ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“พระพยอม” ชำแหละวงการสงฆ์ ใครทำลายผ้าเหลือง? มกราคม 27, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2558 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/v8etmx

"พระพยอม" ชำแหละวงการสงฆ์ ใครทำลายผ้าเหลือง?

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาวงการพระสงฆ์ไทยมีเรื่องอื้อฉาวหลายกรณี ลบความศรัทธาในสายตาของชาวพุทธลงอย่างน่าใจหาย  ไม่ว่าจะเป็นกาย วาจา และพฤติกรรมของผู้ห่มผ้าเหลือง ถูกทำลายจนหมดสิ้นจากพระบางกลุ่มเพียงเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ใช่การสืบทอดพระพุทธศาสนา

เพียงสัปดาห์เดียว ปรากฎข่าวคาวใหญ่ๆ ในวงการสงฆ์ ถึง 2 เหตุการณ์ คือ พระเกษม อาจิณณสีโล หัวหน้าสำนักสงฆ์วัดป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ เสพเมถุน และ การปลด พระพรหมสุธี ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เนื่องจากมีข้อเคลือบแคลงเรื่องการใช้เงิน จัดงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จเกี่ยวฯ 67 ล้านบาท

ยังไม่นับการลุกฮือของชาวบ้าน 500 คน ขับไล่เจ้าอาวาส ณ วัดแห่งหนึ่ง ที่ จ.อุบลราชธานี

พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์เมื่อไม่นานมานี้   เสนอแนวทางการปฏิรูปศาสนาให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงใน 3 ด้าน 1.การคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาบวช โดยที่ไม่คำนึงว่าพระที่มาบวชจะเข้ามาทำนุบำรุงหรือเข้ามาทำลายศาสนา “บวชง่ายสึกยาก แต่เขาก็ทำลายเราง่าย” ซึ่งทำให้ศาสนาแย่ลงไปทุกวัน  สู้มีนักบวชน้อย แต่มีคุณภาพมีคุณธรรม ดีกว่ามีนักบวชจำนวนมาก แต่ไร้คุณธรรม ไร้ประโยชน์ ต้องคำนึงจุดนี้ให้ดี

2.อยากให้ช่วยกันจัดการพวกพระนอกรีตให้จริงจัง อย่างพระทำผิดรุนแรงไปแอบเสพเมถุนกับสีกา แล้วจับสึกอย่างเดียวคงไม่พอ  สุดท้ายคนพวกนี้กลับมาบวชได้อีกเหมือนเดิม  ควรมีการลงโทษกับกลุ่มพระเหล่านี้  หรือจับติดคุกปรับให้เข็ดหลาบสมกับความผิด

3.การทำนุบำรุงศาสนา งบประมาณที่ให้แต่ละวัดต้องดูว่าวัดใดทำประโยชน์อะไรบ้าง  ถ้าไม่เกิดคุณประโยชน์ก็เสมือนไปส่งเสริมกิเลส  เพียงแค่เขียนรายงานเก่ง ทำแบบฟอร์มมาดี  แต่วัดที่เข้าทำงานกันจริงเขาเขียนแบบฟอร์มกันไม่เป็นไม่มีคนส่งเรื่องกลับไม่ได้อะไรเลย และตอนนี้ควรมีเงินอุปถัมภ์ด้านงานศีลธรรม โดยเฉพาะการจัดค่ายศีลธรรมส่งเสริมเด็กๆเข้าวัดมากขึ้น

พระพยอม ย้อนปัญหาความเสื่อมถอยในวงการพระสงฆ์ ว่า สังคมเรามันเปลี่ยนไปมาก วัดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว ทำให้การเข้าถึงของกลุ่มคนชั่วแพร่กระจายไปตามวัด  เพราะสังคมเป็นยังไงวัดก็เป็นแบบนั้น  ภาพปัญหาที่ผ่านมาความประพฤติของพระสงฆ์คือจุดเริ่มต้นของปัญหา อย่างพระที่บิณฑบาตทำไมชอบแต่จะรับบาตรบริเวณตลาดอย่างเดียว ทั้งที่จริงพระควรเดินโปรดสัตว์ไปทั่วทุกที่ไม่ใช่นั่งรออยู่เพียงจุดเดียวเท่านั้น

“อย่างพระตุ๊ดก็ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสนา  การแก้ไขหากสำนักพระพุทธศาสนาส่งคนเข้าไปฝังตัวตามวัดจะเห็นเลยว่ามีพระพวกนี้อยู่จำนวนมากจนถึงระดับเจ้าอาวาส  ร่วมถึงพวก พระเสพเมถุนก็สึกไป ทำไมต้องอยู่ในผ้าเหลือง มันดูน่าเกลียด ปรับโทษให้แรงกว่านี้ อย่าปล่อยให้พวกนี้ลอยนวลออกไปทำผิดทางศาสนาอีก ต้องเพิ่มโทษ กำหนดโทษชัดเจน ถึงจะเป็นการคุ้มครองศาสนาได้จริง ไม่งั้นศาสนาจะถูกย่ำยีเช่นนี้”เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ระบุ

พระพยอม กล่าวอีกว่า ปัญหาทางพระพุทธศาสนามันฝังลึกมานาน ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาไม่มีความจริงจังแม้แต่น้อย กฎหมายดีกับพวกคนชั่วเกินไป อย่างพวก “สมีชั่ว” หากเป็นการลงโทษในอดีตพระรูปไหนทำผิดจะถูกสักหน้าว่า “สมี” ตีตราบาปติดตัวไปตลอด  เพราะขนาดอยู่ในผ้าเหลืองยังทำผิด  เดี๋ยวนี้คนสึกไปแล้วก็กลับมาทำลายศาสนาเช่นเดิม  เพราะไม่มีคนติดตามพฤติกรรมคนเหล่านี้  ทั้งยังมีการตั้งแก๊งหลอกพระ จ่ายเงินเลื่อนสมณศักดิ์  “ซึ่งจริงแล้วกฎหมายมันไม่ได้แย่หรอก แต่คนใช้กฎหมายมันระยำเสียเอง”

อย่างไรก็ตาม พระพยอม  มองด้วยว่า คนไทยเป็นสไตล์แบบ “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์” ชอบถือภาษิต ดูดายไม่เปลืองตัว ซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ที่มากกว่าสิ่งอื่นคือผู้ครองตนเป็นพระ กลับถือครองทรัพย์สินเงินทองมากมาย นับว่าไม่ควรอย่างยิ่ง  บางวัดได้งบประมาณเป็นพันล้านแต่ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ กลับเก็บเข้าบัญชีไว้

“อย่างวัดสวนแก้วจะไม่ให้พระเก็บเงิน   แต่รับเงินได้ห้ามเก็บและส่งกองกลาง  หากพระรูปไหนป่วยหรือต้องการใช้อะไรก็สามารถมาเบิกได้  แต่ห้ามกำเงินเก็บ ถ้าวัดทราบว่าพระรูปใดเก็บเงินจะเชิญให้ไปอยู่ที่อื่น ซึ่งมันเป็นข้อตกลงของวัดนี้ ในอนาคตหากสามารถกำหนดได้ว่าพระควรมีเงินเท่าไหร่ได้ หรือเหมือนรัฐมนตรีที่สามารถให้ตรวจสอบได้  พระต้องแสดงทรัพย์สินความโปร่งใส  โดยแจงทรัพย์สินอย่างตอนเป็นเจ้าอาวาสมีทรัพย์สินเท่าไหร่  ถ้าเป็นไป 10 ปี จะมีเงินเท่าเดิมไหม ถ้าเท่าเดิมถือว่าพระรูปนี้ใช้ได้ไม่สะสม  แต่ถ้ารวยผิดปกติก็ต้องมีมาตรการจัดการ  เพราะเมื่อมาบวชแล้วจะรวยไปเพื่ออะไร  ส่วนวัดไหนที่มีรายได้มาก ควรแบ่งปันให้กับวัดที่ทำงานแต่ไม่มีรายได้”พระพยอม กล่าว

พระพยอม กล่าวต่อไปอีกว่า วัดสวนแก้วทำหนังสือการ์ตูนแจกเด็กที่มาวัดต่อปีหมดค่าใช้จ่ายกว่า 4 ล้านบาท แต่ไม่มีรัฐบาลไหนส่งงบประมาณสนับสนุน หรือวัดไหนมีแนวทางการฟื้นฟูศีลธรรมอย่างจริงจังควรสนับสนุน  รวมถึงให้พระแต่ละวัดแสดงวิสัยทัศน์เลยว่ามีอะไรบ้าง   ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดหมู่บ้านศีล 5 และให้งบอุปถัมภ์บำรุง ไม่ใช่ให้แต่ละวัดเท่าๆกัน   ซึ่งบางวัดไม่ได้ทำคุณประโยชน์อะไรไม่คุ้มค่างบประมาณ บางวัดนำงบประมาณไปร้องเล่นเต้นรำ ซึ่งไม่ใช่เนื้อหนังของศาสนาอย่างแท้จริง  ถ้าเป็นอาตมาเงินน้อยช่างมัน แต่ขอให้มีบารมี  แต่ถ้ามีเงินมากแล้วรีบสร้างบารมีไม่ใช่เอาไปเก็บไว้ในบัญชี  เหมือนอย่างที่เป็นข่าวพระมีเงินเป็นพันล้าน  ตรงนี้คือการปฏิรูปที่ลึกซึ้งที่สุด

“อยู่ดีๆมีเงินไหลเข้ามาทุกวัน แต่เงินไหลเข้ามาทำพระโง่หรือเปล่า พระนอนกอดกากเงิน ซึ่งเงินที่เขาเอามาบริจาคเป็นทิพย์ เขาเปลี่ยนเงินกากมาเป็นทิพย์  แล้วพระมานอนกอดกาก เขาเปลี่ยนมาเป็นบุญแล้ว  แต่ถ้าหากพระส่งต่อผ่านเป็นสะพาน เช่น ส่งเงินให้คนจน สร้างรายได้ให้คนขาดรายได้  ฯลฯ ไม่ใช่พระมานั่งเก็บเงินทอง”

พระพยอม  กล่าวด้วยว่า อาตมายึดคำสอน ของหลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว ที่บอกว่า “ตายแล้วจะไม่มีเงินติดย่ามแม้แต่บาทเดียว”  แต่เดี๋ยวนี้พระกลับมีบัญชีส่วนตัวซึ่งไม่ควร  มันเป็นเรื่องสวนทางกับศาสนาจริงแล้วพระต้องจนคนต้องรวย กลับกันพระดันรวยแต่คนกลับจนแล้วศาสนาจะอยู่ได้อย่างไร

“ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่มีใครสู้ประชาชนได้  เพราะถ้าประชาชนเห็นพระประพฤติไม่ดีผิดหลักศาสนา ควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาไม่สนับสนุน ล้อเลียน ห้ามปราบ  อยากให้ญาติโยมฝ่ายคฤหัสถ์พยายามเรียนรู้ธรรมะให้มากกว่าการทำบุญ ทำความเข้าใจในด้านวิธีการให้มากกว่าพิธีการ  อย่ามัวทำพุทธพิธีพุทธอ้อนวอนมากกว่าวิธีปฏิบัติที่ทำให้ทุกข์ดับลง เพราะคนไทยตอนนี้เป็นพุทธพิธีและพุทธอ้อนวอนมากเกินไป”พระพยอม กล่าว

 

 

รธน.ฉบับปฏิรูปสร้างรัฐบาลแห่งชาติ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2558 เวลา 16:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/G2FgKv

รธน.ฉบับปฏิรูปสร้างรัฐบาลแห่งชาติ

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม/ธนพล บางยี่ขัน

การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านมาได้เกือบครึ่งทาง พอเห็นเค้าโครงกติกา โครงสร้างการเมืองใหม่ที่จะบังคับใช้กับการเลือกตั้งครั้งหน้า ศ.พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ภาพว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างจะเป็นฉบับปฏิรูป และนำมาสู่การตั้ง “รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ” ที่มาจากการผสมของหลายพรรคการเมือง ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

แผนการปรองดองควบคู่กระบวนการปฏิรูปต่อจากนี้มีอยู่หลายส่วนที่เป็นเรื่องปรากฏในรัฐธรรมนูญ อาทิ การตั้ง ​คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ มีระยะเวลาทำงานอาจจะ 4-5 ปี หรือ 8-10 ปี ทำหน้าที่เจรจา ไกล่เกลี่ย หาทางประนีประนอม โดยกรรมการจะแบ่งเป็น ​3 ฝ่าย ​คือ 2 ฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งกัน และฝ่ายที่สามคือฝ่ายที่เป็นกลาง

“การเสนอชื่อบุคคลมาเป็นกรรมการของแต่ละฝั่งจะต้องได้รับการยินยอมจากอีกสองฝั่งด้วย ไม่ใช่ว่าจะเสนอใครมาเป็นกรรมการก็ได้ ​โดยองค์กรนี้จะอยู่กับรัฐสภา​มีสถานะเป็นองค์กรอิสระ หรือกึ่งอิสระ คล้ายกับสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจะต้องเขียนให้อยู่ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีผลผูกพัน รัฐบาลไหนมากระทบก็ต้องทำ และมีการจัดงบประมาณไว้ โดยหน้าที่หลักขององค์กร คือ การค้นหาความสมานฉันท์ เรื่อยไปถึงหลังจากมีรัฐบาลใหม่แล้ว อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมเพิ่มเติมก็ได้ กรณีที่ไม่ได้นิรโทษกรรมด้วยรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องไปพิจารณากันต่อไปภายหลัง”

ถัดมาคือจะมีการตั้ง “สมัชชาพลเมือง” ซึ่งเป็นการปรับจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาพัฒนาการเมือง ที่ถูกยุบสมัชชานี่จะมีระดับพื้นที่ คือ สมัชชาอำเภอ สมัชชาจังหวัด ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารท้องถิ่น ภูมิภาค โดยกำหนดกรอบให้มีการเสนอความเห็นชอบเสนอมาจาก​ภูมิภาค จังหวัด จากนั้นส่งมาส่วนกลาง รวมถึงประเด็นการตรวจสอบทางจริยธรรมในระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และนำไปสู่การถอดถอนได้

อีกสิ่งที่จะเปลี่ยนไปจากระบอบเดิมก็คือ ความเข้มข้นของการตรวจสอบผู้ที่จะเข้าสู่การเมือง ทั้งผู้สมัคร สส.​ หรือผู้ที่จะเข้าสู่การเป็น สว. จะกำหนดให้ต้องเปิดเผยรายได้ ทรัพย์สิน การเสียภาษี สามารถถูกซักได้ว่ารายได้ที่มาของทรัพย์สินมาอย่างไร ใครที่สันหลังเหวอะหวะก็ไม่กล้าลง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็จะมีงานเยอะขึ้นมาก

กกต.คุมเลือกตั้ง สภาท้องถิ่นเลือก สว.

เอนกอธิบายว่า การที่ต้องให้ กกต.เป็นคนควบคุมการเลือกตั้ง และให้หน้าที่การจัดเลือกตั้งเป็นของกระทรวงมหาดไทย สาธารณสุข สำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการออกแบบ และให้ กกต.เป็นผู้ดูแลว่าจัดเลือกตั้งได้ถูกต้องหรือไม่ มีการทุจริตหรือไม่นั้น เพราะหน้าที่จัดเลือกตั้งและควบคุมการเลือกตั้งควรแยกออกจากกัน ฝ่ายทำก็ทำไป ฝ่ายจัดก็ดูว่าจัดถูกต้องไหม ลำเอียงไหม ทำโดยทุจริตหรือไม่ ทำไม่ดีก็โมฆะ ให้ใบเหลืองใบแดง ซึ่งฝ่ายทำหมายรวมถึงฝ่ายที่ทำการเลือกตั้ง และรณรงค์เลือกตั้งด้วย

สำหรับปัญหาเรื่องฐานเสียงเลือกตั้งของ สส. สว. ที่เป็นฐานเดียวกันนั้นจะต้องแก้ไข จะเห็นว่าเดิมฐาน สว. บางทีคล้าย สส. จนเป็นที่มาของญาติ พี่น้อง​ลูกเมีย สส.มาเป็น สว. การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะปรับที่มาของ สว.ใหม่ ให้มาจากส่วนต่างๆ อาทิ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานวุฒิสภา อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งส่วนนี้จะมีจำนวนไม่มากจะได้สิทธิเป็น สว.ทั้งหมดทุกคน ยกเว้นคนที่ยังทำการเมืองอยู่ เช่น บรรหาร ศิลปอาชา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ​

อีกส่วนจะมาจากอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ อดีตปลัดกระทรวง อดีตอธิบดี ซึ่งมีจำนวนมาก ตรงนี้จะเปิดให้เลือกกันเองจนได้ตามสัดส่วนที่กำหนด อาจแบ่งเป็นอดีตทหารและพลเรือน เช่น สมมติกำหนดสัดส่วนเฉพาะส่วนนี้ 40 คน แบ่งเป็น 20 คนมาจากอดีตทหาร อีก 20 คนมาจากพลเรือน ที่จะต้องเลือกกันเอง อาจมีคณะกรรมการอำนวยการให้คนไปเลือกกันเอง อีกส่วนจะมาจากนิติบุคคล องค์กรที่ไม่แสวงกำไร กลุ่มวิชาชีพ หอการค้า สภาพยาบาล แพทยสภา สมาชิกสหกรณ์ สหภาพแรงงาน ให้ส่งชื่อกันมาเองเหมือนขั้นตอนการเลือก สปช. และให้สภาท้องถิ่นทั่วประเทศมารวมกันเป็นผู้เลือกสุดท้าย โดยอาจเป็นตัวแทนจาก อบจ. เทศบาล เท่าที่มีอยู่นับหลายพันหรือหมื่นคนเป็นผู้เลือก ไม่ใช่คน 7 คนเลือก แต่ให้คนเรือนหมื่นมาเลือก

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของ สว.ใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง เช่น อำนาจถอดถอนเดิมที่เป็นของ สว.ทั้งหมด ก็เปลี่ยนเป็น สส.รวมกับ สว. แต่ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุม ไม่ต้องถึง 3 ใน 5 ของที่ประชุมเหมือนเดิม ก็จะทำให้สส.ถอดถอนไม่ยาก อีกทั้งจะให้อำนาจ สว.ในการเสนอกฎหมาย แต่ต้องเป็นกฎหมายกับเรื่องการปฏิรูป ถ้าเป็นเรื่องการเงินก็ให้ ครม.เห็นชอบ เสนอเป็นกฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ กมธ.ยกร่างเปิดทางให้คนนอกมาเป็น แต่ต้องผ่านการลงมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เอนกบอกว่า แม้แนวทางนี้จะถูกวิจารณ์ว่าถอยหลังกลับไปเหมือนยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือยุค พล.อ.สุจินดา คราประยูร แต่ก็ไม่เหมือนกัน และแตกต่างกันมาก

“สมัยนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าเลือกนายกฯ แบบนี้ บอกแต่ให้ประธานสภานำรายชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นกราบบังคมทูล แต่ครั้งนี้จะเขียนไว้ละเอียดว่าจะต้องมาจากการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร คนที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด คนนั้นก็จะเป็นนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นถ้าจะมีใครมาเป็นนายกฯ คนนอก ก็จะต้องเกิดจาก สส.ยกมือให้ ไม่ใช่เกิดจากหัวหน้าพรรคส่งชื่อลอยมาจากไหน”

จะไม่มีพรรคได้เสียงเด็ดขาด

อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ระบบการเลือกตั้งที่เรียกว่าใหม่ถอดด้าม ที่เอนกอธิบายว่าจะทำให้ระบบเลือกตั้งสะท้อนคะแนนเสียงเป็นสัดส่วนที่แต่ละพรรคได้รับจากประชาชน ไม่เป็นระบบเลือกตั้งแบบอังกฤษ อเมริกัน ที่ทำให้เก้าอี้ในสภาของบางพรรคมันไปไกลกว่าสัดส่วนคะแนนจริงๆ ที่ได้รับ

“เราต้องให้ความเป็นสัดส่วนของคะแนนเสียงไปปรากฏที่สัดส่วนของเก้าอี้ในสภาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราถึงเลือกใช้ระบบเลือกตั้งแบบ Mixed Member Proportional (MMP) ที่เขาว่าเป็นของเยอรมัน แต่จริงๆ แล้วมี 10 ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เป็นระบบที่จะไม่เกิดพรรคเดียว หรือได้คะแนนเสียงเกิน 50% แน่ โดยจะได้พรรคคะแนนเสียงปานกลางหรือคะแนนเสียงน้อย แต่ไม่น้อยจนเกินไปที่จะไม่ได้รับเก้าอี้เลย

…ระบบนี้จะทำให้หลายพรรคได้เก้าอี้ ขอแต่เพียงให้คะแนนเสียงสัดส่วนเกิน 1% ซึ่งจะได้ สส. 4.5 คน พรรคเล็กพรรคกลางไม่มีกำลังลงเขต ถ้าได้เสียง อาจสู้ไม่ได้ถ้าลงเขต ถ้าลงระบบปาร์ตี้ลิสต์ แล้วเป็นที่นิยมของคนไทยทั้งประเทศ รวมแล้วก็ทำให้เป็นรัฐบาลที่มีแนวโน้มปรองดอง รัฐบาลผสมอย่าคิดว่าไม่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล ซึ่งไม่จริง”

เอนกอธิบายว่า ​​รัฐบาลที่ผ่านมาของไทยส่วนใหญ่ ในรอบ 82 ปีล้วนเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งก็ทำงานได้ แต่ช่วงที่เป็นอันตรายคือช่วงที่เป็นรัฐบาลมีเสียงเด็ดขาด ที่ผสมน้อยหรือไม่ผสมก็ได้ เราต้องพยายามไม่ให้เกิดการซ้ำรอยขึ้นมาอีก โดยออกแบบรัฐธรรมนูญให้ปรองดอง ​ไปจนถึงกำหนดประธานสภาต้องมาจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นที่หนึ่ง รองประธานคนที่หนึ่งต้องมาจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงเป็นที่สอง รองประธานคนที่สองต้องมาจากพรรคที่มีเสียงเป็นที่สาม ทั้งสามตำแหน่งต้องลาออกจากพรรคเป็นอิสระ ส่วนจะเป็นอิสระจริงหรือไม่ไม่รู้ แต่ไม่ต้องสังกัดพรรค ไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค ไม่ต้องประชุมพรรค ไม่ต้องรับคำสั่งพรรค

“​นี่จะเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ ไม่อย่างนั้นคุณก็คิดด้วยกระบวนทัศน์แบบเก่า พูดแบบคุณนิพิฏฐ์ ก็คือตอนนี้เรากำลังบ้ารถเยอรมันนะ เอารถเบนซ์มาไถนา บางทีผมก็อดคิดไม่ได้ว่าระบบคิดที่เราใช้อยู่ ก็ไม่ได้เป็นระบบไทยอะไรหรอก เป็นระบบอังกฤษ อเมริกัน มันก็เหมือนคุณใช้โรลส์รอยซ์ไถนามา 82 ปีแล้ว แต่คุณยังไม่รู้ว่าคุณไถนาได้ไม่ดี อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้”

กรรมาธิการยกร่าง รธน. อธิบายว่า ระบบเลือกตั้งใหม่นี้ ​สมมติพรรค ก. ได้คะแนนจากปาร์ตี้ลิสต์ 50% โดย 50% นี้เป็นของ 450 เสียง (จำนวน สส.ทั้งสองระบบใน รธน.ใหม่) คือ 225 เสียง สมมติในระบบแบ่งเขต​พรรค ก.ได้ 200 เสียงอยู่แล้ว ก็เติมให้เขาอีก 25 คน เขาจะได้ปาร์ตี้ลิสต์อีก 25 คน แต่ถ้าเขาได้แบบแบ่งเขตปกติ สมมติได้ 150 เติมไปอีก 70 คน ระบบแบบนี้ไม่มีทางที่พรรคหนึ่งจะได้คะแนนเสียงมากกว่าอีกพรรคหนึ่งได้ไม่เท่าไหร่ แต่ชนะในทุกระบบแบ่งเขต

“ระบบที่เราออกแบบมาจะเป็นระบบที่เป็นปาร์ตี้ลิสต์ยิ่งกว่าที่เราเคยเป็นมาทั้งหมด คือ ใช้สัดส่วนคะแนนเสียงของพรรค กำหนดจำนวน สส.ทั้งหมดที่ควรจะได้ แต่เริ่มจากแบ่งเขตเท่าไหร่ก่อน ถ้าแบ่งเขตยังน้อยอยู่เติมเข้าไปได้ แต่จะต้องได้ไม่เกินสัดส่วนรวมของปาร์ตี้ลิสต์ คนบอกว่าจะยิ่งทำให้พรรคอ่อนแอนั้นไม่ใช่ พรรคกลับจะต้องยิ่งเข้มแข็งขึ้น

…คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ หรือคะแนนนิยมของพรรค จะเป็นตัวกำหนดสัดส่วน สส.ของพรรคที่ควรจะได้ทั้งหมด ฉะนั้นเขาจะต้องทำพรรคให้ดี เกียรติภูมิของพรรคจะต้องสูง จะไม่ส่งปาร์ตี้ลิสต์ก็ไม่ได้ ถ้าไม่ส่งก็จะกลายเป็นแค่กลุ่มๆ ก็ได้ แต่เป็นกลุ่มจะเรียกร้องอะไรจากสมาชิกคุณก็ยาก เพราะไม่มีระบบระเบียบ และประชาชนจะมีความรู้สึกว่าคุณไม่ทำพรรค ไม่จริงจัง”

เอนกยกตัวอย่างกลุ่มรักจักรยานอยากรณรงค์ให้ทำทางจักรยานทั่วประเทศ เขาก็มี สส.ในระบบแบ่งเขต 1% เขาก็จะได้ 4.5 คน ถ้าระบบเขตไม่ได้สักคน แต่ถ้าได้ปาร์ตี้ลิสต์ 1% ก็จะได้ 4.5 ที่นั่ง จากปาร์ตี้ลิสต์ ฉะนั้นเขาก็จะต้องไปรณรงค์ให้คนทั่วประเทศรักจักรยาน ตรงนี้เป็นระบบที่เยอรมันคิดมานานที่จะทำอย่างไรให้พรรคต่างๆ ได้มีสัดส่วนเข้าไปในสภา

พท.-ปชป.ได้ สส.ในพื้นที่ตาบอด

แม้จะมีเสียงทักท้วงว่านี่อาจเป็นความตั้งใจ “ตัดตอน” พรรคขนาดใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย แต่ ศ.เอนก ยืนยันว่า ไม่เป็นเช่นนั้น พรรคเพื่อไทยก็มีวิธีการของเขาที่จะทำงานได้ และก็ไม่ได้ตัดตอนพรรคประชาธิปัตย์

“สมมติในภาคใต้ ประชาธิปัตย์ชนะระบบเขตทั้งหมด​ แต่เขาจะไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์จากภาคใต้เลยก็เป็นได้ เพราะตามการคำนวณสูตรใหม่เขาจะได้เต็ม แล้วพรรคเพื่อไทยอาจได้เกิดที่ภาคใต้ สมมติได้คะแนน 20% ของภาคใต้ก็จะได้สัดส่วน 20% ของ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ภาคใต้ เช่นเดียวกัน อีสานประชาธิปัตย์ก็จะได้เกิดจากปาร์ตี้สิสต์ที่อีสาน

…อันนี้ก็เพื่อความปรองดอง ภาคใต้ก็จะไม่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ อีสานก็จะไม่เป็นของเพื่อไทยหมด นี่นำไปสู่ความปรองดองที่ไปไกลเกินกว่าที่พูดเวลานี้ ที่พูดกันเวลานี้คือพูดเรื่องนิรโทษ จับมือ จูบปาก จูบคอ ไกลกว่าเรื่องพวกนี้”

ระบบบัญชีเลือกตั้งรอบนี้ที่จะต่างจากเดิมที่เคยเป็นระบบปาร์ตี้ลิสต์พวงใหญ่ ซึ่งมีข้อเสียตรงที่ผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นคนที่สนับสนุนการเงินพรรค เป็นใน กทม. ​แต่หากแบ่งเป็นรายภาค จะบีบให้มีลิสต์มีคนในแต่ละภาคเข้ามาเป็นผู้สมัคร ​

“และเราอาจเขียนจนถึงขั้นที่ประชาชนเลือกเอาเองว่าใครจะอยู่ลำดับแรก ​คนที่ถูกเลือกจำนวนมากที่สุดก็จะได้อันดับหนึ่ง รองลงมาก็จะเป็นเบอร์สอง สาม สี่ ​ห้า พรรคไม่สามารถกำหนดไพรออริตี้ได้เอง กกต.ไม่ต้องเป็นห่วงว่าไม่มีงานทำ งานเยอะมากและเป็นงานที่สลับซับซ้อน​ แม้จะเป็นการเลือกตั้งเที่ยวนี้อาจจะไม่เคยชิน แต่ต้องสนใจ และฝึกกันนิดหน่อย แต่ไม่ยาก”

เอนก ประเมินว่า ​หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เราจะมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลใหม่จะเป็น “รัฐบาลแห่งการปรองดอง” ส่วนจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จหรือไม่ อยู่ที่ว่าเราต้องทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้เที่ยงธรรม ไม่ได้เป็นประโยชน์กับฝ่ายใดฝ่ายเดียว หากทำตรงนี้ได้ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าเราทำตัวเป็นลูกน้องลูกไล่ของใคร อีกฝ่ายเห็นก็ลมออกหู เพราะฉะนั้นก็ต้องรักษาจุดยืนนี้ให้ได้

ถอดสูตรปรองดอง ลากยาว10ปี ไม่นิรโทษ3คดีร้อน

ถูกวิจารณ์ไม่น้อยหลังกางแผน “ปรองดอง” ที่มีส่วนคาบกับประเด็น “นิรโทษกรรม” จนก่อตัวเป็น “อาฟเตอร์ช็อก” ย้อนกลับมาหา ศ.พิเศษ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อย่างรุนแรง ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองในคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง

“ปรองดองเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ได้หมายความเฉพาะนิรโทษเท่านั้น นิรโทษเป็นเรื่องเล็กมากของการปรองดอง เรื่องการปรองดองเป็นเรื่องใหญ่มาก เช่น เขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรที่จะตอบสนองต่อสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าเป็นปัญหา เช่น ที่มาขององค์กรอิสระ การสรรหา การยึดโยงองค์กรอิสระเข้ากับภาคประชาชน ต้องแจ่มชัดขึ้นกว่าเดิม​​ การทำงานขององค์กรอิสระต้องปลอดจากการเมือง”เอนกชี้แจง

เขาบอกว่า ​เบื้องต้นที่ได้คุยกับหลายฝ่ายแล้วเห็นตรงกันว่า การนิรโทษกรรมที่รับกันได้คือ คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับ 1.คดีทุจริต 2.คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 3.คดีกระทำการหรือสั่งการให้คนอื่นทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ถ้าไม่เกี่ยวกับ 3 ประเด็นนี้ ก็เป็นที่ยอมรับได้ ​แต่จะไม่เข็นเรื่องนิรโทษกรรมแบบฉวยโอกาสหรือทำแบบโดดเดี่ยวกว่าเรื่องอื่น สรุปคือ “นิรโทษกรรม” ต้องไปกับเรื่อง “ปรองดอง”

ขณะเดียวกัน “ปรองดอง” เป็นส่วนประกอบสำคัญของ “การปฏิรูป” ผ่านกระบวนการทำงานของสภาปฏิรูแห่งชาติ (สปช.) หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่จริงๆ จะต้องเป็นการปฏิรูปและปรองดอง เพราะถ้าปรองดองอย่างเดียวไม่ปฏิรูปประเทศก็จะไม่ก้าวไปข้างหน้า และไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีความแตกแยกกลับขึ้นมาอีก ฉะนั้นต้องปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ลบล้างความกินแหนงแคลงใจ และความไม่เป็นธรรม

ตำแหน่งประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ที่เอนกได้รับมอบหมายให้ไปประสานกับคู่ขัดแย้งนั้น เจ้าตัวบอกว่า ยังไม่ได้เริ่มทำ แต่จะไม่ใช้รูปแบบวิธีการเดิมที่ประสานไปพูดคุยแบบเปิดเผย ซึ่งอะไรที่คิดแบบล้มเหลว ก็ไม่ควรคิดแบบนั้น เพราะรูปแบบที่เป็นทางการมาก หากจำได้สมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีต ผบ.ทบ. ​เรียกสองฝ่ายมาเจรจากัน สุดท้ายก็ไม่ได้ผลและนำมาสู่การยึดอำนาจ ​ แล้วเราจะไปทำซ้ำอีกหรือ เราต้องทำแบบไม่เป็นทางการ ไม่ต้องมาคุยกันหมด ไม่ต้องมีสื่อมาดู

อย่างไรก็ตาม รูปแบบวิธีการพูดคุยกับฝ่ายต่างๆ นั้นมีเรื่องให้พูดคุยกันหลายเรื่อง อย่างเมื่อครั้ง ​วีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. มาให้ข้อมูล กมธ.​ยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็มีเรื่องพูดคุยมากมาย ทั้งการเปิดใจให้ กมธ.ฟัง กมธ.ก็เปิดใจให้เขาฟังว่าเราคิดอย่างไร ได้ปฏิญาณต่อหน้าพระแก้ว พระสยามเทวาธิราช ศาลหลักเมือง ว่าจะเที่ยงธรรม เป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด ทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

“ข้อสำคัญอยู่ที่การร่างรัฐธรรมนูญต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่จะเป็นเครื่องมือของฝ่ายชนะ เราก็บอกว่ารับรองไม่เป็นอย่างนั้น การเปิดใจกันก็ดีขึ้นมาก ใน สปช.เอง ทำงานกันไปก็เข้าใจมากขึ้น​ สปช.เองก็มีหลายสี ทำงานกันไปจนลืมแล้วว่าเดิมเคยสีอะไร …มีการแนะนำมาตลอดให้ไปคุยกับคนนั้น คนนี้ ให้ไปคุยกับผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ก็รับฟังอยู่ ผมจะไม่พยายามทำอะไรเกินกำลังความสามารถ​”

“เรื่องปรองดองเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด เป็นเรื่องของ สปช.ทั้งหมด อีกหลายเรื่องเป็นเรื่องของ คสช. และ ครม.ฉะนั้นจะไม่ทำอะไรเกินกำลัง แต่จะประสานดูความเคลื่อนไหว ช่วยผูกองค์กรต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นกำลังขึ้นมาในที่สุดก็จะเป็นคานงัดให้ก้อนหินใหญ่ที่มาขวางความปรองดองหลุดออกไปได้​​”

เอนก กล่าวว่า จะมีโรดแมป 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่งคือความปรองดองที่จะเกิดขึ้น ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ และหลังจากมีรัฐธรรมนูญแล้วจะกี่ปีอาจเป็น 4-5 ปี หรือ 5-10 ปี ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความปรองดองสำเร็จ​

“หลังรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่หน้าที่ผมแล้ว แต่ก่อนมีรัฐธรรมนูญ ก็มีเพียงเศษเสี้ยวที่เป็นหน้าที่ของผม นอกนั้นเป็นแม่น้ำไม่รู้กี่สาย และเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยที่จะต้องช่วยกันปรองดอง คนไทยไม่ใช่พวกที่จะมาคอยดูว่าใครจะทำปรองดองให้ แต่ตัวเองต้องเข้ามาช่วยทำปรองดองด้วย

…อย่างที่ผ่านมา ท่านประธานเทียนฉาย ประธานบวรศักดิ์ ประธานสมบัติ มาร่วมให้สัมภาษณ์กับสื่อร่วมกับผม ถือทิศทางที่ถูกต้องขึ้นเรื่อยๆ และก็ย้ำแล้วย้ำอีก ปรองดองต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ เป็นจุดหมายของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ปฏิรูปอย่างเดียว ไม่ใช่กำหนดกติกาสถาบันการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ต้องทำเพื่อปฏิรูปและปรองดอง”​

เขายืนยันว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปปรองดอง ไม่มีพิมพ์เขียวแน่นอน ถ้ามีต้องเห็น ​​จะมีได้อย่างไร อภิปรายเสร็จหน้าตาก็เปลี่ยนไปทุกครั้ง ตอนนี้เริ่มที่จะเห็นเป็นเค้าโครงเกิดจาก กมธ.ยกร่าง ช่วยกันเขียน ช่วยกันร่าง ช่วยกันวาด เติมสี ไม่มีผูกขาดจากใคร และไม่มีใครที่จะเก่งจะคิดอะไรได้เยอะขนาดนี้ เกิดจากหลายคนร่างมาหลายครั้งสังคมไทย ก้าวหน้าปฏิรูปคิดมาไม่รู้กี่ครั้ง

…เราได้ระดมเอาความเห็นดีๆ ของโลกมาอยู่ในรัฐธรรมนูญไม่น้อย คิดเองก็ไม่น้อย แต่เราก็ไม่ละเลย เรื่องอื่นๆ ทั้งหมด กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องมีอำนาจมีการรองรับด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ได้อยู่ห่างจากคณะรัฏฐาธิปัตย์จนเกินไป ไม่ได้ร่างตามจินตนาการ ความใฝ่ฝันของเราอย่างเดียว เราต้องมีทั้งอุดมคติและความสมจริง

ส่วนคำถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรทำประชามติหรือไม่ ศ.เอนก กล่าวว่า แล้วแต่จะทำหรือไม่ เราไม่ได้วิตก เราพร้อม แต่ที่เขาทำๆ กันต้องเป็นเรื่องชัดเจน เช่นจะให้แต่งงานเพศเดียวกันได้หรือเปล่า ลงประชามติ แต่นี่รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อ่านหมดหรือเปล่า อ่านแล้วเข้าใจหมดหรือไม่ ที่สำคัญถ้าไม่เอา คุณก็ต้องให้เขาร่างใหม่ จะทนไหวหรือเปล่า

“ทหารเขาก็ยังมีความพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อจะให้บ้านเมืองราบรื่นเดินหน้าต่อไปแม้จะขัดใจใครก็พร้อมที่จะขัดใจ”เอนก กล่าวทิ้งท้าย

 

 

ร้องสอบโกงไอแบงก์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2558 เวลา 12:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1yB1Bi7

ร้องสอบโกงไอแบงก์

ไอแบงก์เจ๊งยับอีก 1,700 ล้านบาท ผู้ค้าร้องคลังตรวจสอบทุจริตปล่อยกู้ หวั่นมีการโยกเงินใส่ธุรกิจอื่น

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กลุ่มตัวแทนผู้ค้าในอินสแควร์ ย่านจตุจักร ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ขอให้ตรวจสอบกรณีทุจริตสัญญาเช่าพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ของบริษัท ดีดี มอลล์ ที่มีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อรายใหญ่กว่า 1,700 ล้านบาท แบบไม่มีหลักประกัน พร้อมถามหาความรับผิดชอบของไอแบงก์ หลังจากที่โครงการก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญาในเดือน ส.ค. 2556 จนสร้างความเสียหายให้กับผู้ค้า

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ดีดี มอลล์ ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการไม่มีการส่งงบการเงินของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2554 และยังตรวจสอบพบความผิดของประธานบริษัทที่เชื่อมโยงกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3 แห่ง โดยพบว่าอาจมีการเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างไอแบงก์กับ 3 บริษัท เพราะมีการใส่เงินเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนในกิจการ
ดังกล่าวในช่วงปี 2554 ทั้งที่ 1 ใน 3 บริษัทถูกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้การเพิ่มทุนดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การนำสิทธิการเช่าเป็นหลักประกัน มีการดำเนินการถูกต้องและได้รับความยินยอมจาก รฟท.หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ผู้ขอสินเชื่อไม่มีประสบการณ์ในการทำศูนย์การค้า และมีทุนจดทะเบียนเพียง 120 ล้านบาท แต่ไอแบงก์กลับปล่อยกู้ให้ถึง 1,700 ล้านบาท ถือว่าเป็นการปล่อยกู้แบบมีความเสี่ยงสูงสุด โดยมีการทำสัญญาปล่อยกู้ 4 ฉบับ แยกเป็นฉบับที่ 1 วันที่ 23 พ.ย. 2552 จำนวน 134 ล้านบาท ฉบับที่ 2 วันที่ 19 ก.ค. 2553 จำนวน 542.36 ล้านบาท ฉบับที่ 3 วันที่ 5 ก.ย. 2554 จำนวน 650 ล้านบาท และฉบับที่ 4 วันที่ 1 ต.ค. 2555 จำนวน 400 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในสัญญาสินเชื่อทั้ง 4 ฉบับ ไม่ปรากฏการปล่อยวงเงินสินเชื่อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับส่วนที่พักอาศัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศูนย์การค้าครบวงจรด้วย

นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางธนาคารจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องและทำให้เกิดความเสียหาย

ขณะที่ข้อร้องเรียนหลักของกลุ่มผู้ค้านั้น ถามความรับผิดชอบของไอแบงก์ ในฐานะผู้ปล่อยสินเชื่อ และผู้ที่ได้รับสิทธิการเช่าที่ดินที่ทำไว้กับ รฟท. และอาคารศูนย์การค้าที่วางไว้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ โดยต้องการทราบว่าไอแบงก์จะดำเนินการอย่างไร หลัง ดีดี มอลล์ ไม่สามารถก่อสร้างอาคารศูนย์การค้าได้ตามสัญญาที่ทำไว้กับ รฟท. ภายใน 4 ปี หรือสิ้นสุดไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2556 และยังมีปัญหาก่อสร้างผิดแบบที่ยื่นขออนุญาตไว้กับ กทม. จนเป็นเหตุให้อาคารอาจถูกระงับการใช้งานได้

 

 

เด็ด “ยิ่งลักษณ์” สะเทือน “เพื่อไทย”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2558 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1D7CfYL

เด็ด "ยิ่งลักษณ์" สะเทือน "เพื่อไทย"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ขีดเส้นใต้เอาไว้กับคำแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ว่า “ดิฉันจะต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และจะขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนคนไทย” ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอนด้วยคะแนน 190 ต่อ 18 งดออกเสียง 8 เสียง และมีบัตรเสีย 3 ใบ ผนวกกับอัยการสูงสุดมีมติสั่งฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 123/1 จากโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้รัฐเสียหายถึง 5 แสนล้านบาท

หลังจากนี้ ยิ่งลักษณ์จะต้องเผชิญวิบากกรรมทั้งถูกปิดฉากเส้นทางการเมืองอย่างน้อยๆ 5 ปี และการไปสู้คดีต่อในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งภายใน 1 เดือนหลังจากนี้ อัยการสูงสุดจะส่งสำนวนฟ้องให้ศาล ซึ่งกระบวนการดังกล่าวไม่มีใครทราบได้ว่าฟ้าจะลิขิตโชคชะตาของยิ่งลักษณ์อย่างไร จะกำหนดให้เธอเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกันกับพี่ชายหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ชะตากรรมขององคาพยพพรรคเพื่อไทย น่าเป็นห่วงเมื่อหัวขบวนถูกกุดหัว ขาดผู้นำทางการเมืองไปแล้ว แน่นอนว่าความสั่นคลอน ความไม่มั่นคงของพรรคจะต้องเกิดขึ้น ดังนั้นจากนี้ไปพรรคเพื่อไทยจะต้องเร่งหาตัวตายตัวแทนขึ้นมา ซึ่งถ้าไล่เรียงลำดับแล้วจะคัดสรรคนที่มาจากเครือญาติคงจะยาก เพราะช้ำไปหมดแล้วไม่ว่าจะเป็น เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ (เจ๊แดง) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อปี 2551 ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ที่มีความผิดยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จก่อนเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปี 2555 โดยทั้งหมดถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

หรือจะจับวางให้ทายาททางสายเลือด ทักษิณ ชินวัตร “โอ๊ค พานทองแท้-เอม พินทองทา-อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” ก็คงจะไม่ได้ เพราะติดข้อจำกัดทั้งการยอมรับทางสังคม ไม่มีชั่วโมงบินในทางการเมือง รวมถึงเกม การเมืองที่คนตระกูลชินวัตรเองก็มองว่าถูกไล่ล่า และถูกขจัดให้ออกไปจากสารบบ หรือจะใช้สูตรหานอมินีขึ้นมาแทนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เพราะการหาคนในพรรคที่มีบารมีมากพอ หรือคนที่ไว้ใจได้นั้นยาก

และก่อนหน้านี้ นพดล ปัทมะ เคยให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ถึงการปฏิรูปพรรคเพื่อไทยเพื่อรับมือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ว่า “หลังจากนี้คิดว่าบทบาทของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับพรรคเพื่อไทย เพราะท่านทักษิณต้องการรักษาระยะห่าง อยากให้พรรคเพื่อไทยเติบโตแบบพรรคมหาชนที่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล แต่ยึดติดกับนโยบายเป็นหลัก ทั้งนี้คนที่จะเข้าไปยืนในรองเท้าของท่านไม่ง่าย ผู้นำในการเมืองรุ่นใหม่ไม่มีใครที่มีแสงในตัวเอง เราต้องพยายามสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และเวลานี้ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร”

เมื่อรูปการณ์เป็นแบบนี้แล้ว คงไม่ผิดที่จะตีความว่า แพพรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคขนาดใหญ่กำลังจะแตก เพราะไม่มีความแน่นอนหรือความมั่นคงในอนาคตทางการเมือง ส่งผลให้คนในพรรคอาจจะต้องเล็งหาขอนไม้ขอนใหม่เป็นที่ยึดเกาะ นอกจากนั้นยังสะเทือนต่อไปยัง “กลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง” ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย อย่าลืมว่ามวลชนเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยนักการเมืองในพื้นที่ หาก สส.อ่อนแอมวลชนก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ไม่มีน้ำเลี้ยงหมดแรงฮึด สุดท้ายโครงสร้างพรรคเพื่อไทยก็สั่นคลอน ไม่มีเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

อย่าลืมว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้เข้ามายึดอำนาจ หรือฝั่งตรงข้ามทางการเมืองเป็นผู้ที่มีเครื่องมือมากสุดเวลานี้ โดยเฉพาะเครื่องมือทางอำนาจและทางกฎหมาย ที่สามารถสกัดกั้นหรือทลายความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทยให้หมดลงได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทักษิณจะสามารถทำได้ คือ การรอเวลาหยั่งสัญญาณความชัดเจนจากฝั่งตรงข้ามทางการเมืองว่าจะฝังกลบตระกูลชินวัตร ให้พอมีลมหายใจเดินเกมการเมืองอยู่ใต้ดินได้ หรือจะถอนรากถอนโคนตระกูลชินวัตรไม่ให้ได้เกิดทางการเมือง

 

 

เบื้องหลังคะแนนทะลัก 190 เสียงถอดถอนปู

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2558 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1uqgoqH

เบื้องหลังคะแนนทะลัก 190 เสียงถอดถอนปู

กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองเมื่อ ยิ่งลักษณ์ ​ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งตามความผิดปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวแบบท่วมท้น ​ 190 ​ต่อ 18 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง บัตรเสีย 3 ใบ กลายเป็นนักการเมืองคนแรกที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง

มติครั้งนี้ถือเป็นเซอร์ไพรส์ที่แม้แต่ สนช.หลายคนยังไม่คิดว่าคะแนนจะออกมาถล่มทลายเกินเกณฑ์ถอดถอนที่ต้องการเสียง 3 ใน 5 หรือ 132 ​จาก 220 เสียง จากที่เคยมีการประเมินทิศทางเดียวกันว่าคะแนนถอดถอนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 140-150 เสียง

เหตุผลที่คะแนนท่วมท้นมาเป็น 190 เสียง ทั้งที่เดิม สนช.สายตรงข้ามทักษิณมีไม่ถึง 100 เสียง และมีข่าวออกมาว่าได้มีการประสานงานกันได้จนมีเสียงถอดถอนได้ 150 เสียง แต่พอโหวตได้ถึง 190 เสียง สาเหตุสำคัญคือ มีการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านแล้วว่า ถ้ามีการถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็จะไม่มีปัญหามากเท่ากับการไม่ถอดถอน

“ถ้าไม่ถอดถอนยิ่งลักษณ์ ทั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล จะเจอปฏิกิริยาย้อนกลับอย่างรุนแรง ซึ่งทั้ง คสช.และรัฐบาลก็มีความเห็นในทิศทางนี้ จึงมีการส่งสัญญาณไปยัง สนช. จำนวนมาก” แหล่งข่าว เปิดเผย

ทั้งนี้ ตัวเลข 190 เสียง แยกได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกประมาณ 100 เสียง คือกลุ่มอดีต สนช.ในยุค พ.ศ. 2549  กลุ่มที่ไม่เอาทักษิณ และกลุ่ม สนช.ที่เป็นอดีตข้าราชการ ขณะที่อีก 70 เสียงเป็น สนช.ที่ยังรับราชการอยู่ กลุ่มสุดท้ายคือนายทหารนอกราชการรุ่นต่างๆ อีกประมาณ 20 เสียง

เครือข่ายทักษิณอาจสนใจว่า 190 เสียงเป็นใคร แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่ คสช.  รัฐบาล และคนมีอำนาจในปัจจุบันสนใจอย่างยิ่งคือ 18-3-3 รวม 24 เสียง ที่โหวตไม่ถอดถอน งดออกเสียง และบัตรเสียเป็นใคร

ที่น่าสนใจคือบัตรเสีย 3 ใบ ในกรณียิ่งลักษณ์ เป็นการจงใจกาเครื่องหมายถูกทั้ง 3 ใบ ในขณะที่ไม่มีบัตรเสียกรณีของสมศักดิ์และนิคมในกรณีนี้เลย

“บัตรเสีย 3 ใบ ที่กาเครื่องหมายถูกในกรณียิ่งลักษณ์เป็นการจงใจที่จะทำสัญลักษณ์แสดงออกมาว่าสิ่งที่ยิ่งลักษณ์ทำถูกต้องแล้ว เพราะถ้าเป็นการกาผิดต้องเป็นการกาผิดในลักษณะนี้กับอีกสองกรณีด้วย” แหล่งข่าว ระบุ

สำหรับอีก 18 คน ที่ไม่ถอดถอนยิ่งลักษณ์นั้นเป็นใครบ้าง?

กลุ่มที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด คือ กลุ่มข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งโดยเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีทั้งทหารและข้าราชการประจำ คสช. และรัฐบาล ก็รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร เพียงแต่ตั้งเข้ามาให้มีตำแหน่ง สนช. ก็เพราะหวังว่ากลุ่มเหล่านี้จะกลับใจ แต่การโหวตครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า 18 คนนี้ เป็นหอกข้างแคร่ของ คสช. และรัฐบาลอย่างชัดเจน

อีก 3 เสียงที่งดออกเสียงนั้น มีเทียบกับการโหวตในรอบของสมศักดิ์และนิคมที่งดออกเสียง 4 เสียงแล้ว แสดงให้เห็นว่าในกลุ่มของผู้ที่ทำหน้าที่ประธานและรองประธานมีบางคนเลือกที่จะตัดสินใจโหวตในกรณีของยิ่งลักษณ์ แต่ไม่โหวตกรณีของสมศักดิ์และนิคม ทั้งนี้ อาจเพราะมีความเห็นต่างในข้อกฎหมายเป็นหลัก

ในมุมของการโหวตถอดถอนระหว่างสมศักดิ์และนิคม ซึ่งไม่ถอดถอนต่างกัน 5 คะแนน (120-115) ไม่มีนัยสำคัญในกรณีนี้ เพราะ 5 เสียงที่เห็นควรถอดถอนสมศักดิ์มากกว่านิคมนั้น เกิดจากความไม่พอใจที่สมศักดิ์ไม่มาชี้แจงกับ สนช.

โหวตไปแล้ว คสช.ก็คงต้องไปตามหาว่า 18 เสียงที่เป็นหอกข้างแคร่นี้เป็นใคร เชื่อกันว่าจำนวนหนึ่งจะเป็น สนช.สายตำรวจ

ทว่าวิบากกรรมของยิ่งลักษณ์ยังไม่หมดเท่านี้ ยังต้องเผชิญกับคดีทางอาญา เมื่อตระกูลวินิจนัยภาค อัยการสูงสุด มีความเห็นให้ฟ้องยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะมีการตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นมาร่างคำฟ้อง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน หรือไม่เกินเดือน มี.ค.

 

 

ป.ป.ช.ยืนหลักการ จำนำข้าวปรองดองไม่ได้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2558 เวลา 19:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Ank0f0

ป.ป.ช.ยืนหลักการ จำนำข้าวปรองดองไม่ได้

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ได้มีการพิจารณาข้อซักถามของสมาชิกสนช.เพื่อซักถามนายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบในคดีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาไม่ระงับยับยั้งความเสียหายจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว จำนวน 11 ข้อ โดยกรรมการป.ป.ช.ได้ตอบข้อซักถาม ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

1.ป.ป.ช.มีการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวอย่างไรบ้าง?

ป.ป.ช.ให้ความสนใจกับโครงการระบายพืชผลทางการเกษตรทุกชนิด ไม่ใช่เฉพาะแค่ข้าวอย่างเดียว ตลอดเวลา 10 ปี เราตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่ได้เจาะจงตรวจสอบเฉพาะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ การรับจำนำข้าวในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีปัญหารุนแรงมาก คือ มีการทุจริต เราเห็นว่านโยบายของรัฐบาลแม้จะทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์ แต่เมื่อมันเปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต เราก็ได้ขอให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอได้ดำเนินการวิจัยว่าการแทรกแซงพืชผลทางการเกษตรอย่างมันเส้นนอกเหนือจากโครงการรับจำนำข้าว กระบวนการแทรกแซงราคราพืชผลทางการเกษตรทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เกิดความเสียหายจำนวนมาก

จากนั้นเราได้มีมติตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 ที่ให้อำนาจป.ป.ช.เสนอข้อเสนอแนะได้เพื่อให้คิดใหม่ทำใหม่ ที่ให้ดำเนินการประกันราคาข้าวแทน เพื่อไม่ให้เอาทุกเมล็ดมาอยู่ในโรงสีป้องกันการทุจริตโดยเฉพาะการสวมสิทธิ์ ซึ่งในรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์เราก็เสนอความเห็นไปเหมือนกันว่าขออย่าดำเนินการนโยบายรับจำนำข้าว รัฐบาลในขณะนั้นก็ได้ปรับและเอาไปใช้

อย่างไรก็ตาม แม้เป็นนโยบายการประกัน แต่ก็เกิดการทุจริตในเชิงนโยบายเช่นกัน ซึ่งก็อยู่ในระหว่างการไต่สวนของป.ป.ช. เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ดำเนินการสองมาตรฐานแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่ยังล่าช้าเพราะมีปัญหาในการส่งเอกสาร แต่ในครั้งล่าสุดเราได้ดำเนินขบวนการ เป็นความผิดเกี่ยวกับการฮั้วตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542  ซึ่งเป็นคดีที่มีความแตกต่างกันจากคดีจำนำข้าว ซึ่งการประกันราคาข้าวไม่ได้ใช้ระบบจีทูจี แต่มีปัญหาในเรื่องฮั้วฮั้ว และกำลังจะแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่เกี่ยวข้องเร็วๆนี้

สำหรับกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อเราพบปัญหาและการทุจริต เราเลยมีมาตรการโดยแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบตามมาตรา 19 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 เพื่อขอให้เลิกโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคาสูง ซึ่งร้ายแรงกว่ารัฐบาลทักษิณ  เพราะการรับจำนำทั้งหมดในราคาสูงจะทำให้ชาวนาไม่ยอมไถ่ถอนข้าวคืน แบบนี้ไม่เรียกว่าการรับจำนำ และเมื่อป.ป.ช.ได้แจ้งไปแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2555 มีหนังสือของคณะรัฐมนตรียืนยันกลับมาว่านโยบายดังกล่าวมีประโยชน์กับเกษตรกร และมอบหมายให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สั่งการหน่วยงานตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ต่อมาป.ป.ช.ยังได้เสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สองว่าควรยกเลิกโครงการดังกล่าว เพื่อป้องกันการทุจริต ภายหลังมีผลการศึกษาวิจัยออกมา

สรุปแล้วเราเตือนไปสองครั้งแต่รัฐบาลนิ่งเฉยพร้อมกับยืนยันจะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป และเมื่อมีการร้องเรียนในกรณีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ในคดีที่เกี่ยวกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทุจริตในทุกระดับชั้นทั่วประเทศ กระบวนการเหล่านี้เราเพิ่งสรุปหลังจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้พ้นสภาพ ซึ่งคณะอนุกรรมการไต่สวนเตรียมชี้มูลความผิดเบื้องต้น 15 คนในตำแหน่งระดับสูง รวมไปถึงบริษัทค้าข้าวกว่า 100 บริษัท เราจะเห็นได้ว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดผลร้ายรุนแรงอย่างที่เราได้คาดการณ์ไว้ มันถึงเวลาสิ้นสุดของโครงการจริง เพราะเกิดความเสียหายที่นับค่าไม่ได้

2.กรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์กระทำผิดตามพรบ.การบริหารราชการแผ่นดิน ป.ป.ช.ทราบถึงการทุจริตเมื่อไหร และมีหลักฐานอะไรบ้าง และได้ดำเนินการอย่างไร?

เราเริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อครั้งที่มีการกล่าวโทษต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์และร้องขอถอดถอนออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีพฤติการณ์ส่อใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และต่อเมื่อไต่สวนคดีคุณบุญทรงไประยะหนึ่ง พบว่าเป็นคดีที่สืบเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าว ป.ป.ช.จึงได้ดำเนินการตรวจสอบน.ส.ยิ่งลักษณ์ในข้อกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และตอนนี้แม้จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วแต่ก็ยังมีโทษทางการเมืองอยู่ คือ 5 ปี เราจึงแยกสำนวนการถอดถอนส่งมาให้สนช.ก่อน

ขณะเดียวกัน เรากำลังดำเนินการไต่สวนทางอาญาอยู่ ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่วมกันของอัยการสูงสุดและป.ป.ช. โดยมีข้อสรุปว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งอัยการสูงสุดเตรียมพิจารณาฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในเร็วๆนี้ และในวันที่ 20 ม.ค.ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดในคดีโครงการระบายข้าวแบบจีทูจี แสดงให้เห็นว่าป.ป.ช.ได้ดำเนินการตรวจสอบทุกด้านเพื่อให้เกิดความสัมฤทธิ์ผล

3.น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงว่าได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วจึงไม่เข้าองค์ประกอบที่จะถูกถอดถอนตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 ดังนั้น เหตุใดป.ป.ช.จึงยังคงชี้มูลความผิดและส่งให้สนช.ถอดถอนต่อไป?

แม้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้วตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจากกรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ   แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องการให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ไม่ใช่เป็นการให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะการพ้นจากตำแหน่ง คือ การถอดถอนบุคคล ที่ต้องมีโทษตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีหากถูกถอดถอน

นอกจากนี้ การไต่สวนในเรื่องของการถอดถอนบุคคลของป.ป.ช.ในอดีต ปรากฏว่าไม่เคยสำเร็จเลย เพราะเป็นเรื่องทางการเมือง แต่กระนั้นขอกราบเรียนว่าในกระบวนการถอดถอนนั้นสว.ได้มีมติยืนยันแน่ชัดว่าแม้บุคคลจะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่วุฒิสภายังมีอำนาจถอดถอนอยู่ ทำให้ป.ป.ช.ดำเนินการเช่นนี้เรื่อยมา เพราะที่ผ่านมาผู้ที่ถูกไต่สวนเรื่องถอดถอนล้วนไม่อยู่ในตำแหน่งในขณะนั้นแล้วทั้งสิ้น ซึ่งวุฒิสภาไม่ต้องการให้เกิดการเลี่ยงบาลี ต่อมาศาลปกครองก็ได้วินิจฉัยในเรื่องการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นที่พ้นจากตำแหน่งไปก่อนว่า การให้พ้นจากตำแหน่งอันเนื่องมาจากการถอดถอนมีเจตนารมณ์ที่ต้องการแสดงถึงความผิดของบุคคลคนนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น ดังนั้น ป.ป.ช.จึงได้ยึดแนวทางในการทำงาน

4.เหตุใดป.ป.ช.ไม่ยอมรับข้อมูลเพิ่มเติมและปฏิเสธการสืบพยานที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เสนอ ป.ป.ช.มีหลักฐานแสดงหรือไม่ว่าได้ให้โอกาสกับน.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างเป็นธรรม ?

ป.ป.ช.ไม่เคยปฏิเสธข้อมูลหลักฐานของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา เราได้แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีอะไรบ้าง โดยผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้สิทธิทีได้รับมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น การแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งป.ป.ช.ก็รับเอาไว้ในสำนวน รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้ตัวแทนของผู้ถูกกล่าวหามาตรวจเอกสารหลักฐาน เพื่อให้เกิดการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ป.ป.ช.ไม่เคยอนุญาตมาก่อน เพราะตามหลักแล้วผู้ถูกกล่าวหาจะต้องเดินทางมาเอง

เรื่องตัดพยานของผู้ถูกกล่าว่า ขอชี้แจงว่ากระบวนการของป.ป.ช.ก็เป็นไปตามกระบวนการของศาล คือ ให้โอกาสอย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าใครส่งอะไรแล้วจะต้องรับไว้ทั้งหมด เช่น กระบวนการไต่สวนพยานของศาลก็ไม่ได้ดำเนินการทั้งหมด เพราะถ้าผู้ถูกกล่าวหายื่นมาพยานมาเป็นพันปากและขอให้สืบพยานทั้งหมด แบบนี้สืบกี่ชาติถึงจะหมด ดังนั้น การพิจารณาไต่สวนจะต้องดูว่าพยานคนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่

เช่น การไม่ไต่สวนนายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานที่ปรึกษาและจัดทำนโยบายรับจำนำข้าวให้แก่พรรคเพื่อไทยในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นพยานของผู้ถูกร้อง เพราะป.ป.ช.เห็นว่านายโอฬารไม่ได้มีอำนาจหน้าที่หรือเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหา กล่าวคือ เป็นที่ปรึกษาในชั้นของพรรค ไม่เกี่ยวอะไรกับนโยบาย หรือ จะถือว่าพรรคมีความสำคัญสูงสุดเหนือรัฐบาล ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงอาจก่อให้เกิดความเสียหาแก่ประเทศยิ่งกว่าอีกนะครับ และทำให้มองเห็นว่าพรรคพูดอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น หรือเหตุที่เลิกโครงการไม่ได้เพราะพรรคหรือเปล่า แต่สุดท้ายท่านก็ยื่นข้อมูลเข้ามาเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2557 ชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งป.ป.ช.ก็รับเอาไว้อยู่ในสำนวน

5.การดำเนินการของป.ป.ช.ในการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ทางป.ป.ช.ดำเนินการโดยไม่เป็นธรรมและใช้เวลาสั้นและเร่งรีบหรือไม่ ?

กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.ถือว่าได้ใช้ระยะเวลาพอสมควรแก่เหตุ กล่าวคือ คดีนี้เป็นคดีที่สำคัญ เป็นความเป็นความตายของประเทศ แต่เราก็ไม่ได้เร่งรับ เร่งรัด อย่างที่น.ส.ยิ่งลักษณ์อ้างว่าป.ป.ช.ใช้เวลาเพียง 21 วัน ดังนั้น จึงขอชี้แจงว่าป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุไต่สวนคุณบุญทรงในคดีทุจริตการระบายข้าวมาก่อน ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย จึงเป็นเหตุสงสัยว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้รายงานให้คณะกรรมการป.ป.ช.และต่อมาป.ป.ช.ได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยรวมไว้กับคดีการถอดถอน  ซึ่งรวมเวลาการไต่สวนน.ส.ยิ่งลักษณ์แล้วป.ป.ช.ใช้เวลาไป 1ปี 10 เดือน และเราให้โอกาสอย่างมาก แม้เวลานั้นจะมีการก่อความรุนแรงกับป.ป.ช.ก็ตาม

6.ความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวอยู่ในส่วนบ้าง และมีผลกระทบต่อระบบการเงิน การคลังของประเทศอย่างไร ?

หัวหน้ารัฐบาลได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติในส่วนรวม โดยเฉพาะสร้างความเสียหายให้กับระบบการเงินการคลังของประเทศ กล่าวคือ คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ

โดยคณะอนุกรรมการฯได้จัดทำรายงานปิดบัญชีและให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบในฐานะประธานกขช.จำนวน 3 ครั้ง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ผลการปิดบัญชี ณ วันที่ 31 พ.ค. 2555 มีผลขาดทุนเบื้องต้น 32,301 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ผลการปิดบัญชี ณ วันที่ 31 ม.ค.2556 มีผลขาดทุนรวม 220,968 ล้านบาท ครั้งที่ 3 ผลการปิดบัญชี ณ วันที่ 31 พ.ค.2556 มีผลขาดทุนสะสมจำนวน 332,372 ล้านบาท หลังจากนั้นในปัจจุบันได้มีการแถลงครั้งที่ 4 ผลการปิดบัญชี ณ วันที่  22 พ.ค.2557 มีผลขาดทุนสะสม 5.18 แสนล้านบาท จะเห็นได้ว่าความเสียหายเป็นตัวเงินมันมหาศาลจริงๆ นี่ยังไม่นับความเสียหายอันจะเกิดจากการขายข้าวขาดทุนอีก

ความเสียหายต่อการเงินการคลังต่อประเทศนั้นเราได้ความจากคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรมว.คลังว่าระดับหนี้สาธารณะรวมของประเทศหรือจีดีพี มีสถานะ ณ วันที่ 31 ม.ค.2556 อยู่ที่ 44.09% ซึ่งไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ 60% แต่จากการไต่สวนได้ความว่าคณะรัฐมนตรีได้ตั้งวงเงินดำเนินโครงการจำนวน 5 แสนล้านบาท โดยใช้เงินสภาพคล่องของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือธ.ก.ส.จำนวน 9 หมื่นล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินจำนวน 4.1 แสนล้านบาท โดยธ.ก.ส.เป็นผู้กู้และกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำ และเงินที่ได้จากการระบายมาเป็นเงินหมุนเวียนนั้นเงินกู้ดังกล่าวมีภาระดอกเบี้ย เมื่อโครงการมีผลขาดทุนรัฐบาลก็ต้องตั้งงบประมาณไปชำระหนี้ดังกล่าวด้วย

จากการไต่สวนรองปลัดกระทรวงการคลังในฐานประธานคณะอนุกรรมการฯพบว่าการที่รัฐบาลมีภาระหนี้จากโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณไปชำระหนี้ ทำให้เงินที่จะไปบริหารงานคลังลดลง และจากการไต่สวนผู้แทนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็ได้ให้การว่าการที่โครงการมีผลขาดทุนจำนวนมาก จึงเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน และการที่รัฐบาลระบายข้าวล่าช้าทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนมารับจำนำข้าวในฤดูกาลผลิตต่อไป จนต้องกู้เงินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้น อันก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการคลังของประเทศ

จึงอาจกล่าวได้ว่าแม้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศต่อจีดีพีจะไม่เกินเพดานก็ตาม แต่โครงการที่ก่อให้เกิดภาระขาดทุนจำนวนมากก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการคลังของประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ เราจะต้องแบกรับภาระหนี้สินถึงลูกถึงหลาน อันเนื่องมาจากโครงการนี้อย่างมหาศาล ยังไม่มีโครงการใดๆเลยที่ปรากฏและกระทำให้เกิดขึ้น

7.การถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ นอกเหนือที่ต้องถูกถอดถอนสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีแล้วยังมีความผิดตามกฎหมายอื่นอีกหรือไม่?

ในสภาแห่งนี้คงยุติแค่การถอดถอน แต่เราได้ไต่สวนกระบวนการทางอาญาควบคู่ไปด้วยและเราได้ส่งสำนวนไปให้อัยการสูงสุดแล้ว โดยกล่าวหาว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และคิดว่าน่าจะทราบผลเร็วๆนี้เพื่อส่งไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

8.ตามที่สำนักงานป.ป.ช.มีหนังสือ 003/0118 ลงวันที่ 7 ต.ค.2554 ยืนยันข้อเสนอแนะของป.ป.ช.ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตจากการแทรกแซงตลาดข้าวของรัฐบาล แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงอยากขอให้นำเสนอข้อมูลความเสียหายจากการประกันราคาข้าวมาเปรียบเทียบกับจำนำข้าวให้ชัดเจน ?

โครงการรับจำนำข้าวเป็นการเอาข้าวเปลือกทั้งหมดมาเก็บไว้ แต่การประกันราคาไม่ได้นำข้าวมาเก็บไว้ เราได้ไต่สวนชาวนาที่เข้าร่วมโครงการประกันราคาข้าวได้ความว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กำหนดราคาไว้ที่ 1หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งชาวนาบอกว่าไม่ได้เป็นการบิดเบือนกลไกตลาดที่มีการซื้อขายข้าวกันตามปกติ นอกจากนี้ ในหนึ่งสัปดาห์จะมีการตรวจสอบราคาข้าวในตลาดว่าอยู่ที่ราคาเท่าไหร และรัฐบาลจะชดเชยให้จนเต็มจำนวน 1 หมื่นบาทที่กำหนดไว้

สำหรับจำนำข้าวของรัฐบาลผู้ถูกกล่าวหา แม้จะกำหนดราคารับจำนำไว้ที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่ต้องมีความชื้นไม่เกิน 15% ถ้าความชื้นเพิ่มขึ้น 1% ชาวนาจะได้รับเงินน้อยลง 200 บาท ซึ่งโดยปกติข้าวที่ชาวนาผลิตได้จะมีอยู่ความชื้นอยู่ที่ 25% ดังนั้น ชาวนาย่อมได้รับเงินหรือไม่ขึ้นอยู่กับความชื้นของข้าว โดยไม่ได้คำนึงราคาข้าวตามกลไกราคาตลาดแต่อย่างใด การกำหนดราคาจำนำข้าวไว้สูงมากเกินต้นทุน ทำให้ต้นการทำนาของชาวนาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ค่าเช่านา ค่าแรง ค่าปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เป็นต้น

9.ป.ป.ช.ได้ทำความเข้าใจกับข้อเสนอแนะชัดเจนหรือไม่ว่าข้อเสนอที่ป.ป.ช.เสนอไปนั้นจะสามารถรัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริง ?

ป.ป.ช.ได้ทำข้อเสนอแนะไปว่าการประกันราคาข้าวจะก่อให้เกิดประโยชน์และความต่อเนื่อง เพราะเป็นโครงการที่รัฐบาลก่อนหน้ารัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการดำเนินการมาก่อนแล้ว จะทำให้การดำเนินนโยบายในทางปฏิบัติมีความราบรื่นด้วยซ้ำไปและไม่ใช่เรื่องยุ่งยากที่รัฐบาลของผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เลือกจะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป โดยรัฐบาลบอกว่าได้ดูแลทุกขั้นตอนแล้ว และให้ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นคนดูแลการด้านปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่เคยมีการจับทุจริตได้หรือ โดยเฉพาะการเอาข้าวสวมสิทธิ เช่น ข้าวที่มาจากกัมพูชา ลาว พม่า และไม่มีการเอาผิดกับการระบายข้าวจีทูจีที่ไม่เป็นความเป็นจริง ซึ่งจากการตรวจสอบของเรากลับพบการทุจริตมากมาย

การระบายข้าวด้วยวิธีการจำนำข้าวทุกเมล็ด เป็นการทำให้ข้าวทุกเมล็ดมาอยู่ในมือของรัฐบาล เท่ากับว่ารัฐบาลเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุดในการดูแลข้าวของประเทศทั้งหมด พ่อค้าที่จะส่งออกข้าวก็ต้องมาขอร้องด้วยกรรมวิธีต่างๆ ซึ่งจะปรากฏอยู่ในสำนวนการไต่สวนการระบายข้าวแบบจีทูจี เขาพูดด้วยซ้ำไปว่าเขากระทำกับเราเหมือนกับทาส เพราะไม่ใช่เป็นการแลกเปลี่ยนตามปกติ เพราะจะต้องมีการจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้กับผู้มีอำนาจต่างๆ

10. ป.ป.ช.จะใช้มาตรการใดในการพิจารณาและสร้างมาตรฐานทางจริยธรรมกับผู้บริหารทางการเมืองในอนาคต?

การจะแก้ไขปัญหาทุจริตจะต้องยับยั้งตั้งแต่ต้น จะปล่อยให้เป็นกระบวนการไม่ได้ ต้องทำงานทุกวันหยุดไม่ได้ ดังนั้น ต้องแก้ไขด้วยการสร้างระบบคุณธรรมจริยธรรม กลั่นกรองผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องมีคุณธรรมจริยธรรมที่สูงกว่าคนในระดับปกติ ไม่ใช่ใครก็มาเป็นได้และทำอะไรโดยไม่จำเป็นสนใจใครและไม่เคารพความคิดเห็นของคนอื่น แบบนี้เรียกว่าขาดความเกรงกลัวและความละอายต่อบาป

11.น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงว่าประเทศอยู่ในช่วงการปฏิรูปประเทศและการสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งการถอดถอนจะเป็นอุปสรรคต่อเรื่องดังกล่าว ทางป.ป.ช.มีความคิดเห็นอย่างไร?

กระบวนการในการปรองดองกับกระบวนการในการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษหรือมาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าเอามารวมกันก็จะทำให้กลไกการสร้างความปรองดองผิดเพี้ยนไป

หลักการปรองดองในชั้นศาล คือ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้พอใจทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่กระบวนการหยุดยั้งข้อพิพาท แต่ในกระบวนการในทางการเมืองและการดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วเป็นกระบวนการที่จะแสดงให้ประชาชนเห็นว่าบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นกระทำผิดหรือถูก ต้องแยกแยะว่าอะไรผิดอะไรถูก ซึ่งเป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ถ้าไม่ยึดหลักนี้ก็เท่ากับว่าได้ทำลายหลักการเบื้องต้นที่ต้องทำให้ข้อเท็จจริงกระจ่างชัด

ผมถามว่ากระบวนการที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ จะชดใช้ได้หรือไม่ในชาตินี้ ทั้งชาติก็ชดใช้ไม่ได้ เพราะได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาวไทยทั้งประเทศทุกคน  65ล้านคนล้วนแล้วแต่ส่วนเฉลี่ยในความเสียหายเหล่านี้ทั้งหมด เพราะเป็นการเอาภาษีของประชาชนไปละเลงและไปทำให้เกิดผลประโยชน์ส่วนตัว กรณีอย่างนี้จะมาให้ป.ป.ช.ยุติ ผมขอกราบเรียนว่าเป็นกระบวนการปรองดองที่ผิดวิธี เพราะในทางกลับกันเราควรทำความจริงให้กระจ่างชัดเพื่อให้ประชาชนเห็นว่าประเทศกำลังจะเริ่มต้นใหม่ด้วยระบบที่ดีงาม โดยเฉพาะการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง แนวทางนี้คิดว่าจะช่วยทัศนคติที่ถูกต้องให้กับประชาชนในอนาคตอย่างยั่งยืน.

 

 

ล้างขั้วตำรวจ ระวังคลื่นใต้น้ำมวลใหญ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2558 เวลา 22:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/qUbQg8

ล้างขั้วตำรวจ  ระวังคลื่นใต้น้ำมวลใหญ่

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ถึงระดับผู้กำกับการ (ผกก.) ที่สร้างความฮือฮาภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาลก็เสร็จสิ้นลง หลังจากที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เห็นชอบตามที่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผชบ.น.) นำเสนอ

เป็นชื่อของ 147 รอง ผบก.และ 59 ผกก. รวมแล้ว 73 นาย ที่ถูก พล.ต.ท.ศรีวราห์ เชือดทิ้ง ย้ายออกนอกหน่วย ด้วยความผิดเรื่องป้ายโฆษณาฉาวที่ตามเล่นงานหนักถึงขั้นถูกเด้งออกนอกหน่วย

วงการสีกากีเวลานี้ จึงสั่นสะเทือนจากการย้ายบิ๊กล็อต ล้างขั้ว สายทักษิณออกอีกระลอก

ตำรวจที่มีคอนเนกชั่นกับ คสช.ขึ้นยกแผง โดยเฉพาะ พล.ต.ท.ศรีวราห์ นรต.รุ่น 35 ก็ได้แรงหนุนขึ้นเป็น ผบช.น. จาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ พี่ใหญ่ คสช. รวมถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. โดยมีกองเชียร์อย่าง พล.ต.อ.อัยยรัช เวสสะโกศล อดีต รอง ผบ.ตร. ที่สนิทสนมกัน “บิ๊กป้อม” และในฐานะนายเก่า พล.ต.ท.ศรีวราห์ คอยสนับสนุนอยู่อีกทาง

เพราะเหตุผลการย้ายไม่น่าจะใช่เรื่องป้ายโฆษณา หากแต่เป็นเรื่องของ พล.ต.ท.ศรีวราห์ ที่ต้องการล้างบางตำรวจฝั่งตรงข้าม เพื่อเปิดช่องว่างและนำพานายตำรวจในคาถาเข้ามาทำงาน

ความผิดเท่านี้ถือเป็นเรื่องเล็กสำหรับวงการตำรวจ เพราะที่ผ่านมาผิดหนักหนากว่าแค่เรื่องป้ายโฆษณา เต็มที่แค่ย้ายมาช่วยราชการ เรื่องเงียบก็กลับไปทำงานดั่งเดิม

เมื่อดูรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาทดแทนตำแหน่งของ 73 นายตำรวจ ที่ออกนอกหน่วยไป ก็ไปพบชื่อของตำรวจที่คุ้นกันดีกับ ผบช.น.คนปัจจุบัน ที่น่าสนใจคือ เกือบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดแทบทั้งสิ้น และหลายคนได้ผงาดเข้ามาครอบครองทำเลทองคำของนครบาล

อาทิ พ.ต.อ.โกสินทร์ กาญจนโกมล ผกก.สภ.ไชยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เข้ามาเป็น ผกก.สน.เตาปูน พ.ต.อ.สมโภชน์ ทัศนา ผกก.สภ.ดงละคร จ.นครนายก ข้ามห้วยมานั่ง ผกก.สน.ปากคลองสาน หรือในพื้นที่ทองคำอย่าง สน.ปทุมวัน ก็มีชื่อ พ.ต.อ.สมฤกษ์ ชัยสุทัศยาสันต์ ผกก.สภ.กุดบาก จ.สกลนคร เข้ามานั่งเป็น ผกก. รวมถึง พ.ต.อ.สุเทพ ชนะสิทธิ์ ผกก.สส.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 35 เพื่อนร่วมรุ่น ผบช.น. ก็ขยับเข้าเมืองกรุงเป็น ผกก.สส.บก.น.4 เป็นต้น

อีกหลายตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งมาทดแทนคนเดิม ก็จะพบว่าเป็นนายตำรวจที่เคยทำงานด้านความมั่นคงร่วมกับสาย “วงษ์สุวรรณ” หรืออีกนัยหนึ่งคือตำรวจที่เป็นที่ไว้วางใจของ พล.ต.ท.ศรีวราห์  เช่น พ.ต.อ.ศราวุธ เอี่ยมสำราญ ที่โยกจาก รอง ผบก.ปัตตานี มาเป็น รอง ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.อารยะพันธุ์ พุกบัวขาว รอง ผบก.ภูเก็ต เป็น รอง ผบก.น.2 พ.ต.อ.กิตติพงศ์ วิเศษสงวน ผกก.สภ.บางบาล จ.พระนครศรี อยุธยา โยกมาคุมแหล่งทองคำนครบาล ผกก.สน.ห้วยขวาง พ.ต.อ.ชุมพล ชาญชนะโยธิน ผกก.สภ.สว่างแดนดิน มาเป็น ผกก.สน.สำราญราษฎร์ โรงพักเกรดเอย่านฝั่งธนฯ พ.ต.อ.ณัฐณวิทย์ สิทธาภิรมย์ ผกก.สภ.แม่ระมาด จ.ตาก เป็น ผกก.สน.บางเขน พ.ต.อ.ชนาวิน พวงเพ็ชร ผกก.ฝอ.8 บก.อก.บช.น. เป็น ผกก.สน.พญาไท

รายชื่อข้างต้นเป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นถึงการดึงตำรวจภูธรเข้ามาทำงานในเมืองกรุงชนิดยกเข่ง และมาควบในตำแหน่งสำคัญอย่าง ผกก.ในพื้นที่เมืองกรุงมากเกินครึ่ง และการถ่ายเลือดล็อตใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นครบาลครั้งนี้กลับทำให้เห็นภาพเดิมในวัฏจักรของตำรวจเดิมๆ ขั้วไหนมา ขั้วนั้นก็ต้องได้ดี

แม้เหตุผลในการโยกย้ายจะเป็นธรรมเนียมที่อ้างว่า ในเมื่อ ผบช.น.มาดำรงตำแหน่งใหม่ ก็เป็นเรื่องปกติที่ ผบช.น.จำต้องดึงคนของตัวเองเข้ามาทำงาน เพื่อสนองนโยบายให้เป็นไปตามเป้าหมายหรือตามที่ต้องการ แน่นอนว่าหากเป็นคนของขั้วอื่น การสั่งการในแนวปฏิบัติภายหน้าอาจเกิดปัญหาได้

แต่คำถามคือ ถ้ายังย้ายล้างบาง เล่นพรรคพวกอย่างนี้ องค์กรตำรวจก็ยังอยู่ในวังวนเดิมๆ การเมืองแทรกแซง แต่งตั้งโยกย้าย ทั้งที่อยู่ใน “ยุคปฏิรูป” นอกจากนี้ วงการสีกากีก็ยังเผชิญกับความแตกแยก แบ่งขั้วไม่จบสิ้น และกลายเป็นปัญหาคลื่นใต้น้ำมวลใหญ่ ที่สะสมมาจากการโยกย้ายครั้งก่อน หลัง คสช.เข้ามาล้างบางหลายรอบ

ถึงกระนั้น คนที่อกหักเพราะคำสั่งย้ายออกนอกหน่วยสำหรับ 73 นายตำรวจข้างต้น แน่นอนว่าต้องเจ็บใจกับคำสั่งของ พล.ต.ท.ศรีวราห์ คงรวมพลตบเท้าไปศาลปกครองเพื่อขอความเป็นธรรม

บรรทัดสุดท้ายจากการโยกย้ายที่เกิดขึ้น จึงยังไม่เห็นว่าจะมีแสงสว่างว่า การปฏิรูปตำรวจ จะรูปร่างหน้าตาอย่างไรเมื่อคนของใครยังเป็นใหญ่ตามนายเหมือนเดิม

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,033 other followers

%d bloggers like this: