ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

พรรณศักดิ์ สุขี ณ ที่ซึ่งไกลกังวล มีนาคม 14, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2558 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1y35KYb

พรรณศักดิ์ สุขี ณ ที่ซึ่งไกลกังวล

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร

รู้สึกตื่นเต้นที่ละครเพลงเฉลิมพระเกียรติ ไกลกังวล มิวสิคัล ออน เดอะบีช จะกลับมาทำการแสดง ณ ชายหาดสวนหลวงราชินี อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นที่ตั้งของพระราชวังไกลกังวล พระราชวังที่มีประวัติศาสตร์แห่งความรักระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และคนไทยมาอย่างยาวนาน ในวันที่ 28 ม.ค.-1 ก.พ.นี้อีกครั้ง (ครั้งแรกเปิดทำการแสดงในวันที่ 20-24 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา)

ในครั้งนี้ผมก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผศ.พรรณศักดิ์ สุขี ผู้เขียนบทและกำกับละครเพลงเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยในครั้งนี้ พรรณศักดิ์ เผยว่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงบทละครให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอีกด้วย

“คราวที่แล้วเรามีฉากหนึ่งในองก์ที่ 1 เป็นฉากข่าวร้อน เป็นฉากที่บรรดาชนชั้นสูงทั้งหลายมาเที่ยวหัวหินแล้วเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นในกรุงเทพฯ ในระหว่างนั้นพอดี ต่างคนต่างก็พากันตื่นตระหนกตกใจ ไม่รู้จะทำกันอย่างไร พอมาตอนนี้ บ้านเมืองเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ผมเลยเปลี่ยนฉากนั้นมาเป็นการพูดถึงค่านิยมและคุณธรรม โดยเราไม่ได้พูดกันตรงๆ แต่แฝงสิ่งเหล่านี้เข้าไปในความบันเทิงและความสนุกสนาน หากเราทำละครสะท้อนสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยข้อคิดต่างๆ นานา คงไม่มีใครอยากดู เพราะคนไทยต้องการความสนุกเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น เราเลยให้ความบันเทิงกับคนดูอย่างเต็มที่”

ในขณะเดียวกัน พรรณศักดิ์ เผยว่า หน้าที่ของศิลปะการแสดงย่อมต้องเป็นบันทึกของประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นค่านิยมและความเป็นไปของสังคม ณ ขณะนั้นด้วย

“เราต้องเอาสองสิ่งนี้มาผสมผสานกันอย่างพอดี นั่นคือการสร้างความสุขให้คนดู ทำให้คนดูได้หัวเราะ แต่หัวเราะแล้วไม่ผ่านเลยไป หัวเราะแล้วได้ฉุกคิด เช่น ถ้าเราเจอคนโกงนิดๆ หรือหลอกลวงหน่อยๆ เพื่อให้ทุกคนได้ผลประโยชน์ร่วมกัน เราจะรู้สึกอย่างไร เราจะเห็นด้วยไหม ถ้าหากเราได้ประโยชน์ด้วย หรือเราจะไม่เห็นด้วย เพราะเราไม่ได้ผลประโยชน์ เราก็เลยว่าเขาโกง สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ใกล้ชิดกับคนไทยมาก และคนดูน่าจะได้ตั้งคำถาม ในขณะที่หัวเราะไปกับละครเพลงเรื่องนี้”

 

สำหรับละครเพลงเรื่องนี้ พรรณศักดิ์ตั้งใจทำเพื่อให้คนไทยได้เห็นถึงหัวใจและจิตวิญญาณของหัวหินจริงๆ นั่นคือ ความรักที่พระเจ้าแผ่นดินมีให้ต่อประชาชนชาวหัวหิน

“แม้พระองค์ท่านจะทรงงานอยู่ ณ ตำหนักที่ชื่อว่าไกลกังวล แต่ท่านจะไกลกังวลหรือเปล่าไม่รู้ ท่านคงมีเรื่องให้คิดอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าประชาชนที่อยู่ ณ ที่ตรงนั้น เขารู้สึกได้ถึงความไกลกังวลจริงๆ รวมทั้งคนไทยทั้งประเทศด้วย”

พรรณศักดิ์ ชวนให้เราสังเกตว่า เดี๋ยวนี้เวลาคนไปเที่ยว อ.หัวหิน มักไปเที่ยวสวนสนุกเปิดใหม่ใหญ่โตมโหฬาร แต่ไม่ค่อยสนใจว่าหัวหินยังมีพิพิธภัณฑ์ฝนหลวง สนามบินบ่อฝ้าย มีโครงการในพระราชดำริต่างๆ มากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของประเทศ

“ถามว่าละครเพลงเรื่องนี้จะเป็นส่วนช่วยผลักดันการท่องเที่ยวไหม มันก็คงต้องไปพร้อมกัน ยอมรับว่าความสมัยใหม่ที่ถาโถมเข้ามา มันก็นำพาความเจริญและการท่องเที่ยวมาสู่หัวหินด้วย แต่เราต้องไม่ลืมว่า หัวใจและจิตวิญญาณอันแท้จริงของหัวหินคืออะไร”

พรรณศักดิ์ เผยว่า โดยส่วนตัวเขาประทับใจเรื่องราวความรักของรัชกาลที่ 7 ที่มีต่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งเป็นพระราชินีเพียงพระองค์เดียว รวมทั้งความรักที่มีต่อประชาชนสามัญธรรมดา

“พระองค์ทรงสร้างวังไกลกังวลนี้ให้กับพระมเหสีของท่าน ซึ่งในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ ที่แห่งนั้นพอดี และพระองค์ก็เลือกที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชน โดยมีพระราชินีของพระองค์เป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก คอยอยู่เคียงข้างพระองค์เพื่อสู้ไปด้วยกัน นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีความรักต่อประชาชนของท่าน พระองค์มักทรงลงมาเสด็จพระราชดำเนินตามชายหาด ทำให้ได้พบเจอกับประชาชนสามัญธรรมดา มันเป็นบรรยากาศที่ดีนะที่ประชาชนกับพระเจ้าแผ่นดินมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกัน พอมาถึงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จฮันนีมูนกับพระมเหสีของท่านที่ อ.หัวหิน แทนที่จะไปต่างประเทศ เพียงวันแรก พระองค์ก็ออกไปทรงงาน และทรงรักที่จะประทับที่หัวหินตราบจนปัจจุบัน”

สำหรับละครเพลงเรื่องไกลกังวลนี้ เป็นเรื่องราวของนางเอก ผู้เป็นหญิงสาวสมัยใหม่ เพิ่งเรียนจบและอยากเขียนบทละครเรื่องหนึ่งขึ้นมา รวมทั้งอยากเข้าถึงหัวใจของหัวหิน แต่เพราะเกิดมาในเมืองกรุงที่หล่อหลอมด้วยระบบทุนนิยม จึงไม่อาจเข้าถึงหัวใจของหัวหินได้

“อย่างไรก็ตาม บอกไว้ก่อนว่า ในละครเพลงเรื่องเดียวไม่อาจทำให้คนดูได้ตระหนักถึงประโยชน์และโทษของระบบทุนนิยมได้ ยิ่งเจเนอเรชั่นใหม่ที่เกิดมา เขาเกิดและเติบโตมาด้วยการหล่อหลอมของระบบนี้แล้ว จะมาแก้ไขในตอนนี้โดยใครคนใดคนหนึ่ง หรืออาชีพใดอาชีพหนึ่งเพียงลำพังคงไม่ได้ ทุกคนทุกอาชีพต่างต้องตระหนักร่วมกันว่าทุนนิยมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ได้โจมตีว่าทุนนิยมนั้นเลวร้ายไปหมดเสียทุกอย่าง”

กลับมาที่การเปลี่ยนแปลงของละครเพลงเรื่องนี้ในปีนี้ พรรณศักดิ์ เผยว่า นอกจากมีการปรับเปลี่ยนบทละคร ยังมีการเปลี่ยนแปลงตัวนักแสดงที่ช่วยทำให้ละครเพลงเรื่องนี้มีสีสันไปจากเดิมอีกด้วย

“แต่หัวใจและสปิริตของเรื่องยังคงเหมือนเดิมครับ เรามีพระเอกนางเอกใหม่ ซึ่งทำให้คนดูได้เห็นตัวละครในอีกบุคลิกหนึ่ง รวมทั้งเรายังมีตัวชูโรงใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอย่าง เบน ชลาทิศ ซึ่งผมได้เขียนเพลงใหม่ให้เบนได้ร้องด้วย เราเชื่อว่าคนดูคงอยากดูเบนร้องเพลงอย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุด นอกจากคนดูจะได้รับชมรับฟังบทเพลงกว่า 20 เพลง คนดูยังจะได้รับชมรับฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ ราตรีประดับดาว ของรัชกาลที่ 7 ซึ่งน้อยคนนักจะรับรู้พูดถึงแง่มุมของการเป็นศิลปินของพระองค์ท่าน”

สำหรับละครเพลงเฉลิมพระเกียรติ ไกลกังวล มิวสิคัล ออน เดอะบีช เปิดทำการแสดงในสถานที่จริง มองเห็นทะเล และมองเห็นวังไกลกังวลอยู่ไม่ไกล

“เราเชื่อว่าการแสดงในลักษณะนี้ มันสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ นำมาซึ่งการท่องเที่ยวและสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย หวังว่าจะมีการแสดงในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น เป็นจุดขายของประเทศได้จริงๆ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมศักยภาพของศิลปินที่ทำงานด้านนี้ได้อย่างแท้จริงอีกด้วยครับ”

 

 

‘ผู้หญิงอย่าหยุดสวย’ พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มกราคม 2558 เวลา 10:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1y3g8PF

‘ผู้หญิงอย่าหยุดสวย’ พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล

โดย…วราภรณ์

เรื่องบุคลิกและสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมีกล้ามเนื้อที่สวยงาม เป็นเรื่องที่ พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศ โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ทายาท นพ.ประจักษ์ เจ้าของธุรกิจมากมาย

ในวัย 25 ปี และกำลังจะศึกษาจบในระดับปริญญาเอกเร็วๆ นี้ จึงถึงเวลากลับมาช่วยคุณพ่อบริหารธุรกิจแล้ว โดยดูแลในส่วนของลูกค้าต่างชาติที่มาทำการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงด้านสูตินรีเวช ในฐานะเจเนอเรชั่นที่ 2 เธออยากเข้ามาช่วยเสริมทัพต่อยอดเพิ่มบริการด้านความงามและสุขภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์การดูแลสุขภาพที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะเธอมีคติประจำใจว่า เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย และอย่าหยุดดูแลตัวเองด้วย

พิมพ์ขวัญ เล่าถึงธุรกิจที่บ้านว่า คุณพ่อของเธอก่อนที่จะสร้างโรงพยาบาลนวมินทร์ ทำเป็นคลินิกก่อนแล้วก็ขยายเป็นโรงพยาบาลนวมินทร์ 3 สาขา แต่ 2 ขายไปแล้ว เหลือโรงพยาบาลนวมินทร์ 1 นวมินทร์ 3 และนวมินทร์ 9 เป็นโรงพยาบาลรักษาโรคทั่วไป เชี่ยวชาญด้านการทำคลอดมากเป็นพิเศษ แต่ในอนาคตเธอคิดต่อยอดไปในเรื่องศัลยกรรมความงาม โดยปัจจุบันเธอเข้ามาดูแลลูกค้าต่างชาติ เช่น ลูกค้าทางตะวันออกกลาง เช่น ลิเบีย ซึ่งมีกำลังจับจ่ายสูงมาก

 

“พิมพ์อยากต่อยอดเรื่องความงามและสุขภาพ เพราะเป็นเทรนด์มานานมากแล้ว และเมืองไทยก็ได้เปรียบเพราะเรามีแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านความงามมากมาย ไม่จำเป็นต้องบินไปทำสวยถึงเกาหลี พิมพ์จึงอยากจับตรงนี้ให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการ ประกอบกับพิมพ์สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว แม้พิมพ์ไม่ได้จบด้านแพทย์โดยตรง แต่คุณพ่อเป็นแพทย์ด้านผิวหนัง ก็คิดว่าทำไมเราไม่คิดทำ คุณพ่อพิมพ์เก่งด้านความงามและเอนไทเอจจิ้งมากๆ เราน่าจะทำได้ดี เราจึงต้องการมาร์เก็ตติ้งที่เก่ง แต่พิมพ์ก็ชอบด้านการตลาดด้วย มีหลายคนมาถามเรื่องการออกกำลังกายกับการกินกับพิมพ์เยอะมาก พอบอกไปคนก็เชื่อ ก็คิดว่าเราน่าจะทำได้ดี ตอนนี้พิมพ์อยากโฟกัสด้านการตลาดให้มาก เพื่อให้ต่างชาติได้รู้จักเรามากขึ้น พิมพ์จึงเข้ามาดูเรื่องการเซอร์วิสโดยตรงเลย ซึ่งพิมพ์ก็น่าจะใช้ความรู้ด้านเฮลส์ แมเนจเมนต์มาช่วยงานได้ไม่มากก็น้อยค่ะ”

ค่าที่ชอบดูแลสุขภาพและความงามมากๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของผู้หญิงที่ชอบความสวย โดยเธอมีแนวคิดประจำใจว่า ผู้หญิงอย่าหยุดสวย

“พิมพ์ชอบอัพเดทเทคโนโลยีด้านความงามอยู่แล้ว ถามมาเถอะ ทำอะไรที่ไหน ราคาเท่าไหร่ พิมพ์รู้หมด พิมพ์คิดว่าถ้าพิมพ์ทำด้านความงาม เราต้องไปได้ไกลแน่นอน พิมพ์คิดว่าพิมพ์จะเน้นหนักเรื่องการกินอาหาร การเข้าฟิตเนสเป็นเรื่องสำคัญ พิมพ์คิดว่าจะต้องเป็นยิมที่มีเครื่องออกกำลังกาย เช่น พาวเวอร์เพลท ซึ่งเป็นเครื่องออกกำลังกายที่ดี เล่นแล้วได้ผล แต่ราคาแพงมาก ซึ่งพิมพ์ชอบเล่นมากๆ ก็คิดว่าจะนำเครื่องเล่นแบบนี้มาไว้ที่ศูนย์ของเรา แต่ปรับราคาการให้บริการที่่เป็นมิตรมากขึ้น ก็น่าจะมีคนให้ความสนใจเยอะ”

 

จะทำธุรกิจด้านไหนก็ต้องดูดี เคล็ดลับความมีกล้ามเนื้อฟิตและเฟิร์มของพิมพ์ คือ การออกกำลังกายทุกวัน และทุกเช้าหลังออกกำลังกายต้องชั่งน้ำหนัก วัดปริมาณไขมัน และปริมาณน้ำในร่างกาย ส่วนหนึ่งเพราะเธอก็เคยอ้วนสุดที่น้ำหนักถึง 57 กิโลกรัม ใส่เสื้อผ้าอะไรก็ไม่สวย จึงเข้มงวดเกี่ยวกับการกินมาก เพราะเธอเชื่อว่า
ยู อาร์ วอท ยู อีต

“ตอนนี้พิมพ์ออกกำลังกายไม่ใช่เพราะอยากผอม แต่เพื่อสุขภาพตัวเอง น้ำหนักพิมพ์อยู่ที่ 51 กิโลกรัม ซึ่่งคิดว่าพอดีกับส่วนสูง แต่ด้วยออกกำลังกายทุกวัน พิมพ์จึงสามารถกินได้เต็มที่ แต่เลือกกิน และมีกฎเหล็กคือ ไม่กินของหวานเลย ซึ่งคุณแม่ฝึกตั้งแต่เด็กๆ ช็อกโกแลตก็ไม่กิน เน้นกินคลีนฟู้ด ชอบกินปลาแซลมอนดิบ ไข่ปลาแซลมอนมีคอเลสเตอรอลสูงมากๆ แต่กินแล้วช่วยให้ผิวสวย

เวลาไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น พิมพ์จะกินอาหารญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ แล้วทุกเช้าก็ต้องออกกำลังกายด้วยที 25 เล่นแล้วหัวใจเต้นดีแข็งแรงมากๆ ต้องออกกำลังกายทุกวัน วันละ 25 นาทีก็ยังดี บางครั้งก็ว่ายน้ำเป็นชั่วโมงไม่หยุด โดยเฉพาะว่ายทวนน้ำซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่หนักกว่าปกติ”

เคล็ดลับอีกข้อหนึ่งในการกินของพิมพ์ขวัญ คือ กินให้พออิ่ม กินให้อิ่มเพียง 70% ของพื้นที่กระเพาะอาหาร แค่นั้นพอ เพราะหากกินอิ่มเกิน 100% ทำให้รู้สึกอึดอัดและหน้าท้องขยายแน่นอน

 

“ขอบอกว่ากินผักก็อ้วนได้ เวลากินอย่ากินจนอิ่มเกิน นอกจากอิ่มเกินไปแล้วยังเสียสุขภาพด้วย พิมพ์อยากเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพมากๆ เพราะพิมพ์สนใจเป็นพิเศษ ซึ่งเทรนด์โลกก็สนใจในเรื่องนี้ ของหวานที่พิมพ์กินมากสุด คือ เฉาก๊วยใส่น้ำตาลแต่น้อย หรือกินโฟรเซนโยเกิร์ต กินไอศกรีมรสโยเกิร์ตธรรมชาติ หรือรสเชอร์เบต อยู่บ้านพิมพ์ก็ทำน้ำดีทอกซ์กินทุกวันทุกเช้า และทำออกไปกินนอกบ้านด้วย”

ถ้าให้ดีกินน้ำดีทอกซ์ต้องคั้นผักสดๆ แล้วกินเลยจึงจะได้ผลเต็มที่ น้ำผักจะเข้าไปช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญของร่างกาย กินแล้วช่วยเบิร์น โดยเคล็ดลับดูแลสุขภาพและการกิน เธอได้ความรู้จากการอ่านหนังสือและการติดตาม
ไอจี “แมงโก ฟิต” ของเทรนเนอร์คนดังของชาวฮอลลีวู้ด เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายและควบคุมด้านโภชนาการ นอกจากนี้เขายังเป็นเทรนเนอร์ให้กับดาราฮอลลีวู้ดอีกหลายคนด้วย โดยเคล็ดลับที่ได้เรียนรู้จากเจ้าของไอจี แมงโก ฟิต คือ การมีระเบียบวินัยทั้งเรื่องการกินและการออกกำลังกาย

“แมงโก ฟิต เป็นผู้หญิงที่มีหุ่นฟิตเฟิร์มมากๆ เธอมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายแค่ 12% เท่านั้น แต่พิมพ์มีประมาณ 18% พิมพ์ค่อนข้างให้ความสำคัญกับปริมาณไขมันในร่างกาย เพราะเมื่อพิมพ์เข้าฟิตเนส เราอยากรู้ปริมาณไขมันในร่างกาย และพิมพ์ก็ควบคุมเรื่องไขมันในร่างกายมากๆ เพราะพิมพ์เวลาอยากทำอะไรแล้วอยากทำให้สุด อยากทำให้สำเร็จค่ะ ซึ่งต้นปีนี้พิมพ์จะเริ่มทำความฝันอย่างจริงจังแล้วค่ะ”

 

 

มิตราภักดิ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ สวยด้วย อร่อยด้วย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2558 เวลา 18:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vcO5Sn

มิตราภักดิ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ สวยด้วย อร่อยด้วย

โดย…โจ-ลิฟวิ่ง

แวะมานั่งร้านเกม เห้ย!!! ไม่ใช่ แวะมานั่งบอร์ดคาเฟ่ บรรยากาศเก๋ๆ มอร์แดนอะเกม (More Than A Game) ชั้น 3 ณ แอมพาร์ค จุฬาฯ ซอย 22 ก็เลยอยู่นิ่งไม่ได้ สั่งเบเกอรี่มาชิมดีกว่า แถมด้วยเกมสนุกๆ ที่รอให้สาวกเกมทั้งหลายมาท้าประยุทธ์ ขณะนั้น สายตาก็เหลือบไปเจอหญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาเธอสะดุดใจจนต้องต้องเดินเลียบๆ เคียงๆ ไปถามเจ้าตัว

“ขมิ้นเป็นเชฟที่นี่ค่ะ” เธอบอก จากนั้นเธอก็หันไปจัดการกับออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งในนั้นก็มี 2 จานเด็ดที่เราสั่งไปก่อนหน้า ไม่นานความอร่อยที่เราสั่งก็มาเสิร์ฟบนโต๊ะ จานแรก “แอปเปิ้ล คาราเมล ครัมเบิล” อีกหนึ่งคือ “ผักโขมเห็ดอบชีส” ไม่รีรอขอชิมฝีมือเชฟคนสวย

ไม่น่าเชื่อว่า ความอร่อยที่เชฟขมิ้นนำเสนอ อร่อยสมที่เฝ้ารอ กินเพลินเกินจะวางช้อนได้ นี่ไงที่เขาเรียกว่า สวยด้วย อร่อยด้วย หลังเสร็จภารกิจในครัว เชฟขมิ้น หรือ “มิตราภักดิ์ ปัจฉิมสวัสดิ์” เจียดเวลามาที่โต๊ะ และนั่นจึงเป็นการเริ่มบทสนทนาระหว่างเรากับเธอ

“เพิ่งมาเป็นเชฟได้ประมาณ 6 เดือนเองค่ะ จริงๆ ขมิ้นชอบทำขนมมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนะ แต่ยังไม่ได้เอาจริงเอาจัง พอจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโรงแรม ที่มหิดล ขมิ้นก็เลยตัดสินใจไปเรียนทำขนมเพิ่มเติมที่ฝรั่งเศส”

Ecole Nationale Superieure de la Patisserie หรือ ENSP ประเทศฝรั่งเศส คือสถาบันที่เชฟขมิ้นตัดสินใจบินไปเรียนเพิ่มเติมด้านเบเกอรี่ ที่นั่นทำให้เธอได้เรียนรู้โลกของเบเกอรี่ เข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่เธอรัก

“ทำขนมมันต้องเป๊ะมากๆ ค่ะ อุณหภูมิต้องตามที่กำหนด ส่วนผสมก็ต้องตวง ถ้าพลาดแล้วก็จะพลาดเลย ไม่สามารถแก้ไขได้ แล้วก็จะไม่ได้ขนมตามต้องการ ซึ่งมันยากตรงนี้แหละค่ะ ไม่ใช่แค่ทำๆ ไป หรืออาศัยจินตนาการมากไปก็ไม่ได้ มันต้องควบคู่กันไปพร้อมๆ กัน เพราะจินตนาการหรือแม้แต่ความคิดสร้างสรรค์บางทีก็ใช้ไม่ได้ทั้งหมด”

ตั้งแต่เด็กๆ เชฟขมิ้นชอบเข้าครัว เธอเป็นลูกมือช่วยคุณยายทำเบเกอรี่ หยิบนั่น จับนี่ คลุกคลีอยู่หน้าเตาอบตลอด คุณยายจึงเปรียบเสมือนแรงบันดาลใจที่นำเธอไปสัมผัสกับเบเกอรี่ กระทั่งเติบใหญ่คุณยายก็ยังเป็นที่ปรึกษา คอยแนะนำวิธีทำและเคล็ดวิชาเบเกอรี่สไตล์ที่คุณยายถนัด

“คุณยายจะเป็นคนละเอียดอ่อนมากกกกกค่ะ สไตล์ทำขนมของคุณยายก็จะมีบ่นไปทำไป ถ้าทำครัวรกนี่คุณยายก็จะบ่น แล้วก็สอนว่าอย่าทำรก ต้องทำสะอาด ให้น่ามอง ขนมถึงจะน่ากิน ซึ่งพอขมิ้นมาทำขนมเอง ก็เริ่มรู้สึกว่าได้รับอิทธิพลมาจากคุณยายเหมือนกัน อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ความละเอียดอ่อน หรือความเป็นระเบียบก็มีค่อนข้างเยอะนะคะ”

เส้นทางการทำเบเกอรี่ หรือพาสทรีเชฟของเชฟขมิ้น ว่าไปก็เพิ่งเริ่มต้น ถือเป็นก้าวแรกในชีวิต เธออาจยังไม่มากด้วยประสบการณ์ แต่สิ่งที่เราเห็นและขอยกนิ้วให้เธอคือความทุ่มเท คำว่ารักอย่างเดียวคงยังไม่พอสำหรับเชฟขมิ้น เมื่อรักแล้วก็ต้องสานต่อสิ่งที่เธอรัก ลงมือทำด้วยความสุขและสนุก

“คนที่จะมาเป็นเชฟ หรือพาสทรีเชฟ ขมิ้นว่าต้องมีความชอบก่อนนะคะ พอชอบแล้วก็ต้องรักมันให้ได้ รักที่จะทำงานเชฟ ซึ่งเป็นงานที่ไม่ได้สบายเท่าไหร่ ท้าทายค่ะ ท้าทายตัวเอง ท้าทายในสิ่งที่กำลังนำเสนอต่อลูกค้า ทุกอย่างมันไม่ง่าย ที่สำคัญ คนที่จะมาเป็นเชฟต้องชอบกินด้วยค่ะ ถ้าไม่ชอบกินนี่เป็นปัญหาใหญ่นะคะ อย่างขมิ้นเองก็ชอบกินมากๆ ค่ะ (แววตาเป็นประกาย) เพราะการได้ไปหาของแปลกใหม่กิน หรือแค่ชิม ก็จะทำให้ได้รู้รสชาติ ได้เรียนรู้ ได้ค้นหา ได้สัมผัส ได้เปิดโลกจากสิ่งที่อยู่แต่ละเมนูว่าเป็นยังไงและใช้ส่วนผสมอะไรทำ แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งของขมิ้นก็มาจากการกินค่ะ

 

ตอนทำขนมกับคุณยายก็คิดว่าขนมอร่อยรสชาติต้องมาก่อน ต้องอร่อยจริงๆ หน้าตายังไงก็ช่าง ธรรมดา หรือไม่ต้องสวยก็ยังได้ แต่พอมีโอกาสมาทำเอง ขมิ้นรู้เลยว่าคำว่าอร่อยมันต้องรวมถึงหน้าตาด้วยค่ะ เพราะหน้าตาคือจุดแรกที่จะมัดใจลูกค้า ถ้าหน้าตาโดนใจ ก็ถือว่าผ่านขั้นแรกละ ต่อไปก็เป็นเรื่องรสชาติ ซึ่งต้องอร่อยจริงๆ ไม่ใช่แค่สวยที่หน้าตา ส่วนตัวขมิ้นนะคะจะชอบคิดเมนูที่พลิกแพลงนิดหน่อย เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ในเมนูเดิมๆ วิธีหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ของขมิ้นก็คือเปิดดูสูตร เว็บไซต์อาหาร แล้วก็ไปตระเวนชิมร้านที่ใหม่ๆ ค่ะ ช่วยได้เยอะทีเดียว”

ก้าวต่อไปของเชฟวัย 24 เธอฝันอยากจะมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ที่เธอปลุกปั้นขึ้นกับมือ สไตล์และรูปแบบยังเน้นความเรียบง่าย เพิ่มลูกเล่นด้วยไอเดียแปลกใหม่ที่ไม่มากหรือน้อย รวมทั้งการนำความเป็นไทยมาผสานกับความเป็นตะวันตก อาจเป็นเบเกอรี่ลูกครึ่งที่เข้ากับลิ้นคนทุกชนชาติ

“เคล็ดลับความอร่อยของขมิ้นไม่มีอะไรมากเลยค่ะ ใส่ใจกับสิ่งที่กำลังทำ ทำด้วยความใส่ใจ ทุกๆ ขั้นตอนถ้าผ่านการใส่ใจ ก็จะได้ขนมที่อร่อย ชิมก็สำคัญนะคะ อันนี้ขมิ้นเชื่อว่าชิมแล้วจะทำให้คนที่ทำรู้ว่าขาดอะไร เกินอะไร ถ้ามั่นใจว่าสูตรโอเคแล้ว อาจจะไม่ต้องชิมทุกครั้ง แต่มือใหม่อย่างขมิ้นต้องชิมทุกครั้งค่ะ”

ก่อนจากลากับเชฟขมิ้น เราไม่ลืมที่จะขอสูตร 2 จานเด็ด มาฝากให้แฟนๆ กินดื่มโพสต์ทูเดย์ได้ลองไปทำกินที่บ้าน จานแรกเราชอบมากกว่าจานหลัง แต่ดูเหมือนจานหลังจะทำง่ายกว่าจานแรก ใครชอบจานไหนเชิญเลือกทำได้ตามสะดวก

แอปเปิ้ล คาราเมล ครัมเบิล

ส่วนผสม

วาฟเฟิล – แป้งอเนกประสงค์/ผงฟู/น้ำตาล/นม/ไข่/เนย

ครัมเบิล – แป้งอเนกประสงค์/น้ำตาล/เกลือ/เนย แอปเปิ้ลคาราเมล – แอปเปิ้ลเขียว/น้ำตาล

วิธีทำ วาฟเฟิล

– นำแป้งอเนกประสงค์ผสมกับผงฟูและน้ำตาล

– ละลายเนย นม แล้วเติมไข่ลงไป ผสมให้เข้ากัน

– เทส่วนผสมทุกอย่างรวมกัน ผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่พิมพ์ เข้าเตาอบ

วิธีทำ ครัมเบิล

– แป้งอเนกประสงค์ขยำรวมกับเนย จากนั้นค่อยเติมน้ำตาลและเกลือ เป็นก้อนๆ อบให้สุก

วิธีทำ แอปเปิ้ลคาราเมล

– เคี่ยวน้ำตาลให้เป็นคาราเมล พอได้ที่ใส่แอปเปิ้ลเขียว เคี่ยวจนแอปเปิ้ลเขียวพอสุก ยกพักไว้

วิธีเสิร์ฟ

– จัดวาฟเฟิลใส่จาน ราดซอสคาราเมล ตามด้วยชิ้นแอปเปิ้ลและครัมเบิล โรยผงอบเชยนิดหน่อย เสิร์ฟคู่ไอศกรีมวานิลลาและวิปครีม

 

ผักโขมเห็ดอบชีส

ส่วนผสม

วาฟเฟิล/ผักโขม/เห็ดฟาง/มอสซาเรลลาชีส/ครีม/กระเทียม/ หอมใหญ่/เนย

วิธีทำ

– ผัดเนย กระเทียม หอมใหญ่ ในกระทะร้อน เติมผักโขมลงไป ผัดพอสุก พักไว้ – นำเห็ดฟางลงผัดกับครีม จนได้ครีมซอสเห็ดฟาง

– เตรียมส่วนผสมเข้าเตาอบ วางวาฟเฟิล ตามด้วยผักโขมผัด ราดครีมซอสเห็ดฟาง โรยมอสซาเรลลาชีส อบประมาณ 10 นาที สุกแล้วยกเสิร์ฟร้อนๆ

 

 

กรวิกา กอวรกุล เปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2558 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1v1PUS1

กรวิกา กอวรกุล เปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ

โดย…อณุสรา ทองอุไร

สาวน้อยหน้าใส ขาวสวยรูปร่างสูงโปร่ง เธอเป็นรุ่นที่ 2 ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่บิดาก่อตั้งมา บีเบล-กรวิกา กอวรกุล สาวน้อยวัย 25 จบปริญญาโทปุ๊บก็มาช่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวปั๊บ ทำงานอย่างทุ่มเทเต็มกำลังความสามารถ ตามประสาเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง พิสูจน์ฝีมือให้เห็นว่าเป็นคุณหนูสู้งานอย่างแท้จริง จนคุณพ่อ (สุรพล กอวรกุล) เริ่มวางใจถ่ายเทงานให้มากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาเพียง 2 ปีกว่า จนได้เป็นถึงรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท เรียลเอสเตท และบริษัทในเครืออีกหลายบริษัท

เธอเล่าว่า ชอบเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นคนมุ่งมั่นตั้งใจ มีผลการเรียนดีมาแต่เล็กแต่น้อย แม้จะเรียนดีมาก แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะเรียนแพทย์ เพราะกลัวเลือด เลยใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนักการเงิน แต่เนื่องจากเห็นว่าธุรกิจของครอบครัวทำด้านอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเรียนจบก็ต้องมาช่วยกิจการของที่บ้านอยู่ดี ก็เลยเปลี่ยนใจมาเรียนวิศวกรรม เพราะอย่างน้อยก็สอนให้มีการคิดอย่างเป็นระบบและนักการเงินเก่งๆ หลายคนก็จบด้านวิศวกรรมมาก่อน ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวก็ไปปรับใช้กันได้ พอตอนไปต่อปริญญาโทจึงเลือกเรียนด้านการบริหาร

“คือคุณพ่อก็จบมาทางสายก่อสร้าง ท่านจะถนัดงานด้านนั้น แต่เรื่องระบบบัญชีการเงินอาจจะมีจุดอ่อนบ้าง เราก็อยากจะมาช่วยเติมเต็มเสริมจุดแข็งให้ท่านทางด้านนี้ เพราะโดยส่วนตัวหนูชอบด้านตัวเลข คิดว่ามันจะมีประโยชน์มากในอนาคตอันใกล้นี้” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

บีเบล เล่าว่า หลังจากมาช่วยงานที่บริษัทได้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ เธอก็เริ่มมีส่วนร่วมในบริษัทมากขึ้น ซึ่งคุณพ่อก็ให้เธอมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น รวมทั้งให้ปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นอยู่ดีขึ้น ลบจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็ง เธอจึงคิดว่าอาจจะรีแบรนด์สินค้าของบริษัทคือแฮปปี้คอนโดให้ดูมีระดับขึ้น สร้างความจดจำให้มากขึ้น

“เดิมคอนโดของเราจะจับคนระดับกลาง ราคาเฉลี่ยไม่เกิน 2 ล้าน ทำเลอยู่รอบนอก ก็จะปรับสินค้าให้ดูพรีเมียมมากขึ้น ขยายโซนเข้ามาในแนวรถไฟฟ้าส่วนขยายสายสีม่วง สีแดง สีน้ำเงิน รวมทั้งต่อยอดธุรกิจเพิ่ม เช่น การทำสนามฟุตบอล การทำคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งคุณพ่อก็เริ่มไว้บ้างแล้ว แต่ในยุคของหนูจะทำให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ

อีกเรื่องที่เธออยากปรับปรุงให้ดีขึ้นก็คือ ระบบการทำงานภายใน ลดการใช้เปเปอร์เวิร์กให้น้อยลง ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ออนไลน์เพื่อให้ทุกแผนกได้รับรู้พร้อมกัน เช่น ฝ่ายการตลาดกับฝ่ายบัญชี ฝ่ายก่อสร้างกับฝ่ายออกแบบ ที่จะลิงก์ใครทำอะไรอีกแผนกจะทราบทันที ลดขั้นตอนกระบวนการทำงานลงไป

เพิ่มยอดขายให้เพิ่มขึ้นปีที่แล้วยอดขายอาจจะไม่เติบโตมากนัก เนื่องจากหลายโครงการเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ได้ปิดการขาย ซึ่งการขายจะมาปิดในรอบปีนี้ เลยโชคดีที่ทำให้อัตราการเติบโตจึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่สำหรับการเติบโตในปีหน้า เธอคาดว่าปีหน้าบริษัทของเธอน่าจะเติบโตได้ 6-7 เปอร์เซ็นต์ แต่เธอก็เชื่อว่าถึงอย่างไรแนวโน้มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดคอนโดย่านกรุงเทพฯ รอบนอก ตามแนวรถไฟฟ้าส่วนขยายก็ยังพอไปได้ แม้จะเลยช่วงนาทีทองไปแล้ว แต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายเกินไป

ด้วยความที่มาทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่อายุมากกว่า ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาอุปสรรคกับเธอหรือไม่นั้น กรวิกา เปิดเผยว่า ไม่มีปัญหา เนื่องจากเป็นคนไทยเข้าใจเรื่องระบบอาวุโสดี ว่าต้องมีความอ่อนน้อมให้เกียรติผู้ใหญ่ และเธอก็พร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ

“คนที่ทำงานมาก่อนเรานานๆ เขาคือผู้มีประสบการณ์ เรามาทีหลังเรามีความรู้แบบใหม่มาเสริมเติมเต็มให้กันและกัน การสื่อสารบนหลักการด้วยความจริงใจ ใช้ผลประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างก็ราบรื่นไปด้วยดี

อีกสัก 1-2 ปีข้างหน้าเธออยากจะไปเรียนคอร์สบริหารงานสั้นๆ 3-4 เดือน ด้านบริหารงาน เรื่องการเงิน ที่ฮาร์วาร์ด เป็นเรื่องที่ชอบและสนใจ และนำมาใช้กับงานที่เราทำอยู่ได้ เพราะหนูก็อยากจะทำ อยากจะขยายงานต่อยอดจากที่คุณพ่อทำไว้อีกหลายอย่าง รอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม” เธอกล่าวอย่างมุ่งมั่น

แน่นอนว่า การเป็นลูกคนโตของบ้านย่อมเป็นที่คาดหวังของครอบครัว แต่เธอก็ไม่ถึงกับกดดันจนเกินไป เนื่องจากคุณพ่อพร้อมจะให้เวลาในการเรียนรู้งานและท่านสอนทุกอย่าง ให้โอกาสในการตัดสินใจ เราจึงมีท่านเป็นไอดอลที่เป็นแบบอย่างในการทำงานที่เรียกว่า เวิร์กฮาร์ด เพลย์ฮาร์ด บริหารการจัดการเรื่องเวลาได้เป็นอย่างดี มีเวลาให้กับครอบครัวอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

เรียนรู้งานอยู่เสมออย่างไม่หยุดนิ่ง เปิดใจกว้างในการสื่อสารรับฟังเพื่อนร่วมงานทุกระดับชั้น นำเสนอนโยบายที่ทำได้จริง ไม่ขายฝัน รู้จักกระจายงานได้เป็นอย่างดี ไม่รวมทุกอย่างไว้ที่ตนเองเพียงอย่างเดียว

“ทุกวันนี้หนูจึงให้อาหารสมองด้วยการหาหนังสือหลักการบริหารงานดีๆ มาอ่านเพื่อเรียนรู้ความสำเร็จ หรือข้อผิดพลาดของผู้อื่นไว้เป็นบทเรียนแบบทางลัดที่เราจะได้เก็บไว้เป็นกรณีศึกษา ใช้ประสบการณ์ของคนอื่นเป็นครู”

 

 

‘นักไอซ์ แดนเซอร์’ทีมชาติอเมริกาเชื้อสายไทย ลินน์ เกรียงไกรรัตน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มกราคม 2558 เวลา 16:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/บันเทิง/สัมภาษณ์คนดัง/342049/นักไอซ์-แดนเซอร์ทีมชาติอเมริกาเชื้อสายไทย-ลินน์-เกรียงไกรรัตน์

'นักไอซ์ แดนเซอร์'ทีมชาติอเมริกาเชื้อสายไทย ลินน์ เกรียงไกรรัตน์

ลีลาการเล่นสเกตลีลาบนลานน้ำแข็งของ ลินน์ เกรียงไกรรัตน์ กลางไอซ์สเกต ณ The Rink @ Central World  ที่เต้นประกอบเพลงด้วยลีลาท่วงท่าที่สวยสง่าสะกดสายตาผู้ชมทั้งสนาม ไม่บ่อยนักที่ชาวไทยจะเห็นท่วงท่าลีลาพลิ้วไหวบนลานสเกตของนักกีฬาไอซ์สเกตทีมชาติอเมริกาเชื้อสายไทยคนนี้ เพราะนานๆ ทีลินน์จะกลับมาเยี่ยมญาติที่เมืองไทย

ลินน์ เล่าว่า เล่นไอซ์สเกตตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบครึ่ง ด้วยเพราะคุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมลูกสาวให้เรียนและเล่นกีฬาเพื่อค้นหาความสามารถในตัวที่มีอยู่ และผลักดันไปจนถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ คือการได้เป็นตัวแทนทีมชาติอเมริกา ขณะนั้นลินน์ในวัย 18 ปี ลินน์ได้เป็นตัวแทนเข้าแข่งขันในระดับนานาชาติหลายรายการ แล้วรับรางวัลมาแล้วมากมาย ซึ่งมาจากผลของการฝึกซ้อมในฐานะนัก
ฟิกเกอร์สเกตอาชีพ ควบคู่กับการเรียนอย่างหนัก

แม้กีฬาไอซ์แดนเซอร์จะไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในเมืองไทยมากนัก แต่ในระดับโลกเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก “ไอซ์ แดนเซอร์” คือการเต้นกับคู่ ไม่กระโดดสูง แต่มีการเต้นฟุตเวิร์ก หมุนตัว เรียกว่าสเกตลีลา  เป็นการนำเสนอคาแรกเตอร์ของผู้เต้น ผสานเรื่องราว บทเพลงและท่วงท่าเพื่อให้ทุกอย่างสอดคล้องกันเป็นเรื่องราว คู่ของเราต้องเต้นให้เข้ากับบทเพลง มีการออกแบบท่าทางการเต้น  ซึ่งยากกว่าเล่นแบบเดี่ยว เพราะสองคนต้องเต้นได้พร้อมเพรียงกันมากๆ  สิ่งที่ทำให้หนูสนใจเต้นแบบคู่มากกว่าเต้นแบบเดี่ยว เพราะหนูอยากไปแข่งในระดับนานาชาติ แม้เต้นคู่อันตรายแต่ก็ท้าทาย ได้โชว์กำลังความสามารถ มีการโชว์ลีลาที่สวยงาม เป็นการโชว์ทักษะขั้นสูงสุดมากกว่า เต้นให้เข้ากับเพลง เต้นบอกเรื่องราวโดยไม่ต้องพูด”

แต่กว่าลินน์จะมาเป็นนักกีฬาอาชีพได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก ต้องอดทนและทุ่มเทมากกว่า 20 ปี

 

“หนูต้องตื่นเช้า 8 โมง ไปฝึกซ้อม 9 โมง ถึง 5 โมงเย็น หลังจากนั้นก็เรียนหนังสือจนถึงค่ำ และต้องรีบนอนเพื่อนอนให้ได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน เรื่องการกินหนูก็ต้องควบคุม ต้องกินผักและผลไม้เยอะๆ และทุกปีจะมีเข้าแคมป์ มีนักโภชนาการมาแนะนำ ปีหนึ่งวัดระดับไขมันในร่างกายครั้งหนึ่ง เพื่อดูสิว่าร่างกายมีปริมาณไขมันเท่าไหร่ นักกีฬาอาชีพต้องมีไขมันในร่างกายไม่เกิน 7% สำหรับผู้ชาย ลินน์มีประมาณ 18% ถือว่าปกติ เพราะผู้หญิงมีโครงสร้างสะโพกที่มากกว่าผู้ชาย หากนักกีฬาคนไหนมีไขมันในร่างกายที่มากจะได้รับคำแนะนำเรื่องการกินที่เข้มงวด แต่หนูไม่เคยเกิน”

แม้ฝึกซ้อมมาอย่างหนักตลอดทั้งปี แต่หากเกิดความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจทำให้พลาดเหรียญรางวัลได้ ลินน์ก็จะมีวิธีจัดการกับความรู้สึกผิดหวังของตัวเอง

“นอกจากนักกีฬาต้องมีสภาพจิตใจที่ดี แข็งแกร่งแล้ว ยังต้องมีทั้งโค้ชแอ็กติ้งมาแนะนำว่าใบหน้าควรแสดงอารมณ์อย่างไร มีโค้ชสอนเต้นรำอีกคนหนึ่ง มีโค้ชบัลเลต์ มีโค้ชอโครแบตหรือนักกายกรรมอีกคนหนึ่งที่คอยสอน” ดังนั้น อยากเป็นนักกีฬาอาชีพด้านไอซ์ลีลาที่เก่งและโดดเด่น ต้องมีลีลาเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับลินน์และคู่หูแล้วมีชื่อเสียงโด่งดังด้านการยกตัวที่แข็งแรง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ท่วงท่าดี แข่งแต่ละปีคิดสร้างสรรค์ท่าเต้นเอง ท่าใหม่ๆ มีมาตลอด  เป็นทีมที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งมากๆ

ในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยผลการเรียนที่ดีเลิศ ลินน์ตั้งใจจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านอายุรกรรมทางสมอง เพราะคุณแม่ของเธอก็เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ อีกทั้งเวลาที่เธอเล่นสเกตเธอรู้สึกว่าสมองเป็นศูนย์รวมประสาทและจิตใจ เธอยังมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมเพื่อทำผลงานได้ดี เพื่อได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในสามทีมที่ได้ไปแข่งขันไอซ์ลีลา ในการแข่งขันโอลิมปิกที่กำลังใกล้มาถึงนี้

หมายเหตุ : ขอขอบคุณลาคอสต์ เอื้อเฟื้อเสื้อผ้าในการถ่ายภาพ

 

 

เจาะลึกผู้บริโภคสองวัย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2558 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1GCCpIZ

 

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ เมื่อประชากรยุค “เบบี้บูม” กำลังเข้าสู่วัยเกษียณอายุราชการเต็มรูปแบบ สวนทางกับอัตราการเกิดของเด็กแรกเกิดที่น้อยลงเรื่อยๆ

ลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ทำให้สายงานที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ต้องเตรียมพร้อมรับมืออัตราการโสด และสังคมผู้สูงอายุที่มากขึ้นด้วย

คนอิสระเน้นวาไรตี้ ซิทคอม

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีประชากรทั้งหมด 64.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้น จำนวน 9.4 ล้านคนคิดเป็น 14.5% ของประชากร โดยเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5 แสนคน คาดว่าภายในปี 2568 ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์จำนวนผู้สูงอายุจะมีประมาณ 14.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 20% ของประชากรทั้งหมด หรือคือจะมีผู้สูงอายุ 1 คนในประชากรทุกๆ 5 คน

ขณะที่ข้อมูลซึ่งน่าสนใจจากการ “สำมะโนประชากร” พบว่า แนวโน้มสถานการณ์การสร้างครอบครัวลดลง โดยอายุเฉลี่ยเริ่มสร้างครอบครัวของชายอาจสูงเฉียด 30 ปี ในขณะที่ฝ่ายหญิงสูงถึง 25 ปี ขณะที่อัตราคนโสดและอัตราคนโสดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิง

ทั้งนี้ คนที่ไม่เคยแต่งงานเลยในอายุสูงๆ ขึ้นไป เช่น มากกว่า 40 ปีมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ผู้ชายที่ไม่มีการศึกษาโอกาสครองโสดสูงกว่ากลุ่มอื่น แต่ผู้หญิง ยิ่งมีการศึกษาสูงยิ่งมีโอกาสโสดสูง โดยหญิงไทยอายุ 40-44 ปี ที่อาศัยใน กทม.มีอัตราครองตัวโสดสูงกว่ากลุ่มอื่น

ในเชิงประชากรศาสตร์ อาจเกิดปัญหาเนื่องจากความสมดุลระหว่างผู้สูงอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ กับจำนวนลูกหลานที่คอยดูแลแตกต่างกัน แต่ในเชิงการตลาดแล้ว ก็ถือเป็นช่องว่างทางการตลาดที่น่าศึกษา และเจาะกลุ่มคนเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง

วรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซีแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอพีจี มีเดียแบรนด์สพูดถึงภาพของไลฟ์สไตล์ และรับสื่อของคนทั้งสองกลุ่มไว้อย่างน่าสนใจ

“ที่เราสำรวจพบก็คือ ‘คนโสด’ ไม่ได้มีวิถีชีวิตต่างกับคนทั่วไปมากนัก เพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่แต่งงาน เขาชอบความเป็นอิสระ” วรรณีพูดถึงไลฟ์สไตล์คนโสด

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนที่เลือกจะเป็นโสดจะมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่เยอะกว่าคนปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวต่างจังหวัด หรือเสาะแสวงหาการหาร้านอาหารใหม่ๆ

“ที่เราพบอีกอย่างคือ เขามักจะเที่ยว-กิน และปาร์ตี้กับเพื่อนคนโสดจะไม่ได้อยู่คนเดียวที่บ้านอย่างที่เราคิด แต่เขาจะมีสังคมคนโสดอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ออกไปทำกิจกรรมด้วยกัน สินค้าที่จับตลาดคนกลุ่มนี้ได้ดีก็คือพวกทัวร์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และคนโสดอีกกลุ่มหนึ่งที่พออายุมากขึ้น แล้วมีรายได้มากขึ้น ก็จะมีสินค้าพรีเมียมที่เข้าไปสนใจ”

“สำหรับคนโสด เราเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นแมส ก็คือกลุ่ม 15+ ถ้าเป็นทีวี เราก็เลือกกลุ่มละคร วาไรตี้ ซิทคอม ที่ออกอากาศทั่วประเทศ เป็นต้น แต่ยังไม่มีการจับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ” วรรณี ระบุ

แกดเจ็ตเริ่มติดตลาดหนุนดัน ‘สูงอายุทีวี’

ที่น่าสนใจมากกว่า วรรณี มองว่า เป็นกลุ่มของผู้สูงอายุ โดยจากการสำรวจของมีเดียเอเยนซี พบว่าพฤติกรรมผู้สูงอายุจำนวนมากใช้สื่ออย่าง “ทีวี” เป็นเพื่อนช่วยคลายเหงา

“คนอายุสูงดูทีวีเยอะมาก คือเปิดทิ้งไว้เป็นเพื่อน เวลาที่ไม่ได้ทำอะไรก็จะดูทีวีคลายเหงา อีกอย่างก็คือการอ่านหนังสือพิมพ์ พฤติกรรมที่เราพบคือคนกลุ่มนี้ติดตามข่าวสารเยอะมากผ่านหนังสือพิมพ์ เนื่องจากเป็นความคุ้นชินที่ติดตามมา อย่างไรก็ตาม ที่เราพบก็คือ เริ่มมีการเปลี่ยนจากทีวี หนังสือพิมพ์ ไปใช้อย่างอื่นมากเหมือนกัน” นายกสมาคมมีเดียเอเยนซีเล่าให้ฟัง

ที่เปลี่ยนไปก็คือ คนสูงวัยเริ่มเปลี่ยนมาใช้ Gadget อย่าง แท็บเล็ต และไอแพดมากขึ้น จากการสอบถามคนใกล้ตัวพบว่าเริ่มมีหลายครั้งที่ พ่อ-แม่ วัยหลังเกษียณ ขอให้ลูกซื้อไอแพดให้ในวันเกิด และให้ลูกสอนใช้งาน เพื่อเปิดสังคมให้กว้างขึ้น ไม่ต้องเหงาอยู่กับทีวีเหมือนเดิม

“ถามว่าเขาเอาไปทำอะไร ที่สำรวจพบก็คือ หลายคนนำไปใช้ Line หาเพื่อนฝูง ซึ่งก็เป็นประโยชน์เพราะ Gadgets พวกนี้ สามารถลิงก์คนกลุ่มวัยเดียวกัน ให้อยู่ใกล้กันมากขึ้น
ทำให้สามารถติดต่อสื่อสาร หรือร่วมกันทำกิจกรรมสำหรับผู้สูงวัย รวมถึงแชตกับลูก-หลาน ให้เขาไม่เหงา”

นอกจากนี้ วรรณี ยังบอกอีกว่า ประโยชน์ของไอแพด ยังทำให้คนกลุ่มนี้ ได้ติดตามหนัง-เพลง เก่าๆ ที่ชอบกลับมาเปิดดูอีกครั้ง โดยลูกหลานจะเป็นผู้สอนการใช้งานว่าจะโหลดหนัง-เพลงอย่างไร หรืออาจจะดูผ่านยูทูบก็ได้ ซึ่งก็ทำให้สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องไปตามหาซื้อหนังเก่าๆ หรือเพลงเก่าๆ ที่หาซื้อยากอีกต่อไป

ส่วนเทรนด์ในอนาคตนั้น วรรณี บอกว่าที่น่าคิดคือถึงเวลาหรือยังในการทำช่องทีวี สำหรับคนอายุมาก เพื่อให้คนกลุ่มนี้ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 9 ล้านคน และจะเพิ่มเป็นอีก 14.4 ล้านคน ในอีก 10 ปีข้างหน้า ได้ติดตามตลอดทั้งวัน

“ยังแนะนำช่องสำหรับคนแก่ ซึ่งในมุมมองเราคิดว่าต้องเป็นช่องที่คนอายุมากสามารถติดตามได้ตลอดทั้งวัน และเป็นช่องของเขาจริงๆ คือพอตื่นแต่เช้ามา ก็อาจจะให้สอนรำไทเก๊ก ทำสมาธิ หรือวิธีดูแลสุขภาพ แล้วอาจจะมีข่าวให้เขาเสพว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ช่วงสายเขาอาจจะเข้าสวน หรืออาจจะอยู่กับเพื่อน”

“ขณะที่ช่วงบ่าย หลังกินข้าวเสร็จ เขาจะนอนงีบ ทีวีช่องนี้ก็อาจจะเปิดเพลงสุนทราภรณ์ หรือเพลงในยุคเขาเพื่อกล่อมนอน ให้เขารู้สึกว่าชีวิตยังสวยงาม หรืออาจจะมีการสอนเลี้ยงหลาน สอนว่าจิตวิทยาเด็กเป็นอย่างไร อีเมลใช้ยังไง ไอแพดใช้ยังไง สอนแบบช้าๆ ให้เขาได้ตาม แต่หลักการสำคัญที่ต้องยึดคืออย่างนี้ ไม่ใช่ช่องที่เอาความหดหู่ สิ้นหวังมาใส่ให้เขา ช่องพวกนี้ ต้องทำให้เขามีชีวิตชีวา”

วรรณีบอกว่า ปัจจุบันยังไม่มีใครคิดทำช่องสำหรับผู้สูงอายุ คิดแต่เพียงว่าจะทำช่องบันเทิง หรือช่องเอนเตอร์เทนเมนต์เพื่อจับตลาดคนกลุ่มใหญ่ เพราะอาจจะมองว่า สินค้าของคนแก่ยังไม่เยอะ มีเพียงผ้าอ้อม หรือวิตามินบำรุงสุขภาพรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารเสริม

“แต่ในอนาคตที่คนกลุ่มนี้จะเป็นคนกลุ่มใหญ่ ก็น่าจะถึงเวลาคิดแล้วว่า เป็นช่องว่างที่น่าจะทำได้ เพราะคนแก่จะมีเยอะขึ้น ถ้าเรามีช่องเยอะ และหลายช่องทีวีก็ยังเป็นเหมือนกันหมด ก็น่าจะเตรียมการตั้งแต่ตอนนี้” วรรณี ระบุ

 

คู่ซี้พี่น้อง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2558 เวลา 11:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wGGXOC

คู่ซี้พี่น้อง

โดย…บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ… ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“จิตติพร จันทรัช” หรือ “คิด” กรรมการผู้จัดการอายุ 41 ปี และ “วาสนา จันทรัช” หรือ “ยุ้ย” รองกรรมการผู้จัดการ อายุ 36 ปี สองพี่น้องผู้บริหาร บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหาร เช่นซอสพริก น้ำจิ้มไก่ เครื่องประกอบอาหาร เช่น กะทิและเครื่องแกงต่างๆ เพื่อการส่งออก ขยายการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังได้เงินที่ได้จากการระดมทุนและเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เสริมกำลังการผลิตให้มีความแข็งแกร่งขึ้น

หากพูดถึงหน้าที่การงานของพี่น้องคู่นี้ เรื่องใหญ่ นโยบาย หรือตัวเลขต่างๆ ยกให้พี่ชายเป็นคนดูแล ส่วนเรื่องงานปฏิบัติการโดยเฉพาะการขยายกำลังการผลิต จะเป็นหน้าที่ของน้องสาว แต่หากไม่ได้อยู่บนหน้าที่หรือความรับผิดชอบในงาน ต้องถือได้ว่า “คิด & ยุ้ย” เป็นพี่น้องที่สนิทสนมกันมากและรักกันมาก แถมพี่ชายจะมีการหยิกแกมหยอกน้องสาวคนนี้ให้ได้เห็นตลอด ถือว่าเป็นบรรยากาศที่น่ารักไม่น้อย

 

ยุ้ยเป็นผู้หญิงเก่ง

จิตติพร จันทรัช : ถือว่าเราเป็นพี่น้องที่สนิทกันมากเพราะห่างกันเพียง 5 ปีครึ่ง แม้จะเรียนกันคนละโรงเรียนกัน ต่างคนจะช่วยกันปกปิดเรื่องของอีกคน คือเขาจะเป็นน้องที่คอยช่วยเหลือผมเรียกว่าทุกเรื่องจริงๆ ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น หรือมหาวิทยาลัย ผมมีอะไรเรียกว่าจะบอกเขาทุกอย่างปัญหาส่วนตัว เวลาไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เมื่อก่อนยุ้ยมารับหน่อย หรือแม้กระทั่งตอนจีบภรรยา บอกยุ้ยช่วยพี่หน่อย เขาก็จะแนะนำโน่นนี่ให้ หรือแม้กระทั่งเวลาปลอบใจ

ปกติผมจะชอบหยอกน้องแต่ว่าถือว่าตัวผมโชคดีมาก เพราะถือว่าเขาช่วยผมได้เยอะมากในการบริหารงานและดูแลบริษัท เพราะผมจะเป็นคนที่ติดครอบครัว ทำงานที่ไหนก็ได้แต่ส่วนใหญ่จะทำงานที่บ้าน มีเวลาอย่างน้อยที่ต้องรอส่งหรือรับลูกกลับบ้าน แต่นั่นเป็นเพราะผมมีเครื่องมือที่สามารถดูหน้าจอที่ไหนก็ได้

“ยุ้ยช่วยผมทำงานได้มาก หากมองเข้าจริงๆเขาถือเป็นผู้หญิงเก่งคนหนึ่ง เรียนก็เก่ง ทำงานก็เก่ง เป็นระเบียบ มีความละเอียด และก็ลุยเต็มที่ถ้าเป็นเรื่องงาน เพราะอย่างงานที่เขารับผิดชอบหลักคือการขยายกำลังการผลิตสร้างโรงงานแห่งนี้ เขาลุยจริงๆ ท่ามกลางแดดร้อนอย่างไรพานักวิเคราะห์เดินตะลุยไป เขาไม่บ่นเลย”

เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องงาน ปกติของคนทำงานร่วมกัน หรือปกติของคนเป็นพี่น้องกันที่มีการแกล้งและหยอกล้อกันเสมอการปรึกษาเรื่องงานของเราจะไม่ซีเรียสหรือต้องเป็นทางการกันมาก เวลาไหนคุยได้หมด มีอะไรก็พร้อมคุยกันตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่เราสองคนจะรู้กันคือเมื่อต่างแสดงความคิดเห็นอะไรกัน เราจะหารือเราพูดกันอย่างมีเหตุผล ยกกันมาเต็มที่และเราจะรู้กันเองว่า ประเด็นที่ยกมานั้นเหตุผลใครมีน้ำหนักหรือมีความเป็นไปได้มากที่สุด ก็จะตกลงตามนั้น เพราะสุดท้ายที่มาของความคิดเห็นอาจต่างกันหรือคล้ายกัน มันจากเหตุผลเดียวกันนั้นคือ ต่างคนก็ต้องการให้งานมันดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ตอนนี้ผมไม่ห่วงอะไรเขานะ เพราะเขาเป็นผู้หญิงเก่งจริงๆ ไม่เคยมีอะไรที่เป็นปัญหาสำหรับเขาเลย ทุกอย่างเขาสามารถแก้ไขหรือเอาตัวรอดได้ และที่สำคัญเป็นคนที่มีความตั้งใจมากเวลาจะทำอะไรสักอย่าง ผมเชื่อนะว่าถ้าเอายุ้ยไปปล่อยเกาะไว้ 24 ชั่วโมง เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย ผู้หญิงคนนี้เก่งที่สุด ยิ่งเขาเก่งเท่าไร ผมก็ยิ่งมีเวลาและโล่งใจ เวลาที่ผมต้องพาลูกและภรรยาไปเที่ยวประจำปี เพราะผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

 

ปรึกษาพี่ได้ทุกเรื่อง

วาสนา จันทรัช : จำความได้ตั้งแต่เด็กมาพี่คิดก็จะชอบแกล้งชอบยั่วโมโหเรา ให้เราโกรธเขาบอกว่ายุ้ยโมโหแล้วสนุกดี โตมาก็ใช่ว่าจะหยุด แกล้งตลอดจริงๆ เด็กๆ ชอบนำเล่นอะไรแรงๆ ออกแนวผจญภัย สงสัยคิดว่าเราเป็นเด็กผู้ชาย เขาจะสอนและนำเราทำทุกอย่างเลย ปีนป่ายตีลังกา แต่ก็ทำให้เราสนิทกันมากก็เพราะมีกันอยู่สองพี่น้องนี่แหละ

มีอะไรก็ปรึกษากันทุกเรื่อง ช่วงวัยรุ่นหรือหนุ่มๆ เขาก็จะปรึกษาเรานะอย่างเวลาจะจีบสาว หรือตีสองมาบอกหิวข้าวก็จะมาปลุกเราช่วยหาของกินให้หน่อย บางครั้งเขาไปข้างนอกบ้านดึกๆ มีอุบัติเหตุรถชนกันก็จะโทรมาแล้ว ยุ้ยมารับพี่หน่อยพี่อยู่ตรงนี้นะ

หรือยุ้ยเองพอมีอะไรก็จะโทรหาเขาได้ตลอด ปรึกษาได้ทุกเรื่องจริงๆ นะ แต่จะช่วยได้ทุกเรื่องหรือเปล่าไม่รู้ ข้อดีการมีเขาคือเขาผ่านและมีประสบการณ์ก่อนเราหลายครั้งก็จะได้เขาช่วยตัดสินใจในหลายๆ เรื่อง หรือมุมกลับกันเขามีประสบการณ์มาก่อนเราเขาก็คงเป็นห่วงเราในหลายๆ เรื่องที่เราค่อยๆ เติบโตขึ้น

“หลายคำพูดของเขาก็ช่วยเราตัดสินใจได้หลายเรื่องนะแม้วิธีการพูดของพี่คิดแบบจะกวนๆ แต่เรารู้ว่ามันแฝงอะไรไว้หลาย พอเราต่างคนต่างแยกย้ายไปเรียนเมืองนอก ก็ทำให้รู้นะว่าเราก็ยังต้องการปรึกษาเขาอยู่ เหมือนมีกันแค่นี้เอง ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะตั้งแต่เด็กจนโต สองคนพี่น้องก็ต้องดูแลกันไป”

ส่วนเวลาทำงานก็ถือว่าไม่มีปัญหานะ เพราะเราต่างรู้ว่าเราถนัดอะไรกัน อย่างยุ้ยต้องดูแลเรื่องโรงงานใหม่และการปรับปรุงระบบสารสนเทศในบริษัท พี่คิดถนัดอะไรก็ปล่อยให้เขาดูไป เรื่องตัวเลข เรื่องการคำนวณ เรื่องนโยบายคนนี้เขาจะเป๊ะมาก ส่วนเรื่องการติดต่อลูกค้าหรือขยายตลาดใหม่ๆก็แบ่งโซนกันหรือช่วยๆ กันมากกว่า

แต่เอาเข้าจริงถ้าอีกคนไม่อยู่ไปต่างประเทศ อีกคนก็สามารถทำแทนกันได้ เพราะปกติเราเน้นการสื่อสารที่ไหนกันก็ได้ ขอเพียงต้องเรียลไทม์ แก้ไขปัญหาหรือดูแลลูกค้า หรือบางวันโทรคุยกันเรื่องงานวันละ 6-7 รอบก็มี

ถ้าพูดถึงพี่คิด ไม่ห่วงอะไรเขาเลย เพราะเขาเป็นคนที่มีการบริหารจัดการและมีการวางแผนที่เก่งมาก แถมเป็นคนละเอียดรอบคอบด้วย ไม่รู้จักพูดอะไรมากกว่านี้แล้วแม้ตอนนี้ต่างคนต่างมีครอบครัวของตัวเองกันแล้ว ก็ยังต้องดูแลกันต่อไปอย่างนี้แหละเพราะมีกันอยู่แค่นี้ เราก็ต้องโดนเขาหยอกเขาแกล้งต่อไป

ถือเป็นพี่น้องผู้บริหารที่น่ารักมากอีกหนึ่งคู่ เพราะระหว่างการสัมภาษณ์บรรยากาศมีความเป็นกันเองมาก และเชื่อว่าทุกคำหยอกล้อ ทุกคำแซวนี้ คือสีสันของความรักที่สองพี่น้องคนนี้มีให้กันมากจริงๆ

 

 

พื้นที่ปล่อยความคิด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2558 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1GCA7JX

พื้นที่ปล่อยความคิด

โดย…จักรวาล ส่าเหล่ทู

หากจะพูดถึงนักเขียนการ์ตูนแนวหน้าของเมืองไทย ชื่อของ “เดอะดวง” หรือ วีระชัย ดวงพลา จะต้องอยู่ในใจของนักอ่านการ์ตูนไทยหลายคนแน่ๆ

เพราะเขาได้ฝากผลงานไว้หลายเล่ม รวมทั้งเคยคว้ารางวัลรองชนะเลิศจากเวที International Manga Award ที่ญี่ปุ่น เมื่อปี 2554 ซึ่งปัจจุบันเขาก็ได้เป็นนักเขียนในสังกัด Let’s Comic สำนักพิมพ์การ์ตูนไทยชื่อดังและยังมีผลงานร่วมกับ VRZO ด้วย

“ห้องทำงาน” ของเขาจึงเป็นจุดเริ่มต้นของผลงานที่สร้างสรรค์หลายๆ เรื่อง อีกทั้งยังสถานที่เขาใช้ชีวิตนานที่สุดในแต่ละวัน

 

เดอะดวง เผยว่า เขาจะใช้เวลาในห้องทำงานประมาณวันละ 10–12 ชม. บนโต๊ะทำงานจะเต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่ใช้เขียนการ์ตูน ทั้งเครื่องคอมพ์ Macintosh เมาส์ปากกา ปากกา G-Pen ตามด้วยตัว Model จากการ์ตูนที่ชื่นชอบวางประปราย

นอกจากนี้ ในห้องยังเต็มไปด้วย Art Book ต่างๆ เพื่อนำมาอ้างอิงในการเขียนการ์ตูนแต่ละเรื่องของเขาด้วย โดยเมื่อก่อนงานเขียนของเดอะดวงจะได้รับอิทธิพลจากการ์ตูน Dragon Ball และ One Piece แต่ในปัจจุบันงานของเขาเริ่มมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองแล้ว อีกทั้งแรงบันดาลใจส่วนใหญ่จะได้มาจากเรื่องทั่วๆ ไปที่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวันและจากภาพยนตร์ที่เคยดู

 

ปัจจุบันการ์ตูนไทยเปลี่ยนแปลงไปมากในมุมมองของเดอะดวง

“คนอ่านเริ่มรู้จักการ์ตูนไทยมากขึ้น ส่วนใหญ่จะชอบทั้งเนื้อหาและลายเส้นควบคู่กันไป และการ์ตูนไทยเองก็ยังมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่น  เนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะอ้างอิงมาจากเรื่องใกล้ตัวในสังคมไทยปัจจุบันและมีความใกล้ชิดกับผู้อ่าน อีกทั้งผู้เขียนแต่ละคนก็มีมุมมองต่อสังคมไม่เหมือนกัน ทำให้ผลงานการ์ตูนไทยนั้นออกมาหลากหลาย”

“ถ้าหากให้นักเขียนไทยไปเขียนในรูปแบบของญี่ปุ่นก็จะทำให้ดูเฟกและตลก เพราะบางทีผู้เขียนอาจจะไม่ได้มีความรู้หรือประสบการณ์ในสภาพแวดล้อมสังคมแบบนั้นอย่างดี”

 

สำหรับคนที่อยากจะก้าวเข้ามาเป็นนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพนั้น การเตรียมตัวไม่ต้องมีอะไรมากมาย ให้เริ่มเขียนฝึกมือได้เลยและขอให้ทำมากกว่าถาม เนื่องจากเด็กสมัยนี้มีสื่อ Social Network ก็จะติดนิสัยชอบถามวิธีการต่างๆ จากนักเขียนมืออาชีพ บางคนก็เฝ้าแต่ถามจน 2 ปี ผ่านไปก็ไม่ได้มีความคืบหน้าอะไร ต่างจากคนที่ลงมือฝึกวาดเองเลย จะค่อยๆ เก่งขึ้นในทุกๆ วัน ในส่วนเรื่องของถูกผิดคนเขียนจะรู้ได้เองจากคำวิจารณ์คนรอบข้างที่อ่านผลงานเรา

“การจะเข้าสู่วงการมืออาชีพเต็มตัวนั้นจะต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ แต่ละคนใช้เวลากับงานเขียนไม่เท่ากัน ทางที่ดีนักเขียนหน้าใหม่หรือผู้สนใจควรจะหาอาชีพหลักไว้และเอาอาชีพนักเขียนเป็นรองหรืองานอดิเรกไว้ก่อน และเมื่อเราอยู่ในจุดที่งานเขียนการ์ตูนของเราสามารถหาสร้างรายจนเลี้ยงดูเราได้ ค่อยเริ่มสนใจในอาชีพนักเขียนการ์ตูนก็ยังไม่สาย ซึ่งวิธีนี้ก็เป็นเหมือนกับวิธีการแก้ไขหากไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียน” เดอะดวง ทิ้งท้าย

 

 

สำรวจเส้นทาง(บิน) สกายดอกเตอร์มือหนึ่ง นพ.สุระ เจตน์วาที

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2558 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1GCfjlM

สำรวจเส้นทาง(บิน) สกายดอกเตอร์มือหนึ่ง นพ.สุระ เจตน์วาที

 แพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ หรือสกายดอกเตอร์ อาชีพที่น้อยคนจะรู้จัก นพ.สุระ เจตน์วาที……..

 

อยู่เย็น อยู่(ให้)เป็น ในวันร้อนๆ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2558 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wGcyjo

อยู่เย็น อยู่(ให้)เป็น ในวันร้อนๆ

โดย…กองบรรณาธิการ

ยังไม่สิ้นเดือน ก.พ. กรมอุตุนิยมวิทยาก็ออกมาประกาศว่า… ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยไม่มีใครสงสัย เพราะมีอากาศร้อนระอุทะลุปรอทปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน แต่ที่ยังคงเป็นคำถามในทุกปีที่อากาศร้อนมาเยือนคือ เราจะอยู่กันอย่างไรให้เย็น (ทั้งกายและใจ)

นอกจากออฟฟิศที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำแล้ว บ้านของเราก็เป็นที่อีกแห่งที่ใช้เวลาอยู่นานที่สุดในแต่ละวัน หลายๆ บ้านอาจจะมีแอร์บรรเทาร้อน แต่ถ้าเรารู้จักวิธีปรับปรุงบ้านให้คลายร้อนได้ ก็จะทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ แถมยังประหยัดค่าไฟจากการเปิดแอร์ได้อีกด้วย

ผศ.รัชด ชมภูนิช คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อแนะนำว่า มีวิธีป้องกันความร้อน และเพิ่มความเย็นให้แก่บ้านมีอยู่หลายวิธีง่ายที่สุด คือ การปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ลองสำรวจพื้นที่ในบริเวณบ้านว่า มีพื้นที่ว่างพอสำหรับปลูกต้นไม้ใบหญ้าเพื่อลดทอนความร้อนจากแสงแดดที่ตกกระทบตัวบ้าน และบริเวณบ้านหรือไม่

ต้นไม้ทั้งต้นใหญ่ ต้นเล็ก และพืชคลุมดินล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติกลั่นกรองแสงแดดและลดความร้อนที่เกิดจากการแผ่รังสีโดยตรงจากดวงอาทิตย์ (Direct radiation) และคายความเย็นจากใบสู่สภาพแวดล้อมบ้านท่านได้เป็นอย่างดี

ข้อสำคัญอีกประการคือ บริเวณบ้านควรหลีกเลี่ยงการจัดวางลานคอนกรีต หิน กระเบื้อง ในทิศใต้และตะวันตกเนื่องจากจะเก็บสะสมความร้อนขณะรับแสงแดด และจะคายความร้อนออกมาในเวลาเย็นๆ แดดร่มลมตก ทำให้ในตัวบ้านร้อนระอุในช่วงเย็น

 

กางร่มให้บ้าน

แสงแดดเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับผู้คนและบ้านเรือนในเขตร้อนชื้นในประเทศไทย วิธีการที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดคือจัดหาร่มเงาแก่ตัวบ้านทั้งบ้าน หรือเฉพาะในจุดที่ต้องการ เหมือนกับเรากางร่มหรือสวมหมวกเพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนจากแสงอาทิตย์นั่นเอง

วิธีแก้ปัญหาสำหรับบ้านเรือนที่บรรพบุรุษของเราใช้กันมาคือการใช้กันสาด ชายคาและรูปทรงหลังคาที่สอดคล้องกับสภาพอากาศ เช่น หลังคาทรงปั้นหยา (Hip roof) จะกันแดดและฝนได้ทุกทิศทาง ขณะที่หลังคาทรงจั่ว (Gable roof)จะกันแสงแดดและฝนได้เพียง 2 ด้าน จึงต้องมีการออกแบบกันสาดหรือชายคาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ การใช้อุปกรณ์บังเงาอื่นๆ เช่น ระแนงไม้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน หรือแผงกันแดดภายนอกรูปแบบต่างๆติดตั้งที่ผนังหรือเหนือช่องแสง หน้าต่าง ทางทิศตะวันตก และทิศใต้ของตัวบ้าน หรือการใช้ผ้าม่าน มู่ลี่ภายในบ้าน จะช่วยลดปริมาณรังสีดวงอาทิตย์ได้เช่นกัน

 

หันบ้านเข้าหาลม

การสร้างความเย็นให้บ้านวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องเสียสตางค์เลยคือการใช้ลมธรรมชาติช่วยพัดพาความร้อนออกไปจากตัวบ้านทำได้โดยต้องเลือกจัดวางตำแหน่งตัวบ้าน ห้องที่คนอยู่อาศัยหน้าต่าง และเครื่องเรือนให้สอดคล้องกับทิศทางการเคลื่อนที่ของลมธรรมชาติ ซึ่งปกติจะพัดจากตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ในฤดูร้อน และพัดจากตะวันออกเฉียงเหนือและเหนือในฤดูหนาว

ลมธรรมชาติที่นำมาใช้สำหรับอาคารควรเป็นลมที่ไม่ร้อนกว่าอากาศภายในบ้าน มิฉะนั้นจะไม่เกิดประโยชน์ทางการอยู่อาศัยแม้แต่น้อย วิธีการสร้างลมเย็นทำได้โดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านในทิศทางลมเข้าให้มีอุณหภูมิลดต่ำลงกว่าอุณหภูมิอากาศปกติ เช่น การปลูกพืชคลุมดิน ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา หรือการใช้น้ำ เป็นต้น

 

 

เลือกใช้วัสดุก่อสร้าง

การเลือกใช้วัสดุประกอบบ้านเรือนในเขตร้อน ไม่ควรใช้วัสดุที่มีมวลสารหนา หนัก และมีความหนาแน่นสูง เนื่องจากจะมีค่าการถ่ายเทความร้อนของวัสดุสูง ส่งผลต่อการเก็บกักความร้อนไว้ในตัวอาคารบ้านเรือน เช่น ผนังที่ก่อด้วยอิฐและคอนกรีตถือว่าเป็นวัสดุที่ไม่เหมาะสมต่อสภาพการอยู่อาศัยและภูมิอากาศของประเทศไทย เนื่องจากจะเก็บกักความร้อนไว้ในเวลากลางวันและคายความร้อนออกมาสู่สภาพแวดล้อมในเวลากลางคืนซึ่งเป็นเวลาที่เราอยู่บ้าน

การเลือกวัสดุประกอบบ้านเรือนที่ดีควรเป็นวัสดุที่มีมวลสารน้อยไม่เก็บกักความร้อน เช่น อิฐมวลเบา หรือใช้ฉนวนป้องกันความร้อนติดตั้งเพิ่มเติมในระบบผนัง นอกจากนี้สีสันของอาคารบ้านเรือนที่เหมาะสมกับประเทศไทยควรเป็นสีอ่อน เนื่องจากจะมีคุณสมบัติการสะท้อนแสงและรังสีดวงอาทิตย์ที่ดีกว่าการใช้สีเข้ม ดังนั้นผนังบ้านเรือนโดยเฉพาะด้านที่มีแสงแดดตกกระทบควรเลือกใช้สีอ่อนเสมอ

 

ติดฉนวนกันความร้อน

การติดตั้งฉนวนกันความร้อน ปัองกันการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านโดยเฉพาะในห้องที่ปรับอากาศ เป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งในสภาพอากาศบ้านเรา เนื่องจากจะช่วยให้สบายกาย สบายใจ และสบายกระเป๋าด้วยคุณสมบัติการลดความร้อน และลดภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีผลต่อการลดค่าไฟฟ้าในบ้าน

ทั้งนี้ ต้องเลือกฉนวนให้มีคุณสมบัติเหมาะกับการใช้งานเช่น ฉนวนใยแก้วจะมีคุณสมบัติลดการถ่ายเทความร้อนส่วนฉนวนแบบฟอยล์จะป้องกันความร้อนด้วยการลดการแผ่รังสีความร้อนลงสู่ภายในพื้นที่ ส่วนตำแหน่งการติดตั้งฉนวนถ้ามีงบประมาณจำกัดควรเริ่มต้นจากใต้หลังคาซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดในปริมาณมากตลอดทั้งวัน แล้วค่อยติดตั้งในบริเวณผนังด้านทิศใต้และตะวันตกเป็นลำดับต่อมา

แม้จะปรับแต่งบ้านให้เย็นขึ้นแล้ว แต่บางทีเราก็ไม่สามารถอยู่กับบ้านได้ทั้งวัน ในหน้าร้อนอย่างนี้ ไปไหนมาไหนก็ต้องหาที่เย็นๆ ไว้ก่อน ถ้าไม่ไปช็อปรับแอร์เย็นๆ ในห้างสรรพสินค้าแล้ว ร้านรวงต่างๆ ที่ตกแต่งสร้างบรรยากาศให้ร่มเย็นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

 

กินอยู่เป็น (และเย็น) กับธรรมชาติ

นอกจากบ้านแล้วเวลาส่วนหนึ่งของคนกรุงก็อยู่กับการกินและร้านอาหาร ในเวลาที่คนจำนวนหนึ่งให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อใช้ธรรมชาติที่มีอยู่เป็นเครื่องมือช่วยสร้างความเย็น ร้านอาหารหลายๆ ร้านก็ออกแบบเพื่อให้เย็นโดยอาศัยธรรมชาติ

ร้านอาหาร เดอะ เนเวอร์ เอ็นดิ้ง ซัมเมอร์ นับเป็นหนึ่งในร้านที่ติดโผเรื่องความสวยงามในการตกแต่ง ทั้งยังใช้ที่ตั้งซึ่งแวดล้อมด้วยธรรมชาติคือ แม่น้ำเจ้าพระยา ให้เป็นประโยชน์ทุกวันทุกคนที่มาเยือนจะได้สัมผัสลมเย็นของแม่น้ำ ยิ่งช่วงหัวค่ำแล้วละก็กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กให้ได้แชะแอนด์แชร์

ร้านนี้ตั้งอยู่ในโครงการเดอะ แจม แฟคทอรี่ คลองสาน ใกล้ท่าเรือคลองสาน จากโกดังเก่าเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นร้านอาหารที่สวยงามน่าทึ่ง ตกแต่งในอารมณ์วินเทจกับโมเดิร์นผสมผสานกันอย่างลงตัว แม้ว่าร้านจะไม่ติดแม่น้ำเสียทีเดียว แต่ก็ได้ออกแบบโดยดูทิศทางลม สร้างที่นั่งพักให้ชมวิวและรับลมจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ การตกแต่งภายนอกยังคงความดิบของโกดังไว้ รู้สึกเรียบง่าย แต่ดูมีรายละเอียดของผนังอิฐ  ผนังปูนเปลือย ให้เห็นถึงอายุเก่าแก่ของโกดังและลดความแข็งกระด้างลงด้วยเฟิร์นห้อยระย้า ให้ความรู้สึกชุ่มชื่น บรรยากาศผ่อนคลายดับร้อนได้ และด้วยหลังคาสูงและโปร่งของโกดัง ทำให้แสงธรรมชาติจากภายนอกสาดส่องเข้ามา จากหลังคา Skylight ตลอดทั้งอาคาร เป็นการรับ-เล่นกับแสงธรรมชาติได้ดี

 

อีกหนึ่งสถานที่ซึ่งจะทำให้คุณได้ใช้ชีวิตสโลว์ๆ เนิบๆ เย็นๆ ใจคือ ภูริตัน ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่พลุกพล่านในซอยอารีย์ 5 เป็นบ้านของ นิค-ภูริณัฐ ตันตินันท์ธนา ก่อนปรับให้เป็นร้านอาหารชื่อ ภูริตัน ไปด้วยในตัว ที่แห่งนี้จึงให้บรรยากาศความเป็นบ้านอย่างครบถ้วน ภูริตันยังให้บรรยากาศความร่มรื่นของสวนหน้าบ้านต่อเนื่องไปจนถึงการจัดสวนในบ้านได้อย่างกลมกลืน เรือนกระจกใสกึ่งเอาต์ดอร์สไตล์ลอฟต์ให้ความรู้สึกเหมือนเดินในสวนเพาะชำ เพดานสูง 7 เมตรที่ตกแต่งด้วยต้นไม้ฟอร์มใบสวยหลากหลายชนิด เพราะเจ้าของร้านชอบปลูกต้นไม้ ชอบเดินหาซื้อต้นไม้ ลงมือปลูกและเฝ้ามองการเติบโตของต้นไม้ สวนทั้งนอกบ้านและในบ้านจึงเขียวสดใสให้ความร่มรื่นได้ในทุกฤดู

ไม่ว่าอากาศด้านนอกจะร้อนแค่ไหน แต่ทันทีที่ก้าวถึงหน้าร้านภูริตันจะสัมผัสถึงความสดชื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้ที่ชวนให้นั่งชิลอยู่ในนี้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ ได้บรรยากาศที่พักอาศัยอันน่ารื่นรมย์และเป็นร้านอาหารที่สโลว์ไลฟ์ และเป็นสถานที่ต้นแบบของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีกลางเมืองใหญ่

อีกหนึ่งร้านอาหารที่มาแล้วจะพบแต่ความร่มรื่นในพื้นที่สวนหลังบ้านคือ ไนน์ตี้ไนน์ เรสต์ แบ็คยาร์ด คาเฟ่ โดยแนวคิดการออกแบบนั้นเจ้าของต้องการเชื่อมโยงกับวิถีลูกบ้านที่อาศัยอยู่ ณ หมู่บ้าน 99 เรสซิเดนซ์ พระราม 9ซอย 41 จึงเนรมิตให้เป็นที่พักผ่อนและเป็นที่สังสรรค์ เป็นร้านที่ตั้งอยู่กลางความร่มรื่นของสวนสไตล์ทรอปิคอลหรือสวนป่าและสระน้ำ

สำหรับการแบ่งพื้นที่สวน ด้วยข้อจำกัดที่ไม่ใช่พื้นที่ขนาดใหญ่ เจ้าของจึงคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยให้มากเข้าไว้ด้านหน้าจัดเป็นสวนป่า พรรณไม้ตั้งเรียงรายดูน่าชม มีทั้งไม้ใหญ่และไม้ดอก เน้นชนิดที่ดูแลรักษาง่าย ทางเดินเข้าร้านอาหาร มีการไล่ระดับจากพื้นถนน เปลี่ยนอารมณ์ให้รู้สึกถึงธรรมชาติด้วยการวางเป็นพื้นหิน จากนั้นก็ค่อยๆ ปรับสู่พื้นดินบริเวณสวนป่า

ขณะที่สวนด้านหลัง ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญ มีการจัดวางพรรณไม้แบบหลวมๆ มีโซนโต๊ะอาหารในบรรยากาศเอาต์ดอร์เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสและชิดใกล้กับธรรมชาติเต็มอิ่ม พร้อมทั้งยังเหลือพื้นที่เป็นสนามหญ้าขนาดย่อม กรณีมีกิจกรรมต่างๆ หรือจัดปาร์ตี้ส่วนตัว ก็ใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้ได้อย่างสะดวก

ถ้าผ่านมาแถวสุขุมวิท ลองเลี้ยวเข้ามาใน ซอยสุขุมวิทระหว่าง 59-61 สังเกตปากซอยเป็นคอนโดฟูลเลอตัน เข้าซอยเพียงเล็กน้อย จะพบกับ เดอะ การ์เดน ออฟ ดินสอ พาเลซ ร้านอาหารบรรยากาศดีด้านขวามือ นอกจากทำเลร้านจะตั้งอยู่ในพื้นที่เดิมของวังดินสอ ผืนดินที่รัชกาลที่ 5 พระราชทานให้เป็นที่ประทับของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารำไพประภา ก่อนจะมีการรีโนเวตเป็นร้านอาหาร เมื่อก้าวเข้ามาในบริเวณร้านจะสัมผัสได้ถึงความสงบร่มรื่นของสวนสวยแสนโรแมนติก ที่ทำให้แทบลืมไปเลยว่ากำลังยืนอยู่ในย่านธุรกิจ

 

ณัฐวดี เกตุเหมือน เจ้าของร้าน บอกว่า ตั้งใจให้ร้านนี้โอบล้อมไปด้วยสวนสวย ประดับประดาไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ โดยพื้นที่สีเขียวที่เรามีอยู่ตอนนี้ จัดไว้เป็นที่นั่งเล่นพักผ่อน โดยทางร้านจะจัดวางโต๊ะเก้าอี้ไว้ในสวนหน้าร้านเพื่อให้ลูกค้านั่งรับลมสูดออกซิเจนได้เต็มที่ อยากให้ลูกค้าที่ไม่ว่าจะนั่งด้านนอกหรือด้านในได้ใกล้ชิดกับสวน เพียงแต่ด้านในก็จะเป็นสวนติดแอร์

วิธีบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวในร้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ณัฐวดีบอกว่า เริ่มตั้งแต่การวางเลย์เอาต์ในการปลูกต้นไม้อย่างดี เพื่อให้ร้านของเรามีพื้นที่รับลมเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ได้

“เราคำนวณแล้วว่าร่มไม้จะถึงกันแต่ไม่รกจนเกินไป เราจะลงต้นไม้ทั้งต้นใหญ่ๆ ที่ให้ร่มเงาและต้นเล็กๆ ที่ให้ดอกสวยงาม อีกอย่างด้วยความที่เราเป็นพื้นที่สีเขียวที่อยู่ท่ามกลางคอนโดมิเนียมต่างๆ จึงทำให้ได้ร่มจากตึกเหล่านั้นด้วย แถมมีลมพัดตลอดเวลาด้วยเพราะลมไปที่อื่นไม่ได้มีแต่ตึกเลยต้องมาบ้านเราแทน”

ด้วยการออกแบบที่อยู่อาศัย (และที่กิน) โดยพึ่งพิงกับธรรมชาติ น่าจะทำให้หน้าร้อนนี้ไม่ร้อนเกินจะทน

ดูแลตัวเองในวันร้อนๆ

นอกจากจะดูแลที่อยู่อาศัย ในฤดูร้อนเราก็ต้องดูแลตัวเอง เพื่อให้ผ่านคืนวันร้อนๆ ไปได้อย่างสุขภาพดี

สมุนไพรดับร้อน : อาหารเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยดับร้อนได้โดยเฉพาะสมุนไพรซึ่งนำมาต้มเป็นเครื่องดื่ม ดับกระหายสู้ฤดูร้อนได้เป็นอย่างดี ใบเตย สามารถนำไปคั้นทำเป็นเครื่องดื่มแช่เย็น ก็จะได้น้ำสมุนไพรแสนหอม มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจแก้โรคเบาหวาน ช่วยลดอาการกระหายน้ำ และที่สำคัญคือชุ่มคอด้วย ใบบัวบก สรรพคุณช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นและลดอาการอักเสบ แต่หากต้องการสู้กับอากาศร้อนขอแนะนำให้นำใบบัวบกมาทำน้ำสมุนไพร เติมความหวานด้วยน้ำเชื่อมนิดๆหน่อยๆ นอกจากดับกระหายยังช่วยลดความดันโลหิตอีกด้วยมะตูม นิยมทำเป็นน้ำสมุนไพรและเป็นชาที่มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ขับลม ช่วยย่อยอาหาร ลดอาการท้องเฟ้อขับเสมหะ แก้อาการร้อนใน และที่สำคัญคือดับกระหายได้ดี

กระเจี๊ยบ หากเราเอาไปต้มพร้อมด้วยเติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเล็กน้อย เราก็จะได้น้ำกระเจี๊ยบที่นอกจากจะทำให้ดับกระหายได้ดีแล้ว ยังช่วยขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย อัญชัน คนนิยมนำดอกมาใช้ทำยาปลูกผม เมล็ดไปทำยาระบาย ส่วนดอกอัญชันทำเป็นน้ำสมุนไพรดับร้อนได้ ยังช่วยการไหลเวียนโลหิต ต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงหัวใจ และสายตาเฉาก๊วย มีสรรพคุณแก้ร้อนใน ขับเสมหะ และถ้าหากดื่มหรือกินเป็นประจำจะช่วยลดอาการความดันโลหิตและโรคเบาหวานได้ด้วย เก๊กฮวย นิยมนำไปทำเครื่องดื่มสมุนไพร สรรพคุณของดอกเก๊กฮวยนอกจากจะดับกระหายแล้ว ยังช่วยแก้ร้อนใน ขับลมแก้ปวดท้องและยังช่วยป้องกันโรคความดันสูงอีกด้วย

โรคต้องระวัง : ช่วงฤดูร้อนมาเยือน ยังต้องดูแลสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บให้ดี กระทรวงสาธารณสุขให้ระวัง 6 โรคประจำที่มักเกิดขึ้น ได้แก่ อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง ไทฟอยด์บิด และ ไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งเป็นผลมาจากแบคทีเรีย ที่เจริญเติบโตได้ดีในช่วงหน้าร้อน ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ตัวเลขจากกรมควบคุมโรค เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมามีผู้ป่วยจากทั้ง 6 โรค มากถึง 1.2 ล้านคน โดยพบมากที่สุดคือโรคอุจจาระร่วง ส่วนในปี 2558 นี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึงสิ้นเดือน ก.พ.พบผู้ป่วย 6 โรครวม 1.7 แสนคน ในทุกวัย

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วิธีป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อที่ง่ายที่สุดก็คือ ยึดหลัก “กินร้อนช้อนกลาง และล้างมือ” โดยรับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน ใช้ช้อนกลางตักอาหารร่วมกัน ล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม ทำความสะอาดครัวปรุงอาหารให้ถูกสุขลักษณะ ดื่มน้ำที่สะอาดหรือน้ำต้มสุก

ขณะที่อาหารที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อน ได้แก่อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนผสม เนื่องจากบูดเสียง่าย ไปจนถึงอาหารทะเล ส้มตำ ยำ และอาหารทีปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบก้อยหรืออาหารที่มีแมลงวันตอม เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของเชื้อโรค

 

สำหรับอาการป่วยของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ อาการของผู้ป่วยจะคล้ายๆ กัน มักถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ในการดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงทั่วๆ ไป ขอให้รับประทานอาหารตามปกติ ไม่ควรงดอาหารเพื่อให้มีสารอาหารที่จำเป็นไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืดและให้ดื่มผงน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอสแทนน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้นยังถ่ายบ่อย อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ กระหายน้ำมากกว่าปกติ มีไข้สูง หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด ให้รีบไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือแพทย์

ส่วนการดูแลเด็กเล็กที่อุจจาระร่วง ขอให้ผู้ปกครองป้อนอาหารเหลวบ่อยๆ เช่น น้ำข้าวต้ม น้ำแกงจืด และกินนมแม่ได้ตามปกติ กรณีของเด็กที่กินนมผสม ให้เจือจางนมผสมเหลือครึ่งหนึ่งของปกติที่เคยได้รับ จิบน้ำละลายผงน้ำตาลเกลือแร่บ่อยๆและให้อาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม อาการเด็กจะค่อยๆดีขึ้นเป็นปกติได้ภายใน 8-12 ชั่วโมง หากอาการไม่ดีขึ้น เช่นถ่ายเหลวไม่หยุด เด็กซึมลง ปากแห้งมาก ปัสสาวะสีเหลืองเข้มให้พาไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและเด็กเล็กซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้านทานโรคน้อย เสี่ยงชีวิตได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น

วิธีดูแลผิวช่วงหน้าร้อน : นพ.เวสารัช เวสสโกวิท คณะกรรมการอำนวยการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยบอกว่า ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงฤดูร้อน มี 2อาการ คือ อาการผิวหนังไหม้เกรียมจากแสงแดด และผดขึ้นตามผิวหนัง โดยอาการผิวไหม้เกรียมนั้น วิธีแก้คือ ค่อยๆออกแดดทีละนิด เพื่อให้ผิวหนังคุ้นเคยกับแสงแดด ก่อนจะโดนแสงทีเดียวครั้งละมากๆ

ส่วนการป้องกันตัวเองจากอาการผดผื่นขึ้นตามผิวหนังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะอบร้อน เช่น ผ้าร่ม ไม่ควรใส่เด็ดขาด โดยควรเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าที่มีลักษณะโปร่ง และให้ความร้อนผ่านได้ดี จะทำให้อาการผดเกิดได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนสถานที่อย่างรวดเร็วจากบริเวณที่อยู่ในห้องแอร์ และออกไปยังที่มีอากาศร้อนทันที เพราะผดสามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก

สำหรับวิธีแก้อาการผิวไหม้ หรือผดตามผิวหนังคือ ต้องเลือกครีมทากันแดดที่เหมาะสมกับสภาพผิวหนังมากที่สุด โดยหากออกแดดนาน ต้องพิจารณาครีมกันแดด ที่มีค่า PA+++ ซึ่งสามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตไม่ให้เข้ามาทำอันตรายกับผิวหนังได้ดี ขณะเดียวกันต้องเลือกครีมกันแดด ที่มีค่า SPFที่เหมาะสมกับตัวเองในแต่ละวัน เช่น หากอยู่ในเมือง ออกแดดแค่ช่วงกลางวันไม่นาน ก็ให้เลือกใช้ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 15PA+ และPA++

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,055 other followers

%d bloggers like this: