ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวดขอพื้นที่ “เด็ก” ได้แสดงออก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2558 เวลา 16:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/356080/เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวดขอพื้นที่-เด็ก-ได้แสดงออก

เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวดขอพื้นที่ "เด็ก" ได้แสดงออก

โดย… เสน่ห์จันทน์

กำลังกลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลสำหรับแฮชแท็ก (#)“เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด” ที่ผู้คนบนโลกโซเชียลได้วาดภาพประกอบรวมถึงข้อความที่แสดงออกถึงความรู้สึกของความเจ็บปวดในวัยเยาว์ หรือเด็กที่กำลังเจ็บปวดกับเหตุการณ์ เหตุผลนั้นๆ อยู่

เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด เป็นนิทรรศการไฮไลต์ ใน “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 43 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 13” (วันนี้-6 เม.ย. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) ภายใต้แนวคิด “เด็กดี” จัดโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย

ปรากฏการณ์ # บนโลกโซเชียล

จุดเริ่มต้นของ #เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด มาจากแนวคิดของ “ศิวโรจน์ ด่านศมสถิต” ที่ปรึกษาสมาคมวางแผนไว้ว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ ซึ่งหลายคนฝีมือเจ๋งไม่แพ้รุ่นพี่มืออาชีพ ได้มีโอกาสแสดงฝีมือของตัวเองในคอนเซ็ปต์นี้ ณ พื้นที่สาธารณะ

นอกจากจะให้โพสต์ในแฟนเพจเพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวดและแฮชแท็กคำนี้แล้ว ยังจะนำไปจัดแสดงนิทรรศการในงานสัปดาห์หนังสือฯ ด้วย

 

ปรากฏว่าเพียง 2 วันที่เหล่านักวาดเริ่มโพสต์ภาพในคอนเซ็ปต์นี้และได้นักเขียนชื่อดังช่วยกันโพสต์ทั้งในเฟซบุ๊กส่วนตัวและแฟนเพจ อาทิ อุทิศ เหมะมูล ซะการีย์ยา อมาตยานิ้วกลม อุรุดา โควินท์ อธิคม คุณวุฒิ เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ ปราบดา หยุ่น ฯลฯ ยอดแฮชแท็กของ #เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด ปาเข้าไปเกือบพันแฮชแท็ก ทั้งในแง่ของรูปภาพแบบออฟฟิเชียลและภาพฝีมือตัวเองรวมถึงข้อความแสดงความรู้สึกต่างๆ

ปัจจุบันก็ยังมีแฮชแท็กส่งเข้ามาเรื่อยๆ แม้ว่าจะสามารถนำมาติดนิทรรศการได้แค่ไม่เกิน 200 รูป นอกจากเฟซบุ๊กแล้วในทวิตเตอร์ก็เยอะมาก มีการระบายความรู้สึกของเด็กจริงๆ ถ้าผู้ใหญ่อยากรู้ความรู้สึกเด็ก อยากให้ลองพิมพ์แค่คำว่า#เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด จะขึ้นมาทันที

โลกโซเชียลพื้นที่แสดงออกของเด็ก

“โตมร สุขปรีชา” บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร GM ได้กล่าวถึง เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด ที่ถูกนำมาเป็นคอนเซ็ปต์และนิทรรศการไฮไลต์ในงานสัปดาห์หนังสือฯ

“ผมแทบไม่ได้มองอย่างอื่นเลยครับ นอกจากเห็นว่าเป็นการปะทะกันของคนสองรุ่นที่มีความคิดต่างกัน ที่จริงจะบอกว่าเป็น ‘รุ่น’ ก็หยาบเกินไป ต้องบอกว่าเป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาและ ‘ถูกแวดล้อม’ ผมขออนุญาตใช้คำแบบนี้ ด้วยปัจจัยที่ทำให้คิดไม่เหมือนกัน เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่ปัญหาก็คือในสังคมไทยนั้นมีลำดับชั้นที่แข็งแรงมาก ทำให้อำนาจไปอยู่ในมือของคนที่ ‘ถูกแวดล้อม’ โดยสิ่งแวดล้อมแบบหนึ่ง ซึ่งโดยมากก็คือกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งจะเป็นคนชี้นิ้วถูกผิด เด็กจึงมักไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าในแบบที่ตัวเองอยากไปได้ ทำให้เกิดความเจ็บปวดขึ้นมา”

ส่วนกระแสตอบรับจากผู้คนในโลกโซเชียลที่เข้ามาร่วมกิจกรรม แฮชแท็กทั้งภาพประกอบและข้อความนั้น โตมรให้ความเห็นว่ามันสามารถสะท้อนความรู้สึกของเด็กในสังคมไทย

“ที่คำนี้แรงมากในโลกโซเชียลนั้นไม่น่าประหลาดใจเพราะโลกโซเชียลเป็นพื้นที่ของคนที่เด็กกว่า หรือคิดว่าตัวเองเด็กกว่า ไม่ว่าจะคิดจากฐานของความคิดจริงๆ หรือคิดจากแค่ฐานของอายุก็ตาม ที่สำคัญก็คือ โลกอื่นๆ ที่ไม่ใช่โลกออนไลน์หรือโลกโซเชียลนั้น แทบจะไม่ ‘เหลือ’ พื้นที่ให้กับ ‘เด็ก’ที่จะแสดงออกตามที่ตัวเองต้องการอีกแล้ว เช่น ถ้าอยากแสดงออกทางการเมืองในแบบที่ขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ก็ไม่มีเวทีที่เปิดกว้างให้จริงๆ ส่วนใหญ่ต้องแสดงออกเฉพาะตามแบบที่ ‘วัฒนธรรมไทย’ ควบคุมกำกับเอาไว้เท่านั้นจึงจะเป็นที่ยอมรับการแสดงออกในโลกโซเชียลจึงทั้งน่าสนใจและน่าเห็นใจทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ที่เราต้องอยู่ในสังคมที่เจ็บปวดแต่หลายคนไม่รู้ตัวแบบนี้”

ด้าน “มุนินทร์ สายประสาท” นักวาดภาพประกอบ ให้ความเห็นกับปรากฏการณ์การส่งภาพประกอบ #เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด ว่า “ส่วนตัวคิดว่าเป็นประเด็นที่สัมผัสและเข้าถึงส่วนลึกในใจของทุกๆ วัย เด็กๆ ในวันนี้พอเจอข้อความนี้ เขาจะรู้ดีที่สุดว่าหมายถึงอะไร เพราะเขายังเผชิญมันอยู่ ในบางมุมมองที่เด็กสะท้อนออกมา ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ยังนึกไม่ถึง สะกิดให้ต้องตีความหลากหลาย สำหรับผู้ใหญ่เมื่อได้เห็นปรากฏการณ์นี้ก็ทำให้ได้หยุดคิด กลับไปมองความเจ็บปวดของตัวเองในวันเก่า หรือมองมาที่วันนี้ ว่ากำลังทำให้เด็กๆ ของเราเจ็บอยู่โดยที่ผู้ใหญ่อย่างเราไม่รู้ตัวหรือไม่”

 

‘เด็กทุกคนมีบ้านของอนาคต’

“สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2554 ร่วมดูแลเนื้อหาของนิทรรศการ กล่าวว่า “เคยเห็นตุ๊กตาเด็กสามคน ปิดหูปิดปาก ปิดตา นั่นละมังครับ ที่เรียกว่าเด็กดี ปิดตา อุดหู ปิดปาก เด็กก็คือเด็ก พอมีคำว่าดี เลยต้องมีเครื่องหมายคำถามตามมา คำคุณศัพท์ที่ขยายคำว่าเด็ก เป็นเรื่องที่คิดว่าควรมีเครื่องหมายคำถาม อาจเป็นเพราะว่าผู้ใหญ่คาดหวัง สร้างว่าเด็กดีต้องเป็นนั้นนี้ คำขวัญวันเด็กมีกี่ปีแล้วไม่ทราบ มันเปลี่ยนทุกปี เด็กถูกคาดหวังจากผู้ใหญ่ คงเพราะพล็อตตรงนี้กระมังที่ทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาคือความเจ็บปวด สำหรับผม ผมเติมให้ เพราะเป็นเด็กดีจึงเจ็บปวด คำว่าดีมันมีความหมายที่ขึ้นอยู่กับบุคคล พื้นที่เวลา ว่าดีชั่วบาปบุญ ดีของคนหนึ่งอาจไม่ดีกับอีกคนหนึ่ง”

ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้หา “โควต” (Quote) จากหนังสือ มาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด นักเขียนใหญ่ได้ยกตัวอย่าง

“ผมเอาจากที่อยู่ในตัว บทอาขยานสมัยผมเป็นเด็ก ที่ผมอ่านแล้วสะเทือนใจและยังอยู่ในใจของผม อ่านตั้งแต่ผมอยู่ชั้น ป.1 บทแปล อาจารย์ระวี ภาวิไล บทกวีคาริล ยิบราน ปรัชญาชีวิต ผมเคยเอามาทำหนังทดลอง บ้านของพรุ่งนี้ เด็กทุกคนมีบ้านของอนาคต เลยเอาคำว่าบ้านของพรุ่งนี้มาใช้ ประเด็นในแง่ของการเลือกข้อความ บางตอนที่เอาของปรัชญาชีวิต”

 

–บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอเขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิตเขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอและแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอเธออาจให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้เพราะว่าเขาก็มีความคิดของตนเองเธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา เพราะว่าวิญญาณของเขานั้นอยู่ในบ้านของพรุ่งนี้ซึ่งเธอไม่อาจไปเยี่ยมเยียนได้แม้ในความฝัน—-

 

“คือผมพยายามเลือกนักเขียนที่อาจถูกลืม ศรีบูรพา เสฐียรโกเศศ ไล่มาจนถึงปัจจุบัน พจนา จันทรสันติ มีเล่มหนึ่งชื่อพินัยกรรม เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวของ สุวรรณี สุคนธา เขียนถึงลูกสามคน เขียนไว้ดีมากเลย ถ้าเด็กได้อ่านโควต ได้มาในงานนี้ ไม่ว่าจะมากับพ่อแม่หรือใครก็ตามจงไปหาหนังสืออ่านซะ

การอ่านเปิดโลกให้ผม โลกใหม่ตลอดเวลา เพราะว่าเป็นหนทางที่จะสร้างตัวตนของเรา ถ้าหากว่าใครก็ตาม คือผมหวังว่าโควตนี้ให้พ่อแม่ของเด็กอ่าน ผมนึกถึงตัวเองสมัยเด็กๆ ที่เห็นคำขวัญวันเด็กสมัยนั้น เด็กดีมีทุกปีเลยจนปัจจุบันผมมีความรู้สึกว่าขนาดผมอายุขนาดนี้ยังถูกเรียกร้องให้ทำนั่นนี่ตลอดเวลา คนที่เป็นตัวของตัวเองจะได้แรงบันดาลใจจากการอ่าน แล้วไปหาตัวจริงมาอ่าน หรือพบหนังสือสักเล่ม เป็นจุดเริ่มที่มหัศจรรย์มากแล้ว ผมคิดว่าเขาจะเติมคำในช่องว่างของคำว่าดี ที่มีเครื่องหมายคำถามได้”

–หนังสือที่แม่รักมีมากมายจนไม่เชื่อว่าแม่จะอ่านมันได้อย่างไรหมด แม่จะถือว่าเป็นความโง่อย่างยิ่งและเป็นความผิดร้ายแรงอย่างยิ่ง ถ้าลูกของแม่จะไม่อ่านหนังสือ—

บางตอนจากเรื่องสั้น พินัยกรรม ของ “สุวรรณี สุคนธา”

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

3 เก๋าเล่าความหลัง…บอลไทยจะไปบอลโลก (ชาตินี้)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

3 เก๋าเล่าความหลัง...บอลไทยจะไปบอลโลก (ชาตินี้)

โดย…ราชันเบอร์ 23

ฟุตบอลไทยจะไปฟุตบอลโลก เป็นคำพูดที่ถูกกรอกหูมานาน เมื่อรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกมาถึง เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยคิดว่าสักครั้งในชีวิตอยากเห็นธงไตรรงค์ไปโบกสะบัดในเวทีระดับโลก และความฝันของชาวไทยก็เป็นจริง เมื่อทีมฟุตบอลสาวไทยสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2015 ที่แคนาดาในปีนี้

สัปดาห์นี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชุดอายุไม่เกิน 23 ปี (ชุดปรีโอลิมปิก) เพื่อหาตัวแทน 3 ประเทศ เข้าไปเล่นรอบสุดท้ายโอลิมปิกเกมส์ ที่รีโอเดจาเนโร บราซิล ปีหน้า

แฟนฟุตบอลหลายคนอาจไม่ทราบว่า “ทีมชาติไทย” เคยไปเตะฟุตบอลโอลิมปิกเกมส์มาแล้ว แต่ต้องย้อนไปสักเกือบ 50 ปี เมื่อครั้งโอลิมปิกเกมส์ครั้งที่ 19 ปี 1968 (พ.ศ. 2511) จัดขึ้นที่เมืองเม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ครั้งนั้นทีมตัวแทนจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายได้สำเร็จ

ชื่อของ “น้าหลิม” ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ วิมลเศรษฐ์ เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลที่ถือว่าถูกจัดอยู่ในทำเนียบนักเตะชุดประวัติศาสตร์ เพราะเป็นหนึ่งในแข้งที่ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ เดินทางไปแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิก ครั้งที่ 19 ที่ประเทศเม็กซิโก อีกทั้งยังเป็นผู้ซัดประตูชัยให้ทีมชาติไทย เขี่ยคู่แข่งอย่างอิหร่านที่ถือว่าเป็นต่อเหนือกว่าทีมชาติไทยหลายขุม ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 11 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2512 ก่อนที่จะได้ครองแชมป์ร่วมกับพม่าอย่างยิ่งใหญ่

 

“ผมเริ่มจากเป็นเด็กเก็บบอล ตามรุ่นพี่ไปเล่นแถวสนามหลวง เนื่องจากบ้านอยู่แถว ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และได้มีโอกาสฝึกทักษะฟุตบอลกับอาจารย์สำเริง ไชยยงค์ ที่เพิ่งกลับจากเยอรมนี จนฝีเท้าพัฒนา ก่อนที่จะถูก สราวุธ ประทีปากรชัย ที่เล่นให้กับทีมศุลกากร สมัยนั้นเห็นแววดี เลยชักชวนให้มาร่วมฝึกซ้อมด้วยที่สโมสร ซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกที่จุดประกายให้เกิดดาวดวงใหม่ในวงการฟุตบอลเมืองไทย” น้าหลิมของน้องๆ เริ่มสาธยาย

หลังจากนั้นเจ้าของฉายา “จอมลักไก่” เล่าถึงที่มาก่อนที่จะติดธงไตรรงค์ที่หน้าอก ถือเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต

“ผมต้องไปคัดกับรุ่นพี่ ตอนแรกผมกล้าๆ กลัวๆ เหมือนกัน เพราะอายุเพิ่งจะ 17 ปี ยังเกรงบารมีพวกรุ่นพี่ๆ แต่ด้วยใจที่เกินร้อย และรักการเล่นฟุตบอลจนแทบจะเรียกว่าเรียนเป็นรองไปเลย ผมจึงเดินหน้าชน เพราะถือว่าเราเองก็มีดีเหมือนกัน ลองดูคงไม่เสียหาย ตอนนั้นมีเด็กมาคัดเป็นร้อยคน จากทุกสโมสร รวมถึงเด็กต่างจังหวัด ใช้เวลาคัดกันร่วมเดือน ค่อยๆ กรองออกเรื่อยๆ โดยมีทาง พล.อ.ประเทียบ เทศวิศาล เป็นโค้ช สุดท้ายผมก็ได้เป็นหนึ่งในนั้น เรียกว่าดีใจสุดๆ ได้ติดธง ซึ่งยุคนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะนักเตะแต่ละคนฝีเท้าดี มีความแข็งแกร่งทั้งสิ้น สู้กันแบบใครมีดีก็ต้องงัดออกมาให้หมด กว่าจะติดทีมและติดแล้วถ้าไม่ขาหักหรือเจ็บจนเล่นไม่ได้ ไม่มีคำว่าถอยหลัง ถอนตัวเหมือนยุคนี้แน่นอน เพราะการติดทีมชาติถือเป็นเกียรติยศที่น่าภาคภูมิใจมาก ทั้งที่รู้ว่าไม่มีเงินเดือนหรือโบนัสแข่งมากมายเหมือนยุคนี้ แต่ทุกคนเล่นด้วยหัวใจ”

 

หลังจากติดทีมมีชื่อทีมชาติไทยชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี ด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น “น้าหลิม” ได้เล่าถึงความยากลำบากถึงการฝึกซ้อมหนักและค่าตอบแทนที่ได้รับเรียกว่าหากมาใช้กับยุคปัจจุบัน นักเตะหลายคนคงจะถอดใจเดินออกจากแคมป์

“ยุคนั้นไม่มีโรงแรมดีๆ หรือแคมป์ ที่นอนห้องแอร์ เราเก็บตัวอยู่ใต้ถุนสนามศุภชลาศัย พัดลมเพดาน เบี้ยเลี้ยงวันละ 5 บาท เงินเดือนไม่มี บางวันมี แถมนมข้นหวานให้กระป๋อง ซึ่งพวกผมเอาไปแลกมาเป็นเงิน และนำไปซื้อข้าวกิน ยุคนั้นเรียกว่าระเบียบวินัยต้องเป๊ะ ทุกคนต้องดูแลตัวเองและตั้งใจฝึกซ้อมหนัก เราซ้อมกันวันละ 5 ชั่วโมง ทุกวัน เรื่องของบุหรี่ เหล้า การเที่ยวเตร่ ไม่ต้องเอ่ยถึง ไม่มีแน่นอน ที่สำคัญ เรื่องของเวลาต้องตรง เพราะ พล.อ.ประเทียบ เป็นคนมีระเบียบวินัยมาก คุมกันแบบทหาร ทำให้ทุกคนอยู่ในกรอบ ซึ่งผมภูมิใจมาถึงทุกวัน ทำให้ชีวิตของเรามีกรอบ มีระเบียบวินัยโดยไม่รู้ตัว ผมต้องขอบคุณที่มีวันนั้น การซ้อมเราก็วิ่งกันวันละไม่รู้กี่เที่ยว ซ้อมเทคนิคต่างๆ กลางแจ้ง แดดร้อนเปรี้ยงๆ แต่ห้ามทานน้ำ ทั้งที่เห็นถังน้ำ ตั้งอยู่กินไม่ได้ มันทรมานมาก ทว่ามันทำให้พวกผมแกร่งและฟิตมากเมื่อลงสนาม เรียกว่าวิ่งไม่มีหมด ไม่สิ้นเสียงนกหวีดทาง พล.อ.ประเทียบ บอกว่าห้ามหยุดวิ่ง ซึ่งเราทุกคนก็พร้อมวิ่งและทุ่มเทเต็มที่เมื่อลงสนาม” น้าหลิม วัย 77 ปี เล่าย้อนอดีตอย่างมีความสุข

แมตช์ที่ประทับใจไม่มีวันลืมคือมีโอกาสได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปเล่นฟุตบอลโอลิมปิกรอบสุดท้าย ที่เม็กซิโก ปี 1968

“เราได้เป็นตัวแทนทีมของชาวเอเชียที่ได้ไปเล่นโอลิมปิก ถือเป็นชุดประวัติศาสตร์ ผมจำไม่ได้ว่าแพ้ทีมอะไรบ้าง แต่เราแพ้ทุกนัด แต่ความพ่ายแพ้มันไม่ได้เลวร้ายซะทุกอย่าง อย่างน้อยเราก็ได้ทำให้ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าครั้งหนึ่งธงชาติไทยก็เคยไปโบกสะบัดในสังเวียนแข้งระดับโลกมาแล้ว”

 

สุดท้าย “น้าหลิม” ได้ฝากข้อคิดให้กับนักเตะรุ่นหลัง ที่หวังใช้ฟุตบอลเป็นอาชีพในยุคที่ฟุตบอลไทยฟีเวอร์ ว่า ฟุตบอลเป็นเกมกีฬาที่สร้างมิตรภาพ และต้องเล่นด้วยหัวใจ

“ยุคก่อนเงินเดือนเบี้ยเลี้ยง โบนัสไม่มี แต่ทุกคนก็วิ่งจนวินาทีสุดท้าย สู้กันอย่างมีน้ำใจนักกีฬา ยิ่งทีมชาติด้วยแล้ว คือความใฝ่ฝันอันสูงสุด ความภาคภูมิใจ และพร้อมที่จะเล่นอย่างเต็มที่ ทุ่มสุดตัว ไม่มีคำว่าถอนตัวแน่นอน ในยุคที่ฟุตบอลไทยกำลังเฟื่องฟู ผมอยากให้น้องๆ หลานๆ เล่นฟุตบอลด้วยหัวใจ โดยเฉพาะกับทีมชาติ เพราะนั่นคือความสุขของประชาชนและชื่อเสียงทั้งประเทศ ในเมื่อวันนี้เรามีโอกาสที่จะเป็นนักเตะ ขอให้เป็นนักเตะที่ดีทั้งในและนอกสนาม มีระเบียบวินัยและซื่อสัตย์ต่ออาชีพการเล่นฟุตบอลของตัวเอง ผมเชื่อว่าชาตินี้บอลไทยสู้ได้กับทุกชาติในโลก” น้าหลิม ให้ข้อคิดทิ้งท้าย

“ฟุตบอลไทยจะไปบอลโลกเหรอ? ผมว่าเป็นไปได้นะ เพราะว่าทีมชาติไทยชุดนี้พร้อมกว่าทุกชุดที่ผ่านมา ทั้งเรื่องโค้ช นักเตะ และเรื่องงบประมาณเงินอัดฉีด” เป็นประโยคที่คุณลุง “แสวง เขมทัต” หรือที่คนวงการลูกหนังไทยคุ้นหูในนาม แสวง แฉ่งชื่น ตอบคำถามเชิงทักทาย

แฟนบอลรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าเป็นแฟนบอลรุ่นเก่าคงรู้จักดีกับกองหน้าที่ดีที่สุดแห่งยุคนั้น คุณลุงเป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด บ้านอยู่แถวบางซื่อ เกิดในฐานะครอบครัวยากจน มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน คุณลุงเป็นลูกชายคนเดียว ส่วนที่เหลืออีก 5 คนเป็นผู้หญิงทั้งหมด ด้วยความที่เกิดเป็นลูกผู้ชาย ย่อมมีใจรักในกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ ครั้งที่ยังเป็นเด็กอยู่ที่บางซื่อ ด.ช.แสวง มักจะแอบไปดูฟุตบอลที่คนแถวบ้านเตะกัน บ้างก็ไปยืนดูอยู่หลังประตู บ้างก็ไปขอเก็บลูกบอลบ้าง จนได้ซึมซับบรรยากาศไปในตัว

“ผมก็เหมือนผู้ชายทั่วๆ ไปที่ชอบกีฬา ไม่ใช่ชอบธรรมดา แต่ชอบมากๆ สมัยก่อนไม่ค่อยมีสนามฟุตบอล ผมยังเด็กอยู่ ได้แต่ไปดูพี่ๆ เขาเตะฟุตบอลกัน เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเรา ไปเก็บลูกให้เขาบ้าง ไปยืนดูอยู่หลังโกลบ้าง บางทีก็อยากเล่น แต่เขาไม่ให้เล่น เราก็ต้องทนไป”

 

กระทั่งถึงช่วงเวลาที่ทำให้ “คุณลุงแสวง” แจ้งเกิดในวงการลูกหนังไทยกับการเล่นฟุตบอลเยาวชน ถ้วยทองของทีมชาติไทยสู้ศึกฟุตบอลเยาวชนที่มาเลเซีย

“ผมเล่นเยาวชนทีมถ้วยทองไปแข่งขันที่มาเลเซีย ซึ่งถือเป็นรายการที่ประทับใจมาก ครั้งแรกทีมชาติไทยเล่นกลุ่มถ้วยทองและได้แชมป์ ส่วนหนที่สองเล่นในกลุ่มถ้วยเงิน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนได้ ผมเป็นนักเตะอายุน้อย เหมือนเป็นรุ่นน้องในทีมชาติ นักเตะรุ่นพี่ก็แนะนำวิธีการเล่นต่างๆ ให้ผมเป็นอย่างดี”

แต่รายการที่กลายเป็นรายการแห่งเกียรติยศของเจ้าตัว คือ การแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิกเกมส์ รอบคัดเลือกโซนเอเชีย ที่ต้องเล่นในระบบเหย้า-เยือน กับไต้หวัน ซึ่งทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว คุณลุงถูกสื่อมวลชนตั้งฉายาให้เป็น “แสวงจอมวอลเลย์” ด้วยเหตุที่ท่วงท่าในการทำประตูส่วนใหญ่มาจากลูกวอลเลย์

“ผมดีใจที่ถูกตั้งฉายาให้เป็นแสวงจอมวอลเลย์ เพราะประตูที่ผมทำได้ ส่วนใหญ่มาจากการวอลเลย์แทบทั้งสิ้น ผมยิงลูกธรรมดาไม่ค่อยเป็น มันเหมือนเป็นสัญชาตญาณของผม เหมือนว่าต้องยิงลูกพิสดาร มันเป็นสายเลือดที่เกิดมาแล้วชอบกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับฉายานี้” คุณลุงพูดพลางหัวเราะ

แมตช์ที่ประทับใจเป็นเกมที่พบกับไต้หวัน เรื่องแพ้ชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญ มันเป็นกีฬา แต่สิ่งที่ยังไม่ลืมจนถึงวันนี้คือได้ถ่ายรูปกับเจียงไคเชก อดีตประธานาธิบดีไต้หวัน

“เป็นอะไรที่บอกไม่ถูกเลย ผมตื่นเต้นมากที่ได้เข้าพบท่านเจียงไคเชก และทีมชาติไทยก็ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก แต่ในช่วงที่ถ่ายภาพเจ้าหน้าที่ให้นักเตะทีมชาติไทยทุกคนวางมือไว้ข้างหน้า และต้องเห็นมือของนักเตะทีมชาติไทยทุกคนก่อนที่จะกดชัตเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลอบสังหาร ช่วงนั้นไม่มีใครได้พบกับท่านเจียงไคเชกมากเท่าไหร่นัก เพราะเขาป้องกันการลอบสังหาร แต่ทีมชาติไทยก็ถือว่าโชคดีที่ได้เข้าพบ”

 

มองทีมชาติไทยยุคหลานว่ามีโอกาสมากกว่านักฟุตบอลรุ่นก่อน ทั้งเรื่องเงินทองและชื่อเสียง

“เสียดายผมเกิดเร็วไป ไม่งั้น ‘มุ้ย’ ธีรศิลป์ แดงดา คงไม่ได้เกิด ทุกวันนี้เล่นฟุตบอล เลี้ยงชีพได้ สมัยก่อนติดทีมชาติ มันเป็นความภาคภูมิใจ มีข้าวกิน มีที่พัก โอเคแล้ว เรื่องเงินไม่ต้องมาพูดถึง สิ่งที่อยากเตือนนักเตะรุ่นน้อง ไม่อยากให้ลืมตัว และต้องทุ่มเทเพื่อชาติ ไม่ใช่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว ชาติต้องมาอันดับแรก”

ฟุตบอลไทยยุคนี้ ฝีเท้าไม่แพ้ชาติใดในโลก อยู่ที่ว่าคุณเล่นด้วยหัวใจหรือไม่?

ปิดท้ายที่ “ป๋าเล็ก” ชลอ สัตยาลักษณ์ หนึ่งในผู้เล่นทีมชาติไทยชุดเยาวชนถ้วยทองทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ที่ไปแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2501 ปัจจุบันอายุ 77 ปี แต่ความทรงจำยังสุดยอด ชนิดที่คนรุ่นใหม่ยังต้องอายม้วน มีความฝันอยากเห็น “ช้างศึก” ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

“ผมเป็นคนกรุงเทพฯ เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว ที่บ้านไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร ตอนเด็กๆ ไม่รู้เป็นอะไร กีฬาที่ชอบมากในตอนนั้นคือการชกมวย ไม่ชอบอย่างอื่นเลยนอกจากการต่อยมวยเท่านั้น”

ไม่อยากจะเชื่อ…ก่อนที่จะมาเป็น “ชลอ สัตยาลักษณ์” นักเตะทีมชาติไทย “ป๋าเล็ก” เคยขึ้นเวทีชกมวยมาก่อน!!!

 

“ทีแรกต่อยมวยเข้าค่ายซ้อมทั่วๆ ไป ก่อนที่จะมาเอาจริงเอาจังตอนเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนต้น โดยไปต่อยมวยที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครั้งนั้นถือเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมชกมวย เหตุที่เป็นครั้งสุดท้ายก็เพราะการเดินทางไปชกในครั้งนั้นคุณพ่อและคุณแม่ของผมเป็นห่วงมาก กลับมาเขาไม่อยากให้ชกอีก และบอกให้เปลี่ยนไปเล่นกีฬาอย่างอื่น ผมตัดสินใจเชื่อคำบอกของพ่อและแม่ เลยเลิกชกมวยและหันมาเล่นฟุตบอลแทน”

ผ่านเวทีเยาวชนเพื่อบ่มกระดูกให้แข็งแกร่ง หลังจากนั้นก็ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ ผ่านเวทีใหญ่อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากทีมชาติไทยชุดลุยศึกกีฬาแหลมทองครั้งที่ 1 (ปัจจุบันคือซีเกมส์) กีฬาโอลิมปิกรอบคัดเลือกโซนเอเชียกับทีมชาติไต้หวัน มาเลเซีย รวมถึงเกาหลีเหนือ ฟุตบอลสโมสรเอเชีย ทีมชาติไทยชุดชิงแชมป์เอเชีย ฟุตบอลเมอร์เดก้า ที่ประเทศมาเลเซีย ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียที่ประเทศเวียดนาม รวมถึงการเดินทางไปฝึกฟุตบอลที่ 3 ประเทศยุโรป ทั้ง เยอรมนี นอร์เวย์ และอิสราเอล ส่วนรายการฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียที่ฮ่องกง ปี 1956 ซึ่งถือเป็นรายการแรกที่เอเอฟซีให้การรับรอง แต่ถือเป็นรายการสุดท้ายที่เล่นให้กับทีมชาติไทย

“ผมบอกเลยว่าการจะติดทีมชาติไทยในสมัยก่อนยากเหลือเกิน เพราะถ้าคุณไม่โดดเด่นจริง ไม่เก่งจริง งัดความสามารถออกมาไม่ได้ ก็คงไม่มีโอกาสได้ติด ผมอาศัยที่ผมวิ่งเร็ว ไม่หวงบอล และมักจะเปิดบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูอยู่ตลอด ที่ผมยังจำได้คือผมมักจะโยนบอลจากซ้ายไปใส่หัว ยรรยง ณ หนองคาย คอยทำประตูด้วยการโหม่งตลอด ผมเลี้ยงบอลเก่ง และผมก็ยังเคยเลี้ยงบอลจากครึ่งสนามเลี้ยงเข้าประตูมาแล้วยังเคยเลยครับในการแข่งขันระดับเยาวชนทีมชาติไทย ฟุตบอลสำหรับผมคือสิ่งที่สวยงาม และให้ทุกอย่างกับผมจนถึงทุกวันนี้”

ฉายา “ปีกซ้ายลมกรด” ชลอ สัตยาลักษณ์ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ฝีมือล้วนๆ คุณลุงชลอตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีโอกาสได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมธนาคารกรุงเทพและแขวนสตั๊ดไปในที่สุด

“เด็กสมัยนี้โชคดี มีเบี้ยเลี้ยงซ้อม มีเงินเดือน สมัยก่อนเล่นด้วยใจอย่างเดียว ต้องหิ้วสตั๊ดขึ้นรถเมล์ ซ้อมเสร็จก็ขึ้นรถกลับบ้าน กลับหอพัก บางทีไม่ได้อาบน้ำด้วยซ้ำ เพราะถ้ามัวอาบน้ำอาจจะตกรถเมล์ได้ แต่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ไปวิ่งในสนามฟุตบอล ผมถามเพื่อนๆ สมัยนั้นก็คิดแบบเดียวกัน อยากให้นักฟุตบอลสมัยนี้คิดถึงธงไตรรงค์ที่ติดอยู่ตรงหน้าอก มันยิ่งใหญ่ มีค่ามากกว่าเงินทองเสียด้วยซ้ำ ปัจจัยทุกอย่างมันเอื้อเหลือเกิน พวกคุณเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพ ผมเข้าใจ แต่คุณต้องตอบแทนผืนแผ่นดินที่คุณอยู่ คุณมีโอกาสดีกว่าหลายๆ คนที่พวกเขา แค่คิดยังไม่มีโอกาสเลย พวกคุณต้องทุ่มเทและเต็มที่ทุกครั้งเวลาที่สวมเสื้อทีมชาติไทย ผมคิดว่าชาตินี้แหละ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ฟุตบอลไทยได้ไปฟุตบอลโลกแน่ อยู่ที่พวกคุณต้องคิดถึงชาติ ก่อนสิ่งอื่นใด ผมเชื่อมั่นในตัวพวกคุณ หากทีมไทยได้ไปบอลโลก ถึงเวลานั้นผมคงไม่ได้อยู่ร่วมแสดงความยินดี หวังว่าพวกคุณคงทำให้คนไทยมีความสุข” ป๋าเล็ก กล่าวทิ้งท้าย

เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด หากปฏิบัติได้ตามคำสอนของผู้ที่ขึ้นชื่อว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน เชื่อว่าสักวัน “ช้างศึก” ต้องไปถึงฝั่งฝัน!!!

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เจียงจิงกว๋อ-ผู้สร้างไต้หวัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2558 เวลา 15:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/355956/เจียงจิงกว๋อ-ผู้สร้างไต้หวัน

เจียงจิงกว๋อ-ผู้สร้างไต้หวัน

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

เจียงจิงกว๋อคือบุตรชายของเจียงเจี้ยสือ หรือที่ชาวไทยรู้จักกันดีในชื่อ “เจียงไคเช็ก” ซึ่งเป็นผู้นำแห่งพรรคก๊กมินตั๋งต่อจาก ดร.ซุนยัดเซ็น

ท่ามกลางบ้านเมืองระสํ่าระสาย สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์และการรุกรานจากญี่ปุ่น เจียงไคเช็กชูนโยบาย “ญี่ป่นสักวันต้องพ่ายแพ้” เร่งขจัดความแตกแยกในประเทศสำคัญกว่า “เขามุ่งปราบปรามเพื่อนร่วมชาติที่คิดต่างด้วยวิธีการสังหารหมู่และก่อสงครามเต็มรูปแบบกับสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หลายต่อหลายครั้ง

ปรากฏว่ายิ่งนานวัน เจียงไคเช็กกลับกลายเป็นผู้สร้างความแตกแยกที่ควรถูกขจัด

เจียงไคเช็กถูกลูกน้องคนสนิทจับตัวบังคับให้ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์ต่อต้านญี่ปุ่นนับจากวิกฤตภายในพรรคก๊กมินตั๋งครั้งนั้น อํานาจบารมีและพื้นที่ทางการเมืองของเจียงไคเช็กถึงขาลงอย่างชัดเจน

ช่วงระยะเวลานนั้นลูกชายของเขา เจียงจิงกว๋อ เดินทางกลับจากการศึกษาและทํางานที่มอสโกแล้วเริ่มมีบทบาททางการเมืองในพรรคก๊กมินตั๋ง ในฐานะบุคลากร ผู้เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างก๊กมินตั๋งและโซเวียต

สาเหตุที่เจียงจิงกว๋อได้ไปศึกษาที่มอสโก ทั้งๆ ที่ดูเหมือนเป็นแนวคิดฝั่งตรงข้ามกับเจียงไคเช็กผู้พ่อ เพราะช่วงหนึ่งของการปฏิวัติจีนของ ดร.ซุนยัดเซ็น  ก๊กมินตั๋งต้องการศึกษารูปแบบการปฏิวัติของพรรคบอลเชวิก (โซเวียต)

ด้วยแนวคิดที่ได้จากระบบสังคมนิยม จึงทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองของลูกชายสวนทางกับหนทางของพ่อ  เจียงจิงกว๋อเริ่มเข้าบริหารเขต “หนานกาน” เขตการเมืองพิเศษแห่งหนึ่งของก๊กมินตั๋ง ว่ากันว่าช่วงเวลาที่เจียงจิงกว๋อดูแล “หนานกาน” อยู่ มีความเป็นสังคมนิยมมากกว่าเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เสียอีก

เจียงจิงกว๋อใส่เสื้อผ้าง่ายๆ แบบชาวบ้าน รองเท้าฟาง ลงพื้นที่ทํานาร่วมกับชาวนาเสมอ ไม่เคยวางมาดผู้ปกครองแต่อย่างใดและชูนโยบาย “เป็นขุนนางอย่าเข้ามารํ่ารวยเงินตราเชิญออกไป”

สงครามพลิกผันนักการเมืองไม่นิ่ง เจี่ยงจิงกว๋อถูกโยกย้ายมารับตําแหน่งผู้ว่าเมืองเซี่ยงไฮ้เขามุ่งมั่นปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่เว้นกระทั่งญาติตัวเอง แต่สิ่งที่เจียงจิงกว๋อต้องพบกลับตรงกันข้ามกับดินแดนในอุดมคติแบบหนานกาน เซี่ยงไฮ้เต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่นและกลุ่มอิทธิพลและขวากหนามสําคัญคือ หากปราบคอร์รัปชั่นเช่นนี้ต่อไป โครงสร้างทางอํานาจในพรรคของเจียงไคเช็กจะต้องสั่นคลอน เพราะบรรดาพวกทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งหลายก็คือบรรดาผู้ค้ำอำนาจของพรรคก๊กมินตั๋งเจียงไคเช็กผู้พ่อต้องเผชิญทางเลือก

“ปฏิรูปสําเร็จต้องสิ้นพรรค ปฏิรูปไม่สำเร็จต้องสิ้นชาติ” เจียงไคเช็กทําข้อแรกไม่สำเร็จ  ผลจึงเป็นข้อสอง เจียงจิงกว๋อเหมือนยาขนานเอก จํานวนน้อยที่มาเยียวยาคนไข้ช้าไป

ในที่สุดเจียงไคเช็กก็พ่ายแพ้แก่พรรคคอมมิวนิสต์ ต้องหนีข้ามไปเกาะไต้หวันสาเหตุหนึ่งของการพ่ายแพ้ คือไม่ได้ใจประชาชน เพราะปัญหาคอร์รัปชั่นและความไม่จริงใจต่อการแก้ปัญหาการรุกรานจากญี่ปุ่น

หลังข้ามไปไต้หวันเจียงไคเช็กสูญเสียความนิยม เจียงจิงกว๋อบุตรชายของตนจึงขึ้นเป็นผู้บริหารแทน เป็นผู้นำรุ่นที่ 3 ของก๊กมินตั๋ง

ที่ไต้หวันเจียงจิงกว๋อเร่งปฏิรูปที่ดิน เพิ่มผลผลิต ปัญหาที่ตกค้างมาจากสงคราม เช่น การอพยพข้ามมาไต้หวันของทหารก๊กมินตั๋งจำนวนมาก เจียงจิงกว๋อก็ให้นํากําลังพลมาพัฒนาชาติ สร้างทางเชื่อมฝั่งตะวันออกและตะวันตก แก้ปัญหากําลังพลที่ยังอาจต้องใช้ในสงครามยึดแผ่นดินใหญ่คืน ในขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาไต้หวันไปในตัว  เส้นทางตัดเชื่อมไต้หวันสายนี้เป็นคุณประโยชน์ให้กับไต้หวันมหาศาล

เมื่อทําโครงการตัดถนนเชื่อมฝั่งเกาะเส้นนี้เจียงจิงกว๋อลงดูสำรวจพื้นที่ด้วยตัวเองภาพลักษณ์ที่เขาเดินสํารวจทางร่วมกับคณะสำรวจ ล้มลุกคลุกคลาน  ลงดื่มนํ้าจากแม่น้ำข้างทางเหมือนๆ กับทุกคนที่ร่วมก่อสร้างเส้นทาง ยังคงติดอยู่ในใจของชาวไต้หวันหลายๆ คน และด้วยความล้าสมัยของเทคนิคการก่อสร้างทางสมัยนั้น ทหารช่างจํานวนไมน้อยต้องสูญเสียชีวิตไป เจียงจิงกว๋อต้องหลั่งน้ำให้กับผู้เสียสละอยู่เสมอ

อย่างไรก็ดี สภาพการเมืองสมัยนั้นไม่ได้สวยหรูตามอุดมคติอย่างที่หลายๆ คนคาดหวัง (อันที่จริงในโลกนี้ก็ไม่เคยมีการเมืองตามอุดมคติอยู่แล้ว) สงครามที่มีทีท่าว่าจะเกิดได้ทุกเมื่อ แนวคิดที่จะต้องเตรียมกลับไปยึดจีนแผ่นดินใหญ่อีกครั้งที่ี่ริบหรี่เรื่อยๆ ความไม่ไว้ใจที่สหรัฐอเมริกามีต่อเจียงจิงกว๋อ(เนื่องจากเขาดูเอนเอียงไปทางสังคมนิยม) รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองภายใน การยอมรับจีนแผนดินใหญ่ขององค์การสหประชาชาติจนถึงการตัดสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกาต่างเป็นอุปสรรคที่เขาต้องก้าวผ่าน ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกลอบยิงประชิดตัวจากผู้ต่อต้านพรรคก๊กมินตั๋งแต่ก็รอดมาได้

ในสมัยของเจียงจิงกว๋อการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ปรากฏ ว่ากันว่าทั้งชีวิตเจียงจิงกว๋อใช้แต่รถยนต์มือสองมาตลอด เขาสมถะ เข้มงวด แต่ในขณะเดียวกันก็อ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจผู้ใต้บังคับบัญชาชาวไต้หวันเทคะแนนความนิยมให้กับเจียงจิงกว๋อจนถึงทุกวันนี้

แม้ได้รับความนิยมและมีอํานาจล้นเหลือ ปลายช่วงชีวิตของเจียงจิงกว๋อเขากลับกล้าประกาศว่า “อํานาจการปกครองประเทศจะต้องไม่เป็นของตระกูลเจียงอีกต่อไป”

น่าเสียดายความสมถะเข้มงวดของเขา เป็นได้ก็แต่บารมีส่วนตัวเท่านั้น มิได้ปักหลักลงในโครงสร้างราชการ หลงสิ้นเจียงจิงกว๋อ ไต้หวันพบกับยุคแห่งการคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ ตําแหน่งสุดท้ายของประธานาธิบดีคนแล้วคนเล่าจบลงที่ห้องขัง

อันที่จริงความสําเร็จในการปฏิรูปและพัฒนาไต้หวันคงอาศัยเจียงจิงกว๋อคนเดียวทําไม่ได้ เพราะหากเครือข่ายอํานาจที่หนุนพรรคก๊กมินตั๋งไม่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์ตีกระเจิง หรือหากพรรคก๊กมินตั๋งยังคงยึดพื้นที่ในแผ่นดินใหญ่ไว้ได้โอกาสของเจียงจิงกว๋อก็คงยิ่งน้อยลงทุกที  จะปฏิรูปที่ดินจัดสรรให้ผู้คนได้อย่างไร  เพราะที่ดินนั้นเป็นของเหล่าผู้มีบารมีในพรรค จะขจัดคอร์รัปชั่นได้อย่างไร  เมื่อมือไม้ทั้งหลายที่พรรคใช้งานอยู่ต่างคอร์รัปชั่น

ผู้กล้าที่โดดเดี่ยวมักพ่ายแพ้ แก่เครือข่ายอํานาจ

แต่หากจะบอกว่าความสําเร็จของไต้หวัน ถึงไม่ใช่เจียงจิงกว๋อ คนอื่นทําก็ต้องประสบความสําเร็จอยู่ดีก็คงจะไม่ใช่  เพราะหากปราศจากบุคลิก วิสัยทัศน์ และบารมีส่วนตัวของเขาแล้วไต้หวันคงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้

ปราชญ์จีนว่าไว้ สิ่งต่างๆ จะสำเร็จได้ด้วย ฟ้าดิน และคน บางครั้งคนพยายาม แต่ฟ้าไม่ให้ ดินไม่พร้อม สิ่งนั้นก็ไม่สําเร็จ บางครั้งฟ้าพร้อม ดินพร้อม คนไม่ทำ  โอกาสปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก็ผ่านเลยไปหน้าที่ของคนเราคือทําให้เต็มที่ แล้วปล่อยจิตให้วางความสําเร็จและล้มเหลวลงให้ได้ หากทุกอย่างพร้อม สักวันจะเกิดความเปลี่ยนแปลง และหากคนคนนั้นคือผู้นำ การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมขยายวงได้กว้างสะเทือนถึงฟ้าและดิน

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

แค่ช้าลงชีวิตก็เปลี่ยน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2558 เวลา 15:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Nl70gB

แค่ช้าลงชีวิตก็เปลี่ยน

โดย…ณศักต์ อัจจิมาธร

ท่ามกลางอากาศร้อนระอุบนท้องถนนของเมืองกรุง รถของชายหนุ่มจอดนิ่งสนิทอยู่ท่ามกลางรถยนต์จำนวนมาก

แม้ไฟแดงจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวรอบแล้วรอบเล่า แต่การจราจรบนถนนก็ดูเหมือนจะถูกหยุดให้อยู่กับที่โดยไม่มีการเคลื่อนไหว

เขามองผ่านไอความร้อนที่พุ่งขึ้นมาเป็นสายจากท่อไอเสียรถคันหน้าไปยังสัญญาณไฟจราจรข้างหน้าด้วยสายตาสุดเซ็ง เพราะอีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงจุดหมายแล้ว หลังนั่งหลังพวงมาลัยฝ่ารถติดมากว่าชั่วโมง

เหมือนโชคจะเข้าข้าง รถยนต์ในเลนของชายหนุ่มเริ่มทยอยเคลื่อนตัวหลังจากสัญญาณไฟเขียวสว่างขึ้นอีกครั้ง กระบะคันโตด้านข้างเปิดไฟเลี้ยวพร้อมหักหัวรถเข้ามาในเลนของเขา ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งทันทีที่เห็น หวังจะไม่ให้ถูกแทรก ขณะที่รถกระบะก็เบียดเข้ามาเพื่อหวังจะเปลี่ยนเลน

ต่างคนต่างเร่ง ต่างคนต่างเบียด…

แม้จุดหมายจะอยู่ข้างหน้าแค่เพียงไม่กี่ร้อยเมตร แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็ไปไม่ถึง รถสองคันเบียดจนชนกันในที่สุด แม้รถของเขาจะมีเพียงรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อย แต่ชายหนุ่มก็ต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะตกลงกับคู่กรณีได้ ขณะที่นัดหมายงานต่างๆ ที่ต้องทำในวันนั้นเป็นอันต้องระส่ำไปหมด

ระหว่างที่จำนวนรถยนต์บนท้องถนนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อารมณ์คุกรุ่นของคนขับรถก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

กล้องติดรถยนต์กลายเป็นสินค้าขายดีสำหรับคนขับรถในยุคนี้ บางคนบอกว่าแม้จะไม่ได้ไปชนใคร แต่อย่างน้อยกล้องติดรถก็เปรียบเสมือนพยานคนสำคัญที่คอยเก็บหลักฐานหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่สำหรับเจ้าของรถอีกจำนวนหนึ่ง กล้องติดรถกลับให้ความรู้สึกเหมือนการสักยันต์คงกระพันชาตรี ที่พร้อมจะเดินหน้า “ชน” กับทุกเหตุการณ์บนท้องถนน

เมื่อมั่นใจว่ามีหลักฐานจากกล้อง อารมณ์อยากเอาชนะขณะขับรถก็ดูจะพลุ่งพล่านมากขึ้น

คลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกโดยกล้องติดรถถูกโพสต์ขึ้นไปบนเครือข่ายสังคมออนไลน์จำนวนมาก นัยหนึ่งอาจเป็นการแชร์เหตุการณ์ที่ประสบให้กับผู้อื่นได้เห็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคลิปที่ถูกโพสต์เป็นเรื่องของอารมณ์อยากเอาชนะ หรือต้องการให้คนอื่นร่วมประณามคนขับรถที่ถูกบันทึกอยู่ในกล้อง

ใช่หรือไม่ว่าผู้คนที่ขับรถอยู่บนท้องถนนจำนวนไม่น้อยมองคนขับรถคันอื่นๆ เป็นศัตรูมากกว่าที่จะเป็นเพื่อนร่วมถนน และมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการขับรถเป็นเรื่องการแพ้ชนะที่มิอาจยอมได้ ซึ่งนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายและเสียเวลาทั้งที่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพียงแค่ “ยอม” ช้าลงอีกสักนิด

ขณะที่รถคันข้างๆ กำลังจะเปลี่ยนเลนเข้ามาในเลนเรา หากเรายอมช้าลงแค่ไม่กี่วินาทีแตะเบรกเพื่อให้รถคันนั้นเปลี่ยนเลนเข้ามา การเบียดกันหรือเฉี่ยวชนก็คงยากที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญการยอมเสียเวลาแตะเบรกเพื่อเลี่ยงการปะทะบนท้องถนนนั้นถือเป็นจำนวนเวลาอันน้อยนิด หากเทียบกับเวลาที่ต้องเสียไปหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น

ระหว่างการสนทนาบนโต๊ะอาหาร หนุ่มใหญ่เล่าประสบการณ์บนถนนที่เพิ่งพบมาว่า ระหว่างที่ขับรถอยู่เลนซ้าย เขาก็ถูกรถเก๋งคันหนึ่งที่อยู่ในเลนกลางปาดหน้าเพื่อเข้าซอย

“สมัยเป็นวัยรุ่น ผมแซงขึ้นไปปาดคืนแล้วจอดขวางเลยนะ เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ช่างแ…ง รถมันติด อากาศมันร้อน มีแต่คนหงุดหงิด แลกไปก็ไม่คุ้ม” หนุ่มใหญ่บอกพร้อมรอยยิ้ม

“ชนไป ผมคงไม่ได้มานั่งกินข้าวกับพวกคุณอย่างนี้ เมียด่าตาย เอารถไปทำพัง” ชายหนุ่มปิดท้ายพร้อมเสียงฮาจากเพื่อนร่วมวง

เมื่ออยู่บนท้องถนน บางครั้งการยอมช้าลงสักนิดก็ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

แอพแชต-เดทติ้ง โซเชียลเน็ตเวิร์ก ดีไซน์เฉพาะกลุ่ม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2558 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/355604/แอพแชต-เดทติ้ง-โซเชียลเน็ตเวิร์ก-ดีไซน์เฉพาะกลุ่ม

แอพแชต-เดทติ้ง โซเชียลเน็ตเวิร์ก ดีไซน์เฉพาะกลุ่ม

โดย…แอ็กอาร์ต

ในยุคที่สมาร์ทโฟนสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ฟรี นอกจากแอพเกมต่างๆ ที่คนทั่วไปนิยมเล่นกันแล้ว แอพเฉพาะกลุ่มสำหรับคนเพศที่สามก็มีให้ดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแอพจากต่างประเทศ ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กของกลุ่มเกย์และเลสเบี้ยนโดยเฉพาะ…

สังคมชายรักชาย

– Grindr และ Grindr Xtra : ช่องทางการแชตสำหรับเกย์อายุ 20-45 ปี เป็นแอพที่รวบรวมสมาชิกจะหน้าตาดี หุ่นดี มีทั้งฝรั่งและเอเชีย แอพนี้คนไทยนิยมเล่นกันเยอะ ซึ่ง “ไกรน์เดอร์” นั้นดาวน์โหลดฟรี แต่จะมองเห็นสมาชิกที่กำลังออนไลน์ได้จำกัด โดยบอกโลเกชั่นของคู่แชตว่าอยู่ห่างออกไปกี่เมตร หรือกี่กิโลเมตร ขณะที่ “ไกรน์เดอร์ เอ็กซ์ตรา” ซึ่งเป็นแอพแบบเสียเงินโหลด ซึ่งข้อดีก็คือสามารถเปิดดูโปรไฟล์ของสมาชิกที่ออนไลน์ทั่วโลกได้แบบไม่จำกัดจำนวน

– Scruff : แอพสำหรับแชตและนัดเดทของชาวเกย์หุ่นล่ำกล้ามโต อายุ 25-60 ปี ที่มีรสนิยมชอบคนหุ่นก้ามปูเหมือนกัน นอกจากคุยผ่านช่องทางการแชตแล้ว ยังสามารถเช็กโปรไฟล์ดูได้ว่าคนที่เราสนใจอยู่ใกล้หรือไกลกี่กิโลเมตร สมาชิกที่ออนไลน์มีทั้งฝรั่งและเอเชียจากทุกทวีปทั่วโลก ซึ่งในดิสเพลย์โปรไฟล์จะบ่งบอกเลยว่าใครมีรสนิยมแบบไหนอย่างไร หากสนใจใครก็เริ่มฮุกอัพด้วยการส่งข้อความทักทายก่อน ถ้าถูกใจกันก็สามารถปลดล็อกรูปส่วนตัวให้คู่แชตดูได้เลย

– BoyAHoy : แอพนี้คนเล่นส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป รูปดิสเพลย์โปรไฟล์ของสมาชิกจะไม่ค่อยโป๊หรือโชว์ความเซ็กซี่มากนัก และมักเป็นรูปถ่ายปกติทั่วไปที่โชว์หน้าเจ้าของตัวจริง แอพนี้มีทั้งการแชต แชร์รูป และส่งของขวัญให้กันได้คล้ายๆ กับสติ๊กเกอร์ไลน์ แถมยังมีการเตือนให้รู้ว่าโปรไฟล์ของคุณแมตช์หรือเหมาะสมที่จะแชตกับใครอีกด้วย

– Growlr : เป็นแอพสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเกย์หุ่นหมีทั้งหลาย เพราะเป็นแหล่งรวมทั้งหมีเอเชีย หมีฝรั่ง อายุระหว่าง 25-60 ปี กลุ่มนี้ไม่เน้นหน้าตาสักเท่าไหร่ ขอให้หุ่นแบบหมีๆ อวบๆ เหมือนกันเป็นใช้ได้ ภาพโปรไฟล์ส่วนใหญ่มีทั้งโชว์หน้าและโชว์แค่หุ่นแบบครึ่งต่อครึ่ง นอกจากส่งข้อความแชตกันแล้ว แอพนี้ยังสามารถปลดล็อกรูปลับเฉพาะให้คู่แชตเห็นได้ทันทีเมื่อต้องการ

แอพโซเชียลเน็ตเวิร์กเฉพาะกลุ่มยังมีอีกมากมาย ตั้งแต่ Hornet (สามารถค้นหาพิกัดเมืองของคู่แชตได้) Guy Spy (สามารถปักหมุดค้นหาคู่แชตและส่งข้อความเสียงได้) Gay Park (เหมาะกับเกย์อารมณ์ดี ขี้เล่น) Jack’D (สำหรับคนที่ชอบเกย์ซึ่งมีภาพลักษณ์ธรรมดาๆ) และ U4Bear (สำหรับเกย์ทั่วไปที่ชื่นชอบเกย์หุ่นหมี) เป็นต้น

เน็ตเวิร์กหญิง-หญิง

– LesPark : แอพสำหรับสาวโสดกลุ่มหญิงรักหญิง ซึ่งไม่แตกต่างอะไรจากแอพเกย์ เพราะจะมีทั้งโปรไฟล์ของสมาชิก ชื่อ น้ำหนัก ส่วนสูง รสนิยมทางเพศ เชื้อชาติ และเมืองที่อาศัย โดยแอพนี้สามารถแชร์รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์เสียงได้ขณะที่กำลังแชตกันอยู่

– Bodoo : แอพสำหรับหญิงรักหญิง (หรือชายรักชาย) ที่มีผู้นิยมใช้ทั่วโลก ชุมชน “บาดู” เป็นศูนย์รวมของสมาชิกที่มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันไว้มากมาย เป็นช่องทาง
แชตออนไลน์ที่สามารถสร้างเพื่อนใหม่ๆ รวมทั้งเลือกเพื่อนที่เราชอบให้เป็น Mutual Friends ได้เหมือนเฟซบุ๊ก แถมยังมีการแจ้งเตือนผู้ใช้ด้วยว่าคุณเหมาะที่จะแชตกับใคร เนื่องจากโปรไฟล์แมตช์กัน เป็นต้น

ผู้ใช้แอพเหล่านี้ต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป โดยสามารถดาวน์โหลดแอพที่ต้องการไว้บนหน้าจอมือถือได้ทั้งระบบ iOS และ Android จากนั้นก็อัพโหลดภาพดิสเพลย์โปรไฟล์ (จะใช้ภาพจริงหรือไม่จริงก็ได้) กรอกอีเมล ชื่อ (ชื่อสมมติ) อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง เชื้อชาติ และรสนิยมทางเพศลงไป ใครต้องการใส่ภาพไพรเวทไปด้วยก็สามารถอัพรูปลงไปได้ จากนั้นก็เข้าสู่โหมดออนไลน์ (ไฟเขียว) แล้วแชตกับสมาชิกคนอื่นๆ ได้เลย

ประสบการณ์ตรง…

“ริว” (นามสมมติ) วัย 35 ปี บอกว่า เคยทดลองใช้แอพโซเชียลเน็ตเวิร์กบนสมาร์ทโฟน 2 แอพ คือ Hornet กับ Jack’D ซึ่งทั้งสองแอพนี้ก็มีกลุ่มผู้เล่นที่แตกต่างกัน

“Hornet นั้นกลุ่มผู้เล่นส่วนใหญ่อายุน้อยค่อนไปทางวัยรุ่นหน่อย เราเคยลองใช้แอพนี้ดูแล้ว แต่รู้สึกว่าสมาชิกที่เล่นไม่ค่อยตรงสเปกเท่าไหร่ แต่ที่น่าตกใจก็คือ มีคนแถวบ้านเราซึ่งเล่นฟิตเนสที่เดียวกันเป็นสมาชิกแอพนี้ด้วย เพราะเขากล้าใช้รูปจริงของเขาเป็นดิสเพลย์โปรไฟล์ ส่วนเราน่ะเหรอ ไม่ใช้รูปจริงของตัวเองอยู่แล้ว เราใช้รูปนายแบบชาวเอเชียประเทศอื่นมาเป็นดิสเพลย์ ฉะนั้นคนที่รู้จักเราไม่มีทางรู้หรอกว่า ID นี้คือเรา เพราะเราค่อนข้างปิดว่าเราเป็นเกย์ เราไม่อยากให้ใครรู้ โดยเฉพาะพ่อกับแม่”

เมื่อรู้สึกว่าไม่โดนใจ ริวเลยเลิกเล่นและลบแอพนี้ออกจากมือถือไป เพราะถ้ายังเก็บเอาไว้ สมาชิกคนอื่นที่เล่นก็จะสามารถตามแกะรอยเขาได้ว่าพักอยู่บริเวณไหน เมื่อไม่เล่นแล้วก็ลบออกไปดีกว่า เพื่อความสบายใจ

 

“อีกแอพที่รู้สึกชอบมากกว่าคือ Jack’D กลุ่มนี้อยู่ในช่วงอายุ 20-45 ปี ส่วนใหญ่จะหุ่นดี หน้าตาใช้ได้ ซึ่งการที่เราเอารูปนายแบบเอเชียหน้าตาดี หุ่นดี มาแอบอ้างเป็นดิสเพลย์ เชื่อ
มั้ยว่าพอออนไลน์เท่านั้น ก็มีข้อความทักทายส่งเข้ามาอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ แต่ที่เราเล่นเพราะแค่อยากรู้จริงๆ ว่ามันเป็นยังไง บางคนเห็นแค่รูปดิสเพลย์ของเรา (รูปนายแบบ) ก็ถึงกับยอมปลดล็อกภาพไพรเวท (ภาพลับเฉพาะ) ให้เราดูเลยก็มีนะ บอกเลยว่าตื่นเต้นสุดๆ แต่ก็ไม่เคยนัดเจอกับใครสักที กลัวไปเจอคนรู้จัก หรือถูกหลอกไปจี้ชิงทรัพย์ขึ้นมาก็คงจะไม่ดีแน่”

“ปิงปอง” (นามสมมติ) หนุ่มร่างสันทัด วัย 28 ปี บอกว่า แม้เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เขาได้พบรักกับแฟนหนุ่มคนปัจจุบัน ซึ่งอายุแก่กว่าถึง 10 ปี ผ่านแอพเกย์ชื่อดัง แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

“รู้จักกับแฟนเพราะลองเล่นแอพที่ชื่อ ไกรน์เดอร์ (Grindr) คนที่เล่นแอพนี้ส่วนใหญ่จะหน้าตาดี มีทั้งเอเชียและฝรั่ง ผมกับแฟนมีรสนิยมเดียวกันคือ ชอบคนเอเชีย พอเห็นโปรไฟล์ของกันและกัน พี่เขาเป็นฝ่ายทักผมมาก่อน เมื่อคุยกันถูกคอสักระยะหนึ่งเราจึงตกลงนัดเจอกัน ที่กล้านัดเจอเพราะต่างฝ่ายต่างใช้รูปโปรไฟล์ที่เป็นรูปตัวเองจริงๆ ซึ่งเชื่อถือได้ เพราะเราทั้งคู่แลกรูปจริงกันดูมาโดยตลอด”

 

จากที่แชตบนแอพแล้วนัดเจอกัน จนเกิดอาการปิ๊งปั๊งขึ้นมาจริงๆ ทำให้วันนี้ทั้งคู่ยังคงคบกันมาได้ 3 ปีเต็มแล้ว แม้บางครั้งจะมีเรื่องให้ทะเลาะกันบ้าง แต่ทั้งคู่ก็ยังคงคบกันได้ดี ไม่มีวี่แววว่าจะเลิกกันแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในส่วนน้อยของความสัมพันธ์แบบชายรักชาย ที่มักจะรักง่ายหน่ายเร็ว

“โอม” (นามสมมติ) หนุ่มใหญ่วัย 40 ปี ผู้ผ่านประสบการณ์รักๆ เลิกๆ มาอย่างโชกโชน เขาจึงคิดได้ว่าชีวิตนี้แม้อยู่คนเดียวก็มีความสุขได้ ไม่ต้องหวังพึ่งพาใครให้เสียเวลา ยามเหงาก็แค่เปิดแอพบนมือถือแชตกับคนอื่นๆ บ้าง ก็พอช่วยให้หายเหงาได้

“ตอนนี้ผมใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ได้คบหาใครจริงจัง มีแค่กลุ่มเพื่อนสนิทที่มักชวนกันออกไปสังสรรค์บ้างก็โอเคแล้ว แต่คนเรามันก็ต้องมีมุมที่เหงากันทั้งนั้น ผมจึงแก้เหงาด้วยการแชตผ่านแอพ สครัฟฟ์ (Scruff) อยู่บ่อยๆ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่หุ่นล่ำๆ มีหนวดเครา ตรงกับสเปกที่ผมชอบ

“จากที่สังเกตฝรั่งแถบยุโรป อเมริกา หรือออสเตรเลีย มักจะลงรูปจริงของตัวเองที่เห็นชัดทั้งใบหน้าและหุ่น ซึ่งมักจะถอดเสื้อโชว์ร่างกายท่อนบนจนเป็นเรื่องธรรมดา (หัวเราะ) ผิดกับคนเอเชีย บางคนจะลงแค่ภาพหุ่นของตัวเอง ไม่ลงรูปหน้า มีทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และไทย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ่นเขาเซ็กซี่จริง ยิ่งถ้าคนไหนใจกล้า ปลดล็อกรูปไพรเวทให้ดูนะ อย่าให้พูดเลยครับ ทาร์เก็ตของผมจริงๆ แล้วคือฝรั่งหุ่นดีๆ แต่ด้วยระยะทางที่ห่างไกลและอยู่คนละทวีป ผมจึงไม่มีโอกาสได้เจอกับใครสักที ได้แต่แชตกันไปมาขำๆ เท่านั้น”

 

“อัฐ” (นามสมมติ) หนุ่มหุ่นหมี บอกว่า เขาเคยเข้าไปเล่นแอพ โกรว์ล (Growlr) ซึ่งเป็นชุมชนคนหุ่นหมีที่ชอบหมีด้วยกัน มีทั้งฝรั่งและเอเชีย แอพนี้ส่วนใหญ่เน้นคนหุ่นหมีเป็นหลัก ส่วนเรื่องหน้าตานั้นเป็นรอง

“ผมเคยเจอฝรั่งส่งข้อความมาทักทาย ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ไม่ได้ตอบกลับไป เพราะโปรไฟล์ของเขาไม่ได้ลงรูปหน้าเอาไว้ แต่ในนาทีต่อมาผมก็ตกใจ เมื่อฝรั่งคนนี้ปลดล็อกรูปไพรเวทของเขาให้ผมดู ด้วยความอยากรู้ผมก็เปิดเข้าไป ที่ไหนได้เจอรูปหน้าจริงๆ ซึ่งดูอ้วนแก่ ผมจึงเฉยๆ ไม่ได้ตอบอะไรเขาไป เจอแบบนี้ผมเลยกดปุ่มออฟไลน์ (ไฟส้ม) เพื่อหยุดเล่นก่อนชั่วคราว” (หัวเราะ)

ด้าน “กราฟ” สาวหล่อ ผิวขาว ตาโต รูปร่างเล็ก อายุ 30 ปี บอกว่า เธอเคยทดลองโหลดแอพแนวนี้มาแค่ครั้งเดียว กรอกโปรไฟล์ อัพรูปที่เห็นหน้าไม่ชัดไปรูปนึง แต่กราฟบอกว่า ยังไง้ ยังไง ก็ไม่กล้าที่จะแชตอยู่ดี แม้จะมีสาวสวยหน้าตาดี (เห็นจากรูป) เป็นสมาชิกอยู่เพียบก็ตาม ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจลบแอพออกไปจากมือถือ

“ไม่ได้ดัดจริตนะ ทอมอย่างเราอาจจะยังมีความขี้อายแบบผู้หญิงหลงเหลืออยู่ในตัว (หัวเราะ) ส่วนใหญ่แล้วเราจะมีแต่เพื่อนผู้ชายซะมากกว่า ไม่ค่อยมีเพื่อนหญิงรักหญิงสักเท่าไหร่ เวลาชอบผู้หญิงสวยๆ ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อน เราก็อยากทำความรู้จักกับเขา อยากพูดคุย อยากเจอหน้ากันจริงๆ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีกว่า

อีกอย่างเราคิดว่าทอม (ผู้หญิง) อาจจะไม่เหมือนกับ เกย์ (ผู้ชาย) ที่มีนิสัยชอบความตื่นเต้น ท้าทาย กล้าได้กล้าเสียมากกว่า เรื่องแอพหญิงรักหญิงเรามองว่าคนไทยยังให้ความสนใจน้อยอยู่ อาจไม่เหมือนกับที่ต่างประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้น่าจะให้ความสนใจเยอะกว่า”

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

จุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมระหว่างเพศ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2558 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/355596/จุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมระหว่างเพศ

จุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมระหว่างเพศ

โดย…ธวัชชัย ดีพัฒนา บรรณาธิการนิตยสาร attitude ภาพ : เอพี

แม้ข่าวพระราชบัญญัติ “ความเท่าเทียมระหว่างเพศ” จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จะเป็นข่าวเล็กๆ ที่มีคนสนใจเพียงหยิบมือ แต่ก็เป็นข่าวที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าของกฎหมายไทย และการให้ความสำคัญในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ซึ่งก็น่าแปลกใจว่า ในยุคที่บ้านเมืองมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “ลิเบอรัล” ผู้ยกย่องเชิดชูเสรีภาพ เสมอภาพ และภราดรภาพ ตามหลักการประชาธิปไตยของ “ขุ่นพ่อเมกา” กลับไม่ค่อยออกมาแสดงทัศนะกับกฎหมายนี้เท่าใดนัก หรือว่ามันออกมาในช่วงรัฐบาลทหารก็ไม่ทราบได้ เลยทำให้คนกลุ่มนี้ตั้งแง่รังเกียจเอาไว้ก่อน แล้วค่อยไปเหมารวมกันว่าเป็นกฎหมายของเผด็จการ (ถ้าเผด็จการจะให้ความสำคัญในเรื่องที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกไม่เคยสนใจเลยสักนิด บางทีปัญหาอาจจะอยู่ที่อคติของไทยลิเบอรัลก็เป็นได้นะ)

พระราชบัญญัติฉบับนี้จะช่วยให้ลดอคติระหว่างเพศให้ดีขึ้นจริงหรือ? หลายท่านอาจกำลังตั้งคำถามกลับ ผมบอกได้เลยว่า ต่อให้กฎหมายไทยดีเลิศกว่ากฎหมายประเทศโลกที่หนึ่ง แต่ถ้าการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ที่มีอำนาจยังหย่อนยานเหมือนเช่นที่เป็นอยู่ ก็ป่วยการที่จะมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะขนาดเรามีกฎหมายจราจร กฎหมายอาญา และอีกมากมาย เรายังละเมิดกันเลย กฎหมาย ป.ป.ช.ก็ออกมาตั้งชาติหนึ่งละว่าให้ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการเข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ก็ยังมีนักการเมืองที่จงใจ “ซุก” พอถูกจับได้ก็แถว่าถูกกลั่นแกล้ง ตัวเองบกพร่องโดยสุจริต (จริงๆ นะ)

แต่การมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย เพราะนั่นถือได้ว่าการเสริมสร้างความเท่าเทียมกันทางเพศ เริ่มที่จะเป็นรูปธรรมมากขึ้น และให้ความเป็นธรรมกับทุกเพศจริงๆ เนื้อความในมาตรา 3 ระบุนิยามไว้ชัดเจนมากว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” หมายความว่า การกระทำหรือไม่กระทำการใด อันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด ขีดเส้นใต้ประโยคหลังเอาไว้เลย

การนิยามว่า “การแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด” สะท้อนการเข้าใจในธรรมชาติเรื่องเพศและความหลากหลายทางเพศอย่างจริงจัง เพราะเพศกำเนิดกับเพศสภาพเมื่อเราโตขึ้นอาจไม่สัมพันธ์กัน มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา ล้วนต้องผ่านสภาวะ “การค้นพบตัวเอง” (Self-discovery) ที่ทำให้มนุษย์เรียนรู้ว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง ชีวิตจะแสดงเพศสภาพออกมาเช่นไร (บางคนอาจจะค้นพบตั้งแต่เด็กๆ แต่บางคนก็ไปพบเอาตอนแก่ก็มี) ฉะนั้นการตั้งข้อรังเกียจ ดูถูก เหยียดหยาม ย่อมเป็นการแสดงความไม่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนคนนั้น ต่อไปเหตุการณ์แบบที่ซาริน่า ไทยเคยเจอเมื่อเดือนก่อน ซึ่งเธอโดนเชิญออกจากผับชื่อดังย่านอาร์ซีเอ ด้วยข้อหาว่า “เป็นสาวประเภทสอง” จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป

ถามต่อว่า แล้วใครจะเข้ามาดูแล กรณีเฉพาะที่เกิดขึ้นในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างทางเพศ” (สทพ) และคณะกรรมการชุดนี้จะต้องวางกฎระเบียบเพื่อดูแลเรื่อง “การกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจะกระทำมิได้” ตามมาตรา 17 แต่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับว่า ถ้าเรื่องนี้มันจะไม่ประสบความสำเร็จ ก็น่าจะเป็นเพราะคณะกรรมการชุดนี้ไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ และไม่เข้าใจความว่าอะไรคือ “เจตนาที่สะท้อนถึงพฤติการณ์และการเลือกปฏิบัติอันนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ” ตรงจุดนี้บอกเลยว่ายากครับ

ยกตัวอย่างเช่น เกย์ท่านหนึ่งเข้าไปซื้ออาหารในร้านอาหารตามสั่งแถวบ้าน แล้วปรากฏว่า ถูกแม่ค้าปฏิเสธที่จะขาย ถ้าเกย์ท่านนั้นไปฟ้อง สทพ. ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการหยุมหยิมที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเมื่อมีการนำสืบความกันไป หากปรากฏว่า มนุษย์ป้าบอกว่า ที่ไม่ขายเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน (อาจจะอยู่กันคนละสี) เคสแบบนี้จะวินิจฉัยให้เข้าวาระได้หรือไม่? แต่ถ้าเป็นกรณีของบริษัท/ห้างร้าน หากปฏิเสธกะเทยแต่งหญิงที่เข้าไปสมัครงาน ด้วยข้อหาว่าเป็นสาวประเภทสอง อันนี้ถือว่าเข้าข่าย 100%

ที่ผมยกตัวอย่างพวกนี้ และตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนทั้งๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ยังไม่เกิด ไม่ใช่ว่าจะไปดูถูกการทำงานของเขาตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น เพียงแต่อยากให้การคัดเลือกคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการ สทพ.นั้นเป็นคนที่เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศจริงๆ เพื่อให้งานเป็นรูปธรรม ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะสนับสนุนคณะกรรมการชุดนี้อย่างเต็มที่

แล้วลำดับต่อไป หากพระราชบัญญัติเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ จะมีอะไรตามมาหรือไม่ คำตอบคือมีแน่นอนครับ เพราะถ้ามีคู่รักชาย-ชาย หญิง-หญิง เดินเข้าไปจดทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่ของรัฐจะบอกว่าไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่ความเท่าเทียมกันทางเพศใช่หรือไม่ หรือกรณีสาวประเภทสอง และชายประเภทสอง ซึ่งผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว เดินเข้าไปขอเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ เจ้าหน้าที่รัฐจะทำอย่างไร?

ผมนี่ตั้งตารอกฎหมายจดทะเบียนสมรสคนเพศเดียวกัน และกฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเลยนะครับเนี่ย!

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เปลี่ยนความคิด ผู้หญิงพลัสไซส์ก็สวยเริ่ดได้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2558 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1FDDtzL

เปลี่ยนความคิด ผู้หญิงพลัสไซส์ก็สวยเริ่ดได้

โดย…พุสดี

ลองถามตัวเองว่า

…คุณเป็นคนหนึ่งที่ยังรู้สึกไม่มั่นใจกับรูปร่าง เจอเพื่อนทีไร ต้องบ่นเรื่องน้ำหนักและรูปร่างหรือเปล่า?

…เป็นคนหนึ่งที่ถ่ายรูปทีไร ต้องสวมวิญญาณนินจา กระโดดหลบกล้องไปอยู่หลังพุ่มไม้ หลังเพื่อนเพื่ออำพรางหุ่น?

…เป็นคนหนึ่งที่แม้มีโอกาสไปเที่ยวสถานที่แสนสวยขนาดไหน ทำได้ดีที่สุดขอเซลฟี่เห็นแค่ใบหน้า และอาศัยสารพัดแอพพื่อช่วยอำพรางรูปร่างก่อนจะโพสต์รูปออกสื่อ…?

ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะแม้ที่ผ่านมา “ผู้หญิงที่มีรูปร่างอวบจนค่อนไปทางอ้วน” มักถูกมองสังคมตีตราว่าไม่สวยและไม่รู้จักดูแลรูปร่างตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าสาวพลัสไซส์ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ตราบที่ยังต้องอยู่กับรูปร่างนี้ก็จงทำตัวเองให้อยู่อย่างมีความสุข ท่องไว้ในใจเสมอว่า ถึงจะพลัสไซส์ฉันก็สวยได้ถ้าเริ่มจากคุณเห็นคุณค่าในตัวเอง

สุขในจุดที่ยืน พอใจในสิ่งที่เป็น

เจม-ชนิสรา วงศ์ยะรา เจ้าของกระทู้ “อ้วนแต่งตัวยังไงให้สนุกกับชีวิต” ในเว็บพันทิพ คืออีกหนึ่งตัวอย่างของผู้หญิงที่ยังห่างจากคำจำกัดความว่าผู้หญิงหุ่นดียุคนี้ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการตั้งกระทู้ยอดฮิตที่มีการแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์อย่างล้นหลามว่า เริ่มต้นเขียนเพราะมีเพื่อนถามเยอะว่าไปหาซื้อเสื้อผ้าเก๋ๆ มาจากไหน เลยอยากตั้งกระทู้นี้เพื่อตอบคำถาม

“จริงๆ หนูไม่มีสไตล์การแต่งตัวว่าต้องเป็นแบบไหนเป็นพิเศษนะ แค่เลือกแบบที่เราชอบ ถามว่า ไซส์แบบเราหาเสื้อผ้ายากมั้ย ตอบเลยว่าไม่ เพราะหนูไม่ใช่คนติดแบรนด์ และไม่แคร์ที่จะใส่เสื้อผ้ามือสอง“

 

เจมบอกว่า ที่ผ่านมาเรียนรู้เทคนิคการแต่งตัวจากตัวเอง มีผิดพลาดบ้างก็เอามาปรับปรุง ส่วนใหญ่จะเลือกใส่เสื้อผ้าสีพื้น เลี่ยงอะไรที่สกรีนเยอะๆ ลายเยอะๆ แหล่งช็อปปิ้งของเจม มีทั้งร้านเสื้อผ้าสำหรับสาวพลัสไซส์ ร้านค้าออนไลน์ ร้านขายเสื้อผ้ามือสอง

“หนูเป็นคนชอบแต่งตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่มาหนักหน่อยช่วงเรียนมหาวิทยาลัย หนูไม่มีใครเป็นไอดอลเรื่องการแต่งตัว ไม่ใช่คนที่ชอบตามอ่านแมกกาซีนแฟชั่น เพราะหนูไม่อยากยึดติดกับภาพของใครแล้วไปทำตามเขา”

 

ในฐานะผู้หญิงที่ชอบแต่งตัว ถามถึงมุมมองพื้นที่เสื้อผ้าแฟชั่นสำหรับคนหุ่นพลัสไซส์ในเมืองไทย เจมยอมรับว่าน้อยมาก แต่จะไปว่าแบรนด์ก็ไม่ได้ เพราะประชากรกลุ่มพลัสไซส์ในเมืองไทยที่ชอบแต่งตัวจริงๆ ยังไม่เยอะ

“หนูไม่โทษคนทำแบรนด์นะ เพราะหนูว่าประเทศเรามีคนผอมเยอะกว่าคนอ้วน หนูเองก็คิดมาตลอดนะว่าอยากผอม แต่ก็ทำไม่เคยได้ ต้องโทษตัวเอง เพราะเรากินไม่หยุด แต่หนูจะบอกตัวเองเสมอว่าถ้าเราอยู่กับมัน (รูปร่างที่เป็น) ไม่ไหว เราก็ต้องเข้มแข็ง ลดน้ำหนักให้ได้ แต่ที่ผ่านมายังเข้มแข็งไม่พอ เคยไปสมัครฟิตเนส 2 รอบ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป ถามว่าทุกวันนี้ยังอยากลดมั้ย ก็ยังคิดนะคะ เพราะรูปร่างสวยก็แต่งตัวได้มากกว่า”

สำหรับเทคนิคการมิกซ์แอนด์แมตช์ชุดให้ออกมาเปรี้ยวจี๊ด เจมบอกว่าเลือกที่เป็นตัวเองที่สุด ใส่แล้วเป็นตัวของตัวเองได้อย่างมั่นใจ ส่วนใหญ่เจมบอกว่าไม่ค่อยชอบใส่เสื้อผ้าซ้ำ ยกเว้นเสื้อคลุม หรือกางเกง ที่อาจจะใส่ซ้ำ เพราะเธอเลือกลงทุนกับกางเกงที่มีแบรนด์การันตี เพื่อให้มั่นใจว่าได้ทรงสวย ส่วนเสื้อถึงจะไม่หยิบมาใส่ซ้ำ แต่ก็ไม่ได้ทิ้ง ยังเก็บไว้เผื่อสามารถเอามาดัดแปลงได้ในอนาคต

 

ด้วยความที่สนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์ เพราะฉะนั้นเรื่องช็อปปิ้งไม่ต้องพูดถึง เจมยอมรับว่าช็อปปิ้งทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะสำหรับสาวพลัสไซส์เมื่อเจอของที่ถูกใจต้องรีบคว้า รอไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่ซื้อ ราคาต้องไม่แพงเกินไป หรือถ้าแบบสวยแต่แพงเกินไป เจมอาจจะจำแบบมาแล้วลองซื้อผ้ามาตัดเอง

 

“เจมว่าถึงเราจะรูปร่างไม่ดี แต่หนูคิดว่าเวลาไปเที่ยว ทำไมเราจะต้องไปยืนหลบหลังเพื่อน หลังต้นไม้ ถ่ายแต่วิว หรือเซลฟี่ให้เห็นแค่หน้า เพื่ออำพรางรูปร่าง เพราะแค่เรารู้จักโพสท่า ก็ช่วยได้ เช่น ถ้าแขนใหญ่ ก็แค่ยืนบิดตัว แขนก็เล็กแล้ว ตัวใหญ่ก็อย่านั่งถ่ายรูป เจมว่าเวลาไปเที่ยวเราก็อยากสร้างไดอารี่ของตัวเอง อยากเก็บความทรงจำในช่วงชีวิตนั้นไว้ ส่วนใหญ่หนูจะให้เพื่อนที่ไปด้วยถ่ายให้ ใช้สมาร์ทโฟนนี่แหละ ถามว่าใช้แอพแต่งรูปมั้ย หนูก็ใช้นะ แต่สุดท้ายต้องถามตัวเองว่า แต่จะแต่งเยอะน้อยขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน สำหรับหนูจะบอกตัวเองเสมอว่าแต่งรูปแค่ไหน แต่สุดท้ายเราก็ต้องออกมาอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง”

 

อย่างไรก็ตาม ถึงจะแต่งตัวเก่งจนหลายคนให้การยอมรับ แต่เจมยอมรับว่าเธอไม่ได้เป็นสาวมั่นที่เชื่อมั่นในตัวเองเต็มร้อย ทุกวันนี้ก็ยังเรียนรู้ลองผิดลองถูก

“ทุกวันนี้หนูก็ยังพลาดนะ เลยไม่อยากบอกว่าอะไรที่คนอ้วนควรทำ หรือไม่ควรทำ เพราะคนเราชอบไม่เหมือนกัน เช่น ชอบใส่ระบาย แต่หนูไปบอกว่าอย่า เขาคงแย้งว่าไหนบอกให้หาสไตล์ของตัวเอง หนูเองไม่ใช่คนมั่นใจในตัวเองนะว่าฉันแต่งตัวดีแล้ว จะเดินสวยไม่แคร์ เพียงแต่เราแต่งตามความชอบ หาทุกอย่างที่เข้ากับตัวเอง หนูคิดว่าการแต่งตัวสวยเหมือนเป็นของลางให้เราบอกกับชีวิตว่าเราดูดีได้ อยากให้สาวๆ เห็นคุณค่าในตัวเอง” เจมกล่าวทิ้งท้าย

คำพูดคนอื่นไม่มีสิทธิทำลายชีวิตเรา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชื่อของ อลิส เน็ตไอดอลสุดเซ็กซี่ กลายเป็นประเด็นที่หลายคนสนใจ เมื่อมีมือดีโพสต์ภาพของเธอที่ดูเป็นสาวอวบผิดจากเน็ตไอดอลหลายๆ คน อลิสบอกว่าเธอไม่ได้หนัก 90 กก. แบบที่เป็นข่าว แต่หนัก 57 กก. สูง 164 ซม.

“จริงๆ ก็ไม่ถึงกับอ้วนนะคะ ออกแนวอวบมากกว่า ถามว่าอยากผอมมั้ย ก็อยากนะ แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสมาก เพราะเราก็ไม่ใช่ดารา ไม่ต้องผอมเพรียวมากก็ได้ แต่ด้วยค่านิยมของสังคมมองว่าเน็ตไอดอลต้องผอม หนูอาจจะโชคดีที่เป็นคนหน้าเล็ก เวลาถ่ายรูปก็อาศัยใช้มุมสูง มุมข้าง ไม่ค่อยถ่ายเต็มตัว จะได้ดูผอม”

ถามว่าผู้หญิงอ้วนแล้วสวยได้มั้ย อลิสบอกว่า แน่นอนอยู่ที่ว่าเรามีความสุขกับตรงไหน ถ้าสุขแล้วก็อย่าเสียใจ คำพูดของคนอื่นไม่ได้มีผลกับชีวิตเราขนาดนั้น แต่ถ้าวันหนึ่งอยากลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ ก็โอเค

ทางเลือกใหม่ของผู้หญิงไซส์อะเดล

กุลยา กาศสกุล หนึ่งในหุ้นส่วนแบรนด์แกส (GAS) ออกตัวก่อนว่าเป็นแบรนด์วินเทจที่ผลิตมาเพื่อตอบโจทย์ผู้หญิงทุกไซส์ ตั้งแต่ไซส์เอสไปจนถึงไซส์อะเดล ถ้าใครฟังแล้วนึกไม่ออก ขอให้นึกถึงนักร้องเสียงดีชาวอังกฤษ นามว่า อะเดล ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้หญิงพลัสไซส์ที่ไม่ได้มีดีแค่เสียง แต่ยังแต่งตัวได้เก๋น่าสนใจ

“เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องการหาไซส์เสื้อผ้าที่เหมาะสม พอมาลงขันกับเพื่อนทำแบรนด์ เลยอยากจะทำเสื้อผ้าไซส์พิเศษนี้ออกมา ซึ่งสินค้าทุกชิ้นในร้านจะทำตั้งแต่ไซส์เอสไปจนถึงไซส์อะเดล แต่ถ้ายังไม่พอดีกับลูกค้า ทางร้านพร้อมจะตัดให้เป็นพิเศษ โดยคิดราคาเดียวกัน เพราะเราคิดว่า ถ้าผู้หญิงพลัสไซส์อยากจะสวย ทำไมเค้าต้องจ่ายเพิ่ม”

ถามถึงเทคนิคการเลือกเสื้อผ้าของผู้หญิงไซส์อะเดล แนะนำว่า แฟชั่นไม่มีกฎ จะใส่อะไรก็ได้ แต่ต้องเริ่มจากความมั่นใจของคนใส่ก่อน จำไว้ว่าผู้หญิงแต่งตัวพลาดเป็นเรื่องปกติ

“การแต่งตัวต้องลองผิดลองถูก แต่ถ้ามือใหม่อาจจะลองศึกษาจากแมกกาซีน เพื่อเป็นไกด์ในการมิกซ์แอนด์แมตช์ หรือพอลองแต่งตัวเสร็จแล้ว ถามตัวเองว่าดูโททัลลุคแล้วสมุกมั้ย โอเคมั้ย”

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ชีวิต… ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ ‘ปล่อยวาง’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2558 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1FDCkbq

ชีวิต... ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ ‘ปล่อยวาง’

โดย… ว.แหวน

ธรรมะ…สอนให้เรารู้จักการปล่อยวาง แต่ไม่ได้หมายความว่า…ทุกจังหวะของชีวิต เอะอะอะไรก็ปล่อยวาง ยังไม่ทันจะตั้งใจทำอะไร เริ่มได้ไม่เท่าไร เจออุปสรรคเล็กน้อยก็เลิกล้ม โดยอ้างเหตุผลที่ว่า “เขาสอนให้ปล่อยวาง”

จงเข้าใจซะใหม่ว่า “ปล่อยวาง” ไม่ได้อยู่ตรงกันข้ามกับคำว่า “ดิ้นรน” “ต่อสู้” “ตะเกียกตะกาย” “ไขว่คว้า” แต่ “ปล่อยวาง” กลับเป็นตัวช่วยที่แฝงอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าวอย่างชาญฉลาด คนฉลาดจะเลือกหยิบมันมาใช้ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น นั่นหมายถึงว่า ตราบใดที่ชีวิตคนเรายังดำรงตนอยู่ในสังคม ทำหน้าที่ของความเป็น “คน” ทุกคนย่อมต้องผ่านการต่อสู้ ดิ้นรน ตะเกียกตะกาย เอาตัวรอด ไขว่คว้า เพื่อเสาะหาความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง และไปยังจุดหมายแห่งความสำเร็จที่ตัวเองตั้งไว้ทั้งนั้น ไม่มีใครหยุดชีวิตตัวเองด้วย
คำว่า “ปล่อยวาง” ได้ทุกเรื่อง

“การปล่อยวาง” มีจังหวะ เวลา และโอกาสของมันเอง ไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อในทุกช่วงเวลา ทุกโอกาสในเมื่อชีวิต…เรายังคงต้องใช้! บางจังหวะ…การปล่อยวาง อาจหมายถึงการปล่อยทิ้งปัญหาให้รกร้างไว้ โดยไม่คิดแก้ไข ปัญหามาทีไร เอะอะก็ให้ปล่อยวาง ยังไม่ทันหลังชนฝา…ก็ปล่อยวาง ยังไม่ได้สู้เลย ก็ปล่อยวางซะแล้ว การต่อสู้บางอย่างก็ไม่ได้หมายถึงการต่อสู้กับคนอื่น แต่อาจหมายถึงการต่อสู้ภายในจิตใจตัวเอง การต่อสู้ที่ใช้ชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน หมายถึงว่าถ้าฝั่งความคิดหนึ่งชนะ ชีวิตจะไปอีกทางหนึ่ง หรือหากปล่อยวางให้ฝั่งความคิดหนึ่งชนะ ชีวิตก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในสถานการณ์แบบนี้ ถามว่า…ควรหรือที่จะรีบปล่อยวาง?

เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ต่อให้เราไม่ได้คิดจะใช้ชีวิตแข่งกับใคร การต่อสู้ก็ได้เกิดขึ้นแล้วพร้อมๆ กับการกำเนิดของชีวิต การต่อสู้โดยที่เราไม่รู้ตัว เพียงแค่การตัดสินใจกับเรื่องบางเรื่อง ต่อให้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ทุกเรื่องของการตัดสินใจ ล้วนส่งผลถึงเส้นทางชีวิตในวันข้างหน้าของเราเสมอ จะทำ ไม่ทำ ทำต่อ เลิกทำ ทำใหม่ เปลี่ยนใจ ไม่เอาแล้ว พอแล้ว พอที ยอมแล้ว ไม่ยอม ทุกอย่างล้วนมีผลต่อชีวิตเราทั้งสิ้น ล้วนมาจากการตัดสินใจของตัวเราเอง เราต่อสู้กับตัวเองมาตลอดชีวิตอยู่แล้ว

และบางปัญหา…เมื่อถูกปล่อยวางไปนานๆ อาจบานปลายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต เพียงเพราะรีบ “ปล่อยวาง” และสุดท้าย…การปล่อยวางที่ดีที่สุดที่ตัวเองคิดได้ อาจหมายถึง…บวช หรือตาย!

ชีวิต…เกิดมาถ้าไม่คิดสู้สุดฤทธิ์ก่อนปล่อยวาง ปลายทางอาจมีเรื่องให้ปล่อยวางจนเกินเยียวยา และอาจไม่ใช่คำตอบของ
คำว่า “ความสงบ” แต่กลับกลายเป็น “ความทุกข์” ที่เพิ่มทบทวีตามระยะเวลาเพิกเฉย ปล่อยวาง…ที่เราแทนความหมายมันด้วยการอ่อนแอ…หนี…เพิกเฉย…ดูดาย ซึ่งจริงๆ แล้วมันคนละความหมายกันโดยสิ้นเชิง

มันสมอง สติปัญญา และสมาธิ ควรใช้ให้ถูกจังหวะของชีวิต เวลาไหนควรกำให้แน่น…เวลาไหนควรปล่อย…เวลาไหนควรวาง ในเมื่อพุทธศาสนาสอนไว้ด้วยว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ปล่อยวางน่าจะตามมาทีหลังคำว่า “ตั้งใจ” “พยายาม” เมื่อทำอย่างที่สุด ทำอย่างเต็มที่ ทำอย่างสุดความสามารถแล้ว ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร นั่นล่ะถึงค่อยเอาคำว่า “ปล่อยวาง” มาใช้ ถ้าจะเป็นยา ก็น่าจะเป็นยาหลังอาหาร กินเมื่อมีอาการ ไม่ใช่วิตามินที่เอะอะอะไรก็กินเผื่อไว้ก่อนเลย ยังไม่ทันเป็นอะไรเลย กลัวเป็น กลัวแพ้ กลัวผิด กลัวทุกข์ กลัวพลาด กลัวไม่สำเร็จ กินแก้กลัว แม้จะมีประโยชน์กับชีวิต แต่เราจะไม่มีวันรู้รสชาติของการปล่อยวางอย่างแท้จริง

รู้ไหมว่า “การปล่อยวางที่แท้จริง” คืออะไร?

คือ…การที่คนเราปล่อยวางได้ในภาวะที่ตึงเครียดที่สุด ทุกข์แสนสาหัส เจ็บปวด แพ้ ย่อยยับ และนำพาตัวเองกลับมายิ้มได้ ฟื้นกำลังใจตัวเองขึ้นมาได้ พูดออกมาได้ว่า “ช่างแม่ง” และเผชิญปัญหาได้อย่างมีสติอีกครั้ง นั่นล่ะ…เราจะรู้จักความหมายของมันอย่างแท้จริง

การปล่อยวางที่เกิดจากการเตรียมการล่วงหน้า ทั้งๆ ที่ยังไม่เจอปัญหาใดๆ เลย ฉันถือว่าเป็นการปล่อยวางหลอกๆ หลอกใครต่อใครว่า “กูปล่อยวางเป็นนะ” เพราะกู
ไม่ทำอะไรไง กูปล่อยวางเลย ฮ่าฮ่าฮ่า

และอาชีพบางอาชีพ…ก็ไม่เหมาะกับการปล่อยวางง่ายๆ เช่น ฝ่ายขาย การตลาด อาชีพที่ดูสวนทางกับคำสอนนี้โดยสิ้นเชิง เพราะปล่อยวางเมื่อไร อาจหมายถึงการขาดทุน การถดถอยทางธุรกิจ การโดนคู่แข่งแย่งส่วนแบ่ง ความเสียหายนอกจากจะเป็นตัวเงินแล้ว ยังส่งผลถึงชีวิตการงานและการดำรงชีพ

“ปล่อยวาง” เป็นคำสอนเดียวที่เป็นบทสรุปของทุกๆ การกระทำของมนุษย์ แต่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการกระทำ ฉันเชื่ออย่างหนึ่งว่า…ทุกคำสอน มีคู่มือการใช้แฝงอยู่ด้วยเสมอ และคำสอนของการ “ปล่อยวาง”ในคู่มือก็คงจะบอกไว้ว่า…

“อย่าปล่อยวางกับทุกเรื่องของชีวิต…เพียงเพราะไม่คิดสู้!”

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

เงินๆ ทองๆ เรื่องปวดเศียรของชายหนุ่ม จริงอ้ะ!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มีนาคม 2558 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/355093/เงินๆ-ทองๆ-เรื่องปวดเศียรของชายหนุ่ม-จริงอ้ะ

เงินๆ ทองๆ เรื่องปวดเศียรของชายหนุ่ม จริงอ้ะ!

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร

ถือเป็นโอกาสดีที่ผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับนักแกะปมชีวิต ดร.พงษ์รพี บูรณสมภพ กับผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ผู้ที่มาช่วยไขปริศนาคาใจให้กับตัวผมเอง (รวมทั้งผู้ชายอีกหลายๆ คน) ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน การวางแผนทางการเงิน การทำบัญชีรายรับรายจ่าย และการทำภาษี ซึ่งปัญหานี้ต้องได้รับการแกะปม แล้วชีวิตเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ดร.พงษ์รพี เผยว่า หากมองในแง่ของจิตวิทยา ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ หลักๆ มาจากการที่ผู้ชายเป็นเพศที่ไม่ค่อยชอบเรื่องที่มีรายละเอียดซ้ำๆ แถมยังไม่จบในตัว

“ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบคิดอะไรเป็นเส้นตรง มักมองไปที่เป้าหมาย มากกว่าจะมีชีวิตเวียนวนเป็นวงกลม ในลักษณะที่ว่าทำอะไรเสร็จก็ต้องวนกลับมาใหม่ คล้ายการบริหารจัดการเงิน ที่ทำเสร็จแล้วต้องกลับมาแก้ไขใหม่ หรือวนกลับมาทำใหม่ ไม่ได้มีลักษณะพุ่งไปข้างหน้า ผู้ชายส่วนใหญ่เลยขัดใจ เบื่อหน่าย และไม่อยากทำ รวมทั้งไม่อยากถูกซักถามเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ ผู้ชายชอบทำอะไรที่ทำเร็วจบเร็ว แล้วก้าวเดินต่อ”

 

นอกจากนี้ ดร.พงษ์รพี ยังแสดงทรรศนะไว้อีกว่า ผู้ชายมักมองเรื่องการบริหารจัดการเงิน หรือเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นงานสนับสนุน เหมือนงานแม่บ้าน รวมทั้งมองว่างานแบบนี้ไม่ท้าทาย ซึ่งทางแก้ไข คือ ควรเปลี่ยนทัศนคติใหม่นั่นเอง

“ผู้ชายที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการเงิน หรือเรื่องเงินๆ ทองๆ ลองวางแผนหรือตั้งเป้าหมายเป็นไทม์ไลน์ เป็นเส้นตรง เอาเรื่องเหล่านี้มาอยู่ในเส้นตรงของเรา มีจุดเริ่มต้นและจุดจบที่ชัดเจน เพื่อจะได้เป็นงานที่ทำเสร็จอย่างแน่นอน ไม่กินเวลา ไม่วกวน ต่อมาคือ ต้องค้นหาผู้ชายที่มีความสามารถด้านบริหารจัดการเงินได้ดี เพื่อนำมาเป็นไอดอลหรือเป็นต้นแบบที่ดีของเรา เช่น นักธุรกิจ ดารา หรือคนธรรมดา ที่เขาเริ่มต้นทำสิ่งนี้แล้วประสบผลสำเร็จ เพื่อเราจะได้เรียนรู้วิธีการของเขา แล้วนำมาปรับใช้กับเราได้นั่นเอง”

นอกจากนี้ การมองเห็นเรื่องการบริหารจัดการเงินเป็นเรื่องใหญ่ หรือเป็นเรื่องหลักของชีวิต ไม่ใช่งานสนับสนุน ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ ดร.พงษ์รพี ยังเน้นย้ำอีกว่า ให้เราบอกกับตัวเองไว้ทุกวันว่า มันเป็นตัวช่วยให้เรื่องการฝึกสมาธิไม่ใช่เรื่องซ้ำๆ เดิมๆ น่าเบื่อหน่าย รวมทั้งบอกกับตัวเองว่า เมื่อเราทำได้ มันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

มาที่เรื่องของการลงทุนกันบ้าง เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ชายโดยส่วนใหญ่อยากก้าวขาลงทุนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ไม่กล้า กลัว แล้วถอยตัวเองออกมาสู่การย่ำอยู่ที่เดิม ภาววิทย์ ได้บอกเล่าให้ผมฟังว่า มันเป็นเรื่องของการที่เราต้องกลับไปแกะปมในจิตใจ เหมือนเรื่องการบริหารจัดการเงิน…เป๊ะ

“ตอนนี้เทรนด์ของสังคมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่เวลาพอเป็นหนี้ มักหมดหวังกับเรื่องเงิน พอมีเงิน ก็รีบใช้จ่าย เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง มีไม่พอ ก็ไปกู้หนี้ยืมสิน จนติดกับ ไปไหนไม่ได้ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องการลงทุน 2.กลุ่มที่กำลังรวย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ชอบพัฒนาตนเอง ชอบซื้อหนังสือดีๆ มาอ่าน ชอบเข้าร่วมสัมมนาในด้านการพัฒนาตนเอง ชีวิตมุ่งมั่นในเรื่องการค้นหาสิ่งดีๆ ให้ชีวิต เพื่อสร้างชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งหากมองไปที่วิถีชีวิตของผู้ชายโดยส่วนใหญ่ ก็หนีไม่พ้นสองกลุ่มนี้”

 

ภาววิทย์ เผยว่า หากเรากล้าที่จะแกะปมในใจของเราออกไป ค้นหาความอ่อนแอภายในจิตใจให้เจอ และสร้างความเข้มแข็งให้กับจิตใจตัวเอง ชีวิตของตัวเราเองจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

“เราต้องมีวิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเราเองด้วยครับ ไม่ใช่มัวแต่หาข้อแก้ตัว ข้ออ้าง หรือข้อโต้แย้งในใจให้กับตัวเราเอง เช่น ก็เพราะเราไม่ได้เรียนสูง ไม่ได้เรียนเก่ง ไม่ได้ร่ำรวย เราเลยไม่ต้องลงทุนทำอะไร ไม่ต้องขวนขวายหาความรู้จากหนังสือหรือเข้าร่วมสัมมนาให้เสียเวลา ซึ่งปมปัญหานี้มันยิ่งจะทำให้เราย่ำอยู่กับที่ มีหนี้ก็ยิ่งมีหนี้ไปเรื่อยๆ ท้อแท้ใจไปเรื่อยๆ จนไม่คิดอยากลงทุน หรือมีความสุขและสนุกกับการบริหารจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ”

 

สำหรับข้อแนะนำ ภาววิทย์ ให้ข้อแนะนำดีๆ ไว้ว่า ให้โอกาสตัวเองได้เป็นนักอ่าน หาหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเรามาอ่าน หาไอดอลที่เขามีชีวิตคล้ายกับเรา แต่กล้าเริ่มต้นลงทุน จนค้นพบความสำเร็จ หาความรู้ที่สดใหม่ทันสมัยและเป็นประโยชน์จากการเข้าร่วมสัมมนาด้านการลงทุนหรือการบริหารจัดการเงิน จะฟรีหรือเสียเงิน ดีทั้งนั้น ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา มันเป็นเส้นทางลัดที่เราสามารถเรียนรู้แล้วนำมาใช้ได้จริง

“ที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องหาจุดยืนของเราให้เจอ หาความแตกต่างของตัวเองให้เจอ แล้วเราจะค้นพบแนวทางสร้างความสำเร็จให้ตัวเราเองครับ”

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

กระเป๋ามันส์ๆ ธุรกิจมันส์ๆ ของคนมันส์ๆ ดีเจ.ฮอน คงศิลป์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 เมษายน 2558 เวลา 15:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1PCofhp

กระเป๋ามันส์ๆ ธุรกิจมันส์ๆ ของคนมันส์ๆ ดีเจ.ฮอน คงศิลป์

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

“เริ่มต้นยังไงดีล่ะ” พูดพลางหัวเราะพลาง ดีเจ ฮอน-คงศิลป์ ล้อเลิศรัตนะ จากคลื่นวิทยุ FresZ 91.5 FM (เฟรซ 91.5 เอฟเอ็ม) ในเครือโมโนกรุ๊ป เล่าให้ฟังด้วยท่าทีสบายๆ ถึงธุรกิจของเขา อันเดอร์ ชาโดว์ (UNDERSHADOW) แบรนด์กระเป๋าของคนมีสไตล์ ที่แม้เพิ่งเริ่มต้น หากผลตอบรับเรียกได้ว่าหายเหนื่อย!

ไม่เคยใกล้ชิดหรืออยู่ในแวดวงคนทำธุรกิจมาก่อนก็จริง แต่เพราะความรักความชอบ ทำให้ค่อยๆ แกะบทเรียนบนโลกธุรกิจ ถือว่ามือใหม่หัดขับ จึงค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ประคับประคอง ทดลองตลาด ย้อนกลับไปสู่บทเริ่มต้น เด็กหนุ่มเล่าให้ฟังว่า จับพลัดจับผลูเพราะช่วงนั้นเดินแบบอยู่ในวงการแฟชั่น มองเห็นธุรกิจกระเป๋าผ้าว่ามีช่องทาง จากนั้นก็ลุยเลย

ฮอน เรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาคอินเตอร์ สาขาเอกคอมมิวนิเคชัน ดีไซน์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนก็ไฟแรง (ฮา) อยากมีแบรนด์เป็นของตัวเอง เขามองว่าธุรกิจกระเป๋าผ้ามีดีไซน์มีแนวโน้มสดใส มองเห็นความเป็นไปได้ในตลาดที่มีมูลค่าไม่น้อย ก็เริ่มมีไอเดีย เริ่มมีดีไซน์ (ฮา) เริ่มที่จะทดลองทำดีไซน์ขึ้น จุดประกายที่จะทำธุรกิจ

“ผมมีความรู้เรื่องกราฟฟิกอยู่บ้าง และหลายๆ อย่างที่เรามองว่าเราน่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจได้ ผมและเพื่อนอีกคนตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน เราก็มานั่งคิดกันว่า เราจะทำอะไรดี ซึ่งโจทย์ที่เริ่มต้นคือ เราอยากทำในสิ่งที่เราชอบ เราใช้เองอยู่แล้ว เรารู้จักมันอยู่แล้ว”

ฮอนเล่าว่า ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ นักศึกษาที่นี่นิยมใช้กระเป๋าแนวถุงผ้าใบใหญ่ๆ เพราะต้องการใช้งานจริงๆ ใส่ของใส่อุปกรณ์การเรียนกันคนละเยอะๆ (ฮา) กระเป๋าผ้าจึงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ได้ดี มองอยู่แถวๆ คณะนั่นเองเดี๋ยวเดียวก็ได้ไอเดีย ศึกษาธุรกิจไม่นานก็ลุยเลยอย่างที่บอก

“ไฟแรงกันมากๆ เด็กรุ่นใหม่คิดแล้วลุยเลยครับ (ฮา)” ฮอนเล่า

ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก 6 หมื่นบาท กับหุ้นส่วนอีก 2 คน ที่ลงมือดีไซน์แบบกันเอง และบล็อกอัพกระเป๋าตัวอย่างกันเอง ทั้งๆ ที่ในช่วงแรกไม่มีจักรเย็บผ้าด้วยซ้ำ หากใช้ตัวแม็กเย็บกระดาษนี่แหละ ค่อยๆ พลิกด้านผ้าแล้วเย็บแนวทำให้เป็นกระเป๋าเลย (หัวเราะ) ทำอย่างนั้นเพื่อให้ช่างเย็บตัวจริงได้เข้าใจอารมณ์กระเป๋าของพวกเขา

“ครั้งแรกเริ่มต้นทดลองขาย ก็บังคับขาย เอ๊ย ไม่ใช่ ก็ขายให้เพื่อนๆ พี่ๆ รุ่นน้องที่สนใจที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นั่นเอง ปรากฏว่าขายดีมากๆ (หัวเราะ)”

มาร์เก็ตติ้งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการทำแบรนด์ ฮอนเล่าว่า สำหรับเขาแล้วคือมาร์เก็ตติ้งที่ต้องมาก่อน ที่มหาวิทยาลัยมีการสอนในเรื่องของการทำแบรนด์ดิ้ง อันดับแรกต้องดูทาร์เก็ตกรุ๊ปหรือกลุ่มเป้าหมายของสินค้าก่อนว่า จะขายลูกค้ากลุ่มไหน มองไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีสไตล์ แต่งตัวเรียบหรู

นี่เป็นคำตอบว่า ทำไมกระเป๋าที่ผลิตออกมา จึงดีไซน์ออกมาแบบเรียบๆ ทั้งหมด ไม่มีลายเลย จะเน้นสีผ้า ขาว-ดำ-เทา-น้ำตาล ที่ดูคลาสสิก โดยมีเนื้อผ้าที่คัดสรรวัตถุดิบอย่างดีเป็นจุดเด่น นั่นคือผ้ายีนส์จากญี่ปุ่น แถมพ้องกับชื่อแบรนด์ด้วย

“ผ้ายีนส์ญี่ปุ่น ปกติจะใช้สำหรับตัดกางเกง แต่เรานำมาทำเป็นวัตถุดิบตัดกระเป๋า เนื่องจากเห็นถึงความสวยงาม ขณะเดียวกันก็มีความทนทานกว่าผ้าธรรมดา เทกซ์เจอร์หรือผิวสัมผัสมีความมัน แลดูเด่นคล้ายกับผ้าแคนวาส สามารถใช้แบบลุยๆ ทนทานต่อการใช้ ทนต่อการซัก ได้ทุกอย่าง” หนุ่มฮอนเล่าอย่างอารมณ์ดี

อันเดอร์ ชาโดว์ จะมีทรงกระเป๋าในแต่ละคอลเลกชั่น ที่เก๋ไก๋ แตกต่าง หากก็เหมือนกันอยู่ในที ถือเป็นเอกลักษณ์ของกระเป๋า สำหรับจุดเด่นคือ ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ที่ตอกย้ำถึงความเรียบง่าย แพตเทิร์นหรือแบบไม่ยุ่งยาก เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ของอันเดอร์ ชาโดว์

ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายหลัก ฮอนเล่าว่า เขาใช้อินสตาแกรมเป็นหลัก โดยนอกจากจะขายเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่มหาวิทยาลัยแล้ว กระเป๋าของอันเดอร์ ชาโดว์ ไม่มีหน้าร้าน แต่จะเน้นขายในอินสตาแกรม ในชื่อ undershadow_ltd ซึ่งเวิร์กมาก ได้รับความนิยมและผลตอบรับดีทีเดียว กำหนดราคากระเป๋าขึ้นอยู่กับแบบ หรือประมาณ 450-1,600 บาท

“ก็จะมีลูกค้าที่เคยซื้อแล้ว ติดตามและบอกต่อ ลูกค้าต่างชาติสั่งซื้อก็เยอะครับ เขาชอบการดีไซน์ที่เรียบคลาสสิก ซึ่งในไอจี ผมและเพื่อนจะพยายามอัพรูปให้เห็นกระเป๋าของเรา ทุกมุมมอง ในลักษณะที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ โดยผมมีเพื่อนนางแบบ-นายแบบ ที่อุดหนุนกระเป๋าเราไปจริงๆ คอยส่งรูปตอนใช้กระเป๋ามาให้ เป็นเสน่ห์และสีสัน ซึ่งก็ช่วยให้สินค้าของเราน่าสนใจขึ้น” ฮอนเล่า

ฮอนบอกว่า เขาเองก็ใช้กระเป๋าของตัวเอง อันเดอร์ ชาโดว์อยู่แล้ว (ฮา) ปกติจะมีน้องๆ เด็กๆ เข้ามาถามไถ่เสมอว่า โอ้โห! กระเป๋าสวยจัง (ฮา) ซื้อที่ไหน (คะ) จากนั้นก็พรีเซนต์ หรือนำเสนอด้วยตัวเองเลย แปลงร่างเป็นพ่อค้าเดี๋ยวนั้น ก็สนุกดี เป็นธุรกิจที่มีเอกลักษณ์และใช้งานได้จริง รับรองใครเห็นก็สะดุดตา

 

แล้วมองอนาคตต่อยอดธุรกิจอย่างไร หนุ่มน้อยเล่าว่า ปัจจุบันเขาและหุ้นส่วนรู้สึกพอใจกับธุรกิจมาก เพราะตอนแรกที่คิดไว้จริงๆ อยากจะทำเป็นแค่งานพาร์ตไทม์เท่านั้น ตั้งใจจะเอามาผนวกเป็นพอร์ตโฟลิโอหรือแฟ้มผลงานที่สนับสนุนทางการเรียนมากกว่า แต่เพราะธุรกิจฉลุย คนทำก็ฉลุยและไปต่อแน่

“ผมและเพื่อนก็สนุกกับมันอยู่ อนาคตพวกเราจะต่อยอดธุรกิจนี้ด้วยการเพิ่มสินค้าประเภทเสื้อผ้าผู้ชาย-ผู้หญิงในสไตล์เรียบง่าย คงเอกลักษณ์ของอันเดอร์ ชาโดว์ไว้เพราะตลาดรู้จักเราแล้ว”

สุดท้ายที่อยากฝากไว้ คือ หลักการบริหาร ฮอนบอกว่า ทำอะไรต้องจดบันทึกทุกอย่าง เขาและเพื่อนเริ่มจดตั้งแต่แรกเริ่มว่าเงินลงทุนไปเท่าไร ผ้าญี่ปุ่น-ซิปร้านไหนราคาถูกกว่ากัน ลดต้นทุนกว่ากัน รวมไปถึงการใส่ใจทุกรายละเอียดสินค้า ไม่ว่าจะหัวซิปหรือถุงผ้าหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพราะมันหมายถึงการใส่ใจ ซึ่งลูกค้าสัมผัสได้

“ตอนแรกเริ่ม ผมและเพื่อนต้องลองผิดลองถูกมาเยอะเหมือนกัน บางทีซื้อวัสดุอุปกรณ์เหลือเผื่อเกินความจำเป็นไปมาก ทุกอย่างคือบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ การทำธุรกิจต้องกล้าตัดสินใจ กล้าเสี่ยง และกล้าทดลอง หาจุดเด่นของสินค้าของเราให้เจอ ถ้าสินค้าดีจริง รับรองไปได้ครับ”

 

เมษายน 13, 2015 Posted by | สัมภาษณ์คนดัง, โพสต์ทูเดย์, ไลฟ์สไตล์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,170 other followers

%d bloggers like this: