โพสต์ทูเดย์

All posts in the โพสต์ทูเดย์ category

พสุ ลิปตพัลลภ กล้าคิดกล้าทำ

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/398395

พสุ ลิปตพัลลภ กล้าคิดกล้าทำ

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

พสุ ลิปตพัลลภ หรือ หลวง วัย 29 ปี บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ นักการเมืองคนดังของเมืองไทย ณ เวลานี้เชื่อว่าในแวดวงการตลาดหรือแม้กระทั่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่มีใครไม่รู้จักเขา ในฐานะกรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท เจ้าของโครงการพาร์ค 24 คอนโดมิเนียมไฮเอนด์กลางสวนใหญ่ 10 ไร่ ย่านดิ เอ็ม ดิสทริค ทำเลที่ดีที่สุดบนถนนสุขุมวิท 24 มูลค่าการลงทุน 1.6 หมื่นล้านบาท

ขณะนี้โครงการได้เปิดขายเฟส 1 ไปแล้ว และมียอดขายกว่า 80% และในส่วนของเฟส 2 มีกองทุนฮ่องกงเข้ามาซื้อและเป็นเฟสที่ขายให้กับนักลงทุนต่างชาติเต็มเพดานที่ 49%

ยอดขายที่ดีท่ามกลางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ทุกคนมีความรู้สึกนึกคิดว่าชะลอตัว แต่ในทางกลับกัน โครงการพาร์ค 24 กลับมียอดขายที่วิ่งฉิว

ส่วนหนึ่งของยอดขายและความจดจำที่เกิดขึ้นสำหรับโครงการพาร์ค 24 นั้นน่าจะมาจากแคมเปญที่กระตุ้นยอดขายที่สร้างความฮือฮาและเป็นที่กล่าวถึงอย่างมากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานั้นคือ “หุ้นแลกคอนโด” ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดไอเดียกันเลยทีเดียว

พสุจบปริญญาโท สาขาอสังหาริมทรัพย์และการเงินจาก CASS Business School ประเทศอังกฤษ มีประสบการณ์การทำงานในด้านการเงิน โดยเฉพาะในส่วนของการรับผิดชอบและดูแลในเรื่องของอนุพันธ์ต่างๆ ทางด้านการเงินที่เอบีเอ็น แอมโร และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดที่สิงคโปร์และฮ่องกง ถือว่ามีส่วนอย่างมากที่ทำให้พาร์ค 24 มีกลยุทธ์ทางการตลาดแบบคาดไม่ถึง และกลับได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้ซื้อ

พสุ กล่าวว่า แคมเปญ “หุ้นแลกคอนโด” ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีและถือว่าสำเร็จ เพราะ 2 เดือนที่มีแคมเปญนี้มีนักลงทุนนำหุ้นมาแลกหรือมาดาวน์คอนโดประมาณ 10 ห้อง จากเป้าหมายที่คาดหวังไว้ 20 ห้อง ซึ่งเป็นไปได้ว่าขณะนี้ตลาดหุ้นไทยได้พลิกกลับมาดูดีขึ้น จึงทำให้นักลงทุนเลือกที่จะถือหุ้นไว้เองแทนที่จะนำมาแลกเป็นเงินดาวน์คอนโด

ขณะที่เขาคิดแคมเปญ “หุ้นแลกคอนโด” นั้นตลาดหุ้นมีความผันผวนมาก และทางทีมผู้บริหารก็รู้จักกับกลุ่มนักลงทุนและมองว่าในยามที่ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนมีหุ้นที่ติดพอร์ตอยู่ จึงอยากที่จะทำให้นักลงทุนมีโอกาสและกระจายความเสี่ยงออกมาจากหุ้น โดยให้นำหุ้นที่ติดอยู่แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องเป็นหุ้นใน SET50 นำมาแลกเป็นในห้องคอนโด โดยทางโครงการจะคำนวณราคาหุ้นที่จะนำมาใช้เพื่อแปรสภาพเป็นเงินดาวน์ให้ที่ดัชนีและราคาหุ้นตัวนั้นสูงสุด ซึ่งบริษัทได้ยอมรับความเสี่ยงในส่วนของราคาหุ้นที่ได้คำนวณไปให้กับนักลงทุน ในช่วงที่ดัชนีสูงสุด ณ วันที่ 13 ก.พ. 2558 ที่ 1,615 จุด

“เรามีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวและธุรกิจอสังหาฯ เป็นตัวผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย โดยมอบช่องการลงทุนทางเลือกใหม่ในตลาดอสังหาฯ ซึ่งนับเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง เห็นได้จากการที่ราคาที่ดินมีแต่เพิ่มมูลค่าสูงขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะในทำเลที่ดีเยี่ยม ยิ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อปัจจัยผันผวนน้อย เมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ และหากย้อนกลับไปช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง จะเห็นได้ชัดว่าธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่มีการฟื้นตัวได้เร็วกว่าธุรกิจอื่น เราเชื่อว่าการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นไปยังอสังหาฯ จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า จึงเป็นที่มาของแคมเปญการตลาดแนวใหม่”

 

หากเปรียบเทียบสภาพคล่องระหว่างหุ้นกับคอนโดแล้ว หุ้นมีสภาพคล่องและสามารถเปลี่ยนมือได้ดีกว่าคอนโด แต่ในทางกลับกัน คอนโดหากมีไว้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ และอนาคตก็จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นตามราคาประเมินที่ดินที่เพิ่มขึ้น ยิ่งโครงการของบริษัทอยู่ในทำเลที่ดี นับวันที่นานขึ้น มูลค่าก็เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ราคาที่ดินในย่านนี้อยู่ที่ตารางเมตรละกว่า 1.75 แสนบาท จากก่อนหน้านี้ราคาถูกกว่านี้

เขาคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะประสบความสำเร็จ และจะใช้แคมเปญที่หวังผลได้มาก และมีการพูดถึงกันแต่ใช้เงินน้อยหน่อย จึงต้องใช้สมองมากหน่อยในการคิด และหากดูประวัติลูกค้าที่เข้ามาซื้อโครงการจะเห็นว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีการซื้อเพื่อลงทุน ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าที่เป็นนักลงทุนด้วย สุดท้ายจึงเป็นที่มาของแคมเปญนี้และถือว่าสำเร็จ เพราะนอกจากใช้เงินน้อยแล้วลูกค้าและผู้คนพูดถึงกันมาก

พสุ กล่าวว่า การตัดสินใจนำพาชีวิตของตัวเองกลับมาทำธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว ที่คุณย่าเป็นผู้ก่อตั้ง ส่วนหนึ่งเพราะชอบธุรกิจอสังหาฯ และหลังจากทำงานกับสถาบันการเงินต่างชาติมากว่า 7 ปี มีความคิดที่อยากจะหาหรืออยากจะทำอะไรที่ทำเอง ตัดสินใจวางแผนเองมากกว่าจากการที่ต้องทำงานตามหน้าที่ ซึ่งถือว่าระยะเวลา 8 เดือน กับการเข้ามาร่วมบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท ถือว่าโอเค ซึ่งในการตัดสินใจต่างๆ คุณพ่อก็ให้สิทธิในการทำงานเต็มที่ แต่มีการหารือหรือขอความคิดเห็นจากคุณพ่อ เพราะประสบการณ์ของคุณพ่อในด้านต่างๆ นั้นมีมากมาย และก็เลือกที่จะใช้ประสบการณ์จากคุณพ่อนำมาพัฒนาและหยิบมาใช้ในการบริหารงานเช่นกัน

“การทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิต คุณพ่อให้สิทธิเต็มที่ในเรื่องของการคิด การเลือกที่จะเรียนเลือกที่จะทำงานเอง ซึ่งในส่วนตัวของผม ผมชอบเรียนในเรื่องของตัวเลข เพราะคิดเสมอว่าการเรียนในเรื่องของตัวเลขนั้นมันตรงๆ ได้ผลออกมาอย่างไรก็อย่างนั้น มันมีเหตุมีผล สามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลข แต่ก็ไม่แปลกหากในการใช้ชีวิตบางเรื่องบางอย่างผมก็จะปรึกษาคุณพ่อเพราะถือว่าประสบการณ์ที่มีสามารถนำมาใช้ได้ในการใช้ชีวิตและการทำงาน”

เส้นทางการทำงานของพสุ ในต่างประเทศนั้นเริ่มต้นหลังจากจบปริญญาโท ครั้งแรกทำงานอยู่ที่สิงคโปร์และฮ่องกง เริ่มต้นที่บริษัท เอบีเอ็นแอมโร ที่สิงคโปร์ ในตำแหน่งแอสโซซิเอท ด้านตราสารทางด้านการเงิน ซึ่งทำอยู่กว่า 1 ปี และเมื่อเกิดวิกฤตซับไพรม์ อาร์ บี เอส (รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์) ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 4 ของโลก ก็เข้ามาซื้อและเขาก็ต้องทำงานที่สำนักงานสิงคโปร์ ซึ่งก็ยังรับผิดชอบในเรื่องของตราสารหนี้ที่ออกใหม่และดูในเรื่องของการขายตราสารอนุพันธ์ทางด้านบริหารความเสี่ยง และสุดท้ายคือร่วมงานกับทางธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดที่สิงคโปร์ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดด้านอนุพันธ์ในการบริหารความเสี่ยง ซึ่งก็ยอมรับว่าประสบการณ์การทำงานในด้านการเงินที่ทำมาต่อเนื่องนั้น ทำให้ในวันนี้ในการทำงานในบริษัทของครอบครัวนั้นสามารถนำประสบการณ์ที่ผ่านมานำมาใช้ได้อย่างมีคุณค่า

พสุ บอกว่า การทำธุรกิจอสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนสูง ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนและจัดโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมกัน ซึ่งในส่วนของบริษัท พราว เรียล เอสเตท นั้นนอกจากจะทำโครงการคอนโดแล้ว ยังมีในส่วนของสวนน้ำ โรงแรม และรีเทลมอลล์ ที่ร่วมกับกลุ่มเดอะมอลล์ที่จะพัฒนาที่หัวหิน ซึ่งการวางโครงสร้างทางธุรกิจแบบนี้ก็เพื่อในระยะเริ่มต้นของธุรกิจระหว่างที่คอนโดอยู่ระหว่างการขายและการก่อสร้างจะใช้เวลากว่าจะโอนห้องให้กับลูกค้าได้ และกว่ารายได้จะเข้ามาระหว่างนี้ บริษัทก็จะมีรายได้จากธุรกิจสวนน้ำและธุรกิจรีเทลมอลล์ และอนาคตเมื่อคอนโดแล้วเสร็จและโอนรายได้หลักจะมาจากการขายคอนโดซึ่งมองว่าบริษัทจะสามารถโอนคอนโดให้กับลูกค้าได้ประมาณปี 3 ปีครึ่ง นับจากวันที่เริ่มเปิดโครงการเมื่อเดือน พ.ย. 2556

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอรายได้เข้ามาอย่างเต็มที่จากการโอนระหว่างนี้ก็จะต้องจัดเงินให้เกิดความเหมาะสม ซึ่งเงินส่วนหนึ่งประมาณ 60% ก็จะมาจากสถาบันการเงิน ซึ่งในส่วนของบริษัทนั้นได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งก็ต้องบอกว่ามีความมั่นใจพอสมควรกับโครงการพาร์ค 24 เพราะทำเลที่ดีมาก และอีก 30% ก็เป็นเงินที่มาจากเงินทุนและบางส่วนก็คือเงินดาวน์จากลูกค้า

“การทำคอนโดยอมรับว่าความมั่นใจของลูกค้าจะมาเต็ม 100% ก็ต่อเมื่อโครงการก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่างและเกือบแล้วเสร็จนั้นเอง แต่ด้วยทำเลที่ตั้งและความตั้งใจ ความมั่นใจทั้งหมดที่มีเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจอสังหาฯ แน่นอน ส่วนอนาคตพสุจะได้รับความไว้วางใจและจะถูกวางให้เป็นทายาทในการทำธุรกิจอสังหาฯ ในบริษัทที่คุณย่าก่อตั้งมาหรือไม่นั้น เขากล่าวว่า ต้องไปถามคุณย่า แต่ในวันนี้ผมจะทำทุกอย่างให้ดีและสำเร็จที่สุด”

ต้นแบบสำหรับเขาในด้านการเงิน คือ พิชัย ชุณหวชิร อดีตมือการเงินในบริษัท ปตท. หรือประธานกรรมการ บริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP)ที่พสุบอกว่าได้พูดคุยหรือรับฟังคำสอบจากพิชัยเพียงแค่ 1 ชั่วโมง เท่ากับเรียนในชั่วโมงเรียนในด้านการเงินประมาณ 3 เดือน

พสุเคยมีส่วนร่วมในการนำบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ออกไปขายหุ้นกู้สกุลเงินต่างประเทศครั้งแรกหลังจากเกิดวิกฤต ในฐานะที่ปรึกษาการเงินระหว่างทำงานที่เอบีเอ็น แอมโร ที่มีส่วนในความสำเร็จในการขายตราสารสกุลเงินต่างประเทศของ PTTEP ด้วย

‘หุ้นแลกห้อง’

1 โครงการโปรโมชั่นนี้สงวนสิทธิสำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น

2 หุ้นที่จะนำมาแลกจะต้องมีต้นทุนจากการลงทุนสูงกว่าหรือเท่ากับราคาปิดของหุ้นในวันโอนหุ้นเท่านั้น

3 นักลงทุนจะต้องแสดงหลักฐานต้นทุนที่ได้มาของหุ้นดังกล่าวแก่ทางโครงการ

4 ในการคำนวณจำนวนหุ้นเพื่อทำรายการนี้ โครงการจะนำเงินดาวน์ห้องชุด 20%(หักด้วยเงินจอง) มาหารด้วยราคาหุ้น SET50 ที่จะใช้ทำรายการ โดยจะใช้ราคาปิดของหุ้น SET50 แต่ละบริษัทณ วันที่ 13 ก.พ. 2558

5 โปรโมชั่นดังกล่าวกำหนดให้เฉพาะนักลงทุนที่ตัดสินใจซื้อโครงการพาร์ค 24 เฟส 2เพียง 20 ยูนิตเท่านั้น

6 บริษัทขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดๆในโครงการโปรโมชั่นนี้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

 

สยามกรีนสกาย พื้นที่สีเขียวแห่งการเรียนรู้เกษตรกรรมเมือง

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2558 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/397904

สยามกรีนสกาย พื้นที่สีเขียวแห่งการเรียนรู้เกษตรกรรมเมือง

โดย…โจนาสเตเชีย ภาพ : สยามสแควร์วัน

พิกัดบอกชัดว่าอยู่สยามสแควร์ แต่ว่าหาไม่เจอ อยู่ไหนน้า นาข้าวที่เขาร่ำลือกัน ถามวัยรุ่นแต่งตัวแนวๆ ฮิปๆ กลับทำหน้างง แถมบางคนยังตีมึนใส่ มีด้วยเหรอพี่ มีสิ ยืนยันเสียงเข้มพร้อมสีหน้าจริงจัง (555)

แล้วคำตอบก็มาออกที่ศูนย์การค้า “สยามสแควร์วัน” กดลิฟต์ขึ้นชั้น 7 หรือเรี่ยวแรงขาแข้งแข็งแรงเรียนเชิญให้ไต่บันไดเลื่อน ถึงจุดหมายแล้วก็จะเจอ “สยามกรีนสกาย” หรือ “ศูนย์เรียนรู้เกษตรกรรมเมือง”

แทบไม่ลังเลที่จะขอพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง ขยับเข้าไปใกล้ ใกล้อีกนิด ต้นข้าวยืนต้นท้าทายสายลมแสงแดด ท่ามกลางตึกสูงและเสียงดนตรีป๊อป ของจริง ไม่ใช่ของปลอม บางต้นกำลังแตกกอ ใบเขียวขจี ชวนตื่นตาตื่นใจไม่เบา คนเมืองที่ไม่เคยเห็นแปลงนาและต้นข้าวมาก่อน ยากนักที่จะเก็บอาการไว้ได้

ไม่ต้องเสียแรงเสียเวลาไปดูนาข้าวที่สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา แวะมาสยามสแคร์ก็ได้เห็น แต่แค่เป็นบุญตานั่นคงไม่ใช่เป้าหมายใหญ่ เพราะเมื่อถามไถ่ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “บุญส่ง  ศรีสว่างเนตร” ก็ได้รับคำตอบว่ามันคือหนึ่งความตั้งใจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ริเริ่มแนวคิดให้ที่นี่เป็นสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมถึงเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรกรรมเมือง เพื่อมุ่งสร้างประสบการณ์ตรงให้คนเมืองได้เรียนรู้องค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม เช่น พืชสวน พืชไร่ ผักสวนครัว และดอกไม้ นอกจากนั้นยังหวังจะนำเสนอนวัตกรรมความก้าวหน้าอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม

 

“เป็นสวนลอยฟ้าที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในด้านทัศนียภาพ ศิลปะ ภูมิสถาปัตย์ที่สวยงาม ด้านการศึกษาก็ถือว่าเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพันธุ์พืช พันธุ์ไม้ การเพาะปลูก การดูแลและการจัดการ ที่สำคัญ ด้านสิ่งแวดล้อม ที่นี่คือแหล่งรองรับน้ำที่สำคัญของพื้นที่ ช่วยให้เกิดการชะลอการไหลของน้ำเมื่อเกิดฝนตก ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของพื้นที่ได้ดีขึ้น ลดอุณหภูมิความร้อนภายในอาคารลงได้ 3-4 องศาเซลเซียส ลดอุณหภูมิภายนอกในบริเวณพื้นที่สีเขียวลงได้มากถึง 7 องศาเซลเซียส สามารถประหยัดค่าไฟลงต่อปีได้มากถึง 2,000 บาท ต่อการปลูก 1 ตารางเมตรเลยทีเดียว”

สยามกรีนสกายตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 2,000 ตารางเมตร เป็นรูปธรรมและส่งต่อให้เกิดสิ่งดีๆ ต้องขอยกนิ้วให้ภาควิชาพฤษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เล็งเห็นประโยชน์ส่วนรวมจึงริเริ่มเปลี่ยนแปลงหลังคาศูนย์การค้ากลางใจเมืองให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรกรรม สร้างทัศนยภาพสีเขียวให้ผู้มาเยือนได้สบายตา ใครจะอาศัยช่วงเวลาสั้นๆ พักผ่อนหย่อนใจก็ไม่เลว หรือจะเข้าไปศึกษาเรียนรู้ด้านการปลูกพืชและพันธุ์ไม้ต่างๆ ศูนย์เกษตรกรรมเมืองก็ยินดี

 

การจัดแบ่งพื้นที่สยามกรีนสกายจะแบ่งออกได้ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ แปลงเกษตรก้าวหน้า แปลงพืชนานาพันธุ์ และแปลงสวนสวยปลูกง่าย พื้นที่ส่วนแรกมีขนาดใหญ่ที่สุด จัดแสดงนวัตกรรมการเพาะปลูกด้วยระบบแสงอาทิตย์ ห้องสาธิต และผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากขยะร้านค้า การปลูกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีทั้งพันธุ์ไม้สวยงาม พืชสมุนไพร พืชผักสวนครัว จนถึงปลูกข้าวไร่ พื้นที่ส่วนที่สอง แปลงพืชนานาพันธุ์ จัดแสดงพืชพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด สามารถนำไปเป็นแนวทางในการเพาะปลูกได้เองที่บ้าน พื้นที่ส่วนที่สาม แปลงสวนสวยปลูกง่าย จัดแสดงพืชพรรณที่ไม่ต้องการ การดูแลรักษามาก

นอกจากพื้นที่บริเวณแปลงปลูก ยังสอดแทรกผลงานแสดงศิลปะกลางแจ้งด้วยการเปลี่ยนพื้นที่บริเวณผนังท่ออาคารระบายอากาศให้เป็นผนังแต่งแต้มงานศิลปะจากเหล่าศิลปินชื่อดังในโครงการศิลป์สรรค์สยามอีกด้วย เป็นอาหารตาแกล้มอาหารใจในคราวเดียวกัน

จะนาข้าวหรือว่าแปลงพืชนานาพันธุ์คงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนเมืองอีกต่อไป อยากเห็นต้องได้เห็น อยากเรียนรู้ก็มีให้ศึกษา ลองหาเวลาแวะไปเยี่ยมชม อย่าให้พลาดโอกาสดีๆ เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธและวันเสาร์ (หนึ่งวันมี 3 รอบ 10.30-11.30 น./14.30-15.30 น./16.30-17.30 น.) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ไปถึงแล้วมีข้อสงสัย บุคลากรผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้ข้อมูล แนะนำ ถ่ายทอด และแบ่งปัน มากกว่านั้นยังมีการจัดอบรมแก่ผู้ที่สนใจในองค์ความรู้ต่างๆ เช่นว่า การปลูกผักไร้ดิน การปลูกข้าวไร่ในสวน เทคนิคการจัดสวนเกษตรบนคอนโดมิเนียม ฯลฯ สำหรับนักช็อปทั้งหลาย ไม่นานเกินรอได้จุใจกับตลาดนัดผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหารปลอดภัย สอบถามรายละเอียด โทร. 09-9001-8514 หรืออัพเดทกิจกรรมได้ที่ Facebook.com/siamgreensky

 

ทายาทหัตถศิลป์ ผู้สร้างสิ่งโบราณอันทันสมัย

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/397319

ทายาทหัตถศิลป์ ผู้สร้างสิ่งโบราณอันทันสมัย

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

สุภาษิต “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” จะเป็นจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับทายาทที่ตอนนี้สังคมกำลังทวงถามผู้สืบทอดมรดกทางปัญญาเพื่อรักษาเอกลักษณ์ชาติไทย หนึ่งในนั้นคือ หัตถศิลป์ งานประณีตจากสองมือที่ยังยืนหยัดในกระแสอุตสาหกรรม ทว่าผู้รับมรดกรุ่นปัจจุบันเขาคิดและทำอย่างไร

อังคาร อุปนันท์

ทายาทเครื่องเงินชั้นสูง

ถ้าให้สรุปประวัติของ อังคาร อุปนันท์ทายาทเครื่องเงินแห่งบ้านกาด จ.เชียงใหม่ อาจกล่าวได้ว่า เขาคือชายผู้เคยหลงทาง แต่สุดท้ายก็กลับบ้านเพราะหนีไม่พ้นเงาตัวเอง

อังคารค้นหาตัวตนด้วยการลองเรียนไปเรื่อยๆ ทั้งคณะการบัญชี การโรงแรม การท่องเที่ยว กฎหมาย ผ่านมาแล้ว 5 มหาวิทยาลัย จนสุดท้ายไปหยุดที่คณะจิตรกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาไทยวิจิตรศิลปเชียงใหม่ และงานแรกที่ทำคือเป็นศิลปินวาดรูปขายที่ถนนคนเดิน

“งานศิลปะในเชียงใหม่เมื่อสิบปีที่แล้วมันขายไม่ได้ มันตาย ‘อังคารกล่าว’ หมายถึงงานที่คนวาดมันสนองตอบธุรกิจโรงแรมจนเกินไป ทำให้งานศิลป์มีราคาถูก ทำเพื่อขายส่งมากขึ้น แต่งานศิลปะที่ผมทำมันมีค่ามากกว่านั้น”

อังคาร อุปนันท์

 

ประจวบกับเวลานั้น เขาพบเพื่อนสาวผู้จุดประกายด้วยคำถามที่ว่า “ทำไมไม่กลับไปทำในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว” เขาจึงกลับบ้าน กลับไปหยิบจับเครื่องมือทำเครื่องเงินยัดลาย (Filigree) ที่สมัยเด็กเคยคลุกคลีกับมันมา อังคารเล่าให้ฟังว่า งานยัดลายมีมาตั้งแต่ 5,000 ปีที่แล้ว เริ่มที่อียิปต์เข้ามาทางอินเดีย จีน และสู่ประเทศไทย โดยพ่อแม่ของเขาศึกษาวิธียัดลายจากชาวจีนคนหนึ่งที่อพยพมาอยู่ที่ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ แล้วทำเป็นเครื่องประดับส่งขายที่วัวลายและสันกำแพง กระทั่งปัจจุบันท่านทั้งสองก็ยังทำอยู่นับเป็นเวลากว่า 60 ปี

“การสอนของพ่อแม่คือไม่สอน เขาไม่เคยยัดอะไรให้เลย ไม่เคยบอกว่าเราต้องสืบทอด แต่เขาให้เราเลือกเองว่าอยากทำอะไร ตอนเด็กๆ ก็ไม่คิดว่าจะทำงานที่พ่อแม่ทำ มันคงเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่มักจะมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเกินไป” ทว่าอังคารเคยจับงานยัดลายมาตั้งแต่ยังเล็กผ่านการรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ เป็นค่าขนม และสิ่งนั้นก็ติดตัวมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้เมื่อกลับมาจับงานนี้อีกครั้งจึงสามารถทำได้ทันที

 

อังคารและแฟน (หงษ์ศรา จันทร์พัฒน์) สร้างแบรนด์อังศา (Angsa) ออกเสียงว่า อังซา ตั้งแต่ปี 2552 หรือตั้งแต่วันที่เขากลับบ้านไปหาพ่อแม่ โดยเน้นไปที่งานเครื่องประดับเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงงานยัดลายและนำความงามนี้ติดตัวไปได้ทุกที่ เขาทั้งสองเริ่มจากการเปิดร้านขายเองในห้างสรรพสินค้าที่เชียงใหม่และฝากขายตามร้านเพื่อน ซึ่งกระแสตอบรับดีจนแทบผลิตไม่ทัน แต่เพราะการทำงานเพื่อส่งออร์เดอร์นี่เองที่ทำให้ทั้งสองคนต้องมาทบทวนใหม่ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเพื่ออะไร

“มันเหนื่อยมากเลยครับ เราต้องทำงานแบบซ้ำๆ อันไหนที่ขายดีก็ต้องทำอันนั้นมากๆ เพื่อสนองตลาดให้ไว้ ทำให้เราไม่มีเวลาคิดแบบใหม่ๆ เลย เราเลยตัดสินใจเอาของออกหมดเลย ปิดร้าน แล้วหาที่ทางเปิดสตูดิโอแทน การผลิตชิ้นงานก็เปลี่ยนมาทำแค่ชิ้นเดียว เราจะได้คิดแบบใหม่ๆ ได้ทุกวัน ถ้าเราทำงานยัดลายเป็นแบบอุตสาหกรรม คุณค่าของมันจะหายไปตามมูลค่าที่เราตั้ง แล้วมันก็จะเป็นงานศิลปะที่ตายไปแล้ว” อังคาร กล่าว

งานยัดลายรุ่นใหม่มีการนำความทันสมัยใส่เข้าไป เช่น เม็ดมะยม ของเล่นสมัยเด็กที่นำมาใส่ลวดลายแล้วเปลี่ยนการใช้งานให้เป็นเครื่องประดับ หรืองานที่หลุดจากแบบเดิมไปเลยคือ การฉลุและการติดกล่อง เขากล่าวว่า ปกติงานยัดลายจะอยู่บนรูปทรงธรรมชาติอย่างใบไม้ ปีกผีเสื้อ ปีกแมลงปอ แต่เขาเลือกเทคนิคติดกล่องและใส่บานพับให้มันขยับได้ ภายใต้แนวคิดจะทำอย่างไรให้สิ่งที่มีอยู่มาเนิ่นนานสามารถนำไปใช้ในอนาคต นอกจากนี้เพราะการทำงานแบบมาสเตอร์พีซทำให้แบรนด์อังศาเป็นที่รู้จัก รวมถึงการออกงานแฟร์และการประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊กก็ทำให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น

ตอนนี้อังคารตัดเรื่องเงินเป็นปัจจัยรองแล้วนำความสุขของตัวเองเป็นที่ตั้ง ทั้งยังเริ่มเผยแพร่ภูมิปัญญางานยัดลายแก่คนทั่วไปผ่านการสาธิตที่สตูดิโอและมีความตั้งใจจะทำเป็นหลักสูตรเข้าสถานศึกษา “ผมว่างานศิลปะมันไม่จำเป็นต้องสืบทอดโดยคนสายเลือดเดียวกันแต่เป็นใครก็ได้ที่รักมันจริงๆ”

 

 

เขากล่าวว่า คุณสมบัติหลักของการเป็นศิลปิน คือ ความทุ่มเท การหมกมุ่นอยู่กับมันนานๆ อย่างงานยัดลายมันทำให้ไม่ยุ่งกับเรื่องคนอื่น แต่จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าจนรู้สึกว่า 24 ชั่วโมงยังน้อยไป หงษ์ศรา (แฟนของเขา) พิสูจน์แล้วว่าใครๆ ก็เป็นทายาทงานยัดลายได้ จากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องงานศิลปะเลย แต่เพราะนิสัยชอบเครื่องประดับ พอได้ศึกษาแล้วหลงรัก จึงลองทำและทำไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เธอรับหน้าที่ผลิตงานยัดลายแบบโบราณ ส่วนอังคารเป็นคนสร้างสรรค์ลูกเล่นใหม่ๆ เข้าไปในงาน

ล่าสุด อังคารได้รับรางวัลสุดยอดดีไซเนอร์แห่งปี 2558 แผนกการออกแบบสินค้า ในงานการออกแบบของเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Awards) นับเป็นความสำเร็จขั้นต้น ส่วนความฝันสูงสุดของเขาคือเป็นศิลปินแห่งชาติและอยากให้งานไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์เพื่อให้มันกลายเป็นมรดกของชาติที่ยังไม่ตาย

 

สุขจิต แดงใจ ทายาทผ้าย้อมคราม

ผ้าย้อมครามเคยหายไปจากประเทศไทยเมื่อ 70 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องเล่าจากแม่ประไพพันธ์ แดงใจ ส่งต่อให้ลูกสาว มอญ-สุขจิต แดงใจ เธอเล่าว่า 23 ปี ที่แล้วคุณแม่เฝ้าตามหาคนมือดำอยู่ที่ตลาดบ้านนาดี จ.สกลนคร เพื่อหาคนเฒ่าคนแก่ที่ย้อมครามเป็น ใช้ความอดทนอยู่ 3 ปี จนพบยายคนนั้นแต่ปัญหาต่อไป คือ ไม่มีต้นคราม ต้องใช้เวลาอีก 1 ปีไปตามหาต้นครามในป่า จากนั้นศึกษาวิธีสกัดครามอีก 1 ปี สู้กับมันจนทำเป็นผ้าย้อมครามได้สำเร็จ แต่ขณะที่ทุกอย่างจะไปได้สวยก็เจออีกปัญหาใหญ่ เพราะทัศนคติของคนทั่วไปเห็นผ้าย้อมครามเป็น ผ้าชาวนา ผ้าคนจน

“แม่กับมอญนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ นำผ้ามาขาย แต่คนรู้จักแต่หม้อห้อมอย่างเดียว ยังไม่มีคนรู้จักว่าผ้าย้อมครามคืออะไร ทำให้ไม่มีใครอยากใส่ มันเลยฝังใจมอญมาตั้งแต่ตอนนั้น”

กระทั่งเธอได้ไปเรียนภาษาที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้เธอรู้ว่าคนญี่ปุ่นก็ทำผ้าย้อมคราม แต่มันไม่ได้เป็นผ้าชาวนาอย่างที่คนไทยดูถูก มันคือผ้าของชนชั้นสูงและราคาแพง ประกอบกับตอนนั้นเธอกำลังศึกษาด้านบริหาร จึงมองเห็นโอกาสทางการตลาดเป็นครั้งแรก

สุขจิต แดงใจ

 

“ที่ญี่ปุ่นขายแจ็กเกตผ้าย้อมครามตัวละ 6 หมื่นบาท แต่บ้านเราขาย 600 บาท มันคือส่วนต่างราคามหาศาล ถ้านำผ้าของเรามาขายที่ญี่ปุ่นต้องได้เงินเยอะมาก ตอนนั้นคิดไปไกล เลยกลับมาบ้าน กลับมาทำต่อกับคุณแม่ ความอยากรวยทำให้เราอยากทำผ้าย้อมคราม (หัวเราะ)”

หลังจากการเปิดโลกครั้งนั้น ทำให้เธอสมัครเรียนด้านแฟชั่นดีไซน์ที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์อีก 2 ปี ซึ่งทุกครั้งที่ทำคอลเลกชั่นผ้าส่งครู เธอจะใช้ผ้าย้อมครามจากที่บ้านเป็นวัสดุ กลายเป็นว่าเธอเป็นความแตกต่างในรุ่นเพราะเป็นคนเดียวที่ใช้ผ้าไทย ครูต่างชาติยังบอกกับเธอว่า มอญ คือ ความแตกต่างของวงการและเป็นสิ่งที่ชาวยุโรปตามหามานาน

สุขจิต แดงใจ

 

“มอญถูกฝังหัวเรื่องการบริหารมา ดังนั้นเราต้องหาจุดแข็งที่คนอื่นไม่มี ในขณะที่วัยรุ่นคนอื่นเขาเก่งคอมพิวเตอร์ แต่เราย้อมผ้าได้ ถึงแม้มันจะเป็นโนว์ฮาวพื้นๆ แต่มันไม่ใช่โนว์ฮาวทั่วไปที่ใครๆ ก็มี มอญเลยเหมือนเป็นตัวแทนเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเก่าๆ กับแม่กับยาย ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างความเก่าและใหม่ซึ่งมันทำให้ผ้าไทยไปต่อได้” และเพราะการเรียนครั้งนั้นที่ต้องทำผ้าเองทุกกระบวนการทำให้เธอเข้าไปอยู่ในโลกผ้าย้อมครามอย่างเป็นแท้จริง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดของคนสองยุคก็มีจุดขัดแย้งกัน มอญ เล่าว่า ช่วงแรกแม่ยังไม่ยอมให้นำผ้ามาตัดเป็นหมวกเป็นเสื้อ เพราะแม่ยังเห็นผ้าครามเป็นของแพงและต้องใช้เป็นผ้าซิ่นเท่านั้น เธอกับแม่จึงต้องปรับทัศนคติกันสักพักกระทั่งแม่ยอมรับได้ว่ามันคืองานดีไซน์ ปัจจุบันแบรนด์ผ้าย้อมคราม ฑีตา ที่แม่ประไพพันธ์สร้างมาตั้งแต่ปี 2535 มีลูกค้าเป็นวัยรุ่นมากขึ้นเพราะสามารถซื้อไปใส่เดินสยามได้แบบไม่ต้องอายใคร

 

“คนรุ่นใหม่ไม่ได้รังเกียจผ้าไทยนะ เขาแค่ไม่รู้ว่าจะใส่ให้มันเข้ากับยุคสมัยยังไง แต่ตอนนี้ผ้าย้อมครามกลายเป็นความสากลแล้ว” มอญ กล่าว “จริงๆ แล้วผ้าย้อมครามเป็นวัสดุสำหรับอนาคตนะ เพราะมันเป็นผ้าที่ไม่ทิ้งอะไรไว้ข้างหลังเลย เราปลูกฝ้ายเอง สีย้อมครามก็มาจากใบคราม มะขามเปียก ปูนกินหมาก น้ำเหลือทิ้งก็นำไปเป็นปุ๋ย เทลงน้ำก็สร้างออกซิเจนให้ปลา หมาที่บ้านชอบกินน้ำย้อมผ้ามาก ถ้าไม่มีพลังงานเราก็ยังเหลือสิ่งทอนี้ไว้ใช้ได้”

ผ้าย้อมครามยังทำให้เธอเปลี่ยนทัศนคติการใช้ชีวิต จากวัยรุ่นที่อยากรวยอยากมีเงินมากๆ กลายเป็นคนที่หาความสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งเงิน เธอเล่าเหตุการณ์ในวันหนึ่งขณะนั่งย้อมผ้าอยู่ริมคลอง “ตอนนั้นปลาก็มา ผีเสื้อก็มา หมาก็มานั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ แล้วอยู่ดีๆ มันก็รู้สึกมีความสุขขึ้นมา นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกว่าความสุขมันไม่ต้องใช้เงินซื้อ มันมีความสุขมาจากข้างใน กลายเป็นว่าครามสอนเราเยอะมาก”

 

นอกจากนี้ พออยู่กับครามบ่อยๆ มันทำให้เธอหยุดมองตัวเองแล้วคิดถึงคนรอบข้างมากขึ้น อย่างผ้าย้อมครามที่เธอทำก็แจกจ่ายให้คุณยายในหมู่บ้านช่วยกันทอผ้า เวลามีคนมาซื้อผ้าเธอก็สามารถเล่าได้ว่าผ้าผืนนั้นทอจากยายคนไหน สร้างเรื่องราวให้ผ้าแต่ละผืนและทำให้ยายเหล่านั้นไม่ถูกลืม

“เราทุกคนรู้ว่าเวลามันแพง เวลามันเอาคืนมาไม่ได้ แต่ของที่ใช้เวลากลับเป็นของไม่มีค่า”

ขณะนี้มอญมีหน้าที่เป็นคนออกแบบสินค้า ส่วนแม่ประไพพันธ์เป็นคนออกแบบลายผ้า แบรนด์ฑีตาจะทำให้ผ้าย้อมครามไม่หายไป

ประเทศไทยมีศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. (SACICT) ที่ได้จัดตั้งโครงการ SACICT Craft Trend เทรนด์หัตถกรรมร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมสนับสนุนงานดีไซน์ที่ไม่ทิ้งรากมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม รวมถึงทำงานร่วมกับนักออกแบบร่วมสมัยและช่างหัตถศิลป์ของไทย เพื่อนำเสนอแนวโน้มงานหัตถกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน คนทั่วไปสามารถชมงานหัตถศิลป์ไอเดียบรรเจิด ได้ที่ห้องนิทรรศการ SACICT Craft Trend ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ จ.พระนครศรีอยุธยา

 

หากอยากได้ทําไมไม่ทํา หากอยากเป็น…ทำไมไม่เปลี่ยน

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/397248

หากอยากได้ทําไมไม่ทํา หากอยากเป็น...ทำไมไม่เปลี่ยน

โดย…ดำรงค์ พิณคุณ

ปัญหาของมนุษย์ 90% คือเมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น แล้วเราก็อยากเป็นไปตามสิ่งเร้านั้น เช่น คนอยากได้รถยนต์ที่แจกรางวัลจากน้ำดื่มเปิดขวด หรือบ้านหลังใหญ่จากการจับสลาก หรือการถูกหวยรางวัลที่ 1

แต่คนทั้งหลายเหล่านี้ไม่ค่อยจะหาวิธีลงมือทําอย่างเหมาะสม

เพราะว่า…ฉันไม่รู้ว่า…ต้องทําอย่างไร? เมื่อไม่รู้ว่าต้องทําอย่างไร…จึงหวังที่จะรวยทางลัด

หรือมีสิ่งของมากมายด้วยวิธีการใช้โชคช่วย

ปัญหาถัดมา คือ การรวยทางลัด เหมือนกับการหลงงมงาย หรือการเล่นการพนัน

หากคนเล่นการพนัน แล้วรวยทุกคน…ก็ดีนะสิ ความจริงคือเจ้ามือรวยคนเดียว

ส่วนที่เหลือ คือ แมงเม่าบินเข้ากองไฟ

เมื่ออยากได้หรืออยากเป็น

สิ่งที่ต้องทํา คือ การหาความรู้แล้วเดินเข้าหาเป้าหมายเรา

ชีวิตอย่างที่ต้องฝ่าฟัน มีให้เห็นทาง TV เกือบทุกวัน

ไม่ว่าจะเป็น AF จาก True / The Voice / The Star

คนหนุ่มสาวทั้งหมดที่เข้ามาในรายการนั้น…ไม่ใช่โชคช่วย

พวกเขาพยายามแล้ว…พยายามอีก

ผู้ใหญ่บางคนไม่เห็นคุณค่าของคนหนุ่มสาวที่พยายามเดินเข้าหาฝัน

แต่กลับโจมตีด้วยคําพูดเสียหาย หรือพิมพ์ด่ากันทางโซเชียล

หากเอาเด็กวัยรุ่นหลายๆ คนเป็นตัวอย่างที่ดีว่า “ความฝัน…มีไว้ให้เราทําให้เป็นจริง”

ก็พยายามเดินหน้าไป

ความฝันของมนุษย์ไม่ใช่แค่การเป็นนักร้องอย่างเดียวเท่านั้น รวมทุกอาชีพ ทั้งคุณครู วิทยากร นักแสดง ตํารวจ ทหาร นักบิน แอร์โฮสเตส หมอ พยาบาล

ผู้กํากับภาพยนตร์ โปรดิวเซอร์เพลง ผู้กํากับละครเวที ช่างภาพ และทุกอาชีพที่สุจริต

เมื่อเรามีความฝัน เราต้องมีความสามารถ บวกกับปัญญาที่เหมาะสม

เราจึงสามารถทําสิ่งนั้นได้ประสบความสําเร็จ

คนที่ทํางานแล้วไม่ประสบความสําเร็จ อาจจะมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่เป็นอุปสรรค

หรืออาจจะมีความสามารถไม่เพียงพอต่อเป้าหมายนั้น

ดังนั้น สิ่งที่ควรทําอันดับแรก คือ การฝึกฝนความสามารถให้เพียงพอ

ในเมื่อเรายังไม่เก่งพอ เราต้องหมั่นฝึกฝนตนเองให้ฉลาดและเก่งมากพอ

หากมนุษย์ไร้ซึ่งความฝันก็เปรียบได้กับการขับรถไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จุดหมายว่าจะไปที่ใด

ส่วนคนที่รู้ว่าตนเองต้องการจะไปที่ใด แต่กลับไร้ความสามารถ

นั่นหมายความว่า ท่านอาจจะมีทั้งรถยนต์ทั้งแผนที่ แต่ท่านขับรถไม่เป็น

แล้วจะก้าวต่อไปได้อย่างไร

 

10 กฎเหล็กเพื่อชีวิตคู่ที่แฮปปี้สุดๆ

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/397246

10 กฎเหล็กเพื่อชีวิตคู่ที่แฮปปี้สุดๆ

โดย…พุสดี

เมื่อตัดสินใจจะเริ่มต้นชีวิตคู่ ความสุขของเราก็ไม่ใช่เรื่องของตัวคนเดียวอีกแล้ว แต่มีอีกคนเข้ามาเกี่ยวเนื่องด้วย การใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุขไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ลองทำตาม 10 กฎเหล็กของ เจมส์ ไมเคิล ซามา นักพูดและนักเขียนเกี่ยวกับกับเรื่องความรักและความสัมพันธ์ ความสุข บล็อกและเว็บไซต์ของเขามีผู้อ่านกว่า 30 ล้านคน ในเวลาเพียงปีครึ่ง ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นหนทางที่ใช่ของคุณ

1.ยอมรับว่าคนข้างๆ คุณอาจไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ : จำไว้ว่าไม่มีใครบนโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ 100% คนเราทุกคนย่อมเคยทำอะไรผิดพลาดมาบ้าง ดังนั้นถ้าคุณเรียนรู้ที่จะรักใครสักคนต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวตนของคนคนนั้นทั้งด้านดีและไม่ดี

2.ยอมรับคำขอโทษของอีกฝ่าย : ดั่งสุภาษิตไทยที่ว่า สี่ตียังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เพราะฉะนั้นเมื่อใครก็ตามทำสิ่งที่ผิดพลาด เขาผู้นั้นสมควรที่จะได้รับการให้อภัย ถ้าคุณไม่สามารถยอมรับคำขอโทษจากอีกฝ่ายได้ เมื่อนั้นรอยร้าวในชีวิตคู่ของคุณจะก่อต้วขึ้น และทำให้ความรักของคุณทั้งคู่ไม่สามารถผ่านเรื่องราวผิดพลาดที่เกิดขึ้นไปได้

3.ยอมรับที่จะรับอดีตที่ผ่านมา ทุกคนย่อมมีอดีตของตัวเอง เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นรักแรกของกันและกัน แต่ถ้าไม่คุณต้องยอมรับในความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของเขาหรือเธอให้ได้

4.ยอมรับที่จะพูดคุยเมื่อเกิดปัญหา ไม่มีใครจะแก้ปัญหาได้ ถ้าไม่รู้ว่าต้นตอของปัญหาคืออะไร ถ้าหากอีกฝ่ายทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ แล้วคุณก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ อีกฝ่ายอาจไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และปัญหานี้ก็จะมาได้รับการแก้ไข เพราะฉะนั้นการพูดคุยสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจคือหนทางที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

5.ยอมรับที่จะเป็นผู้รับฟัง นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเราถึงมีสองหู หนึ่งปาก นั่นเพราะเราควรจะเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด เพราะไม่ว่าในความสัมพันธ์ใดๆ จำเป็นต้องใช้การสื่อสารแบบสองทาง

6.ยอมรับที่จะเป็นฝ่ายผิดบ้างในบางครั้ง ย้อนกลับไปที่ข้อ 1 ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ 100% เพราะฉะนั้นการยอมรับความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นบทเรียนให้คุณได้เรียนรู้และเติบโตขึ้น จำไว้ว่าไม่มีใครสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ด้วยการเป็นคนที่ทำอะไรก็ถูกไปหมดตลอดเวลา

7.ยอมรับในช่วงเวลาที่ร้ายและดี ในการใช้ชีวิตคู่ คุณไม่เพียงต้องอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายในวันฟ้าใส แต่ต้องพร้อมจะถือร่มอยู่เคียงข้างอีกฝ่ายในวันที่พายุฝนกระหน่ำ คุณต้องพร้อมจะเป็นทั้งคนรัก เพื่อน และทีมเวิร์กที่ดีของอีกฝ่าย

8.ยอมรับที่จะรับรู้ถึงความรักในรูปแบบของเขา/เธอ แต่ละคนมีวิธีการแสดงออกถึงความรักแตกต่างกันออกไปบางครั้ง เพราะความไม่เข้าใจดังกล่าว ทำให้แม้ฝ่ายหนึ่งจะแสดงความรักออกมา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้รับรู้เลย เพราะฉะนั้นทางทีดี คือ พยายามสื่อสารกันให้มากในการใช้ชีวิตคู่ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน

9.ยอมรับในความแตกต่าง คนสองคนที่เติบโตมาต่างกัน ย่อมมีมุมมองต่อโลกใบนี้ที่แตกต่างกัน มีวิธีมองโลกในแบบของตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าในชีวิตคู่อีกฝ่ายมีวิธีจัดการกับปัญหาที่แตกต่างจากคุณ ก็หมายได้ความว่าวิธีนั้นจะดีกว่า/แย่กว่า ถูกหรือผิด เพียงแค่แต่ละคนมีวิธีจัดการปัญหาในแบบของตัวเองก็เท่านั้น

10.ยอมรับในความเป็นตัวเอง ความรักคือการยอมรับ แต่ไม่ใช่การยอมรับเฉพาะคนข้างกายคุณ แต่หมายถึงทุกอย่างที่รายล้อมในความสัมพันธ์ของคุณ รวมทั้งตัวคุณเองด้วย จำไว้ว่าความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุด คือ การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวคุณเอง ถ้าคุณไม่สามารถทำให้ความสัมพันธ์นี้เป็นอย่างราบรื่นได้ ก็ไม่ต้องนึกถึงความสัมพันธ์อื่นๆ ที่จะตามมา

 

ไขประตูความสุข ด้วยกุญแจ 3 ดอก

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/397245

ไขประตูความสุข ด้วยกุญแจ 3 ดอก

โดย…พุสดี

คนบางคนใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อตามหาความสุขของชีวิต โจทย์ใหญ่ของชีวิตนี้อาจจะง่ายๆ ขึ้นด้วยผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยดีคิน ซึ่งค้นพบว่า 3 กุญแจหลักเพื่อนำไปสู่ความสุขของคนเรา ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ที่ดี ความมั่นคงทางการเงิน และเป้าหมายของชีวิต

คณะวิจัยของมหาวิทยาลัยดีคิน ทำการศึกษาจากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างกว่า 6 หมื่นคน จนได้ข้อสรุปดังกล่าว ซึ่ง ศ.กิตติคุณ โรเบิร์ต คัมมิน จากมหาวิทยาลัยดีคิน อธิบายถึงว่า การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะแม้แต่คนที่มีรายได้ต่ำ ก็สามารถมีระดับความสุขอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ถ้าคนกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์ที่ดี มีเป้าหมายในชีวิตที่แข็งแรง

“ความสัมพันธ์ที่จะเป็นแรงกระตุ้นระดับความสุขนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นความสัมพันธ์ที่โรแมนติก แต่ต้องเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่มีความเกี่ยวโยงกัน มีความใกล้ชิด และสนับสนุนซึ่งกันและกัน คุณต้องมีใครสักคนที่สามารถแชร์ความรู้สึกนึกคิด ความลับ ความหวัง ความฝัน และความกลัวด้วยได้ สำหรับใครที่ไม่มีความสัมพันธ์ในลักษณะใกล้ชิดดังกล่าว มีแนวโน้มจะไม่สามารถจัดการกับภาวะอารมณ์ต่างๆ ได้” ศ.กิตติคุณ โรเบิร์ต ขยายความ

ส่วนความมั่นคงทางการเงินนั้นมีความสัมพันธ์กับความสุขของคนเราอย่างแนบแน่น โดยผลการวิจัยนี้พบว่า คนเราจะมีความสุขและมั่นคงในชีวิตจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีรายได้ในครัวเรือนประมาณ 1 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 ล้านบาท) ยิ่งกว่านั้น เงินยังช่วยซื้อความสุขได้ เพราะอย่างน้อยๆ เงินก็ช่วยบรรเทาความเครียดได้ แต่ในกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ ก็ยังมีความสุขพื้นฐานได้ตราบเท่าที่เขายังรู้สึกว่ามีอำนาจควบคุมอำนาจการใช้จ่ายได้

กุญแจสู่ความสุขดอกสุดท้าย คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จะนำไปสู่เป้าหมายของชีวิต ในที่นี่อาจจะหมายถึงการทำงาน เพราะการทำงานไม่ได้หมายถึงผลตอบแทนเพื่อนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินเท่านั้น แต่หมายถึงการพาตัวเองเข้าไปใกล้เป้าหมายของชีวิตอีกขั้น หรือสำหรับบางคนกิจกรรมดังกล่าวอาจหมายถึงกิจกรรมในวันว่างต่างๆ ด้วย

 

สมองคือฟองน้ำ

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/397235

สมองคือฟองน้ำ

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

ยามได้เห็นลูกมีพัฒนาการเติบโตในแต่ละด้าน ช่างเป็นความสุขยิ่งนัก

วัย 2 ขวบปลายๆ ของเจ้าตัวเล็ก เขากำลังอยู่ในช่วงกำลังพูดเจื้อยแจ้ว น้ำเสียง ภาษาน่ารัก เรียงคำ เรียงประโยค ถูกผิดตามวัย คนเป็นพ่อแม่เห็นก็อดยิ้มไม่ได้ บางทีก็รู้สึกทึ่งที่เขาพูดคำที่มีความหมายลึกซึ้งบางคำขึ้นมา ก็เพราะสมองเขาจำตอนที่เราพูดคุยกัน บางครั้งเจ้าตัวน้อยก็แสดงความเอื้ออารี หยิบของกินให้แม่ บอกรัก “น้อง” ในท้องแม่ได้ หรือจะขอนอนที่โซฟารอพ่อแม่กลับบ้าน

ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กบอกว่า ช่วง 0-7 ขวบ เป็นช่วงที่สำคัญเพราะเป็นช่วงที่เด็กมีการพัฒนาและเจริญเติบโตทั้งสมองและร่างกายมากที่สุด เปิดรับ เรียนรู้จดจำทุกอย่างจากพ่อแม่ ตายาย คนใกล้ชิด ครูที่โรงเรียน สอนอย่างไรมักเลียนแบบพฤติกรรมตาม และไม่มีทฤษฎีไหนถูกเสมอไป ไม่ว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดี ต้องมาจากการเรียนในห้องเรียนธรรมชาติ อยู่กับป่าเขาเหยียบหิน ดิน หรือการให้ลูกมุ่งเรียนในห้องเรียนตามตำราที่ดูเหมือนสร้างความเครียดให้เขา

สองกระแสนี้ปะทะกันในช่วงหลัง คุณหมอท่านหนึ่งเคยบอกว่า แนวทางไหนก็ได้อยู่ที่เราดูแล้วเหมาะกับลูก สำคัญก็อย่างที่บอก ช่วงเด็กเล็กเป็นโอกาสทองที่พ่อแม่ควรสอนทักษะให้มาก ถ้าได้รับการศึกษาที่ดี ถูกจุด ก็อาจเก่งเป็นถึงอัจฉริยะได้

หนังสือ “รอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” เขียนโดย มาซารุ อิบุกะ กลั่นจากประสบการณ์จริงและเป็นที่นิยม ระบุว่า การทำงานของเซลล์สมองของเด็กแรกเกิดจะถูกกำหนดภายในอายุ 3 ขวบ สมองตอนนี้ยังเหมือนกระดาษขาวอยู่ ถ้าเด็กได้เรียนรู้มาก ก็จะมีสายโยงระหว่างเซลล์สมองมากขึ้น เหมือนทรานซิสเตอร์ เมื่อเชื่อมต่อกันมากก็จะกลายเป็นคอมพิวเตอร์

อาจารย์มาซารุ ขยายความด้วยว่า เส้นสายสัมพันธ์ของเซลล์จะเพิ่มตัวอย่างรวดเร็วมากกว่าระหว่างอายุ 0-3 ขวบ จนกระทั่ง 80% ของสายโยงทั้งหมด จะก่อรูปภายในอายุ 3 ขวบ ความเจริญเติบโตเหล่านี้จะทำให้น้ำหนักสมองเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัวภายในอายุ 6 เดือน และเมื่อถึง 3 ขวบ ก็จะหนักถึง 80% ของสมองผู้ใหญ่

ก่อนอายุ 3 ขวบ คือ สมองส่วนหลัง ขณะที่เส้นสมองหลังอายุ 4 ขวบ ก็จะเป็นสมองส่วนหน้า ถ้าเปรียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ก่อน 3 ขวบ ก็เหมือนฮาร์ดแวร์ในส่วนของตัวเครื่อง ส่วนหลัง 3 ขวบ ซอฟต์แวร์ของเครื่องคือ ส่วนที่เป็นการใช้เครื่องนั่นเอง

ฉะนั้น ถ้าอยากให้เด็กแรกเกิดมีความสามารถอะไร ก็ขึ้นกับว่าเราจะเขียนอะไรลงไปในกระดาษขาวนั้น แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลยไม่สนใจ เด็กก็อาจอยู่ในสภาพสมองว่างเปล่าเช่นกัน

อาจารย์ท่านนี้ยังเล่าด้วยว่า ที่ญี่ปุ่นมียอดคุณพ่อรายหนึ่งยอมลาออกจากการเป็นครูเพื่อมาสอนลูกวัย 2 ขวบ และ 3 เดือน ที่บ้านจนถูกคนต่อว่า ว่าเป็นคุณพ่อที่ยัดเยียดความรู้ให้เด็กหนักเกินไป อาจเป็นผลลบต่อเด็ก แต่คำวิจารณ์นั้นไม่จริง ลูกที่เขาสอนสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษา อังกฤษ อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส ที่คุณพ่อท่านนั้นสอนพร้อมกัน แต่ใช้เทคนิคการสอนให้ไม่งง เพราะสมองเด็กอายุก่อน 3 ขวบ เหมือนฟองน้ำสามารถซึมซับทุกอย่าง เมื่ออิ่มตัวก็จะหยุดดูดเข้าไปเอง

มันก็คือการค้นหาศักยภาพในตัวเด็ก ที่ทุกคนต่างมีและถูกซ่อนอยู่โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ แต่ถ้าเริ่มรู้ว่าเขาฉายแววด้านไหน ก็จะได้สนับสนุนส่งเสริมได้เต็มกำลัง

ก็คงเป็นจริงอย่างผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ว่าไว้ เด็กหลายคนมีศักยภาพที่ทำให้เราอึ้ง ไม่ว่าการท่องจำตัวอักษร ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก การต่อจิ๊กซอว์ การเล่นเครื่องดนตรี ร้องเพลง จำสิ่งที่พ่อแม่เล่านิทานให้ฟังและมาเล่าเองได้ โดยที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก

แม้ความแตกต่างสุดท้ายมันอยู่ที่ “กำลังทรัพย์” ของแต่ละครอบครัวที่หนุนให้ลูกได้มีโอกาสมากกว่า แต่ “การมีน้อย” ของหลายครอบครัวก็สามารถเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้ “ไม่ยอมแพ้” ในอนาคตได้เช่นกัน

 

“อุทยานราชภักดิ์ไร้โกง” พ.อ.วินธัย สุวารี

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2558 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/403489

"อุทยานราชภักดิ์ไร้โกง" พ.อ.วินธัย สุวารี

โดย….ธนพล บางยี่ขัน/ เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

คำว่า “ทุจริต-ไม่โปร่งใส” กลายเป็นเงาสะท้อนของ “โครงการอุทยานราชภักดิ์” ไปเสียแล้ว และยังคงเป็นเรื่องที่คอยกัดกร่อนความศรัทธา “กองทัพบก-รัฐบาล-คสช.” อยู่ในขณะนี้ “เพราะโครงการอุทยานราชภักดิ์เป็นโครงการที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างไว้ให้เป็นสมบัติของชาติ โดยไม่คิดหวังเอาผลประโยชน์กับสิ่งเหล่านี้ การดำเนินมาด้วยความตั้งใจและโปร่งใสทำให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่ทำได้” เป็นคำยืนยันจาก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช. กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และในฐานะประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์

ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วหลายคณะ อาทิ คณะกรรมการสอบสวนของกองทัพบก ซึ่งผู้นำองค์กร คือ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. และได้ออกมาแถลงยืนยันด้วยตัวเองทันที ที่มีการตรวจสอบเสร็จสิ้นภายในกรอบ 7 วัน ว่า โครงการอุทยานราชภักดิ์ โปร่งใส ไม่มีทุจริต แต่กระนั้นเองการตรวจสอบดังกล่าวกลับไม่ถูกได้รับการยอมรับจากสังคม จึงทำให้เกิดการตั้งคณะกรรมการ อื่นๆ เข้ามาตรวจสอบเพิ่มอีก ทั้งกรรมการสอบสวนของกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกระทรวงกลาโหม และกรรมการนอกกองทัพ อาทิ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นต้น

ผลการตรวจสอบของหน่วยงานอื่นๆ ยังไม่มีผลสรุปที่ออกมาชัดเจน แต่ที่มีความชัดเจน คือ คำยืนยันจาก พ.อ.วินธัย สุวารี หรือ ผู้พันต๊อด โฆษกกองทัพบก และโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เปิดใจยืนยันหนักแน่นถึงความสุจริตของโครงการอุทยานราชภักดิ์กับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

“กองทัพบกได้ทำการตรวจสอบแล้วและยืนยันว่าโครงการนี้ไม่มีทุจริตในวันนี้ และกองทัพบกพยายามทำทุกอย่างให้อยู่ในขอบเขตของกรอบกติกาของราชการ ใครจะเข้ามาตรวจสอบสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน เราไม่ได้ปิดกั้น สามารถมาประสานข้อมูลได้” พ.อ.วินธัย กล่าว

โฆษกกองทัพบกยังสำทับข้อมูลอย่างรายละเอียด ว่า ทันทีที่เกิดข้อพะวงสงสัยขึ้นกับโครงการอุทยานราชภักดิ์ ผบ.ทบ.ได้ใช้วิธีในการให้เวลาการตั้งคณะกรรมการของกองทัพบกขึ้นมาตรวจสอบ 1 สัปดาห์ ซึ่งผลการตรวจสอบนั้น ผบ.ทบ.ได้ชี้แจงด้วยตนเองไปแล้วว่า “ไม่พบทุจริต” ซึ่งไม่มีหลักฐานใดปรากฏว่าเป็นเรื่องของการทุจริตเลย แต่จากนั้นสังคมกลับมีคำถามเกิดขึ้นอีกว่า ใครเป็นผู้ตรวจ และควรตรวจหรือไม่ควรตรวจสอบ

“ในความเป็นจริงแล้วเมื่อมีหน่วยงานสงสัยแล้วทำหนังสือเสนอมาเรากองทัพบก ก็ตอบคำถามไปตามปกติ เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อผู้นำองค์กร (ผบ.ทบ.) รับผิดชอบ ชี้แจงแล้วเท่ากับว่าเป็นการให้ข้อมูลแล้ว แต่ในขณะที่สื่อมวลชนหรือคนบางกลุ่มมีลักษณะที่ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นทางการเพียงพอ ซึ่งจริงๆ กลไกตามระบบราชการมีอยู่แล้ว เราต้องปล่อยให้กลไกนั้นเดินไป ไม่ใช่เกิดจากการเรียกร้อง หรือโดยใช้ปัจจัยพิเศษ” โฆษกกองทัพบก กล่าว

พ.อ.วินธัย ชี้แจงต่อไปว่า การที่ใช้ความรู้สึกจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อุดมเดช แล้วเอาไปตีความโดยไปใช้คำว่าทุจริต คงไม่ได้ อยากให้ย้อนกลับไปฟังให้ดีว่าท่านไม่ได้พูดว่าทุจริต ซึ่ง พ.อ.วินธัย ได้นำเอกสารที่รวบรวมการลงคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อุดมเดช มาเป็นหลักฐาน และชี้แจงว่า จะเห็นว่าในประโยคที่ท่านให้สัมภาษณ์คือ “มีความไม่เรียบร้อยอยู่บ้าง” แต่เมื่อคนฟังตรงนี้แล้วก็เอาไปสร้างจินตนาการกันเอง บวกกับคำถามที่นักข่าวถามว่า “เรื่องหักค่าหัวคิว” นั่นคือสิ่งที่นักข่าวถามและท่าน พล.อ.อุดมเดช ก็ตอบในแนวทางเดียวว่า “มีส่วนหนึ่ง” โดยไม่ได้พูดว่าใช่หรือไม่

โดยจากที่ได้ศึกษาข้อมูลพบว่าคำว่า “ส่วนหนึ่ง” คือในส่วนของกระบวนการรับจ้างไปแล้ว ไม่ใช่กระบวนการว่าจ้างมันไม่เกี่ยวกัน และเข้าใจว่าคำตอบนั้นไม่ใช่คำที่เป็นทางการ ที่สำคัญกระบวนการรับจ้างของผู้ประกอบนั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจของท่าน พล.อ.อุดมเดช ในฐานะอดีต ผบ.ทบ. เพราะกระบวนการของผู้รับจ้างจะไปมีกระบวนการอะไรเกิดขึ้นต่อก็ไม่มีใครที่จะทราบได้ ไม่รู้ว่าเขาจะไปทำอะไรอย่างไร เราไม่สามารถที่จะไปรู้ได้ว่าหุ้นส่วนการทำธุรกิจเขาทำกันอย่างไร จะไปช่วยเหลืองานกันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้เกิดกระแสกดดันตรวจสอบ พล.อ.อุดมเดช เพราะเห็นว่า พล.อ.อุดมเดช อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เพราะตัวท่านอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ในสังคมมากกว่า อยากให้เข้าใจว่าท่านไม่ได้อยู่ในมุมที่ท่านต้องดำเนินการอะไร เพราะฉะนั้นด้วยบทบาททางราชการก็จะไม่สามารถที่จะไปพูดถึงเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในกรอบความรับผิดชอบตัวเองได้ เราต้องเข้าใจว่าท่าน รมช.กลาโหม ต้องตอบในฐานะที่ท่านเป็นข้าราชการการเมืองในขณะนี้ ต้องตอบในกรอบที่ตัวเองรับผิดชอบ อยากจะขอให้ทุกส่วนใจเย็นๆ รอให้ข้อมูลออกมาทั้งในส่วนของรายละเอียดข้อมูลราคากลางต่างๆ

“ผมต้องถามว่าประเด็นเรื่องการหักหัวคิวมีที่มาจากกระแสข่าวใช่หรือไม่ วันนี้จะมาใช้คำว่ากระแสไม่ได้ ต้องมีหลักฐานที่มายืนยัน จะไปตีความเอาเองไม่ได้ว่าไม่โปร่งใส เพราะต้องไปตีความกับทางฝ่ายของผู้รับจ้างว่าทั่วไปทางธุรกิจเขาทำกันอย่างไร เช่น การขายที่ดิน ที่มีกระบวนการเรียกค่านายหน้า แล้วจะเรียกว่าการทำธุรกิจนั้นไม่โปร่งใสหรือไม่ ตรงนี้ผมไม่รู้คงต้องไปถามนักกฎหมาย หรือผู้รู้อีกที แต่จะนำเอาเรื่องคำว่าไม่โปร่งใส มาพาดพิงกองทัพให้เกิดความเสื่อมเสีย มันก็ไม่เป็นธรรม

ทั้งนี้ หากระบุว่าเซียนพระคนนั้นไม่มีความโปร่งใส ก็ต้องไปเถียงกันเองว่า ไม่โปร่งใสอย่างไร มีข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งคนที่รู้คือเจ้าตัวเซียนพระและโรงหล่อเท่านั้น แต่สื่อไม่เคยเอาคำพูดของโรงหล่อมาพูด มาเสนอ แต่นำมาจินตนาการ มาปนกับเรื่องของกองทัพ คำว่าทุจริต เงินไปอยู่ในกระเป๋าใคร มันคนละเรื่อง และเรื่องงบประมาณ

“ถ้าสังคมมีความเป็นธรรม และคนที่ตั้งข้อสังเกตมีความบริสุทธิ์ใจจริง ผมคิดว่าโครงการลักษณะแบบนี้เป็นไปได้ยาก ไม่มีแรงจูงใจ เพราะเป็นแรงตั้งใจของคนทำที่ต้องไปขอรับการสนับสนุนจากผู้อื่น แล้วเขายังต้องทุ่มเทการทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยโดยที่เขาไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ เพิ่มเติม”

โฆษกกองทัพบก ได้อธิบายรายละเอียดในส่วนของสร้างอุทยานราชภักดิ์ ว่า การสร้างมีการดำเนินการอยู่ 2 ทาง คือ ใช้เงินในการจ้าง และการรับการบริจาค ซึ่งการจ้างให้เกิดการก่อสร้างมีเพียง 3 ส่วน คือ 1.การทำลาน 2.การหล่อองค์พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยามทั้ง 7 พระองค์ และ 3.ตัวแท่นฐานของแต่ละพระองค์ โดยสิ่งที่เราจ้างไปเมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่าไม่มีการทุจริตเลย แต่สิ่งอื่นนอกจากนี้ ได้มาจากการบริจาคและได้รับมาจากการจัดกิจกรรมพิเศษ ซึ่งเงินที่เราได้มาคือเท่ากับว่าเราไม่ได้ลงทุน แต่เราเป็นผู้รับเท่านั้นซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการหารายได้ เช่น การจัดกิจกรรมที่ได้มาซึ่งต้นปาล์ม โดยไม่ใช่ได้มาจากทางพาณิชย์

ส่วนกรณีมีการเผยแพร่เอกสารราชการของสำนักงาน กสทช.เลขที่เอกสาร สทช.2001/570 ที่เรียนถึง ประธาน กสทช.ระบุเรื่องขอบรรจุวาระเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายในการสนับสนุนการดำเนินการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์จำนวนเงิน 88 ล้านบาทนั้น ประเด็นเรื่องการรับเงินจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะจากหน่วยงานราชการ กลายเป็นอีกประเด็นที่สังคมต้องการคำตอบเช่นกัน

ประเด็นนี้ พ.อ.วินธัย ชี้แจงว่า รายละเอียดไม่ทราบ แต่คำว่าเปิดรับบริจาค คงไม่ระบุว่าห้ามบริษัทไหน บุคคลไหน องค์กรไหน รวมถึงหน่วยงานของรัฐด้วย เพราะการบริจาคเป็นเรื่องที่ต้องทำหลักฐานต้องเป็นไปตามเงื่อนไขไม่ว่าใครบริจาคก็ตาม ส่วนตัวผมก็ยังไปบริจาคด้วยเลย แม้แต่คนในกองทัพก็บริจาค

“ประเด็นการตั้งข้อสงสัยต่างๆ ทั้งทุจริต ไม่โปร่งใส ต้องถามว่าการที่นำมาผูกโยงรวมกับราชภักดิ์นั้น มีเจตนาอะไรหรือไม่ เพราะเห็นอยู่ เจตนาการดำเนินการโครงการอุทยานราชภักดิ์นั้นโดยพฤตินัยมันไม่ใช่ ยังไงมันก็ไม่ใช่ ผมว่ามันอยู่ที่คนมอง ผมมีข้อสงสัยว่าคนที่จะเป็นผู้ประกอบการจะบริจาคไม่ได้หรืออย่างไร ทุกคนสามารถมีสิทธิที่จะบริจาคได้หมด โครงการอุทยานราชภักดิ์นี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกิดจากความตั้งใจของกองทัพบกและหน่วยงานต่างๆ ต้องการสร้างสิ่งยึดเหนี่ยวระหว่างสถาบันและประเทศไทยที่มีมากว่า 600 ปีแล้ว แต่หากเรื่องนี้เกิดการสื่อสารผิด เป็นความพยายามผลักดันสร้างความเข้าใจด้วยข้อมูลที่ไม่ครบ และไม่แยกแยะว่าอะไรเป็นอย่างไรเข้าใจผิดก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจเช่นกัน” พ.อ.วินธัย กล่าวตัดพ้อ

ต่อคำถามที่ว่า หากโครงการอุทยาน ราชภักดิ์สุจริตจริง ทำไมการตรวจสอบต้องมีกรรมการตรวจสอบชุดที่สอง และกรรมการตรวจสอบจากภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ประเด็นนี้ผมตอบไม่ได้ แต่อาจจะเพราะความไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้นำองค์กรพูด ผบ.ทบ.ทั้งที่ท่านเป็นบุคคลที่มีเกียรติ เป็นผู้นำทางกองทัพ ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ท่าน ผบ.ทบ.ออกมาแสดงความรับผิดชอบที่จะให้ข้อมูล และเมื่อท่านยืนยันไปแล้ว ส่วนตัวผมเองยังสงสัยว่าทำไมกระแสยังต้องไปมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกทำไม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าคิดเหมือนกัน ถ้าเป็นคนทำงานที่เขาพูดกันและได้รับฟังมา คนทำงานเขาก็เสียใจกับกรณีนี้

คสช.ไม่หวั่นการเมืองขย่ม ปม “ราชภักดิ์”

แต่อย่างไรก็ตามการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์กลายเป็นหนังม้วนยาว ที่ยังมีชุดข้อมูลรายละเอียดชัดเจนมาประกอบคำอธิบายยืนยันความโปร่งใสได้ จึงไม่แปลกที่จะเกิดช่องว่างให้เกมการเมืองได้เดินเกมขย่มขวัญ ทั้งรัฐบาล คสช. และกองทัพบกไม่น้อย ล่าสุดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปคุมตัว จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่กำลังจะลงพื้นที่ไปยังโครงการอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งการกระทำแบบนี้มองว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางการเมืองหรือไม่

พ.อ.วินธัย ได้ชี้แจงว่า การกระทำเขาไม่ชัดเจนว่าเขาไปสืบหาข้อมูล เพราะกระบวนการสืบหาไม่ใช่การกระทำแบบนั้น เขาต้องไปสืบหาข้อมูลเอกสาร ไม่ใช่ไปป่าวประกาศเชิญชวน เราไม่ได้ไปปิดกั้น คุณตู่ คุณเต้น ที่จะไปสืบ แต่เรามองว่าเป็นกิจกรรมที่เข้าข่ายกิจกรรมทางการเมือง เพราะด้วยเหตุผลนานาประการ โดยต่างจากการกระทำแบบองค์กรอื่นๆ ที่เขาต้องการข้อมูลเช่นเดียวกัน และที่สำคัญขณะนี้มีองค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายกำลังดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหม สตง. และอีกหน่วยงานที่พร้อมจะเข้ามาตรวจสอบ คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะนี้ทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่โดยตรงดำเนินการแล้ว ดังนั้นการกระทำแบบต้องป่าวประกาศลงพื้นที่ไม่ได้เป็นเรื่องที่สมควร และนอกจากนี้มีกระแสข่าวออกมาด้วยว่ากลุ่มคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับณัฐวุฒิและจตุพร เริ่มที่จะมีการแสดงออกเคลื่อนไหวต่อต้านเช่นกัน ดังนั้นจึงอาจจะเข้าใจได้ว่าหากปล่อยไว้จะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองได้

พ.อ.วินธัย กล่าวชี้แจงว่า กรณีการทำหนังสือมา หรือเอกสารมายังกองทัพบก เพื่อสอบถามข้อมูลนั้น สามารถทำได้ ตามกรอบขอบเขต แต่เรื่องเวลาอย่างไรต้องดูอีกที เพราะการทำงานวันนี้เราต้องเร่งตอบสนองหน่วยราชการหลักๆ ที่มีอำนาจตามกฎหมายก่อน หรือแม้แต่กรณีที่สังคมสงสัย และมองว่าขณะนี้เกมการเมืองกำลังใช้ช่องโหว่ของโครงการราชภักดิ์ มาขย่มกองทัพ รัฐบาล คสช.หรือไม่นั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ชัดเจนว่าทุกคนน่าจะมีธงอยู่ในใจที่จะปรักปรำ ถามว่าการสงสัยวันนี้มีทัศนคติที่อคติหรือไม่ การกล่าวหาว่าเป็นการทุจริต โดยอ้างอาศัยคำพูด พล.อ.อุดมเดช ไม่ครบถ้วน การเมืองทุกคนเป็นแบบนี้หมดใช่ไหม สำหรับข้อสงสัยที่ถามว่าการตรวจสอบกันเองจะช่วยกันเองหรือไม่ โฆษกกองทัพบก ตอบยืนยันชัดเจน บอกได้เลยว่าทุกคนต้องทำงานตามหน้าที่ การทำงานไม่มีเรื่องของชั้นยศหรือพวกพ้อง

“ส่วนจะนำมาขย่มกองทัพหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ เพราะกองทัพทำทุกอย่างตามกลไก ตามระบบราชการ ข้อสงสัยต่างๆ เราจะใช้ความรู้สึกไม่ได้ ผบ.ทบ.ที่ออกมาทำการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทันทีเลย และได้ยืนยันแล้วว่าทุจริตไม่มี แต่ถ้ารายละเอียดสำหรับบุคคล เราก็ไม่ทราบได้ว่าใครเป็นอย่างไรบ้าง หรือบุคคลใดที่อยู่ในส่วนของกำลังพลออกไปวิวาท ก็พร้อมที่จะดำเนินการทันที ตัวอย่างก็มีให้เห็นว่าเราไม่ได้ปล่อยปละละเลย”

พ.อ.วินธัย กล่าวย้ำอีกว่า วันนี้กองทัพบกเราทำงานตามหน้าที่ เราต้องแยกแยะวัตถุประสงค์ในส่วนต่างๆ กองทัพทำหน้าที่ดูแลความสงบ เราไม่ได้ทำเพราะจตุพรหรือณัฐวุฒิออกมาเคลื่อนไหวจะไปทำการตรวจสอบโครงการราชภักดิ์ แต่เราดูการเคลื่อนไหวปัจจัยอื่นเป็นหลัก ช่วงเวลานี้เจ้าหน้าที่ต้องประเมินสถานการณ์หนัก ยิ่งเป็นช่วงต้นเดือน ธ.ค.ที่เรามีกิจกรรมมาก ถ้าเราเป็นคนไทยเราจะต้องไม่มองที่จุดๆ เดียว เราต้องมองในภาพที่กว้างว่าจะมีเรื่องมีราวในเรื่องความขัดแย้งหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะการมองเรื่องนี้เป็นเรื่องขัดแย้งไม่ควร วันนี้กองทัพเองเป็นองค์กรที่ชัดเจนในความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

ทันทีที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ การประกาศปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นเป็นวาระแห่งชาติและวาระเร่งด่วนในการปฏิรูป ดังนั้นทันทีที่กองทัพบกที่ถือเป็นฐานรากของรัฐบาล คสช. กลับมีเรื่องราวเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชั่น จึงไม่แปลกที่สังคมจะตั้งคำถามถึงบรรทัดฐานการดำเนินการ และเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามทุจริต มากกว่ารัฐบาลที่มาจากภาคการเมือง

“ผมยืนยันเรายังมีมาตรฐานที่สูงอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม แม้แต่เรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์ แรกเริ่มเดิมที พล.อ.อุดมเดช ท่านบอกตั้งแต่แรกเลยว่าต้องมีความโปร่งใสมากที่สุดและทุกกระบวนการต้องตรวจสอบได้ ซึ่งพูดก่อนที่จะมีข้อสงสัยอีก เพราะท่านมองว่าการใช้เงินคนอื่นเป็นหลักจำเป็นที่ต้องมีอะไรสามารถชี้แจงผู้สนับสนุนเป็นหลักฐานได้” โฆษกกองทัพบก กล่าว

มั่นใจคสช.เอาอยู่

ระยะเวลาการเข้ามามีอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านไปกว่า 1 ปี 6 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่นานพอสมควร และที่ผ่านมาการทำงานด้านความมั่นคง ทั้งการสยบผู้มีอิทธิพล สยบความเคลื่อนไหวการเมือง แก้ปัญหาความขัดแย้ง การปราบทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ คสช.จะสามารถทำได้ควบคุมหรือกดไว้ได้อย่างราบรื่น แม้ว่าจะมีอำนาจทุกอย่างอยู่ในมือก็ตาม โดยเฉพาะสถานการณ์ความมั่นคง ทั้งการก่อเหตุวางระเบิดที่สาธารณะบริเวณรถไฟฟ้าบีทีเอส เหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ หรือแม้แต่เหตุการวางระเบิดข่มขู่เป็นเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ก็ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. และผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ออกมาให้ความสำคัญใน 2 ส่วน คือ การดูแลให้สังคมเกิดความเรียบร้อย และการสนับสนุนกิจกรรมในช่วงมหามงคลทุกรูปแบบ

ทว่า ที่มาปัจจัยหนึ่งของความเป็นห่วงความวุ่นวายการก่อเหตุร้ายนั้น มาจากประเด็นของ “ขอนแก่นโมเดล” ที่อยู่ๆ ก็มีการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสิ้น 9 คน โดยจะมีการก่อเหตุป่วนในงานสำคัญ จึงกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต และถูกทำมองว่าเป็นกระแสข่าวที่ถูกนำเสนอออกมาเพื่อกลบกระแสข่าวโครงการอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งประเด็นนี้ พ.อ.วินธัย สุวารี ในฐานะโฆษก คสช. ได้ยืนยันกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า “กรณีเจ้าหน้าที่จับกุมผู้เตรียมก่อความวุ่นวาย โดยพบว่าเชื่อมโยงกับขอนแก่นโมเดลไม่ได้มีการจัดฉากตามที่ฝ่ายการเมืองตั้งข้อสังเกต ถือเป็นการกล่าวหาและบิดเบือนข้อเท็จจริงของบางบุคคล หวังชี้นำความรู้สึกคนด้วยการดึงไปเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ ที่ไม่สมเหตุผล ซึ่งหวังทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่”

โฆษก คสช. ได้อธิบายและสำทับข้อมูลเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้เจ้าพนักงานมีหลักฐานเรื่องการติดต่อสื่อสาร และมีหลักฐานเพียงพอที่จะไปอนุมัติขอหมายจับ ตรงนี้สามารถพูดได้เต็มปากว่า ไม่ได้ยกเมฆขึ้นมา ไม่ได้นั่งเทียน ไม่ใช่จะไปเบี่ยงเบนประเด็นใดๆ และการที่ได้หลักฐานมาตั้งข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาก็สามารถไปต่อสู้ได้ตามกระบวนการได้ตามปกติ เราไม่ได้ปิดกั้นอะไร ทำทุกอย่างตามกระบวนการ

“ทันทีที่มีมูลเหตุขอนแก่นโมเดล ก็มีผู้ที่ให้ข้อมูลแย้งออกมา ถามว่า มีอะไรในมือหรือไม่ หรือมองเรื่องนี้เพียงแค่ผิวเผิน มีธงในใจหรือไม่ เลยตั้งคำถามไปก่อนว่า ผู้ต้องสงสัยอยู่ในเรือนจำตลอดจะไปทำอะไรได้อย่างไร ตรงนี้ต้องไปดูประวัติในทางคดี ซึ่งพบว่าเป็นไปได้ เพราะลักษณะกรณีที่ผู้ต้องหาถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำแล้วสามารถกระทำความผิดโดยใช้ช่องทางการติดต่อสื่อสารแบบนี้ก็มีตัวอย่างมาก่อนแล้วไปย้อนดูได้ ขอให้สังคมอย่าได้กังวล”

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ความมั่นคงเริ่มมีการออกมาเคลื่อนไหวอยู่เป็นระยะทั้งในที่ลับและที่แจ้ง แต่ พ.อ.วินธัย ยืนยันว่า เรื่องความมั่นคงเราสามารถควบคุมได้ เพราะไม่ได้เกินกว่ากรอบที่ได้ประเมินไว้ และการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ค่อนข้างยืดหยุ่น ตักเตือนบ้าง ถือว่าใช้วิธีการอะลุ่มอล่วยอยู่พอสมควร เพื่อให้การปฏิบัติการมีความสมดุลต่อสถานการณ์ แต่เราก็ไม่ได้ละเลย เราเน้นมาตรการป้องกัน ป้องปรามมากกว่า แต่ขณะเดียวกันหากพบการเคลื่อนไหวในส่วนที่เกินขอบเขตการประเมิน เช่น การเตรียมการก่อการต่างๆ หรือการตรวจพบเจออาวุธสงคราม ตรงนี้เราต้องเข้มงวด คสช.และเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะใช้มาตรการบังคับใช้กฎหมายเข้าดำเนินการทันที ต่อผู้ที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม จะไม่ปล่อยให้เกิดเหตุอิทธิพลแน่นอน

สำหรับโรดแมปของรัฐบาลอยู่ในระยะที่ 2 คือช่วงของการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นระยะที่ทุกฝ่ายและประชาชนทั่วประเทศจะต้องร่วมมือกันในการผลักดัน ขับเคลื่อนการปฏิรูปไปด้วยกันให้ได้ โดยเฉพาะการทำงานในภาคส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐและกองทัพ ซึ่งในส่วนนี้ พ.อ.วินธัย ยืนยันว่า กองทัพมีความพร้อมทุกอย่างที่จะสนับสนุนการทำงานตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศให้มากที่สุด ภารกิจของเราคือการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตอบสนองความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งด้านการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะขาดน้ำ น้ำแล้ง น้ำท่วม ปัญหาทางความมั่นคงได้รับการข่มขู่จากกลุ่มผู้มีอิทธิพลต่างๆ เราก็พร้อมเข้าไปช่วยเหลือ และที่สำคัญวันนี้กองทัพได้พยายามเข้าไปในพื้นที่บ้างในส่วนที่ข้อมูลข่าวสารเข้าไปไม่ถึง เราเข้าไปทำความเข้าใจที่ถูกต้องต่อข้อมูลข่าวสารต่างๆ

“สถานการณ์ขณะนี้พบว่ามีบุคคลผู้ไม่หวังดีที่พยายามปลุกกระแสทำลายความน่าเชื่อถือเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีผลกระทบถึงรัฐบาลและ คสช. ดังนั้นขอให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณต่อการรับฟังข่าวสาร และเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ในการป้องปรามป้องกัน มิให้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบเรียบร้อย ขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา จะได้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการทำงาน เราต้องใช้ระบบทางสังคมเข้ามาช่วยด้วย เพราะการใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเดียว บางทีอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่ดีที่สุดวันนี้เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่า ว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ภาพรวมแก่ประเทศเลย การที่คิดจะเอาชนะโดยกลุ่มคนหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ได้เกิดอะไรที่เป็นผลดีเลย มันคือเวลาที่เราต้องมาช่วยกันสู้เพื่อความชนะกันเพื่อประเทศให้เดินไปข้างหน้า อย่าไปมองเฉพาะแต่กลุ่มคน หรือมองที่พรรคการเมือง แต่ต้องมองภาพรวมของประเทศ ถ้าเราทำความเข้าใจแบบนี้ได้บรรยากาศประเทศก็จะดีได้”

อย่างไรก็ตาม พ.อ.วินธัย ทั้งในฐานะโฆษกกองทัพบก และโฆษก คสช. ยืนยันชัดเจนว่า กองทัพบกเป็นหน่วยราชการที่มีบทบาทหน้าที่ชัดเจน ซึ่งข้อสงสัยที่เกิดขึ้นอยากให้เข้าใจว่ามันคือข้อสงสัยที่มีต่อบุคคลไม่ใช่ภาพรวมขององค์กรทั้งหมด ในสภาพความเป็นจริงเราไม่ได้เห็นแบบนั้น เรามีระบบ มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน และกระแสเกลาเหลาความขัดแย้ง ยืนยันได้ว่าไม่มี ที่เห็นมีแต่จากสื่อเท่านั้น

 

“ถ้าพระไม่ตื่นก็สอนคนไม่ได้” พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2558 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/402855

"ถ้าพระไม่ตื่นก็สอนคนไม่ได้" พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

บางคนมองว่าเป็นพระหัวก้าวหน้า บ้างก็ว่าอยากดัง ชอบสร้างกระแส อีกจำนวนไม่น้อยถึงขนาดตั้งฉายาว่าเป็นสายล่อฟ้าแห่งวงการสงฆ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่านาทีนี้ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ภิกษุหนุ่มแห่งวัดสร้อยทอง ถูกจับตามองแทบไม่กะพริบ ในฐานะพระเซเลบแห่งโลกโซเชียล

ความโดดเด่นของพระหนุ่มรูปนี้อยู่ตรงการกล้าตั้งคำถาม กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าวิพากษ์วิจารณ์ปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ตั้งแต่การเมืองยุครัฐประหาร พุทธศาสนาในภาวะวิกฤต ความเชื่อไร้สาระงมงาย สังคมลักลั่นย้อนแย้ง ยันข่าวฉาวของดาราดัง

ผลที่ตามมาคือ ทั้งดอกไม้ ทั้งก้อนอิฐปลิวว่อนอยู่บนหน้าวอลล์เพจเฟซบุ๊ก พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ชนิดแทบจะนาทีต่อนาที

“สังคมจะอับเฉาและมืดมิดทางปัญญา ถ้าไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเปิดเผย”

นี่คือความเชื่อของภิกษุหนุ่มผู้หาญกล้าทวนกระแสสังคม โดยมิพรั่นพรึงต่อแรงเสียดทานที่ถาโถมเข้ามา

หลวงพี่เข้ามาบวชได้อย่างไร

อาตมาเป็นคนอ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี วัยเด็กก็ไม่ต่างจากเด็กบ้านนอกทั่วไปที่มีต้นทุนชีวิตน้อย ฐานะยากจน พ่อแม่เลี้ยงมาแบบสอนให้เราอดทน รู้จักช่วยเหลือตัวเอง เรียนได้แค่ป.6 พ่อแม่คุยกันว่าถ้าจะให้เรียนต่อก็อาจไปได้ไม่ถึงชั้นมหาวิทยาลัย เลยแนะนำให้บวชเรียน ทางเดินอาจจะกว้างและไกลกว่าที่เป็นอยู่ อายุ 12 เลยตัดสินใจบวช

หลังบวชถูกส่งให้ไปอยู่วัดเล็กๆในจ.สุโขทัย ห้อมล้อมด้วยทุ่งนา มันดีกับตัวเรา เพราะทำให้อดทน ขยันเรียน มีความแข็งแกร่งในตัว จากนั้นพอเป็นสามเณรก็ย้ายเข้ากรุงเทพ เพราะเมื่อเราเรียนถึงชั้นเปรียญที่สูงขึ้น การเรียนในต่างจังหวัดไม่มีครูสอน เลยต้องเข้ามาเรียนส่วนกลาง ก็จำพรรษาที่วัดสร้อยทอง จนสอบได้นักธรรมชั้นเอก เรียนจบเปรียญ 9 ประโยค ตอนนั้นคิดอยากเรียนทางโลกต่อ เพราะการศึกษามันเข้าถึงได้ง่ายกว่าในต่างจังหวัด ประกอบกับอายุครบเกณฑ์พอดีก็เลยบวชเป็นพระภิกษุเลย ตอนอุปสมบทก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ รับอุปสมบทเป็นพระภิกษุนาคหลวงบวชที่วัดพระแก้ว

ชีวิตประจำวันก็เหมือนพระทั่วไป บิณฑบาต ลงโบสถ์ สอนหนังสือ สอนนักธรรมบาลี ควบคู่กับเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เลือกเรียนสายนี้เพราะอาตมาสนใจเรื่องการบ้านการเมือง นิติศาสตร์น่าจะเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำธรรมะไปประยุกต์ใช้ได้

นอกจากนี้ยังมีกิจนิมนต์ทั่วๆไป ทำบุญบ้าน สวดศพ บรรยายให้ความรู้ตามสถานศึกษา สอนศีลธรรมจริยธรรมให้นักเรียน

ชื่อของเราเริ่มเป็นที่รู้จักตั้งแต่เมื่อไหร่

น่าจะประมาณปี 57 ช่วงนั้นอาตมาเริ่มแสดงความเห็นทางการเมือง ศาสนา ความเชื่อ สิ่งงมงายต่างๆ หรือประเด็นทางสังคมสดๆใหม่ๆที่คนกำลังพูดถึงกันในขณะนั้น

อาตมาเป็นคนนิสัยชอบวิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามต่อปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมอยู่แล้ว เลยใช้เฟซบุ๊กนี่แหละในการเขียนแสดงความคิดเห็น จนกระทั่งเริ่มมีคนติดตาม มีสื่อมาขอสัมภาษณ์

การแสดงความเห็นทางโลกเป็นหน้าที่ของพระด้วยหรือ

นอกจากปฏิบัติตนให้ถูกต้องดีงาม หน้าที่ของพระคือการสอน พระต้องสอนคนไม่ใช่หรือ พระฉันข้าวโยม กินข้าวโยม ถ้าพระไม่ให้ธรรมะ แล้วพระจะให้อะไร พระพุทธเจ้าท่านยังบอกเลยว่าการให้ธรรมะประเสริฐกว่าการให้ทุกอย่าง ประเสริฐยิ่งกว่าสร้างโบสถ์สร้างวิหารเสียอีก พระต้องให้ปัญญาคน ให้ความรู้คน ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หรือพุทธทาสภิกขุ ท่านมีชื่อเสียงขึ้นมาได้ก็เพราะท่านสอนคน ให้ปัญญาคน  ในวันที่ผู้คนไร้เหตุผล ท่านบอกว่าแบบนี้ไม่ใช่ชาวพุทธไม่ได้ ท่านเลยลงมือสอน

ทำไมเลือกใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการสื่อสาร

ต้องถามว่าทุกวันนี้คนเข้าวัดหรือเปิดเฟซบุ๊กมากกว่ากัน (หัวเราะ) ปัจจุบันคนอยู่กับเฟซบุ๊กมากกว่าเข้าวัดเสียอีก นานๆทีถึงจะเข้าวัด ต้องมีงานสำคัญจริงๆแต่ก็จะเข้ามาแค่ประกอบพิธีกรรมแล้วก็ไป เช่น เวียนเทียน สวดมนต์ ไหว้พระ ตักบาตร คนที่ตั้งใจมาฟังเทศน์ฟังธรรมจริงๆมันไม่มีแล้ว มีแต่คนรุ่นปู่รุ่นย่า และพวกนี้เขาฟังกันมาเยอะแล้ว บางทีพระขึ้นเทศน์ ญาติโยมก็ไม่ได้อะไร เพราะพระพูดแต่เรื่องเก่าซ้ำๆซากๆ

ถ้าสอนผ่านเฟซบุ๊ก ไม่ใช่เฉพาะคนแก่คนเฒ่า คนหนุ่มสาว แต่ทุกชนชั้นในสังคมจะมีโอกาสได้ฟังกันอย่างทั่วถึง ที่สำคัญเฟซบุ๊กดีกว่าขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์ตรงที่เปิดโอกาสให้คนโต้แย้งได้ ถ้าเขาไม่เห็นด้วยกับที่เราพูด เขาด่าเราก็ยังได้ แต่ถ้าเราขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์ ถามว่าจะโยมจะกล้าโต้ตอบ กล้าทักท้วงสิ่งที่พระพูดได้ไหม ไม่มีหรอก ผิดกับโพสต์อะไรลงเฟซบุ๊ก ถ้าโยมไม่เห็นด้วยก็มีโอกาสที่จะถกเถียงได้

อาตมาคิดว่าเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือช่วยในการแสดงธรรมได้ แม้แต่พระแก่ๆ ถึงท่านจะไม่สะดวกกับการใช้เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย แต่ท่านไม่จำเป็นต้องใช้เอง ลูกศิษย์ลูกหาของท่านนั่นแหละที่เอาคำสอนของท่านมาเผยแผ่แทน เฟซบุ๊กไม่ได้มีประโยชน์แค่กับพระที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์กับพระอย่างท่านพุทธทาส หลวงพ่อปัญญา  หลวงตามหาบัว รวมถึงหลวงปู่ท่านอื่นๆซึ่งจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่สงสัยเหรอว่าทำไมคำสอนของท่านเหล่านี้ยังอยู่ในเฟซบุ๊ก ทั้งที่เสียชีวิตไปนานแล้ว ก็มีคนเอาคำสอนท่านนี่แหละมาแชร์ต่อกันไม่รู้จบในโลกโซเชียล ตรงนี้เห็นชัดว่าเฟซบุ๊กมีประโยชน์มากในการเผยแพร่ธรรมะ

โดยเฉพาะกับพระเซเลบรึเปล่า

พระที่มีชื่อเสียง สังคมให้การยอมรับ ทุกคนใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางเผยแผ่คำสอนของตัวเองทั้งนั้น เช่น พระมหาสมปอง อาจารย์ว.วชิรเมธี หลวงพ่อไพศาล วิศาโล

การเป็นพระเซเลบมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ คนให้ความสำคัญกับเรา สนใจที่จะรับฟังการให้ความรู้ ความคิดเห็น อย่างเช่นเวลาเราแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งไป แล้วสังคมติดตาม พอมันมีเรื่องใหม่เกิดขึ้น คนก็จะถามเราแล้วว่า เอ้า มุมมองพระมหาไพรวัลย์ว่ายังไง ถ้าเราไม่แสดงความเห็นก็ไม่ได้แล้ว เพราะคนอยากฟังความคิดเห็นเรา เท่ากับเปิดโอกาสให้เราได้แสดงความคิดเห็น แต่ข้อเสียคือ โลกโซเชียลมันไปเร็ว คนเข้าถึงเร็ว ฉะนั้นถ้าเราสื่อสารอะไรผิดพลาดไปนิดเดียว ไม่ว่าจะพิมพ์ผิด ใช้ถ้อยคำกำกวม คิดไม่ถี่ถ้วน คนจะด่าทันที คนจะเอาไปแชร์ขยายความผิดๆต่อ ทำให้เรื่องเล็กบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่

โดนด่าบ่อยแค่ไหน

เรื่องโดนด่านี่เยอะมาก (เสียงสูง) ไม่ใช่ว่าพระมหาไพรวัลย์แสดงความเห็นอะไรลงไปแล้วคนจะเห็นด้วยหมด ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยเยอะกว่าเห็นด้วย บางเรื่องที่มันละเอียดอ่อนจริงๆ คนยังไม่พร้อมที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี การเมือง ศาสนา ถ้าเห็นชื่อพระมหาไพรวัลย์พูดนี่โดนแน่นอน (หัวเราะ)

ยกตัวอย่างเรื่องภาพของพระรูปหนึ่งที่ก้มกราบเท้าโยมแม่ อาตมาก็แสดงความเห็นไปว่า เป็นความเข้าใจผิดอย่างมากที่คิดว่าการแสดงอาการหมอบกราบเช่นนี้ คือเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของความเป็นผู้กตัญญูรู้คุณของบุพการี โดยเฉพาะพระ เวลาสอนเรื่องกตัญญูรู้คุณ จะอ้างแต่ให้เด็กต้องกลับไปกราบเท้าพ่อแม่ มันซึ้งอยู่นะภาพการหมอบกราบ แต่แหม มันซึ้งไม่ถึง 10 นาทีหรอก เด็กมันก็กลับไปร้ายเหมือนเดิม ไปติดเกมเหมือนเดิม ติดยาเหมือนเดิม เพราะการกราบเท่ามันไม่ใช่เนื้อหาสาระไง

ประเด็นพระกราบโยมแม่ ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็สรรเสริญการเลี้ยงดูพ่อแม่ว่าเป็นกิจที่แม้แต่พระภิกษุก็ควรทำ แต่การทำหน้าที่ของลูกพระก็ต้องมีขอบเขต คือ ช่วยเหลือท่านเท่าที่จะทำได้ และต้องไม่เป็นการเสียอาจาระ หรือภาพลักษณ์ส่วนรวมของสงฆ์ด้วย เพราะพระเมื่อบวชแล้ว ถือเป็นคนในหมู่สงฆ์ ไม่ใช่ลูกหลานของชาวบ้านเหมือนแต่ก่อนที่นึกจะประพฤติตนเช่นไรก็ได้ จะกราบไหว้บูชาใคร หรือสิ่งใดก็ได้ เรื่องการดูแลพ่อแม่ มีพุทธานุญาตไว้ชัดเจนเลยว่า หากท่านป่วย ไม่มีคนดูแล พระจะนำมาดูแลถึงในวัดก็ยังได้ สารสำคัญอยู่ตรงนี้ไม่ใช่การหมอบกราบ

ปรากฎว่าโดนถล่มเละ โดนด่าหนักมากในโลกโซเชียล ข้อความถูกแชร์เอาไปโยงทางการเมืองอีก ผลกระทบในชีวิตจริงก็ถือว่าหนัก ถึงขั้นเขียนจดหมายด่าส่งมาถึงวัด มีหนังสือจากสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติให้เจ้าอาวาสว่ากล่าวตักเตือน พอถูกตักเตือนเราก็รับฟัง อาจจะเปลี่ยนวิธีการให้มันดูซอฟต์ลง แต่วิธีคิดไม่เปลี่ยน ต้องมานั่งคิดว่าต่อไปนี้เราจะสื่อออกไปยังไงให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด ไม่ถูกว่ากล่าวตักเตือน โดยยังคงความเห็นตัวเองไว้ด้วย

ถึงกับซึมไหม

ไม่ถึงกับซึม แต่ก็คิดมากนิดหน่อย อาตมาว่ามันไม่โอเคเท่าไหร่ เราแสดงความเห็นออกไปโดยที่ไม่ได้สนับสนุนความรุนแรงด้วยซ้ำ เออ ถ้าเราสนับสนุนความรุนแรง ถ้าเราเขียนข้อความลักษณะ Hate Speech ปลุกปั่น ยุยง สร้างความแตกแยกก็ว่าไปอย่าง สมควรถูกลงโทษตักเตือน แต่นี่เราแสดงความคิดเห็นอย่างสันติ ยกตัวอย่างเมื่อครั้งไปจุดเทียนเรียก ร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษา เราก็แสดงออกอย่างสันติ มหาวิทยาลัยสงฆ์เองก็มีการสอนเรื่องสันติ แต่พอเราไปแสดงออก กลับกลายเป็นว่าถูกห้ามไม่ให้ทำ แล้วแบบนี้จะสอนเรื่องสันติภาพกันไปทำไม มันย้อนแย้งมาก

สังคมไทยบางเรื่องยังใจกว้างไม่พอ ยังติดว่านี่คือความเชื่อของฉัน นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ของฉัน เป็นสิ่งที่ฉันให้ความเคารพนับถือ คุณจะมาแตะต้องไม่ได้ ถ้าเราไปวิพากษ์วิจารณ์ก็เสี่ยงที่จะโดนด่า แล้วโดนด่าเละเทะเหมือนที่ชาวบ้านเขาด่ากันเลย เราก็ต้องทน ยอมรับ คิดเสียว่าคนด่าก็จริง แต่คนที่ได้มุมมองใหม่ ได้ปัญญาจากสิ่งที่เราแสดงความคิดเห็นมันก็มี ฉะนั้นถ้าเราเชื่อว่าความคิดเห็นที่เราแสดงออกไปมันถูกต้องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซีเรียส

มีคนบอกว่าหลวงพี่เป็นสายล่อฟ้า ออกมาทีไรมีเรื่องตลอด

ถ้าถามว่าออกมาพูดทีไรทำไมมีแต่เรื่อง ก็ต้องย้อนถามกลับไปว่า ทั้งๆที่อาตมาโพสต์แสดงความคิดเห็นตามปกติ ซึ่งในสังคมที่มีอารยะ สังคมที่เจริญแล้วมองว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ทุกคนสามารถทำได้ ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ไม่ได้ไปปลุกปั่น ยุยง สร้างความแตกแยก แต่ทำไมคนถึงรับไม่ได้

การแสดงความคิดเห็น หรือการตั้งคำถาม ตลอดจนการกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคม มันย่อมจะมีทั้งความคิดเห็นที่ถูกต้องและความคิดเห็นที่ผิดพลาด โดยเฉพาะความคิดเห็นที่ผิดพลาดถือเป็นเรื่องธรรมดาของการวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ การกล้าที่จะแสดงออกทางความคิดอย่างเสรี การกล้าที่จะพูดหรือวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เราเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง เมื่อไม่มีผู้กล้า สังคมมันจึงเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความอับเฉา และมิดมืดทางปัญญา เพราะไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเปิดเผย

อาตมามีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะโดนด่า ไม่ได้หมายความว่าพระพูดอะไรแล้วเสียงของพระจะต้องดังกว่าเสียงคนอื่น

โดนพระด้วยกันหมั่นไส้บ้างไหม

เยอะ (หัวเราะ) เห็นได้ชัดๆจากเพจเฟซบุ๊กชื่อ ปกป้องสังฆมณฑล มีพระหนุ่มเณรน้อยติดตามกันเยอะมาก เวลาอาตมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับแวดวงสงฆ์กระแสหลัก ข้อความเราก็จะถูกแชร์ไปด่ากันถล่มทลาย พระเณรด้วยกันหาก็หาว่าอาตมาเนรคุณ

บางคนกล่าวหาว่าอาตมาเป็นพระเสื้อแดง เอาเถอะ คุณจะว่าอาตมาเป็นพระเสื้อแดง หรือพระเสื้อเหลืองก็ได้ แต่ขอถามหน่อยว่า ไอ้ที่นิยามว่าพระรูปนั้นเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง นิยามคำว่าเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองของคุณคืออะไร คุณมาบอกว่าอาตมาเป็นพระเสื้อแดงเพราะอะไร นิยามความหมายมาให้หน่อย ถ้าบอกว่าเพราะสนับสนุนแนวความคิดเรื่องการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค โอเค อาตมายอมรับว่าเป็นพระเสื้อแดง แต่ถ้านิยามว่าเป็นเสื้อแดงเพราะเป็นขี้ข้าคนนั้น เข้าข้างคนนี้ อันนี้ไม่ยอมรับ เพราะมันไม่ใช่อุดมการณ์ของอาตมา

สรุปแล้วเป็นพระยุคโซเชียล ดีหรือไม่ดี

เหนื่อย (ถอนหายใจยาว) เวลาต้องปะทะกับสังคมกระแสหลัก เปรียบเทียบคุณเป็นปลาสักตัวนึง ปลาตัวอื่นเขาว่ายสบายๆตามกระแสน้ำกันหมด คุณดันทะลึ่งไปว่ายทวนกระแสน้ำ คุณเหนื่อยแน่นอน แต่ความเหนื่อยของคุณแลกมาด้วยอะไรหลายอย่างที่มันดีกว่า มันมีผลลัพธ์ที่ทำให้เรายอมเสี่ยง ยอมแลกที่จะทำสิ่งนี้ 

ย้อนดูตัวเอง อาตมาเห็นประโยชน์ที่เลือกที่จะทำอย่างนี้ เลือกที่จะแสดงความคิดเห็น เลือกที่จะโต้แย้งสิ่งที่อาตมาคิดว่ามันไม่ถูกต้อง แลกกับการสอนคนให้ตื่นรู้ ตาสว่าง กล้าคิด กล้าตั้งคำถาม กล้าลบล้างกับความเชื่อเดิมๆ เฟซบุ๊กมีทั้งคุณและโทษ อยู่ที่เราจะเลือกใช้มันยังไงให้โอเคมากที่สุด แต่ต้องระวังด้วย ต้องคอยเตือนตัวเอง เตือนเพื่อนพระเพื่อนเณรว่าอย่าประมาท เพราะถ้าหลุดไปแล้วมันเสียหายยิ่งกว่าคนทั่วไปพลาดเสียอีก

อาตมาเชื่อว่าสมัยก่อนที่หลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อปัญญากำลังเผยแผ่ธรรมะอย่างเต็มที่ อาจมีคนไม่เห็นด้วยกับท่านเยอะ แต่มันไม่มีช่องทางในการที่จะโจมตีท่าน ยุคนั้นไม่มีเฟซบุ๊กเหมือนยุคนี้ ลองหลวงพ่อปัญญามาอยู่ในยุคนี้แล้วด่าเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องงมงาย ด่าเรื่องประเพณีพิธีกรรมไร้สาระ เชื่อว่าท่านก็จะถูกเอาไปโจมตีในเฟซบุ๊กอย่างหนัก ไม่ใช่ว่าเป็นหลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อปัญญาแล้วจะไม่โดนโจมตี ถ้าท่านอยู่ในยุคนี้ท่านก็จะโดนโจมตีเหมือนกันแหละ

คิดอย่างไรกับเรื่องไสยศาสตร์งมงายพ.ศ.นี้

เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ ผีสางนางไม้ เจ้ากรรมนายเวร ยังมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคน และคนก็พร้อมจะเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจ

ลองสังเกตเวลาหมอดูออกมาพูดเรื่องพวกนี้จะได้รับความนับถืออย่างหัวปักหัวปำ จนกลายเป็นคนวิเศษไปเลย แล้วมีคนติดตามกดไลค์ กดแชร์กันสนั่นหวั่นไหว ทั้งที่บางเรื่องไร้สาระมาก ทำไมยังสาธุกันอยู่ได้ บางทีภาพอะไรก็ไม่รู้ชวนให้กดไลค์กดแชร์จะร่ำรวย จะโชคดีตลอดไป ให้พิมพ์คำว่าสาธุ คนก็เอากันใหญ่ สงสัยเหมือนกันว่าทำไมยังมีคนอย่างอาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ มาคอยไขข้อข้องใจทุกเรื่องทุกราว บางทีเห็นยังเหนื่อยแทนเลย (หัวเราะ) บางทีเรื่องไม่เป็นเรื่องก็เอามาพูด เอามาแชร์กันไม่ลืมหูลืมตา อาจารย์แกก็ต้องมาคอยอธิบายว่าอันนี้มั่ว อันนี้ไม่จริง  

อาตมาว่าเราต้องช่วยให้คนเข้าถึงวิทยาศาสตร์มากที่สุด สังคมไทยมันถึงจะไปรอด

กรณีโพสต์สเตตัสเหน็บแนมคนเห็นผีที่เกาะกระแสการป่วยของดาราดัง ทำไมถึงทำแบบนั้น

มันเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมกับคนที่กำลังนอนป่วย ไม่ยุติธรรมกับญาติพี่น้องของเขาที่ต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้

ทุกครั้งที่เกิดอะไรขึ้นทำนองนี้ก็จะต้องมีคนเอาเรื่องความเจ็บป่วย ความทุกข์เดือดร้อนของคนไปโหนกระแส ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เคสนี้เขาไม่ได้อิงแค่ความเชื่อตัวเอง แต่เอาหลักศาสนาพุทธไปแอบอ้างด้วย พูดเรื่องเจ้ากรรมนายเวรอะไรต่อมิอะไร อาตมาคิดว่าคนจะเจ็บจะป่วยมันไม่ใช่เรื่องของเจ้ากรรมนายเวร มันเป็นเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ คุณดูแลตัวเองดีหรือเปล่า ที่มาของการเกิดโรคมาจากยุงลาย  ไม่ใช่มาบอกว่าถูกวิญญาณไล่บีบคอ

ในฐานะพระ จะขจัดความเชื่อไร้สาระงมงายเหล่านี้ยังไง

อันดับแรกพระต้องตื่นก่อน ถ้าพระไม่ตื่นมันสอนคนไม่ได้ สังคมที่มันแย่ทุกวันนี้มาจากพระด้วย เพราะพระไม่ยอมตื่น พระบางรูปก่อนบวชเคยเชื่อยังไง หลังบวชก็ยังเชื่ออย่างงั้น พุทธะแปลว่าตื่นรู้ คนเป็นพระพอเข้ามาอยู่ในพุทธศาสนาแล้วต้องเปลี่ยนวิธีคิด เป็นพระนี่ต้องใช้ปัญญามากนะ ไม่ว่าการสอนคนอื่น หรือสอนตัวเอง ต้องมีเหตุมีผล ไม่งั้นพระพุทธเจ้าไม่สอนเรื่องอริยสัจ 4

ถ้าพระจะสอนให้คนเลิกงมงาย พระต้องสนับสนุนการคิดของคน สอนให้คนคิดเอง ไม่ใช่ไปคิดแทนคนอื่นเสร็จสรรพ เที่ยวไปชี้ว่าอันนี้เลว อันนี้ดี อันนี้ผิด อันนี้ถูก คนก็เลยไม่กล้าตั้งคำถามว่าทำไมฉันถึงผิด เช่น สมมติพระเห็นผู้หญิงขายตัว พระบอกว่าทำแบบนี้เลว แต่พระไม่ได้สนใจว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงต้องขายตัว ไม่สนใจว่าชีวิตของผู้หญิงคนนี้มีที่มาที่ไปยังไง มีความทุกข์ยังไงถึงต้องเลือกวิธีการแบบนี้ กลับไปชี้นิ้วตัดสิน มันก็เลยไม่เป็นการช่วยให้คนลุกขึ้นมาตั้งคำถามเสียที

อาตมาชอบคนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ กล้าตั้งคำถามสังคม กล้าท้าทายกระแสหลัก ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ แล้วเราจะให้สติปัญญากับคนยังไง อย่าลืมว่าพุทธศาสนาเกิดขึ้นเพราะการทวนกระแสไม่ใช่ตามกระแส ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เลือกทวนกระแสก็คงไม่มีพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าได้เพราะเกิดจากการไม่ยอมจำนนต่ออิทธิพลของเทพเจ้า และตั้งคำถามว่าทำไมคนถึงต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย สุดท้ายเลยมาตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง

มีคนมองว่ายุคนี้ถือเป็นวิกฤตของคณะสงฆ์ จะปฏิรูปอย่างไร

คณะสงฆ์เคยดีงามแบบหมดจดเลยหรือ ไม่มี ภาพคณะสงฆ์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องมันไม่มีหรอก ก็มีปัญหามาทุกยุคทุกสมัยแหละ สมัยพุทธกาลมีปัญหาพิสดารายิ่งกว่านี้อีก ทั้งเรื่องสมสู่เพศสัมพันธ์ ลักขโมยข้าวของ ตีรันฟันแทง ทุกอย่าง ไม่งั้นคงไม่มีบัญญัติพระวินัยขึ้น

เราต้องเห็นว่ามีปัญหา ต้องเข้าใจก่อนว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วก็ช่วยกันในการที่จะเข้าไปแก้ไข ชาวบ้านเองก็อย่าโจมตีแต่พระอย่างเดียว จะให้พระแบกรับทุกอย่างก็ไม่สมควร พุทธบริษัทมีอยู่ 4 ฝ่ายก็ต้องมาช่วยกันประคับประคอง ที่สำคัญต้องมีท่าทีที่เป็นมิตรต่อกันมากกว่านี้ เดี๋ยวนี้พระกับโยมเป็นมิตรกันไหม เวลาทำอะไรเสียหายนิดหน่อยก็จ้องเอามาประจานแล้ว แทนที่จะเอื้อเฟื้อกัน คุยกันว่าจะปกป้องพุทธศาสนาอย่างไร มันเลยเกิดคำถามว่าตกลงเราเป็นคนพุทธเหมือนกันรึเปล่า

ถามว่าต้องปฏิรูปสงฆ์ไหม โอเค ยอมรับว่ามันมีปัญหาเรื้อรังระดับโครงสร้าง แต่เอาเข้าจริงเวลาไปแตะเรื่องนี้นิดเดียวก็ไม่ได้แล้ว เพราะจะเกิดการลุกฮือขึ้นมาของกลุ่มพระเณรที่ไม่อยากให้มีการปฏิรูป ปัญหาอีกอย่างคือ คณะสงฆ์ไม่มีความเชื่อมั่นต่อคนที่จะมาทำหน้าที่ปฏิรูปตรงนี้ด้วย มันเลยไม่เกิดกระบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปได้ เพราะการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการจับมือกัน ร่วมใจกันทั้งสองฝ่าย ต้องเข้าหากันด้วยท่าทีที่เป็นมิตรก่อน ไม่ใช่เข้าหากันด้วยท่าทีที่เป็นศัตรู

ฝั่งนักการเมืองก็เอาพระไปโจมตีอยู่ในสภา พระเองก็ควรฟังเสียงของคนที่คอยเตือนด้วยว่ามันมีปัญหาอยู่ อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เอาแต่ได้อย่างเดียว ทั้งที่สังคมตัวเองก็ไม่โอเค ตรวจสอบก็ไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่ได้ มันเลยไปไม่ถึงจุดที่ทำให้เกิดการปฏิรูปเสียที.

 

“ปวาล ชมภูรัตน์” โฮมสเตย์ไทยในญี่ปุ่น เพื่อคนไทย & ความฝันที่ไม่หยุดนิ่ง

Published ธันวาคม 6, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2558 เวลา 12:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/402789

"ปวาล ชมภูรัตน์" โฮมสเตย์ไทยในญี่ปุ่น เพื่อคนไทย & ความฝันที่ไม่หยุดนิ่ง

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง

“ญี่ปุ่น” หลายคนหลงรักในประเทศนี้และอยากจะไปเที่ยวอีก ในอีกมุมหนึ่งของคนไทยที่ไปอยู่ต่างแดนไกลบ้านในประเทศที่คนอยากไป บางคนอาจมองเป็นเรื่องยาก ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่คนเราจะต้องปรับตัว

“ปวาล ชมภูรัตน์” หรือ “เต้” หนุ่มเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 35 ปี ที่โยกย้ายมาอยู่จังหวัดไซตามะ กับภรรยาและลูกชาย 8 ขวบ ได้ 8 ปีแล้ว ที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เพื่อดูแลครอบครัว เริ่มทำงานที่โรงงานที่พ่อตาทำอยู่ แต่เมื่อคุณพ่อเกษียณ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เขารู้สึกอิ่มตัวกับงาน แต่ระหว่างนั้นก็ไม่เคยละความฝันตัวเองเลยว่า สักวันเขาต้องมีธุรกิจของตัวเองสักอย่าง

เขาค่อยๆ ก่อร่างสร้างฝันด้วยการหาสินค้า อะไหล่ หมวกกันน็อก หรือพวกเครื่องแต่งกายของรถบิ๊กไบค์ในญี่ปุ่นส่งกลับไปให้ลูกค้าคนไทย จนตอนนี้มีเว็บไซต์และเว็บเพจของตัวเองชื่อว่า www.facebook.com/Bikumono หรือ www.bikumono.com
และกำลังจะต่อยอดและพัฒนาเริ่มทำเว็บช็อปปิ้งออนไลน์อย่างจริงจัง

จากนั้นเขาลุกขึ้นมาทำเกสต์เฮาส์กึ่งโฮมสเตย์สำหรับคนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่น ที่เมืองโอมิยะ เมืองหลวงของจังหวัดไซตามะ ชื่อ “TouchThai Guesthouse” เพิ่งเปิดให้บริการ 1 ปี ด้วยเงินลงทุนที่เขาเก็บเอาไว้แทบจะทั้งหมดกว่า 3 ล้านเยน หรือประมาณ 9 แสนบาท

วางคอนเซ็ปต์หลักไว้คือ เป็นตัวกลางหรือสถานที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจกันและกัน ด้วยการแนะนำให้คนญี่ปุ่นรู้จักคนไทยจากวัฒนธรรมไทย ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวไทยมาเที่ยวญี่ปุ่นได้อย่างไม่ผิดวัฒนธรรมญี่ปุ่น

ที่สำคัญคือ ตั้งใจทำที่พักราคาถูกเพื่อคนไทย โดยคนไทย ซึ่งถือว่ายังไม่ค่อยมีในญี่ปุ่นนัก อยากให้ลูกค้าคิดว่าอยู่บ้าน มีความสะดวกสบาย เป็นอิสระ ไม่เข้มงวดเหมือนที่พักทั่วไป พร้อมกับให้คำแนะนำข้อมูลเรื่องการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างๆ ด้วย และถ้าใครไม่ถนัดอาจเป็นไกด์ให้ชั่วคราว เนื่องจากตอนนี้คนไทยก็นิยมมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นด้วยตัวเองมากขึ้น

แม้ที่นี่จะเป็นเหมือนบ้านของคนไทยก็ไม่อยากให้ทิ้งความเป็นญี่ปุ่นด้วย จึงมีการผสมผสานกันระหว่างการตกแต่งทั้งแบบสไตล์ไทยและญี่ปุ่น โดยใช้ที่นอนแบบฟูกญี่ปุ่นเหมือนคนญี่ปุ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยรวมจะทำให้แขกที่มาพักรู้สึกว่าตัวเองมีบ้านอยู่ในญี่ปุ่นเลย

สำหรับเรื่องที่พักปัจจุบันมีทั้งหมด 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก 1 ห้องน้ำ และ 1 ห้องอาบน้ำ โดยค่าที่พักจะคิดเฉลี่ยอยู่ที่ 2,500 เยน (โลว์ซีซั่น) หรือ 750 บาท/คน/คืน ส่วนฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) อยู่ที่ 3,250 เยน หรือ 975 บาท/คน/คืน แต่ถ้ามาพักมากกว่า 4 คืน ก็ถูกลงไปอีก ปัจจุบันมีผู้สามารถมาพักได้สูงสุดทั้งหมด 10 คน โดยลูกค้าที่เดินทางมาพักปัจจุบัน 60% มาจากเฟซบุ๊ก และ 40% มาจากคนรู้จัก

นอกจากนั้น ตอนนี้เขายังได้สอนการทำอาหารไทยไปด้วย แต่เป็นอาหารทางเหนือเพราะเขาเป็นคนเชียงใหม่ และคนญี่ปุ่นเองก็มีความคุ้นเคยกับอาหารเหนือไม่น้อย เพราะปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ชอบมาเที่ยวและพักเชียงใหม่ระยะยาวไม่น้อย และผลที่ได้ก็คือ เขาได้ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย ปัจจุบันมีทั้งหมด 10 เมนู เช่น ข้าวซอย แกงฮังเล ข้าวมันไก่ ค่าเรียน คนละ 6,500 เยน ถ้า 2 คน คิด 1.2 หมื่นเยน

เจ้าของธุรกิจหนุ่มอยากแนะนำเมือง โอมิยะว่า จริงๆ สามารถเป็นทางเลือกของคนไทย เพราะโอมิยะเป็นเมืองใหญ่ไม่แพ้โตเกียว เป็นจุดกึ่งกลางที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวไทยที่ไม่นิยมเที่ยวในเมืองหลวงอย่างโตเกียว แต่ก็ไม่อยากอยู่ไกลโตเกียว ที่สำคัญยังมีร้านค้าช็อปปิ้งที่คนไทยชอบเหมือนที่โตเกียวทั้งหมด โดยไม่ต้องไปเบียดกันในโตเกียว แถมค่าครองชีพยังถูกกว่าโตเกียว มีรถไฟชินคันเซ็นจอดและไม่ไกลจากโตเกียว เพียงนั่งรถไฟ 37 นาที ก็สามารถเข้าไปในชินจูกุ

นอกจากนั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญให้ได้ท่องเที่ยวอีก เช่น ศาลเจ้าฮิคาว่า ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น มีสวนสาธารณะโอมิยะเมื่อตอนซากุระบานแล้วจะสวยมาก และยังเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆ เช่น นิกโกะ นากาโน่ คาวาโกเอะ

อย่างไรก็ดี ความฝันของผู้ชายคนนี้ยังขยายต่อไป โดยปีหน้าเขาตั้งใจจะขยายโฮมสเตย์ในไซตามะอีก 2 แห่ง คือ เมืองฮานโนะ อยู่บนเขา ซึ่งเหมาะกับการเดินป่า ปั่นจักรยาน และแคมปิ้ง อีกทั้งยังมีออนเซ็นอีก อีกแห่งก็คือที่เมืองคาวากูจิ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น และสอนอาหารญี่ปุ่นโดยคนญี่ปุ่นให้แก่คนไทย

อุปสรรคของการทำโฮมสเตย์ที่นี่คือ แค่ 1 ปี ยังไม่มีลูกค้าติด และการใช้ชีวิตหรือการทำงานในประเทศญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้เงินลงทุนสูง เงินที่สะสมมาก็ต้องใช้บริหารจัดการมากมาย ทำให้ต้องขยันทำงานอื่นเพิ่ม เช่น ทำงานพาร์ตไทม์ตอนกลางคืนในร้านอาหาร เพื่อให้ได้เงินและเก็บประสบการณ์ฝึกฝีมือ เรียนรู้วิธีการทำงานในร้านอาหารไปด้วย เนื่องจากต้องเข้าใจธรรมชาติในงานเชิงท่องเที่ยวว่ามีฤดูกาล เพราะช่วงที่ลูกค้าเยอะก็จะเข้ามาทีเดียว แต่บางช่วงก็จะไม่มีเลย เขาจึงไม่เกี่ยงทำงานในชีวิตประจำวันเพื่อให้ได้เงินสะสมมา เช่น แจกใบปลิว แจกทิชชู่ ทำความสะอาด ทำทุกอย่างที่สามารถดูแลครอบครัวที่เขารัก ควบคู่กับความฝันในการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในต่างแดนให้สามารถเดินควบคู่ไปกันได้

เขาทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้เขาภูมิใจที่ได้ลงมือลงแรงกับการทำโฮมสเตย์ด้วยตัวเองทุกอย่าง ทั้งตกแต่งสถานที่ ทาสี ซื้อของตกแต่งจากบ้านถวายเชียงใหม่ จากเชียงใหม่ ทุกวันนี้ดีใจที่สามารถทำเพื่อครอบครัวและความฝันของตัวเองได้ โดยมีกำลังใจสำคัญจากครอบครัว และหวังว่าความตั้งใจนี้จะทำให้ธุรกิจของเขาสามารถอยู่รอดได้ด้วยมือและด้วยแรงของตัวเอง

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,715 other followers

%d bloggers like this: