ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เที่ยวที่ใหม่ตามใจคิด (ส์) ตุลาคม 25, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2557 เวลา 11:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1xjVPyo

เที่ยวที่ใหม่ตามใจคิด (ส์)

เมื่อวันหยุดเวียนมาถึงอีกครั้ง พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายก็มักจะประสบปัญหาเดิมๆ คือ จะพาลูกๆ หลานๆ ไปเที่ยวที่ไหน หรือไปทำอะไรดี เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ขืนพาไปเที่ยวที่เก่าๆ หรือทำกิจกรรมเดิมๆ เด็กๆ ก็คงจะโอดโอยด้วยความเบื่อหน่าย สัปดาห์นี้ @weekly มีสถานที่ใหม่ๆ มาให้แต่ละครอบครัวเลือกไปเที่ยวและทำกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ รวมทั้งใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และใช้เวลาดีๆ ร่วมกัน

วันหยุดนี้ หนูจะไปแล่นเรือใบ

บรรยากาศของ “ศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอน” คึกคักตั้งแต่ยามเช้า เด็กๆ วิ่งเล่นลุยแดด บ้างก็ตั้งวงเชียร์เพื่อนๆ แข่งฟุตบอลสนามเล็กที่มาในแบบยกสนามบอลไปไว้ในบึง ส่วนผู้ใหญ่ก็หามุมหลบแดดนั่งพูดคุยกันด้วยอารมณ์ขันพลางรอลูกๆ ทำกิจกรรม

ศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอน ตั้งอยู่ตรงถนนเฉลิมพระเกียรติ ซอย 43 เขตประเวศ ใกล้ๆ กับสวนหลวง ร.9 ซึ่งเป็นศูนย์กีฬาทางน้ำที่ครบวงจร เคยใช้แข่งขันกีฬาทางน้ำในระดับนานาชาติอย่างเช่นกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 เมื่อปี 2541 บริเวณกว่า 600 ไร่ มีธรรมชาติล้อม สายน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลผ่านทั่วอาณาเขต พื้นที่ถูกสร้างให้เป็นสนามเด็กเล่น ลานกิจกรรมสำหรับเด็กๆ และครอบครัว รวมทั้ง 3 บึงที่ทาง กทม.ได้พัฒนาให้เป็นศูนย์กีฬาทางน้ำ มีกีฬาหลายประเภทให้ได้เลือกหัดเล่น

พื้นที่กว้างใหญ่ของที่นี่ยังเหมาะกับการปั่นจักรยาน ถนนที่เลียบไปกับบึงมีต้นไม้โดยรอบให้ร่มเงา สามารถปั่นเพลินๆ ได้โดยไม่เหนื่อยเลยก็ว่าได้ ตามเส้นทางจะมีจุดพักอยู่ตลอดทางเป็นศาลาริมบึงที่ใหญ่โต หากเบื่ออยู่บนอานจักรยานก็แวะมานั่งรับลมตามเส้นทางได้ เช่นเดียวกับเส้นทางจักรยานที่นี่ยังสามารถวิ่งจ๊อกกิ้งได้อีกด้วย นอกจากนั้นยังมีสนามตะกร้อ สนามบาสเกตบอลกลางแจ้ง อย่างละ 2 สนามไว้คอยบริการ

ถ้าไม่ชอบออกแรงหรือตัวเปียก แค่ได้นั่งใต้ร่มไม้มองท้องฟ้า มองเรือใบก็สบายอุรา ศาลาริมบึงเป็นจุดที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้งดงาม ยิ่งเมื่อยามเย็นแสงอาทิตย์กระทบผิวน้ำ สามารถนั่งมองได้ไม่เบื่อ ดียิ่งกว่านั่งๆ นอนๆ ดูทีวีอยู่ที่บ้าน

ด้วยเพราะเหตุผลข้างต้นทำได้เห็นภาพผู้คนเมืองหลวงพาครอบครัวมาเที่ยวสถานที่แห่งนี้อย่างมากมาย ยิ่งช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่นี่ก็มีกิจกรรมพิเศษๆ ให้ได้ทำมากมาย ถือเป็นอีกสถานที่ซึ่งอยากแนะนำให้พาครอบครัวมาพักผ่อนกัน โดยบริเวณนี้ก็ยังมีสถานที่อย่างสวนหลวง ร.9 ให้ได้แวะไปด้วย

สำหรับกีฬาทางน้ำเปิดสอน 3 ประเภท คือ เรือใบ วินด์เซิร์ฟ และเรือคายัก ซึ่งตรงจุดนี้ต้องแนะนิดหนึ่งว่าคนที่จะเล่นต้องเป็นสมาชิกของที่นี่เสียก่อน ซึ่งเสียค่าสมาชิกปีละ 40 บาท สำหรับผู้ใหญ่ สำหรับเด็ก 10 บาทเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เด็กอายุต้อง 8 ขวบ ถึงจะสามารถสมัครกันได้ เด็กคนไหนยังไม่ถึงก็เลือกเล่นอย่างอื่น ซึ่งทางศูนย์มีให้เลือกเล่นมากมายบริเวณสนามเด็กเล่น

หากสนใจสมัครเล่นกีฬาทางน้ำกันได้แบบฟรีๆ แนะนำให้เตรียมหลักฐานในการสมัครสมาชิกติดไปด้วย มีรูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป สำเนาบัตรประชาชนพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง และกรอกแบบฟอร์มของทางศูนย์ หากเป็นมือใหม่ไม่เคยเล่นเราต้องได้รับการอบรมจากเจ้าหน้าที่ก่อนเป็นเวลา 15 นาที เพื่อความปลอดภัยของน้องๆ หนูๆ ที่มักจะซนจนอาจพลาดเกิดอันตรายได้ การอบรมมีตั้งแต่วันจันทร์-อาทิตย์ แบ่งเป็น 2 รอบ รอบเช้าเวลา 10.00-12.00 น. และรอบบ่ายเวลา 12.00-14.00 น. โดยวิทยากรจากสมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย สมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย และสมาคมวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย

การฝึกกีฬาที่นี่เน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ เจ้าหน้าที่จะเข้มงวดมาก หากใครไม่ใส่เสื้อชูชีพห้ามลงเป็นเด็ดขาด บริเวณรอบๆ มีเซฟการ์ดดูแล ระหว่างนั่งรอบุตรหลานผู้ปกครองสามารถไปปูเสื่อนั่งใต้ต้นไม้ นำอาหารเครื่องดื่มไปปิกนิกกัน ทางศูนย์ก็ไม่ได้ห้ามแต่อย่างใด เพียงแต่ช่วยรักษาความสะอาดเป็นพอ ซึ่งหากให้แนะนำควรเดินทางไปในช่วงแดดร่มลมตกจะเป็นการดีที่สุด เพราะจะได้พบกับวิวที่สวยสุดของบึงหนองบอน ราวกับว่าเราได้นั่งมองเรือใบอยู่ริมทะเลก็ไม่ปาน

การเดินทางไปบึงหนองบอนสำหรับผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว ผมแนะนำเช่นนี้ครับ รถ ขสมก. สาย 206 ลงป้ายปากซอยเฉลิมพระเกียรติ ซอย 43 รถเมล์แดงจากปากซอยอุดมสุข (สุขุมวิท 103) ลงที่ปากซอย 43 เช่นกัน แล้วต่อรถสองแถว หรือไม่หากมาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง 2 มีสองแถวเล็กสายโลตัสบางนา กม.8-สวนหลวง ซึ่งจะวิ่งเข้าไปสุดสายที่หน้าประตูศูนย์กีฬาทางน้ำบึงหนองบอน ส่วนผู้ที่มีรถส่วนตัวให้ขับไปทางศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ จากนั้นมองหาป้ายสวนหลวง ร.9 ตามทางไปจะมีป้ายบอกทางไปศูนย์กีฬา หรือสอบถามเส้นทางกันได้ที่โทร. 02-328-0236
ใครอยากใกล้ชิดและซึมซับบรรยากาศแบบอิ่มเอมหัวใจให้ผ่อนคลายกับวันสบายๆ อย่าลืมแวะไปเยือนบึงแห่งนี้

ทูนนี่มิวเซียม ขวัญใจคนเล่นของ (เล่น)

ครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีพิพิธภัณฑ์ของเล่นชื่อ ทูนนี่มิวเซียม เปิดใหม่ที่แยกศรีสมาน ถนนสรงประภา จ.นนทบุรี ก็คิดว่าน่าจะเป็นเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ของเล่นที่อื่น ซึ่งมีของเล่นเก่าๆ ทำจากสังกะสีให้เรารู้สึกย้อนความหลังแต่หนเก่า มีของเล่นใหม่ๆ เข้ามาผสมนิดหน่อย และใช้เวลาเดินไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็ชมหมด

แต่กับทูนนี่มิวเซียมแห่งนี้กลับแตกต่างอยู่หลายจุด ที่นี่ทำให้คนชอบสะสมของเล่น โดยเฉพาะพวกโมเดล ฟิกเกอร์ กันพลา ต้องอุทานว่า อุ๊แม่เจ้า เพราะของเล่นมากกว่าแสนชิ้นอัดแน่นอยู่ในตู้โชว์เต็มพื้นที่นั้นช่างตื่นตาตื่นใจ

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดจากความรักในการสะสมของเล่นของ สมพร โพธิ์อยู่ และภานินทร์ ดีเดช โดยได้นำของทุกชิ้นที่เป็นของเจ้าของนำมาจัดแสดงแบบหมุนเวียน ยังมีของเล่นอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถนำมาจัดแสดงได้ทั้งหมดจึงต้องหมุนเวียนกันไป

เรามาเริ่มกันที่ห้องแรก เป็นสถานที่แสดงหุ่นกันพลารวมกับเหล่ามาสก์ไรเดอร์ ฟิกเกอร์ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด พ่วงด้วยโมเดลจากการ์ตูนค่ายมาร์เวลและดีซีที่มากันครบทีม แค่ห้องแรกก็ดึงให้เด็กผู้ชายใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้เป็นชั่วโมงๆ แล้ว

ถัดไปเป็นส่วนแสดงโมเดลที่ดูแล้วค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งโมเดลรถยนต์ หุ่นมิกกี้เมาส์เวอร์ชั่นพีน็อกคีโอ ลิขสิทธิ์แท้สำหรับนักสะสม มีโมเดลจากเรื่อง Pirates of the Caribbean และ The Lord of the Rings แบบจัดฉากธีมเซตดูสวยงาม แล้วเพลิดเพลินไปกับตัวต่อเลโก้แบบเซตของนักสะสม ที่คนเล่นจะต้องร้องเค้าอยากได้ๆ

ที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกพิพิธภัณฑ์ของเล่นหรือของเก่าก็คือ ของที่ระลึกของโคคา โคลา หมวกกันน็อก กระป๋องโค้ก กระปุกออมสินโค้ก มีหมด แต่อาจจะไม่ครบเซตเหมือนของเล่น ชุดรถหรือมิกกี้เมาส์ แต่เอาเป็นว่ามีเยอะไม่น้อยหน้าไปกว่าพิพิธภัณฑ์ที่อื่นแน่นอน

เดินต่อมาที่ส่วนที่ 3 เป็นโซนจัดเซตธีมของเล่นในภาพยนตร์แอนิเมชั่นอย่างเรื่อง Toy Story กับ The Nightmare Before Christmas เป็นเซตใหญ่ที่น่าชมอย่างมากโดยเฉพาะเรื่อง Toy Story เจ้าหุ่น 3 ตาวางกองอลังการได้ใจคนรักของเล่นมากๆ ในโซนนี้แนะนำว่าอย่าชมแบบเดินผ่านให้สังเกตการจัดวาง และอิริยาบถตัวละครให้ดี มีหลายจุดให้เราประทับใจและอมยิ้มอยู่เยอะ

มาถึงโซนสุดท้ายเรียกได้ว่าเป็นโซนที่ทิ้งท้ายได้อลังการ (อีกแล้ว) ฟิกเกอร์เหล่าตัวการ์ตูนและภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงทั้งใหม่และเก่าหลายๆ เรื่อง เอามาจัดเป็นเซตพิเศษที่เรียกได้ว่าพิเศษและหายากมากๆ และงานทุกชิ้นถ้าเป็นคนที่อยู่ในวงการโมเดลก็จะรู้ว่าเป็นงานศิลปะที่เก็บรายละเอียดได้เนี้ยบ และบางชิ้นที่เหมือนกับมีชีวิตจริงๆ เลยทีเดียว

จุดที่เราประทับใจที่สุดสำหรับโซนนี้ก็เห็นจะเป็นตู้เก็บอาวุธระดับตำนานที่นักสะสมอยากได้ ไม่ว่าจะเป็นโล่กัปตันอเมริกาขนาดเท่าของจริง ดูจากวัสดุที่ใช้ก็น่าจะเป็นโลหะจริง วางคู่กันกับแกนพลังงานของไอรอนแมน เป็นการจับคู่อาวุธที่ชวนฟินมากๆ ใกล้ๆ กันเราจะเห็นกิ่งไม้ติดป้ายชื่อ ที่จริงแล้วไม่ใช่กิ่งไม้ แต่เป็นไม้คทาร่ายเวทของเหล่าตัวละครในเรื่อง Harry Potter ลอกแบบมาจากภาพยนตร์จริงๆ และก็เหมือนจะเป็นเซตของสะสมจากภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ เสียด้วย แถมยังมีกรงเล็บของวูล์ฟเวอร์รีน และดาบของของโฟรโด ที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Rings วางกองอยู่ในตู้เดียวกัน นับเป็นตู้ไฮไลต์ของที่นี่เลยก็ว่าได้

จบโซนสุดท้ายเดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ด้วยอารมณ์แบบลอยๆ ฟินๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่ชื่นชอบของเล่นแล้ว ที่นี่จัดว่าคุ้มค่ามากกับการเข้าชม ส่วนเด็กๆ ก็ดูเหมือนจะแบบลอยๆ ฟินๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่ชื่นชอบของเล่นแล้ว ที่นี่จัดว่าคุ้มค่ามากกับการเข้าชม ส่วนเด็กๆ ก็ดูเหมือนจะชอบกันทุกคน ดูแล้วก็อ้อนคุณแม่ให้กลับไปเช่าวิดีโอเรื่องนี้มาดูที่บ้านต่อกันเลย

ทูนนี่มิวเซียม เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 11.00-21.00 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่คนละ 150 บาท และเด็กส่วนสูงเกิน 90 ซม. คนละ 100 บาท เด็กเล็กเข้าชมฟรี คนที่นำรถส่วนตัวมาสามารถจอดรถด้านหน้าได้ประมาณ 10 คัน มากกว่านี้อาจจะต้องจอดริมถนนกันบ้าง โทรสอบถามที่ 02-961-8597 หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.tooneymuseum.com

หนีร้อนไปฮาร์บินเมืองไทย

ฮาร์บิน เมืองน้ำแข็งแห่งประเทศจีน เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคนที่อยากไปสัมผัสความหนาวเย็นด้วยอุณหภูมิติดลบ พร้อมกับชมการแกะสลักน้ำแข็งสุดอลังการที่เลื่องชื่อ สำหรับคนฝั่งเอเชียที่ส่วนใหญ่เป็นเมืองร้อน ถ้าได้สัมผัสประสบการณ์ความหนาวเย็นแบบสุดขั้ว คงเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตเลยก็ว่าได้

บริษัท ซีไอดับเบิลยู (ประเทศไทย) กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ จึงนำไอเดียเมืองฮาร์บินมาเนรมิตไว้บนเนื้อที่ 3 ไร่ ติดรถไฟฟ้าสถานีแบริ่ง จ.สมุทรปราการ ให้กลายเป็นเมืองน้ำแข็งติดลบ 15 องศาเซลเซียส ภายใต้ชื่อ “ฮาร์บิน ไอซ์ วันเดอร์แลนด์” แห่งแรก ในไทย

เมียว เซียง เยา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีไอดับเบิลยู (ประเทศไทย) บอกถึงที่มาที่ไปของ “ฮาร์บิน ไอซ์ วันเดอร์แลนด์” แห่งนี้ว่า หลังจากเข้าไปสร้างเมืองน้ำแข็งที่มารินา เบย์ แซนด์ สิงคโปร์ มาเป็นเวลา 8 เดือนแล้วประสบความสำเร็จมาก จึงมีแนวคิดที่จะเข้ามาลงทุนสร้างเมืองน้ำแข็งในไทย โดยจำลองบรรยากาศเมืองน้ำแข็งฮาร์บิน ประเทศจีน มาไว้ที่ “ฮาร์บิน ไอซ์ วันเดอร์แลนด์” ที่เมืองไทย ด้วยงบลงทุน 80 ล้านบาท พร้อมกับดึงมือแกะสลักน้ำแข็งจากเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน มาร่วมดูแลการแกะสลักที่นี่ด้วย

ฮาร์บิน ไอซ์ วันเดอร์แลนด์ จะเป็นเมืองน้ำแข็งอินดอร์ หรือภายในตัวอาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่ประมาณ 1,400 ตารางเมตร ที่มีทั้งเมืองน้ำแข็งและไอซ์บาร์ โดยในส่วนของเมืองน้ำแข็ง จะมีด้วยกัน 10 โซน เช่น โซนหิมะ โซนสไลเดอร์น้ำแข็ง โซนใต้ทะเลขั้วโลกเหนือ โซนแลนด์มาร์กของโลก โซนแลนด์มาร์กของไทย ซึ่งจะมีสัญลักษณ์สำคัญของประเทศไทยรวมอยู่ที่นี่ด้วย

ฮาร์บิน ไอซ์ วันเดอร์แลนด์ เริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา อัตราค่าเข้ารวมอุปกรณ์กันหนาว ผู้ใหญ่ 350 บาท และเด็ก (สำหรับความสูงไม่เกิน 120 ซม.) 250 บาท ผู้สูงอายุ (อายุ 70 ปี ขึ้นไป) 300 บาท สำหรับชาวต่างชาติ 550 บาท และยังมีบัตรเข้าชมชุดพิเศษอีก 3 รูปแบบ ตั้งเป้าจะมีผู้ใช้บริการ 1,500-2,000 คน/วัน และภายใน 1 ปี จะมีผู้ใช้บริการรวมถึง 1 ล้านคน สอบถามโทร. 02-117-4745 และ 09-1872-1268

เที่ยวไม่ไกลเลือกได้ตามใจชอบ

นอกจากในช่วงเวลาเรียนของเด็กๆ แล้ว สิ่งที่เฝ้ารอ ให้มาถึงอย่างใจจดใจจ่อ หนีไม่พ้นช่วงปิดเทอม ที่จะได้มีเวลาเล่นอย่างสนุกสนาน จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ สามารถพาลูกๆ ออกไปเที่ยวพักผ่อน พร้อมเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่สร้างความรักภายในครอบครัว

* สถานที่ท่องเที่ยวเก่าๆ ซึ่งยังคงเป็นสถานที่ยอดนิยม สำหรับการเรียนรู้มีหลายแห่ง เริ่มที่สวนสนุกดรีมเวิลด์ การเดินทางสะดวก ถนนรังสิต-นครนายก เป็นสวนสนุก และสถานที่พักผ่อนซึ่งรวบรวมความบันเทิงนานาชนิดเข้าไว้ด้วยกัน

* สำหรับราคาค่าบัตรมีให้เลือก เช่น ดรีมเวิลด์วีซ่า เด็ก-ผู้ใหญ่ ราคาเท่ากัน 560 บาท ใช้ผ่านประตูและเล่นเครื่องเล่นกี่รอบก็ได้ ยกเว้นเมืองหิมะ โกคาร์ท จักรยานน้ำ เรือบั๊ม ที่ต้องซื้อบัตรต่างหาก และบัตรรวมเครื่องเล่น เด็ก-ผู้ใหญ่ ราคาเท่ากัน 480 บาท ใช้ผ่านประตูและเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบัตรอย่างละ 1 รอบ ยกเว้นเมืองหิมะ โกคาร์ท จักรยานน้ำ เรือบั๊ม ที่ต้องซื้อบัตรต่างหาก

มาต่อกันที่พิพิธภัณฑ์เด็ก เปิดให้บริการวันอังคารศุกร์ เวลา 09.00 -17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดศุกร์ เวลา 09.00 -17.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิด 10.00-18.00 น. ราคาบัตรเข้าชม เด็ก 50 บาท ผู้ใหญ่ 70 บาท ส่วนเด็กอายุไม่เกิน 2 ขวบ และผู้สูงอายุ พระ สามเณร ผู้พิการ เข้าชมได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยสถานที่แห่งนี้ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญต่อการพัฒนาทางสติปัญญา ภายในมีเกมปริศนาให้ช่วยกันคิดถอดรหัสตัวเลข และยิ่งตื่นตาตื่นใจมากขึ้นอีก เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ งานนี้เด็กๆ วิ่งเล่นกันกระจาย

* พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ เดินทางสนุกเพราะตั้งอยู่ที่ถนนพหลโยธิน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ จัดแสดงเรื่องราวประวัติศาสตร์ เหตุการณ์สำคัญ และความเป็นมาของกองทัพอากาศไทย นอกจากนี้ยังจัดแสดงเครื่องบินของกองทัพอากาศ เครื่องแต่งกาย เครื่องหมายยศทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพอากาศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่แน่! ที่แห่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นฝันของบรรดาเด็กๆ ที่อยากจะโบยบินบนท้องฟ้าก็เป็นได้

* สวนสยาม แหล่งท่องเที่ยวที่เด็กๆ ทุกคนต้องไปให้ได้ หลังจากมีการปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สวยงามตระการตากว่าเดิม ได้ฉายาว่าทะเลกรุงเทพฯ เพราะมีทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีรางน้ำวน สปาพร้อมเครื่องเล่นทางน้ำครบครัน นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำให้คุณและบรรดาเด็กๆ ได้ทำกิจกรรมพักผ่อนพร้อมหน้ากัน

 

พระราชวังเว้ อาณาจักรต้องห้ามแห่งเวียดนาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2557 เวลา 09:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1xEMxgE

พระราชวังเว้ อาณาจักรต้องห้ามแห่งเวียดนาม

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

เว้เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนามราว 400 ปี ตั้งแต่ยังมีระบอบกษัตริย์ ทว่าความรุ่งเรืองยังมีให้เห็นที่ “พระราชวังเว้” และหมู่โบราณสถานในเมืองที่ถูกขึ้นเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2536 เมืองนี้มักนำไปเปรียบกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสุโขทัย แต่จะเทียบกันไม่ได้ไม่ว่าด้านใด โดยเฉพาะความงามของสถาปัตยกรรมเพราะรูปแบบนั้นต่างกันสิ้นเชิง

พระราชวังเว้ได้รับอิทธิพลจากจีนมาเต็มเหนี่ยวเพราะถูกปกครองโดยจีนนับพันปี ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม สี สัญลักษณ์ จนถึงตัวอักษรที่เขียนแบบจีนแต่ออกเสียงต่างไป พระราชวังมีพื้นที่กว่า 5.2 ตร.กม. มีกำแพงเมือง 3 ชั้น ซึ่งคำในภาษาอังกฤษใช้ว่า Imperial Citadel Hue หรือป้อมปราการกษัตริย์ หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ อาณาจักรของกษัตริย์ภายในป้อมปราการ

 

ไล่เรียงกันไปในแต่ละชั้น กำแพงเมืองชั้นที่ 1 คือ ป้อมปราการเมืองหลวงเว้ (Kinh Thah Hue) ล้อมรอบเมืองเป็นสี่เหลี่ยมยาวประมาณ 10 กม. มีทางเข้า 10 ทาง และมีป้อมระวังภัย 24 ป้อม สังเกตได้ง่ายด้วยเสาธงชาติเวียดนาม ด้านซ้ายขวาจะมีซุ้มปืนใหญ่ ฟากหนึ่งมี 4 กระบอก แทนฤดูกาลทั้ง 4 คือ ร้อน ฝน ใบไม้ผลิ และหนาว ส่วนอีกฟากมี 5 กระบอก แทนธาตุทั้ง 5 ในจักรวาล ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และโลหะ ตามความเชื่อแบบจีน

ชั้นที่ 2 ป้อมปราการหลวง (Hoang Thanh) แต่ละด้านมีความยาวมากกว่า 600 ม. ปัจจุบันประตูเมืองทั้ง 4 ประตูเปิดให้ทุกคนสัญจร ต่างจากในอดีตที่ประตูทางทิศใต้ (จุดขายตั๋ว) เป็นทางเข้าออกสำหรับกษัตริย์เท่านั้น ประตูนี้จะเปิดตรงสู่ท้องพระโรงนามว่าพระราชวังไทฮัว หรือไท่ฮัว หรือไทฮวา (Thai Hoa Palace) ซึ่งเป็นไฮไลต์ของทั้งหมด

 

มองจากภายนอกก็ทราบว่าพระราชวังไทยฮัวเป็นที่สำหรับกษัตริย์ เพราะกระเบื้องหลังคาสีเหลืองและลวดลายมังกรที่สงวนไว้เฉพาะกษัตริย์เท่านั้นยังคงสมบูรณ์ ส่วนด้านหน้าเป็นลานโล่งเพื่อให้จอหงวนยืนเข้าเฝ้าตามตำแหน่ง หลายคนอาจสงสัยว่าใบเสมาหน้าพระราชวังคืออะไร แท้จริงแล้วมันคือหลักศิลาที่สลักตำแหน่งของจอหงวนไว้ เพื่อความเป็นระเบียบในการเข้าเฝ้า

ส่วนภายในเป็นโถงกว้างทำจากไม้ทั้งหลัง มีเพียงบัลลังก์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ (ภายในห้ามถ่ายภาพ) ในอดีตจะมีจอหงวนที่เก่งที่สุดเพียง 4 คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ยืนอยู่รอบบัลลังก์ และภายในยังคงสมบูรณ์ด้วยรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นบังลังก์ไม้สลักที่เพียงมองก็น่าเกรงขาม หรือเพดานลายวิจิตร ซึ่งความงามนี้ยิ่งน่าทึ่งถ้าได้รู้ว่าถัดไปเพียงไม่กี่ก้าวเคยถูกระเบิดทำลายจนไม่เหลือซาก บริเวณนั้นคือลานกว้างด้านหลังท้องพระโรงที่เคยเป็นห้องทรงงานของกษัตริย์มาก่อน ที่ตอนนี้ไม่เหลือแม้เค้าโครง

 

ถัดจากท้องพระโรงไปจะเจอกับกำแพงชั้นสุดท้ายที่แค่ชื่อก็อยากเข้าไปคือ “ป้อมปราการต้องห้าม” (Tu Cam Thanh) ภายในกำแพงเป็นที่ประทับของกษัตริย์ทั้ง 13 พระองค์ ในราชวงศ์เหงียนและครอบครัว มีอีกชื่อว่าพระราชวังสีม่วง (Purple Palace) มีที่มาลึกซึ้งจากแสงแรกของพระอาทิตย์ที่มองเห็นเป็นสีม่วง สามารถอธิบายด้วยแถบรุ้งกินน้ำที่เมื่อแสงหักเหจะเห็นเป็นสีรุ้ง ซึ่งมีสีม่วงเป็นสีแรกนั่นเอง

กำแพงชั้นนี้มีประตูเข้าออก 7 ประตู ภายในมีสิ่งปลูกสร้างที่แตกต่างกันถึง 50 หลัง เช่น วังส่วนตัวของกษัตริย์ ที่พักของพระมเหสี ที่พักของสนม ห้องมหรสพ ห้องครัวสำหรับปรุงพระกระยาหารของกษัตริย์โดยเฉพาะ ห้องอ่านหนังสือ และสวนดอกไม้ ซึ่งบางส่วนก็ทรุดโทรมไปตามเวลาและไม่เปิดให้เข้าชมทุกหลัง ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินไปตามทางเดิน แวะชมบางที่อย่างห้องมหรสพ ที่พักฮองเฮา (พระมารดากษัตริย์) พิพิธภัณฑ์ราชวงศ์เหงียน รวมถึงห้องถ่ายภาพที่มีเครื่องแต่งกายให้นักท่องเที่ยวแปลงกายเป็นกษัตริย์และพระมเหสีจำลอง

ถ้าต้องการชมพระราชวังเว้ให้ครบต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันและใช้พละกำลังมาก เพราะต้องเดินลูกเดียวและไม่ค่อยมีร่มไม้ให้หลบร้อน แต่ก็คุ้มค่าที่จะเสียเพราะการเรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมแบบไหนก็คงไม่ดีเท่าเห็นของจริง ทั้งความรุ่งเรืองของระบอบกษัตริย์ อิทธิพลอันแกร่งกล้าของจีน และความโศกของสงครามที่ยังคงคละคลุ้งอยู่ในพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้

 

 

 

 

 

 

 

ถอดบทเรียนจาก 2 ยักษ์ใหญ่เพื่อพัฒนาไฟฟ้าไทยให้ยั่งยืน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2557 เวลา 14:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1xkiNpb

ถอดบทเรียนจาก 2 ยักษ์ใหญ่เพื่อพัฒนาไฟฟ้าไทยให้ยั่งยืน

เรื่องราวด้านพลังงานไฟฟ้านั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ต้องยอมรับความจริงว่า เราเคยชินกับการใช้ไฟฟ้าในทุกๆ กิจกรรมของชีวิต ซึ่งเมื่อเกิดไฟดับขึ้นมา เราแทบจะใช้ชีวิตกันอย่างลำบากเลยทีเดียว ดังนั้นจึงเป็นการดีถ้าหากเรามาช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้เรามีไฟฟ้าใช้อย่างยั่งยืน และสอดรับกับกระแสโลกในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยการศึกษาตัวอย่างในต่างประเทศเพื่อเอามาประยุกต์ใช้กับประเทศของเรา

การเดินทางลงพื้นที่ของทีมงานโลก 360 องศาในประเทศจีนและอินเดียที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า การจะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว คงหนีไม่พ้น การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเป็นหลัก และการมีไฟฟ้าที่มั่นคง ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการพัฒนา ดังเช่นกรณีของอินเดีย ที่เคยมีการพัฒนาและเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วควบคู่มากับจีน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จีนกลับเติบโตและพัฒนาไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยส่วนหนึ่งที่เป็นความแตกต่างของทั้งสองประเทศ คือเรื่องของพลังงานไฟฟ้า

เพราะการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าใหม่ในประเทศอินเดียไม่ใช่เรื่องง่าย ในขณะที่ประเทศจีนสามารถสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้อินเดียประสบกับไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง หรือที่เรียกว่า Black out ครั้งใหญ่มาแล้ว เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่าน ซึ่งการเกิด Blackout นั้น ไม่ว่าจะเกิดในประเทศใดก็ตาม ล้วนสร้างความเสียหายแทบทุกด้าน ไม่ว่า จะเป็นการดำรงชีวิต การทำธุรกิจ สุขภาพจิต และส่งผลต่อ ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนระดับประเทศอีกด้วย

คุณรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มองว่าเหตุการณ์ Black out ที่เคยเกิดขึ้นในอินเดียนั้น ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเช่นกัน เพราะปัจจุบันนี้เชื้อเพลิงหลัก ในการผลิตไฟฟ้าของไทยมาจากก๊าซธรรมชาติ คิดเป็น สัดส่วนเกือบ 70% ซึ่งมาจากแหล่งอ่าวไทยและพม่า ซึ่ง ก๊าซธรรมชาตินั้น 1 ใน 3 เราใช้ของพม่าอยู่ และ 2 ใน 3 ก็มาจากอ่าวไทย ไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่งหายไป โอกาสที่จะเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างก็มีสูง เพราะว่าโรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่ยังคงสามารถเดินเครื่องได้ จะเหลือกำลังการผลิตเพียง 30% ซึ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุฉับพลันไม่สามารถส่งก๊าซธรรมชาติมาได้ อันนี้เราจะเตรียมตัวยากขึ้น อย่างไรก็ตามมีแนวทางแก้ไขคือ ลดบริเวณการเกิด Black out ให้แคบลง โดยการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงช่วยในการผลิตไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้า ของ กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชนบางส่วนที่สามารถเดินเครื่องด้วยน้ำมันได้ แต่ก็สามารถดำเนินการได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงน้ำมันนั้น มีกำลังการผลิตไม่มากนัก

ประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนมีการประมาณการว่า หากไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าได้ทัน เราอาจขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งวิธีการที่จะสามารถป้องกันปัญหานี้ได้คือ คนไทยจะต้องช่วยกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและรู้คุณค่า ในขณะเดียวกันก็ต้องมีการผลิตเพิ่มให้เพียงพอ โดยการผลิตเพิ่มที่ว่านี้ ก็อาจจะเป็นทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมและการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ที่ควรจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ นอกเหนือจากก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ดี คุณรัตนชัยมีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า การจะจัดหาหรือการ สร้างโรงไฟฟ้าได้โรงหนึ่งนั้น ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึง 7 ปี ต่อการสร้างโรงไฟฟ้า 1 โรง ซึ่ง กฟผ.ก็เคยชี้แจง หลายครั้งแล้วว่า อีกประมาณ 7 ปี ก๊าซธรรมชาติใน อ่าวไทย ก็จะหมดลง ถึงแม้ว่าจะสามารถหามาใหม่ได้จาก แหล่งอื่นๆ แต่ราคาก็อาจจะสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ประชาชนจะต้องร่วมแบกรับ ซึ่งจากการที่ประเทศจีนกำลังไล่ล่าแหล่งพลังงานในละแวกประเทศเพื่อนบ้านของเรานั้น ก็มีผลกระทบกับเรา เพราะเราก็ต้องซื้อพลังงานพวกนี้เหมือนกัน ในส่วนของแหล่งพลังงานหมุนเวียนนั้น ก่อนอื่นต้องดูว่า ความต้องการใช้ไฟสูงสุดของประเทศไทยอยู่ตรงไหน ซึ่งจะมีอยู่ทั้งตอนกลางวันและ

ตอนกลางคืน ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อาจช่วยผลิตไฟฟ้าได้แค่ตอนกลางวันเท่านั้น ในขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าพลังลมนั้นก็ไม่เอื้อมากนัก สำหรับประเทศไทย เพราะตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร มีอุณหภูมิไม่ต่างกัน ลมจะพัดแรง ได้มากพอ ที่กังหันลมจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องนั้น จะต้องเกิดจากอุณหภูมิที่ต่างกัน ระหว่างความเย็นกับความร้อน โอกาสที่โรงไฟฟ้า แสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังลมจะทำงานช่วยกันในยามที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้าสูงสุดจึงมีโอกาสน้อย และทำได้เพียงเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าเสริมเท่านั้น ไม่สามารถเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศได้ ดังนั้นในอนาคตข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม โดยทาง กฟผ.เองได้ให้ความสำคัญเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมสูงสุด ภายใต้ การควบคุมของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. ในขณะเดียวกันจะต้องจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่ไม่แพงเกินไป ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะปรับสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ให้ก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนลดลง และเพิ่มเชื้อเพลิงถ่านหินและอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยให้มีสัดส่วนค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่า หากแหล่งเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหายไป แหล่งเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่จะสามารถทดแทนได้ นั่นหมายความว่าโอกาสที่ประเทศจะเกิดเหตุการณ์ Black out ก็มีความเสี่ยงน้อยลงเช่นกัน

หากมีใครบอกว่าเรื่องของพลังงาน หรือเรื่องของการผลิตไฟฟ้านั้นเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องแก้ปัญหากันเอง ณ เวลานี้คงไม่ใช่แล้ว เพราะยุคนี้สมัยนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันคิดและหันหน้าเข้าหากัน โดยเอาข้อมูลและเอาข้อเท็จจริงมาคุยกัน แล้วมาร่วมกันแก้ไขปัญหาระยะยาว เพื่อให้บ้านเมืองของเราก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่สะดุด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาให้ทันเราหรือแซงหน้าเราไปไกลมากแล้ว

 

เท็ตสึ อาณาจักรคนรักเนื้อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2557 เวลา 17:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1sgFl59

เท็ตสึ อาณาจักรคนรักเนื้อ

โดย…ลีโอ เคน

ถ้าคุณเป็นสาวกคนรักเนื้อไม่ควรพลาดอย่างยิ่งที่จะมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยของเนื้อโอมิหนึ่งในราชาแห่งเนื้อของญี่ปุ่นที่ร้านนี้ เท็ตสึ (Tetsu)

เท็ตสึ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “เหล็ก” การตกแต่งร้านจึงเน้นสไตล์อินดัสเทรียล คอนเทมโพรารี่ ที่ให้ความรู้สึกดิบ เท่ มีสไตล์ โดดเด่นด้วยผนังอิฐเปลือย เพื่อให้ได้พื้นผิวที่สวยงามตามวิถีธรรมชาติ ทั้งยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและทรงพลังด้วยแผ่นเหล็ดขาดวิ่นขนาดใหญ่ที่นำมาเป็นพระเอกในการตกแต่ง

จุดเริ่มต้นของร้านนี้เกิดขึ้นจากหุ้นส่วนได้มีโอกาสไปลิ้มลองเนื้อโอมิถึงประเทศญี่ปุ่น และต่างติดใจในความหวานนุ่มของตัวเนื้อชนิดนี้ จึงอยากให้คนไทยได้รับประทานเนื้ออันโอชะนี้บ้าง ที่พิเศษไปกว่านั้นเนื้อโอมิของร้านนี้สั่งตรงมาจากฟาร์มที่เมืองโอมิ พร้อมป้ายการันตีถึงความอร่อยจากญี่ปุ่นติดมาด้วย เหนืออื่นใดเจ้าของฟาร์มยังบินตรงมาควบคุมคุณภาพของเนื้อโอมิถึงประเทศไทยกันทีเดียว

แน่ล่ะว่าพระเอกชูโรงประจำร้านนี้ก็คือเนื้อโอมิ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามของสุดยอดเนื้อวัวจากญี่ปุ่น ซึ่งนำมาเป็นวัตถุดิบหลัก ที่นอกจากลวดลายจะสวยงามดุจหินอ่อนชวนหลงแล้ว รสชาติยังหอมหวานเรียกว่าแทบละลายในปากจริงๆ

ก่อนถึงทีของโอมิออกโรง วันนี้ขอเริ่มต้นเบาๆ กับสลัดสาหร่ายไคโซ สาหร่ายพันธุ์ไคโซจากน้ำลึกของญี่ปุ่นมีสีชมพูหวาน ให้สัมผัสที่กรุบกรอบ ชุ่มฉ่ำ ผสานกับน้ำสลัดรสชาติพิเศษ เปรี้ยวอมหวาน  คลุกเคล้าจนกลมกล่อม เมื่อบวกกับอโวคาโดที่ให้รสมัน และแตงกวาญี่ปุ่นจะเข้ากันมาก

ต่อด้วยโรลฟัวกราส์ปลาไหลย่าง ข้าวปั้นที่ข้างในเป็นอโวคาโด และปลาไหลย่างจากญี่ปุ่น ห่อด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้ ท็อปด้วยฟัวกราส์ และท็อปปิ้งอีกทีด้วยแผ่นทองคำ (ชนิดกินได้) จะให้สัมผัสที่หวานหอมของมะม่วง และรสชาติมันนุ่มจากฟัวกราส์และปลาไหล

มาถึงเมนูไฮไลต์ ชุดเนื้อโอมิปิ้ง-ย่าง คัดสรรส่วนที่นุ่มที่สุดของเนื้อโอมิ 3 ส่วน ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสันนอก เนื้อสันใน และเนื้อสันคอ นำมาย่างจนได้กลิ่นหอม จิ้มกับน้ำจิ้มสุตรเด็ดของทางร้าน หรือจะเป็นเพิ่มรสด้วยวาซาบิ เกลือ และพริกไทย ก็ล้วนเข้าทีจริงๆ ครับ แล้วคุณจะหลงใหลความนุ่มเนียนของเนื้อโอมิจนไม่อยากลืมกันทีเดียว

อ่อ…อย่าลืมเรียกหาของหวานตบท้ายมื้อ ขอแนะนำไอศกรีมซอร์เบต์ยูซุ มาล้างคอ เพราะรสชาติเปรี้ยวๆ จะช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีไม่หยอกนะครับ

สัมผัสประสบการณ์ความอร่อยของเนื้อโอมิได้ที่ร้านอาหารเท็ตสึ ชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-160-5722

 

 

 

 

พาสต้าอ้วนผอม เส้นแปลกแสนอร่อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2557 เวลา 17:02 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1sgxtAy

พาสต้าอ้วนผอม เส้นแปลกแสนอร่อย

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง

ความจริงคงจะไม่ผิดไปจากที่เชฟหนุ่มชาวมิลาน เอจิดิโอ ลาตอร์รากา ได้พูดไว้ว่า 3 สิ่งซึ่ง(ผู้ชาย)ชาวอิตาเลียนให้ความสำคัญ คือ อาหาร ฟุตบอล และผู้หญิง สำหรับ 2 อย่างหลังนั้นขอละไว้ไม่พูดถึง แต่กับสิ่งสำคัญหมายเลข 1 นั้น เราสัมผัสรับรู้ได้โดยไม่ต้องพยายามถึงความจริงจัง ตั้งใจ ภาคภูมิ ความสุข ฯลฯ ที่ชายชาวอิตาเลียนคนหนึ่งมีต่อ “อาหาร” ในเวลาเพียงชั่วไม่นานเมื่อเราไปเยือนครัวเปิดของห้องอาหารสกาลินี ซึ่งเชฟเอจิดิโอดูแลอยู่

ห้องอาหารสกาลินี ตั้งอยู่ภายในโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ ซึ่งเชฟเอจิดิโอรั้งตำแหน่งรองหัวหน้าเชฟอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้วหลังจากผ่านประสบการณ์การทำงานในออสเตรเลีย ยุโรป มาเก๊า เวียดนาม และอินโดนีเซีย มานานกว่า 10 ปี ทุกวันเชฟและทีมงานปรุงอาหารอิตาเลียนรสเลิศสำหรับทุกความต้องการของลูกค้า สำหรับชาวโพสต์ทูเดย์แล้วเชฟเอจิดิโอภูมิใจนำเสนอเมนูจากเส้นพาสต้าที่หารับประทานยากอย่างโทรฟีเอ และเส้นพาสต้าที่อวบที่สุดอย่างปัคเครี

เกี้ยมอี๋อิตาลีเรียก…โทรฟีเอ

เห็นหน้าตาของเส้นพาสต้าชนิดนี้แล้ว หลายคนก็คงคิดถึงเส้นเกี้ยมอี๋หรือไม่ก็รถด่วน!!! ความจริงแล้วนี่คือ โทรฟีเอ (Trofie) เป็นพาสต้าที่มีถิ่นกำเนิดจาก เจนัว (Genoa) หรือ เจโนวา (Genova) เมืองท่าทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี พาสต้าเส้นสั้นๆ บิดเป็นเกลียว และมีปลายแหลม ความยาวประมาณ 2-3 ซม. และเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 มม. เส้นชนิดนี้ทำให้สุกด้วยการต้มประมาณ 10 นาที นิยมเสิร์ฟกับซอสเพสโต้

ซอสเพสโต้ (Pesto) มีต้นกำเนิดจากเจนัวเช่นเดียวกัน (คำว่า เพสโต้ ก็มาจากคำว่า เพสต้า ซึ่งหมายความถึงทุบ บด หรือตำ ซึ่งเป็นกรรมวิธีสำหรับการทำซอสสีเขียว) ดั้งเดิมนั้นเพสโต้ปรุงจากกระเทียม เบซิล ไพน์นัท นำมาบดเข้ากันกับน้ำมันมะกอก ชีสพาร์เมซาน และชีสจากนมแกะที่เรียกว่า ฟิโอเรซาร์โด สูตรเพสโต้ซอสสีเขียวมีหลักฐานบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 1863

เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากลองอาหารแบบดั้งเดิมของเจนัว อิตาลีแล้วละก็ พาสต้าโทรฟีเอกับซอสเพสโต้น่าจะตอบโจทย์ได้ อาจจะเพราะทำเมนูดั้งเดิมมาบ่อยแล้ว วันที่เราไปเยือนเชฟเอจิดิโอจึงขอเปลี่ยนบรรยากาศโดยเปลี่ยนซอสที่เสิร์ฟกับโทรฟีเอมาเป็นเนื้อแกะตุ๋นกับไส้กรอกสไปซี่และเปคอริโนชีส ให้รสชาติที่แตกต่าง เส้นพาสต้านุ่มนอกกรุบใน ส่วนซอสก็เข้มข้นด้วยชีสขณะที่เนื้อแกะก็ทั้งหอมและนุ่มสมกับที่ใช้เวลาในการตุ๋นและปรุงแบบข้ามวัน

ปัคเครี…เส้นอวบฉ่ำซอส

อีกหนึ่งจานที่เชฟเอจิดิโอ ลาตอร์รากา จัดมาให้คือ ปัคเครีเสิร์ฟพร้อมเนื้อเป็ดตุ๋นเห็ดทรัฟเฟิลดำ และชีสเพโคริโน่สไตล์ซิซิเลียน เมนูขายดีของสกาลินี ซึ่งเป็นการผสมผสานเอกลักษณ์ทางตอนเหนือและใต้ของอิตาลีเอาไว้ได้อย่างลงตัว

เส้นพาสต้าที่ใช้ในเมนูนี้มาจากเมืองนาโปลี ปัคเครีเป็นพาสต้าที่มีหน้าตาคล้ายหลอดขนาดใหญ่ มีต้นกำเนิดมาจากแคว้นคัมปาเนียและคาลาเบรียทางใต้ของอิตาลี พาสต้าชนิดนี้สามารถปรุงโดยยัดไส้แล้วอบหรือนำไปผัดกับซอสก็ได้ จุดเด่นคือ เส้นพาสต้าขนาดใหญ่และกว้างสามารถซึมซับซอสได้มากและชุ่มฉ่ำ แต่ในการปรุงก็ต้องระวังเพราะเส้นอาจจะขาดหรือแตกได้ง่าย

ในส่วนของซอสนั้น สูตรทำเนื้อเป็ดตุ๋นเป็นสูตรดั้งเดิมจากเมืองฟรีอูลี-เวเนเซีย จูเลีย ทางตอนเหนือของอิตาลี โดยนำเป็ดลงไปต้มในน้ำซุปสไตล์โฮมเมดโดยการค่อยๆ ให้ความร้อน แล้วเพิ่มเห็ดทรัฟเฟิลดำลงไปตอนท้าย เส้นพาสต้านุ่มหนึบซอสชุ่มฉ่ำอิ่มอกอิ่มใจ

ก่อนจาก เชฟเอจิดิโอ บอกว่า เส้นพาสต้าแปลกๆ ที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยนั้นยังมีอีกมาก รวมทั้งสูตรซอสพาสต้านานาชนิดซึ่งรอให้ไปลองชิม ตอนนี้ที่สกาลินีก็จัดให้มีโปรโมชั่น “Toto e la Pasta” เอาใจคนชอบกินเส้น โดยมีเส้นพาสต้า 8 ชนิดจับคู่กับซอสพาสต้ายอดนิยม เพิ่มรสชาติเข้มข้นด้วยเบคอนแพนเชตต้าสามารถสร้างสรรค์เมนูพาสต้าให้ได้อิ่มอร่อยมากกว่า 64 ชนิด ในราคา 499++ บาทเท่านั้น

ใครอยากเข้าถึงความเป็นอิตาเลียนผ่านทางอาหารก็ไปลองดู @

สกาลินี อร่อยแบบอิตาเลียน-อเมริกัน

ห้องอาหารสกาลินีแห่งโรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ นำเสนออาหารสไตล์อิตาเลียนสไตล์โฮมเมดที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นอเมริกัน ตกแต่งเท่ทันสมัยเข้มขรึมตามคอนเซ็ปต์ที่ทำย้อนไปในยุค 1920 เมื่อชาวอิตาเลียนอพยพไปนิวยอร์กและได้นำเอารสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารอิตาเลียนมาเผยแพร่ในสหรัฐ

นอกจากเมนูพาสต้าแล้วยังมีอีกมากมาายให้เลือกอิ่ม อาทิ สเต๊กปลาแซลมอนอบ เสิร์ฟกับมะกอกดำคาลามาตา และเห็ดพอร์โทเบลโลย่าง หรือของหวานอย่างพานาคอตต้าเสาวรสกับเชอร์รี่และซอร์เบทแตงกวา ซึ่งเป็นสูตรเก่าแก่จากมิลาน เป็นต้น

สกาลินี เปิดทุกวันสำหรับมื้อเช้า กลางวัน และเย็น สำรองที่นั่ง โทร. 02-649-6666

 

จิบชาชิลๆ กับ ดิลฮาน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2557 เวลา 16:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1tiCfE4

จิบชาชิลๆ กับ ดิลฮาน

โดย…ศิศิรากร อัตรัช

เพิ่งมาจัดการแข่งขัน Dilmah Real High Tea Challenge Thailand 2014 ครั้งแรกในเมืองไทย เพื่อเฟ้นหาตัวแทนไปแข่งในระดับโลก ซึ่งต้องบอกว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังงานนี้จริงๆ คือบุตรชายคนเล็กของครอบครัวผู้ผลิตชาดิลมา (Dilmah) ดิลฮาน ซี. เฟอร์นันโด (Dilhan C. Fernando)

เวลาเช้าตรู่ ก่อนเริ่มการแข่งขันวันแรก ที่ดิลฮาน เป็นหนึ่งในกรรมการตัดสิน เราก็ได้ไปจิบชาและพูดคุยสบายๆ กับทายาทชาชื่อดังจากศรีลังกา ซึ่งนอกจากจะทำตามธรรมเนียมของครอบครัวที่สืบทอดการผลิตชามารุ่นต่อรุ่นแล้ว ขณะนี้ยังดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการของ Dilmah School of Tea โรงเรียนชาระดับนานาชาติแห่งแรก

นอกจากนี้ยังเป็นหุ้นส่วน กับสถาบัน Paul Bocuse, Ecully ในฝรั่งเศส ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งปันความสุข และเรื่องราวของชา สู่นักดื่มชารุ่นใหม่ รวมทั้งการออกแบบอาหารให้ร่วมสมัยใกล้เคียงกับเครืองดื่มที่มีมาแต่ดั้งเดิมอีกด้วย

ถามถึงเรื่องที่มาของการแข่งขัน Dilmah Real High Tea Challenge ดิลฮานบอกว่า เป็นไอเดียของเขาที่เห็นว่าอยากจะให้คนได้มีมุมมองเกี่ยวกับชาใหม่ๆ ไม่ใช่แค่ใส่น้ำร้อนแล้วชงดื่ม แต่ชาสามารถเป็นสิ่งหรูหรา โดยนำมาแมตชิ่งกับอาหารเมนูต่างๆ ที่เข้ากันกับชาพรีเมียมรสชาติต่างๆ รวมทั้งสามารถนำชามาเป็นส่วนหนึ่งของการปรุงอาหารได้ด้วยเช่นกัน

กิจกรรมนี้มีขึ้นในกว่า 12 ประเทศทั่วโลก อย่างฮ่องกง สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ชิลี เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ โดยผู้ชนะเลิศของแต่ละประเทศ จะเป็นตัวแทนไปแข่งขันชิงแชมป์ระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือน พ.ค. 2558 ณ ประเทศศรีลังกา ถิ่นกำเนิดของชาดิลมา โดยการแข่งขันนี้ได้รับการรับรองจาก WACS (World Association of Chefs Societies)

“ผมเห็นว่า การดื่มชาก็ไม่ต่างจากการดื่มไวน์ คนอาจจะเคยมีมุมมองไม่ถูกต้องเกี่ยวกับชา คือต้องดื่มหลังอาหาร หรือดื่มคู่กับของหวานเท่านั้น แต่ผมต้องการจะเห็นว่า จริงๆ แล้วชาก็สามารถเป็นหนึ่งในความหรูหรา การดื่มชาควรที่จะให้ได้รสชาติที่แท้จริงของมัน ผมว่า ไม่ควรใส่นม น้ำตาล มะนาว หรืออะไรอื่นๆ เข้าไปเลยครับ” โดยสิ่งที่เขาต้องการเห็นจากการแข่งขัน นอกจากความคิดสร้างสรรค์ในการคิดค้นเครื่องดื่ม และอาหารคาวหวานจานใหม่ๆ ที่มีส่วนผสมของชาดิลมา รวมทั้งการแมตชิ่งรสชาติอาหารของเชฟกับชาแล้ว สิ่งที่สำคัญมากๆ คือเบสิกขั้นพื้นฐานในการชงชาพรีเมียมของดิลมาให้ได้รสชาติเลิศที่สุดด้วย

ดิลฮาน บอกว่า ชาพรีเมียมของดิลมาแตกต่างจากชาของยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งมีการเบลนด์ส่วนผสมของชาจากที่ต่างๆ หากชาดิลมานั้น เป็นชนิดซิงเกิลรีเจียน (Single Region) คือถ้าเป็นไวน์ก็เรียกว่า ซิงเกิ้ลวาไรทัล หรือหากเป็นวิสกี้ก็คือ ซิงเกิ้ลมอลต์ ดีๆ นี่เอง

“เรียกว่าชาของเรานั้นได้รสธรรมชาติที่แท้จริง เราไม่ผสมชาในที่ปลูกบนยอดเขาเข้ากับชาที่ปลูกบริเวณตีนเขา แต่เรารู้ว่า ชาที่ปลูกคนละแตร์รัวร์ (Terroir) นั้น แต่ละที่เหมาะจะทำเป็นชาประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นอิงลิช เบรกฟาสต์ เอิร์ลเกรย์ หรือชาซีลอน”

ชงชาอย่างไรให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด ในมุมมองของดิลฮาน ซี. เฟอร์นันโดนั้น ต้องเริ่มจากน้ำที่สะอาด “ถ้าสามารถหาน้ำแร่ได้ก็ยิ่งดีครับ นำไปต้มให้เดือด แต่ไม่ถึงขั้นต้องเป็น 100 องศาเซลเซียส แล้วก็ต้องเป็นการต้มน้ำครั้งเดียว อย่าใช้น้ำต้มซ้ำมาชง เพราะจะมีผลต่อรสชาติอย่างไม่น่าเชื่อ

จากนั้นก็เทน้ำร้อนลงไปในแก้วที่มีถุงชา ทิ้งไว้ 1 นาทีแล้วใช้ช้อนคน จากนั้นก็รออีก 1 นาทีค่อยคนอีกครั้ง แล้วก็อีก 1 นาทีก็นำถุงชาออก แล้วทีนี้ก็สามารถรื่นรมย์กับชาอร่อยๆ ได้เลยครับ” โดยไม่ต้องใส่น้ำตาล นม หรืออื่นๆ ลงไปอีก เราช่วยเสริมให้ พร้อมจิบชาอิงลิชเบรกฟาสต์ของดิลมาเป็นการคอนเฟิร์มหลักการของดิลฮาน

 

นาเบโซะ พรีเมียม อร่อยแบบจานร้อนพรีเมียม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2557 เวลา 16:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1sgvQmq

นาเบโซะ พรีเมียม อร่อยแบบจานร้อนพรีเมียม

โดย…ซิตี้กาย

นาเบโซะ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “หม้อร้อน” ที่ร้านนาเบโซะ พรีเมียม (Nabezo Premium) จึงเน้นเสิร์ฟเมนูชามร้อน อย่าง ชาบู และสุกี้ พร้อมทั้งเพิ่มความพรีเมียมด้วยการบริการและวัตถุดิบชั้นเลิศที่ส่งตรงจากญี่ปุ่น รวมไปถึงได้เพิ่มเมนูระดับพรีเมียมไว้เอาใจอีกเพียบเลยครับ

บรรยากาศร้านหรูหราในสไตล์โมเดิร์นเจแปนนิสที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น ที่เน้นสีดำขลับสอดรับกับไฟสีทอง

อย่างที่บอกไว้ เมนูของที่นี่เน้นความเป็นพรีเมียม ไล่ตั้งแต่เลือกใช้เนื้อโอมิ ที่สั่งตรงจากเมืองโอมิ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเลี้ยงดูเนื้อวัวโอมิ ซึ่งเป็นเนื้อที่ติด 1 ใน 3 ของเนื้อวัวที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น ความพิเศษของเนื้อโอมิคือจะมีไขมันแทรกอยู่ทุกอณูที่นอกจากเนื้อจะหวานฉ่ำแล้ว ยังนุ่มละมุนลิ้นแทบละลายในปาก

นอกจากนี้ ยังมีปูทาราบะ ปูกล้ามใหญ่จากน้ำเย็นของดีเมืองโอซากาที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุด กล้ามใหญ่ เนื้อแน่นหวาน เมื่อมาอยู่ในน้ำซุปชาบูเข้มข้นยิ่งเข้ากั๊นเข้ากัน

เริ่มต้นด้วยเมนูแรกเป็นแอพพิไทเซอร์ ซึ่งจะเปลี่ยนมาให้ลิ้มลองกันทุกสัปดาห์ วันนี้เริ่มต้นที่ อินานิซูชิ ซูชิห่อด้วยฟองเต้าหู้กับปลาชิราอุโอะ ปลาเนื้อขาวจากญี่ปุ่น ตัวไส้เป็นหอยเชลล์กับกุ้งต้มด้วยซอสจะให้รสออกหวานๆ โรยหน้าด้วยไข่ปลา เสิร์ฟคู่กับขนมจีบญี่ปุ่นที่ใส่หอยเชลล์แห้งลงไปเพื่อความเป็นพรีเมียม ใกล้กันเป็นปลาชิราอุโอะห่อสาหร่ายแล้วชุบแป้งทอดแบบเทมปุระโรยด้วยเกลือ อร่อยแบบเข้าขั้น

ตามต่อด้วย ชุดชาบูที่เสิร์ฟมาพร้อมด้วยเนื้อโอมิ พระเอกของร้าน หรือจะเลือกเป็นเนื้อวางุ หมูคุโรบุตะ และปูทาราบะที่ให้เนื้อแน่นหวานก็ได้ พร้อมเพิ่มรสชาติด้วยซอส 3 ชนิด ซอสเซซามิที่ให้รสชาติหวานมัน ซอสปอนซึ ซอสเปรี้ยวแบบญี่ปุ่น และสไปซี่ซอสที่จะออกเผ็ดนิดนึง เป็นซอสพรีเมียมของร้าน

ระหว่างการลวกจิ้มจะมีพนักงานงานมาบริการ พร้อมกับเสิร์ฟผักสดกว่า 20 ชนิดให้ตลอดเวลา และตบท้ายความสุขด้วยโซซุยข้าวต้ม หรือจะเป็นอุด้ง และราเม็ง ที่นำลงไปคลุกในน้ำซุปที่เหลือจากการลวกจิ้ม ซึ่งจะให้รสชาติที่เข้มข้นกำลังดี

อย่าลืมส่งท้ายมื้อด้วยของหวานน่าจดจำ ชิราทามะ วุ้นญี่ปุ่นไส้ถั่วแดง เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา ต่อด้วย วาราบิโมจิ ขนมหวานโบราณของญี่ปุ่นเป็นโมจิพิเศษแบบเยลลี่ โรยหน้าด้วยผงมัตฉะ ตบด้วยไอศกรีมรวมทั้งรสวานิลลา ชาเขียว และแม็กคาเดเมีย ท็อปปิ้งด้วยเกาลัด และผักชีลาว อร่อยไม่รู้ลืมทีเดียวล่ะครับ

นาเบโซะ พรีเมียม อยู่ที่ชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น. โทร. 02-160-5623-4

 

 

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,031 other followers

%d bloggers like this: