ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ชี้ชะตาอนาคตทะเลไทย วัดใจล้างบาง “อวนลาก”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2558 เวลา 13:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/373582

ชี้ชะตาอนาคตทะเลไทย วัดใจล้างบาง "อวนลาก"

 

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

เสมือนหนึ่งว่าจับตัวเองและผู้บริโภคเป็นตัวประกัน เมื่อกลุ่ม “ประมงอวนลาก” แสดงท่าทีแข็งกร้าวประกาศหยุดเดินเรือ พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป หากรัฐบาลไม่ยอมยืดเวลา “จับ-ปรับ” เรือประมงผิดกฎหมายออกไปในเดือน ก.ย.

มุมหนึ่งการกดดันค่อนข้างได้ผล สะท้อนจากราคาอาหารทะเลในตลาดขายส่งขนาดใหญ่ที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น

อีกมุมหนึ่งกลับเกิดข้อเคลือบแคลง… เราควรสนับสนุนให้รัฐบาลผ่อนปรนตามข้อเรียกร้องเช่นนั้นจริงหรือ?

ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจบิดเบือนได้คือ แม้เรือประมงอวนลากจะมีทั้งถูกและผิดกฎหมาย หากแต่เครื่องมือที่ใช้ซึ่งก็คือ “อวนลาก” นั้น เป็นเครื่องมือทำลายล้างทรัพยากรทางทะเลไทยอย่างแท้จริง

ปี 2523 หรือประมาณ 35 ปีที่แล้ว ประเทศไทยแสดงความกังวลต่อเครื่องมือประหัตประหารชนิดนี้ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัดสินใจออกประกาศเพื่อกำราบการเพิ่มขึ้นของเรือประมงอวนลาก ด้วยการ “หยุดจดทะเบียน” และ “หยุดต่ออายุ” อาชญาบัตร

นั่นหมายความว่า เรือประมงอวนลากถูกคุมกำเนิดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่สำแดงในปี 2558 กลับพบเรือประมงอวนลากจำนวนมากดำเนินกิจการอยู่ และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

นั่นเพราะตั้งแต่ปี 2523 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลเปิด “นิรโทษกรรม” ให้กับเรืออวนลากผิดกฎหมายมาแล้วถึง 5 ครั้ง

กล่าวคือในปี 2523 2524 2525 2532 และ 2539 รัฐบาลเปิดให้เรืออวนลากขึ้นทะเบียน ซึ่งจะได้รับการผ่อนผันให้ประกอบกิจการต่อไปได้ และในปี 2558 ก็มีความพยายามจะเปิดนิรโทษกรรมครั้งที่ 6 เพื่อแก้ปัญหา “ใบเหลือง” ไอยูยู หรือการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่มีการบันทึกรายงาน และไม่มีการควบคุม

เป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนการเปิด “นิรโทษกรรม” อย่างเป็นทางการในแต่ละครั้ง จะเกิดการรวมกลุ่มของประมงอวนลากเพื่อกดดันรัฐบาลด้วยการขู่หยุดเดินเรือในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว

มูลค่าทางเศรษฐกิจถึงเดือนละ 1.5 หมื่นล้านบาท คือตัวเลขความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย หากเรืออวนลาก 22 จังหวัดทั่วประเทศพร้อมใจกันหยุดเดินเรือ

นั่นเป็นน้ำหนักที่กดดันให้รัฐบาลต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

งานวิจัยของ สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ นักวิชาการด้านประมง ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2555 ระบุว่า มีเพียง 33.3% ของผลผลิตที่ได้จากเรืออวนลากทั้งหมด เป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่วนอีกประมาณ 66.7% เป็นปลาเป็ด-ปลาตัวเล็กตัวน้อย

นอกจากนี้ รายงานของกรมประมงซึ่งเก็บข้อมูลผลผลิตจากการลงแรงทำประมง 1 ชั่วโมง พบว่าลดลงเรื่อยๆ จากปี 2504 ระยะเวลา 1 ชั่วโมง สามารถจับปลาได้ 298 กิโลกรัม และลดลงเรื่อยๆ กระทั่งปี 2549 เหลือเพียงชั่วโมงละ 14 กิโลกรัมเท่านั้น

ทั้งสองผลการศึกษา ฉายภาพสถานการณ์วิกฤตทะเลไทย และการจับปลาอย่างไร้ความรับผิดชอบ (Over fishing)

“70% ของสัตว์น้ำที่เรือประมงอวนลากจับได้เป็นปลาเป็ด ส่วนอีก 30% เป็นอาหารคน จากตัวเลขนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเรืออวนลากไม่ได้สร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นการประกาศหยุดออกเรือจะส่งผลกระทบแค่เฉพาะในธุรกิจสายนี้ไม่ได้ทำให้เกิดผลกับผู้บริโภคอย่างแน่นอน” สุภาภรณ์ ระบุ

ประเทศไทยใช้เวลามากถึง 35 ปี (ตั้งแต่ปี 2523) แต่กลับล้มเหลวในการแก้ปัญหา ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา กรมประมงเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ว่า ประเทศไทยมีเรือประมงอวนลาก 4,180 ลำ (รวมกับที่ผิดกฎหมายคาดการณ์ว่ามีไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นลำ)

ตรงข้ามกับสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง “อินโดนีเซีย” ที่ได้ผ่านกฎหมายห้ามใช้อวนลาก และกล้าใช้ยาแรงถึงขั้น “ระเบิดเรือ” ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามมาแล้ว ส่วน “มาเลเซีย” ก็กำหนดมาตรการห้ามใช้เครื่องมือทำลายล้างในปี 2559 อย่างเด็ดขาด

การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันนี้ จึงนับเป็นวันชี้ชะตาอนาคตทะเลไทยอย่างแท้จริง

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“สะเพร่า-ไม่ใส่ใจ” ต้นเหตุปัญหาปวดใจของคนซื้อบ้าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2558 เวลา 22:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/373505

"สะเพร่า-ไม่ใส่ใจ" ต้นเหตุปัญหาปวดใจของคนซื้อบ้าน

 

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สมัยนี้บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ใช้เวลาสร้างอย่างรวดเร็ว ประกอบกันโป้งๆ ก็ขึ้นรูปสำเร็จ วางหลังคา ทาสี แชะภาพสวยๆ สร้างโฆษณาดีๆ ให้ผู้คนแห่มาซื้อ

ทว่าจำนวนไม่น้อยของบ้านจัดสรรเหล่านี้กลับสร้างปัญหาปวดใจตามมาให้แก่ผู้ซื้อ โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวบ้าน ซึ่งกว่าจะได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขจนเสร็จสิ้นก็ใชเวลายาวนาน จนหลายครั้งกระเป๋าเจ้าของบ้านแทบฉีก…

“ก่อสร้างผิดพลาด-ไม่ตรวจสอบก่อนส่งมอบ” จุดอ่อนสำคัญ

ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนด้านเวลาและแรงงานเป็นสำคัญ ส่งผลให้ บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ใช้วิธีการก่อสร้างที่เรียกว่า PREFAB – Prefabricated Building (พรีแฟบ) โดย “ผลิตชิ้นส่วนแต่ละชิ้นให้สำเร็จจากโรงงาน ก่อนจะนำมาประกอบกันที่หน้างาน”

รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขา วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกว่า  PREFAB  กำลังเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆ ได้อีกหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมคือ
รูปแบบโครงสร้าง “ผนังรับน้ำหนัก” (Loaded Bearing Walls) แทนระบบเสาคาน หรือบางรายเลือกใช้เป็นแค่เพียง “ส่วนผนัง” ร่วมกับระบบเสาคาน

“ระบบผนังรับน้ำหนัก จะใช้ตัวแผ่นผนังคอนกรีตสำเร็จรูป เป็นทั้งตัวกั้นห้อง และเป็นทั้งชิ้นส่วนที่ใช้รับกำลังในแนวดิ่งต่างๆ แรงทั้งหมดจะถ่ายลงสู่แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป จากนั้นแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปแต่ละแผ่น ก็จะถ่ายน้ำหนักไล่กันลงมาเรื่อยๆ ตามลำดับชั้น จากบนลงล่าง ไล่ลงมาจนกระทั่งลงสู่ฐานราก มีลักษณะเป็นแรงแบบกระจาย ( Uniform Load)”

ข้อดีของระบบสำเร็จรูป คือ วัสดุที่ใช้นั้นมีมาตรฐาน เนื่องจากถูกผลิตมาจากโรงงาน ซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพได้ดีกว่าการจัดทำในสนามก่อสร้าง  มีความสวยงามและเรียบร้อยกว่าการก่อผนังด้วยอิฐ นอกจากนั้นยังลดต้นทุนทางเวลา ส่งผลให้เกิดความรวดเร็ว

ขณะที่จุดอ่อนสำคัญคือ “รอยต่อ” ที่เกิดจากการติดตั้ง…

รศ.เอนก ระบุว่า ผู้รับจ้างก่อสร้างจำเป็นต้องใช้ความปราณีตและเทคนิคในการติดตั้งชิ้นส่วน เพราะหากทำการเชื่อมต่อไม่ดีหรือขาดความใส่ใจ จะส่งผลให้เกิดปัญหาในการรับน้ำหนักหรือทำให้เกิดการรั่วซึมของน้ำได้   ระบบนี้ส่วนใหญ่ ถ้าโครงสร้างบกพร่องจะเห็นความเสียหายชัดเจน เพราะโดยโครงสร้างมีพฤติกรรมเเบบเส้นตรงคือเสียรูปน้อย หากเสียรูปมากผนังจะเเตกให้เห็นอย่างชัดเจน

“ถ้าเป็นรอยเเตกลายงาที่ไม่มีทิศทางเเน่นอน น่าจะเกิดจากปูนฉาบที่ไม่ดีพอ เเต่หากเป็นรอยเเตกมีทิศทางที่เเน่นอน  เเบบนี้อันตรายบ่งบอกว่า มาจากโครงสร้างที่ไม่ดี ตอม่ออาจจะทรุด”

รศ.เอนก แสดงความคิดเห็นว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกรณีบ้านทรุด เสียหาย นั้นมาจากคนมากกว่า วัสดุก่อนสร้าง

“ปัจจุบันโรงงานผลิตค่อนข้างมีมาตราฐาน เพียงเเต่ เมื่อลงไปหน้างานเเล้ว ความผิดพลาดนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในการทำงานของผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเจ้าหน้าที่อาจจะขาดความชำนาญในการติดตั้งหรือประกอบ ใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อไม่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนส่งมอบให้ผู้ซื้อ ที่สำคัญการเตรียมพื้นที่ก่อสร้างโดยรอบตัวบ้านอย่าง อย่างที่จอดรถหรือส่วนเอนกประสงค์อื่นๆ ก็ต้องทำอย่างถูกต้อง เนื่องจากหากถมดินไม่หนาแน่นพอหรือวางเสาเข็มน้อยเกินไป การทรุดตัวของพื้นที่โดยรอบ อาจสร้างปัญหาให้ตัวบ้านได้ในอนาคต”

ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากวัสดุที่ได้มาตรฐานแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้บ้านออกมาดี ประกอบไปด้วยปัจจัยหลัก 3 ข้อได้แก่  การออกเเบบที่ดี  การควบคุมดูแลหน้างานที่ดี การตรวจสอบติดตามและประเมินคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแยกทีมก่อสร้างกับทีมตรวจสอบออกจากกัน

กระบวนเหล่านี้ เป็นกระบวนการที่จะทำให้ได้ของดี  ถ้ามีครบทุกอย่างก็จบ…

“วงการอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน  ถ้าเกิดเรื่องความบกพร่องขึ้นมาจริง ก็ต้องจัดการให้ลูกบ้านได้รับความยุติธรรม  อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถเอาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านหลังหนึ่งหรือโครงการหนึ่งไปเทียบกับโครงการอื่นๆ ได้”  ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. ทิ้งท้าย

      ซื้อบ้านทั้งที ดูให้ดี

บางคนถึงขนาดบอกว่า “เพราะบ้านคือชีวิต” ก้มหน้าก้มตาทำงานเก็บเงินเเต่ละเดือนก็เพื่อสิ่งนี้  ฉะนั้นแล้ว “ความละเอียด” คือสิ่งที่เราต้องยึดถือ

บัณฑิต ประดับสุข อุปนายก ปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนนายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์  แนะนำเบื้องต้นให้ฟังว่า

“เมื่อได้โลเคชั่นที่ต้องการแล้ว ให้มองหาบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ มีประวัติที่ดีและได้รับการยอมรับจากสังคม  จากนั้นดูเเบบบ้านที่ถูกใจทั้งในเรื่องสไตล์เเละพื้นที่การใช้สอยที่เหมาะสม ก่อนทำการตรวจความเรียบร้อยของบ้านต่อไป”

ปัจจุบันน้อยมากที่เราจะเห็นขั้นตอนการก่อสร้าง เพราะหมู่บ้านจัดสรร มักจะเป็นลักษณะโครงสร้างสำเร็จรูป  แนวทางการตรวจสอบบ้านจึงทำได้เพียงดูว่า รูปแบบและวัสดุที่เห็นนั้นประกอบติดตั้งอย่างถูกต้องเป็นไปตามที่โครงการกำหนดไว้ในแบบหรือไม่ โดยควรไล่ดูความเรียบร้อยอย่างละเอียดเมื่อถึงวันตรวจรับบ้าน”

เริ่มจาก  1.พื้น ดูวัสดุที่ใช้ว่าตรงตามกำหนดหรือไม่ โดยสังเกตความเรียบร้อยของรอยต่อของกระเบื้องหรือพื้นไม้

2.ผนัง ฝ้า เพดาน  สังเกตรอยด่างของสีผนัง  ร่องรอยเพดาน

3.อุปกรณ์ชิ้นส่วนประกอบทั่วไป ได้แก่ ประตูหน้าต่าง บานพับ โดยทดลองปิดเปิด ไล่ดูอย่างละเอียด

4.ตรวจงานระบบอย่างไฟฟ้าและประปา  โดยตรวจตราความสว่างของไฟ เเละ การไหลของน้ำ

ส่วนคำถามที่ควรถามเจ้าหน้าที่ของโครงการ คือ “ที่ผ่านมาโครงการมีข้อร้องเรียน อะไรหรือไม่?”

ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมสถาปนิกสยามแนะนำ โดยให้เหตุผลว่า แม้คำถามอาจจะไม่ได้รับคำตอบที่แท้จริง แต่ก็เป็นการหยั่งเชิง ความจริงใจของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อผู้บริโภค

ขณะที่ความเสียหายของบ้านที่พบเห็นในปัจจุบันนั้น มีสาเหตุมาจาก การออกเเบบที่ไม่ถูกต้อง การคุมงานหรือการก่อสร้างที่ผิดพลาด  การใช้วัสดุที่ไร้มาตรฐานหรือการใช้งานผิดประเภท เเละ ปัญหาจากภัยธรรมชาติ  

ทรุดพังเเล้วบอกใคร

ข้อมูลจาก สคบ. ระบุว่า มีเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเฉลี่ยปีละ 7,000-8,000 กรณี โดย เรื่องร้องเรียนมากที่สุด คือ เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านทรุด บ้านเสียหาย ซื้อบ้านแล้วไม่ได้รับโอนตามระยะเวลา ปีละกว่า 1,200 กรณี โดย สามารถไกล่เกลี่ยได้ราว 80% ส่วนอีก 20% เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

สำหรับ 6 เดือนแรกที่ผ่านมาของปีนี้ มีการร้องเรียนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์รวมแล้วกว่า 600 กรณี

“เราซื้อบ้านจากใคร คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ เป็นไปตามประมวลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชย์ ในส่วนที่ว่าด้วย ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง และส่วนที่ว่าด้วยการจ้างทำของ”

จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ รองประธานคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) บอกต่อว่า เมื่อพบความแตกหักเสียหายแล้ว ต้องร้องเรียนต่อ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งหาก สคบ.ไม่ดำเนินการก็สามารถฟ้องศาลเองได้ภายใน 1 ปี นับตั้งเเต่วันที่พบความชำรุด ตามอายุความที่กฎหมายกำหนดไว้

ข้อสงสัยที่ว่า หากเกิดความเสียหายขึ้นกับ “โครงสร้างหลักของบ้าน” หลังซื้อไปแล้วกว่า 5 ปี ยังสามารถฟ้องร้องได้หรือไม่

จุมพล บอกว่า  หากมีการรับมอบเกิน 5 ปีไปแล้ว กฎหมายให้ประโยชน์กับทางเจ้าของโครงการ แต่ก็มีข้อยกเว้น โดยระบุว่า ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความรู้เห็นขณะที่มีการส่งมอบ แม้จะเกิน 5 ปีไปแล้ว ผู้ขายก็ต้องรับผิดชอบ  อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปหากเป็นความเสียหายที่ไม่ร้ายแรงจนเกินไป และเกิดขึ้นหลังจากรับมอบบ้านเกิน 5 ปี ผู้ซื้อมักจะไม่โทษโครงการ เพราะเห็นว่าเป็นไปตามสภาพของบ้าน

แน่นอนว่าเรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องสำคัญ  แต่มันก็หนีไม่พ้นเรื่องของ คุณธรรมเเละจริยธรรมด้วย

“บริษัทที่ดีก็ไม่ควรเอาเปรียบลูกค้า ควรรับผิดชอบเเละดูเเล เพราะบ้านเป็นสิ่งที่คนอยู่ไม่มีวันทำลายด้วยตัวเองหรอก ส่วนใหญ่พังมาจากการก่อสร้างที่ไม่ดี ผู้จัดสรรจึงปฎิเสธความรับผิดชอบไม่ได้” รองประธาน คอบช. กล่าว พร้อมแสดงข้อเสนอแนะอีกว่า  ควรเพิ่มระยะเวลาประกันตัวโครงสร้างหลักของบ้าน โดยเพิ่มขึ้นจาก 5 ปี ในปัจจุบันเป็น เป็น 10 ปี เหมือนเช่นในประเทศอื่น เพื่อยกระดับและรับประกันคุณภาพเพื่อลูกค้า

กฎหมาย 4 ข้อ เพื่อเจ้าบ้าน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2535  พบว่ามี 4 มาตรา ที่สามารถนำใช้ฟ้องร้องในกรณีบ้านเสียหายชำรุดได้

ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง

มาตรา 472 ระบุว่า  ในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งขายนั้นชำรุดบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติก็ดี ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาก็ดี ผู้ขายต้องรับผิด  ความที่กล่าวมาในมาตรานี้ย่อมใช้ได้ ทั้งที่ผู้ขายรู้อยู่แล้วหรือไม่รู้ว่าความชำรุดบกพร่องมีอยู่

มาตรา 474  ในข้อรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องนั้น ห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่อง

การจ้างทำของ

มาตรา 600  ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาไซร้ ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่อง เพียงแต่ที่ปรากฏขึ้นภายในปีหนึ่งนับแต่วันส่งมอบ หรือที่ปรากฏขึ้นภายในห้าปี ถ้าการที่ทำนั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน นอกจากเรือนโรงทำด้วยเครื่องไม้  แต่ข้อจำกัดนี้มิให้ใช้บังคับเมื่อปรากฏว่าผู้รับจ้างได้ปิดบังความชำรุดบกพร่องนั้น

มาตรา 601 ห้ามมิให้ฟ้องผู้รับจ้างเมื่อพ้นปีหนึ่ง นับแต่วันการชำรุดบกพร่องได้ปรากฏขึ้น

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

เปิดขุมทรัพย์ปิโตรเลียม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2558 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/373378

เปิดขุมทรัพย์ปิโตรเลียม

 

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

สิ้นเดือน ก.ค. 2558 จะครบกำหนด 3 เดือน ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้ชะลอการเดินหน้าสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 และให้พิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514   ซึ่งขณะนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังแก้ไข

หากกฎหมาย 2 ฉบับ ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาล กระทรวงพลังงานจะออกประกาศเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทันที

การเปิดให้เอกชนยื่นสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่ 21 นี้ จะมีทั้งการแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) เหมือนพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย โดยนำแปลงสำรวจในอ่าวไทยบางแปลงมาเปิดให้เอกชนยื่นประมูลแข่งขันกันยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับรัฐ

ขณะที่แปลงสัมปทานบนบกและในอ่าวไทยส่วนที่เหลือ จะเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน “ไทยแลนด์ทรีพลัส” ซึ่งก่อนหน้านี้ มีเอกชน 2-3 ราย สนใจขอสัมปทาน

ในขณะที่ สนช.กำลังพิจารณากฎหมายนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็กำลังเร่งกำหนดพื้นที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแต่ละแปลงว่า จะให้ใช้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมหรือระบบพีเอสซี แต่ข้อมูลที่เด่นชัดที่สุดคือจะนำแปลงปิโตรเลียม 3 แปลงในพื้นที่อ่าวไทยมาใช้ระบบพีเอสซี คือ แปลง G3,G4,G6

หลายคนสงสัยว่าสมบัติปิโตรเลียมเป็นอย่างไร ข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุถึงทรัพยากรธรรรมชาติของไทยไว้น่าสนใจดังนี้

กลุ่มภาคเหนือและภาคกลาง 6 แปลง แต่ละแปลงเคยเป็นพื้นที่ได้เปิดสัมปทานไปแล้วแต่คืนพื้นที่กลับมาให้รัฐ และเป็นพื้นที่ที่ได้มีการสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนแบบ 2 มิติ มาแล้ว แต่ไม่เต็มพื้นที่ โดยมีอยู่ 2 แปลง ที่มีการเจาะสำรวจพิสูจน์ไปแล้ว แต่ไม่พบปิโตรเลียม คือ แปลง L3/55 และ L5/55

แปลง L3/55 มีพื้นที่ 197 ตารางกิโลเมตร เคยเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของแปลง L17/48 (รอบที่ 19) มีการสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนแบบ 2 มิติ ไปแล้วประมาณ 240 กิโลเมตร และเจาะหลุมแม่สอด-1 ไม่พบปิโตรเลียม ถ้าผู้ร่วมประมูลชนะได้สิทธิสำรวจในแปลงนี้จะต้องรับเงื่อนไขขั้นต่ำ คือ ทำการเจาะสำรวจอย่างน้อย 1 หลุม ภายใน 3 ปี ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ 90 ล้านบาท

แปลง L5/55 พื้นที่ 980 ตารางกิโลเมตร เคยเป็นส่วนหนึ่งของแปลง S1 (รอบที่ 6) มีการสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนแบบ 2 มิติ กว่า 700 กิโลเมตร และเจาะหลุมบึงบัวเอ-1 ไม่พบปิโตรเลียม จึงคืนพื้นที่กลับมาให้รัฐ ถ้าผู้ร่วมประมูลชนะได้สิทธิสำรวจในแปลงนี้ จะต้องรับเงื่อนไขขั้นต่ำ คือ ทำการเจาะสำรวจอย่างน้อย 1 หลุม ภายใน 3 ปี ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ 90 ล้านบาท

ภาคอีสานจำนวน 11 แปลง มีเพียง 3 แปลง (L6/55 7/55 8/55) ที่เคยมีการเจาะสำรวจ แปลงที่เหลือยังไม่มีการเจาะสำรวจ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเจาะค่อนข้างสูง อย่างต่ำ 250 ล้านบาท/หลุม หรือมากกว่านั้น และมีอยู่ 5 แปลง (L11/55 13/55 15/55 16/55 17/55) ที่เคยประกาศเชิญชวนไปแล้วใน 3 รอบหลัง แต่ไม่มีใครสนใจ

แปลง L7/55 พื้นที่ 972 ตารางกิโลเมตร เคยเปิดให้สัมปทานไปแล้วหลายรอบ เจาะสำรวจไปแล้ว 3 หลุม ปี 2526 บริษัท เอสโซ่ อุดรธานี เจาะหลุมศรีธาตุ-1 ไม่พบปิโตรเลียม ปี 2541 บริษัท เครน เอ็นเนอยี่ เจาะหลุมศรีธาตุ-2 ไม่พบปิโตรเลียม และปี 2552 บริษัท อปีโก โคราช เจาะหลุมศรีธาตุ-3 ไม่พบปิโตรเลียมเช่นกัน จึงคืนกลับมาให้รัฐ ถ้าผู้ร่วมประมูลชนะได้สิทธิสำรวจจะใช้เงื่อนไขขั้นต่ำ คือ ทำการเจาะสำรวจอย่างน้อย 1 หลุม ภายใน 3 ปี ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ 150 ล้านบาท

ขุมทรัพย์ในอ่าวไทย 5 แปลง เป็นแปลงที่มีความน่าสนใจ โดยมี 3 แปลง (G2/55 4/55 5/55) เป็นแปลงที่มีศักยภาพปิโตรเลียมเนื่องจากเคยมีการเจาะพิสูจน์พบปิโตรเลียมแล้ว แต่ไม่สามารถพัฒนาได้เนื่องจากเป็นแหล่งขนาดเล็ก ต้องใช้เงินลงทุนสูงประมาณ 200-300 ล้านบาท

แปลง G1/55 A B เคยเป็นส่วนหนึ่งของแปลงในรอบที่ 13 18 และ 19 เคยมีการสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน แบบ 2 มิติ ประมาณ 185 กิโลเมตร แต่ยังไม่เคยเจาะสำรวจเพื่อพิสูจน์

แปลง G2/55 พื้นที่ประมาณ 435 ตารางกิโลเมตร เคยเป็นส่วนหนึ่งของแปลง B8/32 ที่ประมูล ไปในรอบที่ 13 มีการเจาะสำรวจ 3 หลุม พบปิโตรเลียมทั้ง 3 หลุม แต่ไม่สามารถผลิตได้

เช่นเดียวกับแปลง G4/55 และ G5/55 ถ้าผู้ร่วมประมูลชนะได้สิทธิสำรวจใน 3 แปลงนี้ จะต้องใช้เงื่อนไขขั้นต่ำ ต้องเจาะสำรวจอย่างน้อย 2 หลุม ภายใน 3 ปี ต้องมีแผนพัฒนาชัดเจน ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท

นี่คือขุมทรัพย์ที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในประเทศ

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“พรบ.บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง”…เพิ่มความมั่นคงให้ทรัพยากรทางทะเล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2558 เวลา 21:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/373202

"พรบ.บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง"...เพิ่มความมั่นคงให้ทรัพยากรทางทะเล

 

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

นับเป็นอีกเรื่องน่ายินดี เมื่อพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ภายใต้เป้าหมายหลักสำคัญ คือ สร้างความเข้าใจต่อชาวบ้านถึงศักยภาพและทรัพยากรที่พวกเขามี เพื่อคุ้มครอง ฟื้นฟู และเกิดความยั่งยืนทางทรัพยากร

เมื่อใดที่ธรรมชาติได้รับการคุ้มครอง เมื่อนั้นมนุษย์ย่อมได้รับการคุ้มครองตามไปด้วย

เพิ่มความมั่นคงในทรัพยากรทางทะเล

จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 จวบจนถึงปัจจุบัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้อาศัยกฎหมายของหน่วยงานอื่นในการกำกับดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การประมง หรือพ.ร.บ.กรมป่าไม้ กระทั่งปีนี้ รัฐบาลได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558  เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านการลงมติ 3 วาระ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ถามว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ฉบับนี้มีความสำคัญอย่างไร

ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  อธิบายว่า ทรัพยากรทางทะเลของไทยกำลังประสบกับภาวะเสื่อมโทรมลงเป็นอย่างมาก  ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและเกิดจากฝีมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมโทรมของป่าชายเลนที่มีพื้นที่ป่าสมบูรณ์เหลืออยู่เพียง 1.52  ล้านไร่ การตายของสัตว์ทะเลหายาก  เช่น  เต่าทะเล โลมา พะยูน  ปัญหาแนวปะการังที่มีความสมบูรณ์เพียง 10-20 % ของทั้งหมด ขยะทะเลในรอบ  6  ปีที่มีสถิติสะสมสูงถึงกว่า  50  ตัน ตลอดจนผลกระทบจากการท่องเที่ยว  ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขและฟื้นฟู  โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นอกจากเหตุผลด้านความเสื่อมโทรมแล้ว การบริหารจัดการที่ยังไม่มีเอกภาพก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้คลอดออก

“ปัจจุบันการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไม่มีความเป็นเอกภาพ ขาดการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในท้องถิ่น ประกอบกับมีการบุกรุกหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสื่อมโทรม นอกจากนี้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่มีความครอบคลุม และไม่สามารถจัดการพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงเพื่อคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะพื้นที่นอกอุทยาน จึงสมควรมีกฎหมายเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการฟื้นฟู บำรุงรักษา อนุรักษ์ และป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง รวมทั้งให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมกับความยั้งยืนของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างสมดุล

ทช.มีหน้าที่คุ้มครองทรัพยากร เพื่อให้เกิดการใช้อย่างยั้งยืน มุ่งเน้นสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยมีการตั้งคณะกรรมการทั้งในระดับระดับประเทศและจังหวัด มีผู้แทนจากระดับชุมชนเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อร่วมกันหารือและวางแผนก่อนประกาศเขตคุ้มครอง “อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว

ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

6 จุดเด่นเพื่อการจัดการทะเลที่ยั่งยืน

วรรณเกียรติ ทับทิมแสง ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บอกว่า จุดเด่นของ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีอยู่ 6 ประการสำคัญ คือ

1.เป็นกฎหมายเชิงนโยบาย (Policy Law) และการบริหารจัดการ เพื่อประสานและเสริมประสิทธิภาพให้แก่การบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมทั้งมีมาตรการคุ้มครองทรัพยากรควบคู่ไปด้วย

2.กำหนดหลักการ การบูรณาการ การใช้กฎหมาย โดยหน่วยราชการและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกัน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับสภาพของระบบนิเวศของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันมีลักษณะที่เป็นระบบและเป็นองค์รวมไม่ได้แยกส่วนกัน

3.ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และได้รับการช่วยเหลือ สนับสนุนจาก ทช.

4.พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้ทช. เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ และคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากภาคประชาชน หรือชุมชนชายฝั่ง เข้ามามีส่วนร่วมในการบริการจัดการ

5.กำหนดให้มีมาตรการ และแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่ชัดเจน และให้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่ทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และเข้าขั้นวิกฤตซึ่งการกำหนดมาตรการโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี

6.กำหนดให้มีบทกำหนดโทษที่สูงขึ้นจากกฎหมายที่มีอยู่ เช่น กฎหมายว่าด้วยการประมง เป็นต้น เพื่อให้สามารถคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“การจัดการเฉพาะหน้าต่อผู้ที่ไปใช้ประโยชน์ในทะเลหรือชายฝั่ง อย่างเช่น การก่อสร้างโรงแรมที่ทำให้เกิดตะกอน จนทำให้ทรัพยากรเสียหายอย่างร้ายแรง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้อำนาจทช.ไปแจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาแก้ไขได้ แต่ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่แก้ไข กรมก็สามารถจัดการได้เองเลย ขณะเดียวกัน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ยังสามารถไปก้าวล่วงกฎหมายเก่าได้ เช่นหากพบว่าพื้นที่ใดมีภัยคุกคามสูงจนเกิดเหตุการณ์วิกฤติ  ทช.สามารถนำเรื่องเข้าครม.และประกาศเขตคุ้มครองได้ โดยครอบคลุมไปถึงเขตอุทยานได้ด้วย”

NEXT STATION … เกาะยาวใหญ่ 

ไข่มุกงามแห่งอันดามันอย่างเกาะยาวใหญ่ จ.พังงา กำลังอยู่ในขั้นตอนของการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองตามพรบ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558  โดยอยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมพร้อมกับรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านในชุมชน

จากการศึกษาระบบนิเวศน์ของเกาะยาวใหญ่โดยทช.พบว่า เป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความเชื่อมโยงตั้งแต่ป่าชายเลน แนวประการัง และแนวหญ้าทะเล มีสัตว์ทะเลหายากอยู่หลายชนิด เช่น โลมา พะยูน ซึ่งเหลืออยู่เพียง 260 ตัวในประเทศไทย ขณะเดียวกันชุมชนในพื้นที่ก็มีความหวงแหนในตัวทรัพยากรของพวกเขาอย่างมีเข้มแข็ง

“หลังทำการสำรวจและศึกษา ทช. จะร่วมหารือแบบแผนการบริหารจัดการพื้นที่ที่เหมาะสมกับทางชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อความยั้งยืนของทรัพยากร ที่สำคัญคือไม่ทำให้ชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างถูกต้องเดือดร้อน”

ภัยคุกคามของเกาะยาวใหญ่คือ ผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวและกลุ่มนายทุนนำมาซึ่งการเกิดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมากมาย ส่งผลให้ธรรมชาติเกิดความเสื่อมโทรมลงเป็นอย่างมาก

“พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะสามารถป้องกันภัยคุกคามตรงนี้  โดยสามารถออกมาตรการกำหนดข้อตกลงเรื่องการท่องเที่ยวได้ เช่น  การจอดเรือควรปฏิบัติอย่างไร การดำน้ำต้องปฏิบัติอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนแนวปะการังหรือทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรม ขณะที่ชาวบ้านก็ต้องเรียนรู้กระบวนการทำประมง ว่าพวกเขาสามารถใช้เครื่องมือชนิดใดได้บ้าง เพื่อไม่เป็นการทำลายแหล่งหญ้าทะเล”

อย่างไรก็ตาม คำว่า “พื้นที่คุ้มครอง”ยังคงสร้างความวิตกกังวลให้แก่ชาวบ้านอยู่ไม่น้อย

“คนไทย ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ชาวประมงหรือนักท่องเที่ยว เมื่อได้ยินคำว่าพื้นที่คุ้มครอง เขายังมีความรู้สึกว่าฝ่ายรัฐกำลังเข้ามาห้ามอีกแล้ว เราต้องแก้ไขความรู้สึกเหล่านั้นให้เขาเข้าใจว่า พื้นที่คุ้มครองคือ พื้นที่ที่ได้รับการจัดการที่ถูกต้องเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยที่ไม่กระทบกับวิถีชีวิตที่เขาเป็น ยกเว้นแต่ว่าสิ่งที่เขาทำนั้น ทำให้ทรัพยากรเกิดความเสียหายเสื่อมโทรม”ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว

ทั้งหมดนี้คือความคืบหน้าล่าสุดของพ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 เขี้ยวเล็บใหม่ที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้หน่วยงานที่บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงเล่าเหตุการณ์ 24 มิ.ย. 2475

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2558 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/373138

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงเล่าเหตุการณ์ 24 มิ.ย. 2475

 

โดย…ส.สต

หนังสือพระราชประวัติ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง วันที่ 9 เม.ย. 2528 กล่าวถึงพระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าพระองค์นั้นโดยพิสดาร แต่คอลัมน์สยามอัศจรรย์ ขอนำบางส่วนจากตอนที่ว่าด้วยสมเด็จพระบรมราชินีกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาตีพิมพ์ เพื่อรำลึกถึงวันที่ 24 มิ.ย. 2475 วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นพระราชดำรัสที่พระราชทานสัมภาษณ์แก่กรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย

ขณะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในเช้าวันนั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ กำลังทรงกอล์ฟอยู่กับพระราชสวามีและข้าราชบริพาร พระองค์ได้ทรงเล่าพระราชทานคณะกรรมการสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2515 ตอนหนึ่งว่า

“เช้าวันนั้น รู้เรื่องกันที่สนามกอล์ฟนั่นแหละ” สมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงเล่า พอเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว พระยาอิศราฯ เป็นคนไปกราบบังคมทูลให้ในหลวงทรงทราบ ในหลวงก็รับสั่งว่า ไม่เป็นไรหรอก เล่นกันต่อไปเถอะ แต่ฉันกลับก่อน จึงไม่ทราบเรื่องจนเสด็จฯ กลับมาก็รับสั่งกับฉันว่า “ว่าแล้วไหมล่ะ” ฉันทูลถามว่า “อะไร ใครว่าอะไรที่ไหนกัน” จึงรับสั่งให้ทราบว่า มีเรื่องยุ่งยาก ทางกรุงเทพฯ ยึดอำนาจและจับเจ้านายบางพระองค์ ระหว่างนั้นก็ทราบข่าวกระท่อนกระแท่นจากวิทยุ แต่ก็ไม่แน่ว่าอะไรเป็นอะไร มีเจ้านายอยู่กันหลายองค์ที่หัวหิน เช่น กรมสิงห์ (เสนาบดีกลาโหม)

ต่อมา ในหลวงก็ทรงได้รับโทรเลขมีความว่า ทางกรุงเทพฯ ได้ส่งเรือรบมาทูลเชิญเสด็จฯ กลับ ในหลวงก็รับสั่งว่า มาก็มาซิ หลังจากนั้นเป็นเวลาประมาณเที่ยงเศษ หลวงศุภชลาศัยก็มาถึง พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (สมุหราชองครักษ์) สั่งให้ปลดอาวุธเสียก่อนถึงจะให้เข้าเฝ้าฯ ทางวังไกลกังวลก็เตรียมพร้อมอยู่เหมือนกัน ทหารรักษาวังกองร้อยพิเศษไปตั้งปืนที่หน้าเขื่อนเสร็จแล้ว หลวงศุภฯ ก็ขึ้นมาข้างบน มาอ่านรายงานอะไรต่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว แต่มีความสำคัญว่า ทูลเชิญเสด็จฯ กลับโดยเรือหลวงสุโขทัย ในหลวงท่านรับสั่งว่า ไม่กลับหรอกเรือสุโขทัย พวกนั้นจึงกลับไป ระหว่างนั้นเราก็ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร บางคนก็กราบบังคมทูลว่าให้เสด็จฯ ออกไปข้างนอกเสียก่อนแล้วค่อยต่อรองกันทางนี้ ท่านรับสั่งว่า “ไม่ได้” ไม่อยากให้มีการรบพุ่งกัน เพราะจะเสียเลือดเนื้อประชาชนเปล่าๆ เจ้านายหลายองค์ก็ถูกจับตัวเป็นประกันอยู่ เพราะฉะนั้นจะยังไม่ทำอะไร แต่ก็รับสั่งว่าจะต้องมาปรึกษาฉันก่อนว่าจะไปหรือจะอยู่ เพราะฉันต้องไปกับท่าน…

ในบทความดังกล่าวเล่าถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถามความเห็นจากสมเด็จพระบรมราชินี ต่อมาทรงเล่าพระราชทาน ม.จ.การวิก จักรพันธุ์ ผู้เคยเป็นราชเลขานุการในพระองค์ ขณะที่ทรงพระดำเนินเล่นในป่าที่เวอร์จิเนีย วอเตอร์ (Virginia Water) มณฑลเซอร์เรย์ (Surrey) ประเทศอังกฤษ มีใจความว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัว ตรัสถามความเห็นจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ว่า “หญิงว่ายังไง” พระราชินีกราบบังคมทูลโดยไม่ลังเลในทำนองที่ว่า “เข้าไปตายก็ไม่เป็นไร ต้องมีศักดิ์ศรี มีสัจจะ”

ดังนั้น ในคืนของวันที่ 24 มิ.ย.นั้น ทั้งสองพระองค์กับข้าราชบริพารจึงเสด็จฯ กลับกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟ เมื่อรถไฟพระที่นั่งถึงสถานีสวนจิตรลดา เวลาประมาณ 01.00 น. สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้ทรงเล่าถึงบรรยากาศในคืนนั้นว่า…แหม เงียบจริงๆ พอในหลวงเสด็จฯ จากรถไฟ มีราษฎรคนหนึ่งอยู่ที่สถานีกราบถวายบังคมแล้วก็ร้องไห้ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นใคร อายุประมาณ 30 กว่าเห็นจะได้ ในหลวงไม่ได้รับสั่งอะไร เราก็กลับมากันที่วังนี่ ตลอดทางเงียบแล้วก็เศร้า เราผ่านพระที่นั่นอนันตสมาคมก็ไม่มีอะไร มาทราบเอาทีหลังว่า บนพระที่นั่งอนันตฯ เขาตั้งปืนไว้เต็มหมด เพราะรู้ว่าเราจะมาทางนั้น…

ในวันที่ 25 มิ.ย. พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะปฏิวัติก็ได้มาเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดย “…มีรถถังมาสัก 4-5 คันเห็นจะได้ จอดอยู่หน้าวัง” เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษในการที่ได้ล่วงละเมิดทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน

อีกสองวันต่อมา คือ วันที่ 27 มิ.ย. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองและรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งได้ประกาศใช้นับแต่วันที่ทรงลงพระปรมาภิไธย

จึงกล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เป็นพระมหากษัตริย์ไทยและสมเด็จพระบรมราชินีพระองค์สุดท้ายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และเป็นพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินีพระองค์แรกแห่งระบอบประชาธิปไตยของชาติไทย และทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่พระราชทานรัฐธรรมนูญทั้งฉบับชั่วคราวและฉบับถาวร วันที่ 10 ธ.ค. 2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พร้อมทั้งทรงประกาศแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดแรกของไทย จำนวน 20 นาย โดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ภาคธุรกิจตั้งรับน้ำแล้ง ปลุกจิตสำนึก วางแผนประหยัด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2558 เวลา 07:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/373095

ภาคธุรกิจตั้งรับน้ำแล้ง ปลุกจิตสำนึก วางแผนประหยัด

 

โดย…ทีมข่าวธุรกิจ-ตลาด

สถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงกว่าทุกปีจนอาจถึงขั้นขาดน้ำกินน้ำใช้ หากสถานการณ์ยังไม่ทุเลาเบาบางลง ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มตระหนักและหาแนวทางรับมือหากปัญหาเข้าประชิดตัว

สมชัย รัตนโอภาส กรรมการผู้จัดการ กลุ่มโรงแรมเอ-วัน ซึ่งมีโรงแรมในกรุงเทพฯ และพัทยา ระบุว่า โรงแรมจะมีบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ใช้ได้หลายวันรองรับได้ในกรณีที่เกิดภัยแล้งขึ้น และในกรณีที่เกิดปัญหาแล้งหนักจริงๆ ฝนไม่ตกยาวนาน ก็จะมีอีกทางเลือกหนึ่งที่ใช้ คือ การซื้อน้ำจากเอกชนซึ่งก็จะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปัญหาจะไม่หนักถึงขั้นนั้น เนื่องจากในช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) ปริมาณการใช้น้ำในโรงแรมลดลงเมื่อเทียบกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ในเดือน พ.ย.-มี.ค. นอกจากนี้ที่ผ่านมาโรงแรมในพัทยาก็ไม่เคยประสบปัญหาภัยแล้งอีกเลย ตั้งแต่มีบริษัทจัดการน้ำภาคตะวันออกมีโครงการท่อส่งน้ำขนาดใหญ่มายังภาคตะวันออก

ด้าน กงกฤช หิรัญกิจ ประธานกรรมการ โรงแรมสีมาธานี นครราชสีมา กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงแรมในนครราชสีมาก็จะประสบปัญหาน้ำแล้งไม่พอใช้เกือบทุกปี ทางแก้ปัญหาที่ทำได้ คือ การไปขอซื้อน้ำดิบจากภาคเอกชน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าจะเพิ่มต้นทุนให้กับธุรกิจ

“ปีนี้แล้งมาก อ่างเก็บน้ำที่จะส่งมายังนครราชสีมาเหลือปริมาณน้ำไม่ถึง 30% ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะรองรับการใช้น้ำได้พอเพียงไปจนถึงเดือน ส.ค.-ก.ย.หรือไม่ สิ่งที่ทำได้คือการมีมาตรการประหยัดน้ำ เช่น การมีกระบวนการนำน้ำใช้แล้วไปผ่านขั้นตอนการกรองแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น น้ำสำหรับรดน้ำต้นไม้ เป็นต้น”กงกฤช กล่าว

ส่วนกรณีผู้เข้าพักใช้น้ำนั้น โดยปกติโรงแรมก็จะขอความร่วมมือผู้เข้าพักตามโครงการโรงแรมใบไม้เขียวอยู่แล้ว เช่น กรณีพักเกินกว่า 1 วัน จะขอความร่วมมือไม่เปลี่ยนผ้าปูที่นอน หรือผ้าเช็ดตัว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้เข้าพักว่าจะร่วมหรือไม่ ไม่ได้บังคับ

นอกจากธุรกิจโรงแรมที่ใช้น้ำเยอะแล้ว ในโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมก็เป็นหน่วยที่บริโภคน้ำเป็นจำนวนมากและจำเป็นต้องวางแผนรับมือเช่นกัน

สมศรี เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ บริษัทในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า บริษัทบริหารอาคารชุดชุมชนลุมพินีอยู่ 124 นิติบุคคล จำนวน 9.2 หมื่นห้องชุด หรือมีประชากรว่า 1.6 แสนคน มีปริมาณใช้น้ำต่อวันรวม 1.5 หมื่นลูกบาศก์เมตร ได้เริ่มรณรงค์ให้ผู้อยู่อาศัยประหยัดน้ำ โดยทางฝ่ายจัดการจะสำรวจปริมาณน้ำใช้ทุกวัน และทำข้อมูลสรุป เพื่อให้เจ้าของร่วมรับรู้ข้อมูลการใช้น้ำของแต่ละโครงการ

“เมื่อผู้อยู่อาศัยเห็นข้อมูลการใช้น้ำในแต่ละวัน ประกอบกับการรณรงค์ของบริษัท ก็จะทำให้เกิดการตื่นตัวในการช่วยกันประหยัดน้ำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้น้ำที่ใช้สำหรับส่วนกลางก็จะมาพิจารณาว่าจะลดการใช้ได้อย่างไร เช่น น้ำใช้ทำ ความสะอาด รดต้นไม้ เป็นต้น” สมศรี กล่าว

ขณะที่ อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า วิธีการที่ดีที่สุด คือ การสร้างจิตสำนึกของผู้อยู่อาศัยในโครงการให้ช่วยกันประหยัดน้ำ เพราะบ้านอยู่อาศัยจะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลมากกว่า โดยที่กรรมการและนิติบุคคลที่บริหารโครงการจะต้องช่วยกันรณรงค์ให้ร่วมมือกันประหยัดน้ำ

อีกธุรกิจที่ถูกมองว่าใช้น้ำในปริมาณมากๆ และอาจจะเกิดผลกระทบได้เมื่อปริมาณน้ำไม่เพียงพอ คือ ธุรกิจสวนน้ำ ซึ่งเรื่องนี้ วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิตี้วอล์ค ผู้บริหารสวนน้ำ สวนสนุก สวนสยาม เปิดเผยว่า แม้ธุรกิจสวนน้ำจะดูเหมือนเป็นธุรกิจใช้น้ำสิ้นเปลือง แต่ที่จริงแล้วไม่ได้ใช้น้ำมาก เพราะมีระบบการรีไซเคิลน้ำนำกลับมาใช้ใหม่ ขณะเดียวกันสวนสยามมีบึงขนาดใหญ่พื้นที่ 70 ไร่ ใช้เป็นพื้นที่สำรองน้ำอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องพึ่งพิงแหล่งน้ำอื่น

“หากเป็นไปตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าฝนจะตกเดือน ส.ค. สวนสยามก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะน้ำในทะเลสาบน่าจะเพียงพอรองรับ
การใช้งานได้กว่า 40 วัน อย่างไรก็ตามบริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะมีมาตรการรณรงค์ให้พนักงานร่วมกันประหยัดน้ำและไฟมาตั้งแต่ช่วงที่เคยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน” วุฒิชัย กล่าว

ด้าน ดวงตา พงษ์วิไลย์ ผู้จัดการใหญ่การตลาด Corporate Marketing บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า มาตรการบริหารจัดการน้ำภายในสวนน้ำ แฟนตาเซีย ลากูน ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ที่มีทั้งหมด 4 สาขานั้น บริษัทมีระบบคัดกรองน้ำตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีเครื่องปั๊มน้ำสูบน้ำเพื่อนำไปผ่านกระบวนการกรองน้ำ และมีการฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำทุกวัน ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างจิตสำนึกและการตระหนักรู้ไปยังลูกค้า และมีการสื่อสารไปยังพนักงานให้ทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำอีกด้วย

ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งที่ภาคธุรกิจได้เตรียมตั้งรับหากภัยแล้งปีนี้จะวิกฤตถึงขั้นขาดน้ำกินน้ำใช้ หากร่วมมือร่วมใจกันปลุกจิตสำนึกช่วยกันประหยัดปัญหาคงเบาบางลงได้มาก

นิคมอุตฯตื่น ถกแผนรับมือ

โดย…ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

จากปัญหาภาวะภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงภาคอุตสาหกรรมและการผลิต หากฝนทิ้งช่วงยาวนานจะยิ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

จักรรัฐ เลิศโอภาส รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า นิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางและภาคตะวันออกเป็นนิคมฯ ที่มีการใช้น้ำมากที่สุดในประเทศ เนื่องจากมีการกระจายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อยู่มาก

สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออก มี จ.ระยอง ฉะเชิงเทรา และชลบุรี นิคมฯ ขนาดใหญ่ ได้แก่ มาบตาพุด ผาแดง เหมราชตะวันออก และท่าเรือมาบตาพุด ใช้น้ำเฉลี่ยวันละไม่เกิน 4 แสนลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมชลบุรีเข้าไป ปริมาณการใช้น้ำไม่เกิน 5 แสนลูกบาศก์เมตร/วัน

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำ มีบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรืออีสท์วอเตอร์ ดูแลจัดสรรน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ คลองใหญ่ หนองปลาไหล และดอกกราย ส่วนที่ชลบุรี คือ อ่างเก็บน้ำบางพระ และหนองคล้อ ซึ่งขณะนี้ยังมีน้ำสำรองเฉลี่ยกว่า 60%

“ถือว่าเป็นเหตุการณ์ปกติ และยังไม่มีความจำเป็นที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องชะลอการผลิต” จักรรัฐ กล่าว

สำหรับภาคกลาง มีนิคมฯ ไฮเทค บางปะอิน ใช้น้ำสูงสุด 4.5 หมื่นลูกบาศก์เมตร/วัน ขณะที่นิคมฯ สหรัตนนคร ขุดบ่อบาดาลไว้ 10 บ่อ ซึ่งอาจนำน้ำมาใช้ได้ประมาณ 6,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน ใช้เป็นน้ำสำรองได้ 30% เท่านั้น

จักรรัฐ กล่าวอีกว่า หากฝนไม่ตกในระยะ 1 เดือนหลังจากนี้ หรือถึงวันที่ 10 ส.ค.นี้ กนอ.ยังรับมือได้อยู่ แต่หากฝนทิ้งช่วงมากกว่านี้คือสัญญาณร้ายของภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญ เมื่อถึงจุดที่น้ำไม่พอคงต้องขอความร่วมมือภาคเอกชนลดกำลังการผลิตลง เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้

ทวิช เตชะนาวากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอินดัสเตรียล เอสเตท ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค กล่าวว่า วันอังคารที่ 30 มิ.ย. ผู้บริหารนิคมฯ จะเรียกผู้ประกอบการในนิคมฯ มาหารือเพื่อเตรียมแผนรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

เช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรมบางปู ที่มีความต้องการใช้น้ำ 3 หมื่นลูกบาศก์เมตร/วัน จากการประปานครหลวง (กปน.) เป็นหลัก ซึ่งจะมีประชุมร่วมกับ กปน. วันที่ 1 ก.ค.นี้

แม้ปีนี้ภาคอุตสาหกรรมจะมีแผนรับมือภัยแล้ง แต่แน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นในอนาคต อาจต้องเตรียมความพร้อมในการรีไซเคิลน้ำมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดกับธุรกิจของตนเอง

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ฉากร้ายภัยแล้ง งดทำนา 1 ปีเต็ม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2558 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/373091

ฉากร้ายภัยแล้ง งดทำนา 1 ปีเต็ม

 

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นยังไม่มีสัญญาณในเชิงบวก แต่ข้อมูลจากหลายฝ่ายชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจกินเวลายาวนานนับปี และอาจหนักหน่วงและรุนแรงยิ่งกว่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา

ปัจจุบันน้ำในเขื่อนเหลือใช้การได้เพียง 5% ปัจจุบันระบายเพื่อรักษาระบบนิเวศวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ดังนั้นหากไม่ปรับการระบายให้ลดลง คงเหลือใช้ได้อีกไม่เกิน 40 วัน หรือจนถึงต้นเดือน ส.ค.เท่านั้น

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า และอดีตกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ระบุว่า ปีนี้จะย่างเข้าสู่ฤดูฝนประมาณเดือน ส.ค. และตกในปริมาณน้อย

เช่นเดียวกับ เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านี้ได้คาดการณ์เอาไว้แล้วว่า ปีนี้ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภาวะเอลนินโญ และเสี่ยงที่จะประสบภัยแล้งแบบหนักสุดๆ ในปีนี้ เสรีที่ชี้ให้เห็นว่าโอกาสที่พายุจะเข้าประเทศไทยน้อยมาก ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนหลักที่ดูแลคน 22 จังหวัดในลุ่มเจ้าพระยาและแม่กลอง

อานนท์ อธิบายเพิ่มว่า จากนี้จนถึงเดือน ส.ค.จะยังร้อนและแล้งอยู่ หลังจากเดือน ส.ค.เป็นต้นไปฝนจะเริ่มดีขึ้น เพราะอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนินโญจะผ่อนคลายลง เมื่อรวมผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ต่อปริมาณฝนแล้ว คาดการณ์ปริมาณฝนในภาคเหนือและกลางตอนบนซึ่งเป็นพื้นที่เหนือเขื่อน ในเดือน ก.ค.จะมีฝน 150 มม. จากค่าปกติ 150 มม. เดือน ส.ค. 190 มม. จากค่าปกติ 220 มม. เดือน ก.ย. 320 มม. จากค่าปกติ 350 มม. เดือน ต.ค. 115 มม. จากค่าปกติ 120 มม. และเดือน พ.ย. ภาพรวมของฝนเท่ากับค่าปกติที่ 50 มม.

อย่างไรก็ตาม อานนท์แสดงความกังวลว่า หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาดก็เป็นไปได้ว่าอาจจะวิกฤตกว่าภัยแล้งจากภาวะเอลนินโญในปี 2540 เพราะการใช้น้ำในปัจจุบันสูงกว่าปี 2540 มาก

“กรมชลประทานคาดการณ์จะมีน้ำในเขื่อน ณ วันที่ 1 พ.ย.นี้ประมาณ 3,500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคและดูแลระบบนิเวศหรือการผลักดันน้ำเค็มไปจนถึงสิ้นเดือน เม.ย. 2559” อานนท์ ระบุ

จะเห็นได้ว่าแผนการจัดการน้ำของกรมชลประทานที่ว่านี้ ไม่มีการระบุถึงการใช้เพื่อเกษตรกรรมเลย

สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน อธิบายว่า น้ำใช้การที่คาดการณ์ไว้ว่าจะได้ 3,500 ล้าน ลบ.ม. นั้นต้องสงวนไว้สำหรับภารกิจหลักประกอบด้วย น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 1,100 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ 1,400 ล้าน ลบ.ม. น้ำสำหรับใช้ช่วงต้นฤดูฝนและฝนทิ้งช่วง 1,000 ล้าน ลบ.ม. หากมีปริมาณมากกว่านี้ จะพิจารณาว่าจะมีการช่วยเหลือน้ำเพื่อการปลูกข้าวนาปรังหรือไม่ เพราะสิ่งสำคัญคือน้ำกิน น้ำใช้ และการไล่น้ำเค็มป้องกันความเสียหายของระบบประปา

อย่างไรก็ตาม เสรีได้อธิบายให้เห็นถึงสถานการณ์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เข้าใจเหตุผลว่าเหตุใดแผนจัดการน้ำจึงไม่มีการระบุถึงการใช้เพื่อเกษตรกรรม

“พายุ 1 ลูกจะได้น้ำประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม. ถ้าเป็นดีเปรสชั่นจะได้ 50 ล้าน ลบ.ม. แต่ขณะนี้จากสภาวะอากาศแล้งเดือน ก.ค.ฝนทิ้งช่วง และเดือน ส.ค.-ก.ย.คาดว่าจะมีพายุเข้ามาประมาณ 1 ลูก ก็จะได้น้ำประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม. กรณีมี 2 ลูกได้ 200 ล้าน ลบ.ม. แต่เมื่อดูน้ำต้นทุนขณะนี้ที่เหลือประมาณ 800-900 ล้าน ลบ.ม. จะทำให้สิ้นฤดูฝนเราจะมีน้ำใช้การได้ประมาณ 1,200 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งดูแล้วน่าใจหาย”

ความ “น่าใจหาย” ที่เสรีพูดถึงก็คือ หากทำนาปรังตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 ในจำนวน 5 ล้านไร่เหมือนที่ผ่านมาจะใช้น้ำประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม.

“ผมถามว่าจะเอาน้ำมาจากที่ไหน และต้องแบกความเสี่ยงรอฝนทิ้งช่วงในเดือน ก.ค. 2559 อีก”

ในภาวะเช่นนี้ เสรีเสนอว่ารัฐบาลต้องสงวนน้ำเพื่อรักษาประเทศและไปเริ่มกันใหม่ในปีหน้าประชาชนทุกคนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดต้องช่วยกันประหยัดน้ำเพื่อให้ประเทศไทยฝ่าพ้นวิกฤตภัยแล้งอันหนักหน่วงครั้งนี้

“ถึงเวลาที่รัฐบาลและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องเลิกกลัวเสียหน้าและบอกความจริงต่อประชาชน เพราะเกษตรกรรออยู่ว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไรต่อไป ตอนนี้ให้เขาชะลอ แล้วสิ้นเดือน ก.ค.หากไม่มีฝน ประกาศอีก แต่ชาวนาลงเงินทุนแล้ว หากแล้งเสียหายรัฐชดเชย 1,000 บาท ในขณะที่น้ำต้นทุนก็ต้องเสียไป กลายเป็นประเทศเสียสองด้าน ดังนั้นรัฐบาลควรประกาศให้เกษตรกรในพื้นที่ 22 จังหวัดในเขตชลประทาน 7 ล้านไร่ ซึ่งมีการปลูกไปแล้ว 3.44 ล้านไร่ ว่าที่ปลูกแล้วจะดูแลให้ดีให้มีผลผลิตออกมา ส่วนที่เหลืออีก 3.45 ล้านไร่ ขอให้เลิกปลูกเพื่อสงวนน้ำไว้ทั้งหมด และงดทำนาปรัง 58/59 ทั้งหมด เพราะหากน้ำต้นทุนน้อยปีหน้าจะยิ่งแย่กว่านี้”

สอดคล้องกับ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ซึ่งติดตามสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เสนอให้รัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

“หากมองจากปัจจัยทั้งหมด ประเด็นสำคัญตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของหน้าฝนที่จะมาถึง แต่ต้องมองยาวไปถึงหน้าแล้งปีหน้าที่อาจจะมีปัญหาการขาดแคลนน้ำที่หนักหนาสาหัสกว่าทุกปี จนควรจะตั้งคำถามว่า เราจะเตรียมการอะไรเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 9 เดือนข้างหน้า และผ่านมันไปได้อย่างไร”ศศิน กล่าว

เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อน หลายพื้นที่เพาะปลูกยังคงไม่มีน้ำ ไม่มีฝน เขื่อนสำคัญหลายเขื่อนน้ำแห้งขอดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อมูลที่รัฐบอกกับประชาชนยังมีท่าทีว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะเชื่อข้อมูลการพยากรณ์อากาศ ซึ่งก็อาจจะเชื่อได้ แต่ไม่ได้เผื่อว่า หากฝนตกน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้จะมีมาตรการรับมือล่วงหน้าอย่างไร

“ถึงเวลาต้องประกาศความชัดเจนถึงมาตรการรับมือกับความแห้งแล้งให้ตระหนักร่วมมือในการใช้น้ำอย่างจำกัด” ศศิน กล่าว

ด้านกลุ่มเกษตรกรซึ่งถือว่าได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งมากที่สุดก็มองว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลโดยการพักหนี้นั้นไม่เพียงพอ รัฐบาลควรจ่ายเงินชดเชยการงดทำนา เพื่อให้ชาวนาประคองชีวิตไปได้ในช่วงไม่มีรายได้จากการทำนา

เสมียน หงส์โต ประธานเครือข่ายชาวนาภาคกลาง เห็นว่าการพักชำระหนี้นั้นไม่มีผล เพราะชาวนากู้มาหลายอย่างไม่ใช่ ธ.ก.ส.เพียงอย่างเดียว ยังมีสหกรณ์ และกู้นอกระบบอีก การยืดการทำนาออกไปอีกก็ต้องกู้หนี้ก้อนใหม่

ด้าน พรม บุญมาช่วย ประธานสภาเกษตรกรสุพรรณบุรี เสนอว่า การจ่ายเงินชดเชยคือทางออกเดียว การพักชำระหนี้หรือให้กู้
เพิ่มก็คือการก่อหนี้ใหม่สะสมไปเรื่อยๆ สุดท้ายผลเสียก็ตกอยู่กับชาวนาอยู่ดี

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

สังคมกังขาหนัก..ซีทีเอ็กซ์ทอท.เจ๋งหรือเจ๊ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2558 เวลา 15:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/372893

สังคมกังขาหนัก..ซีทีเอ็กซ์ทอท.เจ๋งหรือเจ๊ง

 

โดย…พีรดา ปราศรีวงศ์

 

เป็นประเด็นร้อนตอกย้ำความน่าเชื่อถือของระบบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทยได้อย่างสาหัส เมื่อพล.ต.ทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถูกตรวจพบพกอาวุธปืนเตรียมเดินทางโดยสารกลับประเทศไทย ที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดคำถามมากมายตามมาว่าเหตุใดอาวุธปืนดังกล่าว หลุดรอดบินข้ามน้ำข้ามทะเลออกไปจากประเทศไทยได้ ในเรื่องนี้ พล.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ในฐานะกำกับดูแลบริษัทท่าอากาศยานไทย(ทอท.) ตั้งคำถามถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากเครื่องเออเร่อร์หรือคนเออเร่อร์

ศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทอท.) กล่าวยืนยันว่า ระบบการตรวจสอบสัมภาระกระเป๋าผ่านเครื่องเอ็กซ์เรย์ซีทีเอ็กซ์ 9400 ของทอท.ได้รับมาตรฐานจากสำนักงานบริหารการบินสหรัฐอเมริกา (Transportation Security Administration หรือ ซีเอสเอ) กรมการบินพลเรือน(บพ.) องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ(ไอเคโอ) ซึ่งมีการตรวจสอบมาตรฐานการตรวจค้นสัมภาระ และผ่านเกณฑ์มาตรฐานมาโดยตลอด ไม่ถูกสั่งให้แก้ไขหรือพบข้อบกพร่องแต่อย่างใด

ทั้งนี้จากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดการเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์  เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น กับเที่ยวบินทีจี 640 เวลา 23.50 น. เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นสัมภาระถือขึ้นเครื่องและตรวจค้นร่างกายตามขั้นตอนบริเวณจุดผู้โดยสารพรีเมี่ยมของการบินไทย ไม่พบวัตถุที่ที่จะเป็นอันตรายต่ออากาศยานแต่อย่างใด

“พนักงานทอท.ได้ตรวจสัมภาระในกระเป๋าถือพล.ต.ท.คำรณวิทย์ตามขั้นตอนไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด ส่วนระบบการตรวจสอบสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องผ่านเครื่องซีทีเอ็กซ์9400 ไม่สามารถตรวจสอบภาพได้อีกครั้ง เพราะการตรวจกระเป๋าจะถูกลบทิ้งทุกๆ 3 วัน เนื่องจากการตรวจสัมภาระในแต่ละวันมีจำนวนมาก หากเก็บข้อมูลไว้ในระบบทั้งหมดจะส่งผลต่อการปฎิบัติงานที่ล่าช้าลง”ศฺโรจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามทอท.ยืนยันว่าเครื่องเอ็กซ์ซีทีเอ็กซ์ 9400 ได้รับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพที่ดี เพราะการทำงานตรวจสอบถึง 5 ขั้นตอน ใช้เวลาประมาณ 8 นาที ก่อนลำเลียงขนสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน ตั้งแต่การคัดแยกวัตถุต้องสงสัย ซึ่งเครื่ิองมือดังกล่าวจะทำงานร่วมกับพนักงานที่มีการฝึกฝนอบรมมาอย่างดี ซึ่งจะมีการผลัดเปลี่ยนหน้าที่การทำงานทุก 20 นาที เพื่อผ่อนคลายความเมื่ิอยล้าจากการตรวจสิ่งของสัมภาระผู้โดยสารด้วยตา

ศิโรฒน์ กล่าวว่า ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ ทางบพ.เตรียมมาตรวจสอบระบบดังกล่าวอีกครั้ง โดยบริษัทยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้แต่อย่างใด ส่วนกระทรวงจะมอบหมายให้ตั้งหรือไม่นั้น ทอท.เป็นส่วนของภาคการปฏิบัติ เพราะยืนยันว่ามีระบบมาตรฐานการดูแลรักษาความ ส่วนปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือ

ส่วนจะยืนยันได้หรือไม่นั้นว่า อาวุธปืนถูกโหลดใต้ท้องเครื่องหรือไม่นั้น ทอท.ยืนยันว่าระบบการตรวจสอบมีมาตรฐานสากลและเป็นมาตรฐานเดียวกับที่สนามบินนาริตะใช้ ส่วนการตรวจสอบผู้โดยสารขาออกของสนามบินทางญี่ปุ่น ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการเอ็กซ์เรย์กระเป๋า จึงไม่อาจเชื่อมโยงกับการตรวจสอบขาออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ ซึ่งขณะนี้ต้องให้ประเทศญี่ปุ่นดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

อุษณีย์ แสงสิงแก้ว กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น บริษัทการบินไทย เล่าว่า บริษัทมีระเบียบขั้นตอนการขอพกอาวุธปืนขึ้นเครื่องตามมาตรฐานสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาต้า) โดยต้องยื่นเอกสารตามขั้นตอน เพื่อพิจารณาในแต่ละกรณี ซึ่งจากการตรวจสอบกรณี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไม่มีคำยื่นเอกสารขออนุญาตในครั้งนี้แต่อยาางใด รวมถึงย้อนหลังในปี 2557 ด้วย ผ่านมาการขอพกอาวุธปืนขึ้นเครื่องจะมีในกลุ่มนักกีฬาทีมชาติที่เดินทางไปแข่งขันต่างประเทศ ซึ่งทุกครั้งจะปลดลูกกระสุนปืนออกจากลำกล้องปืน พร้อมโหลดเข้าใต้ท้องเครื่องบิน โดยไม่อนุญาตให้นำขึ้นชั้นผู้โดยสาร”อุษณีย์ กล่าวทิ้งท้าย

ไม่ว่าทอท.-การบินไทยจะอธิบายอย่างไร แต่ดูเหมือนว่า สังคมจะกังขาว่า ตรวจอย่างไรถึงไม่เจอ ในเมื่อทายาทระบุชัดว่าปืนดังกล่าวนำไปจากเมืองไทย…

นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่กำลังทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการบินของไทย

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

จับตา “บิ๊กแจ๊ด” ซ้ำเติมวิกฤตบิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2558 เวลา 12:12 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/372630

จับตา "บิ๊กแจ๊ด" ซ้ำเติมวิกฤตบิน

 

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

การที่เจ้าหน้าที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น จับกุมตัว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ในข้อหาพกพาอาวุธปืนเข้าสนามบินนาริตะ คงไม่จบลงง่ายๆ และน่าจะสร้างปัญหาใหม่ให้กับรัฐบาลไทยและกระทรวงคมนาคมแน่นอน

ไม่ต่างกับจากเมื่อครั้งที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) ในการกำกับดูแลสายการบินของกรมการบินพลเรือน (บพ.) กระทั่งนำไปสู่มีการปักธงแดงหน้าชื่อประเทศ ซึ่งสร้างผลกระทบให้อุตสาหกรรมการบินของไทยถ้วนหน้า

โดยเฉพาะหากมีข้อพิสูจน์เป็นที่ประจักษ์ว่า สนามบินสุวรรณภูมิปล่อยปละละเลยให้ผู้โดยสารนำอาวุธปืนขึ้นเครื่องบินโดย “ไม่แจ้ง” ให้สายการบินและฝ่ายรักษาความปลอดภัยของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ทราบ จะสะท้อนถึงข้อบกพร่องของระบบการรักษาความปลอดภัย (Security) ของสนามบิน

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ออกมายืนยันตามที่ ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้รายงานว่าจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดตรวจค้น และตรวจกระเป๋าสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบินเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2558 ซึ่งเป็นวันที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิไปนอกประเทศ ไม่พบว่ามีการนำอาวุธปืนออกไป และไม่มีการรายงานว่ามีการขออนุญาตนำปืนออกนอกประเทศแต่อย่างใด

“มั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการรักษาความปลอดภัยในสนามบินของไทย ซึ่ง ทอท.มีหลักฐานยืนยันได้ โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิด จึงไม่น่าจะมีประเด็นที่ระบุถึงความบกพร่องในการผ่านเข้าออกสนามบิน แต่ได้กำชับให้เข้มงวดกับทุกคน รวมทั้งบุคคลวีไอพี ว่าจะต้องผ่านขั้นตอนตรวจค้นโดยไม่มีการยกเว้น” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

พล.อ.อ.ประจิน ยืนยันว่า กรณีการจับกุมอาวุธปืนของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะไม่มีผลกระทบต่อการที่ ICAO จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยของสนามบินภายใต้โครงการตรวจสอบและกำกับดูแลระบบการรักษาความปลอดภัยสากล (USAP) ในปี 2559 เนื่องจากระบบกำกับดูแลความปลอดภัยในสนามบินของไทย โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิได้มาตรฐานสากล

“ไม่มีข้อร้องเรียนจากปลายทางว่าตรวจพบสิ่งของต้องห้ามผ่านจากสนามบินของไทย แต่เห็นว่าฝ่ายปฏิบัติจะต้องนำเรื่องนี้มาเป็นกรณีศึกษา” พล.อ.อ.ประจิน ย้ำ

ด้าน ประสงค์ ย้ำว่า หลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เมื่อ
วันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในช่องวีไอพีของสายการบินไทย พบว่า พล.ต.ท.
คำรณวิทย์ ให้ความร่วมมือในจุดตรวจค้นอย่างดี ซึ่งในภาพปรากฏชัดเจนว่ามีการถอดสูทและเดินกลับมาถอดรองเท้าอีกรอบ

สำหรับกระเป๋าเป้ที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ถือติดตัว ก็ได้นำผ่านเครื่องเอกซเรย์ และเมื่อตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดไม่พบว่ามีการพกอาวุธปืนติดตัวหรืออยู่ในกระเป๋าเป้ในวันดังกล่าว เช่นเดียวกับการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องบิน ซึ่งต้องผ่านการตรวจเอกซเรย์ด้วยเครื่องซีทีเอ็กซ์ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ และระบบขึ้นคำว่า “เคลียร์”

“ความผิดพลาดในขั้นตอนตรวจค้นของเจ้าหน้าที่คงเป็นไปได้ยาก และเมื่อนำภาพจากเครื่องเอกซเรย์มาดูย้อนหลังก็ไม่พบอาวุธปืน” ประสงค์ กล่าว

นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ระบุว่า จากการตรวจระบบตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระผ่านเครื่องซีทีเอ็กซ์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือสารตั้งต้นของระเบิด รวมถึงกระสุนปืนหรือคราบเขม่าดินปืน ไม่มีความผิดปกติในการคัดแยกกระเป๋า และเครื่องซีทีเอ็กซ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มล็อกซเล่ย์ไม่พบว่ามีข้อบกพร่องเช่นกัน อีกทั้งที่ผ่านมา TSA (Transportation Security Administration) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความปลอดภัยของสหรัฐได้ตรวจสอบเป็นระยะๆ

“แม้ว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะผ่านช่องทางพิเศษ แต่ขั้นตอนและอุปกรณ์การตรวจร่างกายและสัมภาระจะเหมือนกับช่องทางปกติทั่วไป และกรณีของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์นั้น เมื่อตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิดและข้อมูลบันทึกไว้ไม่พบว่ามีการพกอาวุธปืน ซึ่งเป็นข้อที่พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ในขณะนี้” นิตินัย กล่าว

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้สั่งการให้ตรวจสอบในเรื่องนี้ว่า เหตุใด พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จึงสามารถนำอาวุธปืนผ่านจุดตรวจที่สนามบินสุวรรณภูมิไปยังประเทศญี่ปุ่นได้ และผ่านการตรวจเอกซ์เรย์ไปได้อย่างไร เพราะถือว่ามีความผิดเหมือนการลักลอบขนของหนีภาษี แต่อย่านำไปเชื่อมโยงประเด็นกับปัญหา ICAO เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล

จึงต้องติดตามว่าผลตรวจสอบจะเป็นอย่างไร

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“บิ๊กแจ๊ด” พลาด หรือ “สุวรรณภูมิ” บกพร่อง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2558 เวลา 16:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/372482

"บิ๊กแจ๊ด" พลาด หรือ "สุวรรณภูมิ" บกพร่อง

 

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และตามมาพร้อมคำถามในสังคม ว่าเหตุใด “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายตำรวจที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว เจ้าของวลีเด็ด “มีวันนี้เพราะพี่ให้” ถึงสามารถนำอาวุธปืนติดตัวผ่านด่านตรวจของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเหินฟ้าไปสู่ประเทศญี่ปุ่นได้

ก่อนจะถูกรวบคาสนามบินนาริตะ ขณะเตรียมตัวกลับมายังมาตุภูมิ หลังตำรวจประเทศญี่ปุ่นตรวจพบอาวุธปืนกระบอกดังกล่าว ซึ่งเป็นปืนลูกโม่บรรจุกระสุน 6 นัด เบื้องต้นรายงานข่าวระบุว่า “บิ๊กแจ๊ด” ยอมรับว่าเป็นปืนของตนเองจริง แต่หารู้ไม่ว่ามันมาอยู่กับตัวเองได้อย่างไร หรือพกไว้แต่อาจลืม

จะผิดถูกอย่างไร หรือตำรวจญี่ปุ่นที่สนามบินาริตะผู้ตรวจพบจะดำเนินการอย่างไรต่อกับพล.ต.ท.คำรณวิทย์ คงเป็นเรื่องที่ต้องมีรายงานตามมาเป็นระยะแน่นอน แต่เหนืออื่นใดตามคำถามข้างต้นแล้ว คนเราตามปกติแล้ว สามารถพกพาอาวุธปืนขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่กัน

คำถามดังกล่าว โพสต์ทูเดย์ ได้รับคำอธิบายจาก ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สนามบินสุวรรณภูมินายหนึ่ง (ไม่ขอเปิดเผยนาม) ว่า สำหรับคำว่าอนุญาตแล้ว “เป็นไปไม่ได้” ที่จะคนปกติ หรือแม้แต่ข้าราชการเองก็ตาม ทั้งฝ่ายปกครอง มั่นคง พลเรือน จะสามารถนำอาวุธปืนพกประจำกายบินข้ามประเทศได้ ด้วยเพราะกฎหมายการพกพาอาวุธแต่ละประเทศจะมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน บางประเทศอนุญาต บางประเทศไม่อนุญาต ดังนั้น เพื่อเคลียร์ทุกอย่างก่อนมีปัญหาตามมา ด่านตรวจที่ประเทศไทยจะไม่อนุญาตเด็ดขาดให้ผู้โดยสารพกปืนออกนอกประเทศ แม้ปืนกระบอกนั้นจะถูกแยกชิ้นส่วนจากกระบอก และแมกกาซีน กระสุน ออกจากกันก็ตาม

“เอาง่ายๆ คือ แค่ในประเทศถ้าจะพกกันเพราะมีงานมีราชการ ก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินก่อนจะทำการเช็คอิน และที่สำคัญต้องมีใบอนุญาตเครื่องย้ายอาวุธปืนกระบอกนั้นได้ และตัวปืนก็ต้องแยกออกจากกัน จะไม่อนุญาตให้นำขึ้นไปภายในห้องโดยสารเด็ดขาด นี่คือกฎการบินสากลอยู่แล้ว จะต้องบรรจุอยู่ใต้ท้องเครื่องบินในห้องสัมภาระเท่านั้น นี่เฉพาะบินภายในประเทศนะ ถ้าบินออกนอกไม่อนุญาตเด็ดขาด”

นายตำรวจคนเดิม ย้ำว่า ที่สำคัญ หากตำรวจ หรือทหารผู้นั้นมีราชการที่ต้องไปต่างจังหวัด และโดยสารเครื่องบินพร้อมพกพาอาวุธด้วย จะต้องมี “ใบราชการ” กำกับหน้าที่ปฏิบัติเหตุนั้นไว้ด้วย เพื่อแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่สายการบิน โดยขั้นตอนเมื่อแจ้งแล้ว จะต้องส่งมอบอาวุธปืนให้เจ้าหน้าที่สายการบินเป็นผู้ดูแลแต่ฝ่ายเดียว เจ้าของปืนไม่มีสิทธิดูแลเองเด็ดขาดตลอดการทำการบิน

“เว้นเสียแต่ต่างประเทศจะมีแอร์มาแชล (ตำรวจอากาศ) ที่จะพกอาวุธขึ้นไปกับเครื่องบินได้และปะปนกับผู้โดยสารประหนึ่งว่าเป็นบุคคลเดินทางเช่นกัน แต่เฉพาะบางประเทศเท่านั้น และเท่าที่ทราบมาบ้านเราไม่มีแอร์มาแชล”

ส่วนกรณีของ “บิ๊กแจ๊ด” นั้น ปืน หลุดไปได้อย่างไร นายตำรวจผู้นี้ให้ทรรศนะว่า คงเกิดข้อผิดพลาด และไม่มีช่องผ่าน หรือช่องตรวจวีไอพีบุคคลพิเศษอย่างที่สื่อเข้าใจกัน ผู้โดยสารไม่ว่าจะเป็นชั้นหนึ่ง ชั้นธุรกิจ หรือชั้นประหยัด ต่างต้องถูกตรวจถูกค้นเหมือนกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะถือปืนแล้วเดินผ่านเข้าด่านตรวจโดยไม่ถูกเรียก

แต่สำหรับกรณีของพล.ต.ท.คำรณวิทย์ นั้น ความสะเพร่าที่ปล่อยให้ “ปืน” หลุดออกจากเมืองไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ อดีตตำรวจใหญ่นายหนึ่ง ให้ความเห็นเสริมว่า น่าจะเกิดจากคน หรือเจ้าหน้าที่ของสนามบิน ที่พบว่าเป็นบุคคลใหญ่แล้วเกิดลูกเกรงใจจึงไม่กล้าจะตรวจจริงๆ จังๆ แต่กรณีที่เกิดขึ้นกับพล.ต.ท.คำรณวิทย์นั้น ยังไม่มีข้อสรุปว่าปืนที่พบนั้น พกไว้ในกระเป๋าเดินทาง หรือกับตัวเอง ถ้าหากพกไว้ในกระเป๋าเดินทาง ก็เป็นอันว่าเครื่องตรวจและคนที่มีรับผิดชอบสแกนกระเป๋าของผู้โดยสารนั้นมีปัญหา เกิดความบกพร่อง แต่ถ้าหากพกติดตัว อันนี้คือลูกเกรงใจ

“แต่เชื่อว่าอดีตตำรวจใหญ่อย่างพล.ต.ท.คำรณวิทย์ คงไม่สะเพร่าพกปืนเดินหราออกนอกประเทศแน่ เพราะต้องรู้ข้อกฎหมายเป็นอย่างดี น่าจะเป็นความผิดพลาดของสนามบินต้นทางมากกว่า”

ส่วนกรณีที่ว่าผ่านด่านตรวจที่สนามบินนาริตะไปได้อย่างไรเมื่อถึงขาเข้านั้น อดีตนายตำรวจใหญ่ผู้นี้ของดให้ความเห็น

ภาพจาก http://www.fnn-news.com/news/headlines/articles/CONN00295697.html

กรกฎาคม 18, 2015 Posted by | รายงานพิเศษ, วิเคราะห์, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,263 other followers

%d bloggers like this: