Category Archives: โพสต์ทูเดย์

ธัมมาลัย…ถวายบูชา แด่ พระสังฆราชา แห่งสยามวงศ์!! (ตอน ๑)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2558 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1JGBDMP

ธัมมาลัย...ถวายบูชา แด่ พระสังฆราชา แห่งสยามวงศ์!! (ตอน ๑)

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา เมื่อ ๙ เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะเปิดไล่เรียงดูข่าวสาร ได้พบเห็นภาพ พระสังฆราชา (Most Ven. Udugama Rathanapala Buddharakkithabhidana) แห่งสยามวงศ์ (อรัญญวาสี) อัสกิริยะมหาวิหาร ศรีลังกา นอนอยู่บนเตียง ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่สิงคโปร์ โดยมีข้อความสั้นๆ ว่า บัดนี้ Passed Away (ละสังขาร) ไปแล้ว… อาตมาจึงได้ติดต่อ พระสิวลีเถระ เลขาธิการมหาโพธิสมาคมของอินเดีย ซึ่งเป็นพระเถระของคณะสงฆ์/สยามวงศ์แห่งศรีลังกา และใกล้ชิดพระสังฆราชามาก เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวในค่ำคืนของวันนั้น จึงได้รับการยืนยันว่า พระสังฆราชา Udugama Rathanapala ได้ละสังขารแล้วจริง… โดยจะมีกำหนดถวายเพลิงในวันที่ ๑๒ เม.ย. ๒๕๕๘ นี้ และจะมีกำหนดการจัดเก็บกระดูกเข้าพระโกศ เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ วัดพระเขี้ยวแก้ว แห่งนครแคนดี้ ศรีลังกา โดยคงจะมีการกำหนดวันเวลาที่แน่นอนอีกครั้ง!

อาตมาเองได้รับพระเมตตาจากพระสังฆราชาแห่งสยามวงศ์มาโดยตลอด โดยได้รับการสนับสนุนในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาจากองค์ท่านโดยตรง ที่ได้พบเห็นการทำงานของอาตมา จนในที่สุด ได้นำเรื่องของอาตมาเข้าสู่สภาสงฆ์แห่งศรีลังกา (สยามวงศ์) ฝ่ายอรัญญวาสี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ เพื่อถวายสมณฐานะ ที่ พระธัมมปฏิปัตติ วยาปติธารา แก่อาตมา นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่คณะสงฆ์ไทย เพราะเป็นสมณฐานะของพระมหาเถระหนึ่งในสิบ ที่แสดงถึงความเป็นผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ และประพฤติปฏิบัติตนถูกต้องตามพระธรรมวินัย อันควรแก่การถวายเกียรติคุณตามความหมายในสมณศักดิ์นั้น

อ่านต่อสัปดาห์หน้า

 

ใช่ หรือ คือ พระภิกษุในพระพุทธศาสนา!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2558 เวลา 12:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1QvlcIx

ใช่ หรือ คือ พระภิกษุในพระพุทธศาสนา!!

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : ทำไมพระสงฆ์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้สละขาดจากโลก แต่ยังออกมายุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมือง เรื่องของชาวโลก ดังข่าวที่เป็นอยู่…

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก่อนจะตอบคำถาม ขอนำสาธุชนเข้าสู่การเรียนรู้พระพุทธศาสนาในเบื้องต้น ด้วยความหมายของ พุทธะ คือ รู้ ตื่น เบิกบาน และปลุกให้ผู้อื่นตื่นตามได้…

…พุทโธ – ผู้รู้ นั้นคือ รู้อริยสัจ ซึ่งเป็นธรรมอันตรัสรู้โดยปัญญาอันชอบของพระพุทธเจ้า

…พุทโธ – ผู้ตื่น นั้นคือ ตื่นจากหลับใหลเพราะกิเลสครอบงำ

…พุทโธ – ผู้เบิกบาน นั้นคือ จิตที่เบิกบานเพราะสิ้นแล้วซึ่งความเศร้าหมอง แจ่มใสเหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญที่ปราศจากเมฆหมอก

…พุทโธ – ปลุกให้ตื่น หรือ โพเธตา นั้นคือ ปลุกให้สัตว์โลกตื่นจากหลับด้วยอำนาจของกิเลส

มีคำกล่าวว่า… พระพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันชอบในอริยสัจ ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้วนั้น เป็นเหมือนผู้บอกทางอันประเสริฐ …เหมือนนายเรือผู้ฉลาด ..เหมือนดอกปทุมที่แย้มบานแล้ว !

ส่วนพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์นั้น จึงเปรียบเหมือน …เส้นทางที่ราบเรียบและภูมิภาคที่ปลอดภัย …เหมือนเรือข้ามฟาก …เหมือนรสหวานที่เกิดจากดอกปทุมนั้น

ในส่วนพระสงฆ์ จึงเปรียบเหมือน …ผู้เดินทางไปตามหนทางนั้น …เหมือนคนที่ต้องข้ามฝั่งด้วยเรือ …เหมือนหมู่ตัวผึ้งซึ่งกินน้ำผึ้งนั้น

ดังนั้น พระสงฆ์…หมู่สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จึงต้องเป็นผู้ถือปฏิบัติดำเนินตามพระธรรมวินัย อันพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว จะไม่สามารถออกนอกแนวได้เลย

พระธรรมวินัย จึงเปรียบดุจกฎหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งหมู่สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าจะต้องปฏิบัติตนอยู่ภายใต้คำสั่ง (พระวินัย)… และคำสอน (พระธรรม) นี้ …พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงมอบพระพุทธศาสนาไว้ให้อยู่ในการกำกับดูแลของพระธรรมวินัย ดุจเป็นศาสดาแทนพระองค์ ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ต่อมา เมื่อโลกเริ่มเข้ามาผสมผสาน ด้วยอ้างความศรัทธาเลื่อมใส จึงต้องมีระบอบการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น โดยอ้างหลักกฎศาสนา (พระวินัย) กฎหมาย กฎสังคม (จารีตประเพณี) แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัย อันอยู่ภายใต้พระโอวาทปาติโมกข์ ที่เป็นดุจธรรมนูญแม่บทในพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา จึงให้ความเสมอภาค …ความมีสิทธิเสรีภาพภายใต้พระธรรมวินัย โดยยึดหลักเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสินปัญหา แต่จะต้องเป็นเสียงข้างมากที่อิงพระธรรมวินัย ที่ถือหลักการเป็นสำคัญ มีธรรมเป็นใหญ่ โดยมีความถูกต้องชอบธรรมเป็นศูนย์รวมจิตใจ

กระบวนการพัฒนาคน สังคม บ้านเมือง โดยอำนาจธรรมจึงเกิดขึ้นด้วยหลักคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา ดังเช่น หากจะพิจารณาการกระทำใดๆ ว่ามีโทษหรือไม่… ให้ยึดธรรมเป็นใหญ่ ดังบางเรื่องผิดกฎหมาย …บางเรื่องไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดกฎสังคม (จารีตประเพณี) …บางเรื่องไม่ผิดกฎหมาย กฎสังคม (จารีตประเพณี) แต่ผิดศีล และบางเรื่อง ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎสังคม (จารีตประเพณี) ไม่ผิดศีล แต่ผิดธรรม …ทั้งนี้ ในที่สุดให้คำนึงถึงธรรมเป็นหลักสำคัญที่สุด

…และหลักธรรมในศาสนานี้ คือ การแสดงความจริงของโทษทุกข์ภัย อันเกิดจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก ดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงความเป็นกลางๆ ตามธรรมชาติ คือ ตามสภาวะที่สิ่งทั้งหลาย มันเป็นของมันเองตามเหตุปัจจัย อันเป็นไปเพื่อเกิดทุกข์-ดับทุกข์ เรียกหลักธรรมดังกล่าวว่า มัชเฌนธรรม โดยมีหลักปฏิบัติที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา (ข้อปฏิบัติในท่ามกลาง) เพื่อความไม่เกี่ยวข้องกับโลก เพื่อการทำโลก (ความทุกข์) ให้สิ้นไป

ดังนั้น พระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จึงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับโลกดุจดังชาวบ้านทั้งหลาย หากแต่สามารถสงเคราะห์โลกด้วยธรรมได้ และธรรมนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อการออกจากโลก ดังที่กล่าวความหมายของ  ที่แสดงรูปลักษณ์ของพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ซึ่งสาธุชนพึงควรเข้าใจ…

เจริญพร

 

ก้าวย่างแห่งการปฏิรูป องค์กรพระพุทธศาสนา!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2558 เวลา 15:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ธรรมะ-จิตใจ/356192/ก้าวย่างแห่งการปฏิรูป-องค์กรพระพุทธศาสนา

 

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระศาสนา… นึกถึงคำภาษิตที่ว่า …ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง สรรพสิ่งที่เกิดมาย่อมเสื่อมสูญ หากยึดมั่นจะพานพบโศกอาดูร แม้ตัวตนยังดับสูญสลายเอย…

การรู้-เห็นความเป็นธรรมดา ด้วยจิตที่มีสติปัญญา จึงเป็นเรื่องสำคัญในการเรียนรู้พระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา จนสามารถรู้-เห็นได้อย่างสะอาดหมดจด สอดส่องเห็นในภายในได้อย่างแจ่มแจ้ง จักย่อมเข้าถึงความเป็นธรรมดาในโลกสังขาร จึงให้ดำเนินชีวิตมุ่งไปสู่ประโยชน์และความควร ด้วยความไม่ประมาท เพื่อให้ถึงจุดมุ่งหวังสูงสุดในประโยชน์และความควรนั้น อันเป็นไปเฉพาะแต่ละชีวิต

พระพุทธศาสนาอุบัติเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ในแต่ละชีวิต ที่สามารถเข้าถึงความรู้-เห็นที่ถูกต้อง ตรงตามความเป็นธรรมดา ที่มีอยู่ในโลก (สังขาร) นี้ …และสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม-สิ่งแวดล้อม เมื่อนำไปสานสัมพันธ์ก่อปฏิสัมพันธ์ต่อกัน จนเกิดการถ่ายทอดความรู้-เห็น ที่เรียกว่า ปัญญาอันชอบ สู่สาธารณชน

จึงไม่แปลก หากผู้มีปัญญาทั้งหลาย จะพร้อมใจกันลุกขึ้นมา คิด อ่าน ทำ ใดๆ เพื่อปกป้องดูแลรักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัยอันบริสุทธิ์ เพื่อให้คงดำรงอยู่สืบต่อไป เพื่อประโยชน์ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย ดังที่บรรพชนพุทธบริษัท เคยกระทำสืบกันมา นับตั้งแต่พุทธปรินิพพาน ที่ได้จัดให้มีการกระทำสังคายนาพระธรรมวินัย ได้แก่ การรวบรวมเรียบเรียงพระพุทธวจนะให้เป็นหมวดหมู่แน่นอน ดังที่ได้มีเหตุการณ์สังคายนาที่สำคัญเกิดขึ้นถึง ๓ ครั้ง ในชมพูทวีป และต่อเนื่องอีกหลายครั้งในแผ่นดินอื่นๆที่รองรับพระพุทธศาสนา จนเกิดพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์ที่สุดขึ้น ดังปรากฏมาถึงปัจจุบันให้ชาวโลกได้ศึกษาปฏิบัติกัน

ดังนั้น เรื่องพระธรรมวินัย จึงมิได้เป็นสาเหตุหลักต่อปัญหาที่ก่อเกิดขึ้นในแวดวงของมหาชนที่นับถือพระพุทธศาสนา …แต่ปัญหาหลักนั้นแสดงปรากฏในกลุ่มชนที่แสดงตนว่าเป็นพุทธบริษัท ที่มีความคิดเห็นที่ปฏิบัติแตกต่างกันไป

ยามใดสังคมชาวพุทธมีบริษัทที่มั่นคงอยู่ในระเบียบแบบแผนตามพระธรรมวินัย พระพุทธศาสนาย่อมรุ่งเรืองแผ่กว้างออกไปอย่างน่าอัศจรรย์ …แต่สมัยใดเต็มไปด้วยอสัตบุรุษ …ผู้อ้างตนเป็นพุทธบริษัท เราจึงพบเห็นกาลโกลาหล เกิดขึ้นในเขตพระพุทธศาสนา ด้วยการประพฤติที่ออกนอกแนว ไม่ซื่อตรง มั่นคงในคำสั่งสอนที่เป็นไปตามพุทธมติดั้งเดิม

จริงๆ แล้ว มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒-๓ มี.ค. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา เมื่อมีการประชุมร่วมกันของคณะสงฆ์นานาชาติ ที่พุทธคยา/อินเดีย โดยมหาโพธิสมาคมในอินเดียเป็นแกนนำ จนมีมติให้มีการประชุมใหญ่ของคณะสงฆ์จากทั้งสองนิกายขึ้นในปีหน้า (พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๐) ณ เวฬุวันมหาวิหาร แห่งพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธในอดีต เพื่อร่วมกันปฏิรูปองค์กรพระพุทธศาสนาให้กลับคืนมาสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน ภายใต้พระธรรมวินัยเดียวกัน และได้มีการรวมพลังคณะสงฆ์นานาชาติ ประกาศปฏิญญาร่วมกันเมื่อวันที่ ๓ มี.ค. ๒๕๕๘ ณ ลานพระโอวาทปาติโมกข์ แห่งเวฬุวันมหาวิหาร เพื่อจะร่วมกันขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาไปในทศวรรษหน้า ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในชื่ออย่างเป็นทางการที่ว่า… “Joint Declaration of Vision to move forward the Propagation of Buddhism … on the occasion of Maghpuja 2558 B.E.” ซึ่งงานการประชุมคณะสงฆ์ในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงไปได้ดีทุกประการ ด้วยความเห็นชอบตรงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่คณะสงฆ์ทุกฝ่าย จะต้องกลับมาร่วมมือกัน… สู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อการสืบอายุพระพุทธศาสนาไปเบื้องหน้า ภายใต้พระธรรมวินัยเดียวกัน ดังคำกล่าวปฏิญญา ณ เวฬุวันมหาวิหาร เมื่อวันที่ ๓ มี.ค. ๒๕๕๘ ในตอนหนึ่งว่า

“…บัดนี้ เราทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันประกาศปฏิญญาร่วมกันว่า… จะถือปฏิบัติตามพระวินัยที่เป็นไปตามพระโอวาทปาติโมกข์ และพร้อมที่จะชำระความเห็นผิด… การตีความผิด การปฏิบัติที่ผิดแผกไปจากพระโอวาทปาติโมกข์ และพร้อมใจกันที่จะร่วมกระทำการสังคายนาพระวินัย เพื่อความเป็นแบบอย่างอันเดียวกันในการถือปฏิบัติของคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ที่มุ่งศึกษาปฏิบัติเป็นไปเพื่อพระนิพพาน…

และเราทั้งหลาย ขอให้สัญญากันและกันว่าจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรพระพุทธศาสนาไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไป…”

เจริญพร

รัตนรังสี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2558 เวลา 15:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Nqp4pG

รัตนรังสี

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

เหรียญที่เห็นอยู่นี้มีชื่อว่า เหรียญรัตนรังสี

ผู้ดำริให้จัดสร้างขึ้นคือ พระมหาวิบูลย์ พุทธญาโณ แห่งวัดโพธิคุณ ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก

ใครที่ไม่รู้จักพระอาจารย์มหาวิบูลย์ให้นึกถึงข่าว คุณสมประสงค์ ชาวนาไร่ ศิลปินผู้อุทิศตน ใช้เวลา 17 ปีสร้างอุโบสถอันวิจิตรหลังหนึ่งกลางป่าเมื่อหลายปีก่อนโน้น เป็นเรื่องราวน่าทึ่ง จนมีรายการโทรทัศน์ไปถ่ายทำและจัดทำเป็นหนังสือออกมาเผยแผ่กันทั่วไป วัดแห่งนั้นคือ วัดโพธิคุณ ซึ่งมีเจ้าอาวาสคือ พระอาจารย์มหาวิบูลย์ รูปนี้นั่นเอง

พระอาจารย์มหาวิบูลย์เป็นนักพระปฏิบัติ ท่านมีอายุ 76 ปี 56 พรรษา เพิ่งมรณภาพไปเมื่อปี 2555 แต่ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่นั้นท่านก็ได้สร้างประโยชน์ต่อพุทธศาสนาไว้มาก ไม่ว่าด้วยการเพียรปฏิบัติ จนมีลูกศิษย์ลูกหา ปฏิบัติตามหลักสัมมาทิฏฐิจำนวนมาก รวมทั้งการสร้างศาสนวัตถุและศาสนสมบัติสืบทอดไว้ในพุทธศาสนา

มิใช่แค่พระอุโบสถเท่านั้นที่น่าทึ่ง เรื่องราวของท่านและวัตถุมงคลของท่านก็เป็นเรื่องน่าทึ่งเช่นกัน

เหรียญรัตนรังสีนี้เป็นวัตถุมงคลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นของดีเลิศที่หาได้ยากยิ่ง

ลักษณะเหรียญเป็นประติมากรรมนูนต่ำ ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธรูปปางมารวิชัยแต่มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธสมัยสุโขทัยประทับนั่งอยู่บนแท่นอาสนะ ด้านข้างมีลายกนกประดับอยู่ทั้งสองข้าง ด้านหลังเป็นรูปพุทธบริษัททั้งสองคือ อุบาสกและอุบาสิกาอยู่ในท่านั่งพนมมืออยู่ด้านซ้ายและขวา ตรงกลางเป็นรูปธรรมจักร กลางธรรมจักรเป็นรูปดอกบัวบาน 8 กลีบ มีกงเกวียนแยกออกไปที่ริมขอบ 8 กง ชี้ไปยัง 8 ทิศ

แค่ลำพังการออกแบบที่สวยงามเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นของที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน โดยเฉพาะด้านหลังนั้นเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น ที่มิเพียงสวยงามหากแต่ยังเปี่ยมไปด้วยความหมายอีกด้วย

ที่ทำได้ออกมาสวยงามขนาดนี้เพราะดำเนินการโดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์

แค่ผู้สร้างเป็นพระดี มีการออกแบบและจัดสร้างออกมาได้อย่างสวยงามยังไม่พอ ยังสำคัญที่การอธิษฐานจิตด้วย

เหรียญรัตนรังสีสร้างขึ้นมาจำนวน 3,339 เหรียญ แต่ผ่านการอธิษฐานจิตจากคณาจารย์ทั้งสิ้น 119 รูป ใช้เวลาอธิษฐานจิตถึง 5 ปีเศษ

ที่ยาวนานขนาดนี้มิใช่จัดพิธีปลุกเสกรวมหมู่แล้วเก็บไว้นาน หากแต่เป็นเพราะผู้สร้างซึ่งเป็นศิษย์หลวงพ่อมหาวิบูลย์ตระเวนเอาไปฝากให้พ่อแม่ครูอาจารย์ช่วยพิจารณาทีละรูปแต่ละรูปก็ทิ้งไว้ให้ใช้เวลาแบบเต็มเหนี่ยว เช่น อยู่กับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล 7 เดือน พระอาจารย์วัน อุตตโม 1 พรรษา เป็นต้น

นอกจากนั้นยังนำเข้าพิธีใหญ่ถึง 13 พิธี

คณาจารย์ที่เมตตาพิจารณาเมตตาให้นั้น เรียกว่ายุคนั้นท่านใดมีชื่อมีเสียงก็ผ่านมือท่านหมดไม่ว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่หลุย จันทสาโร หลวงปู่คำดี ปภาโส หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่บุดดา ถาวโร หลวงปู่กินรี จันทิโย หลวงปู่สาม อกิญจโน หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวรรณโณ ฯลฯ

ดังเอกสารหลักฐานในอดีตที่เอามาแสดงประกอบให้เห็นอยู่นี้

เท่าที่ศึกษาดูเอกสารเก่าๆ มีครั้งหนึ่งที่นิยตสารลานโพธิ์เคยตีพิมพ์เรื่องพระเครื่องชุดนี้แล้วบอกถึงข้อพึงสังวรและวิธีการบูชาพระรัตนรังสีไว้ด้วยว่า

“พระคณาจารย์ ท่านผู้อธิษฐานพระรุ่นนี้ได้ขอให้แจ้งกับผู้ที่ใช้พระรุ่นนี้กับทุกท่านทราบดังนี้ ผู้ใดได้รับพระชุดนี้ไปแล้ว ทำทุจริตผิดศีลธรรมในวงงานราชการ ไม่ทำราชกิจให้สุจริตและยุติธรรม ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งราชการด้วยความสุจริตและธรรม

ทำผิดครั้งแรก ต้องสารภาพผิดต่อผู้บังคับบัญชาและสมาทานศีล 5 ให้ดีงามแล้วไหว้พระสวดมนต์ใช้หนี้ แล้วขอขมา ในโทษที่ล่วงเกินหรือทำผิด

ทำผิดครั้งที่สอง ต้องสารภาพผิดเช่นเดิม แล้วสมาทานศีล 5 ให้ดีงามแล้วเจริญพระพุทธคุณ 108 จบ

ทำผิดครั้งที่สาม โดยตั้งใจหรือแกล้งทำผิดมีอยู่สองทาง คือ 1.จะเกิดเหตุวิบัติโดยประการต่างๆ 2.จะไม่ได้รับพุทธานุภาพคุ้มครองรักษา มีพระอยู่ก็จะเป็นแต่เพียงโลหะธาตุธรรมดาเท่านั้น

อีกประการหนึ่งห้ามนำพระนี้ไปซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยเด็ดขาด ถ้าผู้ใดขืนทำจะได้รับความวิบัติไปตลอด หาความเจริญมิได้

ผู้ปรารถนาความเจริญในการใช้พระรัตนรังสีทางที่ดีควรสมาทานศีล 5 รักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อยดีงาม แล้วประกอบกิจการงานที่เป็นการเลี้ยงชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ) การทำงานชอบ (สัมมากัมมันตะ) ด้วยความอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ทั้งงานราชการและงานส่วนตัวโดยไม่ผิดศีลธรรม กฎหมายขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม

ก่อนนอนทุกคืนควรภาวนาว่า “พระพุทโธ เม นาโถ พระธัมโม เม นาโถ พระสังโฆ เม นาโถ”

ให้ภาวนาคืนละ 5 จบ สงบจิตขออานุภาพเพื่อความสุข ความเจริญรุ่งเรือง จะไม่มีภยันตรายภัยพิบัติใดๆ เกิดขึ้น จะประสบผลอันสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ”

อันนี้เป็นข้อมูลจากหนังสือเก่าๆ นะครับ สมัยนี้คนได้พระไปก็คงไม่มีสลากคู่มือนี้ติดไปด้วย

พระน่ะดีแน่ เจอที่ไหนอาราธนาขึ้นคอได้เลย แต่อ่านสลากแล้วดูเหมือนจะเป็นของแสลงของคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะข้าราชการผู้ไม่ทำราชกิจให้สุจริตและยุติธรรม

 

ยกระดับสำนักงานกำกับพระธรรมทูต เป็นองค์กรตามกฎหมาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2558 เวลา 15:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1NqnnZs

ยกระดับสำนักงานกำกับพระธรรมทูต เป็นองค์กรตามกฎหมาย

โดย…สมาน สุดโต

สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จะยกระดับขึ้นเป็นสำนักงานที่มีกฎหมาย รับรองให้เป็นองค์กรหนึ่งที่ขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคม เป็นหน่วยงานตั้งอยู่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนพระธรรมทูตให้ทำงานในต่างประเทศได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

สำนักงานนี้จะบริหารแบบองค์การ ที่มีประธาน มีกรรมการ มีที่ปรึกษา มีเลขาธิการ เพื่อการปฏิบัติงานได้สะดวก และชัดเจนขึ้น โดยรัฐต้องตั้งงบประมาณประจำปีมาสนับสนุนการดำเนินงานของพระธรรมทูตในต่างประเทศ ทั้งนี้ในอดีตถึงปัจจุบันพระธรรมทูตออกไปปฏิบัติงานต่างประเทศด้วยมือเปล่า แต่หลังจากนี้จะมีงบประมาณสนับสนุน ไม่ต้องสู้มือเปล่าอีกต่อไป เรื่องแบบนี้ไม่เคยมี แต่ต่อไปนี้จะมีขึ้นแล้ว

งบประมาณที่รัฐจัดให้ไม่ใช่เพื่อการก่อสร้าง แต่เพื่อสนับสนุนการเดินทางเพื่อการเผยแผ่

การทำงานเพื่อการเผยแผ่ในอดีตได้ผลถ้ามองมูลค่าประเมินมิได้ ถ้าดูศาสนสมบัติในต่างประเทศ จะพบว่ามีมูลค่ามหาศาล ไม่ใช่เงินของคนไทยที่อยู่ในประเทศไทย มันเป็นเงินของคนไทยที่อยู่ในประเทศนั้นๆ หรือคนที่นั่นมอบให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา ยกตัวอย่างที่ประเทศอังกฤษ ชาวอังกฤษยกที่ดินนับพันไร่รวมทั้งบ้านถวายท่านสุเมโธ ศิษย์หลวงพ่อชา เพื่อทำเป็นวัด นอกจากที่คนไทยช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำให้พระพุทธศาสนา ในประเทศต่างๆ มีมูลค่านับร้อยล้านบาท

พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) รักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2558 ก่อนหน้านั้นท่านกล่าวชื่นชมพระธรรมทูตที่ไปทำงานในต่างประเทศว่า ท่านเหล่านั้นเป็นผู้เสียสละ เอาชีวิตถวายพระศาสนา เนื่องจากท่านเหล่านั้นลุยมาตั้งแต่ต้นโดยมีเป้าหมายคือการเผยแผ่พระศาสนา

เมื่อท่านพระธรรมทูตไปแล้วได้ผลอย่างไร อาตมาว่าท่านทำได้ผลเกินร้อย เพราะท่านออกไปมือเปล่า ไม่มีอาวุธเลย นอกจากนำหลักธรรมคำสอนไปเผยแผ่เท่านั้น

ผลพวงที่ได้ คือ เรามีวัดเป็นที่พักพิงสำหรับคนไทยที่อยู่ในประเทศต่างๆ และเป็นโชว์รูม ในต่างประเทศให้คนในประเทศนั้นๆ รู้จักประเทศไทยว่าเรามีวัฒนธรรมประเพณีอย่างไร สื่อให้คนท้องถิ่นประเทศนั้นๆ รู้จักประเทศไทยทั้งวัฒนธรรมและศาสนา เท่ากับเป็นการรับรองว่าพระพุทธศาสนาไปแล้วได้อะไร

นโยบายต่อไป ในฐานะที่เป็นผู้ดูแลนั้น แต่ไม่อยากคิดว่าเป็นผู้กำกับ หรือบังคับบัญชา แต่อยากคิดว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนให้เขาทำงานได้กว้างไกลมากขึ้น

ทั้งนี้ เพราะตัวท่านนั้นทำงานนี้มานานแล้ว หรือหากนับปีก็ประมาณ 10 ปี โดยได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระพุุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่มอบงานให้ทำ ในฐานะประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ท่านจึงคุ้นเคยและรู้จักงานด้านนี้ดี

พร้อมกันนั้น ท่านได้ชื่นชมว่า งานต่างๆ ในต่างประเทศ ของพระธรรมทูตว่าทำได้ชัดเจนมาก เช่น มีสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และสหภาพสงฆ์ไทยในสหภาพยุโรป เป็นองค์กรควบคุมดูแลกันเองของพระสงฆ์ในต่างประเทศ

เมื่อถามว่าประเทศไหนรับการขยายพระพุทธศาสนาได้มากที่สุด ท่านบอกว่าเรื่องนี้ต้องอธิบายโดยยกตัวอย่างอาหารของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน แต่ละประเทศก็มีรสนิยมของตนอย่างหนึ่ง ของไทยก็อีกแบบหนึ่ง เมื่อเรานำอาหารของเราไปให้เขาชิม จะถูกใจประเทศไหนมากกว่า ประเทศนั้นก็รับมากกว่า อาหารคือธรรมนั่นเอง ถ้าถูกใจ เขาก็ชอบ สหรัฐอเมริกาก็แนวหนึ่ง ยุโรปก็อีกแนวหนึ่ง ที่สนใจการปฏิบัติธรรมมากขึ้น

เมื่อถามถึงสถานการณ์พระพุทธศาสนาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะจากการอภิปรายของสมาชิก สปช.ที่รับทราบรายงานของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่  24 มี.ค.ว่า ท่านไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยากให้เป็นหน้าที่ของคนที่เคยอยู่วัด เติบโตมากับวัด ว่ามีแนวคิดปกป้องที่ที่เคยอยู่เคยกินอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องที่เขาจะเอากฎหมายมาบังคับแทนวินัย (พระ) นั้น เขาต้องการอะไร จะไล่พระออกจากวัดทั้งหมดหรือ เพราะวินัย (พระ) กับกฎหมาย (บ้านเมือง) มันคนละเรื่อง จะเอากฎหมายมาบังคับวินัย (พระ) พระอาจสึกหมด ตอนนี้พระสงฆ์ยิ่งน้อยอยู่

 

อย่าทำให้ผ้าเหลืองร้อน บาปนะโยม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2558 เวลา 15:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1FYrKvJ

อย่าทำให้ผ้าเหลืองร้อน บาปนะโยม

โดย…สมาน สุดโต

ความคิดความอ่าน และความในใจของปัญญาชนคนบางกลุ่ม บางทีก็ยากแท้หยั่งถึง ดังเช่นปฏิบัติการของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ที่มี ไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน ได้รัวใส่คณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนายับเยิน ในรายงานที่เสนอ สปช. เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2558  หลังจากเคยเปิดแผลให้สังฆมณฑลตั้งแต่มหาเถรสมาคม ถึงพระเณระหางแถวไปแล้ว โดยประกาศยุบตัว ทำให้สงฆ์ส่วนหนึ่งหลงว่าจบ จึงหยุดเคลื่อนไหว เมื่อ 12 มี.ค. 2558

แต่ที่ไหนได้ วันที่ 24 มี.ค. คณะปฏิรูปที่ยุบตัวได้รายงานให้ สปช.ทราบว่าแนวทางที่ศึกษาไว้  โดยฝากคมหอกคือปากทิ่มพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล  ทำให้เห็นการวางหมาก กรรมการชุดนี้แหลมคม ทำเอาพระสงฆ์ต้องเอาผ้าเหลืองคลุมหัว เพราะถูกสาวไส้ให้กากิน ทั้งที่มีไส้ไม่กี่ขด

เมื่อสาวไส้แล้วก็เย็บแผล โดยเสนอหลักการปฏิรูปพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์

1.เสนอให้มีร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ

2.เสนอให้ปรับปรุงกฎของมหาเถรสมาคม (มส.) ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการหรือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะการปกครองสงฆ์ควรจะมีการกระจาย อำนาจ

3.ควรมีกลไกนำหลักการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยมาบัญญัติให้เกิดความชัดเจนว่าการปฏิบัติใดเป็นไปตามพระธรรมวินัยหรือไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย เพื่อให้มีการตรวจสอบป้องกันการบิดเบือนหรือแอบอ้างพระธรรมวินัย

4.ปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ทันกับเหตุการณ์

เมื่อย้อนไปดูวิธีการทำงานคณะกรรมการที่มี ไพบูลย์ เป็นประธาน ต้องยอมรับว่าหลักแหลม เริ่มจากหยิบยกพระลิขิตเรื่องพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ปี 2542 มาตีแผ่อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ยุติไปรอบหนึ่งแล้ว แต่เรื่องนี้พูดเมื่อไรเป็นข่าวเมื่อนั้น ประกอบกับเรื่องของวัดพระธรรมกายเองมีเรื่องให้สังคมพูดถึงมาก เช่น จัดเดินธุดงค์ธัมมชัยในเมืองหลวง หรือทุจริตที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ศิษย์เอกของวัดและพระธัมมชโยพระลูกวัดบางรูปมาเกี่ยวโยง พูดเรื่องนี้ถูกใจสังคม

ต่อมาก็มีเรื่องฉาวเกี่ยวกับอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ (พระพรหมสุธี) ที่ สตง.ตรวจพบว่าใช้เงินหลวงที่ให้ไปใช้ในงานศพส่อไปในทางทุจริต เปิดโปงความร่ำรวยผิดปกติของอดีตเจ้าอาวาส ต่อมาก็มีเรื่องพระอลัชชีขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนอื่นๆ ตลอด ก็เรียกว่าการศาสนาและปัญหาสงฆ์เข้าทางกรรมการปฏิรูปชุดนี้แบบไม่ต้องเหนื่อย

ปัญหาวัดพระธรรมกาย และปัญหาเรื่องพระลิขิต สมเด็จพระสังฆราช ทำให้พระหลายรูปหลุดจากตำแหน่ง แม้กระทั่งพระบางรูปสมณศักดิ์ยังไม่ถึงยังอ้างว่าได้รับพระบัญชาให้เป็นกรรมการ มส.แต่สอบสวนแล้วต้องหลุด เรื่องนี้เกิดพร้อมๆ กับพระลิขิตธัมมชโย ในปีนั้นเหมือนกัน

กรณีวัดพระธรรมกายเกิดเมื่อเดือน พ.ย. 2551 ที่สื่อมวลชนเสนอไปในแง่ลบต่างๆ  รวมแล้ว 4 ประเด็น คือ ก่อสร้างสถานที่ใหญ่โต ประชาสัมพันธ์กิจการของวัดอย่างกว้างขวาง อวดอ้างอภินิหารหลวงพ่อสด และการรวบรวมเงินบริจาคจำนวนมาก

ที่ประชุมมหาเถรสมาคมมีมติ 427/2551 ให้พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) เจ้าคณะภาค 1 ในขณะนั้น ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมด้วย ไปดำเนินการสอบสวนแล้วรายงานให้มหาเถรสมาคมทราบ ซึ่งท่านได้ทำตามที่ได้รับมอบหมาย ได้รายงานให้เจ้าคณะใหญ่หนกลางสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2552 เจ้าคณะใหญ่สั่งให้อธิบดีกรมการศาสนา (ที่เป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคมในขณะนั้น) นำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณา

กรรมการ มส. ยุคนั้น 19 รูป ยังมีชีวิตในขณะนี้ 2 รูป คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ขณะนั้นเป็นพระอุดมญาณโมลี)  และพระธรรมกิตติวงศ์ (ปัจจุบันคือพระมหาโพธิวงศาจารย์) ที่ไม่ได้รับแต่งตั้งอีก

ไม่ใช่เรื่องที่พระพรหมโมลีพิจารณาศึกษาเท่านั้น เรื่องวัดพระธรรมกาย ยังมีหน่วยงานอื่นศึกษาอีก 4 เรื่อง พระพรหมโมลีจึงรวบรวมนำเสนอให้ มส. พิจารณาทั้งหมด มส.พิจารณามีมติว่ารายงานพระพรหมโมลีชอบแล้ว

เรื่องก็น่าจะจบตามมติที่ประชุมมหาเถรสมาคมในวันที่  22 มี.ค. 2552 หากแต่ไม่ครับ เพราะขณะที่กำลังพิจารณาเรื่องนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ยื่นบันทึก 6 บรรทัดให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ อ่านให้ที่ประชุมฟัง  เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์อ่านจบส่งให้ พิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา

เมื่อเวลาผ่านไป 4-5 วัน มีการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือ 6 บรรทัด มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร  พระราชรัตนมงคล ที่ทำหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการศาสนาวันที่ 26 เม.ย. 2552 ให้เผยแผ่พระลิขิตลง ต่อมา มส.พิจารณาลิขิต และมีมติเมื่อ 10 พ.ค. 2542 ว่ามหาเถรสมาคมมีมติสนองพระดำริมาโดยตลอด แต่ให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม

เรื่องหายุติไม่ ประชาชนไม่พอใจหาว่า มส.เข้าข้างวัดพระธรรมกาย เข้าข้างพระธัมมชโย เหตุการณ์เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดกับ มส.เมื่อเดือน ก.พ. 2558 อีกครั้ง

ส่วนข้อเสนอ กรรมการปฏิรูป คนที่เห็นข่าวพระข่าวสงฆ์ตามหน้าหนึ่ง ก็ต้องบอกว่าได้เวลาแล้ว แต่เมื่อหันไปถามพระคุณเจ้าผู้ทรงศีล มีศีลาจารวัตรงาม ท่านก็ว่า ว่าโยมที่เสนอนั้นลองมาบวชดูบ้างซิ แล้วจะรู้สึกว่าที่พระคุณเจ้าท่านเป็นเนื้อนาบุญให้พวกเรานั้น ท่านต้องมีความอดทนอย่างไร จะทำอะไรๆ ก็เปิดเผย ไม่ได้วางแผนเพื่อทำลายใคร นอกจากจะถูกทำลายจากศัตรูภายนอกและภายใน จึงขอว่าอย่าทำอะไรให้ผ้าเหลืองเดิือดร้อนเลย เป็นบาป นะโยม

 

น้ำใจจากท่านทูตอินเดีย สู่ศาสนิกชนชาวไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2558 เวลา 12:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1FnzFSX

น้ำใจจากท่านทูตอินเดีย สู่ศาสนิกชนชาวไทย

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : แนวทางการช่วยเหลือศาสนิกชนที่จาริกแสวงบุญในอินเดีย

วิสัชนา : เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา… จริงๆ แล้วห้วงเวลาวันที่ ๑๙-๒๙ มี.ค. อาตมาต้องเดินทางไปอินเดีย… แต่ด้วยสังขารไม่เที่ยง มีความเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา แม้ดำรงอยู่ก็แปรปรวน จึงให้ต้องขอลาเพื่อหยุดพักธาตุขันธ์ที่เพิ่งใช้งานหนักในช่วงสัปดาห์เทศกาลมาฆบูชาที่ผ่านมา ณ อินเดีย…

ก่อนเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่อินเดีย อาตมาได้มีโอกาสพบกับเอกอัครราชทูตอินเดียประจำไทย (H.E. Mr. ชHarsh Vardhan Shringla) ที่ได้แสดงแนวคิดอันแน่วแน่ และความตั้งใจในการให้การสนับสนุน ตลอดจนอำนวยความสะดวกแก่ศาสนิกชนชาวไทยที่ประสงค์เดินทางไปประกอบศาสนกิจในอินเดีย…

…โดยท่านทูตอินเดียได้มีคำถามว่า… รัฐบาลไทยมีโครงการหรือนโยบายให้การช่วยเหลือการเดินทางของชาวพุทธไทยไปอินเดียอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่… อย่างไร…

…ซึ่งหากมีโครงการลักษณะดังกล่าว สถานทูตอินเดียก็สามารถเข้าไปช่วยสนับสนุนได้ เพื่อช่วยกระตุ้นให้เดินทางได้มากขึ้นและสะดวกขึ้น …โดยท่านทูตฯ กล่าวว่า อินเดียมีรูปแบบในการให้การช่วยเหลืออยู่หลายลักษณะ ดังเช่นกรณีชาวอินเดียมุสลิมเดินทางไปแสวงบุญที่เมกกะ เป็นต้น…

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจยิ่งในข้อคิดจากท่านทูตอินเดีย ได้แก่ ในเรื่องที่ชาวไทยและรัฐบาลไทยควรจะมีความตระหนักรู้ (Awareness) เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับอินเดีย ซึ่งปัจจุบันไทยมีนโยบายด้านต่างๆ มุ่งเน้นไปทางโลกตะวันตกค่อนข้างมาก แตกต่างจากความสนใจและตระหนักรู้เกี่ยวกับอินเดียที่ยังมีไม่มากพอ ทั้งๆ ที่อินเดียและไทยมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้นมาช้านาน โดยเฉพาะในด้านจิตวิญญาณและวัฒนธรรม… ตลอดจนถึงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอินเดียนั้นมีพันธมิตรอยู่มากมาย และจะเป็นโอกาสทางธุรกิจต่อประเทศไทย ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนี้…

 

ในตอนท้ายของการสนทนา ท่านทูตอินเดียได้แสดงความเป็นกัลยาณมิตรที่อินเดียมีต่อชาวไทย คือ การแสดงความจริงใจที่พร้อมช่วยเหลือชาวไทยให้ได้รับความสะดวกในการเดินทางสู่อินเดีย แดนมาตุภูมิของพระพุทธศาสนา โดยเสนอแนวคิดว่าควรมีบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ระหว่างไทยกับอินเดียในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกวีซ่าหรือการดูแลความปลอดภัยแด่นักแสวงบุญชาวไทย ที่เดินทางไปปีละหลายแสนคน และการมีส่วนร่วมของรัฐบาลทั้งสองประเทศ เพื่อประโยชน์ของผู้เดินทางจาริกแสวงบุญที่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวโดยทั่วไป… เรื่องดังกล่าวอาตมาจะได้นำเสนอ รมช.ต่างประเทศ (นายดอน ปรมัตถ์วินัย) ซึ่งเพิ่งมีโอกาสพบกันที่พุทธคยา ณ มหาโพธิสมาคม อินเดีย ในวันที่มีการประชุมคณะสงฆ์นานาชาติ ในเรื่องการร่วมกันให้ความเห็นชอบในปฏิญญาการขับเคลื่อนของคณะสงฆ์ เพื่อการสืบอายุพระพุทธศาสนาไปเบื้องหน้า… เมื่อวันที่ ๒-๓ มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินการต่อไป

ในท้ายนี้ มีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวจากท่านทูตพลเดช วรฉัตร ที่เคยทำหน้าที่อัครราชทูตไทยในอินเดีย ที่มีข้อความมาถึงอาตมาว่า…

กราบเรียนพระอาจารย์อารยะวังโส …เป็นนิมิตหมายที่ดีครับ ที่ทุกภาคส่วนจะเข้ามาดูแลตรงนี้

พระธรรมทูตไทยสายอินเดียจะมีบทบาทสำคัญครับ เพราะอยู่ในพื้นที่คุ้นเคยกับการดูแลผู้แสวงบุญชาวไทยค่อนข้างมาก หากมีการประสานงานใกล้ชิด เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น…

หมายเหตุ… ในวันอาทิตย์ที่ ๒๙ มี.ค. ๒๕๕๘ เวลา ๐๗.๓๐-๑๐.๐๐ น. ขอสาธุชนร่วมกันเจริญพระพุทธมนต์ อบรมจิตตภาวนา บูชาบารมีธรรมสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
ณ พระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลโดยมี พระอาจารย์อารยะวังโส เป็นประธานฯ

เจริญพร

 

ถึงเวลาปฏิรูปศรัทธา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2558 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1FPKQnU

ถึงเวลาปฏิรูปศรัทธา

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

เรื่องปฏิรูปผ้าเหลืองเงียบหายไปตามกาลเวลา หลังอยู่ดีๆ คณะกรรมการที่มุ่งหวังจะปฏิรูปศาสนาก็ปิดจ๊อบตัวเองไปเสียดื้อๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร

ซ้ำรายงานที่ปล่อยออกมามีข้อเสนอแนะเจือจางไร้การรื้อระบบเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรม  จนอาจนำไปปฏิบัติจริงไม่ได้ ซึ่งก็น่าคิดว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่สามารถทำอะไรกับสถาบันสงฆ์ เพื่อให้ดีขึ้นได้ ทั้งที่เป็นสถาบันที่ (ควรจะ) อยู่ได้ด้วยความศรัทธาของฆราวาสล้วนๆ

ครับเรื่องของวงการสงฆ์ที่ชาวพุทธต้องให้ความสนใจ ไม่ใช่มีแต่เรื่องของ “วัดพระธรรมกาย” ที่ใช้พุทธพาณิชย์สร้างธุรกิจบุญกระจายความร่ำรวยเพียงแห่งเดียวอย่างที่ใครหลายคนเชื่อ

เพราะวิธีการสร้างธุรกิจบุญอย่างวัดพระธรรมกาย ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียวแต่ยังถูกกระจายออกไปยังวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยที่กระบวนการควบคุม-ตรวจสอบกันเองของพระ ไม่รู้ไม่ชี้กับวิธีการดังกล่าว

ขณะเดียวกันขั้นตอนการเลื่อนสมณศักดิ์ของพระชั้นผู้ใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ มีการติดสินบนซื้อตำแหน่งไปจนถึงมีเรื่องราวรั่วไหล ว่าพระชั้นผู้ใหญ่บางคนนำเงินที่ญาติโยมทำบุญ ไปให้ลูกหลานตัวเองทำธุรกิจใหญ่โต

โครงสร้างสังคมแบบไทยๆ ที่นับถือคนผ่านอำนาจบารมี ทำให้พระสงฆ์ที่ควรจะมีหน้าที่สอนถึงความดีงามของการมีชีวิตสงบ รวมถึงมีหน้าที่เผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธเจ้าเข้าใกล้อำนาจทางโลกมากขึ้นทุกที

อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งเป็นชาวพุทธที่น่านับถือคนหนึ่งถึงกับเตือนออกมาแรงๆ ว่าคณะสงฆ์ทุกวันนี้ไม่คิดอะไร นอกจากไต่เต้าเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจเลื่อนชั้นขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่า อันเป็นวิถีเดียวกับที่ตำรวจ-ทหาร-ข้าราชการ ใช้ในการก้าวหน้าในอาชีพการงาน

ยิ่งนานวันก็ยิ่งห่างไกลจากความเรียบง่าย สมถะ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าย้ำอยู่เสมอ

ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องที่ซุกกันอยู่ใต้พรม พุทธศาสนิกชนจำนวนมากก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับไม่สนใจปล่อยให้เป็นเรื่องของพระ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางคนยังอาศัยความเป็นลูกศิษย์ของพระชั้นผู้ใหญ่เพื่อเติบโตในอาชีพการงาน

กลายเป็นว่าคำสอนตามพระธรรมวินัยถูกลดทอนความสำคัญลงไปเรื่อยๆ และผ้าเหลือง กลายเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับไต่เต้าทางการเมือง แสวงหาอำนาจที่สูงขึ้นสำหรับพระบางกลุ่ม รวมถึงกลายเป็นเครื่องมือที่ฆราวาสได้เกาะเพื่อใช้ไต่เต้าผ่านระบบอุปถัมภ์นั่นเอง

เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านการรับรู้ขององค์กรที่ปกครองคณะสงฆ์อย่าง “มหาเถรสมาคม” และผ่านการรับรู้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีอำนาจเป็นสำนักงานฝ่ายเลขาฯ ของมหาเถรสมาคมเท่านั้น

เป็นมหาเถรสมาคมเดียวกับที่เกิดขึ้นโดยหวังผลทางการเมืองจากผู้นำเผด็จการเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ภายใต้หลักคิดที่เชื่อในอาวุโสของพระและความดัง-ความใหญ่ของวัด ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกสิ่ง รวมถึงควบคุมพฤติกรรมของพระให้เข้ารูปเข้ารอยได้

ระบบการปกครองแบบอิงมหาเถรสมาคม ทำให้ชาวพุทธจำนวนมากหลงใหลศรัทธาในคำนำหน้าชื่อของพระและการเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม แทนที่จะศรัทธาในผ้าเหลือง ทั้งที่พระชั้นสมเด็จและพระบวชใหม่ก็ต้องถือศีลเท่ากันและก็ต้องมีวัตรปฏิบัติภายใต้ผ้าเหลืองที่เหมือนกัน

แต่แค่กรณีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชเรื่องวัดพระธรรมกายและการยืนยันไม่เข้าร่วมประชุมกับมหาเถรสมาคมของสมเด็จพระสังฆราชนานสิบกว่าปี ก็สะท้อนชัดแล้วว่าแม้แต่ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของคณะสงฆ์ยังปฏิเสธระบบนี้

ในยุคแห่งการปฏิรูป ผมคิดว่าเรากำลังก้าวสู่โอกาสสำคัญที่จะย้อนกลับมาดูคณะสงฆ์ ว่าจะทำให้คนไทยมีโอกาสดูแลคณะสงฆ์อย่างไรได้บ้าง โดยยึดหลักการสำคัญว่าวัดและพระเองต้องโปร่งใสพอที่จะเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงต้องโปร่งใสพอที่จะแสดงบัญชีรายรับรายจ่ายว่า เงินบริจาคที่ญาติโยมอุปถัมภ์ค้ำจุนนั้นถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง

ขณะเดียวกันการบิดเบือนคำสอน การใช้พุทธพาณิชย์นำหน้า รวมถึงการอิงยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อความก้าวหน้านั้นก็ควรจะต้องมีกลไกสำหรับตรวจสอบโดยฝ่ายฆราวาส ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมหาเถรสมาคมอย่างเดียว

ถ้ามหาเถรสมาคมหรือสำนักพุทธฯ ไม่สามารถทำได้ ก็น่าคิดนะครับว่าเราควรกำหนดที่ทางให้วัดกันใหม่หรือไม่ คิดแบบง่ายๆ ที่สุดก็คือกำหนดให้เป็น “หน่วยงานราชการ” ที่ต้องแสดงบัญชีการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส และรับการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทุกปี

เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสะท้อนชัดแล้วว่าทั้งสองหน่วยงานล้มเหลว แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ รวมถึงกลายเป็นทั้งสองหน่วยงานเสียเองที่สร้างปัญหาใหม่ให้พุทธศาสนาในบ้านเราแทน

ไม่ว่าใครหรือกลุ่มใดก็แล้วแต่ ถ้าถูกอนุญาตให้ใช้อำนาจได้เกินขอบเขตและคงไว้ซึ่งสถานะพิเศษจนไม่สามารถมีใครเข้าไปตรวจสอบได้ ในที่สุดก็รอวันพังเท่านั้นแหละครับ

 

ผิดพระวินัยรู้หรือไม่?

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2558 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1N5tbYb

ผิดพระวินัยรู้หรือไม่?

เขาประกาศเลยครับ ทำบุญกี่แสนจะได้เห็นพระพุทธเจ้า คนมันก็ถูกมอมเมาไปทางนี้กันหมด แล้วธรรมกายเขาก็ถวายเงินกรรมการมหาเถรสมาคมบ้าง โดยที่พระไม่รู้สึกเลยว่านั้นเป็นการติดสินบน สมเด็จฯ บางคนนี่เคลิ้มเลยว่าเดินบนดอกดาวเรืองแล้วนุ่ม ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าผิดพระวินัย

-สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนอาวุโส ปัญญาชนสยาม  15 มี.ค. 58

 

ลองสังเกตดู

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2558 เวลา 12:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ธรรมะ-จิตใจ/353448/ลองสังเกตดู

ลองสังเกตดู

เช้าๆ พระมารับบาตร คุณลองสังเกตดูว่ามีพระสักองค์ไหมที่น่าเลื่อมใส เขายืน นั่งเหมือนขอทาน แล้วมีถุงมาใส่ใหญ่เบ้อเริ่ม ยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งที่พระวินัยบอกว่าบาตรเดียวต้องกลับแล้ว แต่อันนี้เดินจนถุงใหญ่ แล้วใส่เงินกัน ซึ่งพระวินัยบอกว่า เงินนี่ก็แตะต้องไม่ได้ รับแล้วต้องโยนทิ้ง ไม่งั้นปลงอาบัติไม่ตก แต่ก็ยังรับเงิน

-สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนอาวุโส ปัญญาชนสยาม  15 มี.ค. 58

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,211 other followers

%d bloggers like this: