็นปลากรอบจากทะเลสาบเขมรหรือไม่ บอกได้แต่เพียงว่าหอมนำตามด้วยรสขมปะแล่มๆจากมะระขี้นก เคี้ยวๆไปรสขมก็ดับด้วยมะละกอและเครื่องปรุงอื่นๆ เมื่อรับประทานกับข้าว ความขมก็แทบอันตรธาน

เคล็ดลับในการลดความขมทำอย่างไร คำตอบคือใช้มะระสดๆมาปรุง ไม่ต้องลวกน้ำร้อน เพราะจะทำให้ความขมกระจายออกมา เมนูนี้นอกจากจะเหมาะกับคนวัย ‘กินของขม จับนมสาว เล่าความหลัง’ แล้ว คนทั่วไปที่ต้องการกินอาหารเป็นยาก็ไม่น่าพลาด เนื่องจากมะระมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก อาทิ ลดความดัน บำรุงร่างกาย เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค และบำรุงธาตุ เป็นต้น สรรพคุณสมกับโบราณว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ไม่ผิดเพี้ยน

เมนูสมุนไพรประเภทผักก็อย่าง เปาะเปี๊ยะหูเสือ เคียงข้างด้วยน้ำจิ้ม คำแรก “คุณชาย 2” ต้องการลิ้มรสจริงๆของผัก ตักเข้าปากโดยไม่ต้องจิ้ม จึงได้สัมผัสกับความสดของผักที่ห่ออยู่ในแผ่นแป้ง มีทั้งแครอท แตงกวา ผักกาด หมูสมุนไพร และใบหูเสือ ผักอื่นๆ รสจืด มีรสใบหูเสือปร่าแปร่งด้วยสรรพคุณทางยาบ้าง แต่เมื่อเคี้ยวถึงหมูสมุนไพรที่แนมเข้ามา ก็ช่วยเติมรสชาติให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น

ใบหูเสือแม้จะกลิ่นฉุนเผ็ดร้อนไปบ้าง แต่สรรพคุณทางยาไม่ธรรมดา อาทิ บำรุงเลือดลม แก้ไอ ดับกลิ่นปาก และแก้หอบหืด เป็นต้น หากไม่ชอบกินใบสดๆ ก็มีสมูทตี้หูเสือปรุงและปั้นให้เป็นอย่างดี จนแปลงร่างเป็นน้ำนางเอกอันหอมหวานไปได้อย่างอัศจรรย์

ปรายตาดูรายการอาหาร พบว่าแต่ละรายการเน้นไปที่ซ่อมและสร้างสุขภาพ อาหารเหล่านี้ล้วนมาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน แรกเริ่มเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ให้ความสนใจ แล้วได้รับการต่อยอดองค์ความรู้จนผลิใบ แตกช่อ ก่อผล โดยผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรสืบมา

น.ส.พัชญา ขำสอาด ผู้จัดการฯ บอกว่า ที่ทำอาหาร สุขภาพเพราะต้องการนำคุณค่าของสมุนไพรแต่โบราณกาลเข้ามาในวิถีชีวิตปัจจุบัน ให้อยู่กับยุคสมัยแต่ ละอย่างตั้งใจปรุงให้สวยงาม รสชาติดี และชวนรับประทาน การจัดเมนูอาหาร จัดได้ตามธาตุเจ้าเรือนของลูกค้า และรับประกันได้เรื่องคุณค่าทางอาหาร

สำหรับคนที่ต้องการทานอาหารเป็นยา ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต ทางร้าน ก็จะแนะนำเมนูให้เป็นรายๆไป ส่วนคนที่ไม่ได้เป็นโรคอะไร แต่ต้องการรับประทานอาหารให้ได้คุณค่าอย่างแท้จริง ก็ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ได้เพื่อจะได้รับรายการอาหารที่เหมาะสมกับตนเอง

อาหารของ “อภัยภูเบศร” อยู่ในอาคาร อภัยภูเบศร เดย์ สปา เลี้ยวรถผ่านโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเข้าไปทางเหนือ เพียงเยี่ยมกรายเข้าไปก็จะได้กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่น ด้านขวามือมีร้านกาแฟเล็กๆ สำหรับนั่งละเลียดกาแฟหมามุ่ย เมื่อเข้าไปแล้วก็เลือกเอาว่าจะใช้บริการสปาด้านซ้ายมือ หรือว่ารับประทานอาหารด้านขวามือ หรือจะเลือกทั้งสองก็ไม่ผิดกติกา น.ส.พัชญา ขำสอาด บอกว่า ครัวอาหารสมุนไพร เปิดมาตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2557 ปัจจุบันเปิดทุกวันตั้งแต่ เวลา 08.00-17.00 น. มีรับจัดเลี้ยงด้วย รองรับลูกค้าได้พร้อมๆกันประมาณ 80 ท่าน สงสัยสอบถามได้ที่เบอร์ 0-3721-1088 ต่อ 3123 หรือ 08-6534-9534

นักปราชญ์บอกว่า “สมองที่ดีย่อมตั้งอยู่บนร่างกายที่แข็งแรง” คุณชาย 2 ขอเติมว่า “ร่างกายที่แข็งแรง ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่มีประโยชน์”

ใช่หรือไม่ว่า อาหารที่เราเลือกใส่ปากอยู่ที่เราเลือก ต่อจากนั้นสารอาหารจะทำหน้าที่เอง ว่าจะให้ “คุณค่า” หรือ “ฆ่าคุณ”.­­

“คุณชาย 2”

 

ตีซี้เชฟมิชลินสองดาว กินหรูแบบคลาสสิกร่วมสมัย

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527830

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ย. 2558 05:30

 

แม้จะไม่ใช่ต้นตำรับของมิชลินสตาร์ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศเยอรมนีก็อุดมไปด้วยสุดยอดเชฟที่มีฝีมือระดับโลกนับไม่ถ้วน โดยหนึ่งในตำนานเลื่องชื่อต้องยกให้ “เชฟคาร์ลไฮนซ์ เฮาส์เซอร์” เชฟมิชลินระดับสองดาวผู้มากประสบการณ์ จากห้องอาหารเซเว่น ซีส์ เตรียมบินตรงมาโชว์ฝีมือปรุงอาหารชั้นเลิศให้นักชิมชาวไทยได้ลิ้มลอง ณ ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ วันที่ 28 ก.ย.-3 ต.ค.นี้ เฉพาะมื้อค่ำเท่านั้น มีให้เลือก 2 สไตล์ แบบ 5 คอร์ส ราคา 4,943.40 บาท และแบบ 7 คอร์สอิ่มอร่อยจุใจ ในราคา 5,763.30 บาท ส่วนมื้อค่ำคืนพิเศษส่งท้ายโปรโมชั่น ไวน์ดินเนอร์ ในวันเสาร์ที่ 3 ต.ค.นี้ ราคาเพียง 6,826.60 บาท (รวมภาษีและบริการ) “เชฟคาร์ลไฮนซ์ เฮาส์เซอร์” มีชื่อเสียงโด่งดังจากรายการโทรทัศน์ ARD Büffet ที่แสดงให้เห็นถึงทักษะการทำอาหารของเขาตลอดระยะเวลา 7 ปี นอกจากนี้ เขายังสร้างชื่อด้วยการเป็นแขกรับเชิญโชว์ฝีมือทำอาหารตามรายการโทรทัศน์ดังๆหลายแห่งของเยอรมัน ก่อนจะมาถึงวันนี้ เชฟคาร์ลไฮนซ์ เคยเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในครัวร้านอาหารดังมาแล้วนับไม่ถ้วน

โดยจุดพลิกผันมาถึงเมื่อเขาได้ทำงานร่วมกับเชฟชื่อก้องโลกอย่าง “เชฟเอ็กคาร์ท วิทซ์ซิกมานน์” แห่งร้านอาหารโอเบอร์จีน ซึ่งมีอิทธิพลสำคัญทำให้เขาใฝ่ฝันเป็นที่หนึ่งของโลกบ้าง โอกาสเปิดประตูให้เขาเต็มที่เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพ่อครัวแห่งร้านอาหารในตำนาน “เกิร์ด เคเฟอร์” ก่อนจะย้ายไปเป็นเชฟบริหารใหญ่ของโรงแรม Adlon กรุงเบอร์ลิน ทำให้ได้แสดงฝีมือทำอาหารรับรองแขกบ้านแขกเมืองและบุคคลสำคัญระดับโลก อาทิ อดีตประธานาธิบดีฌากส์ ชีรัก ของฝรั่งเศส และดารานักการเมืองชื่อดังของอเมริกา “อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์” จากนั้นในปี 2003 เขาได้รับมิชลินดาวแรก และได้รับรางวัลมิชลินระดับสองดาวตามมาในปี 2012 อีกทั้งยังคว้ารางวัลสำคัญของวงการอาหารยุโรปคือ Gault & Millau

เมื่อถามถึงสไตล์การทำอาหารของเขา เชฟบอกเสมอว่า ต้องเน้นการเลือกนำวัตถุดิบที่มีคุณภาพและดีที่สุดมาประกอบอาหาร ภายใต้รูปแบบคลาสสิกร่วมสมัย ตามแบบฉบับเยอรมันดั้งเดิม ผสมผสานความโมเดิร์น…ไม่อยากพลาดความสุนทรีย์ระดับมิชลินสตาร์ โทร.0-2659-9000 ต่อห้องอาหารลอร์ด จิมส์.

 

เหลือเชื่อ! สารพัดจานเด็ดจากถั่วเหลือง อร่อย ทำง่ายมาก

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527093

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ย. 2558 14:05

 

ไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้นำสารพัดผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง อาทิ เต้าหู้แข็ง เต้าหู้นิ่ม เต้าหู้พวง เต้าหู้ดำ รวมถึงฟองเต้าหู้ กากถั่วเหลือง และนมถั่วเหลือง ที่อุดมด้วยคุณประโยชน์นานาประการต่อร่างกาย มาปรุงเป็นเมนูหลากหลายสไตล์เอเชีย ทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม ฝากไว้ให้คุณผู้อ่านได้ลองทำให้กับคนที่รักรับประทาน

ประโยชน์จากถั่วเหลือง!

เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะถั่วเหลืองมีปริมาณน้ำตาลน้อย และมีใยอาหารสูง ซึ่งสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง มีการศึกษาจากหลายองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศระบุว่าการบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำ อาจช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย และมะเร็งเต้านมในเพศหญิงวัยที่ยังมีประจำเดือน แต่อาจเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิงวัยที่หมดประจำเดือนแล้วได้ ซึ่งเป็นผลมาจากสารไฟโตเอสโตรเจน

ป้องกันโรคหัวใจ เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่มีคอเลสเตอรอล และมีงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ที่ได้ทำการทดลองในคนไข้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า 300 เนื่องมาจากพันธุกรรม พบว่า คนไข้ที่รับประทานอาหารที่มีโปรตีนจากถั่วเหลือง 25 กรัมต่อวัน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ มีระดับไขมันเลว (LDL) ลดลงร้อยละ 18 และมีระดับไขมันดี (HDL) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20

รักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจาง เพราะในถั่วเหลืองมีธาตุเหล็กสูง แต่ควรรับประทานคู่กับอาหารที่มีวิตามินซีสูงด้วย เพราะวิตามินซีจะช่วยดูดซึมธาตุเหล็กได้เป็นอย่างดี

บำบัดและรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน ที่ช่วยทำให้เลือดลมเดินสะดวก กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้การเผาผลาญอาหารในกระเพาะอาหารให้มีประสิทธิภาพดีมากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้นอนหลับสบาย เพราะในถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนที่ชื่อทริปโตเฟน พอเข้าสู่ร่างกายเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเซโรโทนินช่วยควบคุมการนอนหลับ ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น


เห็ด

ฟองเต้าหู้ห่อเห็ดนึ่ง!

เมนูนี้ดัดแปลงจาก ขนมจีบญี่ปุ่น หรือ “ชูมัย” โดยเปลี่ยนไส้เป็นเห็ดและผักแทน เพิ่มสัมผัสกรุบกรอบเวลาเคี้ยวด้วยแห้วต้ม นำมาห่อด้วยฟองเต้าหู้แผ่นบาง นำไปนึ่งร้อนๆ จนฟองเต้าหู้นุ่ม รับประทานกับซอสเปรี้ยว อร่อยเข้ากัน

ส่วนผสม (สำหรับ 10 ชิ้น)

เตรียม 10 นาที ปรุง 30 นาที
ฟองเต้าหู้ชนิดแผ่นสำหรับห่อฮ่อยจ๊อ 1 แผ่นใหญ่
ต้นหอมลวกน้ำร้อนพอนิ่มสำหรับผูก
ซอสเกี๊ยวซ่าหรือซอสเปรี้ยว
ส่วนผสมไส้เห็ด
เห็ดเออรินจิหั่นเต๋าเล็ก ¾ ถ้วย
เห็ดหูหนูดำแห้งแช่น้ำจนนิ่มหั่นหยาบ 1/3 ถ้วย
เห็ดหอมแห้งแช่น้ำจนนิ่มหั่นชิ้นเล็ก 1/3 ถ้วย
แครอตหั่นเต๋าเล็ก 1/3 ถ้วย
แห้วต้มหั่นเต๋าเล็ก 1/3 ถ้วย
น้ำสต๊อกผัก 1 ถ้วย
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสเห็ดหอม 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
พริกไทยขาวป่น ½ ช้อนชา
น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะละลายน้ำเล็กน้อย

วิธีทำ

1. ตัดฟองเต้าหู้เป็นแผ่นกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 5 นิ้ว เตรียมไว้
2. เตรียมผัดไส้ โดยตั้งกระทะใส่น้ำมันงาลงไปพร้อมกับกระเทียม ผัดจนมีกลิ่นหอม ใส่เห็ดทั้ง 3 ชนิดลงไป ตามด้วยแครอตและแห้ว ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำสต๊อก พอเดือด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสเห็ดหอม ซอสปรุงรส น้ำตาล และพริกไทย ผัดให้เข้ากัน พอเดือดอีกครั้ง ใส่แป้งที่ละลายน้ำไว้ลงไป ผัดจนแป้งสุก และส่วนผสมข้นขึ้น ปิดไฟ ยกลง พักให้เย็น
3. วิธีห่อ ทำได้โดย ตักไส้เห็ดที่เย็นแล้วประมาณ 1 ช้อนโต๊ะพูน ใส่ลงกลางแผ่นฟองเต้าหู้ที่ตัดไว้ จับริมแผ่นฟองเต้าหู้รวบขึ้นให้มีลักษณะคล้ายถุง ผูกด้วยต้นหอมลวก นำไปนึ่งประมาณ 10 นาที ก่อนรับประทานขณะยังร้อนจิ้มกับซอสเกี๊ยวซ่าหรือซอสเปรี้ยวตามชอบ


น่ากินสุดๆ

ข้าวอบเต้าหู้พะโล้หม้อดิน

ข้าวอบหม้อดินสไตล์จีนนี้ เราประยุกต์วิธีการทำให้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องต้มข้าวแบบเดิมให้เสียเวลา ใช้วิธีการรวบรัด โดยนำข้าวสุกมาผัดข้าวกับเครื่องเคราแทน ส่วนเนื้อสัตว์เราปรับใช้เป็นเต้าหู้ดำ เต้าหู้ทอด และฟองเต้าหู้ นำไปต้มพะโล้ให้มีกลิ่นรสหอมหวาน ก่อนรับประทานตักข้าวใส่หม้อดินราดด้วยเต้าหู้พะโล้ แล้วตั้งไฟให้มีกลิ่นหอม เพียงเท่านี้ก็ได้ข้าวอบหม้อดินแสนง่ายรับประทานแล้ว

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)
เตรียม 20 นาที ปรุง 40 นาที
ข้าวกล้องหุงสุก 2 ถ้วย
แปะก้วยต้ม 20 เม็ด
เผือกหั่นเต๋าเล็กทอดพอเหลือง ½ ถ้วย
เห็ดหอมแห้งแช่น้ำหั่นเป็นเส้น 4 ดอก
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันรำข้าวสำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
พริกไทยขาวป่น 1 ช้อนชา
ผักชีสำหรับโรยหน้า
ส่วนผสมเต้าหู้พะโล้
เต้าหู้ดำหั่นเต๋าใหญ่ 12 ชิ้น
ฟองเต้าหู้แช่น้ำจนนิ่มตัดชิ้นพอคำ 8 ชิ้น
เต้าหู้ทอดสำหรับทำเย็นตาโฟ 12 ชิ้น
ขิงหั่นแว่น 6 แว่น
น้ำสต๊อกผัก 2 ถ้วย
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสเห็ดหอม 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส ½ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนโต๊ะ
พริกไทยขาวป่น 1 ช้อนชา
ผงพะโล้ 1 ช้อนชา


แหม สักคำไหม

วิธีทำ

1. ทำเต้าหู้พะโล้ โดยผสมน้ำสต๊อกกับเครื่องปรุงทั้งหมดเข้าด้วยกัน เทใส่หม้อ เติมเต้าหู้ทั้งหมดและขิงลงไป ต้มจนส่วนผสมเดือด ลดไฟลง ต้มต่อจนน้ำในหม้อลดลงครึ่งหนึ่ง ปิดไฟ พักไว้
2. เตรียมผัดข้าว โดยตั้งกระทะใส่น้ำมันรำข้าว พอร้อนใส่กระเทียมลงเจียวจนหอม จากนั้นใส่เห็ดหอมลงไปผัดให้เข้ากัน เติมข้าว แปะก้วย และเผือกลงผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย และพริกไทย ผัดให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดไฟ ยกลง
3. วิธีอบข้าว ทำโดยตักข้าวที่ผัดไว้ใส่ลงในหม้อดิน จากนั้นตักเต้าหู้พะโล้ใส่ลงไปพร้อมน้ำพะโล้ ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ปิดฝา พอเดือด เปิดฝาออก กลับข้าวกับส่วนผสมไปมา จนน้ำในหม้อแห้ง ปิดไฟ ยกลง โรยหน้าด้วยผักชี พร้อมเสิร์ฟ


กิมจิ

เต้าหู้กรอบผัดกิมจิ

เมนูนี้ส่วนใหญ่จะมีขายตามร้านอาหารญี่ปุ่นหรือเกาหลี นิยมผัดกิมจิกับหมูหรือไก่ เรานำมาปรับให้เข้ากับคอนเซปต์เล่ม โดยเปลี่ยนเป็นเต้าหู้แข็งโมเมนของญี่ปุ่นแทน นำไปคลุกแป้งทอดจนเหลืองกรอบก่อนผัด ปรุงรสด้วยพริกโกชูจังกลิ่นหอมรสหวานอมเผ็ดนิดๆ รับประทานกับข้าวร้อนๆ เข้ากันที่สุด

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)

เตรียม 15 นาที ปรุง 30 นาที
เต้าหู้ญี่ปุ่นโมเมน 1 ก้อน
กิมจิผักกาดขาวหั่นท่อนสั้น 1 ½ ถ้วย
ต้นหอมญี่ปุ่นหั่นแฉลบ ¼ ถ้วย
หัวหอมใหญ่หั่นเสี้ยว ½ ถ้วย
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
ขิงสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
พริกโกชูจัง 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ ¼ ช้อนชา
แป้งมันสำหรับคลุกเต้าหู้
น้ำมันพืชสำหรับทอดเต้าหู้
งาขาวคั่วสำหรับโรยหน้า
โคนต้นหอมญี่ปุ่นซอสเส้นสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ

1. ทอดเต้าหู้ โดยหั่นเต้าหู้เป็นชิ้นตามต้องการ นำไปคลุกแป้งมัน แล้วทอดในน้ำมันร้อน จนเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้น พักให้สะเด็ดน้ำมัน
2. เตรียมผัดเต้าหู้ โดยตั้งกระทะใส่น้ำมันงาลงไป พอร้อนใส่กระเทียม ขิง และหัวหอมใหญ่ลงไป ผัดจนมีกลิ่นหอม จากนั้นใส่กิมจิ ตามด้วยเต้าหู้ที่ทอดไว้ ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว น้ำตาล พริกโกชูจัง และเกลือ ผัดให้เข้ากัน ใส่ต้นหอมญี่ปุ่นหั่นแฉลบ ผัดอีกครั้งให้เข้ากัน ปิดไฟ ตักใส่จานเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยโคนต้นหอมญี่ปุ่นและงาขาว ก่อนเสิร์ฟ

ที่มา : http://healthandcuisine.com/ และ https://www.facebook.com/HealthandCuisineMagazine?fref=ts

**เอกสารอ้างอิง**

1. บทความเรื่อง “ถั่วเหลืองกับสุขภาพ” โดย ผศ.ดร.อาณดี นิติธรรมยง และ รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
2. บทความเรื่อง “ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองสำหรับสตรีวัยทอง” โดยรศ.วิมล ศรีศุข ภาควิชาอาหารเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
3. บทความเรื่อง “ถั่วเหลือง (Soybean)” โดยภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
4. บทความเรื่อง “ถั่วเหลือง พืชพื้นบ้านที่เป็นอนาคตของมนุษยชาติ” โดยนิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 222
5. สารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย เรียบเรียง โดยวิทยา บุญวรพัฒน์
6. ”สรรพคุณจากถั่วเหลือง 58 ข้อ” จากเว็บไซต์ http://frynn.com/

 

ดินเนอร์หรูฉลอง 19 ปีท็อปส์

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527684

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ย. 2558 05:45

 

มร.อลิสเตอร์ เทย์เลอร์, ทศพร ศรีตุลา, ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ และอรทัย พัฒนกา.

ฉลองความสำเร็จที่อยู่เคียงข้างนักช็อปมายาวนานถึง 19 ปี มร.อลิสเตอร์ เทย์เลอร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด นำทีมคณะผู้บริหารฉลองใหญ่ในงาน “Tops 19th Anniversary : The Starry Night of Appreciation” เพื่อขอบคุณลูกค้าคนสำคัญที่ผูกพันกับท็อปส์มายาวนานตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน โดยเนรมิตร้านวอเตอร์ไลบรารี่จัดดินเนอร์หรู ภายใต้บรรยากาศแสนโรแมนติก คลอเคล้าบรรยากาศด้วยเพลงแจ๊สเบาๆจาก 2 นักร้องคุณภาพจากเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์


มร.ปาสคาล บิลโลว์ ซีอีโอเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป, ภัทรพ ร เพ็ญประพัฒน์ และลูกค้าคนสำคัญ “ภักดิพร–จิตรพร กรรณสูต”.

ค่ำคืนสุดพิเศษที่ผู้มาร่วมงานจะต้องจดจำไปอีกยาวนาน โดยดินเนอร์มื้อพิเศษจากการรังสรรค์ของ 2 เชฟชื่อดัง เชฟเอียน–พงศ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย ซึ่งเป็นคุกกิ้งกูรูจากเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ มาร์เก็ต และเชฟไฮเคิล โยฮารี่ แห่งวอเตอร์ไลบรารี่ จัดสรรเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟถึง 5 คอร์ส เริ่มด้วย Fole Gras Parfait ตับห่านที่ให้รสชาติกรุบกรอบ ต่อด้วย Wild SeaPrawns สลัดกุ้งคลุกเคล้าแอปเปิ้ลซาวร์ครีมและอโวคาโด, Canadian Lob- ster Flan ล็อบสเตอร์ ซุปรสกลมกล่อม ละมุนลิ้น และเมนูเด็ดที่เชฟภูมิใจนำเสนอ Bake Black Cod เมนูฉลองครบรอบ 19 ปีท็อปส์ ที่ปรุงด้วยเครื่องปรุงถึง 19 ชนิด

โดยเชฟได้คัดปลาคอดชิ้นโตขาวอวบนำมาคลุกเคล้าและราดด้วยสไปซี่เฮิร์บรสชาติเยี่ยม และเมนคอร์สเป็น Free Range Duck Breast อกเป็ดย่าง ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำซอสรสชาติกลมกล่อม ปิดท้ายด้วยของหวานสุดคลาสสิก Apple Tarte Tatin ทาร์ตแอปเปิ้ลชิ้นโตเสิร์ฟคู่ไอศกรีมวานิลา เรียกว่าชนะใจคนรักท็อปส์ไปทุกเมนู ก่อนอำลาค่ำคืนแห่งความประทับใจ มร.อลิสเตอร์ บอสใหญ่สุดหล่อได้กล่าวขอบคุณนักช็อปที่ให้การสนับสนุนท็อปส์และเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์อย่างดีตลอด 19 ปีที่ผ่านมา พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะพัฒนาสินค้าใหม่ๆมานำเสนอพร้อมบริการที่ดีเยี่ยมยิ่งๆขึ้น เพื่อให้สมกับสโลแกนที่ว่า สด คุ้ม ถูกใจ.

 

เส้นใหญ่กับ…สารกันบูด

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527538

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 25 ก.ย. 2558 05:01

 

ก๋วยเตี๋ยว มาจากภาษาจีนฮกเกี้ยนหรือภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า เส้นข้าวสุก ก๋วยเตี๋ยว เป็นอาหารของชาวจีนที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า มีหลายชนิด เช่น เส้นหมี่ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ กวยจั๊บ และเกี้ยมอี๋ วิธีการปรุงเริ่มจากนำมาลวกให้สุกในน้ำเดือด เมื่อสะเด็ดน้ำ แล้วจึงใส่เครื่องปรุง เช่น ลูกชิ้น เนื้อสัตว์ ถั่วงอก ผักบุ้ง และเครื่องปรุงอื่นๆ นิยมทานทั้งแบบน้ำและแบบแห้ง สำหรับเส้นใหญ่ เมื่อลวกเสร็จแล้วจะนิ่ม ทานง่าย มักนำไปทำก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ผัดซีอิ๊ว และราดหน้าอีกด้วย

ทว่า เส้นก๋วยเตี๋ยวนั้นทำมาจากแป้งข้าวเจ้า มีความชื้นสูง ขึ้นราได้ง่าย จึงเน่าเสียได้ง่าย ผู้ผลิตมักเติมสารกันบูด เช่น กรดเบนโซอิก ลงไปเพื่อทำให้เก็บรักษาเส้นก๋วยเตี๋ยวไว้ได้นาน มีระยะเวลาขายมากขึ้น และกระจายสินค้าไปได้ไกลๆ

กรดเบนโซอิก เป็นสารกันบูดหรือกันเสียที่ใช้กันมานาน

ประกาศกระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้ได้ในอาหารบางชนิด แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด

ส่วนมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (โคเด็กซ์) กำหนดให้ใช้ กรดเบนโซอิก ในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หากร่างกายได้รับ กรดเบนโซอิก ในปริมาณสูงมาก จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย อาจเป็นอัมพาตได้

ถ้าได้รับ กรดเบนโซอิก ปริมาณสูงเป็นเวลานานๆ จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตลดลง

วันนี้ สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่จากแหล่งจำหน่าย 5 แห่งในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์การตกค้างของกรดเบนโซอิก ผลปรากฏว่าพบตกค้างใน 4 ตัวอย่าง และมี 1 ตัวอย่าง ที่พบตกค้างเกินค่ามาตรฐาน

ขอแนะว่า ผู้ผลิตควรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว แทนการใส่สารกันบูดเพื่อให้สามารถเก็บรักษาเส้นก๋วยเตี๋ยวไว้ได้นานๆ

ส่วนผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็เลี่ยงมาทานเส้นบะหมี่ หรือวุ้นเส้นกันบ้าง เพื่อความปลอดภัยของตับและไต.

 

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

ข้าวผัดพริกเกลือกั้ง

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/527343

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2558 05:45

 

น้ำจิ้มซีฟู้ดที่คนทั่วไปรู้จักดีและขาดไม่ได้เลย ถ้ามีอาหารทะเลลวกนึ่งขึ้นสำรับ แต่จะมีใครทราบบ้างว่าชาวระยองฮิ เขาเรียกขานน้ำจิ้มซีฟู้ดกันว่า “พริกเกลือ” อุ๊ยต๊ายตาย!! ถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่นยืนยันก็คงไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งตกใจว่า เมนูข้าวผัดพริกเกลือกั้งวันนี้ เป็นเมนูพิสดาร ที่นำพริกกับเกลือ ที่ใช้จิ้มพวกผลไม้สดผลไม้ดองทั้งหลายมาผัดกับข้าว

จากการบุกถึงก้นครัวสาวเก่งผู้มีความสามารถรอบตัวอย่าง คุณอุ๊–จุฬาลักษณ์ ผลภิภม ที่กำลังปรุงข้าวผัดพริกเกลือกั้ง จึงถึงบางอ้อว่า ข้าวผัดพริกเกลือ ก็คือข้าวผัดที่ปรุงรสชาติด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดนั่นเอง โดยคุณอุ๊ไปฉกสูตรมาจากร้านก๋วยเตี๋ยวกั้งบ้านเพ จ.ระยอง ในฐานะที่เธอมีส่วนไปยกร้านก๋วยเตี๋ยวดังเจ้านี้ มาเปิดที่กรุงเทพฯ ในซอยร่วมฤดีขณะนี้

ถึงแม้คุณอุ๊จะเป็นเวิร์กกิ้งวูเมนเต็มตัว แต่เรื่องในครัวเธอก็พอจะโชว์ฝีมือได้ไม่อายใคร เพราะไปร่ำเรียนเมืองนอกตั้งแต่มัธยมปลาย จึงมีโอกาสได้หัดทำอาหารทานเอง ทุกวันนี้ถึงจะมีงานล้นมือ ทั้งบริษัทเอเจนซี่ Glitz Communications ที่รับทำงานโฆษณาครบวงจร ตั้งแต่ผลิตหนังโฆษณาแต่จะเน้นเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ และ Brand Activation โดยเฉพาะงานอีเวนต์และออร์กาไนเซอร์ต่างๆ และอีกหนึ่งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือร้านเสื้อเชิ้ตคุณสุภาพบุรุษ Button Up ที่ปากซอย ทองหล่อ 5 และอีก 7 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังเปิดอีก 2 ธุรกิจในชื่อ Glitz Event Rental ซึ่งให้เช่าอุปกรณ์จัดงานระดับลักชัวรี่แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้หลากดีไซน์ ซึ่งมีให้เลือกมากกว่า 15 แบบ และยังเป็นเจ้าของสปอร์ตคอมเพล็กซ์ “Bestminter” อีกด้วย แต่คุณอุ๊ก็ยังขอลงมือปรุงอาหารด้วยตัวเองอยู่บ่อยๆ

สำหรับเครื่องปรุงข้าวผัดพริกเกลือกั้ง : กั้ง/ข้าวสวย/ไข่ไก่/แตงกวา/ต้นหอมซอย

ส่วนผสมพริกเกลือ (น้ำจิ้มซีฟู้ด) : เกลือ 1/2 ชต./น้ำปลา 3 ชต./มะนาว 2 ลูก/น้ำตาลปี๊บปลาย ชต./พริกขี้หนูสวน (เขียว–แดง) 20 เม็ด/กระเทียมไทย 6 กลีบ/รากผักชี 2 ราก…วิธีทำ นำพริกขี้หนู–กระเทียม–รากผักชี โขลกรวมกันจนละเอียด แล้วเติมส่วนผสมที่เหลือ ผสมให้เข้ากัน

วิธีทำข้าวผัด 1) ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันเพียงเล็กน้อย นำกั้งทั้งตัวลงผัด 2) ตามด้วยไข่ไก่ (1 ฟองต่อ 1 ที่) ยีไข่ไก่ให้แตกและสุกทั่วกัน 3) ตักข้าวใส่ลงในกระทะ ผัดคลุกกับไข่ให้เข้าทั่วกัน และข้าวแตกเม็ด 4) ใส่พริกเกลือ 1.5 ชต.ต่อ 1 ที่ ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากันกับข้าว หรือจนพริกเกลือแห้ง จึงตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟได้เลย โรยหน้าด้วยผักชี–ต้นหอมซอย และผักเครื่องเคียง ได้แก่ แตงกวาหั่นเป็นแว่นๆต้นหอม และมะนาว.

 

เหมือนส่งตรงจากเขาใหญ่! 7 เมนูเริดๆ ที่ The Grill House Khao Yai

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/523614

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2558 14:05

 

ใครที่อยากรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศสไตล์ลอฟท์ ห้อมล้อมไปด้วยความคลาสสิก บรรยากาศดี เหมือนในร้านอาหารที่เขาใหญ่ แต่ไม่อยากขับรถไปให้เมื่อย วันนี้มีทางออกมานำเสนอ

ที่บอกว่าไม่ต้องขับรถไปถึงเขาใหญ่ให้เมื่อย ก็เพราะว่าตอนนี้มีร้านอาหารแห่งใหม่ที่ชื่อ The Grill House Khao Yai ชิดลมพอได้ก้าวเข้ามาก็เหมือนกับว่าคุณกำลังทานอาหารดีๆ ในบรรยากาศของร้านอาหารหรูที่เขาใหญ่เลยทีเดียว

และสำหรับอาหารเมนูต่างๆ ก็น่าสนใจ เพราะเขาคัดสรรวัตถุดิบดีๆ ส่งตรงจากเขาใหญ่มาถึงกรุงเทพฯ นอกจากจะมีเมนูเด็ดอย่างสเต็กแล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าชิมอีกเพียบ

วันนี้ไทยรัฐออนไลน์พาไปชมเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยสัก 7 เมนู ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารเพื่อพาคุณแฟน หรือครอบครัวไปทานมื้อดีๆ สักมื้อ ร้านนี้อาจจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคุณก็ได้ พร้อมแล้ว มาชมกันเลย

1. แซลมอนรมควันราดน้ำปลา


แซลมอนรมควัน

เริ่มต้นกันด้วยเมนูเบาๆ ที่นำแซลมอนรมควันกลิ่นหอม มาปรับประยุกต์เข้ากับสไตล์แบบไทยๆ ด้วยการเอามาปรุงแบบราดน้ำปลา จัดเสิร์ฟมาพร้อมผักสลัดสด กรอบ เข้ากันเป็นอย่างดี

2. สเต๊กหมูคันทรี่


สเต็กหมู น่าจิ้มใส่ปากสักคำ

เนื้อหมูหมักจนนุ่มได้ที่ ปรุงรสให้ลงตัวกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งย่าง

3. ซี่โครงรมควันเขาใหญ่


ซี่โครงย่างหอมๆ ซอสบาร์บีคิวเริดๆ

จานนี้เป็นซี่โครงหมูบาร์บีคิวสูตรเฉพาะร้านกริลล์เฮ้าส์ฯ ย่างมากำลังดี พร้อมซอสรสเข้มข้น แต่กลมกล่อม

4.เชฟสลัด 


สลัดผักออร์แกนิก

ส่วนจานนี้ เป็นสลัดผักออร์แกนิก ความพิเศษอยู่ที่น้ำสลัด เพราะว่าเป็นน้ำสลัดสูตรเฉพาะร้านกริลล์เฮ้าส์ที่หอม อร่อย ลงตัว และรสชาติโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

5. เนื้อสันส่วนซี่โครงย่าง


สเต็กเนื้อเกรดไพรมส์ชั้นเลิศ

ต่อกันด้วยจานหลักอีกจาน นั่นคือ เนื้อสันส่วนซี่โครงย่าง เนื้อส่วนนี้จะแทรกอยู่ระหว่างซี่โครง มีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับเนื้อส่วนอื่นๆ แต่รสชาติดีกว่า นุ่มกว่า จานนี้เสิร์ฟมาน้อย แต่อร่อยแบบจัดเต็ม

6.ทะเลย่าง


ทะเลย่าง

ส่วนสาวๆ คนไหนที่ไม่ทานเนื้อ ที่นี่เขาก็มีซีฟู้ดสดๆ ไว้บริการเช่นกัน อย่างเช่นจานนี้ก็เป็นซีฟู้ดรวมย่าง สด ใหม่ พร้อมน้ำจิ้ม หรือจะเป็นเลมอนผ่าซีก มาช่วยเพิ่มรสชาติ น่าทานสุดๆ

7. ขนมจีนไฮโซ 


ขนมจีนน้ำยาปูรสแซ่บ

ปิดท้ายกันที่เมนู ขนมจีนไฮโซ เป็นขนมจีนรสชาติจัดจ้าน เอาใจคนชอบอาหารไทยรสจัด เพราะเสิร์ฟมาพร้อมกับแกงกะทิเนื้อปูรสเข้มข้น หอมเครื่องเทศ รับรองว่าจะติดใจ

 

Trend can do : ทำง่าย สนุก มือใหม่หัดทำขนมอย่าพลาด! ‘เค้กการ์โตว์ช็อกโกลา ‘

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525972

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2558 06:05

 

Trend can do ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้ไปร่วมเปิดตัว “เอบีซี คุกกิ้ง สตูดิโอ” โรงเรียนสอนทำอาหารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งมาเปิดตัวในเมืองไทยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา งานนี้เราไม่พลาดขอเก็บสูตรเด็ดจากที่นี่ ทั้งยังลงมือทำเค้กกาโตว์ช็อกโกลา มาให้คนรักการทำขนมเค้กได้ลงมือทำกัน โดยมีครูชาวญี่ปุ่นคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง บอกเลยว่างานนี้ทั้งสนุก เพลิดเพลิน และอร่อยจนต้องนำมาบอกต่อกัน…


เอบีซี คุกกิ้ง สตูดิโอ

ส่วนผสม

1. ช็อกโกแลต (นม) 85 กรัม

2. เนยจืด 65 กรัม

3. ผงโกโก้ 25 กรัม

4. แป้งเค้ก 1 ช้อนชา

5. ไข่แดง 2 ฟอง

6. น้ำตาล 40 กรัม

7. ไข่ขาว 2 ฟอง

8. น้ำตาล 40 กรัม

9. น้ำตาลไอซิ่ง

สิ่งที่ต้องเตรียม

1. ร่อนผงโกโก้กับแป้งเค้กเข้าด้วยกันแล้วพักไว้

2. นำเนยพักไว้ที่อุณหภูมิห้อง

3. อุ่นเตาอบไว้

ขั้นตอนการทำ

1. นำช็อกโกแลตใส่ชาม อังน้ำในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 50-60 องศา ให้ละลาย ใส่เนยลงไป ใช้ไม้ตะกร้อมือตีให้เข้ากัน ทิ้งไว้ให้เย็น


ผสมเนยและช็อกโกแลต

2. นำส่วนผสมแป้งมาร่อนและผสมให้เข้ากัน


ร่อนแป้งและผสมให้เข้ากัน

3. แยกไข่แดงและไข่ขาว ใส่ไข่แดงและน้ำตาลลงในชามอีกใบ ใช้เครื่องตีจนส่วนผสมมีสีขาวขึ้น


แยกไข่ขาวไข่แดง

4. ทำเมอแรงก์ เริ่มจากตัดเยื่อไข่ขาวและตีให้ขึ้นฟองพอหยาบเล็กน้อย


ทำเมอแรงก์

5. เติมน้ำตาลลงไปครึ่งหนึ่ง ตีจนขึ้นยอดอ่อนแล้วเติมน้ำตาลส่วนที่เหลือตีให้ฟูจนตั้งยอด จากนั้นตีด้วยความเร็วต่ำเพื่อตัดฟองอากาศอีกประมาณ 1 นาที


ตีให้ฟูจนตั้งยอด

6. เติมส่วนผสมข้อ 3 ลงในข้อ 2 ใช้ไม้พายยางคนให้เข้ากัน

7. เติมส่วนผสมข้อ 5 ลงไปโดยแยกตัก 2-3 ครั้ง ตะล่อมส่วนผสมให้เข้ากันอย่างเบามือเพื่อป้องกันฟองยุบตัว

8. เทส่วนผสมลงในพิมพ์แล้วนำเข้าเตาอบ เตาอบไฟฟ้าตั้งไฟที่ 160 องศา เตาอบแก๊สตั้งไฟไว้ที่ 150 องศา ใช้เวลา 40 นาที


เทลงพิมพ์

9. เมื่ออบเสร็จพักทิ้งไว้ให้เย็น แล้วจึงนำออกมาจากพิมพ์ ตกแต่งโดยโรยน้ำตาลไอซิ่ง


อบเสร็จ


ตกแต่งโดยโรยน้ำตาลไอซิ่ง

**ล้อมกรอบ**

เอบีซี คุ้กกิ้ง สตูดิโอ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 ในจังหวัดชิซุโอะกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มจากโรงเรียนสอนทำอาหารขนาดเล็ก และเมื่อหลายปีผ่านไป เอบีซีก็ได้กลายเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารหลักที่มีสาขามากมายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีจำนวนถึง 135 สาขาในเดือนกันยายน 2558 แม้ว่าส่วนมากกลุ่มผู้เรียนจะเป็นผู้หญิง แต่เราก็ยังมีคลาสเรียนสำหรับคุณผู้ชายและเด็กๆ อีกด้วย

เอบีซี คุกกิ้ง สตูดิโอ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดทำการ : 25 กันยายน 2558 ที่อยู่ : ห้องหมายเลข B311 ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ : 02-646-1910 เวลาทำการ: 10:00-22:00

 

เย็นตาโฟไทเฮา เก๋าที่ซอสกับซุป

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/526357

โดย คุณชาย 1 20 ก.ย. 2558 05:01

 

ว่ากันว่าลีลาการเลือกกินของโปรดของคนเรา บอกนิสัยบางอย่าง!!!

ทันทีที่อาหารวางอยู่เบื้องหน้า ลองสังเกตถ้าใคร เลือกคว้าของโปรดในจานใส่ปากก่อน เก็บอย่างอื่นเอาไว้โซ้ยทีหลัง…เช่น ในเย็นตาโฟ 1 ชาม มีทั้งลูกชิ้น ปลาหมึก ผักบุ้ง แมงกะพรุน แผ่นเกี๊ยวกรอบ…สมมติว่า ของโปรดคุณคือลูกชิ้น และคุณเลือกเผด็จศึกมันก่อนเพื่อน…

ฮ่าๆ!! ในแง่จิตวิทยาเขาว่า ผู้ที่มีลีลาการกินแบบนี้ มักเป็นผู้ที่ชอบเอาชนะคนอื่น ไม่ค่อยแคร์ความรู้สึกใคร กลับกันชอบให้ผู้อื่นมาเทกแคร์ตัวเอง แถมยังเป็นมนุษย์มากความลับ…อีกต่างหาก

ในทางกลับกัน ใครที่ ชอบเหลือของโปรดเอาไว้กินเป็นชิ้นสุดท้าย…ขอเตือนเอาไว้ จะอะไรซะอีก…มัวแต่ลีลาระวังเพื่อนร่วมโต๊ะจอมตะกละ แย่งกินไปซะก่อนน่ะสิ…นักจิตวิทยายังบอกด้วย คุณเข้าข่ายอยู่ในพวก “คุณนายละเอียด” มีนิสัยชอบวางแผน ทำอะไรเป็นขั้นเป็นตอน เป็นคนถือเกียรติ ถือศักดิ์ศรี แถมยังช่างระแวด ระแวง ระวังตัว…เป็นนิจ

อ่านดูแล้วเชื่อดีหรือไม่…ลองไปถามนักจิตวิทยากันเอาเอง!!!…แต่ถ้าเป็นเย็นตาโฟรสเด็ดสักชาม ที่ให้รสชาติลงตัวตั้งแต่ช้อนแรกยันช้อนสุดท้าย… โดยไม่ต้องปรุง…

วันนี้ “ชาย 1” แนะนำ “ร้านไทเฮาเย็นตาโฟ” อยู่แถวย่าน ถ.กาญจนาภิเษก

อรุณี เอกยศสุพร หรือ “ยู้” เจ้าของร้าน เกริ่นว่า ถึงเธอจะไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ กับฮ่องเต้พระองค์ใด…แต่ด้วยความชื่นชอบส่วนตัว รู้สึกว่าช่างเป็นคำที่จ๊าบโดนใจ… สัมผัสได้ถึงความเป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่ เธอจึงเลือกใช้คำว่า “ไทเฮา” มานำหน้า…เย็นตาโฟ ที่เธอเป็นผู้คิดค้นสูตร และทำขึ้นทุกชามด้วยความรัก

“ยู้” เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอทำธุรกิจขายเสื้อผ้าอยู่ที่ประตูน้ำ แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบทาน ชอบทำ และชอบเรียนรู้เกี่ยวกับ
อาหาร… ประมาณว่า ไปกินอะไรอร่อยที่ไหนมา เป็นไม่ได้…ต้องกลับมาลองหัดทำกินเองที่บ้าน เท่านั้นไม่พอ…ทำเสร็จยังขู่เข็ญบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง…ให้ช่วยเป็นหนูทดลอง!!

แต่ปรากฏว่า ลองไปลองมาหลายคนดันติดใจ…นางจึงรู้สึก ย่ามใจ เลิกขายเสื้อผ้า สะสมความกล้า…หันมาทำอาหารขายมันซะเลย จึงนำมาสู่การเปิดร้าน “เย็นตาโฟไทเฮา” ในที่สุด

ยู้เล่าว่า หลายเมนูที่เธอลองไม่รู้กี่ตลบ… ทั้งเปิดตำรา ลงทุนไปเข้าคอร์สเรียนตระเวน ชิมแล้วกลับมาทดลองทำ หมดเงินทองไปนับไม่ถ้วน…แต่ก็คุ้ม…เพราะในที่สุดได้กลายมาเป็น 5 เมนูเลิศรส…ที่คนกินกันแน่นร้าน คือ เย็นตาโฟทรงเครื่อง หอยทอดกระทะร้อน ข้าวหมูแดง เปาะเปี๊ยะสด และ สุกี้ฮ่องเต้

เฉพาะ เย็นตาโฟ อย่างเดียว…เราจับเข่าคุยกับเธออย่างสนุกสนาน…เคล็ดลับสุดหวงทยอยพรั่งพรูออกมา ภายใต้แววตาเปี่ยมล้นความสุข ราวกับ เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก เผยรายละเอียดงานคิดค้นหลอดไฟดวงแรกของเขาแก่เจ้าหน้าที่รับจดสิทธิบัตร

“ยู้” ให้นิยามคำว่า เย็นตาโฟรสเด็ด ตามทัศนะของเธอ ควรมี รสชาติจัดจ้าน แต่ไม่โดด ทั้ง เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ต้อง ผสานกันลงตัว อยู่ใน น้ำซุปที่กลมกล่อม และที่สำคัญ!!! แม้ ไม่ปรุง ก็อร่อย

การจะได้น้ำซุปเช่นว่า…เริ่มจากใส่น้ำให้เกือบเต็มหม้อก๋วยเตี๋ยว เบอร์ 40 ตั้งไฟหย่อน “เล้ง” (กระดูกสันหลังหมู) ลงไป 5 กก. หัวไชเท้า หั่นเป็นท่อน 2 กก. นำ รากผักชี ครึ่ง กก. กระเทียมกลีบเล็ก ครึ่ง กก. เม็ดพริกไทยขาว 5 ช้อนโต๊ะ…ปั่นรวมกันให้ละเอียดยิบ ก่อนหย่อนลงไปในหม้อ…ตามด้วย รสดี 5 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 3 ห่อเล็ก น้ำตาลทรายกรวด อีกครึ่ง กก. (ให้ความหวานและหอมลึกกว่าน้ำตาลทรายทั่วไป)

เธอว่าเคล็ดลับอยู่ที่ต้องเคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดนี้นานถึง 6 ชั่วโมงเต็ม หรือรอจนกว่าส่วนผสมทุกอย่างอิ่มตัว จนส่วนที่เป็นตะกอนแขวนลอย ลงไปนอนอยู่ที่ก้นหม้อ เหลือไว้แต่หัวเชื้อน้ำซุป ที่ให้ทั้งความหวาน หอม และกลมกล่อม…ถึงขนาดตักกินแค่ซุปเปล่าๆ ไม่ต้องเติมอะไรอีก ก็ยังอร่อย…จึงจะใช้ได้!!!

“ปกติน้ำซุปทุกอย่าง พอต้มไปนานๆจะงวด และเค็ม ความหอมของรากผักชีและเครื่องปรุงอื่นจะเริ่มจางหาย เวลาน้ำซุปงวด เราจะไม่ใช้วิธีเติมน้ำเปล่าเหมือนบางร้าน แต่จะไปเอาน้ำซุปส่วนที่เคี่ยวรอไว้ 6 ชั่วโมงหม้อใหม่ออกมาใช้แทน ดังนั้น ไม่ว่าลูกค้าจะมาทานเวลาไหน น้ำซุปของที่ร้าน จะมีรสชาติคุณภาพเดียวกันตลอด”

นอกจากทีเด็ดของเย็นตาโฟไทเฮาอยู่ที่น้ำซุปซึ่งแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ อีก “ท่าไม้ตาย” ที่ต่อให้ร้านอื่นทำได้ ก็ยากจะทำเหมือน ยังอยู่ตรง…ซอสปรุงรสเต้าหู้ยี้

“ยู้” เผยถึงสัดส่วนการทำซอสฯ ในปริมาณ 100 ถ้วยซุปว่า มีส่วนผสมหลัก ประกอบด้วย เต้าหู้ยี้ อย่างดีจากเยาวราช 5 กก. น้ำตาลปี๊บ 6 กก. (ให้ความหวานหอมกว่าน้ำตาลทราย) เกลือป่น 800 กรัม น้ำส้มสายชู 1.5 กก.

น้ำซุปที่ผ่านการเคี่ยว 6 กก. น้ำเปล่า 6 กก. กระเทียมสด 1 กก. รากผักชี 3 ขีด (ใส่มากจะเหม็นเขียว) กระเทียมดอง (เพิ่มกลิ่นรสหอมหวาน) ครึ่ง กก. และ น้ำมันหอย 1,500 มล.

นำทุกอย่างมาต้มรวมกันจนเดือด เก็บไว้ในช่องแช่แข็งตู้เย็น ใช้งานได้ 5-7 วัน

“ถ้าไม่มีซอสตัวนี้ ก็ไม่ใช่เย็นตาโฟไทเฮา เราจึงมั่นใจและกล้าท้าให้เชิญมาพิสูจน์ค่ะ เพราะซอสที่หนูคิดค้นเองสูตรนี้ แม้แต่ผสมน้ำเปล่ากิน ไม่ต้องใส่อะไรเลย ยังอร่อย”

ทางไป “ไทเฮาเย็นตาโฟ” ถ.กาญจนาภิเษก ไม่ยาก ถ้ามาจากทางต่างระดับฉิมพลี มุ่งหน้าไปทาง อ.บางใหญ่ อยู่เลยปั๊มน้ำมันบางจากประมาณ 100 เมตร หรืออยู่ห่างจากต่างระดับฉิมพลีประมาณ 1 กม. ร้านนี้เปิดขายทุกวัน 10.00-21.00 น. แต่หยุดไม่แน่นอน สอบถามได้ที่ 08-1845-6641 และ 08-1567-4681.

คุณชาย 1

 

%d bloggers like this: