ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

มุมพักใจริมแคว ลอฟท์ เรสเตอรองค์ แอนด์ บาร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2557 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/ajeVmB

มุมพักใจริมแคว ลอฟท์ เรสเตอรองค์ แอนด์ บาร์

โดย…คีตะ

อีกหนึ่งร้านอาหารและบาร์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากในกาญจนบุรี ลอฟท์ เรสเตอรองค์ แอนด์ บาร์ เป็นร้านในเครือคีรีธารา ซึ่งเปิดให้บริการมาได้ 2 ปีเศษแล้ว

พื้นที่กว้างขวางของร้านอาหารและบาร์แห่งนี้ สามารถจุลูกค้าได้ราว 300 คน จากปากทางเข้าร้านอันใหญ่โต พนักงานต้อนรับจะพาเดินเข้าสู่ภายในที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นชิกๆ คูลๆ เดินผ่านไวน์เซลล่าเข้าไป ด้านซ้ายมือจะเห็นสระน้ำยาวขนานไปกับทางเดิน ด้านขวาเป็นอาคารที่ตั้งร้านขนม ทั้งยังมีห้องส่วนตัวและพื้นที่สำหรับลูกค้าที่ต้องการแฮงเอาต์กันเป็นหมู่คณะ หรือสำหรับหนุ่มๆ ที่อยากจะดูถ่ายทอดกีฬาในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แถมยังมีห้องคาราโอเกะให้นักเลงไมค์ได้ดวลเสียง ถ้าเดินเลยอาคารเข้าไปก็จะถึงพื้นที่เอาต์ดอร์ริมแม่น้ำใต้ร่มไม้ที่มีวิวสวยๆ และอากาศบริสุทธิ์เป็นของกำนัล

 

ริมด้านหนึ่งของสระน้ำเป็นที่ตั้งของวงดนตรี ซึ่งมีความรื่นรมย์มาเสิร์ฟผู้มาเยือนทุกค่ำคืนด้วยบทเพลงยอดนิยมไทย-เทศ ทั้งงานในปัจจุบันและอดีต จากนักร้องและนักดนตรีมีฝีมือ เริ่มต้นวงแรกในช่วงหัวค่ำ 19.00 น. ด้วยดนตรีอะคูสติกก่อนจะครึกครื้นขึ้นในช่วง 21.00 น. เสาร์-อาทิตย์ มีรอบดึกเพิ่มด้วยอีกช่วง วันดีคืนดีก็มีศิลปินชื่อดังจากกรุงเทพฯ อาทิ ตู่ ภพธร, ป๊อป แคลอรี่ส์ บลาห์ บลาห์ ฯลฯ มาสร้างความสำราญให้ลูกค้าแบบใกล้ชิดเป็นกันเอง

 

อาหารของร้านนี้เป็นฟิวชั่นฟู้ด ซึ่งเกิดจากระหว่างไทยและยุโรป ตกแต่งหน้าตาสวยงาม จานโต และรสชาติดี เมนูแนะนำคือ ซี่โครงหมูลอฟท์ เป็นซี่โครงหมักแล้วนำไปทอด เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งชิ้นโต นุ่มอร่อย อีกหนึ่งเมนูชื่อ ลอฟท์โฟ ซึ่งก็คือ เย็นตาโฟแห้งที่มีเนื้อปลาสด กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้น เกี๊ยว ฯลฯ เป็นส่วนผสม ราดด้วยน้ำเย็นตาโฟรสจัดจ้าน ใครชอบอาหารญี่ปุ่นประเภทปลาดิบที่นี่เขาก็มีซาชิมิบาร์ให้สั่งมาอร่อยกันด้วย

 

ส่วนเครื่องดื่มนั้น บาร์เทนเดอร์ภูมิใจเสนอค็อกเทลชื่อ เดอะ ลอฟท์ ซึ่งผสมจากวอดก้า พีชสแนปเปอร์ส และแอปริคอต อีกหนึ่งตัวชื่อ ฟีเจอริ่ง ผสมจากเบลีย์ส ซัมบูกา และบลูคูราเซา ร้านลอฟท์ยังมีห้องไวน์ใหญ่โตที่มีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลาย หรือจะลองลิ้มชิมเบียร์ก็มีของสัญชาติไทยและเทศให้ได้สั่งไม่แพ้ร้านในกรุงเทพฯ เลยทีเดียว

วันที่เราไปเยือนร้านลอฟท์คลาคล่ำด้วยลูกค้าที่จำนวนหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ หากเป็นช่วงเทศกาลและวันหยุดสุดสัปดาห์ ลูกค้าชาวไทยจะเยอะเป็นพิเศษ ถึงแม้จะคนเยอะแต่พนักงานก็มีมากพอที่จะดูแลทุกโต๊ะอย่างทั่วถึงด้วยการบริการที่ฝึกฝนมาอย่างดี ร้านสวยๆ นี้ทำให้ผู้มาเยือนเผลอไผลคิดว่ากำลังนั่งอยู่ในย่านเก๋ที่กรุงเทพฯ

ลอฟท์ เรสเตอรองค์ แอนด์ บาร์ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว บนถนนแม่น้ำแคว ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี  เบอร์ติดต่อ : 034-513-000 และ 08-7415-8111 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 16.00-01.00 น.

ใครจะเดินทางไปสัมผัสอากาศเย็นๆ ที่กาญจนบุรีในฤดูหนาวนี้ อย่าพลาดแวะไปเสพบรรยากาศดีๆ ที่ ลอฟท์ เรสเตอรองค์ แอนด์ บาร์

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, โพสต์ทูเดย์, ไนท์ไลฟ์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

แม็กซิมส์ ร้านอร่อยเลิศจากแดนน้ำหอม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 17:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1yZjSFr

แม็กซิมส์ ร้านอร่อยเลิศจากแดนน้ำหอม

ในโซนกรูฟ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2 มีร้านน่านั่งตกแต่งด้วยโทนสีแดงขาวสไตล์อาร์ตนูโวที่ชื่อว่า แม็กซิมส์ เดอ ปาคี (Maxim’s De Paris) ร้านนี้เป็นอาหารเก่าแก่ที่โด่งดังมากในปารีส สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมากว่า 120 ปี ก่อตั้งที่ปารีสในปี ค.ศ. 1893

บรรยากาศในร้านแม็กซิมส์นั้นเน้นความหรูหราสไตล์อาร์ตนูโว ที่ออกแบบโดย ฌอง มาร์ค กาดี้ ที่เคยออกแบบผลงานให้กับ หลุยส์ วิตตอง, ดิออร์, ชาแนล ฯลฯ

ส่วนคอนเซ็ปต์ของร้านคือการที่ได้แชร์ไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมฝรั่งเศสให้กับคนท้องถิ่น แบ่งปันความสุขให้กับลูกค้าทุกคนได้เพลิดเพลินกับรสชาติอาหารทุกเมนูของร้าน และแน่นอนว่าเมื่อมาเปิดสาขาใหม่ในประเทศไทย ที่กรูฟ เซ็นทรัลเวิลด์ คอนเซ็ปต์และเมนูอาหาร การบริการทุกอย่างก็ถูกถ่ายทอดมาเต็มร้อยโดยที่เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปถึงแดนน้ำหอม

ประเดิมด้วยเมนู “Croque Monsieur” แซนด์วิชสไตล์ร้านแม็กซิมส์ที่มีส่วนประกอบหลักๆ อย่าง ปารีเซียน แฮม และกูเยร์ชีส นำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คลุกเคล้ากับเบชาเมลซอส สูตรเฉพาะของร้านอบจนผิวหน้ากรอบอร่อยแต่เนื้อแป้งแซนด์วิชข้างในยังกรอบนุ่ม รสชาติชีสกับแฮมแสนอร่อยรับประทานพร้อมผักสลัด ก็เป็นอีกเมนูที่ดูแล้วไม่น่ามีอะไรมากแต่รสชาติชวนลิ้มลองจริงๆ

จานหลักต่อมาที่ทางร้านการันตีว่านี่คือเมนูเด่นประจำร้านแม็กซิมส์ ที่ลูกค้าทุกคนลิ้มลองแล้วติดใจกลับไปทุกร้านก็คือ ขาเป็ดตุ๋นเครื่องเทศนานกว่า 12 ชั่วโมงจนเครื่องเทศซึมเข้าเนื้อในเต็มชิ้นเสิร์ฟพร้อมผักสลัดและมันฝรั่งทอดหั่นชิ้นเป็นลูกเต๋าพอดีคำอร่อยกลมกล่อมอย่าบอกใคร

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานที่เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดเด่นอีกอย่างของทางร้านเลยก็ว่าได้ เพราะหากมองที่หน้าร้านเราจะเห็นขนมหวานหน้าตาสวยงามชวนรับประทานวางเรียงราย นั่นคือขนมที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่โดยฝีมือนักทำขนมชาวฝรั่งเศส Sebastian Gaudard ให้เป็นซิกเนเจอร์ดิช เฉพาะร้านแม็กซิมส์เท่านั้น ซึ่งคุณจะหารสชาติความหวานอร่อยลงตัวอย่างนี้ไม่ได้จากร้านไหนในประเทศไทยอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเมนู รอชเชอร์ คาราเมล, โคโค ชาเนล และมาดาม แม็กซิมส์ ก็ล้วนแต่เป็นที่กล่าวขานจากปากนักชิมขนมหวาน แต่ที่เราชื่นชอบมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเมนู มาดาม แม็กซิมส์ ขนมหวานรสสตรอเบอร์รี่ชิ้นงามให้ความรู้สึกเหมือนมาดามในชุดคลุมสีแดง ใส่หมวกด้วยมาการองภายใต้ผิวหน้าสีแดงยังมีเนื้อเค้กวานิลลาขาวนวลที่สอดไส้ซอสสตรอเบอร์รี่รสเปรี้ยวหวานซ้อนกันอยู่ถึง 3 ชั้น แสดงให้เห็นถึงความละเมียดละไมในการทำขนมอย่างมาก รสชาติก็หวานกำลังดี อร่อยกลมกล่อมจบที่ความลงตัวแบบพอดีๆ หากขนมชิ้นนี้เป็นหญิงสาว ก็คงเป็นสาวงามที่มีความหวานซ่อนความเซ็กซี่ในตัว
สมชื่อ มาดามแม็กซิมส์ นั่นล่ะ

ด้วยบรรยากาศและรสชาติที่เราสัมผัสมาจึงกล้าพูดได้ว่า ถ้าหากคุณกำลังหาร้านอาหารอร่อย บรรยากาศหรูสไตล์ฝรั่งเศสสำหรับดินเนอร์ที่ต้องการให้เป็นมื้อพิเศษสำหรับคนพิเศษจริงๆ ไม่มีที่ไหนจะเหมาะไปกว่าร้านแม็กซิมส์แห่งนี้อีกแล้ว

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

‘หมูกระทะขั้นเทพ’กินไปฮาไป

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 16:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/yZU5kQ

‘หมูกระทะขั้นเทพ’กินไปฮาไป

หลังจากได้ข่าวว่ามีร้านเนื้อย่างเกาหลีใหญ่มากๆ มาเปิดใกล้ๆ บ้าน ก็อดไม่ได้ที่จะแว่บไปดู พอไปถึงตกใจมากมายรูปหน้าป๋าเทพ โพธิ์งาม ใหญ่หราเป็นโลโก้ร้านเลยค่ะ เมื่อเข้าไปสอบถามก็ได้ความว่าเป็นร้านของป๋าเทพหุ้นกันกับแฟนคลับจริงๆ ด้วย ซึ่งทุกวันๆ แกก็จะมาดูแลร้านกับครอบครัวเอง หากใครมาแล้วอยากเจอตัวป๋าเทพ บอกลายแทงเลยแล้วกัน ว่าร้านอยู่ซอยลาดพร้าว 101 เข้ามาเกือบถึงวัดบึงทองหลาง อยู่ซ้ายมือ มีที่จอดรถกว้างขวาง สถานที่ใหญ่โตรองรับแขกได้มากกว่า 300 โต๊ะ ต้องบอกเลยว่าช่วงเวลาที่ไปลองนั่นโต๊ะเกือบเต็ม แนะนำให้ไปกันแต่หัววัน เพราะร้านนี้ฮอตจริงๆ หากหาตัวป๋าไม่เจอเข้าใจไว้ว่าแกหลบอยู่หลังร้านลองเดินๆ ไปเจอแน่นอน (ป๋าอย่าโกรธหนูนะ)

ร้านหมูกระทะก็ต้องบุฟเฟ่ต์ ทางร้านมีด้วยกันอยู่ 2 แบบ คือราคา 169 บาท สำหรับกระทะปิ้งย่างธรรมดา และแบบ 259 บาท สำหรับอาหารทะเล ทั้งสองแบบจะบวกของกินเล่น ซึ่งก็มีให้เลือกมากมายหลายอย่าง เป็นอาหารแนว 4 ภาค ทั้งยังมีกับแกล้มและผลไม้ของหวาน (ราคาไม่รวมค่าน้ำดื่มนะคะ)

ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ น้ำจิ้ม ต้องบอกว่าของเขาอร่อยเด็ดดวงทีเดียว มีให้เลือกตั้งแต่ น้ำจิ้มซีฟู้ด น้ำจิ้มแจ่ว และน้ำจิ้มหมูกระทะ โดยอีกหนึ่งที่ทำให้ร้าน “หมูกระทะขั้นเทพ” มีคนมากมายมาลิ้มลอง ก็เห็นจะเป็นโชว์ดีๆ ที่มีให้ดูกันตั้งแต่ร้านเปิดยันร้านปิด ตามคอนเซ็ปต์ที่ว่ากินไปฮาไป ซึ่งก็จะมีนักดนตรี คณะตลก คณะมายากล สลับสับเปลี่ยนมาสร้างความเฮฮากันไม่ให้เสียชื่อป๋าเทพด้วย

ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ 4 โมงเย็นไปจนถึงห้าทุ่ม โทร. 02-736-8517

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

หรอยอย่างแรง สำรับปักษ์ใต้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 16:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1yZejXI

หรอยอย่างแรง สำรับปักษ์ใต้

ขึ้นชื่อว่าอาหารใต้ อย่างที่รู้กันว่าเอกลักษณ์ของสำรับนี้คือความจัดจ้านที่มีรสชาติเผ็ดร้อน เค็ม เปรี้ยว แต่จะไม่นิยมรสหวานกันเลย คนที่ชอบความจัดจ้านต่างโปรดกันนักกับสำรับปักษ์ใต้ และถ้าแยกสรรพวกเครื่องเทศเครื่องปรุง บอกเลยว่ายังดีต่อสุขภาพของเราไม่ใช่น้อยๆ

ดูอย่างเรื่องของสีสันของอาหารที่สวยและเข้มข้นนั้น ต่างมาจากเครื่องเทศ หาใช่สีปรุงอาหารให้เสียชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีเหลืองที่ได้จากขมิ้น ส่วนสีแดงก็มาจากเครื่องแกงที่ผสมเครื่องปรุงนานาเอาไว้มากมาย ทั้งพริก กระเทียม หอม กะปิ ข่า กระชาย ใส่เรียงรายเพิ่มรสชาติแบบมีเอกลักษณ์ และรสเค็มนั้นก็จะได้มาจากกะปิ เกลือ

นับย้อนกันไปถึงจุดเริ่มต้นของรสชาติอันจัดจ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของแดนใต้นั้น เนื่องมาจากดินแดนทางใต้นั้นเคยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าจากอินเดีย จีน และชวาในอดีต ทำให้วัฒนธรรมของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอินเดียใต้ซึ่งเป็นต้นตำรับในการใช้เครื่องเทศปรุงอาหารได้เข้ามามีอิทธิพลอย่างมาก

อาหารพื้นบ้านภาคใต้ทั่วไปจึงมีลักษณะผสมผสานระหว่างอาหารไทยพื้นบ้านกับอาหารอินเดียใต้ เช่น น้ำบูดู ซึ่งได้มาจากการหมักปลาทะเลสดผสมกับเม็ดเกลือ อาหารของภาคใต้จึงมีรสเผ็ดมากกว่าภาคอื่นๆ และด้วยสภาพภูมิศาสตร์อยู่ติดทะเลทั้งสองด้าน มีอาหารทะเลอุดมสมบูรณ์ แต่สภาพอากาศร้อนชื้น ฝนตกตลอดปี อาหารประเภทแกงและเครื่องจิ้มจึงมีรสจัด ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ป้องกันการเจ็บป่วยได้ในตัวอีกด้วย

 

ด้านเนื้อสัตว์ที่นำมาปรุงเป็นอาหารที่ชาวใต้นิยมกันหนักหนา ส่วนมากนิยมสัตว์จากท้องทะเล ทั้งปลากระบอกปลาทู ปูทะเล กุ้ง หอย ซึ่งหาได้ในท้องถิ่น และด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และหวานจากชาวประมงวันต่อวัน ชาวใต้จึงจัดสรรด้วยเครื่องแกงที่จัดจ้าน กลายเป็นความอร่อยที่ลงตัว และเนื่องจากอาหารภาคใต้มีรสชาติที่จัดจ้าน จึงนิยมรับประทานคู่กับผักเคียงหรือผักเหนาะเพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนของอาหาร ทั้งยอดมะม่วงหิมพานต์ ที่ให้รสชาติมันดับเผ็ดร้อน ลูกเนียงที่นิยมลอกเม็ดด้านในมาจิ้มน้ำพริกกะปิ บ้างก็นำไปหลนกับแกงเผ็ด ยังมีเม็ดเหรียง ลักษณะคล้ายถั่วงอกหัวโต สีเขียว เวลาจะกินต้องแกะเปลือกออก นำไปจิ้มน้ำพริก บ้างก็นำไปดอง หรือไม่ก็ผัด

นอกจากนี้ ยังมีสะตอผักขึ้นชื่อของชาวใต้ บ้างก็กินดิบ บางทีก็นำไปเผาได้กลิ่นหอม บางทีก็นำไปต้มกะทิกับผักอื่นๆ แล้วแกะเม็ดออกกินกับน้ำพริก สะตอยังถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของแกง และผัดสะตอกับกะปิแล้วใส่กุ้งทะเลอร่อยชะมัด

จะว่าไปแล้วอาหารที่ขึ้นชื่อของภาคใต้นั้นมีอร่อยหลายอย่าง ทั้งแกงเหลือง แกงไตปลา กุ้งผัดสะตอใส่กะปิ ส่วนเครื่องจิ้มที่ไปถึงใต้ต้องเรียกหาก็คือ น้ำบูดู ซึ่งชาวใต้ยังนิยมนำน้ำบูดูมาคลุกข้าวเรียกว่า “ข้าวยำ” มีรสเค็มนำและมีผักสดหลายชนิดประกอบ หรอยอย่างแรงขอบอก

เมื่อไปถึงแดนใต้ อาหารพื้นถิ่นหากินได้ไม่ยากหรอกครับ ความโด่งดังเรื่องรสชาติยังถูกนำไปจับใส่เป็นเมนูโปรดตามโรงแรมระดับห้าดาว เพื่อให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรสกันง่ายขึ้น อย่างที่ร้านอาหารลีลาวดี โรงแรมอนันตรา สิเกา รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ตรัง ก็เน้นเมนูจากแดนใต้ขนานแท้ เชฟก็ภูมิใจนำเสนอเมนูรสต้นตำรับของชาวใต้อย่างแท้จริง

 

วันนั้นเราได้ลิ้มลองเมนูที่ขึ้นชื่อของถิ่นนี้ก็คือ กุ้งผัดสะตอ เริ่มต้นที่เชฟเลือกใช้กุ้งทะเล หรือกุ้งลายเสือ ที่เชฟบอกว่าเป็นกุ้งที่เนื้อแน่น เพราะมาจากทะเล ไม่ใช่น้ำกร่อย วิธีการก็คือนำสะตอมาผัดกับกะปิซึ่งเป็นกะปิของภาคใต้ คือจะมีสีดำและรสเค็ม เพื่อใช้ดับกลิ่นของสะตอให้อยู่หมัด ใส่พริกลงไป แล้วตัดด้วยน้ำตาลปี๊บอีกนิด รสชาติแบบ
ท้องถิ่นจริงๆ ขอบอก

อีกเมนูที่ไม่ควรพลาด ปลากะพงผัดฉ่า ปลากะพงสดนำมาผัดกับเครื่องแกง ที่เชฟบอกว่าถ้าจะให้เป็นผัดฉ่าแบบใต้จริงๆ ต้องลดจำนวนของพริกแกงลง แต่มาเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนด้วยเม็ดพริกไทยสด และเพิ่มความหอมด้วยการใส่มะกรูดเยอะๆ ได้ข้าวสวยร้อนๆ แหม มันหรอยอย่างแรงจริงๆ ครับ

ตบท้ายด้วยเมนูขึ้นชื่อคู่กับชาวใต้จริงๆ คั่วกลิ้งหมู เชฟบอกว่าความจัดจ้านนอกจากจะอยู่ที่เครื่องแกงแล้ว ยังอยู่ที่ว่าทุกครั้งที่ผัดต้องเป็นแบบครกต่อครก เพราะยิ่งโขลกสดใหม่จะยิ่งให้ความหอมและความจัดจ้านขนานแท้ เครื่องแกงที่ใส่ก็จะมีพริก ข่า ตะไคร้ ขมิ้น ใบมะกรูด เรียกว่ากินจนน้ำตาเล็ดเชฟยิ่งมีความสุข

น่าเสียดายที่วันนั้นไม่ได้ลิ้มรสแกงไตปลา แกงเหลือง นั่นเพราะว่าเพียงเท่านี้ก็เล่นเอาลิ้นเราทั้งแสบทั้งร้อนกันแล้วล่ะครับ อิอิ

ร้านอาหารลีลาวดี โรงแรมอนันตรา สิเกา รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ตรัง เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-23.00 น. โทร. 075-205-888

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ฉลองคริสต์มาสแบบผู้ดีอังกฤษ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 16:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wmiSZT

ฉลองคริสต์มาสแบบผู้ดีอังกฤษ

คริสต์มาส (วันที่ 25 ธ.ค.ของทุกปี) คือวันที่ชาวคริสต์เฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าพระองค์ประสูติวันไหน ทว่า ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ได้ระบุว่าเป็นวันที่ 25 ธ.ค. (ตั้งแต่ ค.ศ. 4) ตามปฏิทินระบบจูเลียน ซึ่งตรงกับวันที่ 7 ม.ค. ตามปฏิทินเกรกอเรียนที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ชาวคริสต์ส่วนใหญ่ก็ยังยึดในขนบเดิมที่ว่า วันที่ 25 ธ.ค. เป็นวันคริสต์มาส แต่ก็มีบางแห่งที่ระลึกวันประสูติของพระเยซูกันตั้งแต่ 25 ธ.ค. ไปจนถึง 7 ม.ค. เลยก็มี

ในแต่ละแห่งของโลกนั้นฉลองคริสต์มาสแบบแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่นอกจากแต่ละบ้านจะประดับประดาต้นคริสต์มาส ประดับบ้านด้วยแสงไฟ และอื่นๆ แล้ว ยังมักเตรียมของขวัญ การ์ดอวยพรให้คนที่รัก และที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ อาหารมื้อพิเศษแห่งการเฉลิมฉลอง

สำหรับที่ประเทศอังกฤษ ชาวเมืองผู้ดีมักจะร่วมรับประทานมื้อพิเศษฉลองคริสต์มาสกับตอนบ่ายของวันที่ 25 ธ.ค. หากเป็นมื้อคลาสสิก สิ่งที่ต้องมีบนโต๊ะอาหารหลักๆ แล้วก็ได้แก่ ไก่งวงอบ หรือถ้าบ้านไหนเศรษฐกิจไม่ใคร่ดีก็อาจจะเปลี่ยนเป็นสัตว์ปีกอย่างอื่นก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ห่าน ไก่ เป็น หรือนกพิราบ ก็ไม่ผิด เสิร์ฟพร้อมสตัฟฟิ่ง เกรวี่ แครนเบอร์รี่ซอส หรือแครนเบอร์รี่เจลลี่

 

นอกจากนี้ยังมีพวกเนื้อสัตว์อื่นๆ อย่างหมูบด หรือเทอร์รีน เดวิล ออน ฮอร์สแบ็ก (เบคอนยัดไส้ด้วยผลไม้แห้ง) มันฝรั่งอบ (ต้ม หรือแมชโปเตโต้) ด้านจานผัก นิยมเลือกรับประทานกะหล่ำดาว (Brussels sprouts) และหัวพาสนิป (Parsnips) โดยมักจะนำไปต้มหรืออบไอน้ำ รับประทานเคียงกับบรรดาอาหารคาวต่างๆ ปิดท้ายด้วยของหวานที่ขาดไม่ได้เลย ก็คือ คริสต์มาสพุดดิ้ง (หรือพลัมพุดดิ้ง) รวมทั้งพายต่างๆ หรือขนมไทรเฟิล รับประทานกับเนยบรั่นดีหรือครีม

แรกเริ่มเดิมที คนอังกฤษไม่เสิร์ฟไก่งวงเป็นจานหลักของมื้อคริสต์มาส หากนิยมห่านอบมากกว่า จนกระทั่งราวศตวรรษที่ 16 ที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงโปรดฯ ให้เสิร์ฟไก่งวงบนโต๊ะเสวย หลังจากนั้นชาวผู้ดีต่างก็หันมานิยมไก่งวงจนกลายเป็นประเพณีไป เว้นไว้ก็แต่บรรดาชนชั้นแรงงานที่ยังนิยมเสิร์ฟห่านเป็นจานเด็ดมื้อคริสต์มาสอยู่

ในส่วนของขนมคริสต์มาสพุดดิ้งนั้น เสิร์ฟกันมานมนานตั้งแต่ยุคกลาง ก่อนจะมีไทรเฟิล พายชิ้นเล็กๆ คริสต์มาสเค้ก หรือยูลล็อกเค้กเข้ามาสมทบสมัยเก่าก่อนทางตอนใต้ของอังกฤษจะมีประเพณี เรียกว่า วาสเซลลิง (ชายแต่งตัวเป็นต้นแอปเปิ้ล) เดินไปเยี่ยมเยือนตามบ้านหลังวันคริสต์มาส ที่จะต้องต้อนรับขับสู้ด้วยเพลงคริสต์มาสแครอล และไซเดอร์ร้อนๆ ที่เรียกว่า แอปเปิ้ลวาสเซล โดยนำผลผลิตไซเดอร์ที่ดีที่สุดมาต้มร้อนคล้ายๆ กรูห์ไวน์ของเยอรมนี พร้อมเสิร์ฟให้วาสเซลลิง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีในฤดูกาลหน้า แต่ปัจจุบันเหลือเพียงประเพณีบ็อกซิ่งเดย์ (วันแกะของขวัญ) ซึ่งส่วนใหญ่จะมีฟุตบอลนัดสำคัญให้เชียร์กันแทน

 

มาที่บ้านเรา อยากฉลองแบบอังกฤษจะไที่ไหนได้ ถ้าไม่ใช่ร้านแฮร์รอดส์ ทีรูม ร้านหรูจากประเทศอังกฤษ กับบรรยากาศที่เพิ่งปรับโฉมใหม่เพื่อฉลองครบรอบ 1 ปีไปหมาดๆ โดยยังคงความเรียบหรู ดูดี สไตล์อังกฤษ และบรรยากาศสุดคลาสสิกตามแบบฉบับ เน้นการใช้ธีมสีขาวไวท์เพิร์ล สีทองอร่าม และสีเงิน เพื่อสะท้อนความสง่างามของบริติช ทีรูม และไลฟ์สไตล์อันมีระดับ โดดเด่นด้วยรถม้าสีเขียวซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของแฮร์รอดส์ ต้นคริสต์มาส และตุ๊กตาหมี มิสเตอร์ กรีน แมน ผู้รับหน้าที่เป็นซานตาคลอสส่งมอบความสุขและให้การต้อนรับอยู่ด้านหน้าร้าน

แฮร์รอดส์ ทีรูม ยังได้ครีเอทหลากหลายเมนูรับคริสต์มาสที่หารับประทานได้ยาก สำหรับช่วงเฉลิมฉลองนี้ อย่างเช่น พายไก่งวง ที่นำเอาสูตรแบบคิชลอร์เรนมาปรุง แต่เปลี่ยนแฮมด้านในเป็นแฮมไก่งวง นอกจากนี้ยังมีเชฟเพิร์ด พาย ที่เสิร์ฟมาอย่างหรูหราในถ้วยทรงสูง โดยเปลี่ยนส่วนผสมจากเนื้อวัวสูตรดั้งเดิม เป็นเนื้อไก่งวงเช่นเดียวกัน โปะหน้าด้วยแมชโปเตโต้สุดสวยเนียนนุ่ม ฯลฯ

หากที่แฮร์รอดส์ ทีรูมเน้นมากๆ ในช่วงเฟสทีฟนี้ ก็คือทัพของหวาน มีตั้งแต่ของน่ารักๆ อย่างจินเจอร์เบรดจำลองตึกแฮร์รอดส์ จินเจอร์เบรดสำหรับตกแต่งรูปหมีคริสมาสต์ 2014 “แจสเปอร์” และรูปหมี “กรีนแมน” สัญลักษณ์สำคัญของทีรูม ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

ตามด้วยของหวานกินอิ่มอีกเพียบ ตั้งแต่เวรี่ เบอร์รี่ คริสต์มาส สโคน คริสต์มาส ปาเนตโตเน ยูล ล็อก หรือเค้กรูปขอนไม้ มาร์ชเมลโล ช็อกโกแลต บราวนี่ บริติช คริสต์มาส โรล โกลเด้น ช็อกโกแลต แล้วก็ เฟสทีฟ มาการง รสชาติใหม่อย่างแครนเบอร์รี่ พิสตาชิโอ และไวท์ ช็อก ราสพ์เบอร์รี่ และอีกหลากหลายเมนู (มีให้เลือกชิมเลือกซื้อเป็นของขวัญ วันนี้-5 ม.ค.ศกหน้า) และยังมีไฮทีเซตพิเศษสำหรับช่วงเทศกาลให้ลองชิมกันตลอดเดือน ธ.ค.อีกด้วย

ใครกำลังมองหาบรรยากาศฉลองคริสต์มาสเหมือนอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน สามารถไปสัมผัสได้ที่แฮร์รอดส์ ทีรูม ชั้นจี ศูนย์การค้าสยามพารากอน และแฮร์รอดส์ เดอะ แพลนเทชั่น รูมส์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

มุมเล็กๆ ที่เรียกว่า แบงเกอร์ส

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 16:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wmhBlr

มุมเล็กๆ ที่เรียกว่า แบงเกอร์ส

ไปเจอร้านนี้โดยบังเอิญ ประมาณว่าถ้าไม่ย้อนกลับมาและตัดสินใจเดินเข้าไป ก็คงผ่านแล้วผ่านเลย ตึกแถวคูหาเดียวอยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 7 กับ 9 ต้อนรับเราด้วยชื่อเด่นหรา ฟอนต์ภาษาอังกฤษสีเหลืองอ๋อย วางอยู่บนฉากสีดำ เชื่อว่าสิ่งนี้ล่ะที่เตะตาใครต่อใคร

พื้นที่ภายในร้านถือว่าเล็กมาก แค่เปิดประตูเข้าไปก็เจอเคาน์เตอร์บาร์ขวามือ ตรงเข้าไปอีกหน่อยเป็นที่นั่งเคาน์เตอร์ แล้วก็โต๊ะอีกสองชุด ไต่บันไดขึ้นด้านบน เจอโต๊ะอีกชุด เราชอบเงาใต้แสงไฟ ดูเก๋ๆ ลึกลับดี คล้ายคนกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่ มองต่ำลงมา คือภาพกราฟฟิตี้สีจัดขนาดใหญ่

อิ่มตากับภาพสีจัดและการตกแต่งเก๋ๆ เราก็ลงมาหาที่นั่งตรงชั้นล่าง ระหว่างรอเมนูลิสต์ เราขอตัวเข้าห้องน้ำ ผลักประตูเข้าไป โอ้แม่เจ้า!!! ใครกันหนาช่างมือบอนจริงๆ ก็เล่นเอาปากกาเมจิกละเลงผนังเสียจนไม่มีที่ว่างเลย ลายมือชื่อและข้อความเต็มพรืดทุกอณู กลายเป็นงานศิลปะขึ้นมาซะงั้น

 

เมนูลิสต์วางบนโต๊ะ อาหารจากครัวเล็กๆ หน้าบาร์ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายเหลือเกิน ลืมสนิทไปเลยว่าแบงเกอร์สแท้จริงมันก็คือไส้กรอก ถูกเผง!!! ร้านนี่ไฮไลต์อยู่ที่ไส้กรอก หมู เนื้อ อาจธรรมดาไป งั้นขอให้ลอง ไส้กรอกแกะ เป็นไง

ไส้กรอกแกะที่นี่หน้าตามันก็เหมือนไส้กรอกทั่วไปนี่ละ ไม่ได้ดูประหลาดแต่อย่างใด และอย่าคิดไปไกลถึงแฮกกิส ไส้กรอกสกอตแลนด์ ที่ทำมาจากตับ หัวใจ และปอดแกะ ผสมเครื่องเทศแล้วห่อด้วยกระเพาะแกะ มันคนละเรื่องคนละอย่างกันสิ้นเชิง

ที่นี่เสิร์ฟไส้กรอกกับฮอตด็อก เจ้าของสูตรเป็นสองหนุ่ม “เดวิด สตันตัน” กับ “คริส ฟู” ฝันอยากมีร้านอาหารในกรุงเทพฯ วันนี้ทั้งคู่สมใจอยากแล้ว และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า แบงเกอร์ส ที่พวกเขาเกิดปิ๊งไอเดียมาจากแบงค็อก  ซึ่งใช้เรียกคนกรุงเทพฯ อีกหนึ่งชื่อ ไส้กรอกของคนกรุงเทพฯ อั๋ยยะ!!?

นอกจากจะชูไส้กรอกและฮอตด็อกเป็นไฮไลต์แล้ว ที่นี่ยังเอาใจนักดื่มด้วยเครื่องดื่มประเภทที่ต้องเขย่าส่วนผสมรวมกัน หรือเชก มีทั้งเชกแบบเด็กๆ กับเชกแบบผู้ใหญ่ ที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม อาทิ  We’re all nuts (ฮาเซลนัทกับอัลมอนด์ผสมลิเคียวร์) White knight (ลิเคียวร์กลิ่นไวท์ช็อกโกแลตกับรัม) Blah Blah Berry (ลิเคียวร์กลิ่นเบอร์รี่กับสตรอเบอร์รี่)

มากกว่านั้น นักดื่มทั้งหลายก็ไม่ควรพลาดเบียร์ยี่ห้อไม่ค่อยคุ้น นำเข้าจากหลายประเทศที่ผลิตเบียร์เองเป็นล่ำเป็นสัน แต่กลับไม่ค่อยมีโอกาสมาเสิร์ฟให้คนไทยได้จิบกันสักเท่าไหร่ ส่วนเบียร์ไทยและเบียร์เอเชียไม่มีเสิร์ฟ

 

เราสั่งเชกไปหนึ่งแก้วแบบเด็กๆ Choc Peanut Butter ไร้แอลกอฮอลล์ ดื่มได้ทุกเพศทุกวัย เสิร์ฟมาในแก้วอะลูมิเนียมไซส์บิ๊ก เนื้อๆ เน้นๆ ส่วนผสมข้นขลั่ก เดาไม่ยากว่าใส่อะไรบ้าง ก็สองอย่างตามชื่อ คำแรกที่สัมผัสได้มันข้นมากกกกก ดูดยังไงก็ไม่ขึ้น ต้องใช้ช้อนจ้วงตัก รสชาติชัดเจน ช็อกโกแลตเป็นช็อกโกแลต เต็มปากเต็มคำด้วยพีนัทบัตเตอร์

ใครที่ไม่ชอบรสชาติครีมมีหนักๆ ข้นๆ ก็คงไม่ชอบ ถ้าอย่างนั้นแนะนำให้ลองเครื่องดื่มตัวอื่นที่รสเบาๆ ลงมาหน่อย ส่วนคอเบียร์ก็แล้วแต่คุณว่าชอบยี่ห้อไหน อย่าลืมว่าคิดจะสั่งทั้งที ก็ควรเลือกให้เข้าขากับฮอตด็อกด้วยนะ จะได้อร่อยแบบคู่แล้วไม่แคล้วกัน

Chilli Cheese เยิ้มด้วยชีส เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม หนักชีสแบบไม่ขี้เหนียว อบร้อนๆ เยิ้มจนจะละลายคาฮอตด็อก รสจัดเหมาะกับลิ้นคนไทย พริกกับหอมใหญ่ แล้วก็ไส้กรอกหมู แค่นี้ก็อร่อยสุดใจขาดดิ้น

Bombay banger ชอบตรงที่เครื่องเทศสไตล์อินเดีย ฉ่ำลิ้นจนยากจะอดใจไหว คำเดียวไม่เคยพอ ขนมปังนุ่มอบร้อนๆ ไส้กรอกเนื้อ ราดด้วยเครื่องแกงติกกา ตามด้วยหอมทอด กินแล้วไม่เลี่ยน

ถ้ากลัวเลี่ยน ก็ต้องเป็น Chicago Classic ฮอตด็อกสูตรดั้งเดิม เสิร์ฟพร้อมมัสตาร์ดรสจี๊ด พริกดอง แตงกวาดอง รสเปรี้ยวจี๊ดของดองช่วยแก้เลี่ยนได้ แถมด้วยมะเขือเทศและซอสพิกเกลโฮมเมด

ไม่หนำใจ ร้านเล็กๆ แห่งนี้ก็ยังมีอีกหลายเมนูให้ได้ลิ้ม คอนเฟิร์มว่าทุกอย่างเหมาะแกล้มเครื่องดื่มเย็นๆ

แบงเกอร์ส ระหว่างทองหล่อซอย 7 กับ 9 เปิดบริการตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน โทร. 02-392-1556

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

หลงใหลได้ง่ายๆ บลู ดาย คาเฟ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 16:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1wmh5UG

หลงใหลได้ง่ายๆ บลู ดาย คาเฟ่

คาเฟ่ใหม่สุดฮิป บลู ดาย คาเฟ่ (Blue Dye Cafe) ที่อาจทำให้คุณหลงใหลได้ง่ายๆ กับการตกแต่ง คอนเซ็ปต์ของร้าน รวมถึงอัธยาศัยไมตรีแสนดีของ 3 หนุ่มไฟแรง หนึ่งหนุ่มเป็นช่างภาพ อีก 2 หนุ่มเป็นเชฟที่ไปร่ำเรียนการทำอาหารและกาแฟถึงอเมริกา และมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน คือ หลงใหลในผ้าย้อมคราม หรือเรียกให้โก้ๆ ว่า อินดิโก้ ทั้งเก่าและใหม่ ถึงขั้นไปร่ำเรียนการย้อมครามถึง จ.สกลนคร

อีกประการคือ ชอบดื่มกาแฟเหมือนกัน และฝันว่าวันหนึ่งจะเปิดร้านร่วมกัน ที่ทีแรกคิดจะเปิดเพียงขายเสื้อผ้าย้อมคราม ผ้าสียีนส์ แต่ก็เลือกหาคู่ขาที่เข้ากันกับผ้าย้อมครามมาแจม จึงเป็นที่มาของร้านนี้

บรรยากาศในร้านตกแต่งอย่างสนุกสนานผสมผสานความเป็นวินเทจจากผ้าสีคราม เฟอร์นิเจอร์ทรงเรโทรที่เป็นของสะสมของร้าน สัตว์สตัฟฟ์ และความเป็นอินดัสเทรียลกลิ่นลอฟท์ จากเฟอร์นิเจอร์ไม้และเหล็กได้อย่างพอดี

จุดเด่นของร้านนี้ยังอยู่ที่กาแฟ จะเลือกกาแฟไทยพันธุ์ดีที่สั่งตรงมาจากเชียงใหม่ รสชาติเป็นแบบต้นตำรับ ด้านเมนูจะเป็นของกินเล่นง่ายๆ ไม่หนักมาก แต่ปรุงด้วยหัวใจจึงไม่ยากที่จะทำให้ต่อใครที่ได้ลิ้มลองต่างพากันหลงใหลในรสชาติ

 

เริ่มต้นเบาๆ กับ สลัดหมูย่าง ที่เจ้าของร้านชื่นชอบในรสชาติของหมูปิ้ง แต่มาเปลี่ยนเทกซ์เจอร์โดยเลือกใช้เนื้อสันคอของหมู เพิ่มรสชาติด้วยซอสสลัดบัลซามิก และผักออร์แกนิก คงรสชาติเหมือนหมูปิ้ง แต่อร่อยเพิ่มด้วยน้ำสลัด

ต่อกันด้วยเมนูที่เห็นแล้วยังงงๆ Mandarin Sandwiches ที่จะรู้สึกแปลกใจกันตั้งแต่รูปลักษณ์ คือเป็นขนมปังโทสต์ท็อปด้วยมอซซาเรลลาชีส ส้มแมนดาริน โรยด้วยโหระพาอิตาเลียน ตัวส้มเปรี้ยวหวาน ตัดกับความเค็มของชีส บอกตรงๆ ว่าอร่อยจริงๆ ครับ

ส่วนใครที่มองหาขนมหวาน อย่าลืมสั่ง Creme Brulee ที่ปกติจะเป็นวานิลลา ใส่ไข่ ใส่ครีม ใส่นม แต่เมนูนี้เน้นความหอมอร่อยด้วยการใส่ผงชาไทย อร่อยแบบมีเทกซ์เจอร์

 

ก่อนจะปิดท้ายด้วย Indian Shake ที่นำน้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบ และน้ำมะนาว นำมาเชกให้เข้ากัน ได้ความเปรี้ยวของกระเจี๊ยบ ทว่ายังได้กลิ่นหอมของมะตูมอีกต่างหาก เรียกความชุ่มชื่นดีชะมัดเชียวครับ

นอกจากบรรยากาศชวนหลง ด้านดนตรีก็มีเสน่ห์ชวนนั่งอยู่ไม่น้อย เจ้าของร้านวัยหนุ่มบอกย้ำว่า คอนเซ็ปต์ของดนตรีพูดกันหยาบๆ เลย คือตามอารมณ์เจ้าของร้าน และตามที่ลูกค้าเรียกหา ผมว่าจะเข้าท่ามากเลยถ้ามีดีกรีของเครื่องดื่มมาช่วยกล่อมเกลา อิอิ

ร้านบลู ดาย คาเฟ่ ตั้งอยู่สุขุมวิท ซอย 36  (ซอยนภาศัพท์ 1) เปิดบริการทุกวัน (วันจันทร์หยุด) ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.  โทร. 09-0974-9734 และ 08-3714-5333

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ไปชิมปลา หน้างอคอหัก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2557 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1DkemBj

ไปชิมปลา หน้างอคอหัก

โดย…ไชยวัฒน์ สาดแย้ม

จ.สมุทรสงคราม หรือที่คนส่วนใหญ่จะเรียกกันติดปากว่า “แม่กลอง” นั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักจะประกอบอาชีพกสิกรรม เกษตรกรรม ประเภททำไร่ทำสวน ทำนาเกลือ และที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือการประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก จนเป็นที่โด่งดังไปทั่วว่าอาหารทะเลที่ดีมีคุณภาพจะต้องมาจากแม่กลองเท่านั้น โดยเฉพาะปลาทูนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาแห่งความเป็นปลาที่มีรสชาติที่แสนจะอร่อยลิ้น ในความหอมหวานมัน จนได้ชื่อว่า “ปลาทูที่อร่อยที่สุดในโลกต้องปลาทูแม่กลอง”

สำหรับในช่วงเดือน ธ.ค.ของทุกปี จ.สมุทรสงคราม ได้จัดให้มีเทศกาลกินปลาทู โดยมีการจัดงานที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งภายในงานจะมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลสดๆ อาหารแปรรูป จากพืชผักผลไม้สดๆ ที่ชาวไร่ชาวสวนนำมาจำหน่ายโดยตรงในราคาถูก ให้เลือกซื้ออย่างหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีการแสดงกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่สำคัญชนิดขาดไม่ได้ก็จะต้องเป็นอาหารเมนูจานเด็ดที่ทำจากปลาทูที่มีมากมายหลายสิบรายการ ที่ทางผู้จัดได้สรรหามาให้ได้เลือกชิมกัน ในงานเทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลองระหว่างวันที่ 12-21 ธ.ค.นี้

 

แต่ก่อนที่จะถึงวันงานเทศกาลกินปลาทู ที่จะได้ลิ้มชิมรสอาหารมากมายหลากหลายเมนูที่ทำจากปลาทูนั้น คงต้องมาทำความรู้จักกับ “ปลาทูแม่กลอง” กันก่อน ปลาทูนั้นต้องนับว่าเป็นสินค้าพื้นเมืองอย่างหนึ่งของ จ.สมุทรสงคราม ที่มีขายทั้งปลาทูสดและปลาทูนึ่ง เป็นที่นิยมบริโภคเพราะตัวใหญ่ มีความมันและเนื้อนิ่ม ปลาทูนึ่งของ จ.สมุทรสงคราม นั้นมีรสชาติดี และยังคงมีเอกลักษณ์สำคัญที่เรียกกันว่าหน้างอคอหัก คือจัดวางเรียงในเข่งแล้วหักหัวงอพับลงอย่างมีศิลปะ ทำให้ปลาทูอ้วนสั้น ไม่แข็งทื่อ เหมือนปลาทูนึ่งทั่วๆ ไป

สำหรับเมนูจานเด็ดที่จะพบในงานเทศกาลกินปลาทูในครั้งนี้ก็ประกอบไปด้วยอาหารที่ทำจากปลาทูจำนวนมากกว่า 50 ชนิด เช่น ปลาทูย่างน้ำปลาหวาน-ห่อหมกปลาทู-ปลาทูทอดราดพริกแกง-ปลาทูต้มมะดัน-ยำปลาทู-แกงไตปลา-แกงส้มปลาทู-ปลาทูชุบแป้งทอด-ปลาทูแดดเดียว-ตับปลาทูผัดฉ่า-ปลาทูต้มส้ม-ปลาทูฉู่ฉี่-ปลาทูต้มหวาน-ปลาทูผัดขิง-แกงป่าปลาทู-ปลาทูนึ่ง-ปลาทูสามรส-ขนมจีนปลาทู-ปลาทูทอดกระเทียมพริกไทย-ปลาทูทอดกระเทียม-ปลาทูต้มยำ-เมี่ยงปลาทู-ปลาทูต้ม 5 รส-ข้าวผัดน้ำพริกปลาทู-ซาเตี๊ยะปลาทู-ปลาทูผัดผักชีล้อม-ปลาทูต้มมะนาว-ปลาทูผักพริกไทยดำ-ทอดมันปลาทู-แกงเขียวหวานปลาทู-ปลาทูฟู-ปลาทูทอดราดน้ำยา-ข้าวผัดแกงเขียวหวานปลาทู-ข้าวผัดตับปลาทู ฯลฯ

หลังจากได้ลิ้มรสปลาทูอร่อยที่สุดในโลกกันแล้ว ก่อนกลับก็อย่าลืมแวะเที่ยวชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนที่มีอยู่ชุกชุมตามริมห้วยหนองคลองบึง ซึ่งทางจังหวัดจะมีการจัดเจ้าหน้าที่พาไปดูเจ้าแมลงตัวน้อยคอยเปล่งแสงไฟเรืองรองอย่างเป็นธรรมชาติด้วยพลังงานสะอาด บินโฉบเฉี่ยวเปล่งแสงระยิบระยับอยู่ในห้วงอากาศกระจายไปทั่วท้องทุ่งคุ้งน้ำอย่างสวยงาม

 

 

 

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

Cookool Dreamy Bakery

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2557 เวลา 13:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1yrtzIJ

Cookool Dreamy Bakery

ในฉบับนี้ผู้เขียนอยากนำคุณผู้อ่านเข้าสู่ Cookool Dreamy Bakery ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เเม้ว่าอากาศในเมืองไทยจะร้อนๆ หนาวๆ เเต่สำหรับเบเกอรี่ของเราเย็นกำลังเหมาะที่จะนำทุกท่านลิ้มลองเครื่องดื่มสูตรพิเศษสำหรับฤดูหนาวเข้าใกล้เทศกาลเฉลิมฉลอง

ผู้เขียนเคยมีชีวิตสมัยเรียนในช่วงคริสต์มาสอย่างเหงาหงอยตอนเรียน เพราะขี้เกียจเสียค่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน เลยต้องอยู่ชิคาโกคนเดียวอย่างเงียบๆ เเต่เรื่องอะไรผู้เขียนจะยอมเหงาคนเดียว ช่วง Season’s Greeting เเบบนี้ผู้เขียนออกตะลอนหาร้านน่ารัก น่านั่ง หรือออกไปเดินดู Festive Light เเละ Window Display ที่ห้างร้านต่างๆ ประโคมตกเเต่งเสียอย่างสวยงาม เพื่อกระตุ้นการขายในช่วงเทศกาลของขวัญ

ไม่เว้นเเม้เเต่ซูเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์สโตร์ที่สรรหาขนม อาหาร เครื่องดื่มประจำเทศกาลออกวางขาย เรียกว่า เเค่เดินดูในซูเปอร์ก็ได้อะไรสนุกๆ ประดับความรู้เรื่องอาหารมากมาย

ช่วงใกล้เทศกาลเเบบนี้ ในตู้เเช่ที่ขายผลิตภัณฑ์นมจะมีของอร่อยในกล่องกระดาษทรงกล่องนมออกวางขาย เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนมนี่เเหละค่ะ เเต่พิเศษตรงที่เครื่องดื่มชนิดนี้มีไข่ไก่เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย เรียกชื่อว่า Eggnog

ความพิเศษของเครื่องดื่มชนิดนี้คือ ความเข้มข้นประหนึ่งคัสตาร์ด เเต่เป็นคัสตาร์ดที่ดื่มเอื๊อกลงคอ หอมกลิ่นคัสตาร์ดเเน่นอนจากส่วนผสมนม ไข่ เเละน้ำตาล ที่พิเศษคือ มักมีกลิ่นของเหล้ารัมหรือบรั่นดีเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย อาจเรียกได้ว่าเป็นคัสตาร์ดเเบบผู้ใหญ่

สินค้าเอ้กน็อกที่วางขายในตู้เเช่นั้น อาจซื้อไปรับประทานเปล่าได้ทันที ดื่มได้ทั้งเย็นๆ หรืออาจนำมาอุ่นให้ร้อน อาจเติมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงไปเพิ่ม มิได้มุ่งหวังให้ดื่มเเล้วเมา เเต่กลับมีจุดประสงค์เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นเเละเลือดลมสูบฉีดจากบรั่นดีเเละรัมที่มักนิยมเติมลงในเอ้กน็อก

ร้านกาเเฟบางร้าน ในช่วงเทศกาลเเบบนี้มักใช้เอ้กน็อกเเทนนมสด เช่น กาเเฟคาปูชิโนผสมเอ้กน็อก หรืออาจเป็นลาเต้อุ่นๆ ที่ใช้เอ้กน็อกเเทนนมสด ทำให้ได้กาเเฟเข้ากับฤดูหนาว หอมทั้งกาเเฟ คัสตาร์ด เเละลูกจันทน์เทศที่ขูดเป็นผงเสริมกลิ่นของเอ้กน็อกอย่างมีเอกลักษณ์

เเม้ว่าในต่างประเทศโดยเฉพาะในอเมริกาจะมีเอ้กน็อกขายตามซูเปอร์ทั่วไป เเต่บ้านเราอีกเช่นเคยไม่ได้หาดื่มได้ง่ายๆ จึงเป็นที่มาที่ให้ผู้เขียนเฟ้นหาสูตรเอ้กน็อกที่ไม่ยากจนเกินไป เเละยังได้รสอร่อยมาเผื่อให้คุณผู้อ่านได้ลองปรุงชิมดู

เอ้กน็อกเสิร์ฟได้หลายรูปเเบบทั้งร้อนเเละเย็น ดื่มได้ง่ายทั้งเเบบเติมเเอลกอฮอล์เพื่อเพิ่มกลิ่นรส หรือจะดื่มเเบบเด็กๆ เข้มข้นหวานมัน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่ประยุกต์ได้หลากหลายเอาการเเละรสชาติไม่น่าเบื่อ

บอกไว้สักนิดว่าไข่ไก่ที่ผสมในสูตรนั้น ไม่ได้สุกร้อยเปอร์เซ็นต์ อยากเเนะนำให้คุณผู้อ่านใช้ไข่ไก่สดๆ เพื่อให้ได้รสอร่อยเเละปลอดภัยขึ้นจะดีกว่า

Cookool Eggnog

ไข่เเดง 4 ฟอง

น้ำตาลทราย ส่วนที่ 1 1 ส่วน 4 ถ้วย

วิปปิ้งครีม 1 ถ้วย

นมจืด 3 ถ้วย

บรั่นดี 2 ช้อนโต๊ะ

รัม 2 ช้อนโต๊ะ

ลูกจันทน์ป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

ไข่ขาว 4 ฟอง

น้ำตาลทราย ส่วนที่ 2 1 ส่วน 4 ถ้วย

· นำนมจืด วิปปิ้งครีมขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ เติมลูกจันทน์ป่นลงไป ในขณะที่รอนมอุ่นขึ้น ตีไข่เเดงกับน้ำตาลทรายส่วนที่ 1 จนฟูเนียน

· เมื่อไข่เเดงฟูเป็นครีมข้นๆ สีอ่อนลง ค่อยๆ เทนมที่เดือดเบาๆ ลงไปในส่วนผสมทีละน้อยจนหมด เทกลับลงหม้อเเล้วคนที่ไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนอุณหภูมิถึง 70 C เคี่ยวต่อไปอีก 5 นาที ห้ามให้เดือดโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะได้ไข่กวนเเทน

· ทำให้ส่วนผสมตรงนี้เย็นลงอย่างรวดเร็ว โดยใส่บน Ice Bath วางบนกะละมังที่มีน้ำเเข็ง เติมบรั่นดีเเละรัมลงไป

· ในชามที่สะอาดอีกใบหนึ่ง ตีไข่ขาวเเละน้ำตาลทรายให้ฟูเป็นโฟมขาวตั้งยอดอ่อน

· ตะล่อมไข่ขาวลงในส่วนผสมไข่เเดงที่เย็นสนิทเเล้ว ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ นำเข้าเเช่เย็นจนกว่าจะรับประทาน เเละควรอยู่ในตู้เย็นตลอดเวลา เพราะในส่วนผสมมีไข่ดิบค่ะ

สำหรับสูตรร้อน : เอ้กน็อกอร่อยที่สุดสำหรับผู้เขียนคือ เสิร์ฟร้อนๆ อุ่นๆ ทำได้โดยไม่ต้องทำให้ส่วนผสมไข่เเดงเย็นทันที เมื่อยกลงจากเตาให้ตะล่อมไข่ขาวลงไปทันทีเลย เเล้วเติมบรั่นดีเเละรัมลงไป พร้อมตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ

สำหรับการประยุกต์เป็น Eggnog Latte เเค่ผสมกาเเฟเอสเปรสโซ่สักช็อตลงในเเก้วที่มีเอ้กน็อกอุ่นร้อนๆ เท่านั้นเอง

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

คาเฟ่ แคลร์ แคร์คุณทุกมื้อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2557 เวลา 15:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/7nTu4L

คาเฟ่ แคลร์ แคร์คุณทุกมื้อ

คาเฟ่ แคลร์ (Cafe Claire) นามนี้ถูกตั้งชื่อตามนิกเนมของบุตรสาวเจ้าของโรงแรม ที่พร้อมต้อนรับด้วยความอร่อยของอาหารนานาชาติที่ให้รสชาติแบบต้นตำรับ แต่หน้าตานั้นแสนจะทันสมัย ในบรรยากาศที่ต้อนรับด้วยการตกแต่งในสไตล์ฝรั่งเศส โดดเด่นด้วยการใช้พื้นหินอ่อนเน้นโทนสีขาวดำ ผสานกับกระจกบานใหญ่ทำให้ได้วิวสวยงามและแสงธรรมชาติอย่าง

ใกล้ชิด ชวนให้นั่งนานๆ เรียกว่าแคร์คุณทุกมื้อกันทีเดียว

เมนูทั้งหมดของที่นี่ดีไซน์โดย “เชฟเต้ย” ณัฐกิจ กัลยาณมิตร ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารที่ฝรั่งเศสกว่า 10 ปี แถมยังคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ ผสานกับการปรุงอันพิถีพิถัน จึงนำมาซึ่งเมนูที่อร่อยลิ้นจนลืมเวลา

เราเริ่มต้นเบาๆ กับเมนูเรียกน้ำย่อย Sashimi Prawn สลัดกุ้งลายเสือหมักด้วยซาชิมิซอส เสิร์ฟพร้อมกับกับมิกซ์สลัด ส้ม และซอสวาซาบิ จะหอมงา รสชาติออกแบบเจแปนนิส เปรี้ยว เค็ม หวาน กำลังดี

ต่อด้วยเมนคอร์ส Miso-Glazed Snow Fish ปลาหิมะหมักกับซอสมิโสะที่หมักกับมิรินและสาเกอีกที แล้วนำมาย่าง เสิร์ฟพร้อมหน่อไม้ขาว และมันฝรั่งต้ม ทั้งหวานทั้งนุ่ม

Duck Leg Confit ขาเป็ดตุ๋นในน้ำมันตับเป็ดนาน 4 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมกับ มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์รี่ที่ผ่านการเซียร์ให้สีสวย ราดด้วย เบอร์รี่จิงเจอร์ซอส ให้รสชาติจัดจ้านของขิง เปรี้ยวหวานจากเบอร์รี่ และหวานจากน้ำสต๊อกเป็ด ที่พิเศษไปกว่านั้นคือเนื้อเป็ดจะนุ่มมาก ผสานกับความกรอบของหนัง กลายเป็นความอร่อยที่น่าจดจำ

ตบท้ายด้วยของหวานเลื่องชื่อของร้าน French Toast ขนมปังที่ไม่ผ่านการนวด ทำให้เนื้อไม่เหนียว เสิร์ฟกับเบอร์รี่ต่างๆ กล้วยหอม กีวี่ ราดด้วยซอสลาเวนเดอร์ หวานกรอบเปรี้ยว อร่อยอยู่ในที

คาเฟ่ แคลร์ ตั้งอยู่ชั้นหนึ่งโรงแรมโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. โทร. 02-653-9000

 

 

ธันวาคม 12, 2014 Posted by | กิน-เที่ยว, ร้านอาหาร, โพสต์ทูเดย์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,166 other followers

%d bloggers like this: