Category Archives: โพสต์ทูเดย์

ท่ากระต่ายตั้งศีรษะพลิกแพลง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2558 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1BD7itd

ท่ากระต่ายตั้งศีรษะพลิกแพลง

ประโยชน์ของท่ากระต่าย (Sasangasana) เกิดจากการดึงยืดกระดูกสันหลังในท่าโค้งตัวศีรษะจรดพื้น ทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังยืดหยุ่น ช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่ไขสันหลังให้สูบฉีดเลือดเพื่อนำพาออกซิเจนไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น การยืดที่ต้นคอช่วยคลายความตึงเครียดที่คอ บ่า ไหล่ และหลัง ลดอาการ Office Syndrome ได้เป็นอย่างดี การพลิกแพลงท่าด้วยการจับขาชิดสะโพกช่วยเพิ่มการยืดเส้นและกล้ามเนื้อที่หน้าขา ไปจนถึงกระดูกคอด้านหลังจะถูกยืดตึงมากขึ้น

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มเหมือนท่าแมว วางเข่าห่างกันเล็กน้อยลดศอกลงที่พื้น แขนขนานไปด้านหน้า

 

2 ลดกลางศีรษะลงระหว่างแขนทั้งสองยกสะโพกขึ้น ดันตัวไปข้างหน้าให้คอด้านหลังถูกยืด หายใจเข้าออกสักครู่

 

3 เอื้อมมือทั้งสองไปจับน่องขวาใกล้ข้อเท้ายกขึ้น หายใจเข้า

 

4 หายใจออก งอเข่า มือดึงขาขวาจนส้นเท้าชิดสะโพกคอจะถูกยืดตึง หายใจเข้าออก 3-5 ลมหายใจคลายขา สลับยกขาซ้าย แล้วคลายท่าพักในท่าเด็ก

 

ร่างกายฟิตแต่ ‘นั่งนาน’ ต้นเหตุโรคเพียบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2558 เวลา 12:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1BSx4fC

ร่างกายฟิตแต่ 'นั่งนาน' ต้นเหตุโรคเพียบ

การออกกำลังกายเป็นประจำนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่จะให้ดียิ่งกว่าคือ เมื่อนั่งทำงานแล้วควรจะลุกขึ้นมาขยับร่างกายบ่อยๆ

เพราะผลการศึกษาจากสถาบันฟื้นฟูสภาพโตรอนโต ในแคนาดา พบว่า แม้ว่าบุคคลใดก็ตามจะมีสภาพร่างกายที่ฟิตปึ๋ง โดยออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง แต่ทว่าหากนั่งอยู่เฉยๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะทำงาน ดูโทรทัศน์หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ก็ยังคงเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ที่อาจจะนำมาซึ่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้อยู่ดี

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ความเสี่ยงที่จะมีสุขภาพย่ำแย่นั้นจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในกลุ่มคนที่ไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายน้อย

“ผลการศึกษาของเราพบว่า แม้ว่าการออกกำลังจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทว่าสิ่งนี้อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรค” ดร.เดวิด อัลเตอร์ หนึ่งในคณะวิจัย ระบุ

ฉะนั้นแล้ว ทางทีมที่ทำการศึกษาครั้งนี้จึงได้แนะนำว่า คนควรสังเกตระยะเวลาในการนั่งในแต่ละวัน พร้อมกับควรที่จะกำหนดระยะเวลาลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างระหว่างที่นั่งนานๆ เช่น ลุกขึ้นมาหมุนแขนหมุนขา ระหว่างรายการโทรทัศน์สุดโปรดพักโฆษณา

 

เฝ้าภรรยา ในห้องคลอดไม่ช่วยอะไร?

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2558 เวลา 12:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1GXgeNP

เฝ้าภรรยา ในห้องคลอดไม่ช่วยอะไร?

คงโรแมนติกน่าดู ถ้าเวลาภรรยาที่ตั้งครรภ์และถึงเวลาให้กำเนิดทายาท มีคู่ชีวิตอยู่ข้างๆ และคอยให้กำลังใจบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เด็กน้อยลืมตาดูโลก

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิงคอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้วิจัยในคู่รักต่างเพศทั้งหมด 39 คู่ โดยติดเครื่องวัดความเจ็บปวดไว้ที่ภรรยา และแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มีสามีอยู่ และกลุ่มที่สามีไม่ได้อยู่ในห้องคลอด

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมวิจัยยังต้องตอบแบบสอบถามเพื่อวัดความแนบแน่นของความสัมพันธ์คู่รัก เพื่อแสดงให้เห็นว่าคู่รักเหล่านั้นมีความผ่อนคลายเมื่ออยู่กับคู่รัก

ผลการวิจัยพบว่า อนาคตคุณแม่คนไหนที่ยิ่งผูกพันกับคู่รักน้อย จะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นถ้าสามีอยู่ในห้องคลอดด้วยขณะให้กำเนิดทายาท

“บุคคลที่หลีกเลี่ยงการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด อาจพบว่าการที่มีคู่รักอยู่ข้างๆ ขณะที่กำลังคลอด เป็นการทำลายความสามารถในการจัดการกับปัญหาด้วยตัวเองของบุคคลนั้นๆ” พญ.คาเทรินา โฟโทพูโลว แห่งภาคจิตวิทยาศาสตร์และภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยลอนดอน ระบุ

 

ผลิตภัณฑ์ ปลอดกลูเตน ไม่ช่วยลดน้ำหนัก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2558 เวลา 12:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wwTJtC

ผลิตภัณฑ์ ปลอดกลูเตน ไม่ช่วยลดน้ำหนัก

เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ หากคิดว่าผลิตภัณฑ์ปลอดกลูเตน เช่น แป้งสาลีปลอดกลูเตนจะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง

เมื่อการลดน้ำหนักด้วยผลิตภัณฑ์ปลอดกลูเตนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทัั้งผลิตภัณฑ์ฟาสต์ฟู้ดก็ออกผลิตภัณฑ์ไม่มีกลูเตนออกมาเอาใจผู้บริโภค

ทว่า ลิซา ชิมเปอร์แมน โฆษกของสถาบันโภชนาการและอาหารสหรัฐ เปิดเผยว่า  อาหารดังกล่าว แม้จะปลอดกลูเตนแต่ก็ยังประกอบไปด้วยไขมัน น้ำตาล และแคลอรี บางทีก็มากกว่าอาหารชนิดเดียวกันที่ปลอดกลูเตนเสียอีก

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าจะลดความอ้วนแต่กินฟาสต์ฟู้ด ซึ่งแม้จะปราศจากกลูเตน แต่ก็ไม่ช่วยลดความอ้วนแต่อย่างใด อาหารที่ปราศจากกลูเตนเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคแพ้กลูเตน หรือโรคความผิดปกติในช่องท้องที่กลูเตนไปขัดขวางการดูดซึมอาหาร ซึ่งชาวเอเชียส่วนใหญ่ที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ก็มีโอกาสเกิดโรคดังกล่าวน้อยนั่นเอง

 

‘การนอน’ อาวุธลับเสริมความฟิต

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2558 เวลา 11:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1DknAtv

‘การนอน’ อาวุธลับเสริมความฟิต

โดย…อณุสรา ทองอุไร

คุณเป็นคนหนึ่งที่ชีวิตประจำวันอัดแน่นไปด้วยลิสต์รายชื่อสิ่งที่ต้องทำมากมายหรือเปล่า เคยรู้สึกไหมว่าการวิ่งจ๊อกกิ้งที่สวนสาธารณะ อาจไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกดีอย่างเมื่อก่อนแล้ว และคิดไหมว่าทำไมถึงไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ และพยายามหลีกเลี่ยงฟาสต์ฟู้ด หรือเมนูประจำอย่างข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวขาหมู หรือของว่างกินเพลินๆ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าร่างกายของคุณเหนื่อยล้าเกินไป

สิ่งแรกที่คุณสามารถทำได้เพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเอง นั่นคือให้เวลาตัวคุณเองกับการนอนหลับสนิท

นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารที่ดี และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ร่างกายของเรายังต้องการการพักผ่อนที่ดีและเพียงพออีกด้วย มิหนำซ้ำการที่เราได้นอนหลับสนิทตลอดทั้งคืนก็ทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลายเป็นอย่างดี

 

ตัดวงจรอ้วน เลือกให้ถูกเมนู

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2558 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/343651/ตัดวงจรอ้วน-เลือกให้ถูกเมนู

ตัดวงจรอ้วน เลือกให้ถูกเมนู

โดย…อณุสรา ทองอุไร

กุญแจสำคัญที่จะไขปริศนาปัญหาอ้วน คือ วงจรอ้วน เราต้องตัดวงจรอ้วนนี้โดยหยุดกินเกิน ภกญ. ชญานิน ศรีสมุทรนาค ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส กล่าวว่า การกินเกินของเรามีตัวการร้ายที่ต้องจำไว้เลี่ยงได้อยู่ 2 เรื่องคือ แคลอรี และความใหญ่ ของอาหารที่กินเข้าไป

แคลอรีหรือความอ้วนในอาหารกับปริมาณขนาดที่ใหญ่ เช่น เฟรนช์ฟรายส์จัมโบ้ น้ำอัดลมแก้วใหญ่ พิซซ่าถาดซูเปอร์ไซส์  ที่เราจะอัพไซส์ในราคาไม่กี่บาท ขนาดที่ใหญ่ไปคือเรื่องแรกที่ต้องตัดออก เพราะหลายครั้งการคุ้มราคา ไม่มีค่าเท่ากับคุ้มสุขภาพ ที่ต้องเข้าสู่วงจรตัวแน่นแทบระเบิดด้วยโรคอ้วน

เทคนิคง่ายๆ ในการปรุงให้เหมาะ ในการเลือกวิธีปรุง  ที่เรียกว่าเทคนิคไฟจราจร ซึ่งมีอยู่ 3 สี

1.เมนูไฟแดง คืออันตรายที่ต้องเลี่ยง เช่น พวกชุบแป้งทอด หมัก ดอง เชื่อม ทอดกรอบ ห้ามเด็ดขาดสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน

2.เมนูไฟเหลือง ประเภทผัด รวน ทอด ไม่ควรกินเกินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

3.เมนูไฟเขียว ดีสำหรับทุกคน ทุกวัย คือ นึ่ง ต้ม อบ

แบ่งประเภทชัดๆ ที่ทุกท่านเลือกกินได้แม้ออกไปกินข้าวนอกบ้านก็ตามที สุดท้ายขอแถมเทคนิคเล็กๆ ด้วยการเคี้ยวช้าๆ นานๆ ดื่มน้ำสะอาดให้บ่อยๆ เลือกกินอาหารในกลุ่มไฟสีเขียวเป็นประจำ โดยเลือกกลุ่มของโปรตีนชั้นดีที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ ก็จะช่วยไล่ส่วนเกินย้วยๆ ที่ไม่น่าปรารถนาออกไป

ง่ายๆ ด้วยหลัก 3–3-3-3 คือกินคาร์โบไฮเดรตไม่เกินวันละ 3 อุ้งมือเล็กๆ รวมหมดทั้งแป้ง ข้าวเหนียว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว อาหารเส้นทุกชนิดต่อวัน – โปรตีนจากเนื้อสัตว์รวมทุกชนิด ไม่เกินวันละ 3 กำมือ – โปรตีนจากพืช คือ ถั่ว เห็ด คะน้า ดอกกะหล่ำ ปวยเล้ง – ผักและผลไม้ กินได้ 3 กำมือใหญ่ๆ พูนๆ ได้เลย ถือว่าเป็นอาหารที่เป็นพระเอกของแต่ละวัน ช่วยคุมน้ำหนักและไล่แคลอรีส่วนเกินได้

 

คนไทยกับโรคข้อเสื่อม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2558 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1GbCBie

คนไทยกับโรคข้อเสื่อม

โดย…อณุสรา ทองอุไร

รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์  ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคข้อเสื่อมว่า เป็นโรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนผิวข้อ โดยคนทางตะวันตกจะเป็นข้อสะโพกประมาณ 50% และข้อเข่าประมาณ 50% เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น ส่วนคนไทยโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองมักจะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมประมาณ 70-80% เนื่องมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่มักนั่งกับพื้นกันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อนั่งกับพื้นจะเกิดแรงกระทำที่จะทำกับข้อ โดยเฉพาะข้อเข่า เช่น การลุกขึ้นหรือนั่งลงกับพื้น การนั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะทำให้ข้อเข่ามีแรงกดและแรงขัดสีมาก ส่งผลให้เสื่อมได้ง่ายขึ้น

โรคข้อเสื่อมพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนมากกว่า รวมทั้งปัจจุบันผู้หญิงไทยมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นจากเดิม 60 กว่าปี เป็น 70 กว่าปี จึงทำให้อุบัติการณ์ของโรคพบในผู้หญิงมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ในอดีตที่พบในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันพบเร็วขึ้นที่อายุประมาณ 45-50 ปี เนื่องจากมีปัจจัยส่งเสริม เช่น การใช้งานร่างกายที่ยืนยาวมากขึ้นและภาวะอ้วน ทำให้ข้อเข่าแบกรับน้ำหนักมากเกิน ผู้ที่แบกหามน้ำหนักมากๆ เป็นประจำ หรืออยู่ในท่าที่ต้องนั่งกับพื้น หรือในท่าที่ต้องงอพับเข่ามากๆ ท่าเหล่านี้ล้วนทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพที่ต้องแบกหามเป็นประจำ เช่น ผู้ใช้แรงงงาน หรืออาชีพที่ต้องนั่งกับพื้นบ่อยๆ หรือต้องนั่งยองๆ เป็นเวลานานๆ เช่น ซักผ้าตลอดจน โรคบางโรคทำให้ข้อสึกได้ง่าย เช่น โรคเกาต์ โรคไขข้ออักเสบ รูมาตอยด์ อีกทั้ง การประสบอุบัติเหตุ อย่างเช่น อุบัติเหตุจากการเล่นกีฬาหรือจากการทำงาน นักกีฬาเมื่อได้รับการบาดเจ็บแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ข้อสึกเร็วได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการทำกายภาพบำบัด การบริหารกล้ามเนื้อเข่า การใช้ยา การฝังเข็ม ในขณะที่การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ โดยอาจจะเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน หรือเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมดตรงนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ในกรณีที่คนไข้จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดข้อเข่า ความเชี่ยวชาญของแพทย์และทีมเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การผ่าตัดประสบความสำเร็จและปลอดภัยสูงสุด

แพทย์แนะนำว่าหมั่นออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ยาที่ดีที่สุด คือ การออกกำลังกาย โดยกีฬาที่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคข้อ จะเป็นกีฬาประเภทที่ไม่มีการกระแทกแรงๆ เช่น ขี่จักรยาน เดินเร็ว ว่ายน้ำ เล่นแอโรบิกช้าๆ รำไทเก๊ก ส่วนกีฬาที่ไม่เหมาะ คือ กีฬาที่มีการกระแทกมากๆ เช่น กระโดด วิ่งแรงๆ

 

ท่าสุนัขขาเดียว เขย่งส้นเท้า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2558 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/343208/ท่าสุนัขขาเดียว-เขย่งส้นเท้า

ท่าสุนัขขาเดียว เขย่งส้นเท้า

ท่าสุนัขขาเดียว (Eka Pada Adho Mukha Svanasana) สามารถฝึกท่าพลิกแพลงโดยการเขย่งส้นเท้า ยกเข่าชิดหน้าผาก เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อขาไปจนถึงน่องได้ยืดเหยียด ทำให้แขนมีกำลังแข็งแรง กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังยืดตรงและยืดหยุ่น ช่วยพัฒนาความมั่นคงและความสมดุลของร่างกาย

วิธีปฏิบัติ

1 เริ่มจากท่าสุนัขก้ม มือวางเกือบเท่าความกว้างของขอบเสื่อวางเท้าเหมือนเลข 11 ยกสะโพกสูง ขาเหยียดตรง มือกดพื้นเพื่อให้หลังตรง แขม่วหน้าท้อง

 

2 หายใจเข้า หายใจออก ยกขาขวาขึ้นสูงขาตรงโดยหันปลายเท้าไปทางด้านขวา เพื่อยืดกล้ามเนื้อน่องด้านใน

 

3 หายใจเข้า เขย่งส้นเท้าซ้ายขึ้น หายใจออก โก่งหลังขึ้นงอเข่าขวามาชิดหน้าผาก หายใจเข้าออก 2 ลมหายใจ

 

4 วางเท้าขวาที่เข่าซ้าย โก่งหลัง หายใจเข้าออกอีก 2 ลมหายใจเพื่อยืดหลัง วางขาลงที่ท่าสุนัขก้ม สลับยกขาซ้าย

 

วาระสังคม วาระจิตเภท

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2558 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/ไลฟ์สไตล์/สุขภาพ/343207

วาระสังคม วาระจิตเภท

1 ใน 3 ของคนไทยป่วยด้วยโรคทางจิต ขณะที่อีก 2 ใน 3 มีแนวโน้มป่วยและจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างรู้เท่าทัน ข่าวสลด 5 ศพ ช่วงท้ายปี 2557 สาเหตุคือ หัวหน้าครอบครัวป่วยด้วยโรคจิตเภทจึงลงมือฆ่ายกครัว

คำถามคือ เหตุใดเราจึงปล่อยปละให้สถานการณ์ทางจิตเวชรุนแรงถึงเพียงนี้

ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว การป่วยด้วยโรคทางจิตไม่แตกต่างไปจากการป่วยทางกาย สามารถรักษาหายขาด และจะยิ่งง่ายต่อการรักษาหากพบสัญญาณป่วยตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

ระยะเวลา 1 ปี เราต่างป่วยด้วยโรคทางกายหลายสิบครั้ง มีทั้งซื้อยากินเองหรือพบแพทย์ตามระดับของอาการป่วย เช่นเดียวกับสุขภาพจิตที่แต่ละปีอาจป่วยได้หลายสิบครั้ง และแต่ครั้งระดับความรุนแรงแตกต่างกันออกไป ทว่าเรากลับไม่เคยรักษามันเลยแม้แต่น้อย

พบว่ามีหลายคนที่ตลอดทั้งชั่วชีวิตไม่เคยตรวจสุขภาพจิตหรือพบจิตแพทย์แม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งแตกต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่การพบจิตแพทย์เป็นเรื่อง “ปกติ” เหตุใดบ้านเราจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบอาจเป็นเพราะทัศนคติและวาทกรรมผิดๆ ที่สืบต่อกันมานั่นคือ พบ “จิตแพทย์” เท่ากับ “บ้า”

อาการป่วยด้วยโรคทางจิตเกี่ยวพันโดยตรงกับ“ร่างกาย” หลายโรคเป็นผลมาจาก “ร่างกาย” บกพร่องซึ่งก็ต้องรักษาทางกายจึงจะหาย ตัวอย่างเช่น โรคไบโพล่าร์ (อารมณ์สองขั้ว) เกิดจากสารเคมีในสมอง
ไม่สมดุล จำเป็นต้องกินยาเพื่อกระตุ้นให้สมองผลิตสารเคมีชนิดนี้มากขึ้น

ทว่าคนไทยกลับติดอยู่กับความเชื่อที่ว่าเครียด-อารมณ์แปรปรวน-หดหู่-กังวล ต้องแก้ปัญหาด้วยการ “ปล่อยวาง” “ปลง” “ฟังธรรม” หรือ “นั่งสมาธิ”
นั่นไม่ใช่ทางรักษาที่ถูกวิธี

นอกจากนี้ ครอบครัวที่มีผู้ป่วยอยู่ในบ้านกลับไม่มีความเข้าใจในโรค จึงพบการกักขัง ล่าม หรือปิดกั้นไม่ให้ผู้ป่วยออกมาเผชิญโลกภายนอก ที่สุดแล้วผู้ป่วยก็ไม่ได้รับการรักษาจนอาการหนัก เมื่อพาไปยังโรงพยาบาลจึงต้องเป็นผู้ป่วยในแทบทั้งหมด ส่งผลให้โรงพยาบาลแออัด แน่น บุคลากรไม่เพียงพอต่อการดูแล จิตแพทย์มีเวลาเพียงสั่งยา แต่ไม่มีเวลาให้คำปรึกษาเท่าที่ควรแน่นอนว่า หากผู้ป่วยมีฐานะดี อาจจะเลือกไปปรึกษาจิตแพทย์ตามสถานพยาบาลเอกชน แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว

ยารักษาโรคจิตเภทชนิดหนึ่งชื่อ “ลิเทียม” โรงพยาบาลเอกชนพรีเมียมขายเม็ดละ 16 บาท คลินิกนอกเวลาของโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ขายเม็ดละ 8 บาท ขณะที่โรงพยาบาลศรีธัญญาขายเม็ดละ50 สตางค์เท่านั้น คำถามคือ เหตุใดราคายาจึงมีความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อสิทธิผู้ป่วยในการเข้าถึงยา นำมาซึ่งปัญหาสังคมอย่างมากมาย

ทั้งหมดนี้ สามารถแก้ไขได้โดย 1.เปลี่ยนแปลงทัศนคติ คือเมื่อร่างกายป่วยได้ จิตใจก็ป่วยได้ ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ 2.ต้องมีสถานบริการที่ภาพลักษณ์ดี ยกระดับความรู้สึกของประชาชนให้ง่ายต่อการเดินเข้าไปรับคำปรึกษา เฉกเช่น คลินิกเสริมความงาม ที่สะอาดสะอ้าน 3.ผลักดันให้มีการตรวจสุขภาพจิตประจำปี 4.เพิ่มช่องทางการเข้าถึงยาราคาถูก เหนือสิ่งอื่นใดถึงเวลาแล้วที่จะยกระดับให้วาระจิตเภทเป็นวาระทางสังคม

 

นพ.วิชัย ชี้เจริญ ปากแหว่งเพดานโหว่ ตรวจเจอเร็ว รักษาง่าย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2558 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1y2QH0H

นพ.วิชัย ชี้เจริญ ปากแหว่งเพดานโหว่ ตรวจเจอเร็ว รักษาง่าย

สัปดาห์นี้แนะนำให้รู้จักกับ นพ.วิชัย ชี้เจริญ นายกสมาคมความพิการปากแหว่ง เพดานโหว่ ใบหน้าและศีรษะ แห่งประเทศไทย ที่จะมาแนะเรื่องภาวะ “ปากแหว่งเพดานโหว่” ให้ได้รู้จักกัน

คุณหมอกล่าวว่า ภาวะ “ปากแหว่งเพดานโหว่” เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดของการเจริญของใบหน้าระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ควรได้รับการรักษาแก้ไขแรกเริ่มตั้งแต่อายุ 3 เดือน ไม่ควรอายุเกิน3 ปี และต้องได้รับการรักษาผ่าตัดต่อเนื่องที่เป็นไปตามเกณฑ์อายุ เพื่อแก้ไขและลดความพิการให้กลับเป็นปกติ ซึ่งในอดีตมักจะประสบปัญหาการจัดแพทย์เพื่อดูแลเด็กกลุ่มนี้ แต่ในปัจจุบันทีมแพทย์ได้ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ พัฒนาศักยภาพเพื่อช่วยผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

“อุบัติการณ์ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ปัจจุบันและในอดีตไม่แตกต่างกันมาก โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีรายงานพบผู้ป่วยมากที่สุด คือ 2.6 รายต่อทารกพันรายของการเกิดมีชีพภาคใต้ 1.03 รายต่อทารกพันรายของการเกิดมีชีพ และภาคเหนืออยู่ที่ 1.5 รายต่อทารกพันรายของการเกิดมีชีพ โดยภาพรวมทั้งประเทศของแต่ละปีจะอยู่ที่ 1.8-2 รายต่อทารกพันรายของการเกิดมีชีพ”

ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะสามารถเข้าถึงการรักษาตามอายุที่เหมาะสมและต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยต้องได้รับผ่าตัดต่อเนื่องเฉลี่ย 5 ครั้งต่อราย ไม่สามารถผ่าตัดได้ในครั้งเดียว ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลและผ่าตัดอย่างถูกวิธีจะลดความพิการกลับมาอยู่ในภาวะปกติได้

โดยการดำเนินงานของโครงการเชิงรุก ระหว่างสภากาชาดไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ “โครงการยิ้มสวย เสียงใส” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการผ่าตัด การเข้าถึงการรักษา ประกอบกับการผ่าตัดรักษาปัจจุบันสามารถทำได้ในโรงพยาบาลสังกัด สธ. ทั้งยังมีสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง

อันที่จริง “ปากแหว่งเพดานโหว่” สามารถแก้ได้ไม่ยาก เพียงแต่หากผู้ปกครองต้องพบอาการอย่างเนิ่นๆ การรักษาโรคก็จะง่ายขึ้นเยอะ

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,083 other followers

%d bloggers like this: