ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

หน้าติดถัง หลังติดเธอเสียงคำรามนักซิ่ง บิ๊กไบค์ มีนาคม 12, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 08:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1v6RLzz

หน้าติดถัง หลังติดเธอเสียงคำรามนักซิ่ง บิ๊กไบค์

โดย…กองบรรณาธิการ

ถ้าถามสาวสักคนว่าชั่วโมงนี้เธออยากขี่อะไร ให้เชื่อเถอะ คำตอบที่ว่า “บิ๊กไบค์ซิคะ”

นั่นเพราะรูปโฉมที่บึกบึน ดูเท่ยามได้ขึ้นคร่อม เสียงเครื่องยนต์ที่เร้าใจ และเข้ากันกับไลฟ์สไตล์คนแห่งยุคสมัยที่ชอบท่องเที่ยวกันเป็นแก๊ง บิ๊กไบค์นี่แหละตอบโจทย์ที่สุด

เทรนด์ใหม่ของคนขับขี่ในช่วง 5 ปีหลัง คือ เจ้ามอเตอร์ไซค์คันโตที่โฉบเท่ ได้เพิ่มยอดในท้องถนนส่งเสียงคำรามกระหน่ำเมือง ทว่าอีกด้านก็สร้างความรำคาญที่มักโชว์ออฟทำผิดกฎจราจร ออกเลนขวาขึ้นทางด่วน แสดงตนเป็นเจ้าถนน ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุสยองด้วยความคึกคะนองหลายครั้ง

 

“ผมอยากให้มีการจัดระเบียบการขับขี่ของกลุ่มบิ๊กไบค์ให้หมด แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่จะมีการเข้ามาจัดการกับปัญหาเหล่านี้” นรธัช ทองศรีหนึ่งในสมาชิก กลุ่มสายคลองบิ๊กไบค์ คลับ กล่าวกับ @weekly

เขาบอกว่า ปัจจุบันบิ๊กไบค์เริ่มตั้งแต่ขนาด 250 ซีซี แต่เมื่อก่อนเป็นขนาดเครื่องยนต์ 400 ซีซีและขยับขึ้นเครื่องยนต์หลัก 1,000 ซีซีขึ้นไป อีกกลุ่มจะเป็นพวกขับช็อปเปอร์ ซึ่งพฤติกรรมขับขี่จะไม่เร็ว ที่สำคัญไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุ แต่ที่เป็นข่าวและเกิดอุบัติเหตุบ่อยนั้นมาจากกลุ่มบิ๊กไบค์มือใหม่ที่เข้ามาขับขี่บิ๊กไบค์โดยไม่มีทักษะที่ดีพอ

“ต้องเพิ่มความรู้ความเข้าใจด้วยวิธีการอบรมผู้ขับขี่มือใหม่ก่อนออกสู่ถนนจริง และเข้มงวดทั้งเรื่องกฎหมายของผู้ขับขี่ให้ชัดเจน เช่น ใบอนุญาตขับขี่ ทักษะการขับ เพราะกลุ่มเด็กมือใหม่ที่หันมาขับยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของบิ๊กไบค์ ส่วนใหญ่พวกนี้มาจากกลุ่มที่เคยขับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กมาก่อน” สมาชิกกลุ่มสายคลองบิ๊กไบค์ คลับซึ่งเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ย่านชานเมืองรวมตัวกันตั้งแต่สายคลอง 1-15 จังหวัดปทุมธานี กล่าว

 

ปัจจุบันปัญหากลุ่มการขับขี่บิ๊กไบค์มีความเสี่ยงเกิดอันตรายมาก ทั้งเสียหลักล้มคว่ำ ชนประสานงากับรถยนต์จนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จนเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องตลอดเดือน เช่น  “2 หนุ่มซิ่งบิ๊กไบค์ แหกโค้งชนเสาไฟฟ้าดับคู่”  “ดีเจต้อมขี่บิ๊กไบค์แหกโค้งดับ” “บิ๊กไบค์หลุดโค้งชนกระบะ สาวซ้อนท้ายตาย-หนุ่มคนขับรอด” “ซิ่งบิ๊กไบค์ชนเหล็กกั้นขาด 2 ท่อน”

สาเหตุหนึ่งของอุบัติเหตุตามที่นรธัชวิเคราะห์มาจากจำนวนบิ๊กไบค์ที่เพิ่มสูงขึ้นจาก บริษัทโชว์รูม หรือนายหน้าตัวแทนจำหน่ายบิ๊กไบค์ ทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย สามารถผ่อนดาวน์ได้ถูก มีโปรโมชั่นล่อตาล่อใจ ทำให้กลุ่มนักขี่มือใหม่ที่่มีความต้องการสูง ขยับจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดเล็กมาขับขี่รถขนาดใหญ่ ยอดบิ๊กไบค์จึงเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อน

“จำนวนบิ๊กไบค์ที่เพิ่มขึ้น แต่ทักษะการขับขี่กลับไม่เพิ่มขึ้นตามด้วย ซึ่งการขับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กหันมาขี่รถขนาดใหญ่รูปแบบการขับขี่มีความแตกต่างกันมาก ทั้งเรื่องการประคองหรือบังคับรถ แรงเฉื่อยที่เพิ่มขึ้น ระยะการเบรก แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกฎระเบียบบนท้องถนนที่กลุ่มมือใหม่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอ คิดเพียงอย่างเดียวว่ารถขับเร็ว จึงขับไม่เคารพกฎหมายวิ่งย้อนศร ขับขึ้นทางด่วนด้วยความคึกคะนอง ถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งบนท้องถนน กลุ่มเหล่านี้ไม่เคยผ่านการอบรม เพียงเพราะรถจักรยานยนต์ซื้อง่าย บวกกับความต้องการเท่านั้น

“การขี่ได้กับขี่เป็นมันแตกต่างกันนะ ต้องแยกกันให้ออก เพราะใครๆ ก็ขี่ได้ คำว่าขี่เป็นแล้วปลอดภัยถือว่ามีน้อยมาก ทุกวันนี้จึงเห็นข่าวบิ๊กไบค์เกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก นั่นมาจากการขี่ได้แต่ขี่ไม่เป็นมากกว่า” นรธัช กล่าว

รถใหญ่/เล็ก กฎหมายเดียวกัน

ในมุมของตำรวจจราจรที่ควบคุมความปลอดภัยบนท้องถนน ระบุชัดว่าส่วนใหญ่แล้วอุบัติเหตุของรถบิ๊กไบค์ที่เกิดขึ้น มักเกิดจากความเร็วของตัวรถจักรยานยนต์ที่มีแรงขับสูง ขณะที่ความชำนาญของคนขับอาจไม่ดีเพียงพอ ทำให้หลายครั้งที่ประสบเหตุเกิดจากการ “เอาไม่อยู่”

 

พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รอง ผบก.จร.)กล่าวให้เห็นภาพว่า เมื่อถนนโล่ง ยิ่งยามค่ำคืน หลายคนก็อยากจะลองรถของตัวเองว่าแรงขนาดไหน แต่บิ๊กไบค์นั้นหลายคันที่มีประเภทที่ควรจะขับในสนามแข่งเท่านั้น

แต่ในมุมของกฎหมาย รถเล็กหรือรถใหญ่แบบบิ๊กไบค์ ก็ต้องเคารพกฎจราจรภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

“รถบิ๊กไบค์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายจราจร พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เหมือนรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กทุกอย่าง”

ง่ายๆ คือ จะต้องขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้าย ห้ามวิ่งช่องทางด้านขวาเด็ดขาด รวมถึงไม่สามารถวิ่งบนทางด่วนได้ ส่วนความดังของเสียงที่โหยหวนตามความแรงของรถนั้น จะต้องดังไม่เกิน 95 เดซิเบล

ลักษณะการขี่จะต้องชิดขอบทางด้านซ้ายถึงแม้ว่ารถจะมีขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถวิ่งบนทางด่วน หรือเลนขวาสุดได้ แม้ส่วนควบสภาพรถจะต้องมั่นคงแข็งแรงมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ติดแผ่นป้ายทะเบียนชัดเจนสามารถมองเห็นได้ จะต้องไม่มีเสียงดังเกิน 95 เดซิเบล และที่สำคัญไปกว่านั้นเมื่อออกมาวิ่งบนถนนจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ หากพบว่ารถเหล่านี้วิ่งช่องทางขวาสุด หรือวิ่งในช่องทางด่วน ตำรวจจะต้องจับปรับตามที่กฎหมายกำหนดปรับคือ 400-1,000 บาท ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ชำระภาษี ปรับ 2,000 บาท แต่ทั้งนี้หากจะมีการวิ่งเป็นขบวนเพื่อไปทำกิจกรรมต่างๆ ในลักษณะการขี่ไปแบบกลุ่มก้อนจะต้องมีการขออนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจรตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ซึ่งผู้ที่จะสามารถอนุญาตจะต้องเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจจราจรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น หากมีการฝ่าฝืนเคลื่อนขบวนโดยพลการจะต้องถูกปรับ 500 บาท

จากข้อมูลสถิติการจดทะเบียนของรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบค์ ความแรงตั้งแต่ 800-1,800 ซีซี มียอดการจดทะเบียนรวมสะสมจากกรมการขนส่งทางบกในปี 2557 แยกเป็นป้ายแดงจำนวน 6.7 ล้านคัน และป้ายขาว 8.2 ล้านคัน

โตสวนกระแส 100%

ยอดบิ๊กไบค์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด หากนับย้อนหลังไปไม่นานเพียง 2-3 ปี ตลาด บิ๊กไบค์น่าจับตามองเนื่องจากอัตราเติบโตก้าวกระโดดในระดับ 50-100% แม้ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวและการเมืองยังอึมครึมในปี 2557ตลาดก็ยังมีอัตราเติบโตแบบสวนกระแส

ณัฐพล ไตรณัฐี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไซเคิล คัลเจอร์โชว์ ผู้จัดงาน แบงค์ค็อก มอเตอร์ไบค์ เฟสติวัล 2015 กล่าวว่า บิ๊กไบค์โตสวนเศรษฐกิจชะลอตัวในปีที่ผ่านมาโดยภาพรวมปี 2557 ยอดขายอยู่ที่ 15,960 คัน โตขึ้น 22%เทียบปี 2556 และแบ่งสัดส่วนเป็นขนาดต่ำกว่า 400 ซีซี45% ขนาด 400-1,000 ซีซี  40% และขนาด 1,000 ซีซีขึ้นไป 15%

ขณะที่ีทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2558 คาดจะมียอดขายรวม 1.8 หมื่นคัน โตขึ้นอีก 15-20% จากปี 2557 มาจากกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวเต็มที่ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป ทำให้มีความเชื่อมั่นดีขึ้นจึงกล้าใช้จ่าย สอดคล้องกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายๆ รุ่น ที่จะช่วยสร้างกระแสการตื่นตัวในตลาด รวมถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในช่วงปลายปีก็จะมีผลให้ตลาดเติบโตด้วยเช่นกัน

“ตลาดบิ๊กไบค์ในประเทศไทยยังมีโอกาสโตอีกมากจากรถในกลุ่มขนาด 500-1,000 ซีซี ที่มีความคึกคักมากขึ้นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดให้ความสนใจลงเล่นในตลาดเกือบครบทุกราย จึงมีโอกาสขยายตัวอีก และจากการที่มีการผลิตบิ๊กไบค์ในประเทศไทยมากขึ้นต่อเนื่องทำให้ราคาต่ำลง” ดอม เหตระกูล กรรมการผู้จัดการบริษัท บริทไบค์ ผู้จำหน่ายรถบิ๊กไบค์แบรนด์“ไทรอัมพ์” ให้ความเห็น

เมื่อมีผู้เล่นในตลาดเกิดขึ้นจากกระแสความแรงของบิ๊กไบค์ การแข่งขันในตลาดย่อมมีสูงขึ้นด้วยเช่นกัน อภิชาติ ลีนุตพงษ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูคาทิสติ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์แบรนด์ “ดูคาติ” บอกว่า การแข่งขันในตลาดรถบิ๊กไบค์ค่อนข้างรุนแรงเนื่องจากบริษัทผู้ผลิตต่างๆ ให้ความสนใจกับการลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระดับราคาลดลงจากต้นทุนที่ต่ำลง

ขณะที่ทางฝั่งผู้บริโภคก็ต้องการรถบิ๊กไบค์ที่มีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง จึงทำให้ตลาดมีโอกาสในการเติบโตได้เช่นกัน

ซาโตชิ อูชิดะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ เสริมว่า การที่ตลาดบิ๊กไบค์มีโอกาสเติบโตสูง มาจากผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อสูง จึงไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจหรือผลกระทบทางด้านอื่น

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีจากค่ายรถญี่ปุ่นเมื่ออัตราภาษีจากข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น จะลดลงเรื่อยๆ จากในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 16% ปีนี้ก็จะลดเหลือ 11% และค่อยๆลดลงจนเหลือ 0% ในปี 2560 ซึ่ง วีรพงษ์ ธนากิจจานนท์ผู้จัดการส่วนพัฒนาธุรกิจรถนำเข้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ประเมินว่าการลดภาษีดังกล่าวจะส่งผลดีต่อตลาดจากราคาบิ๊กไบค์ที่จะลดต่ำลง

“ต้องยอมรับว่าวันนี้สถานการณ์ตลาดบิ๊กไบค์เปลี่ยนจากผู้เล่นหลายรายที่ผลิตในประเทศและลดราคาจำหน่ายลงมา” วีรพงษ์ กล่าว

เห็นได้ว่าเหล่าบริษัทผู้ผลิตทั้งแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์ยุโรป ให้ความสนใจด้านการลงทุนเพื่อผลิตในประเทศไทย จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์การเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงความมีศักยภาพด้านการผลิตในความครบถ้วนในห่วงโซ่การผลิต  อีกทั้งการเติบโตของตลาดที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

ฮิปสเตอร์ โปรดทราบ!!! แมว(จรจัด)อยู่ทางนี้?

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1I54cXU

ฮิปสเตอร์ โปรดทราบ!!! แมว(จรจัด)อยู่ทางนี้?

โดย…ปอย

แมวเหมียวสัตว์เลี้ยงแสนรักของ “ฮิปสเตอร์” กำลังเป็นสัตว์เลี้ยงยอดฮิต ใครๆ ก็อยากได้อยากเลี้ยงแมวน่ารักๆ แต่บางครั้งสัตว์เลี้ยงชนิดนี้ก็กลายเป็นสัตว์เร่ร่อนถูกลืม จึงทำให้มีประชากรแมวจรจัดเป็นจำนวนมาก ชีวิตลูกแมวอนาถามากมายที่คลอดออกมาจำนวนครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตจากการถูกสุนัขกัด หรือถูกรถทับตายเป็นจำนวนมากตามท้องถนน เนื่องจากไม่มีองค์กรใดตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือแมวอย่างจริงๆ จังๆ

ใครที่รู้สึกว่ากำลังปวารณาตัวเป็นหนุ่มๆ สาวๆ ฮิปสเตอร์ ที่มีคุณสมบัติแต่งตัววินเทจ ชอบอ่านหนังสือ ชอบศิลปะ กินคลีนเพื่อสุขภาพ ที่สำคัญรักสัตว์เกือบทุกชนิด มีความเมตตาติดอยู่ในดวงใจ หากเจอสัตว์ป่วยจะต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือ หรือถ้าเห็นแมวตามสถานที่ต่างๆ ก็จะอดไม่ได้ที่จะวิ่งไปหอมและเล่นกับมันอย่างคุ้นเคย และกำลังมองหาสัตว์เลี้ยงแมวน้อยขนฟูสัก 1 ตัว เร่เข้ามาดูสถานการณ์แมวจรจัดบ้านเราที่กำลังรอคุณเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง

สุดสัปดาห์ของคนรักษ์แมว

สำหรับคนที่ไม่เคยมาร่วมกิจกรรมนี้ “รักษ์แมวปาร์ตี้ งานนี้เหมียวมีบ้าน” ร่วมกิจกรรมทำหมันแมว ซึ่งเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่ ห้างเมเจอร์ รัชโยธิน เวลา 10.00-20.00 น. อาจจะตื่นเต้นน่าดูชม… กับภาพแมวสลบไสลนอนเรียงรายนับร้อยๆ ตัว หลังจากโดนฉีดยาสลบและเจี๋ยนไข่น้องเหมียวตัวผู้ ผ่าท้องทำหมันน้องเหมียวตัวเมีย งานนี้เป็นการรวมพลของคนรักแมวที่อุ้มน้องๆ มาทำหมัน รวมทั้งเป็นจุดรวมน้องแมวหาบ้านมารอคอยคุณพ่อคุณแม่ใจดีเยอะแยะ มากมายหลายสีให้เลือกสรร เจ้าของบางรายก็อุ้มแมวมาหาหมอที่บูธโรงพยาบาลสัตว์เอกชัย ซึ่งมีบริการตรวจสุขภาพ ถ่ายพยาธิ และฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าฟรีๆ หรือช็อปปิ้งสินค้าเหมียวๆ บูธต่างๆ กว่า 30 บูธ เช่น ปฏิทิน โปสต์การ์ด พวงกุญแจ-สติ๊กเกอร์แมวเซเลบ ของเล่นแมว เสื้อ กระเป๋าผ้า และอื่นๆ อีกมากมายเรียกว่า ณ จุดนี้ ที่นี่ คือสวรรค์ของคนรักสัตว์เลี้ยงชนิดนี้

แม่งานใหญ่งานนี้ วชิรา ทวีสกุลสุข เจ้าของเฟซบุ๊กดัง “โครงการรักษ์แมว ปันน้ำใจให้แมวจร” บอกว่า กิจกรรมนี้จัดมาร่วม 10 ปีแล้ว และทันที่เปิดรับลงทะเบียนผ่านหน้าเพจ ก็มีคนจับจองคิวอุ้มน้องแมวมาขึ้นเขียงวันละเกือบ 200 ตัวเลยทีเดียว ทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ที่ทำกิจกรรมนี้ก็สามารถทำหมันน้องแมวร่วม 400 ตัว ซึ่งมีการสื่อสารผ่านเพจให้คำปรึกษากันตั้งแต่การให้แมวอดอาหารในตอนกลางคืนก่อนมาทำหมันและแนะนำการดูแลหลังการตัดไหม เป็นพื้นที่พูดคุยและพบปะของคนรักแมวที่สร้างกิจกรรมเกิดขึ้นบ่อยๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.)

“จำนวนแมวมาทำหมันมากขึ้นทุกๆ ปีค่ะ ก็แสดงว่าคนเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงชนิดนี้มากขึ้นๆ นะคะ แต่การทำหมันก็ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนสัตวแพทย์อาสาสมัครด้วย ซึ่งจะมีหมอยืนพื้นของโครงการ 1 คน การจัดกิจกรรมแต่ละครั้งก็ต้องดูจำนวนหมออาสาด้วยค่ะ ถ้าว่างตรงกันก็อยากจัดในช่วงนั้นเพราะจะมีหมอมาช่วยเยอะขึ้น ถ้ามีหมอท่านเดียวก็จะทำได้ไม่เกิน 100 ตัว สัปดาห์นี้มีหมออาสาเสริมช่วย 5-6 คนค่ะ ก็รับแมวได้ราววันละ 200 ตัว

โครงการนี้เริ่มต้นทำมาราว 10 ปี แล้วเพื่อลดปัญหาเรื่องแมวจรจัด และสำหรับช่วงนี้ก็ต้องถือว่าเป็นยุคขาขึ้นของสัตว์เลี้ยงแมว ที่เกิดสถานการณ์ “แมวเซเลบ” เกิดขึ้น  ก็ทำให้คนอยากเลี้ยงแมวมากขึ้นนะคะ มีแมวได้บ้านมากขึ้น แต่เราก็ต้องให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงแมวมากขึ้นไปด้วย ตั้งแต่การให้วัคซีน การทำหมัน ควรทำเมื่ออายุเท่าใด เพื่อให้แมวมีอายุยั่งยืนมากขึ้น” วชิรา เริ่มต้นสนทนาท่ามกลางแมวน้อยนอนสลบเรียงราย

จำนวนแมวจรจัดวันนี้เฉพาะใน กทม. วชิราบอกว่า จำนวนแมวจาก กทม. ให้มาราวเกือบ 2 แสนตัว ซึ่งถือเป็นจำนวนมากที่น่าสะพรึงเลยทีเดียว มีแมวจรจัดอยู่ทุกๆ ที่ตั้งแต่แมวหน้าบ้าน แมวหน้าออฟฟิศ ตามท้องถนน ข้างทางก็จะมีแมวเหมียวไม่มีผู้ปกครองเดินให้เห็นอยู่มากมาย

 

“อาสาสมัครที่มาทำงานวันนี้ งานฟรีไม่มีค่าจ้างค่ะ ยกเว้นคุณหมอ ซึ่งเป็นหลักในการทำงาน ทำให้กิจกรรมเรานั้นทำได้เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะคนที่มาช่วย คือ คนทำงานที่มีใจรักแมวกันทั้งนั้น ดิฉันเริ่มทำงานนี้ไม่ใช่แค่ความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยงชนิดนี้นะคะ แต่มีแมวมาเร่ร่อนอยู่หน้าบ้าน ก็เลยต้องเริ่มหาความรู้ว่าเราจะจับเขาทำหมันได้เมื่ออายุเท่าใด ค่าใช้จ่ายใช้เงินเท่าไร พอเริ่มช่วยเหลือก็ยิ่งเห็นว่ามีแมวที่ต้องการให้เราช่วยเหลือมีอยู่เยอะมากๆ จากแมวหน้าบ้านก็เริ่มทำหมันแมวที่พบเห็นทั่วๆ ไปเรื่อยๆ ค่ะ ซึ่งค่าทำหมันแมวแพงมาก จึงเกิดความคิดว่าจะทำหมันอย่างไรโดยไม่ใช้ทุนมากนัก เริ่มจาก กทม.ค่ะ ซึ่งคิวหมาแมวรอทำหมันจำนวนมหาศาล จึงต้องริเริ่มโครงการทำหมันแมวขึ้นมาเอง เตรียมหมอ เตรียมอาสาสมัครขึ้นมาและเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ค่ะ

ค่าทำหมันแมวถ้าอุ้มไปคลินิกก็ตกตัวละราว 1,000 บาทไม่เกินนี้ พอมาทำโครงการก็ถูกลงมากเลยค่ะ ตีเสียว่าค่าหมอซึ่งเป็นหลัก 100 ตัว ค่าใช้จ่ายราว 1 หมื่นบาท ราคาจึงตกอยู่ที่ตัวละ 100 บาท เมื่อรวมกับค่ายาสลบค่าเวชภัณฑ์ต่างๆ ถ้าแมวมีเจ้าของขอใช้ช่วยกันตัวละ 300 บาท นะคะ ถ้าแมวจรจัดทำหมันฟรีเลยค่ะ” วชิรา ให้ความรู้

ที่เห็นนอนสลบเรียงรายนับร้อยๆ ตัว คือแมวตัวเมียอายุ 5 เดือนขึ้นไป แมวตัวผู้ 7 เดือนขึ้นไป เฉลี่ยน้ำหนัก 2 กก.ขึ้นไป ถ้าเป็นกิจกรรมที่เกาะติดใช้บริเวณของศูนย์การค้าอย่างครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นแมวมีเจ้าของ แต่บางครั้งกิจกรรมก็ไปจัดที่วัด ซึ่งเป็นแมวจรจัดร้อยเปอร์เซ็นต์

“กิจกรรมหน้าเมเจอร์ รัชโยธิน ครั้งนี้ บางคนอุ้มแมวมาก็ไม่ใช่เจ้าของนะคะ แต่เป็นแมวที่มาขอข้าวกินอยู่แถวบ้าน เป็นคนให้ข้าวไม่ใช่เจ้าของ แต่ก็เป็นคนที่เอาใจใส่สัตว์เลี้ยงเพราะการให้ข้อมูลหลังทำหมันเป็นเรื่องสำคัญมาก การป้อนยา การดูแล คนที่พาน้องแมวมาทำหมันกับเราก็เป็นคนเดิมๆ เลยค่ะ ที่เห็นว่าการทำหมันแมวตัวแรกแล้วดี ยาของกิจกรรมเราก็ใช้ยาที่ดี เพราะเราทำแมวจรจัดด้วยซึ่งก็ไม่รู้สุขภาพแมวดี-ไม่ดี อย่างไร แมวสุขภาพดีอายุยืนยาวขึ้นโดยเฉลี่ย 10-15 ปีของเขา

การฉีดยาคุมไม่ดีกับสัตว์เลี้ยงนะคะ ทำให้แมวมดลูกอักเสบ แล้วพออุ้มไปหาหมอค่ารักษาอยู่ที่ราว 3,000-5,000 บาท ซึ่งแพงมากหนักกว่าการทำหมันมาก แมวบางตัวฉีดแล้วก็ยังท้องแล้วก็คลอดยาก บางตัวก็ตายทั้งกลม กลายเป็นบาปไปอีก จึงเป็นการรณรงค์ว่าการทำหมันคือเรื่องง่ายและดีกับแมวตลอดอายุขัยที่สุด

สำหรับเงินสำหรับใช้จ่ายในการทำกิจกรรมนี้ “โครงการรักษ์แมว ปันน้ำใจให้แมวจร” เจ้าของโครงการบอกว่า ทุนค่าใช้จ่ายระดมมาจากการทำปฏิทินแมวน่ารักๆ ขายทุกๆ ปี ขายของเล่นและของใช้ อย่างเช่น กระเป๋า ปลอกคอสำหรับสัตว์เลี้ยงน้องแมว และทำเสื้อยืดขายสำหรับเจ้าของแมว ซึ่งเป็นทุนที่พอใช้พอดีๆ สำหรับกิจกรรมแต่ละครั้ง และโชคดีสำหรับสปอนเซอร์รายใหญ่คือเมเจอร์ รัชโยธิน ก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับค่าสถานที่กว้างขวาง ที่ได้ทั้งตั้งเต็นท์สำหรับเจี๋ยนน้องแมวกว่าร้อยๆ ตัว และบูธขายของ บูธตรวจสุขภาพแมวจากโรงพยาบาล และคลินิกต่างๆ รวมไปถึงบูธของโครงการต่างๆ ที่รับอุปการะสัตว์จรจัดแมวที่พาแมวมาหาบ้าน

 “เจ้าของที่พาแมวมาคราวนี้ ก็ไม่ใช่แค่มาทำหมันนะคะ บางคนก็พามาหาหมอ ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลและคลินิกสัตว์เลี้ยงที่มาร่วมกิจกรรมอาสาเพื่อสังคม ราคาจะถูกกว่าด้วยค่ะ คนแค่มีใจเลี้ยงแมวก็พอแล้วค่ะ ค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงเลยค่ะสำหรับสัตว์เลี้ยงชนิดนี้” วชิรา กล่าว

เมื่อถามว่า เจ้าของโครงการรักษ์แมวก็ต้องเป็นคนรักแมวแน่นอนอยู่แล้ว…? แต่คำตอบก็คือ

“รักไหม? สงสารมากกว่าค่ะ เพราะเคยถามตัวเองนะคะว่า แมวตัวสุดท้ายที่เราไปเจอแล้วเราเลี้ยงไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เรากลับรู้สึกผิดในใจที่ไม่สามารถรับเลี้ยงแมวจรจัดทุกๆ ตัวได้ จึงตั้งใจไว้ว่าจะทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการถูกทิ้งให้น้อยลง ดิฉันพยายามบอกคนที่เลี้ยงว่า…อยากให้เลี้ยงเท่าที่เลี้ยงได้และเลี้ยงให้ดี อย่าไปเอาแมวมาเยอะๆ แล้วทิ้งเราและเขาลำบาก มีบ้านบางแห่งเลี้ยงแมว 40-50 ตัวลำบากแน่ๆ ค่ะ ทั้งกลิ่นฉี่กลิ่นอึและเสียงร้องต้องโดนข้างบ้านร้องเรียนแน่นอน

ถ้าเลี้ยงขนาดนี้ก็ต้องทำหมัน แมว 1 ตัว มีลูกได้ 4 ตัวขึ้นไปนะคะ แต่แมวเป็นสัตว์ที่สามารถผลิตลูกได้เป็นจำนวนมาก  โดยสามารถมีลูกได้ถึงปีละ 4  ครอก แล้วออกลูกออกหลานได้เรื่อยๆ เพิ่มจำนวนได้มากกว่าหมาที่จะมีฤดูผสมพันธุ์ แต่แมวได้เรื่อยๆ เลยนะคะ (หัวเราะ) แล้วผสมกันมั่วซั่วในกลุ่มพ่อแม่พี่น้อง ออกลูกมาก็อ่อนแอพิกลพิการมากมายอีก การเลี้ยงที่ดีก็ต้องเอาใจใส่ แมวต้องกินหลากหลายเหมือนคนค่ะ กินอาหารเม็ด กินข้าวคลุกปลาก็จะมีสุขภาพที่ดีกว่า

การเลี้ยงแมวที่ดีคือการเลี้ยงระบบปิดภายในบ้าน การเลี้ยงปล่อยก็อาจทำให้โดนรถชน โดนหมากัดหรือโดนแมวด้วยกันที่ตัวโตกว่ากัดทำร้าย ถ้าเลี้ยงระบบปิดทำหมันฉีดวัคซีนได้ แมวตัวหนึ่งอายุ 10 ปีขึ้นไปแน่นอนค่ะ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยแมวแต่ละตัวน้อยมากค่ะ เพราะถ้าฉีดวัคซีนเขาก็จะมีภูมิต้านทาน ค่าใช้จ่ายต่อเดือนไม่เกิน 2,000 บาท/ตัว เป็นค่าอาหาร ค่าทรายแมวสำหรับอึและฉี่ แมวกินน้อยกว่าหมาอยู่แล้ว” วชิรา กล่าวและสำทับว่า กระแสแมวเซเลบทำให้คนอยากเลี้ยงแมวเพิ่มมากขึ้น แต่อยากให้คน (อยาก) เลี้ยงลองหาความรู้กันก่อนเลี้ยงจะดีกว่า

“นอกจากความอยากเลี้ยงแล้วน่าจะมีความรู้ด้วย มีบางคนมาขอเลี้ยงแมวหาบ้านแต่พอเอาไปได้ไม่ทันข้ามวันก็เอามาคืนก็มีนะคะ (หัวเราะ) เพราะทนเสียงร้องไม่ได้จนคนเลี้ยงก็นอนไม่ได้ หรือแมวตัวใหม่เข้ากับตัวเก่าไม่ได้ ซึ่งเพียงแค่อาทิตย์เดียวยังน้อยไปนะคะ เพราะต้องทดลองให้แมวใหม่-เก่าลองอยู่ด้วยกันสัก 1 สัปดาห์ขึ้นไป โดยแยกกันก่อนและค่อยๆ ให้เขาอยู่ๆ กันไป ทำให้กลายเป็นคำถามละเอียดสักหน่อยนะคะ เวลามีคนมาขอแมวจรของเราไปเลี้ยง เช่น มีคลินิกสัตว์เลี้ยงใกล้บ้านไหม-จะจัดการอย่างไร หรือเจ้าของออกไปทำงานใครดูแลเวลาสัตว์เจ็บป่วย บางคนไม่มีความรู้แม้เรื่องเบื้องต้นแต่อยากเลี้ยงสัตว์ พอแมวกัดกันก็เอาพาราเซตามอลให้แมวกิน ซึ่งนี่คือการยัดยาพิษใส่ปากเขาเลยนะคะ เรื่องพวกนี้เราอยากรณรงค์สำหรับคนอยากรับเลี้ยงแมวค่ะ”

หาบ้านให้น้องเหมียว

ในงานนี้มีแมวไร้บ้าน มาหาบ้านมากมายนับสิบๆ ตัว ลูกแมวน้อยสีน้ำตาล 2 ตัวหาบ้านไม่ยาก มีแต่คนแย่งชิงกันเลี้ยงเพราะหน้าตาน่ารักดูมีเชื้อมีสายวิเชียรมาศ แมวสีเปรอะมารอเจ้าของคนใหม่ตั้งแต่เช้า ไม่รู้จะมีใครใจดีอุ้มไปหรือไม่ แมวลายจุดขาวดำกรูมมิ่งใส่กระโปรงมาอย่างสวยทั้งที่เป็นตัวผู้! ประมาณว่าใช้ความน่ารักเป็นตัวช่วย แต่ก็ดูจะได้เจ้าของยาก และน่าสงสารที่สุดเพราะมาตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนตลาดจะวายในช่วงเย็น “น้องแมวดำ” หน้าตาขี้เหร่เนะตัวนี้ก็ยังหาเจ้าของไม่ได้ “ป้าภา” แม่ค้าขายอาหารตามสั่งบอกว่า อุ้มน้องมาไกลจากบิ๊กซี รัชดาฯ เพราะอยากให้น้องดำมีบ้าน ก่อนที่วันดีคืนดีอาจจะถูกโดน กทม. เก็บไปไว้แหล่งเลี้ยงหมาแมวจรที่เขตประเวศ

ไปอยู่ที่นั่นแออัด บางตัวก็ติดโรค บางตัวก็อดตายเพราะขี้กลัวไม่กล้ากินอาหารกับขาใหญ่ สัตว์เลี้ยงที่ไปอยู่ที่นั่นน่าสงสารมากๆ แล้วแมวสีดำใครๆ ก็ไม่ชอบ แต่แมวสีดำฉลาดนะรู้ภาษามาก แมวตัวนี้เป็นแมวจร มาอยู่หน้าบ้านป้าก็อดไม่ได้ที่เราจะให้ข้าวเขากิน แต่ป้าก็ทำมาหากินทั้งวันไม่มีเวลาดูแลแล้ว แถวบ้านย่านชานเมืองซอย 8 มีป่าละเมาะมีงูเหลือมเยอะมากๆ ก็กลัวมันเอาแมวไปกิน ใครอยากได้แมวเลี้ยงสักตัวอย่ารังเกียจแมวสีดำเลย ยิ่งตัวเมียยิ่งฉลาด ตัวนี้ป้าพามาทำหมันฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว”  ป้าภา ฝากบอกเบอร์โทร. 08-9742-8030

ถ้าจะบอกว่าคนอุ้มแมวมาร่วมกิจกรรมนี้เป็นวัยรุ่น “ฮิปสเตอร์” ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่ใช่คนสไตล์นิยามที่ว่านี้เลย เพียงแต่สงสารสัตว์จรจัดที่เดินอยู่แถวหน้าบ้านเท่านั้นเอง เจษฎา บุญธีระฤกษ์ ชายหนุ่มหน้าใสวัย 26 ปี อุ้มน้องแมวชื่อ โมจิ มาทำหมันเสียค่าใช้จ่าย 300 บาท ตั้งแต่เช้าได้คิวขึ้นเขียงบ่ายแก่ๆ เรียกว่าต้องมีน้ำอดน้ำทนทั้งคนและแมว

“ไม่ใช่แมวของผมนะครับ แต่แม่เขามาขอข้าวกินหน้าบ้านแล้วก็คลอดตัวนี้ออกมา ผมก็ให้ข้าวกินต่อไม่ได้เลี้ยง แต่จะเทอาหารเม็ดใส่ถาดไว้หน้าบ้าน ซื้อทรายมาไว้แถวๆ นั้นให้ขับถ่าย แล้วพอรู้ข่าวว่ามีกิจกรรมนี้ก็อุ้มมาทำหมันเพราะไม่อยากให้เกิดชีวิตอดๆ อยากๆ อีกหลายสิบตัวเลยนะครับ ตัวนี้ 1 ขวบกว่าก็ทำหมันได้แล้วครับ” เจษฎา บอกอย่างหล่อที่จิตใจ

วัยรุ่นอีกคนที่อุ้มน้องแมวใส่ตะกร้ามาถึง 2 ตัว อนุรุธ รักไทย อายุ 27 ปี บอกว่าแมวสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่ทดลองเลี้ยงมา 6 เดือนแล้ว “สตีฟ” ตัวผู้สลิดสีขาว “บั๊กกี้” ตัวผู้สีดำ ความที่เพศเดียวกันจึงต้องใช้ความอดทนอย่างมาก เจ้าของหนุ่มมาดเซอร์บอกว่า เจ้าสองตัวนี้กัดประลองกำลังกันเกือบตลอดเวลา

“แต่เลี้ยงแล้วก็รักนะครับ ทิ้งไม่ได้ ผมเข้าไปขอคำแนะนำเรื่องนี้ในเพจ “โครงการรักษ์แมว ปันน้ำใจให้แมวจร” เจ้าหน้าที่แอดมินก็แนะนำบอกให้นำมาทำหมันทั้งคู่ เพราะจะช่วยให้มันลดความดุ ความห้าว กัดกันน้อยลง แล้วก็จะจับฉีดวัคซีนไปด้วยเลย แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่รู้ภาษานะครับ แม้หลายๆ คนจะบอกว่าเป็นสัตว์ที่โลกส่วนตัวสูง แต่ผมรู้สึกว่าพูดอะไรมันก็รู้เรื่อง ยิ่งตัวสีดำยิ่งฉลาดมาก ถ้าวันไหนหนีออกไปเที่ยวนอกบ้านจะรู้เลย หลบหน้า เพราะรู้ว่าเราจะดุมันนะครับ ข้อดีของแมวคือขี้อ้อน ไม่ส่งเสียงดัง สีสลิดนี่น่ารักมากนะครับพอผมตบที่ไหล่ มันรู้เลยครับกระโดดขึ้นบ่าเราเลย” อนุรุธ บอก

ใครที่กำลังคิดจะเลี้ยงแมวเหมียวสัก 1 ตัว ลองพิจารณา “แมวจรจัด” สักตัว นอกจากจะเป็นการลดปัญหาจำนวนแมวเร่ร่อน แล้วคุณก็น่าจะเป็นฮิปสเตอร์ที่จิตใจดี…ตัวจริง เสียงจริง

 

 

‘ภาษาฝรั่งเศส’ ทางเลือกที่ 3 ของคนรักภาษา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/345283/ภาษาฝรั่งเศส-ทางเลือกที่-3-ของคนรักภาษา

‘ภาษาฝรั่งเศส’ ทางเลือกที่ 3 ของคนรักภาษา

โดย…พุสดี

ปลายปีนี้ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) แน่นอนว่า “ภาษาอังกฤษ” คือภาษาหลักที่หลายฝ่ายเห็นพ้องว่าจะเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศอาเซียน 10 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ถ้าเข้าไปสำรวจตามร้านหนังสือ จะเห็นว่าเริ่มมีหนังสือสอนภาษาเพื่อนบ้านวางขายเต็มไปหมด หรืออย่างตามตู้เอทีเอ็มของบางธนาคาร สถานพยาบาลต่างๆ จะเริ่มเห็นมีตัวอักษรหน้าตาไม่คุ้นอย่างภาษากัมพูชา เวียดนาม ปรากฏให้เห็น

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พานให้นึกตั้งคำถามในใจว่า นอกจากภาษาอังกฤษที่เด็กไทยต้องฟิตให้สื่อสารได้คล่องแคล่วแล้ว ยังมีภาษาไหนที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเรียนไว้เป็นภาษาที่สามอีกบ้าง

ภาษาฝรั่งเศสยังฮอตในวงการธุรกิจ

ตีแยรี วีโต เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวในงานแถลงข่าวการจัดงานวันประชาคมโลกภาษาฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองการใช้ภาษาฝรั่งเศสในวัฒนธรรมที่หลากหลายของประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส บอกว่า การเรียนภาษาฝรั่งเศสยังเป็นสิ่งที่จำเป็นและน่าสนใจสำหรับคนไทย เพราะนอกจากจะเป็นภาษาที่พูดกันในหลายประเทศในยุโรปแล้ว ยังพูดกันประเทศในกลุ่มเออีซีอย่าง เวียดนาม ลาว และกัมพูชาด้วย

“ล่าสุดผมไปลาวมา ยังเห็นร่องรอยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลาวและฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นป้ายโฆษณา หรือการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ราชการก็ยังใช้ภาษาฝรั่งเศส”

สอดคล้องกับ รศ.คุณหญิงวงจันทร์ พินัยนิติศาสตร์ อุปนายกสมาคมครูภาษาฝรั่งเศส ยอมรับว่า ปัจจุบันสถานการณ์การเรียนภาษาฝรั่งเศสในประเทศเปลี่ยนไปตามวัฏจักรของโลก ที่เริ่มมีภาษาอื่นเป็นที่นิยมขึ้นมาแทนที่อย่างภาษาจีน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่อย่าลืมว่าการเรียนภาษาเหล่านี้ค่อนข้างยาก เพราะต้องเรียนรู้ตั้งแต่วิธีการเขียน ซึ่งไม่เหมือนกับภาษาฝรั่งเศสที่เขียนเหมือนภาษาอังกฤษ คำศัพท์บางคำก็สะกดเหมือนกัน ความหมายก็เหมือนกัน ง่ายต่อการเรียน

 

“เด็กที่เรียนภาษาฝรั่งเศสส่วนใหญ่ สามารถเอาความรู้ภาษาไปต่อยอดได้มาก เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะ มีบริษัทฝรั่งเศสในไทยถึงกว่า 230 บริษัท หรือจะไปต่อยอดด้วยการเป็นมัคคุเทศก์ก็ได้ เพราะในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากฝรั่งเศสเข้ามาในไทยมากเป็นอันดับ 8”

ในแง่ของเอเอซี รศ.คุณหญิงวงจันทร์ บอกว่า ภาษาฝรั่งเศสเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะยังพูดในกลุ่มคนมีการศึกษาในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และลาว ดังนั้นถ้าพูดภาษาฝรั่งเศสได้ก็เป็นกำไร ไม่ต้องไปเรียนภาษาท้องถิ่น ยิ่งกว่านั้นยังเป็นภาษาที่พูดแพร่หลายในอีกหลายประเทศของยุโรปอีกด้วย”

ภาษาฝรั่งเศสใบเบิกทางของคนรุ่นใหม่

เกศ-เกศชุลี มุณีแนม ประชาสัมพันธ์ประจำตัวเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส  ยอมรับว่า เพราะสามารถพูดภาษาฝรั่งเศส ทำให้เธอได้รับโอกาสดีๆ ในชีวิตการทำงาน เกศ บอกว่า เพราะคำพูดของอาจารย์แนะแนวที่บอกว่า ภาษาฝรั่งเศสจะช่วยในการประกอบอาชีพได้หลากหลาย เพราะเป็นภาษาที่พูดในหลายประเทศในยุโรป ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเรียนศิลป์-ภาษาฝรั่งเศส จนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย และไปเรียนต่อปริญญาโท ที่ประเทศฝรั่งเศส

“พอเรียนจบ เราก็ได้ทำงานที่มิชลิน ซึ่งเป็นบริษัทของฝรั่งเศส ทำได้ 2 ปี ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ตามความฝันของเด็กหลายคนที่เรียนภาษานี้ และอยากไปซึมซับวัฒนธรรมได้ใช้ภาษานี้จริงๆ สุดท้ายพอกลับมาเลยได้โอกาสดีๆ มาทำงานที่สถานทูต

เกศว่าในยุคที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่เออีซี ภาษาเป็นเรื่องสำคัญ แน่นอนว่าภาษาอังกฤษมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่การรู้ภาษาที่สามช่วยให้เรากว้างขึ้น อย่างภาษาฝรั่งเศสเราพูดได้ในบางประเทศในยุโรปและเออีซี เพราะถ้าเทียบกับภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศสก็ถูกใช้มากกว่า

สำหรับเด็กๆ ที่สนใจจะเรียนภาษาที่สาม แนะนำว่าให้ดูอาชีพที่ตัวเองสนใจ มองว่าอนาคตอยากทำอะไร มีภาษาไหนที่น่าจะเป็นประโยชน์กับอาชีพที่สนใจ เช่น อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน ภาษาญี่ปุ่นอาจจะตอบโจทย์ แต่ถ้าอยากเป็นนักโบราณคดี ภาษาฝรั่งเศสก็น่าสนใจ เพราะเอกสารทางประวัติศาสตร์เก่าๆ ยังบันทึกด้วยภาษาฝรั่งเศส”

 

สอดคล้องกับ แพร-นัฏฐ์ณิชย์ โชติสรยุทธ์ เซเลบสาวคนดังที่เรียนภาษาฝรั่งเศสตั้งแต่อายุ 15 ปี และเคยเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเรียนภาษานี้ว่า ต้องขอบคุณคุณแม่ที่มองการณ์ไกลให้ลูกสาวเรียนภาษาฝรั่งเศสตั้งแต่เด็ก จนได้ทุนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของฝรั่งเศส แพร บอกว่า ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่มีเสน่ห์ และพูดในหลายประเทศในยุโรป ที่สำคัญ การที่เราสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสสามารถสร้างความประทับใจในการติดต่อสื่อสารได้ เพราะเป็นภาษาที่ศิวิไลซ์

ด้าน เชฟขมิ้น-มิตราภักดิ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ เชฟขนมฝรั่งเศสจากร้าน มอร์ แดน อะ เกม (More Than A Game) บอกว่า กำลังวางแผนจะต่อยอดเรียนภาษาฝรั่งเศส เพราะมีพื้นฐานมาตั้งแต่ระดับมัธยมและ มหาวิทยาลัย แถมยังเคยไปเรียนคอร์สขนมที่ฝรั่งเศส 3 เดือน “สาเหตุที่อยากไปต่อยอดภาษานี้ เพราะอย่างที่รู้ว่า ถ้าพูดถึงอาชีพเชฟ คงหนีไม่พ้นต้องศึกษาอาหารหรือขนมฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นการที่รู้ภาษาฝรั่งเศสจะทำให้เข้าถึงข้อมูล สูตรอาหารต่างๆ ที่เป็นภาษาฝรั่งเศสได้ง่ายขึ้น ประกอบกับโดยส่วนตัวเป็นครูสอนเปียโน เรื่องดนตรี โน้ตเพลง ก็ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสเยอะ”

ปิดท้ายด้วย อั๋น-วันศุกร์ คงราษี บรรณาธิการบทความนิตยสารแอล บอกว่า จะเรียนภาษาที่สามเป็นภาษาไหนก็ดีหมด เพราะการรู้ภาษายิ่งเยอะยิ่งช่วยเปิดโลกของเรา บางครั้งเราอาจไม่ได้ใช้ทางตรง แต่ก็มีประโยชน์ทางอ้อม

“ตอนแรกผมตั้งใจเรียนต่อไปในสายอาจารย์ แต่พอรู้ภาษาฝรั่งเศส เลยมีโอกาสมาช่วยแปลบทความฝรั่งเศสในนิตยสาร จนสุดท้ายได้มาทำงานในสายนิตยสาร ตอนแรกผมยังไม่ได้เริ่มทำงานในสายนิตยสารฝรั่งเศสโดยตรง แต่ก็ได้อาศัยความรู้ของภาษาฝรั่งเศสในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ผมว่าการที่เรารู้ภาษาอื่น งานเขียนของเราจะไม่แบน เราสามารถเข้าถึงข้อมูลของภาษาอื่นที่มากกว่าภาษาอังกฤษที่ใครๆ ก็รู้”

อั๋น บอกว่า ในแง่ความนิยมต้องยอมรับว่าความนิยมในภาษาฝรั่งเศสลดลงจริงๆ จากอิทธิพลของภาษาอื่น แต่ก็ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเรียนรู้ง่ายกว่าภาษาอื่น ไม่ต้องหัดเขียนใหม่ ที่สำคัญยังเป็นพื้นฐานให้ไปต่อยอดสู่การเรียนภาษาอื่น เช่น โปรตุเกสและสเปนอีกด้วย

 

 

ลงรหัสวิชาชีพนักวิทย์และเทคโนฯ รับมือเศรษฐกิจดิจิทัล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/345077/ลงรหัสวิชาชีพนักวิทย์และเทคโนฯ-รับมือเศรษฐกิจดิจิทัล

 

โดย…พริบพันดาว

“เศรษฐกิจดิจิทัล” (Digital Economy) ถือเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ของไทย ซึ่งจะมุ่งเป้าไปที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือกระทรวงไอซีที ในการจัดการขับเคลื่อนให้ก้าวหน้าต่อไปในสังคมไทย แต่ในทางพื้นฐานของการผลิตบุคลากรเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็มีส่วนร่วมไม่น้อยเช่นกัน รวมถึงในการรับมือกับวิกฤตภัยทางสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้

บุคลากรทางวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพและได้รับรองมาตรฐานตามวิชาชีพอย่างถูกต้องทางกฎหมายจึงเป็นเรื่องจำเป็น ล่าสุดมีการสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการบังคับใช้ข้อบังคับสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าด้วยการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม พ.ศ. 2557 คือ
– สาขานิวเคลียร์

– สาขาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านวิทยาศาสตร์และการควบคุมมลพิษ

– สาขาการผลิต การควบคุมและการจัดการสารเคมีอันตราย

– สาขาการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์และการใช้จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค

เมื่อดูจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของแต่ละสาขานั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมลพิษ ซึ่งต้องใช้นักวิชาชีพในสาขาต่างๆ เหล่านี้มากมาย รวมถึงอุตสาหกรรมด้านพลังงานที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่จะเข้ามาในอนาคต

การจัดตั้งสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้น เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมและควบคุมการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เกิดประโยชน์ในการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำคู่กันไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเช่นกันแนว

นโยบายจากกระทรวงวิทย์ฯ

ความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น สอดรับกับการพัฒนาประเทศ และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วทน.) ซึ่ง ดร.วรวรงค์รักเรืองเดช รองโฆษก วทน. ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ให้ความสำคัญและกำลังดำเนินการเร่งผลักดันในเรื่องการสร้างกำลังคน สร้างนักวิจัย สนับสนุนงานวิจัยต่างๆ เช่น งานวิจัยเชิงสังคม งานวิจัยเพื่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้ออกสู่เชิงพาณิชย์ รวมไปถึงการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“การผลักดันนวัตกรรมที่ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าจากการนำความรู้และเทคโนโลยีไปใช้ เป็นต้นทุนสำคัญที่นำไปสู่การเกิดทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆอันจะนำมาซึ่งการเกิดธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มมีความเจริญก้าวหน้าทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ด้านงานวิจัยและเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ”ทางกระทรวงได้ดำเนินงานตามนโยบาย 5 ข้อที่รัฐบาลได้ดำเนินการขับเคลื่อนอยู่ประกอบไปด้วย

1.ประเทศไทยต้องมีการสร้างความรู้และงานวิจัยให้แก่ภาคการผลิต โดยรัฐบาลเดินหน้าด้านงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชน

2.การขับเคลื่อนกำลังคน ทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นทุนสังคมที่สำคัญที่สุด และมีบทบาทเป็นทั้งผู้สร้างการพัฒนาและผู้ได้รับผลจากการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

3.การยกระดับการลดภาษีด้านการวิจัยและพัฒนา

4.การสนับสนุนโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณเพื่อเดินหน้าด้าน วทน.ให้เจริญก้าวหน้าต่อไปสู่อนาคต

5.โครงสร้างพื้นฐานด้าน วทน. โดยการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือรัฐบาลลงทุนโดยให้เอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์หรือใช้บริการ เพราะฉะนั้นการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านการกำกับดูแลและควบคุมโดยสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด

 

การฝึกอบรมพร้อมเดินหน้า

สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้วางหลักเกณฑ์ให้ทั้ง 4 สาขาควบคุม จัดการอบรมและจัดสอบ ประมาณไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2558 ระหว่างนี้ อยู่ในขั้นตอนการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม โดยในเบื้องต้นได้ทำเอ็มโอยูกับหน่วยงานดังนี้ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย เป็นต้น

สำหรับการสัมมนาสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีผู้สนใจทั้งผู้ประกอบการภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัย โดยวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ประกอบการวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาควบคุม ดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายต่อไป

สมบัติ สุรินทร์รัฐ กรรมการสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานคณะอนุกรรมการฝึกอบรมแห่งสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของการอบรมและสอบเพื่อให้ได้ใบอนุญาตควบคุมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ตั้งแต่ปี 2551 สมาชิกของสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ฯ จำนวนมากต่างได้ถามถึงความคืบหน้า ถึงความพร้อมและการดำเนินการ ในฐานะที่ผมได้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์ควบคุม สาขาควบคุมมลพิษ และได้จัดทำแผนดำเนินการเร่งรัดการทำงานเพื่อให้สมาชิกอบรมและสอบเพื่อให้ได้ ‘ใบอนุญาตควบคุม’ ต่อคณะกรรมการ แผนการดำเนินเร่งรัดนี้ได้กำหนดกรอบเวลาและแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน ในที่ประชุมกรรมการเห็นด้วยต่อแผนงานเร่งรัดที่นำเสนอ และดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวตลอดมา”

การร่างข้อบังคับทั้ง 4 สาขาของสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ฯ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี สมบัติ บอกว่า หมายความว่าผู้ที่เคยประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีควบคุมในข่าย และได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ ผู้ที่จบวิทยาศาสตร์ที่ได้ใบอนุญาตจัดทำรายงานอีไอเอ (ด้านวิทยาศาสตร์) ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมมลพิษ น้ำ อากาศ และผู้ควบคุมสารเคมีอันตรายที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงาน รวมทั้งงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ.ผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้จะต้องมาขอ“ใบอนุญาตควบคุม” จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ฯภายในเดือน ต.ค. 2558

“ทางสภาวิชาชีพนักวิทยาศาสตร์ฯ เล็งเห็นความสำคัญของการออกใบอนุญาตและควบคุมของสภาวิชาชีพ ซึ่งจะมีผลต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อมและประชาชนในวงกว้างทั่วไป เพราะถ้าไม่มีผู้มีความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงก็จะทำให้เกิดผลเสีย ในขณะเดียวกันสภาวิชาชีพก็จะทำให้เกิดการพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้เป็นอาชีพที่มีความสำคัญมากขึ้น และมีความน่าสนใจในการที่จะดึงคนเข้ามาศึกษาและอบรม ผมเป็นประธานอนุกรรมการทางด้านการฝึกอบรมอยู่แล้ว ก็มีบทบาทในการออกใบอนุญาตและการสอบขึ้นทะเบียนต่างๆ ตรงนี้ผมคิดว่าในอนาคตเรื่องวิชาชีพจะทำให้นักศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีแรงบันดาลใจในการเข้าสู่อาชีพนี้ในอนาคต เพราะมีความมั่นคง”

แผนงานสำหรับปี 2558 ภารกิจของสภาวิชาชีพนักวิทยาศาสตร์ฯ ที่จะต้องดำเนินการ สมบัติ ขยายความว่า ถือเป็นการบุกเบิกใหม่ มีเนื้อหาที่จะต้องบริหารจัดการมาก ได้แก่ การต้องเตรียมหลักสูตร ฝึกอบรมการสอบที่จะเกิดขึ้น การประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพให้มาเป็นสมาชิก เพื่อที่จะสามารถสมัครอบรม และสอบประเมินผล การประสานกับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายจะต้องดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการหลัก

“ภารกิจที่สำคัญจะต้องดำเนินการควบคู่กับการจัดการฝึกอบรมของคณะกรรมการอบรมแห่งสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ฯ ได้แก่ การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่บังคับใช้กฎหมายควบคุมในปัจจุบัน ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในอนาคตก็จะมีการเปิดเสรีเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีเข้ามา ถ้าเราไม่มีระบบให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นักวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศก็จะเข้ามาทำงานในส่วนของเราได้ ทำให้เสียโอกาส การอบรมจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2 หรือ 3 ของปีนี้”

 

นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์ฯ เร่งเครื่อง

หากจำกันได้ เมื่อปี 2552 มีการตัดสินคดีประวัติศาสตร์ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยตรง เมื่อศาลปกครองระยอง สายสุดา เศรษฐบุตร อธิบดีศาลปกครองระยอง ตุลาการเจ้าของสำนวนได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 192/2550 ระหว่าง เจริญ เดชคุ้ม กับพวกรวม 27 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยไม่ประกาศให้พื้นที่ ต.มาบตาพุด และเทศบาลเมืองมาบตาพุด ตลอดจนพื้นที่ข้างเคียงที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการควบคุม ลด และขจัดมลพิษตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยผิดตามมาตรา 59 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

การชนะคดีของตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ต.มาบตาพุด และเทศบาลเมืองมาบตาพุด ตลอดจนพื้นที่ข้างเคียง ได้กลายเป็นกรณีตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญและโปร่งใสอย่างเป็นธรรมาภิบาลของนักวิชาชีพด้านนี้โดยตรง

นิรุจน์ อุทธา นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชี้ว่า เนื่องจากการประกอบวิชาชีพดังกล่าวหากปล่อยให้ผู้ที่ขาดความรู้ความเข้าใจ คุณธรรมและจรรยาบรรณเข้ามาดำเนินการ จะมีความเสี่ยงสูงในการทำให้เกิดความเสียหายหรืออุบัติเหตุร้ายแรงที่เป็นอันตรายโดยตรงกับประชาชนและสังคมโดยรวมได้ และผู้ที่อยู่ในวิชาชีพนี้ในปัจจุบันมีการประมาณการว่ามีถึง 2 ล้านคน

“ตอนที่ทำกฎหมายฉบับนี้ ก่อนที่ประกาศใช้ในปี 2550 มีการประมาณการกันว่ามีนักวิทยาศาสตร์หรือผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านนี้ ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะวิชาชีพควบคุม จากข้อมูลที่สำรวจกันผ่านการศึกษาวิจัย ก็มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งก็มีเยอะมาก เพราะนักวิทยาศาสตร์มีหลายสาขามาก แต่สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนก็คือ ทางด้านผู้ประกอบการที่เป็นภาคเอกชน ซึ่งจะมีเรื่องการใช้สารเคมีในการผลิตค่อนข้างจะเยอะในวงการอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ อีกเรื่องคือเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นพลังงานที่สำคัญในอนาคต แล้วนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น วงการเกษตรปัจจุบันก็นำนิวเคลียร์มาใช้ เรื่องพวกนี้เกี่ยวข้องกับวิชาชีพทั้งนั้น เพราะคนที่เข้ามาทำต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ สาขาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็มีมากขึ้น ถ้าใครรู้ว่าสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งใบประกอบวิชาชีพเหล่านี้ก็จะเป็นใบรับรองให้ เพื่อประกอบวิชาชีพอย่างมีศักดิ์ศรียืนยันถึงการมีความรู้และมีจริยธรรม”

กฎหมายที่ควบคุมอยู่ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นกฎหมายที่ออกในนามภาครัฐ เป็นลักษณะควบคุมโดยหน่วยงาน โดยข้อบังคับโดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน นิรุจน์ ขยายความว่า เมื่อมาเป็นกฎหมายวิชาชีพเป็นการควบคุมคน คอยกำกับดูแลกันเอง

“พอมีใบประกอบวิชาชีพออกมาแล้วก็รวมกลุ่มกันเป็นสภา สมมติว่าคนไหนปฏิบัติตามกฎข้อบังคับชัดเจนมีผลงานดีเด่น สภาก็จะทำหน้าที่ในการส่งเสริม แต่ถ้ากรณีคนใดไปทำนอกลู่นอกทางก็จะมีกระบวนการลงโทษตามกฎหมายเป็นการควบคุม และในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งไปในตัว เป็นสองอย่างที่เดินควบคู่กันไป ซึ่งต่อไปจะเป็นการหนุนเสริมกัน อย่างมีห้องแล็บระดับโลก คนที่ทำมีใบประกอบวิชาชีพมาตรฐาน ทั้งโครงสร้างทั้งความรู้ก็จะมาผนวกและได้มาตรฐานพร้อมกัน ตัววิชาชีพจะเป็นลักษณะการสร้างมาตรฐานที่ตัวคน

 

“เรื่องความหละหลวมในการควบคุมดูแลเพื่อความปลอดภัยเป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรก็ดี เรื่องของวิชาชีพก็เป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่ง เรียกว่าเป็นการปักเสาเข็มในการสร้างบ้าน ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพมีความรู้ความสามารถ มีจริยธรรม เวลาที่จะไปประกอบวิชาชีพอะไรมันก็ได้มาตรฐาน เรื่องผิดกฎหมายหรือความหละหลวมในการควบคุมดูแลก็จะลดลงไปตามลำดับ เพราะว่าการควบคุมมาตรฐานเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีซึ่งสำคัญมาก ถ้าใครได้รับใบประกอบวิชาชีพแล้วไปทำผิด ก็ไม่สามารถจะได้รับการยอมรับจากกลุ่มวิชาชีพด้วยกัน หรือว่ามีบริษัททำผิดจรรยาบรรณ เวลาทำงานสังคมก็จะมองและคอยตรวจสอบได้

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ในขณะเดียวกันถ้าเราทำได้สำเร็จก็จะมีความเข้มแข็งทางวิชาชีพ ซึ่งจะเกิดความก้าวหน้าในการพัฒนา ถ้าประเทศไหนมีการพัฒนาวิชาชีพที่เข้มแข็งก็จะมีปัญหาเรื่องมาตรฐานน้อย มีปัญหาเรื่องของการคอร์รัปชั่นที่ลดลง และปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยก็จะลดลงเรื่อยๆ ในเมืองไทยถ้าเรามีการพัฒนาอย่างนี้ร่วมกันคงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีจากจุดเริ่มตรงนี้ เพราะว่ากว่าจะมีกฎหมายวิชาชีพออกมารองรับก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี พอมาสู่การปฏิบัติก็คงต้องใช้เวลาที่ไม่น้อยไปกว่ากันกว่าจะส่งผลที่ชัดเจน”

นิรุจน์ กล่าวต่อว่า ระบบนี้ก็จะมีการเทียบเคียงมาตรฐานสากลในการออกข้อบังคับกฎหมายฉบับนี้ ถ้าพัฒนาได้เร็ว นักวิชาชีพวิทยาศาสตร์ของไทยก็จะได้รับการยอมรับในต่างประเทศได้ด้วย

“ผมมองว่าเป็นเรื่องการพัฒนากำลังแรงงานที่สนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจในอีกทางหนึ่งด้วยในอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันคิด สภาวิชาชีพนักวิทยาศาสตร์ฯ ก็กำลังพัฒนาและออกแบบว่าเราจะพัฒนาคู่ไปกับนโยบายนี้ได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญในการเติบโตทางความทันสมัย ถ้าได้มีผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญทางนี้โดยเฉพาะก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่ก็ต้องใช้เวลาเพราะวิทยาศาสตร์มีหลายสาขาที่ต้องทำงาน มีงานที่หนักรออยู่และฝ่าฟันอุปสรรค เพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์ให้รวมกลุ่มและควบคุมดูแลกันเองอย่างเข้มแข็ง”

สุดท้าย เขาฝากถึงนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเมืองไทยว่า

“มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย”

เมื่อมีการออกใบวิชาชีพและควบคุมอย่างเต็มรูปแบบจากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว แนวโน้มที่จะช่วยให้ประเทศเราพัฒนาเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ไกล โดยเฉพาะเรื่องของการจำกัดสิ่งที่จะสร้างผลกระทบต่อประชาชน การเน้นหนักเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จะทำให้โศกนาฏกรรมที่เกิดจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือปล่อยปละละเลย จะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดเหมือนประเทศอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานขั้นสูงสุดเท่าที่จะทำได้ต่อไปในอนาคต

 

70 ปี ฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ สายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1IJK2CQ

70 ปี ฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ สายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน

โดย…พงศ์ พริบไหว

ในฐานะเด็กบ้านนอก ครั้งแรกที่เคยได้สัมผัสกับเรื่องราวของ “งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์” คือการได้นั่งดูถ่ายทอดสดจากโทรทัศน์ ซึ่งก็พอจะรับรู้ได้ว่า แม้ไม่ใช่การแข่งขันฟุตบอลระดับชาติ แต่นี่คือเกมกีฬาที่สู้กันอย่างหมดหัวใจและใส่สะอาดเพื่อชัยชนะ แน่นอนว่าหลังจากครั้งนั้นเกมฟุตบอลประเพณีก็เข้าซึมอยู่ในชีวิตร่ำไป และเชื่อแน่ว่าหลายๆ คนก็มีช่วงเวลานั้นเช่นกัน อยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อย

มองวันเวลาเก่าๆ ทำให้เกิดสงสัยว่า เสน่ห์ของงานฟุตบอลประเพณีจริงๆ แล้วอยู่ที่อะไร จึงทำให้ฟุตบอลรายการนี้อยู่คู่ประเทศไทยมานานแสนนาน หรือว่าผู้คนจะชื่นชอบเสน่ห์ของงานนี้ที่เกมการแข่งขันฟุตบอล หรือเพราะการแต่งตัวลีลาท่าเต้นนำเชียร์ของลีดเดอร์สาว แม้แต่ขบวนล้อการเมืองและการแปรอักษรก็ดูจะมีความพิเศษชวนให้ติดตาม แต่ถึงจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เนื้อแท้อย่างหนึ่งที่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ได้สื่อสารออกไปเสมอสู่การรับรู้วงกว้าง คือ การทำให้เห็นถึงความร่วมมือและสามัคคีของ 2 สถาบันหลักของประเทศไทย ซึ่งมันก็ยาวนานต่อเนื่องมากว่า 7 ทศวรรษ และนี้ต่างหากที่เป็นเสน่ห์แท้จริงของงาน…

นับกันตามปีที่เริ่มงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ โดยกลุ่มนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในครั้งแรกเมื่อปี 2477 งานประเพณีที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 7 ก.พ. 2558 ถือเป็นการแข่งขันครั้งที่ 70 พอดิบพอดี ซึ่งชื่อของจุฬาฯ อยู่ในฝั่งของเจ้าภาพ และเมื่อมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับประธานคณะดำเนินงานจัดการแข่งขันนิสิตเก่าจากคณะวิศวะ จุฬาฯ อย่าง เทวินทร์ วงศ์วานิช ในฐานะประธานการจัดงานครั้งนี้ เจ้าตัวได้เล่าให้ฟังถึงงานครั้งนี้ว่า

 “เนื่องจากปีที่แล้วบ้านเมืองไม่สงบ ทางจุฬาฯ ซึ่งเป็นตัวแทนการจัดงานในครั้งนั้นจึงขอกลับมารับผิดชอบเป็นเจ้าภาพงานในปีนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 70 ในปีนี้ก็จะมีความพิเศษอยู่หลายๆ อย่างที่เกิดมาจากแนวความคิดที่ว่า รู้รับ รู้ให้ มุ่งไปด้วยกัน สองสถาบัน สมานฉันท์เพื่อชาติ เพื่อสนับสนุนแนวทางของการปรองดองสมานฉันท์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีและควรสนับสนุน แน่นอนว่าการแข่งขันฟุตบอลเราก็สู้กันในสนามเต็มที่อยู่แล้ว แต่เรื่องนอกสนามเราก็จะมีกิจกรรมอื่นๆ ที่จัดขึ้นเพื่อความสมานฉันท์ปรองดองระหว่าง 2 สถาบัน“จะมีกิจกรรมไฮไลต์อย่างโครงการเลือดไม่แบ่งสี คือโครงการที่รับบริจาคโลหิตของทั้งสองสถาบัน ซึ่งจะทำกันมาตลอดทุกปี เป็นการทำเพื่อสังคม ซึ่งเราก็มองว่าเรื่องดีๆ แบบนี้ไม่น่าจะอยู่แค่ในกลุ่มของนิสิต นักศึกษา เราอยากให้โครงการนี้เข้าไปถึงกลุ่มคนที่กว้างขึ้น นั่นก็คือ กลุ่มศิษย์เก่าและประชาชนทั่วไป เราก็เลยกระจ่ายข่าวและจัดสถานที่เปิดรับบริจาคโลหิตกันจนถึงวันที่ 6 ก.พ. ก่อนแข่งขัน ซึ่งเราก็หวังว่าคนที่ไม่อยากเห็นการแบ่งสีในประเทศไทยจะมาช่วยกันแสดงพลังในโครงการนี้กันเยอะๆ”

ฟังแล้วเป็นโครงการดีๆ ที่ทำเพื่อสังคม แต่อีกกิจกรรมที่ผู้คนมักติดตามทุกปีในฟุตบอลรายการนี้อย่างขบวนพาเหรดและการแปรอักษร ก็เป็นสิ่งที่อดใจไว้ไม่ไหวและเอยถามเพื่อเป็นน้ำจิ้มให้กับผู้รอชม คุณเทวินทร์ได้เล่าไว้คร่าวๆ ทำนองว่า

 

 

“ปีนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมากในการสร้างสรรค์ขบวนพาเหรดล้อการเมืองในสถานการณ์เช่นนี้ ความยากของการทำเรื่องพวกนี้ คือ เราต้องไม่สร้างความแตกแยก เพราะภายใต้สถานการณ์แบบนี้ การทำขบวนล้อการเมืองจึงต้องมีวิธีคิดที่ละเอียดอ่อน เพราะวันนี้มันเหมือนไม่มีตรงกลาง เราเลยคิดว่าเราควรจะนำเสนอผ่านแนวความคิดที่ว่า ในวันนี้นิสิต นักศึกษาปัญญาชนอยากเห็นบ้านเมืองเป็นแบบไหน ซึ่งเราเองพูดตรงๆ เลยนะ ถึงวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบอะไร เพราะเราแค่เสนอแนวทางให้พวกน้องๆ ไปคิด ซึ่งเราไม่มีการบังคับปิดกั้นนะในเรื่องความคิด เพราะเชื่อในการให้อิสระ แล้วก็มั่นใจว่าน้องๆ จะใช้ความคิดสร้างสรรค์ออกมาอย่างเต็มที่ ทำเรื่องเครียดๆ ให้กลายเป็นเรื่องสนุกน่าติดตาม” คุณเทวินทร์ ยิ้มมุมปากเมื่อพูดจบ

นั่นคือโจทย์ยากที่ท้าทายความสามารถของนักศึกษารุ่นใหม่ ในการสะท้อนให้เห็นถึงบางอย่างที่มิใช่เพียงแต่การเอาความสนุกเข้ามาเป็นจุดขาย แต่ต้องทำให้กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนสะท้านหัวใจผู้ชม เอาเป็นว่าอีกไม่กี่วันเราก็จะได้เห็นแล้วว่าขบวนพาเหรดจะออกมาเป็นรูปแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ทั้งสองสถาบันงานนี้ต้องทุ่มเทระดมความคิดกันอย่างหนักแน่นอน และนอกจากกิจกรรมที่กล่าวมา ภายในงานจะมีกิจกรมอื่นๆ ให้ได้เข้ารวม อาทิ โครงการตอกไม้ ตักทราย สร้างฝาย กาญฯ นะจ๊ะ และโครงการเดินเพลินๆ ขอเชิญมาแชร์ เป็นต้น

“คือเราในฐานะคนจัดงานก็เห็นว่าทุกฝ่ายตั้งใจกันเต็มที่ เพื่อให้งานนี้ออกมาดีและได้รับความประทับใจจากการได้ดูกิจกรรมต่างๆ ในงาน และหวังว่าสิ่งที่เหล่านิสิตของทั้งสองสถาบันร่วมกันทำจะสามารถกระตุ้นและจุดประกายให้เห็นถึงความสมานฉันท์ปรองดอง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญมากกับประเทศเราในตอนนี้ ซึ่งก็ขอเชิญชวนทุกๆ คนให้เข้ามาร่วมชมฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ กันได้ในวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. ที่ สนามศุภชลาศัย ประตูเปิดตั้งแต่บ่าย 2 โมง และหากไม่สะดวกทางเราก็มีถ่ายทอดสดทางช่อง 11” คุณเทวินทร์ กล่าวเชิญชวนทิ้งท้ายในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70

อีกเสน่ห์ของฟุตบอลประเพณี

อีกหนึ่งสิ่งที่จะเพิ่มความสนุกให้บรรยากาศในฟุตบอลประเพณีมีสีสันมากขึ้น คือ ตัวของนักเตะในสนามซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักฟุตบอลแข้งทองจากสโมสรในไทยพรีเมียร์ลีก และในปีนี้ก็ได้มีโอกาสเข้าไปลวงลึกถึงความพร้อมของทั้งสองทีม โดยงานนี้ขอเริ่มจากฝั่งจุฬาฯ กับนักเตะหน้ามนคนหน้าหวานที่พกพามาดกวนๆ มาเต็มอัตราอย่าง ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย ซึ่งเจ้าตัวดูเอาจริงเอาจังเหลือเกินกับการซ้อมเพื่อจะรักษาแชมป์ที่ครองอยู่ 3 ปีติดต่อกัน โดยเจ้าตัวพูดถึงเรื่องนี้ว่า

“สำหรับผม รายการนี้คือแมตช์ที่ยิ่งใหญ่มากนะ ผมเองถูกบิวต์มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อแม่ผมเรียนจบจากจุฬาฯ ซึ่งตอนเด็กเวลามีงานประเพณีเขาก็จะพาผมไปดูในสนามด้วย ซึ่งเราก็จะซึมซับบรรยากาศของฟุตบอลประเพณีมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว มันเลยเป็นเหมือนความฝันเลยว่า สักวันหนึ่งเราจะไปอยู่ตรงนั้นเราจะต้องเล่นฟุตบอลประเพณีให้ได้ จึงรู้สึกว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง พอได้เข้ามาสัมผัส เรารู้เลยว่าทุกคนที่นี่ให้ความสำคัญมากกับงานนี้ ทุกฝ่ายรวมแรงรวมใจกันแบบเต็มที่ ไม่ใช่แต่เรื่องของฟุตบอล

 

“ส่วนในเรื่องของฟุตบอลเอง เราก็จะมีการเตรียมความพร้อมกันนาน มีรุ่นพี่เทียวมากระตุ้นตลอด เข้ามาพูดคุยให้กำลังใจ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมาก พวกเรานักฟุตบอลเองก็จะหาเวลามาซ้อมกันให้ได้มากที่สุดเพราะแต่ละคนก็จะติดเล่นให้สโมสรและทีมชาติ แล้วแน่นอนว่าถึงจะเป็นเกมที่เน้นความสามัคคี แต่ในสนามเราก็ฟาดฟันกันเต็มที่และก็หวังจะชนะด้วย เพราะผลการแข่งขันมันก็มีความสำคัญต่อสภาวะจิตใจของพวกเราอยู่เหมือนกัน คิดดูว่าคนเต็มสนามต่างมาเชียร์ฟุตบอลกันอย่างมีความสุข เราก็ไม่อยากให้ทีมของเราแพ้กลับไปหรอก” นักฟุตบอลจากจุฬาฯ เล่าต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“ฉะนั้น มันจึงทำให้พวกเรานักฟุตบอลอินในบรรยากาศของงานและอยากจะสร้างผลงานดีๆ แล้วฟุตบอลประเพณีมันนัดเดียวรู้ผล เพราะฉะนั้นมันต้องเอาตั้งแต่นาทีแรกเลย ปีนี้ผมจึงซ้อมให้ฟิตเต็มร้อยเพื่อจะใส่ให้เต็มที่ เพื่อลงไปทำประตูในรายการนี้เป็นครั้งแรกให้ได้และเอาแชมป์สมัยที่ 4 ซึ่งแน่นอนว่าทุกปีธรรมศาสตร์เขาก็จะออกมาบัพกันตลอดว่าเขาจะชนะ ซึ่งมันเหมือนเป็นสีสันเป็นความสนุกสนาน ซึ่งแน่นอนเราก็จะไปวัดกันในวันนั้น และผมเชื่อว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามจะเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งที่คุณจะประทับใจ และปีนี้ผมฝากไปถึงนักฟุตบอลธรรมศาสตร์หน่อยว่า หากอยากได้แชมป์อาจจะต้องเหนื่อยหน่อย” เจ้าตัวหัวเราะร่าหลังพูดจบ

 

แน่นอนว่า ทางฝั่งธรรมศาสตร์ที่มี ชาคริต บัวทอง เพื่อนชี้ของลีซออยู่ในทีม ก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาพูดถึงการแข่งขันครั้งนี้ด้วยน้ำเสียงที่ไร้กังวลกับมาตรฐานนักเตะของจุฬาฯ ที่มีชื่อชั้นดีกว่าให้ฟังว่า ตัวเขาเองเชื่อในความสามัคคีและระบบการเล่นที่ดุดันของทีมธรรมศาสตร์ ว่าจะสามารถทวงแชมป์คืนจากฝั่งตรงข้ามได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งเจ้าตัวพูดในฐานะผู้มากประสบการณ์ในรายการนี้ให้ฟังว่า

“นี่คือการแข่งขันที่คลาสสิก ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กว่าอยากลงเล่นในรายการนี้ และในฐานะที่ผมเป็นนักศึกษาของธรรมศาสตร์ได้ลงแข่ง แน่นอนที่สุดคือความภูมิใจ แล้วบอลรายการนี้มันมีมนต์ขลังมากๆ เป็นบรรยากาศของการแข่งขันที่เต็มไปด้วยคนดูที่มีฝั่งตรงข้ามโห่เราตลอดเวลา มันจึงเป็นเกมที่ต้องมีสมาธิอย่างมาก ซึ่งในทุกๆ ปีทีมเราก็ตั้งใจที่จะชนะอยู่แล้ว อย่างสามครั้งล่าสุดที่แพ้ ถ้าดูตามรูปเกมพวกเราเล่นดีมาก แต่เพราะเสียสมาธิในช่วงท้ายถึงเป็นจุดเปลี่ยนให้เราพลาด” ชาคริต เล่าถึงบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมในสนามให้ฟังต่อว่า

“จริงอยู่หากมองในมุมนักเตะทีมเราอาจเป็นรองจุฬาฯ แต่พอลงไปเล่นในสนามพวกเราก็สามารถช่วยกันเล่นได้อย่างสูสี ซึ่งในปีนี้เราก็หวังแชมป์อย่างแน่นอน และผมก็เชื่อว่าทางฝั่งจุฬาฯ ก็คงไม่ปล่อยให้เราชนะง่ายๆ  ซึ่งแน่นอนว่าเกมวันนั้นสนุก ก็อยากให้ทุกคนเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมในฟุตบอลประเพณีด้วยกัน ซึ่งสำหรับผม ถ้ามีอะไรจะฝากถึงฝั่งตรงข้ามก็เล็กๆ น้อยๆ คือ ถ้าจุฬาฯ เอา ลีซอ-
ธีรเทพ วิโนทัย ลงสนาม ผมว่าธรรมศาสตร์น่าจะชนะง่ายขึ้น”

เจ้าตัวหัวเราะเมื่อพูดจบ นี่เองคือเสน่ห์อีกอย่างของฟุตบอลรายการนี้ เพราะไม่ว่าคุณจะสวมเสื้อสีอะไรในวันนั้น ทุกคนคือเพื่อน คือพี่ คือน้อง และนั่นเป็นเสมือนสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันเปลี่ยน

 

 

Believe in yourself

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 12:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/344753/believe-in-yourself

Believe in yourself

โดย… ดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส  ผู้เขียนหนังสือสนามรบชีวิต สนพ.โพสต์บุ๊กส์ http://www.postbooksonline.com

เพราะทุกๆ ที่ในธรรมชาติมีความเป็นจริงในชีวิตสอนอยู่ ผ่านทุกเหตุการณ์ ผ่านทุกคนที่เราพบเจอ ล้วนมีสีสันหลากหลายเฉพาะตน ล้วนประกอบเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจากภายในจิตใจ ผ่านความรู้สึก ความคิด
ไปสู่การกระทำ ให้เราทุกคนได้พบบทเรียนต่างๆ ในชีวิต ทั้งบทเรียนแห่งความสุข ซึ่งท้ายสุดอาจมีความทุกข์แฝงอยู่หรือบทเรียนแห่งความทุกข์ที่ภายหลังกลับมีมุมมองต่อชีวิตอย่างรื่นรมย์และมีความสุขเห็นโลกสวยงามตามความจริงรอบตัวในชีวิตได้ง่ายดายขึ้น

เมื่อเข้าใจวัตถุประสงค์แห่งการดำรงชีวิต ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์เรียนรู้ บางครั้งบทเรียนเดิมๆ ที่เรียนแล้ว กลับต้องมาเรียนอีกครั้งเพื่อผ่านสภาวะที่นำมาซึ่งการรู้สึกตัว เข้าใจตนเองและชนะใจตัวได้อย่างแท้จริง จึงข้ามผ่านบทเรียนซ้ำๆ เดิมไปได้ ซึ่งทุกสิ่งล้วนกำเนิดจากการเรียนรู้ มีความรู้ มีความไม่รู้ มีความเข้าใจ และมีความไม่เข้าใจ ใช้ความเชื่อ และความไม่เชื่อ ที่เราต่างเก็บสะสมไว้ในบัญชีชีวิตที่บรรจุแน่นและเนิ่นนานในคลังพลังแห่งความคิดและจิตใต้สำนึก

โดยปกติความทรมานที่อยู่ในใจของมนุษย์มีค่าในระดับที่เจ้าของชีวิตกระทำกับตนเองจนเพียงพอและสาสมใจ ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าเจ็บมากพอแล้วจึงหยุดพฤติกรรมทำร้ายใจตนเอง และหลายครั้งความทุกข์ในชีวิตกลับทำให้เขาเหล่านั้นเข้าถึงความจริงแห่งการเปลี่ยนแปลงและสามารถเป็นผู้ปล่อยวาง

เรื่องราวที่ท้าทายได้อย่างแท้จริง จะแตกต่างก็อยู่ที่ว่า หลังประสบการณ์ที่ท้าทายทั้งหลาย เขาได้สูญเสียความเชื่อมั่น ศรัทธา และคุณค่าในตนเอง หรือพรั่งพร้อมเพิ่มพูนในการรู้สึกถึงการรัก นับถือ มีความภาคภูมิใจและขอบคุณตนเองได้อย่างสุดซึ้ง ที่ผ่านทุกความมหัศจรรย์ที่ชีวิตจัดสรรบทเรียนไว้ให้เข้าใจถึงวินาทีแห่งธาตุแท้ในตนเอง เพื่อข้ามผ่านและเติบโตได้อย่างแท้จริง

นอกจากเกิดมามีลมหายใจ มีชีวิต เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับคุณค่าในตนเอง ความรักในตนเอง เมื่อมนุษย์เรียนรู้ความรักตนเอง การแบ่งปันที่จริงแท้จึงเริ่มขยายออกไปให้ผู้อื่น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีบทเรียนทางใจ ความรู้เนื้อรู้ตัวไม่ให้ใจไหลต่ำจนหมดศรัทธาในตัวเอง เพราะหลงติดกับวนเวียนอยู่ในสภาวะการทำร้ายจิตใจ และความไม่ได้ดั่งใจในตนเองคือยอมให้เหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ ตรงหน้าในอดีต หรือความกังวลในอนาคตหลอมทำให้ดำรงชีวิตห่างจากชีวิตที่แท้ที่เราทุกคนเกิดมาล้วนมีสีสัน มีความรื่นเริง สุขสนุกสนาน คือมีชีวิตชีวาเบิกบาน เฉกเช่น ดอกไม้ ต้นไม้ ใบหญ้า ท้องฟ้า ที่หากมันพูดได้เราคงได้ยินเสียงบอกแก่เราว่า มนุษย์จ๋า! หากท่านมีชีวิตที่ยึดติดในความไม่สุขแม้ไม่รู้ตัว หรือชอบสะสมอารมณ์ขุ่นมัวแสดงว่าเกิดมาสูงสุดแต่อายใบหญ้า สนามหญ้า ที่ต่างผ่านการถูกเหยียบย่ำ ผ่านพายุ ลมฝนแดดจัดที่นับเป็นปัญหาที่ท้าทาย

แต่สภาวะภายนอกจะถาโถมเท่าไหร่ หลังพายุ ธรรมชาติกลับมาสะอาด สดชื่น สดใส และเร่งทำหน้าที่ให้ทุกสรรพสิ่งเจริญเติบโต ความรู้สึกรักตนเอง เชื่อมั่น เห็นคุณค่าในตน คือ ยิ้มรับทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต อย่าให้อายต้นไม้ที่ผ่านลม ผ่านฝน แดดเปรี้ยงเพียงใด ก็เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยการ “ยอมรับ” ทุกๆ บทเรียนทางใจ มีไว้เพื่อ “ขอบคุณ” ขอบคุณอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณให้ไวๆ เพราะเมื่อใจเปลี่ยนโฟกัสได้ นั่นคือรู้สึกตัว

“วินาทีแห่งธาตุแท้” คือ ใจที่เห็นคุณค่าในตนเองเสมอๆ คือ ใจที่รักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่น มีคุณค่า ดำรงศรัทธาในตนเพื่อสุดท้ายได้เข้าใจและเรียนรู้เข้าถึงได้ซึ่งสัจธรรม คือ “ความจริง” Believe in yourself. No matter what!!

 

 

วันที่ป่าไร้เสือ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1HHVUoq

วันที่ป่าไร้เสือ

โดย…ธเนศน์ นุ่มมัน

ในยุคที่ผู้คนเริ่มบุกเบิกผืนป่าแทบทุกแห่งในทวีปนี้เพื่อเข้าไปตั้งรกราก บุกร้างถางป่าเป็นพื้นที่ทำกิน ก่อนขยายเป็นแต่ละชุมชน สิ่งที่พวกเขาจะได้รับเป็นคำเตือนจากรุ่นสู่รุ่น คือ การเข้าป่า หรือ
ใช้ชีวิตในป่า ต้องพร้อมเผชิญกับสารพัดอันตรายที่มาจากสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารอย่าง “เสือ”

การแย่งชิงพื้นที่ป่าระหว่างคนกับเสือ มีเรื่องเล่าถึงวีรกรรมการต่อสู้ในหลายพื้นที่ ใครที่ล่าหรือเป็นพรานสังหารเสือได้ ถูกยกย่องให้เป็น “ผู้พิชิต” ขณะที่เสือ กลายเป็น “อสุรกาย” ที่เล่าขานถึงความร้ายกาจกันไม่รู้จบ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ความน่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก เรื่องราวของพวกมัน ลงเอยไปกับสองแนวคิด คือ ยำเกรงจนหลีกหนี และกลายเป็นเครื่องมือท้าทายความกล้า ชีวิตพวกมันกลายเป็นเป้าหมายของการกำจัด ชิ้นส่วนจากร่างที่ไร้ชีวิต กลายเป็นสัญลักษณ์ของการครอบครองพลังอำนาจจากเสือ

จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด ปัจจุบันมันถูกกำราบด้วยอาวุธที่ร้ายกว่าของมนุษย์ จนในพื้นที่ป่าหลายแห่งเหลือเพียงชื่อและตำนาน คาดการณ์กันว่า ในเวลาช่วง 100 ปีที่ผ่านมา เราสูญเสียเสือไปแล้วประมาณ 97% ของจำนวนที่เคยมีนับแสนตัว ปัจจุบันทั้งโลกมีประชากรเสือโคร่งเหลืออยู่เพียงราว 3,200 ตัวเท่านั้น

ดร.โรเบิร์ต สไตน์เมทซ์ หัวหน้าฝ่ายชีววิทยาการอนุรักษ์ กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สำนักงานประเทศไทย เล่าว่า รายงานอาชญากรรมสัตว์ป่าของ WWF ที่เผยแพร่ล่าสุด ระบุว่า ในแต่ละปีมีการตรวจยึดซากเสือได้มากกว่า 200 ตัว ขณะที่ประเทศที่เป็นทั้งแหล่งกำเนิด ทางผ่าน และประเทศปลายทางซึ่งเป็นตลาดค้าเสือ ยังเพิกเฉยในการต่อต้านขบวนการลักลอบการล่าและการค้าสัตว์ป่า โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ยังมีอุปสงค์ ความเชื่อต่อสรรพคุณในผลิตภัณฑ์ที่ได้จากซากเสือค่อนข้างสูง

“เป็นที่น่าเสียใจ ที่เราได้รับรายงานอีกเช่นกัน ว่าผืนป่าในประเทศอื่นของภูมิภาคนี้ อย่าง กัมพูชา พม่า ไม่เหลือเสือในประเทศแล้ว ยังพบอยู่บ้างเพียงไม่กี่ตัวในประเทศลาว ประเทศไทยถือเป็นพระเอกในเรื่องนี้ เพราะมีเสือโคร่งในพื้นที่ป่าตามธรรมชาติอยู่มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้มีอยู่ในป่าทุกแห่ง ที่พบเห็นมากก็คือ ในผืนป่าตะวันตก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าแก่งกระจาน ขณะที่ผืนป่าพื้นที่มรดกโลกอย่างเขาใหญ่นั้นไม่มีเสืออาศัยอยู่แล้ว ทั้งประเทศไทยมีประมาณ 200 ตัว ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ โดยไม่สามารถนับรวมจำนวนตัวเลขเสือเลี้ยงซึ่งมีมากกว่าหลายเท่า เสือกลุ่มนี้ไม่สามารถชดเชยเสือในป่าจริงๆ ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขในการดำรงชีวิตที่ต่างกันแทบทุกด้าน” ดร.โรเบิร์ต กล่าว

หัวหน้าฝ่ายชีววิทยาการอนุรักษ์ ของ WWF ยังระบุอีกว่า นอกจากการตามล่าจากมนุษย์แล้ว กว่าเสือโคร่งในป่าแต่ละตัวจะมีชีวิตรอดจนเติบโตขึ้นขยายเผ่าพันธุ์ได้นั้น พวกมันต้องฟันฝ่ากับอุปสรรคมากมาย เสือนั้นมีอาณาเขตอาศัยเป็นของตัวเอง ในพื้นที่ที่มีเหยื่ออุดมสมบูรณ์ มันครอบครองพื้นที่หากิน แตกต่างกันไป เช่นในอุทยานแห่งชาติจิตวัน ประเทศเนปาล เสือตัวเมียครอบครองอาณาเขตราว 10-20 ตารางกิโลเมตร และ 30-70 ตารางกิโลเมตร สำหรับเสือตัวผู้ ขณะที่รัสเซียมีความหนาแน่นของเหยื่อน้อยกว่า และมีอาณาเขตกว้าง 200-400 ตารางกิโลเมตร สำหรับเสือตัวเมีย และ 800-1,000 ตารางกิโลเมตร สำหรับเสือตัวผู้

รายงานของ WWF ยังระบุด้วยว่า เสือซึ่งอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ดำรงชีพด้วยการกินสัตว์ขนาดใหญ่ อย่างเช่น หมูป่า กวาง เก้ง และกระทิง ตัวเต็มวัยแต่ละตัวสามารถกินเนื้อได้ถึง 40 กิโลกรัมในหนึ่งครั้ง เท่ากับต้องกินเก้งถึง 3 ตัว/สัปดาห์ จึงจะพอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย หากกินกวาง 1 ตัว อาจอยู่ได้ทั้งสัปดาห์ หากเป็นกระทิงก็อาจจะอยู่ได้โดยไม่ต้องล่าเหยื่ออีกภายใน 2 สัปดาห์

นอกจากนี้ ยังระบุเช่นกันว่า การล่าเหยื่อแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย สัตว์ที่เป็นเหยื่อไม่ได้ยืนอยู่เฉยๆ  ให้เสือเข้าไปกิน เหมือนในสวนสัตว์ การล่าจึงประสบความสำเร็จเพียงอาจจะแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่กลับต้องสูญเสียพลังงานไปมากมาย มันอาจจะล่าได้แต่เหยื่อขนาดเล็ก เช่น เก้ง ก็ทำให้ไม่ได้รับพลังงานมากพอหรือมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์พอที่จะผสมพันธุ์ นอกจากนี้ ในป่ามันยังต้องล่าแข่งกับนักล่าคู่แข่งอย่างหมาใน เสือดาว และเสือดำ ซึ่งต่างก็กินเหยื่อชนิดเดียวกับที่เสือโคร่งกิน เว้นก็แต่ กระทิง ที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่สัตว์ชนิดอื่นจะกินได้ ดังนั้น ในการที่สังคมสัตว์ผู้ล่าที่ประกอบด้วย เสือโคร่ง เสือดาว เสือดำ และหมาใน จะอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีสัตว์ที่เป็นเหยื่อหลายชนิด

แน่นอนที่สุด เผ่าพันธุ์เสือตามธรรมชาติ จะอยู่รอดไปได้อีกนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของป่าและระบบนิเวศที่พวกมันอาศัยอยู่ในอดีต การฆ่าเสือในป่าลึกได้ เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการเอาชนะธรรมชาติ แต่ดูเหมือนว่า ปัจจุบันเมื่อสังคมมนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีจนการขยายถิ่นอาศัยของมนุษย์เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยง่าย ประกอบกับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดกลายเป็นต้นทุนที่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียสิ่งแวดล้อมที่เข้าขั้นวิกฤต เงื่อนไขการเอาชนะธรรมชาติในปัจจุบัน จึงไม่ใช่การฆ่าเสือ แต่เป็นการรักษาชีวิตพวกมันไว้ โดยมีธรรมชาติและอนาคตของพวกเราทั้งหมดเป็นเดิมพัน

 

 

จานชามในความทรงจำ กับ ความรักที่ได้ทำในสิ่งปรารถนา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/ไลฟ์/344717/จานชามในความทรงจำ-กับ-ความรักที่ได้ทำในสิ่งปรารถนา

จานชามในความทรงจำ กับ ความรักที่ได้ทำในสิ่งปรารถนา

โลกของคนบางคนไม่อนุญาตให้ใครไหนเข้าแต่โลกของจิ๊บ-สิตานัน วุตติเวช เจ้าของร้านสปูนฟูล สักกะ คาเฟ่ อนุญาตให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมเยือนเสมอ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ร้านสปูนฟูลฯ ที่ตึกปอร์ติโก้ หลังสวน ร้านเปิดเป็นคาเฟ่ (ไม่เล็ก) ที่น่ารัก อบอุ่น ขายกาแฟและสโคนอร่อย รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ในบ้านแปลกๆ เก๋ๆ

ความทรงจำก็อยู่รอบตัวเรานี่เอง อยู่ในข้าวของเครื่องใช้ที่วางอยู่ตรงนั้นตรงนี้ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะผลักและทำให้เราเดินต่อ สปูนฟูลฯคือเรื่องราวของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึก ไล่ไปตั้งแต่จานชาม แก้วน้ำหรือพิมพ์ขนมของแม่ ที่นำมาสู่การเริ่มต้นในธุรกิจที่รัก

 

“สะสมตั้งแต่อายุ 5 ขวบค่ะ (ฮา) ของชิ้นแรกคือพิมพ์วุ้นลูกเต๋ารูปหอย ที่บ้านคุณแม่ทำขนมให้ลูกกินเอง เพราะเราต้องประหยัด พิมพ์ขนมพวกนี้เป็นพิมพ์ที่คุณแม่ใช้ทำขนม และเป็นของเล่นของพวกเราเด็กๆ” จิ๊บเล่า

พิมพ์ขนมสมัยโบราณ ใช้วัตถุดิบที่ดี รูปทรงสวยงามคงทน ในวันสุดสัปดาห์ที่แม่ทำขนม มีหน้าที่เป็นพิมพ์ขนม หากวันธรรมดามีหน้าที่เป็นของเล่นในอ่างอาบน้ำของเด็กๆนอกจากพิมพ์วุ้นแล้วยังมีพิมพ์ขนมปุยฝ้าย ขนมโตเกียว ทั้งแบบวงกลม สี่เหลี่ยม พิมพ์ดาว พิมพ์ดอกไม้ พิมพ์ลายจีบเหลี่ยม และพิมพ์รูปหัวใจ“แม่ทำขนมปุยฝ้ายอร่อย เห็นพิมพ์ขนมที่เก็บไว้ก็จะเห็นภาพแม่และขนมของแม่” จิ๊บเล่า

 

ของสะสมของจิ๊บทั้งหมด เป็นข้าวของและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เหมือนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา ได้แก่ จานชาม แก้วน้ำ ถ้วยน้ำ จานใส่ผลไม้ ที่คั้นน้ำผลไม้ ฯลฯ หรืออุปกรณ์ครัว เช่นพิมพ์แป้ง ทุกชิ้นเป็นของใช้ในอดีต หากเป็นของดีมีคุณภาพที่หาไม่ได้แล้วในปัจจุบัน อายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี หากหลายชิ้นก็เก่ากว่านั้น

ค่อยๆ หยิบขึ้นมาทีละชิ้นทีละใบ เรื่องราวแห่งความหลังก็ค่อยๆ ไล่เรียง เริ่มจากชิ้นโปรด-แก้วเดซี่ จิ๊บบอกว่า ชอบแก้วสีน้ำเงินใสใบนี้มากมองแล้วชอบทั้งลวดลายและสีสัน ให้ความรู้สึกของกังหันแสนสวย อายุของแก้วจริงๆ มากกว่า40 ปี เป็นของขวัญที่แม่ได้รับจากเพื่อนรัก ที่ซื้อและหอบหิ้วมาให้จากต่างประเทศ ทั้งชุดมี 6 ใบ

 

ส่วนแก้วใบโปรดอีกใบหนึ่ง มีอายุ 12 ปีแล้วได้มาจากประเทศญี่ปุ่น เป็นงานปั้นมือของคุณป้าคนหนึ่งที่จังหวัดกิฟุ ที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องปั้นงานเซรามิก เมืองเงียบสงบเล็กๆ ที่เก็บซับไว้ทุกสิ่งคุณป้าผู้ปั้นอายุมากแล้ว จิ๊บชี้ให้ดูลายก้นหอยที่ใต้ก้นชา บอกว่าชิ้นงานของคุณป้าไม่เหมือนใครทุกชิ้นมีซิกเนเจอร์ที่เร้นอยู่อย่างมีนัย

“ชอบเพราะเป็นทรงที่ไม่เคยเห็น มีที่จับเป็นหูเหมาะมือ มีจะงอยสำหรับเทของเหลววิธีเผาก็สวยมากๆ ลายไม่เยอะแต่ลึกซึ้ง เนื้อเซรามิกยิ่งใช้ยิ่งมีลายเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ รวมทั้งสีที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเวลาที่ใช้” จิ๊บเล่า

 

ต่อมาเป็นจานอเนกประสงค์ (ฮา) ที่จิ๊บเล่าว่า เป็นจานสารพัดนึก ใบนี้เกือบ 10 ปีแล้ว เป็นจานที่เมื่อนึกอันใดไม่ได้ ก็จะหยิบมาใช้เสมอ ชอบในความเป็นสีเหลืองสว่างสดใสแม่มีลูกสาว 3 คน ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ใส่ด้วยตัวเอง เสื้อผ้าลูกสาวคนโตเป็นสีแดง คนที่ 2 สีฟ้าส่วนเธอเป็นคนที่ 3 เสื้อผ้าทุกตัวเป็นสีเหลือง สีเหลืองจึงเหมือนเป็นสีประจำตัวของเธอ

“ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก ไม่เบา ไม่หนัก จับง่ายถือง่าย จานใบนี้ซื้อในเมืองไทยนี่เอง แต่จำไม่ได้แล้วว่าซื้อที่ไหน”

 

แก้วจากประเทศอังกฤษ ก็เป็นอีกหนึ่งใบโปรด ชอบในสีสันที่เหมือนกระจกวาดหรือสเตนกลาส ดูเป็นศิลปะแปลกตา แก้วใบนี้อายุ 20 ปี ลวดลายในแก้วคิดเอาเองว่าคือนางฟ้า ได้มาจากเมืองแคนเทอเบอรี ราคาแพงมากคือ 4.9 ปอนด์ กัดฟันซื้อมาหนึ่งใบก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในของสะสมชิ้นโปรดถัดมาเป็นซีรี่ส์แก้วอายุกว่า 40 ปี เป็นซีรี่ส์ชุดคาร์เนชั่น มีสีแดง สีเหลือง สีส้ม ผลิตในประเทศอังกฤษ ชุดนี้มีเหยือกด้วย เนื้อแก้วดีมาก ส่วนชุดกาน้ำชาก็เนื้อแก้วดีมากเช่นกันลวดลายละเมียดละไม อีกชุดจานลายองุ่น ซึ่งเป็นชุดที่ใช้ในชีวิตประจำวันมาแต่ดั้งเดิม ตอนนี้ปลดระวางแล้ว เก็บสะสมไว้ในฐานะทรัพยากรที่มีคุณค่า

อ้อ! ชุดจานรองถ้วยสีน้ำเงินน้ำทะเลสดชุดนี้ นี่คือถ้วยและจานรองกาแฟของพ่อ พ่อเคยใช้เคยชงทั้งกาแฟและเหล้า ส่วนชามใบนี้เป็นชามอายุ 40 ปีเคยเป็นชามใส่กับข้าวของพ่อ ภาพต่างๆ ในอดีตหวนมาเหมือนลมพัดหวน วางอยู่ตรงโน้นคือจานประจำตัวสีเหลืองมัสตาร์ดในวัยเด็ก ส่วนใบนี้เป็นงานอาร์ตทำมือ ชุดจานนกกระจอกเทศ มีแบบกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมพิเศษที่ผิวสัมผัสหรือเทกซ์เจอร์ที่เหมือนหินๆทำให้ใช้ประจำสำหรับเรื่องปิ้งย่าง (ฮา)

 

นอกจากนี้ ยังมีจานหอยลายอบเนยกระเทียมเก่าสุดเก๋ เจ้าตัวระบุว่าทำ ในเมืองไทยนี้เอง หากเป็นแบรนด์อิตาลีที่หาสมัยนี้ไม่มีแล้ว จานทำ เป็นหลุมไว้พอดีตัวหอย น่ารักมากทำ เสร็จแล้วแกล้งเสิร์ฟเลยทั้งจานอบ อีกอย่างมาจากอิตาลีเช่นกันคือเครื่องคั้นน้ำส้ม เป็นเครื่องคั้นโบราณ ที่คลาสสิกด้วยฟังก์ชั่น คงทนแข็งแรง

“ความทรงจำของจิ๊บคือใช้มานาน ไม่เคยเสีย ไม่เคยซ่อม แม่ใช้คั้นทุกอย่างที่ต้องคั้นรวมทั้งน้ำส้ม ซึ่งแม่คิดว่าเด็กต้องกินสิ่งที่มีประโยชน์ ข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อนส่วนใหญ่ผลิตอย่างดี มีคุณภาพ แม่ไม่ซื้อของเยอะ แต่ซื้อของดี นั่นทำให้เรามีของใช้ที่ดีและความทรงจำที่ดี” จิ๊บเล่า

 

นอกจากคอลเลกชั่นจานชามในอดีต จิ๊บเล่าว่า ในช่วงที่เดินทางไปศึกษาที่ญี่ปุ่น เธอยังได้สะสมชุดพรีเมียมของมิสเตอร์โดนัทที่ญี่ปุ่นด้วย ส่วนใหญ่เป็นจานชามและอุปกรณ์ของใช้ที่มีดีไซน์น่ารักน่ามอง เก็บชิ้นแรกแล้วเก็บมาเรื่อย ปัจจุบันสะสมไว้ไม่น้อยหน้าแฟนมิสเตอร์โดนัทชาวญี่ปุ่นเองก็แล้วกัน

“แก้วชุดฮอน เดอ ไลอ้อน ของมิสเตอร์โดนัทที่ญี่ปุ่น โดดเด่นที่ลวดลายวงแหวนแล้วมีหยักๆ โดยรอบ ซึ่งก็ล้อมาจากแผงขนคอของไลอ้อนหรือสิงโตนั่นเอง”

 

จิ๊บเล่าว่า ชอบแก้วนำ้ใบเล็กๆ จะกินนำ้ กินนม หรือกินไข่ลวกก็สะดวก และทำให้อร่อยขึ้น(ฮา) มีความหนาและสั้น เหมือนแก้วตามร้านกาแฟไข่ลวกที่เห็นชินตาตอนเช้าๆ นอกจากนี้ก็มีชุดแก้วหน้าหลากอารมณ์ เป็นรูปสิงโตที่มีหน้าเปลี่ยนตามอารมณ์ ถ้าตื่นมาอารมณ์ดีก็คว้าใบที่หน้ายิ้มแย้มมากิน แต่ถ้ายังครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็หยิบใบที่มีหน้าง่วงๆ

“Every Little Thing Could Make BigDifferent in Life ของสะสมของจิ๊บเป็นข้าวของเครื่องใช้เล็กๆ น้อยๆ ก็จริง แต่ทั้งหมดมีคุณค่าในความรู้สึก ต้องขอบคุณข้าวของเหล่านี้ เพราะทำให้จิ๊บได้ทำในสิ่งที่รัก”

 

 

แฟชั่นสไตลิสต์สุดมั่น ธันวดี จุฑาวรากุล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1HB6BsW

แฟชั่นสไตลิสต์สุดมั่น ธันวดี จุฑาวรากุล

จากเด็กหญิงที่ชอบเล่นอะไรคนเดียว ชอบแต่งตัวโดยขโมยเสื้อผ้าคุณแม่มาใส่ แต่ขณะนั้นเธอยังไม่รู้หรอกว่าเมื่อโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้วจะต้องมาแต่งตัวให้คนอื่น “ธันวดี จุฑาวรากุล” หรือ ธัน ปัจจุบันเป็นแฟชั่นสไตลิสต์ให้กับนิตยสารวัยรุ่นชื่อดังอย่างสุดสัปดาห์ บอกว่า เธอคือเด็กหญิงคนนั้น เด็กหญิงที่ไม่รู้ว่าโตมาจะเดินในเส้นทางสายแฟชั่นจนกระทั่งเรียนจบระดับมหาวิทยาลัย

“ธันเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ที่คณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา ที่มหาวิทยาลัยเอแบค พอเรียนจบเราก็รู้สึกว่าเออ…ยังไม่ใช่นะ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนต่อด้านแฟชั่นดีไซน์ ที่สถาบันออกแบบนานาชาติราฟเฟิลส์ (Raffles Design International) เลยรู้สึกว่าแฟชั่นหรือดีไซเนอร์ก็น่าสนใจดี พอเรียนจบแต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจทำงานด้านดีไซเนอร์ในทันที เพราะยังอยากเรียนรู้งานด้านอื่นก่อน อีกอย่างรู้สึกชอบมิกซ์แอนด์แมตช์มากกว่า เลยสมัครงานเป็นสไตลิสต์” ธัน เล่าเส้นทางของตัวเอง

 

โดยปกติแล้วเส้นทางของสไตลิสต์อาจจะเคยเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์มาก่อน หรือเคยฝึกงานมาบ้าง แต่สำหรับธัน เธอเริ่มจากเดินเข้าไปสมัครงานในตำแหน่งนี้ โดยที่ไม่รู้ว่างานนี้ต้องมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง

“ในมุมที่เราเห็นหรือเคยเข้าใจก็คือการแต่งตัวสวยให้คน เฮ้ย! ก็ดูสนุกดีนะ แต่จริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น รายละเอียดเยอะ มีเรื่องการประสานงาน ทำงานกับคนเสื้อผ้า เครื่องประดับ การติดต่อช่างแต่งหน้า-ทำผม มู้ดแอนด์โทนของแสง สี ถ่ายภาพยังไงซึ่งเราก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป “เริ่มต้นที่นิตยสารสุดสัปดาห์ เป็นสไตลิสต์คอลัมน์ในเล่ม เราก็ไปช่วยเขาแต่งตัว ไปช่วยดูโพสของแบบ พอทำงานทุกวัน เราค่อยๆ เข้าใจกระบวนการทำงานทั้งหมด ก็ได้โอกาสทำงานสไตลิสต์แฟชั่น เรียนรู้จากแฟชั่นเซตด้านในก่อน แล้วก็ลองให้ทำเซตปก จนกระทั่งตอนนี้ก็กลายเป็นว่าธันมีหน้าที่สไตลิสต์แฟชั่นอย่างเดียว”

 

ธัน บอกว่า ความสนุกของงานสไตลิสต์คือได้เจอสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกันในทุกวัน แม้กระทั่งคอนเซ็ปต์งาน ตัวนางแบบ ช่างหน้า ช่างผม ไม่เหมือนกัน ได้พบเจอคนใหม่ๆ รวมทั้งได้ท่องเที่ยวไปในสถานที่ใหม่ๆ เพื่อเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจได้เสมอ กระนั้นก็มีความท้าทายที่แฝงอยู่ “ความท้าทายก็มีหลากหลาย เช่น เจอตัวแบบขี้วีนหรือดาราที่โพสไม่ได้ ข้อจำกัดของสถานที่ถ่ายทำ แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่ไม่มีอะไรเลย หน้าที่ของเราคือทำอย่างไรให้แฟชั่นเซตนั้นออกมาสวย ในเชิงแฟชั่นเราแก้ปัญหาด้วยการให้ช่างภาพทดลองถ่ายหลายๆ แบบ เปลี่ยนแสง ลองเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่าทุกอย่างมันลงตัว สิ่งสำคัญของการแก้ปัญหาหน้างานคือ สติ ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ มันอาจจะไม่ดีที่สุดเหมือนที่เราวางแผนกันไว้ แต่มันจะต้องดีที่สุด ณ ขณะนั้น”

เมื่อถามว่าขั้นตอนการทำงานของแฟชั่นสไตลิสต์เริ่มต้นจากตรงไหน ธันบอกว่า “เราเริ่มต้นจากคิดคอนเซ็ปต์เลย นำเสนอนางแบบสไตล์การแต่งตัว สถานที่ถ่าย การจัดแสง แนวทางการถ่ายภาพ จากนั้นก็ขายคอนเซ็ปต์ให้ผ่าน เมื่อผ่านแล้วก็เป็นขั้นตอนการประสานงาน เตรียมทุกอย่างให้พร้อม วันถ่ายจริงก็ต้องดูความเรียบร้อยของทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ ตอนแรกเราก็คิดว่าความรู้ด้านนิเทศศาสตร์ที่เรียนมาดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกันกับงานเรา แต่ธันรู้สึกว่าเป็นตัวช่วยที่ดีเลยนิเทศฯ ทำให้เรารู้เรื่องมาร์เก็ตติ้ง เข้าใจเรื่องความต้องการของลูกค้า เข้าใจตลาดที่เป็นสินค้า อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของการบริหารจัดการงบที่เราได้รับมาหนึ่งก้อน และเราจะต้องบริหารจัดการเงินก้อนนี้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสไตลิสต์ก็ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและผลประโยชน์ของลูกค้าเราด้วย ซึ่งทุกอย่างอยู่ในหน้าที่ของเรา”

 

แม้จะเป็นสไตลิสต์ประจำแมกกาซีนที่ต้องทำแฟชั่นเซต 3-4 เซตต่อหนึ่งเดือน ด้วยความโดดเด่นทั้งลุคที่ดูเป็นนางแบบ รวมทั้งความน่ารักนอบน้อมทำให้งานด้านอื่นวิ่งชนท้าทายความสามารถอยู่เรื่อยๆ “จริงๆ ก็เป็นฟรีแลนซ์ให้กับแมกกาซีนอีกหลายเล่มเหมือนกันค่ะ งานโฆษณาภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวก็ทำ หรือบางทีก็มีเดินแบบบ้าง แล้วแต่ช่วงจังหวะและโอกาส หรืออย่างงานเพอร์ซันนัลสไตลิสต์ให้กับลูกค้า TopShop เป็นเวลา 3 เดือน เป็นความรู้สึกที่ได้เจอแตกต่างกัน ทุกคนที่เข้ามาไม่ได้รูปร่างเหมือนนางแบบ แต่สิ่งที่เราทำให้ในหน้าที่สไตลิสต์ส่วนตัวก็คือ การให้ความมั่นใจกับคนที่เดินเข้ามาในร้านว่าสไตล์ไหนเหมาะกับเขา” สไตลิสต์สาว บอกพร้อมกับให้ความเห็นว่า

“บางคนคิดว่างานสไตลิสต์เป็นงานง่ายๆ แต่ได้เงินเยอะ ซึ่งความง่ายธันว่าก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แต่รายได้ก็ถือว่าดี แต่เมื่อรายได้ดีก็มีอย่างอื่นที่เยอะตามมาด้วย เช่น งานโฆษณาที่ว่าได้เงินเยอะ ความปวดหัวของงาน หรือความเครียดมันก็เยอะตาม แต่ถ้ามองในแง่การทดสอบความแข็งแกร่งของตัวเองก็นับว่าเป็นงานที่ท้าทายไม่น้อย ซึ่งคนที่จะมาทำงานสไตลิสต์ได้ต้องเป็นคนที่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง อย่ากลัวที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ อย่าท้อ ส่วนเรื่องที่จะทำให้เราอยู่ได้นานๆ ธันมองว่าเป็นเรื่องของการวางตัว จะต้องเป็นคนน่ารัก รับฟังคนอื่น

“ที่สำคัญต้องมีความอดทน เก่ง ครีเอทีฟ การติดต่อสื่อสาร รวมทั้งเป็นคนช่างสังเกต เช่น เรามองกำแพงหนึ่ง หรือมุมหนึ่งมุม เราก็ต้องคิดต่อยอดไปในงาน ไม่ได้มีวิชาไหนที่สอนให้เรารู้สึกว่ามองคนหรือสิ่งของแบบนี้แล้วเรียกว่าสวย มันขึ้นอยู่กับรสนิยมและมุมมองของแต่ละคน แต่หน้าที่ของสไตลิสต์คือต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนที่มาเป็นแบบให้เขาออกมาสวยที่สุด ซึ่งตอนนี้เด็กใหม่ในวงการสไตลิสต์เข้ามาก็เยอะนะคะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้เด็กกล้าตัดสินใจมากขึ้น เขาก็ทำตามความสนใจ และอาชีพนี้ก็เปิดโอกาสให้คนที่เดินเข้ามาในวงการนี้อยู่แล้วเหมือนกับ
อาชีพอื่นๆ แหละ มีคนใหม่เข้ามาตลอดเวลา แต่จะอยู่ได้นานไหมก็เป็นเรื่องที่เขาต้องเรียนรู้ไป”

เส้นทาง 6 ปี บนสายแฟชั่นสไตลิสต์ ธัน บอกว่า เธอได้ทดลองทำงานด้านแฟชั่นเกือบจะครบถ้วนแล้ว แต่ก็ยังอยากพัฒนาตัวเองในงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยสิ่งที่เธออยากจะทำต่อไปในอนาคตคือการมีแบรนด์เสื้อผ้าผู้ชาย “ธันรู้สึกว่าผู้ชายเดี๋ยวนี้แต่งตัวเก่งขึ้น เราก็อยากเป็นหนึ่งในทางเลือกให้ผู้ชายที่ชอบแต่งตัว รวมถึงผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวบอยลุคด้วย”

 

 

โทนิโน่ ลัมโบร์กินี่ ไวน์ เลานจ์ แล่นไปในความสุข มีนาคม 3, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา 16:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wxcDAI

โทนิโน่ ลัมโบร์กินี่ ไวน์ เลานจ์ แล่นไปในความสุข

โดย…ลีโอ เคน ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ทุกคืนวันศุกร์ผมนอนไม่ค่อยจะหลับ” น้องชายผมชอบฮัมเพลงประโยคนี้ให้ฟังทุกคืนวันศุกร์ เลยเดือดร้อนที่จะต้องพาไปที่ไหนสักแห่ง เพื่อให้มันนอนหลับฝันดีอยู่เป็นประจำ

ค่ำนี้ก็เช่นกัน พอสิ้นประโยคเพลงเราก็ต่างหาที่หมายแห่งค่ำคืนและก็มาได้จุดลงตัวแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนนี้เองล่ะครับ ณ ที่นี้คือ โทนิโน่ ลัมโบร์กินี่ ไวน์ เลานจ์ (Tonino Lamborghini wine lounge) ไวน์ เลานจ์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันทีเดียว

เพียงแค่ฟังชื่อหลายคนคงนึกไปไกลถึงซูเปอร์คาร์ที่มีโลโก้กระทิงดุ นามว่า ลัมโบร์กินี่ ใช่แล้วครับบาร์แห่งนี้เป็นบาร์เลานจ์ของตระกูลที่ว่า แต่เขาได้ขายกิจการซูเปอร์คาร์แรงดุให้กับบริษัทอื่่นไปแล้วราวศตวรรษที่ 70 และได้ดำเนินธุรกิจต่อยอดแบรนด์ได้ทุกอย่างยกเว้นซูเปอร์คาร์เท่านั้น

โทนิโน่ ลัมโบร์กินี่ ไวน์ เลานจ์ เปิดต้อนรับด้วยการตกแต่งที่เน้นสีแดง-ดำ ขานรับด้วยโลโก้กระทิงดุไว้เหมือนเดิม บรรยากาศดูเข้าทีน่าสัมผัสและชวนให้สนุกสนานด้วยดนตรีแสดงสดให้ฟังทุกวัน มีทั้งโซนอินดอร์และเอาต์ดอร์ให้ชวนนั่งนานๆ ด้วยบรรยากาศที่แสนโล่งตาสบายใจ

อาหารของที่นี่เป็นเมนูอิตาเลียนฟิวชั่นที่เน้นความเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความพิถีพิถันจากพ่อครัวมากประสบการณ์ รสชาติถูกลิ้น หลายเมนูเข้าขากันดีกับเครื่องดื่ม ที่สำคัญอยู่ในราคาที่คบหาได้

จานแรกของค่ำคืน Tuna TarTare with Yuzu จะได้เฟลเวอร์และกลิ่นหอมสดชื่นของเลมอนยูสุของญี่ปุ่น ออกรสมันจากอโวคาโด ท็อปด้วยคาเวียร์ เข้าขากันดีกับทูน่า ช่วยเปิดประสาทรับรสทำให้รู้สึกเอนจอยดีทีเดียวครับ

ถ้าอยากรองท้องของหนักขึ้นอีกนิดต้องนี่เลย Smoked Salmon Pizza เสริมรสชาติด้วยครีมชีสกับซาวครีม รสชาติที่ตามมาคือความเปรี้ยวกับมันทำให้เคี้ยวไม่หยุดทีเดียวล่ะ แล้วยังท็อปด้วยแซลมอนที่สด รวมทั้งผ่านการอบทำให้ทุกคำสัมผัสได้ถึงความสนุกที่เพิ่มขึ้น

 

ตบท้ายด้วย Angus Beef Carpaccio แต่งรสด้วยทรัฟเฟิลซอลท์ เมนูนี้มีส่วนผสมของเลมอนกับทรัฟเฟิล เพิ่มความกรุบกรอบด้วยทรัฟเฟิลเดรสซิ่งกินคู่กับร็อกเกตเนื้อที่ได้จะหอมขึ้นแถมยังตัดเลี่ยนด้วยอีกต่างหาก

กล่อมด้วยเมนูเบาๆ อย่าลืมเรียกหาเครื่องดื่มมาย้อมอารมณ์ ที่นี่มีทั้งวิสกี้ วอดก้า โลโก้ของลัมโบร์กินี่ และยังเอาใจด้วยเบียร์ Peroni จากอิตาลี รวมไปถึงค็อกเทลหลากหลายตระกูลให้ลิ้มลอง

ย้อมเบาๆ ด้วยสไปซี่แรมโบ้ แก้วสีแดงสดที่มีส่วนผสมของแอบโซลูตราสพ์เบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่สด ฮอร์สแรดิชที่จะให้รสชาติเผ็ดขี้นมาอีกนิดต่อด้วยน้ำสับปะรด น้ำมะนาว และน้ำเชื่อม

ก่อนจะเรียกหาแก้วต่อมาซิลเวอร์สโตนที่มีตัวยืนคือวอดก้าลัมโบร์กินี่ น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำสับปะรด น้ำมะนาว เอนนีจี้ดริงก์ รสชาติคล้ายโมจิโต้ ทว่าสดชื่นกว่า

เมนูถูกใจ เครื่องดื่มถูกคอ แถมบรรยากาศแสนเป็นใจ ยิ่งได้เสียงเพลงจากวงดนตรีที่เขาสลับสับเปลี่ยนกันทุกค่ำคืน 2 วงต่อหนึ่งวัน เริ่มออกสตาร์ทกันตั้งแต่ทุ่มครึ่งยาวไปจนถึง 5 ทุ่ม ยิ่งทำให้ผมเชื่อว่าค่ำคืนนี้น้องผมคงนอนหลับและฝันดีเป็นแน่ แต่สำหรับผมฝันไปต่อว่าวันศุกร์หน้าผมจะแอบมาเยือนอีกสักครั้ง อิอิ!!!

ตั้งที่อยู่อาคาร The Horizon สุขุมวิท 63 (ซอยเอกมัย) หลังบ้านใร่กาเเฟ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-24.00 น.  โทร. 02-002-6488 และ 08-3040-4787

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,101 other followers

%d bloggers like this: