ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“Coworking Space”…สวรรค์ของคนเบื่อออฟฟิศ สิงหาคม 19, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2558 เวลา 19:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/381597

"Coworking Space"...สวรรค์ของคนเบื่อออฟฟิศ

 

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชั่วโมงนี้เทรนด์การทำงานกำลังเปลี่ยนไปแล้ว…

หลายคนที่เบื่อบรรยากาศอันซ้ำซากจำเจ แสนจะวุ่นวาย ภายในออฟฟิศ และ อยากออกไปสูดอากาศปลอดโปร่ง ให้หัวสมองแล่นฉิว “Coworking Space” หรือ “โคเวิร์คกิ้ง สเปซ” ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง

ที่นี่คือ “พื้นที่ทำงาน” ให้เช่า มีทั้งรายวัน-เดือน-ปี เป็นพื้นที่ส่วนตั๊วส่วนตัว ออกแบบภายใต้ดีไซน์สุดเก๋ เหมาะสำหรับคนทำงาน ฟรีแลนซ์ นักธุรกิจสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ไฟแรงที่ถวิลหาความอิสระ อยากจัดประชุม อีเว้นท์ งานสัมมนา หรือนั่งทำงานชิลชิลได้ทั้งนั้น

แค่โน๊ตบุ๊คตัวเดียว อย่างอื่นไม่ต้อง

กานต์ รอดสวัสดิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง  Kliquedesk ออฟฟิศสุดเท่ย่านอโศก เล่าให้ฟังว่า Co-working  Space เป็นเทรนด์การทำงานรูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งเริ่มกิจการ หรือคนทำงานอิสระที่คิดว่าตัวเองทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องมีโต๊ะทำงานตายตัว ขอแค่โน้ตบุ๊กและอินเทอร์เน็ต แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

“เทรนด์ความต้องการของผู้ใช้งาน เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทำให้เราปรับเเต่งพื้นที่ให้เกิดความหลากหลาย เน้นดีไซด์สถานที่ให้โดดเด่น ใช้คอนเซ็ปต์ที่สามารถดึงความคิดสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างเต็มที่  ไม่ว่าจะรูปเเบบ private office, Conference ,Coworking Space และ Virtual Office  ซึ่งทั้งหมดต้องศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งานแต่ละส่วนว่ามีความต้องการสิ่งใด  เพื่อจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกมาตอบโจทย์ ภายใต้คอนเซปต์ว่าเรื่องอื่นไม่ต้องห่วง โน้ตบุ๊กตัวเดียวพอ”

กานต์บอกว่า เหล่าสตาร์ทอัพ หรือผู้เริ่มทำธุรกิจใหม่ๆที่ยังไม่มั่นใจว่าธุรกิจจะอยู่รอดได้ยาวแค่ไหน การใช้วิธี “เช่าพื้นที่” แทนที่จะสร้างออฟฟิศ ทำให้ตัดความกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆที่ค่อนข้างสูงไปได้ ซ้ำยังไม่ต้องมานั่งคิดมากกับการบำรุงรักษาข้าวของเครื่องใช้อื่นๆภายในออฟฟิศ  สามารถเอาเวลาไปสนใจจดจ่อกับการทำธุรกิจอย่างเต็มที่ 

ทั้งหมดนี้จึงส่งผลให้ Coworking Space และ private office  ตอบโจทย์เจ้าของกิจการขนาดเล็กหรือนักธุรกิจอยู่ในช่วงเริ่มต้นอย่างแท้จริง

เลือก”พื้นที่”ให้เหมาะกับ”งาน”

เจย์ สเปนเซอร์ ทีมผู้บริหาร glowfish มองว่า ทำเลที่ง่ายต่อการเข้าถึง สิ่งอำนวยความสะดวกที่น่าดึงดูด และความสัมพันธ์ในพื้นที่นั้นๆ เป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จของ Coworking Space

“การจะประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ทำออฟฟิศขึ้นมาเพื่อให้บริการ โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเท่านั้น แต่คอนเซ็ปต์ต้องลึก ต้องส่งเสริมให้คนพัฒนาจากความสัมพันธ์ที่เขามีร่วมกัน เพราะการตัดสินเลือกพื้นที่ของคนใช้บริการ นอกจากทำเลแล้ว เขายังประเมินว่าที่ตรงนั้นส่งเสริมธุรกิจหรือพัฒนาความคิดของเขาไหม แวดล้อมไปด้วยคนที่คิดตรงกัน หรือคิดคล้ายๆกันให้แลกเปลี่ยนไอเดียหรือเปล่า

เจย์ยังชี้ว่า ในอนาคต Coworking Space  จะผุดมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าจะมีตัวเลือกอีกมากมายให้ผู้ใช้งานได้เลือกไปในที่ที่เหมาะสมกับโจทย์ของตัวเอง  เช่น นักธุรกิจอาจจะไปรวมตัวกันที่ย่านสาธร นักออกแบบอาจจะไปรวมกันที่ชิดลม ขณะที่นักเขียนก็อาจจะเป็นรวมกันที่ไหนสักแห่งที่เหมาะกับบรรยากาศการทำงานของตัวเอง

มันอาจจะไม่มี Coworking Space  ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถเฟ้นหาที่ที่เหมาะสมสำหรับคุณได้มากน้อยเเค่ไหน อย่างคุณไป Coworking แห่งหนึ่ง เเล้วพบว่าไม่เหมาะกับคุณ รู้สึกว่าทำไมคนที่นี่แปลกจัง ก็ถือเป็นการเลือกที่ผิด มันอยู่ที่ว่าที่ไหนสามารถพัฒนาการทำงานของคุณ  เหมือนการไปโรงเรียน ถ้าเลือกถูกยอดเยี่ยม”

สวรรค์ของคน”คอเดียวกัน”

ณรงค์ปกรณ์ สว่างวารีสกุล  ภูดิศ เจริญปัญญายิ่ง เเละ นราพงษ์ วสิฏฐิตานนท์ 3 หนุ่มเจ้าของ Coworking Space สไตล์ลอฟท์ “DRAFTBOARD”  ขนาด 700 ตารางเมตร บนชั้น 12 ของอาคารอรกานต์ ถนนชิดลม เผยจุดมุ่งหมายของการทำธุรกิจนี้ให้ฟังว่า

“เป้าหมายหลักของเราคือ อยากให้เหล่าฟรีแลนซ์หรือเหล่าดีไซน์เนอร์ทั้งหลายได้มีสถานที่ทำงานที่ดีกว่าร้านกาแฟ ซึ่งไม่มีที่เก็บของ เก็บงาน และมันคงน่าสนใจไม่น้อย ถ้าคนที่นั่งอยู่รอบๆ เรา เป็นคนที่คิดหรือทำงานแบบเดียวกันกับเรา ถ้าอยู่บ้านแล้วคิดงานไม่ออก คุณก็คงจะนอนไปเลย แต่ที่ DRAFTBOARD ไม่ใช่ ที่นี่มีเพื่อนข้างๆให้คุณหันมาถาม หรือบางครั้งหลังดีไซน์งานแล้วเสร็จ  แทนที่จะส่งให้ลูกค้าทันที เราก็หันมาแลกแปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนได้ มันคือสถานที่ที่เราได้มานั่งทำงานด้วยกันจริงๆ”

ณรงค์ปกรณ์  แนะว่า การเลือก Coworking Space สักแห่ง ไม่ใช่แค่มีโต๊ะกว้าง เก้าอี้นั่งสบาย สำคัญอยู่ตรงคนที่ร่วมกันในนั้นทำให้คุณทำงานได้ดีขึ้นหรือเปล่าต่างหาก

ด้วยความที่เป็นฟรีแลนซ์มาก่อน ทำให้ทั้งคู่เข้าใจวัฏจักรชีวิตการทำงานของเหล่าฟรีแลนซ์ที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อพระอาทิตย์เหมือนคนทั่วไป หลายคนชอบทำงานกลางคืนที่ติดเครื่องแล้วหยุดไม่ได้

“Coworking Space ของเรา อยากซัพพอร์ตกับเหล่ากราฟฟิกดีไซเนอร์และพวกฟรีแลนซ์ที่กลางวันหัวไม่แล่น  เพราะผมเองรู้ว่า กลางคืนมันเป็นเวลาที่นิ่งกว่ากลางวัน มันดูมืดเหมือนกันไปหมดและเพลินมากกับงาน ผิดกับตอนกลางวันที่มีทั้งเช้า สาย เที่ยง บ่าย ที่เราสัมผัสได้ ที่สำคัญตอนกลางคืนไม่มีเวลาพักกินข้าวเที่ยงครับ”อดีตฟรีแลนซ์ยิ้มอย่างคนเข้าใจหัวอกเดียวกัน

ความอึดอัดในบรรยากาศออฟฟิศแสนจำเจ ทำให้คนรุ่นใหม่ผู้รักอิสระจำนวนไม่น้อยต่างมองหาพื้นที่ที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขกับการทำงานมากที่สุด ไม่แน่ … ต่อไปคุณอาจได้พบที่ปรึกษาคนสำคัญในพื้นที่ที่เรียกว่า Coworking Space ก็เป็นได้

 

ผ่าโลกธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2558 เวลา 10:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/381070

ผ่าโลกธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ

 

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

ทิศทางตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตสูงขึ้นมากในประเทศไทย โดยเฉพาะหลังจากที่สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ ที่เห็นช่องทางการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซก็ยังต้องเรียนรู้ประสบการณ์และติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ

ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา รุกธุรกิจไร้พรมแดนบน Digital Platform กับ KBank ว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีอัตราเติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 20% มีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซถึง 5 แสนราย ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และออนไลน์ มาร์เก็ตเพลส ที่สำคัญมีคนไทยหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ 15 ล้านคน และคาดว่าปีนี้มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในส่วนซื้อขายตรงถึงผู้บริโภคจะสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ฟันเฟืองสำคัญของธุรกิจอีคอมเมิร์ซคงหนีไม่พ้นธนาคารพาณิชย์ ปกรณ์ ระบุว่า ธนาคารกสิกรไทย นอกจากจะร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งระดับประเทศและระดับโลก โดยต่อยอดความร่วมมือที่ริเริ่มไว้กับอาลีบาบาดอทคอมในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซในจีนแล้ว ยังจะเร่งพัฒนาช่องทางดิจิทัลเพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

บุรินทร์ เกล็ดมณี ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ เรดดี้แพลนเน็ต ตัวแทนอาลีบาบาดอทคอมในประเทศไทย ระบุว่า ขณะนี้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยกำลังเผชิญกับ 5 เทรนด์ คือ “Promotion War” ที่แข่งขันสูงมาก สินค้าเดียวกันจะแข่งกันหั่นราคาอย่างหนัก ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กสู้ยาก “Niche Market” เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นโอกาสของธุรกิจรายเล็กๆ แต่เอสเอ็มอีต้องหาจุดต่างของสินค้า กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน และต้องเก่งในสิ่งที่ทำอย่างที่รายใหญ่ทำไม่ได้

“Content Marketing” เพราะทุกวันนี้การซื้อสินค้าจะถูกโน้มน้าวจากเพื่อนหรือข้อมูลจากผู้เคยใช้ มากกว่าจากโฆษณาหรือโปรโมชั่น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องสร้างคอนเทนต์และเกิดการบอกต่อ ทำให้ขณะนี้วิดีโอมาร์เก็ตติ้งมาแรงเพราะอินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น

“คิดเพื่อส่งออก” ในไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 2.7 ล้านราย แต่เป็นผู้ส่งออกเพียง 1.5 หมื่นราย และยังมีหลายคนที่มีศักยภาพในการส่งออกได้ โดยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เช่น อาลีบาบา เป็นช่องทางสำคัญในการเปิดตลาดส่งออกได้ และ “ระบบขนส่งและระบบชำระเงิน” ที่ต้องง่ายและช่วยสนับสนุนธุรกิจ

ขณะที่ แฮเรียท ชู กรรมการผู้จัดการ ไทย เอ้า ฉี ฟรุ๊ตส์ ที่มีประสบการณ์การใช้ช่องทางอาลีบาบาดอทคอมในการเปิดตลาดส่งออกในจีน ได้มาแชร์ประสบการณ์ว่า ได้ไอเดียและคำแนะนำจากเพื่อนที่จีนให้ส่งออกสินค้าไปจีน โดยเฉพาะผลไม้ ที่จีนนิยมผลไม้ไทยมาก จึงเริ่มต้นจากการส่งออกผลไม้แบบแช่แข็ง ทุเรียน มังคุด แต่การทำตลาดยากมาก เพราะ 12 ปีก่อน ทุเรียนไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก ปีแรกจึงขายได้เพียง 1 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่เมื่อมีอาลีบาบาเกิดขึ้น ก็มาใช้ช่องทางอาลีบาบา

แฮเรียท ระบุว่า หลังจากที่อาลีบาบาเปิดตลาดสู่สากล บริษัทก็รับออร์เดอร์ผ่านอาลีบาบาเป็นหลักถึง 60% ของคำสั่งซื้อทั้งหมด และยังมีโอกาสเพิ่ม คือลูกค้าจะสอบถามถึงสินค้าไทยอื่นๆ ด้วย จึงได้ออร์เดอร์มาและส่งต่อให้เพื่อนที่ทำธุรกิจนั้นๆ

“กลยุทธ์การทำธุรกิจผ่านออนไลน์ของบริษัท คือ พยายามอัพเดทสินค้าทุกวันให้มีความเคลื่อนไหวตลอด และเมื่อมีการสอบถามจากลูกค้าจะตอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ช่วยให้ปิดการขายได้เร็ว และสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกทางหนึ่ง” เคล็ดลับของ แฮเรียท ชู

นอกจากอาลีบาบาแล้ว เครื่องมือสำคัญที่จะสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้เติบโตได้คงหนีไม่พ้นโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ก กูเกิล

สำหรับเฟซบุ๊กนั้น สามารถเป็นช่องทาง 3 ด้านให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งการสร้างความรับรู้ การสำรวจและสร้างตลาด และการปิดการขาย ทวีภัทร โอภารัตน์ ผู้จัดการบัญชี กลุ่มเอสเอ็มบี เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจที่พบว่า ผู้ใช้งานสามารถรับรู้แบรนด์จากเฟซบุ๊กเกือบ 60% ใช้สำรวจข้อมูลและตลาดถึง 70% และผู้ใช้เกือบ 50% เคยซื้อสินค้าจากเฟซบุ๊ก จึงถือได้ว่าเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือทำตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพมาก และยังสามารถใช้ข้อมูลที่คนส่วนใหญ่แชร์เรื่องราวและประสบการณ์มาใช้วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้ถึงความต้องการต่างๆ

ด้านกูเกิลก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง อภิชญา เตชะมหพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตรทางธุรกิจกูเกิลเอเชียแปซิฟิก ระบุว่า ผลสำรวจพบว่าธุรกิจเดิมที่เริ่มหันมาทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งนั้น จะมียอดขายเติบโตขึ้น 50% เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมๆ จะเหนื่อยจากการแข่งขันที่สูง และลูกค้ามีความภักดีในสินค้าลดลง เนื่องจากมีทางเลือกมากขึ้น

ทั้งนี้ เครื่องมือสำคัญของกูเกิลในการช่วยผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มสร้างตลาดออนไลน์ คือ google trend โดยผู้ที่ต้องการขยายตลาดใหม่ๆ สามารถใช้ค้นหาว่าสิ่งที่จะขายนั้นมีผู้สนใจซื้อหรือไม่ ถือเป็นการชี้โอกาสทางธุรกิจที่กำลังจะทำว่ามีความสดใสมากน้อยแค่ไหนในตลาดออนไลน์ ตัวอย่างเช่น ในบรรดาอาหารสัตว์ที่ขายทางออนไลน์ทั้งหมดนั้น มีผู้ต้องการค้นหาเพื่อซื้ออาหารปลามากที่สุด ไม่ใช่อาหารสุนัข หรืออาหารแมว นั่นเพราะอาหารปลานั้นซื้อได้ยาก และมีความต้องการเฉพาะกลุ่ม นี่คือช่องทางหนึ่ง

ธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เกิดจากการเติมเต็มช่องว่างการทำธุรกิจสินค้าออนไลน์ที่ไม่มีพื้นที่จัดเก็บสินค้า หรือรับผิดชอบการขนส่งสินค้า

กอสิน ศุภฤทธิธำรง ผู้จัดการ การตลาดออนไลน์และการบัญชี ชิปยัวส์ดอทคอม (Shipyours.com)
ผู้ประกอบธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์ กล่าวว่า ธุรกิจนี้เกิดขึ้นจากการมองเห็นช่องทางว่ามีผู้ประกอบการหลายคนต้องการสถานที่เก็บสินค้าและผู้รับผิดชอบเรื่องการส่งสินค้า ซึ่งตัวเองมีปัจจัยพร้อมอยู่แล้ว เพราะทำธุรกิจรับส่งเอกสารมาก่อน สำหรับค่าบริการรับฝากสินค้านั้นตกลูกบาศก์เมตรละ 2,200 บาท ขณะที่ค่าส่งสินค้าทางไปรษณีย์ คิดตามจริงบวก 10%

กอสินถือว่าธุรกิจของเขาช่วยลดต้นทุนแฝงให้แก่คนขายได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นที่เก็บสินค้า เพราะบางคนอาจจะคิดว่าเก็บสินค้าในบ้านได้ แต่จริงๆ นั่นคือต้นทุนสถานที่ที่เสียไป หรือการเดินทางไปส่งไปรษณีย์เองจะทำให้ต้อง
เสียเวลา เสียค่ารถค่าน้ำมัน และค่าแรงของตัวเอง ทั้งที่เวลาเหล่านั้นสามารถใช้ในการหาลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายได้

ณัฐวุฒิ อารยะประยูร รองผู้จัดการทั่วไป ยูไนเต็ดไทยโลจิสติกส์ ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเพื่อส่งออกและนำเข้า กล่าวว่า ผู้ส่งออกที่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองจะยุ่งยากมากกับเรื่องเอกสารต่างๆ โดยเฉพาะผู้ส่งออกหน้าใหม่จะยิ่งรู้สึกยุ่งยาก บริษัทจึงเข้ามาช่วยลดความยุ่งยากทั้งหมดให้ ขอเพียงลูกค้าไปลงทะเบียนเป็นผู้ส่งออกก่อน จากนั้นจะรู้ว่าจะขายอะไรและส่งไปที่ไหน และส่งแบบใด เช่น ทางเรือ หรือทางเครื่องบิน บริษัทจะเป็นผู้แนะนำว่าต้องใช้เอกสารส่วนตัวอะไรบ้าง ส่วนเอกสารด้านอื่นที่เป็นแบบฟอร์มทางการจะดำเนินการให้ทั้งหมด

 

คน “จนตรอก” -ศก.ตกต่ำ อาชญากรหน้าใหม่พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2558 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/381041

คน "จนตรอก" -ศก.ตกต่ำ อาชญากรหน้าใหม่พุ่ง

 

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ภาวะเศรษฐกิจขาลงได้สร้างความกระสับกระส่ายแก่ประชาชนทั่วทุกหัวระแหง สะท้อนผ่านปรากฏการณ์การเลิกจ้างพนักงานนับพันรายของบริษัทเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ รวมทั้งการลดต้นทุน เลิกจ้าง หรือระส่ำถึงขั้นปิดกิจการก็มีให้เห็นบ้างแล้ว

ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซามีปัญหา ผลพวงที่ตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงก็คือปัญหา “อาชญากรรม” ซึ่งเพิ่มสูงมากขึ้น

หากย้อนไปให้เห็นภาพนับตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ระบุถึงสถิติการเกิดเหตุร้ายเกี่ยวกับทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ วิ่งราว หรือแม้แต่การประทุษร้ายเพื่อหวังต่อทรัพย์

พบว่าทั่วประเทศเกิดเหตุไปแล้วกว่า 1.2 หมื่นครั้ง ในจำนวนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมารับอาญาได้เพียง 5,646 คดี เท่านั้น

หากจำแนกจะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นมา ในแต่ละเดือนมีอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์พุ่งสูงขึ้นทุกเดือน คือเดือน ม.ค.-ก.พ. เกิดเหตุรวม 3,918 คดี จับได้ 1,898 คดี

เดือน มี.ค.-เม.ย. เกิดเหตุรวม 3,951 คดี จับได้ 1,872 คดี เดือน พ.ค.-มิ.ย. เกิดเหตุรวม 4,453 คดี จับได้ 1,832 คดี และล่าสุดช่วงเดือน ก.ค.-ต้นเดือน ส.ค. เกิดเหตุ 123 คดี จับได้เพียง 44 คดี

ขณะที่กลุ่มคดีที่น่าสนใจ อันประกอบด้วยโจรกรรมรถยนต์ รถแท็กซี่ เครื่องมือการเกษตร ฉ้อโกง เรียกค่าไถ่ ยักยอก พบว่าตัวเลขของคดีก็เพิ่มมากเช่นกัน โดยมีเหตุรวมทั้งสิ้น 8,438 คดี ติดตามจับกุมมาได้ 2,757 คดี

จำแนกตัวเลขให้เห็นเป็นรายเดือนอีกครั้ง คือเดือน ม.ค.-ก.พ. เกิดเหตุรวม 2,421 คดี จับได้ 753 คดี เดือน มี.ค.-เม.ย. เกิดเหตุรวม 3,124 คดี จับได้ 1,316 คดี เดือน พ.ค.-มิ.ย. เกิดเหตุรวม 2,825 คดี จับได้ 676 คดี และเดือน ก.ค.- ต้นเดือน ส.ค. เกิดเหตุแล้ว 65 คดี จับได้เพียง 12 คดี

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก สตช. ระบุว่า ตัวเลขปัญหาอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น ตำรวจยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ หรือสาเหตุจะมาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหาอย่างเดียวหรือไม่ เพราะตำรวจไม่ได้ทำการวิจัยออกมา

พล.ต.ท.ประวุฒิ บอกอีกว่า การเกิดปัญหาอาชญากรรมในห้วงเวลานี้ถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

ด้าน นัทธี จิตสว่าง รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ได้วิเคราะห์แนวโน้มอาชญากรรมในห้วงเศรษฐกิจซบเซาในขณะนี้ว่า ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาอาชญากรรมต่างๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมพื้นฐาน ลักวิ่งชิงปล้น และอาชญากรรมเกี่ยวกับเครื่องมือการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น

มากไปกว่านั้น ยังรวมไปถึงปัญหายาเสพติดที่พบว่าจะมีผู้ค้าเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และคนกลุ่มนี้จะไปก่อเหตุลักวิ่งชิงปล้นเพิ่มขึ้นอีก จึงยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มเข้าไปอีก นั่นหมายความว่าปัญหาเศรษฐกิจจะนำไปสู่ปัญหายาเสพติด และปัญหายาเสพติดก็นำไปสู่คดีเกี่ยวกับทรัพย์

“อาชญากรรมที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจมักจะเป็นอาชญากรหน้าใหม่ ในขณะที่ยังมีอาชญากรมืออาชีพซึ่งพร้อมก่อเหตุตลอดไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในสังคมมาก” ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา กล่าวชัด

นัทธี สำทับอีกว่า เมื่อเศรษฐกิจไม่ดีส่งผลให้หลายคนหมดทางเลือก ที่สุดแล้วก็จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงจรอาชญากรรม โดยเฉพาะวัยรุ่นซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก เห็นได้จากตัวเลขผู้ต้องขังในเรือนจำที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน

“เมื่อเทียบกับสถิติปีที่ผ่านมาจะพบว่าปัญหาอาชญากรรมหนักมากขึ้น มีการก่อเหตุชุกชุมและถี่กว่าช่วงภาวะเศรษฐกิจปกติหรือดี ถ้าปีนี้เศรษฐกิจยังคงไม่กระเตื้องหรือไม่ดีขึ้น อาชญากรหน้าใหม่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปีแน่นอน” นัทธี คาดการณ์อนาคตอันใกล้

สอดคล้องกับ สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่บอกว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจภาพรวมตกต่ำลงทั้งหมด ทำให้คนไม่มั่นใจในการลงทุน ไม่มั่นใจที่จะใช้จ่าย และเศรษฐกิจไทยก็เป็นส่วนหนึ่งในเศรษฐกิจโลกจึงมีผลกระทบเข้ามา คนที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือคนที่มีรายได้น้อย

“คนระดับล่างได้รับผลกระทบมากสุด ทำให้ธุรกิจที่ไม่ถูกกฎหมายขยายตัว และจะพบว่ามีการจี้ ปล้น ค้ายาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเวลาเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจถูกกฎหมายก็จะทำยากขึ้น คนเลยหันไปก่ออาชญากรรม นั่นเพราะคนไม่มีทางออก โอกาสทำมาหากินน้อยลง จะหาอาชีพสุจริตได้ยากขึ้น”อาจารย์สังศิต ระบุ

สังคมไทยในขณะนี้จึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง

 

“รายงานข่าวฆ่าตัวตาย”…ถึงเวลาสื่อไทยต้องเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2558 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/380930

"รายงานข่าวฆ่าตัวตาย"...ถึงเวลาสื่อไทยต้องเปลี่ยนแปลง

 

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการกระทำอัตวินิบาตกรรมของศิลปินชื่อดัง “สิงห์ สควีซ แอนิมอล”ตกอยู่ในความสนใจของคนทั้งประเทศ

ทว่าการรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องทุกวันชนิดถี่ยิบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่แบบ”เกาะติด”ของสื่อมวลชน ทั้งยังสร้างความกังวลว่าเสี่ยงที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Copycat เลียนแบบไอดอล

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยว่า เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ ข่าวการฆ่าตัวตายของคนดัง เสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หรือที่เรียกว่า “Copy Cat”

“องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผลกระทบจากการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายของคนดังผ่านสื่อต่างๆ จะเกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Copy Cat ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้แฟนคลับ หรือคนที่ชื่นชมในตัวคนผู้นั้น รู้สึกโศกเศร้าสะเทือนใจเป็นอย่างมาก และอาจคิดสั้นฆ่าตัวตายตามบุคคลอันเป็นที่รักได้

ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อคนอีกกลุ่มคือ คนที่กำลังมีความทุกข์ในชีวิต อ่อนไหวและสับสน หรือคนที่ “อยู่ในระหว่างการตัดสินใจ” จะมองว่าการฆ่าตัวตายเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหา เช่น เคยมีเหตุการณ์คนกระโดดตึกฆ่าตัวตายต่อเนื่องรายวัน โดยลอกเลียนแบบจากข่าวที่ออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

5 ข้อที่นักข่าวต้องระวัง

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำถึง 5 ข้อควรระวังในการรายงานข่าวฆ่าตัวตาย ดังนี้

1.ไม่ควรนำเสนอวิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด ยกตัวอย่างการรมแก๊สเพื่อฆ่าตัวตาย หนังสือพิมพ์บางฉบับบรรยายชัดเจนว่าต้องปิดหน้าต่างให้มิดชิด เปิดแก๊สเป็นเวลานานเท่าไหร่ บางเคสฆ่าตัวตายด้วยการใช้สารเคมีก็มีการอธิบายอย่างละเอียดว่าใช้สารเคมีตัวใด ยี่ห้ออะไร ปริมาณเท่าไหร่

2.ไม่ควรนำเสนอข่าวฆ่าตัวตายไปในทางที่แสดงให้เห็นว่าผู้กระทำนั้นเด็ดเดี่ยว ใจถึง เพราะคนที่ปลิดชีพตัวเองอาจถูกมองว่าเป็นฮีโร่ เป็นวีรบุรุษ

3.อย่าใส่อารมณ์ความรู้สึกเยอะเกินไป จนแยกไม่ออกว่าคือข้อเท็จจริงหรือนิยาย เพราะอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

4.สื่อโทรทัศน์ไม่ควรฉายภาพเหตุการณ์ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานาน

5.การมีสมาชิกในครอบครัวฆ่าตัวตาย คนที่ยังอยู่จะได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส ฉะนั้นการไปสัมภาษณ์ด้วยคำถามบางคำถามไม่ต่างอะไรกับตอกย้ำซ้ำเติม

“ที่สำคัญ คนเสพข่าวต้องระมัดระวังเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ผู้เสียชีวิต เพราะการที่คนๆนั้นจะตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นได้ย่อมมีหลากหลายสาเหตุ และซับซ้อนกว่าที่คนอื่นจะเข้าใจ ฉะนั้นการไปวิจารณ์ตำหนิว่าโง่ เลว สิ้นคิด จึงถือว่าไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปในสังคมด้วย”

อย่าเน้นดราม่า ควรเสนอทางออก

นพ.ประภาส อุครานันท์ ผอ.รพ.จิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ วิเคราะห์การรายงานข่าวการกระทำอัตนิวิบาตกรรมของศิลปินดังอย่าง สิงห์ สควีซแอนิมอลไว้อย่างน่าสนใจว่า

“เท่าที่ติดตามข่าว สื่อมวลชนพยายามนำเสนอข่าวอย่างเป็นคู่ขนาน หมายถึง รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และทำไม ขณะเดียวกันก็รายงานถึงผลกระทบที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย เช่น ความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว คนรัก ความอาลัยของเพื่อนๆและแฟนคลับ แต่บางทีด้วยการแข่งขันกันรวดเร็วฉับไว อาจทำให้เผลอไปเน้นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกมากจนพอดี”

นพ.ประภาส กล่าวว่า สื่อมวลชนควรใส่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อันเป็นแนวทางที่จะช่วยป้องกันเหตุการฆ่าตัวตายอื่นๆที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าด้วย

“ตามหลักวิชาการ เวลารายงานข่าว อย่าปล่อยให้จบแบบห้วนๆ เพราะคนดูจะคิดต่อไม่ได้ เช่น พ่อผู้เสียชีวิตพูดว่า“ลูกเป็นคนเงียบๆมีอะไรมักไม่พูด ชอบเก็บไว้คนเดียว” หรือ“รู้เป็นนัยๆตั้งแต่ตอนที่ลูกไม่มาหาแล้วว่า เขาคงตัดสินใจไปแล้ว” ตรงนี้นักข่าวสามารถใช้เป็นโอกาสในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ลงไปในรายงานข่าวได้ เช่น สัญญาณเตือนก่อนที่จะฆ่าตัวตาย อาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า วิธีสังเกตความผิดปกติของคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย จะช่วยให้ผู้อ่านได้รับรู้ เข้าใจ และตระหนัก เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวได้”นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาการฆ่าตัวตายกล่าว

ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชนต้องระมัดระวังการรายงานข่าวปัญหาการฆ่าตัวตายให้รอบคอบยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

หยั่งเสียงกมธ.รายคณะ ชี้ชะตารธน.ผ่านหรือร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2558 เวลา 11:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/380817

หยั่งเสียงกมธ.รายคณะ ชี้ชะตารธน.ผ่านหรือร่วง

 

ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สู่โค้งสุดท้ายของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ออกมาสมบูรณ์แบบ ภายหลังสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ส่งความเห็นประกอบการพิจารณา ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อผ่านความเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป ท่ามกลางเสียงขู่ของสมาชิกถึงขั้นประกาศคว่ำร่าง หากรัฐธรรมนูญไม่ตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศในอนาคต

“สมบัติ ธำรงธัญวงศ์” ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ให้ความเห็นว่า จากการติดตามการทำงานของ กมธ.ยกร่างฯ โดยเฉพาะในโครงสร้างหลักยังไม่ตรงตามที่เสนอไป แต่ประเด็นปลีกย่อย เช่น กลุ่มการเมือง ทาง กมธ.ยกร่างฯ ไม่เอาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเรื่องผู้สมัครยื่นสำเนาภาษี จาก 3 ปี เป็น 5 ปี ยังมีการตอบรับ

ส่วนในเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีอำนาจแจกใบแดง ทำให้ กกต.ต่อไปอำนาจน้อยกว่า กกต.ชุดแรกที่เคยทำให้นักการเมืองกลัว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถทำได้ ต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาให้ใบแดง แต่จากประสบการณ์ คือ ศาลยกคำร้อง ใช้เวลานาน ไม่สามารถรับมือกับนักการเมืองโกงได้

จากการติดตามการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญถือว่าตอบโจทย์น้อยมาก ส่วนประเด็นเรื่องรัฐบาลผสมที่ กมธ.ยกร่างฯ ยืนกรานในเรื่องนี้ เชื่อว่าจะเกิดปัญหาแน่ในอนาคต บรรยากาศเก่าๆ จะกลับมา อย่าลืมว่ารัฐบาลผสมหลายพรรค ในอดีตของฝรั่งเศสเคยใช้รูปแบบดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดก็มีปัญหา และต้องมาร่างใหม่ภายหลังเพื่อให้ประเทศเดินหน้า และระบบนี้ก็เคยเจอปัญหา ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ เช่น รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“เราเสนอไปแล้วเรื่องนี้ แต่ กมธ.ยกร่างฯ ยืนยันใช้ระบบดังกล่าว ผมยกตัวอย่างก่อนรัฐธรรมนูญปี 40 ก็ดูไม่จืด เราไม่ต้องไปนึกหรือมโน เพราะประเทศเคยมีบทเรียนกับระบบนี้มาแล้ว ฉะนั้นโครงสร้างการเมืองผสมมีจุดด้อยมากกว่าเด่น ขณะรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 กำหนดชัดเจนว่านายกฯ ต้องมาจาก สส. แต่รัฐธรรมนูญนี้นายกฯ ไม่เป็น สส.ก็ได้ จึงไม่เห็นรัฐธรรมนูญสะท้อนการปฏิรูป” สมบัติ ระบุ

ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ยอมรับว่า เท่าที่ติดตามรัฐธรรมนูญฉบบนี้ไม่มีอะไรก้าวหน้า ไม่มีอะไรไปรับมือกับการโกงการเลือกตั้ง ถ้ามองในหลักประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญถือว่าล้าหลัง ทั้งนี้ ต้องรอดูฉบับสุดท้ายที่กำลังจะออกมาว่าเป็นอย่างไร ถึงตัดสินใจได้ว่าจะอย่างไรต่อไป

“ดิเรก ถึงฝั่ง” รองประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า ตามมารยาททางการเมืองยังไม่ควรวิจารณ์อะไรในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่เห็นร่างทั้งหมด อีกทั้งไม่รู้ว่า กมธ.ยกร่างฯ ได้นำความเห็นที่ส่งให้ไปพิจารณาหรือไม่ เพราะมีหลายเรื่องสำคัญ จึงไม่ควรพูดขณะนี้ ต้องให้เวลา กมธ.ยกร่างฯ ทำงาน เนื่องจากยังมีเวลาเหลือ

“หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ เรื่องที่มาของนายกฯ และที่มาของ สส.และ สว. แต่เรายังไม่เห็นร่างทั้งหมด มีการแถลงข่าวก็ไม่เคลียร์ ดังนั้น จึงไม่อยากพูดอะไรไปจนกว่าจะเห็นทั้งหมด จึงจะตอบได้เมื่อถึงเวลานั้น” ดิเรก กล่าว

ด้าน“เสรี สุวรรณภานนท์” ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเสนอปรับลดจำนวนมาตราในร่างรัฐธรรมนูญ จาก 315 มาตรา เหลือ 100 มาตรา ยอมรับว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับมากเท่าที่ควร และจะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากนี้ในเรื่องระบบการเมือง ซึ่งต้องมีตัวแทนประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาล

เสรี อธิบายว่า แต่ระบบกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ตอบโจทย์ให้มีรัฐบาลเสียงข้างมาก เพราะให้มีหลายพรรคเข้าร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งอาจทำให้รัฐบาลอ่อนแอและขาดเสถียรภาพ รวมถึงทิศทางของนายกฯ ให้มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับเปิดให้มีนายกฯ คนนอกเข้าร่วม

“สำคัญในร่างต้องแก้ไขปัญหาเรื่องความขัดแย้ง ซึ่งมีเนื้อหาสาระมาก แต่กลับมีการใส่รายละเอียดอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ การจะเอารัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 มาเทียบเคียงนั้นไม่ได้ เพราะในขณะนั้นมี ส.ส.ร.อยู่ แต่ปัจจุบันคือสภาปฏิรูป ซึ่งจะเป็นปัญหามาก” เสรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม แนวทางต้องมีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้เลย ทำให้การแก้ปัญหาทุจริตไม่ชัดเจน อีกทั้งการให้มีศาลพิจารณาคดีเกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่กลับให้อุทธรณ์ในฎีกาได้ ดังนั้น เมื่อมีการเลือกตั้งสถานการณ์เดิมๆ ก็กลับมา ทว่าต้องรอดูเนื้อหาทั้งหมด ถ้าหากไม่ตอบโจทย์ ก็เป็นไปได้ที่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

“ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์” ประธาน กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เสนอให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น คือ 1.การบัญญัติหลักการเกี่ยวกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ” และ 2.การปรับถ้อยคำในหมวดการคลังและงบประมาณของรัฐ เช่น บัญญัติคำว่า “พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี” โดยยอมรับว่าเรื่องยุทธศาสตร์ มีการตอบรับเป็นไปที่ดีมาก

ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างฯ ได้บรรจุเรื่องนี้ให้อยู่ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่ในส่วนเรื่องระบบงบประมาณที่ขอเปลี่ยนไป ก็ถือว่ามีการตอบรับดี เนื่องจาก กมธ.ได้ทำตามเสนอ โดยให้เป็นงบประมาณแบบคู่ขนาน คือ ภารกิจกับพื้นที่ ซึ่งเน้นงบประมาณในเชิงผลลัพธ์ ถือเป็นการตอบรับทางบวก

อย่างไรก็ตาม ส่วนอื่นยังไม่ทราบ เช่น เรื่องของกฎหมายลูกเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เพราะเพิ่งได้เสนอไป ทว่าส่วนตัวเชื่อว่าคงจะมีการปรับไม่เยอะ เนื่องจากเวลางวดเข้ามาทุกขณะ และเชื่อว่า กมธ.ยกร่างฯ คงอยู่ระหว่างการตรวจทานอีกรอบหนึ่ง

 

อาชีวะงดรับ “เด็กสัก-ระเบิดหู” ล้าหลังละเมิดสิทธิ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2558 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/380637

อาชีวะงดรับ "เด็กสัก-ระเบิดหู" ล้าหลังละเมิดสิทธิ?

 

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด, นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ประเทศไทยปี 2015 เรื่องรอยสัก ยังเป็นประเด็นให้พูดถึง….

ล่าสุดมติจากที่ประชุมผู้รับใบอนุญาตและผู้อำนวยการวิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนด้านช่างอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล  ประกาศจะไม่รับนักเรียนที่มีรอยสักและระเบิดหูเข้าเรียนในปีการศึกษา 2559 เนื่องจากมองว่าเป็นการป้องกันกลุ่มบุคคลไม่พึงประสงค์แอบแฝงเป็นนักศึกษา

งานนี้เรียกเสียงวิพากวิจารณ์สนั่นบ้างก็บอกว่า เป็นมติที่ล้าหลัง และไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหาที่แท้จริง บ้างก็ว่าเด็กไทยยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการสัก และไปไม่ไกลเกินกว่าคำว่า “ความรุนแรง”

ฉันผิดด้วยหรือที่มีรอยสัก?

ยสกรัณย์ ศิริวิโรจน์กุล หนุ่มผู้นิยมสักลวดลายบนผิวหนัง ให้ความเห็นว่า ส่วนตัวชื่นชอบในงานศิลปะ ซึ่งศิลปะของแต่ละคนแสดงออกไม่เหมือนกัน ส่วนตัวชอบงานศิลปะบนเรือนร่างมากที่สุด และการที่คนหนึ่งคนจะตัดสินใจเด็ดขาดไปสักนั้น ได้ผ่านการคิดอย่างถี่ถ้วนมาแล้วนานกว่าหลายเดือน

การที่สถานศึกษาจะไม่รับนักเรียนที่มีรอยสัก ถือเป็นการกีดกันเสรีภาพ โดยวัดคนจากภายนอก ทั้งที่เป็นความชอบส่วนบุคคล ถ้าไม่รับพวกเขาแล้วจะให้นักเรียนเหล่านี้ไปอยู่ไหน บางคนซ่อมเครื่องยนต์เก่ง บางคนเก่งทำบัญชี แต่ด้านหนึ่งคนเหล่านี้ชอบงานศิลปะพวกเขาผิดด้วยหรือ

“รอยสักไม่ได้บอกว่าคนนี้เป็นคนดี หรือไม่ดี มันอยู่ที่นิสัยของคนมากกว่า รอยสักไม่ได้ผิดอะไร บางคนชอบวาดรูปบนกระดาษ ผมแค่ชอบวาดรูปบนตัวผม คนที่มองว่าไม่ดีเป็นพวกหัวโบราณ โลกแคบเกินไปสำหรับพวกเรา สังคมต้องมองให้กว้างกว่านี้ มีมากมายที่คนมีรอยสักทำงานได้ดีกว่า”ยสกรัณย์ กล่าว

ขณะที่ สุนิสา หอมหวล สาวผู้ชื่นชอบรอยสัก กล่าวว่า สังคมสมัยนี้มองว่าคนมีรอยสักเป็นคนไม่ดี เป็นการมองคนจากภายนอก ทั้งที่เราชอบในงานศิลปะ ซึ่งลายสักจากในเรือนจำจะสังเกตได้ง่ายมาก เช่น ลายมังกร ลายเส้นไม่ค่อยสวยงาม แตกต่างจากงานที่สักจากร้านที่มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ หลากหลายแนวเช่น โอสคูล แม็กซิกัน เจแปนนิส และแนวสีน้ำ ซึ่งทุกวันนี้ผู้หญิงให้ความนิยมมาสักมากขึ้นด้วย

“ไม่อยากให้สังคมที่มักมองคนจากภายนอกตีตราว่าเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าได้ลองพูดคุยกันแล้ว จะรู้ว่าเราก็ไม่แตกต่างหรือไม่ดีอะไร คนที่ชอบศิลปะเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวมากกว่าคนทั่วไปที่ไม่สักเสียด้วยซ้ำ”เธอระบุ

กฎเกณฑ์เพื่อคัดกรองขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถาบัน

ขณะที่ความเห็นอีกด้านจาก จอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ก็สะท้อนถึงเหตุผลของประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

จอมพงศ์กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันและลงสัตยาบันในการดูแลพฤติกรรมนักศึกษาอย่างใกล้ชิด  3 เรื่อง คือ

1.เรื่องของการคัดกรองผู้เรียน  เนื่องจากพบว่า ปัญหาเกิดที่ขึ้นกับเด็กอาชีวะ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาส่วนบุคคลตั้งแต่ก่อนเข้าเรียน และบางครั้งก็เกิดจากการที่บุคคลไม่ประสงค์ดีแอบแฝงเข้ามาเข้าเป็นนักศึกษาเพื่อกระทำเรื่องผิดกฎหมาย  จึงจำเป็นต้องมีการคัดกรองเบื้องต้น จากพฤติกรรมทั่วไปที่สามารถพบเห็นได้ชัดเจน เช่น การสัก การระเบิดหู

2.พฤติกรรมสภาพระหว่างเรียน หากพบว่ามีการพกพาอาวุธหรือยาเสพติดเกิดขึ้นไม่ว่าในหรือนอกสถาบัน จะถูกให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาทันที  รวมทั้งติดแบล็คลิสต์ เพื่อไม่ให้นักศึกษาที่มีปัญหาวนเวียนอยู่ในสถาบันอาชีวะ จนเกิดปัญหาซ้ำซาก

3.ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยดำเนินการลงโทษสูงสุดตามกฎหมายต่อเยาวชนผู้ที่กระทำความผิด เพื่อให้ผู้เรียนหรือเยาวชนมีความหลาบจำและให้ผู้ปกครองมีส่วนรับผิดชอบด้วย ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายเยาวชน

นอกจากนี้เรื่องสมาคมให้ความสำคัญ คือรุ่นพี่ ทั้งที่เรียนไม่จบหรือโดนไล่ออก ซึ่งเข้ามามีบทบาทความสัมพันธ์กับรุ่นน้อง ชักจูงใปในทางที่ไม่ดี  ซึ่งทุกสถานศึกษาพร้อมให้ชื่อเหล่ารุ่นพี่ที่ต้องต้องสงสัยแก่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเฝ้าระวังต่อไป

“ทั้งหมดเป็นหลักประกันว่าเรามีการคัดกรองที่ดี เพื่อให้เขาเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่ดีในอนาคต ทั้งยังสอดคล้องกับการรับพนักงานหรือบุคคลากรของสถานประกอบการจำนวนมากที่ไม่รับผู้ที่มีรอยสักเข้าทำงาน แต่อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องดุลยพินิจของแต่ละสถาบันว่าจะนำมตินี้ไปใช้อย่างไร เพราะสมาคมไม่มีอำนาจไปสั่งสถาบันแต่ละแห่งได้”จอมพงศ์กล่าว

จอมพงศ์  ยืนยันว่า กฎเกณฑ์นี้ไม่ใช่เรื่องล้าหลัง เพราะการสักมีหลายมิติ ต้องยอมรับว่า รอยสัก ในประเทศไทยยังเชื่อมโยงไปกับความไม่ถูกต้อง และผิดระเบียบวินัย ดังเช่นเรื่องของการแต่งกายและทรงผม ผิดกับในต่างประเทศ เมื่อเมืองไทยยังมีกฎระเบียบลักษณะนี้อยู่ก็ควรทำตาม ไม่อย่างนั้นพอเกิดปัญหาความรุนแรงขึ้น สุดท้ายสังคมก็จะมองว่า สถานศึกษาทำหน้าที่ได้ไม่ดี

ห่วงละเมิดสิทธิ-แบ่งแยกเด็ก

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ  นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า  การศึกษาในระดับ  ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปวช. จัดอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อเนื่อง 12 ปี ที่รัฐบาลต้องจัดให้ทุกคนเรียน ฉะนั้นการไม่รับเด็กที่เจาะหูหรือสักอาจจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายได้ ขณะเดียวกัน ในแง่ของการปฎิเสธ ส่วนตัวคิดว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและเหมือนเป็นการแบ่งแยกสภาวะทางร่างกาย อย่างเช่น ในอดีตที่มีการระบุว่าไม่รับเด็กอ้วนเป็นพยาบาล

“การเลือกไม่รับเด็กที่มีรอยสักหรือเจาะหู เพราะมองว่าเป็นตัวเสี่ยงของปัญหา สรุปแบบนี้เป็นการตีความที่ไม่ถูกต้อง ไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เหมือนเป็นการแบ่งแยกเด็ก และทิ้งเด็กกลุ่มนี้ ทั้งที่ในสภาวะความเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ควรมีหน้าที่อบรม ดูแลเอาใจใส่เขา ไม่สามารถเลือกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของรัฐหรือเอกชนก็ตาม”

นักวิชาการรายนี้ให้ความเห็นต่อว่า รอยสักและการเจาะของเด็กๆ ไม่ได้บ่งบอกว่า เขาเป็นคนไม่ดี เนื่องจาก การกระทำดังกล่าว เป็นไปตามค่านิยมของสังคมที่เขาคลุกคลีอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ที่อาจจะตัดสินใจผิดพลาด กระทำลงไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“สังคมในภาพรวมมักจะมองคนที่สัก เจาะ หน้าตาโหดเหี้ยม ว่าเป็นพวกใช้ความรุนแรง ก่อปัญหา ซึ่งก็เข้าใจได้เนื่องจากเวลาเกิดความรุนแรงขึ้น ภาพเด็กๆ ที่สื่อฉายออกมานั้นเต็มไปด้วยแผ่นหลังที่มีรอยสัก ภาพความรุนแรงก็เลยติดหู ติดตา จนทำให้หลายคนตัดสินใจถึงคุณค่าของคนที่สักทันที ว่าพวกเขาคือกลุ่มเสี่ยง”

ศ.สมพงษ์ แนะนำว่า แนวทางที่ง่ายกว่าการจำกัดสิทธิ คือ เมื่อบทบาทของสถานศึกษามีหน้าที่ขัดเกลาให้ความรู้ คุณควรหาจุดอ่อนของเขาให้เจอตั้งแต่แรก พูดคุยเป็นที่ปรึกษาที่ดีอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เด็กถูกชักจูงไปในแนวทางที่ไม่ดี โดยเฉพาะจากรุ่นพี่

“เยาวชนเองก็ควรคิดวิเคราะห์ให้ดีในทุกการกระทำและทุกการตัดสิน เช่น รอยสัก ถามตัวเองให้ชัดว่า เราชอบและพร้อมจะอยู่กับมันไปตลอดหรือไม่”นักวิชาการรายนี้กล่าว

กำหนดอายุผู้ที่สามารถสักได้

ด้าน ผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊ก สมาคมคนรักรอยสักแห่งประเทศไทย ให้ทัศนะว่า  เห็นด้วยในเรื่องของอายุของผู้ที่มีรอยสัก ซึ่งเด็กนักศึกษาในระดับอาชีวะยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงยังไม่สมควรที่จะมีรอยสัก แต่ที่ไม่เห็นด้วยคือ คำอธิบายที่บอกว่า รอยสักเป็นชนวนเหตุอันนำไปสู่การทะเลาะวิวาท

ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากผลของรอยสัก และมั่นใจว่า คนส่วนน้อยเท่านั้น ที่มีปัญหา ซึ่งเป็นไปได้ทั้งพวกที่มีรอยและไม่มีรอย เพราะเรื่องของศักดิ์ศรีนั้นถูกปลูกฝังกันทุกคน

“เข้าใจว่ามาตราการนี้ ออกแบบมาเพื่อป้องกันผู้ที่ต้องการแอบแฝงเข้ามาศึกษา แต่ควรใช้วิธีอื่นมากกว่า เพราะสำหรับผู้ที่แอบแฝง เพียงเดือนสองเดือนแรกของการเข้ามาศึกษาเล่าเรียน ทางสถาบันก็น่าจะรับรู้พฤติกรรมได้แล้ว  หากจำกัดเด็กเข้าเรียนด้วยมาตราการนี้ คนที่มีรอยสักจะถูกผลักให้ไปอยู่ตรงไหนของสังคม ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกก็เป็นได้”

เขากล่าวว่า ปัจจุบัน อาชีพช่างสัก ไม่มีกฎหมายรองรับ ทำให้ไม่สามารถป้องปรามกลุ่มคนที่ลักลอบสักกันเองโดยที่ไม่ได้รับมาตรฐานได้  ฉะนั้นเห็นควรว่า หากกำหนดกฎหมายรองรับ ก็จะสามารถจำกัดอายุผู้ใช้บริการ มีหลักเกณฑ์ควบคุม และลดปัญหาเรื่องความไม่ปลอดภัยได้อีกด้วย

ด้าน นายเกียรติศักดิ์ เกตุชนก ผู้ประกอบการร้านสักลำยองแท็ททูสตูดิโอ กล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นข้าราชการ หรือพนักงานบริษัทเอกชน รวมถึงดารานักแสดงก็มาสักที่ร้าน ดังนั้นผู้ที่สนใจมาสักต้องคิดให้มากก่อนตัดสินใจ เพราะเมื่อสักแล้วมาแก้งานจะเสียหาย ซึ่งทุกวันนี้มีการตั้งชมรมช่างสักและผู้ประกอบการแห่งประเทศไทย รณรณค์ ไม่สักให้ผู้ที่เป็นโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคโลหิตจาง รวมถึงไม่สักให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก โก๋ เป็ด (Soul devil)

https://www.facebook.com/duck.demon.1?fref=ufi

 

รู้จัก “แมวเก้าชีวิต” ชื่อ “ณรงค์ สหเมธาพัฒน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2558 เวลา 16:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/380601

รู้จัก "แมวเก้าชีวิต" ชื่อ "ณรงค์ สหเมธาพัฒน์"

 

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สปอตไลท์จับมาที่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทันที ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงนามในคำสั่งย้าย นพ.ณรงค์ จากที่เคยถูกดองไปตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรี นานกว่า 5 เดือน ให้กลับมาทำงานที่ สธ. ใน 2 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ

นับว่าคุณหมอเป็น “แมวเก้าชีวิต” อย่างแท้จริง เพราะข้าราชการทั้งหมดที่อยู่ใน “กรุ” สำนักนายกรัฐมนตรี จากคำสั่งคสช.นั้น ส่วนใหญ่ถูกดองจนเกษียณอายุ ไม่มีใครได้กลับมายิ่งใหญ่ เหมือนคุณหมออีกแล้ว

นพ.ณรงค์ หรือชื่อเล่นว่า “หมอแก้ว” พื้นเพเป็นคน อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร จบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) รหัส 15 รุ่นเดียวกับ นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน นพ.วัฒนา นาวาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. รวมถึง นพ.สุทัศน์ ศรีวิไล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการต่อสู้ร่วมกันตลอดเวลา

ประวัติก่อนหน้านี้ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางมูลนาก จ.พิจิตร ก่อนจะไปดำรงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร สนิทสนมกันดีกับ “เสธ.ชาละวัน” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นเข้ามาดำรงตำแหน่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ

คุณหมอเข้ามาเป็นรองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระหว่างปี 2545-2550 ดูแล พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนสามารถผลักดันกฎหมายได้สำเร็จในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จน นพ.มงคล ณ สงขลา รมว.สาธารณสุขขณะนั้น เห็นผลงาน ผลักดันไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการสธ. ขึ้นไลน์ซี 10

ช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นพ.ณรงค์ ได้รับการผลักดันให้เป็น รองปลัดสธ. และอธิบดีกรมสุขภาพจิต หลังจากนั้นเมื่อพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล โดยมี วิทยา บุรณศิริ เป็นรัฐมนตรี หมอณรงค์ ก็เป็น “ม้ามืด” ได้ดำรงตำแหน่งปลัดสธ.ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีการเปิดเผยข้อมูลจากชมรมแพทย์ชนบทภายหลังว่าในช่วงที่มีการแต่งตั้งปลัดสธ.นั้น นพ.ณรงค์ ได้เดินทางไปประชุมที่ฮ่องกงพอดิบพอดี

ปีแรกของการเป็นปลัดสธ. อยู่ในระดับที่ “ไม่โดดเด่น” เพราะถูกมองว่ารับใช้การเมืองโดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น กระทั่งเดือน พ.ย. ได้รับ “สัญญาณพิเศษ” เปลี่ยนข้างมาอยู่กับกปปส. จนได้รับ “นกหวีดทองคำ” จากมือสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.

เมื่อประกาศตัวเป็นเอกเทศจากฝ่ายการเมือง หมอณรงค์ชูธง 4 เรื่อง ได้แก่  1.พัฒนากลไก การสร้างเอกภาพในการกำหนด นโยบาย สาธารณสุขของประเทศ โดยเสนอให้มีบอร์ดสุขภาพระดับชาติ 2.ปฏิรูประบบบริการเป็นเขตสุขภาพ 3.ปฏิรูปการเงินการคลังด้านสุขภาพ และ4.สร้างระบบธรรมาภิบาล อย่างไรก็ตาม ถูกฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นการดึงอำนาจ-งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้กลับมายังสธ.แทน

ภายหลังการยึดอำนาจ 22 พ.ค. ถูกจับตาในฐานะแคนดิเดต รมว.สาธารณสุข แต่รัฐบาลกลับเลือกฝ่ายตรงข้ามอย่างอดีตขุนพลของชมรมแพทย์ชนบท องค์กรตระกูลส. มาเป็นรัฐมนตรี – ทีมงานรัฐมนตรี แทน หลังแนวคิดการทำงานไม่ตรงกัน และไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐมนตรี นพ.ณรงค์ จึงถูกเสนอให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งที่สำนักนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมีการย้าย นพ.ณรงค์ เพราะหลังจากนั้นราว 2 เดือน พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีคำสั่งให้ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสปสช. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก่อนที่ สปสช.จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานอย่าง ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) และ คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)

น่าสนใจก็ตรงที่ ประธานศอตช. ชื่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และประธานคตร. ชื่อ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่น 51  กับ นพ.ณรงค์ และยังเป็น “ก๊วนกอล์ฟ” เดียวกันอีกด้วย

หลังจาก นพ.วินัย ถูกย้ายก็มีการโหมโรงเรื่อง นพ.ณรงค์ เตรียม “คัมแบ๊ก” อย่างต่อเนื่อง โดยมีกระแสการปรับคณะรัฐมนตรีส่วนของ รมว.สธ.อยู่ด้วย เพราะเชื่อว่าดุลอำนาจภายในจะเปลี่ยน และกลุ่มแพทย์ชนบทนั้นไม่ได้ “ขลัง” เหมือนเดิมแล้ว

เพราะนายกรัฐมนตรี หันไปฟังเสียงของกลุ่ม นพ.ณรงค์ รวมถึงเสียงของ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติมากกว่า

จนในที่สุดเสียงลือเสียงเล่าอ้างก็เป็นจริง เมื่อนายกรัฐมนตรีเซ็นคำสั่งย้าย นพ.ณรงค์ กลับมาเมื่อ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา

แม้นพ.ณรงค์จะได้รับตำแหน่งคืนแล้ว แต่เชื่อว่าศึกในกระทรวงหมอ จะยังคงลากยาวต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น

 

เปิดปูม 22 สปช.สายคสช. ขอปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 สิงหาคม 2558 เวลา 12:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/380477

เปิดปูม 22 สปช.สายคสช. ขอปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็มาตามนัดสำหรับการรวบรวมรายชื่อเพื่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตั้งคำถามประชามติ ว่า “เห็นด้วยกับการปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนการเลือกตั้งหรือไม่” โดยมีสมาชิก สปช.ลงชื่อยื่นเรื่องให้กับ “เทียนฉาย กีระนันทน์” ประธาน สปช.แล้วจำนวน 22 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่ใกล้ชิดกับแกนนำ คสช.

ทั้งนี้กลุ่มดังกล่าวได้อธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องมีการทำประชามติดังกล่าวไว้ 2 เหตุผล คือ 1.คณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สปช. สำรวจความเห็นประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่ง เป็นผู้ดำเนินการสำรวจพบว่า 75.75%  เห็นควรว่าควรปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

2.เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2558 มีประชาชนพร้อมรายชื่อผู้สนับสนุนจำนวน 5 หมื่นรายชื่อ ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและประธาน สปช. เพื่อขอให้มีการทำประชามติให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง

“หากเห็นชอบให้มีการปฏิรูปประเทศอีก 2 ปีก่อนจัดการเลือกตั้ง มีผลให้ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นดังนี้ บทเฉพาะกาลมาตรา 277 (1) นับจากวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อครบกำหนด 2 ปี ให้ดำเนินการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งในระหว่าง 2 ปีที่ต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศนั้นให้มีการตรา พ.ร.บ.ที่จำเป็นซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จทั้งหมด” สาระสำคัญในญัตติฉบับนี้

สำหรับ สปช.ที่ร่วมลงชื่อมีทั้งหมด 22 คน ประกอบด้วย 1.ไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตแกนนำกลุ่ม 40 สว. 2.พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 3.อมร วาณิชวิวัฒน์ ปัจจุบันเป็น กมธ.ปฏิรูปการเมือง ถือเป็นสมาชิก สปช.คนแรกๆ ที่ออกมาเปิดโปงการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพในสภา

4.ศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์ สมาชิก สปช.ระนอง เคยเป็นอดีต สว.ระนอง เมื่อปี 2557 5.พล.ร.อ.สุรินทร์ เริงอารมณ์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เตรียมทหารรุ่นที่ 6 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม 6.คุรุจิต นาครทรรพ ปลัดกระทรวงพลังงาน เคยผ่านหลักสูตรวิทยาการธุรกิจและอุตสาหกรรมรุ่นที่ 1 (วธอ.) รุ่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก 7.มนูญ ศิริวรรณ เป็นผู้ยื่นคำขอแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ เพื่อให้กำหนดการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งไว้ในรัฐธรรมนูญ

8.ชูชาติ อินสว่าง สมาชิก สปช.สุพรรณบุรี 9.โกเมศ แดงทองดี สมาชิก สปช.ราชบุรี อดีต ผวจ.ราชบุรี 10.สมเดช นิลพันธุ์ สมาชิก สปช.นครปฐมและ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 11.สุพร สุวรรณโชติ สมาชิก สปช.สมุทรสงคราม 12.เปรื่อง จันดา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 13.ชาลี ตั้งจีรวงษ์ สมาชิก สปช.สิงห์บุรี เคยร่วมเวทีของ กปปส. 14.เอกราช ช่างเหลา สมาชิก สปช.ขอนแก่น เคยตั้งฉายาให้กับร่างรัฐธรรมนูญว่า “ฉบับสับขาหลอก”

15.พล.อ.วรวิทย์ พรรณสมัย อดีตผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย 16.สยุมพร ลิ่มไทย อดีต ผวจ.เพชรบุรี 17.วิชัย ด่านรุ่งโรจน์ อดีต สว.พิจิตร ปี 2557 และอดีตรองนายก อบจ.พิจิตร 18.ดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยาน
แห่งชาติ

19.เจริญศักดิ์ ศาลากิจ อดีตที่ปรึกษา รมช.เกษตรและสหกรณ์ 20.พล.ร.อ. อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ หนึ่งใน สปช.ที่สนับสนุนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 21.พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ 22.วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สื่อมวลชนอาวุโส

ในขณะที่ “อลงกรณ์ พลบุตร” เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงหลังประชุมว่า เบื้องต้นได้กำหนดให้วันที่ 7 ก.ย. เป็นวันลงมติลงมติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับกำหนดประเด็นคำถามเพิ่มเติมที่ใช้สำหรับการทำประชามติ

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยืนยันว่า ทุกอย่างยังยึดตามโรดแมป ส่วนที่มีการไปโยงว่าการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นการต่ออายุให้กับรัฐบาลนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า “ทำไมผมจะต้องต่อล่ะและไม่เกี่ยวว่าจะเพื่อให้มีเวลาในการไปทำเรื่องการปฏิรูป ร่างรัฐธรรมนูญถ้าไม่ผ่านก็คือไม่ผ่าน ถ้าผ่านผมก็ต้องไปตามเวลาของผม ผมก็บอกแล้วว่า ผมไม่ได้อยากอยู่นานๆ ผมอยากทำงานให้เสร็จ”

ทั้งหมดนี้จะชัดเจนในอีกไม่นาน

 

เจาะลึก “บันไดเลื่อน” เจ้าของไม่ใส่ใจ-ผู้ใช้เสี่ยงชีวิต?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2558 เวลา 17:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/380202

เจาะลึก "บันไดเลื่อน" เจ้าของไม่ใส่ใจ-ผู้ใช้เสี่ยงชีวิต?

 

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกต่อไปเเล้ว สำหรับเหตุการณ์เขย่าขวัญเกี่ยวกับความบกพร่องของ“บันไดเลื่อน”

หลังจากข่าวบันไดเลื่อนหนีบคนตายที่จีนมาถึงบันไดเลื่อนชำรุดเสียหายที่อาคารกลางกรุงเทพฯ ส่งผลให้สังคมไทยให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างยิ่ง

ที่น่าสนใจคือสาเหตุอันแท้จริงของอุบัติเหตุเหล่านั้นมาจากอะไรกันแน่….

เลือกให้ถูก ลดความเสี่ยง

“บันไดเลื่อน” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Escalator” มาจากคำว่า “elevator” และ “scala” ซึ่งเป็นภาษาลาติน แปลว่า ขั้นบันได ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อชาร์ลส์ ซีแบเกอร์

อดิศัย แท่งทอง เลขาธิการสมาคมลิฟต์แห่งประเทศไทย เผยว่า ความเสียหายที่เกิดกับบันไดเลื่อนที่พบได้บ่อยในปัจจุบันมีสาเหตุจากการเลือกผู้ผลิตและผู้ดูแลบำรุงรักษาที่ไม่ได้มาตรฐาน

ประเด็นสำคัญคือ การดูเเลบำรุงรักษาของบริษัทผู้รับจ้าง ถ้าผู้รับจ้างมีการบำรุงรักษาที่ถูกต้อง มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถอย่างเเท้จริง ปัญหาก็จะไม่เกิด โดยเฉพาะบันไดเลื่อนตามห้างสรรพสินค้าหรืออาคารสำนักงานทั่วไป ควรจะต้องมีการตรวจสอบระบบความปลอดภัยพื้นฐานเบื้องต้นก่อนการใช้งานอย่างรอบคอบทุกวัน”

จากคำแนะนำของเลขาธิการสมาคมลิฟต์แห่งประเทศไทย มาตรฐานที่ดีในการเลือกบริษัทผู้รับจ้างดูแลระบบและบำรุงรักษาควรเป็นบริษัทเดียวกับผู้ผลิตและจำหน่าย

ส่วนมากเจ้าของ มักไม่ว่าจ้างผู้ผลิตจำหน่ายเป็นผู้ดูเเลรักษา เเต่ไปหาผู้รับจ้างอิสระแทน โดยเสนอราคาต่ำเป็นเกณฑ์ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับเราใช้รถเบนซ์แต่ดันไปใช้บริการศูนย์บำรุงรักษาอื่น เเม้จะเสียค่าบำรุงน้อยลง เเต่ก็เเลกมากับการเเบกรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

บันไดเลื่อนแข็งแรงกว่าที่คิด

ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เผยให้เห็นเหตุการณ์ขณะที่หญิงสาวชาวจีนก้าวพลาดทำให้แผ่นสแตนเลสบริเวณก้าวออกจากบันไดเลื่อนพังเสียหาย จนหล่นลงมาเสียชีวิต หรือชายจีนอีกรายที่พลัดตกจนขาไปติดเเละทำให้ต้องตัดขาทิ้งในเวลาต่อมา สร้างความหวาดผวาให้แก่ผู้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

คำถามตามมาคือ จุดนั้นถือเป็นจุดเสี่ยงอันตรายหรือไม่

เลขาธิการสมาคมลิฟต์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า บริเวณพื้นที่ก่อนก้าวเข้าสู่บันไดเลื่อนมีความเเข็งเเกร่งมาก หนึ่งตารางเมตรสามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 500-600 กิโลกรัม พูดง่ายๆว่าเอาช้างมากระทืบก็ยังไม่สะเทือน !!!

“พื้นตรงนั้นไม่ว่าเป็นตัวอลูมิเนียมหรือสแตนเลสก็เเล้วเเต่ ได้รับการออกเเบบที่เเข็งเเกร่งเเละเป็นพื้นลายกันลื่น มีสกรูน็อตมาตรฐานขนาดไม่น้อยกว่านิ้วก้อย ยึดติดประมาณ 2-4 จุด ถึงเเม้จะคลายสกรูออก คุณก็ไม่สามารถยกเเผ่นนั้นได้ด้วยมือเปล่า ต้องมีอุปกรณ์เข้าไปปลดล็อกอีกขั้น ขณะเดียวกันด้วยขนาดเเละน้ำหนักอาจไม่สามารถยกขึ้นด้วยคนๆเดียวด้วยซ้ำไป ฝาตัวดังกล่าวจะถูกเปิดออกมาได้ก็ต่อเมื่อมีการบำรุงรักษาโดยช่างผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยหลักเกณฑ์มีชัดเจนอยู่แล้วว่า ก่อนเปิดฝาจะต้องมีการติดป้ายเตือน รวมทั้งกันพื้นที่ห้ามผ่านทุกครั้ง

ขณะที่ตัวบันไดเลื่อนไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล เนื่องจากทำจากสแตนเลสหรืออลูมิเนียม มีความคงทนแข็งเเกร่ง รองรับน้ำหนักได้มาก ไม่ว่าผู้ใช้จะยืนเอียงชิดซ้ายหรือขวากันเป็นจำนวนมากขณะขึ้นลงก็ไม่กระทบต่อการทำงาน

นอกจากนี้บันไดเลื่อนยังมีหวีจัดการคัดกรองสิ่งแปลกปลอมที่อาจมีผู้ใช้งานทำตกหล่นระหว่างขึ้นลง ซึ่งถ้าไม่ใช่สิ่งของที่มีความหนาหรือแข็งแกร่งจริงๆก็ไม่กระทบการทำงานของบันไดเลื่อน อย่างไรก็ตามหวีนั้นต้องหมั่นตรวจสอบอยู่สม่ำเสมอหากชำรุดต้องเปลี่ยนทันที ขณะเดียวกันบันไดเลื่อนยังประกอบไปด้วยขนแปรงที่ขอบอลูมิเนียมระหว่างทางเดิน ทำหน้าที่ป้องกันการยืนในตำแหน่งที่ชิดขอบเกินไป และป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่อาจจะเล็ดรอดเข้าไปได้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านบันไดเลื่อน แนะนำว่า ตามปกติสถานที่ต่างๆจะมีการติดป้ายเตือนตามมาตรฐานอยู่แล้ว เเต่หากผู้ประกอบการมองว่ายังไม่เพียงพอก็สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้  เพราะการเตือนให้ผู้ใช้ระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยนั้นยิ่งมากยิ่งเกิดประโยชน์  ขณะเดียวกันผู้ใช้ก็ต้องให้ความเคารพกฎระเบียบและปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วย

กฎเหล็กที่ต้องรู้ก่อนใช้บันไดเลื่อน

วิเชียร บุษยบัณฑูร นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร (BSA) ระบุข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้งานบันไดเลื่อนว่าต้องมีป้ายคำแนะนำ และข้อควรระวังในการใช้บันไดเลื่อนติดไว้ที่บันไดเลื่อนที่เห็นได้ชัดเจน ดังต่อไปนี้

* ไม่ควรให้เด็กใช้บันไดเลื่อนโดยลำพัง

* ห้ามชะโงกศีรษะออกนอกราวบันได

* งดใช้บันไดเลื่อนสำหรับผู้ที่สวมรองเท้าแตะที่มีลักษณะยืดหยุ่นสูง เนื่องจากมีความเสี่ยงอันตรายที่จะถูกบันไดเลื่อนดูดเข้าไปในช่องว่างระหว่างขั้นบันได

* ตรวจระวังเชือกรองเท้า ปลายกางเกง ชายกระโปรง หรือ สิ่งใดที่ห้อยใกล้กับพื้นบันไดเลื่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงอันตรายที่จะถูกบันไดเลื่อนดูดเข้าไปในช่องว่างระหว่างขั้นบันได

* ใช้บันไดเลื่อนด้วยความระมัดระวัง เตือนสติขณะกำลังก้าวเข้าบันไดเลื่อน ระวังสะดุดหกล้ม ซึ่งอาจได้รับบาดเจ็บ หรือ มีความเสี่ยงอันตราย จากเส้นผม อวัยวะของร่างกาย หรือเสื้อผ้า ถูกบันไดเลื่อนดูดเข้าไปในช่องว่างระหว่างขั้นบันได

* คำอธิบายวิธีใช้ปุ่มหยุดบันไดเลื่อนฉุกเฉิน และแสดงตำแหน่งที่ติดตั้งของปุ่มหยุดฉุกเฉินให้ชัดเจน

ขณะที่บริษัทผู้ผลิตบันไดเลื่อนชื่อดังอย่าง Otis Elevator Company แนะนำว่า

เมื่อมาถึงบันไดเลื่อนและทางเลื่อน ให้ปฏิบัติดังนี้

1.อย่าใช้บันไดเลื่อนและทางเลื่อน โดยมีไม้เท้าค้ำยัน เครื่องช่วยเดิน รถขนอาหาร หรือรถเข็นทุกประเภท

2.อย่าใช้บันไดเลื่อนและทางเลื่อน ด้วยเท้าเปล่าหรือรองเท้าที่มีเชือกผูกที่หลวม

3.บนบันไดเลื่อน ให้มองดูทิศทางการเคลื่อนของขั้นบันได และก้าวขึ้นขั้นบันไดเมื่อขั้นบันไดเลื่อนไหลเป็นปกติ และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและสะดวก

4.ระมัดระวังจังหวะการก้าวเท้าขึ้นและลงจากบันไดเลื่อนและทางเลื่อน ระวังเป็นพิเศษสำหรับบันไดเลื่อนหรือทางเลื่อนที่มีสองช่องทางเดิน

5.จูงหรือจับมือเด็กเล็กให้แน่น

6.จับสิ่งของติดตัวให้แน่น ด้วยมือเดียว

7.จับราวบันไดเมื่อก้าวขึ้นขั้นบันไดหรือทางเลื่อน เพื่อการประคองหรือทรงตัว

8.เก็บส่วนเสื้อผ้าที่หลวมห่างจากขั้นบันไดและด้านขอบข้างบันได

9.อย่าใช้บันไดเลื่อนแทนขั้นบันได หากขั้นบันไดเลื่อนไม่ทำงาน

10.อย่าใช้บันไดเลื่อนในการขนย้ายสิ่งของ

11.ถ้าหากคุณรู้สึกไม่สบายใจในการใช้งานบันไดเลื่อน ให้ใช้ลิฟต์แทน

เมื่ออยู่ระหว่างการเคลื่อนที่ของขั้นบันได

1.บนบันไดเลื่อน ให้ยืนตรงส่วนกลางของขั้นบันไดและมองไปข้างหน้า

2.บนทางเลื่อน ผู้โดยสารที่ยืนอยู่ให้ยืนชิดขวา และเว้นว่างด้านซ้ายเพื่อให้ผู้ที่เดินอยู่ได้เดินผ่านไปทางซ้ายมือ

3.เก็บเท้าให้ห่างจากขอบด้านข้าง

4.จับราวบันไดเลื่อนให้มั่น

5.อย่างวางกระเป๋าเป้ หรือสิ่งของบนราวจับบันได

6.อย่าใจลอยหรือสนใจสิ่งรอบข้างขณะยืนอบู่บนทางเลื่อน

7.อย่ายืนพิงขอบด้านข้าง

8.อย่าวิ่ง

9.อย่านั่งบนขั้นบันไดเลื่อนหรือทางเลื่อน

10.ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานให้ใช้บันไดเลื่อนและทางเลื่อนด้วยความเรียบร้อย

เมื่อออกจาก บันไดเลื่อนและทางเลื่อน

1.เตรียมพร้อมที่จะก้าวเท้าออก

2.อย่าลังเลในการที่จะเดินออกจากบริเวณสุดทางของบันไดเลื่อนหรือทางเดินเลื่อน

3.อย่าหยุดพูดคุยหรือมองโดยรอบ เพราะอาจมีผู้โดยสารคนอื่นอยู่ด้านหลังคุณ

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากมาตรฐานการดูแลอย่างสม่ำเสมอของผู้ประกอบการ ที่สำคัญผู้ใช้งานต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดด้วย

 

5 จุดเสี่ยง “นักปั่น” โดนปล้น ใครก็ตกเป็นเหยื่อได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2558 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/380033

5 จุดเสี่ยง "นักปั่น" โดนปล้น ใครก็ตกเป็นเหยื่อได้

 

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ความหนักอกหนักใจของ “นักปั่น” นอกจากเสี่ยงต่ออุบัติเหตุบนท้องถนนแล้ว ยังต้องคอยระแวดระวังอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างทาง กรณีล่าสุดที่อันธพาลเจ้าถิ่นใช้ดาบไล่ฟันนักปั่นพร้อมกรรโชกทรัพย์ นำมาซึ่งความเดือดเนื้อร้อนใจของเหล่าสิงห์สองล้อ

ตามการวิเคราะห์สถิติอาชญา กรรม โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พบ 5 พื้นที่เสี่ยงเกิดเหตุร้าย ประกอบด้วย

1.ถนนอักษะพุทธมณฑลสาย 4
2.ซอยถนนกรุงเก่ารัตนโกสินทร์
3.เลียบทางด่วนรามอินทรา 4.ถนนพระราม
4 ช่วงตัดผ่านเข้าสู่ถนนสุขุมวิท
5.ใต้สะพานกลับรถด้านหลังสนามบินสุวรรณภูมิ เชื่อมต่อถนนบางนา-ตราด

พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม บอกว่า ไม่ว่าจุดใดก็มีความเสี่ยง ไม่ใช่เฉพาะจุดเสี่ยงตามที่มีการแจ้งเตือนไปเท่านั้น

สำหรับวิธีการเอาตัวรอด หากเกิดเหตุที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว ก็ต้องยอมปล่อยทรัพย์สินไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องจดจำรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายเอาไว้ให้ได้มากที่สุด และรีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจเพื่อให้สกัดจับทันที

พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ ให้คำแนะนำนักปั่นอีกว่า ก่อนอื่นต้องคิดว่าทรัพย์สินของเราที่นำออกไปปั่นจักรยานนั้น สิ่งใดที่มีความจำเป็นจริงๆ อย่าพกทรัพย์สินติดตัวมากจนเกินไป เพราะอาจจะเป็นเป้าให้มิจฉาชีพมาก่อเหตุได้

นอกจากนี้ ในการปั่นจักรยานยามค่ำคืนควรจะมีเพื่อนปั่นไปเป็นกลุ่ม เพราะหากเกิดเหตุอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันได้อย่างทันท่วงที หรือเวลาที่ปั่นตามทางก็ไม่ควรจะทิ้งห่างจากกลุ่มมากนัก

“หากเป็นสุภาพสตรีที่ต้องการมาจับกลุ่มปั่นจักรยานยามค่ำคืน หากมีรถยนต์ก็ควรจะนำจักรยานใส่รถยนต์มาจุดนัดพบจะดีที่สุด และเมื่อขากลับก็ให้ขับรถยนต์กลับพร้อมจักรยานที่บรรทุกไว้ จะปลอดภัยกว่า หรือควรจะมีเพื่อนปั่นไปด้วยกันจนถึงทางที่คิดว่าคุ้นเคยและปลอดภัยดีแล้วจึงปลีกตัว” พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ ย้ำเพื่อความปลอดภัย

ด้าน ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย วิพากษ์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความล้มเหลวของสังคม เพราะต้นตอของปัญหาไม่ได้เกิดจากกลุ่มนักปั่นเป็นสาเหตุ แต่เกิดจากความไม่ปลอดภัยในสังคมที่หน่วยงานเกี่ยวข้องควรเข้ามาจัดการ

ธงชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาข้างต้นอาจเป็นเพราะสังคมมีความเข้าใจร่วมกันว่าคนปั่นจักรยานจะต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่ออกมาปั่นจักรยานก็ไม่ได้พกทรัพย์สินอะไรมามากมาย แม้แต่ตัวจักรยานเองก็มีหลายราคา

“ความคิดข้างต้นทำให้โจรคิดต่อไปว่าจักรยานต้องมีราคาแน่ๆ เลยปล้นเพื่อเอาไปขายต่อ นั่นทำให้คนปั่นจักรยานทุกคนกลายมาเป็นเป้าได้หมด”ธงชัย ระบุ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเหตุการณ์อาชญากรรมออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็จำเป็นต้องรณรงค์ให้มีคนออกมาปั่นจักรยานกันต่อไป แต่เหนืออื่นใดก็ต้องควบคู่ไปกับการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้มาปั่นจักรยานด้วย ไม่ใช่พร่ำๆ ชวนกันออกไปปั่นเพื่อลดมลภาวะ เพื่อเป็นทางเลือกของการเดินทาง แต่ถนนหนทางและความปลอดภัยยังไม่มี

“หากต้องออกมาปั่นกันตอนกลางคืนให้มาเป็นกลุ่มกลับเป็นกลุ่มจะดีที่สุด”ธงชัย กล่าว

นั่นเพราะคงยากที่จะคาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแลดังนั้นทางออกเดียวคือเราต้องดูแลกันเอง

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,328 other followers

%d bloggers like this: