ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ผ่าโมเดลประชามติ ออกทางไหนก็วุ่น พฤษภาคม 25, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2558 เวลา 13:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/365940/ผ่าโมเดลประชามติ-ออกทางไหนก็วุ่น

ผ่าโมเดลประชามติ ออกทางไหนก็วุ่น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ตัดสินใจให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เปิดทางให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.และ คสช.เสนอมาเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง สนช.จะมีเวลาไม่เกิน 15 วัน ในการลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ สนช.ไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาในร่างแก้ไขดังกล่าว เว้นแต่ ครม.และ คสช.จะเห็นชอบด้วย และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสามารถผ่าน สนช.ไปได้ จนต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สนช.ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สนช.เท่าที่อยู่ หรือ 110 คน จากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 220 คน

ตรงนั้นเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่ความน่าสนใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ที่เนื้อหาข้างในมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการจะกำหนดให้มีการทำประชามติภายในกี่วันนับตั้งแต่วันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือจะนับตั้งแต่วันที่ สปช.ได้แจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน

แต่หากจะบอกว่าเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนไหนสำคัญที่สุด คงต้องยกให้กับ “เกณฑ์คะแนนในการตัดสินการประชามติ” และ “ผลที่ตามมาหลังจากคะแนนประชามติที่ออกมาในรูปใดรูปหนึ่ง”

1.เกณฑ์คะแนนในการตัดสินการประชามติ : อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำประชามติ เพราะเป็นการบอกว่าประชาชนจะต้องลงคะแนนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเท่าไหร่ ถึงจะมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบ ซึ่งถ้ามองความน่าจะเป็นในเรื่องนี้อาจออกได้ 2 ทาง

ทางที่ 1 “ตัดสินด้วยเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติ” หมายความว่า สมมติหากมีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 40 ล้านคน แต่มีคนมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันลงประชามติจำนวน 19 ล้านคน และมีคะแนนเสียงเห็นชอบตั้งแต่ 9.5 ล้านคนขึ้นไป จะเท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากประชาชน ซึ่งรูปแบบนี้จะเหมือนกับโมเดลตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549

ทางที่ 2 “ตัดสินด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง” มีความแตกต่างจากแนวทางที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ภายใต้สมมติฐานที่ว่ามีผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 40 ล้านคนเหมือนกัน หากจะให้ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องฝ่าเงื่อนไข 2 ประการด้วยกัน ได้แก่

(1) จะต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกิน 20 ล้านคน จากทั้งหมด 40 ล้านคน

(2) หากมีคนมาออกเสียงแค่ 20 ล้านคน ในจำนวนนี้จะต้องมีประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบได้

แนวทางนี้จะเป็นไปตามมาตรา 9 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ที่บัญญัติว่า “การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”

2.ผลที่ตามมาหลังจากคะแนนประชามติที่ออกมาในรูปใดรูปหนึ่ง : จะเป็นส่วนที่บอกว่าจะมีผลอะไรตามมาบ้างหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติของประชาชน

ในกรณีที่ประชาชนพร้อมใจให้ความเห็นชอบ คงไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะจะเข้าสู่กระบวนการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ แต่สำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนต่างหากที่มีความซับซ้อน เพราะเป็นเรื่องน่าขบคิดว่า คสช.และ ครม.จะออกแบบอย่างไร ซึ่งอาจเป็นไปได้ 3 โมเดล

(1) ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิก สปช.พ้นจากตำแหน่ง : หากร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่าน สปช.แล้วแต่ประชาชนลงประชามติไม่เห็นชอบ จะมีผลให้ สปช.และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ พ้นจากตำแหน่ง พร้อมกับอาจกำหนดเพิ่มเติมลงไปว่าให้มีการดำเนินการสรรหา สปช.และแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างฯ ขึ้นมาใหม่ โดยไม่ให้กรรมาธิการยกร่างฯ และ สปช.ชุดเดิมกลับมาดำรงตำแหน่งได้อีก ซึ่งเป็นการนำเอาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาปรับใช้

(2) ให้เฉพาะคณะกรรมาธิการยกร่างฯ พ้นจากตำแหน่ง : เมื่อประชาชนไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คณะ กรรมาธิการยกร่างฯ ในฐานะผู้เขียนร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการพ้นจากตำแหน่ง จากนั้นให้ สปช. ครม. และ คสช. ดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยกระบวนการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 พร้อมกับจำกัดไม่ให้คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดเดิมกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งอีก

(3) ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ : โมเดลนี้เริ่มมีการคาดการณ์ว่าอาจมีความเป็นไปได้ หลังจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่มีจุดเสี่ยงตรงที่กระบวนการในการได้มา ซึ่งคณะกรรมการที่ว่านี้จะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม อันจะลามไปถึงความชอบธรรมที่จะมีต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

แต่ไม่ว่าโมเดลการทำประชามติจะมีหน้าตาอย่างไร สุดท้ายคงไม่พ้นกระแสต่อต้านไปได้

 

 

ปปช.ลับมีดเชือด สะเทือนการเมือง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2558 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/7DXjj0

ปปช.ลับมีดเชือด สะเทือนการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหากับอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ถึง 3 คดี
ในวันเดียวกัน

แม้จะเป็นเพียงการแจ้งข้อกล่าวหาและเข้าสู่ขั้นตอนให้ผู้ถูกกล่าวหาได้สิทธิมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช. แต่ก็ไม่ต่างกับการมีมีดปักหลัง ถึงจะยังถูกแทงไม่ลึกแต่ก็เจ็บอยู่ไม่น้อย

สำหรับ 3 คดีที่ว่านั้นมีสาระสำคัญดังนี้

1.คดีการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2548-2553 : คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีขณะนั้นรวม 34 คน

สาเหตุที่ทำให้ ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากเห็นว่าการใช้งบประมาณจากเงินงบกลางในรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,000 ล้านบาท มาดำเนินการและออกหลักเกณฑ์และอัตราการเยียวยาขึ้นใหม่ ไม่สามารถกระทำได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ จึงเป็นการละเว้นไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงินการคลัง 1,921,061,629.46 บาท

2.คดีการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน 396 แห่ง : ป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหากับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีที่ไปลงนามเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้างมาเป็นการดำเนินการที่ส่วนกลาง ทำให้มีผู้รับจ้างเพียงรายเดียว จนไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทางราชการอย่างร้ายแรง

3.คดีการดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี : คดีดังกล่าวเป็นกรณีของการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ซึ่งป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ “จุติ ไกรฤกษ์” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพราะเห็นว่าการดำเนินการสัญญาร่วมดำเนินการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น และสัญญาระหว่างบริษัท ทีโอที กับกลุ่มบริษัท เอสแอล คอนซอเตียม มีความเร่งรีบในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2553

จาก 3 คดีที่ ป.ป.ช.เปิดออกมา นับว่าได้สร้างความขวัญผวาให้กับฝ่ายการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นกรณีที่บิ๊กการเมืองของสองพรรคการเมืองใหญ่โดนดีพร้อมกันภายใต้บรรยากาศของการรัฐประหาร

ไม่มีใครรู้เจตนาที่แท้จริงของ ป.ป.ช.ว่าทำไมถึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่นักการเมืองใหญ่พร้อมกันถึง 3 คดีรวด เพราะแต่ละคดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ค้างอยู่ในสารบบของ ป.ป.ช.มานานพอสมควร

แต่ถึงกระนั้น ในด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่า ป.ป.ช.เองก็หวังผลในทางการเมืองไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการทำให้สาธารณะเห็นว่า ป.ป.ช.ไม่ได้มีสองมาตรฐานที่ดำเนินคดีเฉพาะกับนักการเมืองในกลุ่มของพรรคเพื่อไทยเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้เผชิญกับแรงกดดันครั้งใหญ่ ภายหลังถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงไต่สวนคดีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ค่อนข้างรวดเร็ว ผิดกับคดีโครงการประกันราคาข้าวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้ามากนัก ดังนั้น การแจ้งข้อกล่าวหา 3 คดีดังกล่าวน่าจะช่วยลดกระแสกดดันลงไปได้บ้าง

ขณะเดียวกัน อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าจะเป็นปัจจัยให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ 3 คดีรวด คือ วาระของกรรมการ ป.ป.ช.บางคนที่กำลังหมดวาระลง

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่งมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ต่ออายุ “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” ประธาน ป.ป.ช. แต่ก็เป็นแค่การต่ออายุระยะสั้นถึงวันที่ 21 ก.ย. 2558 เท่านั้น จากเดิมที่ต้องพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 22 พ.ค. 2558

เท่ากับว่า เมื่อถึงเดือน ก.ย.ปีนี้ ประธาน ป.ป.ช. พร้อมด้วยกรรมการอีก 4 คน ได้แก่ “วิชา มหาคุณ” “วิชัย วิวิตเสวี” “ประสาท พงษ์ศิวาภัย” และ “ภักดี โพธิศิริ” ต้องพ้นจากตำแหน่งหลังจากดำรงตำแหน่งมาครบ 9 ปี

ด้วยเหตุผลนี้เอง ป.ป.ช.จำเป็นต้องเร่งสะสางคดีใหญ่ๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสุญญากาศในการไต่สวนคดีในช่วงเปลี่ยนผ่านของ ป.ป.ช.

ขณะเดียวกัน ผลของการแจ้งข้อกล่าวหา 3 คดีนี้น่าจะกลายเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้เห็นการเชือดทุกกลุ่มการเมืองแบบนิ่มๆ ครั้งใหญ่เร็วๆ นี้

เริ่มแรกหวยอาจไปออกที่คดีการถอดถอนอดีต สส.พรรคร่วมรัฐบาล 249 คนในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.โดยมิชอบ ซึ่ง ป.ป.ช.เตรียมส่งให้ สนช.ในสัปดาห์หน้า

หากสัญญาณของการล้างการเมืองใหม่เริ่มมีความเข้มข้นและชัดเจนมากขึ้นทางเดียว ก็เป็นไปได้ที่ สนช.ลงมติถอดถอน เพื่อปิดโอกาสไม่ให้กลับมามีอำนาจได้อีก

จากนั้นอาจต่อด้วยการเชือดแม่ทัพคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านคดีอาญาที่อยู่ใน ป.ป.ช. ซึ่งล้วนเป็นคดีทุจริตในสมัยที่ตัวเองเป็นรัฐบาล เพื่อไม่ให้ ป.ป.ช.เจอกับแรงกดดันเรื่องสองมาตรฐาน

ดังนั้น การขยับของ ป.ป.ช.เที่ยวนี้ กำลังจะสร้างแรงสะเทือนให้กับการเมืองครั้งสำคัญแบบห้ามกะพริบตา

 

 

ศึกชิงประชามติ มัดมือชกคสช.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2558 เวลา 09:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/365024/ศึกชิงประชามติ-มัดมือชกคสช

ศึกชิงประชามติ มัดมือชกคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญก็ว่าได้ เพราะได้มีมติและความเห็นร่วมกันในการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการจัดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

จะว่าไปแล้ว ท่าทีของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต่อเรื่องการเรียกร้องให้ทำประชามตินั้นไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ใหม่แต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ หรือรวมไปถึง กมธ.ยกร่างฯ คนอื่นๆ ก็ต่างแสดงจุดยืนต่างเวลาต่างสถานที่มาตลอดว่าอยากเห็นการทำประชามติ

ทว่า สิ่งที่ออกมาเมื่อวันที่ 13 พ.ค. เป็นครั้งแรกที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ มีมติในเรื่องการทำประชามติอย่างเป็นทางการ ผิดกับก่อนหน้านี้ที่เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนและการปาฐกถาตามเวทีสาธารณะเท่านั้น

เหตุผลของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่อยากให้รัฐบาลและ คสช.ทำประชามติมีด้วยกัน 5 ประการ ประกอบด้วย

1.รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ สมควรให้ปวงชนชาวไทยเจ้าของอำนาจสูงสุดได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ

2.ในทางรัฐศาสตร์หรือการเมืองนั้น การมีส่วนร่วมของพลเมืองสำคัญที่สุด

3.ในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้มีการให้ประชาชนออกเสียงเป็นประชามติเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญอยู่

4.เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มีโอกาสอธิบายชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ให้กับประชาชนทั้งประเทศได้เข้าใจ

5.ร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการต้องทำประชามติก่อน ดังนั้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านการทำประชามติ จะไม่สามารถอธิบายในทางทฤษฎีและประวัติศาสตร์ได้

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีแต่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมองเห็นเท่านั้น เพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็มีความเห็นในทำนองเดียวกัน หลังจากคณะ กมธ.วิสามัญกิจการ สปช. (วิป สปช.) ก็มีความเห็นว่าควรจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แม้ท่าทีของ สปช.ดังกล่าวจะเป็นรูปแบบที่ของวิป สปช. แต่ด้านหนึ่งก็ย่อมถือว่าเป็นปากเป็นเสียงของสปช.ทั้งหมดได้อย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ดังนั้น การออกมาพร้อมกันของ “คณะ กมธ.ยกร่างฯ” และ “วิป สปช.” จึงไม่ต่างอะไรกับโยนหินก้อนใหญ่ไปถึงหน้าบ้านของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.

ยังไม่มีใครรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่ชั่วโมงนี้ต้องถือว่าพล.อ.ประยุทธ์ กำลังเผชิญกับแรงกดดันภายในครั้งใหญ่ ยิ่งกว่าแรงกดดันที่มาจากข้างนอกก็ว่าได้

ว่ากันตามจริงแล้ว เรื่องการทำประชามติเป็นเหมือนการมองกันคนละมุมระหว่างฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายนิติบัญญัติมาตลอด

ในฐานะของคนที่เขียนรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศอย่างคณะ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช. แน่นอนว่าต้องการให้ได้รับความชอบธรรมมากที่สุด และต้องการลดเสียงครหาจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายการเมือง

วิธีการเดียวที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สุดคงหนีไม่พ้นการทำประชามติ ซึ่งเป็นหลักการที่หลายฝ่ายยอมรับมาตั้งแต่การจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

แต่ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งหมายถึง คสช.และรัฐบาลไม่ได้มองเช่นนั้น

โดยเห็นว่า ถ้าให้ทำประชามติก็ต้องยกเลิกหรือผ่อนกฎเหล็กบางประการเกี่ยวกับการควบคุมความมั่นคง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่

นั่นย่อมหมายถึงการเปิดช่องให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพาดพิงมาถึง คสช.ในทางที่ดีและไม่ดีได้ หากไม่ทำเช่นนั้นและปล่อยให้การทำประชามติดำเนินไปโดยปราศจากการให้แต่ละฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างสมบูรณ์ การทำประชามติก็คงไม่มีประโยชน์อะไร

กอปรกับมีบทเรียนเมื่อการทำประชามติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เมื่อปี 2550 เป็นเครื่องเตือนใจ เพราะครั้งนั้นกลุ่มการเมืองได้ใช้โอกาสของการทำประชามติออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาชนโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โชคดีที่ประชาชนให้ความเห็นชอบแบบฉิวเฉียด 57.81% ต่อ 42.19%

เหนืออื่นใดยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง คือ “หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้รับความเห็นชอบขึ้นมาจะทำอย่างไร”

การที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำไม่ได้จบลงแค่การตั้งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชุดใหม่ แต่หมายถึงสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ประชาชนแสดงออกมาถึงการไม่ยอมรับการทำงานของ คสช.ด้วย หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้น คสช.ย่อมอยู่ในภาวะคลอนแคลนหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องจุกจิกต่างๆ เหล่านี้เองที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ คสช.ไม่อยากให้มีการทำประชามติ เพื่อเป็นการตัดปัญหาทั้งหมด และเดินหน้าบริหารประเทศให้จบตามโรดแมป

แต่เมื่อแม่น้ำ 2 สายออกมาไหลเชี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดย คสช.และ ครม.ต่างตกอยู่ในสภาพถูกมัดมือชกเรียบร้อยแล้ว จึงอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้การทำประชามติมีโอกาสเกิดขึ้นได้

เว้นเสียแต่ คสช.และ ครม.จะยืนกระต่ายขาเดียวและเสียงแข็งไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ซึ่งถ้าทำแบบนั้นจริง คสช.และ ครม.ก็ต้องแลกกับการกลายเป็นแม่น้ำต่างสีที่แปลกแยกกับกระแสธารของประชาชน

 

 

สามัคคี ถล่มร่างรธน. แรงกดดันเขย่าปฏิรูป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2558 เวลา 20:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1EXxIY0

สามัคคี ถล่มร่างรธน. แรงกดดันเขย่าปฏิรูป

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าชั่วโมงนี้มีใครจะบอบช้ำมากกว่าหรือเท่ากับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว คงหนีไม่พ้น “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ

แม้แรงกดดันจะไม่ได้พุ่งมาที่บวรศักดิ์โดยตรง เพราะเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นมาจากความเห็นร่วมกันของคณะ กมธ.ยกร่างฯ แต่ในเมื่อบวรศักดิ์เป็นผู้นำของคณะ กมธ.ยกร่างฯ จึงต้องรับทั้งผิดและชอบไปโดยปริยาย

มองเข้าไปที่เนื้อในของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ออกมา นับว่ามีจุดเด่นอยู่ไม่น้อยที่แสดงให้เห็นถึงการวางพื้นฐานไปสู่การปฏิรูป เช่น การกำหนดสภาพบังคับใช้รัฐบาลในอนาคตต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ป้องกันไม่ให้รัฐธรรมนูญเป็นตัวหนังสือที่อยู่บนหิ้งเหมือนที่ผ่านมา เป็นต้น

เมื่อหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ คือ การปฏิรูปประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นแนวร่วมต้านรัฐธรรมนูญออกมาให้เห็นเป็นระยะ โดยเวลานี้ปรากฏให้เห็นตัวเป็นๆ แล้วจำนวน 5 ฝ่าย

1.พรรคการเมือง ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยจะได้มีโอกาสเห็น “พรรคประชาธิปัตย์-พรรคเพื่อไทย” ออกมาร่วมมือกันอย่างไม่เป็นทางการในการคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเห็นไปในทางเดียวกันว่าควรเลื่อนการเลือกตั้งจากที่กำหนดในช่วงต้นปี 2559 ออกไปก่อน

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้สองพรรคต่างสีร่วมใจกัน คงเป็นเพราะต่างได้รับผลกระทบจากเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะการใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ซึ่งมีผลให้สัดส่วน สส.ของแต่ละพรรคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมไปถึงการกำหนดบทบาทให้พรรคต้องสร้างความเป็นประชาธิปไตยในพรรคให้มากขึ้น เช่น การกำหนดให้มีการหยั่งเสียงเลือกผู้สมัคร สส. เป็นต้น โดยเห็นว่าเป็นการตีกรอบกิจการพรรคการเมืองมากเกินไป

2.องค์กรอิสระ เมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 จะพบว่ามีตัวแทนจากองค์กรอิสระเข้ามาทำหน้าที่ในคณะ กมธ.ยกร่างฯ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ในครั้งนี้องค์กรอิสระกลายเป็นบุคคลต้องห้ามและไม่มีสิทธิเข้ามานั่งเก้าอี้ในคณะ กมธ.ยกร่างฯ อันเป็นสัญญาณให้เห็นแล้วองค์กรอิสระจะต้องเป็นหนึ่งในองค์กรที่ถูกปฏิรูป

โดยเป็นไปตามคาดเมื่อทั้งผู้ตรวจฯ กกต. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แสดงความเห็นคัดค้านกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม โดยเฉพาะกับประเด็นการควบรวม “ผู้ตรวจฯ-กสม.” และการโอนอำนาจจัดการเลือกตั้งของ กกต.ไปให้กับ “คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.)”

3.ตำรวจ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การไม่เห็นด้วยกับแนวคิดให้แยกพนักงานสอบสวนออกจากตำรวจ เพราะมองว่าหากแยกออกไปจะมีปัญหาในการประสานงาน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติมองว่าการปฏิรูปตำรวจควรมุ่งเน้นไปที่เรื่องสวัสดิการของกำลังพลและงบประมาณมากกว่าการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง

4.ศาล ทั้งนี้มีถึง 7 ประเด็นที่ศาลไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นที่ศาลให้น้ำหนักมากที่สุด คือ การกำหนดให้ต้องมีบุคคลภายนอกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 มาร่วมในคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) โดยศาลเห็นว่าจะนำไปสู่การแทรกแซงในอนาคต

5.กำนันผู้ใหญ่บ้าน เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวให้เห็นเด่นชัด หลังจากมองทะลุการปฏิรูปท้องถิ่นในร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่จังหวัดภายใน 1 ปีนับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จะทำให้บทบาทของกำนันและผู้ใหญ่บ้านต่อการพัฒนาท้องถิ่นมีน้อยลง

ปรากฏการณ์ที่ทั้ง 5 ฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้ เนื่องจากบางฝ่ายอย่าง “ศาล-องค์กรอิสระ-ตำรวจ-กำนันผู้ใหญ่บ้าน” ที่เคยอยู่อย่างสงบปากสงบคำมาตลอด กลับแสดงตัวเป็นแนวร่วมไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

แรงกดดันเหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในอนาคต

หากคณะ กมธ.ยกร่างฯ ยอมอ่อนให้กับแรงกดดันต่างๆ ด้วยการแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญตามที่ทุกฝ่ายเสนอมา นั่นย่อมหมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักการของการปฏิรูป แต่เป็นการอยู่บนผลประโยชน์ขององค์กรต่างๆ และฝ่ายการเมือง

ในทางกลับกัน ถ้าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ยอมแก้ไขใดๆ เลย ก็ย่อมทำให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ถูกมองว่าเขียนร่างรัฐธรรมนูญตามใจตัวเองโดยไม่ฟังเสียงของภาคส่วนอื่นๆ และยิ่งตอกลิ่มความขัดแย้งให้ร้าวลึกเข้าไปอีก

ถามว่าจุดเหมาะสมและความลงตัวจะอยู่ตรงจุดไหน บางทีอาจเป็นสิ่งที่ยากต่อการตัดสินใจของคณะ กมธ.ยกร่างฯ และถึงเวลาหนึ่งเวลาใดคงได้เห็นผู้มีอำนาจสูงสุดอย่าง คสช.ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์และต้นน้ำแม่น้ำ 5 สาย เข้ามาสร้างสมดุลด้วยตัวเองเพื่อยุติปัญหาทั้งหมด

 

 

ย้อนอดีต-พลิกกติกา คสช. ผวาฟังเสียงประชาชน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2558 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/363855/ย้อนอดีต-พลิกกติกา-คสช-ผวาฟังเสียงประชาชน

ย้อนอดีต-พลิกกติกา คสช. ผวาฟังเสียงประชาชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ทำหรือไม่ทำประชามติ” เป็นคำถามที่หลายฝ่ายต้องการคำตอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีคำตอบ

ย้อนกลับไปการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แล้ว ต้องส่งให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวหรือไม่

ถ้าประชาชนเสียงข้างมากออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อไป แต่หากเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย ก็ให้ คมช.ประชุมร่วมกับ ครม.นำรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ได้มาปรับปรุงให้เสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันออกเสียงประชามติ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

ในครั้งนั้นเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2550 ผลปรากฏว่าประชาชนมีมติให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ด้วยคะแนน 14,727,306 คะแนน ต่อ 10,747,441 คะแนน หรือคิดเป็นคิดเป็น 57.81% ต่อ 42.19% เรียกได้ว่ามีช่องว่างห่างกันเพียงประมาณ 15% เท่านั้น

เวลานั้นกระแสสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญไม่แตกต่างกับในการร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบันในอดีตมีวาทกรรม “รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง” จาก จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการยกร่างฯ ขณะนั้น มาในครั้งนี้มีวาทกรรม “ให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน อย่างน้อย 5 ปี แล้วค่อยแก้ไข” จาก บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ คนปัจจุบัน

แม้สถานการณ์และบรรยากาศของปี 2550 และ 2558 จะมีความใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการทำประชามติเหมือนในอดีตหรือไม่

วิเคราะห์จากคะแนนการลงประชามติในอดีตแล้ว ย่อมเป็นเหตุผลหนึ่งที่ส่งผลให้ คสช.ไม่กล้าเสี่ยงกับการให้ทำประชามติ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันบรรดาพรรค การเมืองแทบทุกพรรค ซึ่งมีมวลชนจัดตั้งของตัวเองในทุกภูมิภาค ต่างออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบหัวชนฝา ต่างจากอดีตที่หัวหมู่ในการคัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 จะมีเพียงแกนนำพรรคไทยรักไทยที่ คมช.ยึดอำนาจเท่านั้น

จากสถานการณ์และเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ย่อมเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคการเมืองออกมาเป่านกหวีดเพื่อให้มวลชนตัวเองออกมาลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

ขณะเดียวกัน ยังมีอีกปัจจัย ที่มีผลให้ คสช.ยังไม่กล้าเคาะเรื่องการทำประชามติ คือ เงื่อนไขในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ คสช.ยังให้มีผลบังคับใช้ต่อไป แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะไม่มีผลบังคับใช้แล้วก็ตาม

กล่าวคือ ในมาตรา 9 บัญญัติว่า “การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”

ในบทบัญญัตินี้จะแปลไทยเป็นไทยได้ต้องอาศัยการยกตัวอย่างมาประกอบ โดยสมมติว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้มีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจำนวน 40 ล้านคน ดังนั้น หากจะให้ประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีฝ่าเงื่อนไข 2 ประการไปให้ได้

1.จะต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเกิน 20 ล้านคน จากทั้งหมด 40 ล้านคน

2.ใน 20 ล้านคน ที่ออกมาเสียงนั้นจะต้องมีประชาชนมากกว่า 10 ล้านคน ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากอำนาจสูงสุด คือ ประชาชน

ภายใต้สมมติฐานนี้ หากถึงวันออกเสียงลงประชามติแต่มีประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงไม่ถึง 10 ล้านคน ก็เท่ากับว่าการทำประชามติ ในครั้งนั้นไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น

สถานการณ์ที่ว่านี้พรรคเพื่อไทยเคยเผชิญมาแล้วเมื่อปี 2556 โดยเวลานั้นเจอกับกระแสกดดันจากหลายฝ่ายให้ทำประชามติสอบถามว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือไม่

ทว่าสุดท้ายพรรคเพื่อไทยไม่กล้าเสี่ยงทำประชามติด้วยเงื่อนไขของพระราชบัญญัติฉบับนี้ กลับมามองตัวเลขของผู้มีสิทธิออกเสียงในครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 46 ล้านคน (เทียบเคียงกับตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2554 จำนวน 46.9 ล้านคน) ก็จะมีคำถามตามมาว่า คสช.มีพลังพอในการรณรงค์ให้ประชาชนราว 23 ล้านคน หรือมากกว่านั้นออกมาใช้สิทธิได้หรือไม่

เว้นแต่ คสช.จะใช้อำนาจ รัฎฐาธิปัตย์วางกติกาใหม่ โดยไม่ให้นำหลักเกณฑ์ของกฎหมายประชามติฉบับปัจจุบันมาบังคับใช้ ซึ่งอาจทำให ้คสช.พาร่างรัฐธรรมนูญฝ่าด่านประชามติไปได้ ด้วยเหตุผลและปัจจัยต่างๆ เหล่านี้เองที่อาจทำให้ คสช.ยังเลือกซื้อเวลาต่อไปเรื่อยๆ

 

 

ถอดรหัส “ทักษิณ” ชนคสช.ช่วยยิ่งลักษณ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2558 เวลา 08:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/366622/ถอดรหัส-ทักษิณ-ชนคสช-ช่วยยิ่งลักษณ์

ถอดรหัส "ทักษิณ" ชนคสช.ช่วยยิ่งลักษณ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้องยอมรับว่าการขยับแต่ละครั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สร้างแรงสั่นสะเทือนในทางการเมืองได้ตลอด ซึ่งล่าสุดในห้วงบรรยากาศครบรอบ 1 ปีของการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้เคลื่อนไหวในต่างประเทศผ่านการแสดงความคิดเห็นและให้สัมภาษณ์กับสื่อในต่างประเทศ

19 พ.ค. ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระหว่างการสัมมนา “Asian leader Conference” ที่ประเทศเกาหลีใต้ ว่า “ต้องการเห็นรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสบความสำเร็จ แต่คงเป็นเรื่องยากอย่างที่เราสามารถคิดกันได้”

22 พ.ค. ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐ ว่า “โดยปกติแล้วตามกระบวนการยุติธรรมจะต้องมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า จำเลยไม่ได้มีความผิด แต่ดูเหมือนว่าการพิจารณาคดีในครั้งนี้จะสันนิษฐานไปก่อนแล้วว่ายิ่งลักษณ์มีความผิด จึงหวังว่าจะมีการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม”

จากคำให้สัมภาษณ์บางส่วนของอดีตนายกฯ มากอิทธิพลคนนี้ จึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังคิดและทำอะไรอยู่

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะยิ่งลักษณ์ที่อาจถูกศาลลงโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงพยายามออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากที่ตัวเองเงียบหายมานาน โดยกระบวนการยุติธรรมที่กำลังเดินหน้าขณะนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หวาดหวั่นว่ายิ่งลักษณ์จะต้องมีชะตากรรมแบบตน

สังศิต ประเมินอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะประเมินแล้วว่าศาลจะไม่ยอมให้คุณยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศโดยง่าย เพราะมีบทเรียนแล้วจากการอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางออกนอกประเทศ ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จึงตัดสินใจเปิดฉากชนกับรัฐบาล

“โดยทั่วไปจะเริ่มจากวิจารณ์และนำไปสู่การยกระดับการต่อสู้ที่สูงขึ้น เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถทำให้ คสช.ล้มได้” สังศิต กล่าว

ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ว่า ไม่ได้มีอะไรผิดปกติเท่าไหร่ อาจเป็นห้วงเวลาที่ครบรอบเหตุการณ์สำคัญเท่านั้น กลุ่มการเมืองจึงพยายามหาพื้นที่ทางการเมือง และผลักดันประเด็นทางการเมือง ขณะเดียวกันเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้สะดวกมากขึ้น แม้จะมีการจัดระเบียบพื้นที่ มีความพยายามควบคุมการสื่อสารไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงแล้วก็ตาม แต่ในภาพรวมถือว่าการสื่อสารทางการเมืองยังน้อยกว่าในอดีต ขณะเดียวกันสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มการเมืองยังคงเคลื่อนไหวและมีกิจกรรมกันอยู่ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงยังคงบริหารจัดการได้

“รัฐบาลและ คสช.อยากให้กลุ่มการเมืองออกมาเคลื่อนไหวที่เป็นประโยชน์ เพราะอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านกลับไปสู่สภาวะปกติ และกระบวนการกำลังเดินทางไปสู่ระบบการเลือกตั้ง รัฐบาลและคสช. พยายามที่จะสนับสนุน ส่งเสริม หรือสร้างช่องทางให้เขามีบทบาทที่เหมาะสม เช่น แสดงความเห็นเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร แล้วจะแก้ไขอย่างไร รวมถึงประเด็นการปฏิรูป เช่น ความไม่เป็นธรรมต่างๆ ก็เสนอมาแนวทางในการปฏิรูปควรทำอย่างไร เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ด้วย คสช. รัฐบาล อยากเห็นบทบาทที่สร้างสรรค์ ไม่อยากให้ไปพูดถึงคดีในอดีต เพราะคดีเกิดขึ้นมาหลายรัฐบาล หลายปีแล้ว” ปณิธาน กล่าว

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของ สปช. คิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่เป็นการรอจังหวะในทางการเมืองอยู่แล้ว เพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ครบรอบ 1 ปีของการทำงานของ คสช. ประกอบกับคดีต่างๆ ทั้งในส่วนของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบที่เข้มข้น จึงเป็นจังหวะเหมาะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกมาให้สัมภาษณ์

“ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนได้เห็นว่าตัวเองยังไม่ได้ไปไหน และยังพร้อมที่จะเดินหน้าสู้ต่อไปได้ และเหนืออื่นใดเวลานี้ คสช.กำลังเผชิญกับปัญหาหลายเรื่อง จึงต้องออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อหวังผล”เสรี กล่าว

ขณะที่ อุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตรองประธานศาลฎีกาและอดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งเป็นผู้ทำคดีไต่สวน พ.ต.ท.ทักษิณ กรณีซื้อขายที่ดินรัชดา กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนที่ถูกดำเนินคดีมักจะออกมาบอกว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้ง แต่กลับไม่เคยชี้แจงว่ากระบวนการที่ตัวเองถูกกลั่นแกล้งเป็นอย่างไร

“ผมเชื่อระบบกระบวนการยุติธรรมของศาลไม่เคยกระทำกลั่นแกล้งใคร มีแต่ช่วย ทั่วโลกเขายอมรับหลักการของศาล ผมคิดว่ารัฐบาลและ คสช.ควรจะทำอะไรให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทุกคนต้องเข้าใจว่าบ้านเมืองมีปัญหาอยู่แล้ว จึงไม่ควรออกมา
ขยายปมปัญหานั้นให้ใหญ่ขึ้น”อดีตผู้พิพากษา กล่าว

 

 

ส่อง…อนาคตวัดบ้านไร่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:45 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/bn3zJa

ส่อง...อนาคตวัดบ้านไร่

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ทิศทางของวัดบ้านไร่ เมื่อสิ้นหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ไปแล้ว จะอยู่ในทิศทางใดต่อไปในอนาคต ด้วยว่าผลประโยชน์อันมหาศาลภายในวัด จะสานต่อกันอย่างไรบนแรงศรัทธาที่ไม่เหมือนเดิม

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า คนแวดล้อมหลวงพ่อคูณ ลูกศิษย์ต่างๆ ที่ผ่านมาก็ได้อยู่กินมีอำนาจเพราะบารมีของหลวงพ่อ จากนี้พวกเขาจะจัดการกันอย่างไร และปัญหาที่สั่งสมเอาไว้ภายในวัด พวกเขายังมีสิทธิเข้าไปข้องแวะเข้าไปแก้ไข หรือจัดการซึ่งทรัพย์สินเงินทองภายในวัดหรือไม่

พล.ต.ต.มหัคฆพันธุ์ สุรคุปต์ ประธานกรรมการวัดบ้านไร่ ที่ทุกวันนี้กลายเป็นอดีตไปแล้วตามกฎหมาย เพราะหลวงพ่อคูณได้มรณภาพ เปิดฉากเล่ารายละเอียดภายในวัดที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและทิศทางของวัดบ้านไร่ในอนาคตว่า อาจจะมีปัญหาในอนาคตก็ได้ เพราะกรรมการชุดใหม่ที่เข้ามาจัดการดูแลวัด กรรมการชุดเก่าก็ไม่มีใครรู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน แต่เอาเป็นว่านับแต่ที่เข้ามาทำงานตั้งแต่ปี 2546 สำหรับผมแล้วถือว่าได้จัดการทุกอย่างอย่างเรียบร้อย และนำเงินเข้าวัดได้มากที่สุด

“ข้อขัดแย้งในอดีตผมก็ไม่ได้สนใจจะรู้ด้วย แต่ผมเข้ามาทำงานเพราะหลวงพ่อคูณขอร้องให้มาช่วยกัน ผมจึงเข้ามาและจัดการทุกอย่างที่นอกลู่นอกทางให้เข้าสู่กฎเกณฑ์ระเบียบทั้งหมด”

อดีตประธานกรรมการวัดบ้านไร่ บอกว่า แต่เดิมใครอยากทำอะไรก็ได้ หาเงินหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าเงินตัวเองอย่างเดียว ไม่ได้สนใจวัดบ้านไร่ เอาหลวงพ่อคูณไปหากิน เรียกง่ายๆ ว่า  “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ทุกอย่างไร้ซึ่งความเป็นระเบียบ แต่เมื่อได้เข้ามาทำงานก็เรียกประชุมทุกเดือน วางระบบการค้าขายภายในวัดจัดการทุกอย่าง และนำเงินเข้าวัดตามสัดส่วนที่เหมาะที่ควร วัดจึงมีรายได้เข้ามา เงินทองไม่ได้รั่วไหล แต่หลายคนอาจจะไม่ชอบใจ ซึ่งตนเองก็ไม่สนใจ เพราะถือว่ามาทำงานเพื่อวัด เพื่อหลวงพ่อ

“ผลงานผมก็มี วิหารเทพวิทยาคม ผมเป็นคนจัดการให้ได้สร้างขึ้นมา เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้คนที่มาวัดได้มาเที่ยวชม แต่แน่นอนว่าในอนาคตคนก็ต้องน้อยลง เพราะไม่มีหลวงพ่อคูณแล้ว แต่บอกได้เลยว่า นี่คือศิลปะระดับสากลที่ชาวต่างชาติชอบมาก ตอนท่านป่วยผมก็สร้างห้องปลอดเชื้อให้ท่านได้รักษาตัวภายในวัด จัดแพทย์พยาบาลมาเฝ้าดูแล ผมยืนยันว่ากรรมการยุคของผมทำเพื่อวัด ไม่ได้หาผลประโยชน์อะไร”

แต่กับกระแสครหาว่า พล.ต.ต.มหัคฆพันธุ์ ถือสิทธิผูกขาดในการออกใบอนุญาตสร้างพระหลวงพ่อคูณ ซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.ต.มหัคฆพันธุ์ ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และบอกอีกว่า ตัวเขาเองเป็นคนเดียวที่เซ็นอนุญาตได้ แต่การสร้างพระต้องขออนุญาตจากกรรมการในที่ประชุมทุกครั้ง

“ผมไม่เคยเรียกร้องเงิน ว่ากันจริงๆ บางครั้งยังไม่เรียกเอาเงินเลย หากการสร้างนั้นเป็นไปเพื่อสาธารณประโยชน์ แต่หากเป็นพุทธพาณิชย์ก็ต้องมีส่วนแบ่งให้กับวัดบ้าง ซึ่งการเรียกเก็บก็อยู่ที่ว่าคุณสร้างพระมากน้อยแค่ไหนในแง่ของการค้า แต่ผมบอกได้เลยว่า มากสุดผมเรียกเก็บแค่ 2 ล้านบาท ไม่เกินนี้ แต่ก็มีหลายคนที่มาบริจาคเป็นสิบล้านหลังเขาไปสร้างพระแล้ว ก็แค่นั้น รวมถึงที่ผ่านมาก็มีแอบไปสร้างกันเองบ้าง ผมก็ไปตามดูได้ไม่หมด” พล.ต.ต.มหัคฆพันธุ์ ยืนยัน

อีกมุมมองในฐานะลูกศิษย์จาก ธวัชชัย แสนประสิทธิ์ หรือ กำนันป่อง กำนัน ต.กุดพิมาน ที่ว่ากันว่าได้สิทธิดูแลแผงพระเครื่องภายในวัดทั้งหมด ปฏิเสธเรื่องนี้เช่นกันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพียงแต่เป็นตัวแทนของชาวบ้านเข้ามาช่วยเหลือทำงานให้วัดเท่านั้น ไม่ได้ข้องแวะกับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

“รายได้อะไรเข้ามาเท่าไหร่ผมก็ไม่รู้หรอก เพราะไม่ชอบไปยุ่งเกี่ยวเท่าไหร่ แผงพระอะไรผมก็ไม่ได้ดูแล เพียงแต่หลวงพ่อให้มาทำงานก็มาช่วยกัน อีกอย่างวัดก็เปรียบเสมือนบ้านของชาวบ้านในพื้นที่ต้องช่วยกันดูแล ผมบอกตามนี้ละกัน คือ ที่ผ่านมามันไม่เคยมีปัญหาอะไรภายในวัดเลย เพราะคนในพื้นที่เข้ามาดูแลจัดการ กรรมการวัดก็ทำงานกันอย่างดี จะมีแต่คนนอกเท่านั้นที่มาสร้างความวุ่นวาย” ธวัชชัย ย้ำ

สร้างความวุ่นวายอย่างไร เป็นแบบไหน หาผลประโยชน์กับวัดกับหลวงพ่อหรือไม่ กำนันป่องขอไม่ตอบ แต่บอกเพียงว่า ต่อไปก็ต้องดำเนินการทำงานตามวัตถุประสงค์ของหลวงพ่อคูณในฐานะลูกศิษย์ คือ การหาเงินเข้าวัดเพื่อบำรุงพุทธศาสนา บำรุงโบสถ์ และถวายในหลวงตามปณิธานของหลวงพ่อคูณ ซึ่งทั้งหมดต้องทำให้สำเร็จ

“ส่วนต่อไปใครจะมาเป็นกรรมการเข้ามาจัดการภายในวัด ก็ขึ้นอยู่กับชาวบ้านเขาจะเอาใคร แต่ถ้ามาแล้วมาทำงานสร้างความวุ่นวาย ผมบอกได้เลยว่า ผมก็ไม่เอาเหมือนกัน ใครทำฉิบหายก็จะต้องได้ฉิบหาย” กำนันป่อง ย้ำหนักแน่น

กำนันป่อง บอกอีกว่า ที่ผ่านมาข่าวคราวความขัดแย้งต่างๆ เป็นเพราะสื่อมวลชนทำข่าวเสี้ยมให้เกิดการทะเลาะกันแทบทั้งสิ้น ส่วนตัวไม่เข้าใจว่ากลุ่มสื่อต้องการอะไรถึงเล่นข่าวให้เกิดแต่ความขัดแย้ง ทั้งที่เป็นเรื่องต้องช่วยกันทำนุบำรุงพุทธศาสนา แต่กลับมาสร้างความสับสนให้กับสังคม

กลุ่มผลประโยชน์

วัดบ้านไร่ถือเป็นวัดที่คู่บารมีของ “หลวงพ่อคูณ” เพราะหากเอ่ยชื่อใด อีกชื่อก็ต้องตามมาเช่นกัน และเมื่อเป็นเช่นนั้น ผลประโยชน์ที่มากล้นตามชื่อเสียงและบารมีของทั้งวัดและพระ จึงเลี่ยงไม่ได้ว่าเป็นช่องทางการทำมาหากินของกลุ่มบุคคลที่ต้องการทำประโยชน์เช่นกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันหาผลประโยชน์ จึงได้มีการจัดกลุ่มคุมรายได้ต่างๆ ภายในวัดบ้านไร่ ซึ่งถูกจำแนกแบ่งส่วนตามหน้าที่ออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้

1.ตู้และแผงจำหน่ายวัตถุมงคล แผงลอตเตอรี่ กว่า 40 ราย และดอกไม้ธูปเทียนบูชาทั้งบนศาลาการเปรียญและภายในวัดทั้งหมด อยู่ในความดูแลของ ธวัช เรืองหร่าย เหรัญญิกวัดบ้านไร่ โดยมี สมบูรณ์ โสตถิอนันต์ หรือไก่โต้ง เลขานุการหลวงพ่อคูณ และ จู ปริสุทธชาติ หรือเจ๊จู คอยดูแลผลประโยชน์ โดยค่าเช่าที่เป็นทางการ คือ แผงละ 500 บาท/เดือน

2.การออกใบอนุญาตสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคล มี พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ ประธานคณะกรรมการวัดบ้านไร่ จะเป็นผู้พิจารณา โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขไว้ตั้งแต่ปี 2555 ว่าผู้ที่มาขออนุญาตสร้างจะต้องจ่ายเป็นเงินสดก่อน 2 ล้านบาท จึงจะได้รับใบอนุญาต

3.การบริหารจัดการวิหารเทพวิทยาคม มี เกรียงไกร จารุทวี คนสนิทของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เป็นผู้คอยดูแลทั้งการก่อสร้าง บริหารจัดการ และรับผิดชอบ เงินบริจาคที่วิหารทั้งหมด

4.ผลประโยชน์ของร้านค้าชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดบ้านไร่ จะมี ธวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์ หรือกำนันป่อง กำนัน ต.กุดพิมาน คอยเป็นแกนนำชาวบ้านประสานกับคณะกรรมการวัดบ้านไร่ และเป็นบุคคลสำคัญในการเสนอ พระภาวนาประชานาถ หรือหลวงพ่อนุช รัตนวิชโย ขึ้นรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่แทนหลวงพ่อคูณ

 

 

เปิดปูม 3 นักวิชาการเยอรมัน-ฝรั่งเศส สอนมวยยกร่างรธน.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2558 เวลา 22:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/366168/เปิดปูม-3-นักวิชาการเยอรมัน-ฝรั่งเศส-สอนมวยยกร่างรธน

เปิดปูม 3 นักวิชาการเยอรมัน-ฝรั่งเศส สอนมวยยกร่างรธน.

โดย…เจษฎา จี้สละ

ขณะที่ขั้นตอนในการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ระหว่างการสรุปประเด็นในการยื่นญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 25 พ.ค. นี้ ความเคลื่อนไหวของแม่น้ำสายหนึ่ง คือ คณะรัฐมนตรีได้เชิญ 3 ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ  ครั้งที่ 1 ศาสตราจารย์ โดมินิก รุสโซ่ ปาฐกถาเรื่อง “ถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองสู่การปฏิรูปประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย” กรณีศึกษา การร่างรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในวันที่ 22 พ.ค.

ครั้งที่ 2 ศาสตราจารย์ มิเชล โทเปอร์ ปาฐกถาเรื่อง “ถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองสู่การปฏิรูปประเทศในระบอบประชาธิปไตย ” กรณีศึกษา การร่างรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในวันที่ 26 พ.ค. และครั้งที่ 3 ศาสตราจารย์ อูริก คาร์เก้น ปาฐกถาเรื่อง “ถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองสู่การปฏิรูปประเทศในระบอบประชาธิปไตย” กรณีศึกษา การร่างรัฐธรรมนูญของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี  ในวันที่ 27 พ.ค.

จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน มีประสบการณ์เกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญเพียงใจ จนคณะรัฐมนตรีต้องเชิญทั้ง 3 คน เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเทศไทยครั้งนี้

คนที่ 1 ศาสตราจารย์ โดมินิก รุสโซ่ (Prof. Dominique Rousseau) ศาสตราจารย์เกียรติคุณมหาวิทยาลัยปารีสที่ 10 Nanrerre  ประสบการทางวิชาการ เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเมือง Rouen ใน ปี 2512 -2522 และย้ายมาอยู่มหาวิทยาลัยปารีสที่ 10 Nanrerre  รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้อำนวยการศูนย์ทฤษฎีนิติศาสตร์ ซึ่งเน้นแนวคิดที่แตกแขนงจากวิธีตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Legal positivism) โดยยึดถือความเป็นจริงตามทฤษฎีการตีความแบบสัจนิยม คือ การยึดบทกฎหมาย อาทิ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งจะใช้เป็นบรรทัดฐานได้ก่อต่อเมื่อมีการตีความโดยสถาบันยุติธรรมชั้นสูงที่ถือว่าคำตัดสินนั้นเป็นที่สุด สำหรับกรณีตัวอย่างในประเทศฝรั่งเศส คือ สภาแห่งรัฐ ศาลฎีกา หรือศาลรัฐธรรมนูญ

คนที่ 2 ศาสตราจารย์ มิเชล โทเปอร์ (Prof. Michel Troper) ศาสตราจารย์วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ มหาวิทยาลัยปารีสที่ 1 ประสบการณ์ทางวิชาการ ประธานสภาที่ปรึกษาด้านวิชาการของสมาคมนักกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งฝรั่งเศส (AFDC)  อดีตสมาชิกสภาตุลาการ ปี 2545-2549 สมาชิกกองบรรณาธิการวารสารกฎหมายมหาชน (Revue du droit public) ที่ปรึกษากองบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Odile Jacob และบรรณาธิการหนังสือของสำนักพิมพ์ Lextenso ผู้อำนวยการร่วมสถาบันนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชอร์บอน และสมาชิกกิตติมศักดิ์สถาบันการอุดมศึกษาแห่งฝรั่งเศส ทั้งนี้ ศ. โทรเปอร์ มุ่งเน้นการค้นคว้าความขัดแย้งในกฎหมายรัฐธรรมนูญและแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยในการตรวจสอบความถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รวมถึงการผลักดันให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

คนที่ 3 ศาสตราจารย์ อูริก คาร์เก้น (Prof. Ulrich Karpen) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ มหาวิทยาลัยฮัมบรูก ประสบการณ์ทางวิชาการ คณะกรรมการยกร่างกฎหมายแห่งชาติเยอรมนี คณะกรรมการกิตติมศักดิ์ของสมาคม European Association of  Legislation (EAL) ที่ปรึกษารัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร์ในประเทศละตินอเมริกาและประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน แอฟริกาใต้ อิธิโอเปีย และประเทศที่เคยอยู่ภายใต้สหภาพโซเวียตเดิม นอกจากนั้นในช่วงศึกษายังเคยได้รับทุนฟูลไบรท์ (Fulbright) ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัย Pennsylvania State อีกด้วย

ทั้งนี้นายวุฒิสาร ตันไชย กมธ.ยกร่างฯ และเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการดำเนินงาน กล่าวว่า การปาฐกถาของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน ที่กำลังจะจัดขึ้น ได้มีการแจ้งไปยังคณะกมธ.ยกร่างฯ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้สมาชิกของแต่ละหน่วยงานเลือกเข้ารับฟังการแบ่งบันประสบการณ์ของการยกร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศสหรือเยอรมนี อย่างไรก็ตามไม่มีการประสานไปยังผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน เพื่อตรวจสอบสาระสำคัญหรือเนื้อหาของแต่ละคนที่จะปาฐกถา ซึ่งจะต้องติดตามรับฟังข้อคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญที่ได้เชิญมาในครั้งนี้และนำไปเป็นข้อคิดเห็นในการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญต่อไป

 

 

ผ่างบประมาณ “กลาโหม” ความมั่นคงแสนล้านบาท

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2558 เวลา 11:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/MKrrgQ

ผ่างบประมาณ "กลาโหม" ความมั่นคงแสนล้านบาท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

21 พ.ค.คณะรัฐมนตรี จะเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณร่ายจ่ายประจำปีพ.ศ.2559 วงเงิน 2.7 ล้านล้านบาท ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ในวาระที่ 1 โดยเมื่อสนช.ลงมติรับหลักการแล้วจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในรายละเอียดก่อนจะส่งกลับมาให้สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป

สำหรับงบประมาณของหน่วยงานที่น่าสนใจ คือ กระทรวงกลาโหมเพราะได้รับการจัดสรรถึง 207,718.9 ล้านบาท คิดเป็น 7.6% ของงบประมาณทั้งหมด ที่สำคัญได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2558 จำนวน 7.3%คิดเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นจำนวน 14,769.8 ล้านบาท

งบประมาณ207,718.9 ล้านบาทของกระทรวงกลาโหมกระจายอยู่ใน7 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม จำนวน 8,690.3ล้านบาท 2.กรมราชองค์รักษ์ จำนวน748.5 ล้านบาท 3.กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 15,840.8 ล้านบาท4.กองทัพบก จำนวน 102,380.1 ล้านบาท 5.กองทัพเรือ 40,565.7 ล้านบาท6.กองทัพอากาศ จำนวน 38,277.7ล้านบาท และ 7.สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) จำนวน1,215.5 ล้านบาท

จำแนกลงไปในรายละเอียดพบว่า “สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม” มีงบประมาณตาม “แผนงานเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ” ถึง 7,630.4 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายส่วน เช่น การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน จำนวน 76.3 ล้านบาท การบริหารจัดการการป้องกันประเทศ จำนวน 4,040 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วน “กองบัญชาการกองทัพไทย” ก็ปรากฎในทำนองเดียวกันว่าได้รับงบประมาณตามแผนงานเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศในจำนวนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับแผนงานอื่น โดยมีงบประมาณ 15,604.4 ล้านบาท กระจายอยู่ในหลายรูปแบบ แต่อยู่ในแบบของ “การเตรียมกำลัง ใช้กำลังและอำนวยการร่วมในการป้องกันประเทศและการรักษาความมั่นคงภายในโดยกำลังกองทัพไทย” มากที่สุด จำนวน 12,340.3 ล้านบาท

ในเอกสารสารของสำนักงบประมาณที่ส่งมาให้สนช.ระบุถึงวัตถุประสงค์ของจัดสรรงบประมาณดังกล่าวว่า “เพื่อเตรียมกำลัง เสริมสร้าง พัฒนาและบริหารทรัพยากรทางทหารทั้งมวล ให้กองทัพสามารถพึ่งตนเองได้  และมีความพร้อมในการใช้กำลังเพื่อการป้องกัน และปราบปราม แก้ไข และยุติความขัดแย้ง”

ด้าน “กองทัพบก” ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยงบประมาณประจำปี 2558 กองทัพบกได้เพียง 95,485.6 ล้านบาท แต่มามในปีงบประมาณ 2559 งบประมาณของกองทัพบกแตะหลักแสนล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนงบประมาณที่มากที่สุดในงบประมาณของกระทรวงกลาโหม

เอกสารของสำนักงบประมาณระบุถึงแผนงานในการใช้งบประมาณของกองทัพบกเอาไว้ 6 แผนงาน ประกอบด้วย 1.แก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้  686.9 ล้านบาท 2.ส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 160 ล้านบาท 3.เทิดทูน  พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 306 ล้านบาท 4.เสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ 30 ล้านบาท 5.เสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ 100,979.3 ล้านบาท และ 6.ป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด  217.8 ล้านบาท

ในแผนงานเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยกองทัพบกนั้นจะดำเนินการในรูปแบบของ “โครงการรณรงค์เสริมสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ” ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและปลูกฝังจิตสำนึก ความรัก ความสามัคคี อันนำไปสู่ความปรองดองให้แก่ประชาชนในชาติ และเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้กับประชาชนในชาติ

ส่วนแผนงานการเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ มีรายการใช้จ่ายงบประมาณจำนวน 15 รายการ ทั้งนี้มีรายการค่าใช้จ่ายสูงสุดสองรายการ คือ การบริหารและบริการกำลังพล 57,818 ล้านบาท และ การส่งกำลังบำรุง 25,683 ล้านบาท

“กองทัพเรือ” มีงบประมาณภายใต้แผนงานเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ 39,800.2 ล้านบาท มีรายการใช้จ่าย 7รายการ อาทิ การเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล 22,133 ล้านบาท การเตรียมความพร้อมด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ 8,455 ล้านบาท เป็นต้น

‘กองทัพอากาศ’ มีแผนงานการใช้งบประมาณจำนวน 6 แผน ได้แก่1.การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 253.1 ล้านบาท 2.ส่งเสริมบทบาทและการใช้โอกาสในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 20.5 ล้านบาท3.เทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 23.5 ล้านบาท 4.สร้างความปรองดองสมานฉันท์ 6 แสนบาท5.เสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ37,955.2 ล้านบาท และ 6.ป้องกัน ปราบปรามและบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด24.7 ล้านบาท

 

 

วัดใจบิ๊กตู่สอบนายพล “ม.” ฟันตอค้ามนุษย์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2558 เวลา 17:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1FuXkAf

วัดใจบิ๊กตู่สอบนายพล "ม." ฟันตอค้ามนุษย์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้ทั้งเสียงจากฝั่งของตำรวจและทหารจะใจตรงกันยืนยันว่า ไม่มีนายทหารยศนายพลคนใดเกี่ยวข้องในบัญชีรายชื่อส่วยค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา ที่ตำรวจ จ.ระนอง บุกเข้าค้นบ้านพักแห่งหนึ่งเมื่อคืนวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่ปรากฏจากหลักฐานที่เผยแพร่ทางสื่อกลับยืนยันชัดเจนว่า ในช่วงที่ตำรวจจ.ระนอง เข้าค้นและพบหลักฐานในบ้านพักของ ธนาคาร โมฬี เครือข่ายของ วราคม โมฬี หรือโกเนิน ผู้ต้องหาคดีค้าชาวโรฮีนจา ซึ่งรายละเอียดเข้าตรวจค้นในข้อที่ 8 ระบุว่าเจ้าของบ้านพักต้องสงสัยได้ทำธุรกรรมทางการเงินกับนายทหารยศพลตรีนายหนึ่ง

รายงานการตรวจค้นบ้านของผู้ต้องหาเครือข่ายค้ามนุษย์โรฮีนจา จ.ระนอง ดังกล่าว ที่สื่อได้นำเสนอไปแล้ว ลงวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา มี พ.ต.อ.อดิษร ตันเพชรทองกุล รอง ผบก.ภ.จว.รน. พ.ต.อ.อนุสรณ์ งามชื่น รอง ผบก.ภ.จว.รน. พ.ต.อ.สุริยา รัตนกาญจนพันธ์ รอง ผบก.ภ.จว.รน. พ.ต.อ.สมชาย อิ่มใจ ผกก.สภ.เมืองระนอง พ.ต.อ.เสกสรร แก้วสว่าง ผกก.สภ.ละอุ่น พ.ต.อ.สมบัติ ชุมพล พงส.(ผทค) สภ.ระนอง พ.ต.ท.ยุทธนา ทองปาน สว.สส.สภ.เมืองระนอง พ.ต.ต.สานิตย์ ผอบสวัสดิ์ สวป.สภ.เมืองระนอง เป็นเจ้าพนักงานผู้มีชื่อในหมายค้นของศาลจังหวัดระนอง

การตรวจค้นมีขึ้นที่บ้านพักแห่งหนึ่งเลขที่ 260 หมู่ 6 ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2558 เวลา 10.30 น.  มีการระบุถึงหลักฐานเชื่อมโยงนายทหารระดับนายพล โดยเป็นเอกสารการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารต่างๆ (ใบรับฝากเงินโอน) ที่มีไปยังบุคคลต่างๆ เกือบ 20 รายการ ในจำนวนนี้มี 4 รายการ ที่โอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ “นาย พล.ม.” พร้อมกันนี้ยังพบกระดาษเขียนข้อความระบุเลขบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ที่เกี่ยวโยงกับนายพลคนดังกล่าวอีก 1 แผ่น

นายพลอักษรย่อ ม. ซึ่งรับผิดชอบในพื้นที่ภาคใต้ถูกตั้งคำถามขึ้นมาทันทีว่าไปมีชื่อเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร แต่เหนืออื่นใดแล้ว ชั่วโมงนี้ยังไร้วี่แววการตรวจสอบจากฝั่งของต้นสังกัด ทั้งที่นายกรัฐมนตรีเคยประกาศว่า ไม่ว่าใครเกี่ยวข้องจะถูกย้ายหมดแน่

หากมองย้อนไปว่าเหตุใดทำไมทหารจึงไม่ถูกตรวจสอบกรณีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาบ้าง ทั้งที่ที่ผ่านมาตำรวจเป็นฝ่ายเดียวที่ถูกสอบ และถูกย้ายกราวรูดไปกว่า 50 นายในพื้นที่ ทั้งจ.ระนอง สตูล และสงขลา ที่อาจข้องเกี่ยวกับการหาประโยชน์จากกลุ่มชาวโรฮีนจา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เฉพาะตำรวจฝ่ายเดียว แต่ฝ่ายความมั่นคงอย่างทหารต้องรับรู้ รับเห็น รับทราบกับขบวนการค้ามนุษย์ที่มากันนับหมื่นชีวิต ข้ามฝั่งชายแดนทั้งทางบก ทางน้ำ มายังราชอาณาจักรไทย

แม้จะไม่ยืนยันว่ามีการโอนเงินให้นายพล ม. จำนวนเท่าใด หรือด้วยวัตถุประสงค์ใด แต่ประเด็นคือว่าทำไมนายทหารคนดังกล่าวไม่ปรากฏเป็นข่าวถูกเรียกเข้าไปตรวจสอบ หรือตั้งกรรมการสอบสวนว่ามีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างไร ทั้งที่ปรากฏชื่อหราเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาตามหมายจับ

ข้อมูลฝั่งตำรวจเองซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทำงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ ก็ยอมรับว่ามีตำรวจชั้นสัญญาบัตรเข้าไปเกี่ยวข้องกับส่วยค้ามนุษย์จริง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ขบวนการนี้ได้ดำเนินการต่อไป

ขบวนการจะจ่ายให้ตำรวจน้ำที่จะปล่อยให้ชาวโรฮีนจาเข้ามา โดยคิดค่าหัวคนละ 4,000 บาท  และต้องจ่ายให้กับ “ทหารที่ดูแลแนวน่านน้ำ” อีกด้วยในราคาหัวละ 2,000 บาท

ล่าสุด แม้การขยายผลจับกุมเครือข่ายค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจายังคงเดินหน้าตามแรงกระตุกจากรัฐบาล จนถึงขณะนี้ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว 71 คน ควบคุมตัวได้ 33 คน ที่เหลืออีก 38 คน ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี   นอกจากนี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ยึดและอายัดทรัพย์ผู้ต้องหารวมแล้วกว่า 75 ล้านบาท

ทว่าเหนืออื่นใดคำพูดประกาศิตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่หนักแน่นว่า “10 วัน” นับจากวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสแกนทุกตารางนิ้วเคลียร์ปัญหาชาวโรฮีนจาและฟันกับข้าราชการที่เข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องอย่างไม่เลี้ยง ยังไร้พลัง เพราะเพิกเฉยกับกลุ่มคนมีสีพวกเดียวกันอยู่

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,263 other followers

%d bloggers like this: