Category Archives: เส้นทางเศรษฐี

ศิลาดล 100 สี เนรมิตห้องอาหารคัลเลอร์ฟูล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

ศิลปหัตถกรรม

มีนา

ศิลาดล 100 สี เนรมิตห้องอาหารคัลเลอร์ฟูล

“สีภาชนะที่นิยมใช้มานานนับร้อยปีคือ สีขาว แต่ในขณะที่ ซี แอนด์ พี ศิลาดล ทำสินค้าออกมานับร้อยสี ฉะนั้น จึงบอกให้ลูกค้ารู้ว่าไม่จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตสีสันไว้เพียงเท่านี้ แต่สามารถทำให้โต๊ะอาหารเป็นคัลเลอร์ฟูลได้ ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่โรงแรมแต่ละแห่งตอบรับไอเดีย โดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลางชอบมาก บางโรงแรมสั่ง 26 สี”

เอกลักษณ์ของ “ศิลาดล” ที่คุ้นตาและคุ้นเคยทั้งกับผู้พบเห็นและผู้ผลิต คือ สีเขียว บวก พื้นผิวแตกลายงา

สินค้าที่มีรูปลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ย่อมส่งผลด้านการตลาด ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามาเป็นน้องใหม่ โอกาสเกิดจึงเรียกได้ว่าริบหรี่

แต่กับ บริษัท ซี แอนด์ พี ศิลาดล จำกัด กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆ กับความสำเร็จ แต่ความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นเพราะ ความกล้าที่จะแตกต่าง

ความกล้าแรก คือ การสร้างสีสันผลิตภัณฑ์ที่มีกว่า 100 สี ความกล้าต่อมา คือ การคิดสูตรส่วนผสมวัตถุดิบที่ไม่เหมือนต้นฉบับ และอีกหลายความกล้าที่เกิดขึ้นโดยผู้ชายคนนี้ คุณพรชัย โพธิกานนท์

สินค้าห้องอาหาร

สีสันเกิน 100

มนุษย์เงินเดือน คือตำแหน่งที่คุณพรชัยดำเนินการสร้างอาชีพตามสายงานที่ได้ร่ำเรียนมา แต่แล้ววันหนึ่ง คิดวางรากฐานไว้ให้ลูกชาย จึงเลือกที่จะลาออกจากงานประจำ แล้วมุ่งสู่ธุรกิจผลิตศิลาดล โดยเริ่มต้นจากเข้าไปช่วยงานในครอบครัว จนกระทั่งสร้างโรงงานผลิตเป็นของตนเอง

“ผมเรียนจบการบริหารโรงแรม จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นทำงานอยู่ในโรงแรมต่างประเทศ 4 ปี และในประเทศไทยอีก 20 กว่าปี ซึ่งต่อมาก็คิดวางแผนอนาคต ผมต้องการสร้างรากฐานอาชีพไว้ให้ลูกชาย จึงตัดสินใจลาออก โดยตอนนั้นเข้าไปช่วยกิจการ บริษัท สันทราย ศิลาดล เป็นโรงงานผลิตของครอบครัว ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ทำได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง ก็ย้ายกลับมาบ้านภรรยาที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยคิดเปิดโรงงานผลิตศิลาดลที่นี่”

ด้วยเพราะกรรมวิธีผลิตศิลาดลนั้นมีมาเนิ่นนาน และที่ทำในรูปแบบการค้า ก็ถือว่ามีเจ้าเก่าแก่อยู่ในตลาด ฉะนั้น การที่บริษัทน้องใหม่จะเข้าสู่สังเวียนนี้ จึงเป็นเรื่องยาก หากไม่หาจุดต่าง

“เรื่องแข่งขันเมื่อเทียบกับบริษัทที่เขาทำมาเป็นสิบปี เราสู้ไม่ได้ ฉะนั้น จึงคิดหาความต่าง นั้นคือ รูปลักษณ์ของสี ที่แต่เดิมคือสีเขียว อาจจะมีสีฟ้า น้ำเงิน แดง บ้าง แต่ก็ไม่มาก ซึ่งถ้าจะเดินตาม คงสู้ต้นฉบับไม่ได้ จึงคิดถึงการสร้างสีสันใหม่ๆ จนตอนนี้มีกว่า 100 สีแล้ว”

ทั้งนี้ ในส่วนของการสร้างสีสัน คุณพรชัย ว่า เริ่มแรกเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ โดยยกตัวอย่าง สีเหลือง นั้นเกิดจากกระบวนการเผาผิดแผกไป จนทำให้สีเปลี่ยน

“ความบังเอิญเกิดขึ้นมากมายในธุรกิจ แต่ทำให้เราได้เรียนรู้” นี่คือสิ่งที่คุณพรชัยประสบมาโดยตลอด

เล่นแร่แปรธาตุ

คิดสูตรให้ได้ส่วน

สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้การผลิตของ บจก. ซี แอนด์ พี ศิลาดล จะเน้นเฉพาะอุปกรณ์ใช้ในห้องอาหาร ที่มีกว่า 2,000 รายการ

“คอนเซ็ปต์ของ ซี แอนด์ พี จะชัดเจน คือ ผลิตสินค้าเฉพาะในหมวดอุปกรณ์ใช้ในห้องอาหาร ฉะนั้น ก็ต้องดูว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้อาศัยประสบการณ์ทำงานโรงแรมมา อย่างการเสิร์ฟซุปใส ปริมาณต้อง 200 มิลลิลิตร ผมจึงรู้ว่าควรผลิตภาชนะแบบไหน ขนาด รูปร่าง อย่างไร จึงจะตอบโจทย์”

ย้อนกลับมาถึงจุดเด่นคือ การสร้างสีสันให้ชิ้นงาน ซึ่งคุณพรชัย ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการคิดสูตรขึ้นมาทดแทนวัตถุดิบแบบดั้งเดิมที่ไม่อาจหาได้ในพื้นที่

“สมัยก่อนเรียกว่า เล่นแร่แปรธาตุ นำวัตถุดิบธรรมชาติหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษต่างกันมาหลอมรวม ซึ่งจะมีทีมวิจัยและพัฒนาเข้ามาถอดสูตรสารประกอบต่างๆ ที่มีอยู่ในวัตถุดิบแต่เดิมที่ใช้ แล้วหาวัตถุดิบอื่นที่มีคุณสมบัติพิเศษเช่นนั้นมาแทน อย่างที่ใช้หลักๆ จะมี ดิน, หินที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างนำมาบดให้ละเอียด และก็จะมีทราย ซึ่งแต่ละสีส่วนผสมสูตรแตกต่างกันไป”

เมื่อเลือกใช้วัตถุดิบที่แตกต่าง ฉะนั้น ในส่วนของกระบวนการผลิต ตลอดจนกรรมวิธีการเผา ต้องแตกต่างตามไปด้วย และนี่คืออีกหนึ่งกระบวนการที่คิดสูตรให้ได้สัดส่วน แต่กระนั้นด้วยเพราะเป็นงานแฮนด์เมด กอปรกับวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ ความไม่เหมือนจึงย่อมเกิดขึ้นกับการสร้างสีสัน ซึ่งคุณพรชัย ว่า ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่คือชาวต่างชาติ เข้าใจดี

ถามถึงวิธีเข้าถึงลูกค้า โดยกลุ่มหลัก ได้แก่ โรงแรมระดับ 5-6 ดาว ซึ่ง 95 เปอร์เซ็นต์ ตั้งอยู่ในต่างประเทศ

“สีภาชนะที่นิยมใช้มานานนับร้อยปีคือ สีขาว แต่ในขณะที่ ซี แอนด์ พี ศิลาดล ทำสินค้าออกมานับร้อยสี ฉะนั้น จึงใช้วิธีเล่าให้ลูกค้าฟัง บอกให้ลูกค้ารู้ว่าไม่จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตสีสันไว้เพียงเท่านี้ แต่สามารถทำให้โต๊ะอาหารเป็นคัลเลอร์ฟูลได้ ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่โรงแรมแต่ละแห่งตอบรับไอเดีย โดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลางชอบสีสันมาก บางโรงแรมสั่งมา 26 สี แต่สีเขียว สีงาช้าง ก็ต้องมีไว้เป็นหลัก เพราะโรงแรมโซนเอเชียยังเลือกใช้อยู่เป็นจำนวนมาก”

สินค้าแตก ซื้อซ้ำ

ยิ่งมีคนใช้ ยิ่งได้เงิน

ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงราคาขาย คุณพรชัย ว่า สินค้าภายใต้การผลิตของ ซี แอนด์ พี ศิลาดล จะตั้งราคาไว้สูงพอควร เนื่องด้วยเหตุประกอบหลายด้าน ทั้งในส่วนของค่าแรง ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลัก ค่าวัตถุดิบ และแม้กระทั่งค่าการจัดส่งสินค้า โดยเฉพาะสินค้าตัวอย่าง ที่แต่ละโรงแรมจะขอดูสินค้าก่อนซื้อ

“ถ้าลูกค้าไม่เห็นสินค้า ไม่มีทางซื้อ เวลาส่งไปให้ดูครั้งหนึ่งก็มีจำนวนพอสมควร ค่าขนส่งสูง อีกทั้งเมื่อก่อนระบบจัดการอาจไม่ดีพอ ทำให้เกิดแตกหักเสียหาย และแต่ละครั้งเคลมสินค้าเยอะมาก นั่นก็คือค่าใช้จ่าย ตอนนี้จึงต้องปรับทั้งในส่วนของบรรจุภัณฑ์ และรวมไปถึงกระบวนการทำงานให้สินค้ามีคุณภาพสูงขึ้น ส่วนในเรื่องของสีก็ยังจะพัฒนาต่อไป ซึ่งตอนนี้ถือว่าในประเทศไทย ซี แอนด์ พี ศิลาดล คือเบอร์ 1 ในด้านสีที่มีมากที่สุด”

ทั้งนี้ คุณพรชัย ยังกล่าวถึงสีที่ตลาดตอบรับดี ประมาณ 10 สี อาทิ ขาวงาช้าง, แดง, เขียวหยก, เหลืองทอง, ซี กรีน (Sea Green), อะโวกาโด กรีน (Avocado Green), ซิลเวอร์ แบล็ก (Silver Black) เป็นต้น

ส่วนยอดสั่งซื้อนั้น ผู้ประกอบการคนขยันว่า ยินดีส่งให้ตั้งแต่ 20 ชิ้นขึ้นไป หรือหากมาถึงโรงงานผลิต ซึ่งมีโชว์รูมและร้านจำหน่ายสินค้าตั้งอยู่ ชิ้นเดียวก็ยินดีบริการ ส่วนราคาขายนั้น กำหนดไว้เริ่มต้นประมาณ 275-6,500 บาท

คุณพรชัย ยังกล่าวถึงข้อดีและถือเป็นโอกาสกับการเลือกผลิตจำหน่ายอุปกรณ์ในห้องอาหาร ว่าสินค้ากลุ่มนี้มีการหยิบจับใช้งานทุกวัน ยิ่งสถานประกอบการโรงแรมใดมีผู้เข้าพักจำนวนมาก ย่อมเกิดการใช้มากตามไปด้วย โอกาสแตกบิ่นเสียหายจึงเกิดขึ้นสูง และนั่นหมายถึง การซื้อซ้ำจะตามมาทันที

“ทุกปีลูกค้าจะสั่งสินค้าเพื่อนำไปทดแทนผลิตภัณฑ์ที่เสียหาย ยิ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงแรมระดับบน เป็นที่รู้ว่าเขาไม่ปล่อยให้ภาพไม่ดีออกสู่สายตาลูกค้า ฉะนั้น หากจานชามบิ่นเพียงน้อยนิด ก็ไม่นำมาใช้แล้ว”

ขายความเรียบง่าย

ลวดลายไม่นิยม

แม้จะเป็นสินค้าที่มีโอกาสซื้อซ้ำ แต่กระนั้นใช่ว่าเส้นทางสายนี้จะมีผู้ประกอบการรายเดียว “อย่าง 3 ปีมานี้ มีบริษัทหนึ่งในประเทศอังกฤษ ก้าวเข้ามาทำตลาดโดยโชว์ความสามารถในการทำสินค้าให้ออกมามีสีสันหลากหลาย จึงเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งโดยตรง และเขาก็มาแรงมาก เราจึงต้องมุ่งเน้นในด้านการพัฒนาสีและบริการต่อไป”

อีกทั้งในส่วนของสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบ บวกกับต้นทุนการผลิตสินค้าในกลุ่มนี้ถือว่าสูง จึงไม่สามารถทำผลกำไรได้มากนัก “ตอนนี้การแข่งขันถือว่าสูงพอควร จึงต้องรักษามาตรฐาน และเข้าถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง บินไปเยี่ยมเยียนบ้าง มีสินค้าใหม่ๆ ออกมาเสนอขาย และต้องผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้าให้ได้”

ด้วยเหตุปัจจัยหลายด้านส่งผลให้ส่วนต่างของกำไรน้อยนิด ฉะนั้น การกำหนดระยะเวลาคืนทุนไว้ที่ 6-7 ปี จึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ อีกทั้งด้วยเพราะการทำงานในเบื้องต้นต้องถือว่าเป็นช่วงลองผิดลองถูก ย่อมส่งผลในด้านค่าใช้จ่ายที่สูงตามมา ซึ่งคุณพรชัย ยอมรับว่าช่วงเริ่มต้นส่งผลกระทบให้กลายเป็นหนี้สะสมหลายล้านบาท กระทั่งธุรกิจรุดสู่ปีที่ 9 กิจการเริ่มดีขึ้น ด้วยส่วนหนึ่งมาจากการปรับรูปแบบการทำงาน ทั้งในส่วนของกำลังผลิตคำนวณให้เหมาะกับเวลาทำงาน การลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ อาทิ การขนส่งที่มีระบบบรรจุสินค้าเพื่อลดความเสียหายลง

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเลือกเข้าไปติดต่อกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) เพื่อทำเรื่องรีไฟแนนซ์จากธนาคารเอกชน อันถือเป็นวิธีลดดอกเบี้ย เนื่องด้วยเอสเอ็มอี แบงก์ เป็นธนาคารของภาครัฐ และเป็นสถาบันการเงินที่มุ่งเน้นช่วยเหลือเอสเอ็มอีโดยตรง

แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่กระนั้นคุณพรชัยยังคงเดินหน้ากับเส้นทางสายนี้ เพราะเชื่อว่าเดินมาถูกทาง อีกทั้งยังมองเห็นข้อดี ทั้งในส่วนของการผลิตสินค้าที่สามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งบัดนี้มีลูกค้ารวมถึง 100 กว่าแห่ง ส่วนกลุ่มประเทศที่ให้ความสนใจ และมีกำลังสั่งซื้อสินค้าต่อเนื่องจะอยู่ในแถบตะวันออกกลาง อาทิ ดูไบ และเอเชีย อย่าง ประเทศจีน ซึ่งถือว่ากำลังซื้อดีมาก

“เริ่มต้นกับการทำงาน ผมมองเป้าหมายโรงแรมเป็นกลุ่มแรก เพราะอยู่ในความถนัด และรู้ว่าเขาต้องการอะไร สามารถออกแบบในสิ่งที่เขาต้องการได้ อีกทั้งการทำผลิตภัณฑ์นี้ไม่มีคำว่าแฟชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง สินค้าจะคงความเรียบง่าย อย่างฝรั่งเขาบอกเลยว่า ถ้ามีลวดลายไม่เอา เพราะมองทุกวันแล้วเบื่อ ฉะนั้น ในส่วนของลวดลายเราไม่ทำ แต่จะเน้นสีสัน ซึ่งก็พยายามคิดออกสีใหม่ๆ ตลอด” คุณพรชัย กล่าวทิ้งท้าย

สนใจต้องการติดต่อ บริษัท ซี แอนด์ พี ศิลาดล จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 13/4 หมู่ 6 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โทรศัพท์ (034) 589-885 หรือ http://www.Celadonthai.com

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายศิลาดล

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ บริษัท ซี แอนด์ พี ศิลาดล จำกัด

เจ้าของกิจการ คุณพรชัย โพธิกานนท์

ผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ใช้ในห้องอาหาร

การลงทุน ประมาณ 17 ล้านบาท

จุดเด่น สีสันนับร้อยสี และความทนทาน

พนักงาน 60 คน

กลุ่มเป้าหมาย โรงแรมต่างประเทศ ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์

ราคาขายสินค้า 200 กว่าบาท ไปจนถึง 6,500 บาท

ช่องทางจำหน่าย ขายส่งในโรงแรมและห้องอาหารต่างประเทศ โดยผ่านตัวแทนจำหน่าย และจำหน่ายด้วยตนเอง, ขายผ่านหน้าร้าน ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงงานผลิต

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 13/4 หมู่ 6 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี

โทรศัพท์ (034) 589-885

“ปาร์ตี้แลนด์” by บอย & มาร์กี้ “โฟรเซน โยเกิร์ต” อิมพอร์ตจากญี่ปุ่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

อาชีพคนดัง

ดวงกมล

“ปาร์ตี้แลนด์” by บอย & มาร์กี้ “โฟรเซน โยเกิร์ต” อิมพอร์ตจากญี่ปุ่น

“ร้านนี้มี 4 หุ้น มีผม มีมาร์กี้ รุ่นพี่ที่สนิทกัน และคุณโทชิโนริ มิยาโมโตะ เจ้าของร้านปาร์ตี้แลนด์ ที่ประเทศญี่ปุ่น ลงทุนไปเยอะเกือบ 10 ล้านบาทครับ เพราะยังไงทำธุรกิจต้องมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ผมมั่นใจว่าไม่เจ๊งแน่นอนครับ”

กำลังฮิตและฮอต สำหรับ “โฟรเซน โยเกิร์ต” อิมพอร์ตจากประเทศญี่ปุ่น มีให้เลือกวันละ 8 รสชาติ ณ ศูนย์การค้า สยามพารากอน ชั้น G เพราะนอกจากความอร่อย และความหลากหลายของรสชาติ ร้านนี้กระแสโปรโมตแน่นจริงๆ ขนาดเพิ่งเปิดได้เพียง 3 เดือน แต่ลูกค้าเยอะมาก จนเจ้าของร้านคิดวางแผนจะขยายสาขาแล้ว

“โฟรเซน โยเกิร์ต” ที่ว่า เป็นเมนูของร้าน “ปาร์ตี้แลนด์” เจ้าของร้าน คือ บอย “ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” และ มาร์กี้ “ราศรี บาเล็นซิเอก้า” ดาราที่สนิทสนมกันทั้งในจอและนอกจอ จนบรรดาแฟนคลับของทั้งคู่ต่าง “มโน” ให้เป็นคู่เลิฟกันจริงๆ ศัพท์วัยรุ่นเรียกว่า “คู่จิ้น” แต่ก็ดูเหมือนว่าจะลุ้นไม่ขึ้น เพราะทั้ง บอย และ มาร์กี้ เป็นเพียงคู่ซี้ เพราะต่างคนก็ต่างมีหวานใจของตัวเอง

จากความซี้ปึ๊กของทั้งคู่ เลยเป็นที่มาของการลงขันทำธุรกิจร่วมกัน ร้าน “ปาร์ตี้แลนด์” หรือ โฟรเซน โยเกิร์ต แบรนด์ดังจากแดนอาทิตย์อุทัย ส่งตรงถึงเมืองไทยแล้วเป็นสาขาแรก

2 คนดัง จูงมือกันทำธุรกิจ

ทุ่มทุนเฉียด 10 ล้าน

บอย เปิดฉากเล่าว่า ปีที่แล้ว (2556) มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่น ได้ไปชิมโฟรเซน โยเกิร์ต จากร้านปาร์ตี้แลนด์ (PARTYLAND) ส่วนตัวรู้สึกชอบ ติดใจรสชาติ คิดว่าอยากนำมาขายที่เมืองไทย ประกอบกับรุ่นพี่ที่สนิทรู้จักกับเจ้าของร้าน เลยมีโอกาสได้พูดคุยกัน จนเป็นที่มาของการทำธุรกิจร่วมกัน

สำหรับร้านปาร์ตี้แลนด์ โฟรเซน โยเกิร์ต ที่ประเทศญี่ปุ่น บอย บอกว่า มี 7 สาขา มีชื่อเสียงในหมู่คนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นเพราะใครมาก็ต้องไปชิม พอชิมแล้วต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย ไม่หวาน ไม่เลี่ยน เปรี้ยวกำลังดี ไม่มีไขมัน ทานแล้วไม่อ้วน ท็อปปิ้งตักเองตามใจชอบ

ว่ากันว่า ทั้งคู่ชวนคนสนิทอีก 2 คนมาร่วมลงทุน ทั้งหมดใช้เงิน 8 หลักหรือประมาณเกือบ 10 ล้านบาท ลักษณะเป็นการซื้อแฟรนไชส์จากประเทศญี่ปุ่นมาขายเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจนี้ถือเป็นธุรกิจแรกในชีวิตของหนุ่มมาดเข้ม

“ร้านนี้มี 4 หุ้น มีผม มีมาร์กี้ รุ่นพี่ที่สนิทกัน และคุณโทชิโนริ มิยาโมโตะ เจ้าของร้านปาร์ตี้แลนด์ ที่ประเทศญี่ปุ่น ลงทุนไปเยอะเกือบ 10 ล้านบาทครับ เพราะยังไงทำธุรกิจต้องมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ผมมั่นใจว่าไม่เจ๊งแน่นอนครับ”

สำหรับความมั่นใจที่บอยพกมาเต็มร้อย เจ้าตัว เผยกลยุทธ์ว่ามีด้วยกัน 4 ปัจจัย นั่นคือ 1. ใช้ทำเลเป็นตัวช่วยสร้างการรับรู้ 2. ยึดมั่นในคุณภาพสินค้า 3. ประชาสัมพันธ์สม่ำเสมอ และ 4. เจ้าของร้านต้องลุยเอง

เผยกลยุทธ์เด็ด

มัดใจลูกค้า

กลยุทธ์ที่ว่ามี 4 ปัจจัย บอย ขยายความแต่ละปัจจัยให้เข้าใจว่า ทำเล เลือกใช้สถานที่ที่คนกรุงเทพฯ รู้จักกันดี รวมถึงพื้นที่นี้ก็แจ้งเกิด SMEs มาแล้วหลายราย อย่าง สยามพารากอน เป็นศูนย์การค้าใจกลางเมืองหลวง เดินทางสะดวก เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีหลายวัย ทั้งวัยรุ่น นักศึกษา วัยทำงาน ผู้สูงอายุก็ยังมาเดิน

ต่อมา “ยึดมั่นในคุณภาพสินค้า” เพื่อให้ได้รสชาติ และคุณภาพโฟรเซน โยเกิร์ต แบบเดียวกันกับประเทศญี่ปุ่น หนุ่มบอยใช้วิธีนำเข้าวัตถุดิบส่วนผสมต่างๆ ซึ่งโฟรเซน โยเกิร์ต ไม่ใช่นมผง แต่ 100 เปอร์เซ็นต์คือ โยเกิร์ต นอกจากนั้น ท็อปปิ้งบางส่วนยังนำเข้า อาทิ สตรอเบอร์รี่ กีวี เป็นต้น

อีกปัจจัยสำคัญ คือ ประชาสัมพันธ์สม่ำเสมอ หนุ่มมาดเซอร์อัธยาศัยดี ระบุว่า ด้วยความเป็นดารา ความมีชื่อเสียง ตรงนี้จะใช้ให้เป็นประโยชน์ นั่นคือ จะคอยประชาสัมพันธ์ร้านทุกช่องทาง

สุดท้าย เจ้าของร้านต้องลุยเอง ประเด็นนี้เจ้าของร้านสุดหล่อ ชี้แจงว่า ทุกๆ หุ้นส่วน ทุกคนจะต้องเข้าร้านอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ซึ่งทุกครั้งที่ผมว่างจากงานในวงการจะเข้าร้านมาขายเองตลอด มาร์กี้ก็เช่นกัน จะสลับสับเปลี่ยนเข้าร้านมาขายด้วยตัวเอง บางทีคุณแม่ก็พาน้องวันใหม่มาด้วย

มีรสชาติให้เลือกเพียบ

บอย มาร์กี้ ลุยขายเอง

นอกจากขายแล้ว เจ้าของร้านใจดียังเชิญให้ทุกคนลองมาชิมฟรีอีกด้วย รับประกันว่าอร่อยชัวร์ โยเกิร์ตมีให้เลือกกดได้เองถึงวันละ 8 รส แต่ละวัน รสชาติไม่ซ้ำกัน ท็อปปิ้งให้ตักเองตามใจชอบอีกเพียบ

สำหรับ โฟรเซน โยเกิร์ต ไขมันต่ำ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น มีให้เลือกวันละ 8 รส สลับสับเปลี่ยนกันไป อาทิ รสธรรมชาติ, สับปะรด, แอปเปิ้ล, สตรอเบอร์รี่, องุ่น, กล้วย, วานิลลา, ช็อกโกแลต, ชีสเค้ก, รัมเรซิ่น, มองต์บลังก์, ชานม และชาเขียว พร้อมท็อปปิ้งผลไม้สด อย่าง แตงโม มะม่วงสุก กีวี สตรอเบอร์รี่ แคนตาลูป องุ่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล สับปะรด รวมถึง คอร์นเฟล็ก โอรีโอ มาร์ชเมลโล่ นมข้นหวาน ช็อกโกแลต เยลลี่ และผลไม้แห้ง

นอกจากจุดขายที่ตัวโฟรเซน โยเกิร์ต และความมีชื่อเสียงของเจ้าของร้าน ยังมีลูกเล่นตรงที่ลูกค้าสามารถกดโยเกิร์ตได้เอง ตักท็อปปิ้งได้เอง เดินมาคิดเงินเอง ราคาลูกค้าควบคุมได้เองเลย

ด้านกลุ่มลูกค้า บอย-ปกรณ์ ระบุว่า มีทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ผู้สูงอายุ แต่ในจำนวนนี้ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง และผู้ชายที่รักสุขภาพ

นับเป็นธุรกิจแรกในชีวิตของบอย แต่กระแสตอบรับดี ถือว่าดีมาก จนชายหนุ่มเปรยๆ ว่า วางแผนขยายสาขาอีก 2-3 สาขา แต่กว่าจะลงมือจริงคงอีกสักพัก เพราะเป็นธุรกิจแรกอยากให้เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า

ใครที่เป็นแฟนคลับของบอยและมาร์กี้ รวมถึงอยากชิมโยเกิร์ตชื่อดังจากญี่ปุ่น ไปอุดหนุนกันได้ที่ สยามพารากอน ชั้น G โซน Sweet Avenue ขอบอกว่า ทั้งสองสวมวิญญาณพ่อค้าแม่ค้ากันสุดๆ เพราะโปรโมตโฆษณากันน่าดูในอินสตาแกรม

นายซอกแซก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

นายซอกแซก

*** “PARTYLAND FROZEN YOGURT” แบรนด์ดังสัญชาติญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากของหนุ่มสาวผู้รักสุขภาพ ส่งตรงมาถึงเมืองไทยแล้วเป็นสาขาแรก โดยการร่วมทุนประเดิมธุรกิจของ บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และ มาร์กี้-ราศรี บาเลนซิเอก้า และหุ้นส่วนคนสำคัญ มร.โทชิโนริ มิยาโมโตะ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงจากแดนปลาดิบ ภายใต้บริษัท ริชชี่ ดิลิเชียส จำกัด (Richie Delicious Co.,Ltd.) ในฐานะผู้นำเข้าและได้รับลิขสิทธิ์จากเจ้าของปาร์ตี้แลนด์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดงานฉลองเปิดตัว “PARTYLAND FROZEN YOGURT” ณ PARTYLAND โซน SWEET AVENUE ชั้น G สยามพารากอน

*** เป็นทั้งนักแสดงและแฮร์สไตลิสต์แล้ว ล่าสุด พระเอก โทนี่ รากแก่น เปิดตัวธุรกิจ mimi by toni : Perfect Pairs คู่ที่ใช่ สไตล์ที่ชอบ คอนแทกต์เลนส์สุดชิก นำเข้าจากเกาหลี โดยทุ่มเม็ดเงินร่วม 10 ล้านบาท และเปิดตัวกันไปแล้ว ที่ลานเอเทรี่ยม 1 ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ โดยมีเพื่อนๆ และหวานใจ หลิน-กมลพรรณ สุวรรณมาศ มาร่วมแสดงความยินดี นับว่าเป็นก้าวแรกของการทำธุรกิจที่หนุ่มโทนี่ทุ่มเต็มที่ เพื่อสร้างฐานชีวิตให้มั่นคงนั่นเอง

*** กำลังไปได้สวยทั้งเรื่องความรัก เรื่องงานในวงการ และธุรกิจดูแลผิวพรรณของนางเอกสาว เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร อย่าง COCOM? (โคโคเม่) ที่สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว เป็นนวัตกรรมจากญี่ปุ่น ที่ช่วยปรับสภาพผิวให้เนียนกระจ่างใส ด้วยอนุภาคขนาดเล็ก ที่ปกปิดจุดด่างดำ และป้องกันผิวจากแสงแดดทั้งรังสี UVA/UVB ได้อย่างมีประสิทธิภาพยาวนานตลอดทั้งวัน และตอนนี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เหล่าคนดัง และสาวๆ ทั่วประเทศต่างพากันเลือกใช้มากที่สุด จนตอนนี้สาวเมย์กำลังขึ้นแท่นเป็นเศรษฐินีไปแล้ว ใครสนใจแวะเข้าไปดูไอจีได้ที่ cocomethailand Call Center (02) 955-5669, (089) 996-3909

*** ไอซ์-อภิษฎา เครือคงคา เปิดตัว “The Exclusive Afternoon Tea Break with Ice Apitsada” นวัตกรรมผลิตภัณฑ์กันแดดเนื้อเจลลี่ใสบริสุทธิ์ “JELLYSUN BY ICE APITSADA” ผลิตจาก “อนุพันธ์เลซิติน” ของดอกทานตะวัน สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA, UVB และรังสีอินฟราเรด ด้วยค่า SPF 50 PA+++ ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณสรวิศ บุญนิมิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มาแลนด์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมเป็นประธานเปิดงาน พร้อมเพื่อนพ้อง อาทิ แอร์-ภัทราริน ยอดกมล, บอล-วิทวัส สิงห์ลำพอง, กัสจัง-จีร่าร์ พิทักษ์พรตระกูล และ แม็ค-จิรายุทธ คันธยศ (The Star 4) มาร่วมยินดี ณ ห้องบอลลูม 2 โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพ ปากซอยสุขุมวิท 27

*** โดนคนทักว่าหุ่นดี๊…ดี และชมว่าผิวขาวเนียนเด้งขึ้น สำหรับนางเอกสาววิกพระราม 4 หยาด-หยาดทิพย์ ราชปาล ที่ช่วงนี้ใครๆ ก็ต้องเข้ามาถามถึงเคล็ดลับว่าแอบไปทำอะไรมา จนบางคนทักว่าเธอกินยาลดความอ้วนหรือเปล่า หรือไม่ก็ไปฉีดสีผิวที่ไหนมา โดยเฉพาะคนในวงการบันเทิงด้วยกันเอง ที่เวลาเจอหน้าสาวหยาด เป็นต้องถามกันแทบทุกคนว่าไปอัพสวยที่คลินิกไหนมา งานนี้สาวหยาดเลยเผยถึงเคล็ดลับว่า ที่ตัวเองหุ่นดี ผิวขาวใสเด้ง เพราะมีตัวช่วยดีๆ อย่างอาหารเสริม สตาร์เวลล์ ที่มีส่วนผสมของแครนเบอร์รี่ วัตถุดิบนำเข้าจากอเมริกา โอ้โห!!! ได้ของนอกมาช่วยบำรุงแบบนี้ คงต้องไปหาลองบ้างซะแล้ว เผื่อจะได้สวยๆ เหมือนซุป”ตาร์กับเขาบ้าง

*** ถือเป็นปีทองของนางเอกพันล้าน ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ ปีที่ผ่านมาและปีนี้ ประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงาน เรียกว่าตอนนี้กลายเป็นเศรษฐินีตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะตอนนี้เธอทำฝันตัวเองให้เป็นจริงเป็นที่เรียบร้อย นั่นคือ การเปิดตัวธุรกิจสินค้าภายใต้แบรนด์ของตัวเองที่มีชื่อว่า “Misstarbydavika” ที่มีทั้งผ้าพันคอ กระเป๋า หมวก ฯลฯ ที่ยอดขายถล่มทลาย มีออร์เดอร์จัดส่งต่อวันทะลักเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม และเร็วๆ นี้ เจ้าตัวเตรียมผุดโปรเจ็กต์ใหม่เอาใจลูกค้า แต่เธอบอก ขออุบไว้ก่อนนะคะ

*** สาวสวยที่มีอายุระหว่าง 17-21 ปี สูง 160-170 เซนติเมตร ที่มีความเก่ง กล้าแสดงออก ห้ามพลาดกับโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ที่คุณอาจเป็น 1 ใน 10 คนสุดท้ายที่จะได้เป็นนักแสดงและนางเอกในละครเรื่อง “ปริศนา” ซึ่งเป็นบทประพันธ์อมตะคลาสสิก ของ ว. ณ ประมวญมารค กติกา!! เพียงพกความสวย ความสามารถ บัตรประชาชน, รูปถ่าย 4×6 นิ้ว ครึ่งตัว 1 รูป เต็มตัว 1 รูป และ กระโปรงสั้นหรือกางเกงขาสั้น มาสมัครด้วยตนเอง และ AUDITION ได้ วันที่ 21-22 มิถุนายน 2557 ที่ตึกบางกอกแอร์เวย์ส ถนนวิภาวดีรังสิต ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (082) 780-5555 หรือ https://www.facebook.com/lookforprisana

“ศิลปะการจัดสวนในขวดแก้ว” ทำโชว์…ก็ง่าย! ทำขาย…ก็รวย!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

เปรี้ยวปาก

โดย : มติชน อคาเดมี

“ศิลปะการจัดสวนในขวดแก้ว” ทำโชว์…ก็ง่าย! ทำขาย…ก็รวย!

ย่างเข้าสู่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หลายคนก็อาจจะมีงานอดิเรกที่ชื่นชอบหลากหลายและแตกต่างกันไปตามสไตล์ของแต่ละคน บางคนชอบเลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข, แมว, นก, ปลา ฯลฯ หรือบางคนก็ชอบการปลูกต้นไม้ และสนใจในเรื่องของการจัดสวน ไม่ว่าจะเป็น การจัดตู้ไม้น้ำ, จัดสวนขนาดเล็ก ซึ่งพอกล่าวถึง การจัดสวนขนาดเล็ก ผมก็เกิดมีไอเดียอยากที่จะจัดสวนเล็กๆ ของผมเอง ย่อลงไปในวัสดุหรือภาชนะสักอย่าง เพื่อนำไปไว้ที่ทำงาน หรืออาจจะไปอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ก็น่าจะดูเก๋ไก๋อยู่ไม่น้อยเชียวล่ะ…เดิมทีอยากจะยกตู้ไม้น้ำแบบนาโนไปตั้งไว้ที่ทำงานก็ดูจะยุ่งยากกระไรอยู่ ซึ่งก็อาจจะไม่สะดวกอีกด้วย แต่พอจะเอาต้นไม้ต้นเล็กๆ ไปเลี้ยง ก็ไม่ตรงคอนเซ็ปต์ที่ตั้งใจไว้สักเท่าไหร่

วันดีคืนดีก็สืบเสาะหาข้อมูลในโลกไซเบอร์ไปเรื่อยเปื่อย จนไปสะดุดข้อมูลเกี่ยวกับ “ศิลปะการย่อสวนลงมาในขวดแก้ว” หรือ สวนขวดแก้ว (Terrarium) พอได้อ่านปุ๊บ…ก็เกิดไอเดียปั๊บ จนต้องรีบไปสืบเสาะหาข้อมูลในทันที ซึ่งก็พบว่า สวนขวดแก้วแบบนี้ ที่เมืองนอกเมืองนาเขาฮิตกันมาตั้งนานแล้ว แต่ในบ้านเรากลับยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก และเอาเข้าให้จริงๆ ก็เพิ่งมาเริ่มเป็นที่รู้จักไม่นานนี้เอง ด้วยรูปแบบแนวการจัดสวนที่ค่อนข้างจะเหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด หรือสำหรับคนที่ต้องพักอาศัยในคอนโดมิเนียม การมีพื้นที่สีเขียวไว้ให้ชื่นชมสักเล็กน้อย ก็ดูน่าสนใจไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ…ว่าแล้วก็ชวนทีมงานไปสืบเสาะหาข้อมูล และที่สำคัญ…เราก็ไม่พลาดที่จะเทียบเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ มาเป็นวิทยากรในคอร์สเรียนของ มติชน อคาเดมี ในอนาคตอีกด้วย

“ศิลปะการย่อสวนลงมาในขวดแก้ว” หรือ สวนขวดแก้ว (Terrarium) ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การทำสวนขวด หรือสวนที่มีการจำลองระบบนิเวศน์ให้มาอยู่ในภาชนะที่เป็นแก้วใส รูปทรงอย่างไรก็ได้ ซึ่งก็มีทั้งแบบเปิดและแบบปิด และต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ เช่น ดิน, น้ำ, แสง และชนิดของต้นไม้ ซึ่งสวนขวดที่เรารู้จักกันอยู่ทุกวันนี้ เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้ตั้งใจ…โดยเริ่มต้นมาจากชาวกรีกที่เพาะปลูกต้นไม้ทั่วๆ ไป ซึ่งแม้ว่าชาวกรีกจะปลูก และประดับต้นไม้ในสถานที่ปิด ซึ่งมีภาชนะที่โปร่งใสที่เกิดขึ้นในยุคก่อน ค.ศ. 500 ปี แต่ในปี ค.ศ. 1827 ดร.นาธาน นีล วาร์ด นักฟิสิกส์ชาวลอนดอน ผู้หลงใหลในพฤกษศาสตร์ ซึ่งค้นพบหลักวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในสวนขวด ขณะที่ ดร.นาธาน ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับ ผีเสื้อกลางคืน สฟิงซ์ (Sphinx Moth) ซึ่งกำลังออกมาจากรังไหมที่ถูกฝังอยู่ในพื้นดินชื้นๆ ซึ่งจากจุดนี้เอง ดร.นาธาน ได้ค้นพบเฟิร์นเล็กๆ และหญ้าเติบโตขึ้นในดินภายในขวดโหล และน่าประหลาดใจที่ต้นไม้พวกนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ภายในภาชนะที่มีฝาปิด จนถึง 4 ปี โดยที่ไม่ได้รดน้ำเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผลการทดลองในประเด็นนี้ทำให้เกิด “สวนขวด” หรืออีกชื่อหนึ่ง “Wardian Cases” ซึ่งเป็นชื่อที่เราเรียกกันทุกวันนี้ และได้รับความนิยมในฐานะของประดับโชว์ภายในบ้าน สวนขวด สวนแก้ว จริงๆ แล้วเป็นระบบนิเวศน์เล็ก ซึ่งยังชีพได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะสวนขวด สวนแก้วนั้น สามารถนำความชื้นกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งใช้หลักการ recycle นั่นเอง ทำให้สวนประเภทนี้ต้องการความสนใจและการดูแลเอาใจใส่ค่อนข้างน้อยมาก ซึ่งจุดเด่นที่น่าแปลกมากที่สุดก็คือ ต้นไม้ที่เจริญเติบโตในสวนขวด-สวนแก้ว ไม่ต้องการน้ำเป็นระยะเวลานาน และยังงอกงามเป็นปีได้โดยปราศจากน้ำอีกด้วย

“มันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่สวนขวด สวนแก้ว จะสร้างระบบเศรษฐศาสตร์จุลภาคด้านในภาชนะธรรมดาได้อย่างไร ความชื้นระเหยจากดินและใบไม้ แล้วเกาะจับอยู่ด้านบนหลังคาและกำแพงของสวนขวด รวมกันเป็นน้ำหยดลงมาอย่างรวดเร็ว สร้างความชุ่มชื้นให้ดินอีกครั้ง เหมือนกับวัฏจักรฝนตามธรรมชาติที่ทำให้โลกยังคงดำเนินต่อไป”

คุณภวัต เจริญปุระ เจ้าของร้านกาแฟ Coffee Tree และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสวนขวด กล่าวว่า เริ่มต้นจากการที่ตนเองและครอบครัวชอบปลูกต้นไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และได้ศึกษาเกี่ยวกับสวนขวดจากเว็บไซต์ต่างประเทศ จนเกิดความสนใจอย่างจริงจัง และได้ทดลองจัดสวนขวดเองตามหลักธรรมชาติจริงๆ โดยจำลองมาจาก Landscape แล้วปรับรูปแบบมาให้กลายเป็นสวนขวดที่มีดีไซน์ และใกล้เคียงกับสวนของจริง แต่ย่อส่วนลงมาเท่านั้นเอง ซึ่งแต่เดิมก็ทำเป็นงานอดิเรกในวันหยุด หรือหลังจากเลิกงานที่ร้าน จนกระทั่งลูกค้าได้มาเห็นสวนขวดแล้วชื่นชอบและขอซื้อกลับบ้าน จึงได้หันมารับออร์เดอร์จัดทำด้วยจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างดีพอสมควร

สำหรับการจัดสวนขวดนั้นจะมีรูปแบบอยู่ 2 ประเภทคือ สวนขวดแบบเปิด และสวนขวดแบบปิด ซึ่งทั้ง 2 แบบมีความต่างกันค่อนข้างมาก โดยปัจจัยในการเลือกจัดสวนขวดแต่ละแบบจะมีข้อจำกัด อาทิเช่น สถานที่ที่จะนำสวนขวดไปตั้งไว้ เช่น ถ้าคุณจัดสวนขวดโดยมีที่ตั้งไว้ในใจแล้ว อย่างบริเวณที่จะนำไปตั้งเป็นจุดที่มีแสงมาก หรืออยู่ในจุดที่เป็นมุมอับแสง (แสงน้อย) ซึ่งสภาพบรรยากาศรอบๆ นี้เองจะเป็นตัวกำหนดทิศทางให้กับการจัดสวนขวด ในบริเวณที่มีแสงมาก หรือแดดส่องควรจัดสวนขวดแบบเปิด โดยใช้ต้นไม้ที่ชอบแสงมาก เช่น พืชตระกูลอวบน้ำต่างๆ โดยจัดใส่ในภาชนะที่มีปากกว้างและไม่มีฝาปิด แต่ถ้าเป็นบริเวณที่มีแสงน้อยหรือแสงรำไร ก็ควรจัดสวนขวดแบบปิดโดยใช้ต้นไม้ที่ไม่ต้องการแสงมาก เช่น เฟิร์นและมอส โดยจัดใส่ภาชนะที่มีปากแคบและมีฝาปิด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยหลักอื่นๆ อย่าง ประเภทของต้นไม้ที่จะนำมาจัดสวนขวด ที่จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดสวนขวด หรืออย่าง ลักษณะของภาชนะที่จะนำมาใช้ ซึ่งก็มีข้อควรจำอยู่ 3 ข้อในการจะจัดสวนขวด คือ ความโปร่งแสง-การไหลผ่าน หรือการถ่ายเทของอากาศ-พื้นที่ว่างภายในภาชนะ เป็นต้น

เพื่อเป็นการเอาใจท่านที่อยากเรียนรู้การจัดสวนขวด ทำอย่างไร? มีเทคนิคหรือขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือไม่? ทางทีมงาน มติชน อคาเดมี จึงได้เทียบเชิญ คุณภวัต เจริญปุระ เจ้าของร้านกาแฟ Coffee Tree และยังเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดสวนขวด มาเปิดอบรมหลักสูตร ศิลปะการจัดสวนในขวดแก้ว ในวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2557 ซึ่งในคอร์สเรียนนี้ผู้อบรมจะได้เรียนรู้การจัดสวนขวดเบื้องต้น พร้อมไขข้อข้องใจทุกคำถามเกี่ยวกับการทำสวนขวด พร้อมแนะนำการทำธุรกิจให้กับทุกท่านอีกด้วย ท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com

“ผมมองว่า สวนขวด เป็นงานอดิเรกที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนในกรุงเทพฯ นะ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่คอนโดมิเนียม, หอพัก หรือบ้านหลังเล็กที่ไม่มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ แต่ก็ยังอยากใกล้ชิดธรรมชาติเหมือนคนอื่นๆ สวนขวดแก้วนี่แหละ จะเข้ามาช่วยให้คุณสัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด เวลาเหนื่อยจากการทำงาน ก็มองดูต้นไม้เขียวขจีในขวดแก้ว จะทำให้รู้สึกรีแล็กซ์มากขึ้น ที่สำคัญ ขวดแก้วเหล่านี้ก็ไม่ได้กินเนื้อที่ในบ้านมาก ไม่ว่าจะอยากปลูกต้นไม้กี่ชนิด หรืออยากจะมีสวนสวยๆ สักกี่แบบ ก็เนรมิตมาไว้ในบ้านได้ตามใจ ถ้าลองได้มาเรียนรู้หรือมาสัมผัสจริงๆ คุณจะหลงรักมนต์เสน่ห์ของสวนขวดอย่างแน่นอนครับ” คุณภวัต กล่าวทิ้งท้าย

เก็บดอกไม้ริมบึง : เที่ยวเขมรกันเถอะ ตอนที่ 1

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

หมุดไมล์

โดย ผศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

เก็บดอกไม้ริมบึง : เที่ยวเขมรกันเถอะ ตอนที่ 1

พอบอกเพื่อนว่าจะไปเที่ยวเขมรอีกแล้ว เพื่อนก็ถามกลับทันทีว่า จะไปอะไรนักหนา เห็นเพิ่งกลับมาจากเขมรเมื่อไม่นานนี้ ทั้งอากาศก็แสนจะร้อน ไม่รู้ว่าติดใจอะไรนักกับเมืองเขมร

ก็บอกเพื่อนกลับไปว่า เขมรยังมีอะไรน่าดูมากกว่าที่คิดไว้เยอะ ได้เห็นสภาพความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง ไร่นาป่าเขา อาหารการกิน และสำหรับคอประวัติศาสตร์โบราณสถานแล้ว เที่ยวปราสาทเขมรได้บรรยากาศกว่าเมืองไทยเยอะโดยเฉพาะในช่วงนี้

แต่จะไปเขมรทั้งทีแล้วเที่ยวที่เดิมๆ ก็หาใช่ไปทัวร์ศิลปวัฒนธรรมกับมติชน อคาเดมี ไม่ เพราะสถานที่น่าเที่ยวมีอีกตั้งมากมาย เพียงแต่เลือกหาให้เหมาะกับความชอบก็สนุกแล้ว ครั้งนี้จึงตัดสินใจไปเที่ยวที่อื่นๆ บ้าง

ที่แรกที่ตั้งใจว่าจะไป คือ ปราสาทเบ็งมาเลีย หรือนามอันไพเราะในภาษาไทยคือ บึงมาลา บึงดอกไม้หอม ปราสาทบึงมาลาตั้งอยู่เชิงเทือกเขาพนมกุเลน ด้านตะวันออกเฉียงใต้ และห่างจากเมืองพระนครไปทางทิศตะวันออกราว 40 กิโลเมตร อยู่บนเส้นทางโบราณที่เชื่อมระหว่างเมืองพระนครกับปราสาทพระขรรค์ แห่งจังหวัดกำปงสวาย

ตามข้อมูลที่นักประวัติศาสตร์และนักจารึกกล่าวไว้ สันนิษฐานว่า ปราสาทนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เช่นเดียวกับนครวัด แต่อาจจะก่อนสมัยของนครวัดเล็กน้อย เนื่องจากวิวัฒนาการทางด้านโครงสร้างและรูปแบบของปราสาท ยังไม่พัฒนาแบบถึงจุดสุดยอดในเรื่องรูปแบบโครงสร้างเหมือนที่นครวัด ระยะทางโดยรอบของปราสาทแห่งนี้ มีความยาวประมาณ 1,000 เมตร และกว้างประมาณ 850 เมตร และมีคูน้ำกว้างประมาณ 100 เมตร ล้อมรอบตัวปราสาททั้ง 4 ด้าน

ที่น่าอะเมซิ่ง ก็คือ นี่จะเป็น โมเดลของนครวัด อันเลื่องชื่อของเขมรใช่หรือไม่ เพราะเพียงแค่เห็นซากปรักหักพังของปราสาทที่กองทับถมกันอย่างไร้ระเบียบก็เป็นภาพอันงดงามในใจแล้ว ทั้งยังมีคูน้ำล้อมรอบคล้ายคลึงกันอีกด้วย ที่ตัวปราสาท และซุ้มทางเข้าที่เรียกว่าโคปุระ นั้นมีกองอิฐจำนวนมากทับถมกันอยู่ บางชิ้นเป็นทับหลังสลักเล่าเรื่อง บางชิ้นเป็นรูปบุคคลที่ดูไม่ออกว่าเป็นผู้ใด หรือเทพองค์ใด

ว่าแต่ชื่อปราสาทเพราะดีนะ เบ็งมาเลีย เบ็ง ก็คือ บึง, มาเลีย ก็คือ มาลา หรือดอกไม้ มาแวะเก็บดอกไม้ดอกงามที่นี่ก็ได้บรรยากาศที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนทีเดียว

กลับจากที่ปราสาทก็เข้าเมืองเสียมเรียบอีกครั้ง เมืองนี้เปลี่ยนไปจากเดิมทุกทีที่เดินทางมาพัก แต่ก็มีบรรยากาศรื่นรมย์ด้วยต้นไม้ใหญ่ ที่ควรจะขอบคุณประเทศเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส ที่สงวนป่าในเมืองเอาไว้ให้คนอย่างเราๆ ได้เห็นต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบขึ้นกลางสี่แยก แม้ว่าวันนี้แม่น้ำเสียมเรียบที่ไหลผ่านกลางเมืองจะไม่ใสเท่าเดิมแล้ว แต่ก็ยังเห็นเค้าว่าผู้คนที่นี้ผูกพันกับสายน้ำมากกว่าอย่างอื่น

แต่ก่อนอื่นใดนั้น ก็ต้องไปซื้อของฝากเพื่อนตามธรรมเนียมก่อนอยู่ดี คราวนี้ว่าจะหาเครื่องเงินให้สักชิ้นสองชิ้น

เครื่องเงินเขมร นับได้ว่าเป็นเงินเนื้อดี มีคุณภาพ ลายสวย และมีหลายแบบ เช่น ขันเงิน, เครื่องประดับเงิน ที่ติดใจชิ้นหนึ่งเป็นขันเงินสลักลายเป็นลายดอกไม้ ราคาก็ต่อรองได้สบายๆ เพราะใช้ภาษาไทยกันทั้งสิ้น ส่วนเครื่องประดับก็พอใช้ได้ แต่บางชิ้นเราก็ว่าของเราสวยกว่า

อีกร้านหนึ่งที่น่าไป คือ ร้านหนังสือ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาดกลางคืนมากนัก เพราะเป็นแหล่งรวมหนังสือดีๆ แผนที่ต่างๆ ราคาไม่แพง ภาพก็สวยกว่าที่เราถ่ายมาทั้งวันเสียอีก ซื้อหาเก็บไว้ก็ไม่เสียหาย

ร้านในตลาดอื่นๆ ก็มีร้านขายผ้าไหม ร้านของที่ระลึกต่างๆ ร้านเครื่องไม้ ร้านเครื่องประดับ ซึ่งล้วนแต่น่าเดินเข้าไปเลือกซื้อแล้วจ่ายเงิน (ให้หมด) ด้วยกันทั้งสิ้น สมเป็นแสงสีของเมืองเสียมเรียบเสียนี่กระไร เพราะถ้าไม่ซื้อก็นอนไม่หลับอีกเช่นเคย

รุ่งเช้าที่เมืองเสียมเรียบเริ่มต้นด้วยความสดชื่นเช่นเดิม คราวนี้ มติชน อคาเดมี กำหนดให้ไปชมของสวยงามใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอังกอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองไม่ไกลจากที่พัก ภายในอาคารแบบใหม่ มีการจัดแสดงแสงสี และสิ่งของแบบสมัยใหม่สมใจคนชื่นชอบโบราณวัตถุ จะได้ชมโบราณวัตถุที่เป็นมาสเตอร์พีซของปราสาทแห่งต่างๆ ในเสียมเรียบและเมืองอื่นๆ มากมาย เช่น ทับหลัง, พระพุทธรูป เทวรูป, รูปบุคคล ตลอดจนของใช้ต่างๆ ที่หาชมที่ไหนไม่ได้ อ่านจากคู่มือและข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์ ก็พบว่า ศิลปะแบบเขมรที่นักวิชาการกำหนดอายุไว้ว่าร่วมสมัยกับบ้านเรานั้น ใหญ่ๆ มี 3 ช่วงคือ ยุคบาปวน (เขาอ่านว่า บา-ปวน) ยุคนครวัด และยุคบายน แต่ละช่วงมีศิลปะต่างกันไป ต้องพิจารณาดูรายละเอียดทุกอย่างถึงจะตัดสินได้ว่าเป็นศิลปะสมัยใด

ดูจะเป็นนักสืบศิลปะแท้ๆ ทีเดียวกว่าจะได้ความรู้สักเรื่องหนึ่ง

สรุป ณ จุดนี้ได้ว่า เมืองเสียมเรียบมีเรื่องราวที่น่าสนใจให้ท่องเที่ยวแบบศิลปวัฒนธรรมอีกมากมาย แค่เพียงในเมืองก็มีเรื่องราวต่างๆ หลายเรื่อง หรือจะออกไปนอกเมือง ก็เป็นที่ตั้งของปราสาท และมหาปราสาทหินที่เป็นที่รู้จักกันดีอีก เช่น นครวัด นครธม เป็นต้น

แล้วตอนหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อว่า เที่ยวเขมรอย่างไรให้สนุกและมีที่ไหนน่าไปสัมผัสความงามอันยิ่งใหญ่อีกบ้าง

สนใจเที่ยวเขมรกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม…

เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม เที่ยวปราสาทหินในดินแดนเขมร 2 วันที่ 25-27 กรกฎาคม 2557 ที่มติชน อคาเดมี ที่จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรคนดังอย่าง ผศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-เขมร สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com

โรงเรียนในฝันของทุกคน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

โรงเรียนในฝันของทุกคน

ท่านใดที่กำลังมีลูกมีหลานเป็นเด็กเล็กก่อนวัยเรียน และเตรียมตัวที่จะเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลอยู่พอดี คงมีความสุขมากที่ได้อ่านเรื่องนี้

เป็นเรื่องของโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศเวียดนามค่ะ

ชื่อ The Pou Chen Kindergarten อยู่ที่จังหวัดดองไน (Dongnai) โฮจิมินห์ซิตี้

เห็นภาพแล้วสุดทึ่งเลยใช่ไหม หลายคนคงไม่อยากเชื่อว่าเรื่องการศึกษาของเวียดนามจะพัฒนาก้าวหน้าไปไกลกว่าบ้านเราตั้งมากมายขนาดนี้

โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ปัจจุบันสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เพิ่งเปิดไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กแบบยั่งยืน บนพื้นที่ 10,650 ตารางเมตร ตัวอาคารเรียนมีขนาดพื้นที่ใช้สอย 3,800 ตารางเมตร สามารถรองรับเด็กนักเรียนได้ถึง 500 คน ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดดองไน ประเทศเวียดนาม

ตัวอาคารเก๋เท่และโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มีความแปลกตาท้าทายอย่างยิ่ง จนได้รับฉายาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกว่า Farming Kindergarten

เป็นผลงานการออกแบบของ Vo Trong Nghia ซึ่งเป็นบริษัทสถาปนิกโด่งดังระดับนานาชาติของเวียดนาม ที่นำเสนอแนวคิดโรงเรียนอนุบาลยุคใหม่ สร้างสรรค์บรรยากาศภายในโรงเรียนให้รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวเพื่อดึงธรรมชาติเข้ามาในชีวิตเด็กๆ และเปิดโอกาสให้เด็กได้เข้าใจถึงความสำคัญของการปลูกผัก และใช้ชีวิตในสภาพธรรมชาติอย่างยั่งยืน

สถาปนิกของบริษัทโว ตร็อง เงีย ออกแบบอาคารเรียนได้ยอดเยี่ยมมาก โดยทำหลังคาของอาคารเรียนเป็นรูปทรงเกลียวสูง 2 ชั้น โอบล้อมสนามเด็กเล่น 3 แห่งที่สะดวกปลอดภัยสำหรับเด็กๆ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเอาไว้

พื้นหลังคาคอนกรีตนั้นถูกเนรมิตให้กลายเป็นสนามหญ้าและแปลงปลูกผักที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้วิธีการเพาะปลูกด้วยตัวเอง

แนวคิดนี้มุ่งให้เด็กนักเรียนได้เข้าใจธรรมชาติ ระบบนิเวศ และการเกษตร อีกทั้งยังมีส่วนช่วยทำให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคใหม่ นำไปสู่การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนั้นอาคารแห่งนี้ยังมุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยที่ผสานกับการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานด้วย

โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ตั้งอยู่ติดกับโรงงานผลิตรองเท้าขนาดใหญ่ของเวียดนาม ที่จังหวัดดองไน และการสร้างโรงเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของคนงานในโรงงานแห่งนี้เป็นหลัก ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าคนในชนชั้นแรงงานมีรายได้ไม่มากนัก รวมทั้งไม่อาจแบกรับรายจ่ายที่สูงมากได้หากต้องส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนแพงๆ

ดังนั้น แนวคิดในการสร้างอาคารเรียนต้นทุนต่ำ จึงเป็นโจทย์สำคัญที่กำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นแห่งนี้

บริษัทสถาปนิกโว ตร็อง เงีย สามารถคุมงบประมาณการก่อสร้างไว้ที่ 350 ดอลลาร์สหรัฐ/ตารางเมตร (ประมาณ 11,375 บาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 32.5 บาท ต่อดอลลาร์)

และเพื่อที่จะให้โรงเรียนมีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำ งานออกแบบจึงต้องพิถีพิถันในการประหยัดพลังงานส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบแสงสว่างที่อาศัยแสงธรรมชาติเป็นหลัก และติดตั้งอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าให้น้อยที่สุด

เช่น การสร้างระบบถ่ายเทอากาศที่ดี เพื่อประหยัดงบประมาณด้านเครื่องปรับอากาศ การคำนวณเรื่องทิศทางลมและฝน เพื่อดึงพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ให้มากที่สุด

การออกแบบ “หลังคาสีเขียว” บนอาคารคอนกรีตให้สามารถรองรับการปลูกพืชผักไว้บริโภคได้ จึงกลายเป็นจุดเด่นของโรงเรียน เช่นเดียวกับระบบรองรับน้ำฝนมาใช้รดน้ำต้นไม้และใช้อุปโภคในโรงเรียนแบบรีไซเคิล การติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำไปใช้ทำระบบน้ำร้อนในโรงเรียน

เด็กๆ สามารถมองเห็นและเรียนรู้รายละเอียดการออกแบบใช้งานพลังงานธรรมชาติทั้งหมดด้วยตัวเอง ได้ลองปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ และเห็นกระบวนการรีไซเคิลน้ำทั้งระบบแบบง่ายๆ ได้วิ่งเล่นในสนามหญ้าที่มีร่มเงาต้นไม้ใหญ่ช่วยบังแดด สุดแสนจะเบิกบาน

งานออกแบบโรงเรียนอนุบาลเล็กๆ นี้จึงเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน และได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในการประกวดสถาปัตยกรรมดีเด่นของโลกในปี 2012 รางวัล Award World Architecture Festival 2012

สำหรับรางวัลในประเทศเอง โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ได้รับรางวัล LOTUS Silver Provisional Certificate จากคณะกรรมาธิการ Vietnam”s Green Building Council ด้วย นอกจากนั้น ยังได้รับยกย่องให้เป็นต้นแบบโรงเรียนสีเขียวที่โดดเด่นของเวียดนาม ที่ผู้บริหารการศึกษาทั่วประเทศสนใจนำแนวทางไปเป็นแบบอย่างจำนวนมาก

องค์ประกอบของอาคารและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนนี้ คงทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างสนุกสนานเป็นที่น่าอิจฉายิ่งนัก โดยเฉพาะในเรื่องการได้ดูแลแปลงผักของโรงเรียน ซึ่งนอกจากจะได้เฝ้ามองวงจรชีวิตการเจริญเติบโตของพืชผักที่ลงมือปลูกเองแล้ว ผักที่ปลูกยังกลายมาเป็นอาหารกลางวันของพวกเขาเองด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ เวียดนามเพิ่งประกาศจะทุ่มเทพัฒนาคุณภาพเยาวชนของตน ด้วยการเร่งขยายโรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศเพื่อให้เด็กวัย 5 ขวบทั่วประเทศ สามารถเข้าเรียนโรงเรียนอนุบาลได้ครบถ้วน

ขณะนี้รัฐบาลเวียดนามสามารถจัดการศึกษาระดับอนุบาลให้กับเด็กได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว เหลือเพียง 6 ชุมชนเท่านั้นที่รัฐกำลังเร่งสร้างโรงเรียนอนุบาลให้

ส่วนอีกทางหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามยังมีนโยบายให้เด็กทารกแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ จำนวนกว่า 9 ล้านคนได้รับการดูแลรักษาสุขภาพฟรีด้วย

ได้ยินเรื่องดีๆ แบบนี้ เราคงต้องมองประเทศเวียดนามด้วยสายตาแบบใหม่กันแล้ว

เลาะทำเล “บางซื่อ-บางโพ-บางอ้อ” จากย่านตึกแถวสู่คอนโดฯ-คอมมูนิตี้มอลล์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

เล็งทำเลธุรกิจ

ชาญสิทธิ์ จิรเพิ่มไพบูลย์

เลาะทำเล “บางซื่อ-บางโพ-บางอ้อ” จากย่านตึกแถวสู่คอนโดฯ-คอมมูนิตี้มอลล์

มีความคืบหน้าเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนสำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วง “บางซื่อ-ท่าพระ” ที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำหนดเปิดบริการภายในปี 2560 หรืออีก 2-3 ปีข้างหน้า นับเป็นรถไฟฟ้าอีกหนึ่งสายทางที่วิ่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมระหว่างฝั่งธนบุรีและพระนคร

โดยงานก่อสร้างปัจจุบันคืบหน้าถึงงานโครงสร้างทางวิ่งรถและสถานี ทำให้บรรดาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และนักลงทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อขึ้นโครงการคอนโดมิเนียมและคอมมูนิตี้มอลล์ เนื่องจากราคาที่ดินติดริมถนนขยับขึ้นเป็นตารางวาละกว่า 200,000-300,000 บาท และน่าจะเป็นโอกาสของคนที่กำลังมองหาช่องทางลงทุนทำธุรกิจในย่านนี้ เพราะจะเกิดการขยายตัวของแหล่งที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้า

บางซื่อ ศูนย์กลางคมนาคมใหม่

ตั้งต้นที่สถานี “บางซื่อ” อนาคตจะถูกพัฒนาเป็นสถานีกลางขนาดใหญ่ โดยมีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1,170 ไร่ เป็นจุดเริ่มต้นของรถไฟฟ้าหลายสาย อาทิ รถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อ-หัวลำโพง ที่เปิดบริการปัจจุบัน, รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อ-ท่าพระ, รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่, รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ฯลฯ ออกแบบเป็นอาคาร 2 ชั้น ซึ่งงานก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อถูกบรรจุรวมอยู่ในงบฯ ก่อสร้างโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต

ดังนั้น ในอนาคตหากการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อเป็นรูปเป็นร่าง จะเป็นทำเลที่มีศักยภาพน่าลงทุนเพราะจะกลายเป็นชุมทางการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าเสมือนหัวลำโพงปัจจุบัน

สำรวจตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ไล่จากสถานีบางซื่อไปสถานีเตาปูนและสถานีบางโพก่อนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทางประมาณ 1-2 กิโลเมตร มีคอนโดฯ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและเตรียมเปิดตัวใหม่เดือนสิงหาคม 2557 ถึง 3 โครงการ รวมกว่า 2,000 ยูนิต

คอมมูนิตี้มอลล์รอเปิดใหม่

มีทั้งโครงการริชพาร์ค 2 ของ บมจ.ริชี่เพลซ 2002 โครงการเดอะ ทรี อินเตอร์เชนจ์ ของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ราคาขายตารางเมตรละกว่า 60,000-70,000 บาท หรือเริ่มต้นยูนิตละ 1.8-2 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางเงินเดือนกว่า 20,000-30,000 บาทขึ้นไป บริเวณนี้ยังมีโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ “เดอะมาร์เก็ต” บางโพ ของกลุ่มทีซีซี แลนด์ ที่มี เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งเทกโอเวอร์ห้างบางลำพูเดิมมาปรับปรุงใหม่ ล่าสุดเตรียมปรับโฉมโครงการใหญ่อีกครั้งเพื่อรองรับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน

ส่วนบริเวณแยกบางโพซึ่งกำลังก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าบางโพ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีที่ดินติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาและท่าเรือบางโพ 11 ไร่ครึ่ง โดยเตรียมพัฒนาเป็นโครงการแบบมิกซ์ยูส (ผสมผสานการใช้งาน) มีทั้งคอนโดฯ หรูริมแม่น้ำชื่อ “333 ริเวอร์ไซด์” สูงกว่า 40 ชั้น 3 อาคาร รวม 950 ยูนิต จับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ราคาขายต่อยูนิตเริ่มต้นที่ 5 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ อยู่ระหว่างศึกษาลงทุนพัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์ริมแม่น้ำบริเวณนี้เนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่ถึง 11 ไร่ครึ่ง โดยคาดว่าจะใช้ชื่อมอลล์…พรอมมานาด ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวกับโครงการคอมมูนิตี้มอลล์พรอมมานาด รามอินทรา เพราะมองเห็นศักยภาพทำเลที่อยู่ในย่านชุมชนตึกแถวเก่าบางโพ ซึ่งคนที่อาศัยอยู่ละแวกนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย โดยเฉพาะอาชีพค้าขายไม้

ในละแวกใกล้เคียงบางโพรัศมีไม่เกิน 3 กิโลเมตร ยังมีโรงเรียนมัธยมศึกษาดังอีก 2 แห่งคือ โรงเรียนราชินีและโรงเรียนโยธินบูรณะ และปัจจุบันบริเวณแยกเกียกกายซึ่งอยู่ห่างจากบางโพประมาณ 2 กิโลเมตร กำลังมีการก่อสร้างโครงการรัฐสภาแห่งใหม่ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกประมาณกว่า 2-3 ปี ดังนั้น อนาคตบริเวณแยกบางโพก็น่าจะได้รับอานิสงส์

บางอ้อ คอนโดฯ ใหม่รอผุด

ข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ช่วง “บางอ้อ” จะเป็นสถานีแรกในฝั่งธนฯ ของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อ-ท่าพระ โดยมีจุดขึ้นลงสถานีอยู่บริเวณใกล้ๆ กับโรงพยาบาลยันฮี และอนาคตจะมีการก่อสร้างโครงการสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่จากเกียกกายมาลงบริเวณบางอ้อ ทำให้บริเวณนี้จะกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่ที่มีทั้งรถไฟฟ้าและสะพานข้ามแม่น้ำ

หากจะลงทุนทำธุรกิจในย่านนี้ถือว่าเหมาะ เพราะอนาคตจะมีโครงการคอนโดฯ ทยอยเปิดตัวหลายโครงการหลังจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าคืบหน้าถึงโครงสร้างสถานีแล้ว โดยทำเลบางอ้อมีจุดเด่นที่อยู่ใกล้สะพานพระราม 7 โรงพยาบาลยันฮี และโรงเรียนพระรามหกเทคโนโลยี

ล่าสุด ค่ายพฤกษา เรียลเอสเตท ได้ซื้อที่ดิน 10 ไร่ เยื้องโรงพยาบาลยันฮี เตรียมขึ้นโครงการคอนโดฯ สูงประมาณ 40 ชั้น 1 อาคาร จำนวนกว่า 1,000 ยูนิต ราคาเริ่มต้นตารางเมตรละกว่า 60,000 บาท เตรียมเปิดตัวปลายไตรมาส 3

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีโครงการคอนโดฯ ของ บมจ.ศุภาลัย จำนวนเกือบ 2,100 ยูนิต ที่ก่อสร้างเสร็จมีคนเข้าอยู่แล้ว 4-5 ปี ดังนั้น หากจะลงทุนทำธุรกิจในย่านนี้น่าจะมีกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อรองรับอยู่แล้ว

ไม่ใช่มรดก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ใช่มรดก

แม่ให้เช่าตึกแถว แล้วมีคำมั่นไว้ในสัญญาว่า เมื่อครบกำหนดแล้ว จะให้ต่อสัญญาเช่าทุกๆ 3 ปี แม่เสียชีวิต ผู้เช่าก็รู้ว่าผู้ให้เช่าผู้แม่เสียชีวิตแล้ว ตึกแถวเป็นมรดกตกมาถึงลูก ผู้เช่าเพิ่งมาแสดงเจตนาสนองรับคำมั่นขอเช่าตึกแถวต่อไปในภายหลัง ผลจะเป็นเช่นไร จะได้เช่าต่อไปหรือไม่

1.

คุณยายเปลี่ยน, นี่เรียกตามใครๆ ที่รู้จักคุ้นเคยกัน อันที่จริงคุณยายเปลี่ยนนั้นเป็นแม่ของคุณโผง

คุณยายเปลี่ยนไม่มีลูกสาวที่จะได้มีลูกมาแล้วลูกๆ อันเป็นหลานของคุณยายเปลี่ยนจะได้มาเรียกขานคุณยายว่าคุณยาย คุณยายเปลี่ยนมีลูกชายเพียงคนเดียวคือคุณโผงเท่านั้น

ดังนั้น ลูกของคุณโผงจึงเป็นหลานย่า ถ้าจะเรียกตามหลานๆ คือ เรียกตามลูกๆ ของคุณโผงก็ควรจะต้องเรียกคุณย่าเปลี่ยน

แต่ไม่-ไม่มีใครเรียกว่าคุณย่าเปลี่ยน เว้นแต่ พวกลูกๆ ของคุณโผงนั่นละที่เรียกว่า คุณย่าเปลี่ยน อยู่กลุ่มเดียว นอกนั้นใครๆ อื่นที่ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอะไรด้วย ต่างเรียกคุณยายเปลี่ยนกันทั้งนั้น

ใครๆ ที่รู้จักมักคุ้นต่างเคารพรักคุณยายเปลี่ยนกันทั้งนั้น ทุกคนที่รู้จักต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า คุณยายเปลี่ยนใจดี

คุณโผงรักเคารพคุณแม่ คือ คุณยายเปลี่ยนมากๆ แม้ยามที่คุณยายเปลี่ยนเสียชีวิตไปแล้วคุณโผงก็ยังเคารพรักและรักเคารพอยู่ไม่เสื่อมคลาย

ตึกแถว 3 คูหา เลขที่ 1-3 บนที่ดินกลางย่านธุรกิจของเมืองนี้ก็ด้วย และในย่านอื่นๆ ของเมืองอีก

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทรัพย์มรดก ที่มีทั้งตึกแถวทั้งที่ดินกลางเมือง ยังไม่นับสวนยางพารา สวนผลไม้ ที่ดินชายทะเล ที่ดินเชิงเขา และเงินสดอีกจำนวนมหาศาล ล้วนตกแก่คุณโผงทั้งสิ้น

โถจะไม่ให้เคารพรัก จะไม่ให้ระลึกถึงในพระคุณของท่านได้อย่างไรเล่า ในเมื่อตอนท่านสิ้นไป ท่านได้ทิ้งที่ดิน ตึกแถว ทรัพย์มรดกอะไรต่อมิอะไรไว้ให้มากมายก่ายกองจนคุณโผงสบายไปตลอดชีวิต และคาดว่าจะสบายไปถึงรุ่นหลานๆ ด้วยซ้ำไป

“ภาระนะครับ” คุณโผงกล่าวคล้ายว่าจะหนักหนากับการรับมรดกมหาศาลของคุณยายเปลี่ยน

แต่ในใจนั้นรู้สึกขอบคุณคุณยายหรือคุณแม่ที่ทิ้งภาระอันหนักอึ้งไว้แก่เขา ไหนจะต้องเก็บค่าเช่า จัดการอย่างนั้นอย่างนี้ให้วุ่นไปหมด

ใครๆ ก็อยากรับภาระอย่างคุณโผงมั่ง ทว่าไม่มีโอกาส

2.

ตึกแถวบนที่ดินย่านใจกลางเมืองหรือในย่านธุรกิจของเมือง เลขที่ 1-3 นั้นคุณนวลเนียนเช่าจากคุณยายเปลี่ยน สัญญาเช่า 15 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2521 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2535

ค่าเช่า เดือนละ 100 บาท ต่อคูหา เท่านั้นเอง รวมค่าเช่าเดือนละ 300 บาท ตกลงชำระกันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน

นี่คือเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมใครๆ จึงเรียกขานคุณยายเปลี่ยนด้วยความรักใคร่ชื่นชม

ความมีน้ำใจ ความมีใจโอบอ้อมอารี นี่เอง ตึกแถว ย่านใจกลางเมือง ย่านที่ทำค้าขายได้คุณยายเมตตาเก็บค่าเช่าเพียงเล็กน้อย

ข้อสัญญาข้อ 11 กำหนดไว้ว่า “หากครบอายุสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ผู้เช่าทุก 3 ปี โดยเรียกเก็บค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 เท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บ และผู้เช่าต้องเสียค่าธรรมเนียมในการต่ออายุสัญญาเช่าครั้งละ 30,000 บาท ให้แก่ผู้ให้เช่า”

ปี 2533 คุณยายเปลี่ยนถึงแก่ความตาย ที่ดินและทรัพย์สินสารพัด รวมทั้งตึกแถว 3 คูหานี้ตกมาเป็นของคุณโผง คุณโผงไปจดทะเบียนรับมรดกมาเรียบร้อย

ครั้นครบอายุสัญญาเช่า ในวันที่ 1 ธันวาคม 2535 คุณโผงซึ่งรับมรดกตึกแถวนั้นมาแล้ว ไม่ยอมต่ออายุสัญญาเช่าแก่คุณนวลเนียน

แต่คุณนวลเนียนไม่ยอมออก อ้างว่า สัญญาเช่านั้นมีคำมั่นให้เช่าต่อได้เรื่อยๆ คราวละ 3 ปี

คุณโผงยื่นฟ้องต่อศาลขับไล่คุณนวลเนียนและบริวารออกไปจากตึกแถว เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 182/2537

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาในคดีนั้น พิพากษา ว่าคุณนวลเนียนมีสิทธิอยู่ในตึกแถวพิพาทนั้นในฐานะผู้เช่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538

ศาลมีคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ คุณโผงจึงต้องยอม

อดทนรอมาจนถึงปี 2538 ก่อนจะครบกำหนดสัญญา เดือนพฤศจิกายน 2538 ก่อนจะครบกำหนดในเดือนธันวาคม 2538 คุณนวลเนียนแสดงเจตนาขอต่ออายุสัญญาเช่าอีก 3 ปี

คุณโผงไม่ยอม และแจ้งไปยังคุณนวลเนียน ว่าไม่ต่อสัญญาให้อีกแล้วนะ (เว้ย) ให้ออกจากตึกแถวไป

คุณนวลเนียนก็มารูปเดิม คือ ไม่ออกจากอาคารหรือตึกแถวนั้น โดยยืนกรานว่า มีคำมั่นให้ต่ออายุสัญญาอีก 3 ปี ว่าแล้วจึงนำเอาเงินค่าเช่า ค่าธรรมเนียมการต่อสัญญาเช่าไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์

3.

เหตุการณ์ดำเนินมาเรื่อยๆ โดยคุณนวลเนียนไม่ยอมออกจากอาคารนั้นไป จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง ปี 2541

คุณโผงจึงเริ่มปฏิบัติการ แจ้งเลิกสัญญาเช่าอีกครั้ง บอกเลิกคำมั่น เรียกค่าเสียหาย แล้วบอกกล่าวให้คุณนวลเนียนออกจากตึกแถวไป

แต่ใครๆ ก็รู้ดี ว่าการที่จะให้ผู้เช่าออกจากบ้านเช่านั้นยากเพียงไร แม้จะหมดสัญญาเช่าแล้วก็ตาม เพราะผู้เช่าก็รู้ดีถึงขั้นตอนของกฎหมาย ว่าตนสามารถยื้ออยู่ได้จนกว่าคดีฟ้องขับไล่จะถึงที่สุด

คุณโผงตั้งต้นฟ้องคดีขับไล่อีกครั้ง ขอให้ศาลขับไล่คุณนวลเนียนและบริวารออกไปจากตึกแถวนั้นไปให้พ้นๆ ซะที

คุณนวลเนียนต่อสู้คดี แถมยังฟ้องแย้งคุณโผงเข้าให้อีกด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณนวลเนียนและบริวารออกไปจากตึกแถวนั้น และยกฟ้องแย้งของคุณนวลเนียนไป

คุณนวลเนียนอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง—คุณนวลเนียนร้องไชโย

4.

คุณโผงฎีกาคดี ขึ้นไปยังศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีว่า

เห็นว่า ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดว่า “ตามสัญญาเช่า ข้อ 11 มีข้อความว่า เมื่อครบกำหนดอายุสัญญาเช่าแล้ว ผู้ให้เช่าต้องให้ผู้เช่า เช่าต่อไป โดยผู้ให้เช่าจะต่ออายุสัญญาเช่าให้ทุกๆ 3 ปี และเรียกเก็บเงินค่าเช่าเพิ่มเป็น 2 เท่าของที่กรมธนารักษ์เรียกเก็บ ในการต่ออายุสัญญาเช่าแต่ละครั้ง ผู้เช่าต้องเสียค่าธรรมเนียมในการต่อสัญญาครั้งละ 30,000 บาทให้แก่ผู้ให้เช่า”

ข้อสัญญาดังกล่าว เป็นคำมั่นของผู้ให้เช่า ว่าจะให้คุณนวลเนียนเช่าต่อไป

ไม่ปรากฏว่าคุณนวลเนียนได้รับทราบก่อนจะสนองรับว่า คุณยายเปลี่ยนถึงแก่กรรมไปก่อนแล้ว

กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ต้องนำบทบัญญัติมาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ

คำมั่นของคุณยายเปลี่ยนจึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันคุณโผงให้ต้องปฏิบัติตาม โดยให้คุณนวลเนียนเช่าตึกแถวต่อไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม…”

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว มีผลผูกพันคุณโผงให้ต้องยินยอมให้คุณนวลเนียนเช่าตึกแถวต่อไปนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538

ส่วนการต่ออายุสัญญาเช่าในระยะ 3 ปีถัดมา นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป ต้องแยกพิจารณาต่างหากอีกกรณีหนึ่ง หาใช่มีผลตลอดไปไม่

แม้ข้อความในสัญญาเช่า ข้อ 11 จะเป็นคำมั่นที่คุณยายเปลี่ยนผู้ให้เช่าให้ไว้ แต่คำมั่นดังกล่าวจะมีผลผูกพันในการต่ออายุสัญญาเช่าต่อไป และตกทอดแก่คุณโผงได้ก็ต่อเมื่อคำมั่นนั้นมีผลบังคับก่อนครบกำหนดอายุสัญญาเช่าครั้งสุดท้าย

การที่คุณนวลเนียนได้แสดงเจตนาสนองรับคำมั่น ซึ่งได้ความตามที่ปรากฏในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 182/2537 ของศาลชั้นต้นว่า

ศาลชั้นต้นมีคำพากษา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 วินิจฉัยชัดเจนว่า คุณยายเปลี่ยนถึงแก่ความตายแล้ว ตึกแถวนั้นจึงตกเป็นของคุณโผงผู้เป็นทายาท

โดยคุณนวลเนียนได้ยื่นคำร้องขอถ่ายคำพิพากษาดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นในวันเดียวกัน

แสดงว่า คุณนวลเนียนทราบตั้งแต่ขณะนั้นแล้วว่า คุณยายเปลี่ยนถึงแก่ความตายแล้ว

แต่ปรากฏว่า คุณนวลเนียนมีหนังสือต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวไปยังคุณโผงเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2538

กรณีเช่นนี้จึงต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติมิให้นำมาตรา 169 วรรคสองมาใช้บังคับ หากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้ว ว่า ผู้เสนอตาย

ดังนั้น คำมั่นดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับ และไม่เป็นมรดกตกทอดอันจะผูกพันให้คุณโผงทายาท

หนังสือขอต่ออายุสัญญาเช่าจึงไร้ผล และไม่ก่อให้เกิดสัญญาเช่าขึ้นใหม่

คุณโผง ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ต่ออายุสัญญาเช่าตึกแถวนี้ให้แก่คุณนวลเนียนได้

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคุณโผงมีหนังสือไปถึงคุณนวลเนียน 2 ฉบับ แจ้งว่า ไม่ประสงค์จะให้คุณนวลเนียนเช่าตึกแถวนั้นอีกต่อไป และบอกเลิกสัญญาเช่า

ดังนั้น สัญญาเช่าตึกแถวนี้จึงต้องสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 อันเป็นวันครบกำหนดการต่ออายุสัญญาเช่าตามคำพิพากษาในคดีก่อน

คุณนวลเนียนและบริวารจึงไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวนี้ภายหลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงแล้ว คุณโผงย่อมฟ้องขับไล่คุณนวลเนียนได้

กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณโผงอีกว่า คุณนวลเนียนประพฤติผิดสัญญาเช่าหรือไม่

ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าไม่สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2538 และคุณโผงต้องต่ออายุสัญญาเช่าให้คุณนวลเนียนต่อไปอีก 3 ปีนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เที่ยวนี้คุณโผงร้องไชโยบ้าง และนี่เป็นศาลสุดท้ายแล้ว คุณนวลเนียนไม่สามารถดิ้นไปศาลไหนได้อีกแล้ว

นับจากคำพิพากษา ศาลจะออกคำบังคับให้คุณนวลเนียนปฏิบัติ โดยกำหนดระยะเวลาให้

ถ้าครบกำหนดแล้วยังไม่ปฏิบัติตามนั้น ก็เป็นหน้าที่คุณโผงผู้ชนะคดีที่ต้องไปร้องขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีมาปฏิบัติการบังคับคดีต่อไป

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1602/2548)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 169 การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา แต่ถ้าได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้น ก่อนหรือพร้อมกันกับที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา การแสดงเจตนานั้นตกเป็นอันไร้ผล

การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

มาตรา 360 บทบัญญัติแห่งมาตรา 169 วรรคสองนั้น ท่านมิให้ใช้บังคับถ้าหากว่าขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดง หรือหากว่าก่อนจะสนองรับนั้น คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่าผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ

มาตรา 537 อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่า ตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น

รักต่างวัย ครูชลธี-ครูปุ้ม ความลงตัวในบั้นปลายชีวิต

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

รักต่างวัย ครูชลธี-ครูปุ้ม ความลงตัวในบั้นปลายชีวิต

นักแต่งเพลงลูกทุ่งหมายเลข 1 ในปัจจุบัน ต้องยกให้ ครูชลธี ธารทอง เพราะประพันธ์เพลงมาเกินกว่า 5,000 เพลง สร้างชื่อเสียงให้ลูกศิษย์ก้าวขึ้นดาวรุ่งพุ่งทะลุฟ้าได้เกิดเป็นนักร้องเสียงทองอย่างเต็มตัวมาแล้วมากมาย เช่น สายัณห์ สัญญา, ยอดรัก สลักใจ, เสรี รุ่งสว่าง, สุนารี ราชสีมา ฯลฯ

ความรักและชีวิตครอบครัวของเขา ไม่ค่อยมีใครรับรู้สักเท่าไหร่

ที่เขาเปิดเผยก็มีอยู่ 3 เรื่อง

เรื่องแรก เขาเคยหลงรักนักร้องหญิงในวงรวมดาวกระจาย ชื่อมาริสา แต่เธอไม่รักตอบ กลับไปชอบนักดนตรีในวงคนหนึ่ง ความผิดหวังและเสียใจจากการรักเขาข้างเดียว จึงแต่งเพลง “พอหรือยัง” เพื่อตัดพ้อต่อว่า เป็นเหตุการณ์ปี 2507 ต่อมาในปี 2513 ศรคีรี ศรีประจวบ นำไปบันทึกแผ่นเสียง

เรื่องที่สอง ครูชลธีมีภรรยาเป็นลูกสาวเถ้าแก่ไร่ข้าวโพด อยู่สระบุรี มีลูกด้วยกัน 2 คน ชาย 1 หญิง 1

เรื่องที่สาม ครูชลธีเคยติดพันกับนักร้องหญิงห้องอาหาร ถึงขั้นแต่งเพลง “มือถือไมค์ไฟส่องหน้า” จะให้ร้องบันทึกเสียง แต่เมื่อ สุนารี ราชสีมา ก้าวเข้ามาบนเส้นทางลูกทุ่ง ครูชลธีจึงเห็นว่า น่าจะเหมาะกับสุนารีมากกว่า

กับภรรยาที่อยู่กินฉันภรรยา-สามี ต่อมาได้เลิกกันไป

หลังพ้นปี 2530 มาไม่เท่าไร ครูชลธีได้มาพบเจอกับหญิงสาวชื่อ ศศิวิมล หรือ ครูปุ้ม ซึ่งเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนในท้องถิ่น ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อเจอกันก็เกิดความรัก แม้จะอยู่ไกลกัน แต่ครูชลธีในวัย 50 ก็ดั้นด้นจากกรุงเทพฯ ไปหาครูปุ้มเมื่อว่างจากงานเพลง

กว่าจะประสบความสำเร็จก็ต้องเพียรพยายามอยู่นาน ถือหลัก “ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก” ความแตกต่างทางอายุที่ห่างกันถึง 30 ปี อีกอย่างหนึ่งพ่อแม่ญาติพี่น้องของครูปุ้มไม่เชื่อใจว่า ครูชลธีซึ่งเป็นคนมีชื่อเสียงจะรักจริง กลัวว่าจะมาหลอกหรือถ้าเกิดอยู่ด้วยกันก็อาจเลิกรากันภายหลัง

แต่ครูชลธี ก็บอกว่า ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ตนเองเป็นคนเมืองชล ไม่พูดโกหกใคร จากนั้นก็ปฏิบัติตัวดีกับญาติของครูปุ้มจนได้รับการยอมรับและครูปุ้มก็มั่นใจในตัวครูชลธี

ปี 2534 ครูชลธีย้ายจากกรุงเทพฯ ไปปักหลักที่ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ใช้ชีวิตคู่กับครูปุ้ม

งานแต่งเพลงก็ยังเป็นงานหลักของครูชลธีอยู่เหมือนเดิม

ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตบนถนนนักเพลงของครูชลธี คือได้รับการยกย่องจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ด้านการประพันธ์เพลงลูกทุ่ง) ในปี 2542 รวมไปถึงการได้รางวัลเสาอากาศทองคำและแผ่นเสียงทองคำที่เคยได้มาก่อนหน้านั้น

มีบ้างที่เกิดความไม่เข้าใจถึงขั้นที่ครูชลธีบอกกับภรรยาสาวว่า เลิกกันนั้น พร้อมกับหยิบปืนขึ้นมา แล้วพูดว่า “จะฆ่าตัวตาย” ครั้นได้สติ อารมณ์เย็นลงก็กัดฟันสู้ชีวิตด้วยความอดทน

24 ปีแล้ว ที่ครูชลธีกับครูปุ้มครองรักครองเรือนอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา จนครูชลธีอายุ 77 ปีเข้าไปแล้ว ส่วนครูปุ้มอายุ 47 ปี

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมปีที่แล้ว ครูชลธีได้จัดงานคอนเสิร์ต 77 ปี ชลธี ธารทอง ที่วัดดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีนักร้องลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนฝูงในวงการครูเพลงมาร่วมงานฉลองวันคล้ายวันเกิด

ไฮไลต์ของงาน อยู่ที่ครูชลธีขึ้นไปร้องเพลง “ผู้หญิงคนสุดท้าย” โดยก่อนร้องได้บอกกล่าวกับแฟนเพลงที่มาชมคอนเสิร์ตว่า เพลงนี้แต่งให้กับครูปุ้มโดยเฉพาะ

จากนั้นก็โชว์เสียงแบบสดๆ ไม่ต้องใช้ดนตรี

บทเพลง “ผู้หญิงคนสุดท้าย” มีคำร้อง ดังนี้

“ถึงเธอไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกก็จริง แต่เธอเป็นหญิงที่ฉันรักคนสุดท้าย แม้เธอจะเคยผ่านพบ ทั้งบวกและลบมากมาย คู่ชมกี่ชายก็ช่าง

ฉันเองไม่ใช่ผ้าขาวสะอาดน่ามอง ผ่านความมัวหมองเปื้อนของคาวๆ บ่อยครั้ง เคยช้ำจนคิดเลิกรัก เจ็บนักเจ็บนานเสียจัง ความหวังเพพังสิ้นดี

เหมือนคนใกล้ตาย เข้าไอซียู ไปหรืออยู่ได้ทุกนาที ได้เธอรักษาเยียวยาชีวี ช่วยให้มีแรงหายใจ

ถึงเธอไม่ใช่คนสวยที่สุดก็จริง แต่เธอเป็นหญิงที่ฉันรักจนคลั่งไคล้ ไม่หวานจนคนห้อมล้อม แต่ก็งามพร้อมนอกใน รักที่น้ำใจแสนงาม”

ขณะยืนร้องนั้น ครูปุ้มยืนอุ้มสุนัขอยู่เคียงข้าง เมื่อเพลงใกล้จะจบ ครูชลธีได้โอบไหล่และลูบผมเมียรักด้วยความทะนุถนอม จากนั้นนักร้องลูกศิษย์ขึ้นร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์

ก่อนลงจากเวที ครูชลธีประกาศว่าจะให้ ก๊อต-จักรพรรณ อาบครบุรี ศิลปินค่ายแกรมมี่ซึ่งมาร่วมงานครั้งนี้ด้วย ร้องบันทึกเสียงเพลงนี้

เพลงนี้ ดำรงค์ วงศ์ทอง เคยร้องบันทึกเสียงไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว แต่เพลงไม่ดัง

ชีวิตคู่ของครูชลธี ธารทอง กับ ครูปุ้ม-ศศิวิมล เป็นอีกคู่หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะต่างวัยกันมากถึง 30 ปี แต่ก็มิใช่เป็นอุปสรรคสำหรับความรัก

ครูชลธี ธารทอง (สมนึก ทองมา) กับ ครูปุ้ม-ศศิวิมล ทองมา คู่ชีวิตที่ครองรักกันมา 24 ปี

น้ำ สำคัญไฉน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07092010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

น้ำ สำคัญไฉน

เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงเคยประสบปัญหาท้องผูกบ้าง บางคนผูกมาก บางคนผูกบ่อย บางคนเป็นปัญหาใหญ่ บางคนอาจเฉยๆ ปัญหาสำหรับคนท้องผูกนั้น ส่วนใหญ่มักเกิดจากความกังวลซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต นานัปการ อาการท้องผูกก็เกิดจากทั้งสาเหตุทางกายและสาเหตุทางใจ สาเหตุทางกายส่วนใหญ่เนื่องจากการรับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ ไม่ค่อยทานอาหารที่มีเส้นใย เช่น ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำในแต่ละวันน้อยเกินไป การไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเป็นประจำ การไม่ฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวันจนเป็นนิสัย หรือมีเหตุต้องกลั้นอุจจาระบ่อยๆ สาเหตุทางใจก็เกิดจากความเครียด ความกังวลใจ ความกลัว เมื่อไปพบแพทย์ส่วนใหญ่ก็จะได้รับคำแนะนำให้รับประทานผัก ผลไม้มากๆ ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายบ้าง จริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การดื่มน้ำในแต่ละวันให้มากพอ”

บางคนอาจคิดว่า น้ำ เป็นแค่ของเหลวที่เราดื่มเพื่อดับความกระหาย จริงๆ แล้ว “น้ำ” มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อสิ่งมีชีวิต น้ำมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของทุกๆ ระบบในร่างกาย ร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำร้อยละ 70-75 โดยเลือดประกอบด้วยน้ำร้อยละ 90 สมองประกอบด้วยน้ำร้อยละ 85 กล้ามเนื้อประกอบด้วยน้ำร้อยละ 75 น้ำมีอยู่ในของเหลวทั้งนอกเซลล์และในเซลล์ อยู่ในระบบโลหิตและระบบน้ำเหลือง น้ำมีบทบาทในการดูดซึมสารอาหาร ลำเลียงสารอาหาร ย่อยอาหาร และขจัดของเสียออกจากร่างกาย น้ำมีบทบาทในการรักษาภาวะสมดุลของร่างกายเพื่อให้ชีวิตดำเนินไปตามปกติ สิ่งที่มีผลกระทบต่อน้ำในร่างกาย จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของร่างกาย

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ในทางการแพทย์คือ ความเข้าใจว่า น้ำเป็นสารพื้นๆ ไม่สลับซับซ้อน ทำหน้าที่แค่เป็นตัวทำละลายและช่วยให้เกิดการไหลเวียนต่างๆ เท่านั้น จริงๆ แล้วน้ำไม่ใช่แค่น้ำอย่างที่เข้าใจกัน แต่น้ำมีคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดต่อร่างกาย 2 ประการ ประการแรก คือคุณสมบัติในการรักษาชีวิตไว้ ประการที่สอง ซึ่งยิ่งสำคัญคือ ทำหน้าที่ในการให้กำเนิดชีวิต ด้วยเหตุนี้ การขาดน้ำอย่างเรื้อรังโดยไม่ตั้งใจ จะกลายเป็นกระบวนการคุกคามชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเราดื่มน้ำ น้ำจะใช้เวลาเดินทางในร่างกายราว 1-2 ชั่วโมง ก่อนไปถึงเซลล์ปลายทาง โดยผ่านกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ไปยังอวัยวะต่างๆ และหล่อเลี้ยงเซลล์ 62-100 ล้านเซลล์ทั่วร่างกาย แม้ว่าคุณจะดื่มน้ำทันทีที่รู้สึกกระหาย แต่กว่าร่างกายจะนำน้ำที่ดื่มเข้าไปถึงเซลล์ ความสูญเสียก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะในขณะที่เซลล์ของคุณยังไม่ได้รับน้ำ เซลล์จะสูญเสียพลังชีวิตที่เหมาะสมและไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อร่างกายต้องรอ 1-2 ชั่วโมงกว่าน้ำจะเข้าถึงเซลล์อยู่ทุกวัน ร่างกายมักตกอยู่ในภาวะขาดน้ำ จึงมีแนวโน้มจะอ่อนแอและเจ็บป่วยได้ง่าย เมื่อร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ เซลล์จะดึงน้ำจากกระแสเลือดไปใช้ หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ขณะเดียวกัน ไตก็ไม่สามารถกรองของเสียออกได้เต็มประสิทธิภาพ ตับต้องทำงานมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติ ได้แก่ ท้องผูก ผิวแห้ง, คัน เป็นสิว ท่อปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ ไอ ไซนัสอักเสบ ปวดศีรษะ ปวดข้อ เลือดกำเดาออก การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการมีสุขภาพดี

มีงานวิจัยของ นายแพทย์เฟรีดูน (Feredoon Batmanghelidj) พบว่า ภาวะขาดน้ำที่เกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ ก่อให้เกิดความเครียด ความเจ็บป่วยเรื้อรัง และโรคแห่งความเสื่อมถอยต่างๆ อาการปากแห้งไม่ได้เป็นอาการแสดงเพียงอย่างเดียวของการขาดน้ำ การรอจนกระหายน้ำเป็นสิ่งที่ผิด คนส่วนมากจะคิดว่าแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม เป็นตัวควบคุมการทำงานต่างๆ ในร่างกาย จริงๆ แล้ว น้ำต่างหากที่เป็นตัวควบคุมหน้าที่ทั้งหมดของร่างกาย รวมทั้งหน้าที่ของแร่ธาตุต่างๆ ด้วย น้ำเป็นผู้ให้พลังและความมีชีวิตชีวา ถ้าดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายย่อมทำหน้าที่บางอย่างได้ไม่เต็มที่ การขาดน้ำทำให้เกิดภาวะผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกาย

ในแต่ละวันควรดื่มน้ำให้ได้ไม่ต่ำกว่าประมาณ 2-3 ลิตร ถ้าคิดเป็นจำนวนแก้ว ก็ไม่ต่ำกว่า 10 แก้วโตๆ โดยแบ่งเป็น

ตื่นนอน ล้างหน้าเสร็จดื่ม 1 แก้ว

หลังอาหารเช้า 1 แก้ว

สายๆ ขณะนั่งทำงาน ก่อนอาหารเที่ยง อย่างน้อย 2 แก้ว

หลังอาหารเที่ยง 1 แก้ว

ช่วงบ่าย ก่อนอาหารเย็น ต้องให้ได้อย่างน้อย 3 แก้ว

หลังอาหารเย็น และก่อนนอนอีกครั้งละ 1 แก้ว (เป็น 2 แก้ว)

สำหรับผู้ที่ไม่เคยดื่มน้ำปริมาณนี้มาก่อน ระยะแรกต้องทนอึดอัดหน่อย แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นก็ชิน จะดื่มน้ำแบบนี้เองโดยอัตโนมัติ การปฏิบัติแบบนี้จะช่วยรักษาและป้องกันโรคหลายชนิด เช่น โรคท้องผูกเรื้อรัง โรคผิวแห้ง โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น เป็นการรักษาแบบ “น้ำบำบัด” คือการรักษาการขาดน้ำด้วยน้ำ นั่นเอง

สิ่งสำคัญ อันเป็นพื้น ยืนชีวิต

น้ำเพียงนิด ผิดไม่ไกล ใช่เลยหนอ

ดื่มเพื่อดับ จับกระหาย คล้ายไม่พอ

ต้องไม่รอ ขอสิบแก้ว แล้ววันเอย

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,212 other followers

%d bloggers like this: