ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

Centerpieces Idea มีนาคม 13, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

ช่างคิดช่างทำ

กิ่งกมล เพชรพิมล

Centerpieces Idea

Centerpieces Idea งานจัดดอกไม้สวยๆ สีหวานๆ ซึ่งเหมาะสำหรับการนำไปจัดวางในตำแหน่งที่สะดุดตา เรามาเริ่มจัดชิ้นงานชิ้นนี้กันเลยค่ะ

อุปกรณ์

1. ดอกเยอร์บีร่า

2. ดอกหน้าวัว

3. ดอกมัม

4. ใบยูคาลิปตัส

5. แจกันทรงรี

6. ฟลอร่าโฟม

ขั้นตอนการทำ

1. เริ่มจากตัดฟลอร่าโฟมให้ได้ขนาดกับภาชนะที่ต้องการจัดค่ะ จากนั้นเริ่มปักชิ้นงานด้วยดอกหน้าวัวสีเขียวอมชมพู ให้เป็นความยาวของชิ้นงานทั้ง 2 ด้าน

2. ปักเพิ่มด้วยดอกหน้าวัวอีกด้านละ 2 ดอก โดยปักให้ดอกไม้ได้ความสมดุลทั้ง 2 ด้าน

3. ปักเพิ่มด้วยดอกเยอร์บีร่าสีชมพูด้านละ 3 ดอก ให้ได้ความสมดุลทั้ง 2 ด้านของชิ้นงานเช่นเดียวกัน

4. ปักเพิ่มด้วยดอกหน้าวัวสีขาว 2 ดอก โดยปักให้ก้านโค้งมาทางด้านหน้า เพิ่มลูกเล่นให้ชิ้นงาน

5. ปักเพิ่มด้วยดอกเยอร์บีร่าสีชมพูให้เป็นแนวตรงกลางชิ้นงาน

6. ปักเพิ่มด้วยดอกหน้าวัวสีขาวโดยให้ก้านโค้งลงมาด้านหน้าอีก 1 ดอก และแซมด้วยดอกมัมสีขาวระหว่างช่องว่างของชิ้นงานให้เต็ม

7. เมื่อจัดดอกไม้หลักได้ตามความต้องการแล้ว สุดท้ายประดับชิ้นงานด้วยใบยูคาลิปตัส โดยปักใบยูคาลิปตัสประปรายตามช่องว่างของชิ้นงาน ใบไม้สีเขียวจะช่วยตัดสีของชิ้นงานให้ดูกลมกลืนและโดดเด่นขึ้นค่ะ

เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ดอกไม้ Centerpieces Idea เหมาะสำหรับนำไปวางประดับโต๊ะอาหาร โต๊ะประชุมในโอกาสต่างๆ แล้วค่ะ

 

กว่าจะได้เป็นไกด์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07077151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

กว่าจะได้เป็นไกด์

ผมเรียกเขาว่าไกด์ทรหด ก็เพราะก่อนจะมามีอาชีพไกด์วันนี้ได้ เขาได้ผ่านศึกชีวิตและศึกสงครามมาอย่างโชกโชน

เฉพาะอยู่ในสมรภูมิรบในสงครามเวียดนามใช้เวลากว่า 10 ปี

เขาเกิดที่กัมพูชา อพยพหนีสงครามมาอยู่เมืองไทย

ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่ชุมพร พอเป็นวัยรุ่นไปอยู่ที่เชียงใหม่

ทั้งนี้ก็เพราะผู้เป็นพ่อของเขาทำงานด้านการเมืองร่วมกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คือ ปรีดี พนมยงค์

เขาอยู่เมืองไทยนานถึง 17 ปี จึงมีชื่อเป็นภาษาไทยว่า ถวิล สว่างวัน

ที่ถูกตั้งชื่อว่าถวิลก็เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อภาษาเวียดนามว่า “วิน”

ถวิลเรียนหนังสือไทยจนจบชั้นมัธยมที่เชียงใหม่ แล้วก็ถูกพ่อพากลับเวียดนามขณะมีอายุ 17 ปี

ประวัติของถวิลดังข้างต้นผมไม่ได้รู้เอง เขาเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเขาให้เราฟังบนรถทัวร์ขณะทำหน้าที่ไกด์พาผมและคณะเดินทางจากนครโฮจิมินห์ไปยังเมืองบนภูเขาที่มีชื่อว่าดาลัด

ที่จริงเขาบอกว่าไม่อยากและไม่ตั้งใจเล่าประวัติของตัวเองเลย แต่ที่ต้องเล่าก็เพราะมีลูกทัวร์หลายคนพากันสงสัยว่า

“ทำไมเขามีหน้าตาเหมือนญวน แต่พูดไทยได้ชัดมาก จะพูดไทยไม่ชัดได้ยังไง ก็อยู่เมืองไทยตั้ง 10 กว่าปี จนมีความรู้สึกว่าเป็นคนไทย อีกทั้งยังมีเพื่อนๆ นักเรียนเป็นคนไทยด้วย

พอได้กลับไปที่ประเทศเวียดนามซึ่งเป็นบ้านพ่อบ้านแม่ เขาก็ได้สมัครเข้าเป็นทหาร เพราะตอนนั้น ผู้ใดเกิดเป็นผู้ชายชาวเวียดแล้วไม่ได้เป็นทหารรับใช้ชาติจะรู้สึกอาย

เป็นทหารอยู่ได้ไม่ถึงปีก็ได้ออกสู้รบทันทีเพื่อขับไล่ทหารอเมริกัน

เขาจึงได้อยู่ในเหตุการณ์ที่ถูกเครื่องบิน บี 52 โปรยลูกระเบิดลงมาโจมตี

ได้ใกล้ชิดกับศพทหารและชาวเวียดนามที่บาดเจ็บและล้มตาย

บางครั้งถึงขนาดต้องกอดศพเพื่อนทหารที่ต้องเสียชีวิตขณะลาดตระเวน

ขณะเป็นทหารต้องหลบซ่อนตัวในอุโมงค์ มีชีวิตอย่างยากลำบากทั้งการหลับนอน การกินอาหาร และต้องอยู่กับการระมัดระวังตัวตลอดเวลา

เครื่องบินของอเมริกาไม่ได้ระดมทิ้งระเบิดตามธรรมดาทั่วไปอย่างเดียว ยังมีระเบิดเคมีหรือที่เรียกว่าฝนเหลืองด้วย

ที่ใช้ฝนเหลืองก็เพื่อทำให้ต้นไม้ตาย ทหารเวียดกงจะได้ไม่มีที่หลบซ่อนตัว

ขณะที่คณะของเราท่องเที่ยวอยู่ที่นครโฮจิมินห์มีอยู่วันหนึ่งไกด์ถวิลได้พาเราไปชมอุโมงค์กู่จีด้วย

อุโมงค์กู่จีแห่งนี้ พวกเวียดกงใช้เป็นฐานบัญชาการรบ เป็นโรงพยาบาลและหมู่บ้านใต้ดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เวียดกงชนะในสมัยสงครามเวียดนาม

โครงข่ายอุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้มีความยาวกว่า 200 กิโลเมตร เป็นสมรภูมิรบสำคัญที่ทางรัฐบาลเวียดนามอนุรักษ์ไว้

บริเวณโดยรอบของอุโมงค์มีซากของสงครามให้เห็นหลายอย่าง เช่น

หลุมระเบิดขนาดใหญ่จากผลของการโจมตีจากเครื่องบิน บี 52

แล้วยังมีลูกระเบิดที่ไม่ระเบิด รวมทั้งรถถังของอเมริกาที่ถูกทหารเวียดกงบุกเผาด้วย

สำหรับกรณีที่รถถังถูกเผา ไกด์ถวิล เล่าว่า ทหารอเมริกันเป็นงงมากที่อยู่ดีๆ รถถังถูกเผา เพราะทหารอเมริกันไม่รู้มาก่อนว่า บริเวณนั้นมีอุโมงค์ใต้ดิน ที่เวียดกงสามารถแอบโผล่ขึ้นมาจากใต้ดินเข้าไปเผารถถังได้สบาย

เวียดกงใช้กลยุทธ์แบบที่ว่านี้จึงทำให้ทหารอเมริกันมีความรู้สึกเหมือนกำลังสู้รบอยู่กับผี เพราะต้องสู้รบกับศัตรูที่ไม่ปรากฏตัวตน แต่อยู่ๆ โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้

อีกอย่างหนึ่งที่ทหารอเมริกันต้องเจ็บปวดทั้งกายและใจอย่างมากก็คือถูกกับดักแบบชนิดว่าเดินตระเวนอยู่เพลินๆ ก็ต้องตกลงในหลุมที่มีเหล็กแหลมจำนวนมากอยู่ใต้หลุม

ทหารอเมริกันต้องตายด้วยวิธีนี้จำนวนมาก นับเป็นการตายอย่างทรมานและหวาดเสียว

ผลที่สุดทหารอเมริกันรวมทั้งพันธมิตรก็ต้องล่าถอยออกไป แล้วก็เดินทางกลับประเทศของตัวเองไปอย่างเจ็บปวด

ไกด์ถวิล เล่าให้ฟังอีกว่า เขาโชคดีที่รอดตายมาได้ เพราะเพื่อนทหารที่อยู่หมวดเดียวกันทำหน้าที่เหมือนกันถูกระเบิดและอื่นๆ ตายไปหลายศพ

หลังจากสงครามสงบ เขาจึงลาออกจากทหาร ประกอบอาชีพทางเกษตรอยู่พักใหญ่ๆ ก่อนที่จะมีคนมาชวนให้ทำหน้าที่ไกด์ เพราะเห็นว่าเขาพูดไทยได้อย่างดี

ไม่เพียงแต่พูดไทยได้เท่านั้น เขียนก็ได้ อ่านก็ได้ เวลาไปเมืองไทยแต่ละครั้งจะต้องซื้อหนังสือมาอ่าน และได้ติดตามข่าวจากเมืองไทยไม่เคยขาด

เพราะการได้รู้ข่าวของเมืองไทยจะทำให้เขาเข้าใจคนไทยมากขึ้น เป็นประโยชน์กับอาชีพไกด์

ส่วนความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่เวียดนามนั้น ค้นคว้าหาหนังสือมาอ่านไม่ยาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับสงครามเวียดนามนั้นแทบไม่ต้องค้นคว้าอะไรเพิ่มเพราะอยู่กับสมองและจิตใจของตัวเองตลอดมา

ไกด์ถวิล บอกว่า กำลังเขียนประวัติชีวิตของตัวเองเป็นภาษาเวียดนามก่อนแปลเป็นภาษาไทย ได้เริ่มเขียนไปบ้างแล้ว

ผมเชื่อว่าหากเขียนเสร็จและได้พิมพ์เป็นเล่มคงเป็นหนังสือที่น่าสนใจทีเดียว ผมคนหนึ่งล่ะที่อยากอ่านถ้ามีแปลเป็นภาษาไทย

สุดท้าย ไกด์ถวิล บอกว่า เขาเพิ่งมามีอาชีพเป็นไกด์อย่างจริงจังก็เมื่อ 7 ปีมานี้เอง

เป็นไกด์อิสระรับงานเป็นครั้งๆ ไป ได้ค่าแรงแต่ละกรุ๊ปทัวร์ไม่เท่ากัน ถ้าเป็นกรุ๊ปทัวร์มีระดับหน่อยก็จะได้ค่าตัววันละประมาณ 2,000 บาท

ได้ค่าตัวเท่านี้ ไกด์ถวิล บอกว่า พอใจแล้ว เพราะถ้าทำงานในหน้าที่อื่นๆ ส่วนใหญ่จะได้เป็นเงินเดือน ก็ขนาดเป็นถึงนายกรัฐมนตรีของเวียดนามยังได้เงินเดือนประมาณ 30,000 บาทเท่านั้น

ไกด์ถวิลยืนยันว่า จะทำอาชีพไกด์ต่อไปจนกว่าจะเดินขึ้นรถไม่ไหว เพราะการได้เล่าเรื่องต่างๆ ให้คนอื่นฟังเป็นความสุขอย่างบอกไม่ถูก แล้วยังได้เงินค่าตัวอยู่ในเกณฑ์ดีด้วย อีกทั้งยังได้พูดภาษาไทยอีกต่างหาก

 

“เอลิงค์” ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ ปักธงยึดหัวหาดย่านรามคำแหง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

“เอลิงค์” ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ ปักธงยึดหัวหาดย่านรามคำแหง

ไปเที่ยว NASA SPACEADROME กันมั้ยคะ

ใครพอจำประโยคคำถามนี้กันได้บ้างมั้ย!!

เชื่อว่าใครที่ชอบเที่ยวกลางคืนอายุ 35 ขึ้นไป น่าจะยังพอจำกันได้ว่า เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน หรือระหว่างปี 2528-2533 มีดิสโก้เธคชื่อดังที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “นาซ่า” ซึ่งอยู่ติดริมทางรถไฟย่านถนนรามคำแหง

เพราะในยุคนั้นหากใครถูกถามว่า “ไปเที่ยว NASA SPACEADROME กันมั้ยคะ” นาซ่า สเปซี่โดรม เป็นที่ตั้งของดิสโก้เธคชื่อเสียงโด่งดังมากๆ ของยุคนั้น โด่งดังขนาดที่ว่า หนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างประเทศหลายแห่ง เช่น นิวยอร์กไทม์ สำนักข่าวเอ็นเอชเคของญี่ปุ่น และนิตยสารต่างๆ อีกหลายฉบับ นำเสนอหรือเอ่ยถึง

จนกระทั่งความนิยมของ “นาซ่า ดิสโก้เธค” ก็เริ่มถอยลง มีสถานบันเทิงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายแทนที่ “นาซ่า” จึงเงียบหายไปตามกาลเวลา จนกระทั่งเหลืออยู่ในความทรงจำของคนรุ่นกลางคนที่เคยผ่านสมรภูมิดังกล่าวมาแล้ว (วัยรุ่นในยุคนั้น)

ภายหลังผู้บริหารจึงค่อยๆ เปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ธุรกิจให้เข้ากับยุคสมัย นั่นคือ โรงแรม (Hip Hotel) และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย

ผุดไลฟ์สไตล์มอลล์ เจาะกลุ่มเดินทาง

ล่าสุด ได้มีการพลิกพื้นที่ย่านดังกล่าวเป็น “ไลฟ์สไตล์มอลล์” หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อโครงการ “เอลิงค์” ชื่อใกล้เคียงกับโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ เพราะเจ้าของได้เช่าที่ดินจาก การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มาพัฒนาให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ รองรับความต้องการของผู้บริโภค ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท แอร์พอร์ต ลิงค์ สแควร์ จำกัด

คุณสหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอร์พอร์ต ลิงค์ สแควร์ จำกัด กล่าวว่า ได้เช่าที่ของ ร.ฟ.ท. กว่า 30 ไร่ ระยะเวลาการเช่านาน 30 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 10 ปี เพื่อจัดทำโครงการ “เอลิงค์” ไลฟ์สไตล์มอลล์ (ติดสถานีรถไฟรามคำแหง และสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงค์)

โดยมีแผนจะทดลองเปิดหรือซอฟต์โอเพนนิ่งในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2557 และเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนธันวาคม 2557 ภายในโครงการดังกล่าวจะมีทั้งไลฟ์สไตล์มอลล์ โรงแรม และคอนโดมิเนียม มูลค่าโครงการประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยในส่วนของไลฟ์สไตล์มอลล์ “เอลิงค์” จะตั้งอยู่บนเนื้อที่ 8.6 ไร่ เป็นอาคารสูง 6 ชั้น พื้นที่ประมาณ 38,000 ตารางเมตร และมีพื้นที่ให้เช่าประมาณ 11,008 ตารางเมตร มีที่จอดรถ 1,300 คัน อัตราค่าเช่าประมาณ 1,000 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน

“ที่ดินผืนดังกล่าว ได้ทำสัญญากับ ร.ฟ.ท. ตั้งแต่ ปี 2009 คาดว่าจะคุ้มทุนภายในระยะเวลา 10 ปี จากการศึกษาพบว่า แต่ละวันจะมีคนเข้าใช้พื้นที่ประมาณ 40,000 คน จากทั้งผู้ที่ใช้บริการเรือคลองแสนแสบ ผู้ใช้บริการรถไฟ และผู้ที่ใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงค์ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบีลบ ไปจนถึงเอบวก”

ปลุกนาซ่าคืนชีพในรูปแบบใหม่

คุณสหัพย์ภัค บอกว่า จริงๆ แล้วโครงการดังกล่าวมีการก่อสร้างมาแล้ว 3 ปี แต่ที่ยังไม่เปิดตัวนั้นเป็นเพราะเจ้าของต้องการที่จะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมก่อน และเพื่อให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการปลุกให้นาซ่าฟื้นชีพขึ้นมาอีกครั้ง โดยปัจจุบันมีการปล่อยเช่าพื้นที่ไปแล้วประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าที่เข้ามาเช่า เช่น สตาร์บัคส์ แคท เทเลคอม สถาบันการเงิน อาทิ ธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารธนชาต พวกร้านอาหารต่างๆ ทั้งไทยและนานาชาติ เช่น โคเรียนท์ ชาบู ,ร้านสงวนศรี เป็นต้น

และด้วยเหตุที่โครงการมีพื้นที่ติดกับคลองแสนแสบ ทางโครงการจึงได้มีการจัดทำตลาดน้ำคลองแสนแสบด้วย ขณะเดียวกัน ยังมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่ในพื้นที่ด้วย จึงได้มีการจัดทำลานโพธิ์ สามารถนำมาทำกิจกรรมต่อเนื่องได้อีกด้วย รวมทั้งฟัน ปาร์ค หรือสวนสนุก

คุณสหัพย์ภัค ระบุว่า ในส่วนของลูกค้าเป้าหมายนั้น จะเน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยนักเรียน และวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เรียกได้ว่า เป็น Entertain lifestyle เพราะมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก เพราะจะมีตลาดนัด “มาร์เก็ตสตรีต” ในรูปแบบ Covent market อยู่ใต้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงค์ โดยในส่วนนี้ได้รับความร่วมมือจากนายกสมาคมผู้ค้าปลีกตลาดนัดจตุจักร มาช่วยวางแผนในการดึงร้านค้าจากตลาดนัดจตุจักร เจเจมอลล์ ตลาดนัดรถไฟ เจเจกรีนมอลล์ เข้ามาเช่าพื้นที่โครงการด้วย

ตลาดนัดมีธีม

รูปแบบของตลาดนัดจะอยู่ภายใต้ธีม “God it”s everyday” คือ ใน 7 วัน รูปแบบสินค้าจะมีความแตกต่างกันไม่ซ้ำกัน คือ วันจันทร์ จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับ Healthy Market วันอังคารเป็นสินค้าประเภท Martial Arts Exercise วันพุธ-พฤหัสบดี เป็นสินค้าประเภท Hand Made Market วันศุกร์จะเป็นประเภท Specialty Market และเสาร์-อาทิตย์จะเป็นสินค้าประเภท Art Market

“เราอยากให้ตลาดเป็นที่รู้จักของลูกค้าทันทีก่อนที่จะมีการเปิดแกรนด์โอเพนนิ่งในเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก โดยเราจะเปิดซอฟต์โอเพนนิ่งในช่วงวันที่ 29-30 ตุลาคม โดยเริ่มเปิดที่ตลาดมาร์เก็ตสตรีตก่อนถือเป็นการจับผี เพราะเราอยากปลุกให้ “นาซ่า” คืนชีพขึ้นมาใหม่ แม้ว่าจะเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมก็ตาม เราจึงทดลองเปิดในช่วงเทศกาลฮาโลวีน”

คุณสหัพย์ภัค บอกอีกว่า นอกจากนี้ ภายในโครงการยังมีพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรม หรือ Exhibition Hall ขนาด 2,000 ตารางเมตร อยู่ด้วย โดยพื้นที่ดังกล่าวจะประกอบด้วย โรงละคร ขนาด 225 ที่นั่ง ซึ่งมีต้นแบบจากโรงละครของศูนย์วัฒนธรรมที่เมื่อมีการแสดงละครเสร็จหรือจัดงานเสร็จก็สามารถเก็บพับเก้าอี้ เพื่อนำพื้นที่ไปจัดกิจกรรมอื่นๆ ได้ทันที

พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม

ดังนั้น พื้นที่ในส่วนนี้ จึงเป็นส่วนที่รองรับการจัดคอนเสิร์ต และกิจกรรมอื่นๆ โดยส่วนนี้มีแผนที่จะเปิดให้บริการในช่วงเดือนมิถุนายน 2558 โดยประเดิมด้วยละคร ซึ่งจะนำเสนอเกี่ยวกับคลองแสนแสบ เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับคลองแสนแสบหรือคลองบางหลวงเดิมนั่นเอง

“ในแต่ละช่วง เราจะกำหนดไว้เลยว่าเป็นกิจกรรมประเภทไหนอย่างไร เช่น ช่วงซอฟต์โอเพนนิ่งระหว่างเดือนตุลาคม 2557-กุมภาพันธ์ 2558 จะมีการจัดกิจกรรม Music on the Roof, New Year Celebration, Street Talent Contest, Kid Test ช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2558 จะจัดกิจกรรมประเภท Contest, Kid Dance, Water Festival และช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 2558 จะจัดกิจกรรมประเภท Act Art Fest, Dance fest and workshop, Contemporary Dance Fest and Contest, Young Design fashion award และ Fashion inspiring exhibition”

มั่นใจได้เปรียบคู่แข่ง

คุณสหัพย์ภัค บอกอีกว่า ในส่วนคู่แข่งของโครงการในรัศมี 5 กิโลเมตรนั้น จะมีคู่แข่งอยู่ 2 รายคือ เดอะไนน์ พระราม 9 และ ธัญญะ ช็อปปิ้ง พาร์ค ย่านศรีนครินทร์ ส่วนเดอะมอลล์ รามคำแหง ไม่ใช่คู่แข่งเพราะเป็นห้างสรรพสินค้า ไม่ใช่คอมมูนิตี้มอลล์ แต่เชื่อว่า เอลิงค์จะได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องของโลเกชั่น หรือสถานที่ตั้งและรูปแบบโครงการที่เป็นลักษณะผสมผสาน หรือมิกซ์ยูส จากทั้งโครงการโรงแรม คอนโดมิเนียม โดยเฉพาะในช่วงวันจันทร์-ศุกร์ที่ลูกค้าจะต้องเข้ามาใช้พื้นที่ของเรา เพราะเป็นจุดเชื่อมการเดินทาง ระหว่างการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า รถไฟ และเรือ จึงจะมีทั้งผู้เดินทางที่สัญจรไปมา นักท่องเที่ยว และผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ ภายในโครงการ “เอลิงค์” จะมีการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดคนเข้ามาใช้พื้นที่ได้ ในขณะที่คู่แข่งทั้ง 2 รายไม่มีเรื่องพวกนี้ แต่ทั้ง 2 รายจะได้เปรียบเราในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

สนใจจับจองเช่าพื้นที่ โทรศัพท์ (02) 111-0777, (02) 717-2888

 

อยู่คอนโดฯ ก็ปลูกผักกินเองได้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

อยู่คอนโดฯ ก็ปลูกผักกินเองได้

เป็นอย่างไรบ้างครับ บรรดา ส.ว. (สูงวัย) ทั้งหลายที่เกษียณจากหน้าที่การงานมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ท่านที่ยังมีหน้าที่การงานคงไม่สู้กระไร แต่เชื่อว่าหน่วยงานคงจะเพลาๆ การปฏิบัติหน้าที่การงานของท่านลงไปบ้าง โดยเฉพาะงานด้านบริหาร คงมีผู้ขึ้นมาแทนตำแหน่งของท่านเรียบร้อยไปแล้ว ยกเว้นผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ

อีกนั่นแหละ ทุกวันนี้ ผู้เป็นเจ้าของกิจการ หรือหุ้นส่วนใหญ่ หลายคนถอดหัวโขนในตำแหน่งหน้าที่ลงไปมากแล้ว อย่างน้อยลูกหลานว่านเครือและผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่การงานร่วมกันมานาน มีอายุน้อยกว่ามีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งตามลำดับ ถึงวันนี้ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานการแทนไม่น้อย

ครึ่งหลังเดือนตุลาคม มีรายการท่องเที่ยวของสำนักศิลปวัฒนธรรม มีมติชน อคาเดมี เป็นผู้รับผิดชอบจัด รายการแรกที่น่าสนใจ อาจจะจองเต็มหมดแล้ว กระนั้น ขอแนะนำเผื่อว่าโอกาสต่อไปจะจัดอีก

รายการที่ว่าคือ ทัวร์หัวหิน เมืองตากอากาศชนชั้นสูง (ในอดีต) อยู่ระหว่างจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ มีชะอำคั่นไม่ใกล้ไม่ไกลจากหัวหิน

รายการนี้จัดขึ้นในวันที่ 18-19 ตุลาคมนี้ วิทยากรคือ ปรามินทร์ เครือทอง

ราคา 7,900 บาท มีหนังสือ วังไกลกังวล สมัยรัชกาลที่ 7 แจกฟรี

ลองมาดูรายการเรียกความอยากหน่อยประไร

วันเสาร์ที่ 18 ลงทะเบียนและรับประทานอาหารเช้าที่มติชน อคาเดมี 6 โมงเช้า เสร็จแล้วออกเดินทางไปถึงอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่ประทับในรัชกาลที่ 4 ชมหมู่พระที่นั่งพร้อมฟังคำบรรยาย 3 พระที่นั่ง คือพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท รวมถึงพระที่นั่งราชธรรมสภา และพระที่นั่งสันถาคารสถาน ชื่อคล้องจองกันทั้งหมด

จากนั้นไปพระรามราชนิเวศน์ หรือพระราชวังบ้านปืน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯ ให้สร้างขึ้น ก่อนเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านอยู่เย็น หัวหิน

อิ่มแล้วไปชมพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชวังฤดูร้อนในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีหมู่พระที่นั่งสำคัญ อาทิ พระที่นั่งสมุทรพิมาน พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ พระที่นั่งพิศาลสาคร

ตกเย็นไปบ้านพิชัยญาติ ของเชื้อสายตระกูลบุนนาค ฟังประวัติศาสตร์ของบ้านนี้ ทราบมาว่าเป็นบ้านในนวนิยายเรื่องพจมาน สว่างวงศ์ ค่ำเข้าพักในโรงแรมระดับ 5 ดาว แล้วชื่นชมบรรยากาศยามกลางคืนของหัวหินที่มีหลากหลายมุมมอง ทั้งตลาดนัด ทั้งตลาดอาหาร ตลาดของที่ระลึก และชายหาดยามค่ำ

รุ่งขึ้นไปชมสถานีรถไฟประวัติศาสตร์หัวหิน ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน มีรายการบรรยายการเดินทางมาหัวหินของเจ้านายหลายพระองค์โดยทางรถไฟ

จากนั้นไปเขาหินเหล็กไฟ แล้วไปชายหาดหัวหิน รู้จักบ้านของเจ้านายที่ยังมีอยู่หลายหลัง เช่น บ้านลักษสุภา บ้านสมประสงค์ ตำหนักพัชราลัย เป็นต้น ไปชายหาดหัวหินด้านเหนือ ดูบ้านเก่า สำนักดิศกุล รับประทานอาหารกลางวันที่บ้านอิสระ ซื้อของที่ระลึกที่บ้านโขมพัสตร์ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

อีกรายการหนึ่ง จองวันนี้ยังทัน เพราะจัดครึ่งหลังเดือนพฤศจิกายน วันที่ 21-23 คราวนี้พัก 2 คืน เดินทางโดยเครื่องบิน ราคาจึงอยู่ที่ 18,000 บาท

คือทัวร์อารยธรรมลุ่มน้ำน่าน ถิ่นฐานล้านนาตะวันออก โดยวิทยากรผู้ชำนาญทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปะท้องถิ่น รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม พร้อมแจกหนังสือศิลปะล้านนา

ก่อนตัดสินใจ ลองพิจารณารายการดังนี้

วันแรก ศุกร์ที่ 21 เวลา 05.30 น. พบกันที่สนามบินดอนเมือง ขึ้นเครื่องไปพิษณุโลก ถึงแล้วเดินทางด้วยรถยนต์ไปอุตรดิตถ์ ไปวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ฟังเรื่องราวของจังหวัดอุตรดิตถ์ หัวเมืองสำคัญของแคว้นสุโขทัย และอยุธยา จากนั้นไปแหล่งโบราณคดีเวียงเจ้าเงาะ ส่วนหนึ่งของเมืองทุ่งยั้ง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเมืองราดของพ่อขุนผาเมืองที่มีระบบจัดการน้ำของเมือง ไปวัดพระแท่นศิลาอาสน์ พร้อมรับฟังตำนานเรื่องเมืองลับแล

รับประทานอาหารกลางวันแล้วไปเมืองแพร่ ไปนมัสการพระธาตุช่อแฮ วัดคู่บ้านคู่เมืองแพร่ ที่ประดิษฐานพระธาตุประจำปีเกิดผู้เกิดปีขาล ไปคุ้มเจ้าหลวง รับประทานอาหารเย็น แล้วเข้าพักที่โรงแรมภูมิไทยการ์เด้น พักผ่อนตามอัธยาศัย

วันเสาร์ไปชมกำแพงเมืองโบราณ เพื่อเรียนรู้ผังเมืองที่เป็นรูปหอยสังข์ เรื่องการวางผังเมือง และระบบจัดการน้ำ ซึ่งเป็นเมืองที่ราบสูงต้นน้ำ ไปวัดศรีชุม ไปบ้านวงศ์บุรี พิพิธภัณฑ์เก็บรวบรวมของใช้เจ้าหลวงเมืองแพร่ในอดีต เป็นที่ถ่ายทำละครหลายเรื่อง

พักรับประทานอาหารเที่ยงแล้วไปบ้านทุ่งโฮ้ง หมู่บ้านชาวไทยพวนแหล่งผลิตผ้าม่อฮ่อม บ่ายไปเมืองน่าน ถึงแหล่งเตาเผาโบราณและเครื่องเคลือบบ้านบ่อสวก เย็นถึงโรงแรมเก่าคือ โรงแรมน่านตรึงใจ บูทีค

รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ไปพระธาตุแช่แห้ง วัดศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่าน เป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีเถาะ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน มีของดีน่าดูชมหลายอย่าง เดินข้ามไปวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร แล้วไปวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นภาพที่พิมพ์ในธนบัตรใบละบาทสมัยหนึ่ง ยังพอมีให้ชื่นชมกัน

บ่ายไปวัดท่าวังผา ถึงวัดหนองบัว ของชาวไทยลื้อ เสร็จแล้วเดินทางกลับเมืองน่าน อาหารเย็นที่ร้านครัวกระแต อิ่มแล้วเดินทางไปสนามบินน่าน กลับกรุงเทพฯ ที่สนามบินดอนเมืองก่อน 3 ทุ่ม

เห็นรายการนี้ น่าจะชวนกัน 2 คนตายายเดินทางสบายๆ ไปชื่นชมวัฒนธรรมล้านนาตะวันออกกันเนอะ บางคนอาจจะรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งเคยอยู่ที่สองสามจังหวัดนี้ หรือบางคนที่ไม่เคยไป จะได้ชื่นชมกับบรรยากาศเมืองน่านที่น่าทัศนา ไปกัน 2 คนตายายทั้งค่าเดินทางค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพิ่ง 50,000 บาทเอง

เทศกาลกินเจปีนี้มี 2 ครั้ง ครั้งแรกจบไปแล้วเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ครั้งที่ 2 ในรอบ 132 ปี ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายนนี้

การกินเจที่สำคัญคือการกินผัก แต่มีผักบางชนิดที่รับประทานไม่ได้ เช่น พวกผักที่มีกลิ่นฉุน ประเภทต้นหอม กระเทียม ขึ้นฉ่าย และงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด แม้แต่น้ำผึ้งก็ไม่ได้

เกษียณแล้ว เดือนก่อนแนะนำเรื่องของสวนครัวปลูกผักรับประทานกันเอง ประเภทไร้สาร

วันนี้มีเครื่องมือปลูกผักรับประทานเอง สะดวกสบาย ชุดละ 3,000 บาท ลองดูไหม

ชุดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ The CHUR Solar System (CHUR อ่านว่า เฌอ หมายถึงต้นไม้) เป็นชุดปลูกระบบ Dynamic Root Floating Technique (DRFT) เป็นการปลูกให้รากแช่ในสารละลายธาตุอาหารโดยตรงที่ระดับความลึก 4-5 เซนติเมตร โดยสารละลายธาตุอาหารไหลหมุนเวียนขึ้นไปในถาดปลูกด้วยปั๊มน้ำมีวาล์วปรับระดับ ควบคุมระดับสูงต่ำของสารละลายในถาดปลูกให้เหมาะสม (Nutrient Level Adjust)

เนื่องจากปั๊มน้ำต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อให้ทำงาน แต่การเสียบปลั๊กทิ้งไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะกรณีไม่มีใครอยู่บ้าน จึงใช้โซลาร์เซลล์เป็นตัวจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ปั๊ม ทั้งยังประหยัดพลังงาน และไม่ต้องกังวล

ขนาดของชุดปลูกที่พอเหมาะ คือขนาด 30x40x30 เซนติเมตร มี 6 หลุมปลูก ใช้สารละลายธาตุอาหาร 2 ลิตร มีอุปกรณ์ครบพร้อมปลูก และเมล็ดผัก รวมเอกสารอธิบายวิธีการปลูกแบบออร์แกนิก ทำให้ผู้มีพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดมิเนียม หรือผู้ที่สนใจในการปลูกระบบนี้สามารถเริ่มต้นปลูกได้ง่ายดาย ทั้งยังเสริมการเรียนรู้ให้เด็ก และมั่นใจว่าจะได้พืชผัก สด สะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ เพราะปลูกด้วยตัวเองกับมือ

ผู้จัดจำหน่าย ติดต่อผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ที่ http://www.facebook.com/thechurthailand

E-mail : thechurthailand@gmail.com, Line ID : jaa 188, ms.grittga

โทรศัพท์ หรือ SMS (081) 480-9301, (085) 164-7991

นอกจากชุดปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แล้ว ยังมีชุดปลูกต้นอ่อนแบบออร์แกนิกไควาเระ ต้นอ่อนโตเหมี่ยว ราคาชุดละ 50 บาท ต้นอ่อนทานตะวัน ราคาชุดละ 40 บาท ไม่รวมค่าส่ง ประกอบด้วยกล่อง CHUR Box ขนาด 12×17.5×5 เซนติเมตร ดินปลูกปลอดสารพิษ เมล็ดทั้ง 3 ชนิดมีอัตราการงอก 90 เปอร์เซ็นต์

ซื้อวันนี้ ปลูกวันนี้ ไปเที่ยวเดือนหน้าไม่ต้องกังวลเรื่องกระแสไฟฟ้าลัดวงจร

 

ไม่ลอง ไม่รู้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

ไม่ลอง ไม่รู้

เมื่อปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปทำธุระที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ด้วยรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งแตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อน ที่เดินทางร่วมกับคณะสื่อมวลชนท่องเที่ยวจากส่วนกลาง ด้วยความอนุเคราะห์จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาค และสมาพันธ์สมาคมการท่องเที่ยวภาคเหนือ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการเดินทางไปอย่างเป็นทางการ มีการจัดเตรียมการต้อนรับเป็นอย่างดี ในทุกจุดที่แวะพัก ไม่มีขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ด้วยขบวนรถตู้ 4 คัน จากกรุงเทพมหานคร ใช้เส้นทางมุ่งสู่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก แล้วก็เลี้ยวขวาขึ้นเหนือไปตลอด จนถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะทางราว 800 กิโลเมตร มากกว่า 1,200 โค้ง ไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อย หรืออ่อนเพลียแต่ประการใด แค่เมารถนิดหน่อย เพราะไม่ได้ขับรถเอง ถึงเวลา ถึงจุดหมาย ก็ลงจากรถ แล้วก็ทำงาน

แตกต่างจากคราวนี้ ซึ่งจะต้องเป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเอง คนเดียว จากกรุงเทพฯ ไปถึงอำเภอลี้ ต่อไปยัง บ้านโฮ่ง ข้ามแม่น้ำปิงที่หนองปลาสวาย ไป บ้านแปะ เลี้ยวเข้า ออบหลวง ต่อไปแม่สะเรียง แล้วถึงจะเลี้ยวขวาขึ้นเหนือ ไปอีกราว 160 กิโลเมตร เพื่อเข้าสู่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน รวมระยะทางทั้งหมดกว่า 900 กิโลเมตร กับทางโค้งที่เกินกว่าจะนับ กับ 13 ชั่วโมงของการเดินทาง โดยที่เส้นทางที่เคยใช้เมื่อครั้งก่อนนั้น ตกอยู่ในสถานะจำเลย เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเป็นเส้นทางที่มีขนาดเล็ก ขรุขระ เปลี่ยว และไม่ปลอดภัย เมื่อเดินทางไปเพียงแค่คันเดียว อาจมีใครแกล้งตัดต้นไม้ขวางทางก็เป็นได้ และผู้กล่าวหาท่านนั้นก็ทำงานได้ผล คือในที่สุดผู้เขียนก็เลือกที่จะไม่เดินทางไปในเส้นทางดังกล่าว เพราะคิดว่าชีวิตไม่มีอะไหล่ เหมือนรถยนต์

การเดินทางไปอย่างไม่เป็นทางการในครั้งนี้ ในด้านหนึ่งจึงได้จำลองตนเองเป็นนักท่องเที่ยว ที่มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน คือเป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอนเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าเป็นเมืองแวะแถม จากจังหวัดเชียงใหม่แต่ประการใด ในอีกด้านหนึ่งได้จำลองตัวเอง เป็นผู้ประเมินด้านความพร้อมรับนักท่องเที่ยวของอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สำหรับฤดูการท่องเที่ยว ที่กำลังจะมาถึงนี้ และในด้านสุดท้ายก็ในฐานะนักลงทุนต่างถิ่นที่ประสงค์จะเข้ามาลงทุนด้านธุรกิจโรงแรม และที่พักในเขตอำเภอเมือง และในละแวกใกล้เคียง มาดูว่ามีโอกาสมากน้อยเพียงใด การแข่งขันมีมากขนาดไหน

ก่อนอื่นคือเรื่องที่พูดไปแล้วในตอนต้น คือเรื่องของการเดินทาง โดยเฉพาะถนน เอาเป็นว่าตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็อยู่ในสภาพย่ำแย่ เนื่องจากความคับแคบ ความขรุขระ ของผิวจราจร มีการซ่อมหยาบเป็นระยะๆ ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ภูเขา ทำให้เส้นทางเต็มไปด้วยโค้ง แทบทุกรัศมี ที่สำคัญคือมาตรฐาน ป้ายสัญญาณเตือนทางโค้ง มีหลายมาตรฐาน ไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่ชำนาญทาง ป้ายแสดงแหล่งท่องเที่ยวมีน้อยมาก แหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีน้อยอยู่แล้วป้ายยังมีน้อยเข้าไปอีก ขับเลยแล้ว ก็แล้วกัน โดยเฉพาะเมื่อเข้าเขตรอยต่อระหว่างอำเภอ ซึ่งควรจะมีป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ เอาไว้บริการนักท่องเที่ยว เหมือนที่จังหวัดในภาคกลางเขาทำกัน ก็หาไม่เจอ ขับไปก็นึกไปว่า ที่แวะเที่ยวแบบเซอร์ไพรส์ แบบอันซีน แถวนี้ คงจะหายากน่าดู

เมื่อเข้าสู่เขตเมือง ก็ใช้วิธีสุ่มหาที่พักจากลิสต์รายชื่อที่เตรียมไว้ ก็ปรากฏว่าเป็นโรงแรมที่ดัดแปลงจากตึกแถวสภาพกลางเก่ากลางใหม่ มีที่จอดรถขนาดกะทัดรัดพอได้ซุก แต่กองวัสดุและขยะวัสดุก่อสร้าง ที่วางอยู่เรียงราย กับคนงานก่อสร้างที่กำลังวุ่นวาย ก็สร้างบรรยากาศความตื่นตัวให้กับนักท่องเที่ยวที่เหนื่อยกับการเดินทาง ได้เป็นอย่างดี ประกอบด้วยเตียงนอนสมัยยุคสงครามโลก ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดหลัง และแถมด้วยเสียงการเจาะ ทุบ เคาะ ตอก ตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้า เป็นต้นไป ซึ่งทำให้ได้ข้อสรุปง่ายๆ ว่า โรงแรมแห่งนี้ แต่เดิมคงไม่ใช้วัสดุกันเสียงในการก่อสร้าง การนอนที่ตั้งใจจะสละอาหารเช้า เพื่อให้ได้เวลาการนอนที่ยาวนานขึ้น เพื่อชดเชยกับระยะเวลาการเดินทาง จึงล้มเหลว

เหล่านี้จึงกลายเป็นโอกาสที่จะได้เดินเท้าไปขอเอกสารที่สำนักงานการท่องเที่ยวฯ ใกล้ตลาดเทศบาล เพื่อเป็นลายแทงสำหรับการสำรวจ ที่พักประเภทโฮมสเตย์ ทั้งประเภทสมัครเล่น และกึ่งมืออาชีพ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก นับได้หลายโหล บริเวณรอบวัดจองกลาง ซึ่งตั้งอยู่ในด้านทิศใต้ของหนองจองคำ แลนด์มาร์กบนพื้นราบของอำเภอเมือง ซึ่ง ณ จุดนี้เอง นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็น วัดพระธาตุดอยกองมูที่อยู่บนดอยสูง แต่รถขึ้นถึงยอด บนภูเขาลูกเล็กๆ ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง ซึ่งถือเป็นแลนด์มาร์กอีกแห่งบนยอดเขา ที่ทำให้เห็นตัวเมือง ได้อย่างชัดเจนเกือบรอบทิศทาง และยิ่งสวยงามดังภาพวาดในยามค่ำคืน

ผลลัพธ์ในข้อแรกก็คือ แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ หรือแม้แต่ต่างภูมิภาค ปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่เลย สังเกตจากทะเบียนรถยนต์ที่มีมากที่สุดก็จากเชียงใหม่ เท่านั้น แต่คาดว่าคงจะมาทำธุระกันมากกว่าที่จะมาท่องเที่ยว ประกอบกับ สภาพภูมิอากาศกลางแจ้งที่ร้อนอบอ้าว เหมือนนั่งอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ผู้เขียนจึงใช้วิธีจอดรถที่หน้าโฮมสเตย์แต่ละแห่ง แล้วจึงโทรศัพท์เข้าไป ถามถึงสถานการณ์การท่องเที่ยว และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ราคาที่พัก ซึ่งเป็นผลลัพธ์ในข้อที่สองก็คือ มีแนวโน้มการแข่งขันกันด้านราคาในตลาดระดับกลาง และระดับล่าง ค่อนข้างสูง แต่ไม่ใช่แน่ๆ สำหรับตลาดระดับบน ซึ่งมีการบริการอย่างครบวงจร และมีลักษณะการบริหารแบบเป็นมืออาชีพมากกว่า ทั้งมีลูกค้าจากต่างประเทศที่มุ่งตรงมา และลูกค้าที่เลยมาจากเมืองเชียงใหม่ มาอย่างสม่ำเสมอ ตารางราคาในแต่ละช่วงฤดูก็ชัดเจน มีมาตรฐาน มีบริการที่หลากหลาย และครบถ้วน ภายในบริเวณที่พักที่ค่อนข้างกว้างขวาง เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนอบอ้าวในตอนเที่ยงวัน และตอนบ่าย ในช่วงนอกฤดูหนาว

เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งตั้งอยู่ในแอ่งเขา รายรอบไปด้วยภูเขาสูงชันและสลับซับซ้อน เข้าถึงได้ยาก ประกอบกับภูมิอากาศที่ร้อนจัดในฤดูร้อน และหนาวจัดในฤดูหนาว ทำให้ลักษณะการท่องเที่ยว ไม่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ตลอดทั้งปี อีกทั้งเป็นจังหวัดที่ไกลปืนเที่ยง การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก็ด้วยตัวมันเอง ที่ยังมีความเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และกลิ่นอายการดำเนินชีวิตแบบชนชาติไทใหญ่ ปรากฏแฝงไว้แทบทุกหนแห่ง นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เมื่อเห็นปัญหา ก็อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะนั่นเองที่เป็นโอกาส โอกาสในการแก้ปัญหาเชิงธุรกิจ และโอกาสในการทำสิ่งที่ดีกว่า ให้ปรากฏ ก่อนใครๆ

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

 

ลักษณะงบการเงินของกิจการที่ดี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

ลักษณะงบการเงินของกิจการที่ดี

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

บัญชีธุรกิจ

ผู้อ่านงบการเงิน ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น ฝ่ายบริหาร นักลงทุน สถาบันการเงิน คู่ค้า และลูกค้า ล้วนแต่มีเป้าหมายที่จะประเมินสุขภาพของกิจการผ่านการดูตัวเลขในงบการเงิน ผู้อ่านงบแต่ละคนอาจให้ความสนใจตัวเลขในจุดที่ไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปการอ่านงบการเงินก็มีจุดที่ควรสนใจในลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน

เรามาลองทำความเข้าใจกันว่า ลักษณะของงบการเงินแบบไหนที่บ่งบอกว่าสุขภาพของกิจการนั้นเป็นอย่างไร อะไรเป็นลักษณะอันพึงประสงค์ของงบการเงินบ้าง

ทุนจดทะเบียนต้องไม่น้อยเกินไป

กิจการที่ดีเริ่มต้นจากผู้ถือหุ้นมีความเต็มใจที่จะลงเงินเพื่อให้กิจการเริ่มต้นธุรกิจ ทุนจดทะเบียนจึงควรมีจำนวนเงินที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของกิจการ หากธุรกิจมีขนาดใหญ่ต้องใช้เงินทุนมากหากทุนจดทะเบียนน้อยเกินไป ก็อาจส่งผลให้การดำเนินงานไม่คล่องตัว และหากกิจการใดมีทุนจดทะเบียนน้อย แต่เน้นกู้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน อาจแสดงว่าผู้ถือหุ้นไม่ค่อยมีเงินทุน หรือบางรายมีเงินทุนแต่ไม่กล้าลงเงินของตัวเองมาก อาศัยเงินกู้ซึ่งเป็นเงินคนอื่น ก็ย่อมสะท้อนว่า ผู้ถือหุ้นมีความกังวลว่าธุรกิจที่ทำจะประสบผลสำเร็จในระยะยาวหรือไม่ หรือไม่ก็คิดจะจับเสือมือเปล่า

ดังนั้น กิจการที่มีทุนจดทะเบียนน้อยเกินไป ย่อมส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในกิจการมีน้อยลง สถาบันการเงินก็ทราบในประเด็นนี้ โดยหากกิจการมีทุนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดหมุนเวียนของธุรกิจแล้ว สถาบันการเงินมักไม่ยอมปล่อยกู้ให้ และสถาบันการเงินอาจมียอดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำอยู่ในใจว่าหากต่ำกว่าเท่าใดอาจไม่พิจารณาปล่อยเงินกู้ให้

ต้องมีผลกำไร

เป็นไปได้ว่า กิจการที่เพิ่งเริ่มต้นมีเงินลงทุนในการก่อสร้างอาคาร และต้องซื้ออุปกรณ์ในการดำเนินงานมาก ในปีแรกๆ ที่เริ่มดำเนินการอาจยังมีผลขาดทุน ทั้งนี้ เนื่องจากรายได้ยังอาจไม่เพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายประจำ โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน แต่เมื่อกิจการดำเนินธุรกิจไปได้สักระยะหนึ่ง หากธุรกิจนั้นไปได้ด้วยดี กิจการควรจะเริ่ม “คืนทุน” ซึ่งหมายถึง มีรายได้สูงพอที่จะรองรับ “ค่าใช้จ่ายประจำ” และ “ค่าเสื่อมราคา”

เคยเห็นงบการเงินของกิจการบางแห่ง ดำเนินกิจการมานานหลายปีแล้ว ดูจากลักษณะภายนอกก็น่าจะประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานพอสมควร เช่น มีงานล้นมือ ขายสินค้าได้ดี เจ้าของดูมีฐานะดี มีสตางค์ใช้จ่าย แต่งบการเงินกลับแสดงผลขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี อย่างนี้ก็ย่อมมีข้อสงสัยว่า กิจการลงบัญชีหลบเลี่ยงภาษีหรือไม่ จึงเอาแต่ขาดทุน กิจการที่มีลักษณะแบบนี้ เวลาเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้ามาตรวจสอบกิจการ ก็ย่อมมีข้อสงสัยได้ว่า อาจมีการบันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะโดยการหลบเลี่ยงไม่บันทึกรายได้ หรือโดยการนำค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการมาบันทึกบัญชี

ในกรณีกิจการที่ทำธุรกิจที่ไม่ติดตลาด ประสบผลขาดทุนจริงๆ กิจการอาจต้องแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์แก่เจ้าพนักงานกรมสรรพากรว่า สถานการณ์การขายเป็นอย่างไร สภาพธุรกิจเป็นอย่างไร ทำไมต้นทุนขายจึงมีสูง ส่วนประกอบของต้นทุนที่สำคัญคืออะไร การแสดงหลักฐานและชี้แจงอย่างสมเหตุสมผลตรงกับสภาพของกิจการอย่างแท้จริง พูดง่ายๆ ว่า กิจการที่มีผลขาดทุนมีความจำเป็นต้องวิเคราะห์และทราบถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ และพร้อมที่จะแสดงข้อมูลสนับสนุนให้บุคคลอื่นทราบได้ว่า ทำไมกิจการจึงประสบกับผลขาดทุน

ลูกหนี้การค้าต้องสอดคล้องกับเครดิตเทอม

ลูกหนี้การค้าเป็นบัญชีสำคัญในงบการเงิน โดยเฉพาะกับกิจการที่มีการขายสินค้าโดยให้เครดิตเทอมกับลูกค้า เมื่อมีการส่งมอบสินค้าแล้วกิจการจะรับรู้รายได้โดยยังไม่ได้รับชำระค่าสินค้าทันที ยอดคงค้างดังกล่าวถือเป็น “ลูกหนี้การค้า” โดยทั่วไปหากการเรียกเก็บเงินเป็นไปตามปกติไม่มีล่าช้า ตัวเลขงบการเงินในขณะใดขณะหนึ่งจะต้องสอดคล้องกับระยะเวลาการเรียกเก็บเงิน และยอดลูกหนี้การค้าจะสะท้อนยอดที่ยังคงค้างตามปกติที่ยังอยู่ในระยะเวลาการเก็บหนี้

ในประเด็นนี้ ผู้อ่านงบการเงินอาจจะวิเคราะห์โดยดูจากตัวเลขในงบการเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากงบการเงินอาจไม่ได้แสดงรายละเอียดของลูกหนี้การค้าโดยแจกแจงตามอายุ อย่างไรก็ตาม กรณีที่กิจการมีลูกหนี้การค้าที่ค้างนาน และมีโอกาสที่จะเรียกเก็บเงินไม่ได้ กิจการจะตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ โดยผู้อ่านงบต้องดูในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เรื่อง ลูกหนี้การค้า

อย่างไรก็ตาม กิจการจำนวนมากที่มีปัญหาลูกหนี้ค้างนานและเรียกเก็บเงินไม่ได้ แต่ไม่ยอมตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ กรณีดังกล่าว ผู้อ่านงบการเงินก็จะมองไม่เห็นข้อมูลนี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ผู้อ่านงบการเงินมีสถานะเป็นอะไรของกิจการ หากเป็นผู้ถือหุ้น หรือสถาบันการเงิน สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกิจการ เพื่อให้ทราบรายละเอียดดังกล่าว

สินทรัพย์ต้องไม่มีการด้อยค่า หรือหากมีด้อยค่าต้องมีตั้งค่าเผื่อไว้

ในงบการเงินของกิจการ หากแสดงตัวเลขสินทรัพย์ไว้ แต่ในความเป็นจริงสินทรัพย์นั้นเกิดการด้อยค่า เช่น มีสินค้าคงเหลือจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่หมดอายุ หรือเป็นสินค้าล้าสมัย ตกรุ่น ไม่น่าจะขายได้ หรือหากขายได้ก็น่าจะขายได้ในราคาต่ำ บางครั้งขายได้เท่าทุนหรือต่ำกว่าทุน เป็นต้น กรณีเช่นนี้ เรียกว่า มีการด้อยค่าของสินทรัพย์เกิดขึ้น โดยทั่วไป ผู้สอบบัญชีจะเสนอให้กิจการบันทึก “ค่าเผื่อสินค้าล้าสมัย” หรือ “ค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์” การตั้งค่าเผื่อดังกล่าว มูลค่าของทรัพย์สินจะถูกหักออกด้วยยอดค่าเผื่อ เพื่อให้แสดงมูลค่าสุทธิที่สะท้อนมูลค่าที่ควรจะเป็นของสินทรัพย์รายการนั้น

ได้บันทึกหนี้สินที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นไว้แล้ว

ในบางสถานการณ์ กิจการมีภาระผูกพันที่จะต้องเสียทรัพยากร หรือต้องจ่ายเงินในอนาคต ตามข้อผูกพันหรือตามเงื่อนไขของสถานการณ์บางอย่าง เช่น มีลูกค้าเคลมค่าเสียหายในสินค้าที่จัดส่งและไม่ได้คุณภาพตามที่ตกลงกันไว้ กิจการมีคดีความฟ้องร้องและมีแนวโน้มว่าจะแพ้คดี กิจการมีค่ารื้อถอนเมื่อครบอายุสัญญาเช่าและต้องย้ายออก เป็นต้น กรณีเหล่านี้หากผู้ใช้งบการเงินพบว่า งบการเงินใดมีรายการเหล่านี้บันทึกไว้ หรือเปิดเผยข้อมูลไว้ แสดงว่าจะต้องคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ในการดูตัวเลขในงบการเงินด้วย อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง มีกิจการจำนวนมาก ไม่ยอมบันทึกรายการเหล่านี้ไว้ และอาจเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้สอบบัญชีไม่ครบถ้วน หรือปิดบังข้อมูล โดยหวังว่างบการเงินจะแสดงรายการที่ดูราบเรียบ ไม่มีประเด็นให้ผู้อ่านงบการเงินไม่สบายใจ แต่หากผู้ใช้งบการเงินไม่คำนึงถึงและขอข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว ก็อาจไม่ทราบว่ามีประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ ดังนั้น หากพบเห็นงบการเงินใดมีการเปิดเผยรายการเหล่านี้ อย่างน้อยก็ยังแสดงว่ากิจการนั้นยังซื่อสัตย์ที่ไม่ปิดบังข้อมูลเหล่านี้ และงบการเงินได้ถูกปรับปรุงมูลค่าให้สะท้อนข้อเท็จจริงในระดับหนึ่งแล้ว

หมายเหตุประกอบงบการเงิน ถือเป็นส่วนสำคัญของงบการเงินที่ไม่ควรมองข้าม

มีคนจำนวนมากอ่านงบการเงินโดยดูเฉพาะตัวเลขในงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น เท่านั้น แต่ละเลยไม่อ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน การไม่อ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เท่ากับว่าได้พลาดการรับรู้ข้อมูลส่วนสำคัญในงบการเงินไปเลยทีเดียว หมายเหตุประกอบงบการเงินนั้น จะบอกข้อมูลที่ไม่เป็นตัวเงิน หรือบางครั้งแสดงรายละเอียดบัญชีจากหน้างบดุล หมายเหตุประกอบงบการเงินยังแสดงนโยบายการบัญชีที่สำคัญของกิจการ เช่น การรับรู้รายได้ การคิดค่าเสื่อมราคา เกณฑ์การคิดคำนวณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เกณฑ์การตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นต้น รายละเอียดเกี่ยวกับเงินกู้ยืม หลักทรัพย์ที่นำไปค้ำประกันการกู้เงิน สินทรัพย์บางตัวที่ติดภาระค้ำประกัน รายละเอียดหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปีในกรณีที่เงินกู้ยืมหลักเป็นหนี้สินระยะยาว แต่อาจมีบางส่วนที่ถึงกำหนดชำระในปีหน้า

รายการในหมายเหตุประกอบงบการเงินบางตัว ไม่มีตัวเลขแสดงไว้ในงบการเงิน แต่จะเป็นการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมไว้ บางคนเรียกว่า “Off Balance Sheet” เช่น หนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น การค้ำประกันต่างๆ การที่กิจการมีภาระผูกพันกับบุคคลอื่น การประกาศจ่ายเงินปันผล

ในคราวต่อไปที่จะอ่านงบการเงิน เราคงพอมีไอเดียว่าเราควรจะมองเห็นอะไรในงบการเงินบ้าง และอะไรคือสัญญาณบอกว่ากิจการนั้นกำลังมีปัญหา ข้อควรระวังอีกข้อคือ มีงบการเงินจำนวนมากที่ดูเผินๆ ก็ดูเรียบๆ ไม่มีประเด็นปัญหาอะไร แต่อันที่จริง กิจการพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่แสดงรายการอะไรที่จะทำให้มีประเด็นข้อสงสัย การที่กิจการนั้นมีผู้สอบบัญชีที่ปฏิบัติงานตามมาตรฐานการสอบบัญชีอย่างแท้จริง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การเปิดเผยข้อมูลมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน และย่อมทำให้กิจการต้องเปิดเผยข้อมูลบางอย่างเพิ่มขึ้นหากมีเหตุการณ์ที่เข้าเงื่อนไขต้องปรับปรุง หรือเปิดเผยตัวเลข บางกิจการยอมเปลี่ยนผู้สอบบัญชี เนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้สอบบัญชีคนปัจจุบันเปิดเผยข้อมูลบางอย่างในงบการเงินก็มี

 

“อโรม่า กรุ๊ป” รุกตลาดเออีซี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

“อโรม่า กรุ๊ป” รุกตลาดเออีซี

อโรม่า กรุ๊ป รุกตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เตรียมนำ อโรม่า ช็อป-เครื่องชงกาแฟโทริโน่ บุกตลาดอาเซียน เผยปีนี้มีคู่ค้ารายใหม่เพียบ ดันยอดร้าน Outlet ที่ใช้วัตถุดิบของบริษัท พุ่งกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ

คุณกิจจา วงศ์วารี เปิดเผยว่า เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ทางบริษัทเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจกาแฟและเครื่องดื่มไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในเบื้องต้นจะทำการแต่งตั้งดีลเลอร์ สำหรับการเปิดร้าน “อโรม่า ช็อป” อย่างน้อยประเทศละ 1 ราย เน้นเปิดที่หัวเมืองใหญ่ ได้แก่ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย, โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม, พนมเปญ ประเทศกัมพูชา, ย่างกุ้ง ประเทศพม่า และ เวียงจันทน์ ประเทศลาว เป็นต้น พร้อมนำจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญในธุรกิจกาแฟสดและแฟรนไชส์ของบริษัท เข้าไปเปิดตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน โดยตั้งเป้าภายใน 5 ปี หลังเปิด AEC บริษัทจะมีรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 3,000-3,500 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,500 ล้านบาท

“แนวโน้มธุรกิจกาแฟสดในประเทศแถบภูมิภาคอาเซียนยังเติบโตได้ดี เพราะอัตราการดื่มกาแฟของคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับประเทศในแถบอาเซียน อาทิ ประเทศกัมพูชา พม่า ลาว ยังขาดความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจแฟรนไชส์ร้านกาแฟสด ดังนั้น เราจึงมองเห็นโอกาสในการนำ อโรม่า ช็อป ซึ่งเป็นศูนย์รวมที่จำหน่ายวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำธุรกิจร้านกาแฟสดแบบครบวงจร เข้าไปเปิดตลาดในประเทศดังกล่าว”

วิธีเปิดตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ทางผู้บริหาร ระบุว่า จะนำเครื่องชงกาแฟ “โทริโน่” ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ อโรม่า กรุ๊ป สั่งผลิตจากประเทศสเปนและอิตาลี เป็นหัวหอกในการทำตลาดเครื่องชงกาแฟ นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีแผนที่จะนำโมเดลธุรกิจร้านกาแฟไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ เข้าไปเจาะกลุ่มร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม พร้อมนำกาแฟสดชาวดอยเข้าไปเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-ระดับล่าง ในภูมิภาคอาเซียน

ด้านคู่ค้าทางธุรกิจ คุณกิจจา กล่าวต่อว่า ในปี 2557 จะเพิ่มคู่ค้ารายใหม่ทดแทนคู่ค้ารายเดิมที่หมดสัญญาไป อาทิ ทางบริษัทได้เป็นพาร์ตเนอร์ในฟู้ดคอร์ตของเทสโก้ โลตัส และตู้กดกาแฟในโลตัส เอ็กซ์เพรส ทั่วประเทศ ขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 600 สาขา และจะครบ 1,400 สาขาภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ยังได้สิทธิ์ในการซัพพลายวัตถุดิบให้แก่ร้านกาแฟสด “อินทนิล” ในเบื้องต้น 300 สาขา และจะเพิ่มเป็น 500 สาขาภายใน 3 ปี รวมถึงมีคู่ค้ารายใหม่อย่าง ไมเนอร์ กรุ๊ป และ ยัม เรสเทอรองตส์ สรุปจำนวนคู่ค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่ที่ อโรม่า กรุ๊ป ซัพพลายวัตถุดิบและอุปกรณ์ที่ใช้ในร้านกาแฟสด รวมแล้วกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ

“ผมขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเมล็ดกาแฟคั่วบดจาก 2,000 ตัน ต่อปี เป็น 4,000 ตัน ต่อปี โดยในขณะนี้ อโรม่า กรุ๊ป ถือเป็นผู้ประกอบการธุรกิจกาแฟรายใหญ่ที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ที่ใช้เมล็ดกาแฟมากที่สุดในประเทศ นอกจากนี้ ทางบริษัทได้ใช้งบประมาณ 10 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนเครื่องจักรในไลน์การผลิตสินค้าประเภทกาแฟทั้งหมด มาเป็นการบรรจุกาแฟด้วยระบบไนโตรเจน ฟลัช (Nitrogen Flush) เพื่อเพิ่มอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้มีความสดใหม่ได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่า”

ภายในปีนี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอโรม่า กรุ๊ป คือการปรับโฉมแบรนด์ใหม่ทั้งหมด (รีแบรนดิ้ง) โดยเบื้องต้นทางบริษัทใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท ในการศึกษาวิเคราะห์และวางคอนเซ็ปต์ใหม่ให้กับแบรนด์ โดยเราจะวางตำแหน่งของอโรม่า กรุ๊ป ให้เป็นกูรูที่มีความเชี่ยวชาญด้านกาแฟที่ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ พร้อมตอบรับทุกความท้าทายและเพิ่มขีดจำกัดของเราด้วยการนำเทรนด์และแนวคิดใหม่ๆ เข้ามาเพื่อทำให้สินค้าและบริการของเราครบวงจรยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนโลโก้ของบริษัท โลโก้ของสินค้า และร้านค้าทั้งหมดได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2557

 

เริ่มแล้ว มหกรรมหนังสือ ครั้งที่ 19

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

เริ่มแล้ว มหกรรมหนังสือ ครั้งที่ 19

เปิดฉากอีกครั้งกับงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 19 ที่ทางสมาคมนักเขียนจับมือกับอีกหลากหลายสำนักพิมพ์เพื่อเอาใจนักอ่านขาช็อป ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันที่ 15-26 ตุลาคม 2557

ครั้งนี้สำนักพิมพ์มติชนได้ยกขบวนกองทัพหนังสือดีที่คุณไม่ควรพลาดมาเอาใจนักอ่านทุกเพศทุกวัย สำหรับหนังสือไฮไลต์เด่นที่สำนักพิมพ์มติชนภูมิใจนำเสนอในครั้งนี้ ได้แก่ “I Am Malala” โดย มาลาลา ยูซัฟไซ และคริสตินา แลมบ์ หนังสือชีวประวัติของ “มาลาลา ยูซัฟไซ” เด็กหญิงชาวปากีสถาน ผู้ยืนหยัดต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงตาลิบัน เพื่อสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาของเด็ก สตรี และในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เธอถูกลอบสังหารและรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ ปัจจุบันต้องลี้ภัยการเมืองอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เธอกลายเป็นไอคอนระดับโลกและขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตามด้วย เส้นทางพยัคฆ์ ประยุทธ์ จันทร์โอชา จาก “ทหารเสือ” สู่ “หลังเสือ” เปิดแผนปฏิวัติ “ซูเปอร์ ลับ ลวง พราง” ของ วาสนา นาน่วม ปรัชยาไส้ ฉบับสมบูรณ์ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ คือลมหายใจ ไม่ใช่อากาศ ของ หนุ่มเมืองจันท์ รวมไปถึงหนังสือใหม่อีกกว่า 20 ปก ลดราคาพิเศษอีกมากมาย

นอกจากหนังสือมากสาระแล้วนั้น ยังมีกองทัพนักเขียนมาร่วมแจกลายเซ็นให้กับบรรดาผู้อ่านทุกท่าน อาทิ หนุ่มเมืองจันท์, ชาติ ภิรมย์กุล, นิ้วกลม, อนุสรณ์ ติปยานนท์, เชฟตุ๋ย เรนเจอร์, เรืองชัย รักศรีอักษร, วีรพร นิติประภา, วาสนา นาน่วม, พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร

ส่วนงานเสวนาครั้งนี้สำนักพิมพ์มติชนเตรียมรายการน่าสนใจถึง 4 รายการ เริ่มด้วยกิจกรรมเสวนาพิเศษในหัวข้อ “I Am Malala หนังสือและปากกายิ่งกว่าอาวุธ” โดย ดร.สิริกร มณีรินทร์ และคุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2557 เวลา 13.00-17.00 น. ณ ห้องมีตติ้งรูม 3 และกิจกรรมเวทีเอเทรียมในหัวข้อเสวนา “การเรียนประวัติศาสตร์ไทยให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง” โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557 เวลา 16.00-17.00 น. ตามติดด้วยเสวนา “แหกคุกความคิดพลิกชีวิตมนุษย์เงินเดือน” โดย เชฟตุ๋ย เรนเจอร์ ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2557 เวลา 14.00-15.00 น. และปิดท้ายในวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2557 ขอเชิญทุกท่านร่วมไขปริศนาชะตาชีวิตแบบเจาะลึกตรงประเด็น กับเสวนา “ศาสตร์แห่งโหร 2558” ดวงเมืองเศรษฐกิจปี 2558 โดย อาจารย์สุวิทย์ ตันติสุนทรชัย ซินแสภานุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล และฟองสนาน จามรจันทร์ เวลา 13.00-17.00 น. ณ ห้องมีตติ้งรูม 4

ปีนี้สำนักพิมพ์มติชนจัดโปรโมชั่นเตรียมมอบของสมนาคุณให้ผู้ที่มียอดซื้อครบ 400 บาท รับสมุดโน้ตลายกราฟิกสุดน่ารัก ครบ 800 บาท รับทันทีถุงผ้าพร้อมเข็มกลัด ครบ 1,200 บาท รับฟรี Tea mug ลายเซ็นนักเขียนพร้อมชากุหลาบ และเมื่อซื้อหนังสือ I Am Malala รับเลย Passprot Book พร้อมปากกา (จำนวนจำกัด) พิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น

 

เรื่องกวนใจของเฟซบุ๊ก (Facebook)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

เรื่องกวนใจของเฟซบุ๊ก (Facebook)

ทุกครั้งที่คุณได้ยินข่าวลือจงเชื่อเถอะว่ามีเรื่องบางเรื่องที่อาจจะเป็นจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่อย่าเพิ่งปักใจอย่างจริงจังจนกว่าจะได้รับการพิสูจน์?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบประเด็นข่าวลือที่เริ่มหนาหูและเชื่อว่าใครต่อใครก็ตามที่ใช้งานเฟซบุ๊ก (Facebook) คงมีความรู้สึกกังวลใจไม่แพ้กัน ข่าวที่ผมหยิบมาเล่านี้ต้องขอบอกก่อนว่าเป็นเพียงข่าวลือนะครับ โดยเนื้อข่าวนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก “Mark Zuckerberg” เนื้อข่าวระบุว่า “Facebook ตัดสินใจที่จะเก็บเงินค่าใช้บริการกับผู้ใช้งานคนละ 2.99 ดอลลาร์ ต่อเดือน เพื่อเป็นการหารายได้กับผู้ใช้หลังจากเปิดใช้บริการฟรีมานาน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป”

ผมเองต้องย้ำอีกครั้งนะครับว่านั่นเป็นเพียงข่าวลือ ส่วนที่มาที่ไปเกิดจากมีการปล่อยข่าวออกมาว่าเนื่องจากทางเฟซบุ๊กเองประสบปัญหาธุรกิจงานโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กมียอดรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า ประกอบกับลูกค้าเริ่มมีแนวโน้มที่จะไม่สนใจใช้บริการในธุรกิจดังกล่าว

ถึงแม้ว่าตอนนี้ข่าวนี้จะเป็นเพียงข่าวลือที่อาจจะยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่ใครจะรับรองได้ล่ะครับว่าในอนาคตจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมเองอดคิดถึงทอล์กโชว์ของคุณอุดม แต้พานิช (เดี่ยวไมโครโฟน) ไม่ได้ที่มีการหยอดมุขตลกฮาที่บอกว่าให้ลูกน้องนำเงินมาจ่ายค่าใช้บริการเฟซบุ๊กด้วย ไม่อย่างนั้นจะถูกริบเพื่อนในเฟซบุ๊กไปเรื่อยๆ รวมถึงอาจจะใช้บริการนั้นไม่ได้อีกเลย?ถึงตอนนี้แม้ยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส จริงไหมครับ

เฟซบุ๊กอ่ะของจริง

แต่ตัวตนที่คุยด้วยจะใช่หรือเปล่า?

ประเด็นร้อนจนเกิดเป็นข่าวรายวันที่มีนักร้องดัง หรือไม่ก็พิธีกรรายการข่าวดังออกมาแจ้งความว่าโดนแอบอ้างตัวตนไปเล่นโปรแกรมเฟซบุ๊กบ้าง โปรแกรมไอจี (Instagram) บ้าง หรือไม่ก็โปรแกรมแชตไลน์ (LINE) เป็นต้น ถ้าแอบเล่นก็คงไม่เดือดเนื้อร้อนใจหรอกครับ แต่ที่ต้องถึงขนาดแจ้งตำรวจเพื่อดำเนินคดีความส่วนใหญ่จะเป็นสาเหตุมาจาก

– เจ้าตัวถูกผู้ไม่หวังดีนำชื่อและข้อมูลส่วนตัวไปเปิดใช้เฟซบุ๊ก (ครอบคลุมถึงโปรแกรมประเภทสนทนาออนไลน์ทุกชนิด) เพื่อกล่าวว่าร้ายผู้อื่นและต้องการให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นฝีมือของตัวตนที่แอบอ้าง

– เจ้าตัวถูกผู้ไม่หวังดีใช้ข้อมูลส่วนตัวไปสร้างหนี้สินผ่านธุรกรรมออนไลน์ทางการเงิน (E-Commerce) ซึ่งกว่าบุคคลที่โดนแอบอ้างจะรู้ตัวก็ถูกรูดทรัพย์ไปเป็นจำนวนมาก

ถามว่าเรามีวิธีแก้ไขภัยเหล่านี้หรือไม่ ผมขอแยกเป็นประเด็นสำคัญให้คุณผู้อ่านได้ทำความเข้าใจก่อนว่า

– เฟซบุ๊กเจ้าปัญหาที่อาชญากรทางคอมพิวเตอร์ หรือผู้ไม่หวังดีใช้แอบอ้างนั้นอ่ะเป็นของจริงนะครับ บ่อยครั้งที่ได้ยินข่าวว่ามีเฟซบุ๊กปลอมทำให้หลายท่านเข้าใจผิด ต้องขอบอกว่าเฟซบุ๊กไม่มีปลอมนะครับแต่ที่มีปลอมน่ะคือตัวตนของบุคคลที่พูดคุยด้วย ขอให้เข้าใจตรงกันนะครับ

– การปลอมเฟซบุ๊กทำได้ง่ายมาก เพียงแค่คุณมีข้อมูลของบุคคลที่ต้องการแอบอ้าง เพื่อใช้สำหรับการสมัครเฟซบุ๊ก เช่น อีเมล, ข้อมูลส่วนตัวไม่ว่าเป็นชื่อ, วันเดือนปีเกิด, ที่อยู่, อาชีพการงาน, งานอดิเรก, สิ่งที่ชอบไม่ชอบ, รูปภาพของตัวบุคคล และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้องมีเพื่อนเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย (ยิ่งถ้าเป็นก๊วนเดียวกับเฟซบุ๊กเจ้าของตัวจริงได้ล่ะก็ยิ่งหลอกให้ผู้อื่นหลงเชื่อได้อย่างแนบเนียน)

– ความแตกต่างระหว่างของจริงกับของปลอมคงต้องอาศัยการสังเกตรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ชื่ออีเมลจะมีอะไรที่ผิดแผกแตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น ชื่อเจ้าของเดิมใช้ “suthep@gmail.com” แต่พอมีผู้มาแอบอ้างหรือปลอมตัวตนจะใช้เป็น “s_uthep@gmail.com” (ชื่ออีเมลที่ใช้เขียนหรือนำเสนอ หากไปพ้องกับท่านใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ เพราะสิ่งที่ผมเขียนนี้เป็นเพียงแค่การยกตัวอย่างเท่านั้น) ถ้าดูในภาพรวมก็จะเห็นว่าคล้ายๆ แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

– แนวทางแก้ไขที่ถูกต้องนะครับ หากคุณรู้ว่าถูกปลอมตัวตนอย่านิ่งเฉย โปรดไปแจ้งความเพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าสิ่งที่มีคนแอบอ้างเป็นตัวตนของคุณนั้นไม่ใช่ตัวจริง หากเกิดคดีความใดๆ ขึ้นสิ่งนี้จะช่วยปกป้องให้คุณพ้นข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ เพราะถือว่าคุณได้ดำเนินการแจ้งความไว้แล้ว

โฆษณากวนใจบนเฟซบุ๊ก

ปัญหานี้ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ใช้เฟซบุ๊กคงเจอบ่อยพอสมควร บางทีใช้งานอยู่ก็มีโฆษณามาติดแปะด้านข้างให้รกสายตา หรือไม่ก็มาโผล่บนไทม์ไลน์ของผู้ใช้งาน แนวทางและวิธีการแก้ไขทำได้ง่ายมากครับ ถ้ามีโฆษณาใดๆ ปรากฏขึ้นมาในเฟซบุ๊กของคุณไม่ว่าจะเป็นด้านข้างหรือบริเวณใดๆ ให้คลิก x ที่มุมขวาบนของโฆษณาแล้วเลือก “ฉันไม่ต้องการเห็นสิ่งนี้” เพียงเท่านี้ ก็จะเป็นการบล็อกโฆษณาได้ทั้งหมด

วิธีบล็อกการ Tag โฆษณาบนเฟซบุ๊ก

อันนี้เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้สำหรับการลบโฆษณาที่มาโพสต์กวนใจบนหน้าโปรไฟล์ของคุณ หรือจะเรียกอีกอย่างคือ การแท็ก (Tag) ชื่อลงในโฆษณา รูปแบบนี้จะพบเจอบ่อยมาก เช่น โฆษณาหาเงินผ่านเน็ต ทำงานออนไลน์ที่บ้าน หรือไม่ก็ขายสินค้าต่างๆ เป็นต้น วิธีการนี้เป็นการบล็อกแท็กเพื่อไม่ให้โฆษณาเหล่านั้นมาตามหลอกหลอนคุณอีก ขั้นตอนทำได้ดังนี้

1. คลิกเข้าไปที่โปรไฟล์บุคคลที่แท็กโฆษณาเข้ามารบกวน

2. เมื่อเข้ามายังหน้าโปรไฟล์ได้เรียบร้อยแล้ว ให้เลื่อนลงมาและเลือก “รายงานผู้ดูแลระบบ/บล็อกบุคคลนี้” ซึ่งจะเป็นลิงก์อยู่มุมซ้ายล่าง

3. จากนั้นให้เลือกหัวข้อ “โปรไฟล์นี้แอบอ้างเป็นบุคคลหรือเป็นของปลอม” และเลือกเหตุผลเป็น “Represents a business or an organization” แล้วอย่าลืมติ๊กเลือก “Block” บุคคลที่แท็กโฆษณา เมื่อเสร็จให้คลิกเลือก “ดำเนินการต่อ”

วิธีลบ Fanpage ออกจากหน้าเฟซบุ๊ก

คุณควรเข้าใจก่อนว่าหน้า Fanpage มีประโยชน์สำหรับใช้เพื่องานประชาสัมพันธ์หรือขายสินค้า แต่ในบางครั้งหากผู้ใช้งานต้องการยกเลิกการใช้งานในส่วนนี้

1. เข้าไปยังหน้า Fanpage ที่ต้องการลบ

2. จากนั้นคลิกที่ Manage > Edit Page

3. เลือกแท็บ Manage Permissions (จัดการสิทธิ์) แล้วให้คลิกที่ “Permanently delete xxxx” (หมายถึงการลบชื่อ Fanpage ที่คุณได้ตั้งไว้อย่างถาวร)

4. กล่องข้อความจะปรากฏขึ้นมาแสดงเพื่อเตือนว่า “เมื่อลบหน้า page นี้แล้วจะไม่สามารถนำข้อมูลกลับมาใช้งานได้อีก” หากคุณต้องการยืนยันการลบให้คลิกที่ “Delete” นั่นเท่ากับว่าคุณได้ลบหน้านี้เรียบร้อยแล้ว

บทสรุป “เรื่องกวนใจของเฟซบุ๊ก (Facebook)”

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมนำเสนอนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านหลายๆ ท่านที่ใช้งานเฟซบุ๊ก ผมขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า “อย่าปล่อยปละละเลยกับปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นจนปัญหาเหล่านั้นบานปลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต หากถึงตอนนั้นกว่าจะตามแก้กันคงวุ่นวายจนเหนื่อยใจ แต่ถ้าคุณรู้ต้นสายปลายเหตุว่าเกิดจากอะไรแล้วรีบสะสางเสียแต่เนิ่นๆ ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะไม่หนักหนาสาหัส?ขอรับรองครับ”

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

 

เรื่องของเอ็น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07092151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 359

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

เรื่องของเอ็น

อาจจะเนื่องมาจากกระแสเอเชียนเกมส์ที่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อปลายเดือนที่แล้วหรือเพราะการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ทำให้คนหันมาเล่นกีฬาและออกกำลังกายกันมากขึ้น คนไทยหันมาดูแลเอาใจใส่กับสุขภาพของตนเองอย่างจริงจังมากขึ้น

การเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องน่าสนุกและสามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ มีคนจำนวนไม่น้อยเลือกการไปเข้าฟิตเนสตามสถานที่ต่างๆ บางคนก็ออกกำลังกายด้วยการเล่นแบดมินตัน บางคนก็ออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ บางคนก็วิ่ง “จ๊อกกิ้ง” บางคนก็เต้นแอโรบิก แต่ไม่ว่าจะออกกำลังกายด้วยวิธีไหนก็มีโอกาสที่จะเกิดการออกผิดท่า ผิดวิธี ทำให้เกิดอาการปวด อาการเจ็บจากโรคเส้นเอ็นอักเสบ (Tendinitis) ได้

โรคเส้นเอ็นอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อย ทำให้เกิดอาการปวดเจ็บบริเวณตำแหน่งของเส้นเอ็น เนื่องจากเกิดการอักเสบขึ้น โรคเส้นเอ็นอักเสบมักเกิดขึ้นบริเวณรอบข้อที่มีการเคลื่อนไหว เช่น บริเวณหัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อเท้า หรือข้อเข่าก็ได้ โรคเส้นเอ็นอักเสบที่เป็นกันมากสุดอาจจะเป็น “โรคข้อศอกเทนนิส” (tennis elbow) เนื่องจากคนเราใช้ข้อมือและข้อศอกบ่อยในการทำงาน โดยการกระดกข้อมือและเหยียดข้อศอกอยู่เสมอ เช่น การปัดกวาดทำความสะอาดบ้าน การขัดถู การทาสี การเล่นดนตรี ตีกลอง หรือในการเล่นกีฬาต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬาเทนนิสก็เกิดได้ “โรคนิ้วล็อก” (trigger finger) ก็เป็นโรคฮิตอีกโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่เป็น งอนิ้วมือแล้วเหยียดขึ้นเองไม่ได้เหมือนถูกล็อกเอาไว้ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนทั่วไปที่ต้องใช้มือจับสิ่งของหรืออุปกรณ์ต่างๆ บ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ก็จะเป็นโรคเส้นเอ็นอักเสบที่มีชื่อเฉพาะ เช่น โรคเส้นเอ็นอักเสบที่ข้อมือด้านหัวแม่มือ De quavain”s tenosynovitis, โรคเส้นเอ็นอักเสบที่ข้อศอกที่เรียก Golfer”s elbow เป็นต้น

สาเหตุที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดโรคเอ็นอักเสบคือเกิดการบาดเจ็บของเส้นเอ็น จากการกระทบกระแทกซ้ำๆ หรือการใช้งานบ่อยๆ ที่ผิดท่าหรือรุนแรงเกินไป ไม่ว่าจะเป็นจากการทำงาน การเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุ เช่น นักกีฬาว่ายน้ำ นักเทนนิส นักกอล์ฟ มีโอกาสเกิดโรคเอ็นอักเสบบริเวณหัวไหล่ แขน ข้อศอก มากกว่าคนอื่น แต่ถ้าเป็นนักฟุตบอล นักบาสเกตบอล นักวิ่ง จะเกิดโรคเส้นเอ็นอักเสบบริเวณขา ข้อเข่า ข้อเท้ามากกว่า ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้สูงอายุ มีโอกาสเกิดโรคเอ็นอักเสบมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคเอ็นอักเสบเกิดจากความเสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้นหรือโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเส้นเอ็นอักเสบจะมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่เส้นเอ็นไปเกาะกับกระดูกเนื่องจากการอักเสบ อาการรุนแรงมากน้อยแตกต่างกัน บางครั้งปวดเล็กน้อย บางครั้งปวดมากจนทนไม่ได้ ในรายที่อาการรุนแรงมาก เมื่อเส้นเอ็นที่อักเสบเกิดการฉีกขาด อาการจะรุนแรงมากที่สุด นอกจากนี้ อาการของโรคเส้นเอ็นอักเสบจะมีอาการปวดตามเส้นเอ็นเวลาใช้งานบางท่า เช่น โรค tennis elbow จะปวดบริเวณข้อศอกเวลาขยับหมุนข้อศอก หรือเวลากำสิ่งของในมือ โรค De quavain”s tenosynovitis จะปวดบริเวณข้อมือด้านนิ้วโป้งเวลากระดกข้อมือ ยกของหนัก กล่าวคือจะมีอาการปวดตรงเส้นเอ็นที่อักเสบ เวลาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ทำให้เส้นเอ็นส่วนนั้นถูกยืดและดึงรั้ง อาการมักเป็นอยู่นาน เป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นเดือนๆ ถ้าใช้นิ้วมือกดแรงๆ จะพบจุดที่กดเจ็บจุดเดียว ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณข้อ หรือบริเวณที่เส้นเอ็นไปเกาะกับกระดูก บางทีพบมีอาการบวมของเส้นเอ็นบริเวณนั้นด้วย

เมื่อเกิดภาวะเส้นเอ็นอักเสบ สิ่งแรกคืองดใช้งานข้อบริเวณที่เส้นเอ็นอักเสบ อาจประคบด้วยของเย็นเป็นครั้งคราวในระยะแรก การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จะช่วยให้อาการดีขึ้น อาจใช้ยาแก้ปวดร่วมด้วย ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ตามสมควร ในรายที่เป็นมาก แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เข้าไปรอบๆ บริเวณเส้นเอ็นที่เกิดการอักเสบ ช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด แต่ไม่ควรฉีดบ่อยๆ เพราะจะทำให้เส้นเอ็นไม่แข็งแรงและฉีกขาดได้ สิ่งที่มีประโยชน์คือการทำกายภาพบำบัดและการออกกำลังกาย เพื่อเสริมกำลังของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแข็งแรงขึ้น แต่ควรทำหลังเส้นเอ็นลดการอักเสบและยุบบวมแล้ว ในกรณีที่เส้นเอ็นเกิดการฉีกขาด แพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อซ่อมเส้นเอ็นและเสริมความแข็งแรงของเส้นเอ็น

เมื่อเกิดอาการปวดหรือเจ็บบริเวณรอบข้อ หลังการใช้งานหรือได้รับการกระแทกขณะเล่นกีฬา ควรพักการใช้งานข้อที่ปวด ใช้ของเย็นประคบก่อน ทานวดด้วยยาลดอักเสบหรือยาหม่อง แล้วใช้ผ้าพันแผลชนิดยืดพันให้พอแน่น รับประทานยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เมื่อทุเลาปวดแล้วค่อยๆ เคลื่อนไหวบริหารข้อนั้นดูว่ากลับสู่สภาพปกติหรือไม่ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นในเวลา 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและดูแลรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง

โรคเส้นเอ็น เป็นได้ ให้ตระหนัก

เจ็บแล้วพัก รักษาไว้ ใช้ถนอม

ถึงเป็นเดือน เลื่อนเป็นปี มีแต่ยอม

ไม่อ้อมค้อม รักษาได้ ให้อดทน

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,329 other followers

%d bloggers like this: