โพสต์ทูเดย์

All posts in the โพสต์ทูเดย์ category

เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2558 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407424

เบื้องหลังแห่งความสำเร็จ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์

โดย..พุสดี/ภาดนุ ภาพ เฉพาะชุดราตรีของแนท เครดิตว่า : กองประกวดมิสยูนิเวิร์ส ส่วนภาพอื่นๆ ของแนท เครดิตว่า เอพี และ เอเอฟพี กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีส่งท้ายปีสำหรับคนไทยทุกคน เมื่อ แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ตัวแทนประเทศไทยไปประกวดมิสยูนิเวิร์ส สามารถคว้ารางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมในชุด “ตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์” จากการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 64 ประจำปี 2015 ที่สหรัฐ มาครองได้สำเร็จ นอกจากนี้เธอยังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ในการประกวดครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปี ต่อจาก ปุ๋ย-ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก…

อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของสาวมั่นคนนี้ เรามีคำตอบ

เอ-พุฒิธร สอ้าง

เธอคือนางงามนางแบบ

เอ-พุฒิธร สอ้าง กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิส โมเดลส์ (Kiss Models) ในฐานะผู้จัดการส่วนตัวของแนท อนิพรณ์ บอกเล่าถึงเส้นทางของแนทกว่าจะมาถึงวันนี้ว่า ได้มีโอกาสเจอกันตั้งแต่สมัยที่แนทเข้าประกวดบนเวที Thai Super Model แล้ว ครั้งนั้นแนทเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย หลังจากได้ทำความรู้จักกัน ต่อมาไม่นานคุณแม่ของแนทก็มาฝากให้เป็นนางแบบในสังกัด

“ทำงานร่วมกันมาได้ 4 ปี แนทก็มาขอว่าจะไปประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ เราก็โอเค แต่บอกเขาว่าเราจะไม่เป็นคนส่งนะ ให้เขาไปเอง เพราะสุดท้ายเวลาได้รางวัลอะไรมา จะได้เป็นของเขาหมด แต่ระหว่างนั้นเราก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้ รอบไหนที่เขาต้องหาชุด เราก็ช่วยเป็นธุระให้ จนสุดท้ายแนทก็ไปถึงฝันได้ตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์มาครอง ถามว่าตอนนั้นหวังว่าน้องต้องได้มงกุฎมั้ย เราก็ไม่ได้กดดันขนาดนั้น แค่บอกว่าให้น้องทำให้เต็มที่ สนุกกับสิ่งที่ทำ จนพอน้องได้ตำแหน่งเราก็เข้ามาช่วยดูแล ตั้งแต่การถ่ายภาพพอร์เทรตของแนทเพื่อส่งไปให้กองประกวดที่นู่นเลย”

 

เอ เล่าว่า ภาพถ่ายของแนทได้ ณัฐ ประกอบสันติสุข ช่างภาพฝีมือดีมาเป็นผู้ถ่ายภาพให้ ในส่วนของชุดราตรีและชุดที่แนทใช้ในการทำกิจกรรม ก็ได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำทั้งของไทยและ
ต่างประเทศ ซึ่งตนเป็นด่านแรกที่ไปเลือกชุดมา ก่อนจะมาช่วยกับทางทีมสไตลิ่งลุคต่างๆ ให้แนทรวมกว่า 40 ลุค

“ในส่วนของเสื้อผ้า เราคิดกันตั้งแต่ชุดแรกที่แนทเดินทางออกจากต่างประเทศไปเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ก็เลือกชุดที่เหมาะกับกิจกรรมหลักๆ ของแนท เสื้อผ้าแนทใส่กระเป๋าไปประมาณ 5 ใบ เราทำเป็นลุคบุ๊กให้แนทไปเลยว่า มิกซ์แอนด์แมตช์ชิ้นไหนกับชิ้นไหน เพราะเราไม่ต้องการให้แนทแต่งตัวเป็นแบรนด์ไหนแบบโททัลลุค อยากให้แต่งออกมาแล้วดูดี สามารถใส่ไปเดินตามท้องถนนได้จริงๆ นอกจากนี้เราจะทำเป็นโพยแยกว่า เสื้อผ้าชิ้นไหนอยู่กระเป๋าไหน แนทจะได้หาได้ถูก ไม่ต้องรื้อออกมาทุกกระเป๋า เพราะเรื่องชุดเราคิดว่าน่าจะเก็บเป็นความลับ ไม่อยากให้เพื่อนนางงามรู้ก่อนว่าเราจะใส่ชุดไหน”

 

ด้านเรื่องหน้าผม ทางกองประกวดมีช่างประจำอยู่แล้ว แต่โดยพื้นฐานนางงามก็ต้องแต่งหน้าทำผมเองได้ ซึ่งแนทก็ฝึกแต่งหน้าทำผมไปอยู่แล้ว ส่วนใหญ่แนทก็จะแต่งเอง เพราะบางครั้งช่างอาจจะไม่ชินกับโครงหน้าแบบสาวไทย อาจจะแต่งออกมาไม่ถูกใจ อีกเรื่องสำคัญที่ทางทีมงานจากเมืองไทยเทรนไปก็คือ การสร้างตัวตนให้มิสไทยแลนด์

“เราไม่ได้แพลนนะว่าไปถึงต้องไปพรีเซนต์ยังไง ต้องพาตัวเองไปอยู่ในกล้องตลอดเวลา แค่ให้แนทเอาความสดใส มั่นใจออกมา พอบวกกับบุคลิกภาพที่ดี การแต่งตัวที่ดูดี สวยทุกวันจนทำให้สื่อต่างประเทศจับตามอง สนใจเรา ก็ถือเป็นการสร้างตัวตนของเรา ซึ่งนี่ถือเป็นสิ่งสำคัญ” เอ กล่าวทิ้งท้าย

ทัศนคติที่ดี-เป้าหมายที่ชัดเจน

แม้ความมั่นใจจะสร้างได้ด้วยตัวเอง แต่เชื่อเถอะว่า การมีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำย่อมต้องดีกว่า ซึ่ง ตรีมินทร์ เกษมวิรัติพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยานางงาม (Mentality Coach) และอาจารย์พิเศษจากสถาบันส่งเสริมบุคลิกภาพ จอห์น โรเบิร์ต เพาเวอร์ส ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแนท อนิพรณ์

“ผมมีโอกาสได้เป็นโค้ชให้แนท เพราะผู้จัดการกองประกวดพาเธอมาปรับบุคลิกภาพที่สถาบัน ก่อนที่จะบินไปประกวดมิสยูนิเวิร์สที่ลาสเวกัส หน้าที่โดยตรงของโค้ชจิตวิทยานางงามก็คือ ดูแลในเรื่องทัศนคติ การมองโลก การใช้ชีวิต ช่วยให้ผู้ถูกแนะนำปลดล็อกตัวเอง สร้างมุมมองใหม่ๆ ให้มีความมั่นใจในการก้าวไปข้างหน้า โดยมีเป้าหมายชัดเจนมุ่งไปที่การได้เป็นมิสยูนิเวิร์ส”

ตรีมินทร์ บอกว่า เขามีเวลาในการแนะนำทั้งหมดแค่ 10 ชม. โดยแนทต้องซึมซับทุกอย่างที่กล่าวมาให้ครบถ้วน รวมทั้งเรียนรู้การใช้ชีวิตในกองประกวดระดับโลกครั้งนี้ด้วย

“เท่าที่สังเกต ผมรู้สึกว่าแนทเป็นผู้หญิงที่มีความชัดเจนในการไปสู่เป้าหมาย นั่นคือ มงกุฎมิสยูนิเวิร์ส คำแนะนำของผมก็คือ ให้เธอมองเน้นไปที่องค์ประกอบสำคัญที่เธอจะทำว่ามีบริบทอะไรบ้าง กองประกวดต้องการคนแบบไหน แม้จะมีบางอย่างที่เราไม่ชอบ แต่ก็จำเป็นต้องทำ พูดง่ายๆ ว่า ให้ปรับเปลี่ยนทัศนคติในการเป็นคนที่กองประกวดอยากได้ นั่นคือ บุคลิกดี มีมนุษยสัมพันธ์ รูปร่างเพอร์เฟกต์ มีความสามารถ และมีความเป็นเซเลบริตี้หรือบุคคลสาธารณะที่เข้าถึงง่าย”

ตรีมินทร์ เสริมว่า หลังจากแนะนำไปแนท ก็ต้องปรับตัวจากนางแบบที่มีความอินดี้ในตัวเองสูงไปสู่ลุคของนางงามค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ซึ่งเธอก็ทำได้ดีมากแบบ 100%

“การที่แนทไปเก็บตัว 20 วันที่ต่างประเทศ ผมรู้สึกว่าเธอทำเต็มที่ ไม่ได้นอยด์ ไม่ได้เศร้า แต่ร่าเริงและทำดีที่สุดแล้ว ยิ่งได้รางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมกลับมา คนไทยก็ยิ่งรักเธอมากขึ้น ซึ่งช่วงแรกคนก็ยังกังขาว่าเธอเป็นนางแบบมาก่อน จะสามารถทำได้ไหม ซึ่งผลออกมาก็พิสูจน์ว่าเธอทำได้ เรื่องทัศนคตินั้นสำคัญมาก ถ้าคุณคิดแค่ว่าอยากไปหาแค่ประสบการณ์ในกองประกวดเท่านั้น คุณก็จะไม่ได้อะไร แต่ถ้าคุณคิดว่าจะต้องได้รางวัลอะไรมาสักอย่าง เชื่อว่าคุณก็ต้องได้

โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกภูมิใจที่มีส่วนช่วยให้แนทไปสู่จุดสูงสุดที่เธอทำได้ แถมยังใช้ชีวิตอยู่ในกองประกวดได้อย่างมีความสุข แม้จะต้องแบกภาระที่คนทั้งประเทศคาดหวังไว้ แต่เธอก็มองข้ามภาระนั้นไป มีจิตใจที่เข้มแข็ง และสามารถก้าวผ่านความกดดันต่างๆ มาได้ด้วยดี”

จากชุดสุดเพี้ยน เปลี่ยนเป็นชุดชนะรางวัล

ส้มโอ-หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ผู้ออกแบบชุด “ตุ๊กตุ๊กไทยเลนด์” เปิดเผยว่า ตอนที่คนเห็นชุดนี้ครั้งแรกเขาก็ถูกวิจารณ์ซะยับเลย แต่เมื่อเขามีโอกาสได้เดินทางไปลาสเวกัสกับแนท เขากลับได้รับฟังคำพูดดีๆ ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญจากเธอว่า ให้เขาโฟกัสไปที่ผลงานที่ต้องการนำเสนอความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองไทยที่สามารถสร้างอัตลักษณ์ในการสื่อสารให้คนทั่วโลกเข้าใจได้เท่านั้นก็พอ

แล้วยังบอกอีกว่า ให้เขาก้าวข้ามการโจมตีหรือคำวิจารณ์ในเรื่องชุดไปให้ได้ ซึ่งเมื่อผลปรากฏว่าชุดตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ที่เขาออกแบบนี้คว้ารางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยมจากเวทีระดับโลกมาได้ ทุกอย่างที่เขาเคยกังวลใจก็หายไปหมดเลย หลงเหลือแต่ความภาคภูมิใจที่ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเท่านั้น

แฟนคลับกรี๊ดสนั่น!! สุวรรณภูมิแทบแตก

ทันทีที่ แนท อนิพรณ์ ก้าวเท้าลงจากเครื่องบิน เดินออกมาพบกับกองทัพสื่อมวลชนที่รออยู่ ณ ประตู 10 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2558 เสียงกรี๊ดสนั่นจากบรรดาแฟนคลับคนรักนางงามและแสงแฟลชจากกล้องทุกตัวก็วูบวาบจนตาลาย แต่แนทก็ยิ้มกว้างอย่างสดใสพร้อมทั้งให้สัมภาษณ์ว่า ไม่รู้สึกกดดันกับการประกวดในครั้งนี้เลย

“ก่อนเดินทางไปประกวด แนทซ้อมตั้งแต่การเดินบนเวทีและการแต่งหน้าหนักมาก โดยตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวแต่งหน้า ทำผม ดูเสื้อผ้าให้พร้อม และพยายามพรีเซนต์ออกมาให้ดีที่สุด เมื่อขึ้นเวทีประกวดก็ต้องตีโจทย์ในแต่ละวันให้แตกเพื่อจะได้แต่งตัวให้สวยงามและเหมาะสมกับสถานที่ที่ไป

 

การได้เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย เป็นสิ่งที่แนทคาดหวังไว้ ก็รู้สึกดีใจมากค่ะ แนทเชื่อว่าเมื่อทุกคนขึ้นเวทีประกวดก็ย่อมหวังมงกุฎอยู่แล้ว ส่วนรางวัลชุดประจำชาติที่ได้มาก็รู้สึกงงๆ เล็กน้อย เพราะในช่วงที่ประกาศผล แนท กำลังเตรียมตัวในชุดว่ายน้ำอยู่หลังเวที (ยิ้ม) พอได้รางวัลก็รู้สึกดีใจอีกแหละค่ะ

แนทต้องขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจและสนใจติดตามชมการประกวดในครั้งนี้อย่างมากมาย รวมทั้งขอบคุณแฟนคลับที่มารอต้อนรับในวันนี้ด้วย สำหรับงานในวงการบันเทิงนับจากนี้ก็คงแล้วแต่ผู้ใหญ่พิจารณาค่ะ แต่ระหว่างนี้แนทคงต้องกลับไปเรียนเหมือนเดิม ยังไงก็ติดตามเป็นกำลังใจให้แนทด้วยนะคะ”

 

Trick To The Top ทำธุรกิจแบบไหนไม่ให้เจ๊ง

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2558 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407270

Trick To The Top ทำธุรกิจแบบไหนไม่ให้เจ๊ง

โดย…เอกศาสตร์ สรรพช่าง ekasart_s@postintermedia.com

72% ของเด็กรุ่นใหม่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตัวเลขนี้ผมได้มาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ทำการสำรวจไว้เมื่อปี 2014 นี้เอง แต่อย่างที่ผมจั่วหัวไปละครับว่า ไม่ใช่ว่าคนหนุ่มทุกคนจะสามารถประคับประคองธุรกิจของตัวเองไปจนถึงฝั่งฝันได้

นักธุรกิจหน้าใหม่ก็ไม่แตกต่างจากนักเล่นหุ้นมือใหม่ ที่ 90% ของคนที่เริ่มต้น ต้องเจ๊งก่อนเสมอ เหมือนเด็กหัดเดินก็ต้องล้ม เหมือนคนหัดรักก็ต้องอกหัก คติสอนใจที่อาจพอทำให้เรื่องหนักเป็นเรื่องเบาลงไปได้บ้าง ก็คือ ถ้าจะเริ่มต้นทำอะไรก็ตามให้เริ่มด้วยความรัก หากว่ามันจะล้มเหลว เราก็ยังล้มลงบนสิ่งที่เรารักอยู่ดี ข้อนี้ผมได้มาจาก ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม เคยสอนผมไว้

เรื่องนี้เลยเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด ELLE MEN Top 40 X Gents in Conversation งานฟอรั่มที่เราเชิญ 6 นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นสิ่งที่เขาทำจากความรักแล้วกลายเป็นธุรกิจเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นักธุรกิจที่เราชวนมาคุย ได้แก่ ฟ้าใส พึ่งอุดม กับธุรกิจฟิตเนสเทรนเนอร์ พล หุยประเสริฐ นักออกแบบคอนเสิร์ต อาชว์ วงศ์จินดาเวศย์ ผู้ริเริ่ม Social Enterprise อย่าง Social Giver ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้ง Tarad.com อายุ จือปา เจ้าของแบรนด์กาแฟอาข่า อาม่าที่ดังไปไกลระดับโลก และอริยะ พนมยงค์ ผู้บริหารใหม่ๆ ซิงๆ จาก LINE ประเทศไทย เราไปนั่งฟังอยู่ด้วย และพบว่า ทั้งหมดมีเคล็ดลับความสำเร็จบางอย่างร่วมกันที่น่าสนใจ เลยอยากจะมาแชร์ให้ฟังว่า

เลือกเพื่อนคู่คิดที่ไปกันได้

เลือกสรรคนที่เห็นเป้าหมายเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบแต่เห็นโอกาสทางธุรกิจ ให้หาคนที่มีความอยากในสิ่งที่เราไม่มี เพราะมันคือคู่หยินหยาง และจะทำให้ธุรกิจไปได้ ที่สำคัญอย่ามีแค่สองควรมีสักสามเพื่อคานความสมดุล

ให้คิดการใหญ่

หมายถึงอย่าคิดแบบลูกจ้างที่กลัวความเสี่ยง แต่ต้องมองไกลคิดไกลอย่างซีอีโอ ต้องเป็นผู้นำและคิดล่วงหน้าตลอดเวลา อย่ารอโจทย์ที่คนอื่นโยนมาให้เราแก้ปัญหา แต่ต้องสร้างโจทย์เพื่อแก้ปัญหาองค์กร วิธีนี้เป็นการท้าทายตัวเองให้มีโจทย์ใหม่ๆ ตลอดเวลา เมื่อโจทย์เปลี่ยน วิธีคิดเปลี่ยน ผลลัพธ์ก็จะค่อยๆ เปลี่ยน

อย่าใช้ความรู้สึกไปทั้งหมด

โดยเฉพาะเรื่องเงิน เพราะตัวเลขคือสิ่งที่นักธุรกิจทุกคนต้องเจอ แต่หากไม่คิดให้มากเรื่องเงินเรื่องทอง ไม่คำนวณตัวเลขก่อนล่วงหน้า ผลที่เราจะได้คือเจ๊ง Gut Feeling อาจใช้ได้กับความคิดสร้างสรรค์ แต่ใช้ไม่ได้กับระบบบัญชี พูดง่ายๆ คือ ต้องสำเร็จบนกระดาษก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริงด้วยซ้ำ

การตลาดคือทุกอย่าง

ยุคนี้เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้าน คุณก็ยังต้องคิดเรื่องการทำตลาดอยู่ดี เพราะไม่งั้นจะไม่มีใครรู้จัก คุณต้องโปรโมทตัวเองให้ลูกค้าเห็น หนึ่งในวิธีสร้างแบรนด์และไม่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อมากเกินไป คือ การสอนหรือให้ข้อมูลสินค้าและบริการของคุณอย่างจริงใจจะทำให้คนสนใจ และยิ่งลูกค้ารู้มากและรู้สึกเชื่อถือในความเชี่ยวชาญของคุณมากเท่าไหร่ นั่นจะเป็นผลดีกับสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่

สร้างทีม

เรียนรู้วิธีการบริหารคน ต้องเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนคนไทยให้กลายเป็นคนญี่ปุ่นหรืออเมริกัน แต่ให้คงความเป็นไทยไว้แล้วหาวิธีการทำงานที่เหมาะสมกับพวกเขา ให้พวกเขา “ชนะแบบไทย” อีกอย่างในฐานะที่คุณเป็นหัวหน้าทีม หน้าที่คือทำให้ลูกทีมเก่งกว่าคุณ และพวกเขาต้องปฏิบัติงานได้โดยไม่มีคุณ ที่สำคัญเมื่อมีปัญหาให้โฟกัสไปที่ “สาเหตุ” ของปัญหา ไม่ใช่ “ตัวบุคคล” อย่าโฟกัสไปที่การหาคนผิด แต่ให้ช่วยกันแก้ปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่เคยมีสูตรสำเร็จในการใช้ชีวิตฉันใด ก็ไม่มีสูตรสำเร็จในการทำธุรกิจฉันนั้น สิ่งสำคัญเราต้องย้อนกลับไปดูตอนเริ่มต้น…

คุณรักสิ่งที่ทำรึเปล่า

 

เพียงแค่ยิ้ม โลกนี้ก็สุขขึ้นเป็นกอง

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2558 เวลา 10:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407052

เพียงแค่ยิ้ม โลกนี้ก็สุขขึ้นเป็นกอง

โดย…ยู่ยู้

ความสุขในชีวิตคนเราสร้างได้ง่ายกว่าที่คิดแถมไม่ต้องลงทุน ไม่เชื่อแค่ลอง “ยิ้ม” คุณก็จะพบว่าความสุขอยู่ใกล้แค่เอื้อม ที่สำคัญความสุขนี้ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นยิ้มที่มาจากใจเท่านั้น ต่อให้คุณฝืนยิ้มให้กับวันที่แย่ของตัวเอง มันก็มีอานุภาพช่วยลดระดับความเครียดลงได้

ความลับนี้ได้รับการไขปริศนาโดยสองนักจิตวิทยานามว่า ทารา คราฟต์ และ ซาร่า เพลสแมน ซึ่งพวกเขาได้ทำการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 169 คน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม โดยครึ่งแรกถูกขอให้ใช้ตะเกียบเพื่อบังคับให้ตัวเองแสดงใบหน้า 3 แบบ คือ หน้าเฉยๆ, ยิ้มน้อยๆ และยิ้มกว้าง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือ กลุ่มหนึ่งถูกขอให้แสดงสีหน้าเรียบเฉย อีกกลุ่มให้แสดงใบหน้ายิ้ม จากนั้นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดถูกร้องขอให้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ในระหว่างนี้นักวิจัยจะมอนิเตอร์ระดับการเต้นของหัวใจและระดับความเครียดที่เกิดขึ้น

ผลการทดสอบปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่ถูกกำหนดให้ยิ้มมีอัตราการเต้นของหัวใจและระดับความเครียดค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับกลุ่มที่ถูกขอให้ยิ้ม (จนแก้มแทบปริ) พบว่ามีระดับความเครียดน้อยลงอย่างมีนัย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้แสดงใบหน้ายิ้มเลย ขณะกลุ่มที่ถูกบังคับให้ใช้ตะเกียบเป็นตัวช่วยในการยิ้ม ก็ยังพบว่า หลังจากการทดลองพวกเขามีระดับความสุขมากขึ้น

“ครั้งหน้าถ้าคุณต้องติดแหง็กอยู่บนท้องถนนเพราะสภาพการจราจรที่ไม่เป็นใจ แทนที่จะนั่งเครียด คุณน่าจะลองปั้นใบหน้ายิ้ม เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลดีในแง่จิตวิทยาที่จะช่วยคุณลดความเครียดลง แต่ยังดีต่อสุขภาพ เพราะอย่างน้อยความเครียดที่ลดก็ช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้นไปด้วย” ซาร่า หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว พร้อมเสริมว่า การยิ้มยังช่วยให้คุณดูเป็นคนน่าคบและดูเป็นมิตร ทำให้คนรอบข้างที่อยู่ด้วยรู้สึกดีตามไปด้วย

 

รสชาติความสุข…รสชาติแห่ง ความสำเร็จ

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2558 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407039

รสชาติความสุข...รสชาติแห่ง ความสำเร็จ

โดย…ปุณยวีร์ จันทรขจร เทรดเดอร์อิสระ Coach หลักในรายการการเเข่งขันเทรดหุ้น SuperTrader Thailand เรียบเรียง วันพรรษา

ชีวิตที่วนเวียนกับเรื่องหุ้นมีความสุขตรงไหน? นี่คือหนึ่งในคำถามที่ผมเชื่อว่า คนที่ประกอบอาชีพนักลงทุน หรือ “คนเล่นหุ้น” มักโดนถามเสมอ เพราะดูแล้วน่าจะเป็นงานที่เต็มไปด้วยความกดดัน เผชิญความไม่แน่นอนตลอดเวลา และยิ่งเป็นการดีลกับเรื่องเงินจำนวนมากด้วยแล้ว ยิ่งน่าจะทำให้ความเครียดเป็นสองเท่าด้วยรึเปล่า

ในขณะที่อีกมุม อาจจะมองอาชีพนี้เป็นอาชีพที่สบาย คอมพ์หนึ่งตัว …กาเเฟหนึ่งเเก้ว …เน็ตเเรงๆ …เเค่นี้ก็หาเงินได้เเล้ว

สรุปแล้วมันเป็นยังไงกันแน่

วันนี้ผมเลยอยากเล่ามุมหนึ่งของอาชีพ Freedom Trader หรือเทรดเดอร์อิสระ ที่เลี้ยงชีพด้วยการซื้อขายหุ้น ที่วัยรุ่นหลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะเป็น

ตรงนี้คงต้องอธิบายก่อนว่า เราสามารถแบ่งแนวการลงทุนได้เป็นสองแบบ คือ คนที่เน้นลงทุนระยะยาว ด้วยการดูพื้นฐานบริษัท แกะงบการเงิน ศึกษารูปแบบธุรกิจ ถ้าเจอบริษัทที่น่าสนใจก็ใส่เงินลงทุนลงไป แล้วถือยาวๆ เสมือนหนึ่งเป็น “ผู้ลงทุนร่วม” ที่เติบโตไปกับบริษัท

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง ผมขอใช้คำว่า เทรดเดอร์ หรือนักเก็งกำไร ที่มักเอากราฟราคามาช่วยประกอบการตัดสินใจในการซื้อขายบ่อยครั้ง เพื่อสร้างกระแสเงินสดรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน

สำหรับผมแล้ว ความสุขในการเดินบนเส้นทางนี้ มีอย่างน้อยสามอย่าง โดยความสุขของก้าวแรกที่ได้เข้ามาในตลาดนี้ คือ การได้เห็นการ “พัฒนาตัวเอง” อย่างมหาศาล อาชีพอื่นจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ถ้าคุณรักที่จะเป็นเทรดเดอร์จริงๆ สิ่งที่เราต้องศึกษา คือ ไล่มาตั้งแต่การศึกษาโครงสร้างธุรกิจเกือบจะทุกชนิดที่อยู่ในตลาดหุ้น เช่น กลุ่มพลังงาน กลุ่มสื่อสาร กลุ่มธนาคาร กล่มขนส่ง กลุ่มค้าปลีก และอีกหลายธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จนไปถึงการศึกษาเรื่องนโยบายการเงิน การคลังระดับประเทศ

สิ่งเหล่านี้มันให้เรามีมุมมองที่ “กว้าง” ขึ้นมาก จนเกิดเป็นคอนเทนต์ในตัวเอง ซึ่งถ้าเราไปให้ “สุด” จะสามารถนำไปต่อยอดได้อีกมากมาย ยกตัวอย่างผมเองที่ได้รับเชิญเป็นวิทยาการสอนด้านการวางแผนการเงินการลงทุนในสถาบันชั้นนำต่างๆ การได้ออกหนังสือเป็นของตัวเอง การสร้างโปรไฟล์ตัวเองให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ซึ่งผมว่ารสชาติของความสำเร็จที่เราเห็นตัวเองเก่งขึ้นในทุกๆ วัน พร้อมกับเพื่อนใหม่ในหลากหลายวงการ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเข้ามาในตลาดนี้แล้วรู้สึก “ติดใจ”

และเชื่อมั้ยครับว่า เทรดเดอร์บางคนในตลาดหุ้น เสพข่าวการเมืองเศรษฐกิจและตลาดหุ้นรอบโลก แทน Series ต่างประเทศไปแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า Series เรื่องนี้ ฉายตลอด 24 ชั่วโมง ดูได้ฟรีไม่มีวันจบ แถมทำเงินได้จริงอีกต่างหาก

จนเป็นความสุขอย่างที่สอง มันคือการตอบโจทย์เรื่องเงิน การทำงานประจำไม่สามารถทำให้เงินเก็บเราเปลี่ยนหลักได้ในสิบปี แต่หุ้นเป็นหนึ่งใน Asset Class ที่ทำให้เงินในกระเป๋าเราโตได้เร็วกว่านั้น และผมกล้าพูดว่า หุ้นเป็นหนึ่งในหนทางนั้น ที่จะทำให้คนคนหนึ่งสามารถเจอกับอิสรภาพทางการเงินได้อย่างแท้จริง

อีกทั้งการที่เทรดเดอร์ต้องดีลกับเงินทุกวัน ต่อสู้กับความโลภ ความกลัวของตัวเองอยู่ทุกขณะ มันทำให้เรา “เข้าใจ” ถึงพลังของเงินได้มากกว่าใคร แล้วเข้าใจว่า กลไกของเงินแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร และต้องดีลกับ “อำนาจ” ของเงินนั้นอย่างไรด้วย

เพราะสุดท้ายแล้วในการใช้ขีวิต มันไม่ได้แข่งกันว่าใครมีเงินมากกว่ากัน แต่แข่งกันที่ว่า ใครมีเวลาในการใช้ชีวิตมากกว่ากันต่างหาก

โจทย์ใหม่ จึงไม่ใช่เเค่ตัวเงิน เเต่เป็นการสร้างเวลาในการใช้ชีวิต หาความสุขใส่ตัวมากขึ้น ด้วย “เครื่องมือ” ที่เรียกว่าตลาดทุน สุดท้าย เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถปลดล็อกเรื่องการเงินของตัวเองได้อย่าง “แท้จริง” จะก่อให้เกิดเป็นความสุขในข้อที่สาม ที่เรียกว่า “การให้” ได้แบบเต็มกำลัง

เพราะเมื่อเราได้เริ่มที่จะ “ให้” เรากำลังตอกย้ำความรู้สึก “มี” ของเรา

และนี่คือความสุขที่ยิ่งใหญ่ ของเทรดเดอร์ตัวเล็กๆ แบบผม

 

ทอนซิลอักเสบ เกือบคร่าชีวิตหนุ่มน้อย

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2558 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407036

ทอนซิลอักเสบ เกือบคร่าชีวิตหนุ่มน้อย

โดย…อณุสรา  ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

จุไรกาญจน์ ตระกูลเวช บริษัทที่ปรึกษาด้านการทำประชาสัมพันธ์ การสร้างแบรนด์ และจัดอีเวนต์ บริษัท มีเดีย พลัส ในฐานะนักธุรกิจกับอีกบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือการเป็นคุณแม่ของหนุ่มน้อยวัยละอ่อน นิโคลัส ชาคริต ไวท์ หนุ่มละอ่อนวัย 15 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.4 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล

เหตุเกิดเพราะนิโคลัสปิดเทอมเล็กเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เขากับเพื่อน 2 คน ขอเดินทางไปตามลำพังเพื่อไปเยี่ยมเพื่อนที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเดินทางคนเดียวครั้งแรกที่ไม่ได้ไปกับครอบครัว แล้วเกิดไปป่วยรุนแรงอยู่ที่ญี่ปุ่นหลังจากเดินทางไปแค่ 2 วันเท่านั้น ปกตินิโคลัสเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้งกับครอบครัว แต่ด้วยความที่อยากจะลองเดินทางด้วยตัวเองตามลำพังกับเพื่อน 2 คนดูบ้าง

งานนี้คุณแม่จัดการเตรียมความพร้อมไว้ให้ทุกอย่างจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมไว้ให้ โดยหนุ่มน้อยตั้งใจจะไปทั้งหมด 7 วัน

 

“แม่ก็ไม่อยากให้ไปเลย เพราะคิดว่าเขายังเด็กเกินไป แต่คุณตาบอกว่าเด็กผู้ชายแล้วลูกครึ่งเขาก็จะมีความคิดที่ออกแนวชอบแอดเวนเจอร์ไม่อยากมาเกาะติดอยู่กับครอบครัวตลอดเวลา พ่อเขาก็เคยบ่นว่าเลี้ยงลูกอย่าให้ประคบประหงมมากเกินไป คนไทยเลี้ยงลูกไม่ปล่อย ติดแม่เกินไป เราก็ลองดูแล้วกัน ใจไม่อยากให้ไปเองเลย” จุไรกาญจน์ กล่าวอย่างเป็นกังวล

แต่ในเมื่อลูกยืนยันหนักแน่นว่า เขาอยากไปและรับผิดชอบตัวเองได้ แล้วคิดว่าประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่ปลอดภัยไม่มีอันตรายอะไร อีกทั้งเขายังมีเพื่อนไปเรียนอยู่ที่นั่นด้วยแม่จึงจำนนด้วยเหตุผล จึงเตรียมการล่วงหน้ากันมาเดือนกว่า

แต่ปรากฏว่า 1 วันก่อนเดินทางเขาเหมือนไม่ค่อยสบาย ซึ่งปกติเขาก็เป็นภูมิแพ้อยู่บ่อยๆ อย่างแพ้อากาศ แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรซีเรียส แม่ก็เตรียมพวกยาต่างๆ ให้เขาเตรียมไปด้วย

พอเขาเดินทางไปถึงญี่ปุ่นตอนบ่ายๆ อากาศมันคงเปลี่ยนปุ๊บปั๊บ จากประเทศไทยร้อนๆพอไปถึงญี่ปุ่นมันหนาวทันที แล้วอากาศในเครื่องบินก็มีความชื้นสูง

 

พอลงจากเครื่องเธอก็ให้ลูกชายคอยไลน์มาบอกว่าถึงไหน ทำอะไรอยู่บ้าง ลูกชายก็ไลน์บอกว่าถึงแล้ว เอาของไปเก็บที่โรงแรมแล้วก็เดินลุยเลย ไม่ยอมนั่งรถไฟใต้ดินด้วย เดินฝ่าอากาศหนาวกับเพื่อนตั้งแต่บ่ายจนค่ำ

“ตอนนั้นเขาบ่นเจ็บคอ แล้วลูกชายนี่ไม่ค่อยชอบดื่มน้ำ กินน้ำน้อย อากาศบนเครื่องบินแห้งอีก แล้วมีประวัติภูมิแพ้ ก็เลยเจ็บคอง่าย ก็เตือนกันไปแล้วว่าพยายามดื่มน้ำเยอะๆ นะลูก ตอนแรกก็ไม่มีอะไร พอกลางคืนเขาเข้าโรงแรมก็ไลน์มาบอกว่าเหมือนจะมีไข้อ่อนๆ แม่ก็บอกงั้นให้รีบนอนแต่หัวค่ำ แต่ถ้าตัวร้อนมากอาการไม่ดีให้ไลน์มาบอกแม่ พอวันรุ่งขึ้นเขาก็มีไข้สูง ให้เขาหาปรอทมาวัดไข้ ปรากฏว่าไข้ขึ้นสูงถึง 39-40 องศา แม่ก็หาข้อมูลโรงพยาบาลว่าที่ไหนใกล้โรงแรมที่ลูกพักอยู่ที่สุดและเป็นโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่เก่งทางด้านโรคเขตร้อนและมีบุคลากรที่พอพูดภาษาอังกฤษได้”

จุไรกาญจน์ ได้ชื่อโรงพยาบาลมาก็ไลน์บอกลูกให้นั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลนี้ทันที ก็คิดว่าคงไปหาหมอแล้วคงไม่มีอะไร ก็บอกลูกและเพื่อนที่เขาไปด้วยว่ามีอะไรให้โทรหาแม่ทันที โชคดีที่เธอทำประกันการเดินทางไปให้ลูกด้วย จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก

วันที่สองที่ลูกชายไปแล้วเริ่มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล ตอนแรกก็ยังไม่กังวลมาก ก็คิดว่ามีไข้เจ็บคอ อาการคล้ายหวัดไม่น่ามีอะไรรุนแรง โดยเธอก็เอาโทรศัพท์ติดตัวไว้ตลอดเวลา พร้อมเวลาที่ลูกติดต่อเข้ามา ปรากฏว่าลูกก็เงียบหายไปเกือบ 2 วัน แม่ก็เริ่มกังวลแล้ว

 

ในที่สุดหลังจากลูกนอนโรงพยาบาลอยู่ 2 คืน ทางสถานทูตไทยก็โทรมาบอกว่าคุณแม่ต้องไป เพราะโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นไม่สามารถทำการรักษาอะไรได้เนื่องจากผู้ป่วยอายุเพียง 15 ปี ต้องให้ผู้ปกครองมาเซ็นรับรองหรือเซ็นอนุญาตก่อน และลูกมีอาการไข้ขึ้นสูงติดเชื้อ

เธอ เล่าว่า พอสถานทูตโทรมาแจ้งให้แม่ต้องไป นี่ใจหายวูบคิดว่าไม่ธรรมดาแล้ว เป็นเคสซีเรียสแน่นอน เลยหาตั๋วไปทันที แล้วโทรหาหมอประจำที่รักษาลูกมาตั้งแต่เด็กเล่าให้เขาฟัง หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ขอโทรปรึกษาเพื่อขอความเห็นที่สอง

เธอรีบเดินทางไปทันที โดยให้คุณตาคุณยายคอยประสานงานกับคุณหมอทางนี้ เมื่อเธอไปถึงก็เอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมแล้วไปหาลูกชาย

“พอไปถึงห้องที่ลูกชายพักนี่แม่ผงะเลย เป็นห้องคนไข้แบบอนาถา เปิดประตูห้องไปนี่เหม็นคาวน้ำเหลือง เหม็นหนองอักเสบคลุ้งไปหมดเลย เพราะลูกทอนซิลอักเสบระบบที่คอจนมีอาการติดเชื้อ แล้วเป็นโรงพยาบาลรัฐ ไม่มีเจ้าของไข้ เขาก็ไม่ทำอะไรให้เลยนอกจากให้ยาลดไข้ คือไม่เช็ดตัว ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าคนไข้ให้ ลูกเข้าไปชุดไหนก็นอนชุดนั้นอยู่ 3 วัน ไม่ได้เช็ดตัว ไม่ได้แปรงฟัน ซึ่งโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่นถ้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าจะต้องจ่ายเพิ่มจะมีพยาบาลมาเช็ดตัวเฝ้าไข้ต้องจ้างเพิ่ม ไม่เหมือนกับโรงพยาบาลบ้านเรา พยาบาลเขาจะมาแค่เปลี่ยนสายน้ำเกลือเท่านั้น แม่นี่เห็นสภาพลูกแล้วผงะเลยน่าตกใจมาก” เธอกล่าวอย่างกังวล

 

หลังจากนั้นเธอก็จัดการเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า แปรงฟัน สระผมให้ลูก ขอย้ายไปห้องพิเศษ ลูกกินอะไรไม่ได้ เพราะเขาเจ็บคอมากจนกลืนน้ำลายหรือน้ำยังไม่ได้เลย

เธอจึงไปซื้อยาพ่นแก้เจ็บคอที่มีฤทธิ์ให้คอลิ้นชา แล้วป้อนน้ำซุปเต้าหู้ให้ลูก ป้อนไข่ตุ๋นให้ลูก จนลูกเริ่มมีอาการไข้ลด แต่ก็ยังนอนซึมตลอดเวลา มีเพ้อพูดอะไรแปลกๆ ออกมา

สิ่งที่แตกต่างคือโรงพยาบาลที่ญี่ปุ่น ถ้าเด็กต่ำกว่า 18 ปีไม่มีผู้ปกครองมาเขาจะไม่ทำอะไรให้เลย แค่รอดูอาการไปเรื่อยๆ ไม่รักษา แล้วเขาจะไม่รักษาโรคบนพื้นฐานของการคาดเดาว่าน่าจะเป็นทอนซิลอักเสบ น่าจะติดเชื้อติดแบคทีเรีย เขาจะขอเอกซเรย์แบบสแกน CT เลย ซึ่งเธอก็โทรปรึกษาหมอประจำตัวของลูก เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องถึงขั้น CT เลย แต่หมอที่ญี่ปุ่นไม่ยอม เขาบอกขอสแกนเฉพาะช่วงคอ ไม่งั้นก็ไม่รักษา เขาจะรักษาจากพื้นฐานข้อมูลที่ได้มาจริงที่อ้างอิงได้ไม่ประมาณการ ไม่คาดเดาเด็ดขาด แล้วก็ไม่ยอมให้ออกจากโรงพยาบาลด้วยจนกว่าจะไข้ลดในระดับปกติถึง 3 วันแล้ว นี่ลูกก็อยู่โรงพยาบาลมา 5 วัน โดยที่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจังเลย เธอเกรงว่าโรคจะลุกลามจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด

“ไงล่ะ แม่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในที่สุดแม่ก็ต้องยอมให้ ไม่งั้นหมอก็จะไม่ยอมรักษาอะไร ได้แต่ประคับประคองอาการ ถ้าทำแบบนั้นลูกจะต้องอยู่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 วีก โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แม่เองก็ห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจจะบานปลายมากเกินไป จึงยอมให้เขาเอาลูกเข้า CT ก็บ้านเขาเราก็ต้องยอมรับกติกาในการรักษาตามมาตรฐานของบ้านเขานี่นะ“ เธอเล่าอย่างเพลียในอารมณ์

 

ผลการ CT สแกนคอ ผลออกมาปรากฏว่าเจอตับบวม ต่อมน้ำเหลืองโตจากการติดเชื้อ สาเหตุมาจากเขาติดไวรัสและแบคทีเรีย พร้อมกันที่คอจนต่อมทอมซิลอักเสบ ซึ่งปกติมันจะไม่ติดพร้อมกันระหว่างไวรัสกับแบคทีเรีย มันจะเจอแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง

ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะลูกชายไม่ค่อยสบายเล็กน้อยก่อนการเดินทาง เขาเคยเป็นภูมิแพ้อากาศมาก่อนด้วย ประกอบกับมาจากประเทศไทยอากาศยังร้อนมาถึงญี่ปุ่นอาการเย็นฉับพลัน ร่างกายที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วเลยวีกง่าย พอเจ็บคอลูกชายไม่ค่อยดื่มน้ำแล้วมาเดินฝ่าลมหนาว มันก็เลยลุกลาม แล้วเด็กๆ มากันสองคนไม่รู้จักดูแลตัวเอง และเด็กผู้ชายด้วย คิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองไหว ลุยเที่ยวทันทีไม่อยากเสียเวลา

การเจ็บป่วยครั้งนี้ ถ้าเกิดขึ้นที่บ้านเรา มันก็จะไม่มีอะไรรุนแรง แนวทางการรักษาของแพทย์เราก็จะไม่ยุ่งยากวุ่นวายเท่านี้ แต่เพราะไปป่วยในต่างประเทศ ความยุ่งยากต่างๆ จึงตามมาเยอะ ทั้งการสื่อสารภาษา ธรรมเนียมในการรักษา วัฒนธรรมในการรักษาก็แตกต่างกันมากจริงๆ มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้โรคธรรมดากลายเป็นโรครุนแรงขึ้นมาได้

 

สรุปแล้ว ลูกอยู่โรงพยาบาลประมาณ 8-9 วัน หมดค่ารักษาไปประมาณ 2 ล้านเยนเศษๆ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณเกือบ 3 แสนบาท แล้วเรื่องสำคัญที่อยากจะพูด ก็คือแม้ว่าเราจะทำประกันการเดินทางแล้วก็ตาม

ถึงอย่างไร ก็ต้องมีเงินสำรองออกไปก่อน ประกันในต่างแดนไม่ใช่จะมีตัวแทนมาจัดการให้ทันที เขาก็อำนวยความสะดวกให้พอสมควร แต่ที่สุดเราก็ต้องทำเองเสียเป็นส่วนใหญ่

“แม่สำรองจ่ายไปก่อน ลูกป่วยตั้งแต่เดือน ต.ค. นี่เดือน ธ.ค.ก็ยังไม่ได้รับเงินเคลียร์จากประกันเลย เขาต้องตรวจสอบนั่นนี่ มีขบวนการใช้เวลาเยอะค่ะ ไม่ง่ายๆ หรอก แล้วก็ใช่ว่าจะจ่ายครบทั้งหมดนะ ต้องมีเงื่อนไขโน่นนี่นั่นอีกสารพัด ดีที่สุดคือเราต้องระมัดระวังตัวเองไว้ อย่าให้ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยนั่นล่ะดีที่สุด” เธอให้ข้อคิด

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ จุไรกาญจน์ ให้ข้อคิดว่า การเลี้ยงลูกนี่ต้องมีสายกลางปล่อยมากก็ไม่ดี อย่างกรณีของลูกชายของเธอ เขาเป็นลูกครึ่ง เขาจะมีความคิดแบบฝรั่งเยอะมาก พอแม่ห่วงห้ามปราม เขาจะคิดว่าอย่าขีดเส้นเขามาก เขาอยากมีอิสระ เขาจะมองว่าคุณแม่คุณตาคุณยายเลี้ยงเขาแบบสไตล์ไทยเกินไป ประคมประหงมเขาเกินไป

“พอครั้งนี้เราก็ได้ให้บทเรียนแก่ลูกว่า ลูกคิดว่าลูกเป็นผู้ใหญ่ ลูกคิดว่าดูแลตัวเองได้ คิดว่าเป็นผู้ใหญ่พอรับผิดชอบตัวเองได้ นั่นคือสิ่งที่ลูกคิด แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ยังไม่ถึงเวลา แถมยังมีปัจจัยที่อยู่เหนือการคาดเดา เหนือการควบคุมต่างๆ อีกมากมาย ดังนั้นฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ที่มองลูกด้วย ลูกต้องให้เหตุการณ์นี้สอนบทเรียนแก่ลูก อย่าให้อะไรผ่านไปโดยลูกไม่ได้บทเรียนอะไรเลย เขาก็รับฟังมากขึ้น บางครั้งคือต้องให้ปัญหาเกิดขึ้นมาก่อน เหมือนแม่สอนว่าไฟมันร้อนนะ ลูกอย่าไปเล่น เขาจะไม่เชื่อ งั้นลองให้ไฟรนมือดูบ้าง พอเขารู้ว่ามันร้อน มันเจ็บจริง เขาถึงจะระวังตัว เขาถึงจะกลัว เหตุการณ์นี้ก็เช่นกัน เขาสงบลงไปเยอะ บางทีต้องแลกเพื่อจะได้สอนเขาแบบโดนใจ” คุณแม่เล่าถึงบทเรียนอันมีค่าให้ฟัง

เธอยังเล่าถึงเหตุการณ์แปลกให้ฟังว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลูกชายดื้อมากแม่มีแต่เรื่องปวดหัว เลยมีคนไปเช่าเหรียญกุมารทองจากวัดดังแถวสมุทรสาครมาให้ ชื่อจุกกะจันทิมา เธอก็เอาไว้ที่บ้านแล้วก็วางไว้แถวหิ้งพระ ก็อธิษฐานว่าขอให้ลูกเลี้ยงง่าย อย่ามีตัวตนสูงอย่ามั่นใจมากนักเลย ก่อนหน้านี้ไม่มีเหตุการณ์อะไร ตอนลูกป่วยก็บอกว่าพี่จุกพี่จันทิมา (หัวเราะ) ตามไปดูแลน้องด้วยนะ

“ตอนลูกป่วยแล้วแม่ยังไปไม่ถึง เขาบอกมีเด็กมาวิ่งเล่นเสียงดังปลายเตียง พอบ่นหนาวก็มีเด็กมาห่มผ้าให้ มีคนมาชวนไปข้างนอก เด็ก 2 คนนั้นบอกไม่ให้ไป รอแม่ก่อนเดี๋ยวแม่มา เราก็ไม่แน่ใจว่าเขาไข้ขึ้นจนเพ้อหรือเปล่า แม่เองก็ฟันธงอะไรไม่ได้ แต่อะไรช่วยให้ลูกดีขึ้นปลอดภัยแม่ก็ยินดี ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ก็แล้วกันนะ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

บทเรียนจากประสบการณ์ครั้งนี้ คือ การเลี้ยงลูกแบบไทยๆ นี่ล่ะเหมาะสมที่สุด ถ้าแม่คิดว่าลูกยังไม่โตพอที่จะรับผิดชอบ ไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ก็อย่าปล่อยลูกออกไปไกลบ้านไกลเมือง แม้ลูกจะยืนกรานอย่างไรก็ตาม ให้แม่เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองว่าลูกเราได้แค่ไหนที่เขาจะรับผิดชอบได้ อาจจะขัดใจกันบ้างก็ต้องยอม

 

อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สามัญชนที่ไทยต้องการ

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2558 เวลา 09:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/407017

อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สามัญชนที่ไทยต้องการ

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ลูกจีน เสรีไทย ผู้ที่เคยมีชื่ออยู่บนธนบัตรไทยทุกฉบับ อธิการบดีธรรมศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของชีวประวัติของอาจารย์ป๋วยที่ไม่พูดถึงไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้อาจารย์ป๋วยอยู่ในความทรงจำของผู้คนมากมายได้ขนาดนี้ ไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติทั้งหมดที่ว่ามา

ด.ช.ป๋วย เกิดในครอบครัวชาวจีนย่านตลาดน้อย ครอบครัวไม่ร่ำรวย แม่ของ ด.ช.ป๋วย เหมือนลูกสาวในครอบครัวจีนทั่วไป ไม่ได้มีการศึกษา

แต่ก็พออ่านออกเขียนได้ ทำบัญชีได้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง และเธอก็อยากให้ลูกได้เรียนดีๆ

เตี่ยของ ด.ช.ป๋วย เสียตั้งแต่ ด.ช.ป๋วย อายุได้ 9 ขวบ แม่ต้องส่งเสียให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งมันไม่ง่ายเลย ถึงลุงจะคอยให้ความช่วยเหลือบ้าง แต่สภาพฐานะทางบ้านก็ไม่ดีนัก

แม่เด็ดเดี่ยวและกัดฟันส่งลูกเรียนจนจบมัธยม ในความยากลำบาก แม่ของ ด.ช.ป๋วย สอนให้ซื่อสัตย์และโอบอ้อมอารี

ด.ช.ป๋วย ขยันและเรียนได้ดีมาก พอจบ ม.8 ก็เป็นครูที่อัสสัมชัญ เงินเดือน 40 บาท ให้คุณแม่ 30 และขณะที่เป็นครู ก็เรียนที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองไปด้วย โดยใช้เวลากลางคืนและเช้ามืดอ่านตำรา

เมื่อสอบชิงทุนรัฐบาลไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์และการคลังที่มหาวิทยาลัยลอนดอน จึงต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปลอนดอน ไม่นานนักแม่ก็มาจากไป

เป็นนักเรียนดีเด่น ด้วยผลการเรียนอันดับหนึ่ง แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 มาถึง อาจารย์ป๋วยจำคำแม่ที่สอนว่า เกิดเมืองไทย อยู่เมืองไทย ต้องเป็นไทย ต้องจงรักภักดีต่อไทย

“เมื่อครั้งสงครามญี่ปุ่น ผมและเพื่อนๆ ลูกจีนอย่างผมอีกหลายคน ไม่เคยลังเลใจเลยที่จะสละชีพเพื่อชาติไทย”

อาจารย์ป๋วยกับคนไทยในอังกฤษจำนวนหนึ่งร่วมก่อตั้งคณะเสรีไทย ทำงานในหลายบทบาท โดยร่วมมือกับกองทัพอังกฤษ

“ผมไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าจะต้องจับปืนต่อสู้ เดี๋ยวนี้ผมเป็นทหาร ผมจะอยู่ในโลกนี้ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและการกดขี่ได้อย่างไร ผมจะทำงานต่อไปได้อย่างไรในขณะที่พี่น้อง ญาติสนิท เพื่อน อยู่ในอันตราย ผมต้องยื่นมือที่อ่อนล้าไปช่วยเหลือ เผื่อว่ามันอาจจะช่วยยุติความเลวร้ายทั้งปวง ผมยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง แต่ผมจะทำให้ดีที่สุด”

อาจารย์ป๋วยต้องฝึกรบแบบกองโจร ฝึกการต่อสู้ด้วยอาวุธและมือเปล่า จารกรรม ฝึกทุกอย่างเพื่อเข้ารบในสถานการณ์จริง

เมื่ออาจารย์ป๋วยยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือดำน้ำที่ลอยลำอยู่นอกฝั่งไทย

“ข้าพเจ้าจำได้ว่า แผ่นดินอันเป็นที่รักของเราสวยงามมาก หาดทรายขาว และมีกระท่อมคนหาปลาอยู่ มีต้นไม้เป็นอันมาก ข้าพเจ้าไม่เคยไปเลย แต่รู้สึกว่าที่นั่นเป็นแผ่นดินที่รักของเรา และมีคนร่วมชาติที่รักของเราอาศัยอยู่”

จากภารกิจโดดร่มเข้าไทย อาจารย์ป๋วยถูกจับ ถูกซ้อมและเกือบถูกยิง มีเสรีไทยบางส่วนถูกยิงตายในภารกิจนี้ แต่โชคดีด้วยความช่วยเหลือจากชาวบ้านและเพื่อนที่อยู่ในไทย อาจารย์ป๋วยรอดและสามารถติดต่อเสรีไทยในไทยได้

หน้าที่หนึ่งของอาจารย์ป๋วยในไทยคือ ติดต่อให้กองทัพอากาศอังกฤษละเว้นไม่ให้บินมาทิ้งระเบิดพระบรมมหาราชวัง และวังต่างๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์

สงครามโลกยุติ อาจารย์ป๋วยคืนยศทหารแก่กองทัพบกอังกฤษ และไม่ขอรับยศที่รัฐบาลไทยจะมอบให้ และเลือกกลับไปเรียนต่อที่ลอนดอน

อาจารย์ป๋วยกลับมาไทยในฐานะนักเรียนทุนให้เปล่าของรัฐบาลไทยที่มอบให้แก่เสรีไทย ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องกลับมารับราชการใช้ทุน

มีบริษัทห้างร้านต้องการตัวมากมาย แต่อาจารย์ป๋วยเลือกที่จะรับราชการ

“นอกจากจะเกิดเมืองไทย กินข้าวไทยแล้ว ยังได้รับทุนเล่าเรียนรัฐบาลไทย คือเงินของชาวนาเมืองไทย ไปเมืองนอก แล้วผูกพันใจว่าจะรับราชการไทยด้วย…”

อาจารย์ป๋วยคือหนึ่งในผู้ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยหลังสงครามโลกหลายต่อหลายเรื่องเข้าที่เข้าทาง ด้วยสติปัญญา ความซื่อสัตย์และกล้าหาญ

อาจารย์ป๋วยได้เป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยอายุเพียง 37 ปี ท่านมีส่วนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินต่างประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น

ความซื่อตรงในบทบาทข้าราชการของท่านไปผิดใจผู้มีอำนาจในบ้านเมืองยุครัฐบาลทหารหลายครั้งและหลายคน

อาจารย์ป๋วยยืนหยัดในหลักการด้วยความสุภาพ มีเหตุมีผล และบางครั้งก็มีอารมณ์ขัน แต่ยังคงตรงไปตรงมา เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่กล้ากระตุกหนวดเสือ วิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองในยุคนั้น

แม้จะไม่พ้นต้องโดนมรสุมทางการเมือง แต่เพราะอาจารย์ป๋วยมีความน่าเชื่อถือและความสามารถ จึงยังคงถูกวางตัวให้กลับมาทำงานในตำแหน่งสำคัญ

จุดยืนของอาจารย์ป๋วยคือ ขอทำงานเพื่อบ้านเมืองในฐานะข้าราชการเท่านั้น และปฏิเสธไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

12 ปี ที่อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเสมือนดินแดนที่อำนาจการเมืองก้าวก่ายไม่ได้

แล้วอาจารย์ป๋วยก็เลือกออกไปรับตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามคำชวนของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ซึ่งเป็นอธิการบดีอยู่

“ป๋วย ฉันแก่แล้ว สุขภาพไม่ค่อยดี ธรรมศาสตร์ของเรามีอะไรดีๆ และจะทำประโยชน์ต่อประเทศได้มาก ฉันขอให้อาจารย์ป๋วยมาช่วยดูแลธรรมศาสตร์ด้วย”

อาจารย์ป๋วยออกจากธนาคารแห่งประเทศไทย มาเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ อาจารย์ป๋วยเคยสงสัยว่า ในสภาวะสังคมเช่นนั้น การเริ่มสร้างคนคุณภาพใหม่ๆ น่าจะถูกต้องกว่าการเป็นนักการธนาคารที่ซื่อสัตย์ คอยป้องกันไม่ให้ใครโกง

ทั้งๆ ที่เมื่อมองจากมุมมองความสำเร็จของคนทั่วไป การมาทำงานด้านการศึกษาเป็นทั้งการลดเกียรติ อำนาจบารมี และรายได้

แต่สำหรับอาจารย์ป๋วยอาจไม่น่าแปลกใจ เพราะท่านใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะมาโดยตลอด อาจารย์ป๋วยกินอยู่อย่างง่ายๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อ และมีเมตตาผู้ร่วมงานเสมอ โดยเฉพาะผู้ร่วมงานชั้นผู้น้อย ท่านมักค่อยไต่ถาม ช่วยเหลือ

จากคณบดีสู่อธิการบดี อาจารย์ป๋วยนำมาซึ่งความเจริญงอกงามทางด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งการปรับปรุงหลักสูตร บุคลากร ตามมาด้วยโครงการบูรณะชนบท ซึ่งนำเอานักศึกษาและมหาวิทยาลัยเข้าไปเชื่อมโยงกับชนบท ซึ่งถูกละเลยจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจซึ่งกระจุกอำนาจอยู่แต่ศูนย์กลาง

“ผมเสียดายที่รู้สึกว่าได้บกพร่องไปในการพิจารณาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ คือดูแต่ความเจริญเติบโตของส่วนรวมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เฉลียวถึงความยุติธรรมในสังคม ข้อนี้จึงพยายามแก้ด้วยวิธีพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง”

น่าเสียดาย ในช่วงที่อาจารย์ป๋วยพยายามพัฒนาทั้งด้านการศึกษาและชนบท มรสุมครั้งใหญ่ก็มาถึง ทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ทำให้ช่วงนั้นเกิดเป็นสังคมตีตรา ฝ่ายขวาตีตราอาจารย์ป๋วยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จะตั้งตัวเป็นประธานาธิบดี ส่วนฝ่ายซ้ายตีตราว่าอาจารย์ป๋วยเป็นเผด็จการ ขัดขวางกระบวนการนักศึกษา ส่วนคนที่รู้จักและเข้าใจอาจารย์ป๋วยเป็นอย่างดีก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

ผลที่เกิดขึ้นคือ ความสูญเสียของสังคมไทย เสียดายที่คนซื่อสัตย์ มีฝีมือ มีคุณงามความดี ต้องถูกกีดกันออกจากประเทศไทยด้วยพิษการเมือง

แต่กระนั้นก็ตาม คุณงามความดีที่อาจารย์ป๋วยเคยได้ทำให้แก่แผ่นดินและสังคม ไม่เคยหายไปไหน

ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของอาจารย์ป๋วย และเป็นปีที่ยูเนสโกประกาศให้อาจารย์ป๋วยเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลก

การนับขวบปีด้วยทรัพย์สมบัตินอกกายที่มากขึ้น อาจเป็นความสุขของใครหลายๆ คน ในขณะเดียวกันการนับขวบปีจากสิ่งที่มอบให้กับสังคมก็เป็นความสุขอีกด้านหนึ่งที่โลกต้องการเช่นกัน

ในโอกาสครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของอาจารย์ป๋วย จึงขอนำประวัติสั้นๆ ของอาจารย์ป๋วยกลับมาเล่าอีกครั้ง เพื่อให้ความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่อาจารย์ป๋วยมอบให้กับสังคมไทย ยังคงสืบเนื่องต่อไป

ขอคารวะแด่สามัญชน ที่มีความหาญกล้าทางจริยธรรม มีความสามารถ และปรารถนาดีต่อผู้อื่นและสังคม อันเป็นเยี่ยงอย่างให้กับสามัญชนทุกคนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

กฎ 5 ข้อของคน 2 วัย สุขได้ถ้าแผนดี

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2558 เวลา 11:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/406925

กฎ 5 ข้อของคน 2 วัย สุขได้ถ้าแผนดี

โดย…วารุณี อินวันนา

การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ แต่ละคนมีเป้าหมายต่างกัน ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อเยี่ยมพ่อแม่ เยี่ยมญาติ เยี่ยมเพื่อนท่องเที่ยว ทำธุระบางอย่าง การวางแผนการเดินทางอย่างระมัดระวัง ทำให้เราถึงที่หมายปลายทางอย่างปลอดภัย ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้นำความปลื้มปริ่มสุขใจให้กับตัวเองเช่นเดียวกับการเดินทางของชีวิตที่เริ่มต้นตั้งแต่คิดได้ ทำอะไรเองได้จนถึงวัยเกษียณการทำงาน ซึ่งคน 2 วัย จะมาถ่ายทอดให้ฟังในที่นี้ ล้วนวางแผนได้อย่างน่าสนใจและทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้

โชคดีที่ยังโสด

รัชนีวิภา ปุ้ยพันธวงศ์ หรือป่าน ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) วัย 43 ปี เป็นคนหนึ่งที่มองโลกใน
แง่บวกกับสถานะ “โสด”

กฎในการใช้ชีวิตของเธอ คือมีเวลาเต็มที่ในการทำงาน การใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่รัก กับเพื่อน การดูแลสุขภาพ การออม และงานเพื่อสังคม

กฎข้อแรก การทำงาน เธอทุ่มเต็มที่ ถ้าไม่เสร็จจะไม่กลับบ้าน และจะให้ความสำคัญกับคุณภาพงานที่จะออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลภาพลักษณ์ของ คปภ.และธุรกิจประกันภัย ว่าจะต้องอยู่ในมุมบวกในสายตาของประชาชน หากมีข่าวไม่ดีเกิดขึ้นกับธุรกิจจะรู้สึกเครียดมาก ต้องหาทางสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

กฎข้อที่สอง วันว่าง จะให้เวลากับครอบครัวเป็นอันดับแรก ซึ่งที่บ้านยังคงความเป็นครอบครัวใหญ่อยู่บ้านหลังเดียวกันรวม 8 คน มีหลานตัวน้อย 2 คน ที่คอยเป็นเพื่อนเล่นและเพื่อนแกล้ง ทำให้คลายเครียดและมีความสุข

“อย่างนัดเพื่อนไว้ ถ้าพ่อโทรมาแค่พูดว่าไม่มีอะไร แค่อยากจะบอกว่าวันนี้พ่อกินข้าวคนเดียว ก็จะต้องขอตัวจากเพื่อน แล้วบึ่งรถกลับบ้านทันที คือเป็นลูกสาวติดพ่อและก็พ่อติด” รัชนีวิภา กล่าว

กฎข้อที่สาม ใช้เวลากับเพื่อนๆ โดยเฉพาะการไปช็อปปิ้ง รองเท้า กระเป๋า เสื้อผ้า แต่แบรนด์ที่ช็อปต้องเป็นแบรนด์ที่ธุรกิจครอบครัวทำอยู่เท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์นำเข้ามีด้วยกัน 7 ยี่ห้อ และก็ยังได้พาเพื่อนๆ ไปอุดหนุนธุรกิจของครอบครัวด้วย ซึ่งเธอออกตัวว่าส่วนตัวแล้วไม่ได้เข้าไปช่วยทำธุรกิจ เพราะทำงานประจำเป็นหลักและยังร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับเพื่อนๆ อย่างสม่ำเสมอ

กฎข้อที่สี่ การบริหารเงินนั้นเต็มที่เช่นกัน โดยแบ่งเป็นส่วนของการออม 70% และใช้จ่าย 30% ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของคนโสด เพราะปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่ บ้านไม่ต้องเช่า ไม่ได้ซื้อรถ ไม่มีภาระต้องผ่อน หรือ จ่ายอะไรมาก

ในส่วนของการออมนั้น ใช้สิทธิตามที่กรมสรรพากรเปิดให้เต็มพิกัด ทั้งการซื้อประกันชีวิต กองทุนหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ กองทุนเพื่อการสำรองเลี้ยงชีพ หรืออาร์เอ็มเอฟ การบริจาค

กฎข้อที่ห้า การดูแลสุขภาพ เพราะการที่ยังไม่มีครอบครัว จึงต้องให้ความสำคัญมากๆ กับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงจะได้พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนของชีวิต ซึ่งวิธีเดินบนเครื่องลู่วิ่งทำให้ได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวด้วย สัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 4 กิโลเมตร และการว่ายน้ำ

“ขนาด คปภ.มีสวัสดิการด้านสุขภาพให้พนักงานที่ดีมาก ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐเบิกได้ 100% ถ้าเข้าโรงพยาบาลเอกชนเบิกได้ 50% ซึ่งป่านคิดว่ายังไม่พอ ก็ซื้อประกันสุขภาพเองด้วย เพื่อจะได้ดูแลสุขภาพเราได้เต็มที่” รัชนีวิภา กล่าว

รัชนีวิภา สรุปว่า ในชีวิตนี้คิดว่าสุขภาพสำคัญที่สุด จึงควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และยิ่งยังเป็นโสดยิ่งต้องวางแผนการเงินให้ดี เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าเลี้ยงดูตัวเองได้

 

70 ก็แจ๋วได้ ถ้าไขข้อยังดี

“บุษรา อึ๊งภากรณ์” จะเข้าสู่วัย 70 ปี ในวันที่ 22 ก.พ. 2559 นี้ และตัดสินใจเกษียณการทำงานประจำสิ้นปี 2558 ในตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคมประกันชีวิตไทย ซึ่งเรียงลำดับแล้วพบว่าเธอก็มีกฎในการใช้ชีวิตที่ไม่ต่างกัน เพียงแต่ลำดับความสำคัญเปลี่ยนไป

บุษรา กล่าวว่า พี่เป็นสาวใต้ที่ไม่กินสะตอและไม่กินพริกมาตลอดชีวิต ซึ่งใครๆ ก็มองว่าแปลก แต่เป็นความไม่ชอบส่วนตัวมาแต่ไหนแต่ไร

กฎข้อที่หนึ่ง หลังเกษียณจากที่นี่แล้ว สิ่งที่จะทำคือเที่ยวกับเพื่อนๆ กลุ่มสนิทเดือนละครั้ง ทั้งในและต่างประเทศ เพราะไม่รู้ว่าเราจะเดินได้ไปถึงอายุเท่าไหร่ ในวัยใกล้ 70 ปีนี้ นับว่าโชคดีที่สุดที่สุขภาพยังดี และจะต้องใช้เวลานี้หาประโยชน์จากสุขภาพให้มากที่สุด

กฎข้อที่สอง จะทำประโยชน์เพื่อสังคมในนามกรรมการ 3 สมาคมให้เต็มที่ จากเดิมที่ทำอยู่แล้ว แต่การทำงานประจำทำให้ไม่ได้ลงเต็มตัว ซึ่งงานนี้ยังเอื้อให้ชีวิตของคนวัย 70 ปี ไม่เงียบเหงาและไม่โดดเดี่ยว ยังคงมีประโยชน์ต่อส่วนรวม

บุษรา กล่าวติดตลกว่า นอกจากเที่ยวแล้วจะไปหัดเป็นแม่บ้าน เพราะที่ผ่านมาทำงานนอกบ้านตลอด งานแม่บ้านแย่มาก ทำกับข้าวเป็นอยู่อย่างเดียว คือ สตูไก่ แต่สามีบอกมาแล้วว่าไม่ต้องทำกับข้าวก็ได้ แค่รู้ว่าร้านไหนอร่อยก็พอ (พร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี)วันนี้บุษรายังดูสวยและสดใสกว่าวัย เพราะไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคข้อที่คนวัยเดียวกันส่วนใหญ่เผชิญกับความเจ็บปวดทรมาน ไม่มีปัญหาด้านน้ำตาลในเลือด หรือเบาหวาน สายตายังดี ความจำยังเยี่ยมเพราะการอ่านหนังสือ และด้วยวัยที่สูงขึ้นจึงตรวจสุขภาพทุกๆ 3 เดือน เผื่อเจ็บป่วยจะได้รักษาได้ทัน

“พี่ป่วยอยู่ 2 อย่างแต่ควบคุมได้ ไม่ได้มีปัญหาต่อการใช้ชีวิตและจิตใจ คือ ความดันสูง โรคนี้ได้มาจากกรรมพันธ์ุ เป็นมาตั้งแต่ 30 ต้นๆ แล้วก็กินยามาตลอด และคอเลสเตอรอลสูงประมาณ 220 ก็กินยาแค่ครึ่งเม็ดต่อวัน” บุษรา กล่าว

กฎข้อที่สาม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การที่สุขภาพยังคงแข็งแรงถึงวันนี้ เพราะเคยเป็นนักกีฬาวิ่งเร็วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทุกครั้งของการลงแข่งวิ่งไม่เคยพลาดเหรียญ เพราะมีเพียง 5 มหาวิทยาลัยที่แข่งขันกัน และเป็นนักบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัยด้วย (พร้อมปล่อยเสียงหัวเราะร่วนอย่างสนุก)หลังจากจบมหาวิทยาลัยก็แทบจะไม่ได้ออกกำลังกายเลย เริ่มมาออกกำลังกายอีกครั้งเมื่อวัยย่างเข้า 50 ปี ด้วยการเดินหลังเลิกงานที่สนามหน้าศาลากลางเมืองนนท์แทบทุกวัน วันละ 4 กิโลเมตร ก่อนจะกลับบ้าน และทำเช่นนี้ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ถึงได้เลิกไปเดิน แต่หลังน้ำลดแล้วก็หันมาเดินในหมู่บ้านให้ได้วันละ 1 หมื่นก้าว และตรวจสุขภาพเป็นประจำ หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ดูแลทัน

กฎข้อที่สี่ นกน้อยทำรังแต่พอตัว บุษรา กล่าวว่า ใครๆ ก็มองว่าเป็นคนรวยนะ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้รวยอย่างที่เขาเข้าใจ ไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เป็นเพราะชีวิตนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไร เราใช้จ่ายตามกำลังรายได้ ไม่ใช้เงินเกินตัว มีความพอเพียง อย่างสร้างบ้านก็สร้างตามรายได้ ทำรังแต่พอตัว เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ถึงค่อยๆ ต่อเติม และก็ซื้อที่เพิ่มให้กว้างขึ้น ทำให้ไม่เคยมีปัญหา

ทั้งนี้ บุษรา กล่าวว่า อาจเป็นเพราะการที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ทำให้มองการบริหารเงินอย่างเข้าใจ ส่วนเงินออมก็มีบ้าง แต่จะมองเรื่องความมั่นคงของเงินต้นเป็นอันดับแรกและมีผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินส่วนเรื่องการทำงานนั้น สำหรับคนวัยนี้เป็นเพียงอดีตไปแล้ว

บุษรา ย้อนอดีตว่า การทำงานอยู่ในวงการประกันภัย 48 ปี รับราชการ 38 ปี และมาเป็นผู้อำนวยการสมาคมประกันชีวิตไทยอีก 8 ปี ชีวิตราชการเริ่มตั้งแต่อยู่ในกองประกันภัย กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี 2511 เงินเดือนเริ่มต้น 1,300 บาท ในขณะนั้นมีบริษัทประกันชีวิตเพียง 12 แห่ง และรับตำแหน่งสูงสุด รองอธิบดีกรมการประกันภัย เป็นความภูมิใจมากกับงาน 2 แห่งนี้มากช่วงแรกที่เกษียณราชการ มีบริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต มาจีบให้ไปทำงานประจำ เหมาะเจาะกับทางสมาคมประกันชีวิตไทยติดต่อเข้ามา เลยเลือกทำงานกับสมาคม เพราะเป็นการทำเพื่อธุรกิจโดยรวม และเลือกรับเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทประกันภัย 1 บริษัท

“ไม่รับเป็นที่ปรึกษาบริษัทประกันชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าข้างบริษัทที่เราเป็นที่ปรึกษา เพราะธรรมชาติของคนใจต้องเอียง เพื่อรักษาผลประโยชน์บริษัทที่เรานั่งให้คำปรึกษาอยู่ จึงตัดปัญหาไม่รับเป็น
ที่ปรึกษาให้กับบริษัทประกันชีวิต จะได้ไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งหรือคอนฟลิคออฟอินเทอเรส” บุษรา กล่าว

ชีวิต 2 วัยของคน 2 คนในวันนี้ ล้วนวางแผนมาอย่างดี ทำให้มีภูมิคุ้มกันในทุกช่วงวัยนำความสุขมาให้ไม่ว่าจะเป็นวัยที่อยู่ในช่วงทำงานและวัยที่เกษียณการทำงานแล้ว มีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างเต็มอิ่ม

 

เส้นทางดนตรี ‘ฮั้ว-โต้’ NAP A LEAN ดูโอเพลงเน้นสนุก

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2558 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/406922

เส้นทางดนตรี ‘ฮั้ว-โต้’ NAP A LEAN ดูโอเพลงเน้นสนุก

โดย…สุภชาติ เล็บนาค ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ในวันที่วงดนตรีหน้าใหม่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และใครๆก็อยากก้าวเข้าสู่ถนนสาย “คนดนตรี” กันทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่วงร็อกอินดี้เล็กๆ จากต่างจังหวัดจะโดดเด่นออกมายืนแถวหน้า จนติดตลาด ออกเพลงกับค่ายเพลงชั้นนำจนประสบความสำเร็จ

ถ้าพูดถึงวงดนตรี “ดูโอ” ที่เน้นฝีมือมากกว่าหน้าตา NAP A LEAN วงดนตรีจากค่าย Spicy Disc (สไปร์ซซี่ ดิสก์) อาจเป็นหนึ่งในคำจำกัดความของความสำเร็จเหล่านี้ได้ดี

เพราะเส้นทางที่ โต้-ธนพล ทองสวัสดิ์ นักร้องนำ และ ฮั้ว-พิสิฐ สมบัติพินพง มือกีตาร์ เดินร่วมกันมา ได้ทำให้คนดนตรีธรรมดาสองคนจากเชียงใหม่ ได้เข้ามาอยู่ใต้ชายคาของค่ายดนตรีชั้นนำ มีมินิอัลบั้มเป็นของตัวเอง และได้ร่วมงานกับคนดนตรีในฝันของเขาหลายคน ภายใต้วงดนตรี NAP A LEAN

 

‘โต้’ เหมือนพระเจ้ามาโปรด

ฮั้ว : โต้เปรียบเสมือน “พระเจ้า” มาชี้ทางสว่างในเวลาที่ผมกำลังจะเป็นทาสของการ“หาเงินนรก” “ผมเป็นทาสเงินนรก กลางวันทำร้านกาแฟ เสร็จแล้วทำร้านอาหารญี่ปุ่นต่อถึงตี 1 เพื่อหาเงิน และหยุดเส้นทางดนตรีทั้งหมด แต่วันหนึ่งโต้ก็เข้ามากินข้าวพร้อมกับแสงออร่า แล้วบอกว่า ‘โยม โยมมาทำเพลงกับข้าพเจ้าสิ ทำไมนายไม่มาทำเพลงกับข้าพเจ้า’ เหมือนมาโปรดสัตว์ ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนเลยครับ” มือกีตาร์อารมณ์ดีเล่าให้ฟัง

ส่วนผสมของโต้ที่ทำให้เพลงของ NAP A LEAN ลงตัวคือปรัชญาการทำงานที่คล้ายๆ กัน คือไม่เคร่งเครียด ทำเพลงให้สนุกไว้ก่อน และทำในแบบที่ชอบจริงๆ ทำให้หลีกเลี่ยงความขัดแย้งกันได้

“คือถ้าจะเล่นกันแบบซีเรียส ต้องคอร์ดนี้เท่านั้น หรือเราไปบอกโต้ว่า แต่งอะไรมาวะ ไม่เห็นได้เรื่องเลย วงเราก็อาจจะดังกว่านี้ แต่สำคัญคือเราไม่ได้อยากดัง ที่เรามีวันนี้คือเราทำเอาม่วนอย่างเดียว คือเราได้ทำดนตรีแบบที่เรารักแล้วโต้ก็คิดตรงกัน NAP A LEAN ก็เลยดังอยู่กับที่แค่นี้ละครับ”

NAP A LEAN เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ เมื่อ 5 ปีก่อน หลังจากได้เจอกับโต้ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นฮาเทน่า บนถนนนิมมานเหมินท์ ซึ่งเวลานั้นผมยังทำงานตัวเป็นเกลียว เป็นพนักงานร้านอาหาร ขณะที่โต้เป็นนักร้องในสองร้านดังของเชียงใหม่ อย่างมังกี้คลับ และวอร์มอัพ

“ตอนนั้นผมเพิ่งออกจากวงเก่า เพื่อไปสายทำมาหากินเต็มที่ วันหนึ่งโต้ก็เข้ามากินข้าว คุยกันเรื่องเพลง ผมก็เลยเอาเพลงให้โต้ฟัง ปรากฏว่าเขาชอบ ก็ชวนกันทำวง โต้ก็กล่อมเราว่าทำวงไปด้วย ทำงานไปด้วยก็ได้นะ แล้วก็ปล่อยในเน็ต ก็คุยกันว่าจะทำแบบใจรักอย่างเดียว แต่ว่าพอปล่อยเพลงแล้วคนชอบ เราก็เลยโอเค งั้นมาทำเพลงกัน” ฮั้ว เล่าให้ฟัง

จนเกิดเป็นวง NAP A LEAN ชื่อวงเกิดจากการแปลงคำจากชื่อแรกอย่าง Sleeping Pill ที่โต้ตั้งให้ซอฟต์ลง ซึ่งก็ง่ายๆ คือใช้วิธีเปิดหา Synonym หรือคำเหมือนจากเว็บไซต์ แล้วค้นเจอคำว่า Nap ที่แปลว่า
นอน และเจอคำว่า Lean ที่แปลว่า เอน ส่วนตัว aตรงกลางนั้น มาจากไอเดียฮั้ว ที่อยากตั้งให้ผิดแกรมมาร์เข้าไว้ เพื่อให้แฟนเพลงสามารถค้นชื่อวงในกูเกิลให้หาเจอได้ง่ายๆ

“ตอนนั้นเป็นยุคที่นิมมานฯ (ถนนนิมมานเหมินท์) กำลังบูมมาก แล้วเผอิญว่าผมเองมีเพื่อนทำงานอยู่ร้านเหล้าทุกร้านก็เลยเอาทรัมป์ไดรฟ์ไปเสียบ ให้เพลงของเราอยู่ในเพลย์ลิสต์ทุกร้านด้วย กลายเป็นว่าในนิมมานฯ เปิดเพลงเราหมดเลย คนที่มาจากกรุงเทพฯ ก็ได้ยิน หลายคนพอไปเจออีกทีในยูทูบที่เราเอาลง ก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา สุดท้ายก็ไปติดชาร์ตอันดับ 9 ของคลื่นแฟต แล้วเราก็เริ่มได้เล่นสดกัน” ฮั้ว มือกีตาร์อารมณ์ดี เล่า

ฮั้วไม่เคยจินตนาการไว้ก่อนว่า ในอนาคต NAP A LEANจะเติบโตไปในทิศทางไหน แต่ ณ ปัจจุบันเมื่อได้เดินเส้นทางนี้แล้วก็พอใจ

“เพราะเราได้เจอคนที่เราอยากทำงานด้วย ทั้งนักดนตรีโปรดิวเซอร์ เทคนิเชียน หรือซาวด์เอนจิเนียร์ ที่เจ๋งๆ เต็มไปหมด หรือคอนเสิร์ตที่เราอยากเล่น เราก็ได้ไป ผมก็ถือว่านี่ล่ะคือสังคมที่เราอยากอยู่”

สำหรับธุรกิจจะอยู่อย่างไรก็เป็นเรื่องของธุรกิจ แต่อยากเล่นดนตรี อยากคุยกับว่าน ธนกฤต ซึ่งเป็นนักดนตรี เป็นนักแต่งเพลงที่ชอบ คุยกันได้ ชอบสังคมแบบนี้มากกว่า

 

‘ฮั้ว’ คือผู้นำทาง

โต้ : ฮั้วเป็นคนแกร่งคนหนึ่งและที่สำคัญคือสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้เร็ว หากให้เปรียบเทียบ คงเปรียบฮั้วเป็นเสมือนเนวิเกเตอร์ (ผู้นำทาง)ที่ทำให้จุดหมายปลายทางแม่นยำมากขึ้น

“เวลาที่เราไม่รู้ทาง หรือไม่แน่ใจทาง ฮั้วจะเป็นคนบอกทางว่าไปทางนี้ดีกว่า เราก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง ถึงเวลาก็ให้ฮั้วนำบ้าง ถึงเวลาเราก็นำบ้าง แต่ถ้ามีเนวิเกเตอร์ที่ทำหน้าที่ได้ดี เป้าหมายเราก็จะชัดขึ้น”

นักร้องนำ NAP A LEAN ได้ฝากถึงน้องๆ นักดนตรีหน้าใหม่ว่า หากคิดเอาดีด้านนี้แล้ว ขอให้เริ่มต้นด้วยความรักเพราะถ้าไม่รักจริง ก็จะอยู่กับดนตรีได้ไม่นาน ในที่สุดก็จะฉาบฉวย แต่ถ้าเลือกแล้วว่า รักทางนี้จริงๆ ก็มีช่องทางมากมายที่จะประสบความสำเร็จ เพราะวันนี้คนสามารถเลือกฟังเพลงได้เยอะ และหากเพลงดีจริง ก็มีอีกหลายคนที่รอฟังเพลงอยู่ เมื่อทำด้วยความรัก ในที่สุดเพลงก็จะติดหูคนฟังเอง

ตอนเริ่มทำวงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอยากมีผลงานให้เพื่อนๆ เชียงใหม่ได้ฟัง เพราะตอนนั้นเชียงใหม่มีวงของตัวเองเต็มไปหมด แล้วพอทำวงก็อยากปล่อยให้คนอื่นได้รู้ว่าวงของเราก็มีเพลงดีๆ นะ

เมื่อปล่อยเพลง “ได้ยินข่าว” ออกไป ทีมงานสไปร์ซซี่ ดิสก์ เข้ามาคุย ขอฟังเดโม่ ก็พอดีมีเพลงอยู่จำนวนหนึ่งที่ทำไว้แล้ว ส่งไปให้ค่ายพิจารณา ปรากฏว่าทางค่ายก็ชอบก็เลยให้ลงมาเล่น Melody of Life แล้วชวนอยู่สไปร์ซซี่ ดิสก์ตั้งแต่วันนั้น

หลังจากปล่อยซิงเกิ้ลมาเรื่อยๆ ในที่สุด NAP A LEANก็ออกมินิอัลบั้มของตัวเอง ชื่อ JETLAB เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงยังมีผลงานเพลง “หยุดทำร้ายๆ” ประกอบละคร “ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท” อีกด้วย

จากวงอินดี้ มาสู่อุตสาหกรรมดนตรีในค่ายเพลงใหญ่ในขวบปีที่ 5 ต้องปรับตัวไม่น้อย เพื่อให้อยู่รอดในกระแสน้ำเชี่ยว

“ผมว่าเราเป็นมืออาชีพมากขึ้น อย่างน้อยเรามีวินัยในการทำงาน เพราะทีมงานทุกคนเป็นมืออาชีพทั้งหมด เราก็จะเป็นเด็กไม่ได้แล้ว แล้วพอเราได้เจอคนเยอะขึ้น ทัศนคติเราก็โตขึ้น เพลงที่เราทำก็โตตาม”

อย่างไรก็ตาม หลักสำคัญของการทำเพลง ไม่ว่าจะค่ายใหญ่หรือเล็ก ก็คือต้องเริ่มจาก “ความชอบ”

“ไม่ใช่ให้คนอื่นชอบเพลงเราอย่างเดียว แต่เราต้องชอบเพลงตัวเองก่อนเป็นอย่างแรก คือทำอย่างไรก็ได้ให้รู้สึกว่าเพลงที่ออกมาเป็นเพลงที่ตัวเองชอบ ถ้าเราชอบ เราจะอยู่กับมันได้นาน หรือถ้าไม่มีใครชอบมันเลย อย่างน้อยก็มีเราสองคนที่ชอบเพลงตัวเอง”

ปัจจุบัน มินิอัลบั้ม JETLAB กระจายอยู่ตามร้านขายซีดีชั้นนำทั่วไป รวมถึงสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งทาง iTunesDeezer และ KKbok และสามารถติดตามคิวโชว์ได้ที่แฟนเพจ NAP A LEAN ทางเฟซบุ๊ก

ต้นปี 2559 ซิงเกิ้ลใหม่จะออกมาให้ฟังกันอย่างแน่นอน

 

เพลงรัก ของ ‘ดลชัย บุณยะรัตเวช’

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2558 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/406920

เพลงรัก ของ ‘ดลชัย บุณยะรัตเวช’

โดย…เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร ภาพ… วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

“ดลชัย บุณยะรัตเวช” ชื่อนี้เป็นที่รู้จักอย่างดีในวงการโฆษณาเมืองไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ถือเป็นกูรูด้านแบรนด์ชั้นนำของเมืองไทย

ปัจจุบัน ดลชัย เป็นประธาน บริษัท เดนท์สุ พลัส ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ หลังจากควบรวมกับแบรนด์สเคป ซึ่งเป็นบริษัทส่วนตัวที่ออกมาตั้งเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับแบรนด์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์ไทยที่ต้องการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก

แต่นอกเหนือจากงานโฆษณาที่เป็นอาชีพหลักแล้ว ดลชัยยังทำกิจกรรมส่วนตัวอีกจำนวนมากที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันความฝันให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นบูติก รีสอร์ท “ณดล” ผลิตภัณฑ์สปา ภายใต้แบรนด์ “ณดล เนเชอรัล” และล่าสุดกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “Zantiis” ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวและของใช้ในบ้าน

“Zantiis ที่มีความหมายว่าเฉลียงแห่งความสงบ เป็นการกลับสู่ธรรมชาติ ชีวิตคนเมืองมีความวุ่นวาย สมาธิเสียไปกับเทคโนโลยีที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา ทั้งไลน์เฟซบุ๊ก ทำให้เสียสมดุล ต้องมีสติคอยเตือนใจตัวเองให้กลับมาสู่ความสมดุลนั้น” ดลชัย กล่าว

 

สำหรับชีวิตในวัยใกล้ 60 ปี ของดลชัย จึงเลือกกลับมาสู่ชีวิตที่ควรจะเป็น จากที่เคยใช้ชีวิตหนักหน่วง มีประชุม 4 นัด/วัน วันนี้จึงกลับมาสู่วิถีชีวิตที่เลือกได้ ทำแล้วมีความสุข ทั้งนั่งสมาธิ เขียนหนังสือ สอนหนังสือ ฝึกอบรมพนักงาน เพื่อพัฒนาคน รวมทั้งมีโครงการช่วยคนตาบอด ที่เรียกว่า “เปิดโลกทัศน์ด้วยเทคโนโลยี”

“โครงการนี้ทำมา 3-4 ปีแล้ว โดยใช้ทุนส่วนตัวเพื่ออบรมให้คนตาบอดได้ใช้เทคโนโลยี สัมผัสกับโน้ตบุ๊ก การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวัน” ดลชัย กล่าว

นอกจากนี้ ได้ทำอัลบั้มเพลงรักในสไตล์ของดลชัย โดยรวบรวมเพลงรักที่เขียนไว้ในโอกาสต่างๆ ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี มาทำเป็นอัลบั้ม ซึ่งมีทั้งเพลงประกอบละคร เพลงโฆษณา ซึ่งเป็นแนวเพลงฟังสบาย ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้ โดยจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 2559 ที่บีทูเอส เงินรายได้ส่วนหนึ่งจะนำมาสานต่อโครงการเปิดโลกทัศน์ด้วยเทคโนโลยีต่อไป

เพลงรักในสไตล์ดลชัย เป็นเพลงที่อาจไม่หวานมาก ไม่เศร้ามาก แต่จะบอกมุมคิดบางอย่างที่เชื่อส่วนตัวมาไว้ในอัลบั้มนี้ ซึ่งต้องขอบคุณคุณแม่ คุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช ซึ่งเป็นครูเปียโน และสอนให้รักเสียงดนตรีอย่างมีความสุข ซึ่งตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชีวิตอยู่กับเสียงเพลงมาตลอด ได้ซึมซับและออกมาเป็นเสียงเพลงจากใจเป็นบันทึกเพลงรัก “Love Book”

และนี่คือชีวิตของ ดลชัย บุณยะรัตเวช ที่กลับคืนสู่วิถีแห่งความสมดุลของชีวิต และเผื่อแผ่ความรักสู่ผู้อื่นได้ด้วย

 

‘ปอ นางฟ้าเลขลิขิต’ วางตัวเลขพลิกชีวิต

Published มกราคม 5, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2558 เวลา 10:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/406913

‘ปอ นางฟ้าเลขลิขิต’ วางตัวเลขพลิกชีวิต

โดย…โสภาวดี ธเนตปราโมทย์ ภาพ… เสกสรร โรจนเมธากุล

เลขนั้นสำคัญไฉน??? ลองนับเลขจาก 0 ถึง 9 ก็แค่เลขธรรมดา ที่เห็นกันมาตั้งแต่เกิดจนแก่ แต่สำหรับใครบางคน เชื่อว่าตัวเลขสามารถพลิกชีวิตได้

ดังเช่น นภัทร ปั้นเหน่งเพชร เจ้าของ เพจ ปอ นางฟ้าเลขลิขิต แทบไม่น่าเชื่อว่า เลขได้ลิขิตชีวิตเธอมาแล้ว ให้เป็นนักวางตัวเลขเบอร์โทรศัพท์ชื่อดังที่มีผู้มาใช้บริการวางตัวเลขกับเธอทุกวงการ ตั้งแต่นักธุรกิจ นักการเมือง นักค้าหุ้น นักศึกษา กว่า 1,000 เบอร์แล้ว

นางฟ้าปีกหัก

ปอ อดีตแอร์โฮสเตส สายการบินชื่อดัง จากชีวิตที่เคยครบทุกอย่าง ปริญญาตรี-โท เกียรตินิยม, เป็นดาวโรงเรียน ดาวมหาวิทยาลัย พูดต่างชาติได้2 ภาษา อังกฤษ และสวีดิช จากการไปเรียนที่ออสเตรเลีย และสวีเดน ทำงานนางแบบ พรีเซนเตอร์กรมหม่อนไหม พิธีกรทางทีวีควบคู่กับการเป็นแอร์โฮสเตส แต่เมื่อการเลือกไปอยู่สวีเดนถือเป็นจุดพลิก ให้ชีวิตตกต่ำลงแบบคาดไม่ถึง ถ้าเป็นกราฟชีวิตเรียกได้ว่า ตกลงมาเกือบเลข 0 หรือติดลบก็ว่าได้ ไปลงทุนทำธุรกิจ ก็ถูกโกงเกือบหมดตัว จึงตัดสินใจกลับเมืองไทย เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่โดนโกงซ้ำจากลูกน้อง จากการเปิดร้านสะดวกซื้อ

ช่วงเวลาเดียวกัน เล่นหุ้น ก็ขาดทุนไปหลายล้านบาท ขอความช่วยเหลือเรื่องการงาน ถูกยกเลิกกลางคันเสมอ ณ ตอนนั้น ไม่กล้าเงยหน้ามองใครสถานการณ์ย่ำแย่ไปหมด หาทางออกทางแก้มากมายทั้งเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนลายเซ็น ทำทุกอย่างที่มีคนแนะนำ แต่ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น

 

กระทั่งมีคนพูดว่า เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เผื่ออะไรจะดีขึ้น ตอนนั้นเธอเองก็หมดแรงหมดกำลังใจแล้ว แต่บอกกับตัวเองว่า “ขอลองอีกสักหน” จึงได้เข้าไปพูดคุยกับอาจารย์นิติกฤตย์ กิตติศรีวรนันท์ และได้รับเบอร์ใหม่จากอาจารย์มา ไม่รั้งรอที่จะเปลี่ยน ช่วงเวลานั้น อาจารย์ท่านนี้ได้ชักชวนเข้าเรียนในคลาส “พลังตัวเลข”ยิ่งเรียน ยิ่งรู้ จากวันนั้นชีวิตด้านการงาน การเงิน สุขภาพจิตดีขึ้นแบบเห็นได้ชัด คนรอบข้าง ผู้ใหญ่หยิบยื่นมือเข้าช่วย โอกาสดีๆ เข้ามาแบบต่อเนื่อง

สำหรับการซื้อขายหุ้น ได้เริ่มต้นใหม่โดยการนำเงินเก็บที่เหลืออันน้อยนิดมาลงทุน และเลือกใช้ตัวเลขที่เกี่ยวข้องมาใช้กับพอร์ตหุ้นของตัวเอง ทุกวันนี้มีกำไร

เวลา 3 ปีผ่านไป อาจดูไม่นาน แต่ไม่มีวันไหนเลยที่ว่างเว้นจากการทำนายเบอร์โทรศัพท์ การออกแบบ-วางเบอร์ นับได้กว่า 1,000 เบอร์แล้ว

พลังเลขลิขิตกับชีวิต

ปอ เล่าว่า “ศาสตร์พลังเลขลิขิต” หรือ The NUMERIC TELLER

Numeric = ตัวเลข และ Teller = ผู้ทำนาย-ผู้ชี้แนะโชคชะตา

จึงได้คำจำกัดความของ The NUMERIC TELLER ว่า ศาสตร์ตัวเลข ที่นำพลังตัวเลขมาลิขิตให้ชีวิตเป็นไปในด้านดี

ในเมื่อตัวเลขแต่ละตัวมีพลังที่แตกต่างกัน มีทั้งด้านดีและด้านลบ ในเมื่อการใช้โทรศัพท์มือถือมีการใช้งานแบบติดตัวกันตลอดเวลา พลังของตัวเลขมีการหมุนเวียนถ่ายเทส่งเข้า-ออก ตามการเคลื่อนไหวของทุกๆ การติดต่อสื่อสาร เช่น การโทรออก-รับสาย แชทไลน์ติดต่อสื่อสารบนสังคมออนไลน์

พลังงานตัวเลข จะส่งผลด้านดีหรือด้านลบนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกคู่ตัวเลขต่างๆ มาใช้ ภายใต้เงื่อนไขของความเหมาะสมในแต่ละบุคคล เสริมจุดแข็ง ลดจุดด้อย จากนิสัยของคนคนนั้น ดูตามลักษณะอาชีพ และจุดประสงค์ของชีวิต

ศาสตร์พลังเลขลิขิตนั้น คือ ศาสตร์ของการทำนายจากตัวเลขในเบอร์โทรศัพท์ เพื่อใช้ในการออกแบบ-วางเบอร์ โดยดูจาก 7 ตัวหลัง ของเบอร์โทรศัพท์ (6 คู่เลข) โดยไม่ให้ความสำคัญกับการบวกรวมของตัวเลขในเบอร์โทรศัพท์ ศาสตร์ “พลังเลขลิขิต” ไม่ได้คำนึงถึง “ผลรวมของตัวเลข” ทำนายความหมายจากเลข 7 ตัวหลัง 6 คู่เลขของเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น xxx-1234567

xxx- ไม่ให้ความสำคัญเพราะเป็นตัวเลขที่คนนับล้านมีเหมือนกัน นอกเงื่อนไขที่เรากำหนดได้เอง ในเมื่อการทำนายเบอร์นั้นทำนายจากเลข 7 ตัวหลังเท่านั้น ดังนั้นการจะนำเลข 3 ตัวข้างหน้าเบอร์โทรมาบวกรวมด้วยจึงไม่ถูกต้อง

แรกเริ่มเดิมที ศาสตร์การทำนายหมายเลขโทรศัพท์พัฒนามาจากโหราศาสตร์การตั้งชื่อของไทย ผลรวมชื่อและนามสกุล แต่ละอักษรจะถูกแทนค่าด้วยตัวเลข หลักการของเลขศาสตร์มีอยู่ว่า เมื่อรวมค่าตัวเลขทุกตัวอักษรของชื่อ และนามสกุลแล้ว มาดูความหมายของผลรวมตัวเลขที่ได้ ว่าดีหรือไม่

 

ศาสตร์ “พลังเลขลิขิต” ไม่ได้คำนึงถึง “ผลรวมของตัวเลข” ทำนายความหมายจากเลข 7 ตัวหลัง 6 คู่เลขของเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น

ศาสตร์เลขลิขิต เน้นที่การจัดวาง เรียงร้อยคู่ตัวเลขทั้ง 6 คู่ เพื่อความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เพิ่มจุดแข็งลดจุดด้อย ตามจุดประสงค์ความต้องการของชีวิต และอาชีพการงานของบุคคลนั้น

การจัดวางตัวเลขกับหุ้น

การจัดวางตัวเลข เกี่ยวข้องกับสิ่งรอบตัว เริ่มตั้งแต่เบอร์โทรศัพท์ หุ้น ทะเบียนรถ บัตรเอทีเอ็ม บ้านเลขที่ ฯลฯ

– เบอร์โทรศัพท์ เริ่มจากดูพื้นดวงจากเบอร์โทรที่ใช้ในปัจจุบัน และต้องใช้มาอย่างน้อย 6 เดือน แล้วทำการออกแบบวางเบอร์ด้วยหลัก ชูจุดเด่น ลบจุดด้อย ลักษณะอาชีพ และจุดประสงค์ชีวิตของบุคคลนั้น

– เกี่ยวกับหุ้น/กองทุน/เจ้าหน้าที่การตลาด นายหน้าค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์

พอร์ตหุ้นนั้น ในการซื้อขายออนไลน์ด้วยตัวเอง จะมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องได้ใน 4 ส่วนหลักๆ

1.ซิมการ์ด เลขเบอร์โทรศัพท์ที่ใส่ในอุปกรณ์การเทรดหุ้นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เพราะทุกการกะพริบของหน้าจอนั่นคือ พลังงานที่ส่งออกมา (ตัวเองเป็นผู้กำหนดเองได้) เช่น ในเบอร์โทรเลข 7 ตัวท้ายควรมีตัวเลขกลุ่มนี้ หุ้น การลงทุน หรือกลุ่มบริหาร เงินก้อนโต เช่น 789 782 878 879 828 …แต่อย่าให้เลข 7 จับคู่กับ 0 1 2 3 5 6 7 และอย่าให้เลข 8 จับคู่กับ 0 1 3 4 5 6

2.ชื่อบัญชี (USERNAME) 2-3 โบรกเกอร์ อนุญาตให้ตั้งชื่อบัญชีด้วยตัวเอง เป็นตัวเลขหรือตัวอักษรก็ได้ แต่บางโบรกเกอร์กำหนดเลขบัญชีมาให้ดังเช่นเลขบัญชีธนาคารซึ่งในส่วนนี้ตัวเองกำหนดไม่ได้ นอกจากว่าสนิทเป็นการพิเศษกับเจ้าหน้าที่การตลาด (ในส่วนนี้ถือว่ามีความไม่แน่นอนที่จะกำหนดเองได้)

3.รหัสผ่าน (PASSWORD) ส่วนนี้ผู้ซื้อขายผ่านโปรแกรมออนไลน์กำหนดได้เอง ถึงแม้ว่าบางโบรกเกอร์ให้กำหนดเป็นตัวเลขได้ทั้งหมด บางโบรกเกอร์ใช้ตัวอักษรประกอบกับตัวเลข

4.PIN CODE เพื่อเป็นการยืนยันคำสั่งสุดท้ายในการซื้อ-ขาย หุ้นตัวนั้น แตกต่างไปในแต่ละโบรกเกอร์ เลข 4 ตัวบ้าง 6 ตัวบ้าง

รหัสผ่านกับ PIN CODE จะตั้งอย่างไรให้เหมาะ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นนักลงทุนแบบไหน ถ้าเป็นนักลงทุนระยะสั้น ต้องใช้ตัวเลขประเภทตัดสินใจเร็ว กล้าซื้อ กล้าตัดขาดทุน เป็นส่วนประกอบ เช่น 49 39…

ถ้าเป็นนักลงทุนประเภทวีไอพี (ลงทุนหุ้นพื้นฐานระยะยาว) ไม่รีบร้อน และเลือกซื้อหุ้นด้วยเหตุผล ความรอบคอบ ควรมี 45 15 55…ประกอบ

และสำหรับเจ้าหน้าที่การตลาด นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์นั้น ต้องมีเลขบริหารเงินก้อนโต และเลขเสน่ห์ในการเจรจาประกอบในเบอร์เพิ่มเติมเข้าไป เพราะคุณต้องชักชวนลูกค้ามาเปิดพอร์ตกับคุณ และมาซื้อขายหุ้น ผ่านการดูแลของเจ้าหน้าที่การตลาด เช่น 24 42 46 64 41 14…

– เกี่ยวกับรหัสเอทีเอ็ม หลักการคือ เงินเข้าร่วมกับเก็บเงินได้ เช่น 2465 9615…

– เกี่ยวกับทะเบียนรถ หลักการ คือ เน้นเรื่องปลอดภัย ขับขี่ใจเย็น ส่วนความมั่งคั่ง เสน่ห์ ถือเป็นส่วนรองลงมา เช่น 4556 1415 2456…

– เกี่ยวกับการกำหนดราคาสินค้า ซึ่งปอได้มีโอกาสไว้วางใจให้เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ บริษัท เดอะเบสท์ไทม์ อินเตอร์เทรด โดยการกำหนดหรือตั้งราคาขายนาฬิกา เพื่อเกิดแรงกระตุ้น แรงดึงดูดใจลูกค้าให้เกิดความต้องการอยากที่จะซื้อ

สิ่งสำคัญในการจัดวางหรือกำหนดตัวเลขต่างๆ ข้างต้น โดยเฉพาะกับการกำหนดยูสเซอร์/พาสเวิร์ด/พินโค้ด ถ้าไม่ได้ศึกษาหรือเรียนรู้อย่างถูกต้องเข้าใจ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีความเสียหายอาจมากเกินกว่าที่จะคิด ต้องระวังอย่างมาก

เป้าหมายไม่ใช่ตัวเงิน

ปอเรียนรู้และประสบความสำเร็จวันนี้เพราะเคยประสบกับปัญหา ซึ่งเป็นที่มาของการมาเป็นนักจัดวางตัวเลข ปอ นางฟ้าเลขลิขิต จนถึงวันนี้ เป้าหมายของเธอ คือ การช่วยเหลือคน นึกถึงใจเขาใจเรา ในวันที่เราตกอับสุดๆๆ เราไม่มีใครหาทางออกไม่ได้จนมาเจอทางออกของการใช้พลังเลขลิขิต เปลี่ยนแล้วชีวิตดีขึ้น แต่เป็นการช่วยบนพื้นฐานความจริงความเป็นไปได้ เพราะกว่าจะมาเป็นนักวางตัวเลข ต้องใช้ประสบการณ์ ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และต้องใช้จิตสัมผัสกับบุคคลต่างๆ จึงจะได้ตัวเลขที่เหมาะสมกับคนนั้น

เธอไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะคิดว่าทำอะไรแล้วมีความสุข ทำแล้วสนุก ที่สำคัญการก้าวเข้าสู่อาชีพนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกำไรชีวิต เพราะทำให้มีเพื่อนเพิ่มขึ้นมากมาย หลายระดับหลายกลุ่ม ทั้งนักธุรกิจชั้นนำหรือแม้แต่นักธุรกิจท้องถิ่น แม่ค้า แม่ค้าออนไลน์ นักการเมือง นักเรียน แอร์โฮสเตสนักขาย สารพัด บุคคลเหล่านี้ไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อน แต่ได้มาเจอกัน มาคุย มาเป็นเพื่อนกัน และทุกวันนี้หลายๆ ท่านยังคงติดต่อพูดคุยกัน ถามสารทุกข์สุกดิบกันเป็นระยะ ปอไม่ได้คาดหวังความสุขจากการจัดวางตัวเลขเบอร์โทรศัพท์ เป็นเม็ดเงิน แต่คือการช่วยเหลือคน บนพื้นฐานที่เธอและลูกค้าอยู่ได้ การวางเบอร์ หาเบอร์ ที่สมเหตุผล ที่คนซื้อหาจ่ายได้ และสิ่งที่หวังผลคือ ลูกค้าที่ได้รับการจัดวางเลข ต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ปอมองว่า คือความสำเร็จ

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,715 other followers

%d bloggers like this: