Category Archives: โพสต์ทูเดย์

แก้รธน. ซ่อนเงื่อน สร้างปมอยู่ยาว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2558 เวลา 20:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/370898/แก้รธน-ซ่อนเงื่อน-สร้างปมอยู่ยาว

แก้รธน. ซ่อนเงื่อน สร้างปมอยู่ยาว

 

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

18 มิ.ย.นี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอเข้ามา ตามตัวร่างแก้ไขดังกล่าวมีทั้งหมด 9 มาตรา

ขั้นตอนของ สนช.ตามที่ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.ได้วางเอาไว้คือ จะพิจารณาให้เสร็จภายในเพียงวันเดียว โดยไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง สนช.กับรัฐบาล จากนั้นนำมาเสนอสภาอีกครั้ง เพื่อลงมติเหมือนกับเวลาพิจารณาร่างกฎหมายอื่นตามปกติ

ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ สนช.มีเวลาพิจารณาเพียง 15 วัน แถมไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาใดๆ ได้นอกจากจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล จึงไม่มีความจำเป็นที่ สนช.จะนำกระบวนการพิจารณากฎหมายปกติมาใช้กับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องทำให้รวดเร็ว

ส่วนมติที่ สนช.ต้องใช้ในการเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องมีไม่ต่ำกว่า 110 เสียง จากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 220 คน หากน้อยกว่านั้นเท่ากับว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ซึ่งในทางปฏิบัติไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า สนช.เป็นเนื้อเดียวกับรัฐบาลอยู่แล้ว

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมาทำให้ปฏิทินการเมือง โดยเฉพาะของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (คณะ กมธ.ยกร่างฯ) ต้องถูกขยับออกไปพอสมควร จากเดิมที่ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ไม่เกินวันที่ 23 ก.ค. และ สปช.ลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไม่เกินวันที่ 6 ส.ค. ต้องเปลี่ยนเป็นส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ สปช.ภายในวันที่ 21 ส.ค. และ สปช.ต้องลงมติตัดสินไม่เกินวันที่ 4 ก.ย.

แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับการกำหนดเงื่อนไขบางประการที่จะมีผลให้รัฐบาลได้อยู่ต่อไปเกินกว่าโรดแมปที่ตัวเองกำหนดไว้ (เดิมรัฐบาลประกาศว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้ง สส.ได้ในช่วงเดือน ก.ย. 2559 หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการโหวตของ สปช.และการประชามติ)

เงื่อนไขที่ 1 การโหวตไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หากเกิดเหตุการณ์ที่ว่านั้นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดให้ยุบคณะ กมธ.ยกร่างฯ ของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ทิ้ง และให้ คสช.ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 21 คน ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ สปช.มีมติในวันที่ 4 ก.ย. โดยคณะกรรมการร่างฯ มีเวลาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 180 วัน และส่งทำประชามติไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 45 วันอีกครั้ง

รวมเวลาการเขียนรัฐธรรมนูญ การทำประชามติใหม่และกระบวนการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้หลังจากผ่านการทำประชามติแล้วคิดเป็น 285 วัน

อย่างไรก็ตาม หากบวกจำนวนวันที่ สนช.ต้องพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสำหรับจัดการเลือกตั้ง 60 วัน การส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบของร่างกฎหมายดังกล่าว 30 วัน และระยะเวลาการจัดเลือกตั้ง 90 วัน (ตัวเลข 60 วัน 30 วัน และ 90 วัน เป็นตัวเลขที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก) เท่ากับว่า คสช.จะมีอายุการทำงานรวมทั้งหมดตั้งแต่วันที่ สปช.ลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจนถึงวันเลือกตั้งจำนวน 465 วัน หรือคิดเป็น 1 ปี 3 เดือน โดยประมาณ

เท่ากับว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นราวเดือน ธ.ค. 2559 เลื่อนจากโรดแมปเดิมจากเดือน ก.ย. 2559 นิดหน่อย

แต่ถ้าว่ากันในทางปฏิบัติ คสช.จะพ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งการสถาปนารัฐบาลชุดใหม่ต้องใช้ 60 วัน แบ่งเป็นการเปิดประชุมรัฐสภานัดแรกภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง และการเลือกนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับจากวันประชุมรัฐสภาครั้งแรก แบบนี้ คสช.จะได้เวลาทำงานเพิ่มขึ้นรวมเป็น 525 วัน นับตั้งแต่ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ หรือเรียกได้ว่า คสช.ได้อยู่ในอำนาจไปถึงประมาณเดือน ม.ค. หรือ ก.พ. 2560

เงื่อนไขที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันการทำประชามติไว้ที่วันที่ 10 ม.ค. 2559 หากประชาชนมีเสียงข้างมากไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามลำดับเหมือนกับเงื่อนไขแรก ตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ทำประชามติ กรณีถ้าผ่านการทำประชามติ สนช.ต้องจัดทำกฎหมายเลือกตั้ง ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเลือกตั้ง และจัดการเลือกตั้งเหมือนกับสถานการณ์ตามเงื่อนไขที่ 1

เพียงแต่วันเลือกตั้งตามเงื่อนไขที่ 2 นี้จะไม่ได้อยู่ในช่วงราวเดือน ธ.ค. 2559 แบบเดียวกับสถานการณ์ของเงื่อนไขที่ 1 เพราะวันเลือกตั้งจะเกิดขึ้นราวเดือน มี.ค. หรือ เม.ย. 2560 และที่สำคัญ คสช.จะมีโอกาสถืออำนาจยาวไปถึงวันที่มีรัฐบาลชุดใหม่ประมาณกลางปีหรือช่วงรอยต่อระหว่างเดือน พ.ค. และ มิ.ย. 2560

ทั้งหมดนี้ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขแบบใด คิดง่ายๆ แบบตัวเลขกลมๆ คสช.จะอยู่ในอำนาจรัฐตั้งแต่การรัฐประหาร พ.ค. 2557 จนถึงวันมีรัฐบาลใหม่รวมเป็นเวลาประมาณ 3 ปี กันเลยทีเดียว

แต่กระนั้น คสช.อาจได้โอกาสทำงานมากกว่านี้ หากการร่างรัฐธรรมนูญรอบที่สองไม่ผ่านการทำประชามติ เพราะนั่นเท่ากับการต้องกลับไปสู่จุดเริ่มอีกครั้ง ซึ่งหมายความว่า คสช.ก็จะอยู่ในอำนาจได้นานต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับความเห็นชอบ

เปิดร่างแก้ไข รธน.ปี’57 ประชามติยึดแค่เสียงข้างมาก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2558 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/9W270D

เปิดร่างแก้ไข รธน.ปี’57 ประชามติยึดแค่เสียงข้างมาก

 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแล้ว โดยมีประเด็นที่เกี่ยวกับการประชามติร่างรัฐธรรมนูญและการยุบสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีรายละเอียดดังนี้

มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน “มาตรา 37 ให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) พิจารณาคำขอแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนด ในการนี้ กมธ.ยกร่างฯ อาจแก้ไขเพิ่มเติมร่าง รธน.ได้ตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่คำขอแก้ไขมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นจำนวนมากหรืออาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างของร่าง รธน.และ กมธ.ยกร่างฯ เห็นว่าไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนด กมธ.ยกร่างฯ จะให้มีมติขยายเวลาพิจารณาคำขอแก้ไขได้ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่พ้นกำหนด และให้แจ้งมติขยายเวลาพร้อมเหตุผลให้ สปช.ทราบก่อนครบกำหนดเวลานั้นด้วย

เมื่อ กมธ.ยกร่างฯ ได้แก้ไขเพิ่มเติมร่าง รธน.ตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เสนอต่อ สปช.แล้วให้ สปช.รอไว้ 15 วัน เมื่อพ้นกำหนด ให้ สปช.ประชุมเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่าง รธน.นั้นทั้งฉบับภายใน 3 วัน ในการนี้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ มิได้ เว้นแต่ กมธ.ยกร่างฯ เป็นผู้แก้ไขเฉพาะในกรณีพบเห็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสำคัญและจำเป็นต้องแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน

เมื่อ สปช.มีมติเห็นชอบด้วยกับร่าง รธน.ให้แจ้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบ และให้ ครม.แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบโดยเร็ว โดยให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ และให้นำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดและบทกำหนดโทษมาใช้บังคับ

การจัดให้มีการออกเสียงประชามติตาม รธน.นี้ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่าง รธน.นั้นทั้งฉบับ ต้องกระทำในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้ สปช.หรือ สนช.จะมีมติเสนอประเด็นอื่นใด สภาละไม่เกินหนึ่งประเด็นก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธาน สปช. หรือประธาน สนช.เสนอประเด็นดังกล่าวต่อ ครม.เพื่อพิจารณาหาก ครม.เห็นชอบด้วยกับประเด็นใด ให้แจ้ง กกต.ทราบภายใน 15 วัน และให้ กกต.ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ ในคราวเดียวกันกับการประชามติร่าง รธน. โดยกรณีดังกล่าวนี้ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์

ให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติต้องไม่เร็วกว่า 30 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 45 วัน นับแต่วันที่ กกต.ส่งร่าง รธน.ให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่ รธน.นี้ใช้บังคับ และถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่าง รธน. ให้นายกรัฐมนตรีนำร่าง รธน.ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนด 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่าง รธน.นั้นเป็นอันตกไป

มาตรา 6 ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้เป็นมาตรา 37/1 ของ รธน.ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 “มาตรา 37/1 ในกรณีที่ ครม.เห็นชอบให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม และเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับประเด็นดังกล่าว และมีผลให้บทบัญญัติของร่าง รธน.ไม่สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ให้ กมธ.ยกร่างฯ แก้ไข รธน.ให้สอดคล้อง ภายใน 30 วัน แล้วส่งร่าง รธน.ดังกล่าวให้ศาล รธน.พิจารณาว่าเป็นการชอบด้วยกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ซึ่งศาล รธน.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

หากศาล รธน.เห็นว่าได้มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับผลประชามติแล้ว หรือในกรณีที่ศาล รธน.เห็นว่ายังไม่สอดคล้อง และได้ส่งร่าง รธน.คืนให้ กมธ.ยกร่างฯ แก้ไขตามที่ศาล รธน.วินิจฉัยแล้ว ซึ่งต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาล รธน.มีคำวินิจฉัย ให้นายกฯ นำร่าง รธน.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 38 และมาตรา 39 ของ รธน.ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 38 ให้ สปช.เป็นอันสิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ (1) สปช.พิจารณาร่าง รธน.ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด (2) สปช.พิจารณาร่าง รธน.แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะมีมติเห็นชอบหรือไม่ก็ตาม และเมื่อ กมธ.ยกร่างฯ ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จ หรือเมื่อมีกรณีตาม (1) หรือเมื่อ สปช.มีมติไม่ให้ความเห็นชอบร่าง รธน.ให้ กมธ.ยกร่างฯ เป็นอันสิ้นสุดลงด้วย

มาตรา 39 ในกรณีที่ สปช.สิ้นสุดลงโดย กมธ.ยังไม่สิ้นสุดลง ให้ กมธ.ยกร่างฯ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเว้นแต่จะมีประชามติไม่ให้ความเห็นชอบร่าง รธน. ในกรณีเช่นนั้น ให้ กมธ.ยกร่างฯ สิ้นสุดลงนับแต่วันประกาศผลออกเสียงประชามติ แต่ในกรณีที่มีประชามติให้ความเห็นชอบร่าง รธน. ให้ กมธ.ยกร่างฯ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อจัดทำร่างกฎหมายประกอบ รธน. หรือกฎหมายอื่นที่จำเป็นเสนอต่อ สนช. และเมื่อมีการประกาศใช้ รธน.แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของ กมธ.ยกร่างฯ ให้เป็นไปตาม รธน.ที่ประกาศใช้นั้น

มาตรา 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 39/1 มาตรา 39/2 และมาตรา 39/3 ของ รธน. 2557 “มาตรา 39/1 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ สิ้นสุดลง หรือนับแต่วันที่ กมธ.ยกร่างฯ สิ้นสุดลงตามมาตรา 39 หรือนับแต่วันที่ร่าง รธน.เป็นอันตกไป ตามมาตรา 37 วรรคแปด แล้วแต่กรณี ให้ คสช.แต่งตั้ง กมธ.ยกร่างฯ ขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 คน เพื่อทำหน้าที่ร่าง รธน.ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยในระหว่างการจัดทำร่าง รธน. ให้ กมธ.ยกร่างฯ รับฟังความคิดเห็นของ คสช. ครม. สนช. และประชาชน ประกอบด้วย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และภายในกำหนดเวลาที่ กมธ.ยกร่างฯ กำหนด

เมื่อ กมธ.ยกร่างฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ให้แจ้ง ครม.ทราบ และให้ ครม.แจ้ง กกต.ได้ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ กกต.ตั้งประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของ สนช.และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 39/2 เมื่อ สปช.สิ้นสุดลง มิให้มี สปช.ตามรัฐธรรมนูญนี้อีก และให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นแทน สปช.เพื่อดำเนินการปฏิรูปด้านต่างๆ ตามมาตรา 27 สืบต่อจาก สปช.โดยให้คำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่

ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกไม่เกิน 200 คน ซึ่งนายกฯ แต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ สปช.สิ้นสุดลง

มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในวรรคห้าของมาตรา 46 ของ รธน.ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “เมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ให้นายกฯ นำร่าง รธน.ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ สนช.มีมติเพื่อพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้”

“บิ๊กตู่” อยู่ยาว แค่คิดก็เสียวหลัง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2558 เวลา 21:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/tuOJAJ

"บิ๊กตู่" อยู่ยาว แค่คิดก็เสียวหลัง

 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่ามีนัยทางการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณถึงการอยู่ในตำแหน่งต่อไปเกินกว่าโรดแมปที่ตัวเองกำหนดเอาไว้ ทั้งๆ ที่ชายชาติทหารนายนี้ประกาศต่อสาธารณะหลายครั้งว่าไม่คิดจะอยู่ในตำแหน่งเกินกว่าปฏิทินปี 2559

ย้อนอดีตกลับไปเมื่อครั้ง คสช.ลงมือทำการรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อเดือน พ.ค. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2557 ว่า “ขอเวลาให้เราได้แก้ไขปัญหาให้ท่านโดยเร็ว จากนั้นทหารก็จะกลับไปทำภารกิจของเราต่อไป และจะคอยเฝ้ามองประเทศชาติและประชาชนชาวไทยก้าวต่อไปข้างหน้าสู่อนาคต ด้วยความสุขแบบยั่งยืน” อันเป็นสัญญาประชาคมว่า คสช.จะใช้เวลาปฏิรูปประเทศประมาณ 1 ปี และจัดการเลือกตั้งคืนอำนาจให้กับประชาชน

จากนั้น พอเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็กล่าวผ่านเวทีสาธารณะ รวมไปถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเพื่อยืนยันถึงโรดแมปของ คสช. ยืนยันในหลักการเดิม คือ ไม่คิดอยู่ในอำนาจแบบไม่มีกำหนด ในทางกลับกันยังบ่นน้อยใจในทำนองว่าอยากลาออกจากตำแหน่งด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำพูดของนายกฯ ในงานมอบนโยบายให้กับเอกอัครราชทูตไทยในยุโรปและผู้ช่วยทูตทหารที่ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2557 ว่า “ผมพร้อมจะลาออก อยากจะลาออกทุกวัน แต่เห็นประชาชนเดือดร้อนทนไม่ได้ และไม่ได้อยากอยู่เกินแม้แต่วันเดียว”

ในปัจจุบัน สัญญาประชาคมทั้งหมดที่นายกฯ ให้ไว้ กำลังถูกสั่นคลอนจากคำพูดของตัวเอง ภายหลังแสดงความคิดเห็นด้วยคำพูดแปลกๆ ถึงสองครั้งภายในวันเดียวต่อกรณีที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอให้ทำประชามติว่าเห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนการเลือกตั้งหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ ตอบคำถามของสื่อมวลชนในเรื่องดังกล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่า “วันนี้ใครต้องการให้ตนปฏิรูป ประชาชนก็ต้องไปหาทางมา” จากนั้นในวันเดียวกันก็มาตอบชี้แจงคำถามของสมาชิก สปช. ที่ถามกลางเวทีสัมมนาแม่น้ำ 3 สายกลางรัฐสภาด้วยคำพูดว่า “อยู่ที่คนไทยจะต้องการปฏิรูปหรือไม่”

ถ้อยคำของนายกฯ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้การเมืองร้อนขึ้นมาทันที

นายกฯ สามารถตอบคำถามด้วยคำพูดที่ไม่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองได้ผ่านการประกาศว่าจะเดินตามโรดแมป ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น โดยเลือกจะตอบคำถามด้วยท่วงทำนองที่สื่อถึงการสืบทอดอำนาจในรูปแบบใหม่

ฝ่ายที่จุดประเด็นเรื่องการทำประชามติเริ่มแรกมาจากสมาชิก สปช. นำโดย “ไพบูลย์ นิติตะวัน” และ “มนูญ ศิริวรรณ” ต่อมามีการขยายผลออกไปนอกสภาเป็นลำดับ ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของ “พระพุทธะอิสระ” ที่เตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 5 หมื่นคน ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อนำไปสู่การทำประชามติ

หาก คสช.และคณะรัฐมนตรีรับลูก และแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อเปิดทางทำประชามติในประเด็นดังกล่าวจริง โดยอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชนตามที่นายกฯ ได้ลั่นวาจาเอาไว้ ย่อมเกิดคำถามว่าที่มาที่ไปของการนำมาซึ่งการประชามตินั้นมีความชอบธรรมในทางการเมืองหรือไม่

ความหวาดระแวงจากหลายฝ่ายที่มีต่อนายกฯ จะทวีคูณมากขึ้นทันที

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ถูกครหาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วว่าจะสืบทอดอำนาจเชิงรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ออกมาเปิดให้นายกรัฐมนตรีในอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็น สส. ซึ่งมีแนวโน้มว่าคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะคงบทบัญญัตินี้ไว้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อยิ่งมาเจอกับการถูกเพ่งเล็งเรื่องการสืบทอดอำนาจรูปแบบใหม่ผ่านการทำประชามติ ยิ่งทำให้ต้นทุนของนายกฯ ลดลงมากขึ้นไปอีก

สภาวะแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อการทำงานระยะยาวในหลายๆ ด้านของแม่น้ำ 5 สาย เนื่องจากจะโดนจ้องจับผิดตลอดเวลา

ผลกระทบเต็มๆ จะตกไปอยู่กับ “คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ”

บรรยากาศการแสวงหาความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ลำบาก ยิ่งไปกว่านั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะขาดการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนภายใต้หลักการ “พลเมืองเป็นใหญ่” รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นปฏิรูปจะถูกมองในฐานะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่รองรับการสืบทอดอำนาจแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

ปี 2535 ประเทศไทยเคยมีบทเรียนมาแล้ว มาในปีนี้สถานการณ์แบบในอดีตอาจวนกลับมาอีก เพียงแต่มาในรูปแบบใหม่ที่มีต้นเหตุมาจากการทำประชามติสืบทอดอำนาจ

ณ จุดนี้มีเพียง พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวเท่านั้นที่สามารถตัดไฟตั้งแต่ต้นลมได้ โดยประกาศเป็นสัญญาประชาคมอีกครั้งว่าจะพาประเทศเป็นไปตามโรดแมปที่ตัวเองวางไว้ และจะทำประชามติเฉพาะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพื่อไม่ให้ไฟที่เพิ่งถูกจุดลุกลามไปมากกว่านี้

ครม.สัญจรเชียงใหม่ ตีเมืองขึ้น-เช็คเรตติ้ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2558 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/368909/ครม-สัญจรเชียงใหม่-ตีเมืองขึ้น-เช็คเรตติ้ง

ครม.สัญจรเชียงใหม่ ตีเมืองขึ้น-เช็คเรตติ้ง

 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นการเช็กกระแสวัดทิศทางลมครั้งสำคัญ กับการยกคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 ถึง จ.เชียงใหม่ พื้นที่ซึ่งถูกมองว่าเมืองหลวงของกลุ่มเสื้อแดง ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเปราะบาง

ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นี่เป็นการประชุม ครม.​​สัญจร ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกประชุมที่สวนสน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา​ แม้จะมีการลงพื้นที่ในหลายครั้งหลายครา

แต่นัยสำคัญของการลงพื้นที่บ้านเกิดตระกูลชินวัตรรอบนี้ ประเด็นแรกคือ​เป็นการเช็กกำลังความเข้มแข็งของขั้วอำนาจเก่า ว่ายังเข้มแข็งหรือเหนียวแน่นอยู่มากน้อยแค่ไหน

ยิ่งในจังหวะที่สองพี่น้อง พ.ต.ท.ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังสะบักสะบอมอย่างหนักหลังถูกไล่บี้หลายระลอก จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจ้องเล่นงาน กลั่นแกล้ง ที่สร้างความไม่พอใจให้กับบรรดาแฟนคลับอยู่ไม่น้อย

ทั้งเรื่อง ถอนพาสปอร์ต-ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อเนื่องด้วยกระบวนการเอาผิดอีกหลายคดียาวเป็นหางว่าว ไม่ต่างจากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ต้องเผชิญวิบากกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ถูกถอดถอนตัดสิทธิทางการเมือง มาจนถึงคดีอาญา และการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว

การลงพื้นที่ในช่วงที่อารมณ์คนในพื้นที่ยังค้างคาเช่นนี้ แม้จะสุ่มเสี่ยงเกิดปัญหาความปั่นป่วนทั้งจากคนในพื้นที่ และมือที่สามที่จ้องหาโอกาสสร้างสถานการณ์ แต่อย่างน้อยก็จะทำให้เห็นบรรยากาศที่แท้จริงว่าคนในพื้นที่คิดเห็นอย่างไร

ไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะยังเหนียวแน่นกับขั้วอำนาจเก่าหรือพร้อมเปิดใจยอมรับการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การลงไปสัมผัสถึงพื้นที่ย่อมช่วยทำให้ประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องมากกว่ารับฟังข้อมูลอยู่ที่ส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ที่สำคัญยังสะท้อน​พลังของคลื่นใต้น้ำว่ายังสร้างแรงกระเพื่อมปั่นป่วนได้มากน้อยแค่ไหน ไปจนถึงจะได้เห็นท่าที​บรรดาแกนนำแนวร่วมในพื้นที่​​

อีกด้านยังเป็นการเปิดหน้าท้าทาย แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อการลุยถิ่นเสื้อแดง ยังไม่รวมกับแนวโน้มที่อาจตีท้ายครัวใช้โอกาสประชุม ครม.สัญจร ผลักดันโครงการ และเม็ดเงินลงพื้นที่หวังซื้อใจเจาะฐานเสียงอำนาจเก่า

มองข้ามช็อตต่อไป การลงพื้นที่เสื้อแดงครั้งนี้ยังเป็นการหยั่งเชิงว่าสังคมในระดับพื้นที่ ก่อนที่ คสช.จะเริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบที่กดไม่ให้กลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่

ดังจะเห็นว่าตั้งแต่​หลังรัฐประหาร คสช.​พยายามงัดกฎระเบียบมาควบคุมไม่ให้กลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อตัดตอนไม่ให้เกิดความปั่นป่วน หรือมีกลุ่มไม่หวังดีออกมาสร้างสถานการณ์

ทว่า หลังรัฐประหาร 1 ปี โรดแมปปฏิรูปเดินหน้าไปมากจนหลายคนเริ่มนับถอยหลังรอวันเลือกตั้ง จำเป็นที่ คสช.จะต้องเริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบให้ประชาชนได้เคลื่อนไหวมากขึ้น

สอดรับกับทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญที่จะต้องลงไปรับฟังความคิดเห็นในหลายเวที และหากสุดท้าย คสช.​ตัดสินใจทำประชามติเพื่อใช้เสียงประชาชนชี้ขาดว่าจะผ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ การปลดล็อกให้มีการเคลื่อนไหว ชี้แจงทำความเข้าใจ เนื้อหารัฐธรรมนูญจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

การลงพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่จะมีความคิดเห็นต่อต้าน คสช. ยังถือเป็นการเช็กเสียงล่วงหน้าว่าคิดเห็นอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญ และอาจทำให้ประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะทำประชามติหรือไม่ทำ

ยังไม่รวมกับเช็กเรตติ้งวัดความนิยมต่อ คสช. ​หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สัญญาณต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปประมวลผลพิจารณาในประเด็นที่หากต้องตัดสินใจจะต่ออายุอยู่ในอำนาจ​เพิ่มเติมจากรอบเดิมตามโรดแมป

สอดรับกับแนวคิดเวลานี้มีการเสนอตุ๊กตา เตรียมหาทางลงหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติ ที่จะต้องเริ่มต้นกระบวนการร่างกันใหม่ ซึ่งถูกดักคอว่าเป็นหนึ่งในแผนยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป หรือแม้แต่การผลักดันประชามติให้วัดใจประชาชนว่าจะให้ คสช.อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี เดินหน้าปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไม่ให้ทุกอย่างเสียของหรือไม่

การฟังเสียงประชาชนก่อนตัดสินว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะหากมีคนไม่พอใจตั้งแต่เริ่มต้นย่อมบั่นทอนและเป็นแรงเสียดทานในการทำงานต่อไป ​

นอกจากนี้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังเป็นดัชนีชี้วัดโอกาสและความเป็นไปได้ของการ “ปรองดอง” ที่ คสช.ประกาศเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจว่าต้องการจะสลายความขัดแย้ง นำพาสังคมหลุดพ้นหล่มความรุนแรง

แต่ช่วงที่ผ่านมาในการดำเนินการตามโรดแมปจะยังไม่เห็นความคืบหน้าในประเด็นปรองดอง เหมือนกับประเด็นอื่นๆ แถมหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาถูกวิจารณ์ว่ายิ่งเป็นการตอกย้ำความขัดแย้ง

​ครม.สัญจรเชียงใหม่รอบนี้จึงถือเป็นการหยั่งเชิงเสียงต้านและชี้วัดเส้นทางปรองดองนับจากนี้​​

“ทักษิณ” ยิ่งดิ้น ยิ่งเหนื่อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2558 เวลา 16:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/kt0y2Y

"ทักษิณ" ยิ่งดิ้น ยิ่งเหนื่อย

 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการเดินเกมที่ผิดพลาดครั้งสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปิดตัวครั้งแรกหลังรัฐประหาร ก็ทิ้งระเบิดลูกใหญ่วิพากษ์การทำงานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสัมภาษณ์แฉเบื้องหน้าเบื้องหลังม็อบ กปปส.จนนำมาสู่ “รัฐประหาร”​ เชื่อมโยงถึงองคมนตรี

อาฟเตอร์เอฟเฟกต์ลูกแรกก่อตัวคล้อยหลังไม่กี่วันหลังจากนั้น เริ่มต้นด้วยการยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ฉบับ ​ซึ่งนับเป็นสัญญาณแตกหักที่ชัดเจน หลังจากก่อนหน้านี้ คสช.​ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ชีวิตเงียบๆ อยู่ต่างแดนมานับปี​

หลังรัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศชัด ให้โอกาส คสช.​ทำงานตามโรดแมป และเฝ้ารอเวลาคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ​ก่อนจะเงียบหายไปพักใหญ่ มีเพียงแค่ความเคลื่อนไหวที่ปรากฏว่าเดินทางไปประเทศต่างๆ เป็นระยะ

ถึงขั้นเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการฮั้วระหว่าง คสช.และ พ.ต.ท.ทักษิณ จนมีการออกมาดักคอให้เร่งกระบวนการเอาผิดคดีที่ค้างคาอยู่ในกระบวนการ เพราะกลัวว่าเรื่องจะเงียบหายไป และทำให้รัฐประหารต้องเสียของในที่สุด

ทว่าเหตุการณ์ล่าสุดซึ่งถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ปิดประตูปรองดองไปโดยปริยายนั้นกำลังจะจุดให้บรรยากาศการเมืองกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

เมื่อหลังจาก “ดาบแรก” กับการยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ คดีอื่นๆ ที่อยู่ในบัญชียาวเป็นหางว่าว กำลังไหลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างรวดเร็ว คล้ายได้รับสัญญาณไฟเขียวเร่งเดินหน้า

ไล่มาตั้งแต่ “ดาบสอง” การถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินเคยทำหนังสือไปยัง สตช.​ให้มีการพิจารณาถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อ 2 ปีก่อน แต่ก็ค้างเติ่งจนถึงปัจจุบัน จนรอบนี้คณะกรรมการพิจารณาถอดยศมีมติเอกฉันท์ให้ถอดยศ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยระเบียบความผิด

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ต้องหาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับ 7 หมาย โดยเป็นหมายที่ผ่านอายุความไปแล้ว 2 หมาย เหลืออีก 5 หมาย ขั้นตอนต่อจากนี้จึงรอให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พิจารณาและเสนอ ครม.ต่อไป

วิบากกรรมยังไม่จบแค่นั้น ​เพราะจากการให้สัมภาษณ์ที่เกาหลี ​ทาง พล.ต.ศรายุทธ กลิ่นมาหอม ผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญทหารบก กองทัพบก เข้ายื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานความผิดคดีหมิ่นประมาท หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างประเทศ ซึ่งมีเนื้อหาเข้าข่ายส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 326 และ ​328

อีกด้านหนึ่ง คดีนี้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เดินเรื่องคู่ขนานส่งสำนวนดำเนินคดี พ.ต.ท.ทักษิณ เบื้องต้นสำนักงานอัยการสูงสุดได้รับสำนวนคดีดังกล่าวจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ​

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอก “อย่างไรผมก็ชนะท่านอยู่แล้ว” ​เพราะด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือเวลานี้ เปิดหน้าชนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เวลานี้ ย่อมมีแต่จะเจ็บตัว เข้าทำนองยิ่งดิ้น ยิ่งเหนื่อย และมีแต่จะยิ่งเจ็บตัวมากเท่านั้น

อีกทัั้งหากประเมินกำลังของขั้วอำนาจเก่าเวลานี้กำลังสะบักสะบอมอย่างหนัก ยากจะหาคนประกาศตัวเป็นแกนนำผนึกกำลังออกมาต่อกรกับ คสช.ได้ เพราะ​คดีเก่าของบรรดาแกนนำเสื้อแดง ยังเป็นชนักปักหลังจนไม่อยากมีใครออกมาเคลื่อนไหวช่วงนี้

ไม่ต่างจากแกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่อดีต สส.กว่าครึ่งยังมีคดีรอชี้ชะตาอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​​ ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหากถูกชี้มูลความผิดก็จะนำไปสู่การถอดถอนที่สุ่มเสี่ยงจะถูกตัดตอนออกนอกถนนการเมือง

จนกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลทำให้ระยะหลังไม่มี สส.แตกแถวออกมาชนกับ คสช. ​ยิ่งเห็นสภาพของ​ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ถูกไล่บี้อยู่เวลานี้ ย่อมสะกดไม่ให้ใครอยากมีเรื่องกับ คสช.​

แต่วิเคราะห์แล้ว สิ่งที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจหยั่งเชิงออกมาชนกับ คสช.เป็นเพราะระยะเวลาที่ผ่านมา 1 ปีหลังรัฐประหาร หากเงียบเกินไป อาจทำให้บรรดากองเชียร์ หรือแนวร่วม ถอดใจและอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ

อีกด้านหนึ่งวิบากกรรมที่อดีตนายกฯ ​ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังถูกไล่เช็กบิลต่อเนื่อง ตั้งแต่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ยังไม่รวมกับคดีอาญา คดีแพ่ง ที่จะถูกเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวหลายแสนล้านบาท ย่อมทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้

แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่า การเปิดหน้าชนกับ คสช. ย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดี รังแต่จะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี และที่สำคัญย่อมอาจส่งผลกระทบกับอีกหลายคดีที่จ่อคิวรอการพิจารณาเวลานี้

ดังนั้น การยอมสงบนิ่งปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป อาจดีกว่าการยอมกลืนเลือดออกมาดิ้นสู้ในเกมที่มีแต่จะเจ็บตัวมากขึ้นเท่านั้น

ถอนพาสปอร์ตทักษิณ ปิดฉากปรองดอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2558 เวลา 12:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/upKOTH

ถอนพาสปอร์ตทักษิณ ปิดฉากปรองดอง

 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นสัญญาณแตกหักชัดเจน​ระหว่างขั้วอำนาจเก่าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถมยังเป็นการปิดประตูตา​ย “ปรองดอง”​

ฟางเส้น​สุดท้ายที่ทำให้เกิดการยกเลิกพาสปอร์ต​ เพราะเหตุการณ์ในช่วงระหว่างเดินทางไปแสดงปาฐกถาที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกหลังรัฐประหารแล้ว เนื้อหาที่ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ส พาดพิงการทำงานของ คสช. โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ

ก่อนตบท้ายด้วยระเบิดลูกใหญ่ ผ่านการให้สัมภาษณ์สื่อที่นั่นและถูกนำมาเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ต ​แฉตั้งแต่การเคลื่อนไหวของม็อบ ​ก่อนจะมาถึงรัฐประหาร ​ซึ่งเชื่อมโยงว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังไปถึงองคมนตรี จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาปฏิเสธ

“ผมขอเปิดใจอีกครั้งว่าไม่มีใครสั่งผมได้เพราะชีวิตผม เข้าใจหรือยัง คนเป็นหัวหน้ามีชีวิตและใช้ความรับผิดชอบและตัดสินใจเอง ไม่มีใครมาสั่งการ เหมือนกับจะสั่งให้ผมไปตาย ถ้ามีคนสั่งให้คุณไปตาย คุณไปกันหรือไม่ล่ะ”​

ทั้งนี้ จากเหตุผลตามคำชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศ อ้างอิงเนื้อหาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ​มีเนื้อหาบางส่วนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย ประกอบกับกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนสวบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 326 และ 328 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.​ 2550 มาตรา 14 (3) และ (5)

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายเมื่อเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกพาสปอร์ต พ.ต.ท.ทักษิณ มีมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร ด้วยความคาดหวังว่าจะใช้อำนาจพิเศษเข้ามาเคลียร์อุปสรรคปัญหาต่างๆ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด​

หนึ่งในเหตุผลสำคัญเพื่อส่งสัญญาณเอาจริงและป้องกันไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาศัยจังหวะบ้านเมืองไม่ปกติเดินสายเคลื่อนไหวกดดัน คสช.อยู่นอกประเทศ ​​เหมือนอย่างที่ปรากฏให้เห็นก่อนหน้านี้ 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ยุทธศาสตร์​ สงบ สยบ ความเคลื่อนไหว พร้อมออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าจะไม่เคลื่อนไหวใดๆ ​ต้องการให้ คสช.ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อว่าภารกิจต่อจากนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก

สอดรับไปกับสัญญาณที่ถ่ายทอดไปถึงบรรดาอดีต สส.เพื่อไทย และคนเสื้อแดง ให้เพลาๆ การเคลื่อนไหว รอคอยถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ตามโรดแมป ​เพราะเชื่อว่าหากปล่อยให้ คสช.อยู่ในอำนาจต่อไป ย่อมมีโอกาสที่จะสะดุดขาตัวเองล้ม ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องออกแรง

จนช่วงนั้นเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการฮั้วระหว่าง คสช.​และขั้วอำนาจเก่า ก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ​ถึงขั้นยกเลิกพาสปอร์ตครั้งนี้ ​

แม้มาตรการนี้จะไม่มีผลอะไรกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ในเชิงปฏิบัติ เพราะถึงจะยกเลิกหนังสือเดินทางเลขที่ U957441 และเลขที่ Z530117 ตั้งแต่วันที่ 26 พ.ค. ​​แต่เจ้าตัวมีหนังสือเดินทางของมอนเตเนโกร ใช้เดินทางไปไหนมาไหนได้อยู่แล้ว

ดังนั้น มาตรการนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณ ประกาศตัดขาดความสัมพันธ์แบบชัดเจน และยังถือเป็นมาตรการตอบโต้ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ

แต่หากวิเคราะห์ที่มาที่ไปของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ออกมาเปิดหน้าชนเป็นครั้งแรก ดูจะเกี่ยวข้องกับการที่น้องสาวกำลังถูกไล่บี้ในคดีที่เกี่ยวข้องอย่างหนัก จนทำให้ต้องออกมาแสดงความคิดเห็นหลังจากเงียบมาเกือบปี

สัญญาณแตกหักดูจะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่​อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.​) ลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้ถูกกันออกจากสนามการเมืองเบื้องต้น 5  ปี จากการปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวหลายแสนล้านบาท

แถมการไล่บี้เอาผิดทั้งทางความผิดทางอาญาที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และใช้หลักทรัพย์ 30 ล้านบาท ประกันตัวออกไปต่อสู้คดี ท่ามกลางการจับจ้องว่าเส้นทางของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อาจจะต้องไปใช้ชีวิตเร่ร่อนนอกประเทศ​ซ้ำรอยพี่ชายหรือไม่

อีกทั้ง​ความเสียหายนับแสนล้านบาทที่อยู่ระหว่างการไล่เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง​ ยิ่งถูกมองว่าเป็นการไล่​เช็กบิลขั้วอำนาจเก่าแบบเต็มสูบ จนทำให้หลายคนเริ่มร้อนๆ หนาวๆ และเป็นห่วงกันว่าจะฉุดให้บรรยากาศการเมืองกลับมาร้อนแรงอีกเร็วๆ นี้

ที่สำคัญการเชือดไก่ให้ลิงดูครั้งนี้ ยังถือเป็นการส่งสัญญาณไปถึงบรรดาแกนนำ เพื่อไทย หรือคนเสื้อแดง ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนหรือท้าทายในอนาคต เพราะนั่นอาจจะย้อนกลับมาเป็นชนวนทำให้ถูกไล่เช็กบิลได้ในภายหลัง​

ยิ่งในวันที่อำนาจเต็มยังอยู่ในมือของ คสช.ผ่านมาตรา 44 ที่เปิดทางสร้างความถูกต้องชอบธรรม

แรงกดดันรอบทิศทาง “บวรศักดิ์” เข้ามุมอับ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2558 เวลา 13:48 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/การเมือง/366920/แรงกดดันรอบทิศทาง-บวรศักดิ์-เข้ามุมอับ

แรงกดดันรอบทิศทาง "บวรศักดิ์" เข้ามุมอับ

 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองว่าด้วยเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญนับจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเข้าสู่การเขียนร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นสุดท้ายของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากหมดเขตการส่งคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา

ขั้นตอนที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดไว้หลังจากนี้จะเชิญผู้เสนอคำขอแก้ไขมาชี้แจงกับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในระหว่างวันที่ 2-5 มิ.ย. จากนั้นจะนำข้อเสนอของทุกฝ่ายไปกลั่นกรองเพื่อพิจารณาว่าจะปรับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ต่อไป ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ จะต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้กับ สปช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ในช่วงปลายเดือน ก.ค.

กระบวนการทางธุรการเกี่ยวกับการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เช่นเดียวกับแรงกดดันจากหลายฝ่ายที่ถาโถมเข้าใส่คณะ กมธ.ยกร่างฯ อยู่เป็นระยะ และยิ่งการยกร่างรัฐธรรมนูญใกล้เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ แรงกดดันก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

เป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชุดนี้ที่นำโดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เจอกับแรงเสียดทานค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชุดที่ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ” เป็นประธาน

ย้อนเวลากลับไปช่วงปี 2549-2550 น.ต.ประสงค์ และคณะ กมธ.ยกร่างฯ เจอกับแรงกดดันเช่นกัน

เวลานั้นถูกเพ่งเล็งว่าเขียนรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานของการมีอคติกับนักการเมือง เช่น การกำหนดให้มีการยุบพรรคการเมืองง่ายเกินไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย หรือการออกแบบเลือกตั้งที่เอื้อให้เกิดรัฐบาลผสมที่ส่งผลให้รัฐบาลไม่มีความเข้มแข็ง เป็นต้น

เจ้าภาพที่เป็นผู้นำถล่มคณะ กมธ.ยกร่างฯ คือ พรรคไทยรักไทย ซึ่งอยู่ในสถานะอดีตรัฐบาลที่ถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยึดอำนาจ ส่วนพรรคการเมืองและกลุ่มภาคประชาสังคมอื่นๆ ไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีในเชิงต่อต้านการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เท่าไหร่นัก

พรรคไทยรักไทยได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก เพื่อให้สังคมเห็นคล้อยตามกับตัวเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับ คมช.มีข้อบกพร่องในจุดไหนบ้าง จนนำมาสู่การรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากผลการประชามติเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2550 ออกมาว่า ประชาชน 57.81% เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นชอบมีจำนวน 42.19%

กลับมาในปัจจุบัน ปรากฏว่าบวรศักดิ์และคณะ กมธ.ยกร่างฯ เผชิญหน้ากับแรงกดดันจากหลายฝ่ายอย่างคาดไม่ถึง

ไม่ว่าจะเป็นขาประจำอย่าง “พรรคเพื่อไทย” ซึ่งถูกรัฐประหารล้มกระดาน แต่ที่ประหลาดใจ คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเป็นแนวร่วมทางอ้อมกับพรรคเพื่อไทยเพื่อคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองพรรคต่างมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ไม่ต่างอะไรกับคนกันเองอย่าง “คสช.-ครม. สปช.” ก็ต่างท้วงติงถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญบางประเด็น โดยพุ่งเป้าไปที่กระบวนการปฏิรูปประเทศและองค์กรที่ตั้งขึ้นมาใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่ามีความจำเป็นที่ใส่รายละเอียดจำนวนมากอย่างที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดหรือไม่

หรือจะเป็นในส่วนของ “ศาล-องค์กรอิสระ” ที่มักจะไม่ค่อยแสดงท่าทีใดๆ ในทางการเมือง แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญถูกเผยแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการที่ไปกระทบต่อการทำงานของตัวเอง จึงไม่อาจอยู่เฉยได้ จนต้องท้วงติงคณะ กมธ.ยกร่างฯ ด้วยเสียงที่ไม่เบาเท่าไหร่นัก

ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดกลุ่มพลังทางเศรษฐกิจก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ทั้งนี้ ได้สะท้อนมาจากเวทีของ “คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน” หรือ กกร. เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ในทำนองว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกระทบต่อการลงทุน”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อคิดเห็นจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่เสนอให้ปรับลดมาตราในรัฐธรรมนูญลง เช่น มาตรา 62-64 กำหนดว่าการตั้งโรงงาน นอกจากต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว จะต้องรับฟังความเห็นของชุมชนอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างมาก และหากมีข้อขัดแย้งต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทำให้การลงทุนล่าช้า

การแสดงจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญของภาคเศรษฐกิจ นับเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ที่สำคัญ โดยต้องไม่ลืมว่าเสียงจากบิ๊กเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นเสียงที่ คสช.และรัฐบาลเองค่อนข้างแคร์พอสมควร

สถานะและความมั่นคงของ คสช.และรัฐบาลถูกผูกไว้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ถ้าเศรษฐกิจไปได้สวย คสช.และรัฐบาลก็ได้หน้า แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น คสช.และรัฐบาลก็รับเละ ดังนั้นข้อเสนอของกลุ่มเศรษฐกิจอาจเข้ามีบทบาทสำคัญต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้

แรงกดดันที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทำให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องตกอยู่ในภาวะเข้ามุมอับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากปรับเนื้อหาตามใจฝ่ายหนึ่ง ย่อมทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ และคณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็อาจเสียเพื่อน หรือถ้าไม่ปรับเนื้อหาเลย ย่อมมีผลทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย

“พิทบูล”…เพื่อนผู้ภักดีหรือปีศาจสังหาร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2558 เวลา 14:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/371334/พิทบูล-เพื่อนผู้ภักดีหรือปีศาจสังหาร

“พิทบูล”...เพื่อนผู้ภักดีหรือปีศาจสังหาร

โดย…..ณิชกานต์ ปิ่นทอง

หากจะพูดถึงสุนัขพันธุ์  “พิทบูล”  ความคิดแรกที่คนส่วนใหญ่มีต่อมันคือ ความโหด ความดุร้าย ความแข็งแรง ร่างกายกำยำ และพละกำลังมหาศาล เหตุผลที่ใครหลายคนเข้าใจว่าเจ้าพิทบูลโหดร้าย ส่วนหนึ่งมาจากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์รวมทั้งคลิปวีดิโอที่ถูกปล่อยให้เห็นกันบนโลกออนไลน์  ทั้งรุมกัดคนหรือเด็กจนเสียชีวิต หรือกระทั่งกัดสุนัขด้วยกันเองจนทำให้ได้รับบาดเจ็บ หรือแม้แต่ตายลง

ด้วยลักษณะพันธุ์ที่บึกบึน กล้ามมัดเป็นสัดส่วนตั้งแต่ต้นขา แผงอก ด้านหลัง ขนสั้น หน้าดุ องค์ประกอบที่ว่าสำหรับคนที่ชอบสุนัข หากไม่รักพิทบูล ก็จะเกลียดไปเลย และด้วยความแข็งแรงที่ว่า จึงนำมาซึ่งพละกำลังที่มหาศาล บวกกับสายพันธุ์ที่มีค่อนข้างจะดุร้าย นำไปสู่การที่ผู้เลี้ยง “เอาไม่อยู่” ทำให้พิทบูลกลายเป็นตราบาปเพราะความโหดของมัน

จึงเกิดข้อสงสัยกันบนโลกออนไลน์มากมายว่า ความผิดนั้นเป็นความผิดของสุนัข หรือความผิดของคนเลี้ยงกันแน่ ที่เกิดภาพความโหดร้ายของสุนัขที่ได้ชื่อว่าเป็นสหายใกล้ชิดและซื่อสัตย์ของมนุษย์ ท้ายสุดจึงกลายเป็นว่าเจ้าพิทบูลนั้น โดนตราหน้าว่าเป็นสุนัขที่ดุร้ายและก้าวร้าว บางคนอาจคิดไปแล้วว่า สุนัขสายพันธุ์นี้โหดร้ายเกินกว่าจะนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง หรือเป็นเพื่อนคู่ใจ ทั้งที่หลักความจริง พิทบูลไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยมนุษย์สร้างพิทบูลขึ้นเพื่อกีฬาล่าสัตว์ หรือไว้ใช้สู้กับวัว ซึ่งมันยังคงลักษณะเดิมไว้จนถึงปัจจุบัน คือแข็งแรง ว่องไว  อดทน

หากแต่ว่านี่คือสัญชาตญาณที่ติดตัวมันมาเอง

กระนั้น หากมองไปที่ภาพความโหดร้าย แม้ว่าจะไม่ได้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาโดยเจ้าพิทบูลเป็นต้นเหตุนั้น หรือแม้แต่เข้าไปเกี่ยวข้อง ภาพความโหดร้ายแม้จะน้อยครั้ง ก็อาจฝังใจคนที่พบเห็นเข้าอย่างไม่ลืมเลือน

เลี้ยงได้แต่ต้องเลี้ยงเป็น

มาร์ค-ณัชพล สุพัฒนะ ประธานชมรมมิตรภาพพิทบูล บอกถึงต้นทางของนิสัยสุนัขพันธุ์นี้ว่า อเมริกันพิทบูลเทอเรีย เป็นสุนัขประเภทหวงถิ่นฐาน และจงรักภักดีกับเจ้านาย สาเหตุที่ทำให้มันเกิดอารมณ์โหดหรือก้าวร้าวอาจเกิดจากการที่มีคนไปล้ำอาณาเขตของมัน หรือไปกวน ไปเย้าไปแหย่มัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของผู้เลี้ยง ถ้ามันเข้าใจภาษาเราก็สามารถสอนมันได้ไม่ยาก โดยปกติของสุนัขทั่วไปจะจงรักภักดีกับเจ้าของอยู่แล้ว หากมันทำพฤติกรรมที่ก้าวร้าวกับเรา ก็ควรดุหรือตีเพื่อสอนให้มันจำว่าไม่ควรทำแบบนี้อีก

มาร์ค บอกอีกว่า บางประเทศจัดการปัญหาเรื่องความดุร้ายของพิทบูลด้วยการออกกฎหมาย “ห้ามเลี้ยง” หรือบางประเทศต้องมีลักษณะบ้านที่เป็นรัวรอบขอบชิดตามทีกำหนด จึงจะสามารถเลี้ยงได้ ในประเทศไทยเราก็มีกฎเช่นกัน ซึ่งแม้ว่าจะมีการสั่งห้ามนำเข้าสุนัขสายพันธุ์นี้ แต่ก็ยังมีการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายอยู่ รวมถึงมีการเลี้ยงอยู่จำนวนหนึ่ง

“สมัยก่อนพิทบูลถูกเลี้ยงเพื่อเกมส์กีฬา คนเลี้ยงจะเลี้ยงตามสัญชาติญาณ เพราะฉะนั้นถ้ามันจะโหด หรือดุร้ายคงไม่แปลก ต่างจากปัจจุบัน ในปัจจุบันคนเลี้ยงพิทบูลไว้เป็นเพื่อน เลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน ความต้องการที่เปลี่ยนทำให้เราต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยง ต้องการเล่นกับมัน ต้องการให้มันเชื่อง อ่อนโยนและน่ารักกับเรา”

ประธานชมรมมิตรภาพพิทบูล ย้ำว่า ปัจจุบันคนเลี้ยงสุนัขให้เป็นคน คือเลี้ยงแบบตามใจ เอาอกเอาใจ เอาใจใส่ทุกอย่าง บางคนนำสุนัขของตัวเองเข้าไปนอนในห้องด้วย ทำให้สุนัขไม่คิดว่าเราเป็นนาย คิดว่าเราเป็นเพียงสมาชิกในฝูงเท่านั้น หรือบางครั้งซื้อสุนัขมาแล้วเราเลี้ยงอยู่คนเดียว สมาชิกในบ้านไม่ได้ช่วยเลี้ยงด้วย ถึงเวลาที่เราไม่อยู่ เจ้าสุนัขจะคิดว่านายไม่อยู่ แล้วตัวมันเองคือเบอร์สองต่อจากเจ้านาย ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะเป็นอันตรายต่อคนในบ้านเช่นกัน เพราะอาจทำร้ายสมาชิกในบ้านก็ได้

“ถ้าคิดจะซื้อมาแล้ว ก็ควรจะช่วยกันเลี้ยง รับผิดชอบมัน คนที่จะสามารถเลี้ยงสุนัขพันธุ์พิทบูลได้ ต้องเป็นคนมีความรับผิดชอบ กล้าหาญ เป็นผู้นำ ไม่กลัวสุนัขของตัวเอง จึงจะสามารถเป็นเจ้านายของพิทบูลได้เพราะถ้าถึงเวลาที่มันเกิดอารมณ์ก้าวร้าวกับเรา เราต้องไม่กลัวแล้วดุมันได้ เจ้าพิทบูลจึงจงรักภักดีต่อนายของมัน”

มาร์ค-ณัชพล

จุดแข็ง รักการต่อสู้

ทรงพล พิชยวรพงศ์ อดีตกรรมการตัดสินพิทบูลและเทรนเนอร์สุนัข กล่าวถึงความเป็นพิทบูลและการฝึกสุนัข ว่า พิทบูลแต่ละตัวมีนิสัยแตกต่างกันบางส่วน บางตัวทนแรงกดดันได้ บางตัวทนไม่ได้ บางตัวเชื่อฟัง บางตัวขี้เกียจ แต่จุดหลักของพิทบูลคือ รักการต่อสู้ สำหรับสุนัขพันธ์อื่น มีเงื่อนไขการต่อสู้สามอย่างคือ แย่งอาหาร, แย่งอาณาเขต และ แย่งคู่ แต่สำหรับพิทบูล เงื่อนไขการต่อสู้มีเพียงอย่างเดียวคือ ความสุข มันมีความสุขที่ได้กัด มีความสุขที่ได้ต่อสู้ หรือ ถ้าพิทบูลของเราสงบแต่มีสิ่งเร้ามาจุดชนวนให้มันอยากต่อสู้ ข้อนี้ควรระวัง เพราะไม่ว่าจะฝึกดีแค่ไหนสำหรับพิทบูลถ้าโดนกระตุ้นก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่คนเข้าใจกันไปเองว่ามันดุ ถึงแม้พิทบูลชอบใช้กำลังชอบต่อสู้ แต่ไม่ใช่กับคน ถ้ากับคนพิทบูลต้องการความอ่อนโยน คำพูดอ่อนหวานมากกว่า

“ปัจจุบันการแข่งลากน้ำหนักของสุนัขกำลังเป็นที่นิยมมาก เจ้าของสุนัขบางคนจริงจังที่จะฝึกเพื่อเข้าแข่งขันมาก สำหรับพิทบูลสายกัดแล้วถ้าเราไม่ส่งเสริมให้มันไปต่อสู้แล้วนำมาฝึกดีๆ พิทบูลสายกัดจะกลายเป็นสุนัขที่มีทักษะสูง เพราะความที่มันตัวเล็ก แต่พละกำลังเยอะ มีความอดทน และมีความเป็นนักสู้ ทำให้ทักษะในการใช้งานทั้งการวิ่ง การลาก พิทบูลสายกัดจะมีความสามารถมากเลยทีเดียว”

ทรงพล ยังพูดถึงเรื่องการแข่งขันกัดสุนัขอีกว่า ช่วงหลังเริ่มมีกระแสต่อต้านการกระทำของคนที่กัดสุนัขหรือที่เรียกกันว่า “dog man” โดยเฉพาะในอเมริกาที่มีการต่อต้านออกกฎหมายแบบจริงจัง ช่วงหลังที่มีกระแสเข้ามา เขาก็ไม่ได้ทิ้งพิทบูลแต่ไม่เอาออกมากัด เพราะเขารักสุนัขของเขา และกระแสก็กระทบมาถึงบ้านเราด้วย ซึ่งเรามีองค์กรคุ้มครองสัตว์ องค์กรเหล่านี้จะคอยเป็นหูเป็นตาอยู่ เรื่องการเปิดบ่อนให้กัดสุนัขน่าจะไม่มี

ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนเลี้ยง

อีกมุมจาก ภณิตา สุนทรัตต์ เจ้าของโครงการเพื่อนข้างถนน มองว่า จะบอกว่าพิทบูลเป็นสัตว์ที่ดุร้ายก็ไม่เชิง ความดุร้ายของพิทบูลขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู บางคนเลี้ยงมาไม่เหมือนกัน เขาอาจจะตั้งใจสร้างพิทบูลให้โหดร้ายเพื่อเอามากัดกัน เอามาแข่งขัน พยายามทำให้สุนัขของตัวเองเป็นสุนัขชั้นเลิศ แต่พอทำแบบนั้นก็กลายเป็นว่าสร้างให้มันเป็นสุนัขที่ไม่ดี

“คนที่เลี้ยงดีก็มี เลี้ยงอย่างถูกวิธี เจ้าพิทบูลก็จะเป็นสุนัขที่ดี เคยมีเคสหนึ่งที่พิทบูลถูกปล่อยทิ้งตั้งแต่เด็ก พอทางโครงการนำมาเลี้ยง เขาก็โตมาเป็นสุนัขที่ดีอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ไม่มีปัญหาอะไร มันขึ้นอยู่กับการเลี้ยงจริงๆบางคนซื้อสุนัขมาเลี้ยงแต่ไม่ศึกษาข้อมูลให้ดีก็เลี้ยงไม่ได้ รวมถึงสัตว์อื่นๆด้วย ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน” ภณิตา ย้ำ

ปัจจุบัน “อเมริกันพิทบูลเทอเรีย” ถูกพัฒนามาเรื่อยๆตลอด 20 ปี มีการพัฒนาทั้งรูปร่างหน้าตาและอุปนิสัยส่วนตัว จนกลายเป็น “อเมริกันบูลลี่” ซึงการพัฒนานี้ จงใจสรร้างขึ้นเพื่อให้พิทบูลอ่อนโยนมากขึ้นเป็นมิตรและขี้เล่นมากขึ้น ไม่ก้าวร้าว มีรูปร่างเล็กลงแต่ยังคงความเป็นพิทบูลอยู่เหมือนเดิม ซึ่งจะเรียกว่าเป็นแฟชั่นก็ได้ เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไปความต้องการของคนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน “บูลลี่” ทำให้ข้อจำกัดในการเลี้ยงลดลง รวมทั้งรูปร่างหน้าตาที่น่าสนใจ ทำให้คนหันมาเลี้ยงสุนัขพันธ์นี้มากขึ้น

หากคิดจะเลี้ยงพิทบูลแล้วก็ต้องพร้อมจริงๆที่จะดูแลมัน ไม่ว่าสุนัขพันธุ์ไหนก็ต้องการความใส่ใจจากเจ้านายของมัน เพื่อมันจะได้เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ไปตลอดชีวิต.

ไขปมดราม่าดัง “Slow life” คืออะไรแน่?

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2558 เวลา 17:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/8SNoJA

ไขปมดราม่าดัง "Slow life" คืออะไรแน่?

 

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ทันทีที่มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งของโน้ส อุดม แต้พานิช ที่วิพากษ์ถึงแนวคิดการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ (Slow life) ของวัยรุ่นไทย ทำนองว่า “ถ้าคุณไม่ขยัน ยังไม่มีกิน อย่าดัดจริตสโลว์ไลฟ์”

คำๆนี้ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอย่างสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง ทั้งยังก่อให้เกิดกระแสถกเถียงใหญ่โตว่า แท้จริงแล้วคำว่าสโลว์ไลฟ์มันหมายความว่ายังไงกันแน่

หัวใจคือเรียบง่ายไม่ซับซ้อน

ย้อนกลับไปหลายปีก่อนหน้านี้ ลีโอ บาบัวต้า บล็อกเกอร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้ง Zen Habits  เว็บบล็อกยอดนิยมอันดับ 1 ของโลกประจำปี 2010 จากการจัดอันดับของนิตยสารไทม์  ได้สถาปนาคำว่าของ Slow life เป็นครั้งแรก โดยอธิบายไว้ดังนี้

“การใช้ชีวิตที่ย้อนกลับไปสู่ความเรียบง่าย เบรกตัวเองจากความเร่งรีบ ถอยห่างจากระบบอุตสาหกรรมและโลกทุนนิยม หันมาพึ่งพิงสิ่งใกล้ตัว เพื่อตัวเองและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ซึ่งเหมารวมทุกอิริยาบถของชีวิต เปลี่ยนมากินอาหารที่ใส่ใจสุขภาพ เรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง อย่างปลูกผักกินเอง หรือการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น”

ลีโอ บาบัวต้า

เขาย้ำว่าหัวใจหลักคือ ใช้ชีวิตอย่างช้าๆ เพื่อความเพลิดเพลินในชีวิต ไม่ยอมให้ความสุขในชีวิตหายไปเพราะเร่งรีบตามกระแสสังคม ซึ่งความเรียบง่ายของชีวิตในรูปแบบต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่การกินอาหารเพื่อสุขภาพ การใช้ชีวิตอย่างประหยัด ความสุข แรงจูงใจ การออม และการบรรลุจุดมุ่งหมายของชีวิต

คำว่า Slow Life ประกอบด้วยตัวอักษรทั้งหมด 8 ตัว อันหมายถึงการดำเนินชีวิตอย่างลึกซึ้ง

S – Sustainable ใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนด้วยการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาจเริ่มจากการพกถุงผ้าเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก เรียนรู้วิธีการแยกขยะที่ถูกวิธี หรือลงมือปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่ร่มเงาและออกซิเจน

L – Local  ปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เช่น ทำอาหารกินเองจากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น เลือกกินผักผลไม้ตามฤดูกาล อุดหนุนสินค้าจากท้องถิ่น

O – Organic พอใจในสิ่งไม่ปรุงแต่ง หันมาเลือกใช้สินค้าที่ไม่พึ่งสารเคมี เช่น ผักออร์แกนิค แชมพูหรือสบู่ที่ทำจากธรรมชาติ รวมถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ถูกเลี้ยงแบบใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่างๆ ที่ได้รับมาจากสารเคมี

W – Wholesome รักษาสุขภาพของตัวเองเพื่อให้มีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ โดยยึดหลัก 4 อ อารมณ์ดีแจ่มใส ทานอาหารปลอดสารเคมี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอยู่ในที่ที่อากาศบริสุทธิ์

L – Learning เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่าให้อคติมาปิดกั้นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทดลอง ลองเข้าร่วมกิจกรรมที่ตัวเองสนใจ เช่น ออกไปเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อให้รู้จักโลกใบนี้มากขึ้น

I – Inspiring มีแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต อาจตั้งเป้าหมายที่จะทำภายใน 1 ปี แล้วทำให้สำเร็จตามนั้น

F – Fun มองโลกอย่างสดใส ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน ลดความกังวล และมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน

E – Experience ฝึกฝนทักษะที่ถนัดจนเชี่ยวชาญกลายเป็นประสบการณ์ที่บอกต่อคนอื่นได้ เช่น เล่นโยคะเป็นประจำ แล้วชวนพี่น้องเพื่อนฝูงมาร่วมเล่นให้สุขภาพดีไปพร้อมกัน หรือใช้เวลาว่างฝึกทำขนมสูตรตัวเอง แล้วแบ่งปันความอร่อยให้คนใกล้ตัว”

เนิบช้าแต่ไม่ล้าหลัง

“ชีวิตมันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เราทำให้มันยากเอง…”

ประโยคสั้นๆแต่กินความหมายลึกซึ้งของ โจน จันได ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเอง และศูนย์เมล็ดพันธ์ หรือพันพรรณ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เกษตรกรชื่อดังรายนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะผู้ใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างเป็นรูปธรรม อยู่บ้านดิน กินพืชผักที่ปลูกเอง ห่างไกลจากความศิวิไลซ์ทั้งปวง

โจนบอกว่า สำหรับเขาคำว่าสโลไลฟ์ คือการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองมากขึ้น ลดความเร่งด่วนอันนำไปสู่ความยุ่งยากซับซ้อนในชีวิต

“คุณรู้ไหม หลายสิ่งหลายอย่างที่เรากำลังทำในชีวิตที่เรารู้สึกว่าทำด้วยความเร็ว จริงๆ แล้วมันช้ามาก อย่างเช่น เวลาไปซื้ออาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย เหมือนมันเร็วมาก แต่จริงๆ แล้วมันช้า เพราะลองย้อนกลับไปมองสิว่าเราทำงานมามากเท่าไหร่กว่าจะได้เงินมาซื้ออาหารพวกนั้น การหันกลับมาทำอะไรเองมากขึ้น หรือทำอะไรที่มีความละเมียดละไม และถูกต้องมากขึ้น นั่นคือการดำเนินชีวิตแห่งความสุข เพราะชีวิตเร่งด่วนแบบคนทั่วไป ไม่มีความละเมียดละไม ไม่มีความงาม และมีแต่การสูญเสีย เราต้องยุติสิ่งที่ทำร้ายตัวเองเหล่านั้นลง เพื่อทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้น จากปกตินั่งกินฟาสต์ฟู้ดเราก็หันมาทำอาหารกินเอง แทนที่จะดื่มน้ำอัดลม เราก็เลือกกินน้ำสมุนไพรที่ทำขึ้นมาเอง นอกจากสุขภาพแล้วยังได้ความภาคภูมิใจและเกิดความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาตัวเองด้วย”

โจน จันได

จุดเปลี่ยนจากชีวิตคนเมืองไปสู่ความเนิบช้าของเกษตรกรรายนี้คือ การเริ่มตั้งคำถามต่อการดำเนินชีวิตของตัวเองว่า เราจะดิ้นรนไปทำไม ดิ้นรนไปเพื่อใคร

“คำถามนี้ทำให้ผมเปลี่ยน ตั้งสติหันกลับมามองดูตัวเอง ทำงานแทบเป็นแทบตาย ทำไปเพื่อใคร เราตอบว่า ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำไมเรากลับไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองได้รับ เราไปซื้ออาหารขยะ  ซื้อของมึนเมามาเลี้ยงตัวเอง หรือกาแฟแก้วละ 100 บาท แล้วเราจะพูดได้หรอว่า สิ่งนี้คือความสำเร็จ   ถ้าเราถามตัวเองแบบนี้ ก็จะพบว่าที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตแบบโง่เขลามาก พอเราเห็นว่าโง่ เราก็อยากจะเปลี่ยนแปลงให้มันง่ายและเป็นประโยชน์กับตัวเองมากขึ้น เราอาจจะเริ่มง่ายๆ จากการทำอาหารเอง แทนที่จะไปจ่ายเงินกินข้าวในร้านอาหารแพงๆ”

กระนั้นคนทั่วไปมักมองว่าชีวิตแบบนี้มันช้า ไม่ทันกิน ไม่ทันคนอื่นหรือไม่เจริญก้าวหน้า แต่โจนมองว่านี่แหละคือชีวิตที่ก้าวหน้าที่สุด

“เราไปไกลกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ในขณะที่คนอื่นกำลังทำงาน 8 ชั่วโมงเพื่อที่จะหาอาหารเลี้ยงชีวิต เรากลับทำงานไม่ถึงชั่วโมง ท้องก็อิ่มและมีเวลาพักผ่อนที่มากกว่า ได้นั่งฟังเสียงนกเสียงกา ฟังเสียงใบไม้พัดไหว ได้พูดคุยกับครอบครัวและไปไหนมาไหนตามที่เราอยากไป  แบบนี้เจริญกว่าหรือเปล่า ทั้งง่าย สบายและสวยงาม ผมย้ำว่า ทั้งหมดมันอาจจะดูเป็น slow life  แต่จริงๆ แล้วมันเร็วกว่า เร็วกว่ามาก ผมใช้ชีวิตแบบนี้มากว่า 20 ปี และไม่คิดว่าจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตในแบบที่คนส่วนใหญ่เป็นได้อีกแล้ว เพราะผมพบกับความสบาย”

เลิกกระแนะกระแหนคนอื่นเสียที

“สำหรับผม slow life คือการผ่อนจังหวะชีวิตให้ช้าลง และสนใจรายละเอียดหรือรื่นรมย์กับสิ่งเล็กๆน้อยๆมากขึ้น เป็นวิถีแบบหนึ่งที่อาจจะควบตามมาด้วยความหลากหลายของสิ่งที่เราสนใจหรือสิ่งที่เรากระทำมากขึ้น เช่น ครุ่นคิดถึงที่มาที่ไปของผักออแกนิคส์ ละเมียดละไมกับรสชาติของกาแฟ คือให้เวลากับสิ่งต่างๆ และเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้ชีวิตตัวเอง” 

เป็นมุมมองของ เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย นักเขียนชื่อดัง  ผู้เขียนหนังสือสุดฮิต “นิวยอร์ค เฟิร์ส ไทม์”

เบนซ์บอกว่า  Slow life เป็นวิถีการดำเนินชีวิตแบบหนึ่งซึ่งไม่ใช่ด้านลบ และเป็นคนละเรื่องกับความขี้เกียจและความไม่มุ่งมั่น อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีทางเลือกดำเนินชีวิตของตัวเอง และไม่สมควรที่ใครจะไปตัดสินการกระทำของคนๆนั้นว่าถูกหรือผิด

“การไปบอกคนอื่นว่า เฮ้ยมึง slow life จังเลย ทำไมไม่ขยันแบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง เพราะจุดมุ่งหมายไปสู่ความสุขของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางทีเขาอาจจะพอใจกับความเรียบง่ายตรงนั้นก็ได้  อาจจะขยันในแบบของเขา โดยทุ่มเทกับการทำงานในสัดส่วนที่แตกต่าง เพราะมันเป็นวิถีของแต่ละคน ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเขาไม่กระเสือกกระสนเท่าเราหรือไม่รีบรวยเท่าเรา ขณะเดียวกัน วิถีชีวิต slow life ใช่ว่าจะมีความหมายครอบคลุมทั้งชีวิตของคนทั้งหมด บางคนทำงานหนักมาหลายวัน วันหยุดก็อาจจะใช้ชีวิตแบบสโลไลฟ์ได้ มันเป็นแค่เฉพาะห้วงเวลาก็ได้”

เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย

นักเขียนหนุ่มยืนยันด้วยว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปกระแนะกระแหนคนอื่น

โลกโซเชียลมันยั่วยวนเหลือเกินให้เราไปยุ่งเรื่องคนอื่น โอเคมันมีคนที่ไม่เอาถ่านและอยากจะเท่ ด้วยการอ้างว่าตัวเองสโลไลฟ์ แต่อีกจำนวนไม่น้อยเขาก็เป็นคนที่เลือกวิถีนั้นจริงๆ มันไม่สามารถไปตัดสินทุกคนได้ว่ามึงไม่เอาไหน  เราว่าพวกการกระแนะกระแหนนี่อีเดียดนะครับ คนเรามีความสุขกับหนทางของแต่ละคน ดีไซน์ชีวิตได้ไม่เหมือนกัน อารมณ์เป็นทรัพยากรอย่างหนึ่ง ฉะนั้นใช้มันในอะไรที่ฉลาดดีกว่า

การหมั่นไส้คนอื่นนั้นง่าย แต่ว่าการไม่สนใจและทำการทำงานของตัวเองไปนั้นสำคัญกว่า  อย่าไปตัดสินใครว่าไอ้นี่ดี ไอ้นี่ไม่ดี คือปล่อยๆเขาไปเถอะ แล้วถ้าเขาผิดจริงๆ ถ้าไม่เหมาะกับชีวิตของเขา เขาจะรู้เองแหละ ไม่เห็นต้องไปกระทืบไปเตะประตูหน้าบ้านแล้วบอกว่า “เฮ้ยมึงเท่นักหรอ เลิกซะแล้วออกไปทำงาน ไปขยันแบบที่กูเป็นโน่น”

สุดท้ายแล้ว ดราม่าเรื่องสโลว์ไลฟ์คงเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน เป็นเรื่องที่ตัวเราเองเท่านั้นที่จะตัดสินใจและรู้ได้ด้วยตัวเองว่าดีหรือไม่ดี เพราะชีวิตเป็นของเรา

เดิมพัน4คดีอภิมหาโกง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2558 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/รายงานพิเศษ/371087/เดิมพัน4คดีอภิมหาโกง

เดิมพัน4คดีอภิมหาโกง

 

โดย….ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ทำไมคดีฉ้อโกงถึงไม่ลดน้อยลงในสังคมไทย ตรงกันข้ามนับวันยิ่งมากขึ้นๆ

ในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมามี 4 คดีดังเป็นข่าวครึกโครม

1.คดีการโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 2.คดีหลอกลวงร่วมลงทุนกับบริษัท ยูฟัน สโตร์ 3.คดียักยอกเงินในสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ 4.คดีทุจริตภายในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)

ไม่น่าเชื่อมูลค่าความเสียหายรวมกันสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท และมีผู้เสียหายมากถึง 2 แสนคน

ผู้ต้องหาที่ตำรวจแกะรอย ออกหมายจับ หลากหลายทั้งนักการศึกษา ผู้บริหาร นายธนาคาร ดารา ที่ร่วมขบวนการโกงเงินอย่างอิ่มหมีพีมัน

ทรัพย์ที่ถูกฉ้อโกง เป็นเงินฝากของประชาชน คนสูงวัย เงินการศึกษา ลามถึงเงินครู

ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า เหตุที่ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตหรือการฉ้อโกง ก็เพราะไม่มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง ไม่ถูกดำเนินคดี ทำให้เห็นว่าคนที่มีอำนาจสามารถทำทุจริตหรือโกงได้ และกลับได้รับความนับหน้าถือตาในสังคม

รวมถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่ยังเป็นตัวแปรสำคัญในการเอาผิด หรือปรามผู้ที่คิดจะทำผิด ให้ยับยั้งชั่งใจในการทำผิด

“ถึงแม้จะดำเนินการเอาผิดจริง แต่ไม่ทำตามกฎหมายก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะถ้าคนคิดจะโกงก็ทุจริตได้เช่นเดิม” ประมนต์ กล่าว

ร่ายเรียงกันอีกครั้ง 4 คดีอภิมหาโกงที่อยู่ระหว่างการส่งฟ้องและดำเนินการสอบสวน เริ่มจาก คดียักยอกเงินจากบัญชีกองกลางของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2557 เมื่อ สจล.พบพิรุธเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน จนทราบว่าเงินของสถาบันได้สูญหายไปกว่า 1,600 ล้านบาท

ยิ่งตรวจสอบเชิงลึกยังพบเงินที่ฝากไว้กับธนาคารสูญหายอีกมาก ที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาในคดีนี้กว่า 11 ราย โดยมี ทรงกลด ศรีประสงค์ ผู้จัดการธนาคาร และอำพร น้อยสัมฤทธิ์ อดีตผู้อำนวยการส่วนการคลัง สจล. รวมถึง กิตติศักดิ์ มัทธุจัด เป็นผู้บงการใหญ่ในขบวนการทุจริตนี้ หลังจากกบดานไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

ทั้งหมดถูกดำเนินคดีข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ร่วมกันลักทรัพย์ ฟอกเงิน

ถัดมาเป็นคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มี ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ เป็นผู้ต้องหาคนสำคัญยังถูกคุมขังในเรือนจำ

ที่มาของเรื่องเกิดจากการปล่อยกู้ของสหกรณ์ฯ มีวงเงินเสียหาย 1.5 หมื่นล้านบาท และด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าท้องตลาด ทำให้มีประชาชนสนใจร่วมลงทุนนำเงินที่เคยเก็บออมมาลงทุนจนหมดเนื้อหมดตัว มีผู้เสียหายที่ฝากเงินกับสหกรณ์ฯ จำนวน 56,599 คน

การฉ้อโกงยังระบาดไปยังวงการผ้าเหลือง หลังดีเอสไอพบเส้นทางเงินสหกรณ์ฯ โยงกับวัดพระธรรมกาย และให้พระหลายรูปในวัด รวมถึง พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ปมโกงเงินสหกรณ์ฯ คลองจั่นยังไม่หยุด ลามไปถึงบุคคลมีชื่อเสียงอีกมาก อย่าง สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือ “เสี่ยบิ๊ก” นักธุรกิจพันล้าน ประธานสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ หลังมีชื่อรับเช็คจาก ศุภชัย เป็นเงิน 20 ล้านบาท

เช่นเดียวกับคดีบริษัท ยูฟัน สโตร์ โกงเงินรูปแบบ “แชร์ลูกโซ่” มีผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 1.2 แสนคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 3.8 หมื่นล้านบาท มีผู้ต้องหากว่า 28 ราย คดีนี้เกี่ยวโยงไปยังดาราระดับซุป’ตาร์คนดัง ตลก ที่ร่วมขบวนการแชร์ลูกโซ่ ทำให้ประชาชนตกหลุมพางของขบวนการเหล่านี้

สุดท้ายคดีกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ของ สกสค.สร้างความเสียหายกว่า 7,000 ล้านบาท กระทบกับครูทั่วประเทศ

ดีเอสไอได้ส่งเรื่องให้ดำเนินคดี อดีตผู้บริหาร สกสค.ข้อหาปล่อยกู้เงิน ช.พ.ค. ให้กับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป ทำให้รัฐเสียหาย 3,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จ.เพชรบุรี

ข้อสรุปจาก ประมนต์ ตั้งความหวังว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติและตำรวจ ต้องเอาตัวผู้กระทำผิดในคดีฉ้อโกงเหล่านี้ไปสู่การดำเนินคดี รวมถึงต้องเร่งปลุกจิตสำนึกอย่าให้การทุจริตให้ฝังรากลึกเข้าไปในคนทำงานและประชาชนทุกคน เพราะนี่ปัญหาทุจริตคือตัวถ่วงความเจริญของประเทศ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,214 other followers

%d bloggers like this: