วิเคราะห์ การเมือง

All posts in the วิเคราะห์ การเมือง category

บุคคลการเมืองแห่งปี 2558 : พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสถียรภาพเฉพาะตัว

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555725

โดย ทีมข่าวการเมือง 30 ธ.ค. 2558 05:01

 

ปฏิทินเวลาผันผ่านมาถึงช่วงปลายปีอีกคำรบ

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ที่ต้องใช้เวลาในห้วงรอยต่อก่อนสิ้นปี มานั่งประชุมปรึกษาหารือกัน

เฟ้นหา “บุคคลการเมืองแห่งปี”

และทุกๆปี โดยกติกาที่ปฏิบัติกันมา ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี โดยการตัดสินจากทีมของเรา ไม่ได้หมายความว่า เขาหรือเธอผู้นั้นต้องเป็นนักการเมืองที่วิเศษวิโส มีผลงานยอดเยี่ยมเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม หรือมีความสามารถเชี่ยวชาญการเมืองขั้นเทพ

แต่ “บุคคลการเมืองแห่งปี” ในนิยามความหมายของเรา หมายถึงบุคคลที่มีบทบาท มีศักยภาพในการสร้าง ความเปลี่ยนแปลง สร้างสีสันฉูดฉาด สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นให้เกิดขึ้นกับการเมืองในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์

ในลักษณะเดียวกับนิตยสารไทม์ที่ปีนี้ได้ประกาศยกย่อง นางอังเกลา เเมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งเยอรมนี วัย 61 ปี เป็นบุคคลแห่งปี ประจำปี 2015

แต่ที่เซอร์ไพรส์กว่าก็คือ บุคคลแห่งปีอันดับสองประจำปี 2015 นิตยสารไทม์ได้ยกให้นายอาบู บาคาร์ อัลบักห์ดาดี ผู้นำสูงสุดของกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส

ยกตำแหน่งให้หัวโจกขบวนการก่อการร้ายที่กระตุกขวัญผู้คนไปทั่วโลก

นั่นก็หมายถึงว่า มาตรฐานความเป็นบุคคลแห่งปี ไม่ใช่จำกัดเฉพาะในมุมบวกเท่านั้น มันต้องมีหลายส่วน ประกอบกัน ที่สำคัญต้องเป็นคนที่โดดเด่นจริงๆ

และก็เชื่อว่า น่าจะตรงใจใครหลายๆคน โดยสถานการณ์ปีนี้ทีมของเราแทบไม่ต้องซาวเสียงอะไรมาก ก็สามารถลงมติเป็นเอกฉันท์

ยกให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี 2558

ซึ่งก็เป็น พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทีมการเมืองไทยรัฐ ได้เลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีมาแล้ว เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา

ครองตำแหน่งเบิ้ลติดต่อกัน 2 ปี

นั่นหมายถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังมีบทบาทโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง

จากหยุดฆ่า เดินหน้าประเทศ อันเป็นจุดเริ่มของการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลพลเรือน

จนก้าวสู่ปีที่ 2 ของการเป็นผู้นำรัฐบาลทหาร คสช. ตามสถานะของ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่คุมเกมบริหารงานภายใต้อำนาจพิเศษ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลอดปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็ยังทรงอิทธิพลต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง

มีเรื่องที่สร้างสีสัน เป็นจุดโฟกัส สปอตไลต์ฉายส่องตลอดเวลา

เรียกว่าเกี่ยวโยงไปแทบทุกองคาพยพ ทั้งที่ส่งผลด้านบวกและผลด้านลบ เกิดผลกระทบทั้งต่อตัวเอง เครือข่ายคนรอบข้าง รวมไปถึงสังคมส่วนรวม

จากภาพรวมสามารถแยกแยะได้ออกเป็นแต่ละด้าน

ไล่กันตั้งแต่ภาวะผู้นำ จากแรกเริ่มในตำแหน่งผู้นำรัฐบาลทหาร คสช. ที่ถูกตั้งข้อสังเกตในเชิงการบริหารอำนาจได้เต็มไม้เต็มมือสักแค่ไหน ในฐานะน้องเล็กบูรพาพยัคฆ์ที่เติบโตมาใต้ปีกของพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

ในอารมณ์แบบทหารที่มีเรื่องของศักดิ์ศรี รุ่นพี่ รุ่นน้อง โดนจับตาในเรื่องของลูกเกรงใจ

พูดกันถึงขั้นที่ว่า ใครคือเบอร์หนึ่ง ใครคือเบอร์สองกันแน่

แต่ช่วงปีที่ผ่านมา ประเมินจากหลายปมหลายกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้บังคับบัญชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ พล.อ.ประวิตร ในฐานะรองนายกฯไปทำงานแทน

โดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชุดต่างๆที่โยนให้ “บิ๊กป้อม” ไปนั่งเป็นหนังหน้าไฟให้ พร้อมกับพูดทีเล่นทีจริง สมัยอยู่กองทัพโดนพี่ใช้งานเยอะ มาถึงตอนนี้เลยใช้งานพี่บ้าง

จากที่ถูกมองเป็นเบี้ยล่าง “บิ๊กตู่” พลิกมาข่ม “บิ๊กป้อม” นิ่มๆ

และนั่นก็เป็นอะไรที่โยงถึงการตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรี โละทีมเศรษฐกิจที่มี “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ เป็นหัวเรือใหญ่

โดยไม่สนเงื่อนไข “เซนต์คาเบรียลคอนเน็กชั่น” เส้นสายของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรที่โยงเป็นเครือข่ายอยู่กับ พล.อ.ประวิตร

พล.อ.ประยุทธ์ยึดสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจกำกับ ครม.

และยังมีจุดที่แสดงถึงสปิริตของผู้นำ ในจังหวะการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ที่ตามกระแสและความชอบธรรมสามารถแต่งตั้งน้องชายคือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ให้ขึ้นเป็นจ่าฝูงกองทัพบกได้

เพราะอยู่ในไลน์ ไม่ผิดกฎกติกามารยาทแต่อย่างใด

แต่ พล.อ.ประยุทธ์ก็เลือกที่จะจิ้มให้ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช คู่แคนดิเดตอีกคน คว้าตำแหน่งสำคัญไป โดยให้น้องชายไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมแทน

โชว์ให้เห็นภาวะผู้นำ ที่ไม่ใช้อำนาจเอื้อญาติพี่น้องให้เกิดความเบ็ดเสร็จ

จากภาวะผู้นำที่ “บิ๊กตู่” แสดงถึงพัฒนาการที่ขยับเป็นเบอร์หนึ่งในขุมอำนาจ คสช.ค่อนข้างชัดเจน ก็มาถึงประสิทธิภาพในเชิงบริหาร

ตามฟอร์มของผู้นำรัฐบาลทหารที่ถูกมองต้นทุนต่ำในเรื่องของการทำงาน

แต่อย่างไรก็ดี ผ่านมาปีครึ่งของ คสช. และ 1 ปีรัฐบาล ต้องยอมรับในพัฒนาการเชิงบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ควบ 2 เก้าอี้ ทั้งนายกฯและหัวหน้า คสช.

โดยเฉพาะการปลด “เกียร์ว่าง”

สามารถแก้ปัญหาข้าราชการเครือข่ายอำนาจเก่า คนของอดีตรัฐบาล รวมถึงพวกที่เก็งกันว่ารัฐบาลทหารเข้ามาในช่วงสั้นๆเดี๋ยวก็ไป เลยไม่ให้ความร่วมมือในการรับนโยบายไปปฏิบัติ

ทำให้ช่วงแรกของรัฐบาลเกิดการติดขัด งานไม่เดินอย่างที่ควร

แต่ผลจากการที่ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจพิเศษ คำสั่งหัวหน้า คสช. หรือไม่ก็อำนาจตามมาตรา 44 สั่งโยกย้ายผู้บริหารหน่วยราชการ กระทรวง กรม กองต่างๆ

วางคนใหม่จนงานเริ่มขยับเดินหน้าได้ตามนโยบาย

โดยภาษาทหารก็ต้องบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์กระชับพื้นที่ข้าราชการขุมข่ายอำนาจเก่าจนแทบไม่มีพวกเกียร์ว่างหลงเหลือ

ขณะที่ด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายต่อต้านพยายามดิสเครดิต

ด้วยประสิทธิภาพในเชิงบริหาร พล.อ.ประยุทธ์ก็สามารถปิดจุดอ่อนด้วยการดึงมืออาชีพอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนใหม่

ซึ่งผลจากการคิดไว ทำไว กล้าผ่าตัดใหญ่

สามารถกระตุกความมั่นใจ ลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลลงได้เยอะ

และที่เห็นได้ชัดเจน กับภาพของผู้นำรัฐบาลทหารจากการรัฐประหารที่โดนต่อต้านจากกระแสโลก แต่ในรอบปีที่ผ่านมาจะเห็นได้เลยว่า พล.อ.ประยุทธ์เหินฟ้าไปร่วมประชุมระดับนานาชาติในต่างประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่เวทีสำคัญ ทั้งเอเปก อาเซม ยูเอ็น

อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย

ไม่เว้นแม้แต่ดินแดนประชาธิปไตยจ๋า มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

แถมยังเคลียร์ข้อครหาโดนพี่เบิ้มโลกประชาธิปไตยตั้งข้อรังเกียจ โดยมีการจับมือเซย์ฮัลโหลกับผู้นำชาติมหาอำนาจ อย่างประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา โชว์สื่ออีกต่างหาก

เอาเป็นว่า ประเมินจากด้านเศรษฐกิจและต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ได้โชว์เชิงบริหารให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังได้อย่างชัดเจน

เป็นอะไรที่สร้างความเปลี่ยนแปลงแบบสัมผัสได้

อีกทั้งต้องยอมรับเลยว่า โดยการใช้อำนาจพิเศษของรัฏฐาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 44 หรือคำสั่งหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้เพื่อโหมดของการบริหารเสียเป็นส่วนใหญ่

ไม่ได้ใช้แบบบ้าคลั่งอำนาจเหมือนภาพรัฏฐาธิปัตย์ทั่วไป

ในทางตรงกันข้าม “บิ๊กตู่” กลับได้ชื่อว่าเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ผู้เชี่ยวเชิงการตลาด

สร้างสีสันฉูดฉาด เล่นกระแสสื่อได้ตลอดเวลา

แบบที่เห็นเป็นภาพข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์รายวันเป็นประจำ กับช็อตมันๆ ฮาๆแบบที่นายกฯ หัวหน้า คสช.ฟาดแข้งใส่ผู้แสดงมวยไชยาที่มาโชว์งานอีเวนต์ที่ทำเนียบรัฐบาล

หรือการขึ้นควบมอเตอร์ไซค์วนโชว์รอบตึกไทยคู่ฟ้าให้ช่างภาพ นักข่าวรัวกดชัตเตอร์กันแทบไม่ทัน กลายเป็นช็อตภาพข่าวมันๆขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์

มีการตัดต่อภาพ กดไลค์ กดแชร์กันเป็นที่สนุกสนานในโลกโซเชียลมีเดีย

ลดโทนข่าวร้อนๆปมเครียดๆ ทางการเมืองลงไปได้

ไม่เว้นแม้แต่อาการหงุดหงิด ตีหน้ายักษ์ พาลใส่สื่อ ที่เห็นเป็นประจำแทบจะรายวัน สบถคำแรงๆประโยคร้อนๆอย่างเช่น “กัดกันอย่างกับหมา” หรือ “แล้วจะปล่อยให้เป็นพ่อมึงหรือไง”

แต่สุดท้ายเลยก็เป็นอารมณ์ของพวกโกรธง่ายหายเร็ว

ออกแนวผู้นำขี้เล่น “หงุดหงิดผู้น่ารัก”

โดยที่นักข่าวเองก็ไม่ได้ “เกร็ง” หรือออกอาการแหยงสักเท่าไหร่

เรียกได้ว่าเป็นผู้นำรัฐบาลทหารที่มาแบบผิดฟอร์ม สีสันฉูดฉาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์

จนบางครั้งลืมกันไปเลยว่า เขาคือ “รัฏฐาธิปัตย์” ผู้มีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายได้

สำคัญเหนืออื่นใด พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำที่ “อุดก้นครัว” ได้สนิท ตลอดขวบปีที่ผ่านมาบนอำนาจนายกฯและหัวหน้า คสช. “อาจารย์น้อง” รศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยา ไม่ได้แสดงบทบาทล้ำเส้นออกมาหน้าบ้าน หรือแม้แต่คำพูด การให้สัมภาษณ์แม้แต่คำเดียวก็ไม่ได้ยิน

นั่นก็เลยทำให้จุดเร่งความเสื่อมไม่มี

และตรงนี้นี่เองที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์มีต้นทุนหน้าตัก คะแนนนิยมส่วนตัวสูงกว่าเมื่อเทียบกับทีมงานรัฐบาล คสช.ด้วยกัน เรียกว่าโพลสำรวจเมื่อไหร่ตัวเลขก็นำโด่ง และไม่เคยต่ำไปกว่าร้อยละ 50 ทุกรอบ

ไม่ว่ารัฐบาลจะอยู่ในสถานการณ์ไหน เรือแป๊ะจะโดนมรสุมกระเพื่อมแรงสักเท่าไหร่

เรียกว่ามี “เสถียรภาพเฉพาะตัว” นั่นแหละ.

ทีมการเมือง

 

ที่สุดแห่งปี 2558

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555280

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2558 05:05

 

รอบปฏิทินปีมะแมกำลังจะผ่านพ้นไป แต่พัฒนาการรีเซตประเทศไทยยังต้องตามกันต่อ แม่น้ำ 5 สาย ทั้ง คสช. ครม. สนช. สปช. และ กรธ. ที่เป็นกลไกหลักยังขับเคลื่อนไปตามโรดแม็ป แต่ผลลัพธ์ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แรกเริ่มดูเหมือนจะคืบหน้าสุดท้ายต้องกลับมาเริ่มต้นยกร่างกันใหม่อีกหน

องคาพยพใน ครม.มีการปรับเปลี่ยนลอตใหญ่ ขณะที่กลไกภาครัฐและองค์กรอิสระ ไล่ปิดจ๊อบ ถอนรากถอนโคนกลุ่มอำนาจรัฐบาลเก่า

ก่อนเข้าสู่ศักราชใหม่ จึงขอย้อนเหตุการณ์ไปทบทวนความทรงจำ “ที่สุดแห่งปี 2558”

ผู้นำดาวทอล์ก

ออกลีลาคารมแบบครบรส ทั้งดุดัน มัน เฮี้ยว เรียกเสียงฮือฮาได้ตลอดปี จะมีก็แต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพราะแทบจะโชว์ทอล์กเดี่ยวตั้งแต่ต้นปีจนส่งท้ายปี

บวกท่าทีฮึดฮัดที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว “นายกฯลุงตู่” เสียงจริงตัวจริง ต้องจ้อยาวๆแบบมาราธอน ให้สัมภาษณ์สื่อแต่ละหน ครบถ้วนทุกเรื่องทุกประเด็น ไม่มีขาด มีแต่เกิน

บางช่วงพักคอพักเสียง กลับมาจ้อใหม่ก็ร่ายยาวจนได้เรื่อง โพล่งวลีร้อน “…ถ้าไม่สงบเรียบร้อย ผมก็อยู่ต่อ จะปิดประเทศก็ต้องปิดกันไป…” ทำเอาประเทศไทยประเทศนอก “วิจารณ์กันขรม” เจ้าตัวต้องยอมอ่อน ขอโทษผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ถึง 3-4 รอบ

ยังไม่รวมอาการ “ของขึ้น” และอารมณ์ “หงุดหงิด” ชวนทะเลาะ เป็นสีสันและของแถมให้นักข่าวหูชาแทบทุกวัน บางวันถึงขั้นดีกรี “ปรอทแตก” ด่ายกเซตจัดเต็มแบบเดี่ยวไมโครโฟน ร่วมครึ่งค่อนชั่วโมง แต่ขมวดปมนาทีสุดท้ายหยอดคำ “จ๊ะจ๋า” พอให้สื่อคลายขุ่นเคือง แถมบางหนออกตัวง้อ “ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่อย่างไร ถ้าไร้นักข่าว”

บรรยากาศกลับตรงข้ามเมื่อผู้นำลงพื้นที่ “ออกอีเวนต์” ดูออกจะอารมณ์ดี กระเซ้าคนนั้นแหย่คนนี้ ปล่อยมุกฮาให้ท้องคัดท้องแข็ง

เดี๋ยวขู่เดี๋ยวปลอบ ต้องเรียกว่าผู้นำดาวทอล์กตัวจริง…

**********************

ยกเครื่องกุนซือ

มาถึงปัญหาปากท้องเรื่องสำคัญและกระทบวงกว้าง อาจพานทำเอาคะแนนนิยมรัฐบาลที่เสนอตัวเข้ามาแก้วิกฤติชาติ ตกฮวบฮาบเพียงแค่วงรอบปี สถานการณ์ปีมะแมนี้ก็เรียกได้ว่า “เข้าขั้นลูกผีลูกคน”

ด้วยปัจจัยภายในและภายนอกรุมกระหน่ำ แม้จะงัดหลายมาตรการออกมาช่วยกู้วิกฤติ พยุงได้ก็แค่ชั่วคราว ทำเอาเกิดเสียงเรียกร้องหลายระลอก ให้ “นายกฯตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับ ครม. แต่ผู้นำยังเกรงใจ ยื้อประคองไว้ได้จนค่อนปี

สุดท้ายไม่อาจทานกระแส ยกเครื่องโละทีมเศรษฐกิจทั้งยวง

ด้วยเหตุ “ผลงานไม่เข้าเป้า” ปรับ ครม. รวดเดียวกราวรูด 7 กระทรวงที่ถูกจับตามากที่สุดไม่พ้นกัปตันทีมเศรษฐกิจอย่าง “คุณชายอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่หลุดออกมานั่งนอกวง สลับยกเอากุนซือนายกฯ ด้านเศรษฐกิจและที่ปรึกษา คสช. “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” มาเสียบ “คุมเกม” อยู่หน้าฉากแทน

กว่าคลื่นลมสงบได้ เหล่าบรรดา “กองเชียร์-กองแช่ง” แข่งกันทำแต้ม แถมฟันธง “หมากตานี้ถูกวางไว้แล้ว” จากสัญญาณไฟเขียวแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ่วงปลดล็อกคนบ้านเลขที่ 111-109 จุดกระแสคนเก่าไปคนใหม่มา เกิดบรรยากาศคลื่นใต้น้ำ “เสือสองตัว” อยู่ถ้ำเดียวกันยาก

ดูไปคล้ายดราม่า ที่พอใกล้ช่วงตัดเชือกดันมี “คลิปปริศนา” โผล่ ส่งเข้ายูทูบ เข้ากรุ๊ปไลน์ แชร์กันว่อนในโลกโซเชียล กว่าจะจบเกมปรับ “ครม.บิ๊กตู่ 2” ทำเอาหัวขบวนเหนื่อยอกเหนื่อยใจ

ส่วนเศรษฐกิจปีวอกจะพลิกฟื้นได้ขนาดไหน กัปตันคนใหม่ต้องพิสูจน์ฝีมือ…

**********************

ชิงดำยอมพลิกโผ

สมราคา “ครม.ท็อปบูต” เลยได้มีฉากลุ้นให้ติดตามหลายช่วงหลายตอน ไฮไลต์ไปที่การปรับย้ายนายทหารประจำปี 2558 เมื่อเดือน ส.ค. กับศึก “ชิงดำ” เก้าอี้ ผบ.ทบ.คนใหม่ โดยเฉพาะ 2 แคนดิเดตที่มีที่มาไม่ไกลตัว

ตัวเต็งรายแรก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ-หัวหน้า คสช. ดันน้องชายร่วมสายเลือด “บิ๊กติ๊ก” พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา หวังสร้างเกียรติ-ประวัติตระกูล เป็น ผบ. ทบ.ถึงสองคน ส่วนแคนดิเดตอีกราย สายตรง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม โปรโมตน้องเลิฟ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช 2 บิ๊ก ระดับรุ่น “เฮฟวี่ เวท” เลยต้องไว้ลายศักดิ์ศรี “โปรโมเตอร์” ชิงไหวชิงพริบส่งซิกเจรจา หาเหตุผลให้เข้าทาง จนวงในลือสะพัดปล่อยทิ้งไว้อาจส่อแวว “เกาเหลา” ยิ่งช่วงโผโค้งท้าย ยังไร้ชื่อ “บิ๊กหมู” พี่ใหญ่วัยเป้งเลยออกอาการน้อยใจ

ซ้ำเคราะห์ร้าย เดินสะดุดประตูล้มคะมำจนแขนซ้ายหัก หัวเข่าบวมเป่ง ต้องนอนหยอดข้าวต้มรักษาตัวนานกว่า 2 สัปดาห์ จน “นายกฯตู่” โปรโมเตอร์อีกค่าย ตามไปเยี่ยมให้กำลังใจกันถึงบ้านพัก

ยกสุดท้ายกลายเป็นดี ลงเอย “แฮปปี้ เอนดิ้ง” เป็นน้องต้องยอมตาม “พี่ใหญ่” พลิกโผกลับไป ส่งให้ “บิ๊กหมู” ขึ้นแท่น ผบ.ทบ. ส่วน “บิ๊กติ๊ก” ยอม “กลับหลังหัน” นั่งปลัดกระทรวงกลาโหม

หากยังส่งชื่อเข้าวิน ก็ไม่พ้นโดนกระแสโจมตี…

**********************

หักเหลี่ยม เฉือนคม

ร้อนฉ่าไปทั้งกองทัพ หลัง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช เข้ารับตำแหน่ง ผบ.ทบ. ต่อจาก “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เพื่อนร่วมรุ่น ตท.14 ที่ขยับเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้านาย ตามสายงานบังคับบัญชา

ประเดิมงานแรก “จ่าฝูง ทบ.” สั่งทุบกำแพงปูน ฉากหลังของพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้านหน้าหอประชุมกิตติขจร แหลกละเอียดเป็นเศษอิฐเศษปูนกองพะเนินเพียงชั่วข้ามคืน เหตุเพราะบดบังทัศนียภาพโรงเรียนนายร้อย จปร.ยุคดั้งเดิม

พร้อมสั่งทหารช่างนำแผ่นโลหะปิดน้ำพุบริเวณลานด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ ทบ. กลายเป็น “สุสานน้ำพุ” เกิดคำถามอื้ออึงถึง “ปฏิบัติการหมูเขี้ยวตัน” ก็ทั้งสองอย่างสร้างในสมัย “บิ๊กโด่ง” เป็น ผบ.ทบ.!!!

คำตอบจากเพื่อนร่วม ตท.14 แจกแจงสัมพันธ์ระหว่าง “หมู เขี้ยวตัน” กับ “โด่ง แก้มบุ๋ม” เป็นคู่ปรับขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่สมัยเรียน จปร. เลยเถิดถึงขั้นเกิดวลีฮิตระหว่างกัน “ทีมึง กูไม่ว่า ทีข้า มึงอย่าโวย”

ตำนาน “เพื่อน(ไม่)รัก หักเหลี่ยมโหด” ส่อเค้าลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ ร้อนถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ต้องออกโรงปราม “หมู ใจเย็นๆ”

ส่งสัญญาณดังๆ เจ้าตัวจะแตะเบรกหรือไม่ รอชมกันไป…

**********************

ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ภารกิจสำคัญหลังรัฐประหาร คงหนีไม่พ้นการร่าง “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ใช้เป็นกติกาของประเทศ

ถือกำเนิด “36 อรหันต์” ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือ “แม่น้ำสายที่ 5” มีที่มาจากแม่น้ำ 4 สาย คสช. ครม. สนช. และ สปช. แถมได้เซียนกฎหมายอย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” มานั่งแท่น “ประธาน กมธ.ยกร่างฯ”

ฟอร์มทีมเสร็จก็เร่งเดินหน้า กับสโลแกนว่า “สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นำชาติสู่สันติสุข”

แม้ก้าวย่างอย่างระวังแต่ไม่วายโดนวิพากษ์วิจารณ์ทั้งชื่นชมและก่นด่า โดยเฉพาะ “หมวดการเมือง” และ “บทเฉพาะกาล” เรียกได้ว่าร้อนฉ่าแทบทุกประเด็น ตั้งแต่ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ปมนายกฯคนนอก แม้แต่เรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)

ช่วงแรกวี่แววดี ท่าที สปช.ให้ผ่านและไปชี้ชะตาในชั้นประชามติ สุดท้ายกลับตาลปัตร “ลงมติคว่ำร่างฯ” ด้วยคะแนน 135 ต่อ 105

กลายเป็นจุดจบฝาแฝดอิน-จัน ที่ต้องกระเด็นไปพร้อมๆกัน กับการทำงาน 9 เดือน 18 วัน

ก่อนจะคลอด “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) คราวนี้ได้ซือแป๋ “มีชัย ฤชุพันธุ์” มานำทัพ แต่ต้องยกร่างฯให้เสร็จใน 6 เดือน

**********************

มหากาพย์จำนำข้าว

สะบักสะบอมตั้งแต่หัวปีถึงท้ายปี “อดีตนายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดนพิษจำนำข้าวตามไล่ล่าไม่มีที่สิ้นสุด

เปิดศักราชปีมะแมไม่ถึงเดือน ตกเป็นข่าวกระหึ่ม!ทั่วประเทศ โดน สนช.จับขึ้นเขียงลงมติสอย ข้อหาปล่อยปละละเลยให้โครงการจำนำข้าวเจ๊งยับร่วม 5 แสนล้าน แท็กทีมเทเสียงถอดถอนท่วมท้น 190 ต่อ 18 เสียง

ถูกจับแช่แข็ง ไปนั่งยิ้มเป็นกองเชียร์ข้างสนามยาว 5 ปี

เข้าสู่ช่วงกลางปี ต้องกระอักซ้ำสอง ถึงคิวโชว์ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องคดีจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดส่งไม้ต่อ

สุดช็อก! เจอศาลตั้งวงเงินประกันตัวสูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ 30 ล้านบาท ได้วิ่งโร่หาเงินประกันตัวขาขวิดทันเวลาแบบเฉียดฉิว หวิดได้แหย่ขาเข้าไปนอนในคุก

ปิดท้ายเด้งที่สาม ถูกรัฐบาล “ลุงตู่” ตั้งแท่นใช้คำสั่งทางปกครอง งัด พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2539 ส่งหัวขบวนด้านกฎหมาย “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ตามทวงค่าเสียหาย “อดีตนายกฯปู” รีดค่าเสียหายร่วม 5 แสนล้าน เซ่นค่าโง่ทำโครงการข้าวเจ๊งยับ

ถูกไล่ล่าใกล้จนกระดาน ต้องโร่ยื่นหนังสือถึง “บิ๊กตู่” ขอทวงความเป็นธรรมอยู่หลายรอบ เรียกร้องขอต่อสู้คดีในชั้นศาล แทนการใช้คำสั่งทางปกครอง แต่ไม่ได้รับการแยแสจากรัฐบาลเรือแป๊ะ

นอนก่ายหน้าผาก ถูกเล่นงานอ่วมอรทัย 3 เด้ง! ถอดถอน-คดีอาญา-ยึดทรัพย์

**********************

หนังยาวถึงตอนอวสาน

เปลี่ยนไปหลายรัฐบาล ผบ.ตร.เกษียณฯไปก็หลายคน แต่ความพยายามเรื่องปลดยศ “พันตำรวจโท” ของอดีตนายกฯ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งจำคุก ในคดีที่ดินรัชดาฯ ตั้งแต่ ต.ค.51 ก็ยังไม่มีทีท่าจะเป็นชิ้นเป็นอัน

ยื้อกันไปมา หาเหตุผลกล่าวอ้างรัดกุม ทั้งเรื่องการเข้าเกณฑ์เข้าข่าย หรือผิดระเบียบข้อกฎหมาย

พอเข้ายุครัฐบาล คสช. กระบวนการเข้มข้น ปัดฝุ่นตั้งทีมพิจารณาถอดยศ ชงเรื่องทำต่อในสมัย “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นั่ง ผบ.ตร. ไม่วายถูกตีกลับอีกหลายรอบ เพราะเหตุรายงานการประชุมไม่สมบูรณ์ เกรงส่อแววติ๊ดชึ่ง ดึงเรื่องไว้จนเกษียณฯอีก

หลังดูท่าจะจบไม่ลง ให้ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม โดดร่วมวงเข้ามาจัดการ นำทางให้ ผบ.ตร.เซ็นแกร๊ก ปลดยศ “พันตำรวจโท” ออกจากบ่า “ทักษิณ”

ก่อนส่งตรงให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ-หัวหน้า คสช. การันตี “รับรองทำได้ ไร้ปัญหา” เพราะใช้มาตรา 44

ถึงกาลอวสาน รูดม่านปิดฉากซีรีส์ยอดฮิตอีกเรื่องของ “นายทักษิณ”!!!

**********************

พาเหรดเข้าซังเต

ปากกล้ามาเสียนาน ถึงคราวเคราะห์ต้องยอมสงบปากสงบคำ กรณีคดีที่ “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นฟ้องสองดูโอจากค่ายเพื่อไทย “เด็จพี่” พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย และ “เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์” อดีต ส.ส.อุดรธานี ค่ายเดียวกัน ฐานแถลงข่าวกล่าวหาว่าให้ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบระหว่างพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทำตุลาการเสื่อมเสียชื่อ!

คดียืดมานับจากปี 53 ตั้งแต่ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา ต่างสรุปพิพากษายืน “คุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา” กำราบคนปากกล้าเข้าไปนอนซังเต

อีกรายฮือฮาไม่แพ้กัน กับคดีคนดังเมืองปากน้ำ “เดอะเอ๋” ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ถูกร้องกรณีทุจริตเลือกตั้ง ส.ท.สมุทรปราการ เมื่อปี 2542 เพราะผู้สมัครจากค่ายคู่แข่ง แจ้งความเอาผิดจากหลักฐานพบ “บัตรเลือกตั้งผี”

ยืดเยื้อเรื่อยมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ฟันจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา ศาลอุทธรณ์ลงดาบ 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา กระทั่งเรื่องถึงศาลฎีกา เจ้าตัวเริ่มยื้อผัดนัดศาล สุดท้ายยอมมาเอาเมื่อครั้งที่ 6 รับคำพิพากษา จำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา พร้อมเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง 4 ปี

ปิดตำนานคดีโกงเลือกตั้งปากน้ำ ฟ้องร้องยาวนาน 16 ปี แต่ก็ยังเห็นผล

**********************

กปปส.แปลงร่าง

ปีกลายประกาศกร้าว “ไม่หวนลงสนามการเมืองตลอดชีวิต” แต่ชื่อชั้นอย่าง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ในรอบปีก็ยังมีติดกระแส

หลังเสร็จสิ้นภารกิจนำทัพชุมนุมขับไล่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และมี “รัฐประหาร” เป็นบทสรุป เจ้าตัวขอปลีกวิเวกลดบทบาท

การเมืองไปบวชจำวัด ที่สวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี

ซึมซับพระธรรมได้ร่วมปี สึกออกมา รวบรวมอดีตศิษย์เก่า กปปส.จัดตั้งมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) เพื่อเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม แถมได้ “แฟนคลับนกหวีด” เป็นแรงหนุน จัดระดมทุนโน่นนี่อยู่เป็นระยะ

ฟากอดีตแกนนำ ส.ส.ประชาธิปัตย์ร่วมอุดมการณ์ ได้ย้ายกลับซบรังเก่า ส่วนเจ้าตัวยังยืนกรานยึดคำมั่น แต่ที่ยังต้องรอดูกันต่อก็คือ “การเมืองภายใน” ที่เต็มไปด้วยอดีต ส.ส.เครือข่าย สายตรง “พี่เทือก” รอเวลายึดพรรคคืน ปั้นแม่ทัพใหม่ขึ้นเสียบแทน “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เพราะแค่เริ่มเปิดฉากตะเพิด “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. หนึ่งในสายตรง ก็ทำเอา “พี่เทือก” ที่นั่งนอกวง เดือดปุดส่งท้ายปี จนเกิดข่าวลือแยกวงตั้งพรรคใหม่ที่ประเคนให้ “คุณชายหมู” เป็นหัวหน้า

สุดท้าย ลูกพี่ยังปัดข่าวพัลวัน หรือชอบนั่งเป็นเงาเบื้องหลังหรือไม่ ให้ร่วมกันจับตา…

***************

ร้อนรอเชื้อปะทุ

เปิดตัวยิ่งใหญ่ “อุทยานราชภักดิ์” แต่ไม่นานกลับวุ่น เริ่มต้นกับการแชร์ข้อมูลให้ว่อน “มีนายทหารพัวพันไม่โปร่งใส” ยิ่งเป็นคนสนิทของ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ที่เป็นหัวเรือใหญ่เนรมิตโครงการ ยิ่งกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็น จนเจ้าตัวต้องโดดแจงงบที่สร้างเป็นเงินบริจาค แถมยอมรับมีการ “หักค่าหัวคิว” ในกระบวนการโรงหล่อ

ไม่รอช้าพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์จี้เปิดข้อเท็จจริงรายละเอียดให้ชัด ไล่เบี้ยให้รัฐบาลรับผิดชอบ แม้แต่ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงกลัวตกขบวน ต้องออกมาอ้อมแอ้มให้ตรวจสอบ อดรนทนไม่ไหว “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เลยต้องสั่ง ทบ.สอบ ตามคาดไม่พบทุจริต

แต่ไม่มีใครคาดคิด ระเบิดลูกใหญ่ถูกโยนออกมา “ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม” ประธาน คตง. ยิงเปรี้ยงสวนเลยว่าใช้งบกลาง 63 ล้านบาท แย้งกับที่บอกว่าใช้เงินบริจาคอย่างสิ้นเชิง

ได้จังหวะเร่งเกม นปช.โดยคู่หูดูโอ “ตู่-เต้น” กดดันประกาศจะไปชมอุทยาน แต่โดนทหารบล็อกกลางทาง อีกด้าน นศ.กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ไปไม่ถึงจุดหมายโดนอุ้มลงจากขบวนรถไฟ

ชักไปกันใหญ่ “บิ๊กตู่” แตะเบรกเอี๊ยด โบ้ยให้ส่งเรื่องไปที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา แต่ร้อนแรงขึ้นอีกเมื่อ “บิ๊กต๊อก” โพล่งเลยมีทุจริต เมื่อเอาไม่อยู่ก็ต้องให้กระทรวงกลาโหมสอบอีก อีนุงตุงนังมาถึงปลายปี แม้ผลสอบจะออกมาว่าไม่มี “บิ๊ก” ใดเกี่ยวข้อง

แต่คงไม่จบง่ายๆ กระแสคลื่นความสงสัยคงเป็นเชื้อไฟกดดันรัฐบาลข้ามปี!!!

**********************

“ทีมการเมือง”

 

สงบสุขหรือกลียุค : มองอนาคตการเมืองบนทางสองแพร่ง

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554896

โดย ทีมข่าวการเมือง 28 ธ.ค. 2558 05:01

 

“ทีมข่าวการเมือง” ได้ถือโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับการเปลี่ยนผ่านสู่ศักราชใหม่ สัมภาษณ์พิเศษบุคคลสำคัญทางการเมือง โดยคัดสรรบุคคลที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในสถานการณ์ทางการเมือง มาแง้มมิติทางความคิด มุมมองและตัวตน

ใกล้สิ้นปีนี้เราเลือกผู้ที่ยังทรงอิทธิพลด้านการข่าว ซึ่งออกมาเตือนผู้มีอำนาจรัฐเป็นระยะๆให้แก้ไขปัญหาปากท้อง ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม เตือนปัญหาความขัดแย้งจะบานปลายไปสู่ความแตกแยก

และแนะนำย้ำอยู่เสมอให้ผู้มีอำนาจรัฐมุ่งหน้าไปสู่ประชาชนให้มีความสุข ไม่ใช่มุ่งหน้าไปที่รัฐธรรมนูญ อย่าพยายามสร้างประชาธิปไตยโดยการสร้างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ประชาธิปไตย เกิดปรากฏการณ์ร่ำรวยรัฐธรรมนูญ แต่ยากจนประชาธิปไตย

บุคคลคนนี้คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยได้ฉายภาพรวมของประเทศให้เห็นว่า ปัญหาของชาติแม้ไม่อยู่ในสภาพการเมืองการปกครองอย่างนี้ ก็ยังมีภารกิจยิ่งใหญ่ที่จะต้องทำอยู่แล้ว

โดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากอดีตก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข และยังประสบกับสภาวะอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนแปลง วันนี้ประเทศไทยมีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำเค็มหนุนขึ้นมาถึง จ.อยุธยา

ตามข้อมูลภาพถ่ายตัดใต้ดินพื้นที่กรุงเทพฯปรากฏว่าเป็นรูโบ๋ไปหมด เพราะเราดูดน้ำจืดมาใช้เยอะ น้ำเค็มก็แทรกเข้ามา เกิดดินทรุด ถนนทรุด แม้ได้ออกกฎเกณฑ์ต่างๆมารับมือและแก้ปัญหา ก็ยังแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้

และถ้าเอายุทธศาสตร์ของสมัยโบราณมากางวางลงบนโต๊ะจะพบว่า ประเทศไทยเหมาะ เป็นประเทศเกษตรกรรม เพราะพื้นที่ที่บรรพบุรุษเลือกเอาดั่งที่เขียนกันไว้ว่า จากภูผาผ่านทุ่งนาถึงท้องนที แสดงให้เห็นว่าน้ำจากที่สูง 11 ภาคเหนือไหลลงมาสู่ภาคกลาง ไหลลงสู่อ่าวไทย

การแก้ปัญหาภัยแล้งก็เช่นกัน อย่าไปดูเฉพาะป่าต้นน้ำ ขอให้ดูป่าเศรษฐกิจดูดซับน้ำด้วย แต่มาถึงวันนี้เรายังไม่มีแผนชัดเจน ถือเป็นความบกพร่อง ทำให้แต่ละปีต้องเสียงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหานี้

ขณะที่ภาคการขนส่ง โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ซึ่งใช้ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ แต่มันไม่เป็นท่าเรือน้ำลึกจริง เพราะบางทีต้องไปใช้ที่ท่าเรือของประเทศสิงคโปร์

ฉะนั้นน่าจะขยับไปที่ท่าเรือน้ำลึกไปที่สัตหีบ จ.ชลบุรีและบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีท่าเรือใหญ่อยู่แสนห้าหมื่นตัน ตรงนี้ต้องศึกษาอีกหน่อย หากมีท่าเรือใหญ่สองข้างจะเชื่อมโยงกันและกัน เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ยิ่งถ้าทำพร้อมกันอย่างเป็นระบบจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

ซึ่งมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเปรียบเหมือนเพชรน้ำหนึ่ง 3 เม็ดที่อยู่ปลายด้ามขวาน ในอนาคตจะมีโครงการพัฒนาต่างๆเกิดขึ้นตามมาอีกเยอะ

หากหันไปมองดูการขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย ซึ่งหมดสัญญาไป 3-4 ปีแล้ว ปรากฏว่ามีแท่นขุดเจาะทิ้งอยู่ รื้อถอนไม่ได้ ควรนำไปพัฒนาทำไฟฟ้าพลังงานลม ร้อยสายส่งผ่านท่อน้ำมันขึ้นฝั่ง จะได้พลังไฟฟ้ามหาศาล

ส่วนในด้านสังคมวันนี้ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมวัยสูงอายุ ต้องเตรียมพร้อมทั้งโรงพยาบาล การรักษา การดูแลคนสูงอายุ รวมคนวัยทำงานต้องทำงานหนักขึ้น คนหนุ่มในวัยทำงาน 1 คนต้องเลี้ยงคนสูงอายุ 3 คน ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปมาก

กำลังจะบอกผ่านไปถึงรัฐบาลให้วางยุทธศาสตร์ของประเทศเน้นด้านการเกษตรมากกว่าเศรษฐกิจดิจิตอล พล.อ.ชวลิต บอกว่า ประเทศไทยจะต้องวางยุทธศาสตร์ทำให้เกษตรกรยิ่งใหญ่

แต่วันนี้ชาวนาขายข้าวได้ตันละ 7 พันบาท เดิมตันละ 1.5 หมื่นบาท มันไม่ไหว และใช้พื้นที่ประมาณ 70 ล้านไร่ ปลูกข้าวได้ 20 ล้านตัน ทำไมไม่ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นและใช้พื้นที่ปลูกลดลง ซึ่งใช้แค่ 10 ล้านไร่เพื่อปลูกข้าวดีๆ

พร้อมจัดโซนนิ่งพื้นที่ทำเกษตร เอาพื้นที่ที่เหลือไปทำอย่างอื่น เช่น ปลูกพืชทดแทน ทำปศุสัตว์ที่สามารถสร้างรายได้มาก พื้นที่ 1 ไร่สามารถเลี้ยงวัวได้ 10 ตัว ปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นอาหารสัตว์ ขุดบ่อ ให้กินนอนอยู่ในไร่จะทำให้ภาคอีสานสร้างรายได้เฉลี่ย 3 แสนล้านบาทต่อปี

และกวาดซื้อข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านนำมาแปรรูปเป็นขนมปัง เส้นหมี่ ไอศกรีม และแปรรูปข้าวเป็นไซรัปใช้แทนน้ำตาล เพราะน้ำตาลรับประทานแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ

โดยส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันทำงานอย่างเป็นระบบ ทำงาน เป็นยูนิต จัดตั้งสหกรณ์และกำหนดให้เทศบาลเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจ ในพื้นที่ ทั้งหมดเป็นยุทธศาสตร์ในอนาคตที่เราต้องเตรียมไว้ให้พร้อม

รวมถึงด้านการเมืองการปกครอง วันนี้มีคนต่อว่ากันมากในโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งที่เป็นเรื่องขึ้นมาแค่หางเครื่อง คนที่ไม่ดีมีรายชื่อเป็นทิวแถวก็ลงโทษกันไป เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจพิเศษจะต้องแก้ไข

ทั้งนี้การสร้างอุทยานราชภักดิ์ขอให้ดูที่เจตนารมณ์ของกองทัพ ซึ่งต้องการสร้างสถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ให้ประชาชนยึดถือ จะได้เกิดความรัก ความสามัคคี เพราะประเทศชาติที่มีมาจนถึงทุกวันนี้เกิดจากสถาบันพระมหากษัตริย์

สถานที่นี้เป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของชาติ ไม่อยากให้ไปพูดกันต่อ ขอให้เข้าใจว่าการคอร์รัปชันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอุทยานราชภักดิ์ การคอร์รัปชันทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากคน ไม่ได้เกิดขึ้นจากนักการเมืองหรือเกิดจากอุทยานราชภักดิ์

แต่มันเกิดจากระบอบที่ครอบงำประเทศอยู่ ที่ไม่ได้เป็นการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประชาชนก็ไม่ได้รับผลพวงจากการใช้อำนาจ

ส่งผลต่อโครงสร้างประชากรของประเทศ ฐานข้างบนคนรวยนิดเดียว ข้างล่างคนจนมหาศาล หากโครงสร้างประชากรเป็นแบบนี้ ไม่ว่าประเทศไหนก็มีความขัดแย้งและมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อยตามมาแน่นอน

ที่ผ่านมาถึงพยายามอธิบายถึงการแก้ปัญหาของประเทศให้เป็นประชาธิปไตย ต้องแก้ด้วยนโยบาย ขอให้กำหนดแนวทางทันที ไม่ใช่แก้ด้วยกฎหมาย แก้ด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งพยายามอธิบายว่ารัฐธรรมนูญสำคัญ แต่ไม่ใช่เรื่องสูงสุด เรื่องสูงสุดคือความอยู่รอดของชาติ

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าเรื่องนี้กระทบต่อศรัทธาของรัฐบาลและกองทัพ พล.อ.ชวลิต บอกว่า ประชาชนเข้าใจดีว่ากองทัพเป็น

เสาหลักของชาติ กองทัพจะไม่เข้ามายุ่งปัญหาในบ้านเมือง ถ้าหากอำนาจการปกครองเป็นของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

แต่ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง บ้านเมืองไม่เคยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อมันไม่ใช่ อย่างนั้นกองทัพก็เข้ามาแก้ปัญหา อย่าไปโทษทหารที่เข้ามา ถ้าไม่ก้าวลงมาก็ตีกันและกลับสู่สงครามกลางเมืองอีก

สังคมต้องการให้กองทัพเข้ามารักษาความสงบภายในประเทศ แต่ไม่ต้องการให้เข้ามาบริหารประเทศ พล.อ.ชวลิต บอกว่า ทหารทำถูกตอนแรกที่เสียสละ ทุ่มเทจิตใจและผิดตอนท้ายทุกทีไป ฉะนั้นจะต้องระมัดระวัง หากทำผิดในตอนท้ายอีกจะเป็นความเจ็บปวดและฝังใจ

สนิมเนื้อในกองทัพจะเป็นปัจจัยความขัดแย้งอีกอันหนึ่งอย่างไร พล.อ.ชวลิต บอกว่า ต้องพูดกัน เพราะท่านก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ต้องปรับตัวให้เร็ว ทุกคนไม่สนใจคุณโด่ง (พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม)

อยากให้ทุกคนสนใจมาช่วยกันเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในชาติกันดีกว่า จะได้เกิดความสุข การดุด่า ติติงคงจะน้อยลงไป ท้ายที่สุดจะให้อภัยและอโหสิแก่กัน

ปัจจุบันสถานการณ์ของประเทศไทยน่าเป็นห่วงถึงขั้นทำให้แผ่นดินแตกแยกได้หรือไม่ เพราะประชาชนยังยากจน นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหว พล.อ.ชวลิต บอกว่า วันนี้ต้องเห็นใจกองทัพ

และเห็นใจอีกฝ่ายที่ต้องการอีกอย่างหนึ่ง ทั้ง 2 ฝ่ายควรมานั่งเปิดอกพูดคุยกัน มาร่วมกันไม่ดีกว่าหรือ เป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำอยู่หลายๆอย่าง ซึ่งบางทีพยายามเอากระไดไปให้ท่านลง

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า ปัจจัยเหล่านี้และแรงกดดันต่างๆจะนำไปสู่การปฏิวัติซ้ำหรือปฏิวัติซ้อนขึ้นมาได้อย่างไร พล.อ.ชวลิต บอกว่า โอกาสทั้งหมดสรุปว่ามีการเปลี่ยนแปลง คงต้องมีแน่ แต่ขอภาวนาให้ผู้มีอำนาจและผู้ที่ลำบากตระหนักถึงความรู้สึกที่แท้จริง ซึ่งมีต่อส่วนรวม ต่อบ้านเมือง สถาบัน

ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายจับมือกันให้มั่นและลุกขึ้นมาประสานงานกัน เพื่อให้ประเทศไทยกลับมายิ่งใหญ่ในภูมิภาคนี้อีกครั้ง

เพราะไม่อยากเห็นประเทศเกิดกลียุค หากเกิดขึ้นยุ่งเหยิงแน่ เพราะบ้านเมืองจะเหนื่อยต่อไปอีก 20 ปี

วันนี้ขอภาวนาให้เกิดความเข้าใจกันและกัน เกิดสันติสุขในแผ่นดิน.

ทีมการเมือง

 

โพลรัฐบาลส่งท้ายปี“ขัด”ความรู้สึกสังคม : ฝืนความจริง ยิ่งอันตราย

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554499

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ธ.ค. 2558 05:01

 

เข็มนาฬิกาเดินเข้าสู่ห้วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม

บรรยากาศย่างเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข ในช่วงวันหยุดพักยาว ประชาชนคนไทยเตรียมตัวเดินทางไปเที่ยว หรือไม่ก็เตรียมงานสังสรรค์กันที่บ้าน

ส่วนใหญ่จะเคลียร์งานที่คั่งค้างกันเกือบเสร็จหมดแล้ว

รอเฉลิมฉลอง ดื่มด่ำความสุขกันเต็มที่ และก็เหมือนจะเป็นประเพณีแบบไทยๆไปแล้ว ในอารมณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ยิงมุกตลกร้าย

อยากให้ป่อเต็กตึ๊งตกงาน

เพราะถ้าตกงานก็ไม่มีคนตาย จะได้ไม่มีคนตายอีก แล้วให้มาทำอย่างอื่น มาร่วมรณรงค์อย่างอื่นแทนรวมถึงให้ประชาชนเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่

เป็นวาระใหญ่ที่คนระดับผู้นำรัฐบาลต้องยกมาเป็นประเด็นแรกๆ

และก็เป็นความตื่นตัวของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนรองรับกันล่วงหน้า อย่างปีนี้ก็มีโครงการ “ปีใหม่ตายเป็นศูนย์” จัดขึ้นโดยมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ กระทรวง มหาดไทย กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายลดอุบัติเหตุภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อรณรงค์ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่

ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ออกแรงช่วยกันป้องกันเต็มกำลัง

ที่สำคัญปีนี้มีมาตรการแรงๆแบบที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการไปยังหน่วยทหารทุกหน่วยในประเทศ ในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดการขับขี่ยานพาหนะ โดยเฉพาะถนนสายรองในหมู่บ้าน

หากพบผู้ขับขี่ดื่มสุรา หรือเพียงได้กลิ่น เจ้าหน้าที่จะยึดรถไว้ก่อนไม่ให้ขับขี่ขณะมึนเมา

โดยในส่วนถนนสายหลักทั้งหมดจะใช้กำลังของ คสช.ในการตรวจสอบ คนขับรถสาธารณะต้องไม่ดื่มสุราเด็ดขาด หากตรวจพบจะยึดใบอนุญาตและมีความผิดด้วย เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชน

ทหารออกโรงคุมเอง ขยับเพิ่มความเด็ดขาด ขู่ให้ขยาดกันเลย

นั่นก็เพราะลำพังแค่การรณรงค์ไม่ได้ผล คนไม่ใคร่ใส่ใจสักเท่าไหร่

และทุกครั้งก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้กับความสูญเสียที่มาพร้อมกับเทศกาลแห่งความสุข ทุกปีจะต้องมีสถิติตัวเลขคนบาดเจ็บล้มตายจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองแบบไทยๆ

ตัวเลขคนตายรวมกันอาจมากกว่าภาวะสงครามเสียด้วยซ้ำ

ประเมินมูลค่าความเสียหายไม่ได้ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักกันอย่างจริงๆจังๆ

ไม่ใช่เกิดเป็นประจำจนชาชินเหมือนเรื่องปกติ

แต่ก่อนอื่นเลย “ทีมการเมืองไทยรัฐ” ขอใช้โอกาสนี้อำนวยอวยพรให้ท่านผู้อ่าน ประชาชนคนไทยมีความสุข สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา

เฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน สำราญบานใจ

เหนืออื่นใดขอให้ทุกคนปลอดภัย แคล้วคลาดจากภัยอันตราย อุบัติภัยใดๆทั้งปวง ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เพื่อปีหน้าฟ้าใหม่จะได้กลับมาดำเนินชีวิตตามวิถีปกติกันต่อไป

ตัดฉากไปที่บรรยากาศทางการเมืองก็ลดความร้อนแรงลงตามสถานการณ์

แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์มีอารมณ์แต่งเพลง “เพราะเธอคือประเทศไทย” เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนคนไทย นับเป็นเพลงที่สองต่อจากเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ที่ฮิตติดหูทั่วบ้านทั่วเมือง

ปรับโทนเรื่องเบาๆผ่อนดีกรีความตึงเครียด

แต่นั่นก็ยังต้องอยู่ในโหมดของการสรุปผลการทำงานในรอบปี

ตามโปรแกรมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จัดโรดโชว์ นำทีมรองนายกฯ รัฐมนตรีแบ่งคิวกันแถลงเป็นรายด้าน รายกระทรวง รวมไปถึงแม่น้ำ 5 สาย ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ร่ายยาวกันแบบข้ามวันข้ามคืนแต่กรองเอาแต่แก่นๆ

จากที่ “บิ๊กตู่” แถลงจั่ว หัวนำร่อง แกมบ่นไปหงุดหงิดไป

สรุปได้ว่า นายกฯตั้งใจ

เปรียบเทียบให้เห็นผลแตกต่างระหว่างก่อนที่ คสช.จะเข้ามากับภายหลังที่รัฐบาล คสช.เข้ามากู้สถานการณ์วิกฤติ

มุ่งสางปมความขัดแย้งไปสู่ความปรองดองให้ได้

ฝากความหวังไว้ที่โครงการ “ประชารัฐ” จะไม่ทำให้เสียของอย่างไรก็ตาม มันก็มีจุดโฟกัสในด้านความมั่นคงที่ พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ต่างก็ใช้คำตรงกัน

กำลังตั้งไข่ได้ก็โดนเตะตัดขา

ตามสถานการณ์ที่โยงถึงฝ่ายต่อต้านที่พยายามกระตุกแรงเสียดทาน โหมกระพือแรงต้าน โดยเฉพาะจากต่างประเทศเข้ามากดดันรัฐบาลทหาร

หวังให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงประเทศไทย

ตรงจุดนี้มันก็ฟ้องในตัวเองว่า ผลงานตามเป้าหมาย

ของรัฐบาล คสช.ในการสร้างความปรองดอง สางปมขัดแย้งยังไม่เข้าเป้าสักเท่าไหร่ ตามแรงเสียดทานจากฝ่ายต่อต้านที่ยังเข้มข้นอยู่

หัวเชื้อไฟแตกแยกยังคุกรุ่น เพียงแต่ถูกกลบไว้ด้วยอำนาจพิเศษ

ขณะที่ภาพรวมผลงานด้านอื่นก็จับต้องได้บ้างจับต้องไม่ได้บ้าง

ในอารมณ์ที่สื่อมวลชนรวมถึงประชาชนคนดูทางบ้านก็ยังจำแนกไม่ออกว่า เป็นการแถลงผลงานหรือการแถลงนโยบาย แถมบางช็อตก็ใส่อารมณ์เหมือนเป็นการปราศรัยตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

ฟังแล้วให้คะแนนกันไม่ถูกก็แล้วกัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่รัฐบาลจะจัดแถลงใหญ่ โชว์ผลงาน มันก็มีคิวที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานของรัฐบาลให้ ครม.รับทราบ

ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สั่งการให้กระทรวงไอซีที ดำเนินการสำรวจ ความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินผลการปฏิบัติงานของรัฐบาลและ คสช.

โดยเป็นการสอบถามประชาชนที่มีอายุ 18 ปี

ขึ้นไป ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 7,200 ราย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2558

โชว์โพล อวดแต้มผลงานกันก่อนแล้ว

ตามตัวเลขที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวในเวลาต่อมา พบว่า ประชาชนร้อยละ 99.5 มีความพึงพอใจต่อผลการดำเนินงานในภาพรวมของรัฐบาล

โดยเรื่องที่พอใจ 3 อันดับแรกได้แก่ การควบคุมราคาสลากกินแบ่งฯ โครงการสวัสดิการเพื่อพี่น้องประชาชน และการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่ได้คะแนนร้อยละ 99.9 ทั้ง 3 โครงการ

สรุปคะแนนความเชื่อมั่นรัฐบาลอยู่ที่ 7.72 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

เป็นตัวเลขที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็แสดงความพึงพอใจภาพรวมผลการสำรวจผลงานรัฐบาลที่ออกมาดูดี

นี่แหละที่เป็นเรื่องฮือฮา

เพราะตัวเลขที่ออกมาได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตัวเลข “โอเว่อร์” ส่วนใหญ่พูดตรงกันว่า โพลของสำนักงานสถิติฯถูกใจรัฐบาล แต่ไม่สอดคล้องสภาพความเป็นจริง

ขัดความรู้สึกสังคมจนเกินไป

ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่สื่อต่างชาติยังจับเอาไปเป็นประเด็นเล่นข่าวในทำนองเป็นเรื่องน่า เซอร์ไพรส์ แปลกประหลาด น่าตื่นตาตื่นใจกับโพลรัฐบาลอวดผลงานรัฐบาล

ออกแนวบลัฟเป็นเรื่องตลกขบขัน

นั่นก็ยิ่งตอกย้ำความผิดปกติ ปรากฏการณ์ที่ออกมาขัดกับสภาพแห่งความเป็นจริงชัดเจนเกินไป เรื่องของเรื่อง ไม่ต้องพูดถึงโพลของพรรคเพื่อไทย ที่โชว์เอกสาร “ประมวลสถานการณ์ประเทศไทยปี 2558” เป็นเชิงสะท้อนผลการติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลทหาร คสช. สรุปการประมวลผลแยกออกเป็น 6 ด้าน

ประเมินแล้วให้ “สอบตก” ตามฟอร์ม

ตามวิสัยของฝ่ายต่อต้าน ต้องดิสเครดิตกันทุกวิถีทางอยู่แล้ว

แต่แนวโน้มที่อ้างอิงได้จากสารพัดโพลยี่ห้อต่างๆที่ออกมาก่อนหน้านั้น แทบทุกสำนักที่เปิดเผยตัวเลขการ

สำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อผลงานรัฐบาลทหาร คสช.

ส่วนใหญ่ร้อยทั้งร้อยยังไม่พอใจการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กังวลเรื่องปากท้อง

แม้จะมีตัวเลขที่สูงหน่อยในด้านของความมั่นใจในความปลอดภัย ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องหวาดผวากับสถานการณ์ร้ายๆทางการเมืองที่ม็อบปิดถนน

หรือผลของการใช้อำนาจพิเศษในการลุยแก้

ปัญหาเรื้อรังอย่างเช่นการขายลอตเตอรี่ราคาแพง จนทำให้คอหวยสามารถซื้อสลากกินแบ่งฯ ได้ในราคาใบละ 80 บาท แบบที่รัฐบาลปกติไม่เคยทำได้

แต่บวกลบคูณหาร เฉลี่ยผลทางสถิติแล้ว

ยังไงตัวเลขความปลื้มผลงานรัฐบาลทหารก็ไม่น่าทะลุร้อยละ 99.5 เกือบเต็ม 100

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์เองก็ยอมรับตามตรง ผลโพลสำนักงานสถิติฯที่ออกมาน่าพอใจในภาพรวม แต่ในส่วนที่ไม่ดีคือเรื่องเศรษฐกิจ

สอดรับกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ออกตัวในการแถลงผลงานเลยว่า คิวนี้ไม่ใช่การแถลงผลงาน

เพราะเรื่องนั้นต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

ผลงานรัฐบาลผ่านหรือไม่ผ่าน

ก็ถือว่างานนี้หัวขบวนรัฐบาลยังไม่เคลิ้มไปกับโพล “ยกก้น” ของสำนักงานสถิติฯ หลงใหล

ไปกับตัวเลขที่โอเว่อร์ไปเสียทีเดียว

เพราะของแบบนี้มันรู้กันอยู่แก่ใจ

หากฝืนความจริง มันยิ่งอันตราย.

“ทีมการเมือง”

 

ถึงเวลาเร่งปั๊มผลงาน

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554392

โดย ทีมข่าวการเมือง 26 ธ.ค. 2558 05:01

 

นับถอยหลังเหลืออีกไม่กี่อึดใจ รอก้าวข้ามสู่ศักราชใหม่ 2559

บรรยากาศบ้านเมืองปรับเข้าสู่โหมดผ่อนคลายตามวิถีธรรมชาติของคนไทย เตรียมรับเทศกาลฉลองความสุข ขอรื่นเริง สนุกสนานครื้นเครงไว้ก่อน ลืมความทุกข์ เรื่องเครียดๆ ไว้ชั่วคราว ปีหน้าค่อยมาว่ากันใหม่

เช่นเดียวกับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่ได้จังหวะหยุดพักหายใจจากมรสุมการเมืองในรอบปีที่ผ่านมาไว้ชั่วครู่

ได้โอกาสพักรบสังเวียนการเมือง หันมาโฟกัสเรื่องเฉพาะกิจในช่วงมหกรรมปีใหม่แทน

โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่ห้ามพลาดคือ การวางมาตรการคุมเข้มรักษาความปลอดภัยตามพื้นที่สำคัญต่างๆ ไม่ให้มีแก๊งป่วนเมือง มาป่วนทำลายบรรยากาศการเคาต์ดาวน์อย่างมีความสุขของคนไทย

ขณะเดียวกันยังถือโอกาสโกยคะแนนติดไม้ติดมือในเรื่องอื่นๆ เพื่อมอบเป็นของขวัญแฮปปี้นิวเยียร์ให้ชาวบ้าน ตั้งแต่การออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคภายในประเทศ

ชักชวนให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 25-31 ธ.ค.2558 แล้วนำใบกำกับภาษีในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท ไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้

ฉีดยากระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนคึกคักช่วงท้ายปีเป็นของขวัญปีใหม่

ขณะเดียวกันยังประกาศคุมเข้มรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วง 7 วันอันตราย รอยต่อระหว่างช่วงปีเก่ากับปีใหม่ ไม่ให้มียอดตาย ยอดเจ็บทะลักเป็นร้อยซ้ำซากเหมือนปีที่ผ่านๆมา

ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตั้งด่านตรวจเมาแล้วขับร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำตามถนนสายหลัก สายรองและถนนในหมู่บ้านที่เป็นจุดเกิดอุบัติเหตุหลักในทุกปี

มอบประกาศิตให้อำนาจถึงขั้นสามารถยึดกุญแจรถได้

ดึงท็อปบูตร่วมวงกำราบขาแว้น ขาซิ่ง และพวกเมาแล้วขับ เพื่อให้มาตรการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนปีนี้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

“บิ๊กตู่” ฉวยจังหวะใช้กลยุทธ์การตลาดเตรียมโกยแต้มจากนโยบายเฉพาะหน้าที่ชาวบ้านเห็นผลงานได้ทันที ตุนไว้เป็นทุนใส่หน้าตักก่อนเริ่มต้นทำงานในปี 2559

ตีตื้นทำคะแนนคืน หลังจากออกอาการเสียรูปขบวนไปหลายรอบในห้วงที่ผ่านมา

ถึงเวลากัปตันเรือแป๊ะต้องเร่งแสดงฝีมือ ปั๊มผลงานให้เป็นรูปธรรมออกสู่สายตาประชาชนให้มากที่สุด

เห็นได้จากการลงแส้แม่น้ำสายต่างๆให้เร่งขับเคลื่อนผลงานออกมาให้มากที่สุด ในช่วงนับถอยหลังโรดแม็ป คสช.ที่เหลืออยู่ 1 ปี
6 เดือน ก่อนหมดวีซ่าการทำงานในเดือน ก.ค.2560

โดยเฉพาะปมร้อนล่าสุด ที่ “บิ๊กตู่” แสดงความเป็นห่วงมากเป็นพิเศษคือ การใช้จ่ายงบประมาณในกองทัพที่ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะมีตัวอย่างให้เห็นกรณีปมหักค่าหัวคิวโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่เป็นบทเรียนราคาแพงเล่นงานกองทัพระส่ำไปทั้งองค์กร
และมีคิวที่จะเปิดเผยผลสอบของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในวันที่ 30 ธ.ค.นี้

หัวเชื้ออุทยานราชภักดิ์ที่นิ่งๆไปในช่วงที่ผ่านมา มีสิทธิถูกเร่งปฏิกิริยาให้ลุกโชนกลับมาอีกระลอก พร้อมลุกลามเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลและกองทัพให้สั่นคลอนได้ตลอดเวลา

ขณะที่ปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ใกล้ได้เห็นพิมพ์เขียว
ร่างแรกที่จะออกมายลโฉมในวันที่ 29 ม.ค.2559

เป็นอะไรที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่า วาระแสลงใจของฝ่ายการเมืองยังอยู่ครบเซต ทั้งนายกฯคนนอก ที่มา ส.ว.จากการเลือกตั้งทางอ้อมของ 20 กลุ่มวิชาชีพในสังคม

รวมไปถึงองค์กรพิเศษอย่าง คปป.ก็ยังไม่รู้ว่า จะมีสอดไส้เข้ามาในช่วงท้ายที่ กรธ.ไประดมสมองที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ระหว่างวันที่ 11-17 ม.ค.2559 หรือไม่

ดูแล้วส่อเค้าถูกจองกฐิน ปลุกม็อบสร้างแรงเสียดทาน ยังต้องปล้ำกันอุตลุดอีกหลายยก

ยังไม่รวมถึงปัญหาปากท้องชาวบ้านที่ต้องตามลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบช็อตต่อช็อตว่า จะช่วยประคองรัฐบาลไปตลอด
รอดฝั่งหรือไม่

ประเมินสถานการณ์ปีหน้าแล้ว เรือแป๊ะยังต้องฝ่าคลื่นมรสุม หนักๆอีกหลายลูกที่รอถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หากไม่ตั้งรับให้ดี มีสิทธิถูกซัดอับปางได้

ถ้าผลงานไม่เข้าตา โรดแม็ปไม่เข้าเป้า เรือแป๊ะก็อยู่ลำบาก.

ทีมข่าวการเมือง

 

ไฟต์บังคับคราวคับขัน

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553901

โดย ทีมข่าวการเมือง 25 ธ.ค. 2558 05:01

 

ตีปี๊บแถลงผลงานส่งการบ้านช่วงท้ายปี

“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. นำทีมคีย์แมน เรือแป๊ะอวดผลงานช่วงที่ผ่านมา พร้อมวางยุทธศาสตร์ในอนาคต 20 ปี และยุทธศาสตร์เฉพาะหน้า กำหนดทิศทางการทำงานช่วง 1 ปี 6 เดือน ที่เหลืออยู่ตามโรดแม็ป ตั้งแต่เดือน ม.ค.2559 ถึง เดือน ก.ค.2560

เกาะโพเดียมร่ายยาวโชว์ความจริงใจ และความมุ่งมั่นการปฏิรูป เดินหน้าประเทศ ด้วยประชารัฐ ให้เกิดผลสำเร็จอย่างแท้จริง หย่าศึกความขัดแย้งคนในชาติ ก่อนส่งไม้คืนประชาธิปไตย

ไม่ให้ซ้ำรอยความล้มเหลวประชาธิปไตยรอบ 83 ปีที่ผ่านมา

ห้องเครื่องเรือแป๊ะให้คำมั่นในหลักการล่วงหน้า คืนประชาธิปไตยสู่ประชาชน เมื่อถึงเวลาตามโรดแม็ป

ขณะที่ในทางปฏิบัติจัดแพ็กเกจมอบความสุขส่งท้ายปี ต้อนรับศักราชใหม่ โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาตรการทางภาษี ปั๊มชีพจรเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2558

ฉีดยากระตุ้นความคึกคัก สนับสนุนให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและบริการ ช่วงวันที่ 25-31 ธ.ค.นี้ ในวงเงินไม่เกิน 15,000 บาท พร้อมแนบใบกำกับภาษี

นำไปใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามนโยบาย “บิ๊กตู่” ที่ต้องการมอบของขวัญปีใหม่ คืนความสุขก่อนเปลี่ยนศักราชใหม่ให้ประชาชน

เร่งกระตุกความเชื่อมั่นกลับคืนมา หลังจากขบวนเรือแป๊ะในรอบปีที่ผ่านมาเกิดรูรั่วมากขึ้น เปิดช่องทางให้ขั้วตรงข้ามรุมเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลซ้ำเติมไม่หยุดหย่อน

ตามแถลงการณ์ที่พรรคเพื่อไทยออกมาฉายภาพ ประเมินฝีมือการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล “บิ๊กตู่” ใน 6 ด้าน ยังไม่เข้าตาประชาชน ทั้งการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ

สะท้อนภาพอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ยังมีอาการแกว่ง ไม่เห็นผลงานเป็นรูปธรรม และไม่สามารถจุดประกายการสร้างความปรองดองขึ้นมาได้

จนมีการจุดพลุเรียกร้อง “รัฐบาลแห่งชาติ” เป็นทางออกประเทศ

เสนอผ่าทางตัน นำอดีตนักการเมืองที่มีฝีไม้ลายมือเป็นที่เชื่อถือของประชาชน มาร่วมเป็นดรีมทีม ครม. บริหารประเทศ โดยมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์นั่งหัวโต๊ะเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม

โจทย์เดิมๆถูกนำมาใช้โยนหินถามทางอีกครั้ง แต่เปลี่ยนคนขายไอเดียเป็น “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากค่ายเพื่อไทย

แม้ “บิ๊กตู่” จะรีบออกมาปิดทางไม่รับข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ โดยอ้างว่าไม่ต้องการทำงานร่วมกับนักการเมือง ขอกลับบ้านไปเลี้ยงหลานดีกว่า

ตลอดจนหัวขบวน คสช. และแกนนำพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ต่างออกมาประสานเสียงไปในทางเดียวกัน ไม่รับมุกรัฐบาลแห่งชาติ

หลายขั้วรุมทุบ ปิดประตูตายรัฐบาลแห่งชาติตั้งแต่ต้นทาง แต่ดูตามรูปการณ์ ก็ใช่ว่าโอกาสที่หัวขบวนทางการเมืองโคจรมาร่วมมือกันจะกลายเป็นศูนย์

เพราะเคยมีการหยั่งกระแสในยุค “เดอะปื๊ด” นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคยเสนอให้ทำประชามติเรื่อง “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” มาแล้ว

หัวเชื้อชนวนเดือด ยังพร้อมถูกหยิบออกจากลิ้นชัก นำมาปัดฝุ่นใช้งานได้เสมอ หากสถานการณ์เดินไปสู่จุดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าปัญหาวุ่นๆตามโรดแม็ป คสช.ยังอีนุงตุงนัง ส่อเค้าไม่ลงตัว

ทั้งกระแสการปฏิรูปประเทศที่เริ่มฝ่อ ย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่มีทิศทางและเจ้าภาพที่ชัดเจน หรือปมการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ทำไปทำมาจะกลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล

โดยเฉพาะโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่คาราคาซัง แม้หากมีผลสอบออกมา ก็ทำท่าจะไม่จบแค่ตัวละครคนเดียว มีแนวโน้มบานปลาย ลากเข้าเนื้อรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ

หรือปัญหาเศรษฐกิจ ที่ยังฟื้นๆฟุบๆ ให้ต้องติดตามลุ้นกันอีกยาวๆ เชื่อมโยงไปถึงปัญหาการร่างรัฐธรรมนูญ ก็หนักหนาไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

เพราะติดชนักเนื้อหาที่ไม่ถูกตาต้องใจจากฝ่ายการเมือง

ปมเสียวๆหลายด้านรอให้ระทึกอยู่ในอนาคต หากทุกเงื่อนไขประดังขึ้นมาพร้อมกัน เจอสภาวะคับขัน ประตูไปสู่ “รัฐบาลแห่งชาติ” ก็ยังพอเป็นทางออกได้อยู่

ถึงคราวไฟต์บังคับขึ้นมา ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!!!

ทีมข่าวการเมือง

 

สะดุดที่โจทย์ ‘แก้โกง’

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553363

โดย ทีมข่าวการเมือง 24 ธ.ค. 2558 05:01

 

ไม่รู้หลังคิวตีปี๊บ เรตติ้งจะทะลักเกินลิมิตหรือไม่

เพราะก่อนหน้าแถลงผลงาน 1 ปีรัฐบาลอำนาจพิเศษ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ก็ออกมาเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของกระทรวงไอซีที รายงาน ครม.

ระบุว่า ชาวบ้านติดตามข่าวสารจากรายการ “คืนความสุข” ถึงร้อยละ 85.2 และพึงพอใจการแก้ปัญหา ทั้งควบคุมราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล การจัดสวัสดิการให้ประชาชน แก้ปัญหายาเสพติด

แต่ยังต้องการให้ควบคุมราคาสินค้า แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

โดยเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาประเทศถึงร้อยละ 98.9 คนพอใจผลงานรัฐบาลเกือบเต็มร้อยกันเลย

เอาเข้าจริงตัวเลขจากหน่วยงานสถิติของรัฐ กับความเป็นจริง ก็อาจผิดแผกแตกต่าง

ล่าสุด กรณีพรรคเพื่อไทยได้เผยแพร่เอกสาร “ประมวลสถานการณ์ประเทศไทยปี 2558” การติดตามการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สรุปการประมวลผลแยกเป็น 6 ด้าน

ประเมินแต้มแล้วยังทำได้ไม่เข้าเป้า

ทั้งการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน สังคมยังถามหาความจริงใจ ยังมีข่าวการทุจริตที่เกี่ยวข้องหลายเรื่อง โดยล่าสุดคือเรื่องอุทยานราชภักดิ์ที่ความสงสัยของประชาชนมีมากขึ้น

ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจยังฝืดเคือง การแก้ปัญหาไม่เป็นไปตามที่รัฐบาลหวังไว้ เงินในกระเป๋าประชาชนมีน้อยลง คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง มีปัญหาการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค ปัญหาความเชื่อมั่นจากต่างประเทศถดถอย

การร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เชื่อมั่นประชาชน และสับสนในหลักการประชาธิปไตย นำประเทศไปสู่ความขัดแย้งและไร้ทางออก การปฏิรูปในด้านต่างๆยังเลื่อนลอย การสร้างความปรองดองยังขาดรูปธรรม

มองสวนทางจากโพล “ซูเปอร์มหาคะแนนนิยม” โดยโพลของรัฐกันเลย

เอาเป็นว่า ถ้ามองกลางๆวัดเฉพาะคะแนนความตั้งใจ โดยเฉพาะกับตัวผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ก็น่าจะสอบผ่าน

ถึงเรตติ้งอาจไม่ฟู่ฟ่าเหมือนเข้ามาใหม่ๆ แต่ก็ยังถือว่าเป็น “จุดแข็ง” อำนาจพิเศษ

แต่ขณะเดียวกันแต้มในงานแต่ละด้านของรัฐบาล ชาวบ้าน

ก็คงประเมินไม่ต่างจากค่ายเพื่อไทย

โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่ ที่เคยเป็น “จุดแข็ง” มาพลิกเป็น “จุดหวาดเสียว” สะเทือนทั้งอำนาจพิเศษกับการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

ถึงแม้ปมราชภักดิ์ ยังไม่มีผลสรุปว่ามีปมเกี่ยวกับการทุจริตหรือไม่ และมีบุคคลทั้งในและนอกกองทัพระดับไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เมื่อถูกเอ่ยอ้างข้อมูลลากโยง

กระทบโจทย์หลักแก้โกงไปแล้ว

ไม่เท่านั้น ยังสะเทือนถึงอำนาจพิเศษกันทั้งแผง ไม่ว่าจะใน ครม.–กองทัพ

เริ่มมีการปล่อยกระแสข่าวเรื่องเตรียมปรับเปลี่ยน จัดดุลกันใหม่ หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงปมนี้

ของกระทรวงกลาโหม จะสรุปผลออกมาต้นสัปดาห์หน้า

ถึงแม้ว่า “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีต ผบ.ทบ.ในฐานะประธานมูลนิธิราชภักดิ์ จุดโฟกัสสำคัญ จะยืนยันผลสอบ “ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ” ในตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่ก็ต้องรอวัดแรงกดดันจะลดหรือเพิ่มดีกรี หลังผลสอบเปิดออกมา

ในจังหวะที่หลายฝ่ายเริ่มขยับบีบ ไม่เว้นแม้แต่เครือข่ายเดียวกัน ทั้งในรัฐบาล–กองทัพ กระทั่งแนวร่วมจากบ้านใหญ่หลายเสา
เครือข่ายภายใต้ร่มเงาบ้านใหญ่เริ่มขยับออกมาขย่มเขย่า

ชนิด “บิ๊กตู่” ต้องมุดเข้าถ้ำไปเคลียร์ ชะลอต้นขั้วสัญญาณร้อน

จากปมนี้เลยสะเทือนภาพรวมผลงาน 1 ปีรัฐบาลกันเห็นๆ ไม่ต่างจากโจทย์เศรษฐกิจที่แต้มไม่พุ่ง

ถึงโพลสำรวจของกระทรวงไอซีทีปั่นแต้มปริ่มร้อย

แต่เรื่องความเชื่อมั่นโจทย์ “แก้โกง” คนยังชะงักที่จะรัวแต้ม.

ทีมข่าวการเมือง

 

จัดเข้าในบัญชี ‘นำทัพ’

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552812

โดย ทีมข่าวการเมือง 23 ธ.ค. 2558 05:01

 

ถึงจะมากับภาพชินตายามจริงจัง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะเข้มขรึม หน้านิ่วคิ้วขมวด ตอบคำถามสื่อเสียงดังขึงขัง แต่ล่าสุดมีหลายรายการ “เรียกยิ้ม” ก่อนประชุม ครม.

เป็นปกติเหมือนทุกสัปดาห์ จะมีหน่วยงานองค์กรต่างๆแวะมาคารวะ เชิญชวนท่านผู้นำร่วมรณรงค์กิจกรรมต่างๆ ครั้งนี้ผู้นำสวมบท “นายกฯลุงตู่” เรียกเสียงฮาเป็นระยะๆ เช่นเคย

โดยเฉพาะแก๊กเด็ด หยิบมีดอีโต้ยักษ์มาทำท่าไล่ฟันนักแสดงคณะ “กระตั้วแทงเสือ” ที่มารณรงค์งานปีใหม่ แถมพาลเงื้อใส่หยอกกลุ่มนักข่าว คิวนี้ถ้าได้ดูภาพข่าว ต้องเรียกว่าไม่รู้จะเอาฮาไปถึงไหน

นายกฯเป็นคนตลกจริงๆ

แล้วก็ไม่ใช่แค่ขำขันเฮฮา บทซึ้งก็เตรียมจ่อคิวมาอีกแล้ว “นายกฯตู่” ผู้มีดนตรีในหัวใจ ปั๊มผลงานใหม่ใกล้เวลาปล่อยซิงเกิลเพลง “เพราะเธอคือประเทศไทย” เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

จ่อคิวฮอตฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองกันได้

ในห้วงบรรยากาศบ้านเมืองยังอึมครึม ชนิด “บิ๊กตู่” เอ่ยปาก “เห็นแต่ปัญหา”

ถ้าผู้นำยังมีห้วงบางจังหวะรื่นเริงได้ ก็น่าจะยังไหว

แต่ที่ไม่รู้ว่า เวลาของ “อำนาจพิเศษ” ยิ่งลากยาวออกไป จะยิ่งทำให้นิ่งไม่ได้นั่งไม่ติดหรือเปล่าสำหรับ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” ที่เริ่มขยับ ช็อตล่าสุดส่งทนายฟ้องกรมการกงสุลต่อศาลปกครอง

ทวงเกียรติป้องศักดิ์ศรี ปมถูกยึดพาสปอร์ต

รวมทั้งที่มีกระแสข่าวในจังหวะเดียวกัน กับการเฟ้นหาตัว “แม่ทัพ” ที่จะมาถือธง เป็นเบอร์ 1 ตัวจริง หลังประเมินแล้ว อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่น่าจะมีโอกาสคัมแบ็กเร็ววัน

ที่จริง มีการซาวเสียงผู้นำพรรคคนใหม่มาตลอด ปรากฏชื่อทั้ง “พงศ์เทพ เทพกาญจนา–โภคิน พลกุล” ในโหมดต้องต่อสู้ด้านกฎหมาย หรือราย “จาตุรนต์ ฉายแสง” ถึงไม่ใช่สายโปรดปรานของนายใหญ่

แต่ก็ยังมีเหลียวกับสเปก “นักหลักการประชาธิปไตย” ไว้ต่อกรอำนาจรัฐประหาร

ขณะที่อีกทางหนึ่ง ในแนวรุกด้านเศรษฐกิจ สูตรนี้ ก็มีชื่อทั้ง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ มือสามัญประจำบ้าน มีชื่อผลุบโผล่เรื่อยๆ

เช่นเดียวกับ “พิชัย นริพทะพันธุ์” อดีต รมว.พลังงาน ที่ยืนเป็นหลักในการวิพากษ์วิจารณ์มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล

กล้ากระตุกแม้อำนาจสีเขียวครองเมือง เข้าตานายห้างดูไบ

หรือถ้าเป็นสูตรปรองดอง ตำรับ “ข้อต่อชั้นดี” อย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถึงจะปลีกตัวไปมุ่งงานบุญ แต่คอนเน็กชั่นกับเครือข่าย “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” ตั้งแต่ครั้งรุ่นบิดามารดา

กับผลงานของ “ดีลเมกเกอร์” มือประสานหญิงรายนี้หลายคิว ก็ทำเอาชื่อโดดเด่น ชนิดที่ “ทักษิณ” บอกกับลูกข่ายหลายรายที่ไปพบในต่างแดน “มีอะไรให้ไปบอกกับคุณหญิงเค้าไว้”

ทำท่าจะลงตัวที่ “เจ้าแม่ กทม.” นั่งแท่นเบอร์ 1 ของค่าย

ถ้าให้ความสำคัญกับ “โหมดต่อสู้ทางกฎหมาย” ตามแนวรุกเดิม ก็มีชื่อ “ชัยเกษม นิติสิริ” อดีต รมว.ยุติธรรม เข้ามาอีกราย

โดยเฉพาะประเมินแล้วจากนี้ไปจะเป็นการต่อสู้บนแนวรบกฎหมาย กับคดีความเกี่ยวโยงกับคนตระกูลชินวัตร ที่จ่อคิวร้อน
กันตั้งแต่ต้นปี และคนเพื่อไทยประเมินขบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” น่าจะร้อนฉ่า

ด้วยตำรับ “มือกฎหมาย” อดีตอัยการสูงสุด “ชัยเกษม”เข้าตามาตั้งแต่เป็น รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” แสดงความเห็นตามหลักการข้อกฎหมาย คัดง้างกับฝ่ายต้าน–ฝ่ายโค่นมาตั้งแต่ช่วงม็อบ กปปส.

โต้ดุเดือดทุกเม็ดทุกดอก

และถ้าจำกันได้ รายนี้เป็นคนที่บอกกับ “บิ๊กตู่” ในห้องประชุมฝ่ายขัดแย้ง ที่สโมสรทหารบกยืนกรานรัฐบาลขณะนั้นจะไม่ถอยจากการรักษาการบริหารประเทศ จนตามมาด้วยวลี “ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ”

ปักหลักอยู่กับ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” จนนาทีสุดท้าย

สเปกนี้เลยมาแรง แต่ก็ยังต้องรอข้อสรุป

จนกว่า “นายใหญ่” และ “บอร์ดชินวัตร” จะเคาะตรงกัน.

ทีมข่าวการเมือง

 

ที่สำคัญคือ ‘เกียรติยศ’

Published ธันวาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/552291

โดย ทีมข่าวการเมือง 22 ธ.ค. 2558 05:01

 

ไม่รู้สุดท้ายปลายทางจะเป็นไปตาม “ธง” นี้หรือไม่

กับการจุดพลุของนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุแนวทางสร้างความปรองดอง เสนอ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. และ “ห้องเครื่องเรือแป๊ะ”

ชงดึงนักการเมืองเก่งและดี ประชาชนยอมรับ มาเป็นรัฐมนตรีบริหารประเทศ

ตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ”

โดยไอเดียนี้ “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯเหมือนเดิม กำกับดูแลนโยบายอย่างเคร่งครัด

และมีนักการเมืองที่ดีมาแสดงฝีมือ เพราะขณะนี้ประเทศชาติยังมีปัญหามาก คสช.และรัฐบาลแก้ปัญหา รวมถึงสร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้ยาก เพราะการเมืองทุกฝ่ายล้วนเก่งทั้งนั้น

หากต้องการให้ประเทศเดินตามโรดแม็ป ต้องให้ทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมืองมาร่วมกันแก้ปัญหาและสร้างความปรองดอง หากไม่ทำแบบนี้รับรองประเทศไทยเดินหน้าต่อไปไม่ได้

พลุลูกเดิมๆถูกจุดขึ้นมากันอีกแล้ว

ก็ไม่แน่ใจว่า รายการนี้แกนนำพรรคเพื่อไทยจะได้หารือหรือได้รับสัญญาณจาก “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือแกนนำตระกูลชินวัตรคนอื่นๆมาแล้วหรือยัง

รวมทั้งมีสัญญาณใดๆจากห้องเครื่องอำนาจพิเศษ ให้คลิกกันได้หรือไม่

เพราะอีกทางในห้วงเปิดสูตรเสนอของคนเพื่อไทย ก็มีรายงานข่าวเกี่ยวกับ “ทักษิณ” หนึ่งใน “ตัวแปร” อำนาจการเมืองไทยที่ต้องจับตา

กรณีที่ “ทักษิณ” ให้ทนายฟ้องร้องอธิบดีกรมการกงสุลและพวก 2 คน ต่อศาลปกครอง กรณีกรมการกงสุลมีคำสั่งยกเลิก

หนังสือเดินทาง 2 เล่มของนายทักษิณ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เดือดร้อนเสียหาย

โดยอ้างว่าอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปแล้ว แต่ผลการพิจารณายืนตามคำสั่งเดิม

โดยคดีนี้ศาลปกครองนัดไต่สวนคดีวันที่ 23 ธ.ค.

สู้ยิบตากับปมถูกยึดพาสปอร์ต

สำหรับคิวนี้ก็มองได้ทั้ง เป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้เสียหายทวงถามความเป็นธรรม ปกป้องตัวเอง แต่อีกทางฝ่ายต้านมองว่า เอาเข้าจริง “ทักษิณ” กล้ากลับมาขึ้นศาลสู้คดีเองหรือไม่

หรือแค่ฟ้องแก้เกี้ยว ให้เป็นข่าวเป็นกระแส

เอาเป็นว่า มองมุมไหนก็น่าจะถูกหมด ปมถูก “ยึดพาสปอร์ต” ก็อย่างที่รู้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในแง่ของการเดินทางไปไหนต่อไหน “ทักษิณ” ตระเวนได้ทั่วโลก

ไม่แค่หนังสือเดินทางประเทศมอนเตเนโกร ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวได้รับพาสปอร์ตของประเทศนิการากัว กระทั่งที่ไปลงทุนในประเทศแถบทวีปแอฟริกา ก็ใช้สิทธินักลงทุนวิ่งเต้นขอพาสปอร์ตไม่ยาก

เบิกทางสะดวก แม้ไม่ถือพาสปอร์ตไทย

แต่ก็นั่นแหละ คิวสู้คดีของ “ทักษิณ” รอบนี้ เดิมพันไม่ใช่แค่สิทธิคืน แต่หนังสือเดินทางของ “ราชอาณาจักรไทย” ผืนแผ่นดินเกิด ที่เคยอยู่อาศัยแล้วจำต้องหลบหนีไปต่างประเทศ

บางครั้งคำว่า “เกียรติยศ” และ “ศักดิ์ศรี” ก็เป็นเรื่องสำคัญเหนืออื่นใด

ไม่แพ้ “อิสรภาพ” ที่ต้องต่อสู้ เพื่อเลี่ยงสู่การจองจำ

อย่างไรก็ดี มีอีกกรณีที่มีกระแสข่าวออกมาในจังหวะพอเหมาะพอเจาะกับคิวเรียกร้องความเป็นธรรมของนายใหญ่ กับการขยับจนเกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทย กับโปรแกรมใหญ่ภายในค่าย

กับคิวเฟ้นหา “แม่ทัพถือธงคนใหม่” พรรคเพื่อไทย

มาเป็นเบอร์ 1 ตัวจริง แทน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค

และแน่นอน ย่อมเป็น “นอมินีทักษิณ” รายต่อไป หลังจาก “อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จ่อต้องพักยาว 5 ปี หากกฎกติกาประเทศ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่พลิก หมดโอกาสคืนสู่อำนาจหอมหวานแน่

และที่ “ทักษิณ” โผล่รอบนี้ แว่วว่าใกล้ถึงคิวเตรียมเฟ้นแม่ทัพ

เตรียมล็อกโหมดวางเป้า จะ “สู้แหลก” หรือ “ดีลปรองดอง” และหากจะสู้ในแนวรบไหน กฎหมาย เศรษฐกิจ หรือเกมมวลชนที่ล้มเหลวมาแล้วหลายรอบ

ถึงจังหวะ “ปรับดุล” ในค่ายเพื่อไทยพอดี.

ทีมข่าวการเมือง

 

ปิดประตูปรองดอง กระบวนการออกกฎหมายค้ำยันอำนาจ

Published ธันวาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551579

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2558 05:01

 

“ต้องทำให้ชัดเจน ถ้าปล่อยไว้จะลามออกไป”

นายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีต รมว.ยุติธรรม สะท้อนมุมมองถึงโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ ระหว่างให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยพยายามบอกไปถึงรัฐบาลและ คสช.ว่า ในเมื่อคนในรัฐบาลยังออกมายอมรับว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็จะต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้สะเด็ดน้ำ ไม่เช่นนั้นประเด็นนี้จะลุกลามออกไปได้

รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา ในยามปกติมี ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน จะคิดและพิจารณาว่าจะมีกฎหมายอย่างไรถึงเหมาะสม ต้องผ่านวุฒิสภา กฤษฎีกาถึงจะออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้

ขณะที่ในยุคปัจจุบันกฎหมายเกิดขึ้นโดยคณะปฏิวัติ มันตั้งธงได้ อยากได้อะไรก็บอกไป แม้มีคนที่คัดค้านบ้าง แต่ในที่สุดกฎหมายออกมาตามธง เช่น รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ จะให้ออกมาเหมือนสมัยมีสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้

ผู้นำประเทศอาจจะคิดดีต่อบ้านเมือง อยากจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในเมื่อผู้นำมาจากการปฏิวัติ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้คนรอบข้างอาจจะไม่กล้าเถียงและแนะนำ

ทำให้กฎหมายบางฉบับที่ออกมาอาจจะไม่รอบคอบ เมื่อคลอดกฎหมายออกมานำไปใช้ก็ต้องมีกติกาที่ถูกต้อง คนใช้และปฏิบัติต้องรู้กฎหมายอย่างลึกซึ้ง ถ้าไม่รู้ควรปรึกษาผู้ที่รู้

ดูแล้วปัญหาการบังคับใช้กฎหมายอาจจะเกิดจากผู้นำมีอำนาจพิเศษ มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นายชัยเกษม บอกว่า ถูกต้อง เพราะคนที่มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์จะทำอะไร ออกกฎหมายอะไรก็ได้

เฉกเช่นเรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลของรัฐ ยังใช้มาตรา 44 เพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการระบายข้าว

ความจริงใช้กฎหมายปกติก็ได้ เพราะการทำสุจริตไม่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่อาจจะไปกระตุ้นผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่าไม่ต้องรับผิด หากทำอย่างนี้บ่อยๆจะไม่เป็นไปตามหลักยุติธรรมที่ควรจะเป็น

ถามว่าใช้คำสั่งตามมาตรานี้ได้หรือไม่ ก็ทำได้ แต่ถ้าวันหนึ่งศาลพิพากษาว่าไม่ได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอาร์เจนตินา เท่ากับนิรโทษกรรมตัวเองไม่ได้ ในที่สุดก็โดนดำเนินคดีกันเป็นทิวแถว มันก็เกิดขึ้นได้

เพราะวัฒนธรรมของประเทศ การดำเนินการต่างๆ แนวคิดในกระบวนการยุติธรรมมันผูกกันอยู่ตลอดเวลา แต่ก็สามารถเปลี่ยนได้

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า บ้านเมืองยังอยู่ในความขัดแย้ง การใช้กฎหมายแม้เป็นไปตามเจตนารมณ์หรือองค์ประกอบแล้ว แต่ถูกมองว่ายังไม่ยุติธรรม เช่น เปรียบเทียบการดำเนินคดีระหว่างโครงการรับจำนำข้าวกับโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ สุดท้ายควรมีข้อยุติอย่างไร นายชัยเกษม บอกว่า การใช้กฎหมายต้องถูกต้องและเป็นธรรมไม่เอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่ทำไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ผลที่ออกมาถูกมองว่าสองมาตรฐาน แบบนี้แก้ยากมาก เพราะคนไทยแบ่งเป็นฝักฝ่ายและตั้งแต่ปฏิวัติมายังไม่เห็นว่าจะทำให้เกิดความปรองดองขึ้นได้อย่างไร จุดนี้สำคัญ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พูดย้ำตลอดว่า ได้ทำเพื่อให้เกิดความปรองดอง สามัคคี แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณะปรากฏว่า ประชาชนไม่รู้สึกอย่างนั้น แม้ท่านจะตั้งใจจริงจังหรือไม่ สุดท้ายผลมันไม่ออกมา

ขณะที่โครงการรับจำนำข้าว คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าเป็นการทำตามรัฐธรรมนูญ เพื่อทำให้สินค้าเกษตรมีราคา เป็นโครงการสาธารณะ ซึ่งจะต้องไม่ดูว่ามีกำไรหรือขาดทุน เพราะต้องการช่วยชาวนาให้มีฐานะอยู่ในสังคมได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ

ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาบอกว่า นโยบายนี้ไม่ผิด แต่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เตือนแล้วไม่ฟัง ก็ต้องไปดูว่าใครเตือน

ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ไม่ได้มีหน้าที่บอกให้รัฐบาลทำนั่นทำนี่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาเตือน ไปดูว่า ป.ป.ช.มีหน้าที่เตือนรัฐบาลได้หรือไม่

เมื่อเปิดกฎหมายดูแค่สามารถแนะนำได้ รัฐบาลก็ไปดูว่าจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ถ้าไปทำตามองค์กรเหล่านี้ หรือทำตามฝ่ายค้านเตือน แบบนี้รัฐบาลก็บริหารประเทศไม่ได้

โดยเฉพาะรัฐบาลต่อไปจะมีปัญหาหากบอกว่าเตือนแล้วไม่ฟัง ถ้าต่อไปมีคนเข้าชื่อกัน 2 หมื่นชื่อ เพื่อเตือนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ให้ทำโครงการนั้นๆ ถ้าเกิดความเสียหาย

ขึ้นมาท่านต้องรับผิดชอบ มันทำได้หรือ ก็ทำไม่ได้

ขอให้ทุกคนคิดในภาพใหญ่ เมื่อออกนโยบายไปแล้วมีการทุจริตในระดับล่างก็ต้องแยกไปเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติ

แต่ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถูกลงโทษ ต่อไปใครเป็นรัฐบาลจะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก ซึ่งมันไม่ดี ยิ่งขณะนี้มีความพยายามเร่งรัดการสอบทางแพ่ง การเร่งรัดไม่ผิดเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องของอายุความ

แต่ที่น่าคิดเมื่อรัฐบาลตัดสินใจและไม่เปลี่ยนใจที่จะใช้ความรับผิดทางละเมิด ขอตั้งข้อสังเกตให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ควรทำด้วยความรอบคอบ เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

หากโครงการนี้เสียหายจริงจะต้องพิจารณาแบ่งสัดส่วนว่าใครรับผิดชอบจำนวนเท่าไหร่แล้วไปชำระค่าเสียหายตามนั้น ซึ่งมีทั้งใน ครม. ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกนับร้อย แต่กลับเน้นสอบ น.ส.ยิ่งลักษณ์คนเดียว

ขอแนะนำว่าไม่ควรรวบรัดทำแบบลวกๆ ระวังผู้นำจะไม่สุจริตต่อหน้าที่ เพราะไม่ถูกต้องทางกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ยิ่งเป็นคำสั่งของนายกฯที่เป็นคนล้มรัฐบาลย่อมไม่มีความสง่างาม เหมือนเป็นคู่กรณีต่อกัน ตามล้างตามเช็ดกันได้ทุกเรื่อง ลักษณะนี้ควรไปที่ศาลจะสง่างามกว่า

และถ้าขืนทำต่อไปในอนาคตคงต้องออกมาตรา 44 ยกเว้นว่าทำอะไรไม่ผิดอีก

ส่วนโครงการอุทยานราชภักดิ์ พอเกิดขึ้นในยุคทหารเรืองอำนาจก็ไม่อยากให้มีข่าวออกมาว่ามีการทุจริต แต่หลีกไม่พ้นแล้ว เพราะมีบุคคลในรัฐบาลพูดเองว่ามีการทุจริตก็ต้องเดินหน้าตรวจสอบ แต่จะทำได้เนียนแค่ไหน ถ้าทำไม่เนียนวันหลังก็ปรากฏว่าทำไม่ถูกต้อง ภาพของรัฐบาลก็เสียหาย

และไม่ใช่ไปบอกว่ากองทัพบกไม่มีอะไร ถ้ามีไปถามเอาเอง คนมีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องทำให้ประชาชนรับได้

ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลและ คสช. การร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเป็นห่วงอะไรเป็นพิเศษ นายชัยเกษม บอกว่า ประเทศไทยมาถึงวันนี้เหนื่อย

รัฐบาลจะไปไม่รอดถ้าไม่ปรับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การร่างรัฐธรรมนูญต้องยึดหลักประชาธิปไตย

แต่ขณะนี้เริ่มชัดเจนทั้งที่มาของ ส.ส. และ ส.ว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี องค์กรที่จะตัดสินวิกฤติของประเทศ นายชัยเกษม บอกว่า การออกแบบให้กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด สามารถคานอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนได้ เพราะคนออกแบบเชื่อว่ารัฐบาลเข้ามาแล้วจะไม่สุจริต

ความจริงรัฐบาลไหนเข้ามาไม่สุจริตจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่จะกำหนดให้องค์กรต่างๆมาช่วยปกครองประเทศกับรัฐบาล จะทำให้รัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้

องค์กรที่มาไม่ใช่เทวดามีขึ้นมาแล้วจะทำอะไรก็ได้ ยิ่งเป็นองค์กรที่ไม่ได้มาจากประชาชน อาจจะทำหน้าที่ได้ดี แต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ได้ไม่ดี ฉะนั้นถ้าออกแบบระบบให้วิตถารก็ไม่ไหวไปไม่ได้

ในหลักการนิรโทษกรรมมาถึงวันนี้ควรจะยกเว้นใครบ้าง และควรกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญไว้อย่างไร เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมเดินหน้าสู่การปรองดอง นายชัยเกษม บอกว่า อีกไม่กี่วันรัฐธรรมนูญก็ออกมาแล้วคงจะรู้

แต่พอออกมาอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะบอกว่าแรงไป และโทษบางอย่างอาจจะกันไว้เลยว่าเป็นโทษที่รุนแรง หรืออาจจะให้รับโทษกึ่งหนึ่งจะได้เบาหน่อย

วันนี้รัฐบาลต้องตัดสินว่าจะเอาอย่างไร.

ทีมการเมือง

 

%d bloggers like this: