ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ท้องฟ้ากาญจนบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2558 เวลา 15:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/เที่ยวทั่วไทย/357548/ท้องฟ้ากาญจนบุรี

ท้องฟ้ากาญจนบุรี

โดย…อ.ตากวาง bambi5789@gmail.com

คุณพีระยุทธ เชิงหอม ส่งภาพมาอวดแต่ไม่ได้เขียนถ้อยความใดๆ มา อาจารย์เลยเดาๆ เอาจากลักษณะของภาพที่เห็นว่า น่าจะเป็นท้องฟ้าของกาญนะจ๊ะ เอ๊ย กาญจนบุรี น่าจะใช่อะนะ (ถ้าไม่ใช่ส่งเสียงท้วงติงมาได้ครับ)

 

 

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

จูงหมาเที่ยวยุโรป โฉบไปเวียดนาม ตะกร้าแดง @ นวมินทร์ เฟสติวัล วอล์ค

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2558 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/เที่ยวทั่วไทย/357544/จูงหมาเที่ยวยุโรป-โฉบไปเวียดนาม-ตะกร้าแดง-นวมินทร์-เฟสติวัล-วอล์ค

จูงหมาเที่ยวยุโรป โฉบไปเวียดนาม ตะกร้าแดง @ นวมินทร์ เฟสติวัล วอล์ค

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ก่อนที่คอมมูนิตี้มอลล์จะกลายเป็นกระแสของแหล่งรวมร้านอาหาร นวมินทร์ เฟสติวัล วอล์ค คือคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกๆ ในไทยสไตล์กึ่งยุโรปโบราณเปิดบริการเมื่อ 4 ปีที่แล้ว คนที่อยู่แถวเกษตร-นวมินทร์ น่าจะรู้จักกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเลี้ยงหมาแมว เพราะโครงการอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าได้ โดยที่เจ้าของต้องเดินจูงและดูแลสัตว์เลี้ยงตลอดเวลา ทว่าร้านอาหารที่อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงนั่งร่วมโต๊ะมีอยู่ไม่มาก หนึ่งในนั้นคือ ร้านอาหารเวียดนามตะกร้าแดง หรือ Red Basket

ตาล-ไพรพิกุล อายุสุข เจ้าของร้านตะกร้าแดง สาขานวมินทร์ กล่าวว่า เธอเข้าใจคนเลี้ยงสัตว์ และคนเลี้ยงสัตว์ก็เข้าใจร้านอาหาร ดังนั้นเธอจึงจัดโต๊ะไว้ด้านนอกแยกจากห้องปรับอากาศด้านใน เพื่อเคารพลูกค้ารายอื่น บริเวณนอกร้านสามารถจัดได้ 3 โต๊ะ หรือประมาณ 12 คน นั่งริมต้นไม้รอบร้านโดยที่สัตว์เลี้ยงสามารถนั่งร่วมโต๊ะได้ แต่หากต้องการให้น้องหมากินอาหาร ทางร้านจะมีจานกระดาษให้ต่างหาก จะไม่ให้กินในจานเดียวกับคน

 

ลูกค้าประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ ก่อนมาจะโทรศัพท์แจ้งล่วงหน้าเพื่อให้ทางร้านจัดโต๊ะไว้ นอกจากนี้ไพรพิกุล ยังกล่าวด้วยว่า สาเหตุที่เธอเลือกเปิดร้านในโครงการนวมินทร์ เฟสติวัล วอล์ค เพราะเป็นโครงการสีเขียว มีต้นไม้มาก ตัวร้านโปร่งมีแสงธรรมชาติส่องเข้ามา อีกทั้งเธอเป็นคนรักสัตว์จึงชอบโครงการนี้เป็นพิเศษ

ร้านอาหารตะกร้าแดงบริการอาหารเวียดนาม โดยในประเทศไทยมี 3 สาขา ได้แก่ บองมาร์เช่ เซ็นทรัลเวิลด์ และนวมินทร์ เฟสติวัล วอล์ค เมนูยอดนิยมคือ ปากหม้อญวน สลัดเวียดนาม แซลมอนแช่น้ำปลา และหม้อเดือดที่คล้ายจิ้มจุ่มแต่ใช้น้ำซุปเฝอแทน ทุกเมนูปรุงขึ้นจากมือเจ้าของร้านและสามี บางครั้งก็เป็นคนเสิร์ฟอาหารเอง ทำให้เจ้าของและลูกค้ารู้จักกันและกลายเป็นลูกค้าประจำได้ง่าย เธอกล่าวด้วยว่า “บางวันไม่มีลูกค้าใหม่เลย” ทั้งร้านมีแต่ลูกค้าเก่า บางโต๊ะมองหน้ากันยังจำกันได้ ลักษณะโต๊ะภายในร้านเป็นแบบโต๊ะโซฟา ทำให้นั่งได้นาน รับประทานได้เรื่อยๆ เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวและกลุ่มเพื่อนวัยทำงาน

 

ร้านอาหารตะกร้าแดงเปิดทุกวัน เวลา 12.00-24.00 น. ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าโครงการนวมินทร์ เฟสติวัล วอล์ค ริมถนนเกษตร-นวมินทร์ ช่วงตอม่อที่ 129 ราคาอาหารเริ่มต้นที่ 80-250 บาท รองรับลูกค้าได้ 30 ที่นั่ง โทร. 02-907-1909 หากพาน้องหมาไปด้วยต้องโทรศัพท์แจ้งล่วงหน้าเพื่อที่จะได้จัดโต๊ะด้านนอกไว้ให้พร้อม

 

 

 

 

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ไอซ์ควีน ค็อกเทลในน้ำแข็ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2558 เวลา 16:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/ร้านอาหาร/358545/ไอซ์ควีน-ค็อกเทลในน้ำแข็ง

ไอซ์ควีน ค็อกเทลในน้ำแข็ง

โดย…คาเอรุ ภาพ เอพี

พอย่างเข้าเดือน เม.ย. ข่าวที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ก็คือปีนี้จะร้อนที่สุดในรอบ 40-50 ปี สรุปว่าบ้านเรานั้นร้อนขึ้นทุกๆ ปี มาหาเครื่องดื่มคลายร้อนกันดีกว่า แม้ว่าจะคลายร้อนได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็ตามที

เมื่อเร็วๆ นี้ บรรดาบาร์เทนเดอร์ในสหรัฐได้สนุกสนานกับค็อกเทลรูปแบบใหม่ ซึ่งได้ไอเดียมาจากฟู้ดค็อกเทลเทค (Food Cocktail Tech) เป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ชนิดพิเศษที่เรียกว่า ไอซ์ควีน (Ice Queen) ซึ่งเวลาจะเสิร์ฟบาร์เทนเดอร์ก็จะจัดการฉีดค็อกเทลชนิดต่างๆ เข้าไปในก้อนน้ำแข็ง เสิร์ฟในแก้วเป็นก้อนๆ

อย่างที่ เดอะ อาวิเอรี (The Aviary) ในชิคาโก มิกา เมลตัน ผู้อำนวยการด้านอาหารและเครื่องดื่ม สร้างสรรค์เป็นซิกเนเจอร์ดริงก์ไปเรียบร้อยแล้ว ชื่อว่า In The Rocks โดยเขาบอกว่าบาร์ที่เทรนดี้ทุกแห่งในย่านนี้จะต้องมีเมนูซิกเนเจอร์ในก้อนน้ำแข็งเสิร์ฟกันทั้งสิ้น

 

ต่อไปนี้ไม่ต้องไปสั่งแบบเจมส์ บอนด์ ว่าห้ามคน ห้ามเขย่าอะไรกันอีกต่อไปแล้ว ยุคนี้คือยุคแห่งการฉีด โดยน้ำแข็งชนิดพิเศษสร้างสรรค์จากตู้แช่ที่ไม่ธรรมดา (Super Chiller) โดยเริ่มต้นจากการนำน้ำแร่บรรจุในลูกโป่งจนได้เป็นน้ำแข็งป่นครึ่ง ยังเป็นน้ำอีกครึ่ง ก่อนจะนำบอลลูนไปแช่ในน้ำที่ทำให้เป็นน้ำแข็งจากข้างนอกอีกที พร้อมมีเข็มฉีดยาที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อฉีดน้ำค็อกเทลที่เย็นจัดด้วยเช่นกันเข้าไปในก้อนน้ำแข็งไอซ์ควีนให้ได้ผลดีเยี่ยม นั้นคือตัวค็อกเทลจะกระจายไปทั่วก้อนน้ำแข็งให้ได้สีสันและรสชาติสม่ำเสมอ

สำหรับ In The Rocks นั้นมีช่องให้อาศัยหลอดเล็กๆ ดูดไปเรื่อยๆ โดยค็อกเทลจะเย็นอยู่เสมอจนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมดซึ่งก็ใช้เวลานานพอสมควร

ลองไปชิม Highlander ที่เสิร์ฟกับที่ร้านบาร์มินิ (Barmini) ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กันบ้าง ฮวน โคโรนาโด บาร์เทนเดอร์ประจำที่นี่สร้างสรรค์ค็อกเทล Highlander จากสกอตช์วิสกี้ เมซกัล (เหล้าจากต้นกระบองเพชร) และไซรัปง่ายๆ จนเป็นที่จดจำมาแล้ว เมื่อนำเข้าไปฉีดในน้ำแข็งไข่ไอซ์ควีน เขาก็นำเสนอแบบใหม่ ด้วยการนำไปลอยในครีมเดอ โกโก้ ตกแต่งด้วยโรสแมรี่ เปลือกมะนาว และดรายไอซ์ เพิ่มความสนุกสนานในการดื่มด่ำค็อกเทลมากขึ้น

“ผมว่ามันเริ่ดมากที่ได้เห็น Highlander ลอยอยู่ในแก้วแบบนั้น แถมยังได้เพิ่มบรรยากาศกับกลิ่นหอมๆ ด้วย” ฮวน โคโรนาโด ตื่นเต้นกับผลงานใหม่ของเขา ที่บอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเชฟโฮเซ อันเดรส แห่งติ๊งฟู้ดกรุ๊ป ผู้นำแห่งโมเลกูลาร์ แกสโตรโนมี

ด้าน เดฟ อาร์โนลด์ แห่งบุกเคอร์ แอนด์ แดกซ์ (Booker and Dax) ในกรุงนิวยอร์ก ซึ่งเป็นค็อกเทลบาร์สุดไฮเทคบอกว่า บาร์ของเขาต้องมีไอซ์ควีนเสิร์ฟอย่างแน่นอน “บาร์ของเราเป็นพวกบ้าเทคนิคอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอะไรมาใหม่พลาดไม่ได้หรอกครับ ไอซ์ควีนนี่มาเข้ากับเทคนิค Nitro Muddling ที่ค็อกเทลทุกตัวของเราจะใช้ลิควิดไนโตรเจนทุกตัวได้อย่างเนียนๆ”

ขนาดเมืองหนาวเขายังฟินกับก้อนน้ำแข็งกันซะขนาดนี้ บ้านเราจะเริ่มเมื่อไหร่ดี อาศัยทำค็อกเทลใส่โมลด์ใหญ่ไปแช่ช่องฟรีซกันแบบง่ายๆ ไปก่อนแล้วกัน

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

เคยกินมั้ยบุฟเฟ่ต์บาทเดียว @ ซีซั่นนอล เทสท์ส

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2558 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/ร้านอาหาร/358542/เคยกินมั้ยบุฟเฟ่ต์บาทเดียว-ซีซั่นนอล-เทสท์ส

เคยกินมั้ยบุฟเฟ่ต์บาทเดียว @ ซีซั่นนอล เทสท์ส

หนึ่งในสถานที่ที่มีบุฟเฟ่ต์สุดอลังการงานสร้างมากที่สุดแห่งหนึ่ง ต้องยอมรับว่าเป็น ห้องอาหาร ซีซั่นนอล เทสท์ส โรงเเรม เดอะ เวสทิน เเกรนด์ สุขุมวิท ที่มีมุมอาหารอร่อยมากมาย มีให้เลือกบริการหลากหลายอย่าง ทั้งมื้อกลางวัน มื้อสุดสัปดาห์ รวมถึงบรันช์วันเสาร์-อาทิตย์

สำหรับ “บุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อกลางวัน” (วันจันทร์-วันศุกร์ ราคาท่านละ 1,190 บาทถ้วน) โดดเด่นด้วย มุมอาหารเอเชี่ยน มุมอาหารทะเลสดๆ  พิซซ่าเตาถ่าน พาสต้าปรุงสด และโซนของหวานแสนอร่อย รวมทั้ง ไอศครีมเทปปันยากิ ด้าน “บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำสุดสัปดาห์” (ทุกคืนวันศุกร์–เสาร์ ราคาท่านละ 2,290 บาทถ้วน) นำเสนอหลากหลายเมนูที่ทุกท่านโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็น มุมบาร์บีคิว ร็อกล็อบสเตอร์ ปลาหิมะ ปลาแซลมอน เนื้อออสเตรเลีย ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ย่าง ตับห่านชั้นดี ขาปูอลาสกา หอยนางรมฝรั่งเศส หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และอีกมากมาย

“บุฟเฟ่ต์เสาร์สบายทานเช้ายันบ่าย” (ทุกวันเสาร์ 06.00-14.30 น. ราคาท่านละ 990 บาทถ้วน) อิ่มอร่อยไปกับเมนูอาหารเช้าหลากชนิด พร้อมเติมเต็มความอิ่มแบบสุขภาพดีด้วย “ซุปเปอร์ฟู้ดส์” (SuperFoodsRX) เมนูสุขภาพแบบเวสทิน ปิดท้ายด้วย “บุฟเฟ่ต์ครอบครัวอาทิตย์สุขสันต์” (ทุกมื้อเที่ยงวันอาทิตย์ ราคาท่านละ 2,490 บาทถ้วน) มื้อแห่งความความสนุกสำหรับทุกครอบครัวและคุณหนูๆ ให้คุณได้เลือกอร่อยกับอาหารสไตล์ญี่ปุ่น อิตาเลี่ยน มุมบาร์บีคิวและมุมซีฟู้ด พร้อมกับสารพันของหวาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและเครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ ที่ Westin Kids Club อีกด้วย

ตลอดเดือน เม.ย.นี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ “บุฟเฟ่ต์บาทเดียว” เพียงสมัครเป็น สมาชิก สตาร์วู้ด พรีเฟอร์ เกสต์ (Starwood Preferred Guest) เพื่อรับโปรโมชั่นสุดคุ้มกับ “บุฟเฟ่ต์บาทเดียว” สำหรับทุกๆ บุฟเฟ่ต์ โดย “บุฟเฟ่ต์บาทเดียว” เมื่อมาเป็นคู่ ทุกๆ 2 คน โดยคนแรกจ่ายในราคาเต็ม คนที่ 2 รับสิทธิพิเศษจ่ายเพียง “บาทเดียว” (สิทธิพิเศษสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น)

สำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-207-8000 หรือ fb.bangkok@westin.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์โรงแรมได้ที่ www.westingrandesukhumvit.com และติดตามข่าวสารต่างๆ ทาง Facebook.com/westinbangkok หรือ Instagram@westinbangkok

 

 

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ อาหารอิตาเลี่ยนรสจัดจ้านแบบเอเชีย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2558 เวลา 16:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/ร้านอาหาร/358541/อนาเธอร์-ฮาวด์-คาเฟ่-อาหารอิตาเลี่ยนรสจัดจ้านแบบเอเชีย

อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ อาหารอิตาเลี่ยนรสจัดจ้านแบบเอเชีย

โดย…คาเอรุ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่เดิม ที่ชั้น 1 ดิ เอ็มโพเรียม ต้องหลีกทางให้คอนเซ็ปต์กิ๊บเก๋แบบใหม่ของ อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ (Another Hound Cafe) เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่ยกระดับห้างให้เป็นศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาส

หลังจาก อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ สาขาแรกที่สยามพารากอน เมื่อ 9 ปีก่อนเปิดตัวมาเป็นอาหารลูกครึ่งไทย-อิตาเลียนก็ได้ความนิยมอย่างสูง ร้านในรูปโฉมใหม่ได้นำเอาประสบการณ์ที่สั่งสม รวมถึงเรียนรู้จากเมนูจากทุกมุมโลกนำมาผสมผสานให้เป็นเมนูที่สนุกตื่นเต้นและร่วมสมัยตามกระแสนิยมของโลก โดยไม่ทิ้งรากความเป็นไทย-อิตาเลียนที่รสชาติจัดจ้าน จัดเต็มไปด้วยเครื่องเทศต่างๆ ของทั้งสองวัฒนธรรม ยกระดับอีกนิดให้เป็นอาหารอิตาเลี่ยนรสจัดจ้านแบบเอเชีย (Italian Gourmet with Spicy Asian Twists) ก่อนไทยและอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวกันในเวทีเออีซี

 

การออกแบบร้านและบรรยากาศของอนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ โฉมใหม่ ตกแต่งในสไตล์ Chic & Glam น่าประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าสู่ร้านด้วยพื้นโมเสกสุดเก๋สีขาวสลับดำ สไตล์อิตาเลี่ยนโบราณ ที่ดึงดูดสายตาจนลืมสังเกตเคาน์เตอร์บาร์ใหม่ที่เลือกใช้กระจกเงาสีแชมเปญไปเลย ที่ดึงดูดสายตาอีกอย่าง ได้แก่ แชนเดอเลียร์ ที่เรียกได้ว่าแสดงความชิกแอนด์แกลมของร้านได้อย่างดี สอดคล้องกับงานศิลปะแนวนีโอคลาสสิก นอกจากนี้พนักงานของอนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ ยังมาในชุดยูนิฟอร์มใหม่ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ของเกรย์ฮาวด์ ออริจินัล ให้สอดคล้องกับโฉมใหม่ของร้านอีกด้วย

อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ ดิ เอ็มโพเรียม ยังได้พื้นที่เพิ่มจากร้านเสื้อผ้าเกรย์ฮาวด์เดิมที่ด้านข้าง รวมทั้งมีการต่อเติมเพิ่มในส่วนของระเบียงด้านนอกกรุกระจกใสติดแอร์ สามารถนั่งชมเห็นวิวสวนเบญจสิริและรถไฟฟ้าบีทีเอสระหว่างรับประทานอาหารได้อย่างชิลชิล บริเวณนี้ยังตกแต่งด้วยต้นไม้แนวเฟินหลากชนิดห้อยระย้าเป็นอีกมุมเก๋ๆ ที่ใครก็อยากนั่ง

 

ชื่นชมบรรยากาศมานานท้องเริ่มร้องมาชิมเมนูแรกกันเลยดีกว่า ร้อนๆ แบบนี้เขาว่าต้องกินแตงโม เมนูแตงโมปลาแห้ง ทวิสต์มาเป็นเมนูของอนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่  ชื่อว่า Cube Salad แตงโมหั่นเต๋า แต่งหน้าด้วยปลาแห้ง เพิ่มเฟตาชีส ร็อกเกตสลัด และถั่วไพน์นัท เพิ่มความสดชื่น

ยามบ่าย ใครอยากจิบแชมเปญคลายร้อยคู่กับหอยนางรม ที่นี่มีหอยนางรมสดๆ ส่งตรงจากสหรัฐ Fresh Oyster-Barron Point Premium Size Platter (4 ตัว) เสิร์ฟพร้อมน้ำส้มไวน์แดง (Red Wine Vinegar) และน้ำจิ้มซีฟู้ด พร้อมเครื่องเคียงครบครันแบบไทยแท้ ตั้งแต่หอมเจียว ยอดกระถิน แต่แนะนำว่า ให้ลองกินแบบไม่จิ้มอะไรดูก็อร่อยแล้ว

ตามมาด้วย Lobster Carpaccio ที่เอาไอเดียการเสิร์ฟเนื้อดิบแบบคาร์ปาโชของอิตาเลี่ยนกับเนื้อล็อบสเตอร์สดๆ ส่งตรงจากภูเก็ตมาปรุงรสด้วยมะนาว น้ำมันมะกอก ตบท้ายด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดที่มีส่วนผสมของวาซาบิ แต่งหน้าด้วยหอมเจียว ผักกูด และแรดดิช ถ้าจินตนาการไม่ออกว่ารสชาติจะจัดจ้านขนาดไหนต้องลองไปชิมดู

 

มาถึงเมนูลูกครึ่งมากๆ อีกจานกับ Canadian Lobster Spaghetti ล็อบสเตอร์พันธุ์แคเนเดียนตัวโตสั่งตรงมาจากสหรัฐ เสิร์ฟทั้งตัวกับสปาเกตตีผัดพริกกระเทียมมาในจานใหญ่โตสไตล์แชริ่ง (ใครกินคนเดียวหมดก็เชิญนะคะ) รสจัดจ้านถึงใจ ส่วนใครไม่ถนัดรสเผ็ดเขาก็มีสปาเกตตีรสชาติอิตาเลียนดั้งเดิมไว้บริการด้วยนะ

ขณะที่ใครยังไม่สะใจกับความเผ็ด แนะนำให้สั่ง Crab Bomb with Rice ข้าวปูผัดพริกแกงเหลือง รสชาติแสบสันสไตล์อาหารภาคใต้ อร่อยถูกใจกับเนื้อปูชิ้นโตๆ หวานๆ ผัดกับพริกเหลืองและถั่วแขก ราดมาบนข้าวสวยร้อนๆ แทบลืมผัดกระเพราของโปรดไปเลย

 

จบจานนี้ไปต่อไม่ไหวต้องได้ของหวาน ซึ่งมีเมนูที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนมากมาย ตั้งแต่ Caramelized Palm Sugar Custard คัสตาร์ดเนื้อนุ่มอบมาใน Organic Butter Squash จากออสเตรเลียที่ Twist ไอเดียมาจากสังขยาฟักทอง Thai Pandan Custard and Black Sticky Rice Creme Brulee ข้าวเหนียวดำมูนใส่เผือกแบบไทย แต่งหน้าด้วย Creme Buree ใบเตย คนรุ่นศาลาโฟรโมสต์ ยังมีไอศกรีมซุปข้าวโพด รสชาติที่ใช่ให้เลือกย้อนวัยกันแบบสดชื่นๆ ด้วย

ด้านเครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลากหลาย นอกจากความเป็นแชมเปญบาร์แล้ว ยังมีเครื่องดื่มในสไตล์อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ Earl Grey Iced Lemon Tea, Lavender Mojito รวมทั้ง Coffee Blend ในแบบฉบับของร้าน เพิ่มความอร่อยด้วย Berry Syrup นอกจากนี้ยังมีค็อกเทลสุดพิเศษให้เลือกสั่งด้วย

อนาเธอร์ ฮาวด์ คาเฟ่ ชั้น 1 ดิ เอ็มโพเรียม บริการทุกวันเวลา 11.00–22.00 น. โทร. 02-664-8663

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

แมงโก้ ทรี ออน เดอะ ริเวอร์ ดื่มด่ำบรรยากาศริมเจ้าพระยา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2558 เวลา 16:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/358538/แมงโก้-ทรี-ออน-เดอะ-ริเวอร์-ดื่มด่ำบรรยากาศริมเจ้าพระยา

แมงโก้ ทรี ออน เดอะ ริเวอร์ ดื่มด่ำบรรยากาศริมเจ้าพระยา

โดย…อีตติง อาร์ต ภาพ สุนันท์ ล้อสมทรัพย์

ถ้าพูดถึงร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ลมพัดเย็นๆ นั่งดินเนอร์และแฮงเอาต์ชิลๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลองมาที่ “แมงโก้ ทรี ออน เดอะ ริเวอร์” ดูสิ เพราะเป็นร้านอาหารไลฟ์สไตล์คอนเซ็ปต์ที่ออกแบบได้โดดเด่น จนตอนนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว

เมื่อก้าวเข้ามาในโครงการยอดพิมาน (ท่าเรือปากคลองตลาด) บริเวณชั้น 2 ในส่วนของร้านแมงโก้ ทรีฯ จะพบกับการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นที่เรียบหรู ให้บรรยากาศสบายๆ แฝงกลิ่นอายแบบไทยๆ ส่วนที่ชั้น 3 จะเป็นบาร์สำหรับแฮงเอาต์ให้มานั่งรับลมชมวิวนั่งดื่มชิลๆ คลอเคล้าเสียงเพลง และที่ชั้น 4 จะจัดไว้เป็นโซนไพรเวตปาร์ตี้ ที่ลูกค้าสามารถโทรจองสถานที่ล่วงหน้าได้

 

เมนูส่วนใหญ่ของร้านเน้นอาหารไทยที่รสชาติไม่จัดจ้านเกินไปนัก เพราะมีชาวต่างชาติแวะเวียนมาเป็นลูกค้าอยู่เนืองๆ ทุกเมนูจึงมีการตกแต่งจานได้สวยงามน่ากินเพื่อเอาใจลูกค้าทุกเชื้อชาติ อาทิ ลาบซี่โครงหมู สลัดปลาหมึกย่าง แกงมัสมั่นขาแกะ ผัดไทยล็อบสเตอร์ เป็นต้น ราคาอาหารเริ่มที่ 100 บาท++ ขึ้นไป ท่ามกลางบรรยากาศสวยงามยามค่ำคืน ซึ่งจะเห็นพระปรางค์วัดอรุณฯ และบรรดาเรือสำราญล่องผ่านไปมาในแม่น้ำเจ้าพระยา โอ้ว! สวยงามเกินบรรยาย

และเพื่อมิให้เป็นการเสียเที่ยว วันนี้เราขอปักหมุดแฮงเอาต์ที่ชั้น 3 ละเลียดค็อกเทลเบาๆ พร้อมกับสั่งอาหารพอร์ชั่นเล็กๆ ที่เข้ากับเครื่องดื่มมานั่งกินรับลมชมวิวเลยละกัน เริ่มที่ “ทาโก้น้ำพริกอ่องและหมี่กรอบ” เป็นเมนูคำเล็กๆ กรอบๆ แต่รสชาติอร่อยได้ใจ ต่อด้วยเซตไส้กรอกอีสานรสชาติเข้ากั๊น เข้ากันกับเครื่องดื่ม สั่งจานเล็กไปแล้ว ขอจานหลักอย่างสลัดปลาหมึกบ้างละกัน จานนี้รสชาติแซ่บเบาๆ คล้ายเมนูยำ ตามด้วยลาบซี่โครงหมูเนื้อนุ่มๆ อีกสักจานเป็นอันครบ

 

บรรยากาศดีแบบนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือค็อกเทล เริ่มจากแก้วแรก “P.I.M.P” มีส่วนผสมของไลต์รัม ลิเคียวร์ เนื้อและน้ำสับปะรด สดชื่นได้อารมณ์ชาวเกาะ ตามด้วย “Light Up” ค็อกเทลชนิดนี้เสิร์ฟมาในถุงกาแฟพลาสติกซึ่งใส่ลงในถุงกระดาษอีกที ดูแล้วก็กิ๊บเก๋ไปอีกแบบ ไลท์อัพมีส่วนผสมของเตกีล่า ลิเคียวร์สตรอเบอร์รี่ และดราฟท์เบียร์ ให้รสชาติคล้ายกับดื่มเบียร์รสสตรอเบอร์รี่ ปิดท้ายด้วย “Zip D” Complexity แก้วนี้ปรับมาจากเครื่องดื่มฤดูหนาวของยุโรป โดยนำมาเสิร์ฟแบบเย็น มีส่วนผสมของวอดก้า เชอร์รี่บรั่นดี เนื้อลิ้นจี่ น้ำลิ้นจี่ เพิ่มความหอมด้วยก้านอบเชย

เมื่ออาหารพร้อม เครื่องดื่มพร้อม บรรยากาศพร้อม จะมัวรออะไรอยู่ล่ะ นั่งละเมียดค็อกเทลไป ชิมอาหารไป ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาลมพัดเย็นสบายแบบนี้ เราพูดได้เต็มปากเลยว่า หากใครได้มาที่นี่คงไม่อยากรีบกลับบ้านอย่างแน่นอน

ร้านแมงโก้ ทรี ออน เดอะ ริเวอร์ อยู่ที่ศูนย์การค้ายอดพิมาน ริเวอร์ วอล์ค อาคาร D5 ถนนอัษฎางค์ (ท่าเรือปากคลองตลาด) เปิดบริการทุกวัน ร้านอาหาร 11.00-23.00 น. บาร์ 11.00-01.00 น. โทร. 02-110-0820 Facebook.com/cocarestaurantthailand

 

 

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ประสบการณ์แห่งรส ความอร่อยแบบเออีซี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2558 เวลา 16:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/358536/ประสบการณ์แห่งรส-ความอร่อยแบบเออีซี

ประสบการณ์แห่งรส ความอร่อยแบบเออีซี

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ประชาคมอาเซียนหรือเออีซีอยู่ใกล้แค่เอื้อม อีกไม่นานเราจะได้รู้จักและใกล้ชิดกับเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา มากขึ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศตามมา ซึ่งรวมถึงวัฒนธรรมเรื่องอาหารด้วย

แต่ละประเทศในเอเชียต่างก็มีอาหารประจำชาติที่โดดเด่น มีทั้งความแตกต่างและคล้ายคลึงกัน เพื่อรู้จักเรียนรู้อาหารของเพื่อนบ้านเออีซีให้ดีมากขึ้นอีกนิด วันนี้เราจะพาไปชิมอาหาร  “Flavor of Southeast Asia” ที่ร้าน ดีน แอนด์ เดลูก้า สาขามหานคร คิวบ์

ทิมเบอร์ สุวรรณกูฏิ เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟ ได้สร้างสรรค์เมนูอาหารเออีซีโดยนำสูตรดั้งเดิม รวมทั้งเครื่องปรุง วัตถุดิบของท้องถิ่นมาดัดแปลงเพิ่มกลิ่นรสสีสันให้มีกลิ่นอายตะวันตกผสมผสานเข้าไป

เมนูแรกที่เราได้ชิมเป็นอาหารสามัญประจำบ้านของฟิลิปปินส์ที่เรียกว่วา อาโดโบ้ (Adobo)  เมนูนี้สามารถปรุงจากเนื้อหมู ไก่ หรือแม้แต่อาหารทะเล แต่เชฟทิมเบอร์เลือกหมูสามชั้น นำมาหมักและปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียม ฯลฯ ก่อนนำไปเคี่ยวให้สุกอย่างช้าๆ ใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง ก่อนจะพร้อมเสิร์ฟกับข้าวหอมมะลิ โปะไข่ดาวน้ำหรือไข่ลวกแบบที่เรียกว่า โพชเอ้ก (Poached Egg) ซึ่งมีซุปญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมลงไป ตบท้ายด้วยผักชีโรยหน้า เห็นหน้าตาแล้วทำให้คิดถึงสตูว์หรือหมูพะโล้หรือหมูฮ้อง (หมูสามชั้นต้มซีอิ๊วของภูเก็ตและจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ของบ้านเรา) แต่เมื่อได้ลองชิมก็จะพบกับรสชาติที่ต่างไป อาโดโบ้มีรสเปรี้ยวนำ เค็มเล็กน้อย พร้อมกลิ่นเครื่องเทศกรุ่น ใครชอบหมูสามชั้นละก็คงแทบคลั่งเมื่อได้ชิมเมนูนี้

 

จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า อาโดโบ้นั้นเป็นอาหารดั้งเดิมเก่าแก่ของชนพื้นเมืองฟิลิปปินส์ ในช่วงศตวรรษที่ 16 เมื่อชาวสเปนเข้ามาปกครองประเทศ อาหารจานนี้จึงมีลักษณะผสมผสานวัฒนธรรมอาหาร 2 แผ่นดินเข้าด้วยกัน ชื่อ อาโดโบ้ นั้นเป็นภาษาสเปน แปลว่า ปรุงรสหรือหมัก ชาวฟิลิปปินส์มักจะห่ออาหารชนิดนี้เป็นเสบียงติดตัวไประหว่างเดินทาง เพราะอาโดโบ้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เมื่อไปเยือนฟิลิปปินส์คุณจะสามารถหาอาโดโบ้รับประทานได้ไม่ยาก เพราะนี่คือ หนึ่งในอาหารยอดนิยม

สำหรับ เชฟทิมเบอร์ เองเมื่อคิดจะสร้างสรรค์เมนูถิ่นชวาเขาก็คิดถึง สะเต๊ะ (satay) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารดั้งเดิมจากเกาะชวาหรือเกาะสุมาตรา แต่ก็หารับประทานได้ทั้งในมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งบ้านเราด้วย เชฟตั้งใจทำสะเต๊ะให้แตกต่างด้วยการเลือกวัตถุดิบชั้นเลิศอย่างเนื้อวากิวตรงส่วนสันในมาหมักกับเครื่องเทศอินโดฯ ก่อนนำไปเสียบไม้ย่าง ซอสเข้มข้นทำจากถั่วลิสง ให้รสชาติที่ไม่หวานจัดนัก และรับประทานกับอาจาดที่มีหอมแดง พริก และแตงกวาผสม

 

เมนูจากมาเลเซียเป็น อะยัม โกเรง (Ayam Goreng) หรือจะเรียกว่าเป็นข้าวไก่ทอดสไตล์มาเลย์ก็ได้  (ที่อินโดนีเซียก็มีอาหารจานคล้ายๆ กันนี้ด้วย) โดยเลือกเนื้อส่วนขามาหมักกับเครื่องเทศมาเลย์แล้วนำไปทอด จานนี้ไม่ได้มีแค่ไก่ แต่ยังเคียงมาด้วยปลากะตักทอด ถั่ว น้ำพริกเผา รับประทานกับข้าวที่หุงกับกะทิ หนึ่งคำให้มีทุกองค์ประกอบรวมกันก็จะอร่อยครบรส

อาจจะฟังดูแปลกๆ และหลายคนคงสงสัยว่ารสชาติจะเป็นยังไง แต่นี่คือ เมนูที่ป๊อปปูลาร์มากในสิงคโปร์ เมื่อซีเรียลซึ่งควรจะเป็นอาหารเช้านำมาปรุงกับกุ้งให้เป็นอาหารคาวแล้วเรียกว่า  Cereal Prawn หรือกุ้งซีเรียล นั่นเอง

กุ้งซีเรียลปรุงจากกุ้งลายเสือ กราโนลา น้ำผึ้ง ซีเรียล พริก และต้นหอม กุ้งนำไปชุบแป้งทอด ก่อนนำไปผัดด้วยเนยกับซีเรียลและเครื่องปรุงอื่นๆ เป็นการจับคู่ที่ดูแปลกๆ แต่กลับให้รสชาติที่ชวนประหลาดใจ (ในทางที่ดี) กุ้งซีเรียลมีรสออกหวานข้นคล้ายครีมเล็กน้อยและกรอบกรุบๆ  ต้นตำรับกุ้งซีเรียลแท้ๆ ของสิงคโปร์นั้นต้องปรุงจากอาหารเช้ายี่ห้อ เนสตุ้ม เท่านั้น ชื่อนี้อาจจะคุ้นหูสำหรับคนไทยอายุ 30-40 ปีขึ้นไป เพราะเคยเป็นอาหารเด็กยอดนิยม แต่ได้เลิกผลิตและเลิกขายในไทยไปนานแล้ว ใครโหยหาอดีตก็ไปลองกุ้งซีเรียลของ ดีน แอนด์ เดลูก้า ดูก็ได้

 

สำหรับเมนูอาหารกัมพูชานี้ไม่ได้เป็นงานแบบดั้งเดิม แต่ได้แรงบันดาลใจ กลิ่นอาย และส่วนผสมซึ่งเป็นผักผลไม้สดซึ่งมีมากในกัมพูชา ปรุงออกมาเป็นสลัด ประกอบด้วยแคนตาลูป แตงโม ถั่ว มะพร้าวคั่ว ถั่วเลนทิล และสะระแหน่ หน้าตาและรสชาติของ Summer Melon Coconut & Mint Salad นี้ออกจะละม้ายยำผลไม้ รับประทานแล้วแสนสดชื่นในวันฤดูร้อน

อาหารเวียดนามจานนี้เรียกว่า จ๋าวโตม (Chao Tom) ซึ่งคนไทยเราคุ้นเคยกันดีในชื่อ กุ้งพันอ้อย นั่นเอง จ๋าวโตม สูตรนี้มีความคล้ายคลึงกับเวียดนาม ไม่หวานมากเหมือนกับที่ขายในไทย พิเศษตรงไซส์ที่ใหญ่มากๆ และอัดแน่นด้วยเนื้อกุ้ง รับประทานกับน้ำจิ้มบ๊วย ชิ้นเดียวก็ (เกือบ) อิ่ม ส่วนจานพม่า Yangon Dancing Prawn Fritter ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกุ้งเต้น ปรุงโดยนำกุ้งฝอยตัวเล็กมาชุบแป้งทอดปรุงรสด้วยขมิ้นรับประทานคู่กับน้ำจิ้มมะขามเปียก

ที่คุ้นสุดๆ สำหรับคนไทยก็คงจะไม่พ้นอาหารลาว นี่ก็คือ น้ำตกหมู ซึ่งมีให้สั่งรับประทานได้ตามร้านส้มตำหรือร้านอาหารทั่วไป แต่น้ำตกจานนี้พิเศษด้วยปรุงจากเนื้อหมูดำจากญี่ปุ่นหรือหมูคุโรบุตะ เนื้อนุ่มๆ มีรสเผ็ดนิด เปรี้ยวหน่อย ข้าวคั่วหอมๆ ทำจากข้าวแจสเบอร์รี่ เพิ่มทุกคำให้เต็มรสด้วยข้าวเหนียวนุ่มๆ … แซ่บหล๊ายหลาย

 

หากคุณอยากรู้จักกับเพื่อนบ้านเออีซีผ่านทางอาหารมากขึ้น โปรโมชั่น “Flavor of Southeast Asia” ที่ร้าน ดีน แอนด์ เดลูก้า สาขามหานคร คิวบ์ (บีทีเอส ช่องนนทรี ทางออก 3) อาจจะเป็นหนึ่งช่องทาง ไปลองลิ้มชิมรสกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึงต้นเดือน พ.ค.

แม้จะเป็นเพียงบางส่วนของนานารสชาติจากเมนูท้องถิ่นเออีซี แต่ก็นับเป็นหนทางที่จะได้เรียนรู้จักเพื่อนบ้านเรามากขึ้น ทั้งยังได้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ “การกิน” ใหม่ๆ ที่น่าลอง แบบไม่ต้องเดินทางไกล

 

 

 

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

เด็ดขาดเกาเหลาเนื้อตุ๋นยาจีน สาธุโภชนา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2558 เวลา 15:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/ร้านอาหาร/358533/เด็ดขาดเกาเหลาเนื้อตุ๋นยาจีน-สาธุโภชนา

เด็ดขาดเกาเหลาเนื้อตุ๋นยาจีน สาธุโภชนา

โดย…แม้งโก้หวาน

เรื่องอาหารแม้งโก้หวานกินได้ทุกอย่างขอให้ได้กิน เนื้อวัวก็เคยกิน แต่ 6-7 ปีที่ผ่านมาหยุดกินแล้วครับ ไม่ได้ถือเทพถือองค์อะไร แต่ครั้งหนึ่งเคยกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อจำไม่ได้ว่าร้านไหนแต่อยู่ต่างจังหวัด โอ้…แม่เจ้า กลิ่นคาวเนื้อแรงส์…กินต่อไม่ลงและไม่กินอีกเลย พอมาทำคอลัมน์นี้ ถ้าไม่ชิมก็ไม่รู้จะบอกท่านผู้อ่านได้ยังไง (ลงทุนมาก)

วันนี้เลยพามาชิมเกาเหลาเนื้อตุ๋นสมุนไพรจีนของร้านสาธุโภชนา ตั้งอยู่ริมถนนสาธุประดิษฐ์ ตรงกลางระหว่างซอย 53 กับ 55 ติดธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าน้ำสาธุฯ ฝั่งเดียวกับธนาคาร  เป็นร้านที่ขึ้นชื่อในย่านสาธุฯ เจ้าของร้านคือ “เฮียสุรชาติ รักประกอบกิจ”

 

ร้านเปิดมา 50-60 ปี เดิมอยู่แถวถนนจันทน์ คุณพ่อของเฮียสุรชาติพาลูกๆ ทำ ขายทั้งก๋วยเตี๋ยวหมูและเนื้อ ต่อมาปี 2527 ย้ายมาเปิดในที่ตั้งปัจจุบัน เปิดวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่  08.00-15.00 น. หยุดวันอาทิตย์ ลูกค้ามากินตลอด แต่ใกล้เที่ยงเริ่มไม่มีที่ว่างคนเริ่มแน่นร้าน เมนูที่ลูกค้าชอบสั่งคือเกาเหลาเนื้อตุ๋นยาจีนกินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยอิ่มแปล้ไปเลย

เฮียสุรชาติเผยเคล็ดลับความอร่อยว่าอยู่ที่เนื้อเปื่อยและน้ำซุป ซึ่งมีกรรมวิธีอยู่ที่การเคี่ยวกระดูกกับเนื้อสามชั้นและเนื้อน่องที่ใช้ประมาณ 10-20 กก. ต้มกับสมุนไพรจีนในจำนวนที่เหมาะกับเนื้อด้วยไฟอ่อนๆ ไม่ต่ำกว่า 6-7 ชั่วโมง ปรุงรสด้วยซอส ซีอิ้วขาว เกลือ น้ำมันหอย เสร็จแล้วตักขึ้นพักให้เย็นใส่ตู้เย็นไว้ก่อน ตอนเช้าก่อนขายนำมาต้มจนเดือดในกระทะหรือกะละมังที่ใส่ขาย ปรุงรสอีกครั้งจะได้เนื้อและน้ำซุปที่หอมอร่อยเข้มข้นไร้กลิ่นคาว

 

ชิมแล้วต้องบอกว่า ทั้งเนื้อและน้ำซุปหอมอร่อยเข้มข้น เนื้อออกหวานหอมของสมุนไพรจีนและเครื่องปรุงรส (ถูกปากผมแต่จะถูกลิ้นท่านไหมต้องลอง) ถ้าชอบเนื้อสดก็จะมีพวกตับ ผ้าขี้ริ้ว หัวใจ ลูกชิ้นให้เลือกด้วย โดยเนื้อจะผ่านการหมักอย่างดี ทำให้เวลากินเนื้อจะนุ่ม ส่วนราคาก๋วยเตี๋ยวธรรมดาชามละ 40 บาท พิเศษ 50 เกาเหลาธรรมดา 50 พิเศษ 60

อ้อ…ลืมบอกมีข้าวขาหมูขายเป็นทางเลือกให้คนไม่กินเนื้อ อร่อยไม่เบาเหมือนกัน

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล ของฝากแสนน่ารัก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2558 เวลา 15:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/ร้านอาหาร/358532/ช็อกโกแลต-ทรัฟเฟิล-ของฝากแสนน่ารัก

 

โดย…วันพรรษา ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล (Chocolate Truffle) ขนมหวานรสเลิศอันเป็นเอกลักษณ์ประจำโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ ด้วยความหวานหอมจากช็อกโกแลตระดับพรีเมียมนำเข้าจากต่างประเทศ ผสานความใส่ใจในทุกรายละเอียดและทุกขั้นตอน ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลจึงกลายเป็นของขวัญของฝากเลอค่า ที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยี่ยมเยือนโรงแรมสุโขทัย

เชฟโลร็อง ก็องกิเย่ หัวหน้าทีมเชฟขนมหวานชาวสวิตเซอร์แลนด์ คือบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังคอยรังสรรค์เมนูขนมหวาน รวมถึงเป็นผู้คิดค้นเมนูต่างๆ จากช็อกโกแลต จนทำให้โรงแรมสุโขทัยกลายเป็นอาณาจักรแห่งช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียง เขาได้เผยเคล็ดลับในการสร้างสรรค์ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลสูตรพิเศษ ไว้ว่า ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล ทำจากส่วนประกอบพื้นฐาน 2 ชนิด ได้แก่ ครีมและช็อกโกแลต ที่นำมาผสมในอุณหภูมิที่พอเหมาะ จนได้เนื้อครีมและช็อกโกแลตเหนียวข้น เรียกว่า กานาช (Ganache)

 

นอกจากนี้ ยังสามารถใส่วัตถุดิบอื่นๆ ตามที่ต้องการสร้างสรรค์ จากนั้นนำมาบีบอย่างประณีตให้เป็นก้อนเล็กๆ ทิ้งไว้ให้เย็นเป็นเวลา 1 วัน ต่อมานำมาเคลือบช็อกโกแลตอีกรวมทั้งหมด 2 ครั้ง และทิ้งไว้ให้เซตตัวอีก 1 วัน

ท้ายสุดนำไปคลุกเคล้ากับผงโกโก้อย่างดี เพื่อเป็นการรักษาสภาพของช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล เนื่องจากอากาศภายนอกอาจมีผลทำให้เนื้อช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลแห้งเร็วจนเกินไปได้

เทคนิคขั้นตอนการทำช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ขนมมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น โดยเชฟจะบรรจงบีบช็อกโกแลตทีละลูก โดยกะขนาดให้พอดีคำ ซึ่งช็อกโกแลตที่เชฟค่อยๆ บีบเป็นก้อนนี้ จะมีลักษณะคล้ายเห็ดทรัฟเฟิล จึงเป็นที่มาของชื่อ “ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล” นั่นเอง

 

ช็อกโกแลตของฝากเลื่องชื่อแห่งโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ ปัจจุบันมีช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลไว้บริการลูกค้าชาวไทยและชาวต่างประเทศทั้งหมด 5 รสชาติด้วยกัน

1.รสขิง (Ginger)

ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลรสขิง ถือเป็นซิกเนเจอร์ประจำโรงแรมสุโขทัย โดยเชฟโลร็องจะเลือกขิงไทยอย่างดี นำมาเชื่อมให้มีรสหวาน และช่วยลดความเผ็ดร้อน จากนั้นนำมาขูดฝอยอย่างบรรจง ก่อนจะนำไปผสมกับกานาช เคลือบด้วยดาร์ก ช็อกโกแลต (Dark Chocolate) นำเข้าจากฝรั่งเศส และคลุกผงโกโก้ในขั้นตอนสุดท้าย โดยช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลรสขิงนี้ จะมีรสชาติหวานปนขมจากดาร์ก ช็อกโกแลตผสานกับกลิ่นจางๆ และรสชาติติดปลายลิ้นของขิงเชื่อม

2.รสมอคค่า (Mocha)

ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลรสมอคค่า มีการผสานความขมของกาแฟชั้นเยี่ยมลงในกานาช เคลือบด้วยดาร์ก ช็อกโกแลต และคลุกด้วยผงโกโก้ เมื่อรับประทานจะได้ลิ้มรสหวานและขมของทั้งช็อกโกแลตและกาแฟสุดดื่มด่ำ

3.รสชาเขียว (Green Tea)

เชฟโลร็องได้นำผงมัทฉะ (Matcha) อย่างดีนำเข้าจากญี่ปุ่นผสมกับกานาชให้เข้ากัน จากนั้นเคลือบด้วยดาร์ก     ช็อกโกแลต และคลุกผงมัทฉะอีกครั้ง ขณะรับประทานได้จะกลิ่นหอมของมัทฉะปนขมเล็กๆ ของผงชา ตามมาด้วยความหวานของช็อกโกแลต ให้ความรื่นรมย์ของรสชาอย่างล้ำเลิศจริงๆ

 

4.รสส้ม (Orange)

ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลรสส้ม เกิดจากการผสมผสานของช็อกโกแลตรสส้มนำเข้าจากฝรั่งเศส นำมาผสมครีมและใส่วัตถุดิบที่สำคัญคือ Orange Blossom Water จากเลบานอน เพื่อเพิ่มกลิ่นส้มหอมชื่นใจ จากนั้นเคลือบด้วยดาร์ก ช็อกโกแลต ปิดท้ายด้วยการคลุกกับน้ำตาลไอซิ่ง (Icing)

5.รสไวท์ช็อกโกแลต (White Chocolate)

เชฟโลร็องได้คัดเลือกไวท์ช็อกโกแลตจากสวิตเซอร์แลนด์ นำมาผสมกับครีมและเหล้า Kirsch เหล้าเชอร์รี่อย่างดี เพื่อตัดรสหวานแหลมจากไวท์ช็อกโกแลต นำมาเคลือบไวท์ช็อกโกแลตอีกครั้ง และคลุกด้วยไอซิ่งเป็นการตบท้าย

 

เชฟโลร็องแนะนำให้รับประทานช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลภายในวันที่ซื้อ เพื่อที่จะได้รสสัมผัสที่ดีที่สุด หรือหากไม่สะดวกที่จะรับประทานทันที ก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ช็อกโกแลตละลาย แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 สัปดาห์ เมื่อจะรับประทานควรนำช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล มาตั้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 30 นาทีเสียก่อน จึงจะทำให้รสชาติที่ซ่อนอยู่ในช็อกโกแลตออกมาได้ดีที่สุด และได้รสสัมผัสของช็อกโกแลตที่นุ่มเนียนที่สุด

สำหรับสนนราคา ช็อกโกแลต ทรัฟเฟิล ขนาด 100 กรัม ราคา 240 บาทถ้วน หรือจะเลือกซื้อช็อกโกแลต ทรัฟเฟิลในกล่องสุโขทัยสวยหรู ราคากล่องละ 950 บาทถ้วน สนใจติดต่อที่ร้านทิเมี่ยน โทร. 02-344-8888 หรืออีเมล promotions@sukhothai.com

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

อิปปุโดะ หวานซุปกระดูกสไตล์ฟูกุโอกะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2558 เวลา 15:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/ร้านอาหาร/358530/อิปปุโดะ-หวานซุปกระดูกสไตล์ฟูกุโอกะ

อิปปุโดะ หวานซุปกระดูกสไตล์ฟูกุโอกะ

โดย…ซิตี้กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ร้านราเมงชื่อดัง อิปปุโดะ ราเมน (Ippudo Raman) ที่มีสาขาไปทั่วโลก รวมถึงที่เปิดในเมืองไทยถึง 2 สาขา คือ ชั้น 3 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และสาขาเอ็มโพเรียม ชั้น 4

ด้วยดีกรีราเมงคิงสามสมัยซ้อนจากรายการทีวีแชมเปี้ยน ของเชฟชิกามิ ฮาวาคารา ผู้ก่อตั้งอิปปุโดะ สามารถการันตีความกลมกล่อมของราเมงได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นของราเมงอิปปุโดะอยู่ที่น้ำซุปกระดูกหมูที่ถูกเคี่ยวข้นนาน 15 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รสชาติเข้มข้น ประกอบกับเส้นราเมงที่ผลิตสดใหม่ทุกวัน ทำให้มั่นใจในความสดและคุณภาพของเส้น จึงไม่แปลกใจเลยที่ราเมนร้านนี้ ถึงมีสาขาการันตีความอร่อยจากทั่วโลกกว่า 100 สาขาทั่วโลก

 

บรรยากาศในร้านโดยรวมเน้นความโปร่ง โล่ง มีกลิ่นอายของราเมงหอมอบอวล และใช้สีดำตัดกับสีแดงได้อย่างสนุกสนาน

วันนี้เริ่มต้นเมนูรับร้อนด้วย Grilled Salmon Miso เชฟเลือกปลาแซลมอลเกรดซาซิมิมาหมักกับซอสมิโซะข้ามคืนแล้วนำไปย่าง ทำให้ได้รสชาติที่กลมกล่อม กินกับถั่วแระญี่ปุ่นช่วยเพิ่มความสนุกและอร่อยเสร็จไปในตัว

ต่อด้วย Beef Teppan with Garlic and Cheese Sauce เลือกใช้เนื้อวัวชั้นดี นำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ แล้วหมักและผัดกับซอสสูตรพิเศษ คลุกกับชีสเชดด้า วางมาบนกระทะเหล็ก เสิร์ฟพร้อมด้วยหัวหอมญี่ปุ่น โรยด้วยชีส และเห็ดญี่ปุ่น อร่อยเนียนๆ

 

ที่ขาดไปเสียมิได้คือ Shiromaru Kakuni ราเมนแบบออริจินัล จุดเด่นคือนำเนื้อคาคุมิไปหมักซอสของร้านแล้วนำไปตุ๋น ผลที่ได้คือเนื้อจะนิ่ม กินกับเส้นราเมงตรง พร้อมด้วยถั่วงอกและเห็ดหูหนูคิคูราเกะ กลมกล่อม เข้มข้นได้ใจจริง

ร้านอิปปุโดะ ราเมน ชั้น 3 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น. โทร. 02-160-5672

 

พฤษภาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,167 other followers

%d bloggers like this: