ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ความเหลื่อมล้ำฉุดศักยภาพประเทศ เร่งคลอดภาษี “มรดก-ที่ดิน”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2558 เวลา 19:40 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1aZzRuQ

ความเหลื่อมล้ำฉุดศักยภาพประเทศ เร่งคลอดภาษี "มรดก-ที่ดิน"

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

ช่องว่างจากนโยบายการพัฒนาประเทศในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่ากันว่าความแตกต่างของรายได้ การถือครองทรัพย์สิน และการถือครองที่ดิน คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการเมือง

หากไม่เร่งแก้ไข อาจปะทุซ้ำอีกเมื่อใดก็ได้

ดวงมณี เลาวกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพให้เห็นว่า ตัวเลขความเหลื่อมล้ำทางรายได้ขณะนี้ค่อนข้างน่าตกใจ โดยหากนำกลุ่มคนที่รวยที่สุด 10% มาเทียบกับกลุ่มที่จนที่สุด 10% จะพบว่า ทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างทางรายได้ถึง 25 เท่า หรือหากนำค่า “สัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค” (GINI) มาวัด ก็จะพบว่าอยู่ที่ 0.5 ซึ่งก็น่าตกใจพอสมควร

นั่นเพราะหากค่าสัมประสิทธิ์วิ่งไปใกล้ 1 มากเท่าไร ยิ่งแปลว่าความเหลื่อมล้ำยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับตัวเลขคนจน หรือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 2,492 บาท/เดือน ในปี 2555 มีมากกว่า 8.4 ล้านคน หรือ 12.64% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าแนวโน้มคนที่ยากจนจริงๆ จะมีน้อยลงเรื่อยๆ แต่ที่น่าสนใจ คือการกระจายรายได้กลับไม่เปลี่ยนไปเท่าใดนัก ยังอยู่ในตัวเลขที่ไม่ค่อยดีเหมือนเดิม

ขณะที่มิติการถือครองทรัพย์สินนั้น ดวงมณี ระบุว่า ก็น่ากังวลเช่นกัน เพราะหากวัดจากทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เช่น บ้าน ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ หรือยานพาหนะ พบว่า คนที่อยู่บนสุด 20% ถือครองทรัพย์สินมากกว่า 80% ของทรัพย์สินทั้งหมด

ทว่ามิติที่น่าตกใจที่สุดหนีไม่พ้น “การถือครองที่ดิน” ในประเทศไทย ซึ่งหากวัดจากที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินชัดเจนนั้น พบว่า คนที่ถือครอง 20% บนสุด และ 20% ล่างสุด มีความแตกต่างกันมากถึง 326 เท่า โดยกลุ่มคนที่ถือครองมากที่สุด 10% แรก ถือครองที่ดินไปแล้วมากกว่า 60% หรือมีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคมากถึง 0.89

“สะท้อนชัดว่าการพัฒนาไม่ถูกกระจายอย่างเท่าเทียม คนไม่มีที่ดินจำนวนมากต้องรุกที่ป่าเพื่อหาที่ดินทำกิน ขณะที่คนที่มีที่ดินมหาศาลปล่อยให้ที่ดินรกร้างไม่ใช้ประโยชน์อะไร สะท้อนชัดว่าคนที่มีปัจจัยการผลิตในมือ หรือมีรายได้ที่เป็นต้นทุน สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการพัฒนาประเทศมากกว่าคนที่ไม่มีทรัพยากรในมือ ทำให้ทรัพยากรกระจายได้ไม่เท่าเทียม กลายเป็นการพัฒนาแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาต่อเนื่องตลอดเวลา” เธอ ระบุ

ดวงมณี บอกอีกว่า นโยบายรัฐที่ผ่านๆ มา มีความพยายามในการแก้ปัญหา ด้วยการกระจายรายได้ให้เป็นธรรมมากขึ้น ทั้งจากการปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้เป็นอัตราก้าวหน้า หรือการใช้เครื่องมือภาษีอื่นๆ ขณะที่นโยบายประชานิยมในอดีตก็พยายามที่จะลดรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบเรียนฟรี การให้สวัสดิการรถเมล์–รถไฟฟรี หรือการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค และหาวิธีสร้างรายได้ให้คนระดับล่างเพิ่มขึ้น เช่น การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท รวมถึงกองทุนหมู่บ้าน และการประกันราคาสินค้าเกษตร

แต่เมื่อปฏิบัติจริง นโยบายพวกนี้กลับทำอย่างไม่เป็นระบบ กลายเป็นว่าทุ่มเงินลงไปแล้วหาย ไม่สามารถลงไปยังกลุ่มเป้าหมายได้จริง รวมถึงไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายได้ ทำให้ในที่สุดกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินอย่างเดียว อีกทั้งยังต้องพึ่งงบประมาณจากรัฐต่อเนื่องในระยะยาว

“หากไม่ทำอะไร ความเหลื่อมล้ำจะส่งผลกระทบต่อประเทศระยะยาว เพราะเมื่อไม่สามารถพัฒนาคนระดับล่างให้มีศักยภาพในการผลิตได้ หากอนาคตมีการเปิดประเทศมากขึ้น ประเทศไทยก็จะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้แน่นอน หรือปัญหาเรื่องที่ดิน การกระจายรายได้ สุดท้ายก็จะหมักหมม เกิดการประท้วงตลอดเวลา เพราะคนจะตั้งคำถามมากขึ้นว่าทำไมเรื่องพื้นฐานแค่นี้ รัฐกลับแก้ปัญหาให้เขาไม่ได้ ก็ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองได้เช่นกัน” นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าว

ดวงมณี กล่าวต่อไปว่า การวางนโยบายขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษีมรดก หรือภาษีที่ดิน น่าจะช่วยได้พอสมควร โดยเฉพาะภาษีมรดกนั้นจะช่วยให้คนที่ไม่ได้ใช้ศักยภาพตัวเองในการได้รายได้มา ต้องจ่ายภาษีในอัตราที่เยอะพอสมควร อย่างไรก็ตามยังมีช่องโหว่ที่ยังต้องแก้ไขอีกมาก เช่น ขณะระหว่างที่รอการเสนอกฎหมาย ผู้ที่มีมรดกเกิน 50 ล้านบาท อาจโยกทรัพย์สินจากช่องหนึ่งไปอีกช่องหนึ่งแล้ว แต่การสร้างรากฐานไว้ระยะยาว ก็อาจทำให้ผู้ที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมาก ตัดสินใจปล่อยทรัพย์สินบางส่วนออกไปบ้าง ก่อนจะส่งต่อเป็นมรดก

ขณะที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น แม้จะยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาจริงจัง แต่ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ ล้วนมีศูนย์กลางอยู่ที่การถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยไม่ใช้ประโยชน์อะไร

“ผู้ที่ถือครองไม่ต้องมีต้นทุนอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นตลอดเวลา การมีภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนที่ถือที่ดิน ปล่อยที่ดินออกมามากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ของภาษีที่ดิน จะทำให้ภาษีที่เก็บเข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มากขึ้น และ อปท.ก็สามารถนำไปพัฒนาพื้นที่ต่อไปได้ หากออกกฎหมายภาษีที่ดินฯ ควบคู่ไปกับการให้อำนาจ อปท.ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น ก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาการกระจุกตัวของทรัพย์สิน ที่มักจะอยู่ในส่วนกลางอย่างเดียวได้ด้วย” ดวงมณี เสนอแนวทาง

นอกจากนี้ อีกข้อเสนอที่ดวงมณีเห็นว่าน่าสนใจ ก็คือ การเก็บภาษีส่วนเพิ่มของทุน (Capital Gain Tax) ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเสนอว่า ให้เก็บภาษีดังกล่าวจากการขายหุ้น แต่ในทางวิชาการก็พบว่าเมื่อรัฐพัฒนาพื้นที่ให้ที่ดินพุ่งสูงขึ้น คนที่ได้รับประโยชน์จากราคาที่ดินที่สูงนั้นก็ควรจะต้องแบกรับต้นทุนด้วย ทำให้รัฐสามารถเก็บภาษีจากคนที่ได้ประโยชน์มากระจายกับคนด้อยโอกาสมากขึ้น แต่การเก็บภาษีส่วนเพิ่มของทุนก็ยังเป็นเพียงข้อเสนอในทางวิชาการ ยังไม่มีการดำเนินการจริงจังเหมือนภาษีมรดกและภาษีที่ดิน

ดวงมณี เสนออีกว่า กลไกการจัดการนโยบายประชานิยม ควรต้องเปิดช่องให้เกิดการมีส่วนร่วมสำหรับตรวจสอบมากขึ้น และยังต้องสร้างกลไกการบริหารให้ภาคประชาชนและ อปท.สามารถเข้าไปจัดการได้อย่างแท้จริง ไม่ให้รั่วไหลและตกไปอยู่ในมือของผู้มีอำนาจอย่างที่แล้วมา

“คนตั้งความหวังกับรัฐบาลนี้ และเชื่อว่าเมื่อหัวเอาด้วยแล้วทุกคนจะเอาด้วยหมด ทำให้กฎหมาย-นโยบายเดินต่อไปได้รวดเร็ว ซึ่งเราก็หวังว่ากฎหมายที่หลายคนร่วมผลักดันกันก่อนหน้านี้ จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ในรัฐบาลชุดนี้” ดวงมณี ทิ้งท้ายพร้อมยอมรับว่ามีความหวังว่า ภาษีมรดก-ภาษีที่ดิน จะคลอดได้ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | วิเคราะห์, สัมภาษณ์พิเศษ, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ทีดีอาร์ไอจี้รัฐ ดึงธปท.ปลอดการเมือง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2558 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/เศรษฐกิจ/361235/ทีดีอาร์ไอจี้รัฐ-ดึงธปท-ปลอดการเมือง

ทีดีอาร์ไอจี้รัฐ ดึงธปท.ปลอดการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ภายในสิ้นเดือน พ.ค.นี้ คณะกรรมการสรรหาประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกรรมการ ธปท. ที่มี สมพล เกียรติไพบูลย์ เป็นประธาน จะต้องสรรหาประธานบอร์ดและกรรมการ ธปท. แทนผู้ที่ครบวาระ 3 ราย ประกอบด้วย อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด ธปท. อนุสรณ์ ธรรมใจ และ คณิศ แสงสุพรรณ

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้กรรมการแต่ละรายดำรงตำแหน่งได้ 2 วาระ โดยคณิศดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระแล้ว จึงต้องสรรหาใหม่ ขณะที่อำพน และอนุสรณ์ เพิ่งได้รับแต่งตั้งมา 1 วาระ สามารถได้รับการต่ออายุอีกวาระหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตในกรณีของอำพน ที่ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการ ครม.อยู่ โดย นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นว่า แม้ว่าเลขาธิการ ครม.จะเป็นตำแหน่งทางราชการ แต่ในทางปฏิบัติถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมือง เพราะทำงานเกี่ยวข้องกับ ครม.โดยตรง แม้กฎหมายจะไม่ห้าม แต่ก็ไม่ควรแต่งตั้งมาเป็นประธานบอร์ด ธปท. หรือแม้แต่กรรมการ ธปท.

“รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รฐบาลจากพรรคการเมือง ก็ควรสร้างประเพณีปฏิบัติขึ้น โดยไม่ควรตั้งบุคคลที่มีตำแหน่งเกี่ยวพันกับการเมืองโดยตรง เพราะกฎหมายแก้ไขทุกอย่างไม่ได้ จึงต้องสร้างเครื่องมือในการแก้ปัญหานี้ขึ้น เพื่อรักษาองค์กรอย่าง ธปท.ไว้” นิพนธ์ ระบุ

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย มาตรา 25 กำหนดอำนาจของบอร์ด ธปท.ที่สำคัญ 2 เรื่อง คือ การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ธปท. หากให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงผ่านบอร์ด ธปท.ได้ การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ธปท.ก็จะมีปัญหา ขณะเดียวกันบอร์ด ธปท.ยังมีอำนาจกําหนดหลักเกณฑการบริหารจัดการทุนสํารองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว นิพนธ์ เห็นว่า ควรแก้ไขกฎหมาย ธปท.ด้วย โดยเฉพาะมาตรา 28 (1) ที่ให้คณะกรรมการสรรหามาจากอดีตปลัดจากกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูอํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นข้าราชการทั้งสิ้น นอกจากนี้เมื่อคณะกรรมการสรรบุคคลเป็นประธานบอร์ดและกรรมการ ธปท.แล้วยังต้องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้ ครม.พิจารณาแต่งตั้งด้วย ทำให้การสรรหาประธานบอร์ดและกรรมการ ธปท. ไม่เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

แต่นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว รัฐบาลและบุคคลผู้เกี่ยวข้องควรพยายามรักษาความเป็นอิสระให้กับ ธปท.ด้วย ควรสร้างประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัติในการคัดสรรบอร์ด ธปท.ด้วย

“ที่ผ่านมาจะเห็นกันว่า ภาคราชการมีความอ่อนแอจากการแทรกแซงทางการเมืองมานาน จนเวลานี้จะหาข้าราชการที่มีคุณสมบัติพร้อมมาดำรงตำแหน่งแทนข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุได้ยากมาก

ธปท.เป็นองค์กรสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นในการรักษาการเติบโต ถ้าสูญเสียความอิสระ ก็กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้”

น่าจับตาว่า รัฐบาลชุดนี้จะสร้างประเพณีปฏิบัติที่ดีในการคัดสรรบอร์ด ธปท.ได้สมกับความตั้งใจในการปฏิรูปประเทศมากน้อยเพียงใด

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | วิเคราะห์, เศรษฐกิจ, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ไฟเขียวกม.คุมม็อบ ชุมนุมได้เสรีแต่มีขอบเขต

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2558 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1QWSf8l

ไฟเขียวกม.คุมม็อบ ชุมนุมได้เสรีแต่มีขอบเขต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สุดท้ายที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเอกฉันท์ 158 เสียง เห็นชอบวาระ 3 ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เห็นควรให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ท่ามกลางการจับจ้องของสังคมกับกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะออกมาควบคุมดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยปลอดภัย หลังจากที่ผ่านมามักเกิดการอ้างเสรีภาพแบบเกินขอบเขต

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่การกำหนดกฎเกณฑ์ให้การชุมนุมต้องเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ก่อนการชุมนุมจะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานล่วงหน้า24 ชั่วโมง โดยพื้นที่การชุมนุมจะต้องไม่เป็นพื้นที่ต้องห้ามทั้งสถานที่สำคัญอย่าง รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล หรือจะต้องไม่ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง 150 เมตร

รวมทั้งการชุมนุมจะต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ต่างๆ อาทิ โรงพยาบาล สถานศึกษา ท่าอากาศยาน สถานีขนส่ง สถานทูต อีกทั้งยังห้ามชุมนุมในช่วงเวลาหลัง 24.00-06.00 น.​ ไม่เคลื่อนย้ายเดินขบวนระหว่างเวลา 18.00-06.00 น. อีกด้านหนึ่งกำหนดให้หัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ เป็นเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ที่จะต้องดูแลอำนวยความสะดวกการชุมนุม และการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจร

ในการพิจารณาวาระสองวานนี้ ประเด็นที่สมาชิก สนช.ให้ความสนใจอภิปรายยาวนานเป็นพิเศษ คือในส่วนของมาตรา 4 การกำหนดคำนิยามของคำว่า “ศาล” จากที่ร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบของ สนช. ได้ระบุหมายความว่า “ศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ” แต่ทางกรรมาธิการได้เสนอให้ตัดคำนิยามในส่วนของศาลออกทั้งหมด

ขณะที่ สนช.บางคน อาทิ วัลลภ ตังคณานุรักษ์ กิตติ วะสีนนท์ สมคิด เลิศไพฑูรย์ เสนอแก้ไขเพิ่มนิยามให้รวมไปถึง “ศาลปกครองกลาง หรือ​ศาลปกครองในภูมิภาคที่มีเขตอำนาจ เหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ”

สมคิด อภิปรายว่า ความแตกต่างระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครองอยู่ตรงที่ ศาลยุติธรรม ศาลแพ่งจะพิจารณาคดีระหว่างเอกชนกับเอกชน แต่ศาลปกครองจะเป็นคดีข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐ​

ที่สำคัญ การให้คดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมขึ้นศาลปกครองจะมีข้อดีกับประชาชนทั้งในแง่ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ไม่ต้องมีทนายความ ไม่ต้องมีแบบคำร้อง แค่เขียนหนังสือมีขึ้นต้นลงท้ายก็สามารถเข้าสู่การพิจารณาได้เลย และที่สำคัญ ศาลปกครองใช้กระบวนการ “ไต่สวน” ต่างจากศาลแพ่ง ศาลยุติธรรมที่ใช้ระบบ “กล่าวหา”

ปกรณ์ นิลประพันธ์ ตัวแทน​กรรมาธิการ ชี้แจงว่า กรรมาธิการได้พิจารณาทั้งในส่วนกลุ่มผู้ชุมนุม ผู้ที่ไม่ได้ชุมนุมแต่ได้รับผลกระทบและความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งเห็นว่าทั้ง 3 กรณีนี้ หากไปกำหนดคำนิยมศาล ว่าเป็นเพียงแค่ศาลแพ่ง ศาลจังหวัด ย่อมไม่ครอบคลุมทุกกรณี จึงเห็นควรให้ตัดคำนิยามออกจากมาตรา 4 และให้ไปเพิ่มในท่อนท้ายของมาตรา 21

แต่สมาชิกบางส่วนยังต้องการให้ตัดวรรคท้ายของมาตรา 21 ซึ่งระบุว่า “ตามมาตรานี้ หมายถึงศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัดที่มีเขตอำนาจเหนือสถานที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะ” เพราะล็อกไม่ให้ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลปกครองได้

สุดท้าย กรรมาธิการได้ปรับแก้ในที่ประชุมเปลี่ยนจากการกำหนดกรอบของศาลแพ่งหรือศาลจังหวะมาใส่เฉพาะในวรรค 4 และวรรคสุดท้าย ซึ่งที่ประชุมไม่ติดใจและเห็นตามการแก้ไข ​

ถัดมาที่มาตรา 10 ทวีศักดิ์สูทกวาทิน สนช. แปรญัตติ เรื่องการแจ้งการชุมนุมสาธารณะที่จะต้องแจ้งก่อนการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชม. โดยปรับเพิ่มให้แจ้งภายหลังเมื่อเริ่มชุมนุมสาธารณะได้ หากการชุมนุมนั้นมีความสำคัญจำเป็นเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของชาติหรือเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ หรือเพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

ทวีศักดิ์ ให้เหตุผลว่า หากเกิดกรณีที่รัฐบาลใช้อำนาจไม่ชอบธรรม อาจจะกลายเป็นปัญหา ทำให้กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอาจไม่ได้รับอนุญาตให้จัดการชุมนุมได้

แต่กรรมาธิการเห็นว่าไม่อาจแยกแยะเป็นกรณีเฉพาะต่างหากได้เพราะจะเกิดปัญหาภายหลัง อีกทั้งการแจ้งต่อเจ้าพนักงานเพื่อการชุมนุมนั้น เจ้าพนักงานมีสิทธิจะพิจารณาแค่พื้นที่การชุมนุมไม่ขัดกับระเบียบเท่านั้น หากไม่ขัดเงื่อนไขต้องเปิดให้ประชุมได้ จึงไม่มีผลกระทบต่อการชุมนุม

อีกส่วนที่สำคัญคือบทกำหนดโทษ ที่มีสมาชิกเสนอให้ปรับลดลงจากเดิม แต่ทางกรรมาธิการยังยืนยันตามที่แก้ไขในชั้นกรรมาธิการตามเดิมคือ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือประกาศของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุม สาธารณะตามมาตรา 19 หรือ 23 “ถ้าผู้นั้นเป็นผู้จัดการชุมนุมหรือผู้ชุมนุม” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน “ถ้าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ภายในสถานที่ชุมนุมต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท”

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

‘ประชามติรธน.’ ทำก็เสี่ยง ไม่ทำก็เสื่อม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2558 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1QS8Pq2

‘ประชามติรธน.’ ทำก็เสี่ยง ไม่ทำก็เสื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่​ “ประชามติ” ​ตีบตันมากขึ้น​ หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศชัดไม่มี “อำนาจ” พร้อมโยน “เผือกร้อน” กลับไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ​

เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ไม่ได้กำหนดให้ทำประชามติ หากจะทำประชามติจำเป็นต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากฝั่งสนับสนุนการทำประชามติ ที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ “ทางลัด” งัดอำนาจตามมาตรา 44 มาสะสางอุปสรรคเงื่อนไขดังกล่าว

แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปฏิเสธช่องทางดังกล่าวพร้อม “ลอยตัว” หนีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะ “ทำ” หรือ “ไม่ทำ” ประชามติ ย่อมทำให้โอกาสเห็นประชามติน้อยลงไปทันที ทั้งที่เรื่องการทำประชามตินั้น อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขึ้นอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงผู้เดียว

ต้องยอมรับว่าในแง่มุมของ คสช.​ แม้การทำประชามติจะเป็นเรื่องดีที่จะเป็นหลักประกัน การทำประชามติเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่อาจทำให้เส้นทางตามโรดแมปที่วางไว้ต้อง “สะดุด” หรือ ​“เลื่อนยาว” ออกไปกว่ากำหนดเดิม และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่เขียนล็อกเรื่องประชามติเอาไว้

ลำพังแค่ความเสี่ยงเรื่อง ​“มติไม่เห็นชอบ” ​ร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคิดหนัก​ เพราะเนื้อหาหลายส่วนที่เป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่เต็มไปด้วย “จุดอ่อน” ที่ถูกโจมตีอย่างหนักจากหลายฝ่าย ตั้งแต่ระบบเลือกตั้ง ที่มานายกรัฐมนตรี ที่มา สว.

ยิ่งในวันที่สองพรรคใหญ่ออกมาประสานเสียงไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ ด้วยจำนวนสมาชิกและกลุ่มผู้สนับสนุนรวมกันหลายสิบล้านคน ย่อมทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับเสียงเห็นชอบเป็นไปได้ยาก

แต่ปัญหาที่อาจจะหนักกว่าเรื่องผลของการลงมตินั้น อยู่ที่บรรยากาศที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ดังจะเห็นว่าแค่ในเวที ​สปช.ที่เปิดให้พิจารณาร่างแรกรัฐธรรมนูญ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่าง สปช.และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังรับรู้ได้ถึงความขัดแย้งที่เริ่มขยายวงกว้างขึ้น

หากต้องทำประชามติจริง ย่อมต้องเปิดเวทีทั่วประเทศ เพื่อนำเสนอเนื้อหา ข้อดี ข้อเสีย ของร่างรัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนรับรู้รับทราบก่อนการลงมติ พร้อมให้ประชาชนได้แสดงความคิดความเห็น ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะปลุกความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

ที่สำคัญ หากจะทำประชามติจริง ​คสช.ย่อมต้องผ่อนปรนเงื่อนไขทั้งเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อเอื้อต่อการแสดงความคิดเห็น และนั่นย่อมสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง​

​ทั้งด้วยตัวเนื้อหาจากร่างรัฐธรรมนูญเอง และกลุ่มป่วนที่คอยจ้องจะสร้างสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย และจะกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นของ คสช.

หากจับสัญญาณ “ลอยตัว” ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกตัวแบ่งรับแบ่งสู้มาตั้งแต่แรก ย่อมถือเป็​นสัญญาณสำคัญที่จะทำให้ประชามติส่อเค้าจะแท้งตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ​

แม้จะมีเสียงรบเร้าจากหลายฝ่าย ที่เชื่อว่า “ประชามติ” จะเป็นหลักประกันสำคัญทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้ต่อไป​ได้อย่างไม่มีปัญหา และไม่เป็นชนวนขัดแย้ง

เบื้องต้น พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.​ ที่เห็นตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็น “รัฐาธิปัตย์” ตั้งแต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวประกาศใช้ อีกทั้งอำนาจตามมาตรา 44 เป็นเพียงแค่เครื่องมือสำหรับ คสช. ที่ใช้ประคับประคองให้เป็นไปตามโรดแมป 3 ระยะ

การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงต้องยึดตามมาตรา 46 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ระบุว่า ในกรณีที่เห็นเป็นการจําเป็นและสมควร ครม.และ คสช. จะมีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ก็ได้ โดยจัดทําเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสนอต่อ สนช.เพื่อให้ความเห็นชอบ ให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมภายใน 15 วัน

หากวิเคราะห์แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดทางประชามติ เพราะมีหลายขั้นตอน แถมแต่ละขั้นตอนก็ยากที่จะผลักดันไปจนสุดทาง

แม้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะออกตัวหนุนประชามติตั้งแต่ต้น แต่ด้วยอำนาจหน้าที่แล้วย่อมทำได้เพียงแค่เสนอความคิดเห็น เพราะสุดท้ายการตัดสินใจย่อมอยู่ที่ ครม.​และ คสช.​ที่จะตัดสินใจร่วมกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่สุดท้ายทุกอย่างจะต้องมาสรุปที่ขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.​ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดไม่ว่าจะมีการทำหรือไม่ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ย่อมมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกรณีไม่มีการทำประชามติ จะมีเสียงข้อครหาต่างๆ มากมาย อาทิ เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งผลให้ความนิยมความศรัทธาของ “บิ๊กตู่” เสื่อมทรุดเร็วขึ้น

ในทางกลับกัน หากทำประชามติก็สุ่มเสี่ยง เพราะถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จะส่งผลต่อบารมี อำนาจ “บิ๊กตู่” ทันที และที่่สำคัญอาจลุกลามทำให้ “บิ๊กตู่” อยู่ในตำแหน่งไม่ได้ หรือถ้าหากประชามติผ่าน ก็ต้องดูว่าผ่านแบบไหนอีก ผ่านแบบเฉียดฉิว หรือผ่านแบบมีข้อครหา หรือถ้าไม่มีปัญหา ก็เดินหน้าสู่โรดแมปเลือกตั้ง

ฉะนั้น งานนี้ไม่ว่า “บิ๊กตู่” จะเลือกทางไหน ก็หนีไม่พ้นความสุ่มเสี่ยง

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

มาตรา 181-182 ของร้อนในร่างรธน.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2558 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/362194/มาตรา-181-182-ของร้อนในร่างรธน

มาตรา 181-182 ของร้อนในร่างรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เพิ่งผ่านการอภิปรายของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังคงเป็นประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยความร้อนไม่ได้อยู่ที่เรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรี และระบบเลือกตั้งเท่านั้น เพราะล่าสุดประเด็นเล็กน้อยอย่างมาตรา 181 และมาตรา 182 ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดคณะรัฐมนตรีก็ได้กลายเป็นประเด็นล่าสุดที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วย

สาระสำคัญของมาตรา 181 คือ การให้นายกรัฐมนตรีสามารถยื่นเรื่องเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่าจะไว้วางใจให้นายกฯ ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไปหรือไม่ โดยหากสภาลงมติไว้วางใจนายกฯ ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สส. นายกฯ ไม่จำเป็นต้องออกจากตำแหน่งแต่สามารถใช้วิธีการยุบสภาแทนได้

ส่วนมาตรา 182 มีใจความสำคัญตรงที่ให้อำนาจนายกฯ เสนอร่างพระราชบัญญัติต่อสภาด้วยการอ้างถึงความจำเป็นของการบริหารราชการแผ่นดินได้ และหาก สส.ไม่ได้ยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ภายใน 48 ชั่วโมง จะเท่ากับว่าสภาได้ให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติเจตนารมณ์ที่ต้องบัญญัติมาตรานี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรพอสังเขปตรงกันว่า “เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่ โดยเป็นมาตรการในการรักษาและเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็เป็นการเตือน สส.ที่สังกัดพรรคร่วมรัฐบาลว่า หากไม่ให้ความไว้วางใจรัฐบาลอาจมีการยุบสภา และจะมีผลให้รัฐบาลและสภาสิ้นสภาพลงได้”

อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้สองมาตรานี้ออกมา ปรากฏว่าเกิดการถกเถียงกันในชั้นคณะ กมธ.ยกร่างฯ ครั้งใหญ่ๆ ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาระหว่างการประชุมนอกสถานที่พัทยา จ.ชลบุรี ครั้งที่สองเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน มี.ค.ก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้ สปช.

กมธ.ยกร่างฯ จำนวนไม่น้อยที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการให้มีมาตรานี้ก็มีเหตุผลไม่ต่างจากท่าทีที่ออกมาจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกฯ และ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมืองของ สปช. คือ จะเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับนายกฯ มากเกินไป และยังไม่เหมาะสมกับบริบทของสังคมการเมืองไทย

เหนืออื่นใดในเมื่อนายกฯ มีปัญหาจนส่งผลต่อความไว้วางใจก็ควรเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ใช่ใช้สภามาเป็นเครื่องมือในการหาความชอบธรรม และถึงอย่างไรในทางปฏิบัติ สส.ฝ่ายรัฐบาลในฐานะผู้กุมเสียงข้างมากย่อมอยู่ข้างเดียวกับนายกฯ อยู่แล้ว เนื่องจากต้องการอยู่ในตำแหน่ง สส.ให้นานที่สุด

ขณะที่ฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ ยืนยันต่อที่ประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ว่าไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจและเพิ่มเสถียรภาพให้กับนายกฯ เกินความจำเป็น แต่เป็นเพียงการให้นายกฯ มีเครื่องมือจัดการความขัดแย้งในสภาเท่านั้น ประกอบกับกลไกการตรวจสอบพร้อมกับกลไกการให้นายกฯ ออกจากตำแหน่งได้ที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นหลักประกันเพียงพอที่จะทำให้นายกฯ ไม่กล้าลุแก่อำนาจ

แม้คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะยืนยันในหลักการนี้พร้อมกับให้มีมาตรา 181 และ 182 ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่ด้วยท่าทีของฝ่ายการเมืองและ สปช.หรือแม้แต่รัฐบาลในปัจจุบันผ่าน “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ที่ไม่เห็นด้วยเริ่มมีความเข้มข้น จึงย่อมเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันที่มีผลให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ กลับลำในบั้นปลายได้เช่นกัน

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

นายกฯหนุนยกร่างรธน.ยึดต่างประเทศ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2558 เวลา 21:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1JBC4Ih

นายกฯหนุนยกร่างรธน.ยึดต่างประเทศ

“ประยุทธ์”แนะร่างรธน.ยึดสากลควรรับฟังความคิดเห็นและศึกษาแนวทางต่างประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อค่ำวันที่ 24 เม.ย.ว่า เรื่องรัฐธรรมนูญ ไปคิดเอา ก็ฟังอยู่ทุกวันมีโอกาสก็ฟัง ก็แถลงกันทุกคนก็ตั้งใจ ไปคิดกันแล้วกันว่ารัฐธรรมนูญควรจะเป็นอย่างไร จะเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปอย่างไร ทำยังไงจะทำได้ ถ้าเป็นสากลอย่างเดียว เป็นแบบเดิมอย่างเดียวจะทำได้ไหม ไม่รู้.. ท่านไปคิดกันมานะ การฟังความคิดเห็นจากต่างประเทศ ก็ผมอยากให้ฟังคนอื่นเขาบ้างยังไง ก็ส่วนใหญ่ก็คิดกันเอง เถียงกันเอง ทะเลาะกันเองมาตลอด ไปฟังเขาซิ ประเทศเขามาอย่างไร แค่ไหน เท่านั้นแหละ แล้วท่านมาคิดเอา เลียนแบบเขาบ้าง คิดเขาบ้าง ไม่ใช่คิดเองทำเอง แล้วทะเลาะกันเอง อยู่แค่นี้ มากี่สิบปีแล้ว นะ ประชาธิปไตยไทย ถ้าเราทำดี โลกเข้าใจเรา วันหน้าจะได้ไม่ถูกประณามไง ในโลกใบใหญ่นี่ ก็ต้องระมัดระวัง

“ไม่อยากให้คนประณามผม ผมไม่มีความอดทนเพียงพอที่จะให้ ทำความผิดแล้วก็หลีกเลี่ยงไปเรื่อยๆ ผมไม่ใช่คนแบบนั้นนะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

กมธ.ยกร่างฯลุยไฟ ไม่รื้อใหญ่แต่แก้จุดเล็ก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2558 เวลา 09:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Qqdwac

กมธ.ยกร่างฯลุยไฟ ไม่รื้อใหญ่แต่แก้จุดเล็ก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้จะยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย คือวันที่ 25 พ.ค.-23 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องทบทวนเนื้อหาก่อนส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่ต้องถือว่ามีความเข้มข้นดุเดือดพอสมควร ดังจะเห็นได้จากการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.ตลอด 4 วันที่ผ่านมา

ในภาพรวมของการอภิปรายจะเห็นได้ว่ามีสมาชิก สปช.สนับสนุนและไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอยู่พอๆ กัน

ฝ่ายที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมีเหตุผลสำคัญอยู่ที่การยกระดับประชาชนให้เป็น “พลเมือง” ซึ่งการยกระดับที่ว่านั้นคณะ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ได้เขียนไว้ให้ดูสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการให้หลักประกันในการเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพต่างๆ มากขึ้นจากเดิมที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

ส่วนฝ่ายคัดค้านก็มุ่งประเด็นที่การปฏิรูปโครงสร้างของสถาบันการเมือง “คณะรัฐมนตรี-สภาผู้แทนราษฎร-วุฒิสภา” ซึ่งต่างเห็นว่ายังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นัก แต่ในทางกลับกันจะกลายเป็นการปฏิรูป “ลดอำนาจฝ่ายการเมือง เพิ่มอำนาจฝ่ายราชการ” เพราะการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมเป็นประตูสู่รัฐบาลผสมที่อาจทำให้รัฐบาลไม่เข้มแข็ง แต่ข้าราชการกลับมีอำนาจมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องผ่านการแต่งตั้งจากอำนาจฝ่ายการเมืองแบบ 100%

เสียงคัดค้านของ สปช.ต่อเรื่องนี้ที่ออกมาตลอด 4 วัน เป็นเรื่องที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ให้ความสำคัญอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้น คณะ กมธ.ยกร่างฯ คงไม่ประกาศแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญกลางที่ประชุม สปช.ด้วยการกำหนดให้นายกฯ คนนอกต้องได้เสียงจากสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 2 ใน 3 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่การแก้ไขเรื่องเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้ความขัดแย้งระหว่าง สปช.กับคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะสงบลงได้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ สปช.เตรียมรวมตัวสู้กับคณะ กมธ.ยกร่างฯ อีกรอบในช่วงของการเสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลักๆ จะมีอยู่ 3 เรื่อง คือ

1.ระบบเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสม สปช.เห็นด้วยกับหลักการของการเลือกตั้งระบบนี้ที่ไม่ต้องการให้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็กังวลกับการเกิดรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้การเมืองเข้าไปสู่อีหรอบเดิมก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 อีก รวมไปถึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดให้มี สส.ระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด เพราะมีผลให้พรรคการเมืองเกิดความขัดแย้งภายในรุนแรง จนระบบพรรคการเมืองไม่มีเสถียรภาพ

หากจับสัญญาณของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้น้อยที่จะยอมให้การเลือกตั้ง สส.กลับไปเป็นระบบเดิม อย่างมากที่สุดอาจแค่แก้ตัวเลขของ สส. โดยให้มีจำนวน สส.ระบบเขตเลือกตั้งมากขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ 250 คน และไปลดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่เดิมบัญญัติไว้ 200 คนแทน

2.ที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แม้เสียงส่วนใหญ่ของ สปช.จะอ่อนลง และเริ่มยอมรับกับความจำเป็นในการเปิดกว้างให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ มากขึ้น ทว่ายังมีบางประเด็นที่ต้องการให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ปรับแก้เช่นกัน

อาทิ อยากให้กำหนดกระบวนการในการได้มาซึ่งนายกฯ คนนอกที่ไม่ได้เป็น สส.เอาไว้ในบทเฉพาะกาลแทนการใส่ไว้ในหมวดคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังยืนหลักการเดิมที่ให้นายกรัฐมนตรีต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านการเป็น สส. แต่ก็มีข้อยกเว้นให้สภาเลือกคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ภายใต้สถานการณ์จำเป็นตามเงื่อนไขในบทเฉพาะกาล

เช่นเดียวกับ การให้วุฒิสภาทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากจะเป็นการทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหาร

ประเด็นที่มีโอกาสถูกปรับแก้มากที่สุดอยู่ที่เรื่องการให้วุฒิสภากลั่นกรองรายชื่อรัฐมนตรี เนื่องจากในชั้นการพิจารณาของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ก่อนเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกมาให้ สปช. เสียงในคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต่อเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นทิศทางเดียวกันมากนัก แต่สำหรับเรื่องให้กำหนดบทบัญญัตินายกฯ คนนอกไว้ในบทเฉพาะกาลนั้นมีทางเป็นไปได้ยาก เพราะคณะ กมธ.ยกร่างฯ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นหลักการสำคัญ จึงจำเป็นต้องบรรจุไว้ในหมวดคณะรัฐมนตรี

3.การได้มาซึ่งวุฒิสภา การเปิดช่องให้มี สว.จากการเลือกตั้งของประชาชนจังหวัดละ 1 คน ดูเหมือนจะเป็นความพยายามที่จะลดความขัดแย้งในทางการเมืองของคณะ กมธ.ยกร่างฯ แต่เอาเข้าจริงก็มีข้อสงสัยว่าเป็นเรื่อง “ย้อนแย้ง” หรือไม่

กล่าวคือ ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้พลเมืองเป็นใหญ่ แต่ปรากฏว่าประชาชนไม่มีสิทธิเลือก สว.อย่างมีอิสระ หลังจากคณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สว.ก่อนโยนให้ประชาชนลงคะแนนเลือก

สมาชิก สปช.มีเสียงสะท้อนในทางลบต่อกลไกดังกล่าวพอสมควร เพราะเห็นว่าจะทำให้สถานะและความชอบธรรมของ สว.ว่าจะมีจุดยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ ในเมื่อกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ทางอื่นผ่านการเลือกตั้งทางอ้อมก็มีปัญหาเรื่องความเชื่อมโยงกับประชาชนอยู่เช่นกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะยอมกลับไปใช้การเลือกตั้ง สว.แบบเดิม เนื่องจากมองว่าตัวเองได้ถอยอย่างถึงที่สุดแล้ว เพราะหากกลับไประบบเลือกตั้งอย่างเก่าย่อมเท่ากับไม่เกิดการปฏิรูป

ทั้งนี้ 3 ประเด็นใหญ่ดังกล่าว จะเป็นไฮไลต์สำคัญของการห้ำหั่นในยกสอง(ขั้นตอนเสนอคำแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.) ระหว่าง สปช.กับ กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งเสียงระฆังจะดังขึ้นหลังจากสิ้นสุดยกแรกในวันที่ 26 เม.ย.

หากแต่ละฝ่ายไม่อาจหาจุดที่ประนีประนอมกันได้ยกนี้ ยกที่สามซึ่งเป็นยกสุดท้าย คือ การลงมติของ สปช.ว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ คงได้เห็นอะไรที่คาดไม่ถึงอย่างแน่นอน

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

‘เพื่อไทย-ปชป.’ จับมือ ชงคสช.ปรับปรองดอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2558 เวลา 08:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1EmVG2U

‘เพื่อไทย-ปชป.’ จับมือ ชงคสช.ปรับปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีหนังสือเชิญบุคคลต่างๆ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเป็นผู้นำทางความคิดของกลุ่มคนในสังคมจำนวน 82 คน ไปร่วมประชุมหารือเพื่อแสดงความเห็นในเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติที่สโมสรกองทัพบก โดยมี พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเลขาธิการ คสช. เป็นประธาน และมีคณะนายทหารจาก คสช.หลายคนเข้าร่วม เช่น พล.ท.
กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1

ขณะที่ผู้ถูกเชิญมีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้นำกลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่งมีผู้มาประชุมมากกว่า 40 คน เช่น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย จาตุรนต์ ฉายแสง พงศ์เทพ เทพกาญจนา จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ สมชาย หอมละออ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ฯลฯ

บรรยากาศการหารือช่วงแรกเริ่มจากทางทหารได้ขอให้ทุกคนร่วมแสดงความคิดเห็นต่องานทางด้านการปรองดองที่ คสช.ได้ทำมา ณัฐวุฒิก็ได้ขอให้ทาง คสช.เล่าให้ฟังว่าได้ไปทำอะไรมาบ้าง คสช.ก็ได้ชี้แจงว่าได้มีการทบทวนเหตุการณ์ทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งได้พบปะประชาชนทั่วประเทศมีคนเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 2 แสนคน มีเวทีต่างๆ 4,268 เวที เน้นกลุ่มเข้าร่วม 3 กลุ่ม อาทิ กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มนักศึกษา ฯลฯ มีกิจกรรมต่างๆ หลากหลาย เช่น โครงการเอกลักษณ์ไทยหัวใจ 4 ภาค ซึ่งจัดไปแล้วหลายจังหวัดและอยู่ในระหว่างดำเนินการอีกหลายจังหวัด จึงอยากได้ความคิดเห็นว่าควรทำเรื่องปรองดองอย่างไรหรือไม่

อภิสิทธิ์ได้ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกของกลุ่มการเมือง ซึ่งอภิสิทธิ์ก็ได้ระบุว่า ก่อนอื่นมีเรื่องจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง คือเมื่อ 2 วันก่อนได้พบประชาชนซึ่งเป็นผู้สูงวัยท่านหนึ่งซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน ชายสูงอายุผู้นั้นได้มาจับมือผมแล้วบอกว่าดีมากนะ ผมก็ถามว่าดียังไง เขาตอบว่าดีเพราะสองพรรคคือประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจับมือกันต้านเผด็จการ ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่า ถ้าตั้งโจทย์ผิดผลที่ได้จะผิด ขอให้ตั้งโจทย์ให้ถูก โจทย์ที่ควรจะตั้งสำหรับผมมี 2 อย่างคือ 1.การปรองดองไม่ใช่การเอาคนทุกคนมาทำให้มีความเห็นเป็นแบบเดียวกัน โลกและสังคมทุกวันนี้มาไกลเกินกว่าคนมารวมตัวกันแล้วคิดเหมือนกัน เหมือนกับที่เอาคนในห้องนี้มานั่งรวมกันแล้วบอกว่าให้คิดเหมือนกันซึ่งเป็นไปไม่ได้ การปรองดองต้องอยู่บนฐานที่ว่าจะทำให้คนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่ร่วมกันได้นี่เป็นเรื่องสำคัญ 2.การปรองดองไม่ใช่ให้คู่ขัดแย้งมานั่งคุยกันแล้วตกลงกันซะความขัดแย้งจะได้หมดไป เพราะคู่ขัดแย้งในปี 2558 กับปี 2559 หรือปี 2560 อาจจะเป็นคนละเรื่อง ดังเรื่องที่เล่าไปข้างต้น

“สำหรับผมแล้วกระบวนการที่ทำให้เกิดการปรองดองขึ้นได้ มีอยู่ 2 อย่างคือ 1.กระบวนการประชาธิปไตย 2.กระบวนการยุติธรรม แต่ต้องแยกแยะให้ถูกว่าเรื่องใดเป็นเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย เรื่องใดเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาบางครั้งมีการยกเรื่องความไม่ยุติธรรมขึ้นมาใช้เรื่องประชาธิปไตยไปละเมิดสิทธิคนอื่น ปัญหาที่ผ่านมาเกิดความสับสนในเรื่อง 2 เรื่องนี้ ถ้าจะทำให้การปรองดองบรรลุผล เมื่อเดินตามโรดแมปมาแล้วต่อไปจะเกิดความขัดแย้งหรือไม่อยู่ที่รัฐธรรมนูญ ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดในสาระรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญเป็นกติกาสำคัญที่ต้องเป็นที่ยอมรับ แต่เท่าที่ดูจะเป็นระเบิดเวลามากกว่า” อภิสิทธิ์ ระบุ

อภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องกระบวนการประชาธิปไตยนั้นต้องทำให้คนตระหนักว่าเรื่องต่างๆ มีขอบเขตต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น กติกาจึงอยู่ที่เรื่องการใช้อำนาจไม่ใช่ทำให้พรรคการเมืองเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ ถ้ามีผู้ใช้อำนาจไปละเมิดประชาชนหรือฝ่ายอื่นอีกก็จะมีคนลุกขึ้นมาอีก เพราะคนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้มีอำนาจ ดังนั้นต้องทำให้ทุกคนมั่นใจในกระบวนการต่างๆ ว่าจะมีความเป็นธรรม คือ 1.ต้องไม่มีการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ถ้ามีต้องจัดการโดยกฎหมาย ต้องชัดในเรื่องตรงนี้ 2.ต่อไปนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดทำกิจกรรมต้องไม่เกิดความรุนแรงจากอีกฝ่ายหนึ่ง ใครก็จะไปละเมิดกันไม่ได้ แค่นี้ปัญหาก็ลดลงไปเยอะแล้ว

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเตรียมประชาชนและได้ให้ประชาชนเรียนรู้ที่จะเข้าไปสู่การเคารพกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ คสช.จะต้องผ่อนคลายให้ทำกิจกรรมทางการเมืองให้คนได้ใช้เสรีภาพ ให้นักวิชาการได้พูดคุยกันเพื่อที่ประชาชนจะได้เรียนรู้ว่าการพูดจากันโดยไม่ใช้ความรุนแรงก็เกิดขึ้นได้ การที่บอกให้ทุกฝ่ายปรองดองแล้วจู่ๆ เข้าไปสู่โรดแมประยะที่ 3 ของ คสช. ซึ่งระยะนั้นไม่มีมาตรา 44 หรืออะไรแล้ว เป็นการกระโดดข้ามเข้าไปเลยไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นควรจะให้มีกิจกรรมทางการเมืองเพื่อที่จะให้มีการเรียนรู้ว่ามีการดำเนินการโดยไม่ใช้ความแตกแยกและความรุนแรงได้ ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ทางการเมืองและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ในเรื่องสื่อมวลชนก็เช่นเดียวกัน การปิดกั้นสื่อไม่เป็นเรื่องดี ที่ผ่านมาก็เพราะปิดกั้นสื่อกระแสหลัก ประชาชนจึงไปแสวงหาข้อมูลจากทีวีดาวเทียมและช่องทางอื่นๆ รวมทั้งลงไปในถนน

“การเยียวยาด้วยเงินทองไม่สำคัญเท่ากับการให้ความยุติธรรม” อภิสิทธิ์ ระบุ

จาตุรนต์ กล่าวว่า มีความคิดเห็นตรงกับอภิสิทธิ์เป็นส่วนใหญ่ เป็นเรื่องแปลกว่านับตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มา คนของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นตรงกันมาก ส่วนตัวเห็นว่าการสร้างความปรองดองคือการทำให้คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งถ้ากติกาไม่เป็นธรรมก็จะนำไปสู่ความบาดหมางและใช้วิธีการนอกกติกามาแก้ปัญหาอีก

“เราต้องการกติกาที่ดีและเป็นธรรมเพื่อแก้ไขปัญหา การสร้างความปรองดองต้องแลกเปลี่ยนกันหลายฝ่ายมากกว่านี้ ต้องมีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อนจะไปออกกติกาและการปฏิรูป กระบวนการที่จัดให้มีการพูดคุยกันครั้งนี้เป็นเรื่องดีแต่จัดช้าไป เพราะขณะนี้ได้มีการออกแบบรัฐธรรมนูญแล้ว ความจริงต้องมีการคุยกันก่อนแล้วค่อยออกแบบ แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะปรับการร่างรัฐธรรมนูญที่จะไม่ให้เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งกว่าที่ผ่านมา อยากจะเห็นการแก้ไขปัญหา ไม่อยากให้ 2-3 ปีข้างหน้า กองทัพพูดว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ พวกผมทำดีที่สุดแล้ว” จาตุรนต์ ระบุ

ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีนี้เป็นผลพวงมาจากอดีต คู่ขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก็เป็นคู่ขัดแย้งที่ไม่ได้มีอะไรกันเป็นการส่วนตัว แต่เป็นคู่ขัดแย้งที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาหากแต่อยู่ภายใต้ของความขัดแย้งสองแนวทางซึ่งเกิดมาตั้งแต่ปี 2475 นั่นคือความขัดแย้งระหว่างสายอนุรักษนิยมและเสรีนิยม ถ้าเปรียบเป็นสงครามก็มีตัวแทนสองฝ่ายทำศึกกันมาครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่อยมา ถ้าเงื่อนไขหลักยังอยู่ก็จะมีศึกกันร่ำไป ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างให้มีความเสมอภาคและความเป็นธรรม

“ถ้าจะสร้างความปรองดองผมมีข้อเสนอซึ่งเป็นโรดแมปของผมเองดังต่อไปนี้ 1.สร้างกระบวนการพูดคุยกันเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ เพราะถ้าจะปรองดองไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องพูดจากัน และผู้มีอำนาจต้องมีการแสดงออกที่ชัดเจนว่าเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา มีการเยียวยาผู้เสียหายที่เป็นรูปธรรม 2.ผู้ถูกดำเนินคดีอาญาหรือผู้ที่เคลื่อนไหวจากทุกกรณีควรจะได้รับการนิรโทษหรืออภัยโทษ เว้นแต่แกนนำก็ให้ดำเนินคดีไปจนสุดทาง ส่วนจะนิรโทษหรือไม่ก็ให้สุดทางเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการครหาว่าเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน 3.ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีไม่ว่ากรณีใดควรจะได้รับการประกันตัว ที่เสนอนี้ไม่ได้ล่วงอำนาจศาล แต่รัฐบาลปัจจุบันมีอำนาจเพียงพอที่จะดำเนินการได้ 4.สร้างกติกาสูงสุดให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ซึ่งกลไกหลักในการสร้างความปรองดองต่อไปคือรัฐธรรมนูญ 5.เมื่อถึงขั้นที่ได้ประชาธิปไตยแล้วก็นำไปสู่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

“ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งไม่ได้อยู่แต่ภาคการเมืองหรือคนที่อยู่ในห้องเท่านั้น ยังมีผู้มีบารมี มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจสังคมอยู่ด้วย ดีที่สุดทางกองทัพควรพูดคุยกันภายในด้วยว่ากองทัพควรจะมีบทบาทต่อไปอย่างไรเพื่อเป็นหลักประกันของทุกฝ่าย และถ้ามีปัญหาก็ให้ช่วยกันหาทางออกด้วยกันโดยมีหลักประกันดังกล่าว ในขั้นที่มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว บรรดาผู้ที่เป็นกรรมการอยู่ในองค์กรอิสระทั้งหลายก็ควรจะแสดงสปิริตลาออก แล้วถ้าจะกลับเข้ามาอีกก็ขอให้กลับเข้ามาตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญใหม่ ขอฝากฝ่ายความมั่นคงว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างเป็นปัญหาจริงๆ อาจจะมีคนพูดว่าคนวิจารณ์คือคนเสียประโยชน์ พวกเราไม่กังวลเรื่องการเข้าสู่อำนาจ แต่คิดว่าประเทศไม่มีทางออก อันนี้เป็นปัญหาใหญ่กว่า อยากจะให้จัดเวทีลักษณะนี้โดยไปพูดในห้องประชุมสภาโดยเชิญกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญมาฟัง” ณัฐวุฒิ กล่าว

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

จัดทัพขรก.-ล้างโกง แผนกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2558 เวลา 13:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1QmcpIL

จัดทัพขรก.-ล้างโกง แผนกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประกาศใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อโยกย้ายข้าราชการที่เกี่ยวพันกับการทุจริต กว่า 100 คนนั้น มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นการจัดทัพข้าราชการระดับใหม่ หลัง 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลโชว์ผลงานไม่ออก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลพยายามเร่งล้างท่อให้มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณก็ไม่เป็นผล

ทั้งนี้ เนื่องจากข้าราชการไม่มั่นใจสถานการณ์ทางการเมือง เกรงหากมีการเลือกตั้งจะมีการเปลี่ยนขั้วทางเมือง ตัวเองจะมีผลกระทบ จึงเกิดการเกียร์ว่างขึ้น

ขณะเดียวกัน นโยบายการปราบปรามการทุจริตของรัฐบาลยังไม่มีความคืบหน้า ที่สำคัญมีการพูดกันปากต่อปากในวงการผู้ประกอบการทุกวงการ ว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ หรือเงินใต้โต๊ะ ไม่ต่างจากยุคนักการเมืองเรืองอำนาจ

หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปแบบนี้ โดยไม่มีการผ่าตัดปรับปรุงสร้างภาพลักษณ์ใหม่ จะส่งผลให้การยึดอำนาจครั้งนี้ มีหวังเสียของสูง ยิ่งใกล้สู่โรดแมป การเลือกตั้ง ยิ่งทำให้ของอำนาจ คสช.สั่นคลอนมากขึ้น จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรักความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่รีรอที่จะนำมาตรา 44 มาใช้

เพื่อให้การแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ข้าราชการจึงตกเป็นเป้าหมายแรกในการจัดระเบียบ เพราะถือเป็นกลไกใหญ่สุดในการบริหารราชการแผ่นดิน หากควบคุมไม่ได้ การบริหารประเทศย่อมล้มเหลวสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดโยกย้ายข้าราชการสีเทาครั้งใหญ่ของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ในทางการเมืองถือว่าได้ถึง 3 ต่อ คือ 1.ล้างคนระบบเก่าออกดันคนใกล้ชิดของตัวเองขึ้นกุมตำแหน่งสำคัญไว้ 2.ทำให้ข้าราชการเกรงกลัวเลิกเกียร์ว่าง และ 3.สร้างภาพลักษณ์เรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น

ความจริงการโยกย้ายข้าราชการล็อตใหญ่ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ในรัฐบาล คสช. หากจำกันได้เมื่อครั้งยึดอำนาจใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ ออกประกาศ คสช.ย้ายล้างบางข้าราชการขั้วอำนาจเก่ามาแล้วครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะข้าราชการระดับบิ๊กที่เป็นมือไม้สำคัญของฝ่ายการเมืองกลุ่มอำนาจเก่ากว่า 30 ตำแหน่ง อาทิ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการ สมช. หรือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภายใต้

เป็นการเด้งมาแขวนไว้ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำนั่งตบยุงไปวันๆ รอวันเกษียณอายุราชการ ที่ตึกเก่าของสำนักงานพัฒนาข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลหรือที่ข้าราชการการระดับสูงเหล่านี้ขนานนามว่า “ตึกกรุ” เพราะเป็นตึกเก่าร้างไม่มีที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีคนใดเข้ามานั่งทำงาน มีเพียงป้ายชื่อแปะจองความเป็นเจ้าของหน้าห้องไว้ภายในห้องว่างเปล่าวังเวง

น่าติดตามนับแต่นี้ไปว่าการทำงานของราชการจะไหลลื่นสนองต่อนโยบายรัฐบาลได้ดีเพียงใด รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างทางราชการในโครงการขนาดใหญ่ ทุกระดับตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงระดับสูง หรือตั้งแต่หลักล้านบาท ไปจนถึงหมื่นล้านบาทจะป้องกันทุจริตได้หรือไม่ เพราะรัฐบาลได้ตั้งกลไกการตรวจสอบ โดยให้ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ถือเป็นการเพิ่มดาบป้องกันการโกงสายตรงรัฐบาล

ขณะนี้มีการนำร่อง 5 โปรเจกต์ยักษ์ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ด้วยการจับข้าราชการระดับสูงกับภาคธุรกิจร่วมสาบานต่อหน้าฟ้าดินว่าจะไม่ฮั้วประมูล ผ่านการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม คือ 1.โครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) 3.โครงการเปลี่ยนผ่านระบบทีวีอะนาล็อกมาเป็นระบบดิจิทัลระยะที่ 2 ของกรมประชาสัมพันธ์มูลค่า 1,000 ล้านบาท 4.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมด้วยเครื่องเอกซเรย์ ทั้งสินค้าและหีบห่อของการเดินทางของกรมศุลกากรมูลค่า 1,300 ล้านบาท และ 5.โครงการซื้อเครื่องจักรของโรงงานยาสูบแห่งใหม่มูลค่า 7,400 ล้านบาท

นี่เป็นผลงานส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องการโชว์การป้องกันการทุจริตในทุกขั้นตอน และแน่นอนสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชั่น ฝ่ายข้าราชการถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์ ที่ไม่สามารถจะดำเนินการโกงกินได้เพียงลำพังได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายนโยบาย หรือฝ่ายการเมือง หรือบริษัทเอกชนผู้ประมูลเอื้อประโยชน์สินบน หรือเงินใต้โต๊ะ พร้อมๆ กับใช้อำนาจ เงินทุนและความหละหลวมของระบบการตรวจสอบร่วมกันทุจริตคอร์รัปชั่น

ดังนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่กว่า 100 ตำแหน่งในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องการโชว์พาวความเอาจริงเอาจังในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมๆ กับต้องการข่มขู่ทางอ้อมต่อกลุ่มข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่างไม่สนองนโยบายได้ยำเกรง

ทั้งหมดจะได้ผลหรือไม่ กาลเวลาตามโรดแมปเท่านั้นจะเป็นบทพิสูจน์

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“สีจิ้นผิง” ในคสช.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2558 เวลา 20:38 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Jq6Jbr

"สีจิ้นผิง" ในคสช.

โดย….สถิตย์ คู่ไทย

คสช.กำหนดโรดแมปจะเลือกตั้งกลางปี 2559 เมื่อนับจากนี้เหลือเวลาให้รัฐบาลคสช.บริหารประเทศแค่หนึ่งปีเท่านั้น

ระยะเวลาหนึ่งปีไม่มากและไม่น้อยเกินไปแต่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ฟันธงล่วงหน้าไม่อาจแก้ไขให้สำเร็จทุกประการ

นี่อาจเป็นเหตุให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวออกคำสั่้งเพื่อสะสางปัญหาต่างๆในขณะนี้

ฉะนั้นความเข้าใจที่ว่าบิ๊กตู่งัดมาตรา 44 เป็นเครื่องมือทดแทนการเลิกกฎอัยการศึกกลายเป็นเรื่องเกินความคาดหมายไปเสียแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ มองสถานการณ์ล่วงหน้าหากปล่อยให้การแก้ปัญหาต่างๆตามขั้นตอนคงไม่ทันอายุขัยรัฐบาล

นับแต่เลิกกฎอัยการศึก มาตรา 44 ถูกเรียกใช้บริการต่อเนื่อง เริ่มจากแก้ไขปัญหากรมการบินพลเรือน จัดการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ ไปจนถึงออกคำสั่งล้างบางบิ๊กข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมกับสั่งบรรดาผู้บริหารระดับสูงคุรุสภาหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีการตั้งกรรมการสอบสวนปมปัญหาทุจริตภายใน

เหตุผลหนึ่งของการใช้มาตรา 44 แทนอาศัยมติครม.โยกย้ายข้าราชการทั่วไป อาจเป็นเพราะจะได้หลบเลี่ยงการถูกฟ้องศาลปกครองกรณีโยกย้ายไม่เป็นธรรม นี่คือมาตราพิเศษที่คุ้มครองหัวหน้าคสช.นั่นเอง

ขณะที่มาตรา44 พัฒนาการถึงขั้นจะนำไปแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลราคาแพงให้อยู่ในระดับใบละ 80 บาท  โดยที่พล.อ.ประยุทธ์เล็งเห็นความสำคัญของอำนาจพิเศษทำได้ทุกสิ่งสรรพ จึงมีแนวโน้มว่าเรื่องที่ไม่มีใครทำได้อาจทำได้ในยามนี้

อาการขยับของรัฐบาลคสช.ผ่านการใช้อำนาจตามมาตรา 44 น่าสะพรึงนัก แต่ไม่ใช่สร้างความน่ากลัวต่อประชาชนทั่วไปหากแต่กำลังทำให้บรรดานักการเมือง ข้าราชการที่มีชนักติดหลังเริ่มไหวหวั่นมากกว่า

เห็นได้จากการกางบัญชีดำทุจริต 100 ราย เพื่อเตรียมเข้าสู่การดำเนินคดีให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง  สำทับกับที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ออกมายืนยันภายหลังการประชุมคณะกรรมการต่อต้านทุจริตแห่งชาติ(คตช.) เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2558 เปิดเผยเหตุผลนายกฯในฐานะหัวหน้าคสช.ใช้อำนาจผ่านมาตรา 44 ในการโยกย้ายข้าราชการเอี่ยวทุจริต เพราะหากใช้กระบวนการปกติต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ เป็นไปด้วยความล่าช้า  ซึงก็สอดคล้องกับระยะเวลาการบริหารงานรัฐบาลเหลือน้อยเต็มทน

วิธีการดังกล่าวก็ดูจะเป็นไปตามอำนาจพิเศษที่เหมือนดาบอาญาสิทธิ์มอบไว้ให้แก่หัวหน้าคสช.แต่เพียงผู้เดียว เป็นวิธีการที่อาจไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เข้าใจ แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นการใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ในทางสร้างสรรค์และจำเป็นอย่างยิ่งยวด

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง สี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ออกนโยบายปราบโกงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

มีการกวาดล้างการทุจริตข้าราชการยกกระทรวง ตามไล่รื้อยึดทรัพย์นักการเมือง วงค์วานว่านเครือ โดยไม่ไว้หน้า ไม่เกรงใจใครอีกต่อไป  ไมว่าจะเป็นเด็กเส้น หรือ นักการเมืองคนใดจนสั่นสะเทือนแผ่นดินจีน   กำลังมีหัวหน้าคสช. เจริญรอยตาม ก็ไม่ผิดนัก โดยที่หัวหน้าคสช. เลือกใช้อำนาจพิเศษกวาดล้างขบวนการทุจริตให้หมดสิ้นในช่วงมีเวลาเหลืออยู่นั่นเอง

ขณะที่เคยมีเสียงเรียกร้องมานับตั้งแต่ บิ๊กตู่ เข้ามาครองอำนาจ ถ้าต้องการจัดการคนโกงแบบเด็ดขาด ให้มองไปที่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างจีน ที่มีสีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดทำเป็นตัวอย่างนั้นไงเล่า และหากกล้าตัดสินใจใช้อำนาจเด็ดขาดถึงจะมีเสียงโลกสวยถล่ม แต่ก็คุ้มกับการโกยคะแนนความนิยมจากประชาชน  ที่กวาดล้างบรรดาโคตรโกงได้สำเร็จ

เพราะไม่ทันขาดคำ แค่นายกฯกวักมือเรียกประชุมบรรดาเลขาหน่วยงานปราบโกง จะเป็น ปปช. ปปท.  คตช.  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  ไม่กี่วันต่อมาก็มีการแถลงจากปปช.ให้อายัดทรัพย์  ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  รวมไปถึงข้าราชการสรรพากร เนื่องจากพบพฤติกรรมเคลื่อนไหวทรัพย์สิน จึงต้องการให้ผู้ถูกอายัพทรัพย์ได้แสดงความมีอยู่จริงของทรัพย์สินที่ได้มา

ฉะนั้นแล้ว จากนี้คงมีอะไรต่อมิอะไรออกมาให้สะพรึงมากกว่าการล้างบางกระทรวงศึกษาธิการ หรือการเช็คบิลเพียงแค่บัญชี 100 ข้าราชการเท่านั้น

 

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | การเมือง, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,165 other followers

%d bloggers like this: