ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

จากเมนูของฝากที่สร้างชื่อในหลายจังหวัด มาวันนี้ “ไก่ต้มน้ำปลา” ถูกยกระดับกลายเป็นเมนูเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร แถมคนทุกเพศทุกวัยยังนิยมรับประทาน ปัจจุบัน เลยมีร้านไก่ต้มน้ำปลาผุดขึ้นมากมายหลายยี่ห้อ เฉกเช่น “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมัดใจลูกค้า พร้อมสั่งสมชื่อเสียงมายาวนาน 11 ปีแล้ว

สูตรจากพี่สาว

ต่อยอดสไตล์คนรุ่นใหม่

คุณขวัญฤทัย เจนนาวิน หรือ คุณขวัญ เจ้าของร้าน เผยว่า ขายไก่ต้มน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2546 โดยตระเวนไปตามตลาดนัดตอนเย็น เช่น ตลาดนัดยิ่งเจริญ ตลาดนัดหน้ากองทัพอากาศ จากนั้นขยับไปตลาดนัดตอนเช้า อาทิ ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลาดนัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลาดนัดตึกซันทาวเวอร์ ตลาดนัดศาลายา ตลาดนัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ เริ่มแรกใช้เงินลงทุนในกิจการ 50,000 บาท ต่อมาค่อยๆ ยกระดับปรับโฉมเมนูดังกล่าว ชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพ ปัจจุบัน กิจการไก่ต้มน้ำปลาแต่ละสัปดาห์มีเงินหมุนเวียนนับแสนบาท

สาเหตุที่คุณขวัญเลือกจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลา เนื่องจากพี่สาวทำขายอยู่ก่อนหน้า เพียงไปนำสูตรมาและปรับเทคนิคการขาย แต่ยังคงภายใต้ชื่อ “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ซึ่งเป็นชื่อของพี่สาวเธอ

คุณขวัญเริ่มจากขายไก่ต้มน้ำปลาตามตลาดนัด พร้อมออกแบบโลโก้ชื่อร้าน มีเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำมาติดลงบนกล่อง ลงประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏผลตอบรับดี มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งลูกค้าที่สั่งซื้อเพื่อรับประทานเองในครอบครัว รวมถึงจัดเลี้ยงในองค์กร

สำหรับจุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร หญิงสาว บอกว่า อยู่ที่ไก่และเครื่องปรุงที่เลือกใช้ ซึ่งจะเลือกใช้ไก่เนื้อ (ไก่เลี้ยงเพื่อเชือด) ไม่ใช่ไก่ออกไข่ หรือไก่บ้าน เพราะไก่เนื้อจะมีความนุ่ม ไม่เหนียว อายุเฉลี่ยไก่ที่ใช้จะมีอายุไม่เกิน 8 สัปดาห์ น้ำหนักต่อตัวประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนน้ำปลาที่ใช้คือ น้ำปลาแท้หมักจากปลาหรือกากปลา ไม่ใช่น้ำปลาหมักจากเกลือเพราะรสชาติจะกระด้างและกลิ่นไม่หอม

ด้านปริมาณการต้มไก่แต่ละครั้ง เจ้าของร้าน ระบุว่า ต้มครั้งละ 16 ตัว ใช้เวลาต้มนาน 45 นาที ใช้ไก่สดไม่ใช่ไก่แช่แข็ง เพราะไก่ฟรีซเนื้อจะยุ่ยเละ เครื่องปรุงไม่ซึมเข้าเนื้อ แต่ละวันใช้ไก่เฉลี่ย 100 ตัว ถ้าช่วงเทศกาลตรุษจีนก็เพิ่มเป็นเท่าตัว ต่อเดือนใช้ไก่ราว 3,000-4,000 ตัว

จัดจ้านแบบไทย

คัดสรรแต่ของดี

เพื่อความสดใหม่ของเมนูดังกล่าว เวลาขายแต่ละครั้ง เจ้าของร้านใช้วิธีต้มไปขายไป ไม่ต้มค้างไว้ หรือต้มจากบ้าน วิธีนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้ไก่ที่สดใหม่ แถมยังจำหน่ายหมดเกลี้ยงทุกครั้งอีกด้วย

“กลุ่มลูกค้าที่ซื้อไก่ต้มน้ำปลาที่ตลาดนัด แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ วัยรุ่น วัยทำงาน และครอบครัวขนาดเล็กฐานะระดับกลางขึ้นไป ปริมาณการซื้อของคนกลุ่มนี้มักซื้อคละกันระหว่างไก่ครึ่งตัว ปีกกลาง หรือ สะโพก ซึ่งส่วนที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงปีกกลาง ลูกค้าทานแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย”

นอกจากไก่และเครื่องปรุงที่ถูกคัดมาอย่างพิถีพิถัน บรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้งก็ไม่น้อยหน้า หญิงสาว ระบุว่า ถาดโฟมและพลาสติกที่หุ้มตัวไก่เป็นเกรดสำหรับใส่อาหาร ไม่เป็นอันตราย แม้จะใส่อาหารร้อน สังเกตโฟมที่ดี น้ำจากอาหารจะไม่ซึมลงเนื้อโฟม แต่จะกลิ้งไป-มาบนโฟม นั่นเป็นเพราะเคลือบด้วยพาราฟิน

ด้วยความที่เมนูดังกล่าวถูกใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งไก่และเครื่องปรุงใช้เกรดเดียวกันกับภัตตาคาร ส่งผลถึงต้นทุนไก่สดเฉลี่ยตัวละ 150-160 บาท ปัจจุบัน ทางร้านจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลาราคาตัวละ 240 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

ยึดทำเลตลาดนัด

ต่อยอดไก่พร้อมปรุง

ปัจจุบัน สถานที่จัดจำหน่าย คุณขวัญยังคงยึดทำเลตลาดนัดไม่มีหน้าร้าน ทว่าก็มีลูกค้าขาประจำกลับมาซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์

“ลูกค้าต่างก็ติดใจรสชาติ กลับมาซื้อซ้ำ ไปขายที่ตลาดไหนก็ขายหมด จนมีคนขอซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งอนาคตอาจจะมี แต่ขอศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารคือ คุณภาพต้องสดใหม่ เจ้าของร้านต้องควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง”

แม้ขณะนี้ยังไม่ต่อยอดธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ แต่หนทางขยายตลาดที่ผู้ประกอบการรายนี้เลือกใช้คือ จำหน่ายไก่พร้อมปรุงสำเร็จรูปส่งตามร้านอาหาร ซึ่งไก่พร้อมปรุงสูตรนี้สามารถเลือกรับประทานทั้งแบบเข้าไมโครเวฟ และลงทอดน้ำมัน

“ดิฉันเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และไก่ก็สามารถปรุงได้หลากหลายเมนู ปัจจุบัน ยอดขายทางร้านอยู่ในระดับที่น่าพอใจ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนหมุนเวียนแต่ละสัปดาห์เกือบ 100,000 บาท”

ใครสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ คุณขวัญ เจ้าของร้านได้ที่ โทรศัพท์ (091) 101-1162

 

ศิลปะสร้างสุข ของ “สามารถ วิจันทร์โต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


ศิลปหัตถกรรม

สดุจตา

ศิลปะสร้างสุข ของ “สามารถ วิจันทร์โต”

“บางรูปเก็บไว้ถึง 2 ปีจึงจะขายได้ แต่บางรูป วาดเสร็จขายได้เลย”

ฉะนั้น เมื่อถามถึงรายได้ คุณสามารถ วิจันทร์โต เจ้าของผลงานภาพวาดแนวล้านนาร่วมสมัย จึงตอบไม่ได้ด้วยตัวเลขชัดเจนว่ามีรายได้จากการวาดรูปเดือนละเท่าไร

แต่เมื่อถามว่า เขามีความสุขมากมั้ยกับอาชีพนี้ “โดยปกติผมจะไม่ออกไปไหน อยู่บ้านนั่งวาดรูปอย่างเดียว”

นี่คือคำตอบ

รู้รักการวาดรูป

หลงใหลตั้งแต่วัยเด็ก

และนี่คงเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่คุณสามารถยอมเดินทางออกมานั่งประจำบู๊ธจำหน่ายภาพวาดฝีมือตัวเอง ด้วยเหตุผล เพราะเป็นสถานที่นัดหมาย ซึ่งคุณสามารถ ว่า ยินดีให้นิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ซักถามถึงอาชีพที่ดำเนินมา

“คุณพ่อเป็นช่างวาดรูปตามวิหารวัด ผมเห็นพ่ออยู่กับศิลปะการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งซึมซับ ซึ่งผมรู้ตัวเองตั้งแต่เด็กเลยว่าชอบวาดรูป และความคิดนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งเข้าไปศึกษาการวาดรูปที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตภาคพายัพ และเมื่อเรียนจบก็ไม่ได้มองหาอาชีพอื่น มุ่งสู่เส้นทางวาดรูปเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้”

คุณสามารถ เปิดฉากเล่าถึงถนนสายศิลปะ ซึ่งมีคุณพ่อเป็นเสมือนต้นแบบ

ระหว่างศึกษาอยู่ในชั้นเรียน สิ่งที่ศิษย์ได้รับคือความรู้ด้านการวาดภาพ แต่สุดท้ายจะเลือกให้ภาพวาดออกมาแนวไหนนั้น ผู้ลงมือวาดจะรู้ใจตัวเอง

ด้วยเพราะเป็นเด็กต่างจังหวัด คลุกคลีอยู่กับวิถีชีวิตที่มีความพร้อมด้านความอบอุ่น สิ่งนี้จึงสะท้อนออกมาเป็นภาพวาดฝีมือคุณสามารถ ที่เรียกว่า “แนวล้านนาร่วมสมัย”

ภาพวาดที่สื่อออกมา แม้คนธรรมดาสามัญก็สามารถเห็นตรงกันว่า นี่คือวิถีชีวิตที่แฝงไว้ซึ่งความอบอุ่น ในภาพแต่ละภาพมักจะมีองค์ประกอบหลัก นั่นคือ “บ้าน” ที่คุณสามารถบอกว่า คือสื่อแสดงความอบอุ่น บวก บรรยากาศแวดล้อมที่ให้ความเข้าใจถึงแนวคิด วิถีความเป็นอยู่อย่างสงบ เรียบง่าย และความสุขที่โอบล้อมอยู่ทั่วทั้งผืนภาพ และในมโนสำนึก

“จุดเด่นของภาพคือ การนำเสนอบรรยากาศวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนภาคเหนือ แต่ละผลงานมีเสน่ห์ของความอบอุ่น ความสงบ เรียบง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาพแต่ละภาพแทบจะไม่มีองค์ประกอบของคน แต่ผู้ที่ดูภาพจะรับรู้ว่ามีคนอยู่ในนั้น นี่คือสิ่งที่ผมแสดงออก และส่งผลให้ผู้ดูระลึกนึกถึงอดีต”

ภาพจริงต้องรอเวลา

รายได้มาจากภาพพิมพ์

ดังได้เกริ่นกล่าวไว้ข้างต้นว่า การวาดภาพนั้นจะหวังผลรายได้มาเป็นอันดับหนึ่งคงยาก ซึ่งผู้ประกอบอาชีพนี้ หรือเรียกว่าศิลปิน มักเข้าใจดี แต่สิ่งที่เขาสามารถหวังได้คือ ความสุข กับการได้ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองรัก ฉะนั้น ข้อดีของการทำอาชีพนี้จึงอยู่ที่ความเป็นอิสระในการทำงาน

แต่ทั้งนี้ ก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “เงิน” ยังคงเป็นปัจจัยส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเป็นสิ่งที่จะขับเคลื่อนความเป็นอยู่ให้สุขสบาย

ฉะนั้น จึงต้องหาทางสร้างรายได้จากภาพ “ภาพจริงต้องใช้เวลารอคอยกว่าจะขายได้อาจนานนับปี และผู้ซื้อส่วนใหญ่จำกัดอยู่ที่นักสะสม ผมจึงต้องทำภาพพิมพ์ออกมาเป็นช่องทางสร้างรายได้ ซึ่งกลุ่มผู้ซื้อจะเป็นบุคคลทั่วไป ที่นำภาพไปติดประดับตามอาคารสถานที่ โรงแรม รีสอร์ต ที่พักอาศัย เป็นต้น”

ส่วนราคาขายนั้น คุณสามารถ ว่า ถ้าเป็นภาพจริง ขนาด 1×1 เมตร ประมาณ 80,000 บาท แต่ถ้าเป็นภาพพิมพ์ ราคาขายกับขนาด 60 เซนติเมตร คูณ 1.20 เมตร ประมาณ 6,500 บาท

“จริงแล้วธุรกิจนี้ใช้เงินลงทุนในส่วนของวัตถุดิบไม่มาก ซึ่งก็จะมี สีอะครีลิก สีฝุ่น อุปกรณ์ในการวาด เฟรม กรอบรูป ตกการลงทุนภาพหนึ่งก็ประมาณ 1,000 กว่าบาท แต่การลงทุนที่สำคัญคือเวลา แต่ละภาพใช้เวลานับเดือน”

นี่ยังไม่หมายรวมระยะเวลากับการเรียนรู้ การสั่งสมประสบการณ์ ที่มีมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก

แสดงนิทรรศการ

เลือกสถานที่ขาย

ต่อเมื่อถามถึงวิธีเข้าถึงกลุ่มลูกค้า คุณสามารถ กล่าวว่า การจัดแสดงนิทรรศการภาพ คือสิ่งที่ตนเองและกลุ่มนักวาดภาพดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้เกิดการรับรู้ โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมภาพแล้ว ยังทำให้ผู้ร่วมจัดงาน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมีหัวใจรักศิลปะ เกิดความรักสมัครสมาน อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเกื้อกูลกัน

นอกจากนั้นแล้ว ในส่วนของหน้าร้านซึ่งตั้งอยู่บริเวณนอร์ทเทิร์น วิลเลจ เซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ภายใต้ชื่อร้าน “ชิโนลานนา” ก็ถือเป็นจุดสื่อสายตาให้เกิดลูกค้าตามมาอีกทางหนึ่ง

และนี่คือเส้นทางสายอาชีพ ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ่านความสุข ของผู้มีหัวใจรักศิลปะ คุณสามารถ วิจันทร์โต

สำหรับผู้สนใจต้องการชื่นชมผลงาน เดินทางไปได้ที่หน้าร้านดังกล่าวข้างต้น หรือจะเดินทางไปชื่นชมฝีมือการวาดภาพของคุณสามารถ ได้ที่ เลขที่ 324/32 หมู่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (086) 919-9748

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ วาดภาพจำหน่าย

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ ชิโนลานนา

เจ้าของกิจการ คุณสามารถ วิจันทร์โต

ผลิตภัณฑ์ ภาพวาด, ภาพพิมพ์

จุดเด่น การวาดภาพที่สื่อถึงวิถีชีวิตแนวล้านนาร่วมสมัย สื่อถึงความอบอุ่น ความสงบ เรียบง่าย ความสุข

แรงงานผลิต 1 คน (ศิลปินผู้วาดภาพ)

เครื่องมืออุปกรณ์ สีอะครีลิก, สีฝุ่น, เฟรม, กรอบรูป และอุปกรณ์การวาดภาพ

กลุ่มเป้าหมาย นักสะสมภาพ และบุคคลทั่วไป

ราคาขายสินค้า ประมาณ 6,500 บาท (ภาพพิมพ์) และประมาณ 80,000 บาท (ภาพจริง)

ช่องทางเข้าถึงลูกค้า จัดแสดงนิทรรศการ, เปิดหน้าร้าน

การลงทุน หลักพันบาท ต่อภาพ

ปัญหาอุปสรรค ใช้ระยะเวลาในการทำงานนานนับเดือน

สถานที่ตั้งร้าน บริเวณนอร์ทเทิร์น วิลเลจ เซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 324/32 หมู่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

โทรศัพท์ (086) 919-9748

 

“EARTHs”เปิดขุมทรัพย์ความงาม ตอบรับคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


สุขภาพความงาม

สดุจตา

“EARTHs”เปิดขุมทรัพย์ความงาม ตอบรับคนเมือง

“แบรนด์สินค้าของไทยส่วนใหญ่มุ่งเน้นนำสารสกัดจากประเทศไทยมาใช้เป็นหลัก ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่นิยมของลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่เมื่อเอิร์ธสก้าวเข้ามา ต้องคิดถึงความแตกต่างและมีความเป็นสากล ฉะนั้น จึงนำประสบการณ์ความรู้ที่เคยมีมาเกือบ 30 ปี คัดสรรสารสกัดจากทั่วโลกที่คิดว่าดี มาใช้”

“EARTHs” (เอิร์ธส) แม้แบรนด์นี้จะเพิ่งก้าวเข้ามาในตลาดได้ราว 3 ปี แต่ก็ถือเป็นอีกแบรนด์สินค้าความงามที่ก้าวมาพร้อมกับความมั่นใจในประสบการณ์ที่มีมาเกือบ 30 ปี ซึ่งแต่เดิมทำหน้าที่รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์สินค้าความงาม ระดับพรีเมี่ยม ให้กับแบรนด์ดัง

จวบจนวันหนึ่งเมื่อถึงความพร้อม จึงคิดผลิตสินค้าความงามภายใต้แบรนด์ของตนเอง ขึ้นมาตอบโจทย์คนเมือง โดยดึงกลยุทธ์สร้างความต่าง กับการนำสารสกัดจากทั่วโลกมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

และในวันนี้ “เอิร์ธส” ก็มั่นใจว่า เดินมาถูกทาง

30 ปี ประสบการณ์

ใช้สารสกัดจากทั่วโลก

คุณนิธยา สุดสว่างวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธส โซน จำกัด เล่าย้อนเรื่องราวให้ฟังว่า “เริ่มจาก เราเป็นโรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง ผ้าเย็น และแผ่นเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอาง ซึ่งระยะเวลาการทำงานที่นานเกือบ 30 ปี คือการบ่มเพาะประสบการณ์ ซึ่งในส่วนของโรงงานก็ได้มาตรฐาน GMP และ ISO และส่วนใหญ่สินค้าที่ลูกค้าสั่งผลิตจะมุ่งใช้ส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติ และเป็นแบรนด์ดังๆ ฉะนั้น ในเรื่องสารสกัดจึงเป็นสิ่งที่เรารู้

ประสบการณ์ บวก ความมั่นใจ ส่งผลให้ทีมผู้บริหารจัดตั้ง เอิร์ธส ขึ้นมา โดยดึงจุดเด่น นำสารสกัดจากทั่วโลกมาใช้เป็นส่วนผสมสำคัญ

“แบรนด์สินค้าของไทยส่วนใหญ่มุ่งเน้นนำสารสกัดจากประเทศไทยมาใช้เป็นหลัก ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่นิยมของลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่เมื่อเอิร์ธสก้าวเข้ามาต้องคิดถึงความแตกต่างและมีความเป็นสากล ฉะนั้น จึงนำประสบการณ์ความรู้ที่เคยมีมาเกือบ 30 ปี คัดสรรสารสกัดจากทั่วโลกที่คิดว่าดี มาใช้”

คุณนิธยา ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงคนในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่ในสังคมเมือง ล้วนต้องการย้อนกลับสู่ธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้จึงมองว่า เทรนด์ธรรมชาติ เป็นเทรนด์ที่สามารถเติบโตได้ในอนาคต

“มองโลกใบนี้เป็น 4 โซน คือ Ocean (ท้องทะเลและมหาสมุทร) Forest (ป่า) Desert (ทะเลทราย) และ Oriental ซึ่งหมายถึง โลกตะวันออกทั้งหมด ซึ่ง 4 โซนที่กล่าวมาคือแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และแต่ละผลิตภัณฑ์ที่ทำเป็นชุดออกมานั้นก็ล้วนมีเรื่องเล่า เป็นตำนานจากวัตถุดิบที่นำมาใช้ อย่างโซนทะเลทราย เป็นการเล่าถึงดินแดนที่มีความแห้งแล้ง แต่ทว่ายังมีพืชพันธุ์สามารถเติบโตได้ และมีคุณสมบัติโอบอุ้มความชุ่มชื้น อย่าง แค็กตัส ซึ่งผลการวิจัยก็ยืนยันว่ามีประโยชน์นำมาใช้เพื่อการบำรุงได้ อย่างนี้เป็นต้น”

สินค้าครอบคลุม

กลุ่มผู้ใช้ทั่วโลก

สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ เอิร์ธส ผลิตออกมาหลากหลายคอลเล็กชั่น ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลและบำรุงศีรษะจรดปลายเท้า “เราผลิตสินค้าที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่คนไทย แต่เป็นการตอบโจทย์คนเมืองในทุกๆ ประเทศ”

และเพื่อต้องการให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง วิธีออกงานแสดงสินค้าจึงเป็นช่องทางสำคัญที่มิอาจมองข้าม “เดินทางไปออกงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ทราบเสียงตอบรับโดยเฉพาะนักธุรกิจทั่วโลกที่สนใจนำสินค้าไปจำหน่าย ปรากฏว่ามีทั้งคนญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ประเทศทางแถบยุโรป และก็ดูไบ ให้ความสนใจ”

คุณนิธยา ยังกล่าวถึงรูปแบบการจัดจำหน่าย โดยเชื่อว่าถ้าสามารถส่งออกได้ จะทำให้เห็นภาพความเติบโตชัดเจน แต่กระนั้นในส่วนของการขายปลีกก็ยังถือเป็นส่วนสำคัญ และถือเป็นวิธีสร้างการรับรู้ให้กับผู้ใช้จริง ด้วยเหตุนี้จึงได้จับจองพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เปิดบู๊ธจำหน่ายผลิตภัณฑ์รวมแล้ว 11 สาขา ซึ่งก็ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงจุด

ด้วยเพราะผลิตภัณฑ์ความงามครอบคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และมีความหลากหลายที่คุณนิธยาว่าผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ในแต่ละพื้นที่

“สินค้าของเอิร์ธสจะครอบคลุมการดูแลปัญหาผิวพรรณ และรวมไปถึงแก้ปัญหาเฉพาะจุด อย่างเช่น ผมร่วง รากผมไม่แข็งแรง แก้ปัญหาผิวเปลือกส้ม ปกป้องแสงแดด เรามีผลิตภัณฑ์แก้ปัญหาไว้รองรับ ซึ่งการคิดสูตรผลิตสินค้าออกมาจะดูที่ลักษณะผิวพรรณ อายุ ของผู้ใช้จริง และสารสกัดนำมาใช้จะมาจากพืชและแร่ธาตุเท่านั้น จะไม่มีส่วนผสมจากสัตว์ นี่คือจุดมุ่งหมายของเรา”

เจาะตลาดระดับบน

เห็นโอกาสตลาดรอง

คุณนิธยา กล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ชัดเจนว่า เน้นคนเมืองระดับบน และเป็นผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยสนนราคาจำหน่ายจะเริ่มต้น 200 กว่าบาท ไปจนถึง 1,200 บาท ทั้งนี้ สำหรับสินค้าทำยอดขายได้ดีจะอยู่ที่สนนราคา 490-790 บาท

“ตอนที่ผลิตเอิร์ธสออกมา เรามองตลาดบนเป็นกลุ่มหลัก กระทั่งต่อมา เห็นช่องว่าการขายสินค้าราคาไม่สูงจะขายง่าย ฉะนั้น จึงเริ่มหันมามองตลาดนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าลดคุณภาพเพื่อขายราคาต่ำ แต่มองถึงการปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง ทำให้เกิดโอกาสซื้อมากขึ้น ขยายกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น”

กับระยะเวลา 3 ปี ที่เอิร์ธสถือกำเนิดขึ้น ซึ่งหากเทียบกับช่วงวัย คุณนิธยา ว่า อยู่ในระยะตั้งไข่ “สิ่งที่คำนึงถึงคือ สถานที่จุดขาย และจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งในปีแรกๆ เราไม่ทุ่มโฆษณา แต่จะเน้นออกงานแสดงสินค้า ให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้าจริง และในสังคมคนรุ่นใหม่ เรามองว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคต่างพึ่งพาไอที ซึ่งแม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นธรรมชาติ แต่การค้าขายในยุคนี้ต้องผสานอดีตและปัจจุบันไว้ด้วยกัน”

แม้เอิร์ธสจะมีความต่างในด้านส่วนผสมที่นำสารสกัดจากทั่วโลกมาชูความโดดเด่น แต่กระนั้นจะให้ผลิตภัณฑ์เกิดความน่าสนใจ รูปร่างหน้าตาทั้งในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ฉลาก โลโก้ ต้องออกแบบต้องตา “สิ่งที่เอิร์ธสทำไม่ใช่การมาขายของ แต่ต้องการขายคอนเซ็ปต์ สร้างแบรนด์ และสร้างความประทับใจ ฉะนั้น สินค้าต้องทำออกมาให้ได้ใจลูกค้าด้วย อย่างชุดคอลเล็กชั่นบรรจุภัณฑ์ในรูปลักษณะขวดไวน์ เราก็สื่อให้เป็นของฝากที่สวยเก๋”

ต่างชาติมั่นใจ

สินค้าไทยยอมรับ

ด้วยเพราะเอิร์ธสมีจุดมุ่งหมายต้องการสร้างยอดขายไปทั่วโลก ฉะนั้น จึงขอถามถึงความเชื่อมั่นในการผลิตผลิตภัณฑ์ความงามโดยฝีมือคนไทย “เชื่อว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของไทยได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติ ทั่วโลกให้ความสนใจสินค้าเมดอินไทยแลนด์ ฉะนั้น สำหรับผู้ที่ก้าวสู่เส้นทางสายนี้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการใหม่ คงต้องให้ความสำคัญกับทุกด้าน อย่าเพียงขายของ ทั้งในเรื่องการออกแบบ คอนเซ็ปต์สินค้า และต้องคิดให้มาก ต้องมีความแตกต่าง และสำคัญคืออย่าคิดแค่เพียงทำสินค้าออกมาขายอย่างเดียว แต่ต้องคิดถึงการสร้างให้อยู่ในระยะยาวด้วย”

ทั้งนี้ คุณนิธยา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ธุรกิจนี้จะเป็นที่สนใจ จนเกิดแบรนด์หน้าเก่ารายใหม่มากมายในท้องตลาด แต่ก็ไม่ถือเป็นอุปสรรคปัญหา เพราะตนมองว่า การมีผู้ผลิตหรือแบรนด์สินค้ามากรายจะส่งผลดีด้านการรวมตัว และร่วมกันสร้างโอกาสทางการตลาดให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้น

“ปัจจุบัน ถือว่ามีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกิดขึ้นมาก และที่มาก่อนจนมีความแข็งแรงทางการตลาดก็มีจำนวนไม่น้อย ฉะนั้น ถ้าเราต้องก้าวมาเป็นน้องใหม่ ก็ต้องมีความเชื่อมั่น ซึ่งดิฉันเชื่อว่าถ้าเราผลิตสินค้าด้วยความตั้งใจ รับรองว่าปลายทางจะไม่เหนื่อย แต่หากต้องการเกิดมาเพื่อฉาบฉวยแล้วหวังกอบโกยผลกำไร ไม่มีความจริงใจต่อผู้บริโภค คงกินได้ไม่นาน ฉะนั้น ดิฉันจึงเห็นว่า มาจริงใจกับตัวผลิตภัณฑ์ก่อนดีกว่า แล้วจากนั้นผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าจะเลือกให้เราอยู่ในตลาดต่อไปหรือไม่”

สนใจติดต่อ บริษัท เอิร์ธส โซน จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 226/31 อาคารริเวียร่า ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 โทรศัพท์ (02) 960-1335-8 http://www.earths.co.th

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ เอิร์ธส

ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อาทิ แชมพู ซีรั่ม ครีมชนิดต่างๆ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ฯลฯ

จุดเด่น นำสารสกัดจากทั่วโลกมาใช้เป็นส่วนผสมอาทิ Argan Oil, ตะบองเพชร, แค็กตัส, สาหร่ายทะเล, ข้าว เป็นต้น

ปัญหาอุปสรรค ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทในการสร้างแบรนด์ (เพราะเป็นแบรนด์ใหม่)

วัตถุดิบ หลักๆ คือสารสกัดจากพืช

แหล่งวัตถุดิบ ทั่วโลก

ราคาขายสินค้า เริ่มต้น 200 กว่าบาท ถึง 1,200 บาท

กลุ่มเป้าหมาย ระดับบน คนรักสุขภาพ

ช่องทางจำหน่าย ออกงานแสดงสินค้า, เปิดหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า

เป้าหมาย ต้องการให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก และเกิดการยอมรับ

เป้าหมายยอดขาย วางไว้ในปี 2557 ยอดขาย 30 ล้านบาท

สถานที่ติดต่อ บริษัท เอิร์ธส โซน จำกัด เลขที่ 226/31 อาคารริเวียร่า ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

โทรศัพท์ (02) 960-1335-8

เว็บไซต์ http://www.earths.co.th

 

ภูมิปัญญาแห่งศาสตร์และศิลป์ “ขนมจีนโบราณ ครูเป้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


เปรี้ยวปาก

เรื่องและภาพ โดย : มติชน อคาเดมี

ภูมิปัญญาแห่งศาสตร์และศิลป์ “ขนมจีนโบราณ ครูเป้า”

ปัจจุบัน การหาขนมจีนรับประทานเป็นเรื่องที่ง่ายดาย ตามตรอกซอกซอยมีให้รับประทาน แต่จะหาเส้นขนมจีนแบบเมื่อ 50 ปีที่แล้วมารับประทานก็ดูจะแสนลำบากยากเข็ญ เพราะสมัยก่อนจะต้องเริ่มต้นกระบวนการทำตั้งแต่การหมักแป้งให้ได้ที่ ก่อนที่จะนำมาตำ หรือโขลกแป้งให้เหนียวก่อน ไม่เหมือนในขณะนี้ที่ใช้แป้งสำเร็จรูปมาทำเป็นเส้นขนมจีน ซึ่งสูตรการตำแป้งก่อนนี้เอง ที่จะทำให้เส้นขนมจีนมีความเหนียวนุ่มยืดหยุ่นกว่าแป้งสำเร็จรูป ซึ่งอาจหมักไม่ได้ที่ และไม่ได้ตำ โดยถือเป็นสูตรเส้นขนมจีนแบบโบราณแท้ๆ ที่คนรุ่นใหม่น่าจะแทบไม่เคยได้มีโอกาสลิ้มลองเลยแม้แต่น้อย

คุณเกษม กงสิน และ คุณสุวรรณา กงสิน (ครูเป้า) สองสามีภรรยา ข้าราชการบำนาญของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ผู้คิดค้น “เครื่องตำขนมจีนโบราณ” ที่ให้เส้นเหนียวนุ่มเหมือนธรรมชาติ และสามารถผลิตเส้นขนมจีนในเชิงพาณิชย์ได้ ครูเป้าได้คลุกคลีอยู่กับการทำขนมจีนน้ำยามาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และเกิดความเบื่อหน่ายการตำ จึงเกิดความคิดว่า หากมีเครื่องทุ่นแรงแทนแรงงานคนก็น่าจะทำให้ได้เส้นขนมจีนที่รวดเร็วและมากขึ้น จนมาถึงปัจจุบันเส้นขนมจีนที่อยู่ในความทรงจำเมื่อครั้งวัยเยาว์ก็ยังไม่จางหายไป จึงได้รวมตัวจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพัฒนาบ้านหนองโพธิ์ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้นมา ซึ่งตรงจุดนี้ถือเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนมจีนโบราณ-ขนมคุกกี้ครูเป้า และเป็นหมู่บ้านภูมิปัญญาขนมจีนโบราณ ที่มีการสร้างเครือข่ายแบ่งงานกันทำ ตามความถนัดในการผลิตเส้นขนมจีนขาย โดยใช้เครื่องตำตามจินตนาการที่เคยคิดไว้ และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนได้รางวัลในที่สุด

เมื่อสามารถผลิตเครื่องตำขนมจีนได้แล้ว ทั้งคู่จึงได้ร่วมกันเปิดจำหน่ายขนมจีนโบราณแท้ สูตรดั้งเดิม มี น้ำพริก, น้ำเงี้ยว, แกงเขียวหวานน้ำพริกตำเอง, ซาวน้ำ และแป้งจี่จิ้มน้ำยาสำรวม (การนำสารพัดน้ำยามาผสมรวมกัน) เป็นต้น ที่ผ่านมายังไม่มีหน้าร้าน เน้นเป็นการสั่งทำเพื่อนำไปจัดเลี้ยง และงานบุญ จนกระทั่งปี 2557 จึงได้เปิดร้านอย่างเป็นทางการ ที่ศูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน ที่จังหวัดนครสวรรค์ และศูนย์จำหน่ายวิสาหกิจเครือข่ายจังหวัดนนทบุรี เพื่อให้คนรุ่นใหม่ และรุ่นเก่าได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติขนมจีนโบราณแท้ๆ โดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมบีบเส้น และตำแป้งเอง นอกจากนี้ยังได้จัดสรรพื้นที่ให้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ในการใช้เครื่องตำขนมจีนโบราณครบวงจรในเชิงพาณิชย์ให้ทุกท่านได้มาศึกษากรรมวิธีการผลิต เพื่อเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาความรู้ให้คงอยู่ต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานด้วย

“การที่ผมพลิกฟื้นสูตรขนมจีนโบราณนี้ขึ้นมา ก็เนื่องมาจากไม่ต้องการให้เส้นขนมจีนตำ และประเพณีการทำขนมจีนสูญหายไป ด้วยเหตุที่ว่าสูตรต้นตำรับนี้คนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันถึงจะรู้จัก หรือไม่ก็ต้องมีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป ถึงจะคุ้นเคยกับขนมจีนสูตรนี้ และผมเชื่อว่า บางคนจะต้องคิดถึงเส้นขนมจีนแบบโบราณ ที่มีเอกลักษณ์ความหอมของแป้งหมัก ผสมผสานกับเส้นขนมจีนเหนียวนุ่ม ที่อร่อยแตกต่างจากขนมจีนเส้นหมักในปัจจุบัน ส่วนประเภทของน้ำยาชนิดต่างๆ ก็ไม่สามารถหารับประทานได้ง่ายๆ แล้ว เช่น น้ำยาสำรวม ที่เป็นการนำน้ำยาหลากหลายสูตรที่เราปรุงขึ้น มาผสมผสานรวมกัน และอุ่นให้ร้อนๆ เมื่อถึงเวลาคนในชุมชน หรือเครือข่ายแต่ละบ้าน ก็จะนำแป้งจี่มาจิ้มร่วมรับประทานด้วยกัน พร้อมพูดคุยรำลึกถึงอดีตเก่าๆ เป็นวัฒนธรรมแบบภราดรภาพ ซึ่งภาพเหล่านี้ผมกลัวว่าจะสูญหายไปจากประเทศ เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเข้ามา เราก็จะได้เอาวัฒนธรรมที่ล้ำค่ามาเป็นรากฐานของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มานำเสนอให้ต่างชาติได้เห็น ผมจะรู้สึกเสียดายมาก หากเราไม่ได้อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้เอาไว้”

ส่วนขั้นตอนการผลิตเส้นขนมจีนโบราณ ซึ่งถือเป็นจุดขายของร้านขนมจีนโบราณครูเป้า ค่อนข้างจะมีกรรมวิธีการทำหลายขั้นตอนมาก ซึ่งการทำขนมจีนแบบโบราณแป้งหมักแท้ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 วันเลยทีเดียว ถึงจะได้เส้นขนมจีนที่พร้อมรับประทาน โดยผ่านกระบวนการหมัก 20 ขั้นตอน คือ เริ่มจากนำข้าวสารนาปีปลอดสารพิษมาแช่น้ำ ใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงเอาหินทับไว้ ล้างน้ำเช้า-เย็น 2 วัน ก่อนที่จะนำไปโม่ให้เป็นน้ำแป้ง ใส่โอ่งทิ้งแป้งตกตะกอน 2 คืน ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องเทน้ำใสๆ ทิ้ง แล้วใส่น้ำสะอาดลงไปแทนที่ ก่อนที่จะนำออกมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ต้มในน้ำเดือด เอาออกมาล้างน้ำเย็นนำไปตำให้เหนียว และเอาไปเข้าเครื่องนวด กรองด้วยผ้าขาวบาง โรยให้เป็นเส้น ก่อนที่จะตักออกมาล้างน้ำ จับเส้นให้เป็นจับ หรือหัว ม้วนให้เป็นก้อนกลม แล้วจึงใส่กระจาดรองด้วยใบตอง คลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ กันเส้นแห้ง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการผลิตเส้นขนมจีนที่เหนียวนุ่มน่าลิ้มลอง

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (MATICHON Academy) เตรียมเอาใจคนรักอาหารจานเส้นอย่าง “ขนมจีน” ด้วยการเปิดหลักสูตรครัวสาธิต ขนมจีนโบราณเส้นสด สูตรแป้งหมัก ครูเป้า กับ 2 วิทยากรอย่าง คุณเกษม กงสิน และ คุณสุวรรณา กงสิน (ครูเป้า) สองสามีภรรยา เจ้าของสูตรตัวจริง เสียงจริง นำเสนอความอร่อยเด็ดของขนมจีนโบราณ แป้งหมัก สูตรครูเป้า พร้อมถ่ายทอดวิชาทุกขั้นตอน พร้อมแถมสูตรเด็ดการทำน้ำยาต้นตำรับ อาทิเช่น น้ำยาสำรวม, น้ำยาก้อง, น้ำยากะทิ, น้ำยาป่า พร้อมแนะนำวิธีการทำธุรกิจทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ผนวกกับการให้ความรู้ทั้งภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ เลือกได้ว่าเรียนจบไปก็พร้อมที่จะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพหลัก หรือเสริมได้เลยทีเดียว

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน หรือสำรองที่นั่ง สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com

 

สุพรรณภูมิ ที่สุพรรณบุรี ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


หมุดไมล์

ผศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สุพรรณภูมิ ที่สุพรรณบุรี ตอนที่ 2

ลมหนาวที่ผ่านมาเป็นระลอกในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของคนไทยลดดีกรีความรุนแรงลงได้สักเท่าใดนัก ตรงกันข้ามดูเหมือนจะกระพือเข้าใส่กันมากกว่าเดิมอีก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความสนใจของมวลมหาสมาชิกในด้านศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี ประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะมติชน อคาเดมี จัดทัวร์พิเศษในเดือนมีนาคม กับประเด็นร้อนแรงทางประวัติศาสตร์ไทย “อำนาจ ราชบัลลังก์ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ” โดยมี รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ เป็นวิทยากรให้ความรู้ตลอดการเดินทาง

ชื่อ สุพรรณภูมิ ย่อมทำให้เข้าใจอย่างง่ายๆ ว่าหมายถึงจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน แต่นั่นเป็นเส้นเขตแดนจังหวัดที่ขีดขึ้นใหม่เพื่อกำหนดพื้นที่การปกครอง สุพรรณภูมิ หรือ ดินแดนแห่งทองในอดีต จะมีพื้นที่ครอบคลุมถึงเท่าใดยากนักที่จะตอบได้ เพราะตราบเท่าที่อำนาจจะแผ่ขยายไปถึง ตราบนั้นก็คงเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจสุพรรณภูมิ แต่นักประวัติศาสตร์ทั่วไปเห็นไปในทางเดียวกันว่า สุพรรณภูมิ คือบริเวณภาคกลางของประเทศไทยที่มีอารยธรรมเจริญก้าวหน้ามาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนกระทั่งตั้งเป็นเมืองขึ้นมาได้

เมื่อเป็นเมืองสำคัญที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากอยุธยาที่เป็นเมืองหลวง ทำให้สุพรรณบุรี เป็นเมืองสำคัญทั้งในด้านการเมืองการปกครอง และการเศรษฐกิจด้วย ทั้งนี้ หลักฐานทั้งทางเอกสารและโบราณวัตถุย่อมเป็นที่ยืนยันได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ทัวร์เดือนมีนาคม 2557 นี้ จึงเป็นการพยายามทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของราชวงศ์สุพรรณภูมิ ซึ่งอาจไม่เป็นที่รับรู้กันมากนักสำหรับคนทั่วไป ผ่านร่องรอยโบราณวัตถุสถานที่พบในจังหวัดสุพรรณบุรี เช่น ที่แนวคูน้ำ และป้อมปราการของเมืองสุพรรณบุรี

ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เป็น 1 ใน 5 ราชวงศ์ที่ปกครองเมืองอยุธยา ในช่วงอยุธยาตอนต้น มีเจ้าเมืองสุพรรณบุรีที่ได้เดินทางถึงเมืองจีนและได้รับการยอมรับในฐานะกษัตริย์แห่งสุพรรณภูมิ คือ สมเด็จพระนครินทราธิราช พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 6 แห่งอยุธยา ผู้ทรงเป็นต้นวงศ์สุพรรณภูมิ สมเด็จพระนครินทร์พระองค์นี้ได้เสด็จฯ ไปเมืองจีน โดยมีหลักฐานรองรับและอาจเป็นที่มาของตำนานพระร่วงไปเมืองจีนก็ได้ แต่ก็แสดงว่าสุพรรณบุรีในช่วงเวลานั้นมีความสำคัญและยิ่งใหญ่ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ที่สืบวงศ์ต่อมาและเป็นพระองค์สำคัญ คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 เจ้าสามพระยา พระโอรส เพราะได้ทรงสถาปนาวัดราชบูรณะอันโด่งดังขึ้น ด้วยเครื่องทองคำอันวิจิตรงดงาม

นอกจากแนวกำแพงเมืองโบราณของสุพรรณบุรีแล้ว มติชน อคาเดมี กำหนดที่หมายว่าต้องไป วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี เพราะมีความสำคัญทั้งในฐานะพระปรางค์รุ่นแรกๆ ของสยามประเทศ และความสำคัญในด้านการปกครอง จารึกลานทองที่พบ ณ พระมหาธาตุแห่งนี้ชี้ว่าผู้สร้างเป็นพระราชบิดา ต่อมาพระราชโอรสทรงซ่อมแซมให้ดีขึ้น เป็นที่ชวนสงสัยว่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลใด จะเป็นอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ ล้วนแต่เป็นเรื่องน่าสงสัยทั้งสิ้น

และเพราะประวัติศาสตร์แบบ มติชน อคาเดมี เป็นเรื่องชวนสนทนา จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจซักถามล้วงลึกกับการเข้าถึงความจริง หรือแม้แต่ผู้สนใจเรื่อง พระมเหศวร เมืองสุพรรณ ก็ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

นอกจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุกลางเมืองแล้ว เลยไปไม่ไกลนัก จะพบกับวัดต่างๆ ตั้งเรียงรายทั้งซ้ายขวา บริเวณนี้เชื่อกันว่าเป็นย่านบ้านพลูหลวง ที่เลี้ยงช้างเก่าแก่แห่งหนึ่งของสุพรรณบุรี เป็นละแวกบ้านของพระเพทราชา เจ้ากรมคชบาล ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และต่อมาก็จะขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อกันมา วัดที่เรียงรายทั้งซ้ายขวาเช่น วัดแค ที่ปรากฏในขุนช้างขุนแผน วัดพระลอย วัดพระนอน และวัดหน่อพุทธางกูร ซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมากแห่งหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี

นอกจากบรรดาวัดวาอารามต่างๆ ที่ให้ความร่มเย็นจิตใจแล้ว สุพรรณบุรียังมีชุมชนและวิถีชีวิตของชาวบ้านอีกหลายแห่งที่มีเสน่ห์น่าสัมผัสค้นหา เช่น วัดป่าเลไลยก์ ที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปนั่งปางป่าเลไลยก์ ศิลปะทวารวดี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาแต่อดีต ไหว้วัดพระรูป ซึ่งจัดเก็บรอยพระพุทธบาทไม้แกะสลักชิ้นเดียวในโลกไว้

นอกเหนือจากแหล่งศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันเอกอุแล้ว สุพรรณบุรีก็ขึ้นชื่อในเรื่องของกินแสนอร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาประเภทต่างๆ ที่สด สะอาด และราคาย่อมเยาจนแทบไม่น่าเชื่อ เมนูอาหารขึ้นโต๊ะที่ทางมติชน อคาเดมี จัดไว้ จึงเอาใจคนรักสุขภาพที่จะหันมาบริโภคปลาที่ไม่มีไขมันมากนัก และอุดมไปด้วยสารอาหาร

ถ้าได้ออกไปสัมผัสกับชาวบ้านสุพรรณบุรีแล้ว จะเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย เคารพธรรมชาติ ชุมชนโบราณบางแห่งที่ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์ของตน เช่น ที่ตลาดเก้าห้อง นั้นมีขนมเปี๊ยะขึ้นชื่อแสนอร่อย ขนมพื้นบ้านอื่นๆ ผักสด ผลไม้ หรือจะถ่ายรูปริมแม่น้ำสุพรรณ หรือจะหาเวลาไปถ่ายรูปกับหอดูโจร ที่ชาวบ้านร่วมใจกันสร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์ชุมชนของตนเอง ก่อนจะหาความช่วยเหลือจากภายนอกก็ย่อมได้

หากจะลองนับนิ้วดูแล้ว เที่ยวสุพรรณบุรีวันเดียวกับ มติชน อคาเดมี ก็คุ้มค่าเกินรอคอยแล้ว

เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม อำนาจ ราชบัลลังก์ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 22 มีนาคม 2557 ที่มติชน อคาเดมี จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com

 

“แก๊ป-ธนเวทย์” ผุดไอเดีย A PIECE(S) OF PAPER กระดาษห่อของขวัญใช้ซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


อาชีพคนดัง

นิดา

“แก๊ป-ธนเวทย์” ผุดไอเดีย A PIECE(S) OF PAPER กระดาษห่อของขวัญใช้ซ้ำ

นักแสดงหนุ่มตี๋ แก๊ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล เคยผ่านผลงานการแสดงกับภาพยนตร์ขาวดำ เรื่อง The 8th Day : แปดวัน แปลกคน โดยรับบทเป็น “หนุ่ม” นักศึกษาแพทย์ ซึ่งผลงานเรื่องนี้ทำให้แก๊ปเข้าชิงรางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมสุพรรณหงส์ ปี พ.ศ. 2551 และเข้าวงการบันเทิง เป็นนักแสดงในบ้านโพลีพลัส ประเดิมละคร บ่วงร้ายพ่ายรัก, คู่แค้นแสนรัก, ตะวันทอแสง และล่าสุดกับละคร เจ้าสาวสลาตัน ทางช่อง 7 และ คุณชายรักเร่ ทางช่อง 3 

ทางด้านการศึกษา แก๊ปคว้าใบปริญญา สาขาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และด้วยความเป็นนักออกแบบ เขาจึงต่อยอดด้วยการทำธุรกิจกระดาษ ที่คำนึงถึงประโยชน์ของสิ่งแวดล้อม ภายใต้ชื่อ A PIECE(S) OF PAPER

ธุรกิจต่อยอดความฝัน

ด้วยความรู้และความถนัดที่เจ้าของร้านเรียนมาบวกกับความฝันที่อยากจะมีธุรกิจของตัวเอง เมื่อวันหนึ่งเกิดไอเดียเกี่ยวกับการออกแบบขึ้นมา จึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดธุรกิจนี้ขึ้นมา โดยคำนึงถึงประโยชน์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

“ผมจบสถาปัตย์ และเคยทำโฆษณาด้วย เหมือนเป็นความฝัน คนที่เรียนด้านนี้อยากมีแบรนด์โปรดักต์เป็นของตัวเอง แล้วเรารู้สึกว่าเราอยู่ในจุดที่เราอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว ผมชอบทำกราฟิก เห็นว่าช่องทางการตลาดมันมีพอยต์ที่ว่าในท้องตลาด กระดาษห่อของขวัญแบบนี้ยังไม่มี แล้วเรารู้สึกเองว่ามันยังไม่สวยในแบบที่ผมโอเค รู้สึกว่าช่องว่างมันยังเยอะอยู่ก็ลองทำเองดูดีกว่า การทำดีไซน์เราอยากทำออกมาในเชิง ECO ทำแบรนด์ที่รักษ์โลก เพราะว่าในเรื่องดีไซน์มันเป็นการผลิตขยะขึ้นมาเหมือนกันนะถ้าเรามองลึกๆ เช่น เก้าอี้ ทำเก้าอี้มาเฉยๆ มันนั่งได้แล้วแต่เราทำไม้เสร็จเอาอะไรมาบุให้มันหน่อย ทำลายให้มันหน่อย จริงๆ มันก็เกินจำเป็นไปเยอะเหมือนกัน เลยคิดว่าถ้าเราจะทำดีไซน์อะไรขึ้นมา ผมตั้งโจทย์ไว้ คือต้องทำอะไรที่มันเป็น ECO การทำวัสดุอย่างกระดาษรีไซเคิลกับกล่องนมถั่วเหลืองเรามีมันไม่พอ ง่ายๆ ขวดบิดที่ทำขึ้นมาเขาก็ใช้พลาสติกน้อยลงมันก็ได้สเต็ปแรก แต่ถามว่าถ้าไม่บิดหละผมว่ามันก็เสียเปล่าเหมือนกัน แต่ถ้าเราบิดให้เขาหน่อยมันจะช่วยเซฟพื้นที่ได้เยอะ เลยมองว่าวัสดุมันไม่เกี่ยวหรอก พฤติกรรมคนต่างหากที่จะเป็น ECO แบบยั่งยืนจริงๆ”

สินค้า เปลี่ยนพฤติกรรม

เจ้าของร้านกระดาษเปิดใจถึงแนวความคิดว่า การใช้วัสดุ เพื่อให้รักษ์โลก มันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ความจริงในแบบของเขาคือการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนต่างหากที่จะช่วยให้รักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน โดยขายไอเดียว่า โปรดักต์ที่เขาผลิตขึ้นมาจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมคน นั่นคือ การให้เขาได้รับรู้ว่า กระดาษห่อของขวัญ A PIECE(S) OF PAPER เป็นได้มากกว่ากระดาษห่อของขวัญ เพราะมันสามารถนำไปทำอย่างอื่นได้อีก

“ผมพยายามหาอะไรที่มันเปลี่ยนพฤติกรรมคน ถ้าเขาเปลี่ยนจากตรงนี้ได้แล้ว อย่างน้อยวันหนึ่งในออฟฟิศเขาเองหรือในบ้านเขาเอง เขาอาจจะใช้กระดาษครั้งที่สองที่สามเหมือนอย่างที่เขาใช้กระดาษของผมก็ได้ เราจะให้ information (ข้อมูล) เต็มที่เลยในฉลากและแพ็กเกจจิ้งของเรา หรือเว็บไซต์ แฟนเพจของเรา หรืออย่างเวลาไปออกบู๊ธผมไปเอง ทุกครั้งที่ไปมีคนเข้ามาผมต้องพูดแบบนี้ตลอด เหมือนเราต้องรีรันเทป มันเหนื่อยแต่เราเต็มใจที่จะบอก เรื่อง ECO จริงๆ เป็นเรื่องที่สวนทางกับรายได้เหมือนกัน อันนี้ใช้กระดาษรีไซเคิลแพงกว่ากระดาษธรรมดานะ ต้นทุนสูงกว่า แล้วคนรู้สึกว่าบ้าเปล่าทำไมขายกระดาษแพงจัง จะซื้อทำไม แต่ผมขายไอเดีย และคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดีที่เขาควรทำ ราคาแพงกว่าก็จริงแต่เราอยู่ในจุดที่มันโอเคที่สุด อย่างต่างประเทศเขาค่อนข้างโอเคกับเรื่องนี้ ผมเลยเชื่อว่ามันต้องมี ถึงแม้คนไทยอาจจะไม่ได้มองเรื่องดีไซน์เป็นหลัก อย่างน้อยก็เป็นเรื่องใกล้ตัวคุณ ถ้าคุณไม่ช่วยวันหนึ่งมันก็จะกลับมากระทบ”

เน้นใช้ซ้ำ

แก๊ป บอกว่า ธุรกิจนี้มีความตั้งใจที่อยากจะทำกระดาษออกมาแล้วสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกหลายๆ ครั้ง ไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ ก็ตาม เพื่อให้เกิดคุณค่าและประโยชน์ของกระดาษห่อของขวัญแผ่นหนึ่งให้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของชื่อร้านที่บ่งบอกอยู่แล้วว่าเป็นกระดาษที่ให้ประโยชน์มากกว่า 1 แผ่น

“กระดาษเริ่มมาจากว่าชื่อแบรนด์ของ A PIECE(S) OF PAPER กระดาษ 1 แผ่น แต่ผมเติม (S) เข้าไป จริงๆ เติมไม่ได้ แต่ผมก็เติมเพราะเราเชื่อว่ากระดาษห่อของขวัญเป็นได้มากกว่า 1 แผ่น สิ่งที่เราทำ กระดาษแผ่นใหญ่พิมพ์ด้วยหมึกถั่วเหลือง กระดาษรีไซเคิล มันจะมีรอยปรุที่ฉีกได้ รอยปรุจะเป็นตารางทั่วแผ่น รอยปรุจะมีไซซ์ขนาด 8×8 เราอยากเปลี่ยนพฤติกรรมคน สามารถฉีกไปทำอย่างอื่นต่อได้ แผ่นเล็กสุดถ้าไม่คิดอะไรฉีกเป็น notepad ได้ 10 กว่าแผ่น เอาไปทดเลขก็ยังดี หรือทำเป็น DIY ก็ได้ หรือผมเอาไปทำเป็นปกสมุดก็ได้ จะมีบางคนเอากระดาษไปห่อปกสมุด เราทำสมุดปกใสขึ้นมาคุณเปลี่ยนได้ อย่างกระบอกกาแฟที่ใส่กระดาษได้ เรารู้สึกว่ากระดาษ 1 แผ่น อย่าใช้แค่ครั้งเดียว ยืดอายุให้มัน ไม่งั้นอายุการใช้งานมันจะสั้นมาก ทีนี้จะเห็นแล้วว่ากระดาษ 1 แผ่น ใช้ครั้งที่สองครั้งที่สามได้ มันมีคุณค่ามากขึ้น เราเลยเรียกว่า PIECE(S) PAPER”

เจ้าแรกของเมืองไทย

ด้วยไอเดียที่คิดและสร้างสรรค์ออกมาไม่เหมือนใครในการดีไซน์และประโยชน์การใช้สอย จึงทำให้แบรนด์ A PIECE(S) OF PAPER เป็นแบรนด์แรกที่มีไอเดียรอยปรุอยู่บนกระดาษและเป็นแบรนด์ที่เป็น ECO อีกด้วย

“แบรนด์ผมเป็นกระดาษเจ้าแรกที่มีรอยปรุ แต่ถามว่ามีแบรนด์กระดาษห่อของขวัญที่เป็น ECO ไหม มี แต่ของเราเป็นเจ้าแรกที่มีรอยปรุ ราคาของผมจะอยู่ที่แผ่นละ 80 บาท ขนาดใหญ่ 72×48 เท่าที่เห็นตามห้าง คนที่ขายแพงกว่าผมมีกระดาษนำเข้า แต่ถ้าของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 45 บาท เราสูงกว่าของเขานิดหนึ่ง

ตอนแรกผมทำกระดาษอย่างเดียวมันก็จะได้ในช่วงเทศกาล ตอนหลังผมแตกไลน์ออกมา มีสมุด เคสไอโฟน ตอนนี้ทำกล่องสำเร็จรูปแล้วด้วย กล่องที่ใช้กระดาษหนาหน่อยแล้วขึ้นรูปมาเลย เราก็ศึกษาพฤติกรรมคนไปเรื่อยๆ อย่างสมุด ทำมาขายดีกว่าเยอะเลย”

ตั้งเป้า เป็นธุรกิจที่มั่นคงในอนาคต

จากไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตกระดาษ และแตกไลน์ไปผลิตสินค้าอื่นๆ ที่มั่นใจว่ามีความจำเป็นต่อลูกค้า เจ้าของร้านจึงตั้งเป้าไว้ในอนาคตว่า ธุรกิจของเขาจะสามารถเป็นธุรกิจหลัก เมื่อวันหนึ่งที่เจ้าของร้านไม่ได้ทำงานในวงการบันเทิง

“ผมอยากให้ธุรกิจนี้สามารถเลี้ยงเราได้ คือผมมองอนาคตไว้ด้วย ถ้าวันหนึ่งผมไม่ได้ทำงานในวงการแล้วก็จะมาทำตรงนี้ อยากให้เป็นธุรกิจที่ยาวๆ ในเรื่องของรักษ์โลก และการจะทำธุรกิจ ถ้าเราทำแล้วช่วยโลกมันต้องดีกว่า เหมือนเราคิดให้มากขึ้นมันก็ดีกว่า ปัญหาที่ทำมาเจอมาทุกอย่าง เพราะเรามีหัวทางด้านดีไซน์อย่างเดียว เราจะไม่ค่อยมีทางด้านมาร์เก็ตติ้ง บัญชี แต่เราต้องทำเองหมดเลย ไปส่งของผมก็ไปส่งเอง มีอีกคนที่เป็นหุ้นส่วนกัน ทำแล้วก็มานั่งติดบาร์โค้ดกัน บู๊ธวันไหนผมไปได้ผมก็ไปอยู่ทั้งวัน ถ้าเทียบกับการถ่ายสกู๊ปนิดหน่อยไม่กี่ชั่วโมงเราก็ได้เงินแล้ว บางทีขายกระดาษทั้งวันยังไม่เท่านั้นเลย ผมหุ้นกับเพื่อนทำกัน 2 คน แต่ลงทุนไม่เยอะมากเพราะกระดาษไม่ได้เยอะมาก เรื่องค่าดีไซน์เราก็ทำเองหมดอยู่แล้ว ค่าแรงช่วงแรกยังไม่มีเลย เราเป็นทุกอย่างเองหมด ทำเองหมด ปัญหาที่เกิดส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้ การขายตอนนี้ขายผ่านช่องทางแฟนเพจ A PIECE(S) OF PAPER ทางร้านก็มีวางที่ Be trend PARAGON, Propaganda, LOFT, BOOKSMITH, Choo Jai, the selected, washing machine, room concept store, B2S, ecoshop online, Spoonful, CU Book Center, mink”s, tokyobike, TCDC, PARAGON ผมก็ไปติดต่อเอง บางทีคอนเน็กชั่นที่ได้ก็ไม่ได้มาจากการที่เป็นดาราด้วย บางทีก็ส่งเมลไป จากคนแนะนำก็มี”

ถ้าใครสนใจกระดาษห่อของขวัญที่ใช้ซ้ำได้ สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.facebook.com/apiecesofpaper ข้างในนั้นจะมีรายละเอียดต่างๆ หรือสั่งออนไลน์ได้ หนุ่มแก๊ปจัดส่งถึงบ้านเลยค่ะ

 

นายซอกแซก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


นายซอกแซก

*** สาวเซ็กซี่ ไอซ์-อภิษฎา เครือคงคา ขยันเมกมันนี่ทำธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ล่าสุด เจ้าตัวลงทุนควักกระเป๋าตังค์ทำธุรกิจเครื่องสำอางบำรุงผิวเอาใจคนกลัวดำ ด้วยครีมกันแดดสูตรเฉพาะของสาวไอซ์ เพราะเธอเป็นคนชอบดำน้ำและกิจกรรมกลางแจ้ง ครีมกันแดดจึงเป็นของคู่กัน จึงผุดแบรนด์ Jellysun ออกมาขายซะเลย เจ้าตัวการันตีด้วยว่าไม่เป็นคราบขาวเหนียวเหนอะหนะติดทนนาน ป้องกันผิวได้ตลอดวัน และสามารถทาทับเบสและรองพื้นโดยไม่ทิ้งคราบอีกด้วย ที่สำคัญ เหมาะกับทุกสภาพผิวแม้ผิวแพ้ง่ายและผ่านการรับรองจาก อย. แล้วค่ะ

*** นักแสดงอารมณ์ดีในวงการบันเทิงที่หันมาทำธุรกิจส่วนตัวพ่วงกับงานแสดง โหน่ง ชะชะช่า กับธุรกิจอาหาร ด้วยการเปิดขายแฟรนไชส์ บะหมี่เกี๊ยว โหน่ง ชะชะช่า ให้กับผู้สนใจที่อยากทำธุรกิจร่วมกันกับโหน่ง ในราคา 70,000 บาท พร้อมอุปกรณ์และฝึกอบรมสามารถขายได้เลยในทันที ใครสนใจอยากร่วมธุรกิจกับนักแสดงตลกอารมณ์ดีติดต่อไปได้ที่ โทรศัพท์ (090) 980-5046 หรือ (087) 565-3666 ค่ะ

*** น้องพลอย-ภัทรากร ตั้งศุภกุล นักแสดงดาวรุ่งจากละคร เวียงร้อยดาว หลังจากศึกษาจบปริญญาตรี นิติศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 แล้ว ก็มีเวลาว่างลุยธุรกิจเปิดร้านเสื้อผ้าออนไลน์ควบคู่ไปกับงานในวงการบันเทิง วางขายผ่าน Instagram โดยได้คุณแม่เป็นคนช่วยรับออร์เดอร์และตอบคำถามลูกค้า เสื้อผ้าที่วางจำหน่ายจะออกแนวกุ๊กกิ๊กน่ารัก เสื้อผ้าลายสัตว์ โทนสีหวานๆ ตามบุคลิกสาวพลอย และผ้าพันคอ ใช้ชื่อว่า mitarbrand โดยตั้งชื่อมาจากชื่อคุณแม่ของน้องพลอยเอง ใครที่สนใจและเป็นแฟนคลับน้องพลอยแวะไปอุดหนุนได้ที่ IG : mitarbrand

*** นางเอกสาวหน้าหวาน แอฟ-ทักษอร เตชะณรงค์ หายหน้าจากวงการบันเทิงไปพักใหญ่หลังจากแต่งงานเป็นสะใภ้โบนันซ่า ลุยธุรกิจร่วมกับสามี สงกรานต์ เตชะณรงค์ ปลูกบ้านพักตากอากาศขายเศรษฐีชาวไทยที่ต้องการมีบ้านพักบรรยากาศดี อากาศบริสุทธิ์ กับโครงการ MOMENTO บ้านเดี่ยว เฟส 2, PARCO คอนโดมิเนียม เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจในครอบครัวที่ทั้ง 2 คน ช่วยกันลุยงานและแบ่งหน้าที่บริหารกันได้อย่างลงตัว

*** กลายเป็นกระแสฮิตในหมู่ดารานักแสดง ที่นอกจากงานแสดงจะรัดตัวแล้ว ยังต้องมีอาชีพเสริมด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจเสริมความมั่นคงแก่ชีวิต ไม่เว้นแม้แต่นางเอกชื่อดัง แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ประสบความสำเร็จจากธุรกิจทั้ง Teddy House, แบรนด์ BabyRose by Pancake, อาหารเสริม Gluta Berry Swiss ล่าสุดตัดสินใจร่วมธุรกิจ ยาสตรีตราโหรทศพรโอสถ ของ โหรทศพร ตาทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพร วาดฝันครองตลาดยาสตรีหมายเลข 1 อีกด้วย สวย รวย เก่ง ยกให้สาวแพนเลยค่ะ

*** ใครอยากร่วมทำบุญฟังทางนี้ บริษัท ล้ำยุค (มิลเลนเนียม 2002) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าสำหรับบุรุษและสตรี ภายใต้แบรนด์เพลย์บอย (PLAYBOY) จากสหรัฐอเมริกา โดย คุณวรวุฒิ หวังวรวงศ์ ประธานกรรมการ จัดงานการกุศลภายใต้คอนเซ็ปต์ที่มีชื่อว่า The Story of Bunny”s Lover ที่ตึกศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ภายในงานนอกจากมีการบริจาคโลหิต สมทบทุนการบริจาครายได้ให้แก่สภากาชาดไทย ยังมีของที่ระลึกจาก PLAYBOY จัดจำหน่ายเสื้อคู่รัก The Story of Bunny”s Lover (รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้สภากาชาดไทย) อีกทั้งมีนักแสดงมาร่วมกันสร้างสีสันความน่ารักภายในงานครั้งนี้ อาทิ เกรซ-กาญจน์เกล้า, แกรนด์ The Star, ศิลปินวง Playground ผู้สนใจเลือกซื้อ PLAYBOY ในคอลเล็กชั่นพิเศษ “The Story of Bunny”s Lover” ได้เลยจ้า

*** หันมาเอาดีกับธุรกิจอีกคน ล่าสุด นางเอกสาว หยก-ธัญยกันต์ ธนกิตติ์ธนานนท์ ทุบกระปุกกว่า 10 ล้านบาท เปิดธุรกิจอาหารเสริมภายใต้ชื่อ 8 in 1 Capsule By Yok Thunyagun (เอท อิน วัน แคปซูล บาย หยก ธัญยกันต์) โดยจับมือกับ บริษัท เฮลท์พรีเมียร์ จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารเสริมชั้นนำของประเทศไทยที่มีประสบการณ์ในการผลิตยาและอาหารเสริมที่มีคุณภาพมายาวนานกว่า 40 ปี โดยมี คุณนรุตม์ ฟู กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮลท์พรีเมียร์ จำกัด และ เภสัชกรหญิง สุกานดา กิตติพงศ์วรการ ร่วมพูดคุยแนะนำผลิตภัณฑ์บนเวที พร้อมทั้งมีเพื่อนสนิทในวงการบันเทิงมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง อาทิ ทับทิม-อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์, ธีร์-ธรณธันย์ วณิชนันทธาดา, ฝ้าย-ณิชานันท์ ฝั้นแก้ว, เจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์, เขตต์-ธาราเขต เพ็ชรสุกใส, ต่าย-ชัชฎาภรณ์ ธนันทา, จุ๋ม-นุสรา สุขหน้าไม้ ฯลฯ แถมเซอร์ไพรส์จากหวานใจตัวจริง แอมป์-พีรวัศ กุลนันท์วัฒน์ ที่หอบดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดี ที่ โรงแรมสยาม แอท สยาม เมื่อวันก่อน

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,029 other followers

%d bloggers like this: