ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

Travel Update เมษายน 30, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2558 เวลา 14:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1HRcZfY

TravelUpdate

เปิดตัวโรงแรม โฮเต็ล อินดิโก้ กรุงเทพ ถนนวิทยุ

อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป (IHG) นับเป็นโรงแรมบูทีคระดับห้าดาวภายใต้แบรนด์ โฮเต็ล อินดิโก้ แห่งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีห้องพัก 192 ห้อง ห้องอาบน้ำสไตล์สปา บริการฟรีอินเทอร์เน็ตในทุกห้องพัก ห้องอาหารเมโทร ออน ไวร์เลส เปิด 24 ชั่วโมง สระว่ายน้ำกลางแจ้ง และฟิตเนสเซ็นเตอร์ สำหรับช่วงเปิดตัวทางโรงแรมเสนอโปรโมชั่นห้องพักเริ่มต้นที่ 3,700 บาท โทร. 02-207-4999 หรือเว็บไซต์ www.hotelindigo.com/bangkok

 

ต่างชาติสนใจหมู่บ้านไทย งานโกลบอล วิลเลจ ดูไบ

หมู่บ้านไทยในงานโกลบอล วิลเลจ ดูไบ 2557-2558 (Global Village Dubai 2014-2015) สร้างความสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวอาหรับ ด้วยแนวคิด “เอกลักษณ์มรดกไทยอันล้ำค่า” (The Unique Treasure of Thailand) จัดแสดงสินค้าไทยมากกว่า 120 บูธ ผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 250 ราย ทั้งสินค้าแฟชั่นเสื้อผ้า อัญมณี เครื่องประดับ ของตกแต่งบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และบริการนวดไทย นวดสปา ประชันหมู่บ้านนานาชาติอีก 30 ประเทศ โดยเริ่มไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย. 2557 และจะสิ้นสุดปลายเดือน เม.ย. 2558 รวม 157 วัน ซึ่งปีนี้มีผู้ที่สนใจเข้าชมหมู่บ้านไทยมากกว่าทุกปี ถือเป็นการเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากยูเออีให้เดินทางมาท่องเที่ยวไทยมากขึ้นในอนาคต

 

ชวนคู่รักหนีไปพักกับเอสเคป

โรงแรมเอสเคป หัวหิน และโรงแรมเอสเคป เขาใหญ่ชวนคุณควงคู่คนรู้ใจในเดือนแห่งความรักกับ COUPLES RETREAT PROMOTION ห้องพักดีลักซ์พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ราคา 4,300 บาทสุทธิ สำหรับการเข้าพักคืนวันอาทิตย์-พฤหัสบดี และ 4,900 บาทสุทธิ สำหรับการเข้าพักคืนวันศุกร์–เสาร์ สอบถามเอสเคป หัวหิน โทร. 032-653-456 และเอสเคป เขาใหญ่ โทร. 044-756-669หรือ 09-2823-2590 โปรโมชั่นนี้สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 1–28 ก.พ. 2558 เท่านั้น

 

 

Travel Update

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2558 เวลา 12:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vLAPnK

TravelUpdate

เวียดเจ็ทออกโปรฯ 0 บาท

สายการบินเวียดเจ็ทฉลองวาระจำนวนผู้โดยสารครบ 10 ล้านคน มอบโปรโมชั่น “EnjoyFlying! สุขสันต์เทศกาลตรุษจีน” ด้วยราคาบัตรโดยสารเริ่มต้นที่ 0 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมและภาษีสนามบิน) เริ่มตั้งแต่เวลา 12.00–14.00 น.ของแต่ละวัน (ตามเวลาในประเทศไทย) ตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค.-12 ก.พ. 2558 ที่เว็บไซต์ www.vietjetair.com ใช้ได้กับทุกเที่ยวบินทั้งภายในและระหว่างประเทศจากเมืองต่างๆ ในเวียดนามไปยังสิงคโปร์ ไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และกัมพูชา เดินทางได้วันที่ 20 ม.ค.-31 ธ.ค. 2558

ปัจจุบันเวียดเจ็ทให้บริการเที่ยวบิน 150 เที่ยว/วัน ด้วยแอร์บัส A320 จำนวน 20 ลำ ครอบคลุม 28 เส้นทาง และทางสายการบินกำลังพิจารณาสั่งซื้อเครื่องบินแบบลำตัวกว้างเพื่อเปิดตัวเส้นทางบินไปยังยุโรป และขยายเครือข่ายการบินไปให้ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

หลงรักประเทศไทยที่เพชรบุรี ครั้งที่ 2

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ จ.เพชรบุรี เปิดโครงการหลงรักประเทศไทย @ เพชรบุรี ครั้งที่ 2 ณ มณฑลทหารบกที่ 15 ค่ายรามราชนิเวศน์ (พระราชวังบ้านปืน) อ.เมือง จ.เพชรบุรี ในวันที่ 23-25 ม.ค. 2558 เวลา 18.00–20.00 น.

ภายในงานมีการแสดง “พระรามราชนิเวศน์” ด้วยเทคนิค 3D Mapping เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเพชรบุรีสมัยทวารวดีถึงรัชกาลที่ 5 การแสดงดนตรีจาก ฟอร์ด-สบชัย ไกรยูรเสน การแสดงรำพื้นบ้าน การแสดงดนตรี มินิ ออร์เคสตรา และการแสดงพลุ ผู้ที่สนใจเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับบัตรเข้างานได้ที่ apps.facebook.com/inlovephetchaburi สอบถามโทร. 032-471-005-6

 

ดำนาพักล้านนา ศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา เชียงใหม่

ศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปาเชียงใหม่ นำเสนอแพ็กเกจห้องพักพร้อมประสบการณ์ดำนา ปลูกข้าว บนพื้นที่นาส่วนตัว กับ เดอะ ไรซ์ ฟาร์มเมอร์ (The Rice Farmer) แพ็กเกจห้องพักแบบดีลักซ์ล้านนา ราคาเริ่มต้น 4,750 บาทสุทธิ/คืน (เข้าพัก 2 คืนขึ้นไป) พร้อมกิจกรรมดำนา ตั้งแต่วันนี้–31 มี.ค. 2558

ทุ่งข้าวปันนาเป็นทุ่งข้าวออร์แกนิกภายในรีสอร์ท ภายหลังการปลูกข้าวทางรีสอร์ทจะส่งรายงานผลการเจริญเติบโตของต้นข้าวไปให้ผู้ปลูกทุกๆ 10 วัน เมื่อต้นข้าวเจริญเติบโตเต็มที่ (ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน หลังจากการปลูก) และเริ่มออกรวงทางรีสอร์ทจะส่งรายงานพร้อมเชิญผู้ปลูกให้กลับมาเกี่ยวข้าวที่ได้ปลูกไว้ หากไม่สามารถเดินทางมาได้ ทางรีสอร์ทจะส่งเมล็ดข้าวในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามกลับไปให้ สอบถามโทร. 053-371-999 หรือ info@siripanna.com

 

 

ท้องฟ้าบนพื้นน้ำ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2558 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1vbHgAw

ท้องฟ้าบนพื้นน้ำ

ท้องฟ้าสีเข้มตัดสะท้อนผืนน้ำที่กว้างใหญ่ เป็นหนึ่งในแหล่งน้ำที่สำคัญของชาวมัณฑะเลย์ ในประเทศพม่า ทะเลสาบตองตะมานแห่งนี้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ชาวบ้านยังคงวิถีชีวิต

ที่เรียบง่ายริมทะเลสาบ ด้วยสะพานทอดยาวไกลสุดสายตาที่ชื่ออูเบ็ง เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ใช้เสาไม้สักถึง 1,208ต้น ที่ยังคงใช้งานได้อย่างดี จนที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนจากทั่วโลกให้มาสัมผัสกับบรรยากาศความเป็นธรรมชาติที่ยังคงเหลืออยู่คู่เมืองมัณฑะเลย์

 

 

 

 

 

 

ปูเลา อูบิน เกาะที่มีแต่ต้นไม้กับจักรยาน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2558 เวลา 11:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1v6Zcw7

ปูเลา อูบิน เกาะที่มีแต่ต้นไม้กับจักรยาน

สิงคโปร์ประกอบด้วย 63 เกาะน้อยใหญ่แต่ไม่มีเกาะไหนเหมือน “ปูเลา อูบิน” (Pulau Ubin)เกาะเล็กๆ ที่ไม่โด่งดัง ไม่มีห้างหรือสวนสนุก ไม่มีความสุขจากเทคโนโลยี มีแต่ ต้นไม้กับจักรยาน

Get

ปูเลา อูบิน เป็นเกาะเล็กๆขนาด 10.2 ตร.กม. รูปทรงคล้ายบูเมอแรง อยู่บริเวณช่องแคบยะโฮร์ (Johor) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะสิงคโปร์ ไม่มีเอ็มอาร์ที ไม่มีกระเช้าลอยฟ้า ไม่มีสะพานเชื่อมเกาะ มีเพียงวิธีเดียวคือนั่งเรือบัมพ์โบต (Bumboat) จากท่าเรือชางงี (Changi Point Ferry Terminal) ข้ามทะเลไปเพียง 15 นาทีจากเกาะใหญ่เสมือนได้ตัดขาดโลกความเจริญสู่ท้องถิ่น
ที่ยังดิบแต่ไม่เถื่อน มันคือแผ่นดินโดดเดี่ยวกลางทะเลที่ยังมีวิถีชีวิตคนสิงคโปร์ยุค 1960 อยู่จริงแม้จะเหลือน้อยเต็มที

 

Set

ปูเลา แปลว่า เกาะ อูบิน แปลว่า หินแกรนิต มาจากเกาะแห่งนี้เคยเป็นที่ทำเหมืองหินแกรนิตแต่ปัจจุบันล้มเลิกไปแล้ว ธรรมชาติจึงได้ทวงคืนพื้นที่ด้วยการแพร่พันธุ์และเรียกสรรพสัตว์กลับบ้าน ยกเว้นคน ทุกวันนี้มีคนท้องถิ่นในหมู่บ้านกัมปง (Kampung) ซึ่งเป็นหมู่บ้านมาเลย์แห่งสุดท้ายในสิงคโปร์อาศัยอยู่ไม่ถึง 100 คน ซึ่งอาจจะน้อยกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนในแต่ละวัน

เรือบัมพ์โบตจะบรรทุกผู้โดยสาร 12 คนมาเทียบท่าที่ปูเลา อูบิน จากนั้นนักท่องเที่ยวต้องเลือกว่าจะไปแบบไหน เหมารถตู้เที่ยวรอบเกาะ เดิน หรือเช่าจักรยาน ซึ่งแน่นอนว่าจักรยานได้รับความนิยมมากที่สุด จะมีร้านให้เช่าจักรยานเสือภูเขาอยู่ใกล้ๆ กับท่าเรือ ทุกคันมีสภาพผ่านการใช้งานมาอย่างหนักแต่คุณภาพเบรกดีเยี่ยม ทำให้พอเดาได้ลางๆ ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ในช่วงแรกเป็นถนนลาดยางอย่างดี ล้อเบียดถนนไหลลื่นแทบไม่ต้องออกแรง แล่นฉิวผ่านหมู่บ้านกัมปงที่เหลืออยู่เป็นหย่อมเล็กๆ หากสังเกตจะเห็นบ้านไม้หลังใหญ่นั่นคือบ้านผู้นำชุมชนที่ประตูไม่เคยปิด

 

ระยะทางประมาณ 1 กม.แรก ถนนราบเรียบอย่างกับ
ผิวกระดาษไม่สะท้านแข้งขาแม้แต่น้อย แต่ ปูเลา อูบิน ไม่ได้รักเราขนาดนั้น เพราะเมื่อถึงทางแยกเลี้ยวขวาไปทางพื้นที่ชุ่มน้ำ เชค จาวา (Chek Jawa Wetlands) ถึงได้รู้ว่า ปูเลา อูบิน ไม่ปรานีเราเลย

Go!

ไม่ทราบว่าหินกรวดคล้ายหินก่อสร้างที่โรยอยู่บนทางเดินนั้นช่วยให้เดินทางสะดวกขึ้นอย่างไร หรือโรยไว้ลดฝุ่น หรืออาจกันล้อติดหล่ม แต่ที่แน่ๆ มันช่างทำให้การขี่จักรยานยากขึ้นทุกกระเบียด ล้อรถบดหินก้อนต่อก้อนสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งร่าง เฟรมจักรยานที่เก่ากรังเริ่มมีเสียงอิดออดบอกสมรรถภาพที่ไม่แข็งแรง ป้ายบอกทางไปเชค จาวา ก็ไม่บอกระยะทาง จึงไม่รู้ว่าหนทางอีกไกลเท่าไหร่ เล่นเอาใจของมือใหม่เริ่มเป็นกังวล

 

สิ่งย้อมใจให้ระหว่างทางลืมหนทางเห็นจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า อย่างต้นที่ต้องลงจากอานไปสำรวจอย่างใกล้ชิด ป้ายติดไว้ว่าชื่อ ต้นธรรมดา (CommonTree) มันน่าจะอยู่มาตั้งแต่ยุคเหมืองแกรนิต ความสูงของมันต้องนอนถ่ายถึงได้ภาพทั้งต้น ความกว้างของมันต้องใช้ 4 คนโอบถึงรอบ ต้นไม้ลักษณะนี้ถ้าอยู่ในประเทศไทยคงมีผ้า 7 สีผูก หรือถูกบวชห่มผ้าเหลืองไปแล้ว แต่ต้นนี้มีเครื่องกันฟ้าผ่าติดไว้ เพราะสิงคโปร์ฟ้าแรงจึงต้องใช้หลักวิศวกรรมและฟิสิกส์ช่วยธรรมชาติบ้าง พอแหงนหน้ามองกิ่งก้านแลพิจารณาสาขามันไม่น่าชื่อต้นธรรมดาเลยเสียจริง

เมื่อกลับขึ้นหลังอาน ทำเป็นมองสองข้างทางเพื่อให้ลืมทางวิบากใต้ฝ่าเท้าไปสักพัก ไม่นานก็ถึงจุดจอดอันเป็นจุดหมาย พื้นที่ชุ่มน้ำเชค จาวา สถานที่แห่งนี้เป็นที่รวบรวมความหลากหลายทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ พันธุ์นก และพันธุ์สัตว์น้ำ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นสะพานเดินยกระดับผ่านป่าชายเลนแต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้ปิดปรับปรุง และยังไม่ระบุว่าจะเปิดเมื่อไหร่ภายในปี 2558

 

ทางที่ยังเปิดให้ใช้คือสะพานเดินเหนือทะเลยาว1.1 กม. มันทอดยาวผ่านขอบป่าและตีโค้งตามสันเกาะมีโครงสร้างโปร่งไร้หลังคา บางช่วงพื้นปูนถูกเปลี่ยนเป็นโครงเหล็กให้เห็นทะเลใต้เท้าว่าเป็นอย่างไร มันคือสะพานที่ถูกออกแบบมาให้กลมกลืนกับธรรมชาติและคำนึงถึงการทัศนศึกษาทางชีววิทยา ท้องทะเลที่นี่ถ้าน้ำลดจนเห็นพื้นทรายจะเห็นสัตว์น้ำชัด เช่น ปลาดาว ปลาหมึก และม้าน้ำ แต่ถ้ามาแล้วน้ำขึ้นและขุ่นคลั่กก็ขอให้สุนทรีย์กับสายลมและเสียงนกร้อง บ่อยครั้งจะเห็นนกยักษ์เทกออฟขึ้นจากสนามบินชางงี แต่อย่าคิดว่าเสียงนั้นรำคาญหู ขอให้ฟังแล้วมองรอบตัวเอง 1 รอบ เพื่อพิจารณาความแตกต่างระหว่างเมืองกับธรรมชาติที่กำลังสัมผัส

โปรดใช้เวลาที่เชค จาวา จนกว่าจะพอใจก่อนกลับมาสู่สังเวียนน่องทองที่คราวนี้หนทางยกระดับสู่เลเวล “ชัน” ทางเข้ากับทางออกเป็นคนละทางกัน เมื่อจอดที่เชค จาวา แล้วต้องขับวนเป็นวงกลม ซึ่งเส้นรอบวงครึ่งหลังนี้เป็นเนินเขาเสียส่วนใหญ่

 

จักรยานเสือภูเขาที่เกียร์ใช้การไม่ได้ไม่ใช่ปัญหาช่วงไหนขึ้นไหวก็ยกบั้นท้ายเล็กน้อยและจัมพ์เท้าปั่นไป แต่ถ้าช่วงไหนน่องยกธงขาวก็แค่ลงจากอานแล้วพาจูง ถือโอกาสเดินชมธรรมชาติแบบเนิบช้า เลาะริมป่าไปจนกว่าทางจะสโลป ทางลงน่าสนุกกว่าแยะ โดยเฉพาะเวลาล้อฟรีไปตามแรงโน้มถ่วงโลก มันเหมือนตัวเองเป็นผีเสื้อบินหาดอกไม้

ก่อนเส้นรอบวงจะไปบรรจบที่ถนนลาดยางตรงทางแยก บ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเหมืองหินแกรนิตคือจุดจอดสุดท้าย บัดนี้น้ำฝนได้เติมเต็มและต้นไม้ก็ขึ้นเต็มแน่นไม่ทิ้งร่องรอยของเหมือง
อีกแล้ว สมกับเป็นธรรมชาติของธรรมชาติที่ไม่เคยปล่อยให้ผืนดินเหี่ยวเฉา

 

Judge

จักรยานเสือภูเขากลับคืนฝูงที่ร้านเช่า ครานี้มันใช้เวลาเดินทางกับสหายใหม่ 4 ชม. แต่ก่อนหน้านี้มันคงผ่านเส้นทางวิบากวันแล้ววันเล่าถึงได้มีร่องรอยของวันวานมากมาย เรือบัมพ์โบตที่กำลังนั่งกลับก็เช่นกัน มันคงผ่านกระแสคลื่นมาคืนแล้วคืนเล่าถึงได้มีรอยเก่าเหมือนผิวหนังเจ้าของเรือ

เมื่อหันหลังให้ท่าเรือก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมือง…

ถนนหนทางในสิงคโปร์เป็นระเบียบ คนมีวินัย สองข้างทางมักมีต้นไม้ใหญ่กิ่งก้านขยายไกลไม่ต้องกลัวติดสายไฟเพราะเขาเอาลงดินทั้งเกาะแล้ว ถ้าจะหาพื้นที่สีเขียวในสิงคโปร์แค่เสิร์ชคำว่า พาร์ค (Park) ก็มีให้เลือกเกือบโหลไม่ว่าจะเป็นเมานท์ เฟเบอร์ พาร์ค (Mount Faber Park) ฮอร์ต พาร์ค (Hort Park) เคนต์ ริจ พาร์ค (Kent Ridge Park) หรือแมกริตชี่ พาร์ค (MacRitchie Reservoir Park) สวนที่เก่าแก่ที่สุด มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทาง 3-11 กม. และสะพานแขวนเหนือยอดไม้ (TreeTop Walk) ที่สวยที่สุดในสิงคโปร์

 

สิงคโปร์เข้าสู่ยามเย็นแล้ว ลมทะเลกำลังพัดขึ้นบก ริมอ่าวกำลังอากาศดี(ที่เชค จาวา ก็คงดีเช่นกัน) และมีวิวสวยๆ ให้มองเสมอ (อะไรหรือจะสู้ป่าดิบชื้นได้) ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมอร์ไลออนที่ไม่เคยหยุดพ่นน้ำ สิงคโปร์ฟลายเออร์ที่หมุนอย่างเชื่องช้า มารีน่าเบย์แซนด์สุดหรูหรา หรือคนธรรมดาที่กำลังเดินดิน(เดินดิน?)

สองความคิดขัดแย้งกันแบบนี้ตั้งแต่กลับมาจากปูเลา อูบิน เหมือนกับตอนเดินบนบาทวิถีใต้เงาไม้ใหญ่ก็พลันคิดถึงทางหินกรวดที่เพิ่งเข็ดไปว่า ดีแค่ไหนแล้วที่มันไม่ถูกลาดยาง

 

 

 

 

ผ่อนคลายกลางขุนเขา ดี วารี ฮิลล์ ลอดจ์ เมษายน 27, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2558 เวลา 13:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1a2WEoU

ผ่อนคลายกลางขุนเขา ดี วารี ฮิลล์ ลอดจ์

โดย…ปอย

ท่ามกลางมวลหมู่ไม้และป่าใหญ่อุดมสมบูรณ์ของ อ.หางดง ดี วารี ฮิลล์ ลอดจ์ เชียงใหม่ พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเดินทางไปยังการผ่อนคลายทางร่างกายกับจิตวิญญาณ พร้อมยกระดับประสบการณ์การพักผ่อนในการสัมผัสกับธรรมชาติของคุณไปสู่อีกขั้นอย่างแท้จริง

ด้วยการเดินทางเพียงแค่ 30 นาทีจากใจกลางเมือง และสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ดี วารี ฮิลล์ ลอดจ์ เป็นบูติกรีสอร์ทที่ให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบที่ได้รับรางวัลจากโครงการประกวดความเป็นเลิศด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์เอเชียตะวันออก ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมและสมาคมสถาปนิก อาเซียน เรื่องสถานที่ตั้งที่อยู่บนเนินเขา ถูกโอบล้อมด้วยร่มไม้นานาชนิด

 

ห้องพักของรีสอร์ทที่นี่มีลักษณะเป็นกระท่อมซึ่งตั้งชื่อตามสายพันธุ์ดอกไม้ไทยรวมทั้งหมด 7 หลังแค่นั้น คือ แก้ว บุนนาค กระดังงา ลีลาวดี กาซะลอง ราตรี และสระบัว แต่ละหลังล้วนถูกออกแบบและได้รับการตกแต่งอย่างประณีต และทําเลของกระท่อมแต่ละหลังที่ตั้งอยู่ห่างกันเพื่อความเงียบสงบให้ตื่นมาตอนเช้าๆ ก็จะได้สัมผัสธรรมชาติอันบริสุทธิ์ มุมมองของเนินเขา และภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม มีเสียงของนกนานาชนิดก้องร้องต้อนรับน้ำค้างตอนเช้า

ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายไปกับฉากอันเงียบสงบของป่าเขตร้อน ภูเขา หมอกและท้องฟ้าใสได้ตลอดทั้งวัน ดีวารีนวดไทยควบคู่กับการนวดน้ำมันคือคอร์สยอดนิยมของที่นี่ การบริการที่เติมเต็มทุกความต้องการการพักผ่อนของนักท่องเที่ยวให้ดีที่สุด

 

ส่วนเรือนนวดไทย เปลี่ยนเรือนบัวให้เป็นสปา เพราะพฤติกรรมของคนที่มาเที่ยวเชียงใหม่ และมุ่งมาแม่สะเมิงจะเป็นลักษณะคู่รัก หรือมาเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างรักความสงบ ใช้การนวดไทยแบบราชสำนัก ที่ไม่เน้นลงน้ำหนักมากนัก เป็นความผ่อนคลายที่สบายจริง ส่วนความหรูหรามีห้องสตรีมอบไอน้ำกระตุ้นให้เลือดหมุนเวียนกระปรี้กระเปร่า และดีทอกซ์ ขับเหงื่อเป็นการวอร์มร่างกาย

จากนั้นเริ่มการนวดคอร์สนี้ใช้เวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง เป็นการนวดราชสำนัก เน้นกดจุดช่วงไหล่ หลัง และเท้า จะเริ่มนวดตั้งแต่ใต้เข่าลงมาหาข้อเท้าซึ่งเป็นจุดปวดเมื่อยของคนในเมือง ผู้นวดจะคลำชีพจรที่ข้อมือและหลังเท้าข้างเดียวกันเพื่อตรวจดูอาการความขี้เมื่อย โดยพิจารณาจากการเต้นของชีพจรทั้งสองแห่งที่เรียกว่า “ลมเบื้องสูงและลมเบื้องต่ำ” เสียก่อนว่าเสมอกันหรือไม่ แล้วจึงเริ่มทำการนวดที่ต้องเน้นความสุภาพอย่างมาก

นวดที่ฝ่าเท้าขึ้นไปหาลำตัวจะใช้เฉพาะนิ้วหัวแม่มือและปลายนิ้วในการนวดเท่านั้น และไม่ใช้การนวดคลึงแขนจะต้องเหยียดตรงเสมอ เพื่อน้ำหนักจะได้ลงที่หัวแม่มือ จะช่วยผ่อนคลายจากการเจ็ตแล็ก การนวดน้ำมันที่หนักขึ้นจากโจโจ้บาออยล์ และขมิ้นที่ขัดผิวได้เป็นอย่างดี

 

 

ชวนกันปั่น ชมรมจักรยานประชาชื่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2558 เวลา 12:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/357365/ชวนกันปั่น-ชมรมจักรยานประชาชื่น

ชวนกันปั่น ชมรมจักรยานประชาชื่น

โดย…ภาดนุ

การปั่นจักรยานยังคงเป็นกีฬายอดนิยมของคนเมืองตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมา จนมีผู้รักการปั่นหลายกลุ่มได้รวมตัวกันตั้งชมรมปั่นจักรยานขึ้นมากมาย และ “ชมรมจักรยานประชาชื่น” ก็เป็นอีกหนึ่งคอมมูนิตี้ของคนรักจักรยานที่พร้อมใจมารวมตัวกันเพื่อภารกิจในการปั่นโดยเฉพาะ

ป๋าตุ๋ม-สุรินทร์ เลี่ยมเงิน (เกษียณ/อายุ 60 ปี) “ชมรมจักรยานประชาชื่นตั้งมาประมาณ 4 ปีแล้วครับ โดยการนำของป๋าเปี๊ยก (ประธานชมรม) ซึ่งพอเกษียณมาแล้วแกเป็นคนที่ชอบขี่จักรยานมาก พอดีว่าผมได้รู้จักกับแกและเพื่อนอีกสองคน ป๋าเปี๊ยกก็เลยชักชวนว่าเราน่าจะตั้งชมรมจักรยานขึ้นมานะ พวกเราก็เลยตกลงใจเริ่มตั้งชมรมกันแค่ 3-4 คนนั่นแหละ แรกเริ่มผมก็ซื้อจักรยานมือสองที่ส่งมาจากญี่ปุ่นก่อน แต่เมื่อศึกษาไปเรื่อยๆ ผมเลยซื้อทั้งจักรยานทัวริ่งและเสือภูเขาเพิ่มขึ้นมา จนตอนนี้มีจักรยานทั้งหมด 5 คันแล้วครับ”

หลังจากตั้งชมรม สมาชิกทั้ง 4 คน ก็พิมพ์ป้ายผ้าของชมรมแล้วนำไปติดรถจักรยานด้วยเสมอตอนที่พวกเขาออกไปปั่น นานวันเข้าก็มีคนเข้ามาถาม ประกอบกับมีน้องสมาชิกคนหนึ่งซึ่งเก่งด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามาร่วมชมรม เขาจึงเปิดเฟซบุ๊กของชมรมจักรยานประชาชื่นขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้มีสมาชิกทางเฟซบุ๊กพันกว่าคนแล้ว แต่ในการออกทริปปั่นจักรยานจริงๆ นั้นจะมีสมาชิกประมาณ 30 คน

“ทริปล่าสุดที่เราจัดไปอยุธยาก็มีคนที่ทราบข่าวจากเฟซบุ๊กมาขอเข้าร่วมทริปเพิ่มอีก 25 คน ทริปนี้เป็นการนั่งรถไฟไป โดยนำจักรยานขึ้นรถไฟไปปั่นที่อยุธยาด้วย ที่เราต้องขึ้นรถไฟไปก็เพราะเราอยากให้
ผู้หญิงและเด็กซึ่งเป็นลูกเมียของสมาชิกในกลุ่มได้ไปปั่นด้วยกันกับเรา ซึ่งปกติแล้วส่วนใหญ่สมาชิกชายจะปั่นไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ-อยุธยา และอยุธยา-กรุงเทพฯ กันซะมากกว่า”

ป๋าตุ๋มเสริมว่า สำหรับเส้นทางปั่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้นจะมีทุกวันอังคาร-ศุกร์ โดยแบ่งย่อยเป็นวันเช่น วันอังคารกับพฤหัสฯ จะปั่นลัดเลาะมุดไปตามตรอกซอกซอย เช่น คลองเปรมฯ คลองรังสิต เป็นต้น แต่จะไม่วิ่งบนถนนใหญ่ ส่วนอีกเส้นทางอย่างวันศุกร์ก็จะปั่นไป กินไป เที่ยวไป แบบชิลๆแถวเยาวราช สนามหลวง ฯลฯ ซึ่งจะเป็นคนละอารมณ์กันเลย โดยแต่ละเส้นทางจะจัดให้มีสมาชิกที่รับผิดชอบดูแลแยกกันชัดเจน

“ปกติแล้วเราจะนัดปั่นจักรยานกันทุกสัปดาห์ โดยปั่นวันอังคาร-ศุกร์ (เว้นวันเสาร์กับจันทร์) ซึ่งสมาชิกที่เป็นคนทำงานหรือวัยรุ่นก็จะมาปั่นกันรอบค่ำๆ ซึ่งจะเลิกดึกหน่อย ส่วนคนวัยเกษียณอย่างเรามักจะเลือกปั่นแต่ตอนกลางวันเพราะจะสะดวกและคล่องตัวมากกว่า ส่วนการออกทริปแบบทัวริ่งที่ต้องไปกางเต็นท์ค้างคืนเราจะออกทริปกันเดือนละครั้ง ซึ่งทริปทัวริ่งล่าสุดที่เรากำลังจะไปในวันที่ 4-6 เม.ย.นี้ก็คือเขาใหญ่ครับ”

ป๋าตุ๋มทิ้งท้ายว่า ข้อดีของการปั่นจักรยานก็คือการได้ทั้งสุขภาพและมิตรภาพที่ดี เพราะการที่ได้รู้จักคนใหม่ๆ หลากหลายอาชีพ ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ๆ ได้สังคมใหม่ ที่บางครั้งจะสามารถช่วยเหลือกันได้ต่อไปในอนาคต

เจี๊ยบ-อังคณา ชินกุลประสาน(แม่บ้าน/อายุ 57 ปี) “ดิฉันและสามีเข้าร่วม ‘ชมรมจักรยานประชาชื่น’ มาได้ปีครึ่งแล้ว เรารู้จักชมรมนี้จากเฟซบุ๊กค่ะ ย้อนไปเมื่อยี่สิบปีก่อนที่บ้านดิฉันเคยซื้อจักรยานเสือภูเขาไว้ แต่ด้วยความที่มันหนักและดิฉันเปลี่ยนเกียร์ไม่ค่อยเป็นจึงเลิกขี่จักรยานไปนานทีเดียว แต่มีครั้งหนึ่งที่ดิฉันไปเดินเล่นที่สวนรถไฟก็ได้เห็นคนนิยมขี่จักรยานกันเยอะมาก ดิฉันเลยไปเช่าจักรยานที่สวนรถไฟขี่เล่น แต่อย่างว่าจักรยานมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

หลังจากกลับถึงบ้าน เจี๊ยบจึงคุยกับสามีว่าเราควรจะซื้อจักรยานใหม่มาขี่กันนะ อยู่มาวันหนึ่งสามีก็ชวนเธอไปดูจักรยานและซื้อจักรยานราคาหลายหมื่นบาทให้ แถมเขายังซื้อให้ตัวเองอีกคันหนึ่งด้วย

“เมื่อดิฉันและสามีซื้อจักรยานเรียบร้อย เราก็ไปร่วมกิจกรรมกับชมรมซึ่งสมาชิกทุกคนในชมรมดูแลเราดีมากเวลาที่เราปั่นจักรยานไปตามถนนจะมีสมาชิกบางคนคอยขี่จักรยานประกบเพื่อช่วยดูแลให้คำแนะนำในการขี่และอื่นๆ กับมือใหม่อย่างเราตลอดทางจนรู้สึกเหมือนพี่น้องกันเลยค่ะ

จำได้ว่าตอนที่ร่วมปั่นครั้งแรก เราปั่นจากแถวประชาชื่นไปยังเอเชียทีคดิฉันยังได้รับคำชมจากสมาชิกคนอื่นๆว่าปั่นใช้ได้เลย ส่วนเส้นทางไกลๆ ก็เคยไปพระนครศรีอยุธยากับเขามาเหมือนกัน บางครั้งก็ปั่นจากกรุงเทพฯ ไปนครปฐมบ้าง เฉลี่ยแล้วดิฉันกับสามีจะไปร่วมปั่นจักรยานเดือนละ 3-4 ครั้ง แต่หลังๆ มานี้ดิฉันก็งดปั่นบ้าง เพราะปั่นกลางวันทีไรฝ้าแดดมักขึ้นใบหน้าจนต้องเสียเงินรักษากันทุกที แต่ถึงกระนั้นดิฉันกับสามีก็ซื้อจักรยานเพิ่มอีกจนตอนนี้มี 8 คันแล้วค่ะ (หัวเราะ)”

ผู้สนใจเข้าร่วมชมรม ติดตามได้ที่ www.facebook.com/groups/prachachuen.bike.club/

 

ซูตองเป้ สะพานแห่งความสำเร็จ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2558 เวลา 12:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/เที่ยวทั่วไทย/357361/ซูตองเป้-สะพานแห่งความสำเร็จ

ซูตองเป้ สะพานแห่งความสำเร็จ

โดย… กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

“ซูตองเป้” เป็นภาษาไทยใหญ่ หมายถึง “ความสำเร็จ” สะพานแห่งนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “สะพานแห่งความสำเร็จ” ความน่าสนใจของสะพานแห่งนี้ไม่ได้อยู่แค่เพียงเป็นเส้นทางสัญจรของพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่บนสวนธรรมภูสมะเท่านั้น หากแต่สะพานนี้เกิดจากพลังแห่งศรัทธา และการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านกุงไม้สัก ที่ช่วยกันลงแรงสานพื้นสะพานด้วยไม้ไผ่จนมีความยาวกว่า 500 เมตร ทอดตัวไปบนที่นาของชาวบ้าน ผู้อุทิศที่นาถวายเพื่อการสร้างสะพานนี้ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำสะงาได้ใช้สัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้านได้สะดวกยิ่งขึ้น

เพียงไม่กี่ก้าวที่ได้เยื้องย่างเท้าเข้าไปสัมผัสสะพานแห่งนี้ ทำให้เรารู้สึกได้ถึงแรงศรัทธาที่ชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคเสาไม้เก่าเพื่อที่จะนำมาสร้างเสาสะพาน อีกทั้งแรงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา ซูตองเป้ใช้เวลาสร้างเสร็จราว 2 เดือนเศษ ยิ่งทำให้เราศรัทธาในพลังของชาวบ้านมากยิ่งขึ้น

 

 

 

 

ประจวบฯ เหนือระดับน้ำทะเล เวย์นี้ไม่ธรรมดา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2558 เวลา 12:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/เที่ยวทั่วไทย/357357/ประจวบฯ-เหนือระดับน้ำทะเล-เวย์นี้ไม่ธรรมดา

ประจวบฯ เหนือระดับน้ำทะเล เวย์นี้ไม่ธรรมดา

โดย… กาญจน์ อายุ

หัวหินไม่ใช่ตัวเมืองของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มันแค่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด คนจึงแห่ไปมากกว่าใคร อำเภอเมืองจริงๆ อยู่ถัดจากปราณบุรี สามร้อยยอด และกุยบุรีลงมา เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเล และเหนือระดับน้ำทะเลมีเรื่องโหดๆ ให้ลอง

ขอสารภาพว่าตอนนี้ยังเดินกะเผลกอยู่เลย

เขาล้อมหมวก เดินด้วยใจล้วนๆ

อ่าวมะนาวเป็นที่ตั้งของกองบิน 5 ห่างจากตัวอำเภอเมืองเพียง 2 กม. เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดสู้รบระหว่างทหารไทยและกองทัพญี่ปุ่น วันนั้นเป็นเช้ามืดของวันที่ 8 ธ.ค. 2484 กองทัพญี่ปุ่นจะยกพลขึ้นบกที่อ่าวมะนาวเพื่อใช้เป็นทางผ่านไปยังพม่าและมลายู จึงปะทะกับกองทัพไทยที่กองบินน้อยที่ 5 อย่างดุเดือด การสู้รบยาวนานถึง 33 ชม. และสิ้นสุดลงเมื่อบุรุษไปรษณีย์ได้ว่ายน้ำมาส่งสาส์นจากเจ้าเมืองให้หยุดยิงและเปลี่ยนมาเจรจากับญี่ปุ่นโดยให้ใช้ไทยเป็นทางผ่านได้ ครั้งนั้นมีทหารญี่ปุ่นตายมากกว่า 400 นาย และกองทัพไทยสูญเสียนายทหารราว 30 นาย ปัจจุบันได้นำอัฐิมารวมไว้ที่อนุสาวรีย์รายนามผู้เสียชีวิต ใกล้กับแผ่นศิลาสลักเรื่องราวในวันนั้น และบ้านพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองบิน 5 วันที่ 8 ธ.ค.ของทุกปี จะมีงานรำลึกถึงวีรกรรมทหารไทยและจัดกิจกรรมขึ้นที่เขาล้อมหมวก

ค่างแว่นกองบิน 5 ขึ้นชื่อเรื่องความน่ารัก มันอาศัยในป่าตรงตีนเขาล้อมหมวก และออกมารออาหารจากนักท่องเที่ยวทุกวันที่จุดให้อาหาร ทางขึ้นเขาล้อมหมวกก็อยู่ตรงนั้น มีป้ายติดเตือนว่าห้ามให้ถั่วฝักยาวค่างแว่น เพราะเคยมีประวัติค่างแว่นตาย ผ่าท้องออกมาเจอแต่ถั่วฝักยาวฉีดยาฆ่าแมลง อีกป้ายเตือนนักท่องเที่ยวว่าห้ามขึ้นเขาระหว่างเวลา 16.00-06.00 น.

ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายสองกว่าๆ แดดเพิ่งออกหลังถูกฝนกระหน่ำ ธรรมชาติเป็นใจ ส่วนคนก็เตรียมตัวมาดี ศึกษาหนทางมาก่อนว่าต้องเดินขึ้นบันได 496 ขั้น จากนั้นต่อด้วยการปีนเขาอีกครึ่งทาง เหมาะกับคนร่างกายแข็งแรง ฉันเองก็ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ปัจจัยทุกอย่างอนุญาตให้ขึ้นเขาล้อมหมวกได้ จึงแบกเป้ขึ้นหลังด้วยใจเด็ดเดี่ยว ก่อนขึ้นยังหันไปสบตาค่างแว่นและกล่าวอำลาเบาๆ มันจ้องตาแป๋วกลับเหมือนกำลังบอกว่า “โชคดี”

 

เหงื่อเม็ดแรกผุดขึ้นกลางจมูกตั้งแต่บันไดขั้นที่ 10 ไม่กล่าวโทษคนก่อปูนสร้างบันไดที่ทำไม่เสมอกันเลยสักขั้น เพราะถือเป็นบุญมากแล้วที่มีทางเดินขึ้นเขาง่ายๆ แบบนี้ ตอนนั้นไม่คิดจะนับจาก 1 ถึง 496 มันบั่นทอนจิตใจเกินไป จึงเดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็กลับหลังหันมองวิวอ่าวประจวบฯ สูดลมเข้าปอดฟอดใหญ่ ถ้าเติมลมให้ตัวพองแล้วลอยเหมือนลูกโป่งได้คงทำไปแล้ว

บางคนบอกว่าการเดินขึ้นบันไดมันเหนื่อยกว่าเดินขึ้นเขาตามธรรมชาติ คำพูดนี้ได้ยินมาตลอดทางจนสิ้นสุดขั้นสุดท้าย บันไดขั้นที่ 497 คือหินตะปุ่มตะป่ำ มีเชือกให้ดึงตัวแทนราวเหล็ก ไม่รู้ว่าทางเดินขึ้นเขาเหนื่อยกว่าไหม เพราะมันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ที่ไม่ต้องวัดก็รู้คือ “ยากกว่า”

 

อยู่ดีๆ แววตาของค่างแว่นก็แวบเข้ามา ฉันโชคดีจริงๆ ที่มีเพื่อนร่วมทางเป็นชายอายุ 50 กว่าที่มีประสบการณ์การเดินป่าโชกโชน เขาแนะนำทุกก้าวเดินว่าควรวางเท้าอย่างไร ปีนไปทางไหน ถ่ายน้ำหนักไปด้านใด และให้กำลังใจโดยการหลอกไปเรื่อยๆ ว่าเกือบถึงแล้ว ฉันกลายเป็นเด็กหัดเดินไปแล้วในตอนนั้น ประสบการณ์การเดินขึ้นภูสอยดาว ภูกระดึง หรือแม้แต่ม่อนทูเลที่ต้องเดินป่า 2 คืน มันนำมาใช้กับเขาล้อมหมวกไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นทางหินแหลมคมและชัน ต้องใช้ทักษะการปีนป่าย ใช้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนประสานกับจังหวะการก้าว และใช้ใจสู้กับอาการกลัวที่หากพลาดจะถูกหินบาดและพลัดตกเขา

ครึ่งทางที่เหลือมันนานกว่าครึ่งทางที่ผ่านมา แต่ก้าวต่อก้าว ปีนขึ้นไปทีละย่าง ไม่ว่าอย่างไรมันก็ถึง ยอดเขาล้อมหมวกเหมือนหัวเข็มหมุด ไม่มีลานกว้างให้กางเต็นท์ ไม่มีจุดชมวิว เพราะไม่ว่ายืนตรงไหนก็เห็นวิวได้รอบตัว เป็นที่ประดิษฐานศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก มีรอยพระพุทธบาทและพระพุทธรูปให้สักการะ ด้านหน้าองค์พระเป็นอ่าวประจวบฯ ไกลออกไปลิบๆ เป็นอ่าวน้อย ส่วนด้านหลังเป็นอ่าวมะนาว ฉันนั่งพักหันหน้ามองดูวิวสามอ่าวแล้วคิดว่า “ขึ้นมาได้อย่างไร”

2 ชั่วโมงกว่าที่พาตัวเองขึ้นมาถึงยอดเขาล้อมหมวก ทำให้อยากนั่งรับลมชมอ่าวอยู่แบบนั้น อย่างน้อยก็รอให้ขาหายสั่นแล้วค่อยลง แต่พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงจะหลบเข้าขอบฟ้าในอีกไม่นาน ก่อนตัดใจลาจากฉันพนมมือไหว้พระและขอพร

เส้นทางกลับก็คือเส้นที่มา ความชันกลายเป็นทางลาดที่ต้องสู้กับแรงโน้มถ่วง บัดดี้วัยดึกของฉันสอนว่าให้หันหลังลง เอียงตัวเล็กน้อยเพื่อมองซอกหินแล้ววางเท้า แต่สำหรับฉันวิธีนี้มันไม่ได้ผล เพราะการหันหลังทำให้มองไม่เห็นทางซึ่งทำให้ไม่กล้าก้าว จึงเปลี่ยนมาใช้บั้นท้ายถัดหินลงมา โชคดีที่กางเกงหนารับคมหินได้ดี ขาทั้งสองสั่นมากขึ้นและมากขึ้นไปอีกเวลาเดินลงบันได จากซ้ายหนึ่งขั้น ขวาหนึ่งขั้น กลายเป็นต้องพักขาทุกขั้น บางช่วงพักดูพระอาทิตย์เข้าม่านเมฆจนครึ่งดวงแล้วค่อยเดินต่อ กระทั่งแสงใกล้หมดจึงเร่งฝีเท้าจนถึงพื้นดินอย่างสั่นเทา ตรงนั้นไม่เหลือค่างแว่นเลยสักตัว ไม่เหลือแม้แสงสุดท้าย เหลือเพียงตัวเองที่กำลังมองย้อนกลับไป “ฉันทำได้”

สรุปการเดินทางขึ้นเขาล้อมหมวก ประการแรก ร่างกายต้องแข็งแรงอย่างที่ฉันอ่านมานั้นถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องมีทักษะการปีนเขาและต้องอ่านเส้นทางออกว่าควรปีนไปทางไหน ประการที่สอง ถ้ายังไม่มีประสบการณ์ปีนเขา ควรหาเพื่อนไปด้วย เพราะเขานี้ใครขึ้นไปก็ได้ ไม่มีการบันทึกชื่อก่อนขึ้นไป ดังนั้นหากประสบอุบัติเหตุอยู่ด้านบนก็ไม่มีใครรู้ ประการที่สาม รองเท้าสำคัญที่สุด ควรใส่รองเท้าผ้าใบพื้นหนาและมีดอกเพื่อการยึดเกาะที่ดี ส่วนถุงมือถ้าใส่แล้วถนัดก็ควรใส่เพื่อลดอาการเจ็บเวลาไต่หิน ประการที่สี่ พกน้ำเกลือแร่ติดตัวไปด้วย และประการที่ห้า หากไปกับแฟน ถ้าไม่รักกันมากขึ้นก็ทะเลาะกันเลย

 

ถ้ำคั่นกระได

วัดอ่าวน้อยถูกบูรณะใหม่ทำให้มีพระอุโบสถไม้สักล้อมด้วยพญานาคงดงาม แต่ดั้งเดิมนั้นคนที่มาสักการะจะเดินขึ้นบันไดไปยังถ้ำคั่นกระไดที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ 2 องค์ องค์หนึ่งตะแคงขวา อีกองค์ตะแคงซ้าย ซึ่งถ้าจะบอกว่าเป็นอันซีนของประจวบฯ ก็ไม่ได้เกินความจริงแต่อย่างไร เพราะต้องตั้งใจขึ้นไปถึงจะเห็น

ทางขึ้นถ้ำคั่นกระไดถือว่าเป็นชั้นอนุบาลถ้าเทียบกับเขาล้อมหมวก เป็นบันไดค่อยๆ ไต่ระดับมีศาลาให้นั่งพักระหว่างทาง และเมื่อถึงปากถ้ำแล้วจะมีตู้ให้หยอดเงินเพื่อเปิดไฟในถ้ำ คิดนาทีละ 1 บาท อย่างต่ำ 10 นาที และมีไฟฉายให้หยิบยืม (อย่าลืมพกเหรียญ 10 บาทไป) ตรงทางเข้าด้านในจะเจอพระพุทธไสยาสน์ตะแคงขวาหันเท้ามายังปากถ้ำ ตรงนี้แสงสว่างยังส่องถึง แต่เมื่อเดินเข้าไปด้านในแล้วแสงจะมาจากไฟหลอดฟลูออเรสเซนต์จะพบกับพระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้าย และพระพุทธรูปสีขาวห่มจีวรหันหน้าไปทางพระพุทธไสยาสน์ เดินต่อไปด้านในเป็นโถงถ้ำใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิอีกองค์ ว่ากันว่าถ้ำนี้เคยเป็นที่หลบพายุของชาวประมง แต่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอ่าวน้อยนับถือ

 

อ่าวน้อยคืออ่าวที่อยู่ไกลลิบเมื่อมองจากเขาล้อมหมวก ห่างจากอำเภอเมือง 8 กม. ตรงทางขึ้นถ้ำเป็นที่จอดเรือประมงซึ่งสามารถซื้อหาอาหารทะเลสดๆ ในราคาไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และยังได้เห็นวิถีชีวิตคนหาปลาเคล้ากลิ่นคาวทะเล

ประจวบคีรีขันธ์ในมุมเหนือระดับน้ำทะเล แม้จะไม่ชิลเหมือนนอนอาบแดด แต่เป็นการหาประสบการณ์ที่หาจากไหนไม่ได้ ภูเขาไหนๆ ก็ไม่เหมือนเขาล้อมหมวก พระพุทธไสยาสน์ที่ใดก็ไม่เหมือนที่ถ้ำคั่นกระได แม้วิวสามอ่าวจะมองได้จากวัดเขาช่องกระจก แต่คงไม่สวยงามเท่ามองจากสายตาที่เปื้อนเหงื่อไคล แม้กระทั่งการหายใจที่คงไม่ชื่นใจเท่ายามหัวใจเต้นรัว

 

 

 

 

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ‘ฉันไปเยือนขั้วโลกใต้ มาแล้วสองครั้ง’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2558 เวลา 16:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/กิน-เที่ยว/เที่ยวทั่วไทย/356196/รศ-ดร-สุชนา-ชวนิชย์-ฉันไปเยือนขั้วโลกใต้-มาแล้วสองครั้ง

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ‘ฉันไปเยือนขั้วโลกใต้ มาแล้วสองครั้ง’

โดย…ภาดนุ ภาพ (บุคคล) เสกสรร โรจนเมธากุล

ทวีปแอนตาร์กติกหรือขั้วโลกใต้ น้อยคนนักที่ชีวิตนี้จะมีโอกาสได้ไปเยือน แต่ไม่ใช่กับ รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีประสบการณ์ในการไปเยือนขั้วโลกใต้มาแล้วถึงสองครั้ง

ตะลุยงานวิจัยครั้งแรก

รศ.ดร.สุชนา หรือเปิ้ล เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์สตรีไทยคนแรกที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักวิจัยไทยเพื่อร่วมเดินทางไปขั้วโลกใต้กับคณะสำรวจจากประเทศญี่ปุ่นรุ่นที่ 51 ในปี 2551 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการทุนวิจัยลอรีอัลฯ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” เพื่อร่วมศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

“การได้ไปเยือนขั้วโลกใต้เป็นสิ่งที่ดิฉันใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก เพราะอยากไปเห็นนกเพนกวินตัวเป็นๆ ที่ขั้วโลกใต้จริงๆ เพราะฝังใจตั้งแต่เด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่เคยพาไปดูนกเพนกวินซึ่งอยู่ในห้องแอร์ในสวนสัตว์ แล้วดิฉันสังเกตว่ามันจะเป็นผดตุ่มแดงๆ มองแล้วไม่น่ารักเลย (หัวเราะ) ก็เลยอยากจะไปเห็นเพนกวินตัวเป็นๆ ที่ขั้วโลกใต้ว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง”

 

เนื่องจากเป็นคนที่ชอบท้องทะเลเป็นทุนเดิม เปิ้ลจึงเลือกเรียนปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่จุฬาฯ ต่อด้วยปริญญาโทสาขาชีววิทยา และปริญญาเอกสาขาสัตววิทยา จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐ เมื่อเรียนลึกลงไป ก็พบว่าขั้วโลกใต้เป็นสถานที่ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกอยากจะไปสำรวจกันทั้งนั้น เพราะมีสัตว์อยู่หลายชนิดที่ยังคงแสดงพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริงซึ่งหาดูได้ยาก เหมาะแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ไม่ได้มีแต่นกเพนกวินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันนี้เราเป็นห่วงในเรื่องภาวะโลกร้อนกันอยู่ ที่ขั้วโลกใต้จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะจะไปศึกษาวิจัยอย่างมาก เพราะตอนนี้น้ำแข็งที่ขั้วโลกจะค่อยๆ ละลายมากขึ้นเรื่อยๆ อีกอย่างที่ขั้วโลกใต้ยังถือเป็นสถานที่รองรับมลพิษเลยก็ว่าได้ เวลาที่มนุษย์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นไปในอากาศ ก๊าซเหล่านี้ก็จะไหลไปรวมกันอยู่ที่ขั้วโลกใต้เพราะแรงดึงดูดของโลก ทำให้ตอนนี้ขั้วโลกใต้มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดแล้ว การไปขั้วโลกใต้จึงเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่ดิฉันทำอยู่”

เปิ้ล เล่าว่า สถานีสำรวจของญี่ปุ่นที่ต้องเดินทางไปนั้นตั้งอยู่บนทวีปแอนตาร์กติกในช่วงที่ไกลมากๆ ไม่สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้ ต้องเดินทางโดยเรือจากออสเตรเลีย และต้องเป็นเรือตัดน้ำแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าสู่สถานีสำรวจได้ ใช้เวลาเดินทางไป 1 เดือน และต้องอยู่ทำการสำรวจที่สถานีอีก 2 เดือน จากนั้นต้องนั่งเรือกลับอีก 1 เดือน รวมแล้วต้องใช้เวลาทั้งหมด 4 เดือน แถมอากาศที่นั่นยังหนาวเย็นจนอุณหภูมิติดลบอีกด้วย

“ก่อนเดินทางไปต้องมีการเช็กความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทางร่างกายต้องมีการเข้าแคมป์เพื่อเทรนก่อน 1 สัปดาห์ โดยต้องวิ่งตอนเช้าทุกวันเพื่อฟิตร่างกาย มีการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด รวมทั้งการทดสอบจิตใจโดยแพทย์ผู้เขี่ยวชาญ ซึ่งสำคัญมาก เพราะใน 4 เดือนนี้จะได้เจอแต่คณะนักวิจัยด้วยกัน 80 คนเท่านั้น ไม่สามารถโทรศัพท์คุยกับครอบครัวหรือญาติพี่น้องได้เพราะไม่มีสัญญาณ ถ้าใช้สัญญาณดาวเทียมก็แพงเกินจำเป็น หรือจะส่งอีเมลหาครอบครัวก็เป็นไปได้น้อยมาก

ฉะนั้น จิตใจจึงต้องมั่นคงไม่หวั่นไหวง่าย ซึ่งทุกคนก็ผ่านการทดสอบมาได้ด้วยดี ตอนหลังถึงได้รู้ว่าการที่เขาเทรนเรานั้นมันมีประโยชน์จริงๆ เพราะในการสำรวจขั้วโลกใต้ เราต้องเดินไปตามทุ่งน้ำแข็งวันละ 8-9 ชั่วโมง ทุกคนจึงต้องมีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ยังต้องฝึกดูเข็มทิศให้เป็น เพราะถ้าดูเข็มทิศไม่เก่ง ก็อาจหลงทางบนทุ่งน้ำแข็งขาวโพลนจนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้”

เปิ้ล บอกว่า การออกสำรวจไปตามทุ่งน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ นอกจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นอุณหภูมิติดลบแล้ว ลมยังพัดแรงมากๆ บางครั้งลมอาจจะพัดเอาเศษวัสดุต่างๆ เช่น หัวนอต เศษเหล็ก ที่หลงเหลือจากทีมวิจัยก่อนหน้านั้น ปลิวมาใส่เราด้วยความรุนแรงได้ เวลาที่ออกสำรวจจึงต้องใส่หมวกนิรภัยซึ่งลักษณะคล้ายๆ หมวกกันน็อกทุกครั้ง เพื่อป้องกันเศษวัสดุเหล่านี้พัดมาเจาะศีรษะ จนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ แล้วการทำงานบนแผ่นน้ำแข็งในแต่ละวันยังต้องสวมชุดและรองเท้าบู๊ต ซึ่งทำจากวัสดุพิเศษที่มีน้ำหนักมาก ทำให้เดินเหินลำบากและต้องระวังตัวทุกฝีเก้า แต่ถึงจะระวังตัวยังไงก็มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นจนได้

“วันนั้นดิฉันและเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนต้องทำงานบนทะเลน้ำแข็ง (ด้านบนเป็นน้ำแข็ง ด้านล่างเป็นทะเล) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นอันตราย เพราะหากน้ำแข็งเกิดแยกตัวแล้วตกลงไปก็อาจเสียชีวิตได้เลย งานของพวกเราคือการขุดหลุมเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำแข็ง โดยมีดิฉันทำหน้าที่ปักธงเป็นระยะๆ เพื่อทำเครื่องหมาย อุปกรณ์สำคัญที่พวกเราต้องมีติดตัวก็คือ นกหวีด เข็มทิศ และมีดพับ ซึ่งต้องห้อยคอไว้ตลอดเวลา

จำได้ว่าวันนั้นลมพัดแรงมาก ประกอบกับเราใส่หมวกนิรภัย เวลาใครพูดหรือใครเรียกก็จะไม่ได้ยินเลย แต่จริงๆ แล้วดิฉันกับเพื่อนร่วมทีมห่างกันแค่ 50-60 เมตรเท่านั้นเอง ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ใกล้จะมืด ขณะที่ดิฉันกำลังเดินเก็บธงตามแนวที่เราสำรวจบนแผ่นน้ำแข็งเพื่อเตรียมตัวกลับสถานี แต่บังเอิญเท้าดิฉันก้าวออกจากแนวสำรวจไปแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ก็ทำให้ขาข้างหนึ่งตกยวบลงไปในน้ำแข็งที่ละลาย ด้วยความตกใจทำให้ดิฉันลืมเป่านกหวีดขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมทีม ดิฉันก็ตะโกนเรียกเพื่อนใหญ่เลย แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน”

ขณะที่ขาอีกข้างหนึ่งของ รศ.ดร.สุชนา กำลังจะยวบตามลงไปอีกข้าง ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดบวกกับความโชคดี ทำให้เธอรีบตะเกียกตะกายขึ้นมายืนบนแนวสำรวจได้สำเร็จ และค่อยๆ เดินตามเพื่อนร่วมทีมไปจนทัน “พอเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนฟังเพื่อนก็พากันตกใจใหญ่ พวกเราจึงรีบพากันกลับสถานีทันที เพราะขืนอยู่นานไป อาจทำให้ขาที่ตกลงไปในน้ำแข็งเกิดอาการชาเดินไม่ได้ขึ้นมาแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่”

มิใช่มีแค่เรื่องตื่นเต้นเท่านั้น แต่เปิ้ลยังเก็บความทรงจำที่แสนประทับใจในการเดินทางครั้งนี้กลับมาด้วย “สิ่งที่ดิฉันประทับใจ ก็คือการได้ไปเยือนขั้วโลกใต้เป็นครั้งแรกในชีวิต ได้ไปเห็นนกเพนกวินตัวเป็นๆ ใกล้ๆ แบบที่หวังไว้ ได้เก็บตัวอย่างน้ำแข็งมาวิจัย ได้เห็นแมวน้ำตัวเป็นๆ ในระยะใกล้ๆ รวมทั้งการได้เดินบนทุ่งน้ำแข็งที่ขาวโพลนสวยงาม ซึ่งนับเป็นเสน่ห์ของขั้วโลกใต้ที่ดิฉันไม่เคยลืม และหวังว่าจะมีโอกาสได้กลับมาอีกครั้ง”

 

เยือนขั้วโลกใต้ครั้งที่สอง

เมื่อต้นปี 2557 รศ.ดร.สุชนา ก็มีโอกาสได้เดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้อีกครั้ง กับคณะสำรวจจากประเทศจีน ภายใต้โครงการในพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การเดินทางครั้งนี้ต้องขึ้นเครื่องบินมาลงที่ประเทศชิลี จากนั้นจึงบินต่อไปยังเกาะคิงจอร์จ ซึ่งตั้งอยู่ปลายคาบสมุทรของทวีปอเมริกาใต้ อันเป็นที่ตั้งของสถานีสำรวจของจีน และสถานีสำรวจของอีกหลายประเทศ การเดินทางครั้งนี้ไปง่ายและค่อนข้างสะดวกสบายกว่าครั้งแรกมาก

“การมาครั้งหลังนี้ ดิฉันมีโอกาสได้ดำน้ำสำรวจใต้ทะเลแถบขั้วโลกใต้ด้วยค่ะ เพราะตอนเรียนอยู่ที่สหรัฐ ดิฉันเคยเรียนดำน้ำ เคยเป็นครูสอนดำน้ำ และมีประสบการณ์ดำน้ำในเขตหนาวมาพอสมควร ประกอบกับทางคณะสำรวจจากจีนบอกว่า ถึงแม้จะเคยมาสำรวจที่สถานีนี้ถึง 30 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีนักวิจัยคนไหนเคยลงไปดำน้ำสำรวจใต้ทะเลสักที จีนก็เลยอนุญาตให้ดำน้ำได้ เพราะเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าใต้ทะเลแถบนั้นมีอะไรบ้าง” (หัวเราะ)

เปิ้ล บอกว่า ก่อนจะดำน้ำสำรวจใต้ทะเลได้นั้น นอกจากต้องมีการฟิตร่างกายให้พร้อมแล้ว ยังต้องมีการใส่ชุดดำน้ำแบบพิเศษที่เรียกว่า “ดรายสูท” ด้วย ซึ่งการดำน้ำปกติทั่วไปจะใช้แค่เว็ตสูทซึ่งน้ำสามารถซึมเข้าไปได้ แต่การดำน้ำในเขตหนาวอย่างขั้วโลกใต้ที่มีอุณหภูมิติดลบ จะใช้ชุดดำน้ำแบบดรายสูท ที่สามารถกันไม่ให้น้ำซึมเข้าไปถึงผิวกายของนักดำน้ำเท่านั้น

“การที่จะใช้ชุดดรายสูทได้ จะต้องมีการไปเทรนก่อนค่ะ ดิฉันจึงต้องบินไปเทรนที่มหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ สหรัฐ ที่ดิฉันเรียนจบมาถึง 2 ครั้ง เพราะบุคลากรที่นั่นมีประสบการณ์ในการดำน้ำที่แอนตาร์กติก
มาก่อน สถานที่ที่เราไปเทรนก็มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับแถบขั้วโลกใต้ ซึ่งอุณหภูมิต่ำสุดในการดำน้ำจะอนุญาตที่ลบ 1 องศาเซลเซียส และดำน้ำได้แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ไม่งั้นใบหน้าเรา มือเราจะชาจนไม่มีความรู้สึกอะไร ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง”

 

 

เปิ้ล เสริมว่า ชุดดรายสูทสำหรับดำน้ำมีหลายประเภท แต่ชุดที่ต้องใช้บริเวณขั้วโลกใต้ต้องเป็นชุดที่มืออาชีพจริงๆ เธอจึงต้องไปสั่งตัดเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้ากับสรีระของตัวเองที่สุด ส่วนเทคนิคย่อยๆ นั้นก็ต้องไปเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เวลาดำน้ำทุกครั้งจะต้องมีบัดดี้เป็นคนดูต้นทาง บนเรือยางหรือบนฝั่งอยู่ด้วยเสมอ เพื่อความปลอดภัย

“เรื่องการดำน้ำ เรื่องชุด เมื่อเตรียมพร้อมแล้วก็ไม่มีปัญหา แต่ตัวปัญหาซึ่งเป็นอันตรายจริงๆ ก็คือ ‘แมวน้ำเสือดาว’ ค่ะ ชื่อก็บ่งบอกถึงความดุร้ายอยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านั้นบริเวณใกล้ๆ กันนี้ เคยมีนักดำน้ำชาวอังกฤษคนหนึ่งถูกแมวน้ำเสือดาวคาบหายไป เหลือแต่ชุดดำน้ำกับถังออกซิเจนทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ซึ่งเจ้าแมวน้ำเสือดาวนี่จะตัวใหญ่และยาวราว 3 เมตร หนัก 200 กว่ากิโล หากมันคิดว่ามนุษย์ที่สวมชุดดำน้ำเป็นเพนกวินตอนที่มันกำลังหิว โศกนาฏกรรมแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ”

รศ.ดร.สุชนา เสริมว่า ตอนดำน้ำทุกครั้ง นักดำน้ำจะต้องมีเชือกผูกติดกับตัวไว้ เพื่อให้สามารถกระตุกเชือกส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ ยามมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น การที่ต้องมีบัดดี้คอยอยู่บนเรือยางหรือบนฝั่งนั้นเป็นข้อดี เพราะบัดดี้จะมีนกหวีดติดตัวคอยเป่าเตือนภัยหากมีแมวน้ำเข้ามาใกล้ หรือคอยเร่งเครื่องยนต์เรือยางให้ดังๆ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้นักดำน้ำรู้ว่า มีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น และจะต้องรีบขึ้นจากน้ำทันที

“ดิฉันได้บัดดี้เป็นผู้ชายชาวเกาหลี และเคยเป็นทหารมาก่อนซึ่งอยู่ที่สถานีใกล้ๆ ก่อนดำน้ำดิฉันได้ยินเขาพูดภาษาเกาหลีกับเพื่อนของเขา ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าเขาพูดเรื่องอะไรกัน (หัวเราะ) ตอนหลังถึงได้มารู้ว่าบัดดี้ของดิฉันได้เห็นแมวน้ำเสือดาวอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น แต่เขาคิดว่าคงไม่มีอะไร ถ้ามีแมวน้ำเสือดาวเข้ามาจู่โจมจริงๆ ละก็ เขาคิดไว้ว่าจะปกป้องดิฉันด้วยมีดสำหรับเก็บตัวอย่างที่เขามีนั่นแหละ (หัวเราะ)

 

การดำน้ำครั้งนี้เป็นการดำที่ดิฉันเดินลงมาจากฝั่ง ไม่ได้ลงจากเรือยาง ดำไปได้ครึ่งชั่วโมงก็โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเดินขึ้นถึงฝั่งเท่านั้น บัดดี้กลับบอกว่า ‘คุณรู้มั้ย มีแมวน้ำเสือดาวเข้ามานะ มันอยู่ห่างไปไม่ไกลเท่าไหร่ ผมเลยไล่มันด้วยการเอาก้อนหินปา พอไม่เห็นผมเลยคิดว่ามันไปแล้วละ’ แต่พอมาดูภาพที่เพื่อนถ่ายไว้ตอนที่ดิฉันเดินขึ้นฝั่งมาแล้ว ซึ่งถ่ายติดเจ้าแมวน้ำเสือดาวกำลังโผล่หัวขึ้นมาอยู่ใกล้ๆ ดิฉันถึงกับขนลุกเลยค่ะ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่มันไม่เข้ามาจู่โจม นี่ถ้าดิฉันอยู่ในน้ำนานกว่านี้อีกหน่อยก็อาจจะเจอแจ็กพอตได้ ซึ่งดิฉันก็คงว่ายน้ำหนีไม่ทันแน่นอน เพราะชุดที่ใส่บวกกับถังออกซิเจน รวมกันแล้วหนักเกือบ 30 กก.แน่ะ” (หัวเราะ)

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ ครั้งหนึ่งขณะที่เปิ้ลกำลังว่ายน้ำอยู่ดีๆ ก็มีฝูงนกเพนกวินแตกฮือว่ายถาโถมเข้ามาที่ตัวเธอ แวบแรกเจ้าตัวบอกว่าก็ตกใจ แต่พอตั้งสติได้เธอก็รีบว่ายน้ำขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว เพราะจำได้ว่าการที่เพนกวินว่ายแตกตื่นเป็นฝูงเข้ามาแบบนั้น สาเหตุเพราะพวกมันกำลังหนีตายจากแมวน้ำที่กำลังไล่ล่าพวกมันเป็นอาหารนั่นเอง แต่ถือว่าโชคดีมากๆ ที่เปิ้ลรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีเรื่องร้ายใดๆ เกิดขึ้น

“สิ่งที่ดิฉันประทับใจในการไปขั้วโลกใต้ครั้งที่สองนี้ก็คือการได้ดำน้ำนี่แหละค่ะ ที่สำคัญดิฉันรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณภายใต้โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นอันมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ไทยได้ร่วมมือกับจีนในการสำรวจด้วยกัน เขาจึงต้องการผู้ที่มีประสบการณ์ในการไปขั้วโลกใต้มาแล้ว ดิฉันจึงถือเป็นผู้โชคดีที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้

เรียกว่าความฝันในการได้ไปเยือนขั้วโลกใต้และได้ดำน้ำสำรวจเป็นจริงสมใจแล้วค่ะ” รศ.ดร.สุชนา ทิ้งท้าย

 

 

บัตรเครดิตรุกไฮโซภูธร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มีนาคม 2558 เวลา 14:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1FisOKv

บัตรเครดิตรุกไฮโซภูธร

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ถึงสถานการณ์การแข่งขันของผู้ประกอบการบัตรเครดิตปีนี้น่าจะทวีความเข้มข้นขึ้น โดยมีสัญญาณจากการออกแคมเปญทางการตลาดที่ค่อนข้างคึกคักในช่วงต้นปี ผนวกกับเป้าหมายทางธุรกิจของผู้ประกอบ การส่วนใหญ่ที่สูงขึ้นหรืออย่างน้อยคือใกล้เคียงกับปีก่อน

สำหรับกลยุทธ์ของผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะมี 2กลยุทธ์หลักๆ คือ กลยุทธ์แรก การขยายฐานลูกค้าศักยภาพและยอดใช้จ่ายในต่างจังหวัด โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่และหัวเมืองรองของแต่ละภูมิภาค เพื่อหาโอกาสการเติบโตของธุรกิจในขณะที่ตลาดกรุงเทพฯ ค่อนข้างอิ่มตัว ซึ่งการรุกธุรกิจบัตรเครดิตในต่างจังหวัดส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีร้านค้ารองรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น

กลยุทธ์ที่สอง คือ การชิงส่วนแบ่งตลาดกลุ่มลูกค้าระดับบน หรือมีรายได้สูงกว่า 5 หมื่นบาท/เดือน เพื่อชิงส่วนแบ่งรายได้ ค่าธรรมเนียมจากการใช้จ่ายผ่านบัตร แม้ว่ากลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่จะมีบัตรเครดิตอยู่แล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 ใบและมีการใช้จ่ายผ่านบัตรประจำ

ทั้งนี้ นโยบายการตลาดเชิงรุกของผู้ประกอบการบัตรเครดิต จะหนุนให้จำนวนบัตรเครดิตทั้งระบบปี 2558 เติบโตได้8-10% แม้ว่าปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอาจไม่ได้อานิสงส์มาก เนื่องจากบางส่วนเป็นการเติบโตบนฐานลูกค้าเดิมอีกทั้งผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.283-1.295 ล้านล้านบาท หรือเติบโตราว 8.59.5%

ด้านความท้าทายของธุรกิจบัตรเครดิต คือ การรักษาคุณภาพสินเชื่อท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสม โดยอาจเห็นการพิจารณาเครดิตที่คอ่ นข้างเข้มงวดในลูกคา้รายใหม่หรือการลดวงเงินสินเชื่อต่อรายได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการบัตรเครดิตยังต้องประคองความสามารถในการทำกำไร หลังจากต้นทุนทางการตลาดปรับสูงขึ้นตามภาวะการแข่งขัน โดยคาดว่าผู้ประกอบการอาจใช้ประโยชน์จากช่องทางดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนการประชาสัมพันธ์และขยายฐานร้านค้ารับบัตรบนโลก
อินเทอร์เน็ต

 

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,334 other followers

%d bloggers like this: