ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เตลิด เข้า สโลวีเนีย สิงหาคม 2, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2558 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/370738

เตลิด เข้า สโลวีเนีย

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com

อาจารย์แอบหนีไปเที่ยวบ่อยช่วงนี้เลยติดจะเบลอๆ วันก่อนลงภาพเวนิสของคุณDevil Patty ต้องต่อด้วยภาพชุดสวยๆ จากสโลวีเนีย บังเอิญข้ามไป นำมาลงให้สัปดาห์นี้แล้วกันนะครับ สำหรับผลงานภาพสวยๆ ฮิปๆ ของอีกหลายท่าน ได้รับครบถ้วนนะครับ จะทยอยลงให้แน่ๆ ในวันอาทิตย์ต่อๆ ไป อดใจรอกันสักนี้ดส์นะ จุ๊บุๆ

ต่อจากเวนิสก็เตลิดเข้า Slovenia เพื่อผ่านไปยัง Croatia เป้าหมายแรกคือ เมือง Pula เพื่อชมโรงละครกลางแจ้ง Amphitheater ซึ่งเป็น 1 ใน 6

ของโรงละครกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Devil Patty

 

 

 

 

 

 

มองผ่านตัวตนที่สวนเซน กับวาราบิโมจิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2558 เวลา 10:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/370715

มองผ่านตัวตนที่สวนเซน กับวาราบิโมจิ

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ สิตานัน วุตติเวช

แม้จะเดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยๆ แต่เพราะส่วนใหญ่ไปทำงานแล้วรีบกลับ จึงไม่ค่อยมีเวลาได้ใช้เวลาในวัดญี่ปุ่นมากนัก จิ๊บ-สิตานัน วุตติเวช เจ้าของร้านสปูนฟูล สักกะ แอนด์ คาเฟ่เล่าให้ฟังถึงหนึ่งในทริปประทับใจของเธอ ที่สวนเซนกับวาราบิโมจิ แห่งเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น

อันที่จริงรอบนี้ก็มาเรื่องงาน แต่เนื่องจากพอจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้บ้าง อีกท้องฟ้าอากาศเป็นใจ อากาศสดใส อุณหภูมิ 9 องศาจึงนัดแนะกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นไปเดินเล่น และแน่นอนว่าเมื่อมาถึงเกียวโตแล้ว จะต้องไปเยี่ยมเยือนวัดเซนสักแห่งให้ได้

 

หลังจากรับประทานอาหารเช้าอิ่มอร่อยทั้งคู่เดินลัดเลาะกันไปตามถนนต่างๆ ในเกียวโต ที่ว่าจะเข้าใจง่ายก็ง่าย เพราะผังเมืองที่เป็นบล็อกๆ แต่เผลอๆ เดินไปเดินมาก็มีหลงได้เหมือนกัน โชคดีที่วันนี้มีเพื่อน(ญี่ปุ่น)มาด้วย เจ้าถิ่นย่อมไม่พาหลง (ฮา)

จิ๊บ เล่าว่า บ่ายๆ ออกเดินกันมาถึงแถวย่านท่องเที่ยวที่เรียกว่า กิอง (Gion) ในถนนสายที่ชื่อ ฮานามิโคจิ (Hanami Koji Dori)เป็นย่านที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและร้านรวงเล็กๆ จำนวนมาก เดินเข้ามาในถนนสายนี้ ก็แวะซ้ายทีขวาที จนไปถึงวัดเคนนินจิ(Kenninji Temple)

วัดเคนนินจิ ได้รับการยกย่องว่า เป็นวัดเซนที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น วัดสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1202 หรือประมาณ 813 ปีมาแล้ว โดยท่านโยเซ พระนิกายเซนผู้นำลัทธิความเชื่อแบบเซนเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น และยังได้รับการกล่าวถึงว่า เป็นผู้เริ่มพิธีการชงชาญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมอีกด้วย นับเป็นผู้มีบทบาทในการปลูกชาและเริ่มต้นวัฒนธรรมการดื่มชาในญี่ปุ่น

 

“เกียวโตนั้นเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น นับว่าเป็นเมืองที่มีวัดสำคัญๆจำนวนมากกว่า 3,000 แห่ง รวมถึงวัดเคนนินจิแห่งนี้” จิ๊บ เล่า

บรรยากาศภายในวัดที่จิ๊บได้สัมผัส ขณะนั้นเริ่มมีนักท่องเที่ยวให้เห็นบ้าง เพื่อนชาวญี่ปุ่นบอกว่า ดีแล้วที่มาเที่ยวช่วงนี้ เพราะคนยังไม่หนาแน่นมาก ถ้าดอกซากุระบานแถวนี้จะไม่อาจเรียกได้ว่า “เดิน” แต่จะต้องเรียกว่า “ไหล” ตามกันไปเป็นสายๆ จิ๊บได้แต่พยักหน้า นึกภาพคนมหาศาลออกเลยทีเดียวหรือนี่อาจเป็นเพียงคำปลอบใจที่มาเที่ยวก่อนซากุระบานก็เป็นได้

จิ๊บบอกว่า เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณวัดเคนนินจิ ทั้งที่มีผู้เข้าชมเดินไปมาพอสมควรบ้างแล้ว หากสิ่งที่สัมผัสได้ในทันทีคือ ความเงียบสงบ และความเย็นสบาย และแม้ซากุระจะยังไม่บาน แต่ก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจะได้เห็นดอกบ๊วยบานสวยสะพรั่งเต็มต้น

 

ก่อนจะเล่าเรื่องวัดเคนนินจิ ขอพูดถึงดอกบ๊วย (Ume) สักนิด สมัยโบราณหรือสมัยนาราเป็นต้นมา ก่อนที่จะมีการชมซากุระในฤดูใบไม้ผลิ หรือที่เรียกว่า ฮานามิ (Hanami)นั้น เมื่อพูดถึง “ดอกไม้” จะหมายถึงดอกบ๊วยสำหรับซากุระมาได้รับความนิยมในสมัยหลังหรือตั้งแต่สมัยเฮอันเป็นต้นมา

เมื่อเข้ามาในวัด ได้เดินชมภาพวาดสมัยโบราณในห้องต่างๆ จนมาถึงโบสถ์ ซึ่งเป็นส่วนที่เรียกว่า Hattou ต้องตกตะลึงกับความอลังการของภาพเขียนขนาดใหญ่ที่ติดอยู่บนเพดาน

ในปี 2002 เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านโยเซที่จากไปครบ 800 ปี ได้มีจิตรกรชาวญี่ปุ่นนาม Koizumi Junsaku วาดภาพมังกรคู่เป็นการวาดด้วยหมึกโบราณบนกระดาษญี่ปุ่นแบบพิเศษขนาด 11.4X15.7 เมตรเนื่องจากเป็นภาพที่มีขนาดใหญ่มาก จึงใช้เวลาวาดถึง 2 ปี ภาพนี้ได้ถูกนำมาติดบนเพดานภายในโบสถ์ของวัดแห่งนี้ นับเป็นจุดที่ผู้คนจากหลากหลายประเทศให้ความสนใจมาชมจำนวนมาก

 

วัดเคนนินจิเป็นวัดนิกายเซนที่สำคัญภายในวัดมีสวนแบบเซนที่สวยงาม เรียบง่ายและมีพลังแห่งธรรมชาติอย่างแท้จริง พระแห่งนิกายเซนได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่เกิดจากความเรียบง่ายนั้น เป็นความหรูหราอย่างที่สุดแล้ว”จิ๊บเองก็เชื่อว่าจริงตามนั้นอย่างที่สุด

สวนหินที่วัดแห่งนี้ มีหลักการจัดจากรูปทรงพื้นฐานคือวงกลม สามเหลี่ยม และสี่เหลี่ยมโดยสวนหินแต่ละจุดมีความแตกต่างกัน นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนควรมีเวลาที่ไม่เร่งรีบนัก เพื่อไม่พลาดการนั่งชมความเรียบง่ายของธรรมชาติที่นี่

“เมื่อนั่งลงสักครู่แล้ว จิตใจที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสารพันและความคิดที่พลุ่งแล่น จะกลับสงบลงอย่างง่ายดาย” จิ๊บเล่า

 

เมื่อเดินเลาะมาตามระเบียงทางเดิน หลังจากเดินชมด้านหน้าของวัดแล้ว จะพบกับสวนโชออนเท (The garden of the sound of thetide) เมื่อมองไปจะพบหินตั้งอยู่ 3 ก้อน โดยก้อนหนึ่งแสดงถึงพระพุทธเจ้า อีก 2 ก้อนแสดงถึงพระสงฆ์นิกายเซน 2 รูป วัดปลูกต้นชาโดยรอบทุกปีจะมีงานพิธีชงชาแบบดั้งเดิมด้วย

“ใครมาเที่ยววัดเคนนินจิ จะได้พลังจากธรรมชาติและความสงบแห่งธรรมชาติติดตัวกลับออกมา ด้วยหัวใจที่สดชื่น”

อีกวันหนึ่งยังพอมีเวลาว่าง จิ๊บบอกว่าตั้งใจจัดเต็ม ไปหาขนมอร่อยๆ กินกับเพื่อนตั้งใจมาก ซัดเค้กไป 4 ชิ้น! เดินออกจากร้านแล้วจึงเพิ่งเห็นว่าร้านข้างๆ เป็นร้านขนมน้ำชาญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่มีสวนสวยงามมากม้เป็นร้านเล็กๆ แต่ก็น่านั่งที่สุด อิ่มมากแต่ก็พากันเดินเข้าไป ไม่ผิดหวังเลย

 

ทั้งคู่สั่งชาเขียว (Matcha) แบบดั้งเดิมพร้อมขนมวาราบิโมจิมากิน ได้ชมสวนญี่ปุ่นที่มีต้นบ๊วยดอกสีชมพูบานเต็มต้น วันนั้นมีแดดอน อุณหภูมิเย็นสบาย สระน้ำใสแจ๋วมีปลาคาร์ปแหวกว่าย เรียกว่า หลุดเข้าไปอีกในอีกโลกหนึ่ง ในชั่วขณะที่เราอยู่ที่นี่

การมาชมสวนเซนที่วัดเคนนินจิและการได้ลิ้มรสชาเขียวกับขนมวาราบิโมจิแสนอร่อยในครั้งนี้ สิ่งที่ได้คือ ความสงบแห่งใจ และการได้ใกล้ชิดกับตัวตนของตนมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ชมวัดเคนนินจิ

ใครมีเวลามาเที่ยวเกียวโต มาเดินเล่นริมแม่น้ำคาโมหรือแถวๆ กิองแล้วอย่าลืมลองเข้ามาชมวัดเซนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งนี้ วันเวลาที่เข้าชม 1 มี.ค.-31 ต.ค.(10.00-16.30 น. วัดปิด 17.00 น.)1 พ.ย.-28 ก.พ. (10.00-16.00 น.วัดปิด 16.30 น.) ค่าธรรมเนียมเข้าชม บุคคลธรรมดา 500 เยน นักเรียนชั้นมัธยม 300 เยน วัดจะปิดทุกปีวันที่ 28-31 ธ.ค.

วาราบิโมจิแสนอร่อย

สำหรับร้านนี้มีชื่อว่า Rakusyouตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆ ชื่อ Nene nomichi อยู่ระหว่างทางเดินจากศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Jinja) ไปวัดน้ำใส(Kyomizudera) ใกล้ๆ ร้านมีวัดที่น่าแวะชมอีกแห่งหนึง่ คอื วดั Kodaiji แม้ทางเดินลัดเลาะไปมา แต่หาไม่ยาก เพราะเป็นทางเดินนักท่องเที่ยวร้านเปิดทุกวันตลอดทั้งปีตั้งแต่09.30-18.00 น.

 

 

ถ่านหินมีข้อดี เยอรมนียังคงใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2558 เวลา 11:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/370596

ถ่านหินมีข้อดี เยอรมนียังคงใช้

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plat360.com

“เยอรมนี” เป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและสังคมที่มั่นคง รวมถึงมีการพัฒนาทางด้านพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม มากไปกว่านั้นการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน กำลังเป็นประเด็นที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญ ซึ่งประเทศเยอรมนีก็ให้ความสำคัญต่อการวางแผนการจัดการด้านพลังงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หากพูดถึงบุคลิกโดยรวมของคนเยอรมันนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นคนเงียบขรึมและพูดน้อย แต่คนเยอรมันส่วนใหญ่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเก่ง มีความคิดความอ่านอย่างมีหลักการและเป็นเหตุเป็นผล มีความละเอียดอ่อน และให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ดังเช่นที่เราเห็นได้จากระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือรถประจำทาง ก็จะต้องมีมาตรฐานเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี

แม้พลังงานหมุนเวียนจะมีต้นทุนการผลิตที่สูง แต่ชาวเยอรมัน ก็ยอมจ่ายค่าไฟแพงเพื่อสนับสนุนให้เป็นพลังงานเสริม

 

แม้จะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป แต่คนเยอรมันอีกจำนวนมากไม่นิยมใช้รถยนต์ส่วนตัว กลับใช้จักรยานในการเดินทาง เพราะคนเยอรมันตระหนักดีว่าการใช้จักรยานเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของตัวเอง

โดยเฉพาะในกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศ มีเส้นทางสำหรับเลนจักรยานรวมกว่า 620 กิโลเมตร ซึ่งก็จะมีทั้งเส้นทางสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ และที่ใช้เส้นทางร่วมกันกับรถประจำทาง และที่ค่อนข้างพิเศษ คือ ในบางพื้นที่จะมีถนนสำหรับเลนจักรยานโดยเฉพาะ ซึ่งจักรยานจะได้รับความสำคัญเป็นพิเศษ และรถยนต์ที่จะวิ่งบนถนนนี้ก็จำกัดความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง

เมื่อทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสเดินทางออกนอกตัวเมืองเบอร์ลิน เราก็จะเริ่มเห็นทิวกังหันลม และยิ่งห่างจากตัวเมืองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบเห็นได้มากขึ้นเรื่อยๆ เสมือนเป็นองค์ประกอบของทัศนียภาพในเยอรมนีไปแล้วก็ว่าได้ นอกจากกังหันลมแล้ว เยอรมนีก็ยังมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานชีวมวล และไฟฟ้าจากพลังน้ำ

แม้จะมีการส่งเสริมอย่างจริงจัง และมีการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอยู่มาก แต่แหล่งพลังงานเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความเสถียรภาพและสม่ำเสมอมากพอ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เยอรมนีจะพึ่งพิงพลังงานหมุนเวียนเป็นแหล่งพลังงานหลัก เพราะยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงและมีประสิทธิภาพต่ำ

ดังนั้น การลงทุนในเชิงเศรษฐกิจจึงไม่ใช่เรื่องที่คุ้มค่าสำหรับเอกชน เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุน ดังนั้นรัฐบาลจึงได้มีการส่งเสริมให้มีการลงทุนทางด้านพลังงานหมุนเวียน โดยรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่จูงใจนักลงทุน ทำให้ช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนอยู่มากในประเทศเยอรมนี แต่ในขณะเดียวกันประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าก็ต้องช่วยกันแบกรับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งในปีที่ผ่านมาคนเยอรมันต้องจ่ายค่าไฟฟ้าหน่วยละประมาณ 0.3 ยูโร หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณสิบกว่าบาทต่อหน่วย

เยอรมนีคืออีกหนึ่งต้นแบบการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

 

เพื่อให้เห็นภาพอีกมิติหนึ่งของประเทศเยอรมนีให้ชัดเจนมากขึ้น ทีมงานโลก 360 องศา ออกเดินทางจากกรุงเบอร์ลินมายังนครแฟรงก์เฟิร์ต ศูนย์กลางทางการเงิน การธนาคาร และเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่แปลกที่เมืองนี้จะเต็มไปด้วยอาคารสูงรูปทรงอันทันสมัยและที่พักอาศัยราคาแสนแพง แต่อย่างไรก็ตามแฟรงก์เฟิร์ตยังถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีความผสมผสานระหว่างความเก่าและความใหม่ได้อย่างลงตัวและกลมกลืน และด้วยสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมที่นี่ไม่ขาดสาย

ทุกๆ เช้าจะมีคนมาเดินเล่น ออกกำลังกายและสูดอากาศบริสุทธิ์บริเวณพื้นที่สีเขียวริมแม่น้ำไมน์ (Main River) แม่น้ำสายสำคัญของแฟรงก์เฟิร์ต ซึ่งเป็นทั้งแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ เป็นเส้นทางสัญจรของผู้คนและสินค้า รวมทั้งเป็นเส้นทางขนส่งถ่านหินมายังโรงไฟฟ้าไมโนว่า (Mainova) ที่ตั้งอยู่กลางเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สำหรับชาวแฟรงก์เฟิร์ตแล้ว โรงไฟฟ้าแห่งนี้คือแหล่งพลังงานสำคัญ ที่คอยหล่อเลี้ยงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองนี้

ในแต่ละสัปดาห์จะมีเรือขนส่งถ่านหินล่องมาตามแม่น้ำไมน์ แล้วลำเลียงต่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยที่ไม่สร้างมลภาวะและสิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากพื้นที่ที่จำกัด จึงทำให้โรงไฟฟ้าขนาดเล็กกลางเมืองนี้ไม่สามารถขยับขยายตัวไปได้มากกว่านี้ ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนก็ไม่มีเสถียรภาพมากพอ  รัฐบาลจึงต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ในพื้นที่อื่นๆ อย่างเช่นโรงไฟฟ้าไนเดอรอซั่ม (Niederaussem) ที่มีกำลังการผลิตมากกกว่าโรงไฟฟ้าไมโนว่า (Mainova) ในแฟรงก์เฟิร์ตเกือบ 30 เท่าตัว แม้จะไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี แต่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในโรงไฟฟ้าที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงการพัฒนาประเทศ เพราะมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพสูง

การบริหารจัดการด้านพลังงานไฟฟ้าของเยอรมนี ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนีให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินควบคู่ไปกับการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทางอุตสาหกรรมและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวทางจัดการด้านพลังงานหมุนเวียนและพลังงานหลักอย่างเชื้อเพลิงถ่านหินในประเทศไทย

วิวัฒน์  ชาญเชิงพานิช ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลกับทีมงานโลก 360 องศา ว่า การใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม มีต้นทุนการผลิตที่สูงและมีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงทางพลังงาน และทำให้ไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้น ทำให้ภาระไปตกอยู่กับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน

ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นจะต้องพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่ามาก แต่อย่างไรก็ตามพลังงานหมุนเวียนยังคงอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนามาใช้เป็นพลังงานหลักได้ ในขณะเดียวกันประเทศไทยเองก็ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

พรเทพ ศรีบุญเรือง EIA จ.กระบี่ บอกกับเราว่า ปัจจุบันความต้องการใช้พลังงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก ดังนั้นการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่จำเป็นจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้าและชุมชนโดยรอบ เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศชาติ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สร้างโรงไฟฟ้าก็ต้องให้ความมั่นใจและเชื่อใจกับประชาชนด้วยว่าการจะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่นั้นจะต้องไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีมาตรการที่ป้องกันได้จริง

จะว่าไปเยอรมนีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีทั้งกฎหมาย เทคโนโลยีและมีมาตรการในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ECO DESIGN หรือการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการควบคุมการผลิตและออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูง และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ประเทศเยอรมนียังมีนโยบาย CSR หรือการรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ว่าจะดำเนินกิจการใดๆ ก็ตาม จะต้องไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเด็ดขาด และจะต้องมีการทำธุรกิจการค้าอย่างเป็นธรรม

ดังนั้น การเดินทางมาประเทศเยอรมนีของเราในครั้งนี้ ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นและได้เรียนรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเยอรมนีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังได้เห็นอีกมิติหนึ่งของประเทศนี้ ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัวที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ซึ่งก็เป็นแนวคิดสากลที่กำลังได้รับความนิยมในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย

 

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2558 เวลา 11:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/370593

Travel Update

จองด่วน! บินไปมิลานไม่ถึง 3 หมื่น

สายการบินเอมิเรตส์ มอบราคาพิเศษในเส้นทางสู่เมืองมิลาน โรม เวนิส ซูริก และเจนีวา ช่วงเวลาดังกล่าวนักท่องเที่ยวสามารถร่วมงานมิลานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2015 ได้ด้วย โดยนักเดินทางจะได้รับส่วนลด 5-10% จากราคาค่าโดยสารปกติในชั้นธุรกิจและชั้นประหยัด สำหรับการสำรองที่นั่งทางออนไลน์ที่ www.emirates.com/th/milanexpo2015 ใส่โค้ดโปรโมชั่น THEXPO5สำรองทีนั่งได้แล้ววัน นี้30 ก.ย. 2558 และเดินทางภายในวัน ที่31 ต.ค. 2558

 

เจ็ทสตาร์ 10 ปี ยังถูกเหมือนเดิม

เจ็ทสตาร์ครบรอบ 10 ปีของการให้บริการเที่ยวบินสู่กรุงเทพฯ และฉลองการครบรอบ 11 ปีของเจ็ทสตาร์ กรุ๊ป ปัจจุบันให้บริการเที่ยวบินสู่กรุงเทพฯ รวม 52 เที่ยวบิน/สัปดาห์ โดยสายการบิน 3 สาย คือ เจ็ทสตาร์ เอเชีย เจ็ทสตาร์ ออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์ และเจ็ทสตาร์ แปซิฟิกด้วยค่าโดยสารราคาประหยัดในราคาเริ่มต้น 2,299 บาท หรือต่ำกว่าดูรายละเอียดที่ www.jetstar.com

 

เลย พาเลซลดกระหน่ำเพื่องานผีตาโขน

โรงแรมเลย พาเลซ นำเสนอแพ็กเกจช่วงเทศกาลผีตาโขน 3 วัน2 คืน ในห้องพักแบบสุพีเรียร์ ราคาเริ่มต้น 2,500 บาท/คืน พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน และเซตอาหารค่ำ 1 มื้อ เข้าพักระหว่างวันที่ 1-30 มิ.ย. 2558ซึ่งวันแห่ผีตาโขนตรงกับวันที่ 26-28 มิ.ย. 2558 ณ อ.ด่านซ้าย ส่วนโรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมือง จ.เลย ประกอบด้วยห้องพักและห้องสวีทรวม 156 ห้อง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการที่อบอุ่น สอบถามและสำรองห้องพักได้ที่ www.mosaic-collection.com/loeipalace

 

โปรฯ เอาใจแฟนบอลจากอโกด้า

Agoda.com ผู้ให้บริการเว็บไซต์สำรองห้องพักที่พักมอบข้อเสนอแบบจำกัดเวลาสำหรับที่พักในเมลเบิร์นเพื่อแฟนฟุตบอลรายการ อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ (International Champions Cup) ที่จะแข่งขันในออสเตรเลียระหว่างวันที่ 11 ก.ค.-5 ส.ค. 2558 โดยมีสโมสรเรอัลมาดริด สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และสโมสรเอเอสโรม่า กำหนดลงแข่งขันในสนามเมลเบิร์นคริกเก็ต กราวด์ นอกจากนี้เมลเบิร์นยังเป็นที่รู้จักในฐานะนครหลวงทางวัฒนธรรมของออสเตรเลีย ด้วยพิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม การแสดงดนตรี ศิลปะข้างถนน และสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้งมากมาย ค้นหาห้องพักราคาประหยัดในช่วงเวลาดังกล่าวที่ www.agoda.com

 

ไม่ตกข่าวกับแควนตัสแอพ

ลูกค้าสายการบินแควนตัส สามารถอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารออนไลน์เกือบ 4,000 หัวข้อ บนแพลตฟอร์มเพรสรีดเดอร์(PressReader) ขณะโดยสารเครื่องบินได้แล้วทางแควนตัสแอพพลิเคชั่น โดยสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งหนังสือพิมพ์ไทยไปจนถึง เดอะลอสแองเจลิส ไทมส์ และโว้ค อิตาเลีย ก่อนออกเดินทาง หัวข้อที่ดาวน์โหลดไว้จะปรากฏในไทม์ไลน์ 24 ชม. ก่อนเครื่องออก และเมื่อปรากฏแล้วลูกค้าจะมีเวลา 12 ชม.ในการดาวน์โหลด จากนั้นเนื้อหาจะถูกเก็บสำหรับการอ่านในเวลาใดก็ได้ ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นแควนตัสและแพลตฟอร์มเพรสรีดเดอร์ได้แล้วทางแอพสโตร์และเพลย์สโตร์

 

อยู่น่าน นานนานนะ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ จัดทำแผ่นพับ“10 กิจกรรมสร้างสรรค์แบ่งปันประสบการณ์ท่องเที่ยว @ น่าน” ภายใต้โครงการสร้างและแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยว “อยู่น่านนานนานนะ” เพื่อให้นักท่องเที่ยวเพิ่มระยะเวลาการพำนักให้นานขึ้น

10 กิจกรรม ได้แก่ 1.วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง2.สุดฤทธิ์ อาร์ต แกลเลอรี่ 3.หอศิลป์ ริมน่าน 4.โฮงเจ้าฟองคำ 5.วัดพระเกิด 6.แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านศรีนาป่าน-ตาแวน 7.ดอยซิลเวอร์แฟคตอรี่ 8.หมู่บ้านหนองบัว บ้านไทลื้อ 9.ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา และ 10.อุทยานแห่งชาติดอยภูคา นักท่องเที่ยวรับแผ่นพับได้ฟรีที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเทศบาลเมืองน่าน และร่วมสนุกลุ้นของที่ระลึกได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจTAT PHRAE ร่วมเล่นได้ตั้งแต่วันนี้-31 ส.ค. 2558

 

 

เสียมราฐ สักครั้งก่อนตาย (หมื่นเดียวเที่ยวสบาย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2558 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/370589

เสียมราฐ สักครั้งก่อนตาย (หมื่นเดียวเที่ยวสบาย)

โดย…กาญจน์ อายุ

ปักหมุดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ภายใต้เงื่อนไข หนึ่ง งบประมาณ 1 หมื่นบาท สอง มีเวลา 3 คืน 4 วัน และสาม ต้องเห็นเมืองพระนคร (Angkor) ให้มากที่สุด

วางแผน

สิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือ การเดินทาง เพราะเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของทริป วิธีไปเมืองเสียมราฐมี 2 ทาง คือ นั่งรถไปข้ามแดนที่ด่านปอยเปต ใช้เวลา 4 ชั่วโมง และต่อรถที่นั่นไปเสียมราฐระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร ใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง วิธีนี้จะเสียค่ารถไป-กลับประมาณ 1,000 บาท กับอีกทางคือ เครื่องบิน มีสายการบินโลว์คอสต์ของแอร์เอเชียบินไปเสียมราฐวันละ 2 เที่ยวบิน ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง (ขากลับแค่ 50 นาที) ราคาขึ้นอยู่กับวันและเวลาที่ไป จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะไปเที่ยวเสียมราฐช่วงนี้ (มิ.ย.-ก.ย.) เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นสุดๆ ทำให้ราคาตั๋วไป-กลับอยู่ที่ 3,000 ปลายๆ ส่วนเรื่องวีซ่าไม่ต้องทำถ้าอยู่ไม่เกิน 14 วัน ใช้แค่พาสปอร์ตที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือนในการเข้า-ออกประเทศ

ถัดมาคือ ที่พัก ในตัวเมืองเสียมราฐมีให้เลือกตั้งแต่เกสต์เฮาส์ราคาไม่ถึงพันไปจนถึงโรงแรมห้าดาว ที่พักราคาประหยัดจะกระจุกกันรอบๆ ผับสตรีท ย่านนี้คล้ายถนนข้าวสารบ้านเรา เดินไปทางไหนก็เจอแต่ฝรั่ง คนเกาหลี คนจีน และส่วนใหญ่เป็นแบ็กแพ็กเกอร์ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และรถตุ๊กตุ๊ก

ประตูทางเข้าปราสาทตาสม

 

การเดินทางภายในเสียมราฐ ประหยัดที่สุดคือเช่าจักรยาน แต่แนะนำให้เป็นทางเลือกสุดท้ายในฤดูร้อนสลับฝนเช่นนี้ เพราะจากตัวเมืองไปแหล่งท่องเที่ยวไกลกันราว 10 กิโลเมตร แดดเสียมราฐไม่ปรานีใคร และห่าฝนก็ไม่แยแสคนใต้ฟ้าเช่นกัน วิธีที่เหมาะสุดคือ เหมาตุ๊กตุ๊ก หากไปคนเดียวให้แจ้งกับทางที่พักไว้เพื่อแชร์ไปกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ซึ่งรถ 1 คัน นั่งได้ 4 คน

เคยได้ยินมาหนาหูเรื่องถูกโกงค่ารถ ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงควรให้ทางที่พักจัดหารถตุ๊กตุ๊กและพึงรู้ราคามาตรฐานไว้ (ทุกอย่างในเสียมราฐคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์) ดังนี้ ค่ารถรับ-ส่ง ระหว่างสนามบินกับตัวเมือง 5 เหรียญสหรัฐ ราคาทัวร์มี 2 แบบ รอบเล็ก 15 เหรียญสหรัฐ รอบใหญ่ 18 เหรียญสหรัฐ หากออกนอกเส้นทางจะขึ้นอยู่กับระยะทางราคาอยู่ที่ 5-10 เหรียญสหรัฐ เช่น ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกต้องจ่ายเพิ่มอย่างละ 5 เหรียญสหรัฐ ชมการแสดงอัสราพร้อมรับประทานอาหารเย็น 12 เหรียญสหรัฐ และขึ้นบอลลูนชมวิวมุมสูง 125 เหรียญสหรัฐ/40 นาที

แต่ละนางมีลักษณะไม่ซ้ำกัน

 

ขอขยายความรอบเล็กและรอบใหญ่ การทัวร์รอบเล็กไปได้ 3 แห่ง ได้แก่ นครวัด นครธม และปราสาทตาพรหม รอบใหญ่คือวัดที่อยู่รอบๆ มี 5 แห่ง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า การเข้าชมเมืองพระนครต้องซื้อบัตรโดยมีให้เลือก 2 แบบ คือ 1 วัน ราคา 20 เหรียญสหรัฐ และ 3 วัน ราคา 40 เหรียญสหรัฐ หากไปกับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่จะเข้าไปเพื่อชมไฮไลต์เพียง 1 วัน แต่หากไปเที่ยวเองแนะนำให้ซื้อแบบ 3 วัน เพราะแค่เดินในนครวัดก็ใช้เวลาไปค่อนวันแล้ว

เวลาซื้อบัตรจะมีการถ่ายภาพหน้าของเราลงบนนั้น และระบุวันที่ไว้ชัดเจน ทุกครั้งที่เข้าชมโบราณสถาน ไม่ว่าที่ใดในพระนครจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจก่อนเข้าทุกครั้ง ดังนั้น ถ้าหายหรือถูกฝนสีละลายต้องซื้อใหม่สถานเดียว นอกจากนี้ ค่าเข้าชมที่เสียไปคือค่าเข้าเท่านั้น ไม่มีแผ่นพับหรือแผนที่ให้ เพื่ออรรถรสในการชม ควรศึกษาข้อมูลหรือพกหนังสือไปด้วย เพราะไม่เช่นนั้นพระนครจะกลายเป็นเพียงแหล่งโบราณสถานที่มีแต่ศิลาแลง

นครวัดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น

 

วันที่ 1 จากทางทิศตะวันตก

ไม่ว่าทางรถหรือเรือบินจะไปถึงเสียมราฐก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เป็นเวลาดีที่จะเริ่มต้นทริปด้วยการบอกลาดวงตะวัน จุดชมพระอาทิตย์ตกมุมสูงอยู่ที่ปราสาทพนมบาเค็ง (Phnom Bakheng) ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง 75 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีรูปทรงเป็นพีระมิดสี่เหลี่ยมขั้นบันได 5 ชั้น เป็นสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุที่ประทับของเหล่าทวยเทพในศาสนาฮินดู ตัวปราสาทถูกสร้างให้ทำมุมกับดวงอาทิตย์ตามหลักการดาราศาสตร์และปฏิทินมหาศักราช ทำให้ทุกๆ วันที่ 21 มี.ค.ของทุกปี หรือวันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงหน้าประตูพอดี

นักท่องเที่ยวต้องเดินขึ้นเขาใช้เวลาประมาณ 20 นาที แต่กว่าที่จะขึ้นไปบนยอดปราสาทได้ต้องต่อคิวและจำกัดแค่ 300 คน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ยื่นบัตรให้รายคน ถ้าบัตรหมดต้องรอให้คนด้านบนลงมา ถ้าไม่มีใครลงก็ไม่มีสิทธิขึ้นไป แต่ก็คุ้มที่จะรอ ลองคิดภาพตามว่าพระอาทิตย์ดวงกลมโตลับเข้าแนวป่าและทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มแดงเป็นฉากหลังให้เทวสถานกลายเป็นซีลูเอตท์ ยิ่งเพิ่มความสวยงามและความขลังเข้าไปอีกเท่าตัว

รอยยิ้มแห่งบายน

 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะไล่ลงก่อนที่แสงทไวไลท์จะหายไป ตอนแรกก็หงุดหงิดใจเพราะต่อคิวมานานน่าจะให้ชมจนหมดแสง แต่เมื่อเดินลงเขาก็เข้าใจในเหตุผล เพราะเมื่อมืดคือมืดสนิท ไม่มีไฟรายทาง แถมด้วยกองทัพแมลงและยุงที่แห่ออกมาจากป่า ถ้าอยู่ข้างบนนานก็ยิ่งถูกรุมมากเท่านั้น

วันที่ 2 ตื่นทางทิศตะวันออก

ตี 4 ครึ่ง ตุ๊กตุ๊กมารับไปนครวัด ถึงที่นั่นประมาณตี 5 แต่ก็มีคนมาเช้ากว่าจับจองพื้นที่แถวหน้าริมบารายหรือบ่อน้ำ เพื่อจะได้ภาพนครวัดสะท้อนน้ำ

ก่อนตะวันจะมาท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีดำกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม เข้มเหมือนสีคราม ทำให้ปราสาททั้ง 5 ในนครวัดกลายเป็นภาพย้อนแสง องค์ประกอบภาพที่อยู่เบื้องหน้าเหมือนภาพวาด ตอนนั้นพู่กันลงสีตัวปราสาทเสร็จแล้ว แต่ยังละเลงท้องฟ้าอยู่ ทำให้ทุกนาทีโทนสีฟ้าเปลี่ยนไป จากเข้มจัดกลายเป็นเข้มอ่อน และเริ่มมีเส้นสีแดงขึ้นที่ขอบฟ้า

นักท่องเที่ยวชาวอินเดียพาครอบครัวมาเที่ยวนครวัด

 

ชะงักเหตุการณ์ไว้สักครู่… ดูข้อมือตัวเองนาฬิกาบอกเวลาตี 5 ครึ่ง ตรงเผงกับเวลาที่ทัวร์แห่กันมา ถ้าใครมาหลังจากนี้อาจไม่เห็นพระอาทิตย์ แต่จะเจอแต่หัวคน และหลังจากผู้ชมเต็มโรง การแสดงก็เริ่ม เกลอเก่ากลับมาฉายแสงให้วันใหม่ สาดแสงให้ปราสาทเป็นสีเหลืองทองเหมือนสีทุ่งข้าวออกรวง จำได้ว่าวินาทีนั้นเงียบสงัด ผู้คนนับร้อยเงียบพร้อมกันเหมือนถูกต้องมนต์

เคยอ่านสูตรเที่ยวนครวัดจากบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชื่อ เบคกี้ (Becki Enright) เขาเขียนไว้ว่าเมื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นเสร็จให้ออกไปเที่ยวปราสาทบายน (ส่วนหนึ่งของนครธม) และปราสาทตาพรหม แล้วจึงกลับมาเที่ยวนครวัดตอนบ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงผู้คนหนาแน่นที่นครวัดในช่วงเช้า แต่สูตรนี้น่าจะเหมาะกับช่วงหน้าหนาว เพราะหากเดินนครวัดช่วงบ่ายตอนนี้อาจถูกความร้อนขัดขวางการเดินชมเทวสถานที่ใหญ่ถึง 2 แสน ตร.ม.

นครวัด สร้างในปี ค.ศ. 1113 ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 ตั้งแต่ยังมีอาณาจักรขอมโบราณ เพื่อถวายแด่พระวิษณุในศาสนาฮินดู นับถึงตอนนี้ก็มีอายุถึง 900 ปีแล้วแต่นครวัดยังค่อนข้างสมบูรณ์ นครวัดมีกำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กม. มีปราสาท 5 หลังบนฐานสูงตามความเชื่อของศูนย์กลางจักรวาล เรื่องราวที่น่าทึ่งคือ ตามผนังยังมีรูปแกะสลักนางอัปสรามากกว่า 1,600 นาง แต่ละนางมีลักษณะต่างกันทั้งหมด หินทุกก้อนขนมาจากเขาพนมกุเลนที่อยู่ห่างไกล 50 กม. ในยุคที่ยังไม่มีรถบรรทุกจึงต้องใช้ช้างกว่า 4 หมื่นเชือก และคนงานนับแสนในการสร้าง

ชมปราสาทบายน

 

นครวัดมุมสูงต้องขึ้นไปดูที่จุดศูนย์กลางจักรวาล หรือบนยอดปราสาทสูง 80 เมตร ทางขึ้นเป็นบันไดเหล็กวางทับบันไดหินที่สึกกร่อน จำกัดจำนวนคนเช่นเคย แต่คิวรันเร็วกว่าเพราะด้านบนมีเจ้าหน้าที่ควบคุมเวลา จากบนนั้นจะเห็นนครวัดได้ 360 องศา เห็นความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอมโบราณที่ทุกตารางนิ้วสร้างขึ้นจากฝีมือมนุษย์ และเห็นความคงอยู่ของอารยธรรมที่อยู่คงมาถึงวันนี้

กระทั่งปี 1177 พระนครถูกชาวจามรุกราน บ้านเมืองระส่ำระสาย ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สร้างเมืองหลวงใหม่ที่ นครธม ถือเป็นเมืองหลวงสุดท้ายของอาณาจักรขอม และสร้างปราสาทบายนเป็นวัดประจำรัชกาลและเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้า ในสมัยพระองค์เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาถูกเผยแผ่และเข้ามาแทนที่ศาสนาฮินดูจนถึงปัจจุบัน เพราะพระองค์เป็นพุทธศาสนิกชนและเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก สถานที่โด่งดังและเป็นเอกลักษณ์ของนครธมคือ ปราสาทบายน มีรูปสลักพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจำนวน 216 พระพักตร์ นอกจากนี้ ภายในเขตนครธมยังมีวัดและปราสาทอื่นอีก 5 แห่ง

ปราสาทตาพรหม อยู่ไกลออกไป คือวัดในพุทธศาสนาและเป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันตัวปราสาทถูกปกคลุมด้วยรากของต้นสะปง หรือภาษาไทยเรียกว่าต้นสำโรง เป็นต้นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนที่รากจะมีขนาดใหญ่ เพราะดูดซับน้ำใต้ดินขึ้นไปเลี้ยงลำต้น และไม่ได้มีแค่จุดเดียว แต่มีเป็นสิบต้น! ปราสาทตาพรหมมีชื่อเสียงสุดขีดหลังจากหนังเรื่องทูมเรเดอร์ฉายทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยเรียกปราสาทแห่งนี้ว่าปราสาทแองเจลินา โชลี

3 แห่งนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ซื้อบัตรแบบ 1 วัน แต่สำหรับคนที่ซื้อ 3 วันแล้ว วันสุดท้ายต้องจัดเต็มกับเส้นทางเก็บตกวัดรอบๆ พระนคร

วันที่ 3 เลาะพระนคร

ก่อนที่หน้ากระดาษจะหมด ขอกล่าวถึงเส้นทางนี้พอสังเขปและเห็นภาพ เส้นทางเริ่มต้นที่ วัดแปรรูป (Pre Rup)สร้างขึ้นก่อนนครวัดในยุคของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ราวปี 960 เพื่อถวายแด่พระศิวะ ด้านบนปราสาทสามารถมองไปถึงนครวัด และเห็นส่วนหนึ่งของภูเขาพนมกุเลน นอกจากนี้ พระองค์ยังสร้าง ปราสาทเมบอนตะวันออก หรือบางคนเรียกว่าปราสาทแม่บุญตะวันออก ที่ห่างออกไป 500 เมตร สร้างขึ้นบนเกาะที่ถมขึ้นกลางบารายฝั่งตะวันออกเพื่อถวายแด่พระศิวะเช่นกัน

จากนั้นมุ่งสู่กลุ่มปราสาท 3 แห่ง ที่เรียกว่าแหล่งพุทธศาสนา (Buddhist Complex) สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ไล่เรียงไปตามเส้นทาง ได้แก่ ปราสาทตาสม (Prasart Ta Som) เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นในยุคที่พระพุทธศาสนามีอิทธิพล โดยสร้างตามแบบปราสาทบายนและเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้า จุดที่ห้ามพลาดคือประตูที่ปกคลุมด้วยรากไม้ จากทางเข้าต้องเดินไปจนถึงประตูสุดท้าย และเดินทะลุประตูออกไปถึงเห็น ปราสาทนาคพัน หรือปราสาทเนี้ยกปอน (Prasat Neak Pean) เอกลักษณ์อยู่ที่นาค 2 ตัวพันฐานปราสาทประธาน คือ นันทะนาคราช และอุปนันทะนาคราช ปราสาทสร้างอยู่กลางสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเป็นสระอโนดาต และแห่งสุดท้ายคือ ปราสาทพระขรรค์ (Prasat Preah Khan) เป็นวัดที่มีทั้งศิลปะทางพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูผสมผสานกัน ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปราสาทแห่งนี้เคยเป็นอโรคยาศาลาที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งเคยเป็นสถานที่สู้รบระหว่างขอมและพวกจาม ซึ่งชื่อปราสาทพระขรรค์มาจากพระแสงดาบที่ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ชนะศัตรูนั่นเอง

ทั้ง 5 วัดอยู่ในเส้นทางบิ๊กทัวร์ แม้แต่ละที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่าวัดสำคัญ แต่มีเสน่ห์ตรงบรรยากาศที่ดิบกว่า เห็นร่องรอยของกาลเวลามากกว่า และสามารถใช้เวลาในแต่ละแห่งได้เต็มที่ ไม่มีการต่อคิว ไม่มีนักท่องเที่ยวมากมาย จึงดื่มด่ำได้นานเท่าที่ต้องการ

พระนครถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1992 ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม องค์การยูเนสโกยกย่องให้พระนครเป็นแหล่งโบราณสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตัวแทนอารยธรรมขอมตั้งแต่ศตวรรษที่ 9-14 สมกับเป็นสถานที่ที่ต้องไปสักครั้งก่อนตาย

บรรลุเงื่อนไข

เสียมราฐ 3 คืน 4 วัน เดินทางโดยเครื่องบิน นอนโรงแรม 3 ดาวย่านผับสตรีท ไปเที่ยวทั่วพระนคร โดยรถตุ๊กตุ๊ก 3 วัน ส่วนวันที่ 4 เดินเล่นในตัวเมืองและเดินทางกลับ งบประมาณอยู่ที่ 8,000 บ. แต่ หากไปช่วงไฮซีซั่น ต.ค.-เม.ย. ราคาห้องพักจะแพง กว่า 1 เท่า นอกจากแหล่งท่องเที่ยว ยังมีสิ่งที่ห้ามพลาด ดังนี้ 1. ดื่มน้ำผลไม้ปั่นที่ เดอะ บลู พัมพ์กิน (The Blue Pumpkin) มี 2 สาขา แต่สาขาริมถนน Sivatha จะมีโซฟาให้นั่งสบายกว่า 2. ซดกาแฟดริปที่ เอสโซ่ ดริป (Esso Drip) ออกจากตัวเมืองไปเล็กน้อย อยู่เยื้องกับโรงแรมพาร์ค ไฮแอท เสียมเรียบ ใช้เวลาเดิน 10 นาที 3. ลองไอศกรีมโฮมเมดที่ เจลาโต้ (Gelato) ร้านสีฟ้าแถวตลาดซาจ๊ะหรือ Old Market 4. รับประทานอาหารเขมรที่ ขะแมร์ คิทเช่น (Khmer Kitchen Restaurant) ตรงข้ามตลาดซาจ๊ะ 5. ของฝากที่เป็นสัญลักษณ์ของกัมพูชาคือ ผ้าขาวม้าลายตารางสีสด ขายผืนละ 2 USD

 

 

มิลาน…เมืองแห่งแฟชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2558 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/369295

มิลาน...เมืองแห่งแฟชั่น

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com ภาพ กมล คงสกุลวัฒนสุข

เราเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางสุดท้ายของผมในประเทศอิตาลีแล้วครับ ที่นี่มิลาน…เมืองแห่งแฟชั่นที่สินค้าแบรนด์เนมทั้งหลายของอิตาลีมักจะมาเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่กันที่นี่ และที่พิเศษไปกว่านั้น ในปีนี้เมืองมิลานได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเอ็กซ์โปตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.-31 ต.ค.เป็นงานยิ่งใหญ่ระดับโลกที่จัดกันถึง 6 เดือนเต็ม

ผมใช้เวลาอยู่ที่เมืองนี้เพียง 1 วันกับ 1 คืนเท่านั้น แต่ก็มีโอกาสไปเที่ยวจุดไฮไลต์ของเมืองนี้ นั่นคือ จัตุรัสหน้า มิลาน ดูโอโม่ ไปเดินช็อปปิ้งในศูนย์การค้าแกลลอเรีย วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล รวมทั้งได้ขึ้นไปเดินบนหลังคาของ มิลาน ดูโอโม่ อีกด้วย

หลังจากเมืองมิลานผมจะเดินทางข้ามไปประเทศฝรั่งเศสครับ ตอนนี้งานค่อนข้างยุ่ง ผมขอหายตัวไปสักพักก่อน หากมีเวลาเมื่อไหร่แล้วผมจะส่งภาพชุดของประเทศฝรั่งเศสมาแบ่งปันให้ชมกันอีกในภายหลังนะครับ

ร่วมเดินทางและแบ่งปันความสุขโดย

กมล–กนกพร–มนพร–มนพัทธ์ คงสกุลวัฒนสุข

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยูฟูอิน ดินแดนสุดแสนประทับใจของ นลิน เจริญศรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2558 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/369271

ยูฟูอิน ดินแดนสุดแสนประทับใจของ นลิน เจริญศรี

การเดินทางคือสุดยอดความฝันของใครหลายๆคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีพลังเหลือล้นในยุคนี้ มักจะวางแผนการเดินทางอย่างน้อยสักปีละครั้งเพื่อไปเติมพลังชีวิต เช่นเดียวกับเธอคนนี้ที่จัดให้การเดินทางท่องเที่ยวถือเป็นอันดับต้นๆ ของชีวิตที่เธอให้ความสำคัญว่าต้องไปปีละ 2 ครั้ง เพราะการเดินทางคือรางวัลของชีวิตที่ต้องให้ตัวเอง

โดย…อณุสรา ทองอุไร

นลิน เจริญศรี ผู้จัดการ-สื่อสารองค์กรและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท บัตรกรุงไทย ที่หลงรักการเดินทางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทุกครั้งที่มีโอกาส มีเวลา มีเงิน เธอจะมองหาทริปเดินทางกับกลุ่มเพื่อนอยู่เป็นนิจ แต่ช่วง 3-4 หลังนี้เธอหลงใหลกับประเทศญี่ปุ่นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น โดยเฉพาะที่เมืองยูฟูอิน ของเมืองฟุกุโอกะ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นบ้านที่ 2 ของเธอเลยก็ได้ เพราะเธอมาเที่ยวที่นี่ประมาณ 3-4ครั้งแล้ว และคาดว่าจะมาอีกเรื่อยๆ อาจจะทุกปีก็เป็นไปได้

 

นลิน เล่าว่า เธอไปที่หมู่บ้านยูฟูอิน เมื่อ2 ปีที่แล้ว โดยมีเพื่อนที่เป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นที่ยังมีญาติอยู่ที่เมืองนี้ชวนไปครั้งแรกซึ่งเป็นการไปกับเพื่อน 3-4 คน เริ่มเดินทางจากเกาะกิวชู แล้วไปที่เมืองฟุกุโอกะ เราพักที่ฟุกุโอกะ 2-3 วัน แล้วไปที่ยูฟูอิน พอไปเห็นครั้งแรกแล้วอึ้งไปเลย คือมันประทับใจชอบมากเป็นเมืองที่ดูสงบน่ารักไปอยู่ 2-3 วันนี่ไม่เบื่อเลยมันดูร่มรื่นสบายใจได้ใช้ชีวิตช้าๆ ไปไหนก็เดินเป็นหลัก อาหารอร่อย ผู้คนน่ารัก เป็นเมืองเก่าหลายอย่างยังคงรูปแบบเดิมๆ ไว้อยู่เลย เป็นเมืองที่เป็นธรรมชาติมาก มีภูเขา มีหิมะลงตอนหน้าหนาว อากาศเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี ไม่พลุกพล่านวุ่นวาย

ยูฟูอิน เป็นเมืองที่มีอาหารโบราณแบบดั้งเดิมอยู่เยอะมาก เป็นร้านดังขึ้นชื่อแบบที่คนพื้นเมืองไปกิน ไม่ใช่ร้านที่ทัวร์แวะกินนะอย่างมีร้านหนึ่งจำชื่อไม่ได้แล้ว เป็นร้านขายโซบะอยู่ริมทะเลสาบ ทั้งร้านขายแต่เส้นโซบะล้วนๆ สารพัดเส้น เป็น 10 ชนิดเลย ขายเส้นโซบะอย่างเดียวไม่ใส่เทมปุระ หรือเนื้อสัตว์อะไรเลย แค่เส้นโซบะหลายๆ ชนิดกับน้ำซุปหลายๆ แบบ แค่นี้ก็อร่อยแล้ว คนแน่นเกือบตลอดทั้งวันเลย เวลาไปชิมตอนอากาศเย็นๆมันเหมาะมากน้ำซุปร้อนๆ กับเส้นโซบะอร่อยๆเหนียว หนึบๆ นุ่มๆ กับวิวทะเลสาบและขุนเขาเข้ากั๊นเข้ากันจริงๆ ไปทุกครั้งก็ต้องไปชิมทุกครั้งไม่ยอมพลาดเด็ดขาดเลย

 

ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำผึ้งเป็นของฝากที่ทุกคนต้องซื้อกลับ น้ำผึ้งเป็นที่ยอมรับว่าน้ำผึ้งดีต้องมาจากยูฟูอิน แล้วมีร้านที่ขายไอศกรีมที่ทำมาจากน้ำผึ้งอร่อยเลิศไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน อีกร้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังของที่นี่ ก็คือเขามีร้านเบอร์เกอร์สไตล์ญี่ปุ่น ถือว่าเป็นร้านประจำเมืองของเขาเลยก็ว่าได้ มีอยู่ร้านเดียวใครไปจะต้องแวะ ห้ามพลาดเลย ถ้าไปที่ยูฟูอินแล้วไม่ไปกินเบอร์เกอร์กับโซบะ แสดงว่ายังไปไม่ถึงยูฟูอินอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ โรงแรมที่นี่จะเป็นโรงแรมแบบเก่าๆ ของญี่ปุ่นแท้ๆ เขาเรียกว่า แบบเรียวกังคือเป็นโรงแรมเล็กๆ ห้องก็เล็กๆ เฟอร์นิเจอร์จะเป็นโต๊ะเก้าอี้เล็กๆ อ่างล้างหน้าล้างมือก็เล็กจิ๊ดเดียว เวลาเสิร์ฟอาหารจะเป็นอาหารชุดเล็กที่มีหลายอย่างใส่ถ้วยกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักมาก

 

“ที่ประทับใจไปกว่านั้น ก็คือ โรงแรมแบบเรียวกัง นอกจากมีอาหารเช้ารวมในค่าห้องแล้ว บางโรงแรมส่วนใหญ่แบบเรียวกังยังรวมอาหารเย็นไว้ด้วย ดีมากเลย แล้วโรงแรมราคา3,000 กว่าบาท ไม่แพงด้วย แม้เป็นโรงแรเล็กๆ ก็สามารถจองผ่านอินเทอร์เน็ตได้หมดเลย อาคารร้านเรือนต่างๆ ของที่นี่บรรยากาศมันเหมือนหนังซามูไรที่เราดูตอนเด็กแบบนั้นเลย บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เหมือนเรามองภาพถ่ายแบบซีเปียทำนองนั้นแหละ คลาสสิกย้อนยุคดีจังเลยช้อบชอบ” เธอ เล่าอย่างชื่นชม

ส่วนพวกช็อปปิ้งจะมีถนนเส้นเดียวที่เป็นแหล่งช็อปปิ้ง ส่วนใหญ่จะเป็นของพื้นเมืองแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ร้านแบรนด์เนมน้อยมาก แสงสีเริงราตรีจะมีน้อย ใครที่มาเที่ยวเมืองนี้คือต้องการไปดื่มด่ำกับธรรมชาติจริงๆ อยากลองไปใช้ชีวิตช้าๆ เนิบๆ สบายๆ ไม่รีบร้อน ถ้าชอบชีวิตแบบแสงสชี อบเรงิ ราตรีใช้ชวี ิตกลางคนื จะไม่เหมาะ ไม่เหมือนโตเกียวที่มันจะคึกคักวุ่นวายเกินไป ก็แล้วแต่คนชอบอ่ะนะ แต่เราเบื่อความเป็นเมือง เบื่อความวุ่นวาย เราจึงชอบที่นี่ สุข สงบ ปลอดภัย ที่นี่ 6 โมงเย็นร้านก็จะปิดกันหมดแล้ว เรียกว่าชอบทุกอย่างของเมืองนี้ คน อากาศ อาหาร วิถีชีวิต ธรรมชาติโดนใจมาก ปีหน้าก็คงมาอีก มาทุกปีเลยรู้สึกเหมือนกับมาเยี่ยมบ้านตัวเองงั้นแหละ เดี๋ยวนี้ไปคล่องไม่เคยใช้ทัวร์เลย

 

“หลังจากที่ไปมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็กลับไปอีกทุกปี บางปีก็กลับไปปีละ 2 ครั้ง จนเพื่อนที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นและมีญาติอยู่ที่เมืองนี้ยังแซวว่าไปบ่อยกว่าเขาอีก เหมือนว่าเราเป็นฝ่ายที่มีญาติอยู่ที่นั่นซะเอง (หัวเราะ) เมืองนี้เป็นเมืองเก่า ขึ้นชื่อเรื่องออนเซน แล้วเป็นออนเซนแบบส่วนตัว ไม่ต้องไปแย่งไปรวมกับใคร ดีตรงนี้สำหรับคนเขินที่ต้องไปเปลือยออนเซนแบบรวมกลุ่มเป็นหมู่คณะ” เธอ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ที่ประทับใจอีกอย่างก็คือ เมืองนี้เราจะเห็นคนเอาน้องหมา น้องแมว มาเดินเล่นกันเต็มไปหมดเลย แล้วมีร้านบางร้านให้เอาน้องหมาน้องแมวเข้าไปได้ด้วย จึงเป็นเมืองที่มีร้านขายของสำหรับสัตว์เลี้ยงเยอะแยะเลย น่าจะเป็นเมืองของคนที่รักสัตว์มากๆ ไปที่เมืองอื่นเราจะไม่ค่อยได้เห็นสินค้าเพื่อน้องหมาน้องแมวเยอะเท่านี้เลย ถือว่าเป็นสวรรค์ของคนรักสัตว์เลี้ยงได้เลย

 

การเดินทางไปเมืองยูฟูอินไม่ยาก เริ่มบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่เมืองฟุกุโอกะ แล้วนั่งรถไฟที่เราเรียกกันว่ารถไฟสายโรมานซ์คือยูฟูอินโมโนริ ที่สถานีแห่งนี้จะทำให้เรานึกถึงหนังเรื่อง แฮรี่พอตเตอร์ เลย เก่าแต่เก๋ ดูคลาสสิกมากเลย นั่งไปประมาณชั่วโมงกว่าก็ไปถึงเมืองยูฟูอิน แล้วในรถไฟจะน่ารักมากเป็นรถไฟที่สวย สะอาด แล้วในรถไฟก็จะมีแหล่งช็อปปิ้ง มีร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆมากมายในขบวนนี้ สองข้างทางก็จะเป็นวิว 5ดาว ท่ามกลางธรรมชาติและสายหมอก เห็นภูเขาตลอดแนว สวยชวนฝัน ซึ่งจะต้องจองตั๋วรถไฟไว้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่จะเต็มตลอดเลยถ้าไปรอลุ้นส่วนใหญ่จะไม่ได้ขึ้น

ข้อแนะนำคือเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ โรงแรมก็จะไม่ใหญ่โต ดังนั้นควรจองล่วงหน้าก่อนไปถ้าจะไปช่วงเทศกาล โดยเฉพาะรถไฟต้องจองล่วงหน้า 4-5 วัน ส่วนใหญ่จะเต็มตลอดนอกจากนั้นก็สบายๆ ไม่มีอะไรต้องกังวลเป็นเมืองที่ปลอดภัยคนเป็นมิตรมาก ไม่มีฉกชิงวิ่งราว เดินเที่ยวเล่นได้อย่างสบายใจที่สุด

 

 

 

 

 

ใครๆ ก็อยากได้ Renew

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2558 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/369156

ใครๆ ก็อยากได้ Renew

โดย…ทีมงานโลก 360 องศา keb_toke@plet360.com

ณ เวลานี้ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาแต่ละด้านของประเทศเพื่อนบ้านเรา ก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปไม่มากก็น้อย วันนี้ก็เลยขอพาไปอัพเดทสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศรอบบ้านเรากันดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงานไฟฟ้า ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลในการพัฒนาให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุด ซึ่งปัจจัยและข้อจำกัดด้านต่างๆ ของแต่ละประเทศ ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energyมีบทบาทในประเทศเพื่อนบ้านของเรา

เริ่มต้นที่ประเทศลาว หรือ สปป.ลาว ประเทศนี้เขาวางบทบาทไว้อย่างชัดเจนว่า ภายใต้การพัฒนาที่จะเกิดขึ้นกับภูมิภาค ลาวจะขอทำหน้าที่เป็น “หม้อไฟแห่งเอเชีย” หรือ “Battery of Asia” ซึ่งคุณ Khamso Kouphokam รองอธิบดีกรมนโยบายพลังงานและแผน กระทรวงพลังงานและบ่อแร่บอกกับเราว่าจากการศึกษาขององค์กรแม่โขงสากล ชี้ให้เห็นว่าลาวมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำได้สูงถึง 2.6 หมื่นเมกะวัตต์ ทำให้ในปัจจุบันลาวมีโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และอยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีกหลายสิบโครงการ ในอนาคตจะสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย กัมพูชา และเวียดนามได้

โซลาร์เซลล์ทางเลือกสำหรับ หมู่บ้านห่างไกลในประเทศลาว

 

อย่างไรก็ตาม การจะก้าวขึ้นเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชียที่สมบูรณ์แบบได้นั้น ลาวเองก็ต้องเร่งพิสูจน์ว่ามีศักยภาพและมีเสถียรภาพทางด้านพลังงานที่เพียงพอ เพราะยังมีผู้คนอีกกว่า 7 ล้านคน ที่อาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายในพื้นที่ร่วม 2.4 แสนตารางกิโลเมตร แถมพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นภูเขาสูงและเขตป่าไม้ ทำให้ไฟฟ้าและถนนเข้าถึงได้ยากหรืออยู่ในสภาพที่ไม่ดีเท่าที่ควร แต่กลับเป็นที่น่าประหลาดใจว่าประชาชนชาวลาวในพื้นที่ชนบท สามารถมีไฟฟ้าใช้ ทั้งๆ ที่สายส่งไฟฟ้ายังไม่สามารถเข้าไปถึงได้

โครงข่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก ได้ทำให้ชาวบ้านกว่า 90 หลังคาเรือน ของบ้านหนองผา ในเขตพื้นที่ห่างไกลในประเทศลาว ได้มีโอกาสสัมผัสกับแสงสว่างยามราตรี ซึ่งซันระบบ (Sunlabob) บริษัทผู้พัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ของประเทศลาว ได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ชาวลาวในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสใช้ไฟฟ้าMr. Andy Schroeter บอกกับเราว่า ในพื้นที่ห่างไกลที่ผู้คนมีรายได้เพียง 1 เหรียญสหรัฐ/วัน การที่พวกเขาจะลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์เองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ระบบ Micro Grid ที่มีกำลังการผลิตราวๆ 600 กิโลวัตต์ เพียงพอสำหรับหมู่บ้านที่มีขนาด 800–100 ครัวเรือน ซึ่งแต่ละบ้านมีความจำเป็นในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่กี่ชิ้นอย่างไรก็ตาม รอง ผอ. Chantho Milattanapheng สถาบันส่งเสริมพลังงานทดแทนในลาวบอกกับเราว่า ในทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ มองว่าพลังงานหมุนเวียนเป็น “พลังงานไม่รับประกัน” เพราะถ้าคิดเป็นต้นทุนต่อหน่วยถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูง แต่สามารถตอบโจทย์พื้นที่ชนบทห่างไกลที่ผู้คนพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าที่น้อยนิดได้ ประเทศยังจำเป็นที่จะต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและเชื่อถือได้ ดังนั้นลาวจึงให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหิน

แบตเตอรี่สำหรับเก็บกักไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพียงพอสำหรับผู้คนในชนบทที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่กี่ชิ้น

 

ถัดจาก สปป.ลาว เราไปดูอีกหนึ่งประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือ ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีเมืองอย่างฮานอยและโฮจิมินห์เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นแหล่งสะท้อนความเป็นสังคมปัจจุบันของประเทศนี้ได้เป็นอย่างดี

เพื่อเปิดรับเอาเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆ จากประเทศอื่นๆ สังคมเวียดนามจึงเปิดรับวัฒนธรรมภายนอกอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ดังนั้นวิถีชีวิตของผู้คนจึงผูกติดกับเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก และตามให้ทันกับเทรนด์ของโลก ดังเช่นแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเติบโตแบบสีเขียว ซึ่งถูกกำหนดเป็นนโยบายหลายด้าน ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอาคาร การดำเนินธุรกิจ การทำเกษตรกรรม และยังรวมถึงการพัฒนาด้านพลังงานด้วยเช่นกัน

การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักเป็นหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

 

นินถ่วนเป็นจังหวัดที่ส่งเสริมภาพลักษณ์สีเขียวให้กับเวียดนาม เพราะจังหวัดนี้เป็นที่ตั้งของเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำด่าหนิม (Da Nhim) ซึ่งเป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกทางตอนใต้ของประเทศ มีกำลังการผลิตเพียง 160 เมกะวัตต์ยังถือว่าห่างไกลความต้องการใช้ไฟฟ้าจริงอยู่มาก ดังนั้นโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน จึงยังมีบทบาทหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่กระนั้นก็ตามเวียดนามก็ประกาศว่าจะมีความพยายามเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น

จังหวัดบิงถ่วนที่อยู่ติดกันกับจังหวัดนินถ่วน ซึ่งมีอากาศร้อนและแห้งแล้งไม่แพ้กัน รัฐบาลจึงมีโครงการติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุด 30 เมกะวัตต์ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอสำหรับความต้องการใช้งานจริง แต่นี่ก็เป็นหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลพยายามทำให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยเงินลงทุนกว่า 96 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นของรัฐบาลจะมีอยู่ไม่กี่โครงการ ส่วนภาคเอกชนที่ต้องการลงทุนก็ยังไม่มีแรงจูงใจมากพอเพราะรัฐบาลยังไม่ประกันราคารับซื้อ ดังนั้นโครงการพลังงานหมุนเวียนในเวียดนามปัจจุบัน จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสร้างสรรค์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ มากกว่าการมุ่งใช้เป็นแหล่งพลังงานหลัก เพราะเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามกำลังเติบโตไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว วิถีชีวิตของผู้คนมีความสะดวกสบายมากขึ้น เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนกับชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว พลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะเป็นพลังงานสะอาด แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานของเวียดนาม

เครื่องปั่นไฟมีต้นทุนค่าน้ำมันวันละ2,000 จ๊าด ถือเป็นเงินจำนวนมากสำหรับคนในชนบทของเมียนมา

 

ถัดจากลาวและเวียดนาม เราเดินทางต่อไปที่ประเทศเมียนมา เพื่อดูว่าปัจจุบันประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ซึ่งถนนหลายสายที่เคยอยู่ระหว่างก่อสร้างและปรับปรุง ตอนนี้ก็เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว แม้จะยังมีบางส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ มีธุรกิจหลายแขนงที่ถูกมองว่ามีโอกาสและศักยภาพในตลาดเมียนมาซึ่งธุรกิจทางด้านพลังงานก็เช่นกัน ซึ่งทุกคนเข้าใจดีว่าเมียนมามีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องพัฒนาความมั่นคงทางด้านพลังงาน

แม้จะมีโครงการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าใหญ่ๆ อยู่หลายแห่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศ ประชาชนในหลายพื้นที่ยังขาดแคลนไฟฟ้า และอีกหลายพื้นที่ก็ยังมีปัญหาไฟฟ้าดับอยู่บ่อยครั้ง ระบบสายส่งที่ยังไม่ทั่วถึง ทำให้พื้นที่ห่างไกลต้องมีเครื่องปั่นไฟฟ้าไว้ใช้งาน ซึ่งจะตามมาด้วยต้นทุนค่าอุปกรณ์และค่าเชื้อเพลิงที่ต้องจ่ายอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นบริษัททางด้านพลังงานจากต่างชาติจึงมองเห็นโอกาสในการลงทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ชนบทของเมียนมา โดยใช้โครงข่ายไฟฟ้าแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก เหมือนที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในการพัฒนาไฟฟ้าชนบทของประเทศลาว

โซลาร์เซลล์ขนาดเล็กอีกทางเลือกหนึ่งของชาวเมียนมาที่ต้องการเข้าถึงไฟฟ้า

 

ผู้จัดการของร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในย่างกุ้งเล่าให้เราฟังว่า ยังมีพื้นที่อีกหลายจุดในเมียนมาที่สายส่งไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง ดังนั้นชุดอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก ซึ่งที่ร้านขายอยู่ที่ราคาประมาณ 1 แสนจ๊าด หรือประมาณ 3,000 บาท จึงค่อนข้างขายดี ส่วนบรรดาร้านขายเครื่องไฟฟ้าต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะมีความสำคัญอย่างมากต่อชาวเมียนมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล และเจ้าของร้านขายของชำเล็กๆ ในหมู่บ้านในเขตชานเมืองย่างกุ้งที่ยังไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง ลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก เพื่อให้ลูกๆ ของเธอได้มีแสงสว่างในเวลากลางคืนและได้มีโอกาสดูโทรทัศน์บ้างในบางครั้ง และเธอยังถือโอกาสนี้ให้บริการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถืออีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่หน้าฝนหรือช่วงที่ฟ้าหม่น แสงแดดไม่เพียงพอสำหรับโซลาร์เซลล์ ชาวบ้านก็ยังคงต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟอยู่เช่นเดิม แต่ก็จะตามมาด้วยค่าน้ำมันอีกประมาณ 2,000 จ๊าด หรือ 60 บาท/วัน ดังนั้นพลังงานหมุนเวียนเหล่านั้นจึงไม่ใช่แหล่งพลังงานหลักที่สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับเมียนมาในระยะยาว

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่แสวงหาการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ลาวต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องการให้ผู้คนอยู่ดีกินดีอย่างถ้วนหน้า  เวียดนามต้องการสร้างความมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับ ส่วนเมียนมาเองก็ตระหนักดีว่าการสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการลงทุน จำเป็นต้องมีสาธารณูปโภคที่พร้อม มีเสถียรภาพทางด้านพลังงาน ประเทศไทยเราก็เช่นกัน เราก็คงจะต้องหาโมเดลที่เหมาะสม  เพื่อให้เรามีความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานไม่แพ้ชาติอื่นๆ และมีต้นทุนค่าไฟฟ้าสอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมที่เราเป็นอยู่

 

 

พระคู่เมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2558 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/369155

พระคู่เมือง

โดย…วิศิษฐ์ แถมเงิน

ภาพแห่งพลังความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาของชาวพม่านั้นถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เราจึงได้เห็นภาพแปลกตาหลายอย่างในประเทศนี้

หนึ่งในพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่มีความสำคัญของชาวมัณฑะเลย์ คือ พระมหามัยมุนี ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ และโดยความเชื่อว่า พระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวายทุกเช้าตั้งแต่เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป

เริ่มด้วยการล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบผสมทานาคาต่อด้วยแปรงพระทนต์ และใช้ผ้าจากประชาชนที่มาถวายเช็ดให้แห้งสนิท และใช้พัดทองโบกถวายจึงเป็นอันเสร็จพิธีร่วมสองชั่วโมง ก่อนจะให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเข้าสักการะปิดทองเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

 

 

 

Travel Update

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2558 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/369154

TravelUpdate

โดย…กาญจนา

จ่ายสบายไปยุโรปกับบัตรเครดิตเคทีซี

เคทีซี ร่วมกับการ์ตา แอร์เวย์ส จัดแคมเปญ “บินฟรีผ่อนสบาย แบบเอ็กซ์คลูซีฟสู่ 19 เมืองสุดฮิต” ลูกค้าบัตรเครดิตเคทีซีได้รับบริการแบ่งชำระ FLEXI 0% นาน 4 เดือน (ราคารวมค่าภาษีสนามบินและน้ำมันเชื้อเพลิง) กับ 19 เส้นทางท่องเที่ยวยอดฮิต เส้นทางยุโรป ได้แก่ ลอนดอน ปารีส โรม มิลาน ซูริค แฟรงก์เฟิร์ต แมนเชสเตอร์ โคเปนเฮเกน สตอกโฮล์ม มอสโก อิสตันบูล อัมสเตอร์ดัม วอร์ซอ และเวียนนา  ชั้นประหยัดผ่อนชำระ 5,600 บาท/เดือน และชั้นธุรกิจผ่อนชำระ 14,590 บาท/เดือน

เส้นทางอเมริกา ได้แก่ นิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย และชิคาโก ชั้นประหยัดผ่อนชำระ 8,590 บาท/เดือน และชั้นธุรกิจผ่อนชำระ 25,290 บาท/เดือน รวมทั้งดูไบ ชั้นประหยัดผ่อนชำระ 4,650 บาท/เดือน และชั้นธุรกิจผ่อนชำระ 8,570 บาท/เดือน เส้นทางเอเชียและฮานอย ชั้นประหยัดผ่อนชำระ 1,290 บาท/เดือน จองได้ตั้งแต่วันนี้-31 ก.ค. 2558 และเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้-10 ธ.ค. 2558 สอบถามเคทีซี เวิลด์ ทราเวล เซอร์วิส โทร. 02-665-5050 เว็บไซต์ www.ktcworld.co.th

 

ยู อินจันทรี ลดราคาช่วงกรีนซีซั่น

โรงแรมยู อินจันทรี กาญจนบุรี ขอเสนอห้องพักราคาพิเศษในช่วงกรีนซีซั่น เริ่มต้นคืนละ 2,199 บาท พร้อมอาหารเช้า และเลือกท่องเที่ยวในเมืองกาญจนบุรีโดยเรือหางยาวชมขุนเขาและสายน้ำ เที่ยวละ 1,699 บาท สำหรับ 2 ท่าน จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้-30 ก.ย. 2558

โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำแคว เป็นโรงแรมบูติก 26 ห้อง เคยได้รับรางวัล Thailand’s Most Romantic Resort และรางวัล Top 25 Small Hotels จากเว็บไซต์ Tripadvisor สำรองห้องพัก โทร. 034-521-584 หรืออีเมล reserve@ukanchanaburi.com

 

วันธรรมดาราคาเดียว @ภาคกลาง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับเว็บไซต์อโกด้า จัดโครงการ “วันธรรมดาราคาเดียว @ภาคกลาง : Weekday one Price” มอบโปรโมชั่นพิเศษในวันธรรมดาผ่านการจองห้องพักผ่าน www.agoda.co.th/tat ทั้งห้องพักระดับ 3 ดาว ราคาเริ่มต้นที่ 999 บาท 4 ดาว 2,999 บาท และ 5 ดาว 3,999 บาท โดยมีโรงแรมเข้าร่วมโครงการกว่า 200 แห่ง จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้-31 ส.ค. 2558

 

พักนานประหยัดกว่าที่ อมารี ภูเก็ต

ในโอกาสเปิดบริการโอเชี่ยนวิงเฟสใหม่ล่าสุด โรงแรมอมารี ภูเก็ต จึงออกโปรโมชั่น “โอเชี่ยนวิงซุปเปอร์เซฟเวอร์แพ็คเกจ” สำหรับการเข้าพักในห้องสวีท 1 ห้องนอน และห้องสวีท 2 ห้องนอน ระยะเวลา 6 วัน 5 คืน ราคา 23,907 บาท+++ พร้อมบริการรถรับ-ส่งสนามบินนานาชาติภูเก็ตเซตดินเนอร์ 1 มื้อ ณ ห้องอาหารริมทะเล การันตีเลตเช็กเอาต์ถึง 16.00 น. บริการนวดเท้า 30 นาที ณ บรีซสปาและส่วนลดบริการอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันนี้-20 ธ.ค. 2558 สอบถามหรือสำรองห้องพัก โทร. 076-340-106 ต่อ 8033 เว็บไซต์ www.amari.com/phuket

 

หนีกรุงไปโฮเทล เดส อาร์ทติส เขาใหญ่

โรงแรมโฮเทล เดส อาร์ทติส เขาใหญ่ มอบห้องพักราคาพิเศษช่วงหน้าฝน ห้องพักส่วนโรงแรมและไลบรารี่ ราคา 2,800 บาท (วันอาทิตย์-ศุกร์) 3,500 บาท (วันเสาร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) และวิลลาพาสเทล ราคา 4,500 บาท (วันอาทิตย์-ศุกร์) 5,500 บาท (วันเสาร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้-31 ก.ค. 2558 สำรองห้องพัก โทร. 044-297-444, 08-4358-7744 เว็บไซต์
www.hotelartists.com

 

คนเกิดเดือน ก.ค. รับสิทธิพิเศษที่ครอสทู กุยบุรี

ครอสทู กุยบุรี ฉลองครบรอบ 7 ปี ด้วยโปรโมชั่น The Seven Happenings in Kui Buri ทั้งลด แจก และแถม ราคาห้องพักเริ่มต้น 4,777 บาท สำหรับห้องดีลักซ์ การ์เดน วิลลา และ 5,777 บาท สำหรับห้องดีลักซ์ พูล วิลลา รวมอาหารเช้าแชมเปญเบรกฟาสต์ สำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้-31 ก.ค. 2558 เข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 1-31 ก.ค. 2558 นอกจากนี้หากเกิดในเดือน ก.ค. และเข้าพักในเดือนดังกล่าว รับฟรีเค้กวันเกิด ไวน์ 1 ขวด และเครดิตมูลค่า 2,000 บาท สำหรับใช้บริการสปา สอบถามและสำรองห้องพักได้ที่ www.X2LOBBY.com หรือโทร. 032-601-412, 08-4466-5553 &O5532;

อัฐมีบูชา จ.อุตรดิตถ์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมงานประเพณีอัฐมีบูชา ระหว่างวันที่ 1-9 มิ.ย. 2558 ณ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ งานประเพณีอัฐมีบูชาเป็นพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้าจำลอง จัดขึ้นหลังวันวิสาขบูชา 8 วันสืบต่อกันมายาวนานกว่า 50 ปี ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนว่า หากได้มีโอกาสร่วมพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้าจำลองจะได้รับอานิสงส์ผลบุญมาก สอบถามวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง โทร. 055-816-652, 08-4493-9972

Tap & Say แอพช่วยพูด

พูดภาษาถิ่นได้ง่ายๆ แค่โหลดแอพพลิเคชั่น Tap & Say ตัวช่วยที่จะทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ด้วยบทสนทนาที่จำเป็นขณะเดินทางทั้งคำทักทาย บทสนทนาทั่วไป และตัวเลข มีทั้งภาษาญี่ปุ่น เกาหลี จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน เยอรมัน และอิตาเลียน เพียงแค่กดคำที่ต้องการก็จะมีเสียงพูดเป็นภาษานั้น และสามารถใช้ได้แม้ออฟไลน์จึงไม่ต้องกังวลในขณะเดินทาง โหลดได้ฟรีทั้งในกูเกิลเพลย์สโตว์ และแอพสโตร์

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,329 other followers

%d bloggers like this: