Category Archives: กิน-เที่ยว

คาราตามะ โรบาทายากิ กินอย่างญี่ปุ่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2558 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1KrLQPv

คาราตามะ โรบาทายากิ กินอย่างญี่ปุ่น

โดย…ซิตี้ กาย

ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงความสด หวาน หอมของอาหารทะเล ผักตามฤดูกาลที่ส่งมาไกลจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่นำมาปิ้ง ย่าง ผ่านเครื่องปรุงน้อยนิดเพื่อให้ได้รสชาติที่แท้จริงจากวัตถุดิบของร้านคาราตามะ โรบาทายากิ (Karatama Robatayaki) มานาน นอกจากนี้ร้านยังมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่จำลองตลาดปลาญี่ปุ่นมาให้นักชิมได้ลิ้มลองและเลือกวัตถุดิบที่วางเรียงรายอยู่ด้านหน้าให้เชฟปรุงให้ได้เห็นกันจะจะ ซึ่งโดดเด่นในสไตล์อาหารโรบาทายากิ

หลังจากเปลี่ยนชื่อร้าน (เดิมคือ Akanoya Robatayaki) ทำให้ราคาของอาหารถูกลงเกือบครึ่งหนึ่ง ตอนนี้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 1,500-3,000 บาท ส่วนคุณภาพและปริมาณเหมือนเดิม หนำซ้ำยังมีเมนูเพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น เทมปุระ โซบะ สลัด

 

บรรยากาศร้านคึกคักดังตลาดปลาของจริง เพราะเจ้าของร้านเจตนาให้เป็นเช่นนั้น เวลาลูกค้าเลือกเมนูได้แล้วพนักงานในร้านจะส่งเสียงสั่งเป็นภาษาญี่ปุ่น “คาโบฉะ” (ฟักทอง) เสียงดังฟังชัดและพนักงานทั้งร้านก็จะส่งเสียงตอบรับว่า “ไฮ้” เป็นกิมมิกที่ทำเอาลูกค้าอมยิ้มๆ นิดๆ ได้ตลอด

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของร้านก็คือ ที่นั่งเป็นแบบบาร์ชีต นั่งอยู่หน้าผักสด ปลาทะเลสด เชฟปรุงอาหารเสร็จก็ส่งยื่นให้ด้วยไม้พาย ลูกค้าต้องรับเอง ด้านล่างมี 2 บาร์ รวม 36 ที่นั่ง หากต้องการความเป็นส่วนตัวด้านบนจะมีไปรเวตรูม 2 ห้อง รับได้ 14 ที่นั่ง และ 16 ที่นั่ง 2 ห้องนี้สามารถเปิดรวมกันได้ แต่ด้านบนจะไม่มีพนักงานคอยส่งเสียงประสานรับอาหาร

 

วัตถุดิบที่นี่นำเข้าอาทิตย์หนึ่ง 2-3 ครั้ง วันไม่แน่นอน คือ ของหมดสั่งทันที ไม่มีสั่งมาค้างเยอะๆ ให้ของเสียคุณภาพ และไม่ผ่านซัพพลายเออร์ในไทย แต่สั่งตรงจากพ่อค้าในตลาดปลาที่ญี่ปุ่น ผักก็สั่งตรงจากแหล่งที่ดีที่สุดของแต่ละเมืองและนำเข้าตามฤดูกาล เช่น พีชมาจากเมืองยามานาชิ หอยเชลล์มาจากเมืองฮอกไกโด ผักในฤดูหนาว เช่น ต้นหอม มันหวายามะอิโมะ แอบกระซิบกันนิดว่าหมูและไก่ของไทย
เมนูนิยมต้องยกให้ผักทุกชนิด เพราะเสิร์ฟกันไม่ขาดสาย อาทิ ฟักทอง เห็ดเข็มทอง กระเทียม แปะก๊วย เห็ดชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ มันหวาน มันฝรั่ง หัวหอม มะเขือเทศ ส่วนเมนูอาหารทะเล พระเอกของร้าน คือ ปลาคิงกิ เป็นปลาน้ำลึก เนื้อนุ่มเด้งไม่เปื่อยลุ่ย จะย่างเกลือหรือนึ่งซีอิ๊วก็ได้

สำหรับคนที่อยากได้การกินอยู่แบบญี่ปุ่นแท้ ต้องไม่พลาดมาสักครั้งร้านเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. แนะนำให้โทรจองก่อนที่ 02-662-4237

 

อิ่มอร่อยผัดไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มกราคม 2558 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1HwRxwl

อิ่มอร่อยผัดไทย

โดย…เมธี เมืองแก้ว

มา จ.ตรัง ทั้งทีนอกจากแวะรับประทานอาหารหมู่ยางสูตรเด็ดเมืองตรังแล้ว ที่นี่ยังมีร้านอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดมากมายให้เลือก ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ร้านผัดไทยห้วยยอด ตั้งอยู่ในซอยสรรพากร ต.ทับเที่ยง
เขตเทศบาลนครตรัง บริหารงานโดยหนุ่มจบสาขาวิศวะ แต่หันมาเอาดีทำผัดไทยขายและที่สำคัญมีสูตรเฉพาะ ทำให้ลูกค้าติดใจในรสชาติที่แสนอร่อยจนขายดิบขายดีทุกวัน

มรกต อุ่นตระกูล หรือหนุ่มดาว อายุ 42 ปี บ้านเดิมอยู่เลขที่ 98 ถนนรัชชูปการ ในเขตเทศบาลต.ห้วยยอด อ.ห้วยยอด จ.ตรัง บอกว่า เนื่องจากแม่ของเขามีอาชีพขายผัดไทยมานานกว่า 40 ปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเดิมขายอยู่ที่ตลาดศรีศุภผลในเขตเทศบาลตำบลห้วยยอด มีพี่น้อง 3 คน และเขาเป็นลูกคนโต ขณะที่ครอบครัวก็มีรายได้หลักจากการขายผัดไทย และส่งเสียให้เล่าเรียนจนจบการศึกษาทุกคน แต่เขาเรียนจบคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาวิศวะการโยธา จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้ จ.สงขลา

มรกต เล่าต่อว่า หลังเรียนจบก็มาเป็นครูสอนอยู่ที่วิทยาลัยการอาชีพห้วยยอดได้ 5-6 ปี ก็ลาออกมาเปิดกิจการขายอาหารสัตว์และปุ๋ยทางการเกษตร แต่ประสบปัญหาด้านการบริหารจึงเลิกกิจการ ขณะที่เขาทำงานส่วนตัว ครอบครัวก็ยังมีกิจการสวนยางพาราและเปิดเป็นรีสอร์ทเล็กๆ มีการรับนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง เขาก็จะทำหน้าที่เป็นพ่อครัวช่วยดูแลและเตรียมรายการอาหารให้กับลูกค้าเป็นประจำอยู่แล้ว

 

มรกต บอกอีกว่า เนื่องจากครอบครัวยังมีการรับเหมาทำผัดไทยตามงานประเพณีต่างๆ ในท้องถิ่นด้วย ซึ่งเมื่อคนที่มาร่วมงานได้กินแล้วก็ชอบในรสชาติความอร่อย และมีการสอบถามกันว่าขายที่ไหน ทำไมไม่ย้ายมาขายในตัวเมืองตรังบ้าง ซึ่งคิดว่าเป็นการตอบรับที่ดีมาก จึงได้คุยกับครอบครัวว่าน่าจะขยายสาขา 2 มาเปิดในเขตเทศบาลนครตรัง โดยขายมาได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว และมีลูกค้าแน่นร้านทุกวัน

ที่ร้านจะเปิดขายตั้งแต่เวลา 10.30-18.00 น.ทุกวัน หากไม่มีงานเลี้ยงพิเศษติดต่อเข้ามา ส่วนเมนูก็จะมีผัดไทยกุ้งแห้ง ผัดไทยกุ้งสด และผัดไทยทะเล ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงสูตร เพื่อให้ถูกปากลูกค้ามากที่สุด สำหรับยอดขายในแต่ละวันนั้น ก่อนหน้านี้ช่วงเศรษฐกิจดีจะมีรายได้ประมาณวันละ 2,000-3,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีมาก แต่ช่วงระยะหลังมานี้ยอดขายซบเซาลงพอสมควร หลังจากราคายางพาราตกต่ำ

มรกต กล่าวทิ้งท้ายว่า เนื่องจากมารดาของเขา คือ คุณแม่รัชนีพร หรือเจ้ตุ๋ย มีอาชีพขายผัดไทยมานาน จึงทำให้เขาผูกพันกับอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็ก รู้สึกชอบ และมีความสุขที่ได้ทำอาหารอร่อยๆ ให้ลูกค้ากิน อีกทั้งเขายังตั้งใจที่จะสืบทอดกิจการผัดไทยจากครอบครัวด้วย เนื่องจากแม่อายุมากแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะจบวิศวะแต่ก็ไม่ได้ยึดติด และคิดว่าทำอาชีพใดก็ตามที่สุจริตและมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก็น่าจะเพียงพอสำหรับชีวิตแล้ว

 

ข้าวอบ ไออุ่น ข้าวอบเผือก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2558 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vK5P7B

ข้าวอบ ไออุ่น ข้าวอบเผือก

สำหรับส่วนผสมนี้ รับประทานได้ 6-8 คน

ส่วนผสมสำหรับหมักไก่

เนื้ออกไก่ 175 กรัม

น้ำมันพืช 10 กรัม

ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา

น้ำตาลทรายขาว 1 ส่วน 2 ช้อนชา

พริกไทยขาว 1 ส่วน 4 ช้อนชา

ไข่ขาว 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 20 กรัม

แป้งมัน 1 ช้อนชา หรือประมาณ 5 กรัม

· เคล้าเนื้อไก่ที่หั่นเป็นชิ้นเต๋า ขนาด 2 ซม. กับส่วนผสมทั้งหมด

· ต้มน้ำสะอาดให้เดือด ลวกเนื้อไก่ให้สุก ล้างให้สะอาด

ส่วนผสมสำหรับผัด

น้ำมันพืช 50 กรัม

ต้นหอม ซอยขนาด 1 ซม. 1 ต้น (ใช้ทั้งหมด)

ขิงเเก่ หั่นเเว่น 5-6 เเว่น

กระเทียมไทย สับละเอียด 1 ส่วน 2 ช้อนชา

กุนเชียง หั่นเต๋า 150 กรัม

เผือก หั่นเต๋า 150 กรัม

ข้าวสาร 400 กรัม (ประมาณ 2 ถ้วย)

ข้าวเหนียว 370 กรัม (ประมาณ 2 ถ้วย)

เหล้าจีน 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วหวาน 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วขาว 1 ส่วน 4 ถ้วย

เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะพูน

น้ำซุปไก่ หรือน้ำต้มซี่โครงไก่ 6 ถ้วย

ตกแต่งด้วยต้นหอมซอยและผักชี

· ตั้งกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันพืชส่วนหนึ่งลงในกระทะ เจียวกุนเชียง เผือก ให้เหลือง ตักขึ้นพักไว้

· ในกระทะใบเดิม เติมน้ำมันพืชลงไป เจียวขิง กระเทียมและต้นหอมให้เหลืองและหอม ต้นหอมอาจจะค่อยๆ ดำไม่ต้องกังวลค่ะ

· ใส่เนื้อไก่ กุนเชียง และเผือกกลับลงในกระทะ ราดด้วยเหล้าจีน ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วหวาน ซีอิ๊วขาว เกลือ และน้ำตาลทราย เติมข้าวทั้งสองชนิดลงไป ผัดให้น้ำมันเคลือบข้าวให้ทั่วที่ไฟเเรง ยกลงจากเตา

· ตักส่วนผสมลงในหม้อหุงข้าว เติมน้ำซุปลงไปทั้ง 6 ถ้วย คนให้เข้ากัน เเล้วชิมรสดู เพื่อปรุงตามความชอบ สามารถเช็กรสชาติคร่าวๆ ได้ในขั้นตอนนี้ จากนั้นกดหม้อหุงข้าวให้ทำงานตามปกติ รอให้ข้าวสุก

· เมื่อข้าวสุกแล้ว ตักรับประทานได้เลย หรืออาจจะพักข้าวไว้ให้เย็นสนิท เมื่อต้องการจะเสิร์ฟ อุ่นชามดินเผาให้ร้อน ราดน้ำมันพืชหรือน้ำมันกระเทียมเจียวลงไปที่ก้นชามดินเผา ตักข้าวลงไป เเล้วปิดฝาตั้งไฟให้ระอุ ประมาณ 5-10 นาที หรือถ้านำข้าวออกจากตู้เย็น จะต้องใช้เวลานานกว่านี้

· เสิร์ฟอย่างระมัดระวัง เพราะหม้อดินเผาจะร้อนจัด

 

เยือนดอยอินทนนท์-แม่แจ่ม ต้องแวะชิม!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2558 เวลา 12:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1HyoWXv

เยือนดอยอินทนนท์-แม่แจ่ม ต้องแวะชิม!!

ยามลมหนาวมาเยือนช่วงปลายเดือน พ.ย.ต่อเนื่องเดือน ก.พ. เชื่อว่าทุกคนอยากเดินทางไปสัมผัสความหนาวบนยอดดอยอย่างแน่นอนและหนาวนี้คงหนีไม่พ้นการเดินทางไปเหยียบยอดดอยอินทนนท์และหากมีเวลาก็อย่าลืมแวะไปเยือนอำเภอเล็กๆ กลางหุบเขาอย่าง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพราะธรรมชาติที่สงบและงดงามรอกันอยู่

อย่างไรก็ตาม หากไปเยือนและสัมผัสความหนาวก็ขาดซะไม่ได้กับการจะต้องมองหาร้านอาหารที่อร่อยและสะท้อนความเป็นท้องถิ่นและพื้นเมืองนั้นๆ ได้ลิ้มลองกัน เพราะหากในสักมื้อที่ไปเยือนแล้วลิ้นไม่ได้สัมผัสกับรสชาติอาหารพูดได้ว่าเราไปไม่ถึงหรือเข้าไม่ถึงสถานที่ที่ไปนั้นเอง

ไปดอยอินทนนท์-แม่แจ่มปีใหม่รอบนี้ “เจ้าถิ่นกินดื่ม” อยากแนะนำให้แวะชิมอาหารพื้นเมืองใน 2 ร้านด้วยกัน ซึ่งทั้งสองแห่งต้องบอกว่ารสชาติอาหารอร่อยได้ความเป็นอาหารพื้นเมือง ซึ่งร้านแรกขอเริ่มที่ร้านอาหารกลางเมืองแม่แจ่ม ซึ่งเป็นร้านอาหารพื้นเมืองจริงๆ เพราะร้านนี้จะขายอาหารประเภทลาบเมือง แกงอ่อม ไส้อั่ว หมูสามชั้น และกระดูกซี่โครงหมูย่าง

 

การเดินทางสู่ร้านนี้ไม่ยากหากออกจากดอยอินทนนท์มุ่งหน้าแม่แจ่ม ซึ่งเมื่อผ่านเส้นทางเขาคดเคี้ยวไปเรื่อยและจะเป็นหนทางสู่ อ.แม่แจ่ม เมื่อเข้าเมืองก็ยิงตรงอย่างเดียว ร้านจะตั้งอยู่ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทยสาขา อ.แม่แจ่ม ซึ่งเปิดขายตั้งแต่เช้ากันเลย และจากการดูร่องรอยของร้านแล้วน่าจะเป็นร้านดั้งเดิมเปิดขายมานาน

รสชาติอาหารขอบอกว่าล้ำแท้ๆ หากใครชอบลาบขม (ร้านนี้ใช้เนื้อควาย) ในการทำลาบขม ขอบอกว่าอร่อยมาก ไส้อั่วรสชาติถึงเครื่องเทศ ใช้วิธีการย่างแทนการทอดแบบทั่วไป หนาวซดแกงอ่อมร้อนๆ ที่ใช้หม้ออุ่นด้วยเตาถ่านตลอดเวลา ส่วนหมูสามชั้นและซี่โครงย่างรสชาติล้ำเลิศเช่นกัน

 

ส่วนร้านที่ 2 ที่อยากแนะนำคือร้านข้าวซอยแก้วน้อย ที่เปิดขายในบ้านเปิดโล่งแบบโบราณ ร้านหาไม่ยากเพราะทันทีที่เราขับรถลงจากดอยอินทนนท์ เมื่อถึงปากทางแยกให้เลี้ยวไปทาง อ.ฮอด ซึ่งร้านจะอยู่ฝั่งเดียวกับเทศบาลจอมทอง ซึ่งร้านนี้มีเมนูเด็ดคือ ข้าวซอย น้ำเงี้ยว และยังมีข้าวหมูแดงและหมูกรอบย่าง ซึ่งเป็นวิธีกรรมดั้งเดิมที่ทำมาจากรุ่นพ่อ ซึ่งร้านแก้วน้อยในทุกวันนี้เป็นการสืบทอดมาในรุ่นที่ 2 แล้ว แต่วิธีการทำยังเป็นแบบดั้งเดิมที่จะย่างด้วยเตา ซึ่งหมูย่างจะนุ่มอร่อย

สำหรับข้าวซอยมีทั้งข้าวซอยหมู ข้าวซอยเนื้อและข้าวซอยไก่ น้ำแกงรสชาติมัน เข้มข้น ยามทานก็ใส่หอมสด พริกคั่ว ผักกาดดอง มะนาวบีบตัดความเลี่ยนและให้รสชาติเปรี้ยว ซึ่งพูดได้คำเดียวว่าอร่อย ส่วนหมูย่างและหมูแดงนุ่มลิ้นทานร่วมกับน้ำจิ้มแจ่วของร้าน ซึ่งยอมรับว่าอร่อยและหายเหนื่อยกันเลยทีเดียว

อย่าลืมหากใครไปเที่ยวดอยปีใหม่นี้เชิญแวะชิมอาหารทั้งสองร้านนี้ได้เลยรับรองไม่ผิดหวัง เพราะนอกจากได้ความหนาวเหน็บจากลมหนาวยังได้ความอร่อยอิ่มท้องด้วย

 

ก๋วยเตี๋ยวบ้านย่า เมนูเด็ดต้มยำกุ้งสุดแซ่บ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2558 เวลา 18:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1zZ9AqP

ก๋วยเตี๋ยวบ้านย่า เมนูเด็ดต้มยำกุ้งสุดแซ่บ

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

ต้มยำกุ้ง อาหารไทยขึ้นชื่อที่แม้แต่ชาวต่างชาติยังต้องขอลองชิม วันนี้ที่ จ.พิษณุโลก ได้มีสามีภรรยาที่เคยทำงานบริษัทเอกชนแล้วประสบภาวะเศรษฐกิจ จนต้องถูกลอยแพ จำต้องกลับมาทำอาชีพที่บ้านเกิด จ.พิษณุโลก ด้วยการประกอบอาชีพทำร้านก๋วยเตี๋ยว ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับ “ร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านย่า” ที่นี่ไม่ธรรมดา เพราะได้ชูเมนูก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้ง จนกระทั่งลูกค้าติดใจ ขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์แวะมานั่งชิมจนมีลูกค้าขาประจำและลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น

นงลักษณ์ ปานรักษา เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวบ้านย่า บอกว่า ช่วงที่กลับมาที่ จ.พิษณุโลก เขาและสามีก็ปรึกษากันว่าจะทำอาชีพอะไร ก็เลือกว่าขายก๋วยเตี๋ยว ช่วงแรกๆ ก็ทำก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น เพราะว่าถนัดและคิดว่าน่าจะขายดี แต่ปรากฏว่าก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น มีเปิดอยู่หลายแห่งทั่วพิษณุโลก ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ทำให้ขายไม่ดีนัก จนกระทั่งได้ดูโทรทัศน์ รายการ SMEs ตีแตก ซึ่งจะเน้นเรื่องการปรับตัวของธุรกิจ SMEs และเห็นวิธีการทำต้มยำกุ้ง

จึงเกิดแนวคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ต้มยำกุ้งกับก๋วยเตี๋ยวเข้ากันได้ จึงพยายามปรับสูตรให้ต้มยำกุ้งรับประทานเป็นก๋วยเตี๋ยว ปรากฏว่าเมื่อเปิดเมนูนี้ลูกค้าชื่นชอบ แม้ว่าราคาต่อชามจะสูงถึง 57 บาท แต่ลูกค้ากับไม่เคยบ่นเรื่องราคาและกลับชมในรสชาติต้มยำอร่อยแซ่บ น้ำต้มยำกลมกล่อมยิ่งซดน้ำร้อนๆ กินแล้วชื่นใจ ยิ่งช่วงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในช่วงนี้ ได้รับประทานก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งที่ครบเครื่องสมุนไพรด้วยแล้ว จะรู้สึกสดชื่น พร้อมทั้งป้องกันและบรรเทาอาการป่วยจากไข้หวัดได้ด้วย

ใครสนใจอยากแวะไปชิม เชิญได้ ร้านอยู่ตรงกันข้ามกับโรงเตา ถนนบึงพระจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก หรือสอบถามได้ที่โทร. 08-1735-3274, 09-3290-8821 (ร้านต้นตำรับ) หรือ ไปสาขา 1 มหาวิทยาลัยนเรศวร ร้านตั้งบริเวณริมคลองชลประทาน ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก

 

 

 

โมโม่ คาเฟ่ โอเอซิสแห่งความอร่อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2558 เวลา 18:08 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1Hk7tPd

ร้านอาหารบรรยากาศชิลๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ที่เพิ่งรีโนเวทครั้งใหม่ เปลี่ยนคอนเซ็ปต์ร้าน รวมทั้งเมนูอาหาร

ก้าวแรกที่เข้ามา “โมโม่ คาเฟ่” จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น สงบ ด้วยโทนสีของร้านที่เน้นเอิร์ทโทน ใช้สีเขียวและเฟอร์นิเจอร์ไม้ มองแล้วสบายตาและรู้สึกผ่อนคลาย เพราะทางร้านต้องการให้ที่นี่เหมือนเป็นโอเอซิสให้ลูกค้าได้พักผ่อน หลีกหนีจากความวุ่นวายในเมือง มานั่งกินอาหารชิลๆ ร้านนี้มีพื้นที่ให้บริการแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ โซนเอาต์ดอร์ ให้รับลมชิลๆ โซนอินดอร์ นั่งพักผ่อนคลาย ตลอดจนโซนที่เป็นบาร์ ให้นั่งจิบกาแฟ ดื่มน้ำผลไม้ดับร้อน เรียกความสดชื่น

คอนเซ็ปต์อาหารของที่นี่ เน้นที่คุณภาพวัตถุดิบ กรรมวิธีการปรุงไม่ซับซ้อน เป็นเมนูกินง่ายๆ แถมยังมีลูกเล่นในเมนูที่เป็นสัญลักษณ์เขียวและส้ม เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับลูกค้าที่อยากได้เมนูแบบมังสวิรัติ และเมนูเพื่อสุขภาพจริงๆ

สำหรับเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้าน คือ สลัดกุ้งกับอโวคาโด เมนูเพื่อคนรักสุขภาพตัวจริง กิมมิกอยู่ที่สลัดจานนี้มีส้มโอมาเป็นส่วนประกอบ เพิ่มความน่าสนใจ เข้ากันได้ดีกับน้ำสลัดสูตรเฉพาะของทางร้าน ต่อด้วย ยำปลาแซลมอน ถูกใจคนชอบอาหารรสจัด จานนี้รสชาติไม่ได้จัดจ้านจนเกินไป แต่กลมกล่อมถึงเครื่องยำ คลุกเคล้ากับแซลมอนชิ้นหนาที่เซียร์จนได้ที่

เมนูหลักที่มาแล้วอยากให้ลอง คือ ไก่อบโมโม่ครึ่งตัว ความพิเศษของจานนี้ คือ ตัวไก่ที่หนังถูกย่างจนกรอบ หอมได้ที่ แต่ตัวเนื้อนุ่มลิ้น ได้รสชาติ เพราะผ่านการหมักค้างคืน และอบกับซอสสูตรพิเศษจนได้ที่ เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายส์และสลัด

อีกจานที่น่าสนใจ คือ สเต๊กปลาแซลมอน ถูกใจคนรักแซลมอน เพราะเนื้อแซลมอนชิ้นใหญ่หนาย่างจนได้ที่ราดด้วยซอสกุ้งรสสุดกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมกับผักและเห็ดออรินจิ แต่ถ้าใครชอบเนื้อแกะ น่าจะติดใจซี่โครงแกะย่าง เสิร์ฟกับซอสไวน์แดง มันบด และหน่อไม้ฝรั่ง

ปิดท้ายด้วยของหวานที่ขึ้นชื่อ คือ กล้วยหอมทอดเสิร์ฟกับไอศกรีมวานิลลาและช็อกโกแลตซอส หรือจะลองเมนูอร่อยง่ายๆ อย่างไอศกรีมกะทิมะพร้าวอ่อนก็น่าสนใจ เพราะเสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียว ขนุน เม็ดมะม่วง สับปะรด เต็มชาม

นอกจากเมนูซิกเนเจอร์ ทุกวันศุกร์ทางร้านยังมีบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ด พร้อมดนตรีอะคูสติกให้มาปาร์ตี้กันได้ ในราคา 650 บาท++ ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น.

ร้านโมโม่ คาเฟ่ เปิดทุกวัน เวลา 06.00-01.00 น. โทร. 02-690-1888 การเดินทางมาไม่ยาก อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าราชดำริ เข้าซอยมหาดเล็กหลวงมาไม่ไกล โรงแรมจะตั้งอยู่ขวามือ ส่วนร้านโมโม่ คาเฟ่ อยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้ เข้ามาจะอยู่ด้านซ้ายมือ

 

 

เคล็ดลับช็อปปิ้งสิงคโปร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2558 เวลา 12:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1B1fW75

สิงคโปร์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งในสวรรค์ของนักช็อปปิ้งก็ว่าได้ช็อปมาเนียฉบับนี้ขอนำเสนอเคล็ดลับช็อปปิ้งที่ประเทศสิงคโปร์ โดยนำข้อมูลดีๆ ส่วนหนึ่งมาจาก www.ilovetogo.com

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การเตรียมตัวให้พร้อมและหาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถิ่นและสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมถึงแหล่งช็อปปิ้งที่จะไป การเดินทาง รวมทั้งควรตรวจสอบกับพนักงานโรงแรมหรือดูที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ กรณีหากต้องการความช่วยเหลือ

มาเริ่มกันเลย

1.เปรียบเทียบราคาก่อนเสมอ เพื่อหาสินค้าที่ถูกที่สุดเพราะราคาของร้านค้าแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันอย่างมาก ควรสอบถามผู้ขายว่าต้องเสียภาษีสินค้าและบริการ (GST) 7% อีกหรือไม่ รวมทั้งควรสังเกตว่าการซื้อที่มีมูลค่าสูงกว่า 100 เหรียญสิงคโปร์ (ในใบเสร็จใบเดียว) จะทำให้คุณมีสิทธิรับคืนภาษี GST เมื่อคุณออกจากสิงคโปร์ทางเครื่องบิน

2.ควรระวังว่าปกติเมื่อซื้อแล้วห้ามคืน ทางที่ดีคือควรถามผู้ขายปลีกเกี่ยวกับนโยบายเหล่านี้ก่อนการจ่ายเงิน

3.ตรวจสอบใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีเพื่อความถูกต้อง ดังนั้นคุณจึงควรขอใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีเมื่อซื้อสินค้าทุกประเภท เก็บไว้เป็นหลักฐาน ตรวจสอบราคาและรายละเอียดผลิตภัณฑ์ว่าถูกต้องแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้จ่ายเงินเกินจำนวน ถ้าเป็นของกำนัลก็ควรระบุว่าเป็นของกำนัล

4.ตรวจสอบ “การรับประกันทั่วโลก” (International Warranties) สอบถามและยืนยันว่าการรับประกันใช้ได้ในประเทศไทยหรือไม่ ตรวจสอบว่าในใบกำกับภาษีและใบรับประกันของคุณมีตราประทับและลายมือชื่อของผู้ค้าแล้ว ในกรณีที่เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ให้สังเกตเลขซีเรียลของผลิตภัณฑ์ด้วย แต่หากเป็นโทรศัพท์มือถือจะไม่มีการรับประกันทั่วโลก

สุดท้าย 5.ก่อนคุณจะจ่ายเงิน ควรขอทดสอบสินค้าที่คุณต้องการซื้อ และตรวจสอบอุปกรณ์เสริมที่ผู้ขายสัญญาไว้ว่าใส่มาด้วยหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบก่อนออกจากร้าน

 

เรียนรู้ให้ได้ ใช้ความรู้ให้เป็น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2558 เวลา 12:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1xnuQRs

ยุคนี้สมัยนี้ องค์ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ เราอยู่ในยุคของ “สังคมเศรษฐกิจ บนฐานความรู้” เราเดินทางไปที่ไหนบนโลกก็จะเห็นว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีความรู้ เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศและสังคม โดยไม่ได้เน้นที่ความรู้วิชาการอย่างเดียว แต่พยายามสั่งสอนทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตจริงในสังคมยุคปัจจุบัน

โลก 360 องศา เดินทางไปดูระบบการศึกษาของฟินแลนด์ ได้มีโอกาสเห็นการเตรียมความพร้อมของเด็กๆ ก่อนเข้าสู่วัยเรียนเราค้นพบว่า ฟินแลนด์ประสบความสำเร็จได้ เพราะผู้เรียนมีความสุขไม่มีความเครียดไม่กดดัน เพราะที่นี่ไม่เน้นการแข่งขันกับผู้อื่น เด็กๆ ก็เลยไม่ต้องเรียนวิชาการหนักๆ แล้วก็ไม่ได้มีการเร่งให้เด็กต้องเรียนรู้วิชาการในช่วงก่อนวัยเรียน แต่กลับเน้นทักษะในการเรียนรู้และเพิ่มความคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่อยู่รอบตัว อีกซีกโลกหนึ่งเด็กเกาหลีใต้เรียนหนักและเรียนในปริมาณที่มาก เพราะความเชื่อทางสังคมยังคงชี้วัดความสำเร็จของชีวิต จากการได้เข้าเรียนสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง ดังนั้นการเรียนของเด็กเกาหลีใต้จึงเข้มข้นมาก จนนำมาสู่ความเครียดอยู่บ่อยครั้ง นโยบายการศึกษาใหม่ของเกาหลีใต้ จึงพยายามหาวิธีการให้ผู้เรียนมีความสุข ในขณะที่คุณภาพและความสามารถของคนก็ต้องเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิม

ประเทศเพื่อนบ้านเราในกลุ่มอาเซียน ก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างทั่วถึง และการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยการเรียนรู้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทุกๆ ประเทศให้ความสำคัญเช่นกัน คือ การเสริมสร้างทักษะอื่นๆ ควบคู่ไปกับหลักวิชาการ ซึ่งการศึกษาสมัยใหม่จะเน้นการสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และพลานามัยที่แข็งแรง ในขณะเดียวกันเรื่องของวัฒนธรรมและความเป็นชาตินิยม ก็ได้รับความสำคัญไม่แพ้กัน

เพราะความรู้คือพื้นฐานของความเข้าใจที่จะสร้างความสามารถในการวิเคราะห์ และแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตเราได้ ซึ่งการได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง และได้ทดลองปฏิบัติจริง ล้วนเป็นกระบวนการเสริมสร้างความรู้ทั้งสิ้น ดังนั้นการที่เด็กๆ เหล่านั้น ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ในสิ่งที่พวกเขาจะต้องเผชิญในอนาคต ย่อมทำให้เขาสามารถเอาไปปรับประยุกต์ใช้ได้เมื่อเจอกับสถานการณ์จริง อย่างไรก็ตามระบบการศึกษาของบางประเทศ ก็ยังคงพยายามปรับปรุงหลักสูตรและเครื่องมือ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำเอาความรู้ไปใช้ได้จริง และสามารถจัดการกับองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่มีปริมาณมากขึ้นและมีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน โลก 360 องศา จึงมีความเชื่อมั่นว่าความรู้คือต้นทุนสำคัญของทุกๆ การพัฒนา เราอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมอุดมปัญญา ที่ร่วมกันเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นร่วมกัน และแม้ว่าจะเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากในการทำให้เกิดขึ้นจริง แต่หากเรามาร่วมกันสร้างให้เกิดขึ้นได้ สังคมก็จะน่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม

ตลอดปีที่ผ่านมา โลก 360 องศา ได้มีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้ระบบการศึกษาของประเทศที่มีความโดดเด่นอยู่หลายประเทศด้วยกัน ซึ่งแต่ละประเทศก็จะมีวิธีการที่แตกต่างกันไป บางที่ก็ใช้วิธีติวเข้ม ตั้งแต่เด็กน้อยเริ่มจำความได้ ในขณะที่บางประเทศพาเด็กไปเล่นในป่าในธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ออกมาคือการได้คนเก่งและมีคุณภาพ เพื่อไปช่วยกันพัฒนาประเทศ ทำให้เราได้คำตอบมาอย่างหนึ่งว่า การเรียนรู้นั้นไม่ได้มีรูปแบบตายตัว

สังคมไทยเองก็ชื่นชมคนเก่งและคนที่มีความสามารถ ดังนั้นเราก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะเป็นวิธีการที่ทำให้คนเก่งขึ้นและมีความสามารถมากขึ้น เราจึงพยายามสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนหรือพยายามหาเครื่องมือเสริมต่างๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ มองปรากฏการณ์นี้ว่า ชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมที่หลากหลายบนโลกใบนี้ อาจส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้เพียงเล็กน้อย เช่น ความแตกต่างระหว่างวิธีการเลี้ยงลูกในแบบเอเชียและตะวันตก แต่สิ่งสำคัญคือเทคนิคของกระบวนการเรียนรู้ที่จะต้องนำหลักจิตวิทยามาปรับใช้ให้เกิดแรงจูใจในการเรียนรู้และการสอน ในมุมมองของ นพ.ธีระเกียรติ มองว่า การเรียนรู้ที่ดีและฝังลึก จะต้องเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสของร่างกายให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน เมื่อเรียนรู้ที่จะปฏิบัติได้แล้ว ไม่ว่าจะทิ้งช่วงปฏิบัติไปนานแค่ไหนก็ยังมีทักษะในการปฏิบัติได้เสมอ เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเกือบทุกประสาทสัมผัสของร่างกาย แต่การเรียนภาษาที่ 2ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสเพียงไม่กี่ส่วน กลับเป็นสิ่งที่สมองจดจำได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นกระบวนการเรียนการสอนและการสร้างหลักสูตร หากคำนึงถึงหลักการเหล่านี้และนำไปปรับประยุกต์ใช้ให้มากที่สุด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนได้อย่างดีเยี่ยม และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ความรู้ต่างๆ จะต้องเป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในโลกยุคปัจจุบันที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

นอกเหนือจากการศึกษาในระบบแล้ว ในชีวิตประจำวันของพวกเรา ก็ยังต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือการที่เราได้รับข้อมูล ข่าวสาร ได้พูดคุยหรือการได้พบเห็นสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่ดีก็จะสร้างความรู้ที่ดีได้ ในทางตรงกันข้ามสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ก็จะไม่ก่อให้เกิดความรู้ที่ไม่ดี แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง บางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล ที่เรื่องทุกอย่างทั้งที่ดีและไม่ดี ถูกบรรจุอยู่ในโลกออนไลน์ ในขณะเดียวกันสื่อบันเทิงต่างๆ ก็มีเทคนิคใหม่ๆ ในการดึงดูดความสนใจของบรรดาเหล่าเยาวชนของชาติ ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองยุคนี้ คงต้องช่วยดูแลและเข้าใจลูกหลานมากกว่าในยุคก่อนๆ

บทเรียนที่เคยเกิดขึ้นในบางประเทศ คือ ปรากฏการณ์ที่มีบัณฑิตล้นตลาดแรงงาน แถมยังไม่มีขีดความสามารถและทักษะที่จะทำงานได้จริง อันมีสาเหตุมาจากการให้คุณค่ากับปริญญามากกว่าความสามารถของบุคคล การเรียนรู้จึงเป็นการเรียนตามหลักสูตร เพื่อหวังปริญญาบัตรจนบางครั้งความรู้ที่ได้มานั้น ไม่สอดคล้องกับงานที่ทำและไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษนายกสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองเรื่องนี้ว่า ในยุคสมัยที่ Smart knowledge เป็นสิ่งสำคัญในการเรียน คือ จะต้องรู้จักเรียนรู้วิธีการเรียนให้สนุก ทั้งผู้เรียนและผู้สอน มากไปกว่านั้นสาระและความรู้ที่เรียนจะต้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในโลกยุคปัจจุบัน นอกจากนั้นแล้ว Critical Thinking ก็ยังเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญของการอยู่รอดได้ในศตวรรษที่ 21 คือการมีความสามารถในการคิด วิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ซึ่งปัจจุบันการเรียนจบในสาขาใดสาขาหนึ่ง ความรู้ที่ได้อาจไม่เพียงพอสำหรับความก้าวหน้าในอาชีพแล้ว จำเป็นที่จะต้องรู้รอบด้านให้มากขึ้น เพราะอาชีพต่างๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคนรุ่นใหม่จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ทันต่อสภาวการณ์ในปัจจุบัน โดยใช้ Smart knowledge เป็นเครื่องมือสำคัญ

การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียน หรือในสถานศึกษาเท่านั้น แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่ เกิดขึ้นได้ทุกเวลา สิ่งสำคัญกว่าคือเราควรเพิ่มพูนความรู้และทักษะอยู่ตลอดเวลา ต้องมีใจอยากเรียนรู้ไม่รู้จบ เพราะเราอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลาย และอาศัยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้การดำรงชีวิตของเราต้องสอดคล้องกับสิ่งรอบตัวที่เปลี่ยนไป การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ หลักการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่หลายๆ ประเทศใช้กันอยู่ โดยมีการส่งเสริมและพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ใหญ่ที่พ้นวัยเรียนแล้ว

ในบริบทของไทยเรานั้น เราคงไม่สามารถปฏิเสธคุณค่าของปริญญาได้ ดังนั้นก็จึงเป็นความจำเป็นที่พวกเราต้องร่ำเรียน เพื่อให้ได้ปริญญามาใช้เป็นใบเบิกทาง แต่อยากจะบอกว่าจงอย่าหยุดเรียนรู้ หรือหยุดแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลาเพราะในโลกของการทำงานและในการใช้ชีวิตจริงนั้น เราต้องอาศัยความรู้ใหม่ๆ และอาศัยทักษะที่เพิ่มพูนขึ้นจากประสบการณ์ หรือแม้แต่ผู้ที่เกษียณแล้ว ก็ยังสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาเช่นกัน เพราะไม่มีใครแก่เกินเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตราบเท่าที่หัวใจยังเปิดรับ

ภาษิตไทยกล่าวไว้ว่า ปัญญาประดุจดังอาวุธ ซึ่งอาวุธที่ดี ก็ควรเป็นอาวุธที่ทันสมัยด้วยเช่นกัน

ดังนั้น การเสริมสร้างองค์ความรู้ จึงควรเป็นความรู้ที่ทันสมัย เป็นความรู้ที่ใช้งานได้จริงและเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันคือศตวรรษที่ 21

 

ทัวร์ความตาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2558 เวลา 12:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1B1eiSK

 

“ไปไหนนะ?” ฉันต้องถามย้ำอีกหนแม้จะฟังได้ยินชัดแล้วในครั้งแรก เพราะมะนิลาเมืองหลวงอันวุ่นวายของฟิลิปปินส์จะเงียบสงบไร้วิญญาณ ณ จุดหมายปลายทางในวันนี้ “สุสาน”

สุสานจีน หรือ Chinese Cemetery เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของกรุงมะนิลา แม้จะฟังดูประหลาดแต่ทัวร์บางบริษัทก็มีสุสานจีนอยู่ในโปรแกรมหากคิดถึงสุสานจีนในไทยจะเป็นภาพของฮวงซุ้ย แหล่งรวมญาติในวันเชงเม้ง คนไทยอย่างเราจึงยิ่งแปลกใจว่าจะให้ไปเที่ยวดูหลุมฝังศพของคนอื่นทำไม ที่ จ.ชลบุรี บ้านเรามีตั้งแยะ ความไม่เข้าใจจึงตั้งคำถามไปตลอดทางขณะนั่งมองการจราจรในมะนิลาอันแออัดไม่ต่างวันศุกร์สิ้นเดือน ยิ่งใกล้จุดหมายเท่าไหร่ร้านขายพวงหรีดก็ยิ่งชุก และเมื่อผ่านร้านสุดท้ายไปรถก็เข้าเกียร์ต่ำเร่งปีนสู่เนินเขาแล่นเข้าสู่ประตู

เหมือนใครกระซิบข้างหู “ขอต้อนรับสู่โลกอนิจจัง” ฉันน่าจะคิดไปเอง

ลักษณะสุสานไม่เป็นอย่างที่คิด ไม่มีเนินดิน ไม่มีป้ายหลุมศพ แต่เป็นหมู่บ้านแบบทาวน์เฮาส์ที่ไม่มีคนอาศัย พอมองไปข้างในก็มีแต่รูปเจ้าของบ้าน บ้านแต่ละหลังมีลักษณะต่างกัน บ้างเป็นประตูเหล็กดัดแน่นหนา บ้างไม่มีประตูหน้าต่าง บ้างคล้ายออฟฟิศ บ้างเป็นทรงสามเหลี่ยมซ้อนชั้นสไตล์โมเดิร์น บ้างเป็นบ้านคนจีนและบ้างมีซุ้มประตูโค้งคล้ายโบสถ์ในศาสนาคริสต์ ภายในมีเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างเหมือนบ้านปกติ เช่น ห้องครัว โต๊ะกินข้าว ห้องน้ำ ส่วนกลางบ้านจะเป็นที่เก็บศพมีภาพแขวนอยู่บนฝาบ้าน เหมือนว่าให้คนที่อยู่ในสุสานไว้ใช้ตามปกติในชีวิตประจำวัน

สุสานจีนแห่งมะนิลาถือเป็นสุสานที่เก่าเป็นอันดับ 2 รองจากสุสานทางเหนือ (North Cemetery) ที่อยู่ไม่ห่างจากกัน ถูกสร้างขึ้นเพื่อฝังศพชาวจีนที่ปฏิเสธการทำพิธีแบบคาทอลิกในช่วงที่เป็นอาณานิคมของสเปน แต่ก็น่าแปลกที่บางบ้านก็มีสัญลักษณ์ไม้กางเขนและพระแม่มารีอยู่ในบ้าน

สังคมคนตายก็มีการแบ่งชนชั้น อย่างบ้านที่เป็นทาวน์เฮาส์อย่างที่กล่าวถึงนั้น คือ เศรษฐีที่มีเงินพอให้ลูกหลานซื้อบ้านให้อยู่หลังเสียชีวิต แต่สุสานที่อยู่ด้านนอกบริเวณลานกลางแจ้งมีฐานะที่ด้อยลงมา เพราะไม่มีบ้านให้อยู่แต่มีเป็นพื้นที่ว่างให้ร่างได้นอนแนบดินเคียงข้างร่างอื่นที่อาจไม่รู้จักกัน สุสานจีนแห่งนี้จึงมีคนเรียกหยอกๆ ว่า ลิตเติ้ลเบเวอร์ลี่ฮิลล์ หรือย่านคนรวยที่ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงหูฉี่ แต่คงไม่มีใครอยากเข้ามาอยู่แม้ว่าสุดท้ายจะหนีไม่พ้น

ลูกหลานยุคนี้คงหาบ้านแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆ เพราะมะนิลามีประชากรมากกว่า 19.55 ล้านคน ซึ่งเคยติด 5 อันดับแรกของเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก สุสานจีนจึงกลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งที่อธิบายได้ถึงค่านิยมและวัฒนธรรมการฝังศพแบบจีนในอดีตที่รุ่นปัจจุบันคงทำตามได้ยาก

ณ ดินแดนคนตาย มีเพียงตัวเราที่ยังหายใจ ทำให้คิดถึงวลีบนตาลปัตรพระที่ว่าไว้ “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มีหนีไม่พ้น” ฉันได้เห็นแล้วว่าโลกอนิจจังที่ใครบางคนกระซิบบอกเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันโลกแห่งชีวิตจริงก็กำลังดำเนินไป รถได้แล่นลงจากเนินเขาผ่านเขตชุมชนแออัด เกือบเฉี่ยวคนไร้บ้านที่ใช้บาทวิถีหลับนอน ฉันเห็นใครบางคนกำลังหายใจแต่กลับไม่มีแม้ชายคาให้ซุกหัวนอน

 

Travel Update

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2557 เวลา 11:11 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1sIiuBl

ฮ่องกง วินเทอร์เฟส 2014

การท่องเที่ยวฮ่องกง จัดงานเทศกาล “ฮ่องกงวินเทอร์เฟส 2014” เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้-1 ม.ค. 2558 ร่วมรื่นเริงและตระการตาไปกับการตกแต่งประดับประดาตึกระฟ้าด้วยแสงไฟระยิบระยับ พร้อมแสงสีเสียง โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ ต้นคริสต์มาสยักษ์ บริเวณสแตชู สแควร์ชิงช้าสวรรค์ (Hong Kong Observation Wheel) สูง 60 ม.และโชว์แสงสีเสียง 3 มิติสุดอลังการ (Hong Kong Pulse3D Light Show) หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.discoverhongkong.com

อีสติน ตัน เชียงใหม่ เปิดให้บริการแล้ว

โรงแรม อีสติน ตัน เชียงใหม่ เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2557 เป็นต้นไป ใจกลางถนนนิมมานเหมินทร์ ตรงข้ามเมญ่าไลฟ์สไตล์ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์โรงแรมให้บริการห้องพักและห้องสวีทรวม 129 ห้อง ตกแต่งในแบบเอเชียร่วมสมัย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกได้มาตรฐานข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว ห้องพักราคาเริ่มต้นคืนละ 1,999 บาท สำหรับห้องซูพีเรีย รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน สอบถามและสำรองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้ โทร. 052-001-999 เว็บไซต์ www.eastintanchiangmai.com

ตั๋วราคาพิเศษไปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สายการบินแควนตัส

สายการบิน แควนตัส เอาใจผู้โดยสารในเดือน ธ.ค.ด้วยตั๋วโดยสารราคาพิเศษเยือนออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เมื่อจองและซื้อตั๋วภายในวันที่ 23 ธ.ค. 2557 เดินทางได้ระหว่าง 1 มี.ค.-20 มิ.ย. 2558

ตั๋วโดยสารเครื่องบินไป-กลับ ชั้นประหยัด กรุงเทพฯ-ออสเตรเลีย (ซิดนีย์ บริสเบน เมลเบิร์น หรืออะดิเลด)-กรุงเทพฯ เริ่มต้น 25,725 บาท ส่วนเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-นิวซีแลนด์ (โอ๊กแลนด์ เวลลิงตัน หรือควีนส์ทาวน์)-กรุงเทพฯ เริ่มต้น 29,840 บาท สอบถามโทร. 02-632-6611 หรือ qantas.com

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,081 other followers

%d bloggers like this: