ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ถิรนันท์ ช่วยมิ่ง มุมทำงานเล็กๆ ในกระจกเงา มิถุนายน 28, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2558 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/371732/ถิรนันท์-ช่วยมิ่ง-มุมทำงานเล็กๆ-ในกระจกเงา

ถิรนันท์ ช่วยมิ่ง มุมทำงานเล็กๆ ในกระจกเงา

โดย…พงศ์ พริบไหว

ในห้องทำงานขนาดไม่กว้างใหญ่  ใต้ร่มเงาของมูลนิธิกระจกเงา กุ๊งกิ๊ง-ถิรนันท์ ช่วยมิ่ง กำลังนั่งรอโทรศัพท์ซึ่งปลายสายโทรเข้ามาเพื่อแจ้งเบาะแสของเด็กขอทานที่อาจผิดข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อได้รับแจ้งข่าว หน้าที่ของกุ๊งกิ๊งคือการลงพื้นที่ไปตรวจสอบและสืบหาข้อเท็จจริง ซึ่งนี่คือหนึ่งในหน้าที่หลักหลังเด็กสาวจากมหาวิทยาลัยบูรพา คณะจิตวิทยา ที่ตัดสินใจเข้ามาทำงานในมูลนิธิกระจกเงา

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งสมัยเรียน ด้วยความสนใจในเรื่องพฤติกรรมมนุษย์และกระบวนการของจิต ทำให้กุ๊งกิ๊งเลือกที่จะหาเหตุผลด้วยการเรียนจิตวิทยา เธอเลือกมาฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงา เพราะที่นี่มีโครงการอย่าง “ผู้ป่วยข้างถนน” ที่เธอจะได้ใช้วิชาจิตเวชที่เรียนมาแบบเต็มตัว ไม่ว่าจะการลงพื้นใกล้ชิดกับผู้ป่วยจิตเวช และที่สำคัญคือการได้ทำงานช่วยเหลือผู้คนในสังคม หลังเรียนจบจึงตัดสินใจทำงานที่นี่อย่างเต็มตัว

“หากถามว่าแรงบันดาลใจในการทำงานของเราเริ่มมาจากที่ไหน (นิ่งคิด) คงเป็นตอนเราฝึกงาน มีครั้งหนึ่งได้คุยกับผู้ป่วยข้างถนน เราถามเขาว่าเขาเหนื่อยไหม ท้อไหมที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน เขาบอกว่าเหนื่อยน่ะเหนื่อย แต่เขาไม่เคยท้อ แล้วเขาก็เล่าเรื่องหนึ่งให้เราฟัง… เขามีเงินในกระเป๋ากางเกง 20 บาท แม้จะดูเหมือนน้อย แต่เขารู้สึกว่าเขาโชคดีมากเลย เพราะเขาสามารถมองเห็นแบงก์ 20 นั้นได้ ผิดกับคนรวยๆ ที่มีเงินหลายสิบล้าน แต่เขาตาบอดและพิการไม่สามารถมองเห็นเงินของตัวเองที่มี

 

พอเราได้ฟังมันคิดได้ว่า จริงๆ แล้วคนเรา แค่ได้เห็นค่าในสิ่งที่ตัวเองมีก็พอแล้ว รู้สึกประทับใจวิธีคิดของเขา ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวมาทำงานในมูลนิธิ เพราะรู้สึกตัวเองมีค่าเมื่อได้ทำงานอยู่ที่นี่ ซึ่งตอนนี้หน้าที่ คือ การรับแจ้งเหตุและสืบข้อเท็จจริงในโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน ซึ่งเมื่อได้รับแจ้งเหตุ เราต้องลงพื้นที่ไปดูข้อเท็จจริงว่า เด็กขอทานที่ได้รับแจ้งเข้าข่ายเป็นการค้ามนุษย์หรือเปล่า ถ้าใช่เราก็จะประสานงานทางตำรวจแล้วเข้าไปทำตามขั้นตอน” กุ๊งกิ๊ง เล่า

ในการทำงาน แน่นอนว่าต้องพบเจอกับปัญหาอยู่ตลอดเวลา แต่เธอเองก็มุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ ด้วยวาดหวังให้ชีวิตของเด็กขอทานเหล่านั้นดีขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องของที่อยู่อาศัยการศึกษา และคุณภาพชีวิต ซึ่งเท่าที่ผ่านมาแม้จะกินระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี เธอสามารถช่วยเหลือเด็กขอทานได้แล้วหลายราย

“รู้สึกว่างานเอ็นจีโอมีอุดมการณ์ เป็นงานที่มีทิศทางแน่นอนว่าเราจะช่วยเหลือคนในสังคม แล้วไอ้อุดมการณ์หรือทิศทางของที่นี่ ก็ตรงกับสิ่งที่เราต้องการที่จะทำ ซึ่งการทำงานของเราไม่ซับซ้อน แต่สามารถใกล้ชิดกับคนในสังคมและช่วยเหลือเขาได้ง่ายๆ เรามองว่ามันคือการแก้ไขปัญหาสังคมที่ตรงจุด ซึ่งก็หวังว่าใน 5 ปี หรือ 10 ปี ปัญหานี้จะหมดไป แค่ต้องใช้เวลาเท่านั้น หากคนในสังคมช่วยกันสอดส่อง ปัญหานี้จะแก้ได้เร็วขึ้น

เรามีความฝันที่จะได้เห็นสังคมไทยไม่มีขอทาน เด็กๆ ทุกคนได้เข้าระบบการศึกษา ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนของคนในสังคมได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่มีคนไร้บ้าน ไม่มีผู้ป่วยข้างถนน คนจนได้รับการรักษาพยาบาลเหมือนคนรวย ปัญหาเด็กหายเป็นเรื่องที่ทุกคนตระหนัก ช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ความฝันเหล่านี้มันสวยงามมาก สวยงามจนทำให้คนในกระจกเงาทุกคนยอมทำงานหนักทุกอย่างเพื่อได้เห็นความฝันของเราเป็นจริงในสักวัน ทุกวินาทีของการทำงานมันจึงทำให้หนูมีความสุขได้เสมอ”

 

สาวน้อยวัย 22 ปี พูดถึงสิ่งที่เธอทำอย่างมุ่งมั่น

“คนอื่นที่เห็นเราทำงานเขาจะมองในมุมว่า ขอทานทำผิดอะไรไปจับน่าสงสาร แต่ในมุมมองของเราถ้าเห็นขอทานน่าสงสาร  เราต้องช่วยให้เขาได้อยู่ในที่ที่ควรอยู่ ได้เรียนหนังสือ หากขอทานคนไหนไม่มีอาชีพ เราก็เข้าไปส่งเสริมอาชีพ  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง มากกว่าการนำเงินไปให้แล้วคิดว่านี่คือการทำบุญ หรือไม่ก็ให้ไปเพราะความสงสาร

วิธีคิดของเรามันได้มาจากการทำงานจริงๆ เพราะเมื่อเจอปัญหาทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของสังคม ได้เรียนรู้ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิดกับผู้คนข้างถนนในทุกวัน ซึ่งทางมูลนิธิเองไม่ได้ทำแต่เฉพาะเด็กขอทาน เด็กเร่ขายของ เด็กขายพวงมาลัยก็อยู่ในความรับผิดชอบของเราหมด ถ้าหากใครพบเห็นและสงสัยว่าเด็กถูกลิดรอนสิทธิ ก็สามารถแจ้งมาทางมูลนิธิกระจกเงาได้ค่ะ”

กุ๊งกิ๊งพูดด้วยแววตามุ่งมั่น ก่อนจะเสริมอีกว่า การทำงานที่มูลนิธิกระจกเงาเต็มไปด้วยความสุขขนาดไหน “คนที่นี่มีสัมพันธภาพที่ดี เราพูด เราคุย เราสื่อสารกันในทุกๆ เรื่อง เรามีเป้าหมายเดียวกันคือเปลี่ยนแปลงสังคม เราจึงมีทิศทางในการทำงานที่เหมือนกัน การทำงานก็เลยง่าย

คนทุกคนในกระจกเงาไม่มีการเบ่งกันว่าฉันหัวหน้า เธอลูกน้อง ไม่มีเลย พี่ๆ จะพูดเสมอว่า พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน เราเป็นพี่น้องกัน ในการทำงานจะมีน้อยครั้งมากที่จะมาคุยกันอย่างเป็นทางการ ส่วนใหญ่ทุกครั้งที่มีการประชุม จะเป็นเหมือนพี่ปรึกษาน้อง เวลาเครียดเรื่องงานไม่ใช่เพียงแก้ปัญหา แต่เรายังให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นบรรยากาศที่ใครได้สัมผัสก็ต้องหลงรัก ทุกวันที่ไปทำงานจึงมีแต่ความสุข ไม่เคยไม่อยากตื่นเช้าไปทำงานเลยค่ะ”

สาวคนนี้ยังฝากมาอีกว่า หากใครพบเห็นเด็กที่ถูกลิดรอนสิทธิในเรื่องราวต่างๆ เธอพร้อมจะออกลงพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริงและช่วยเหลือ โดยสามารถแจ้งเบาะแสเด็กขอทานได้ที่แฟนเพจFacebook.com/โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา หรือโทร. 09-4894-7847

 

 

กิน คลีน เพื่อโลก-เพื่อมนุษยชาติ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2558 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/b7fCVQ

กิน คลีน เพื่อโลก-เพื่อมนุษยชาติ

โดย…กองบรรณาธิการ

ภาพของวัว ควาย แกะ เป็ด ไก่ ในฐานะหน่วยหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่สมควรดำรงอยู่ในโลกใบนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีและไม่ถูกเบียดเบียน กลับถูกแทนที่ด้วยคาวเลือดจากวิธีการสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณ เพียงเพื่อแปรสภาพมาเป็นอาหารอันโอชะของเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้แสนประเสริฐ

“ตราบใดที่ยังมีโรงฆ่าสัตว์ ตราบนั้นก็ยังมีสงคราม อาหารมังสวิรัติเป็นบททดสอบอันเข้มงวดสำหรับความมีศีลธรรมของมนุษย์” เป็นคำกล่าวอันลือลั่นของ ลีโอ ตอลสตอย นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลกชาวรัสเซีย

ว่ากันว่า หากลองได้ไปเยี่ยมชมโรงฆ่าสัตว์ เราอาจหันมากินมังสวิรัติไปตลอดชีวิตเลยก็ได้

นั่นเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้คนตัดสินใจเด็ดขาด ลด ละ เลิก กินเนื้อสัตว์ และยังมีเหตุผลอีกนานัปการแตกต่างออกไปตามความเชื่อทั้งเรื่องบาปบุญคุณโทษ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ รวมถึงเพื่อความเท่ตามสมัยนิยม

ข้อมูลจากหนังสือ “แท้จริงแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช” เรียบเรียงโดย ชนาธิป วงศ์ธิกุล สำนักพิมพ์ฟรีมายด์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ

 

“บรรพบุรุษของเราเป็นมังสวิรัติโดยธรรมชาติ โดยอธิบายว่าโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ไม่เหมาะกับการกินเนื้อสัตว์แม้แต่น้อย”

สังเกตได้จากลักษณะของฟันและเล็บที่คล้ายสัตว์กินพืชทั่วไป คือมีฟันหน้าซี่บางๆ ตัดตรงใช้งานแต่น้อย เพียงช่วยตัดอาหารฟันกรามด้านในจะใหญ่และแข็งแรง เพื่อใช้ในการบดเคี้ยวย่อยให้ละเอียด ขณะที่ฟันของสัตว์กินเนื้อ เช่น เสือ สิงโต หมาป่า หมาในจะเป็นเขี้ยวแหลมคม เพื่อใช้ในการล่าและฉีกแทะ แตกต่างจากมนุษย์และสัตว์กินพืช

นอกจากนี้ ความยาวลำไส้ของสัตว์กินพืชยังมีขนาดยาวมากกว่าสัตว์กินเนื้อถึง 9 เท่าของความยาวลำตัว (ประมาณ 8 เมตรครึ่ง) ลำไส้ที่ยาวและพับคดไปมาอยู่ภายในหลายซับหลายซ้อนส่งผลให้อาหารที่เรากินเข้าไปตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลายาวนานกว่าจะขับถ่ายออกจากร่างกายส่งผลให้เนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปจะเกิดการบูดเน่าเหม็น และสร้างสารพิษออกมาให้ร่างกายดูดซึมมวนซ้ำไปทั่วร่างกาย

ยังมีประเด็นทางสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจ จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า การรับประทานเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะเป็นแรงผลักดันสำคัญของการตัดไม้ทำลายป่า

มีตัวเลขออกมาว่า 1 ใน 3 ของธัญพืชที่ผลิตได้ทั้งโลก ถูกนำไปใช้ในการทำปศุสัตว์เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงวัวเลี้ยงสัตว์ แทนที่จะนำไปเป็นอาหารแด่เพื่อนร่วมโลก 1,500 ล้านคนที่กำลังหิวโหย และในการเลี้ยงสัตว์ด้วยเมล็ดพืช แล้วย้อนกลับมาเป็นโปรตีนในสัตว์อีกทีนั้น เราได้โปรตีนในสัตว์กลับคืนมาเพียงแค่ 10% นั่นหมายถึงการทิ้งโปรตีนและพลังงานอาหารอย่างสูญเปล่าถึง 90% เพียงเพื่อแลกกับเนื้อสัตว์

ขณะที่ด้านสุขภาพ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการรับประทานเนื้อสัตว์มากๆ นั้น มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคหัวใจ และยังมีโรคอื่นๆ อีกที่สามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยการกินมังสวิรัติที่มีไขมันต่ำ เช่น โรคนิ่วในไต มะเร็งต่อมลูกหมาก เบาหวาน แผลในกระเพาะอาหาร นิ่วในถุงน้ำดี ลำไส้ ข้ออักเสบ โรคเหงือก สิว มะเร็งตับอ่อน

 

โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร น้ำตาลในเลือดต่ำ ท้องผูก ไดเวอร์ติคูโลสิส (โรคลำไส้ในติ่งถุงเนื้อ) ความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็งรังไข่ ริดสีดวง โรคอ้วน และหืด

ดังที่ อนุศาสตราจารย์ชิงไห่ นักมนุษยธรรมชาวเวียดนาม ศิลปินและครูทางจิตวิญญาณ กล่าวย้ำไว้ว่า การรับประทานเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุโรคร้ายของมนุษย์

คนดังกินมังสวิรัติ มีนักคิด นักเขียน นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ ผู้นำทางจิตวิญญาณ ศิลปิน ดารา บุคคลสำคัญของโลกมากมายที่ได้ชื่อว่าเป็นมังสวิรัติตัวยง ไล่ตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระเยซู เพลโต โสเครติส เซอร์ไอแซค นิวตันลีโอนาร์โด ดาวินชี อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ลีโอ ตอลสตอย มหาตมะคานธี มาดอนนา พอล แมคคาร์ตนีย์ เคต วินสเลต ฯลฯ

การกินของเราสามารถเปลี่ยนโลกได้…น้อยก็หนึ่งล่ะ

หลักที่ต้องรู้ก่อน ‘กินคลีน’

เทรนด์การกิน “อาหารคลีน” มาแรงต่อเนื่องนานข้ามปีควบคู่ไปกับการลดน้ำหนัก และการหันมาออกกำลังกายของคนเมือง ด้วยเหตุนี้ทำให้ธุรกิจขายอาหารคลีนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มากขึ้นตามไปด้วย สารพัดเมนูที่ทำจากผัก-ผลไม้ ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อให้ผู้รักสุขภาพทั้งหลายได้เลือกทำ-เลือกกินกันอย่างมีความสุข

เราชวนอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญโภชนาการ และที่ปรึกษากรมอนามัย คุยเรื่องหลักการถูกต้องของการกินคลีน รวมถึงเทรนด์การกินอาหารเพื่อสุขภาพว่าทำอย่างไร ถึงจะเห็นผลจริงและได้ประโยชน์สูงสุด

 

อาจารย์สง่าบอกว่า การกินอาหารแบบคลีน หรือคลีนฟู้ดเป็นหลักคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากระยะหลังมนุษย์ล้มป่วยด้วยพฤติกรรมการกินค่อนข้างมากจากการกินไม่ถูกหลักโภชนาการ ทำให้สถิติของโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง พุ่งสูงขึ้นทุกวันเพราะฉะนั้นกระแสการกินคลีน จึงเข้ามาทดแทนการกินแบบตามใจปาก

“เราบิดเบี้ยวกับการกินมามาก ยกตัวอย่างเช่น เมืองไทยเรามีหน้าผลไม้ มีเงาะ มังคุด ที่ราคาไม่แพงมากนัก แต่หลายคนก็ยังหันไปกิน ‘เงาะกระป๋อง’ ซึ่งผ่านกระบวนการปรุงแต่ง ทำให้สารอาหารในเงาะหายไป และได้รับอันตรายจากกระบวนการถนอมอาหารแทน ซึ่งสุดท้ายก็ทำให้เราป่วยกันง่ายขึ้น”

ทั้งนี้ ลักษณะสำคัญของอาหารคลีน อาจารย์สง่าบอกว่ามี 3 หัวข้อใหญ่ คือ

1.ต้องกินอาหารอย่างใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด โดยเน้นกระบวนการปรุงแต่งให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีรสชาติใกล้เคียงกับธรรมชาติ เพราะฉะนั้นรสชาติของอาหารคลีนจะต้องไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม และห้ามมีรสจัด

2.วัตถุดิบจะต้องมาจากธรรมชาติ ไม่ใช่เอามาผ่านกระบวนการมากมาย เพราะฉะนั้นอาหารคลีนจะต้องไม่ใช่อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง หรืออาหารที่ถูกปรุงไว้แล้วค้างคืน แต่ต้องเป็นอาหารที่สด ใหม่ เท่านั้น ขณะเดียวกันหากกินผัก-ผลไม้ ก็ต้องมั่นใจได้ว่า ต้องไม่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง หรือสารเร่งต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนที่สุด

อาหารที่ไม่ปนเปื้อน หมายถึง อาหารที่กินเข้าไปแล้วมีประโยชน์และไม่เป็นพิษต่อร่างกาย โดยการปนเปื้อนอาจเกิดได้จาก 3 ทาง คือ 1.ปนเปื้อนเชื้อโรค จากการมีจุลินทรีย์เข้าไปปะปนในอาหาร ทั้งจากอาหารที่ไม่สุก อาหารค้างคืนหรือมีแมลงวันตอม ทำให้ท้องเสียได้ 2.ปนเปื้อนจากพยาธิเช่น อาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่สะอาด และ 3.ปนเปื้อนสารเคมี เช่นกินผักที่ล้างไม่สะอาด มียาฆ่าแมลงปนเปื้อน หรืออาหารที่ใส่สีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร

3.กินแล้วสุขภาพต้องดี ถูกหลักโภชนาการ ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ไม่ใช่กินเฉพาะผักอย่างเดียว หรือเนื้อสัตว์อย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม อาจารย์สง่าบอกว่า การกินคลีนที่ผ่านมาคนไทยหันไป “ตามก้น” ฝรั่งมากเกินไป ทำให้อาหารคลีนเต็มไปด้วยวัตถุดิบราคาแพง เช่น “อโวคาโด” กิโลกรัมละ 400 บาท หรือผักผลไม้แบบฝรั่ง ทั้งที่อาหารไทยก็สามารถกินภายใต้คอนเซ็ปต์คลีนได้เช่นเดียวกัน“อาหารไทยก็สามารถคลีนได้ เพราะถ้าเรายึดหลัก3 ประการ คือ ไม่ปรุงแต่งมาก วัตถุดิบมาจากธรรมชาติและมีสารอาหารครบ 5 หมู่ อาหารไทยเรามีเพียบเลยแต่เราไม่สนใจกัน กลับไปทำตามฝรั่งอย่างเดียว”นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญโภชนาการระบุ

 

อาจารย์สง่ายกตัวอย่างว่า อาหารไทย เช่น “ส้มตำ” ก็สามารถคลีนได้ โดยวัตถุดิบอย่างมะละกอ แครอต มะเขือเทศหรือเครื่องปรุงอื่นๆ นั้นก็ล้วนมาจากธรรมชาติ หากปรุงโดยไม่เน้นรสจัด ไม่ใส่พริกที่เผ็ดมาก ไม่ใส่ปลาร้า หรือไม่ใส่ปูกินแกล้มกับไก่ย่างที่เลาะหนังออก และข้าวเหนียวหรือข้าวเหนียวดำ ก็สามารถเป็นอาหารคลีนในราคาย่อมเยาได้ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อที่จะกินอาหารคลีน

“อาหารไทยเรามีหลายอย่างมากที่เป็นอาหารคลีนเชน่ น้ำพริก-ผกั ตม้ น้ำ พริก-ปลาทู อาหารประเภทยำ หรือแกงส้ม พวกนี้เป็นอาหารคลีนทั้งหมด ขอเพียงอย่าทำรสจัดและไม่ทำทิ้งไว้แช่ช่องฟรีซ เพื่อรออีกวันค่อยกิน ก็จะได้หลักโภชนาการที่ครบถ้วน” อาจารย์สง่าระบุ

ส่วนในชีวิตประจำวันจะเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหนนั้นอาจารย์สง่ายอมรับว่าเป็นไปได้ยาก หากจำเป็นต้องกินอาหารนอกบ้านทุกวัน เพราะพ่อค้า-แม่ค้านิยมปรุงรสตามลักษณะนิสัยของคนไทยที่ชอบกินอาหารรสจัดเป็นประจำ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือหากอยากกินคลีน ก็ช็อปปิ้งวัตถุดิบมาปรุงเพื่อรับประทานเอง หรือใช้อำนาจของผู้บริโภคขอให้แม่ค้าปรุงโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากที่สุด
เคร่งนับแคลอรีระวังเป็นโรคประสาทก่อน

เทรนด์การกินอีกอย่างที่กำลังมาแรงอย่างการกินแต่ละมื้ออย่างการ “นับแคลอรี” ว่าแต่ละเมนูมีกี่แคลอรี และแต่ละมื้อมีกี่แคลอรีนั้น อาจารย์สง่าไม่แนะนำ เพราะจะทำให้คนกินวิตกกังวลมากเกินไป จนไม่มีความสุขกับการกิน ขอเพียงแค่ให้พอรู้ว่าอาหารแต่ละอย่างมีคุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วนมากพอไหม ก็น่าจะพอแล้ว

“ถ้าให้นับแคลอรีก่อนกิน เหมือนที่นักโภชนาการในโรงพยาบาลทำ เกรงว่าจะทำให้คนกินเป็นโรคประสาทก่อนขอแค่ให้กินอาหารแบบสมดุล กินผัก กินผลไม้ ไม่กินหวานมากก็น่าจะพอแล้ว” นักโภชนาการชื่อดังระบุ

ทั้งนี้ อาจารย์สง่าบอกว่า การนับแคลอรีมีหลักการง่ายๆเช่น หากกินก๋วยเตี๋ยวปลาน้ำใส ไม่ใส่กระเทียมเจียวนั้น 1 ชามปริมาณแคลอรีที่ได้รับจะไม่เกิน 300 แคลอรี แต่หากกินก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำข้น ใส่กระเทียมเจียวนั้น ปริมาณแคลอรีจะมากถึง 400-500 แคลอรี

เช่นเดียวกัน หากกินก๋วยเตี๋ยวราดหน้าธรรมดา กับกินก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊วใส่ไข่ ก็จะมีปริมาณแคลอรีแตกต่างกัน โดยก๋วยเตี๋ยวราดหน้าจะมีปริมาณแคลอรีประมาณ 400 แคลอรีขณะที่ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊วซึ่งมีความมันจากน้ำมันที่ใช้ผัดและจากไข่ จะมีปริมาณแคลอรีสูงถึงประมาณ 600 แคลอรี ซึ่งหากทราบหลักการเบื้องต้น เพื่อนับแคลอรีแบบไม่เคร่งครัดมากก็น่าจะทำให้ผู้บริโภคพอรู้ตัวแล้วว่ากำลังรับประทานอาหารอะไรอยู่ และมีปริมาณแคลอรีมาก-น้อยเพียงใด
กินผลไม้อย่างไรถึงจะมีสุขภาพดีก่อนหน้านี้มีการแชร์ถึง “10 อันดับผลไม้ที่กินแล้วอ้วน” โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ กล้วยไข่ ตามมาด้วย กล้วยน้ำว้า ขนุน กล้วยหอม และมะม่วงน้ำดอกไม้สุก ตามมาด้วย ลำไยกะโหลกเขียว ลองกองเงาะ ลางสาด และละมุด

 

อาจารย์สง่าระบุว่า แท้จริงแล้วไม่มีงานวิจัยที่จัดอันดับผลไม้เหล่านี้ว่าทำให้อ้วนมากน้อยเพียงใดอย่างไรก็ตามผลไม้ที่อยู่ในลำดับต้นๆ เช่น กล้วยไข่กล้วยน้ำว้า ขนุน นั้น อยู่ในกลุ่มที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำตาลสูงและอาจทำให้อ้วนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ากินผลไม้เหล่านี้แล้วจะต้องอ้วนเสมอไป

“ผลไม้สามารถแบ่งตามความหวานได้ 3 พวก คือหวานมาก เช่น กล้วยไข่-กล้วยน้ำว้า ขนุน มะม่วงสุกทุเรียน หวานปานกลาง เช่น สับปะรด มะละกอ ส้มและหวานน้อย เช่น แอปเปิ้ล ฝรั่ง ส้มโอ แก้วมังกรซึ่งทั้งหมดนี้ควรกินผสมผสานกัน”

อาจารย์สง่า บอกอีกว่า ในมุมมองนักโภชนาการไม่ได้ต้องการห้ามไม่ให้กินผลไม้ชนิดใดเป็นพิเศษ เพราะมิฉะนั้นชาวสวนอาจเดือดร้อนได้ ซึ่งผลไม้ที่มีน้ำตาลมากๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ แต่หากกินจนเกินพอดีก็อาจทำให้อ้วนมากได้ และเมื่ออ้วนก็จะส่งผลทำให้เกิดโรคอื่นตามมา

ฉะนั้น หากจะกินผลไม้ก็อาจกินกล้วยเฉพาะเป็นอาหารว่าง เพราะกล้วยให้คาร์โบไฮเดรต แล้วสลับไปกินสับปะรดหรือแตงโมบ้าง ก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

นอกจากนี้ ยังมีคำแนะนำสำหรับการรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ อย่างถูกวิธีด้วย

เมล็ดแฟลกซ์ ต้องกินแบบบดผงเท่านั้น เพราะร่างกายจะสามารถดูดซึมใยอาหารโอเมกา-3 และลิกแนนเป็นสารสำคัญในการป้องกันมะเร็งได้ดี ชาดำ ดื่มโดยห้ามเติมนมเด็ดขาด เพราะโปรตีนในนมจะทำปฏิกิริยากับสารแคทีซีนในชา ซึ่งเป็นสารประกอบของพืชที่ป้องกันการเปิดอนุมูลอิสระและลดความเสี่ยงของมะเร็ง จนทำให้ร่างกายดูดซึมสารดังกล่าวได้ยากขึ้นบร็อกโคลี่ การนึ่งให้สุกเป็นวิธีรับประทานพืชสีเขียวชนิดนี้ที่ดีที่สุด เพราะการปรุงดังกล่าวสามารถรักษาวิตามินซี คลอโรฟิลล์ และสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็งไดดี้ที่สุด ห้า มทำ ให้สุกด้วยการต้ม หรือผัดโดยเด็ดขาด สตรอเบอร์รี่ กินสดๆ ทั้งลูกดีที่สุดอย่าหั่นเด็ดขาด เพราะสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินซีจะถูกทำลายได้ง่าย

กระเทียม สารอัลลิซินในกระเทียม ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีฤทธิ์สู้มะเร็งจะทำงานได้ดีหากสัมผัสกับอากาศเป็นระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นสับกระเทียมทิ้งไว้สักพักก่อนรับประทานจึงเป็นวิธีที่ถูกต้อง โฮลเกรนและถั่วควรแช่น้ำให้ชุ่มก่อนรับประทานโดยเฉพาะ ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลีข้าวฟ่าง เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซึมสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่าไฟเตทและธาตุเหล็กกับซิงก์ได้ดี

โยเกิร์ต ควรคนให้เข้ากันก่อนทานเพราะหางนมบนพื้นผิวโยเกิร์ตอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบี 12 แคลเซียม และฟอสฟอรัส ขณะเดียวกันไม่ควรรับประทานโยเกิร์ตที่ผ่านการปรุงอาหารหรือผ่านความร้อนโดยเด็ดขาด มะเขือเทศ ทำให้สุกก่อนรับประทาน เพราะร่างกายจะสามารถดูดซึมสารไลโคปีน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยต่อต้านมะเร็งและป้องกันโรคเกี่ยวกับหัวใจได้ดี ขณะเดียวกันความร้อนยังทำให้มะเขือเทศขับสารต้านอนุมูลอิสระออกมาเพิ่มขึ้น

เนื้อย่าง ห้ามย่างจนเกรียมเด็ดขาด เพราะเนื้อย่างที่สุกเกรียมเกินไปจะขับสารก่อมะเร็ง เป็นอันตรายต่อการรับประทาน

หน่อไม้ฝรั่ง ห้ามเข้าไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะวิตามินซีจะละลายหายไปหมด แนะนำให้นึ่งหรือผัดขณะเดียวกันอย่าทิ้งน้ำที่นึ่งหน่อไม้ฝรั่ง เนื่องจากน้ำดังกล่าวมีวิตามินและแร่ธาตุจากผักอยู่

 

 

แข้งน้ำหอมหัวใจไทยแลนด์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2558 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/j25NpU

แข้งน้ำหอมหัวใจไทยแลนด์

โดย…ราชันเบอร์ 23

ชั่วโมงนี้ไม่มีอะไรจะหยุดกระแสความแรงของทัพ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ที่เพิ่งป้องกันแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์ ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทยโชว์พลังเตะสมราคาเต็งหนึ่งของรายการ เพราะอัดแข้ง “สกุลหม่อง” เมียนมา ถึง 3-0 ประตู และพาทีมไทยคว้าเหรียญทองได้อีกสมัย

สร้างความประทับใจให้แก่บรรดาแฟนบอลที่เข้าไปชมในสนามกีฬาแห่งชาติ (สปอร์ตฮับ) ทั้งแฟนบอลชาวไทยและเมียนมากว่า 3 หมื่นคน ต้องยกเครดิตให้นักเตะและสตาฟฟ์โค้ชทั้งหมดที่ทำงานอย่างหนัก และต้องขอชมเชยนักเตะชุดนี้ มีเบสิกที่ดี มีพละกำลังที่ยอดเยี่ยม วิ่ง 90 นาทีไม่มีหมด เชื่อเหลือเกินว่าพวกเขาจะก้าวขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของชาติได้ในอนาคต

หนึ่งในนักเตะที่เป็นแม่เหล็ก ถูกใจแม่ยกทั้งสาวน้อย สาวใหญ่ เรียกเรตติ้งได้ทุกครั้งยามลงสนาม คงจะหนีไม่พ้น ทิดแต็งโด แบ็กขวาลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ที่หน้าตาหล่อเหลาระดับนายแบบ แถมฝีเท้าในสนามก็หล่อไม่แพ้หน้าตาด้วยเหมือนกัน หลังคว้าแชมป์ มีโอกาสจับเข่าคุยกับแข้งวัย 22 ปี ที่ชื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Tristan Do”

“ผมอยากให้เรียกชื่อว่า ทิดแต็งโด มากกว่า ทริสตอง สมชาย โด ครับ เพราะมันเป็นสำเนียงฝรั่งเศส อาจจะเรียกกันยากสักนิด” แข้งหนุ่มจากปารีสเริ่มคุยแบบฝรั่งพูดไทยได้เล็กน้อย

 

“ดีใจที่ติดทีมชาติไทยครั้งแรกและพาทีมประสบความสำเร็จ ได้เหรียญทองซีเกมส์ครับ มันเป็นความภาคภูมิใจที่บรรยายไม่ถูกจริงๆ ก่อนหน้านี้ผมมีปัญหาเรื่องที่สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) ไม่รับรองสัญชาติไทยให้ผม ทำให้พลาดลงสนามช่วยทีมไทยในเกมคัดชิงแชมป์เอเชีย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ลุยปรีโอลิมปิกเมื่อเดือน มี.ค.

ผมรู้สึกแย่มากจริงๆ เพราะที่ผ่านมาผมก็พยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเล่น และพ่อผมก็เดินทางมาจากฝรั่งเศสเพื่อดูผมลงสนาม แต่ก็น่าเสียดายที่ท่านไม่ได้เห็น

ผมไม่เสียใจมากมายอะไร เพราะผมยังเชื่อว่าผมจะยังได้รับใช้ทีมชาติอีก และวันนี้ก็มาถึงที่ผมพาทีมไทยป้องกันแชมป์ซีเกมส์สำเร็จ มันตื่นเต้นและภูมิใจที่สุด”

ก่อนหน้านี้มีสื่อเวียดนามพยายามขุดคุ้ยหาคำตอบว่าหนุ่มน้อยจากแดนน้ำหอมรายนี้เป็นลูกครึ่งไทยหรือเวียดนามกันแน่ แต่สุดท้ายเจ้าตัวคอนเฟิร์มว่า คุณพ่อผมเป็นคนไทยและเกิดที่เมืองไทย ส่วนคุณแม่เป็นชาวฝรั่งเศส ฉะนั้นผมก็ต้องเป็นคนไทยครึ่งหนึ่ง ไม่มีทางที่จะเป็นเวียดนามไปได้

 

โด ชอบและหลงใหลกีฬาฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจตั้งแต่สมัยอยู่ที่ดินแดนเกิดของคุณตา แม้จะต้องอยู่ตามลำพังทางบ้านก็ไม่ได้เป็นห่วง เพราะสไตล์ฝรั่งเลี้ยงลูกแบบตะวันตก ให้ช่วยเหลือตัวเองได้อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไปเช่าอพาร์ตเมนต์ตั้งแต่สมัยเล่นให้ทีมเยาวชน สตาร์สบรูก ทีมดังในประเทศฝรั่งเศส และพัฒนาฝีเท้าเรื่อยๆ อยู่กับลอริยองต์ (2011) และ อฌักซิโอ (2014) เป็นสโมสรสุดท้าย ก่อนที่จะมาอยู่กับบีอีซี เทโรศาสน (ทีมในไทยพรีเมียร์ลีก) โดยได้รับการติดต่อจาก โรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสโมสร

“ผมได้รับการทาบทามจากโรเบิร์ต ให้มาเล่นฟุตบอลที่เมืองไทย ผมไม่รีรอ ตัดสินใจเซย์เยสทันที เพราะเป้าหมายของผมอยากติดทีมชาติไทยอยู่แล้ว ผมบอกพ่อ แค่อาทิตย์เดียวผมก็บินมาเมืองไทยเลย ทั้งที่ไม่มีญาติอยู่ที่นี่สักคน ผมตัดสินใจเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่คนเดียว ถามว่าเหงามั้ย ก็มีบ้าง แต่สมัยนี้การสื่อสารไร้พรมแดนครับ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ และอีกหลายช่องทาง ผมคุยกับพ่อประจำอยู่แล้ว ที่เมืองไทยมีเพื่อนเยอะ แต่ผมก็ไม่ได้ไปเที่ยวกลางคืน อาจจะมีบ้างแบบนานๆ เวลาว่างผมชอบอยู่ห้องมากกว่า ชอบฟังเพลงและเล่นเกมที่ห้อง ถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง”

คุยมาถึงตรงนี้ ทำให้รู้ว่าแม้หน้าตาจะเป็นฝรั่ง แต่หัวใจหรืออุปนิสัยใจคอของแข้งขวัญใจสาวๆ รายนี้ จะค่อนมาทางไทยเสียมากกว่า เพราะเจอหน้าก็จะทักทายว่า สวัสดีครับ

“พ่อสอนผมว่า เราเป็นคนไทยครึ่งหนึ่ง ฉะนั้นเราต้องรู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ต้องเคารพคนที่อายุมากกว่า ส่วนเรื่องงานต้องรับผิดชอบงานให้ดี อย่าให้คนอื่นมาว่าได้ ส่วนนอกเวลางาน คุณจะไปทำอะไรเรื่องของคุณ ไม่มีใครมายุ่ง แต่อย่าให้เดือดร้อนตัวเองและสังคมเป็นพอ”

แม้จะอายุเพิ่ง 20 ปีต้นๆ แต่หนุ่มลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส กลับมีความคิดที่ผู้ใหญ่บางคนยังคิดไม่ถึง เพราะเขามีความคิดว่า แม้อาชีพนักฟุตบอลจะมีรายได้ดี แต่มันเปรียบเสมือนหมาล่าเนื้อ แก่ตัวก็ลำบาก ฉะนั้นความรู้สำคัญกว่า เพราะอยู่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต

“ผมจบเกรด 12 ที่ฝรั่งเศส ตอนนี้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ต้องพักไว้ก่อน หากกลับไปเรียนต่อผมจะเรียนทางด้าน Law (กฎหมาย) ผมว่าน่าสนใจดี และมันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันด้วย ถ้าผมไม่เลือกฟุตบอล ผมคงจะไปเป็นทนาย เอาไว้ช่วยแก้ปัญหาของคนอื่นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม”

 

ความที่หน้าตาเป็นฝรั่งมากกว่าเอเชีย ทำให้บางคนคิดว่าหนุ่มน้อยรายนี้จะไม่ทานเผ็ด แต่คิดผิดคิดใหม่ อาหารจานโปรดของเขาคือ ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว ชอบมากกว่าสปาเกตตีหรือพิซซ่าด้วยซ้ำ หากมีเวลาว่างอยากจะลองฝึกทำดูบ้าง หลายคนสงสัยว่าหล่อและฮอตขนาดนี้มีสาวๆ เข้ามาดูแลหัวใจหรือยัง “แข้งมังกรไฟ” ยิ้มก่อนที่จะตอบแบบเขินๆ มุมปากว่า

“ยังไม่มีใครพิเศษ แต่ผมชอบสาวไทยมากกว่าฝรั่ง เพราะเอาใจเก่งและนุ่มนวลกว่า ตอนนี้ขอโฟกัสกับฟุตบอลก่อน ที่สำคัญคนที่เข้ามาต้องเข้าใจไลฟ์สไตล์ของผมด้วย ผมยังไม่พร้อมจะดูแลใคร ตอนนี้ขอดูแลตัวเองก่อน”สำหรับเป้าหมายช่วงนี้ ขอเล่นฟุตบอลให้ดีที่สุดและอยากติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ส่วนก้าวต่อไปอยากจะพาทีมชาติไทยไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้

“ประสบการณ์ที่ผมเล่นในไทยลีกและลีกเดอซ์ ฝรั่งเศส ผมว่าไทยลีกอาจจะเป็นรองเล็กๆ ในเรื่องของความเป็นมืออาชีพ แต่เรื่องบรรยากาศภายในทีม แฟนบอลไม่เป็นรองครับ ผมว่าศักยภาพของทีมชาติไทยตอนนี้สามารถต่อสู้กับพวกเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือตะวันออกกลางได้ เพราะนักเตะมีกำลังและความฟิต หากผสมผสานนำแท็กติกดีๆ ใส่ลงไป มันจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ในไม่ช้าทีมไทยน่าจะไปเล่นฟุตบอลโลกได้ ผมหวังว่าเป็นอย่างนั้น และผมอยากจะมีชื่อร่วมกับทีมไปเล่นด้วย เป็นสิ่งที่ผมวางเป้าหมายและอยากทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จ”

ได้รับรู้เรื่องราวของเขา ทั้งเป้าหมายในชีวิต และอุปนิสัยใจคอที่น่ารัก เป็นกันเอง เชื่อเหลือเกินว่า ทิดแต็ง โดจะเข้าไปนั่งในหัวใจของสาวๆ ได้ไม่ยาก!!

 

 

‘ฝันที่อยู่ใกล้’ จดทะเบียนสมรสคู่ชีวิต มิถุนายน 19, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2558 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/371236/ฝันที่อยู่ใกล้-จดทะเบียนสมรสคู่ชีวิต

 

โดย…พริบพันดาว

ปลื้มปริ่มเปรมและทำให้กระแสสังคมหันมาสนใจถึงการแต่งงานและจดทะเบียนสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน ระหว่างดีเจเจ๊แหม่ม-วินัย สุขแสวง กับ บอย-พัชรวัสส์ คงถวิล เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอายุห่างกัน 12 ปี พร้อมกับบอกว่าจะมีการจดทะเบียนสมรสชายรักชายเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ตอนแรกก็ทำเอางงงวยกันไปพอสมควร เพราะร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปิดให้คู่สมรสที่มีความหลากหลายทางเพศได้จดทะเบียนสมรสกัน ยังไม่มีความคืบหน้าจากเดิมเท่าที่ควร คือรอกระบวนการเข้าชื่อเพื่อเสนอเป็นกฎหมายการเข้าชื่อเสนอกฎหมายโดยประชาชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 163 กำหนดในเรื่องการเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้ โดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ และกฎหมายที่จะเสนอต้องเป็นกฎหมายที่มีหลักการตามที่กำหนดไว้ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย หรือหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สุดท้าย ดีเจเจ๊แหม่มก็ออกมาบอกว่าทะเบียนสมรสทำเป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ เป็นความประทับใจให้คนในสังคมรู้ว่าคู่นี้แต่งงานกันแล้ว โดยไม่ได้เหมือนเอกสารราชการ

คราวนี้ก็มาติดตามกันว่า พ.ร.บ.คู่ชีวิต ซึ่งตอนนี้มีด้วยกันสองร่าง ทั้งของภาครัฐ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และร่างของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ซึ่งมีภาคประชาชน เครือข่ายมูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศเป็นผู้สนับสนุนอยู่ ก็อยู่ในกระบวนการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

แน่นอน ไม่ใช่วันนี้หรือพรุ่งนี้ที่กฎหมายชีวิตคู่จะถูกบังคับใช้ ยังมีกระบวนการอีกมากมายที่ต้องก้าวข้ามผ่านและคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี

รอ…เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้

เป็นที่น่าดีใจว่าความคืบหน้าในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รายมาตรา ในหมวด 2 ประชาชน ส่วนที่ 2 สิทธิและเสรีภาพของบุคคล มีจุดเด่นคือมีการแยกเป็นสามส่วน คือ บททั่วไป สิทธิมนุษยชน และสิทธิพลเมือง โดยมีคำใหม่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ คือ บัญญัติว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยมีการเพิ่มคำว่า “เพศสภาพ” เข้ามาด้วย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการคุ้มครองเสรีภาพของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวแรกของคำว่า lesbian (เลสเบี้ยน), gay (เกย์), bisexual (ไบเซ็กชวล) และ transgender/transsexual (คนข้ามเพศ)

จากความเคลื่อนไหวกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้เห็นความก้าวหน้าของสังคมไทย ในการเปิดกว้างและยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศว่าคือคนที่มีความเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปในสังคม

เมื่อย้อนกลับไปดูร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ที่จะอนุญาตให้การสมรสมีผลทางกฎหมายเพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันที่จะจดทะเบียนมีสิทธิในการทำธุรกรรมหรือเซ็นยินยอมในเรื่องต่างๆ ให้แก่กัน เปรียบเสมือนทะเบียนสมรสของคู่รักชายหญิงนั่นเอง โดยคู่รักที่จดทะเบียนคู่ชีวิตจะมีสิทธิเท่าเทียมกับคู่รักที่จดทะเบียนสมรสทุกประการ เช่น การเซ็นยินยอมการรักษาในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือเร่งด่วน การกู้ร่วมเพื่อซื้อบ้านซื้อรถ/สิทธิการแบ่งทรัพย์สิน สินสมรสกรณีเลิกรากันไป/สิทธิการรักษาพยาบาลที่คู่สมรสพึงได้จากคู่สมรสที่เป็นข้าราชการหรือรัฐวิสาหกิจ/การรับบุตรบุญธรรม และการฟ้องร้องคดีแทนกันในกรณีที่คู่สมรสเสียชีวิตแล้วไม่ได้ทำพินัยกรรมทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของพ่อแม่ผู้เสียชีวิต

ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ ที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (มสธพ.) ซึ่งเป็นฟันเฟืองในกระบวนการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ของภาคประชาชนร่วมกับ คปก. บอกว่า ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ส่วนตัวร่าง พ.ร.บ.นั้นเสร็จแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ที่สำนักงาน คปก. อยู่ในขั้นตอนที่นักวิชาการทางด้านกฎหมายเอาไปดูว่าถ้าออกมาบังคับใช้จริงๆ ได้หรือเปล่า จะมีข้อไหนที่จะต้องแก้ไขปรับปรุง

“ทางมูลนิธิเองจะทำงานในการรณรงค์กับสาธารณะเพื่อสร้างความเข้าใจว่า ทำไมเราจึงต้องมีกฎหมายนี้ออกมา จะทำให้สังคมเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างไรบ้าง ประมาณนี้ เราต้องทำงานควบคู่กันไปในการสร้างความเข้าใจในสังคมไทยไปด้วย ไม่ใช่เป็นงานแค่ปีหรือสองปีเสร็จ แต่ต้องใช้เวลาเยอะมาก เพราะเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แม้คนในสังคมไม่ต่อต้านอะไรมาก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเวลากฎหมายออกมาจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นไหม เราต้องรณรงค์กับสาธารณะไปด้วย เดินทางไปตามภูมิภาคต่างๆ เดือนที่แล้วไปหาดใหญ่ อุบลราชธานี ก็ต้องเดินทางไปทำอีกหลายที่ เป็นการออกสตาร์ทในตอนนี้ ต้องใช้เวลาอีกสักปีสองปี”

ด้านคนในวงการบันเทิงที่ออกมาจดทะเบียนสมรส ฉันทลักษณ์มองว่า คงเป็นการออกมาสร้างสีสันตามสไตล์ของเขาเพื่อให้คนหันมาสนใจ การทำงานขั้นต่อไปของมูลนิธิจะต้องรณรงค์กับสื่อและสังคมไทยต่อไป คงต้องมองว่าจะใช้ดาราคนไหนมาช่วยในการรณรงค์เช่นกัน เพราะคนจะสนใจมากกว่า

“สำหรับเมืองไทยจะแตกต่างกับต่างประเทศ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้คนที่รักเพศเดียวกันมาสนับสนุนการแต่งงานของคนเพศเดียวกันได้ อย่างเช่น แองเจลินา โชลี กับแบรด พิตต์ ถึงขั้นมอบทุนให้ ส่วนเมืองไทยค่อนข้างยาก ดาราหรือบุคคลสาธารณะค่อนข้างจะระวังในประเด็นเหล่านี้ กลัวว่าเมื่อออกมาสนับสนุนจะถูกจัดหรือตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเกย์หรือเปล่า เขากลัวเสียภาพลักษณ์และภาพพจน์องค์กร แต่ก็คิดว่าปัจจุบันบางคนก็อาจจะเปิดกว้างมากขึ้นก็ได้

“คนไทยเปิดกว้างรับได้ แต่ถ้าให้มามีส่วนร่วมก็จะไม่เอา เพราะสังคมยังมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องสิทธิมนุษยชนเหมือนในต่างประเทศ กลัวเสียภาพลักษณ์ ยังต้องทำงานกันอีกเยอะ”

 

ที่หนึ่งไม่สำคัญเท่าหัวใจเพื่อส่วนรวม

ความก้าวหน้าในต่างประเทศ ล่าสุด ไอร์แลนด์ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุญาตการแต่งงานในเพศเดียวกันตามกฎหมายโดยผ่านการทำประชามติ แต่ไอร์แลนด์ถือเป็นประเทศที่ 20 ในโลก และประเทศที่ 14 ในยุโรปที่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันแต่งงานได้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศที่ยกเลิกความผิดฐานรักร่วมเพศเมื่อ 22 ปีก่อน ส่วนรัฐฟลอริดา ในประเทศสหรัฐ ได้กลายเป็นรัฐลำดับที่ 36 จากทั้งหมด 50 รัฐของสหรัฐ ที่อนุญาตให้กลุ่มคนรักร่วมเพศแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับคนดังระดับโลก ที่มีความเคลื่อนไหวในการแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา อาทิ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก เบทเทล ซาเวียร์ เข้าพิธีวิวาห์กับแฟนหนุ่มสถาปนิกชาวเบลเยียม กอเธียร์ เดสเตนาย นับเป็นผู้นำประเทศคนที่ 2 ของโลก ที่เข้าพิธีแต่งงานกับคู่รักเพศเดียวกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเมื่อปี 2553 นายกรัฐมนตรีหญิงชาวไอซ์แลนด์ โยฮันนา ซีกอร์ดาร์โตดีร์ เป็นผู้นำประเทศคนแรกของโลกที่แต่งงานกับแฟนสาวของเธออย่างเป็นทางการ

เอลตัน จอห์น แต่งงานกับ เดวิด เฟอร์นิช หลังจากการแต่งงานของคนเพศเดียวกันได้ถูกรับรองให้เป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมายทั้งในสกอตแลนด์ เวลส์ และอังกฤษ ซึ่งทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันมาถึง 21 ปีเต็มแล้ว และเพิ่งจะรับเด็กมาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม

ทิม คุก ซีอีโอของบริษัท แอปเปิ้ล ออกมายอมรับว่าตนเองเป็นเกย์ และภูมิใจที่มีเพศสภาพเช่นนี้ และกำลังคบหากับเบนจามิน หลิง หนุ่มอเมริกันเชื้อสายไต้หวัน ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผ่านการทำงานในบริษัทไอทีชื่อดังมากมาย

สำหรับในเมืองไทย ดนัย ลินจงรัตน์ ผู้อำนวยการสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย บอกว่า ขั้นตอนปกติของการออกกฎหมายคู่ชีวิตยังไม่เกิดขึ้น

“พ.ร.บ.คู่ชีวิตยังไม่อยู่ในกระบวนการส่งเข้าพิจารณาของ สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) ส่วนขั้นตอนปกติ ตอนนี้ภาคประชาชนก็ร่วมมือกับ คปก. ได้ทำวิจัยความต้องการ 2 ชิ้น และมายกร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิตตามที่เราต้องการเสร็จแล้ว และอยู่ในช่วงที่ให้นักวิชาการด้านต่างๆ ให้ความคิดเห็นและปรับแก้ เสร็จจาก คปก. ก็ออกมาทำประชาพิจารณ์ ซึ่งก็ยังอีกสักพักใหญ่ ซึ่งเป็นกฎหมายประชาชนเข้าชื่อ ก็มีความพยายามอยู่หลายส่วน เช่น กรมคุ้มครองสิทธิฯ เขาก็สามารถที่จะเสนอร่างกฎหมายในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐได้ ถ้าภาคประชาชนทำเสร็จออกมาและมีการนำเสนอ หน่วยงานก็เสนอร่างร่วม ซึ่งจะทำให้เกิดการพิจารณาเร็วขึ้นได้”

 

ดนัยย้ำว่า เครือข่ายความหลากหลายทางเพศสนใจในเรื่องของการมีส่วนร่วมของชุมชน ถ้ามีกฎหมายออกมาแล้ว ชุมชนเข้าใจแล้วใช้ได้จริงจะดีกว่า เพราะมีกฎหมายหลายฉบับที่ออกมาแล้วประชาชนไม่เข้าใจ ซึ่งจะมีเวทีออกไปทำความเข้าใจในแต่ละภูมิภาค คือคนไทยมีความเข้าใจในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่แค่มาลงชื่อสนับสนุน

“บรรดาเซเลบ นักร้อง ดารา คนในวงการบันเทิงที่ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศออกมาอยากจดทะเบียนสมรส จริงๆ แล้วเรื่องความรักเป็นเรื่องที่สวยงาม ถ้าเขาออกมาประกาศกับสาธารณชนว่าเขารักกันจะแต่งงานกันก็สวยงามดี แต่การแต่งงานเชิงประเพณีวัฒนธรรม คนไทยยอมรับได้อยู่แล้วในเรื่องการแต่งงานของคนเพศเดียวกันโดยพฤตินัย รวมถึงเรื่องการประกอบพิธีแต่งงานตามศาสนกิจแบบพุทธพระท่านไม่ว่าเลย เพราะผมเคยไปงานแต่งงานเพื่อนหลายคนที่ทำพิธีกันที่โรงพยาบาลสงฆ์ ไม่ว่าคู่หญิง-หญิง ชาย-ชาย ท่านก็ทำพิธีทางสงฆ์ให้หมด ในเรื่องประเพณีและศาสนกิจของคนไทยที่เป็นพุทธนั้นเปิดกว้าง

“แต่มันยังขาดอยู่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นเองก็คือเรื่องของกฎหมาย ถ้าคู่ไหนไปถึงจุดในเรื่องความมั่นคงของความรักและประกาศต่อสาธารณชน ก็อยากให้นำพลังมาขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ด้วย การจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายอาจจะสำคัญต่อความต้องการของคนที่อยากจะเป็นที่หนึ่ง แต่อย่าลืมว่าคนที่เป็นที่หนึ่งเป็นได้แค่คนหรือคู่เดียว เพราะการเป็นคู่แรกไม่ได้สำคัญต่อการใช้กฎหมายเลย แต่ถ้าได้เข้ามาร่วมอยู่ในกระบวนการผลักดันที่ทำให้เกิดและใช้กฎหมายขึ้นนี่สิสำคัญกว่า เป็นการทำเพื่อส่วนรวมและคนรุ่นต่อไป มาร่วมกันเคลื่อนไหวให้เกิดกฎหมายขึ้นจริงกันดีกว่า”

แน่นอนว่าการจดทะเบียนสมรสขึ้นกับความสมัครใจของคนสองคน ไม่ใช่สิ่งที่คู่ชาย-หญิง คู่ชาย-ชาย คู่หญิง-หญิงทุกคู่ต้องการ แต่การจดทะเบียนสมรสเป็นสิ่งที่พลเมืองทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

แม้หลายๆ คนเชื่อว่าการจดทะเบียนสมรสไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะการรักกันคบกันที่หัวใจ แต่อีกในมุมหนึ่ง การที่คนสองคนใช้ชีวิตร่วมกันก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรู้ของคนในสังคมเช่นกัน และหากมีการจดทะเบียนสมรส ทั้งสองก็สามารถยืนยันสิทธิและแสดงหน้าที่ของคนทั้งสองได้มากกว่าความรัก

เพราะฉะนั้นหากว่าร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิตสามารถออกบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ คงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องและมุมมองต่างๆ ของสังคม ความหลากหลายทางเพศคงจะได้รับการยอมรับจากสังคมไทยมากขึ้น และบุคคลเหล่านี้จะได้รับซึ่งสิทธิและหน้าที่ที่เขาควรจะได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ที่สำคัญ สังคมไทยคงได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่ามีความก้าวหน้าทางกฎหมายเป็นอย่างมากเช่นกัน

 

ธรรมะ (เพื่อ) ละช็อป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2558 เวลา 14:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/371111/ธรรมะ-เพื่อ-ละช็อป

ธรรมะ (เพื่อ) ละช็อป

 

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน / จากภาพยนตร์ Confessions of a Shopaholic

ทำไมผู้หญิงถึงชอบช็อปปิ้ง? มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งอธิบายความเมามัวในการช็อปปิ้งของหญิงว่า เป็นเรื่องของอำนาจนิยม ผู้ซื้อมีอำนาจทันทีที่ตัดสินใจซื้อ ได้รู้สึกถึงการเข้าครอบครองยึดถือกรรมสิทธิ์ในสิ่งที่ซื้อนั้น เพียงแค่ควักกระเป๋าจ่ายเงิน ก็ทรงซึ่งอำนาจที่ได้มา…ง่ายๆ แบบนั้น เป็นเรื่องของอำนาจและการแสวงหาอำนาจที่ตนมีอยู่จำกัด โดยเฉพาะหญิงในยุคโบราณซึ่งถูกจำกัดอำนาจและการใช้ชีวิต

น่าคิดว่า ถ้าการช็อปปิ้งถูกอธิบายในเชิงของอำนาจนิยม จะอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับการบ้าช็อปของหญิงในยุคปัจจุบัน วิวัฒนาการของการช็อปปิ้งที่ผันแปรมาสู่พยาธิสภาพของโรคเสพติดการช็อปปิ้ง (Shopaholic) ที่อธิบายด้วยสาเหตุทางการแพทย์ว่า เกิดจากร่างกายที่สร้างฮอร์โมนขึ้นมาให้มีความสุข ระยะต่อมาร่างกายก็จะเสพติดความสุขดังกล่าว และต้องการกลับเข้าสู่ห้วงแห่งความสุขนั้นเรื่อยๆ เมื่อรุนแรงขึ้นเรียกว่า Compulsive buying disorder

เห็นป้ายเซลล์แล้วถลาเข้าใส่ เกิดพฤติกรรมใช้เงินเกิน ผลเสียตามมาคือหนี้สิน ในบางรายมีภาวะซึมเศร้า แล้วจะทำอย่างไรกันดี…ต่อยอดจากงานวิจัยเรื่อง “กระบวนการปลูกฝังค่านิยมการบริโภคด้วยพุทธิปัญญาสำหรับวัยรุ่น” ของ ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่สะท้อนปัญหาเรื่องการบริโภคนิยมและการใช้ชีวิตของวัยรุ่น ผู้วิจัยสนใจต่อมาถึงกระบวนการสร้างค่านิยมเรื่องการบริโภคของสาวๆ ในยุคทุนนิยมเต็มขั้นด้วยหลักธรรม

 

 

ดร.กมลาศ ตั้งโจทย์ว่า พฤติกรรม “เสพติดการช็อปปิ้ง” จะแก้ไขได้ด้วยหลักธรรมะข้อใด แต่ก่อนจะไปถึงคำตอบ อันดับแรกต้องตอบให้ได้ก่อนว่า สาเหตุของปัญหามาจากอะไร สังคมปัจจุบันเป็นยุคบริโภคนิยมที่มีความเจริญทางวัตถุมากกว่าด้านจิตใจ คนในสังคมส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ได้รวดเร็ว สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทำให้คนรุ่นใหม่เสพข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น การใช้ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคม มีพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันหรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามกระแสนิยม เช่น การซื้อของผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือช็อปปิ้งออนไลน์

“เรานั่งทำงานอยู่ที่ไหนก็สามารถช็อปปิ้งได้ทางออนไลน์ มีสินค้าใหม่ๆ เป็นตัวล่อกิเลสให้ใช้จ่ายตลอดเวลา สิ่งนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความอยากซื้อของอย่างไร้ขีดจำกัด ขาดการยั้งคิด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าเครื่องใช้ แฟชั่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน สินค้าแบรนด์เนม หรือแม้แต่สินค้าความงาม การทำศัลยกรรม ซึ่งเป็นสินค้าและบริการยอดนิยมสำหรับคนรุ่นใหม่ในเวลานี้”

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อ ความต้องการแสวงหาความสุขจากภายนอกอย่างไม่มีสิ้นสุด เพื่อเติมเต็มความสุขของตัวเอง เมื่อได้ซื้อของมาครอบครองแล้ว ก็ยังไม่เกิดความพอใจ แต่มีความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นอีก เพราะมีสินค้าใหม่และบริการใหม่ๆ นำเสนอกระตุ้นให้เกิดความอยากใช้จ่ายตลอดเวลา ตกหลุมพรางหลงตามกระแสบริโภคนิยมได้ง่าย จนเสพติดการช็อปปิ้งในที่สุด ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ ใช้จ่ายเกินพอดี ทำให้เกิดภาระหนี้มากมาย

“เสพเกินความพอดี เพราะไม่รู้จักคิดพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่อยู่ในระดับความพอดีของตนเอง จนเกิดเป็นค่านิยมวัตถุนิยมไปโดยอัตโนมัติ” ดร.กมลาศเล่า

กระแสค่านิยมทางวัตถุนิยมนับว่าเป็นกระแสที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เข้าใจไปว่าเมื่อครอบครองวัตถุมากเท่าไร จะกลายเป็นคนที่มีผู้ชื่นชมมากยิ่งขึ้นในสังคม และเข้าใจมีทรัพย์สินเงินทองมาก จะเป็นเครื่องชี้วัดความสุขของตัวเองเพิ่มขึ้น วิถีชีวิตของคนในสังคมยุคบริโภคนิยมสะท้อนให้เห็นถึงการบริโภคที่เกินความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่านิยมที่ชื่นชมคนมีฐานะร่ำรวย มีทรัพย์สินมาก เช่น นับถือคนรวยว่ามีบุญเก่า กระตุ้นให้คนแสวงหาวัตถุเลียนแบบคนร่ำรวย

ยกตัวอย่าง การใช้เสื้อผ้า การซื้อรถหรูหรา การมีบ้านราคาแพง เพื่อแสดงยกระดับฐานะทางสังคม สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ขาดสติปัญญา อย่างไรก็ตาม หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ไม่ได้ปฏิเสธความสุขจากการใช้จ่ายในชีวิตเลยทีเดียว ถือว่าเป็นความสุขระดับปุถุชน

 

 

ดร.กมลาศกล่าวถึงหลักธรรมเกี่ยวกับความสุขที่เกิดการจากการใช้ทรัพย์ เรียกว่า คิหิสุข หรือกามโภคีสุข 4 หรือสุขของชาวบ้าน

1.อัตถิสุข สุขเกิดจากความมีทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ

2.โภคสุข สุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น เลี้ยงชีพ เลี้ยงผู้ควรเลี้ยง และบำเพ็ญประโยชน์

3.อนณสุข สุขเกิดจากความไม่เป็นหนี้ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ไม่มีหนี้สินติดค้างใคร

4.อนวัชชสุข สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คือ ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ

ดร.กมลาศกล่าวต่อไปว่า พิจารณาจากหลักธรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการใช้จ่ายอย่างชอบธรรมในสังคมได้ดีทีเดียว เมื่อเราทำงานได้เงินมาโดยความสุจริตแล้ว เราก็ต้องรู้จักใช้เงินให้เกิดความสุข ที่ไม่ก่อหนี้ให้ตนเอง รู้จักแบ่งปัน และบำเพ็ญประโยชน์ให้ผู้อื่น ถือว่าเป็นกรอบแนวคิดในการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาได้อย่างดี

“หลักธรรมะละช็อป ที่เราอาจนำมาปรับใช้ในเรื่องนี้ เพื่อควบคุมพฤติกรรรมของตัวเองให้มีการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา มี 3 แนวทาง คือ 1.การคิดเป็น 2.ความยินดี 3.ความพอประมาณ”

1.การคิดเป็น

ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการรับรู้ และการกระทำ การคิดเป็นจะเป็นแนวทางหรือตัวชี้นำ ควบคุมการปฏิบัติของเราให้ถูกต้อง หลักธรรมอันดับแรกคือ โยนิโสมนสิการ เป็นการฝึกให้รู้จักพิจารณาอย่างแยบคาย รู้จักคิดพิจารณาไตร่ตรอง มีสติก่อนการบริโภค สิ่งที่เราจะตัดสินใจบริโภคใช้สอยในชีวิตประจำวัน ว่าสิ่งใดจำเป็นสำหรับชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน เป็นคุณค่าแท้หรือคุณค่าเทียม

ในการคิดแบบคุณค่าแท้ คือ การบริโภคที่มีประโยชน์ต่อตนเอง กรณีการซื้อเสื้อผ้าเครื่องใช้ส่วนตัว ถ้าชอบช็อปปิ้งหรือซื้อเสื้อผ้ามาก ก็ลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า เดือนนี้เราซื้อมากี่ชุด เราใส่กี่ครั้งแล้ว เราจะดัดแปลงซื้อผ้าที่มีอยู่มาใช้ได้หรือไม่ เราจะเป็นหนี้หรือไม่ ราคาถูกหรือแพง เหมาะสมกับฐานะของเราหรือไม่ ราคาคุ้มค่าหรือไม่ ส่วนคุณค่าเทียม ก็คือ การซื้อเสื้อผ้าราคาแพง เพื่อแสดงฐานะ หรูหรา

“ใช้หลักธรรมะมาฝึกคิด เป็นการใช้สติควบคุมพฤติกรรม เมื่อฝึกคิดบ่อยๆ เป็นนิสัย โดยวิธีตั้งคำถามให้เห็นถึงประโยชน์ คุณค่าแท้หรือคุณค่าเทียม เราจะค่อยๆ ลดความต้องการของตัวเองลง เป็นการฝึกละความต้องการของตัวเอง เป็นการฝึกละกิเลสตัณหาของตนเอง ถือว่าเป็นการพัฒนาจิตใจ เป็นความสุขภายในตัวเอง ซึ่งไม่ขึ้นต่อวัตถุภายนอก” ดร.กมลาศเล่า

2.ความยินดี

หลักธรรมสำคัญอีกอันหนึ่งที่จะช่วยควบคุมพฤติกรรมของนักช็อปได้ คือ สันโดษ หมายถึง ยินดีพอใจตามที่ได้ ยินดีพอใจในสิ่งของตน นั่นคือ ความยินดีในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ สามารถนำมาเป็นวิธีคิดในการใช้ชีวิตได้

ยกตัวอย่าง พฤติกรรมที่เป็นกระแสบริโภคของสาวสมัยใหม่คือการเสริมความงาม สินค้าความงามที่ขายตามอินเทอร์เน็ตเป็นที่นิยมมาก เช่น เครื่องสำอางจากเกาหลี ด้วยคนส่วนใหญ่นิยมเลียนแบบดารา อยากศัลยกรรมเติมแต่งให้เหมือนดารา คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้จึงมีหน้าตาคล้ายกันเป็นพิมพ์นิยม บางคนเสริมสวยจนเสพติดศัลยกรรม

“วิธีควบคุมความต้องการตัวเอง ทำได้ด้วยการฝึกคิด ให้รู้จักยินดี รู้จักพอใจกับสิ่งที่ตัวมีอยู่ เช่น ยินดีในรูปร่างหน้าตาของตนเอง ยินดีในสิ่งของเสื้อผ้าเครื่องใช้ที่ตนเองหามาได้อย่างสุจริต ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของเครื่องใช้เกินฐานะ เมื่อฝึกคิดให้รู้จักพอใจ ยินดีกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ จะทำให้มีความสุขในชีวิตมากขึ้นได้”

 

3.ความพอประมาณ

มัตตัญญุตา หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักประมาณ ความพอเหมาะพอดี เช่น รู้จักในการแสวงหา การรู้จักใช้จ่ายอย่างพอเหมาะพอควร หลักธรรมนี้เป็นคุณธรรมสำคัญที่จะนำเป็นตัวชี้วัดในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันอย่างถูกต้อง เช่น ความรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร ไม่มากหรือน้อยเกินไป ค่านิยมฟุ้งเฟ้อในการบริโภค การบริโภคอาหารต่างชาติเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตก เน้นความสะดวกสบาย ไม่เน้นคุณค่าทางโภชนาการ เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด

ถ้าเราตั้งสติก่อนบริโภค เราจะพิจารณาเห็นว่า อาหารที่เราบริโภคมีคุณค่าเพื่อสุขภาพร่างกายของเรามากน้อยเพียงใด หรือมีราคาแพง เหมาะสมกับฐานะของเรามากน้อยเพียงใด มีโทษต่อร่างกายมากน้อยเพียงใด หรือเราต้องการบริโภคอาหารเพียงเพื่อแสดงฐานะทางสังคม การรู้จักประมาณในการใช้เครื่องใช้สิ่งของส่วนตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อ ใช้ให้เหมาะสมกับฐานะของตน เมื่อฝึกปฏิบัติให้รู้จักประมาณ ลดความฟุ้งเฟ้อ ทำให้ชีวิตเรียบง่าย ทำให้เราสามารถบริหารจัดการเงินของตัวเองได้ ทำให้รู้จักประหยัด เห็นคุณค่าของเงิน

สรุปแล้ว ธรรมะละช็อป ก็คือ การใช้หลักโยนิโสมนสิการ ประกอบด้วยหลักสันโดษและมัตตัญญุตานั่นเอง ดร.กมลาศส่งท้ายว่า การนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาปรับใช้ จะทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้ ดำเนินชีวิตแบบพอดีได้ ลดการพึ่งพาความสุขที่ต้องอาศัยวัตถุภายนอกมาเสริมแต่ง ฝึกละความต้องการของตนเอง เมื่อมีความพอเพียงในวัตถุ ก็จะทำให้เราพัฒนาจิตใจภายในมากขึ้น มุ่งเน้นการปฏิบัติแบบสายกลาง ซึ่งเป็นหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง

ได้ยินกันแล้วใช่มั้ยสาวๆ

สาวนักช็อปฝึกประเมินตัวเองแบบง่ายๆ

1.ฝึกฝนให้รู้จักคิดเป็น ใช้เป็น มีการพัฒนาความคิดให้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคิดเป็น เราจะมีสติพิจารณา ทบทวนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ พฤติกรรมในการใช้ชีวิตก็เปลี่ยนไปตามความคิดที่ถูกต้อง

2.ฝึกวางแผนการปฏิบัติ เมื่อเราฝึกคิดเป็นแล้ว ก็ต้องรู้จักวางแผนปฏิบัติให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจ

3.การฝึกตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าแท้ อยากมีชีวิตเพื่ออะไร เช่น มีสติในการใช้ชีวิตแบบคุณค่าแท้เพื่อพัฒนาตนเอง ลด ละ เลิกพฤติกรรมที่ฟุ้งเฟ้อ

4.การฝึกวิธีใช้เงินอย่างมีความสุข มีทัศนคติที่ดีในการใช้เงิน ไม่ยึดติดกับเงิน แต่ใช้เงินอย่างมีสติ รู้จักประหยัด รู้จักออม ใช้เงินเพื่อใช้จ่ายสิ่งที่มีประโยชน์กับชีวิต

5.ฝึกให้ใจรับรู้คุณค่าของสิ่งที่หามาได้อย่างสุจริต ทำให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่จะเราจะซื้อหรือบริโภคมากยิ่งขึ้น เมื่อเรามีหาทำมาหาเลี้ยงชีพได้มาก ฝึกการลดความต้องการของตัวเอง การรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น

6.ฝึกให้ใจยินดี พอใจกับสิ่งที่ตนเองมีหรือหามาอย่างได้เต็มความสามารถ ไม่แสวงหาสิ่งไม่มีประโยชน์ ที่ปรุงแต่งให้ตนเองมีความอยากได้ตลอดเวลา

7.ฝึกการแสวงหาความวัตถุภายนอกให้น้อยลง ลดความจำเป็นของสิ่งของนอกกายให้น้อยลง แต่แสวงหาความสุขในจิตใจให้มากขึ้น เช่น การฝึกเจริญสติแนวสติปัฏฐาน 4

 

คุณแม่ & ความสวย ที่ไม่สมบูรณ์แบบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2558 เวลา 13:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/4MKeOJ

คุณแม่ & ความสวย ที่ไม่สมบูรณ์แบบ

 

โดย…มิกกี้ เมาท์

คุณแม่จูงมือคุณลูกถ่ายภาพชุด โชว์สรีระที่ไม่สมบูรณ์แบบหลังจากคลอดลูก หวังกระตุ้นให้ทุกคนที่เจอกับความไม่สมบูรณ์แบบมีกำลังใจต่อสู้

ช่างภาพสาวคนนี้คือ นีลี่ เคอร์ฟ็อก เธอบอกว่ารู้รสชาติความทุกข์ทรมานของคุณแม่ที่ต้องทนกับรูปร่างที่เปลี่ยนไปหลังจากคลอดลูก เธอบอกว่าหลังให้กำเนิดลูกคนที่สอง เธอต้องเผชิญกับรูปร่างที่แทบจะจำไม่ได้เลยว่าเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าท้องที่แตกลาย หน้าท้องเหี่ยวๆ และอาการปวดหลังที่ต้องอาศัยการบำบัด

 

จากปัญหาที่เจอกับตัว บวกกับได้รับแรงบันดาลใจจากการแสดงภาพถ่ายของเหล่าคนมีชื่อเสียง เธอตัดสินใจจะแสดงภาพชุดของเหล่าคุณแม่ที่มีปัญหารูปร่างหลังจากคลอดบุตร โดยใช้ชื่อว่า “Perfect Imperfections” โดยเริ่มจากการชักชวนเพื่อนฝูงและเพื่อนบ้านที่ประสบปัญหาหลังคลอดในหลายๆ กรณีมาร่วมถ่ายแบบพร้อมกับลูกๆ ของเธอ

“ฉันต้องการให้ภาพชุดนี้แสดงให้ผู้หญิงเห็นว่า พวกเธอมีความสวยขนาดไหน พร้อมเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันนี้มีความกล้าหาญ หลังจากฉันโพสต์เรื่องราวและจุดประสงค์การถ่ายภาพชุดนี้ลงในโซเชียลมีเดีย ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับอย่างท่วมท้น ฉันได้รับข้อความจากผู้หญิง 30 คน ในจำนวนนี้ 16 คนยินดีมาถ่ายภาพที่สตูดิโอ”

 

งานนี้เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของคุณแม่ที่มาเป็นนางแบบจำเป็นอย่างแท้จริง นีลี่ยอมอุทิศตัวเป็นนางแบบคนแรก เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของคุณแม่เหล่านี้ยามต้องมาอยู่หน้ากล้อง นีลี่บอกว่า เธอเชื่อว่าพลังของงานศิลปะและการถ่ายภาพจะช่วยเยียวยาคุณแม่เหล่านี้ได้ เธอจึงรู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยผู้หญิงเหล่านี้ ซึ่งต่างวัย ต่างภูมิหลัง ต่างปัญหา

“นี่คือพื้นที่ให้เหล่าคุณแม่ออกมาจากเงามืด และถ่ายทอดเรื่องราวความพยายามต่อสู้กับปัญหาที่เขาต้องเจอทุกวัน เพื่อเป็นความรู้และกำลังใจให้คนอื่นในสังคม ที่สำคัญอยากให้ภาพชุดนี้เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อไป โดยเฉพาะลูกๆ ของคุณแม่เหล่านี้ได้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว”

ในอนาคต นีลี่ตั้งใจขยายโปรเจกต์ “Perfect Imperfections” ไปยังกลุ่มผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ต่างภูมิหลังและประสบการณ์ ตลอดจนผู้ชายที่ต้องเผชิญกับปัญหาบางอย่าง

“ฉันได้แต่ภาวนาว่าเมื่อลูกสาวของฉันโตขึ้น และรู้สึกต้องทุกข์กับความพิการของตัวเอง เขาจะย้อนกลับมาดูรูปใบนี้ และรับความแข็งแกร่ง เพื่อเป็นตัวของตัวเองดั่งที่พระเป็นเจ้าสร้างมา” หนึ่งในคุณแม่ที่มาร่วมโปรเจกต์นี้กล่าว

 

ดูดี หล่อดี อ่านดี จุดขายผู้ประกาศข่าวยุคนี้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2558 เวลา 06:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/370928/ดูดี-หล่อดี-อ่านดี-จุดขายผู้ประกาศข่าวยุคนี้

ดูดี หล่อดี อ่านดี จุดขายผู้ประกาศข่าวยุคนี้

 

โดย…แจนยูอารี

ลำพัง “ความไว” “ความแม่นยำ” “ความลึก” “ความน่าเชื่อถือ” กระทั่ง “ความแปลก” อาจยังไม่พอ หากว่าจะให้ “ข่าวโทรทัศน์” มัดใจแฟนๆ “ผู้ประกาศข่าว” ก็คือเฟืองจักรสำคัญ ยิ่งยุคแห่งการแข่งขันสูง แต่ละช่องต่างงัดไม้เด็ดมาสู้กันแบบไม่หวั่นศักดิ์ศรี โดยเฉพาะ “ผู้ประกาศชาย” เปิดหน้าจอรออัพเดทข่าวสารประจำวันก็ส่วนหนึ่ง แต่แรงดึงดูดที่ทำให้ข่าวนั้นน่าดูน่าชมคงหนีไม่พ้นพวกเขาแน่นอน

นี่คือ “ผู้ประกาศชาย” ซึ่งไม่ได้แค่หน้าตาดี แต่ยังเปี่ยมไปด้วยทักษะ ไม่ว่าจะลีลา น้ำเสียง ไหนจะโปรไฟล์อีกเล่า บอกได้คำเดียวว่าสมราคา “เลือดใหม่ไฟแรง”

สุทิวัส หงส์พูนพิพัฒน์

(อายุ 25 / การศึกษา ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน-การเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

ประจำการอ่านข่าวค่ำ (ช่วงแรก 17.00-17.30 น.) โชว์หน้าหล่อๆ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี หน้าตาว่าหล่อเหลาเอาการแล้ว ลีลาการประกาศข่าวก็ไม่ธรรมดาซะด้วย เป็น 1 ใน 3 ผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ สำนักข่าวไทย รุ่นที่ 3 ผ่านประสบการณ์เป็นผู้สื่อข่าวมาก่อน ลงภาคสนามควบคู่กับการนั่งหน้าจอ เริ่มด้วยทำข่าวเฉพาะกิจ สกู๊ปข่าว จนขยับมาสู่ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจและผู้ประกาศข่าวเต็มตัว ล่าสุด ตั่ว-สุทิวัส ขอทำหน้าที่เป็นฟรีแลนซ์ แต่ยังอยู่ภายใต้สังกัดเดิม โดยตั้งเป้าอยากวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ รวมทั้งก้าวไปเป็นบรรณาธิการข่าว

 

“ผมเป็นผู้ประกาศรุ่นน้ำท่วมครับ (หัวเราะ) ได้อ่านข่าวต้นชั่วโมงตอน ตี 1 ครั้งแรกที่อ่านตื่นเต้นมากๆ อ่านผิดด้วยนะ คืออ่านซ้ำคำ เพราะสายตากวาดไปไม่ทัน ข่าวกีฬาอ่านยากสุด มันยากตรงชื่อคนนี่ล่ะ ยิ่งไม่เห็นมาก่อน ผลสดๆ ก็ยิ่งยาก ไม่มั่นใจเลยครับ ต้องอ่านช้าๆ ใช้สติเยอะๆ ข่าวเศรษฐกิจอ่านเข้าปาก ส่วนหนึ่งเพราะผมสนใจและเข้าใจ เคยทำข่าวเศรษฐกิจมาก่อน ซึ่งผมก็พยายามใช้คำง่ายๆ ที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจกับข่าว ปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้นทุกวัน ยิ่งเป็นรายการสด ทำยังไงให้เป็นมืออาชีพ ทำยังไงให้ปัญหาเป็นโอกาส อยู่ที่การเตรียมตัว สติต้องมีครับ ต้องคุมเกมให้ได้ ผมว่าคนที่ลงสนามข่าวมาก่อนจะได้เปรียบ

การทำงานข่าวทีวีต้องทำกันเป็นทีม ผู้ประกาศก็เป็นแค่ปราการด่านสุดท้ายที่นำเสนอภาพรวมออกมา ถ้าต้นทางทำมาดี แต่ปลายทางอ่านไม่ดี ข่าวก็ไม่น่าสนใจ ฉะนั้นผู้ประกาศข่าวก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนภาพรวมทั้งหมด คนดูต้องการความเพลิดเพลิน คนอ่านจะหน้าบึ้ง ยิ้มแข็งๆ ไม่ได้ล่ะ มันต้องเป็นมากกว่าข่าว มันต้องเป็นโชว์ที่อิงข้อความเท็จจริง มีข้อมูลเบื้องต้นและรายงานเจาะลึก ส่วนเรื่องหน้าตาสวยหล่อผมว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันอาจเป็นจุดแรกที่ทำให้คนหยุดดู แต่ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง ไม่แสดงศักยภาพการเป็นคนข่าว ผมว่าคนดูจะเป็นคนตัดสิน”

พิชาพัฒน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

(อายุ 30 / การศึกษา ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการประกอบการธุรกิจ มหาวิทยาลัยเซนต์โทมัส สหรัฐอเมริกา ปริญญาโท การจัดการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ อังกฤษ)

ลูกครึ่งไทย-อเมริกันที่ไม่ได้ทำงานตรงสายที่เรียนมา แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาแสดงความสามารถผ่านการประกาศข่าวได้อย่างฉะฉาน ยิ่งเฉพาะการใช้ภาษาไทย น่าชื่นชมกว่าหลายคนเสียด้วยซ้ำ น้ำเสียงมีเอกลักษณ์ของเขาทำให้ใครก็ต้องสะดุดและหยุดฟัง นี่ยังไม่นับความหล่อสะท้านใจที่กลายเป็นจุดขาย แดนนี่-พิชาพัฒน์ ผ่านงานประกาศข่าวภาคภาษาอังกฤษที่เอ็นบีทีและเรดิโอ ไทยแลนด์ Met 107 และ 95.5 Virgin Hitz ก่อนจะย้ายมาประจำที่ช่องวัน เจอเขาได้ตอนเช้าในสไตล์เล่าข่าว ส่วนข่าวเที่ยงก็จะประกาศข่าวแบบทางการ รวมทั้งรายการ One Big World

 

“ต่างกันครับ เล่าข่าวจะพูดตามที่เราเข้าใจ ดูภาพไปก็เล่าไปโดยทำความเข้าใจไปกับข่าวนั้นๆ แต่ประกาศข่าว ต้องตามสคริปต์ ภาษาก็ดูเป็นทางการ ตอนแรกก็ไม่ชิน ต้องอ่านหลายรอบและทำความเข้าใจกับมันพอสมควร บางครั้งมีประโยคความซ้อน ประธานหายไป ภาษาไทยไม่เป็นอุปสรรคครับ เพราะผมก็เรียนมาตั้งแต่อนุบาล 1 แต่คำยากๆ เช่น ราชาศัพท์ ก็พยายามจะอ่านช้าๆ ข่าวการเมืองกับข่าวอาชญากรรมอ่านยากเพราะมันมีตัวละครเยอะ ต้องไล่เรียงตัวละครและเหตุการณ์ให้ถูก จุดเด่นของผมเหรอครับ คือการเป็นลูกครึ่งและพูดภาษาไทยชัดนี่ล่ะครับ (หัวเราะ) ก็ยังไม่เห็นช่องไหนนะครับที่มีผู้ประกาศข่าวเป็นลูกครึ่ง

งานประกาศข่าวมันสนุกตรงที่แต่ละวันไม่มีเหมือนกันเลย เราต้องอัพเดทตัวเองตลอดเวลา มันมีอะไรใหม่เข้ามาทุกวัน ทำให้ไม่น่าเบื่อที่จะเรียนรู้ บางข่าวก็ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ แต่เราในฐานะผู้ประกาศต้องทำความเข้าใจกับมัน ถ้าข่าวไหนที่ผมอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ผมรู้เลยว่าคนดูก็จะไม่รู้เรื่องแน่ๆ (หัวเราะ) ผมเลยต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองรู้เรื่องข่าวนั้น เพื่อคนดูจะได้ดูข่าวนั้นรู้เรื่อง การแข่งขันตอนนี้มีค่อนข้างสูง หน้าตาผู้ประกาศก็เป็นส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับนโยบายช่อง อย่างผมก็อาจได้เปรียบตรงที่แปลข่าวได้ ภาษาอังกฤษได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลผมว่าเนื้อหาต้องเข้มข้น ต้องมีความต่างที่ช่องอื่นไม่ทำ หรืออาจจะต้องมีมุมมองใหม่ในข่าว”

คุปตนันต์ พิสิฐมหันต์

(อายุ 28 / การศึกษา ปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์ฯ)

หนุ่มตี๋อินเทรนด์ หน้าหล่อใสกิ๊ก แถมชอบเดินทางท่องเที่ยว อยากเจอเขาต้องเฝ้าหน้าจอไทยรัฐทีวี เขามากับลีลาการรายงานสภาพอากาศที่สนุกและเร้าใจ ราวกับนั่งดูละครเวที “รู้ก่อนร้อนหนาว” (เช้าข่าวชัด) “จับตาเตือนภัย” (ไทยรัฐนิวส์โชว์) ปา-คุปตนันต์ เล่าว่าใจจริงอยากอ่านข่าวบันเทิง เพราะคิดว่าถนัดกว่า แต่สุดท้ายเมื่อผู้ใหญ่เห็นแววก็เลยถูกดึงมาเป็นหนุ่มพยากรณ์อากาศ อนาคตฝันอยากทำรายการท่องเที่ยว เข้าทางความชอบส่วนตัว

“ที่ไทยรัฐทีวีจะไม่ใช่ข่าวพยากรณ์อากาศจ๋า แต่เป็นข่าวเตือนภัยแล้วเชื่อมโยงไปหาสภาพอากาศ มันก็เลยเป็นอะไรที่ค่อนข้างพิเศษ ความรู้ที่เคยเรียนมาต้องงัดมาใช้อีกครั้ง ซึ่งก็ดีครับไม่เสียของที่อุตส่าห์เรียนมา (หัวเราะ) ข้อมูลหาเอง วิเคราะห์เอง เขียนสคริปต์เอง ต้องนำเสนอกับกราฟฟิก เป็นรายการสดๆ ต้องอาศัยความจำสูงครับและต้องนำเสนอออกมาลักษณะรู้ลึกรู้จริง ให้เนียนที่สุด ให้เข้าถึงชาวบ้านมากที่สุด ศัพท์แสงต่างๆ พยายามแปลงให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ ไม่ให้ดูไกลตัวเกินไป แต่ยังต้องใช้คำ ลีลา หรือท่าทางให้มีความน่าเชื่อถือ

ข้อมูลพยากรณ์ที่มาแบบสดๆ บางทีไม่มีสามารถเขียนสคริปต์ล่วงหน้า สมาธิต้องดีและแม่นยำ ซึ่งมันยากมากครับ การนำเสนอหน้าจอผมจะทำเหมือนโชว์ๆ หนึ่ง ข้อมูลวิชาการ สถิติ กราฟฟิก ต้องมัดใจคนดูให้ได้ ส่วนตัวผมชอบดูละครเวที ก็เลยนำมาสื่อสารกับคนดู เหมือนเราเป็นนักแสดงที่ส่งพลังไป แอ็กติ้งโอเวอร์ได้ในระดับที่พอเหมาะ ลูกเล่นมีแต่ต้องไม่เยอะ ยิ่งการแข่งขันสูง ผมก็ต้องปรับตัว ผมพยายามหาช่องว่างที่หายไปที่คนอื่นไม่ทำกัน เน้นสร้างคาแรกเตอร์ให้คนจดจำ แต่ความแม่นยำข้อมูลยังต้องมีนะครับ เรื่องหน้าตาจำเป็นครับ เพราะหน้าตาเป็นใบเบิกทาง เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง สุดท้าย ความสามารถต้องพร้อมนะครับ”

พบเอก พรพงเมตตา

(อายุ 24 / การศึกษา ปริญญาตรี วิทยาลัยนานาชาติ คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล)

ตื่นแต่เช้าก็จะเจอเขาในเวอร์ชั่นภาคฟุดฟิดฟอไฟ Welcome World รายการข่าวภาคภาษาอังกฤษ ช่องโมโน 29 ยิ้มหวานๆ หน้าใสๆ จะทำให้คุณละลายคาจอไม่ยาก แบงค์-พบเอก สนใจงานข่าวตั้งแต่สมัยเรียน เขาก็มีโอกาสชิมลางงานพาร์ตไทม์อ่านข่าววิทยุและผู้สื่อข่าวภาคภาษาอังกฤษ พอเรียนจบเขามุ่งมั่นกับเส้นทางสายนี้ทันที ตั้งเป้าไว้ 5 ปี ที่ก้าวสู่ผู้ประกาศข่าวแถวหน้า

“คนทั่วไปมักคิดว่าง่าย ผู้ประกาศข่าวก็แค่อ่านจากกระดาษ หรืออ่านจากสคริปต์ แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ เนื่องจากเราจะทำอย่างนั้นได้ ก็ต่อเมื่อเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่จะสื่อสารออกไป ที่สุดแล้ว ก็คือความน่าเชื่อถือ ผู้ประกาศข่าวที่เก่งจะมีวิธีพูด มีวิธีเล่า ข่าวที่ออกมาจากผู้ประกาศเก๋าๆ แบบนี้ คือรายงานข่าวที่มาพร้อมชั่วโมงบิน ความเก๋าที่เล่าออกมาอย่างน่าเชื่อถือโดยไม่มีข้อผิดพลาด ผมว่ามันคือศิลปะอย่างหนึ่งเลยนะครับ

ผู้ประกาศข่าวที่ดี นอกจากจะต้องมีความเป็นมืออาชีพในสิ่งที่ทำแล้ว ก็ต้องมีคุณสมบัติในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สคริปต์หลุด สคริปต์หาย คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ครับ แต่เราต้องดึงเรื่อง ดึงบทสนทนาไว้ จนกว่าจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินหน้ารายการต่อไปให้ได้ วันนี้ผมมีความสุขมากๆ และสนุกมากๆ ผมว่าการเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับผมแล้วละครับ อย่างน้อยที่สุดผมก็ได้ทำในสิ่งที่มุ่งหวัง ฝากสำหรับรุ่นน้องว่าต้องมั่นใจและรู้ใจตัวเองก่อนว่าอยากทำอะไร จากนั้นจึงบุกตะลุย จะท้อไม่ได้ ถอยไม่ได้ ทำทุกอย่างแล้วจะได้ในสิ่งที่หวัง”

ชวัลนันท์ จันทร์ทรัพย์

(อายุ 28 / การศึกษา ปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

เพราะหน้าหล่อและหุ่นเป๊ะ เกม-ชวัลนันท์ ก็เลยมีโอกาสได้สวมบทบาทในละครดังหลายต่อหลายเรื่อง ก่อนจะเบนเข็มชีวิตมาเดินบนเส้นทางข่าว ภายใต้ชายคาวิกหมอชิต เริ่มจาก “ข่าวเด็ดเจ็ดสี” เป็นการสะสมประสบการณ์ที่รอวันเติบใหญ่ตามที่ใจฝันไว้ตั้งแต่เยาว์วัยว่าวันหนึ่งจะต้องได้ประกาศข่าวหน้าจอ

“ดูข่าวช่อง 7 มาตั้งแต่ 5 ขวบ ดูแล้วก็อยากเป็นผู้ประกาศข่าว เคยพูดนะว่าอยากเป็นผู้ประกาศข่าว แต่หลายคนก็บอกเป็นไม่ได้หรอก เพราะผมขี้อาย ไม่ชอบให้คนมามอง ภาษาไทยก็ไม่แข็งแรง พูดไม่ชัด ก็เลยกลายมาเป็นฝันลึกๆ ในจิตใจ โตมาก็ไม่กล้าบอกใคร ผมเคยดูหนังเรื่อง The Pursuit of Happyness มีประโยคหนึ่งบอกว่า อย่าให้ใครมาตัดสินความฝันเราว่าทำได้หรือไม่ จงเชื่อในความฝันของตัวเองและทำให้สำเร็จ ซึ่งผมคิดว่ามันตรงกับความคิดบางอย่างของผม เรารับฟังเวลามีคนเตือน แต่ที่สำคัญเรามีความมุ่งมั่น อย่าหยุดก้าวต่อไป เราต้องเชื่อในตัวเองด้วย

หน้าที่ที่ได้รับตอนนี้คืออ่านข่าวสั้นไม่เกิน 5 นาที แต่กว่าจะได้อ่านจริง ผมเข้าสู่ระบบติวเข้มสัปดาห์ละ 2 วัน ฝึกอ่านข่าวอยู่หลายเดือนจนได้อ่านจริง ซึ่งผลปรากฏว่าผมมาอ่านข่าวคนจำได้มากกว่าตอนเล่นละครซะอีก (หัวเราะ) ผมดีใจมาก คิดเอาเองว่าเราคงทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังฝึกอยู่ตลอดนะ ความหวังผมสักวันหนึ่งคงได้มีโอกาสอ่านข่าวเบรกใหญ่ขึ้น อันนี้ก็ขึ้นกับตัวผมเองจะพัฒนาได้มากน้อยแค่ไหน อยากไปถึงขั้นนั้น อยากอ่านข่าวเบรกใหญ่ อยากลองวิเคราะห์ข่าวดูบ้าง”

 

‘ThaiVans’ แผนที่รถตู้แสนสะดวกจากหัวคิดเด็กไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2558 เวลา 05:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/nXPPa8

‘ThaiVans’ แผนที่รถตู้แสนสะดวกจากหัวคิดเด็กไทย

 

โดย…พงศ์ พริบไหว

เชื่ออย่างสุดใจว่า มนุษย์กรุงเทพฯ นับไม่ถ้วนคงเคยมีประสบการณ์ฝ่าเปลวแดดร้อนระอุ เพื่อตามหาคิวรถตู้รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิกันมาแล้ว บ้างหาเจอง่ายๆ ก็น่าดีใจ บ้างหากันจนมึนลมแทบจับก็ยังหาไม่เจอ ซึ่งแน่นอนว่า เนื่องจากสภาพแวดล้อมของจุดขึ้นรถที่กว้างถือเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งทำให้หาคิวรถตู้ไปตามจุดที่เราตั้งใจไว้ได้ยาก อีกทั้งยังไร้ข้อมูลอ้างอิงใดๆ ให้ทราบถึงจุดจอด ยิ่งโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ มีคิวรถตู้รวมแล้วเกินกว่า 200 คิว ทั้งยังกระจายไปตามเกาะ (โซนรถตู้) ต่างๆ ถึง 7 จุด โดยรอบ หรือไม่ก็ไกลออกไปจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งถือเป็นเรื่องคาอกคาใจของคนใช้บริการรถตู้มายาวนาน แต่วันนี้ปัญหานั้นกำลังจะคลี่คลาย เพราะเด็กรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่เอาใจใส่สังคม

โครงการร่วมบริหารหลักสูตรมีเดียอาตส์และเทคโนโลยีมีเดีย คือจุดกำเนิดของการคลี่ปมปัญหาเรื่องจุดจอดรถตู้โดยสารบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเป็นการรวมตัวของนักศึกษาปีที่ 4 จำนวน 7 คน จากสาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำทีมโดย ภูมิ สุคันธพันธ์,พีรพงษ์ ไมตรีวงษ์, ธันยพัฒน์ อารมณ์ชื่น, ธาดารัตน์ เฉวียงหงษ์, อภิรัตน์ ฤกษ์อภิเดชา, ชนทิพา มาลี และณัฐนันท์ แย้มนุ่น รวมตัวกันเพื่อภารกิจใหญ่อย่างการแก้ปัญหาการเดินทางให้คนกรุง ในโครงงานศึกษาสื่อแสดงจุดจอดรถตู้บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ThaiVans”

วันที่ได้พบเจอกลุ่มน้องๆ ในงานจัดแสดงในนิทรรศการ Creative Media 3 “วันระบาย” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นการแสดงผลงานโปรเจกต์ก่อนเรียนจบ ผู้คนที่เข้ามาชมนิทรรศการต่างยกนิ้วชื่นชมผลงานของนักศึกษากลุ่มนี้ที่สามารถทำออกมาได้อย่างดีงาม และกลายเป็นผลงานที่ต่อยอดไปได้ไกลเหลือเกินจากความตั้งใจแรก ซึ่งพ่อหนุ่มใส่แว่นอย่าง ภูมิ สุคันธพันธ์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มได้เล่าถึงที่มาที่ไปให้ฟังว่า

“โครงการนี้มันเริ่มมาจากการเอาสิ่งที่เราเรียนรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งเป็นโจทย์ในการทำงานเพื่อจบการศึกษา ซึ่งพวกเราก็มาช่วยกันคิดว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ผมเองก็คิดถึงเรื่องที่ตัวเองประสบปัญหาเรื่องของการขึ้นรถตู้มาเป็นปีนะ คือด้วยเพราะความไม่รู้ ผมเลยเหมือนเดินอ้อมอนุสาวรีย์ชัยฯ มาเป็นปีเพื่อขึ้นรถกลับบ้าน ซึ่งมารู้ตัวอีกทีก็ตอนกลับบ้านกับเพื่อน เพราะเพื่อนพาเรามาขึ้นรถตู้อีกคิวหนึ่ง ซึ่งมันใกล้มาก คือถ้าเพื่อนไม่พามาเราก็ไม่รู้ว่ามีคิวที่สามารถขึ้นได้ใกล้กว่า โง่เดินอ้อมอยู่เป็นปี (หัวเราะ) ซึ่งเราเลยหยิบปัญหาตรงนั้นมาช่วยกันทำเป็นโครงการ”

 

โครงการที่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลของคิวรถตู้ทั้งหมดโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อจัดทำเป็นแผนที่รถตู้เป็นป้ายสองภาษา ซึ่งต่อมาได้ต่อยอดไปไกลในเรื่องของการออกแบบระบบป้ายสัญลักษณ์จุดจอดรถตู้โดยสาร หรือแม้แต่การทำแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือเพื่อแสดงจุดจอดรถตู้โดยสารรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยโครงการทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นมาจากความรู้ในแต่ละสาขาที่เรียนของเพื่อนในกลุ่ม บ้างเก่งเรื่องกราฟฟิกก็ทุ่มสุดตัว บ้างเก่งเรื่องโมชันอินเตอร์เฟดก็ทุ่มหมดพลัง เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาหลอมรวมกันจนกลายเป็นสื่อต่างๆ เพิ่มเข้าไปอีกในเวลาต่อมา

“คือตอนเริ่มทำงานเราก็ช่วยกันเก็บข้อมูลทำแบบสอบถามกับคนที่มาขึ้นรถตู้ในอนุสาวรีย์ชัยฯ ว่าเจอปัญหาอะไรบ้าง แล้วเราก็ลงสำรวจพื้นที่ของคิวรถทั้งหมด จนเราสามารถแบ่งคิวจอดรถตู้ได้เป็นทั้งหมด 7 เกาะ และจุดจอดย่อยอีก 23 จุด จากนั้นเราก็ลงไปตามคิวรถตู้จุดต่างๆ เก็บข้อมูลเรื่องจุดหมายปลายทาง ราคา เวลาที่รถออกรอบแรกจนรอบสุดท้าย ซึ่งพอเราลงพื้นที่เราก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อนเลย มันก็เลยเป็นเรื่องที่เราต้องละเอียดกันมาก เราเก็บข้อมูลกันเป็นปีครึ่ง ก่อนวิเคราะห์และออกแบบงานโครงงาน”

 

สิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นปัญหาสำหรับนักเรียนตัวเล็กๆ ที่ทำงานใหญ่กันเพียงไม่กี่คนคือ การที่ต้องตามเก็บรายละเอียดให้ได้ครบถ้วนทั้งหมด อีกทั้งคิวรถตู้ยังมีการขยับปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่พวกเธอต้องคอยตามอยู่ตลอด จนได้ข้อมูลที่ตรงและจริงที่สุดเพื่อนำมาทำโปรเจกต์ที่เป็นประโยชน์มากๆ กับคนใช้รถตู้ ซึ่งสาวน้อยคนหนึ่งในกลุ่มบอกถึงความรู้สึกในการทำงานให้ฟังว่า

“พอมันเป็นงานที่ทำเพื่อสังคม เราก็อย่างจะทำให้สำเร็จเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งก็ได้อาจารย์เข้ามาช่วยคอยสนับสนุนให้คำแนะนำ แล้วสิ่งที่ทำถ้ามันสามารถแก้ปัญหาที่เราหรือใครหลายๆ คนหารถตู้ในอนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่เจอได้จริง ซึ่งอยากแรกมันก็เหมือนกับเราได้แก้ปัญหาให้ตัวเองด้วยนะ แต่นอกเหนือจากนั้นคนที่อนุสาวรีย์ฯ เขาก็สามารถรู้ได้ว่าจะต้องไปขึ้นรถตู้ที่ไหนซึ่งก็ช่วยคนอ่านได้อีก ซึ่งหนูคิดว่าโปรเจกต์ของเรามันจะเป็นงานต้นแบบให้นักศึกษาอีกหลายคนได้คิดทำอะไรเพื่อสังคมด้วยค่ะ”

 

ก่อนเพื่อนอีกคนในกลุ่มจะพูดเสริมให้ฟังต่อว่า “จริงๆ ถ้าส่วนตัวเลยนะ งานนี้ทำให้พวกเราได้ประสบการณ์ มันไม่เหมือนการทำงานในห้องนะ เพราะงานนี้เราต้องออกไปเจอไปแก้ปัญหาในทุกครั้งที่ลงพื้นที่เลย แล้วมันทำให้เราสนุกขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นสิ่งที่เราทำเกิดประโยชน์ อย่างป้ายที่เราทำขึ้นแล้วนำไปไว้ตามจุดต่างๆ ทั้งคนไทยคนต่างชาติก็ให้ความสนใจ ซึ่งอย่างแรกมันช่วยให้คนที่จะไปยังที่ต่างๆ ไม่หลงทางและเสียเวลา ทำให้ทราบข้อมูลที่ชัดเจน ใครอยากทราบรายละเอียดการเดินทางที่มากกว่านั้น เราก็มีแอพพลิเคชั่นเป็นตัวเสริมซึ่งลิงก์กับกูเกิลแมพด้วย ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องดีนะ”

สิ่งที่พวกเขาทำขึ้นทั้งหมดจากการทดลองใช้งาน ทำให้สามารถวางแผนการเดินทางได้โดยง่าย ยกตัวอย่างถ้าเราเกิดอยากไปเที่ยวที่ “กาญจนบุรี” เราสามารถรู้ข้อมูลได้ทันทีว่าสามารถขึ้นรถตู้ได้ที่ใดบ้างโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งมีจุดจอดอย่างเกาะดินแดง เกาะพญาไท เกาะราชวิถี และด้านข้าง BTS ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งง่ายต่อการเลือกเวลา แล้วยังมีราคาและเบอร์โทรเพื่อสอบถามเส้นทาง ทั้งเมื่อเดินทางจะมีข้อมูลบอกว่า รถตู้จะผ่านจุดไหนระหว่างเดินทางจนถึงปลายทาง

 “พอทำเสร็จเราก็ไม่คาดคิดเลยว่าสังคมจะชื่นชมและให้กำลังใจพวกเรามากขนาดนี้ เราก็อยากขอบคุณทุกกำลังใจและทุกคนที่เสียเวลามาทำแบบสำรวจให้เรา หรือแม้แต่ทุกคอมเมนต์ในแฟนเพจที่ให้กำลังใจเรามา คือเราคงบอกได้เพียงว่าภูมิใจมากๆ กับโปรเจกต์นี้ที่ได้ทำ ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์มากกับคนที่มาใช้บริการรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ในเรื่องความชัดเจนของข้อมูล ซึ่งต่อวันมีคนมาใช้บริการกว่าแสนคน ซึ่งเราเองถ้าหากมีโอกาสได้ทำงานที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ คือช่วยเหลือสังคมเราก็อยากจะทำอีก มันรู้สึกตัวเองมีค่าที่เรียนมาไม่สูญเปล่า” หลังคำพูดนั้นน้องๆ ต่างหัวเราะด้วยใบหน้าเต็มสุขถึงสิ่งที่พวกเขาทำ

ในเวลานี้ ส่วนของแอพพลิเคชั่น แม้จะเป็นเพียงแค่ตัวเบต้าหรือตัวทดลองอยู่ แต่สิ่งที่น่าภูมิใจแทนกับนักศึกษากลุ่มนี้คือ งานของพวกเขาจะเป็นจริงด้วยการสนับสนุนของรัฐบาลและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะดีงามมากหากประชาชนได้ใช้จริง ซึ่งน้องๆ ก็แอบกระซิบมาว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าได้ใช้งานแน่นอน ส่วนตอนนี้สามารถเข้าไปกดไลค์ติดตามและให้กำลังใจน้องๆ กลุ่มนี้ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ThaiVans

 

Like a girl การเฉลิมฉลองพลังสตรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2558 เวลา 10:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/Vs9Z6b

Like a girl การเฉลิมฉลองพลังสตรี

 

โดย…แหนง-ดู ภาพ Always #LikeAGirl

ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีโฆษณาซึ่งมาช่วย “เปิดตา” หรือ “เปิดความคิด” ให้กับผู้คนได้ เป็นงานที่ไม่คาดหวังในเรื่องการขาย (มากนัก) แต่มีเจตนาที่จะสร้าง “การเปลี่ยนแปลง” ให้เกิดขึ้น ล่าสุดก็เพิ่งมีโอกาสได้เห็นแอดซึ่งน่าชื่นชมและน่าพูดถึงชิ้นหนึ่งผ่านทางยูทูบ

เมื่อผลิตภัณฑ์ผ้าอนามัยแบรนด์เก่าแก่ของอเมริกาอย่าง Always ปล่อยแคมเปญ Like a girl ออกมา ด้วยพลังและความหนักแน่นลึกซึ้งในเนื้อหาสาระทำให้คนอเมริกันและคนทั่วโลกหันมาสนใจ นับตั้งแต่โฆษณาชิ้นนี้ออกฉายในรอบชิงชนะเลิศอเมริกันฟุตบอล หรือซูเปอร์โบว์ล เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เรื่อยมาถึงวันสตรีสากลในเดือน มี.ค. จนถึงวันนี้ Like a girl ก็ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง

โฆษณาชิ้นนี้เกิดขึ้นเพื่อปรับความเข้าใจและเปลี่ยนการเหยียดเพศซึ่งแฝงอยู่ในภาษา โดยมีวลีที่ว่า “Like a girl” หรือ “เหมือนเด็กผู้หญิง” หรือ “อย่างกับเด็กผู้หญิง” เป็นโจทย์

งานนี้ทำขึ้นในรูปแบบที่เรียกว่า Social Experiment หรือโฆษณาในรูปแบบการทดลองดูปฏิกิริยาของผู้บริโภค โดยนำคน 2 กลุ่มคือ หนึ่ง-เด็กผู้หญิง และสอง-คนในเพศและวัยอื่นๆ มาเทสต์หน้ากล้อง ทุกคนถูกขอให้แสดงท่าทางแบบ “Like a girl” เช่น ให้วิ่งเหมือนเด็กผู้หญิง ขว้างของอย่างกับเด็กผู้หญิง ต่อสู้เหมือนเด็กผู้หญิง ฯลฯ รวมทั้งแสดงทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคำนี้

แรกนั้นเมื่อถูกขอให้แสดงท่าทาง พวกเขาต่างก็วิ่ง ขว้าง ต่อสู้ และทำสิ่งต่างๆ อย่างอ่อนแอ เหยาะแหยะ ปวกเปียก ไม่ตั้งอกตั้งใจ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นนัยทางลบที่มีต่อคำว่า Like a girl

แต่เมื่อให้เด็กผู้หญิงหรือ girl จริงๆ ในวัยราว 10 ขวบมาทำท่าทางเหล่านั้น พวกเธอกลับทำทุกอย่างอย่างแข็งแรง จริงจัง และตั้งใจ เมื่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกถามว่า “วิ่งเหมือนเด็กผู้หญิงคือ…วิ่งยังไง” เธอตอบอย่างมั่นใจว่า “วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

หลังจากนั้นพวกผู้ใหญ่รวมทั้งเด็กผู้ชายก็ถูกนำมาสัมภาษณ์ใหม่ ครั้งนี้พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงท่าทีและความคิดที่มีต่อคำว่า Like a girl

โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นโดยตั้งใจที่จะกระตุ้นความมั่นใจในตัวเองของผู้หญิง จากโฆษณาสะท้อนให้เห็นว่า ในวัยเด็กหรือช่วงวัยรุ่นตอนต้น เพศหญิงมีความมั่นใจในตัวเองมากกว่าตอนที่เป็นวัยรุ่นและเป็นผู้ใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมหรือคนอื่น รวมถึงถ้อยคำภาษาในเชิงดูถูก ถากถาง เยาะเย้ย หรือล้อเลียนอย่าง “Like a girl” พวกเขาตั้งใจจะเปลี่ยนและให้นิยามความหมายกับกลุ่มคำนี้ใหม่

สิ่งที่เห็นผ่านโฆษณาสั้นๆ ชิ้นนี้ไม่เพียงจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของสังคมอเมริกัน แต่สามารถสื่อสารกับคนทั่วโลกได้ งานที่สร้างกระแสฮือฮานี้เป็นฝีมือกำกับของ ลอเรน กรีนฟิลด์ ศิลปิน ช่างภาพ และคนทำหนังสารคดีที่มีฝีมือ ในปี 2012 เธอเคยได้รับรางวัลจากงานซันแดนซ์ ฟิล์ม เฟสติวัล ด้วยสารคดีเรื่อง The Queen of Versailles (เล่าถึง แจ็กกี้ และ เดวิด ซีเกล อภิมหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจไทม์แชริ่ง ซึ่งต่อมาต้องดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดในฐานะ “คนเคยรวย”)

จนถึงวันนี้คลิปโฆษณาชิ้นนี้บนยูทูบมีคนคลิกเข้าไปดูเกือบจะ 60 ล้านครั้งแล้ว ทั้งยังถูกพูดถึงในสื่อต่างๆ มากมาย ทางทีมงานยังได้กระตุ้นให้ผู้หญิงทั่วโลกส่งคลิปของพวกเธอกับกิจกรรมต่างๆ มาเผยแพร่ทางโซเชียลเน็ตเวิร์กพร้อมติดแฮชแท็ก #LikeAGirl ซึ่งก็มีคนยินดีเข้าร่วมมากมาย ภาพเหล่านั้นถูกนำมาตัดต่อเข้าด้วยกันเพื่อแสดงถึง “เกิร์ลพาวเวอร์” เพราะลำพังเสียงของแต่ละคนนั้นอาจจะไม่ดังมากพอ แต่ถ้ารวมกันจะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

ในความจริงแล้วไม่มีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับการเป็น “เด็กผู้หญิง” หรือ “ผู้หญิง” พวกเธอสามารถเป็นคนที่แข็งแรง กระฉับกระเฉง มีพลัง มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต่างจากเพศอื่นหรือวัยอื่น ทุกคนมีคุณค่าใน
ตัวเอง โดยที่ภาษาหรือคำพูดไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้

เพราะ “Like a girl” หรือ “…เหมือนเด็กผู้หญิง” (หรือคำหมิ่นคล้ายกันนี้ในภาษาอื่นๆ) เป็นสิ่งที่สังคมให้นิยามและความหมาย ไม่ใช่สิ่งที่พวกเธอเป็นจริงๆ พลังมีอยู่ในความเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้หญิง เพียงแต่ค้นหา ค้นพบ และดึงออกมาใช้ให้ได้ โดยข้ามพ้นถ้อยคำ ความคิด บรรทัดฐาน นิยามจากคนอื่นๆ หรือสังคมไปให้ได้

ด้วยพลังของผู้หญิงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ทุกอย่าง ไม่เพียงแค่เปลี่ยนความหมายใหม่ของวลีอย่าง Like a girl เท่านั้น

 

ความสุข ที่ได้รับจากพระเจ้า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2558 เวลา 10:18 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/1Ke0YY

ความสุข ที่ได้รับจากพระเจ้า

 

โดย…ตะวันนา ธารา เรียบเรียง พุสดี

อะไรคือความสุขของหนูใหม่? ความจริงก็มีหลายอย่างนะ มองไปรอบตัวตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวได้ใช้เวลากับครอบครัว ได้ทำงานที่รักทุกอย่างคือความสุขหมดสำหรับหนูใหม่

แต่ถ้าให้เลือกสิ่งที่รักและทำให้มีความสุขในทุกวัน คงหนีไม่พ้นงานของหนูใหม่จริงๆ แล้วหลายคนอาจไม่รู้ว่าชื่อแบรนด์Thea ของหนูใหม่เป็นภาษากรีก แปลว่าของขวัญจากพระเจ้า ซึ่งสำหรับหนูใหม่การได้ทำแบรนด์ก็เป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับหนูใหม่จริงๆ งานนี้ทำให้หนูใหม่ได้มีโอกาสเจอผู้คนที่หลากหลาย ได้เจอคนที่เราไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เจอ

หนูใหม่ยอมรับนะว่า งานในวงการแฟชั่นเป็นงานหนักที่ภาพสวยแต่เบื้องหลังธุรกิจนี้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด มีคนที่อยากกระโดดเข้ามาเยอะ แต่มีไม่ถึง 1%ที่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นคนที่จะเข้ามาไม่ใช่คิดว่าตัวเองดีพอมั้ย รักและมีแพชชั่นกับสิ่งที่จะทำจริงหรือเปล่า เพราะลำพังความรักมันไม่พอ เพราะเมื่อเป็นเรื่องของธุรกิจก็หนีไม่พ้นเรื่องการบริหารจัดการด้วย

แต่ถึงภาพเบื้องหลังจะดูไม่สวยงามหรือน่ากลัวในบางครั้ง หนูใหม่ก็ไม่เคยเบื่อกับงานที่ทำนะ เพราะเราทำด้วยใจรักจริงๆหนูใหม่ไม่เคยเอาเงินมาเป็นตัวนำ เมื่อไหร่ที่เราคิดว่ายอมทำทุกอย่างเพื่อแลกเงิน เราจะมองทุกอย่างเป็นงาน แต่ถ้าทำด้วยใจรักรักทั้งสิ่งที่ทำ รักเพื่อนร่วมงานเหมือนคนในครอบครัว เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังแบกภาระ

 

หนูใหม่รู้สึกภูมิใจนะที่ทุกวันนี้เราได้ทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง มีชื่อเราอยู่ในสินค้าทุกชิ้น ทุกครั้งที่ทำคอลเลกชั่นใหม่ออกมา หนูใหม่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแข่งขันอยู่ในรายการเรียลิตี้ที่พอทำคอลเลกชั่นเสร็จก็ต้องทำแฟชั่นโชว์ หรือพีอาร์แบรนด์ออกมา จากนั้นก็นั่งรอฟังคำตัดสินใจจากกรรมการซึ่งก็คือลูกค้า

หลายครั้งที่หนูใหม่เครียด แต่อย่างที่บอกการทำธุรกิจมีทั้งสิ่งที่เราอยากทำและไม่อยากทำ เราจะคิดเข้าข้างตัวเองแล้วเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ชอบไม่ได้ เพราะการทำแบรนด์เป็นเรื่องของธุรกิจต้องมีการบริหารจัดการที่รอบด้าน แต่หนูใหม่ก็เจอทางออกว่า วันหนึ่งเมื่อเรารู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ถนัดและไม่ถนัด ในส่วนที่ไม่ถนัดเราก็อาศัยตัวช่วย ให้คนที่เก่งกว่าเราเข้ามาช่วยเสริมทัพได้

ทุกวันนี้ก่อนนอน หนูใหม่จะทำรีเสิร์ชทุกวัน วันละ3-4 ชั่วโมง โดยเฉพาะช่วงก่อนจะออกคอลเลกชั่นใหม่ หนูใหม่จะทำการบ้านดูว่าเทรนด์แฟชั่นตอนนี้ไปถึงไหน ใครทำอะไรบ้างเพื่อให้พอมีไอเดีย

 

ถามว่า 1 ปี หนูใหม่หยุดงานกี่วัน บอกเลยหนูใหม่ไม่มีวันหยุด เพราะเมื่อไหร่ที่เราหยุด ปล่อยให้ตัวเองว่าง หนูใหม่จะหงุดหงิด เพราะความสุขของเราคือการทำงาน การทำงานในทีนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องนั่งจมเอกสาร เปิดแล็ปท็อป แต่แค่เราเปิดหนังดู เราก็ทำงานได้ เพราะเวลาดูหนังหรือซีรี่ส์เรื่องโปรดเราไม่ได้ดูแค่เนื้อเรื่อง แต่เราดูโปรดักชั่นเขา ดูการแต่งตัวเขานั่นเท่ากับเราได้รีเสิร์ชเทรนด์ไปในตัวนะ

ทุกวันนี้แบรนด์เรา3 ขวบแล้ว หนูใหม่คิดเสมอว่าเราโชคดีที่แบรนด์เราค่อนข้างอยู่ตัว ทำให้หนูใหม่บาลานซ์ชีวิตการทำงานและครอบครัวได้อย่างไม่หนักใจ และมีรอยยิ้มกับชีวิตในทุกๆ วัน

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,329 other followers

%d bloggers like this: