ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ป่าข้างห้อง โบทานิก้า เขาใหญ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/367792

ป่าข้างห้อง โบทานิก้า เขาใหญ่

 

โดย…นิทรา ราตรี

โบทานิก (Botanic) แปลว่า เกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ “โบทานิก้าเขาใหญ่” (Botanica Khaoyai) ก็ย่อมเกี่ยวกับพืชพรรณ ซึ่งรีสอร์ทได้นำไปเป็นแรงบันดาลใจตั้งแต่คอนเซ็ปต์ การออกแบบสถาปัตยกรรม และการสร้างพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด

รีสอร์ทนำจุดเด่นของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และความเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้เมืองหลวงมาเป็นคอนเซ็ปต์ในการออกแบบ ทำให้สถาปัตยกรรมเป็นแบบร่วมสมัย แต่สภาพแวดล้อมโดยรวมจะเน้นไปที่ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทางรีสอร์ทจึงได้ทำสวนพฤกษศาสตร์บริเวณพื้นที่ระหว่างอาคาร รวบรวมพันธุ์ไม้หลายชนิดทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกใกล้ชิดป่าขนาดย่อม ซึ่งการผสมผสานระหว่างเมืองกับป่าเช่นนี้ทางรีสอร์ทเรียกว่า โมเดิร์น ทรอปิคอล

 

ห้องพักมีทั้งหมด 115 ห้อง แบ่งเป็น 8 ประเภท แต่สามารถแยกเป็นประเภทใหญ่ได้เป็น ห้องสตูดิโอ ห้องสวีท ห้องสวีทสองชั้น ห้องสวีทสำหรับครอบครัว และห้องพาโนรามาสวีทมีขนาดแตกต่างกันเริ่มต้นที่ 49 ตร.ม.สำหรับห้องสตูดิโอ ห้องที่ใหญ่ที่สุดคือ ห้องสวีทสำหรับครอบครัวพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวมีขนาด 130 ตร.ม. ทั้งนี้ห้องประเภทเดียวกันจะแยกไปอีกว่ามีอ่างแช่ตัวหรือไม่ ถ้ามีขนาดห้องก็จะใหญ่ขึ้น แต่ทุกห้องจะมีระเบียงส่วนตัว การออกแบบได้คิดถึงการพักผ่อนทำให้แต่ละห้องสูงไล่ระดับกันไป ไม่มีสิ่งปลูกสร้างปิดบังทิวทัศน์

ส่วนการตกแต่งภายในห้องพักเป็นสไตล์มินิมอลิซึ่ม เน้นความเรียบของผิววัสดุ ใช้โทนสีธรรมชาติที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีพื้นที่ว่างให้ทอดสายตาและทำให้ไม่อึดอัดแม้อยู่ในห้อง

 

สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ มีสระว่ายน้ำ 2 สระ ฟิตเนส ห้องเซาน่า เส้นทางวิ่งรอบรีสอร์ท ห้องสมุดสุดหรู (Library Lounge) ให้บริการสำหรับลูกค้าคนพิเศษ ส่วนห้องอาหารชื่อ เทมโป (Tempo estaurant) ให้บริการอาหารนานาชาติ และวัน-อัพ บาร์ (One-up Bar) บริการเครื่องดื่มและอาหารว่าง นอกจากนี้ทางรีสอร์ทสามารถจัดเซตบาร์บีคิวให้เป็นปาร์ตี้เล็กๆ แบบส่วนตัวได้ด้วย

คนส่วนใหญ่มักหนีร้อนไปเที่ยวทะเล แต่สำหรับเขาใหญ่สามารถพูดได้เต็มปากว่า หนีร้อนมาพึ่งเย็น เพราะเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปความชุ่มชื้นของผืนป่าจะปกคลุมเมืองและสร้างความเย็นตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในเมืองไม่มีวันได้สัมผัส

 

นอกจากนี้ ในยามเช้าเมื่ออากาศร้อนขึ้น ไอน้ำบนผืนดินจะระเหยและเกาะกลุ่มกันกลายเป็นขบวนหมอก เดินพาเหรดโชว์ให้ชมทุกเช้าแล้วแต่ว่าจะมากหรือน้อย ทำให้การเที่ยวภูเขาหน้าร้อนย่างเข้าหน้าฝนเวลานี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่งามไม่แพ้หน้าหนาว

นอกจากนี้ ในพื้นที่เดียวกับโบทานิก้า เขาใหญ่ จะเกิดโลกใบใหม่เรียกว่า ซีนนิเคิล เวิลด์ (Scenical World) รวบรวมความสนุกสนานทั้งสวนน้ำ สวนสนุก และช็อปปิ้งมอลล์ ไว้ในแห่งเดียว มีกำหนดเปิดภายในปีนี้ซึ่งจะสร้างประวัติศาสตร์เรื่องใหม่ให้เขาใหญ่กลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นเต้นอีกครั้ง

 

Price: ห้องโบทานิก้า สตูดิโอ ราคาเริ่มต้นที่ 12,000 บ.

Place: เลขที่ 666 ถ.ธนะรัชต์ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ห่างจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 1.5 กม. โทร. 044-001-111-20 เว็บไซต์ www.botanicakhaoyai.com

Promotion: โปรฯ ซัมเมอร์ สเปเชียล ลดราคาห้องโบทานิก้า สตูดิโอ จากปกติ 12,000 บ. เหลือ 4,999 บ. จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 58

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

จุดสุดยอด เมืองไทย โมโกจู

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/366568

จุดสุดยอด เมืองไทย โมโกจู

 

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ขวัญชนก พึ่งเพ็ง

เราจะไม่มีวันรู้จักความโหดที่สุด ถ้ายังไม่ได้ขึ้น“โมโกจู” ยอดเขาที่นักเดินป่ายกให้เป็นที่ 1 เรื่องความโหดแสนสาหัส ทั้งระยะทาง ความชัน แมลง แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยพิชิตมาแล้ว หนึ่งในนั้นคือสาวน้อยขาโหด เอนจอย-ขวัญชนก พึ่งเพ็ง นักเขียนเรื่องท่องเที่ยวของเว็บไซต์สะดุดตาดอทคอม (www.sadoota.com)

ผู้คนเหล่านี้ยอมลำบากเพื่อแลกกับความลับของโมโกจูที่บางคนเรียกมันว่า “สวรรค์” เอนจอยก็ได้ไปเห็นมากับตาแล้ว เธอบอกให้ลองคิดภาพตามว่าคุณยืนอยู่บนหน้าผามีทะเลหมอกลอยอยู่ใต้เท้า มันโอบล้อมตัวทั้ง 360 องศา ความหนาวพัดมากับความชุ่มชื้นน้ำค้างป่า และพระอาทิตย์ก็ทอดลำแสงเข้าหมอกกลายเป็นพรมสีทอง นี่แค่ตอนเช้า ส่วนเวลาเย็นถึงค่ำจะเห็นพระอาทิตย์ตกได้จากจุดเดิมและนอนดูทะเลดาวระยิบใกล้เหมือนว่าจะคว้ามา แต่จุดหมายปลายทางไม่ใช่แค่ยอดดอยเท่านั้น เพราะระหว่างทางก็ “สุดยอด” ไม่แพ้กัน

 

โมโกจูอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร ตามปกติต้องใช้เวลา 5 วัน 4 คืน แต่สำหรับเส้นทางที่เอนจอยไปเป็นเส้นทางทดลอง โดยลดระยะทางลงครึ่งหนึ่ง จากปกติต้องเดินตั้งแต่ตีนเขาเปลี่ยนเป็นนั่งรถโฟร์วีลขึ้นไปก่อนแล้วค่อยเดินต่อ ย่นระยะเวลาลงเหลือ 3 วัน 2 คืน

“ช่วงที่น่าไปคือปลายฝนต้นหนาวหรือต้นๆ เดือน พ.ย.เพราะช่วงนั้นจะมีทะเลหมอกเยอะ” ส่วนเธอไปปลายเดือน พ.ย.ที่ไม่มีฝนแล้วทำให้เห็นทะเลหมอกไม่สวยที่สุด

 

แต่ละปีทางอุทยานจะเปิดให้ขึ้นเพียง 4 เดือนเท่านั้น คือเดือน พ.ย.-ก.พ. นักท่องเที่ยวต้องจับกลุ่มกันมาอย่างน้อย 5 คน ไม่เกิน 15 คน เตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าหน้าที่นำทาง 2 คน ราคา 8,000 บาท ถ้ากลุ่มมีจำนวนมากกว่า 12 คน คิดเพิ่มคนละ 800 บาท ส่วนค่าจ้างลูกหาบราคา 400 บาท/คน/วัน หาบสัมภาระได้ไม่เกิน 20 กก.

นักท่องเที่ยวต้องติดต่อก่อนเปิดฤดูกาลประมาณ 1 เดือน เพื่อให้เจ้าหน้าที่นี้จัดคิววันและให้นักท่องเที่ยวเตรียมตัวก่อนขึ้น โดยแต่ละปีจำกัดคนขึ้นเพียง 600 คน

 

เส้นทางโมโกจูเป็นการเดินป่าระยะยาว จำนวน 5 วัน 4 คืน ระยะทางไปกลับ 62 กม. ถามถึงการตัดสินใจว่าคิดอย่างไรถึงเลือกเส้นทางสุดโหดนี้ เธอเล่าว่า ถ้าพูดถึงเขาโหดๆ ในไทยจะคิดถึงสองแห่ง คือ โมโกจูกับเขาหลวงที่ จ.นครศรีธรรมราช แต่เธอเคยไปที่เขาหลวงแล้วจึงมุ่งมั่นที่จะไปพิชิตโมโกจู

“อยากเห็นว่ามันลำบากจริงไหม เหนื่อยแค่ไหน และมันสวยมากพอที่ต้องลำบากไหม” ดังนั้นแล้วเมื่อสบโอกาสจึงออกเดินทาง ซึ่งทำให้เธอรู้ว่าความโหดที่เขาว่าคืออะไร

 

“ความโหดคือมันต้องเดินเยอะมาก เดินอย่างเดียวไม่พอต้องแบกของเองด้วย” แม้ทริปที่เธอไปจะเป็นทริปทดลองของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย ที่ได้จัดเส้นทางใหม่โดยย่นระยะเวลาให้เหลือเพียง 3 วัน 2 คืน

“เราเริ่มนั่งรถจากที่ทำการอุทยานไป 16 กม. เริ่มต้นเดินที่แคมป์แม่กระสาไปแคมป์แม่เรวา แต่เส้นทางปกติจะเดินตั้งแต่ตีนเขาถึงแคมป์แม่กระสาเลย ระยะทางไปแคมป์แม่เรวาประมาณ 4 กม. ทางจะสบายๆ มีเนินนิดหน่อย ส่วนใหญ่เป็นป่าไผ่ เหมือนเป็นเส้นทางวอร์มร่างกายก่อนเจอของจริง” เธอเล่าให้ฟังถึงวันแรก ซึ่งจะไปนอนพักค้างคืนกันที่แคมป์แม่เรวา จากจุดนั้นสามารถเดินต่อไปที่น้ำตกแม่รีวาประมาณ 3 กม. น้ำตกแห่งนี้มีความสวยงามเพราะเป็นหินสีขาว เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังด้วยว่าที่หน้าผาเคยเจอเลียงผา เธอยังได้ดูคลิปที่เจ้าหน้าที่ถ่ายไว้ได้ สรุปวันแรกเดินไป 10 กม.

 

วันถัดมา จากแคมป์แม่เรวาเดินไปแคมป์ตีนดอยระยะทาง 8 กม. เส้นทางนี้ความยากจะมากขึ้นเพราะเป็นทางชันขึ้นเขาอย่างเดียว ระหว่างทางก็จะเห็นรอยตีนเสือ รอยหมีข่วนต้นไม้ และต้นไม้หลากหลายพันธุ์ที่เจ้าหน้าที่จะเล่าสรรพคุณให้ฟังตลอดทาง นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีร่องรอยบ้านของคนที่เคยอยู่อาศัยบนนี้มาก่อน ก่อนที่จะกลายเป็นพื้นที่อุทยาน

แคมป์ตีนดอยเป็นแคมป์สุดท้าย แต่จุดไฮไลต์ต้องเดินขึ้นไปอีกที่ หินเรือใบ “เย็นวันนั้นต้องรีบเดินก่อนมืดเพื่อจะได้เก็บภาพพระอาทิตย์ตก” เธอกล่าว “บางคนอยู่รอถ่ายทะเลดาวบนนั้นซึ่งอากาศจะหนาวขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตอนเช้าจะขึ้นไปดูทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าคืนนั้นโชคดีมีฝนตกลงมาเสียหน่อย ทะเลหมอกก็จะอลังการ”

 

วิวจากบนดอยจะเห็นผืนป่าตะวันตกมันกว้างใหญ่จนไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งอากาศก็เย็นบริสุทธิ์เต็มไปด้วยโอโซนจากป่าไม้ สำหรับขาลงจะเดินทางรวดเดียวจากแคมป์ตีนดอยถึงแคมป์แม่กระสา ระยะทาง 12 กม.

ส่วนเรื่องอาหารการกิน นักท่องเที่ยวจะต้องเตรียมอาหารสดและของแห้งไปเอง การทำอาหารจะได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่และลูกหาบ ดังนั้นนักท่องเที่ยวควรเตรียมอาหารไปเผื่อพวกเขาด้วย เรื่องน้ำสะอาดสามารถตักได้จากลำธารเพราะผืนป่าแม่วงก์เป็นแหล่งต้นน้ำอยู่แล้ว การอาบน้ำ เธอไม่ได้อาบเพราะอากาศหนาว การเข้าสุขาที่แคมป์เรวามีห้องน้ำกั้นเป็นห้องๆ ให้ แต่นักท่องเที่ยวต้องไปตักน้ำในลำธารมาราดเอง แต่ที่แคมป์ตีนดอยไม่มีอะไรเลย จึงต้องอาศัยพงหญ้าและดูซ้ายแลขวาทำธุระส่วนตัวให้มิดชิด

 

เส้นทางที่โหดที่สุด เธอยกให้ “8 กิโลฯ นรก” จากแคมป์เรวาไปแคมป์ตีนดอย เพราะเป็นทางดินชันและลื่น เธอต้องแบกสัมภาระน้ำหนัก 5 กก. บนหลัง พร้อมกับอาการไข้ที่เล่นงานเธอตั้งแต่วันแรก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เธอพิชิตยอดโมโกจูได้ไม่ใช่เพียงความอดทนเท่านั้น แต่เธอยังมีกำลังใจจากคนร่วมทริป และความเชื่อว่าสามารถทำได้ ถ้ามีโอกาสอีกเธอจะกลับไปพิชิตอีกแน่นอน

ข้อแนะนำจากสาวที่เคยผ่านมาแล้ว เธอแนะให้ออกกำลังกายให้ฟิต ฝึกเดินระยะไกล ฝึกแบกของเดิน และรักษาร่างกายไม่ให้มีส่วนใดบาดเจ็บ ที่สำคัญต้องรวมกลุ่มเพื่อนและจองให้ได้ เพราะกว่าจะเป็นหนึ่งใน 600 คนของปีไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งปีนี้ยังไม่แน่ว่าทางอุทยานจะเปิดเส้นทาง 5 วัน 4 คืน อีกครั้งหรือไม่ ถ้าเปิดจริงโมโกจูจะกลับมาเป็นเส้นทางเดินป่าระยะยาวและโหดที่สุดของไทยน่าจะสะใจขาโหดที่รักวิถีนี้

 

 

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

หลงป่าเฉียดตาย ภูเรือไม่เคยลืม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/366566

หลงป่าเฉียดตาย ภูเรือไม่เคยลืม

 

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

แม้จะเคยหลงป่าจนเกือบตาย แต่เขาก็ยัง “หลง” ป่าอยู่เช่นเดิมเรื่องราวเพียง 1 วันของ สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา ที่มอบประสบการณ์การเดินป่าครั้งสำคัญในชีวิต

ไม่ฟังฝน

ตอนนั้นปลาย พ.ย. 2539 พิรุณพิโรธโหมห่าฝนถล่มหล่มสัก สาโรจน์นั่งรถทัวร์มาจากกรุงเทพฯ สู่ จ.เลย พร้อมภารกิจสำคัญ “ถ่ายดอกไม้ในป่าภูเรือ”

 

ตอนนั้นนักเดินป่าอย่างเขารู้ดีว่าการเดินป่ากลางสายฝนไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เขาไม่สามารถหยุดได้ เพราะอาชีพช่างภาพอิสระเมื่อรับงานมาแล้วต้องทำให้ลุล่วง เมื่อรถทัวร์จอดที่ จ.เลย เงยหน้ามองสายฝนก็ยังไม่ห่างเม็ด เขาตัดสินใจเดินเข้าร้านขายไก่ย่าง ไม่ใช่เพื่อกินแต่เพื่อหารถไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเรือ

“จะเอาแผนที่ไปทำอะไร” เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ถามย้ำอีกครั้งเชิงเตือนสติ ชายสะพายเป้คล้องกล้องกำแผนที่ยังยืนยัน “เดินป่าครับ” ตามปกติเจ้าหน้าที่จะไม่แนะนำให้เดินป่ายามฝนตกอยู่แล้ว ยิ่งในตอนนั้นฝนหนักมากกว่าปกติยิ่งต้องห้าม แต่ในท้ายที่สุด “เจ้าหน้าที่เขาบอกว่าอยากจะเดินก็ตามใจ แต่มันจะลำบากหน่อย” สาโรจน์จึงลงชื่อในสมุดบันทึก อย่างน้อยหากเขาไม่ออกมา เจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปตาม

 

ตกน้ำตก

เส้นทางที่วางไว้คือ ขึ้นไปสู่ยอดภูเรือ เดินลงมาตามน้ำตกจนถึงน้ำตกห้วยไผ่ที่อยู่ข้างล่าง ระยะทางประมาณ 4.5 กม. “ตอนนั้นคิดว่าเราเดินได้” เขากล่าว “คิดว่าเราน่าจะรอดเพราะฝนมันคงไม่ตกยาว” เขาจึงเริ่มเดิน แม้ก้าวต่อไปจะเห็นเป็นม่านฝนสีขาวแทบมองไม่เห็นทาง

คำว่าลำบากหน่อยของเจ้าหน้าที่เริ่มไม่ใช่ เพราะพอเจอเข้าจริงมันลำบากมากกว่านั้น แต่เขายังไม่หวั่น ยังคงเดินไปถ่ายรูปไป ในใจของช่างภาพกลับคิดว่า ภาพดอกไม้เลอะน้ำฝนกลางป่าสนช่างสวยงาม

 

เขาถ่ายรูปไปเรื่อยจนถึงน้ำตกแรก เขาเคยเดินป่าภูเรือมาแล้วมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าน้ำตกแห่งนี้ระดับเลยตาตุ่มขึ้นมาไม่กี่เซ็น แต่วันนั้นระดับน้ำเกือบถึงหัวเข่าและไหลเชี่ยว “ด้วยความที่ช่างภาพมันชอบเอาชนะ มันจะหยุดถ่ายแค่ริมๆ ลงไปตรงกลางลำธารนั่นเลย” เขายังจำได้ทุกฉากเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

“สมัยก่อนถ่ายฟิล์ม เดินไปกลางลำธาร ตั้งขาตั้งกล้องถ่ายไปเรื่อย เปลี่ยนมุมไปเรื่อย ปรากฏว่าฟิล์มหมด เราก็วางของตั้งกล้องไว้ตรงนั้นด้วยคิดว่าเลนส์กับกล้องมันหนักพอที่จะตั้งอยู่ เราก็เดินขึ้นฝั่งไปหยิบฟิล์มใหม่มา พอกำลังจะเปลี่ยน ลื่น! มือก็คว้ากล้องตามสัญชาตญาณ กล้องก็ล้ม เราก็ล้มด้วย กล้องมันก็ลอยไปติดตลิ่งแต่ตัวเรามันไปไม่ได้ มันหมุนและไหลไปกับลำธาร โชคดีที่เราไปคว้ากิ่งไม้ไว้ไม่งั้นคงตกเหวที่ปลายลำธาร”

 

วิญญาณช่างภาพยังไม่หนีไปไหน พอคว้ากิ่งไม้และพาตัวเองขึ้นสู่ฝั่งได้จึงรีบกู้กล้องแต่ปรากฏว่า “ตายสนิท” เขาหอบอุปกรณ์ทั้งหมดไปนั่งใต้ต้นไม้พร้อมกับความคิดที่แล่นเข้ามาฉับพลัน “กูมาทำอะไร” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความสิ้นหวัง “เราเริ่มกลัว ปกติสมัยก่อนเราจะบุกเดี่ยวตลอด ไม่สนอะไร แต่ตอนนั้นมันคิดเลยว่าจะรอดไหม นี่มันแค่ครึ่งทางเอง” และเขาก็ตัดสินใจ “กลับ” เพราะรูปที่ถ่ายมาก็น่าจะพอให้เขียนสกู๊ปท่องเที่ยวตามที่รับงานมาแล้ว

ฝ่าลำธาร

แต่ทางกลับของเขาไม่ใช่ทางเดิมที่เดินมาเพราะหากหันหลังกลับมันคือทางขึ้นเขา สาโรจน์เดินหน้าต่อไปตามทางน้ำตกจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มเปิดมีแสงแดดอ่อนๆ ส่องลงมา เขารีบถอดเลนส์ออกจากกล้องแล้วนำไปตากแดด พอลองกดชัตเตอร์อีกครั้งมันกลับใช้ได้ “ตอนนั้นเริ่มมีใจขึ้นมานิดนึง” เขากล่าว “เราก็กลับมาถ่ายรูป แต่ว่าถ่ายไปสักพัก กล้องมันก็กลับมาใช้ไม่ได้อีก คราวนี้บอกกับตัวเองเลยว่า “เลิก” เก็บกล้องใส่กระเป๋าและเดินลงเขาต่อไป

 

ฝนตกพรำ เขาเดินย่ำดินแฉะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหตุการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อเจอลำธาร “ปกติเดินข้ามง่ายมาก แต่วันนั้นมันคือน้ำไหลบ่าลงจากภูเขา จากธารน้ำเล็กๆ กลายเป็นธารที่กว้างมาก เชี่ยวแบบไม่มีทางจะข้ามได้” ปัญหาใหญ่อยู่ตรงหน้าเขาจึงเริ่มไตร่ตรอง เขาเดินมา 3 กม. และนี่เป็นทางเดียวที่ต้องไป

คิดไปคิดมาเหลือบไปเห็นเถาวัลย์ วิชาเอาชีวิตรอดในป่าจุดประกายขึ้นมาทันที “ตัดเถาวัลย์” เขาเริ่มเล่าขั้นตอน “ดึงดูว่ามันแข็งแรงหรือเปล่า แล้วลากมันลงไปในน้ำ จับให้แน่น ปรากฏว่าข้ามไปได้ครึ่งทาง ระดับน้ำไม่ลึก มั่นใจว่าข้ามได้ก็เดินมาหยิบขาตั้งกล้องไปอีกฝั่งหนึ่ง รอบแรกสำเร็จ เดินกลับมาหยิบกระเป๋ากล้องต่อก็ทำได้สำเร็จ” ด่านนี้เขาผ่านไปได้ทั้งที่คิดว่าไม่มีทางทำได้แล้ว

 

ด้วยความมั่นใจหลังรอดมาได้ก็ฮึกเหิมยังไม่ยอมเดินต่อไปที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงแค่กิโลฯ แต่ตัดสินใจเดินไปน้ำตกห้วยไผ่เพราะมันคือน้ำตกที่สวยงาม ปรากฏว่า “หลง”

หลงป่า

“แผนที่เละไปตั้งแต่ลื่นน้ำตกครั้งแรกแล้ว” เขาหัวเราะในโชคชะตา ตอนนั้นฝนตกหนักมากทำให้ป้ายบอกทางล้ม เขาก็เดินไปเรื่อย “จากประสบการณ์เราพอรู้เส้นทางอยู่บ้างว่าทางลงขวาคือไปห้วยไผ่ ทางลงซ้ายไปที่ทำการอุทยานฯ แต่ตอนนั้นเรามองไม่เห็นทางจึงเดินตรง พอเดินไปๆ ป่าเริ่มบางจนไปถึงขอบภูเขา ข้างหน้าคือทิวทัศน์ของทุ่งนาและไร่ข้าวโพด ตอนนั้นรู้ทันทีเลยว่าผิดทางและผิดไกลมาก ก็ต้องเดินย้อนกลับไป”

 

แต่แทนที่จะกลับไปที่ทำการอุทยานฯ เขาเลือกที่จะไปน้ำตกห้วยไผ่ต่อ เมื่อได้เห็นสมใจ (กล้องพังไปแล้ว) ถึงเดินกลับที่ทำการอุทยานฯ

รถยนต์จากร้านไก่ย่างมารับตามที่นัดไว้ แต่เขากลับจากภูเรือไม่ได้เพราะไม่มีรถทัวร์ จึงต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่หล่มสักซึ่งในตอนนั้นน้ำท่วมถึงเอว “นี่มันยังไม่จบอีกหรือ” เขาถามโชคชะตา และวันนั้นก็จบลงด้วยความหนาวสั่นกลับกรุงเทพฯ

 

ฟ้าหลังฝน

หนึ่งวันในวันนั้นเขาจำได้ดีทุกนาทีที่เกิดขึ้น จำเสื้อผ้าได้ จำกล้องได้ จำป่าในวันนั้นได้ จำได้ว่าลื่นไปเกือบ 10 ครั้ง จำความกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจ และไม่เคยลืมความชะล่าใจที่เกือบทำให้ไม่รอด

“ปกตินักท่องเที่ยวทั่วไปเขาไม่เดินภูเรือแค่วันเดียว” เขากล่าว “แต่เพราะเราเป็นฟรีแลนซ์จะใช้เงินมากไม่ได้ หากค้างคืนต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ และโจทย์ที่ลูกค้าให้มาต้องการแค่ดอกไม้กับลำธาร ไม่ต้องการทะเลดาวหรือหมอกที่มันต้องรอเวลา” เขายังกล่าวด้วยว่าการเดินทางครั้งนั้นเขาไม่ได้ดูพยากรณ์อากาศใดๆ มาเลย เพราะคิดอย่างเดียวว่าต้องทำงานให้เสร็จตามเวลา

 

“เราไม่คาดคิดว่าฝนจะตกหนักขนาดนั้น แต่ด้วยอาชีพเรา เราถอยไม่ได้” อย่างไรก็ตามทุกวันนี้สาโรจน์ก็ยังรักภูเรือ พอมีใครพูดถึงภูเรือเหตุการณ์นี้ก็จะกลับมาทุกครั้ง

ถามว่า “ไม่กลัวตายหรือ” เขาตอบ “ไม่เคยคิดเรื่องนี้ ณ ตอนนั้น แต่พอกลับมาคิดย้อนกลับไปถึงได้รู้ว่ามันน่ากลัวมาก”

 

เขายังกล่าวถึงแบ็กแพ็กเกอร์ที่ชอบเดินทางคนเดียวเที่ยวในเมืองไทยว่าควรหาเพื่อนร่วมทางไปด้วย เพราะเมืองไทยยังไม่ปลอดภัยในแง่ของคน รถ และความช่วยเหลือ โดยเฉพาะช่างภาพที่พกกล้องติดตัวไปด้วยอย่างเขา ควรมีเพื่อนเดินทางไปด้วย อย่างน้อยเวลาเข้าห้องน้ำก็ยังมีคนเฝ้าของให้ หรือเวลาเกิดปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ไข

“อย่างตัวเองนี่เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ถ้าไปสองคนยังสามารถช่วยกันได้มากกว่านี้ เช่นวิธีข้ามลำธารด้วยเถาวัลย์อาจจะมีวิธีที่ดีและปลอดภัยกว่าถ้ามีเพื่อนช่วยอีกแรง หรือเวลาเจอทางแยก ถ้าไปคนเดียวก็ต้องลองทั้งสองทาง”

 

เขายอมรับว่าการเดินป่าในครั้งนั้น “ยากที่สุดในชีวิต” แม้ว่าเขาจะเคยหลงป่ามาก่อน เดินป่าในสภาพแวดล้อมโหดร้ายมามาก แต่ไม่เคยเจอทั้งหลงและโหดร้ายพร้อมๆ กันเช่นนั้น

นอกจากนี้ จากประสบการณ์การเดินป่าอย่างโชกโชน เขาแนะนำว่าให้ไปเดินป่าในอุทยานแห่งชาติ แสดงตัวให้เจ้าหน้าที่เห็น ลงชื่อบันทึกไว้ว่าเข้าไปกี่โมง ไปกี่คน เพราะหากเราไม่ออกมา ในที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่จะเข้าไปตาม ก่อนเดินป่าต้องศึกษาแผนที่ให้ละเอียดและเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ถ้าหลงป่าจริงสิ่งที่ต้องทำคือก่อกองไฟเพื่อเป็นสัญญาณให้รู้ตำแหน่ง ถ้าอยู่ในสถานการณ์ฝนตกอย่างเขาให้แกะเปลือกไม้ออกเพราะข้างในยังใช้ได้ ดังนั้นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้คือไฟแช็กและมีดฟันฟืน

 

ประสบพบประสบการณ์

จากวันนั้นมันกลายเป็นประสบการณ์ที่ดี “ไม่ถึงกับเข็ด” เขาว่า “แต่เริ่มรู้สึกไม่อยากเดินเดี่ยว ถ้าเดี่ยวก็จะไม่เดินทางยาก เพราะป่าคือป่า แค่ออกนอกเส้นทางมาถ่ายรูปแค่ 5 นาที มองกลับมาอีกทีก็ไม่รู้แล้วว่าทางเดินอยู่ไหน ถ้าไม่ทำมาร์กกิ้งตามต้นไม้” ถามเขาว่าจนถึงวันนี้พิชิตไปกี่ยอดภูกี่ผืนป่าแล้ว เขาตอบได้สมเป็นนักเดินป่าตัวจริงว่า “เหลือไม่กี่ป่า ที่เคยเดินมา เช่น ฮาบาบารา ภูหินร่องกล้า ภูกระดึง ภูหลวง และอีกมากมาย”

ในช่วงชีวิตหนึ่งเขาใช้ชีวิตอยู่ในป่าตลอด 1 ปี เพราะต้องเข้าไปเก็บข้อมูลให้ทางบริษัททัวร์ เขายกตัวอย่าง ป่าต้นน้ำเพชรที่ต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลเรื่องผีเสื้อและพันธุ์ไม้

 

ป่าต้นน้ำเพชรคือป่าตะนาวศรีที่ติดกับพม่า ต้องเดินป่าและพายเรือต่อ 3 วัน เป็นป่าดิบแท้ปกคลุมร่องน้ำ มีความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ป่า มีสุสานช้าง และเป็นผืนป่าที่พบสัตว์ป่ามากที่สุด เขาเล่าประสบการณ์

“ป่าดิบอย่างต้นน้ำเพชรแค่ห้าโมงเย็นก็ค่ำแล้ว ตอนนั้นเราพายเรือมีเพื่อนอีกสามคนรวมเป็นสี่พาย เห็นแล้วว่ามีช้างโขลงใหญ่อยู่ในป่า เวลาเจอช้างต้นน้ำเพชรอย่าปะทะเพราะมันเป็นช้างที่ดุมาก มันห่วงถิ่น ที่เครียดคือพวกมันกำลังเดินมาที่แม่น้ำ ตอนนั้นทุกคนไม่ได้พูดอะไรกันเลย พยักหน้าหนึ่งที และจ้ำพายไม่คิดชีวิต ขณะเดียวกันเมื่อช้างเห็น พวกมันก็รีบวิ่งมาเลยทั้งโขลง ร้องแปร๊นๆๆ วิ่งกรูกันมา โชคดีที่พายผ่านไปก่อนพวกมันถึงแม่น้ำไม่กี่วินาที ไม่เช่นนั้นถ้าปะทะคงไม่รอด”

นอกจากนี้ยังได้เจอหมี จระเข้ตีนเป็ด เสือ แต่โดยทั่วไปตามธรรมชาติของสัตว์ป่าจะไม่เลือกที่จะปะทะ ยกเว้นช้างที่จะไม่หลีกสัตว์ต่างถิ่นเพราะมีความห่วงบ้าน&O5532; คุณธรรมชาติ

เขาเห็นสิ่งมีชีวิตมากมายในป่า มันสะท้อนให้เห็นคุณค่าของทุกสรรพสิ่ง เขายกตัวอย่างน้ำประปาก็มีที่มาจากป่านั่นเอง “เวลาเราเดินจากตาน้ำไล่ลงมา เราจะเห็นแขนงของน้ำจากสายเล็กๆ รวมกันเป็นสายใหญ่ขึ้น” เขากล่าว

“ธรรมชาติทำให้เราเห็นการเจริญเติบโตตั้งแต่การเกิดของต้นน้ำ หรือพวกสัตว์ตั้งแต่แมลงจนถึงสัตว์ผู้ล่า เราได้เห็นวัฏจักรของชีวิต เห็นว่ามันล่ากันยังไงและเกื้อกูลกันยังไง บางคนเห็นเสือล่ากวางแล้วสงสาร นั่นคือวัฏจักรเพราะถ้ากวางมากไปสภาพป่าก็จะเปลี่ยน มันเป็นการควบคุมระบบนิเวศตามธรรมชาติ” ส่วนมนุษย์อยู่นอกเหนือวัฏจักรของป่าไม้

เวลาเข้าป่ามนุษย์คือตัวประหลาด ดังนั้นสิ่งที่ผู้บุกรุกควรทำคืออะไร เขายกตัวอย่าง เสื้อผ้าเดินป่าควรใช้สีที่เคารพธรรมชาติเช่นสีเทาสีเขียว เพราะถ้าใส่สีแดงสีฟ้าสัตว์จะรู้ทันทีว่าสิ่งแปลกปลอม พวกมันอาจจะเปลี่ยนที่หากิน แค่นี้ก็ถือว่าเป็นการรบกวนแล้ว

เวลาเดินป่าจะต้องเข้าใจก่อนว่า เราเข้าไปทำอะไร ไปดูอะไร บางคนเข้าป่าไปเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือดูทะเลหมอก แต่เขาไม่ขอเรียกว่าการดูป่า “ถ้าไปดูพระอาทิตย์มันไม่ใช่ดูป่าที่เรายืนอยู่ เพราะผืนดินที่เราเหยียบอยู่คุณกลับไม่รู้เรื่องเลย”

การเดินป่าสำหรับเขาไม่ใช่เพื่อความท้าทายเท่านั้น แต่เขาไปเพราะอยากสัมผัสป่า “ถ้ามองในความละเอียดอ่อนของมัน เราจะซาบซึ้งในความเป็นป่า ป่ามีอะไรให้เราถ่ายภาพอยู่เสมอ” เขาเคยเจอคำถามว่าทำไมถึงไม่ไปทะเล เขาให้คำตอบว่าโลกของทะเลมันคือโลกใต้น้ำ ไม่ใช่โลกบนผิวน้ำ

ทุกครั้งที่เขาก้าวเดินความคิดในหัวจะคิดตลอดว่า ไปข้างหน้าจะเจออะไร แม้ในเส้นทางที่เคยเดินแล้วเขาก็ยังตื่นเต้นทุกทีเพราะป่ามันไม่มีวันเหมือนเดิม

เขายังกล่าวด้วยว่าหากมนุษย์รู้จักนำวิถีแห่งป่ามาใช้คำว่าโลกร้อนจะไม่เกิดขึ้น เขาเล่าประสบการณ์เมื่อครั้งไปเจอปะเกอกะเญอที่สวนสนวัดจันทร์ จ.เชียงใหม่ คนที่นั่นจะตัดสายสะดือเด็กไปฝังใต้ต้นไม้ใหญ่เป็นต้นไม้ประจำครอบครัว เพราะฉะนั้นคนปะเกอกะเญอจะไม่ตัดต้นไม้ เพราะต้นไม้คือผู้ที่ให้ความเจริญเติบโต ให้ร่มเงา และเป็นที่ที่ฝัง “รกราก” สำหรับเขาความหมายของคำนี้คือแบบนี้

ตอนนี้สาโรจน์อายุเข้าสู่เลข 5 ตอนปลายแล้ว ถ้าเป็นไปได้ในช่วงชีวิตที่มีอยู่เขาอยากอยู่กับป่า “อยู่ริมๆ ก็ได้แต่ขอให้ได้กลิ่น ขอให้ได้เห็น เราอาจไม่ได้เข้าไปสร้างป่าในป่าลึกเพราะความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่พื้นที่ป่าเป็นป่าสงวนหรือพื้นที่อุทยานแห่งชาติเกือบหมดแล้ว” เขายังคงรักป่าและยังอยากอยู่กับป่าแม้ว่ามันจะมอบประสบการณ์เกือบตายให้เขามากกว่า 1 ครั้ง

“เราอยู่กับป่ามาจนรู้สึกว่ามีทั้งความกล้าและความกลัว แต่เราต้องใช้ทั้งสองอย่างผสมกันเพื่อทำให้ตัวเองอยู่รอด” ตอนนี้เขาได้อุทิศชีวิตให้ป่าในแบบของตัวเองผ่านงานเขียน ผ่านภาพถ่าย และการให้เกียรติป่าไม้ทุกครั้งที่ก้าวเดิน

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

มีราเซียร่า เขาใหญ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:05 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/366449

มีราเซียร่า เขาใหญ่

 

โดย…นิทรา ราตรี ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

เมื่อคนรักม้าคิดทำโรงแรมจึงเกิดเป็นโรงแรมคอนเซ็ปต์โรงเลี้ยงม้าแห่งแรกในประเทศไทย “มีราเซียร่า” คือผลผลิตจากความตั้งใจของทั้ง 3 ท่านได้แก่ รศ.นพ.นพดล สโรบล เจ้าของฟาร์มม้าหมอปอและสูติแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ คุณจงพิศ บุนนาค ดีไซเนอร์บริษัท สตูดิโอ 54 และคุณวีรวรรณ อัศวรักษ์ สร้างโรงแรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านเรือนแคว้นแอนดาลูเซียทางตอนใต้ของสเปน ถิ่นกำเนิดม้าพันธุ์แอนดาลูเซียที่ถูกยกย่องให้เป็นม้าของพระราชา

มีราเซียร่าวางตัวเองว่าเป็นบูติกโฮเต็ลด้วยห้องพักจำนวน 9 ห้อง ออกแบบภายใต้แนวคิดบ้านในฟาร์มของเกษตรกรในยุโรป ตกแต่งด้วยเครื่องใช้ของม้าและรถม้าประดับ แบ่งเป็นห้องดีลักซ์ สวีท และแกรนด์สวีท ขนาดห้องเริ่มตั้งแต่ 24-68 ตร.ม. ซึ่งแต่ละห้องจะตกแต่งไม่ซ้ำกัน สีและการจัดเลย์เอาต์ห้องก็ต่างกัน

 

ตัวโรงแรมแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่ คลับเฮาส์ประกอบด้วยล็อบบี้ ร้านอาหารและลานน้ำพุ โซนที่ 2 คือ คอกม้า 6 ตัวสายพันธุ์แอนดาลูเซีย และสนามขี่ม้ามาตรฐานโอลิมปิกที่วางอยู่ใจกลางโรงแรม และโซนสุดท้าย ห้องพัก อยู่ริมสนามม้าทำให้ไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวของม้าแสนรัก

ร้านอาหารเป็นสไตล์โฮมเมดที่มีทิศทางของตัวเองชัดเจนว่า “ไม่หลากหลายแต่สดและอร่อย” โดยจะเน้นไปที่อาหารอเมริกันและสเปน เรื่องความสดต้องเรียกว่าสดจากฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นนมวัวจากฟาร์มโคนมเพื่อนบ้านที่ทางโรงแรมรับมาสดๆ แล้วนำมาพาสเจอไรซ์เอง ผักสดจากแปลงผักสวนครัว และไข่ไก่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงไว้ในโรงแรม นอกจากนี้เครื่องดื่มยังได้นักปรุงฝีมือดีอย่าง ณิกษ์ อนุมานราชธน มาออกแบบเมนูเครื่องดื่มสไตล์สเปนให้เฉพาะมีราเซียร่าเท่านั้น

 

ส่วนกิจกรรมในโรงแรมมีทั้งบริการเรียนขี่ม้าในสนามทราย ขี่ม้าออกเที่ยวในทุ่งกว้าง นั่งรถม้าชมทุ่งหญ้า ป้อนหญ้าม้า อาบน้ำม้า และถักเปียแผงคอและหางม้า ที่สำคัญในทุกวันจะมีการแสดงศิลปะการขี่ม้าแบบสเปน หรือ Spanish Classical Dressageที่หาดูได้ยาก

บริการที่น่าสนใจอีกอย่างสำหรับว่าที่เจ้าสาว คือ การจัดงานแต่งงานบรรยากาศโรงนา (Barn’s Wedding) ที่คู่บ่าวสาวจะเข้าสู่พิธีแต่งงานด้วยรถม้าสุดคลาสสิก

สาวกคนรักม้าคงฟินถ้าได้มาพักที่มีราเซียร่า เพราะเป็นทั้งที่พักผ่อนท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีและได้สุนทรีย์กับม้าสายพันธุ์ดีที่หาได้ยากในไทย โรงแรมให้ความสำคัญกับคนเท่าๆ กับม้า ดังนั้นหากคุณเป็นคนรักม้าจะรู้สึกพิเศษเป็น 2 เท่า แต่หากใครไม่ คุณจะได้รับประสบการณ์พิเศษกลับไปและอาจอยากกลับมาใหม่เพราะหลงเสน่ห์เพื่อนผู้สง่างาม

Price : ห้องดีลักซ์ราคาเริ่มต้นที่ 3,000 บ. สวีท 4,500 บ. แกรนด์สวีท 6,500 บ.

Place : ห่างจากฟาร์มโชคชัย 1 ประมาณ 9 กม. ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โทร. 08-0263-2333 เฟซบุ๊ก www.facebook.com/ MirasierraKhaoyai

Promotion :

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ตะไลสิบล้าน! ขีปนาวุธขอฝน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/366448

ตะไลสิบล้าน! ขีปนาวุธขอฝน

 

โดย…กาญจน์ อายุ

พญาแถนประทานฝนให้ปีนี้ ต้องยกความดีให้ตะไลสิบล้าน!

ประเพณีบุญบั้งไฟตะไลล้านของชาวบ้านกุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เพิ่งได้รับป้ายประกาศจากพิพิธภัณฑ์ริปลีส์ (เชื่อหรือไม่) ไปหมาดๆ ว่าเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีตะไลล้าน

กุดหว้าเป็นตำบลเล็กๆ มีพื้นที่เพียง 4.2 ตร.กม. ห่างจากตัว อ.กุฉินารายณ์ 10 กม. และห่างจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ 85 กม. ระยะทางชั่วโมงกว่าๆ จากตัวเมืองมุ่งหน้ามุกดาหาร ถ้าเป็นวันอื่นอาจขับผ่านบ้านกุดหว้าโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผ่าน แต่ไม่ใช่ช่วงเทศกาลบุญบั้งไฟตะไลล้านแน่ เพราะงานนี้ ต.กุดหว้า เล่นใหญ่ ติดป้ายประชาสัมพันธ์ ปิดถนนเบิกทางให้ขบวนแห่ บรรดาแม่ๆ ร่วมฟ้อนชุดผู้ไทยเกือบ 400 ชีวิต ทำเอารถติดที่สุดในรอบปี

แหงนหน้ามองตะไล

 

สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ค.ของทุกปีชาวกุดหว้าจะทราบโดยพร้อมเพรียงกันว่าถึงเวลาสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นแรมเดือนแต่ละหมู่แต่ละค่ายจะเตรียมทำตะไล

ตะไลถูกพัฒนามาจากบั้งไฟหางที่เห็นทั่วไปในอีสาน คนแรกที่คิดทำคือ พิศดาจำพล ช่างทำบั้งไฟท้องถิ่น เปลี่ยนจากบั้งไฟเป็นตะไลเมืี่อปี 2521 โดยนำลำปล้องบรรจุดินปืนวางไว้ในแนวราบ นำไม้ไผ่มาสานเป็นเส้นรอบวงติดกับกระบอก (กระบอกเหมือนเป็นเส้นผ่าศูนย์กลางวงกลม) เวลาจุดต้องจุดชนวนที่ปลายกระบอกทั้งสองข้าง ดินปืนจะทำปฏิกิริยากับความร้อนดันตัวเองขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่เพราะจุดชนวนทั้งซ้ายและขวาทำให้มันหมุนเป็นวงกลมทะยานขึ้น เสียงฟ่าวฟ่าวฟ่าวค่อยๆ เร่งจังหวะ สูงขึ้นๆ กระทั่งดินปืนหมดก็จะร่วงลงมา แต่ชาวกุดหว้าไอเดียสุดเจ๋งติดผืนผ้าใบไว้ที่ตัวตะไล เวลาปล้องร้อนทำให้เชือกฟางที่พันผ้าใบขาด กางพรึ่บ! พยุงตัวตะไลให้ค่อยๆ ร่วงลงมาไม่เป็นอันตรายต่อบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียง

ผ้าใบกางพยุงตะไลให้ค่อย ๆ ลงพื้น

 

ตะไลมีหลายขนาดเริ่มตั้งแต่ตะไลแสน รุ่นนี้มีดินปืน 1,000 กก. มีความยาวกระบอก 3 ม. รุ่นใหญ่ขึ้นมาเป็นตะไลล้าน บรรจุดินปืน 1,200 กก. ความยาวกระบอก 6 ม. อัพไซส์อีกนิดเป็นตะไลสองล้าน มีความยาวกระบอกเท่ากัน แต่ปากกระบอกจะใหญ่กว่าบรรจุดินปืนได้มากกว่า และพี่บิ๊กเบิ้มที่สุดในปีนี้คือ ตะไลสิบล้าน ปากกระบอก 8.5 นิ้ว ต้องใช้รถเครนขน มีชนวน 8 รูเพื่อเพิ่มพลังขับเคลื่อน สรุปแล้วปีนี้มีตะไลแสน 61 กระบอก ตะไลล้าน สองล้าน และสิบล้าน รวม 7 กระบอก เริ่มจุดตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าไปเสร็จหกโมงเย็น

สถานที่จุดตะไลเป็นทุ่งนา แบ่งเขตผู้ชมจากสถานที่จุดห่างกัน 500 ม. เป็นระยะห่างที่ไกลมากพอไม่ให้อานุภาพของขีปนาวุธชนิดนี้ทำร้ายหากระเบิด ถามปลัดเทศบาล จีระพันธ์ ไชยขันธ์ ว่าเคยมีคนตายไหม “จะปฏิเสธว่าไม่มีก็คงไม่ใช่” เขาตอบเป็นประโยคความซ้อน แต่มันเกิดขึ้นนานมาแล้วตั้งแต่ครั้งที่ลองทำตะไลใหม่ๆ เหมือนเป็นความผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์

สาวงามถ่ายภาพกับขบวนแห่

 

อย่างไรก็ตาม ทางเทศบาลไม่เคยล้อเล่นกับเรื่องความปลอดภัย ทุกปีจึงมีการกั้นเขตผู้ชมอย่างเข้มงวดและชาวบ้านเองก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ส่วนบริเวณจุดตะไลมีบังเกอร์ให้หลบ เมื่อจุดไฟแล้วคนจุดต้องรีบวิ่งมาหลบหลังบังเกอร์ทันที หากมีใครลองดีไม่ทำตามกรรมการจะตัดสิทธิไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขัน

ดั้งเดิมการจุดบั้งไฟหรือตะไลทำไปเพื่อบูชาพญาแถน (หนึ่งในงานบุญเดือนหกของภาคอีสาน) ตะไลเป็นเสมือนสื่อในการบอกกล่าวพญาแถนเทวดาประทานฝนให้ทราบว่าเมืองมนุษย์กำลังเข้าสู่ฤดูทำนา ต้องการน้ำฝนในการเพาะปลูก ทุกวันนี้ความเชื่อนี้ก็ยังอยู่แต่ถูกลดบทบาทลง ชาวบ้านให้ความสำคัญกับการแข่งขันมากกว่าตะไลของค่ายไหนสามารถลอยอยู่บนท้องฟ้าได้นานที่สุด และเมื่อมีการแข่งขันทำให้การพนันเกิดขึ้นตามมา สิ่งอบายมุขต่างๆ ทั้งเหล้า บุหรี่ โคโยตี้ เข้ามาแทนที่นำไปสู่การทะเลาะวิวาทกระทั่งแปลงสภาพจากงานบุญกลายเป็นงานบาป กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เทศบาลตำบลกุดหว้าแก้ไขอย่างจริงจัง

ติดตั้งตะไลล้านเพื่อเตรียมจุดไฟ

 

เทศบาลร่วมมือกับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านรณรงค์ให้ชาวบ้านเห็นโทษของสุราและพยายามทำให้ทุกหมู่เป็นชุมชนปลอดเหล้า นโยบายนี้ดูเหมือนฝันลมๆ แล้งๆ แต่ต้องชื่นชมเสียงดังๆ ว่างานบุญบั้งไฟตะไลล้านปีนี้ไม่เห็นเหล้าเลยสักขวด ไม่เห็นเบียร์สักกระป๋อง เดินผ่านใครก็ไม่ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ ไม่มีเหตุทะเลาะวิวาท ไม่มีคนเมา ไม่มีคนขาย ต้องปรบมือรัวๆ ให้ชาวกุดหว้าและคนมางานที่ทำตามกฎระเบียบ เรื่องนี้ท่านนายกเทศมนตรีตำบลกุดหว้า สาริกา อุทรักษ์ คุยโวแทนชาวบ้านได้เต็มปาก ท่านยังบอกด้วยว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2553 ปีเดียวกับที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. เข้ามาสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่ง ซึ่งการเข้ามาของ สสส. ยิ่งทำให้ต้องปลอดเหล้า 100% เพื่อการพิจารณางบประมาณสนับสนุนในปีถัดๆ ไป

กลับมาที่ตะไล การแข่งขันปีนี้ตะไลรุ่นแสนอยู่บนอากาศได้ยาวนานที่สุด 500 วินาทีเศษ ส่วนตะไลรุ่นล้านลอยได้นานสุดนาทีกว่า มีตะไลแสนระเบิด 1 กระบอกแต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บเพราะทีมจุดหลบอยู่หลังบังเกอร์ ผู้ชมอยู่ห่างไปหลายร้อยเมตร เหลือแต่ซากเหล็กที่พอเดาชะตากรรมได้ว่าหากใครโดนแม้เสี้ยวก็อาจสิ้นใจ ส่วนตะไลไฮไลต์ต้องยกให้ตะไลสิบล้าน ประวัติศาสตร์ประจำปีเพราะเป็นปีแรกที่มีตะไลใหญ่ขนาดนี้

ตะไลแสนระเบิด

 

ตอนจุดเสร็จควันโขมงกลบตะไล มีแต่เสียงซู่…อยู่ภายใน คนดูแทบหยุดหายใจลุ้นว่าจะขึ้นไม่ขึ้น โฆษกเชียร์ออกไมค์ ขึ้น ขึ้น ขึ้น สุดท้าย ขึ้น! ตะไลสิบล้านควงสว่านลอยแตะอากาศ สูงขึ้นไปเหนือดิน เหนือยอดไม้ เหนือภูเขา เหนือจนแหงนคออีกไม่ได้แล้ว โฆษกมีแซว “ใครปวดฉี่ตอนนี้ให้ปล่อยเลยนะครับ” เพราะสายตาทุกคนกำลังจับจ้องอยู่ที่ตะไล แต่ความตื่นเต้นยังไม่จบ เพราะไม่ใช่ว่าขึ้นได้แล้วจะเสร็จสิ้น มันจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อผ้าใบกาง คราวนี้โฆษกเชียร์อีก กาง กาง กาง สุดท้าย กาง! วินาทีนั้นชาวบ้านโห่ฮิ้วด้วยความปรีดาเหมือนว่าพรที่ขอไปเป็นจริง

ตะไลล้านลอยเคว้งกลางอากาศ มันได้ทำหน้าที่เต็มความสามารถ ถ้ามันมีชีวิตก็คงกำลังภาคภูมิในตัวเองเช่นเดียวกับทีมงานสร้างตะไลค่ายชัยวิสิทธิ์เหิรฟ้าที่กำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ และเช่นเดียวกับชาวบ้านที่เชื่อว่าปีนี้น้ำท่าจะสมบูรณ์

ตะไลจำลองบนรถแห่

 

ย้ำอีกครั้ง งานบุญบั้งไฟตะไลล้านจัดขึ้นวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 3 ของ พ.ค.เป็นแบบนี้ทุกปี นักท่องเที่ยวที่อยากมาเห็นด้วยตาคงต้องเจอกันใหม่ปีหน้า ถ้าปีนี้มีโปรฯ ตั๋วเครื่องบินขอนแก่นหรือร้อยเอ็ดถูกๆ ก็จองไว้ก่อนเลย แล้วนั่งรถทัวร์ระหว่างจังหวัดต่อมากาฬสินธุ์ แต่ถ้าอยากเห็นบั้งไฟหางของยโสธร ยังเหลืออีกหลายชุมชนที่ยังจัดอยู่ถึงสิ้นเดือน พ.ค. ผู้ที่สนใจก็ไม่อยากให้พลาดเพราะหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว

สุดท้ายฝากไว้หนึ่งอย่าง ถ้าพูดอย่างโฆษกต้องพูดว่า ร่ม ร่ม ร่ม ให้พกร่มไปด้วย เพราะตอนดูบั้งไฟแดดร้อนจัดแต่หลังจากนั้นฝนจะตก พญาแถนจัดให้ทันใจ อาจจะไม่เกิดขึ้นทุกปีแต่โดยมากพญาแถนไม่เคยช้าอย่างปีนี้ตกหนักมาก!

ชาวผู้ไทยรำเปิดพิธีบุญบั้งไฟตะไลล้าน

 

 

เกลียวควันลอยพุ่งขึ้นฟ้าสวยงาม

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

เกาะพะงัน ไม่ได้มีแค่ฟูลมูนปาร์ตี้!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/365777

เกาะพะงัน ไม่ได้มีแค่ฟูลมูนปาร์ตี้!

 

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร

ผมเพิ่งเปิดซิงกับงานฟูลมูนปาร์ตี้ ณ หาดริ้น เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี มาครับ เป็นครั้งแรกของผมครับ แถมยังปาร์ตี้ตั้งแต่หัวค่ำยันเช้าจนแดดแยงตา และกะว่าหลังจากนั้นจะนอนหลับให้เต็มอิ่ม แต่ผมก็ถูกใครบางคนลากขึ้นจากเตียง เพื่อไปชื่นชมความงามของเกาะพะงัน ที่มันไม่ได้มีดีแค่ฟูลมูนปาร์ตี้

แล้วผมก็ได้ค้นพบว่า…

ความงามของเกาะพะงันมันเป็นอย่างนี้นี่เอง

คุณคงอยากรู้แล้วใช่ไหมว่า ใครคือคนที่ลากผมขึ้นจากเตียงเพื่อไปชื่นชมความงามของเกาะพะงัน ไม่ใช่ใครอื่นไกลครับ เธอคือ สายพโยม สมสุข หัวหน้าศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวเกาะสมุยนั่นเอง เธอบอกเล่าให้ผมฟังว่า ปกติเธอดูแลรับผิดชอบอยู่ 3 เกาะ คือ เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า เมื่อเธอได้มาดูตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวันของนักท่องเที่ยว ปรากฏว่าเกาะพะงันต่ำสุด ทั้งๆ ที่ธรรมชาติของที่นี่สวยไม่แพ้เกาะสมุยและเกาะเต่าเลยแม้แต่นิดเดียว

“สาเหตุมาจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นต่างชาติประมาณ 70% มาเที่ยวที่เกาะพะงันเพื่อมาเที่ยวงานฟูลมูนปาร์ตี้เท่านั้น บางคนเพิ่งเรียนจบ ยังไม่อยากทำงาน ขอมาเที่ยวในงานนี้ก่อน เมื่อนักท่องเที่ยวของเกาะพะงันโดยส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นต่างชาติ อำนาจการใช้จ่ายเงินเลยค่อนข้างต่ำ มักจ่ายค่าที่พักที่ไม่แพง กินก็ไม่เยอะ ส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับค่าดื่มมึนเมาเพียงอย่างเดียว รายได้ส่วนใหญ่ของเกาะพะงันจึงมาจากเครื่องดื่มมึนเมาที่ถูกต้องตามกฎหมาย”

สายพโยม เผยว่า พื้นที่ที่จัดงานฟูลมูนปาร์ตี้ ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของเกาะพะงัน คิดเป็นเพียง 20% เท่านั้น อีก 80% ที่เหลือยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกเพียบ และมันก็คือความงามที่เราๆ ท่านๆ ไม่ควรพลาด

“เกาะพะงันยังมีหาดทรายขาวที่มีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าว คล้ายพระจันทร์เสี้ยว มีชายหาดติดกับภูเขา หรือหน้าผา ทั้งซ้ายและขวา ความยาวของชายหาดไม่เกิน 1 กิโลเมตร แต่ละชายหาดจึงมีพื้นที่ค่อนข้างแคบ สงบ เงียบ และปลอดภัย พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก พระจันทร์ขึ้น พระจันทร์ตก จะสวยมาก มักมีศิลปินจากหลากหลายที่มาวาดภาพธรรมชาติในแต่ละชายหาด หากชายหาดไหนคนเริ่มเยอะ นักท่องเที่ยวก็สามารถย้ายไปชายหาดอื่นได้ ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน สวยงามไม่แพ้กัน”

สิ่งที่น่าสนใจของชายหาดสวยงามของเกาะพะงัน ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้ นั่นคือรัชกาลที่ 5 เวลาเสด็จประพาสที่หัวเมืองภาคใต้ พระองค์ท่านมักแวะมาพักผ่อน มาสรงน้ำที่น้ำตกธารเสด็จ น้ำตกธารประพาส น้ำตกธารประเวศ และเกาะเต่า (อยู่ในการปกครองของเกาะพะงัน) ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จประพาสมายังสถานที่เหล่านี้ถึง 14 ครั้ง

“เกาะพะงันอาจเป็นที่ที่เดียวที่มีชายหาด มีน้ำตก มีป่าเขา มีพระจันทร์เต็มดวงสวยงาม รวมอยู่ในที่เดียวกัน”

 

นอกจากนี้ รัชกาลที่ 7 พร้อมด้วยพระมเหสี และรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ต่างก็เคยเสด็จมาพักผ่อนหย่อนใจ ณ เกาะพะงันด้วยเช่นเดียวกัน

“รัชกาลที่ 7 ท่านยังทรงใช้สถานที่ในอ่าวธารเสด็จเป็นที่ถ่ายทำภาพยนตร์เงียบ เรื่อง แหวนวิเศษ ซึ่งเป็นภาพยนตร์จากฝีพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน (สามารถรับชมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=i2LJeFRuo9o และ https://www.youtube.com/watch?v=DRJntBM7kfY) ซึ่งสถานที่และสภาพแวดล้อมของที่นี่ในภาพยนตร์เป็นอย่างไร วันนี้สถานที่และสภาพแวดล้อมของที่นี่ยังคงเป็นอย่างนั้นแทบไม่เปลี่ยนแปลง ต่างกันเพียงน้ำเยอะน้ำน้อยเท่านั้น”

ปัจจุบัน เกาะพะงันได้ถูกแบ่งออกเป็น 5 โซนอย่างชัดเจน โดยโซนที่ 1 ได้แก่ หาดในวก, หาดท้องศาลา, หาดบางจะรุ, หาดบ้านใต้, หาดบางน้ำเค็ม, บ้านค่าย และหาดหินล่อ ถือเป็นโซนที่ผสมผสานไลฟ์สไตล์ ความทันสมัย ความสะดวก และความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว

“โซนที่ 2 ได้แก่ บางสน, หาดริ้นใน, หาดสีกันตัง, หาดลีลา, หัวแหลม, หาดริ้นนอก, หาดคนที, หาดยวน, หาดเทียนตะวันออก, หาดยาวตะวันออก และหาดหวายน้ำ เป็นโซนไนต์ไลฟ์ที่มีความสนุกสนาน ความบันเทิง ความสะดวกปลอดภัย งานฟูลมูนปาร์ตี้ก็ถือเป็นหนึ่งกิจกรรมที่อยู่ในโซนที่ 2 นี้”

 

สำหรับโซนที่ 3 สายพโยม เผยว่า เป็นโซนที่มีหาดท้องนายปานน้อย, หาดท้องนายปานใหญ่ หาดธารเสด็จ และหาดทองเหรง ซึ่งเป็นโซนที่นักท่องเที่ยวสามารถตามรอยประวัติศาสตร์ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า รวมทั้งท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้อีกด้วย

“ในส่วนของโซนที่ 4 เป็นโซนที่นักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชมวิถีชีวิตชาวประมง ดำน้ำ และกินอาหารทะเลได้อย่างเอร็ดอร่อย โดยโซนนี้มี หาดสลัด, หาดแม่หวด, หาดทองหลาง, อ่าวหินงาม, อ่าวโฉลกหลำ, หาดขอม และหาดขวด ส่วนโซนสุดท้าย เป็นโซนที่เหมาะแก่การพักผ่อนเพื่อสุขภาพ และมีศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสตร์และศิลป์แห่งชีวิต เช่น โยคะริมทะเลใต้แสงจันทร์, โยคะบนภูเขา, โยคะในสวนมะพร้าว, เดินจงกรมริมทะเล เป็นต้น โดยสามารถมาโซนนี้ได้ที่หาดปลายแหลม, หาดศรีธนู, หาดเจ้าเภา, หาดสน, หาดดาวดึก, หาดยาว, หาดเทียน และหาดกรวด”

ที่โซนที่ 5 นี้ มีโรงเรียนสอนโยคะมากมาย โด่งดังไม่แพ้งานฟูลมูนปาร์ตี้ เพียงแต่เป็นความโด่งดังแบบไม่โฉ่งฉ่าง แม้กระทั่งจะมีใครเข้าไปเยี่ยมชม ทางโรงเรียนสอนโยคะก็ไม่ให้เข้าเยี่ยมชม นอกจากมาเข้าร่วมกิจกรรม เพราะถือว่าเป็นพันธสัญญาระหว่างโรงเรียนกับนักเรียนที่ต้องการความเงียบสงบ

 

“เราเชื่อว่าตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์งานฟูลมูน เพราะมันขายตัวมันเองได้แล้ว เพียงแต่เราพยายามเพิ่มมูลค่าให้กับงานให้มากขึ้น สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น และสร้างความสะอาดหมดจดหลังการจัดงาน ประหนึ่งเหมือนไม่มีงานเกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมาให้มากขึ้น สิ่งที่เราอยากนำเสนอ คือ เกาะพะงัน ไม่ได้มีดีแแค่งานฟูลมูนปาร์ตี้ และเราก็อยากทำให้รายได้มันหมุนเวียนไปยังสถานที่ต่างๆ และกระจายรายได้ให้ได้ทุกๆ วัน ไม่ใช่รายได้ถล่มทลายท่วมท้นเพียงแค่ในช่วงงานฟูลมูนปาร์ตี้เท่านั้น”

ท้ายที่สุด การที่ผมได้ลงพื้นที่ไปสัมผัสกับความงามของเกาะพะงัน นอกเหนือจากสนุกไปกับงานฟูลมูนปาร์ตี้ สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุด คือ ผมได้โยคะใต้แสงจันทร์ ได้เดินจงกรมริมทะเล ได้กินข้าวห่อชายทะเล
(ข้าวและกับข้าวของภาคใต้ ในชามปิ่นโตที่มีที่มาจากชามข้าวของคนคุก ในยุคสมัยที่เกาะเต่าเอาไว้ใช้คุมขังนักโทษ) ริมหาด แถมกินข้าวไปนั่งมองพระจันทร์เต็มดวง ที่แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบกับผืนน้ำทะเลไป (สวยงามมาก ขอบอก) อีกทั้งยังได้นอนหลับตา ฟังเสียงคลื่น สูดกลิ่นลมทะเล ในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง มันทำให้ผมนอนหลับพักผ่อนได้ ชนิดที่ว่าหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในชีวิต

และมันจะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งในชีวิตอย่างแน่นอน

ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียว ผมขอสัญญา

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

มาๆ ปั่นชม วิถีเกษตรอินทรีย์ ที่สวนสามพราน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2558 เวลา 11:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/365338

มาๆ ปั่นชม วิถีเกษตรอินทรีย์ ที่สวนสามพราน

 

โดย…แมงโก้หวาน

แมงโก้หวานมาแล้ว เสาร์ อาทิตย์ ไปฟินที่ไหนกันดีน้า ช่วยนึกทีคร้าบ อ้อ…นึกออกแล้วไปปั่นจักรยานดีกว่า (นึกไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว) ดูธรรมชาติ ชมนก ชมสวน ชมวิถีของชาวเกษตรอินทรีย์ เผื่ออาจได้ของกินปลอดสารพิษกลับบ้านด้วย (ฮ่า)

แล้วที่ไหนดีล่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะนึกไม่ออกเพราะเรามีพรายกระซิบผู้รักษ์ในวิถีอินทรีย์มาก…ใครๆๆ อยากรู้ ก็ “อรุษนวราช” กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ บอกมาใครอยากไปปั่นจักรยานที่สามพราน จ.นครปฐมเชิญเลยครับ พลีสๆ (Please) ยิ่งมาปั่นกันเยอะๆ ยิ่งดีและควรจะเป็นเช่นนั้น รับรองว่าฟินแน่นอน

 

ที่นั่น ณ ตอนนี้มีสองเส้นทางให้เลือกปั่นและเรียกเส้นทางปั่นทั้งสองนี้ว่า “ปั่น…ตามวิถีอินทรีย์สุขใจ” โดยมีการเปิดเส้นทางไปไม่นานนี้ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สามพรานริเวอร์ไซด์ มูลนิธิสังคมสุขใจ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ จ.นครปฐม และโรงพยาบาลมหาชัย2 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต่อยอดมาจากโครงการสามพรานโมเดลที่ดำเนินการมา 5 ปีแล้วที่มุ่งส่งเสริมให้พื้นที่ อ.สามพรานทำเกษตรอินทรีย์

เส้นทางแรก เป็นเส้นทางครอบครัว ระยะทาง 8 กม. นักปั่นต้องแบกจักรยานลงเรือเอี้ยมจุ๊นล่องไปตามแม่น้ำท่าจีนใช้เวลาราวๆ15 นาที ไปขึ้นยังท่าวัดสรรเพชญ กราบหลวงปู่เพิ่มแล้วแวะชมการทำเกษตรอินทรีย์ของเด็กๆโรงเรียนวัดสรรเพชญ ที่มีการนำเอาองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์จากโครงการสามพรานโมเดลมาใช้ เช่น โรงเรือนเลี้ยงไส้เดือนเพื่อนำไปใช้กับแปลงเกษตร น้ำหมักชีวภาพจากเปลือกมะนาวซึ่งมีกลิ่นหอมกว่าน้ำหมักทั่วไป

 

จากนั้นมุ่งสู่วัดเดชานุสรณ์ ที่นี่จะเห็นการทำเกษตรแบบ “บวร” ระหว่างบ้าน วัดโรงเรียน ผลผลิตที่ได้มาปันกันและขายในชุมชน ถือเป็นกลยุทธ์เชื่อมความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ต.ยายชา ที่เกิดจากแนวคิดของวาสนา กลิ่นพยอม นายก อบต.ยายชา แล้วลัดเลาะเข้าสวนลุงเขียด ซึ่งเป็นสวนเกษตรอินทรีย์มาตรฐาน IFROAM&EU และ CANADA มีทั้งแปลงผัก ผลไม้ แปลงนา แบ่งเป็นโซนชัดเจนที่นี่จะได้สนุกกับกิจกรรมพิเศษ อาทิ โยนข้าวดำนา ดูคุณลุงวัย 67 ปี ปีนต้นหมากที่มีความสูงเทียบเท่ากับตึก 3 ชั้น โดยใช้ขาเกี่ยวต้นโน้นไปต้นนี้ได้อย่างคล่อง

จุดแวะต่อไปเป็นสวนเกษตรอินทรีย์ของประหยัด ปานเจริญ เกษตรกรอินทรีย์วัยเฉียด50 เจ้าของสวนฝรั่ง ชมพู่ มะพร้าว และมะม่วงนับ 10 ไร่ บุกเบิกให้สวนแห่งนี้เป็นอินทรีย์มากว่า 10 ปี ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้ไม่ใช่ง่าย จุดนี้ใครๆ ก็ชอบ เพราะได้เติมพลังด้วยผลไม้และน้ำผลไม้อินทรีย์ปั่นสดๆ อาทิ ฝรั่งมะม่วง กล้วย ฝักข้าว

 

เส้นทางที่สอง ถ้าใครไม่ไหวก็ไม่ต้องเด้อ…สิบอกไห่! เพราะระยะทาง 60 กม.เริ่มที่ตลาดสุขใจในสวนสามพราน เข้าวัดไร่ขิง วัดทรงคนอง พุทธมณฑลสาย 7 ผ่านวัดสรรเพชญ อบต.ยายชา เข้าตลาดสามพรานผ่านหน้าโรงเรียนนาคประสิทธิ์ ตัดผ่านถนนคลองใหม่ เข้าวัดวังน้ำขาว วัดจินดารามวัดปรีดาราม ข้ามสะพานคลองจินดา จากนั้นตัดออกถนนคลองใหม่ ผ่านหน้าวัดเทียนดัด เข้าซอยราษฎร์สามัคคี และกลับมาที่สามพรานฯ เช่นกัน ซึ่งตลอดเส้นทางการปั่น นักปั่นจะได้สัมผัสบรรยากาศสองข้างทางที่เต็มไปด้วยสวนผัก ผลไม้ ของเกษตรกรในพื้นที่ อ.สามพราน

แมงโก้หวานได้รู้มาอีกว่า หลังจากนี้จะมีการเปิดเส้นทางเพิ่มขึ้นอีก 5 เส้นทาง โดยตลาดสุขใจเป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์

สำหรับเส้นทาง “ปั่น…ตามวิถีอินทรีย์สุขใจ” เปิดให้บริการเฉพาะเสาร์-อาทิตย์หน่วยงาน องค์กรต่างๆ หรือผู้ที่สนใจต้องการนำกลุ่มพนักงาน ชุมชน มาเรียนรู้ หรือมาทำกิจกรรมพัฒนาบุคลากรและต้องการบูรณาการเรื่องวิถีไทย การท่องเที่ยวเชิงวิถีอินทรีย์ ตามเส้นทางต่างๆ ขอรายละเอียดได้ที่โครงการสามพรานโมเดล ศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ 034-225-203 สายตรง สุทิศจิราวุฒิพงษ์ 08-1668-2165 และชฤทธิพรเม้งเกร็ด 08-1854-0880 หรือดูข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊กสามพรานโมเดล

มาๆ ชาวนักปั่นทั้งหลายมาจอยกันๆ

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

การเดินทางของนกนางนวล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/365220

การเดินทางของนกนางนวล

 

โดย…กิจจา อภิชนรจเรข

หลายๆ คนอาจจะกำลังยิ้มให้กับช่วงฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว ที่กำลังจะผ่านไปเพื่อเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝนที่เย็นสบายกว่า แต่คงมีใครอีกหลายคนที่บ่นเสียดายหากฤดูร้อนนี้กำลังจะผ่านไปพร้อมกับฝูงนกนางนวลจำนวนนับพันที่หลบอากาศหนาวมาพักอาศัยอยู่ในบริเวณสถานตากอากาศบางปูในช่วงเดือน พ.ย.-พ.ค.ของทุกปี

ภาพนกนางนวลบินวนเพื่อหาอาหารอยู่บนท้องฟ้า หรือแม้แต่ลอยตัวอยู่บนผิวน้ำช่างสวยงามและสะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในสถานตากอากาศบางปูได้เป็นอย่างดี จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกที่ในแต่ละปีสถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาชื่นชมความสมบูรณ์ของมัน

 

เอ่ยถึงตอนนี้หลายๆ คนก็คงอดเสียดายไม่น้อยที่ช่วงฤดูร้อนนี้กำลังจะจากไปด้วยฝูงนกที่บินอพยพไปหาแหล่งพักพิงแห่งใหม่ แต่หากใครพลาดโอกาสชมฝูงนกนางนวลเหล่านี้ในฤดูร้อนนี้ก็อย่าเพิ่งเสียดายครับ อดทนรอไปสักหน่อย อีกไม่กี่เดือนนกเหล่านี้ก็จะหวนกลับมายังที่แห่งนี้อีกครั้ง

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ยู เชียงใหม่ ใกล้ใจล้านนา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/365218

ยู เชียงใหม่ ใกล้ใจล้านนา

 

โดย…นิทรา ราตรี

สัมผัสประสบการณ์ล้านนาแท้ๆ เมื่อเข้าพักที่ยู เชียงใหม่ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจวนผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่และตึกรามสไตล์โมเดิร์นล้านนาที่ทำให้หลงเสน่ห์

ยู เชียงใหม่ได้ดึงเอกลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่มาไว้ในโรงแรม ทั้งการรักษาจวนผู้ว่าฯหลังเก่าบนถนนราชดำเนินแล้วปรับให้เป็นเรสซิเดนส์ เลานจ์ จุดที่แขกสามารถมาใช้บริการสปาที่มีเอกลักษณ์ด้วยน้ำมันหอมระเหยสูตรล้านนา และห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือประวัติศาสตร์เชียงใหม่และวรรณกรรม ส่วนอาคารอื่นๆ ก็ถูกออกแบบให้เข้ากันด้วยสไตล์โมเดิร์นล้านนา ประกอบด้วยห้องพัก 41 ห้อง แบ่งเป็นห้องสุพีเรียร์และดีลักซ์ ขนาด 33 และ 43 ตร.ม. ตามลำดับ

 

ห้องพักทุกห้องมีระเบียงส่วนตัวพร้อมเตียงนั่งเล่น บางห้องมีระเบียงติดสระว่ายน้ำ ส่วนห้องดีลักซ์จะมีอ่างอาบน้ำแยกส่วนจากห้องอาบน้ำชาวเวอร์ สิ่งบันเทิงภายในห้องแขกสามารถออกแบบเองได้ ทั้งเมนูเพลงในไอพอดและดีวีดีภาพยนตร์ที่อยากดู รวมถึงลักษณะหมอนที่ต้องการกลิ่นชา และกลิ่นสบู่ ก็สามารถเลือกให้ถูกใจได้เวลาเช็กอินเข้าพัก

ส่วนห้องอาหารอยู่ติดกับเรสซิเดนส์ เลานจ์ ชื่อห้องอาหาร กิน ให้บริการอาหารนานาชาติแต่เมนูแนะนำต้องยกให้อาหารเหนืออย่างข้าวซอยที่คนภายนอกก็ต้องมารับประทานเวลาทำการเปิดตลอดวันตั้งแต่ 06.30-23.00 น.และบาร์ชื่อ ดื่ม ตั้งอยู่ชั้น 2 ของห้องอาหาร โด่งดังเรื่องความหลากหลายของค็อกเทล เปิดบริการตั้งแต่ 17.00-24.00 น.

 

นอกจากนี้ โรงแรมยูแต่ละแห่งจะมีกิจกรรมสันทนาการประจำวันแตกต่างกันไป ที่ ยู เชียงใหม่ จึงมีโปรแกรมบรรยายเชิงวัฒนธรรมและพาเดินไปชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่ หรือไม่เช่นนั้นแขกที่เข้าพักสามารถปั่นจักรยานของโรงแรมออกไปสำรวจเมืองเชียงใหม่ด้วยตัวเอง ในละแวกนั้นมีทั้งวัดวาอารามและพิพิธภัณฑ์ทางศิลปวัฒนธรรมหลายแห่งให้ไปตามหาเรื่องราวล้านนา

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเข้าพักที่นี่คือ เงินทุก 30 บาทจากอัตราค่าห้องพักต่อวันจะถูกนำไปบริจาคให้แก่บ้านกิ่งแก้ววิบูลสันติ สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าและอนาถาตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี ซึ่งโรงแรมจะรวบรวมเงินและนำบริจาคปีละ 2 ครั้ง อีกทั้งทุกสัปดาห์จะพาแขกไปจัดกิจกรรมกับเด็กๆ ที่บ้านกิ่งแก้ววิบูลสันติด้วย

เดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ยู เชียงใหม่ จะมีอายุครบ 8 ปี แต่ก็ไม่แปลกที่บางคนเพิ่งรู้จักเพราะ ยู อยู่อย่างแนบเนียนกับชุมชนสมกับที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมไทยแลนด์บูติกอวอร์ด ประเภทส่งเสริมประสบการณ์ ผู้ที่เข้าพักแน่ใจได้ว่าจะสัมผัสความเป็นล้านนาด้วยตัวเอง

 

Price : ราคาเริ่มต้นที่ 3,999 บ.

Place : บนถนนราชดำเนินไม่ไกลจากวัดพระสิงห์และ ถนนคนเดิน โทร. 053-327-000 เว็บไซต์ www.uhotelsresorts.com/uchiangmai

Promotion : พิเศษสำหรับชาวไทย ห้องพักสุพีเรียร์เริ่มต้น ที่ 2,999 บ.สุทธิ รวมอาหารเช้า 2 ท่าน จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 58

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

กองทัพผีขนน้ำบุกเชียงคาน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2558 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/365217

กองทัพผี ขน น้ำ บุกเชียงคาน

 

โดย…กาญจน์ อายุ

เดือน พ.ค.เหมือนเป็นมหกรรมงานบุญอีสาน เพราะเป็นช่วงทำบุญมากมายก่อนชาวบ้านจะแยกย้ายไปทำนา “งานบุญผีขนน้ำ” ก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งปีนี้จัดก่อนวันวิสาขบูชาถึง 1เดือน (ปกติจัดหลังวิสาขบูชา 1 วัน) เนื่องจากเป็นปีอธิกมาสปกติวาร

คลายสงสัยไปทีละจุด หนึ่ง ปีอธิกมาส ปกติวาร คืออะไรการนับวันแบบวันขึ้นวันแรมคือการนับแบบจันทรคติ ซึ่งใน 1 ปีมี 354 วัน ส่วน 12 เดือน ที่ทั่วโลกใช้กันคือการนับแบบสุริยคติที่ 1 ปี มี 365.2425 วัน ดังนั้นวันในจันทรคติจะมีน้อยกว่าสุริยคติอยู่ 11 วันกว่าๆ ทำให้ทุกๆ  2-3 ปี จะต้องมีเดือน 8จำนวน 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มวันในปีนั้นให้ทันปฏิทินสุริยคติ เมื่อเพิ่มแล้วจะมีวันมากถึง 384 วัน ใน 1 ปี เลยทีเดียว

ขบวนแห่ผีขนน้ำเดินทางมาถึงวัดโพธิ์ศรี

 

ปี 2558 คือปีที่กำลังพูดถึง ทำให้วันวิสาขบูชาที่ท่องกันมาตั้งแต่เด็กว่าตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ไปตรงกับเดือน7 ตามจันทรคติ พอถึงวันเข้าพรรษาที่ปกติตรงกับวันแรม1 ค่ำ เดือน  8 ปีนี้ก็จะเรียกว่าเดือน 8 หลัง เพราะทบไปอีกหนแล้วนั่นเอง

สอง ผีขนน้ำคืออะไร ชาว ต.นาซ่าว เชื่อว่าคือดวงวิญญาณของวัว ควาย ที่เลี้ยงไว้ใช้งานยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิมจะขึ้นจากน้ำเดินตามคนเข้าบ้าน คำว่าผีขนน้ำก็คือขึ้นมาจากน้ำอีกความหมายหนึ่งคือทุกครั้งที่มีการแห่ ฝนมักตก จึงเชื่อว่าผีขนน้ำมาให้ และยังเชื่อว่าผีขนน้ำเป็นที่โปรดปรานของเจ้าปู่(สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนาซ่าวนับถือมาก) จึงต้องแห่ให้เจ้าปู่เพื่อให้ท่านประทานฝนลงมา หลากหลายที่มาแต่ก็ไม่มีใครอยากรู้ว่าความเชื่อไหนถูกเพราะงานบุญผีขนน้ำคือสิ่งที่สืบทอดต่อกันมาไม่รู้กี่ปี ถ้าถามผู้เฒ่าผู้แก่ก็ได้คำตอบว่าเกิดมาก็เห็นแล้วทุกทีไป

กองทัพผีขนน้ำ หน้ากากเป็นผีมีลักษณะเหมือนวัว

 

สาม สำหรับคนที่กำลังสงสัยว่าผีขนน้ำกับผีตาโขนเหมือนกันหรือไม่ คำตอบคือไม่เหมือน  ผีตาโขนเชื่อว่าเป็นคนป่าที่ใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าออกมาฟังเทศน์มหาชาติ ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับวิญญาณวัวควาย และไม่ได้แห่เพื่อหวังฝนเหมือนผีขนน้ำ แต่คนไทยรู้จักผีตาโขนของ อ.ด่านซ้าย มากกว่า เพราะทุกปีมีจัดงานใหญ่ระดับจังหวัด ซึ่งต่างจากงานผีขนน้ำที่เพิ่งได้รับความสนใจในปีนี้ ขนาดที่วันเปิดงานมีผู้ว่าฯ จ.เลย มาเป็นประธานในพิธี

ประธานตีฆ้อง 3 ครั้ง จากนั้นก็เข้าสู่พิธีต่อไป…

เครื่องแต่งกายป้องกันแสงแดด

 

พีธีกรรม

ตามหมู่บ้านแถบอีสานจะมีพื้นที่ว่างเปล่าอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเป็นดอนเรียกว่า ดอนหอ เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าปู่ที่คนในหมู่บ้านเคารพศรัทธา ก่อนเริ่มแห่ต้องไหว้ผีบรรพบุรุษที่ศาลเจ้าปู่นี้ โดยมีร่างทรงเป็นผู้ทำพิธีบวงสรวง ร่างทรงจะอัญเชิญวิญญาณของเจ้าปู่มาประทับ

“โว้ยยยยยย” ร่างทรงแผดเสียงพลันลุกขึ้นยืนร่ายรำ ทุกคนรีบยกมือไหว้เพราะต่างรู้ว่าผีเจ้าปู่เข้าทรงแล้ว เวลาเดียวกันร่างทรงตนอื่นก็ร่ายรำตาม ในตอนนั้นเหมือนคนธรรมดาคือส่วนเกิน ความเชื่อความศรัทธามันจับตัวแน่นจนอึดอัดยัดเยียดให้ผู้มาเยือนต้องยอมจำนนต่อหลักฐาน แม้วิทยาศาสตร์จะอธิบายไม่ได้ แต่ในตอนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย

เซิ้งโชว์กรรมการข้างโบสถ์

 

จากนั้นร่างทรงจะนำขบวนผีขนน้ำเดินแห่รอบหมู่บ้าน เราจะเห็นความน่ารักของชาวบ้านที่จะตั้งกระติกน้ำเย็นๆ ไว้หน้าบ้านเผื่อว่าผีขนน้ำตนไหนเดินมาก็สามารถตักดื่มได้

ขบวนจะแห่ไปที่ วัดโพธิ์ศรี วัดประจำต.นาซ่าว แห่รอบโบสถ์ 3 รอบ และถวายจตุปัจจัยพระสงฆ์ จากนั้นจะกลับไปยังศาลเจ้าปู่อีกครั้งเพื่อนำบั้งไฟน้อย 5 บั้งไปจุดบูชาเจ้าปู่และพญาแถนเพื่อขอให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลเป็นอันจบพิธีพิธีกรรมอันเรียบง่ายเป็นแบบนี้จนกระทั่งมีพิธีการ

ร่างทรงเจ้าปู่ประทับแล้ว

 

พิธีการ

พิธีการคือ นอกจากจะมีร่างทรงเป็นผู้นำทางความเชื่อแล้ว ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ทางสังคมเป็นแขกผู้มีเกียรติในงาน ขบวนผีขนน้ำจาก 12 หมู่ไปรวมตัวกันที่ อบต. เพื่อเปิดงานพร้อมกัน มีการกล่าวรายงานต่อท่านผู้ว่าฯ แล้วผู้ว่าฯ กล่าวเปิดงาน ต่อด้วยการแสดงเปิด และการประกวดท่าเซิ้งผีขนน้ำของแต่ละหมู่

คนคิดการประกวดน่าจะหวังให้เกิดสีสันแต่ลืมคิดไปว่าอากาศหน้าร้อนมันโหดร้ายแค่ไหน ชาวบ้านและบรรดาผีขนน้ำยืนกลางแดดร้อนผ่าว แม้ตอนนั้นยังไม่ถึงเที่ยงแต่ความอบอ้าวชนิดใบไม้ไม่กระดิกมันช่างทรมาน หมู่ที่ได้แสดงก่อนจะเดินไปวัดโพธิ์ศรีต่อไป แต่หมู่ที่เหลือจะหนีไปไหนไม่ได้ ต้องยืนรอจนกว่าจะถูกเรียก

เด็กๆ แต่งชุดสีจัดจ้านร่วมสนุกในขบวน

 

ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเดินมาถึงวัดยังมีการประกวดอีกรอบ เป็นการแสดงชุดเต็มทั้งผีขนน้ำและนางรำกว่า 12 หมู่ จะมาพร้อมกันที่วัดใช้เวลายันบ่าย ซึ่งเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการรอ สารภาพว่าไม่ทราบหมู่ไหนได้รับรางวัลชนะเลิศ (ถ้ามีรางวัลความอดทนน่าจะยกให้หมู่สุดท้ายที่ขึ้นแสดง) เพราะฉันเองมีความอดทนไม่พอ ทนท้องร้องท่ามกลางอากาศร้อนๆ ไม่ไหว จึงเข้าไปกราบพระประธานในโบสถ์และกล่าวลา

ป.ล. แน่นอนว่าประธานในพิธีกลับไปตั้งนานแล้ว

พิธีการทำให้พิธีกรรมยืดเยื้อไปจากธรรมเนียมโบราณ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้เห็นว่าชาวนาซ่าวทุ่มเทแค่ไหน โดยเฉพาะคนที่แต่งชุดเป็นผีขนน้ำและคนเล่นดนตรีที่ร้อนกว่าคนอื่น 2 เท่า หนักกว่าคนอื่น 2 เท่า แต่ยังเล่นยังเซิ้งสวมบทเป็นผีขอฝนที่ชาวบ้านฝากความหวัง

ผีและชาวบ้านมารวมตัวกันหน้าพิธีเปิด

 

เชียงคานกับนาซ่าว

ต.นาซ่าว อยู่ใน อ.เชียงคาน ห่างจากตัวเมืองเพียง 10 กม. แต่นักท่องเที่ยวที่อยู่เชียงคานไม่ได้ยินเสียงประเพณีเลยสักนิด จุดขายของเชียงคานยังเป็นบ้านไม้ริมโขงใส่บาตรข้าวเหนียว ปั่นจักรยาน ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ทว่าไม่มีผีขนน้ำ ซึ่งถ้าสืบสาวราวเรื่องลงไปจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างงานผีขนน้ำกับงานแห่เจ้าพ่อที่วัดมหาธาตุ เมืองเชียงคาน

งานแห่เจ้าพ่อ จัดขึ้นที่วัดมหาธาตุ วัดตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงคาน เป็นพิธีรวมร่างทรงจากทั่วสารทิศทั้งจากไทยและลาวมาร่วมประลองวิชาและดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จากนั้นร่ายรำรอบวัดซึ่งปีนี้มีร่างทรงร่วมพิธี 30 ตน

ผีขนน้ำยืนรอการประกวด

 

หลังจากพิธีนี้แล้วอีกประมาณ 2-3 วัน งานแห่ผีขนน้ำจะจัดต่อ เป็นแบบนี้มาร้อยๆ ปี ไม่มีปีไหนเลยที่งานแห่ผีขนน้ำจะจัดก่อนงานแห่เจ้าพ่อเมืองเชียงคาน และร่างทรงที่ทำพิธีบวงสรวงศาลเจ้าปู่ที่นาซ่าวก็เข้าร่วมพิธีที่เมืองเชียงคานก่อนด้วย

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวก็ยังไม่รู้ว่ามีงานแห่เจ้าพ่อจัดอยู่ในวัดหลังเกสต์เฮาส์ แต่ยังดีที่คนเชียงคานรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแม้จะต้องเฝ้าเกสต์เฮาส์ ไม่ได้เข้าร่วมพิธีก็ตาม

ด้านหลังมีไม้ระนาดและกระดึงไว้ทำให้เกิดเสียง

 

เกือบทุกปีหลังแห่ผีขนน้ำจบ ฝนจะตกลงมา แต่ปีนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ความร้อนยังสะสมสุมไปถึงจิตใจของชาวนาซ่าว ด้วยความกลัวจะเกิดอาเพศ กังวลหากฝนไม่ตกจะทำอย่างไร แต่เชื่อหรือไม่ขณะที่ฉันเดินทางต่อไปอีกจังหวัด ได้ยินข่าวว่าเชียงคานทั้งอำเภอมีพายุ!

ไม่รู้ว่าฝนสร้างความเสียหายหรือไม่ แต่เชื่อว่าชาวนาซ่าวคงดีใจและมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมที่จะทำนาใต้ฟ้าเทวดาหลังจากนี้

เซิ้งสนุก

กรกฎาคม 19, 2015 Posted by | กิน-เที่ยว, เที่ยวทั่วไทย, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,257 other followers

%d bloggers like this: