ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07095150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

การลงทุน หรือการเสี่ยงใดๆ ยังไม่น่าไว้วางใจ มีสิทธิ์โดนน็อกคาเวที ถ้ายังไม่เริ่มก็ขอให้ศึกษารายละเอียดจากผู้ที่มีประสบการณ์ให้มากขึ้นกว่าเดิม และในช่วงนี้ญาติพี่น้องรวมทั้งคนสนิทจะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นอย่างดี การเดินทาง จะมีเหตุติดขัดถูกเลื่อนนัด สุขภาพ ต้องระวังในเรื่องโรคกระเพาะ ลำไส้ รวมทั้งความเครียดไมเกรน พยายามอย่าสร้างความกดดันให้ตัวเองจนเกินไป มีปัญหาสุขภาพให้รีบไปหาแพทย์ อย่าปล่อยเลยตามเลย ส่วนเรื่องที่ต้องระวังในช่วงนี้อย่างที่สุดคือเรื่องการถูกเข้าใจผิด จากคนในที่ทำงานเเละจากมิตรสหาย พักนี้อยู่นิ่งๆ ปล่อยวางทุกอย่างคือทางออก การค้าขายทำกำไร หันมาใช้แบบระยะสั้นๆ ดีกว่าระยะยาว สืบเนื่องจากยังมีปัจจัยผันผวนในอนาคตอีกมากที่คุณจะต้องแก้ทางการตลาดเป็นระยะ เงินทอง หามาได้ทันเวลาแบบฉิวเฉียดทุกที ถือว่าคุณยังมีฝีมือบวกกับโชค ด้านความรัก ต้องระวังมือที่สามที่มาได้จากคุณและเขา การเอาใจใส่ดูแลและความจริงใจจะทำให้อุปสรรคต่างๆ พ้นผ่านไปได้ สุขภาพ ให้ระวังไมเกรนและอาการปวดหัวกำเริบครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

การลงทุน ในเรื่องการงาน จะสำเร็จลุล่วงลงไปได้อย่างฉิวเฉียด เสมือนทำประตูได้ในช่วงทดเวลาเจ็บ เเต่คุณต้องระวังการหักหลังในเชิงธุรกิจ การงานใดที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในหมู่เพื่อนฝูง การงานนั้นอันตราย คุณต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรัดกุมกว่าเดิม ถามถึงลูกน้องบริวาร พวกเขาจะเป็นเรี่ยวเป็นแรงคอยช่วยเหลือคุณอย่างเต็มกำลัง ส่วนการเงิน คุณเป็นคนที่หาทางหมุนเงินได้เก่งอยู่แล้ว ฉะนั้น ปัญหาทางด้านการเงินไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด ขอให้รู้วิธีเก็บให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นเป็นพอ สิ่งที่ต้องดูแลคือความรู้สึกของคนที่คุณรักและคนในครอบครัว เนื่องเพราะที่ผ่านมา หน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัวนั้นทำให้ความสัมพันธ์ห่างหายกันไปบ้าง บางครั้งใจที่รู้ว่ามีกันและกัน แต่กายที่ห่างกันบ่อยๆ ย่อมกระทบหัวใจพานทำให้ต่างฝ่ายอาจคิดมากกันไปเองบ้าง ด้านการค้าขาย ต้องระวังลูกน้องบริวารทำงานหลุด ตกหล่น จนงานเสียหายได้ สุขภาพร่างกาย ที่ต้องดูเเลคือเรื่องของความดัน จะต่ำจะสูงก็ต้องหาทางรักษา ขืนปล่อยเอาไว้นานกว่านี้ไม่เกินสิ้นปีมีหวังน็อก

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

บรรยากาศรอบตัวช่วงนี้ยังอึมครึม มีความผันแปรไม่แน่นอนในหลายๆ เรื่อง สิ่งที่หวังไว้ว่าต้องได้แน่นอนชัวร์ๆ กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เรียกได้ว่าถูกยิงประตูในช่วงทดเวลาเจ็บ ทำให้น่าช้ำใจเหลือทน อีกเรื่องที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งคือการขับรถ รวมทั้งอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาท มีเกณฑ์ที่คุณจะต้องเสียทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งอาจจะเจ็บตัวอยู่บ้าง เส้นทางใดให้คนอื่นพอช่วยขับแทนได้ก็ควรทำ ด้านการค้าขาย ต้องใช้การบริการที่เพิ่มยิ่งกว่าเดิม การแนะนำและความจริงใจที่มีต่อลูกค้า จะสร้างความประทับใจมหาศาลจนทำให้ลูกค้าหน้าเดิมจะกลับมา หน้าใหม่จะติดใจ อีกทั้งลูกน้องบริวารของคุณก็ต้องดูแลให้มาก สอนงานสอนวิธีการให้เก่งขึ้นก็ต้องรีบทำ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นคุณเหนื่อยอยู่คนเดียว โชคลาภ จะได้มาจากเพศตรงข้ามแบบไม่คาดฝัน ที่น่าระวังในระยะนี้คือจะสูญเสียของรัก ได้ข่าวไม่เป็นมงคลที่เกี่ยวกับญาติพี่น้อง ทางที่ดีหาเวลาให้กับครอบครัวเเละญาติพี่น้องบ้าง อย่าทำเเต่งานจนลืมคนข้างหลัง สุขภาพ ให้ระวังเรื่องสายตา

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

โครงสร้างชะตาชีวิตในเรื่องการงาน เป็นช่วงขาขึ้นพยายามอดทนกัดฟันสู้ต่อไป สิ่งดีๆ กำลังจะปรากฏ ทางข้างหน้าเป็นความสำเร็จที่คุณรอคอย เพียงแต่ขวากหนามชิ้นสุดท้ายรอให้คุณลุยและขจัดมันอยู่ ความกล้าคิด กล้าทำ กล้าพูด และกล้าที่จะวิจารณ์ คือหนทางที่จะแก้ปัญหาที่มีอยู่ในเวลานี้ ที่ต้องระวังในเวลานี้คือเรื่องลูกน้อง รวมทั้งบริวารจะสร้างปัญหา ทำให้คุณต้องเสียเงินทองเป็นระยะๆ ซึ่งจะกลายเป็นว่าเงินไหลเข้า ลูกค้าเก่าเริ่มมา แต่ว่าเกิดรอยรั่วของกระเป๋าเงิน มันจะยิ่งเหนื่อยกว่าจะสำเร็จ จุดเด่นคือคำพูด คุณเป็นคนพูดจริง ทำจริง คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น ไม่โกง ไม่เอาเปรียบใคร ดังนั้น การที่คุณจะพูดจะเจรจาเรื่องสำคัญใดๆ จากนี้ไปจะมีคนเชื่อถือ การไหว้วานขอความช่วยเหลือใครจะสำเร็จ แสดงว่าถ้าสิ่งใดที่เป็นปัญหาติดขัดทุกข์ใจไม่สบายใจก็ให้ขอความช่วยเหลือแล้วจะสำเร็จสมปรารถนา โชคลาภ จะมาในรูปข่าวดีในสิ่งที่รอคอย กับคนรักให้พูดคุยเรื่องที่อึดอัดใจ อย่าเล่นสงครามประสาทใส่กัน เพราะมันมีแต่เจ็บกับเจ็บด้วยกันทั้งคู่ สุขภาพ จะมีอาการคันตามเนื้อตัวและเจ็บคอ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

ในงานใดที่คุณมุ่งหวังและตั้งใจอยู่ คุณจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อคุณวางระบบการจัดการเรื่องลูกน้องและบริวารให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ จะเห็นได้ว่าเมื่อคุณผ่อนปรน ไม่เด็ดขาด บริวารข้างตัวก็เริ่มแข็งข้อ เกิดความแตกแยกหัวหมอ คอยแต่จะตักตวงหาผลประโยชน์จากตัวคุณ ประเภทเผลอหน่อยจะรู้ว่ามีมีดปักอยู่ทั่วตัว และในช่วงนี้คุณจะได้ข่าวการล้มหายตายจากของเพื่อนหรือญาติพี่น้อง การเจรจาเพื่อผลประโยชน์ต่อตนเองหรือต่อที่ทำงานจะประสบความสำเร็จ มีข่าวดี มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงบางสิ่งในที่ทำงาน ซึ่งจะทำให้คุณเริ่มสนุกกับหน้าที่การงานกลับมาอีกหน ใครที่เคยทำสิ่งดีๆ หรือช่วยเหลือตัวคุณ ถ้ามีเวลาควรจะติดต่อคบหาเอาไว้อย่าทิ้งห่าง ในรอบปักษ์นี้กระเเสการเงินพัดกระหน่ำเป็นสึนามิ เงินในกระเป๋า เงินในบัญชี ออกซะเกือบเกลี้ยง ส่วนคนรัก ระวังการทะเลาะด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ส่วนเรื่องสุขภาพ ระวังโรคกระดูกและกล้ามเนื้ออักเสบ ทำสิ่งใดให้รวบรวมสติ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

มุมที่ต้องระวังให้มากเป็นพิเศษคือเรื่องของการเข้าไปหุ้นส่วนกับใคร รวมทั้งอาจต้องมีปัญหาที่ต้องเคลียร์กับหุ้นส่วนเพื่อนร่วมงาน ในเรื่องผลประโยชน์ที่ยังไม่ลงตัว ส่วนมุมที่ดีของคุณนั้นไม่ว่าคุณจะมีเรื่องราวใดๆ ก็แล้วแต่ คุณสามารถขอความช่วยเหลือจากผู้หลักผู้ใหญ่ ขอให้ช่วยเคลียร์หรือขอคำแนะนำคำปรึกษา ท่านก็จะให้การช่วยเหลือคุณเป็นอย่างดี คำแนะนำในช่วงนี้ควรเสริมสติสมาธิ โดยการทำบุญไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจะดียิ่งขึ้น การค้าขายทำกำไร ถ้าจะให้เฮงมีเคล็ดลับ ระยะนี้ควรปรับมุมของร้านให้มีความแปลกใหม่ ให้มีสินค้าที่น่าสนใจตัวใหม่ๆ เข้ามาบ้างหรืออย่างน้อยมีการปรับขยับหีบห่อบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัยนิยม ก็จะช่วยเพิ่มยอดขายให้กับคุณเองเป็นอย่างดี ถ้ามองเรื่องลูกน้องบริวารหรือเเม้กระทั่งลูกตนเอง ช่วงนี้เริ่มเกเรจะสร้างปัญหาเข้าบ้านให้คุณต้องตามเเก้ไข ความรัก ระวังจะไปรักคนที่มีเจ้าของแล้ว หรือเป็นได้ทั้งคนที่มีเจ้าของแล้วจะเข้ามาชอบ ควรเช็กข่าวและระวังอย่าให้อะไรเกินเลย สุขภาพ ให้ระวังอาการปวดหัว เวียนหัว จะตามรบกวน

ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

จะเห็นได้ว่าเด่นมากในเรื่องเงินๆ ทองๆ ในระยะนี้มีเข้ามามาก คุณก็จ่ายมาก มีเข้ามาน้อย คุณก็จ่ายมากอีก แล้วมันจะไปเหลือเก็บตรงไหนได้ คุณต้องวางแผนการจัดการเรื่องเงินซะใหม่ได้แล้ว งานในช่วงนี้ยังเอื้อประโยชน์โดยตรงให้กับคุณและบริวาร การพูดเจรจาต่อรอง คุณไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว ใช้วาทศิลป์ที่มีอยู่ในตัวให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและคำพูดของคุณนี่แหละคือกุญแจไขความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในช่วงนี้ได้ดีที่สุด อีกประการที่ต้องรีบทำคือการเร่งเคลียร์งาน เคลียร์สิ่งที่ทำติดค้างไว้เเต่ยังไม่สำเร็จ เพราะงานใหม่กำลังจะตามมา การค้าขาย ยิ่งพูดมากยิ่งขยันมากเท่าไหร่ผลที่ได้กลับมาจะทำให้คุณหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง แต่ให้ระวังช่วงนี้รายจ่ายที่มองไม่เห็น รายจ่ายที่ไม่ได้เตรียมไว้จะเข้ามาเพียบ ด้านความรัก จะมีการช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่ต่างคนต่างต้องการ พยายามพูดจาด้วยภาษาสวยงาม อย่ากัด อย่าเบรกกันมากนัก เดี๋ยวจะเลยเถิดกลายเป็นทะเลาะกันไปซะ สุขภาพ จะมีอาการเหนื่อยง่าย ง่วงตลอดเวลา

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

ในเรื่องของงาน ช่วงนี้มีแต่คุณต้องเข้าไปแก้ไขสะสางปัญหาที่คนอื่นทำมา เป็นโอกาสอันดีที่คุณจะได้โชว์ผลงานโชว์ฝีมือไหวพริบ โดยคุณจะทำได้ดีมีคำชมจากหัวหน้านายงานและคนรอบข้าง พร้อมทั้งมีเกณฑ์ต้องเดินทางอยู่ไม่ค่อยจะติดที่ ไปในเรื่องของธุระและกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากงานเป็นสำคัญ และจะเสริมการเดินทางให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น เวลาไปไหนควรนำลูกน้องหรือคนสนิทติดตัวไปด้วย เเละที่สำคัญ จะมีผู้ใหญ่ในที่ทำงานตำหนิหรือทำให้ตัวคุณเดือดร้อนทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ทางเเก้ไขเตรียมหาคนระบายความในใจที่ไม่ใช่คนในที่ทำงาน ส่วนการค้าขาย ในระยะนี้ยังขับเคี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด ต้องมีลูกเล่นในการตลาดเพิ่มขึ้น หาแรงจูงใจให้กับลูกค้าในช่วงนี้ก็จะพอช่วยให้มีสภาพคล่องทางการเงินที่หมุนเวียนไปได้ ความรัก ที่มีให้ใครยังไม่ค่อยพอใจผลลัพธ์ที่ได้คืนกลับมา พยายามอย่าไปคาดหวังมากมายในเรื่องนี้ หาเงิน เก็บเงิน ให้เต็มที่ เพราะถ้าเป็นคู่แท้ซะแล้วอย่างไรก็ไม่คลาดแคล้วต่อกัน…ชัวร์ สุขภาพ โรคภัยจะมีอาการปวดหัวเป็นไข้

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

โครงสร้างดวงชะตาในระยะนี้ยังทำมุมที่ส่งผลร้ายกับคุณในเรื่องของการเดินทาง การลงทุน และเรื่องของครอบครัว ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ คุณต้องทำตัวเป็นกบ เป็นช่วงที่ต้องจำศีล เก็บตัว เก็บตังค์ เก็บอารมณ์ อย่าพยายามเริ่มอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ที่ทำได้คือต้องมอบหมายงานให้คนสนิทที่คุณไว้ใจได้ช่วยทำแทนไปก่อนสักพัก ที่ดูได้ว่าช่วงนี้ยังไม่ค่อยดีโดยคุณลองสังเกตระยะนี้คุณจะเจ็บตัวเล็กๆ น้อยๆ บ่อย สุขภาพ ก็เจ็บป่วยไข้โดยไม่ได้นัดหมาย ส่วนเรื่องโชคเรื่องลาภนั้น มีเเน่เเต่จะมาในรูปเเบบของข่าวดีในเรื่องงานในอนาคตที่จะมีคนเข้ามาเกื้อกูล แปลว่าช่วงนี้เตรียมเพาะบ่มความรู้ ความสามารถ เคลียร์งานและเตรียมโปรเจ็กต์ที่ต้องการสักระยะ อีกสัก 1 ถึง 2 เดือนค่อยปล่อยแผนงานทั้งหมดออกมาถึงจะลงตัวและประสบความสำเร็จ กับความรัก มีทีท่าจะขัดใจเคืองใจกันอยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ด้วยความรักและความเห็นอกเห็นใจต่อกันและกัน จะทำให้ทุกสิ่งอย่างจบลงด้วยดีต่อกัน สุขภาพร่างกาย จะมีอาการคันตามเนื้อตามตัว และปวดหัว ปวดตา

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

ในช่วงนี้ดาวประจำตัวมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ เหมาะแก่การเริ่มต้นคิดและทำสิ่งที่คุณอยากทำ การต่อรองใดๆ มีโอกาสที่จะสำเร็จเป็นอย่างสูง ไหวพริบฉับไวใครก็กินคุณยาก ควรนำประสบการณ์ที่สั่งสมมา เข้ามาประกอบการตัดสินใจให้มาก สิ่งใดที่เคยทำแล้วผิดพลาด ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องกลับมาพิจารณาทบทวนอีกครั้งแล้วค่อยตัดสินใจ ลูกน้องหรือบริวารข้างกายเป็นแรงส่งให้คุณถึงจุดหมายได้เป็นอย่างดี ที่ต้องระวังในระยะนี้คือการมีข่าว จะมีข่าวลวงในที่ทำงาน มีการพูดกันไปต่างๆ นานา ช่วงนี้จะให้ดีควรเริ่มมองหาอาชีพสำรองเอาไว้ต่อไปจะได้ทำ ด้านการค้าขาย ท่านใดที่ทำงานสายนี้จะมีออร์เดอร์ใหม่ๆ เข้ามา แนวโน้มการลงทุนและการทำการตลาดในช่วงที่ผ่านมากำลังเห็นผล ขอให้สู้อดทนอย่าท้อถึงแม้จะเหนื่อยกายและใจสักเพียงใด ธุรกิจด้านอาหาร ยังคงต้องกัดฟันกับค่าของ ค่าวัตถุดิบ และค่าเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง ดีที่กำลังซื้อยังพอให้คุณได้เห็นกำไรอยู่บ้าง ด้านความรัก ให้ระวังการพูดคุยรื้อฟื้นเรื่องเก่าจะพานให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งต่อกัน สุขภาพ จะป่วยเป็นหวัด

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

การเดินทางไปติดต่อเจรจายังไม่ประสบความสำเร็จที่ดีนัก ทางแก้คือคุณต้องนัดพูดคุยเจรจานอกรอบก่อน หรือคุยกันแบบส่วนตัวไม่ต้องเป็นทางการจึงจะสำเร็จ เป็นไปได้ในเรื่องใดก็แล้วแต่ที่มีผลประโยชน์เข้ามา คุณต้องพยายามเก็บตัว อย่าเปิดไพ่ในมือให้ใครเห็นจนหมดจะเสียเปรียบ และหมดอำนาจการต่อรองในภายหลังได้ โดยในช่วงนี้จะเสียเงินในเรื่องรถ กับเรื่องเพื่อนฝูงมากเป็นพิเศษ เงินทอง มีเข้ามาให้ใช้ได้เรื่อยๆ ถึงจะยากลำบากมากขึ้นเเต่ให้เชื่อในไอเดีย 1 สมองเเละ 2 มือของคุณ เพราะช่วงนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยตัวคุณเองเท่านั้น การค้าขาย ต้องใช้การตลาดแบบพื้นฐาน คือ ลด แลก แจก หรือ แถม ถึงจะกระตุ้นยอดกำไรให้สูงขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดยังซบเซาแบบนี้ได้ ส่วนท่านที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับของกินของใช้ เริ่มจะมีลู่ทาง มีลูกค้าเก่าใหม่ไหลเวียนเข้ามาให้น่าชื่นใจ ด้านความรัก มีโอกาสได้ไปเที่ยว ไปในที่ที่ไม่เคยไปร่วมกัน อีกทั้งมีเกณฑ์ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญบางสิ่งกับชีวิตรักที่คลุมเครือมานาน สุขภาพร่างกาย จะมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวที่ลดไม่ลงสักที

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

โครงสร้างชีวิตในช่วงนี้ผันแปรไปตามสภาพของบ้านเมือง ชีวิตช่วงนี้จึงสับสนวกวนหาทางเเก้ไขทางออกยังไม่เจอ ที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งคือปัญหาภายในบ้านและยังมีปัญหาภายในองค์กรของตัวเองอีก คุณจะมองเห็นถึงความแบ่งแยกเล่นพรรคเล่นพวกอย่างชัดเจน ขอให้คุณตั้งสติอย่าหลงเข้าไปตามกระแสของความขัดแย้ง ผู้ใหญ่หรือนาย กำลังจะลงมาเคลียร์เอง ส่วนงานย่อยๆ จะนำซึ่งเงินทองไหลย้อนกลับเข้ามาให้อุ่นใจขึ้น การค้าขาย ต้องเน้นลูกค้าเก่ามากเป็นพิเศษสักหน่อย เพราะที่ผ่านมาหายหน้าหายตาไปกันพอสมควร พยายามดึงคนเก่ากลับมา ส่วนลูกค้าใหม่ต้องใช้การบริการทุกระดับประทับใจมาเป็นเครื่องมือ ตามชะตาฝีมือการเทกแคร์ดูแลลูกค้าโน้มน้าวใจคน คุณเก่งไม่เป็นรองใคร เพียงแต่อาจเหนื่อยล้าไปบ้าง พักทำใจไม่นานก็หาย ความรัก มีสิ่งใดคาใจสุดท้ายจะเคลียร์ลงได้ เเต่ในเรื่องสุขภาพ ต้องระวังเรื่องเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจประเภทหวัด เป็นไข้ เจ็บคอ ต้องรีบดูเเลด่วน เพราะจะทำให้เสียงานได้ครับ

เลขมงคลประจำเดือน เลข 1 เลข 4 และเลข 6 ควรเว้น เลข 3

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำเดือน พระไพรีพินาศ และ สมเด็จพระปิยมหาราช

เรื่องเด่นในเดือนนี้ จะได้ข่าวการปรับเปลี่ยนระบบในที่ทำงาน มีการโยกย้ายหน้าที่ ได้รับมอบหมายงานในตำแหน่งใหม่ๆ รวมทั้งจะมีช่องทางในการหาเงินเพิ่มเติม แต่ให้ระวังคนในครอบครัวเจ็บป่วยด้วยครับ

ตุลาคม 17, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

อีกด้านของ “ดิจิตอลทีวี”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

ปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

อีกด้านของ “ดิจิตอลทีวี”

เริ่มออกสตาร์ตกันบ้างแล้ว กับช่องทีวีใหม่ ในนาม “ดิจิตอลทีวี”

และเป็นไปตามคาดที่การจัดเรียงช่องใหม่ ทั้งการรับชมผ่านเสาอากาศ จานดาวเทียม หรือเคเบิ้ล จะทำให้เกิดบรรยากาศสับสนอลหม่าน เพราะหลายคนเกิดอาการมึน เซ็ง เพราะหาช่องรายการประจำไม่เจอ ต้องเสียเวลากดรีโมตเพื่อจดจำช่องกันใหม่ โดยเฉพาะสมาชิกทรูวิชั่นส์ ที่ไล่ช่องกันยาวเหยียดถึงตัวเลข 600 กว่า

กว่าจะหากันเจอ เสียเวลาเป็นวันๆ กันเลยทีเดียว!!

ช่องทีวีดิจิตอลใหม่ที่เปิดตัวได้ยิ่งใหญ่สมกับเป็นพี่เบิ้มของวงการสื่อ ก็คือ ไทยรัฐทีวี

ว่ากันว่า บรรยากาศงานเปิดตัวเมื่อค่ำคืนวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา คลาคล่ำไปด้วยดารานักร้องชื่อดัง และแขกรับเชิญที่เป็นนักธุรกิจระดับบิ๊ก ขอย้ำว่า ต้องใหญ่และมีชื่อเสียงจริงๆ เพราะงานนี้ไม่ได้เชิญทุกคน บัตรเชิญถูกจำกัดไว้เพียง 3,000 ใบ

ใครได้รับการ์ดเชิญ ถือว่า เป็นคนพิเศษที่ผ่านการพิจารณามาแล้ว!!

หัวเรือใหญ่ของไทยรัฐทีวี “คุณวัชร วัชรพล” เปิดเผยตัวเลขการลงทุนทำทีวีของไทยรัฐในครั้งนี้สูงถึง 6,000 ล้านบาท และประกาศสถานะการลงทุนไว้อย่างชัดเจนว่า ผลการดำเนินงานปีแรกขาดทุนแน่นอน กว่าจะเห็นกำไรก็ปาเข้าไปปีที่ 3 พร้อมๆ กับตั้งเป้าถึงจุดคุ้มทุนในปีที่ 7

ทั้งที่ในวันเปิดตัวทดลองออกอากาศ ไทยรัฐทีวีมีสปอนเซอร์หลักในมือแล้วถึง 5 ราย ล้วนแต่เป็นยักษ์ใหญ่ที่ซื้อสื่อปีละหลายร้อยล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นค่ายมือถือเอไอเอส ยูนิลีเวอร์ เทสโก้ โลตัส อีซูซุ และแบงก์กรุงเทพ

นั่นเพราะทุกคนมองเห็นแนวโน้มของทีวีดิจิตอลว่า สนามนี้แข่งขันกันร้อนฉ่า ดุเดือดถึงขั้นเลือดสาดแน่นอน ในขณะเค้กเม็ดเงินโฆษณาดูท่าว่าจะเท่าเดิม แถมมีแววว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้อาจจะถูกปรับลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อถดถอย อันเป็นผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่กลับมีผู้ประกอบการทีวีช่องใหม่เพิ่มขึ้นพรวดรวดเดียวถึง 24 ช่อง

มีเหรอที่จะไม่งัดกลเม็ดทุกกระบวนท่า ตะลุมบอนเข้าใส่ ห้ำหั่นกันมุ่งหวังที่จะยึดให้ได้ทั้งเงินโฆษณาและดึงดูดคนดูเพื่อความอยู่รอด!!

ที่น่าเหนื่อยหนักกว่า คือ นอกจากจะต้องต่อสู้กันเองแล้ว แต่ละช่องทีวียังต้องต่อสู้กับกระแสความนิยมของโลกยุคโซเชียลมีเดีย ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกับสื่อกระดาษ วิทยุ และทีวีลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่หันไปจดจ่อ จับจ้องอยู่กับจอมือถือ คอมพิวเตอร์

ต่อให้มีรายการที่น่าสนใจ เป็นที่นิยมติดตลาด คนรุ่นใหม่ก็ยังใช้วิธีการติดตามหาดูผ่านมือถือ หรือผ่านยูทูบแทน

เคยมีผลสำรวจความนิยมดูรายการทีวีของคนอเมริกันเมื่อหลายปีก่อน เป็นผลสำรวจที่พบว่า ในขณะที่ประเทศอเมริกามีช่องรายการทีวีอยู่นับร้อยช่อง กลับมีช่องรายการทีวีประจำที่คนอเมริกันมักกดรีโมตไปดูอยู่บ่อยๆ อยู่เพียง 16-20 ช่อง สะท้อนถึงพฤติกรรมความเคยชินในการกดรีโมตที่วนเวียนอยู่เฉพาะช่องที่คุ้นเคย

ดังนั้น โจทย์สำคัญของผู้ประกอบการทีวีรายใหม่ ก็คือ ต้องผลิตรายการที่ “โดน” สร้างกระแสการบอกต่อ ปากต่อปาก เพื่อดึงดูดใจให้ผู้ชมเกิดความอยากรู้ อยากเห็น ต้องดู ไม่งั้นตกเทรนด์ จึงจะตั้งใจกดรีโมตมาหา

มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นละครซีรีส์ “ฮอร์โมน” หรือรายการวาไรตี้ “เทยเที่ยวไทย” ที่แหวกตลาด สร้างกระแสฮิตชนิดที่ใครๆ ต้องตามไปดู แจ้งเกิดได้ภายในระยะเวลาไม่นาน และมีแฟนๆ ติดตามดูอย่างต่อเนื่อง

กลัวก็แต่ว่า การแข่งขันแย่งคนดูจะรุนแรง เลยเถิดถึงขั้นผลิตรายการที่มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ ออกแนวสัปดนสองแง่สามง่าม หรือหวือหวาจนน่าห่วงลูกหลานที่นั่งอยู่หน้าจอทีวีจะซึมซับรับทุกอย่าง บ่มเพาะนิสัยจนเป็นปัญหาสังคมในที่สุด

เป็น “ดาบสองคม” ที่ต้องระวัง!!

ตุลาคม 17, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

อรุษ นวราช ทายาทรุ่น 3 สามพรานฯ ปลื้ม ตลาดสุขใจ ลูกค้าตึม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

เสริมไอเดีย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

อรุษ นวราช ทายาทรุ่น 3 สามพรานฯ ปลื้ม ตลาดสุขใจ ลูกค้าตึม

ไม่น่าแปลกใจที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนไม่น้อย เดินทางไปศึกษาดูงานที่ สามพราน ริเวอร์ไซด์ (ชื่อเดิม โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์) จังหวัดนครปฐม บางแห่งไปดูเรื่องการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) บางแห่งไปดูเรื่องเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน จนทำให้เกิด “สามพรานโมเดล” โดย คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของสามพราน ริเวอร์ไซด์ เป็นผู้บรรยายความสำเร็จของสามพราน ริเวอร์ไซด์ ให้แขกผู้มาเยือนได้รับความกระจ่าง พร้อมกับพาไปดูของจริงกันเลย

รศ.ดร.กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ อาจารย์ประจำวิชาการสื่อสารสร้างพลัง คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เป็นหัวหน้าทีม นำนักศึกษาในคณะดังกล่าว ระดับปริญญาโท กว่า 20 ชีวิต ไปทัศนศึกษาการทำซีเอสอาร์ของสามพราน ริเวอร์ไซด์ ภายใต้โครงการพัฒนาความรู้ซีเอสอาร์เพื่อสร้างสังคมสุขภาวะ ที่สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ซีเอสอาร์ วิน-วิน

ทำไม?ถึงต้องไปสามพราน ริเวอร์ไซด์ ก็เพราะผลพวงการทำซีเอสอาร์ของที่นี่ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายต่างได้รับผลประโยชน์และมีความสุขกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นชุมชน เกษตรกร และสามพราน ริเวอร์ไซด์เอง รวมถึงลูกค้าที่มาใช้บริการ เรียกว่า วิน-วิน กันทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ด้วยความตั้งใจจริงของคุณอรุษ งานที่ว่ายากก็สำเร็จได้ แม้จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานาก็ตาม ประการแรกต้องอธิบายให้คนในครอบครัวเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่จะต้องทำเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและแข่งขันได้ในโลกยุคปัจจุบัน

วันนี้ สามพราน ริเวอร์ไซด์ เปิดกิจการมาเป็นปีที่ 52 แล้ว ในพื้นที่ 170 ไร่ มีพนักงาน 450 คน คุณอรุษ วัย 40 ต้นๆ ซึ่งเป็นหนุ่มนักเรียนนอก จบสาขาวิศวกรรมเคมี จากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ และเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทข้ามชาติมาก่อน เล่าว่า ช่วงแรกๆ ที่เข้ามาบริหารกิจการของครอบครัวเคยคิดอยากจะขยายกิจการและอยากจะเข้าตลาดหุ้น อยากเพิ่มทุน แต่ตอนนี้สิ่งที่อยากจะทำคือ ขยายไปในชุมชน ไม่ใช่ขยายเพื่อหาทุนเข้ามาแล้วก็ขยายไปอีกสถานที่หนึ่ง

สาเหตุที่คุณอรุษมาจับเรื่องเกษตรอินทรีย์ เจ้าตัวแจกแจงให้ฟังว่า “เกษตรอินทรีย์ ไม่ใช่แค่เรื่องปลูกผักปลอดสาร ไม่ใช้สารเคมี แต่เป็นเรื่องของวิถีชีวิต ชาวบ้านที่ทำเกษตรอินทรีย์ เขาจะพูดว่าเขามีความสุข คนเหล่านี้จะไม่พูดถึงเรื่องเงินเลย เขามีความสุขที่ได้ปลูกได้กินผักของเขาเอง และทำให้เขามีสุขภาพดี ซึ่งเรื่องเกษตรอินทรีย์เราก็สามารถโยงเข้าธุรกิจได้

ย้อนกลับไปเมื่อ 7-8 ปี ตอนที่ผมกลับมาช่วยที่บ้าน ผมเป็นคนชอบเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว การได้ผักผลไม้อินทรีย์มาใช้ที่โรงแรมจะเป็นจุดขาย และสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตอนนั้นคิดจะปลูกเอง พอคิดไปคิดมาไม่พอแน่ เพราะเราไม่ใช่นักปลูกมืออาชีพ มีพื้นที่ปลูกอยู่บ้างแต่ไม่พอ เพราะส่วนใหญ่เป็นสนามหญ้า เลยไปหาเกษตรกรให้ปลูกแล้วเอามาส่งขายเรา”

ปัจจุบัน พื้นที่ 170 ไร่ของสามพราน ริเวอร์ไซด์ ได้รับการรับรองระบบงานเกษตรอินทรีย์มาตรฐานสากล หรือ IFOAM จากสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ

กว่าจะมาเป็นเกษตรอินทรีย์

อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มต้นของการให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชผักผลไม้แบบอินทรีย์นั้นไม่ใช่ง่ายเลย เพราะที่ผ่านมาภาครัฐหลายหน่วยงานเคยทำเรื่องนี้แล้ว แต่ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ และไม่ได้ช่วยในเรื่องตลาด ทำแล้วไม่รู้จะไปขายที่ไหน เกษตรกรเลยเข็ดกลัวจะเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก

“เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราเชิญเกษตรกรมาแต่ถูกต่อต้านมาก เพราะเขาระแวงว่าสวนสามพรานจะทำอะไร เขามองไปในแง่ลบ ผมก็ยังงง สุดท้ายรู้ว่าเคยมีหลายโครงการที่ภาครัฐจะเข้าไปสนับสนุนเรื่องเกษตรอินทรีย์ แต่ปรากฏว่าไปปล่อยเกาะเขา ไม่ช่วยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง คือ มาแค่ใช้งบเท่านั้นเอง ชวนแค่ไปทำโรงปุ๋ย ไปอบรมเท่านั้น แต่ไม่ได้มองทั้งกระบวนการที่เป็นโซ่อุปทาน

จนเราคุยกับชาวบ้านหลายครั้งมากและรู้ว่า เขาอยากจะเปลี่ยนเคมีเป็นอินทรีย์ แต่เขาไม่มีตลาด ตลาดของเขาคือ พ่อค้าคนกลาง เขาไม่เคยรู้เลยว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ซึ่งผมก็บอกว่า มีคนอยากจะกินอินทรีย์เยอะ แต่พวกคุณไม่เคยเจอพวกเขา ผมเลยมีแนวคิดเปิดตลาดสุขใจนำร่อง เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราคิดว่าตลาดนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะโน้มน้าวให้เกษตรกรหันมาปลูกอินทรีย์ เป็นตลาดเครือข่ายชุมชนเกษตรอินทรีย์ที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งผู้ซื้อผู้ปลูกอยู่ใกล้กันมากแค่ชั่วโมงเศษก็มาถึงแล้ว”

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรกลุ่มหนึ่งหันมาทำเกษตรอินทรีย์นั้น เพราะหลายคนห่วงเรื่องสุขภาพของตัวเอง เนื่องจากรู้ดีว่าการฉีดยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าทำให้เจ็บป่วย บางคนก็ตายก่อนกำหนด เพราะสารเคมีเข้าไปสะสมในร่างกาย ซึ่งเมื่อแกนนำเกษตรกรหลายรายตัดสินใจทำเกษตรอินทรีย์และนำมาขายที่ตลาดสุขใจต่างก็แฮปปี้ เพราะสามารถตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง และมีลูกค้ามาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง

ได้รางวัลมากมาย

การเปิดตลาดสุขใจที่อยู่ติดถนนใหญ่ บริเวณเดียวกับสามพราน ริเวอร์ไซด์ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จนได้รับรางวัล Asia Responsible Entrepreneurship Awards (AREA) ในด้าน SME CSR จาก Entreprise Asia องค์กรกลางของธุรกิจชั้นนำส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งการได้รับรางวัลธุรกิจเพื่อสังคมแห่งเอเชียนี้ เป็นผลพวงมาจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เครือข่ายเกษตรกร นักวิชาการ โดยมีสามพราน ริเวอร์ไซด์ เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ตลาดสุขใจเปิดมาตั้งแต่ปลายปี 2555 ขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่นี่ใช่จะเป็นแหล่งให้เกษตรกรที่ปลูกพืชผักผลไม้อินทรีย์มีสถานที่ขาย และลูกค้าที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพได้มาซื้อผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งให้ความรู้ในเรื่องเกษตรแก่ผู้มาเยือนอีกด้วย

“ตลาดสุขใจเป็นสิ่งที่เราภูมิใจ ตอนนี้ตลาดไปได้ดีมีคนมาเที่ยวประมาณ 800-900 คน ต่อวัน มีพ่อค้าแม่ค้า ไม่เกิน 50 ราย มีเงินหมุนเวียนให้กับพ่อค้าแม่ค้า ประมาณเดือนละ 30,000 บาท ซึ่งขายอยู่เดือนหนึ่ง 8 วัน ส่วนวันอื่นพ่อค้าแม่ค้าอาจจะไปขายที่อื่น

ที่นี่จะมีอยู่ 2 ฝั่งคือ ฝั่งเสียเงิน กับ ฝั่งได้ความรู้ เราไม่ใช่ให้คนมาตลาดแล้วเสียเงินอย่างเดียว แต่เราอยากให้คนได้ความรู้กลับไปด้วย เรามี Workshop สอนในเรื่องการทำน้ำส้มควันไม้ สอนการปลูกผัก ใครที่มาเป็นครอบครัว ปีนี้เราก็จะนำโครงการดีๆ ของ สสส. ที่เกี่ยวกับสุขภาพมาลงที่ตลาดสุขใจ ซึ่งจะมีหมอแผนไทยมาประจำที่ตลาด และจะมีการเก็บฐานสมาชิกตลาดอีก 500 คน ซึ่งจะดูว่า ถ้าให้เขาหันมาบริโภคอินทรีย์ แนะนำเรื่องออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ชีวิตของคนเหล่านี้จะดีขึ้นอย่างไร เราจะเอาตัว Happiness Monitor จากมหาวิทยาลัยมหิดลมาวัด”

คุณอรุษ ลั่นวาจาไว้ว่า ตลาดสุขใจจะต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ จุดประสงค์หลักเพื่อให้เกษตรอินทรีย์ขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น

“ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่เราได้ทุนจาก สสส. และ สกว. มาพัฒนาตรงนี้ ซึ่งเป็นอีกก้าวที่เรามีการเปิดศูนย์ พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ โดยปีที่แล้วเชิญเกษตรกร 500 ราย มาอบรม ทำ Workshop และพาไปศูนย์ออร์แกนิก ปีนี้เราเปลี่ยนแผน จะโฟกัสแค่ 120 คน เลือกเกษตรกรที่เริ่มหันมาทำเกษตรอินทรีย์แล้ว ซึ่งจะดึงเขามาเป็นเกษตรกรนำร่อง เพื่อคนเหล่านี้จะไปพัฒนาในพื้นที่ของเขา เป็นโครงการพัฒนาโซ่อุปทานสินค้าอินทรีย์ในอำเภอสามพราน ซึ่งคิดว่าถ้าพัฒนาควรจะพัฒนาทั้งโซ่ ทั้งผู้ปลูก และผู้บริโภค และตรงกลางก็คือเรื่องโลจิสติกส์ เราจะมองอะไรที่เป็นช็อตเดียวไม่ได้”

เล็งใช้แอพ เชื่อมถึงลูกค้า

นอกจากนี้ เขายังตั้งใจที่จะทำให้ผู้ซื้อผู้ขายในตลาดสุขใจได้ติดต่อกันง่ายและสะดวกขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย

“ในอนาคตเรากำลังดูเรื่องแอพพลิเคชั่น ซึ่งทุกคนสามารถซื้อตรงกับเกษตรกรได้เลย ตอนนี้เรื่องออนไลน์มันไปไกลแล้ว สิ่งที่อยากจะทำคือ ลิงก์ผู้ปลูกกับผู้ซื้อ โดยไม่ต้องผ่านใคร ผู้ซื้อสามารถดูได้แบบวันต่อวัน ซึ่งจะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาวนากับเกษตรกรกับคนในเมือง เป็นการสร้างสังคมที่ดีขึ้น”

สำหรับเสียงเรียกร้องของผู้รักสุขภาพที่อยากให้มีตลาดสุขใจแบบนี้ในหลายๆ พื้นที่ แต่สิ่งที่ทางคุณอรุษทำได้ก็คือ จัดตลาดสุขใจเคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆ ที่มีความต้องการพืชผักผลไม้อินทรีย์ โดยเจ้าตัวบอกว่า ตลาดสุขใจเคลื่อนที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้

วันนี้สิ่งที่คุณอรุษและผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมกันทำในสิ่งที่เจ้าตัวเรียกว่าสามพรานโมเดล จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่นักธุรกิจหนุ่มผู้นี้ประกาศไว้ว่าจะเดินหน้างาน CSR ต่อไป เพราะถือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธุรกิจที่ทำอยู่

“สิ่งที่เราทำเรียกว่า สามพรานโมเดล คือ วิถีชีวิตของเรา เราได้ทุนมาจาก สกว. สสส. และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ในอนาคตเราอยากจะได้ทุน CSR ของบริษัทต่างๆ เพราะอย่าง iRPC หรือ ปตท. เขามีงบ CSR เยอะ เขาบอกว่าเสียดายเงินที่มัวแต่ไปทาสีโรงเรียน ไปปลูกป่าแต่ไม่มีใครดูแล ผมเลยบอกไปว่าผมมีโครงการที่ทำอยู่แล้ว คุณมาร่วมมือกับผม แล้วผมจะดูแลโครงการคุณให้ ซึ่งไม่ต้องใช้เงินเยอะด้วย ตอนนี้เราทำเป็นมูลนิธิสังคมสุขใจ เพื่อที่ทุกอย่างจะได้โปร่งใส เราจะเป็นตัวเชื่อมเหมือนเป็น Event Organizer ที่ไม่คิดเงินนั่นเอง แต่เรามีโครงการของเราอย่างต่อเนื่อง เพราะมันเป็นวิถีชีวิตเรา”

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ที่สามพราน ริเวอร์ไซด์ มาทำเรื่อง CSR คำถามหนึ่งที่คนอยากรู้คือ ได้อะไรจากงานที่ทำไปบ้าง เรื่องนี้ คุณอรุษ ตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “การทำ CSR หลักๆ เลยคือ เราออกไปช่วยเขา แต่จริงๆ แล้วมันจะกลับมาหาเราเอง อย่างบริษัทเราออกไปช่วยเกษตรกร เราก็ได้ผักผลไม้ดีๆ กลับมา ผมได้แหล่งสมุนไพรมาทำแปรรูป พนักงานผมออกไปช่วยก็จะรู้สึกดีที่ได้ออกไปช่วยคนในเรื่องวิถีชีวิต ซึ่งก็คือการปลูกผัก เป็นการเข้าใจวิถีชีวิตที่ง่ายที่สุด คือ ถ้าเข้าใจวงจรของชีวิต ตรงนี้แหละที่ทำให้คุณเข้าถึงความสุขได้ แล้วมันจะกลับมาสู่องค์กรแห่งความสุข (Happiness Place) ซึ่งความจริงก็คือ เรื่องเดียวกันหมด”

เหล่านี้คือคำตอบที่ชัดเจนว่า ทำไมองค์กรภาครัฐและบริษัทเอกชนต่างแห่ไปดูงานที่สามพราน ริเวอร์ไซด์ และทำไมที่นี่จึงได้รับทุนสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

FIT and FULL เสื้อผ้าอารมณ์ดี By โก๊ะตี๋ VS แจ๊ส ชวนชื่น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

สัมภาษณ์พิเศษ

พารนี

FIT and FULL เสื้อผ้าอารมณ์ดี By โก๊ะตี๋ VS แจ๊ส ชวนชื่น

“ตอนนี้ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งผมจะผลักดันให้ถึง 100 ความจริงในหัวผมมีไอเดียเยอะมาก ส่วนพี่โก๊ะ อยากให้ถึงขั้นส่งออกเลย แต่…”

แม้ช่วงนี้จะมีงานรัดตัว แทบไม่มีช่วงว่าง

แต่เมื่อบ่ายวันก่อน “แจ๊ส ชวนชื่น” ตลกหนุ่ม “ลุกส์” สุดแนว ยินดีสละเวลา พร้อมควงแขนภรรยาคนสวย แจง-ปุณณาสา พรหมยศ มานั่งพูดคุยด้วย

ท่ามกลางบรรยากาศแบบกันเองที่บ้านพักของพวกเขา…ย่านชานเมือง

ธุรกิจแรก

ทำเองทุกอย่าง

“ชื่อจริง ผดุง ทรงแสง ปัจจุบันอายุ 30 ปี เป็นลูกคนสุดท้องของเมียคนที่ 4 ของพ่ออุดม ชวนชื่น ครับ”

แจ๊ส แนะนำตัวแบบนั้น เรียกรอยยิ้มเป็นการทักทาย

ก่อนคุยต่อ เข้าคณะตลกตั้งแต่อายุ 17 กราฟชีวิตในวงการไม่แน่นอน มีขึ้น มีเรียบ มีลง

กระทั่งราว 4-5 ปีก่อนหน้า ความมั่นคงในอาชีพเริ่มดี อาจเป็นเพราะมีคนให้โอกาสมากขึ้น รวมทั้งประสบการณ์ที่สั่งสมมาตามลำดับ

ส่วนธุรกิจเสื้อผ้า ฟิต แอนด์ ฟูล (FIT and FULL) ที่เป็นหัวข้อนำมาซึ่งการสนทนาในครั้งนี้ ตลกหนุ่มคนดัง มีข้อมูลมาบอกให้ฟัง

“เสื้อผ้า FIT and FULL นี้ เป็นธุรกิจแรกในชีวิต ผมไม่เคยทำธุรกิจมาก่อนและไม่เคยคิดจะทำ เพราะเป็นคนขี้กลัว ไม่แน่ใจอะไรแล้วไม่ทำเด็ดขาด

เคยมีคนแนะนำให้ทำธุรกิจ เลยคิดไว้เหมือนกันถ้าทำคงเกี่ยวกับเสื้อผ้า เพราะเป็นคนชอบแต่งตัว แต่กลัวว่ายังไม่ดี ไม่อยากทำ คิดวนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ไม่ลงมือเป็นเรื่องเป็นราวสักที”

แจ๊ส เล่าอีกว่า “โก๊ะตี๋” ตลกรุ่นพี่ เคยแนะไว้ก่อนหน้านี้นานแล้วว่า ให้ลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่าง จะเป็นเสื้อผ้าอย่างที่ชอบโดยมาลงทุนร่วมกันก็ไม่มีปัญหา

ซึ่งเขารับปากเรื่อยไปว่า “ได้ครับ…ได้”

แต่สุดท้ายก็เงียบหายทุกครั้ง

กระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี โก๊ะตี๋เริ่มทำธุรกิจข้าวมันไก่ ภาพความตั้งใจจริงของตลกรุ่นพี่ จึงฉายให้เขาเห็น…ชัดเจนยิ่งขึ้น

แจ๊ส ย้อนให้ฟังต่อ จนเมื่อปีที่แล้ว ช่วงเขานอนป่วยอยู่โรงพยาบาล โก๊ะตี๋มาเยี่ยมเยียน มีโอกาสพูดคุยเรื่องทำธุรกิจกันอีก คราวนี้ แจง-ภรรยา คงนึกรำคาญ จึงพูดตัดบทกับตลกรุ่นพี่ไปว่า เขาไม่คิดทำหรอก เพราะเหมือนรู้นิสัยตัวเขาว่าไม่กล้าเท่าไหร่

แต่ครั้งนี้ “ผิดคาด” เพราะรุ่งขึ้น แจ๊สลุกขึ้นมา “ลุย” ทำธุรกิจเสื้อผ้านี้แบบเต็มตัวเลยทีเดียว

แนวคิดสินค้า

ใส่ได้ทั้งอ้วน-ผอม

เกี่ยวกับแนวคิดของสินค้า แจ๊ส เล่าว่า โก๊ะตี๋เป็นคนริเริ่มอยากทำเสื้อผ้าแบบเดียวกันออกมา แต่ใส่ได้ทั้งคนอ้วน-คนผอม

ส่วนแบรนด์ FIT and FULL และโลโก้ ที่เป็นหน้าการ์ตูนของ 2 คน ก็มาจากความคิดของตลกรุ่นพี่-หุ้นส่วนสำคัญของเขาเหมือนกัน

สำหรับการจัดการในทุกขั้นตอน ได้ แจง-ภรรยา เพื่อนที่ตัดกางเกงบ๊อกเซอร์ และรุ่นน้องที่ทำเสื้อผ้าขายอยู่ตลาดนัดจตุจักร มาร่วมเป็นทีมเดียวกัน

“ไม่อยากใช้เงินลงทุนอย่างเดียวแล้วไปจ้างคนอื่นทำหมด เพราะถ้าทำแบบนั้น ตัวเราจะไม่รู้อะไรเลย ผมจึงใช้เงินลงทุนไม่กี่หมื่น แต่ลงแรงเป็นหลัก ก่อนหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง” แจ๊ส บอกถึงความตั้งใจ

สนทนามาถึงตรงนี้ แจง-ภรรยา คุยให้ฟังบ้างว่า พวกเธอทำธุรกิจเหมือนคนตาบอด ที่ต้องคลำทางหาไปทีละอย่าง โดยเฉพาะโรงงานรับจ้างผลิต หายากมาก และเมื่อหาพบแล้วก็ใช่ว่าจะรับงานได้ทันที

“ไม่ได้จ้างคนกลางไปติดต่อ เราทำเองทุกอย่าง พอเจอโรงงาน เขามีออร์เดอร์อยู่แล้วจำนวนมาก ขณะที่เราสั่งผลิตเพียงหลักร้อย โรงงานไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ นั่นคืองานยากที่ต้องเจอ” แจง บอกอย่างนั้น

และว่า ระหว่างนี้ จึงเป็นช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แบบค่อยเป็นค่อยไป หากหาแหล่งผลิตที่พร้อมและถูกใจกันมากกว่านี้ สินค้าจะทยอยออกมาจากความคิดของสองหุ้นส่วน ต้องมีครบเซตแน่นอน

“แจ๊สเป็นคนออกแบบสินค้าทุกตัว ส่วนแจง ทำหน้าที่สรุปเรื่องต้นทุน ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต แจ๊สอยากให้มีสินค้าหัวจรดเท้า เพราะถ้าวันหนึ่งธุรกิจโตมากกว่านี้ แล้วเปิดหน้าร้าน ลูกค้าจะได้มีตัวเลือกมากขึ้น สามารถซื้อได้ครบทุกอย่างจริง แต่รู้ว่ามันยาก เพราะทำเองทุกอย่าง และไม่ได้ใช้เงินทุนมากมายอะไร” สองสามีภรรยาครอบครัวตลกดัง ช่วยกันเล่า

ตั้งใจเต็มร้อย

ค่อยก้าวทีละขั้น

เมื่อถามถึงช่องทางจำหน่าย แจง บอก ซื้อขายผ่านอินสตาแกรม ไลน์ และเปิดท้ายขายของตามอีเว้นต์ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นระยะ

ส่วนผลตอบรับ เสื้อยืดล็อตแรก ขายหมดเร็วภายในเวลาไม่นาน แต่อาจเป็นเพราะแจ๊ส ไปยืนขายเองด้วย ทำให้ได้รับความสนใจกันมาก

“เสื้อยืดล็อตแรก เป็นลายสกรีนทั่วไปกับลายโลโก้ที่เป็นหน้าพี่โก๊ะกับแจ๊ส ตอนนั้น แจ๊สไม่ค่อยเห็นด้วยที่เอาโลโก้มาทำ บอกใครจะมาซื้อเสื้อที่มีหน้าคนอื่น ส่วนแจงคิดว่าน่ารักดี ปรากฏขายหมดเกลี้ยง

แต่เราไม่หลวมตัวว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเป็นแค่ครั้งแรกๆ ลูกค้าอาจตื่นเต้นอยู่ ฉะนั้น สิ่งที่จะทำต่อไปนี้จะต้องใส่ความน่าสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” แจง เล่ามาอย่างนั้น

หันไปถามแจ๊ส เกี่ยวกับความตั้งใจในธุรกิจแรกในชีวิต ตลกหนุ่มแว่นหนาอนาคตไกล บอกจริงจัง

“ตอนนี้ 40 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งผมจะผลักดันให้ถึง 100 ความจริงในหัวผมมีไอเดียเยอะมาก ส่วนพี่โก๊ะ อยากให้ถึงขั้นส่งออกเลย แต่ที่รับผลิตยังไม่มี เราก็พยายามอยู่ เพราะสินค้าต้องมีคุณภาพด้วย การเปิดหน้าร้าน ขายส่งไปต่างจังหวัด ไปต่างประเทศ วางแผนหมดแล้ว แต่ต้องค่อยๆ ไปทีละก้าว”

ยามนี้มองไปทางไหนเห็นใครต่อใครก็บอกธุรกิจย่ำแย่ แต่เสื้อผ้าของสองตลกคนดังแห่งยุคดูจะไปได้ด้วยดีทีเดียว แจ๊สยิ้มกว้าง ก่อนบอก คิดว่ากำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาและทีมงานเริ่มสนุก และอยากสร้างสรรค์ผลงานออกมามากขึ้นเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งมีทั้งหญิง-ชาย กลุ่มครอบครัว ผู้ใหญ่ เด็ก และวัยรุ่น

“ธุรกิจนี้เกิดจากความชอบล้วนๆ ผมเป็นคนชอบเสื้อผ้ามากแต่ไม่ติดแบรนด์ และจะรู้ว่า การแต่งตัวช่วงนี้อะไรมันมา เสื้อเชิ้ตควรเป็นแบบไหน เสื้อยืดควรเป็นยังไง พอมาทำเสื้อผ้าขายก็อยากให้คนอื่นใส่เสื้อผ้าที่ดูดี ดีไซน์ทันสมัย ที่สำคัญ ไม่ต้องจ่ายแพงเกินไปด้วย”

แจ๊ส ฝากทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

………………..

สนใจ FIT and FULL เสื้อผ้าอารมณ์ดี By โก๊ะตี๋ VS แจ๊ส ชวนชื่น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (086) 500-6199 หรือ IG/fitandfullbykoteeandjazz

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

บ้านกุดจิก ต้นตำรับ “หมี่โคราช” เปิดสูตรทำมือแบบโบราณ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

บ้านกุดจิก ต้นตำรับ “หมี่โคราช” เปิดสูตรทำมือแบบโบราณ

ในบรรดางานซีเอสอาร์ของธนาคารกรุงไทยนั้น ต้องยอมรับว่าโครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว” เป็นโครงการที่ชุมชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศผลการประกวดในโครงการดังกล่าว ประจำปี 2556 ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมาย นั่นคือ “ทีมหลานย่าพากินหมี่” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) คว้ารางวัลชนะเลิศ จากโครงการ “หมี่แห่งชีวิต พลิกฟื้นบ้านกุดจิกให้ยั่งยืน” ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ทีมนนทรีปันฝัน” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จากโครงการ “ไม้จิ้มฟันสมุนไพร สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง”

ขณะที่ทีม Volunteer Center จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการสร้างห้องสมุดสีน้ำตาล โดย คุณวรวิทย์ จำปีรัตน์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้มอบรางวัลให้กับ 3 ทีมดังกล่าว

ในปี 2556 มีผลงานที่น่าสนใจเข้าร่วมประกวด 412 ผลงาน จาก 55 สถาบันทั่วประเทศ และผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ 23 ทีม และที่ผ่านมา มีนักศึกษาเข้าร่วมในโครงการแล้วมากกว่า 15,000 คน

ทำกันมาร้อยกว่าปีแล้ว

พูดถึงทีมหลานย่าพากินหมี่ ของ มทส. นอกจากจะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองแล้ว ทีมนี้ยังกวาดมาอีก 2 รางวัล นั่นคือ รางวัลดีเด่นระดับภาค และรางวัลบู๊ธดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 1 เช่นเดียวกับทีมนนทรีปันฝันที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มาแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นก็ได้รับรางวัลชนะเลิศโปสเตอร์ดีเด่นและรางวัลบู๊ธดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2

นางสาวธิติพร พรมคำ หัวหน้าทีมหลานย่าพากินหมี่ เล่าให้ฟังถึงโครงการหมี่แห่งชีวิต พลิกฟื้นบ้านกุดจิกให้ยั่งยืนว่า มีจุดประสงค์อยากให้ชุมชนบ้านกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่มีการทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณได้ทำมือต่อไป เพราะชุมชนนี้เป็นต้นกำเนิดของหมี่โคราชจริงๆ แต่เลิกทำมานานแล้ว ซึ่งหลังจากที่เข้าไปเผยแพร่และอนุรักษ์ นอกจากจะทำให้ชุมชนรวมกลุ่มกันทำเป็นอาชีพจนมีรายได้แล้ว ชาวชุมชนบ้านกุดจิกยังเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณ ซึ่งทำกันมาร้อยกว่าปีแล้ว

นางสาวภัทรานิษฐ์ นิลเสถียร สมาชิกอีกคนของทีมหลานย่าพากินหมี่ เสริมว่า ได้นำสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ในชุมชน โดยได้ไปช่วยเหลือชุมชนบ้านกุดจิกทำให้ชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น จากเดิมชุมชนนี้เลิกการผลิตหมี่กันไปนานแล้ว เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ราคาหมี่เท่าเดิม

“พวกเราเข้าช่วยในการผลิตให้มีคุณภาพมากกว่าเดิม คือไปปรับปรุงกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มถูหมี่เป็นแผ่นแล้วเอาแผ่นหมี่ไปตาก จากเดิมตากกลางแจ้งจะเจอฝุ่นเจอควัน เลยไปสร้างโรงเรือน ควบคุมสุขอนามัยของชุมชนให้สวมถุงมือ ผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผม ชั่งน้ำหนักเส้นหมี่ให้มีมาตรฐาน ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถขายได้ราคา ที่สำคัญ ได้ไปสร้างสตอรี่ให้หมี่โคราช ซึ่งหมี่บ้านกุดจิกมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว แม่ๆ ที่อายุมากกว่า 60 ปี ทำกันมา 3 รุ่นแล้ว รุ่นล่าสุดเป็นรุ่นที่ 3″

ช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ทีมหลานย่าพากินหมี่ ได้มีส่วนในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่หมี่บ้านกุดจิก โดยเข้าไปช่วยปรับปรุงการผลิตหมี่ให้ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ “ปั้นหมี่” และทำแพ็กเกจจิ้ง รวมถึงการสร้างช่องทางการตลาด ทั้งการเผยแพร่ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ “หมี่โคราช”

อาจารย์รัชฎาพร วิสุทธากร อาจารย์ มทส. อาจารย์ที่ปรึกษาทีมหลานย่าพากินหมี่ พูดถึงรางวัลที่ได้รับว่า “คงเป็นเพราะทีมหลานย่าฯ มีครบทุกองค์ประกอบและมีโครงการย่อยเยอะ ซึ่งที่ผ่านมาเด็กๆ ทุ่มเทและเหนื่อยกันมากทั้งงานเขียนรายงานและการพรีเซ้นต์ สาเหตุที่มาทำเรื่องหมี่โคราช เพราะเป็นหมี่ที่คนรู้จักกันดี แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่าต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านกุดจิก ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน ลูกหลานคนบ้านกุดจิกเองก็ยังไม่รู้ ทางนายกเทศมนตรีตำบลกุดจิกจึงอยากให้มีการอนุรักษ์การทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณเอาไว้”

ขายผ่านออนไลน์

อาจารย์รัชฎาพร เล่าว่า การทำหมี่ของชุมชนบ้านกุดจิกเพราะที่นั่นปลูกข้าวและมีการถนอมอาหารด้วยการทำหมี่ ซึ่งในอดีตแทบทุกบ้านจะทำหมี่ไว้กินเอง แต่ตอนนี้เหลืออยู่บ้านเดียวที่เหลืออุปกรณ์ทำหมี่อยู่ สาเหตุที่ไม่ได้ทำขายเพราะไม่มีตลาด และไม่สามารถแข่งขันได้กับหมี่ที่ผลิตจากโรงงาน ปัจจุบัน ทางเทศบาลตำบลกุดจิก ชุมชนและทาง มทส. ได้ร่วมกันปรับปรุงอาคารร้างทำเป็นโรงเรือนถาวรในการผลิตหมี่ โดยจะทำในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ มีแม่ๆ 3 คนที่เคยทำหมี่มาช่วยกันทำร่วมกับนักศึกษา มีทั้งหมี่สดและหมี่แห้ง ซึ่งในส่วนหมี่สดนั้นได้นำมาทำยำหมี่สดด้วย ปรากฏว่าคนในชุมชนต่างซื้อกันใหญ่เพราะเคยกินกันมาในสมัยเด็กๆ แต่ตอนนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้แล้ว ขายถุงละ 30-50 บาท

“หมี่ทำจากโรงงานเส้นจะยาวและผสมแป้งมันเข้าไปด้วย แต่หมี่ชาวบ้านเป็นแป้งที่ทำจากข้าวล้วนๆ เส้นจะไม่ยาวและเส้นไม่เสมอกัน เก็บได้ไม่นาน แต่รสชาติอร่อยเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่จากโรงงาน” อาจารย์รัชฎาพร กล่าวและว่า มีการตั้งชื่อแบรนด์ว่า “ปั้นหมี่” เดิมอยากจะตั้งชื่อว่า “หมี่กุดจิก” แต่ไม่สามารถตั้งได้เพราะเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ที่ผ่านมานอกจากเด็กๆ จะไปช่วยปรับปรุงเรื่องขั้นตอนการผลิตแล้วยังได้ช่วยขายทางออนไลน์ด้วย โดยขาย 3 ถุง ราคา 100 บาท

สนใจอยากเรียนรู้การทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณของบ้านกุดจิก ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (089) 844-6682 หรือเข้าไปดูที่ http://www.kutchikmeekorat.com หรือที่ http://www.facebook.com/meekorat

ไก่ย่างโคราชคอเลสเตอรอลต่ำ

นอกจากอาจารย์รัชฎาพรจะเป็นที่ปรึกษาทีมหลานย่าพากินหมี่แล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาของทีมกล้าติดปีก ของนักศึกษา มทส. ซึ่งได้รางวัลดีเด่นระดับภาคไป ทีมนี้ทำโครงการ “ไก่เนื้อโคราช คืนอิสรภาพเกษตรกรบ้านซับตะเคียน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตราสินค้า การเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมกับผู้บริโภค รวมถึงการสร้างความรับรู้ของไก่ย่างสู่ผู้บริโภค และเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อโคราชบ้านซับตะเคียน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

อาจารย์รัชฎาพร บอกว่า ไก่เนื้อโคราชนี้เป็นไก่ประจำจังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง มทส. เป็นผู้ผลิตลูกไก่ ที่ผ่านมายังไม่มีการทำตลาดอย่างจริงจัง ทั้งที่มาเป็นไก่ย่างแล้วรสชาติดีมาก

ว่าไปแล้วแม้โครงการนี้จะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับผู้คนที่มองหาโปรดักต์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำไก่เนื้อโคราชมาทำเป็นไก่ย่าง ซึ่งไก่ชนิดนี้เป็นงานวิจัยของ มทส. ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างไก่บ้านกับไก่พันธุ์ จนได้ไก่เนื้อพันธุ์โคราชที่เลี้ยงง่ายและโตวัย เหมาะทำไก่ย่าง เพราะย่างแล้วเนื้อจะเหลืองสวย ที่สำคัญ ไขมันต่ำ คอเลสเตอรอลต่ำกว่าไก่ทั่วไปถึง 3 เท่า

ทั้งนี้ นักศึกษาในทีมกล้าติดปีกได้ไปช่วย คุณณัฐวุฒิ อิ่มจันทึก เกษตรกรบ้านซับตะเคียน ในการนำไก่ย่างซับตะเคียนมาทำตลาด ซึ่งก็มีเสียงตอบรับดี เนื่องจากสูตรการหมักนั้นเป็นสูตรสมุนไพร แต่จะหมักพอประมาณเพื่อไม่ให้รสชาติของไก่ถูกกลบ ซึ่งจะแตกต่างจากการหมักของไก่ย่างทั่วไป นอกจากนี้ ยังย่างในเตาไร้ควัน ซึ่งเป็นเตาที่อาจารย์ของ มทส. คิดค้นขึ้นมาเอง และหลังจากนำออกขายได้สักพักก็มีผู้สนใจต้องการจะซื้อแฟรนไชส์

อย่างไรก็ตาม ไก่เนื้อพันธุ์โคราชเมื่อนำมาย่างแล้ว ราคาจะแพงกว่าไก่ย่างห้าดาว โดยจะขายตัวละ 170-180 บาท ในขณะที่ไก่ย่างห้าดาวขายตัวละ 130 บาท เนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่า

กว่าจะมาเป็นไม้จิ้มฟันตะไคร้

สำหรับ “ไม้จิ้มฟันสมุนไพร สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ของ “ทีมนนทรีปันฝัน” ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นั้น นางสาวกฤติมา ผาติวรภัทร หัวหน้าทีม เล่าว่า เดิมนั้นชุมชนบ้านตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ที่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีการตั้งกลุ่มอาชีพทำลูกประคบสมุนไพรและทำไม้จิ้มฟันสมุนไพรจากตะไคร้ เมื่อทางทีมเข้าไปสำรวจ พบว่า ไม้จิ้มฟันดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมของตลาด และผลิตภัณฑ์ไม่มีมาตรฐาน

“พวกเราจึงเข้าไปทำการปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งและขนาดให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ขายในเฟซบุ๊กและจัดทำบล็อก เพื่อกระจายความรู้”

ในการทำไม้จิ้มฟันสมุนไพรจากตะไคร้นั้น จะต้องใช้ก้านตะไคร้ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ก้านจะได้แข็ง เริ่มจากการใช้อุปกรณ์รูดใบตะไคร้ออกจากก้าน เพื่อใช้ก้านอย่างเดียว แล้วนำก้านไปตากแดดให้แห้ง นำมาตัดให้ได้ขนาด นำเข้าเตาอบฆ่าเชื้อ พอผ่านการอบแล้วก้านตะไคร้จะมีขนาดที่แข็งขึ้นและมีกลิ่นหอม จากนั้นบรรจุถุงซิปล็อกและนำใส่กล่องบรรจุภัณฑ์ ถือเป็นไม้จิ้มฟันก้านตะไคร้เจ้าแรกเจ้าเดียวในประเทศไทย ซึ่งทางกลุ่มอาชีพชุมชนบ้านตาลเนิ้งกำลังจะขอจดอนุสิทธิบัตรขั้นตอนการทำไม้จิ้มฟันนี้

เมื่อบรรจุใส่กล่องเรียบร้อย จะขายกล่องละ 20 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับไม้จิ้มฟันที่ทำจากไม้ไผ่ ราคาจะถูกกว่าเล็กน้อย โดยตอนนี้ขายในเฟซบุ๊กและทางกลุ่มอาชีพจะออกขายตามสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นในงานโอท็อปที่เมืองทองธานี (สนใจ โทรศัพท์ (089) 499-6716)

ทั้ง 3 โปรดักต์นี้น่าสนใจทีเดียว ที่สำคัญ เป็นสินค้ามีคุณภาพ แต่การตลาดยังไม่กว้างขวาง ฉะนั้น ใครสนใจทำธุรกิจนำสินค้าเหล่านี้ไปต่อยอดหรือไปเปิดตลาดใหม่ๆ เชื่อว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำเงินได้ไม่ยาก

ทำหมี่ด้วยมือ

1. เริ่มตั้งแต่การนำข้าวเปลือกข้าวเจ้ามาสีด้วยเครื่องสีข้าวโบราณ 2. นำข้าวสารที่ได้จากการสีมาตำด้วยครกกระเดื่องเพื่อทำให้เป็นข้าวสาร เรียกว่าการซ้อมข้าว 3. นำปลายข้าวที่แตกหักมาโม่ทำเป็นแป้งด้วยเครื่องโม่หิน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการทำหมี่ แล้วนำแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำให้ข้นพอดี 4. เตรียมเตาดินแบบโบราณ ซึ่งทำมาจากดินเหนียว (ดินนา) ผสมกับแกลบข้าว ด้านใต้เป็นปล่องเตาเพื่อใส่ฟืน 5. เตรียมฟืนเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตแผ่นหมี่ โดยฟืนที่ใช้เป็นไม้แห้งทุกชนิดและทุกขนาด

6. เตรียมหม้อทำแผ่นหมี่ โดยนำคอหม้อทรงสูง ปากกว้าง มาขึงด้วยผ้าขาวบางให้ตึง เปิดริมผ้าประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อให้ไอน้ำพุ่งขึ้นมาได้ นำมาวางบนกระทะแล้วเติมน้ำในกระทะระดับ 2/3 ของคอหม้อ ปิดฝาหม้อ 7. ใช้ขันโลหะก้นมน ตักน้ำแป้งเทลงบนผ้าขาว พร้อมใช้ก้นขันเกลี่ยให้ทั่วเป็นวงกลม (การถูหมี่) โดยให้แผ่นหมี่บางไม่หนาจนเกินไป ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 45 วินาที 8. นำไม้ไผ่ชโลมน้ำให้ทั่ว ค่อยๆ แซะแผ่นแป้งออกจากผ้าขาวบาง

9. นำแผ่นแป้งที่ได้ไปตากบนแผงไม้ไผ่ (แผงตากหมี่) แล้วนำไปตากแดดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 10. เมื่อแผ่นแป้งเริ่มแห้งได้ที่ (เมื่อจับดูจะติดมือน้อยลง) ทาด้วยน้ำมันพืชด้านบนเพื่อไม่ให้แผ่นแป้งติดกัน นำแผ่นแป้งที่ได้มาพรมด้วยน้ำเปล่าเล็กน้อย เพื่อให้ง่ายต่อการซอย 11. นำแผ่นแป้งประมาณ 10-15 แผ่น มาซ้อนกันและม้วนเป็นวงกลม ใช้มีดซอยเป็นเส้นประมาณ 3 มิลลิเมตร นำเส้นหมี่ที่ได้มาจับเป็นแพขนาดพอประมาณวางเรียงบนแผงไม้ไผ่ให้แห้งสนิท 12. นำแพหมี่เรียงใส่แผงตากหมี่ไปตากแดดให้แห้ง 13. นำหมี่ที่ได้มามัดด้วยตอก โดยใช้ตอกสีชมพู ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของหมี่บ้านกุดจิก

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส ธุรกิจ “ชุบชีวิต” คลาสสิก คาร์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปัทมา นันทาภรณ์

เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส ธุรกิจ “ชุบชีวิต” คลาสสิก คาร์

“…เรามองเหมือนสิ่งมีชีวิตและมีคุณค่าสามารถบูรณะได้แทบทุกยี่ห้อทุกรุ่น เพราะทำจากพื้นฐานของความรู้ตามตำราอย่างแท้จริง มีคู่มือกำกับทุกขั้นตอน ไม่ใช่ทำตามความรู้สึก”

“รถยนต์” นอกจากจะเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับโลกยุคปัจจุบันแล้ว

ในสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อย ยังมองเห็น “พาหนะ 4 ล้อ” นี้ มีความงดงามราวงานศิลปะ

หลายคนชื่นชอบถึงกับเก็บสะสมเป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัว

บางคนหลงใหลถึงขั้น หันมาทำเป็นธุรกิจ ด้วยเหตุผลสั้น-สั้น

อยากอยู่กับมัน…ทุกวัน!

อู่สุดหายาก

เปิดเองได้ดั่งใจ

“เร่งบุญ” อู่รถยนต์บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ ตั้งอยู่ภายในซอยพัฒนาการ 35 เขตสวนหลวง คือสถานที่พูดคุยกันกับ คุณกฤษดา อินอิว ผู้บริหาร บริษัท เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส จำกัด

เริ่มต้นให้ฟังถึงจุดเริ่ม

“เป็นคนชอบของเก่า-ของโบราณทุกประเภท และสะสมมาตลอด โดยเฉพาะรถยนต์” เจ้าของเรื่องราว แนะนำตัว

ส่วนอู่ซ่อมรถคลาสสิกนี้เป็นธุรกิจเสริม ที่เกิดจากความบังเอิญแบบตกกระไดพลอยโจน

โดยย้อนไปเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว พยายามมองหาอู่ที่จะรับซ่อมรถคลาสสิก “ไทรอัมพ์ สปีดไฟว์” ของสะสมคันงามชิ้นแรก ให้กลับมา “ไฉไล” เหมือนครั้งอดีต

เฟ้นเสาะหาถามไปทั่วล้วนถูกปฏิเสธ อู่แต่ละรายให้เหตุผล…ทำแล้วไม่คุ้ม

“ช่างอาจไม่ค่อยเข้าใจลึกซึ้ง เพราะรถโบราณรายละเอียดมากเหมือนงานศิลปะ ขณะที่ค่าแรงไม่หยุด ฉะนั้น การจะมาเสียเวลาเยอะๆ เจ้าของอู่ไม่มีใครอยากทำ” คุณกฤษดา อธิบายเพิ่ม

แต่เขาไม่ลดละ จนได้มาเจอกับอู่รับซ่อมรถประกัน ในซอยพัฒนาการ 35

เข้าไปถามไถ่แกมขอร้อง บอกให้ช่วย ตัด-ปะ-ผุ และทำสี ปรากฏทางอู่ตีราคามาแสนกว่าบาท นับว่าสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับค่าเงินในสมัยนั้น แต่ยอมลงทุน เพราะอยากเห็นรถออกมาถูกใจ

แต่สุดท้าย…ไม่ได้อย่างตั้งใจสักเท่าไหร่

เลยเกิดแรงผลักดัน กระทั่งแอบคิดกับตัวเองเล่นๆ

“เปิดอู่เองซะเลยดีมั้ย จะได้…ได้ดั่งใจทุกอย่าง”

บูรณะได้

ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ

เวลาผ่านไปไม่นาน เจ้าของอู่เดิมในซอยพัฒนาการ 35 บอกขายกิจการ ความที่เคยเป็นลูกค้ากันมาก่อน คุณกฤษดาจึงเจรจา ขอ “เทกโอเวอร์” ทันที

และจากที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมานานพอสมควร เขาจึงนำประสบการณ์สั่งสม มาปรับใช้กับธุรกิจจากความหลงใหลนี้

“อู่รถของคนไทยทั่วไปแบบเดิมๆ เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ พอลงมาทำเอง เลยอยากให้เป็นอู่ที่มีมาตรฐานระดับสากลยอมรับ ก่อนตั้งชื่อว่า เร่งบุญ เป็นชื่อของคุณพ่อและคุณแม่ เพื่อความเป็นมงคลกับตัวเองและธุรกิจ” คุณกฤษดา บอกที่มา

ก่อนเผยตรงๆ เขาไม่มีความรู้ด้านช่างยนต์ แต่เพราะความชอบส่วนตัว ที่ผ่านมาจึงหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ “คลาสสิก คาร์” (Classic Car) บรรดาตำราต่างประเทศหลายร้อยเล่ม ล้วนถูกจดจำไว้ในคลังความรู้ของเขาหมดแล้ว

“เร่งบุญ เป็นอู่ที่เข้าใจเรื่องรถคลาสสิกมากพอสมควร เรามองเหมือนสิ่งมีชีวิตและมีคุณค่าสามารถบูรณะได้แทบทุกยี่ห้อทุกรุ่น เพราะทำจากพื้นฐานของความรู้ตามตำราอย่างแท้จริง มีคู่มือกำกับทุกขั้นตอน ไม่ใช่ทำตามความรู้สึก” เจ้าของเรื่องราว บอกจริงจัง

นึกสงสัยเกี่ยวกับอะไหล่นำมาใช้กับรถยุคเก่านั้นหาซื้อได้จากแหล่งไหน

เจ้าของอู่เร่งบุญ บอก “ความดั้งเดิม” ของอะไหล่รถยนต์แต่ละคัน ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไหล่ที่ผลิตในยุคเดียวกับรถนั้น เพียงแต่รูปทรงและลักษณะการทำงานต้องเป็นเหมือนของเดิมจริงๆ

ฉะนั้น รถคลาสสิก หลายรุ่น-ยี่ห้อ ที่แม้บริษัทแม่ จะเลิกผลิตไปแล้ว แต่ยังมีแพตเทิร์นต้นแบบของอะไหล่อยู่

ทำให้มีนักธุรกิจข้ามชาติหลายแห่ง อย่าง จีน ไต้หวัน ฯลฯ เข้าไปขอซื้อลิขสิทธิ์แพตเทิร์นเหล่านั้น เพื่อผลิตเป็นอะไหล่สำหรับรถยุคเก่าออกมา ซึ่งเป็นการทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย รวมเรียกว่า “รี โปรดักชั่น” (Re-Production)

ต่างชาติยอมรับ

มีรางวัลการันตี

แม้เริ่มต้นธุรกิจจากความหลงใหล แต่เรื่องรายได้จากผลประกอบการก็นับเป็นสิ่งสำคัญ

และด้วยศักยภาพที่มีอยู่ อู่เร่งบุญ จึงรับซ่อมแซม-ดูแล รถยนต์ได้แทบทุกประเภท ไม่จำกัดเฉพาะแต่รถโบราณ

ประเด็นนี้ คุณกฤษดา ให้เหตุผลว่า การบูรณะรถคลาสสิก คันหนึ่งๆ ใช้เวลานานเกือบปี ต้องใช้ความละเอียด ความเข้าใจ จำนวนรถต่อปีจึงทำออกได้จำนวนไม่มาก ทำให้รายรับจะไม่ทันกับค่าใช้จ่าย

อีกทั้งรถคลาสสิกที่มา ส่วนมากผุพัง ไม่สมบูรณ์ ชิ้นส่วนขาดหาย ต้องใช้เวลาทำนานพอสมควร อู่เร่งบุญจึงต้องรับซ่อมแซมรถใช้งานทั่วไปด้วย เพราะ “ปิดจ๊อบ” ได้เร็วกว่า เพื่อประคองธุรกิจให้ไปรอด

เกี่ยวกับวิธีการทำให้เป็นที่รู้จักของลูกค้า คุณกฤษดา บอกว่า ก่อนลงทุนทำธุรกิจนี้ ตัวเขาอยู่ในแวดวงคนรักรถโบราณก่อนแล้ว พอมีอู่เป็นของตัวเอง จึงทยอยนำรถที่สะสมไว้ ทำออกมา “อวดโฉม” ให้คนใกล้ตัวรู้ก่อน จากนั้นจึงมีการบอกต่อกัน “ปากต่อปาก” กระทั่งส่งให้พวกเขา ทยอยส่งรถสะสมไว้มาให้ทำ จำนวนมากขึ้นตามลำดับ

“วงการรถโบราณ ไม่ได้กว้างขวางอะไร หลายคนรู้ว่าผมบ้าจริงกับมัน เลยเต็มใจส่งของสะสมคันโปรดของพวกเขา มาให้อู่เราซ่อม” เจ้าของกิจการท่านเดิม เล่ายิ้มๆ

ก่อนบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาอู่ของเขาเคยส่งรถที่ผ่านการบูรณะแล้ว เข้าประกวดในงานประกวดรถโบราณ สหรัฐอเมริกา และได้รับรางวัลมา 2 ยี่ห้อ คือ มาร์ค ทู ปี 1956 กับเบนซ์ 220 เอส เปิดประทุน และยังเคยได้ใบประกาศนียบัตรจากบริษัทรถจากัวร์ ว่าสามารถซ่อมแซมประกอบรถของลูกค้ารายหนึ่งจากประเทศออสเตรเลียได้ถูกต้องทุกอย่าง

“รถ 1 คันมีส่วนประกอบเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น รถมาทำที่นี่ จะถูกถอดออกทุกชิ้น แล้วประกอบกลับเข้าไปให้เหมือนเดิมที่สุดทุกชิ้น รถอายุ 10 ปี ยังพอนึกได้ว่าสภาพยังไง แต่ถ้ารถอายุ 50 ปี สภาพมันก็จะผุกร่อน ชิ้นส่วนส่วนใหญ่สูญหายเป็นเรื่องธรรมดา

มีบ่อยครับ ที่เห็นสภาพแล้วไม่อยากทำ รู้ว่าทำไปไม่คุ้มกับเวลาและค่าแรงช่าง แต่ก็ไม่ปฏิเสธ เพราะอาสามาเป็นหมอแล้ว พอมีคนไข้ร่อแร่มา จะทิ้งให้ตายคงใช่เหตุ” คุณกฤษดา บอกอย่างนั้น

ถามถึงผลตอบแทน คุณกฤษดา บอก ถึงวันนี้ ไม่รู้ว่ามีกำไรหรือเปล่า รู้อย่างเดียวว่าภูมิใจในสิ่งที่ทำ เหมือนสามารถ “ชุบชีวิต” ให้กับสิ่งที่หลายๆ คนรัก

ก่อนทิ้งท้าย อู่รถคลาสสิก น่าจะมีอนาคตไปได้ไกล เพราะดีมานด์ (Demand) สูงมาก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และโดยพื้นฐานคนไทยเป็นแรงงานมีฝีมือและใจเย็น แต่ก่อนจะลงทุนควรถามตัวเองให้ดีว่ามีใจรักมากแค่ไหน เพราะสำหรับธุรกิจนี้ “วิชาใจ” เป็นเรื่องสำคัญมาก

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ อู่ซ่อมรถทั่วไปและรถคลาสสิก

ชื่อกิจการ เร่งบุญ ภายใต้การดูแลของบริษัท เร่งบุญ ออโต้เซอร์วิส จำกัด

เจ้าของกิจการ คุณกฤษดา อินอิว

สถานที่ตั้ง เลขที่ 1729 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250

พื้นที่ให้บริการ 565 ตารางวา

โทรศัพท์ (02) 314-7329

โทรสาร (02) 319-2059

อีเมล : rengboon1@hotmail.com

Facebook/เร่งบุญออโต้เซอร์วิส

*ขอบคุณ สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์ เอื้อเฟื้อภาพ*

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ไปลำพูน ชมชอบภูมิปัญญา “ผ้าทอยกดอก ลำพูน”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07039010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

ไปลำพูน ชมชอบภูมิปัญญา “ผ้าทอยกดอก ลำพูน”

สดุจตา

ไป “ลำพูน” หรือแต่เดิมมีชื่อว่า “นครหริภุญชัย” เห็นทีจะพลาด หากไม่ได้เข้าไปสัมผัสวิถีการทอผ้าที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งอดีตกาล

การเดินทางไปครั้งนี้ ทำให้ทราบว่า คนรักผ้าทอ และพร้อมดำเนินการต่อ รวมไปถึงผู้ที่รู้รักษ์ (ษา) ยังมีอยู่จำนวนมาก รวมไปถึงผู้สนับสนุนที่พร้อมส่งเสริมให้ผ้าทอจากภูมิปัญญาได้ขึ้นแท่นสู่ระดับสากล อย่าง กรมหม่อนไหม (ผู้นำพาคณะผู้สื่อข่าวไปสัมผัสผ้าทอยกดอก ลำพูน) ซึ่งถือเป็นหนึ่งหน่วยงานหลักที่ให้การสนับสนุนส่งเสริม จนเห็นภาพเด่นชัด กับการยกระดับ “ผ้าทอยกดอก ลำพูน” สู่การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI)

จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้เรื่องราวของผ้าทอในครั้งนี้ เริ่มต้นที่ “สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย” ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สถาบันที่อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ผู้เห็นความสำคัญของภูมิปัญญาการทอผ้าของคนลำพูน ที่มีความเป็นเอกลักษณ์และถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และด้วยเกรงว่าจะสูญหายไปกับกาลเวลา จึงได้จัดตั้งสถาบันนี้ขึ้น

จากได้ฟังเรื่องเล่า ทำให้ทราบว่า แต่เดิมนั้นหญิงชาวลำพูน จะมีทักษะการทอผ้า และด้วยเพราะลำพูน ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีความเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ มีกลุ่มคนอาศัยอยู่หลากหลายชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ยวน โยนก ไทใหญ่ ยางแดง เขิน ลื้อ ลั้วะ และมอญ ซึ่งกับการทอผ้าของชนชาวยอง (ไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเชียงตุง ประเทศพม่า) ถือว่ามีเอกลักษณ์

สำหรับในกลุ่มชนชั้นสูง วัตถุดิบที่ใช้นำมาทอผ้าจะเน้นเป็นเส้นไหมมากกว่าเส้นฝ้ายซึ่งจะใช้ในชนชั้นล่าง ต่อเมื่อกาลเวลาล่วงผ่านนับร้อยปี การทอผ้าไหมและผ้าฝ้ายยังประยุกต์ใช้กันอยู่ แต่ลวดลายนั้นไม่วิจิตรนัก

จวบจนกระทั่ง พระราชชายา เจ้าดารารัศมี (พระธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7) พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ซึ่งหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จกลับไปประทับที่เชียงใหม่ ทรงนำความรู้ที่เรียนมาจากราชสำนักส่วนกลางขณะประทับ ณ วังหลวงในกรุงเทพฯ มาประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์ลวดลาย และได้ฝึกหัดให้คนในคุ้มเชียงใหม่ทอผ้ายก โดยเพิ่มลวดลายลงในผืนผ้าไหมเพื่อความโดดเด่นพิเศษขึ้น ด้วยการเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเป็น ดิ้นเงิน ดิ้นทอง การเก็บลายจึงต้องใช้ตะกอ เพื่อให้สามารถทอลวดลายที่สลับซับซ้อน ประณีต งดงามได้

เทคนิคการทอลักษณะนี้เรียกว่า “ยกดอก”

ด้วยเพราะพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงเป็นพระญาติกับเจ้าเมืองลำพูน จึงทรงถ่ายทอดความรู้ด้านการทอผ้ายก ให้แก่เจ้าหญิงส่วนบุญ พระราชชายาของเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ (เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์สุดท้าย) และ เจ้าหญิงลำเจียก (พระธิดา เจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์) ทั้ง 2 พระองค์จึงได้นำความรู้การทอผ้ายกมาฝึกแก่คนในคุ้มหลวงลำพูน และชาวบ้านก็ได้เรียนรู้การทอผ้ายกจากคนในคุ้มจนเกิดความชำนาญ และได้มีการเผยแพร่วิธีการทอไปทั่วชุมชนต่างๆ

พระองค์ทรงฟื้นฟูผ้าไหมยกดอกลำพูน เพื่อให้เกิดความวิจิตรสวยงามยิ่งขึ้น โดยทรงใช้เทคนิคภาคกลางมาประยุกต์ โดยการทอผ้านี้จะได้รับความสนใจมากในตำบลเวียงยอง และบริเวณใกล้เคียงที่เป็นชุมชนของเจ้านายยองในอดีตในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผ้ายกที่ทอด้วยฝีมือประณีตของคนลำพูนนั้นเป็นที่ต้องการของคนทั่วไป ไม่เฉพาะแต่ในราชสำนัก ซึ่งปัจจุบันการทอผ้าไหมยกดอกลำพูน ถือเป็นมรดกทางหัตถกรรมที่ถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน และได้มีการขยายแหล่งทอผ้าไปในอำเภอลี้ และ อำเภอทุ่งหัวช้าง

ฉะนั้น จังหวัดลำพูน จึงถือเป็นศูนย์กลางการทอผ้าไหมยกดอกแหล่งสำคัญของประเทศไทย โดยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ ลายดอกพิกุล ลายกลีบลำดวน ลายใบเทศ ลายเม็ดมะยม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นต้น สำหรับลวดลายโบราณดั้งเดิมและถือว่ายังเป็นที่นิยมในปัจจุบันคือ ลายดอกพิกุล ซึ่งปัจจุบันได้มีการคิดลวดลายให้หลากหลายขึ้น เช่น พิกุลเครือ พิกุลมีขอบ พิกุลก้านแย่ง พิกุลเชิงใหญ่ พิกุลถมเกสร พิกุลเล็ก พิกุลใหญ่ พิกุลสมเด็จ พิกุลกลม เป็นต้น ซึ่งแต่ละลายจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน

ลักษณะเด่นของผ้ายกดอก คือในผืนผ้าจะมีลวดลายในตัว โดยผิวสัมผัสมีความนูนที่แตกต่างกันไปตามลวดลาย ซึ่งส่วนใหญ่ลายจะใช้ฝ้ายหรือไหมสีเดียวกันตลอดทั้งผืน บางครั้งอาจมีการจกฝ้ายเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเด่นของลวดลาย

ทั้งนี้ ในส่วนของสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย ถือเป็นสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้วิธีการทอผ้าด้วยมือและสืบทอดวัฒนธรรมการทอผ้าของจังหวัดลำพูน เพื่อพัฒนาตลาดผ้าทอ สร้างอาชีพที่มั่นคง และมีคุณค่าของจังหวัดลำพูน ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมการทอผ้าของคนลำพูน เป็นสถานที่จัดแสดงความเป็นมาของผ้าทอที่เชื่อว่าผู้เข้าไปสัมผัส จะเข้าใจลึกซึ้งถึงคุณค่าแห่งภูมิปัญญาไทยอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจผ้าทอผืนสวยและผลงานสร้างสรรค์ของคนลำพูน สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย ได้จัดโซนร้านค้าที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายจากฝีมือคนลำพูนไว้ให้เลือกชม เลือกซื้อ

ฉะนั้น เมื่อใดไปเยือนจังหวัดลำพูน อย่าพลาดกับการแวะไปเยี่ยมเยือน สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย

ไหมไทย กับการขึ้นทะเบียน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

ในการผลิตผ้าไหมเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดตั้งแต่บรรพบุรุษสู่ลูกหลาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษา ปกป้อง คุ้มครองเอกลักษณ์ กรรมวิธี และภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตผ้าไหมไทยไว้ โดยการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) เป็นข้อมูลแสดงแหล่งกำเนิดของสินค้าเพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ รวมทั้งยังเป็นการเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รับรู้ถึงคุณค่าของผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และมีเอกลักษณ์ ที่แตกต่างจากผ้าไหมของประเทศอื่น

กรมหม่อนไหม ได้ดำเนินการส่งเสริมพัฒนากระบวนการมาตรฐานการผลิตและระบบการควบคุมตรวจสอบผ้าไหมไทย ทำให้ปัจจุบันผ้าไหมไทยได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้ว จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ผ้าไหมยกดอกลำพูน (ปี 2550) ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ (ปี 2550) และผ้าไหมมัดหมี่ชนบทจังหวัดขอนแก่น (ปี 2553)

สำหรับผ้าไหมยกดอกลำพูน กรมหม่อนไหม ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน พัฒนาระบบตามสอบสินค้าผ้าไหมไทย ภายใต้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ขึ้น โดยการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตจากการแอบอ้างนำชื่อสินค้า GI ไปใช้กับสินค้านอกข้อกำหนด ส่งเสริมคุณภาพรักษามาตรฐาน และยกระดับการผลิตผ้าไหมไทย เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการส่งออกไหมไทยสู่ตลาดโลก

นอกจากนั้นยังเป็นการเผยแพร่คุณค่าของผ้าไหม และความงดงามอันบ่งบอกถึงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นบนผืนผ้าไหม อันเป็นการเพิ่มมูลค่าทางการตลาด สร้างแบรนด์สินค้าไทยที่แสดงถึงมาตรฐานและแหล่งกำเนิดของสินค้าไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ซื้อ

ระบบการตรวจสอบย้อนกลับผ้าไหม GI ได้นำร่องกับผ้าไหมยกดอกลำพูน ถือว่าประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับที่เป็นมาตรฐานสากลทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกรมหม่อนไหม มีแผนจะพัฒนาและขยายการใช้งานระบบให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานผ้าไหมไทยสู่สากลและปกป้องคุ้มครองภูมิปัญญาผ้าไหมไทยให้คงอยู่ต่อไป

ทั้งนี้ กับการใช้งานระบบนั้น ผู้ซื้อสามารถตามสอบข้อมูลการผลิตผ้าไหมที่ขึ้นทะเบียนรับตราสัญลักษณ์ GI ได้ 2 วิธี คือ 1. กรอกข้อมูลรหัส GI 8 หลัก ที่ติดไว้ที่ผ้าไหมผืนนั้นๆ ผ่านเว็บไซต์ http://www.gisilklamphun.go.th และ 2. ตรวจสอบได้โดยโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลต สแกน QR Code ที่ติดอยู่กับผ้าไหมผืนนั้นๆ

ซึ่งการตรวจสอบข้อมูลนี้จะแสดง ลักษณะของลวดลายผ้า ชื่อผู้ผลิต (ผู้ทอ) แหล่งทอ กระบวนการผลิต ระยะเวลาในการทอ ประวัติความเป็นมาของผ้าผืนนั้นๆ ข้อมูลกระบวนการควบคุมคุณภาพตามแบบฟอร์มมาตรฐานกลาง ข้อมูลทางวิชาการและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผ้าผืนนั้นๆ รวมไปถึงร้านค้าจำหน่าย แผนที่ร้าน โดยแสดงข้อมูลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และนอกจากนั้นยังสามารถค้นหาข้อมูลโดยเชื่อมโยงจากเว็บไซต์ กรมหม่อนไหม http://www.qsds.go.th

สำหรับผ้าไหมไทยที่อยู่ระหว่างการจัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีจำนวน 3 ชนิด ได้แก่ ผ้ามัดหมี่ซิ่นตีนแดง จังหวัดบุรีรัมย์, ผ้าเก็บไหมบ้านเมืองหลวง จังหวัดศรีสะเกษ และผ้าจกเมืองลอง จังหวัดแพร่

นอกจากนี้แล้ว กรมหม่อนไหมยังได้พัฒนาและต่อยอดการผลิตสินค้าที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์และสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่น โดยได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานที่ได้จากรังไหมพันธุ์พื้นบ้านสาว โดยวิธีการสาวที่เป็นภูมิปัญญาของคนชาวอีสาน

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหม ได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ เส้นไหมหนึ่ง (ไหมน้อย) เส้นไหมสอง (ไหมสาวเลย) เส้นไหมสาม (ไหมเปลือก) โดยได้รับอนุมัติขึ้นทะเบียน เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 และ กรมหม่อนไหม ร่วมกับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ในการนำเส้นไหมไทยพื้นบ้านไปขึ้นทะเบียนที่ประเทศเวียดนาม เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 อีกด้วย

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , | ใส่ความเห็น

“โคโค่ บ็อกซ์” กล่องความงาม บริการส่งถึงที่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“โคโค่ บ็อกซ์” กล่องความงาม บริการส่งถึงที่

“โคโค่ บ็อกซ์ จะส่งกล่องมาที่บ้านเดือนละ 1 กล่อง ในนั้นมีทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลองจากแบรนด์ชั้นนำคละกัน กล่องละ 3-5 ชิ้น แน่นอนว่าผู้รับอาจจะมีทั้งของที่ถูกใจและไม่ถูกใจ หรือบางชิ้นอาจเคยใช้ หรือกำลังใช้อยู่

ฮิตฮอตได้ใจสาวๆ ที่รักสวยรักงาม ชอบซื้อเครื่องสำอาง ชอบซื้อครีมบำรุง สำหรับกล่องความงามส่งตรงถึงบ้าน หรือ “บิวตี้ บ็อกซ์” ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังมาแรง

กลไกการทำงานของกล่องที่ว่าคือ จะมีผลิตภัณฑ์ความงามต่างๆ ขนาดตัวอย่างคละกันประมาณ 4-5 ชิ้น ส่งมาที่บ้าน ด้านจำนวนครั้งที่ส่ง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สมัครรับกล่อง ธุรกิจนี้ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนจะซื้อใช้จริง

ธุรกิจได้ใจ สาวชอบลอง

ส่งความสวย ถึงที่หมาย

คุณสาธินี กัลยาณรุจ หรือ คุณมด เจ้าของกล่องความงามเจ้าแรกในไทย “QoQo Box” (โคโค่ บ็อกซ์) เผยที่มาว่า เห็นธุรกิจนี้ที่ต่างประเทศ อาทิ อเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง ขณะที่เมืองไทยยังไม่มี เลยมองเห็นโอกาสทำธุรกิจ ประกอบกับผู้หญิงจำนวนมากต้องการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ความงามก่อนจะซื้อใช้จริง แต่โอกาสที่จะได้ทดลองแทบไม่มี บางครั้งต้องลงทุนซื้อมาลอง เชื่อว่าถ้ามีบริการนี้ในไทย น่าจะได้การยอมรับ

สำหรับโมเดลธุรกิจกล่องความงามในต่างประเทศ นับว่าได้การยอมรับอย่างแพร่หลาย ขณะที่ในเมืองไทยถือว่าเป็นเรื่องใหม่ คุณมด บอกว่า อาศัยกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์ก และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของคนรุ่นใหม่เป็นแรงหนุนของธุรกิจ

“ร้อยเปอร์เซ็นต์ของการให้บริการอยู่บนโลกออนไลน์ แผนการโปรโมตที่เราใช้มีหลายช่องทาง อาทิ ให้บรรดาบิวตี้บล็อกเกอร์มารีวิว มีบล็อกคอยอัพเดตเทรนด์ความงามต่างๆ โฆษณาในยูทูบ มีเฟซบุ๊ก เพื่อใช้ติดต่อกับลูกค้าได้ทันท่วงที”

เมื่อคนรุ่นใหม่ฟันธงว่าจะทำธุรกิจดังกล่าว คุณมดเลือกเข้าไปติดต่อกับแบรนด์เครื่องสำอางอินเตอร์ก่อน นั่นก็เพราะคุยกันเข้าใจง่าย บริการนี้เมืองนอกมีมานานแล้ว

สำหรับขั้นตอนการเข้าหา เธอกล่าวว่า ไปอธิบายคอนเซ็ปต์ธุรกิจให้เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงาม เข้าใจว่า “โคโค่ บ็อกซ์” คือ บริการนำสินค้าตัวอย่างไปแจกยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งลูกค้าจะเสียค่าจัดส่งด้วยการสมัครเป็นสมาชิก เสมือนเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์สินค้าไปในตัว วิธีนี้ดีกว่าเอาไปเดินแจกตามห้าง

มีทั้งแบรนด์ไทย-เทศ

495 คุ้มมั้ย

ด้านจำนวนเงินลงทุน คุณมด กล่าวว่า ไม่ได้ใช้เงินทุนมาก สินค้าทั้งหมดได้มาจากเจ้าของแบรนด์ งบที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นค่าโฆษณา ค่าพัฒนาระบบและวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า เพื่อให้เข้าถึงความต้องการอย่างแท้จริง

สินค้าที่ “โคโค่ บ็อกซ์” จัดส่งให้สมาชิก มีกลุ่มของผลิตภัณฑ์สกินแคร์ (บำรุงผิว) ผลิตภัณฑ์เมกอัพ (แต่งหน้า) ดูแลเส้นผม อาหารเสริม ปัจจุบัน 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ต่างประเทศ มี ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี อีก 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ไทย

สำหรับค่าสมาชิก และขั้นตอนการรับกล่องความงาม “โคโค่ บ็อกซ์” สามารถเลือกได้ว่าจะสมัครเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือรายปี ค่าใช้จ่ายเดือนละ 495 บาท ไม่มีเงื่อนไขหรือข้อผูกมัดใดๆ

ด้านขั้นตอนการสมัคร จะมีคำถามเกี่ยวกับสภาพผิว โทนสีผิว ลักษณะเส้นผม และแบรนด์เครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ ทั้งนี้เพื่อเก็บเป็นข้อมูลไว้หาผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจส่งมาให้

“โคโค่ บ็อกซ์ จะส่งกล่องมาที่บ้านเดือนละ 1 กล่อง ในนั้นมีทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลองจากแบรนด์ชั้นนำ คละกันกล่องละ 3-5 ชิ้น แน่นอนว่าผู้รับอาจจะมีทั้งของที่ถูกใจและไม่ถูกใจ หรือบางชิ้นอาจเคยใช้ หรือกำลังใช้อยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นได้ บริการประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ คนที่ไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ชนิดไหนจะเหมาะกับตนเอง รวมทั้งคนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินช็อปปิ้ง”

3 ปี สมาชิกเพียบ

ได้ใจชายหนุ่มด้วย

ในส่วนของระยะเวลาดำเนินการ เจ้าของ บอกว่า เปิดให้บริการมาเกือบ 3 ปี เริ่มจากผู้เข้ามาใช้บริการหลักร้อยราย ปัจจุบันมีสมาชิก 2,000 ราย 98 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิง

เนื่องจากบริการดังกล่าวเป็นธุรกิจออนไลน์ ทั้งหาลูกค้า ติดต่อลูกค้า ประชาสัมพันธ์ ฉะนั้น กระแสการตอบรับหรือฟีดแบ็กจากลูกค้าที่มีต่อเจ้าของจึงทำได้ง่าย ตรงนี้นับเป็นจุดเด่นของโคโค่ บ็อกซ์

“จุดเด่นของเราอยู่ที่การให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นผ่านการโทรศัพท์ได้ด้วย อาทิ ชอบผลิตภัณฑ์ที่จัดส่งให้มั้ย คุณภาพเป็นอย่างไร คิดว่าจะซื้อขนาดจริงมาใช้ต่อหรือไม่ จากนั้นนำไปประเมินความพึงพอใจ และหาทางแก้ไขในกรณีลูกค้าไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ”

ในอนาคต โคโค่ บ็อกซ์ จะขยายธุรกิจด้วยการเพิ่มหมวดหมู่สินค้าที่จัดส่ง อาจจะมีสินค้าเฉพาะของผู้ชาย เพราะตอนนี้เริ่มมีเสียงจากชายหนุ่มว่า อยากให้มีสินค้าส่งตรงถึงบ้านที่ตรงใจเหมือนสาวๆ บ้าง

นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก แต่อาศัยช่องว่างทางการตลาด จากนั้นนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการระบบให้เกิดความเสถียรมากยิ่งขึ้น

ใครสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (082) 221-7784

ข้อมูลจำเพาะ

ธุรกิจ บริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ความงาม ขนาดตัวอย่างมาที่บ้าน

ชื่อกิจการ โคโค่ บ็อกซ์

เจ้าของ คุณสาธินี กัลยาณรุจ

เปิดดำเนินการ ปี 2555

ผลิตภัณฑ์ที่จัดส่ง เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว อาหารเสริม ฯลฯ ขนาดทดลอง

จำนวนที่ส่ง กล่องละ 3-5 ชิ้นคละกัน

เหมาะกับลูกค้าแบบไหน คนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ

คนที่ไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ชนิดไหนจะเหมาะกับตนเอง

คนที่ไม่ค่อยมีเวลาไปเดินช็อปปิ้ง

วิธีทำตลาด จ้างบิวตี้บล็อกเกอร์มาโฆษณา

มีเว็บไซต์อัพเดตเทรนด์ความงามต่างๆ มีโฆษณาในยูทูบ มีเฟซบุ๊ก

ลูกค้า เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้หญิง

การสมัคร เลือกว่าจะสมัครเป็นรายเดือน ราย 3 เดือน ราย 6 เดือน หรือ รายปี

โดยมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่เดือนละ 495 บาท

ผลิตภัณฑ์ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ต่างประเทศ 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบรนด์ไทย

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

เปิดตัว “ครัววันศุกร์” ที่มติชน อคาเดมี ชวนคนดัง-ร้านเด็ด เผยเคล็ดลับทำอาหาร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

เปรี้ยวปาก

เรื่องและภาพ โดย : มติชน อคาเดมี

เปิดตัว “ครัววันศุกร์” ที่มติชน อคาเดมี ชวนคนดัง-ร้านเด็ด เผยเคล็ดลับทำอาหาร

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (MATICHON Academy) สถาบันฝึกสอนอาชีพและธุรกิจชั้นแนวหน้าของเมืองไทย หลังจากประสบความสำเร็จกับหลักสูตรครัวปฏิบัติการ, ครัวเบเกอรี่ และ ครัวสาธิต ที่เกิดขึ้นในทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์มาโดยตลอดแล้ว ล่าสุดยังได้เตรียมเปิดตัวคอร์สอบรมวันศุกร์ ต้อนรับไตรมาส 2 ในเดือนพฤษภาคม 2557 ที่จะถึงนี้ ชูจุดขาย “ร้านเด็ด-คนดัง” ที่จะพาเหรดกันมาสอนเทคนิคการทำอาหาร พร้อมการันตีว่า เรียน 1 วัน ทำได้จริงแน่นอน! ดีเดย์ครั้งแรกเดือนพฤษภาคม พบกับเซเลบคนดัง อย่าง คุณอุบลรัตน์ ช่อธีระพฤกษ์ หรือ มาดามตวง คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และเป็นพิธีกรเจ้าของรายการ มาดามตวง Food Work (ช่อง 9) ต่อด้วยคอร์สเรียนพิเศษกับร้านดัง อย่าง JM Cuisine หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ เจ๊กเม้ง ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อต้นตำรับ แห่งจังหวัดเพชรบุรี เจ้าของวลีเด็ด “หน้าไม่งอ รอไม่นาน” ที่ครั้งนี้จะมาเปิดเผยสูตรเด็ดเคล็ดลับการทำอาหารกันแบบหมดเปลือกเลยทีเดียว

คุณสุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (MATICHON Academy)กล่าวว่า หลังจากทางศูนย์ได้เปิดคอร์สอบรมสอนทำอาหารในทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์ และได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เรียน และได้รับความร่วมมือจากเชฟชั้นแนวหน้าจากโรงแรมดัง และเชฟระดับทีมชาติ รวมไปถึงเจ้าของสูตรอาหารระดับตำนานอีกมากมายที่ตบเท้าเข้ามาที่นี่ ในช่วงต้นปี 2557 ทางทีมงานของเราจึงมีแนวคิดที่จะสร้างมิติใหม่ในการทำอาหารให้เกิดขึ้นที่ศูนย์ ด้วยการเดินทางไปเสาะแสวงหาเชฟฝีมือเยี่ยม และร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งครั้งแรกเรามาลงตัวที่ มาดามตวง กับ ร้าน JM Cuisine ที่ตกลงมาร่วมกิจกรรมครัววันศุกร์กับเรา ซึ่งต้องถือว่าเป็นโอกาสพิเศษจริงๆ เพราะเซเลบคนดัง และร้านมีชื่อที่เราเทียบเชิญมาสอนนั้น มีข้อจำกัดเรื่องคิวเวลาเป็นอย่างมาก ดังนั้น หากมีโอกาสก็อยากให้ได้ลองมาสัมผัสการเรียนการสอนของเรา นอกจากจะได้ใกล้ชิดกับคนดังอย่างเป็นกันเอง และได้เรียนรู้สูตรเด็ดจากร้านอาหารในดวงใจกันแล้ว คุณจะได้รับความประทับใจ และความสนุกในการทำอาหารตลอด 1 วันอย่างแน่นอน

ก่อนที่จะไปพบกับคอร์สเรียนจริงๆ ในเดือนพฤษภาคม 2557 ที่จะถึงนี้ เรามารู้จัก คนดัง-ร้านเด่น ที่จะมาเปิดตัวกันที่มติชน อคาเดมี กันก่อนดีกว่าครับ

มาดามตวง (Madame Tuang) หรือ คุณอุบลรัตน์ ช่อธีระพฤกษ์ เป็นผู้หนึ่งที่รักและหลงใหลในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก เธอเชื่อในเรื่องพรแสวง จึงได้ศึกษาการทำอาหารกว่าครึ่งชีวิต ทั้งอาหารฝรั่งเศส, จีน, ฮ่องกง, อาหารไทย และขนมอบต่างๆ จากเชฟชื่อดังจากเมืองน้ำหอม ซึ่งจุดนี้เองเธอจึงซึมซับเอาแนวคิดและศิลปะการทำอาหารแนวฝรั่งเศสมาไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการปรุงแต่งรสชาติของอาหารโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นศาสตร์และศิลป์การทำอาหารที่ละเอียดอ่อนที่สุด จึงทำให้เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารระดับประเทศ และได้รับเกียรติให้ปรุงอาหารมื้อพิเศษแก่สถานทูตต่างๆ รวมไปถึงการจัด Private Party ให้นักธุรกิจชื่อดังมากมาย ซึ่งทุกคนต่างก็หลงรักและหลงใหลทั้งในรสชาติและมนต์เสน่ห์แห่งการประกอบอาหารของเธอ

นอกจากเปิดบริษัทส่งออกอาหารแล้ว เธอยังรับบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการพัฒนาสูตรอาหารสำหรับบริษัทชั้นนำ ของไทยและต่างประเทศ และยังคงสนุกกับการเปิดบ้านเป็น Cooking Class สอนทำอาหารหลากหลายประเภทแก่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับคนทั่วไปจะรู้จักเธอในฐานะคอลัมนิสต์ ในคอลัมน์อาหารของนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ อีกทั้งยังเป็นพิธีกร และเจ้าของรายการ มาดามตวง Food Work ออกอากาศทางช่อง 9 วันพุธ ช่วงเวลา 10.30-11.00 น. อีกด้วย

ส่วนร้าน JM Cuisine หรือที่เรารู้จักกันในชื่อร้าน เจ๊กเม้ง ก็มีจุดเริ่มต้นที่มีเพียงแค่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ-ลูกชิ้น ขายอยู่ในห้องแถวคูหาเดียวที่เพชรบุรี จนมาถึงวันนี้ “เจ๊กเม้ง” ได้ต่อยอดความสำเร็จกลายเป็นร้านอาหารที่มีทั้งเมนูพื้นฐาน และสร้างสรรค์สูตรอาหารฟิวชั่น ด้วยการรังสรรค์ของ 2 หนุ่มไฟแรงอย่าง คุณธีรศานต์ สหัสสพาศน์ (ไอซ์) และ คุณธวัชชัย สหัสสพาศน์ (ครีม) ที่สามารถสร้างแบรนด์ “JM Cuisine” จนเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักชิมรุ่นใหม่ และประสบความสำเร็จจากการนำโซเชียลเน็ตเวิร์กมาสนับสนุนการตลาด เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าอย่างหลากหลาย อีกทั้งยังเปิดช่องทางการขายผ่านระบบออนไลน์จนโดงดั่งเป็นที่รู้จัก เรียกได้ว่า ใครได้มาเพชรบุรี แล้วไม่ได้มาเยี่ยมเยียนร้าน JM Cuisine คงต้องพลาดที่จะได้ลิ้มลองอาหารจานอร่อยไปอย่างน่าเสียดาย และที่สำคัญคอนเซ็ปต์ร้านนี้เขาบอกว่า “หน้าไม่งอ รอไม่นาน” ดังนั้น ใครที่แวะมาทาน ก็ต้องปลื้มอกปลื้มใจกันทุกรายไปอย่างแน่นอน

สำหรับคนที่หลงใหลในการทำอาหาร และอยากใกล้ชิดกับเซเลบคนดัง หรืออยากจะเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารของร้านยอดนิยม ต้องไม่พลาดคอร์ส คนดัง-ร้านเด่น ทุกวันศุกร์ต้นเดือน-ปลายเดือน เริ่มต้นกันวันที่ 30 พฤษภาคม 2557 นี้ พบกับ 4 เมนูจานเด็ดสไตล์ฮ่องกง ได้แก่ หมูสันในฮ่องกงยอดผัก, มังกรเปลี่ยนสี, สลัดก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ไก่เส้น และเผือกอบแปะก๊วย รังสรรค์โดย คุณอุบลรัตน์ ช่อธีระพฤกษ์ หรือ มาดามตวง ซึ่งครั้งนี้ผู้เรียนทั้ง 30 ท่านจะได้ลองลิ้มชิมอาหารรสมือของมาดามตวงกันทุกเมนู แถมยังได้มีโอกาสลองทำ สลัดก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ไก่เส้น ด้วยฝีมือตัวเองอีกด้วย งานนี้ใครอยากใกล้ชิดคนดัง อยากทำอาหารให้เก่งเหมือนต้นตำรับ ขอรีบจับจองสิทธิ์กันแต่เนิ่นๆ ได้เลยครับ

สำหรับท่านที่สนใจอยากใกล้ชิดคนดัง อยากได้สูตรอาหารจากร้านเด็ด และเรียนรู้เคล็ดลับการทำอาหารให้อร่อย พร้อมไขข้อข้องใจ เทคนิคการทำอาหารและธุรกิจ กับตัวจริง..เสียงจริง…แบบไม่มีกั๊ก สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

บุกบ้าน จอมพล ป. ที่เมืองลพบุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

หมุดไมล์

โดย ผศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

บุกบ้าน จอมพล ป. ที่เมืองลพบุรี

หากมีโอกาสได้ชมภาพถ่ายทางอากาศของเมืองลพบุรีแล้ว ก็อาจจะฉงนได้ว่า เหตุใดบ้านเมืองลพบุรี จึงได้รับการจัดวางองค์ประกอบได้อย่างลงตัว และดูมีความ “ศิวิไลซ์” อยู่ในที เพราะมีวงเวียนที่นำพาการเดินทางอย่างเป็นระบบ มีถนนตัดผ่านชัดเจน แบ่งสัดส่วนพื้นที่การใช้สอยเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ ทหาร การศึกษา ตลอดจนที่พักอาศัย

คุณูปการนี้ก็ต้องยกให้แนวคิดของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม

ความคิดอันเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมนี้เป็นผลจากที่ จอมพล ป. เคยศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง คือ หลังจากที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2459 ได้รับยศร้อยตรีเข้าประจำการที่กองพลที่ 7 จังหวัดพิษณุโลก แล้วก็ได้สอบเข้าโรงเรียนเสนาธิการ และเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศฝรั่งเศส และโรงเรียนทหารขั้นสูง ประเทศเยอรมนี จนสำเร็จการศึกษา และกลับมารับราชการ กระทั่งได้ยศพันตรี มีบรรดาศักดิ์และราชทินนาม “หลวงพิบูลสงคราม”

เมื่อกลับเข้ามารับราชการในประเทศ ได้ก้าวหน้าในหน้าที่ตามลำดับ และมีแนวคิดลึกที่ต้องการเปลี่ยนโฉมหน้าของไทยให้มีอารยะแบบตะวันตก

เฉพาะเมืองลพบุรีนั้น ศูนย์การทหารปืนใหญ่ เป็นฐานบัญชาการของจอมพล ป. ที่งดงาม โดยเฉพาะตัวอาคารที่พักของท่านนั้น ก่อสร้างแบบใหม่ไม่เหมือนใคร ตึกชาโต้ เป็นตึกที่มีความประหลาดที่สุด เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2487 และแล้วเสร็จในปีเดียวกัน มีหลักฐานในบันทึกส่วนตัวของ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวว่า “ให้บอก กง. ว่า ฉันมีความประสงค์จะดัดแปลงเขาน้ำโจน และเขาหนองหว้า ลพบุรี ให้เป็นสถานที่ตรวจการณ์ จึงมอบหน้าที่ให้หัวหน้าแผนก ป. จัดทา และให้ กง. จ่ายงบประมาณให้สองหมื่นบาท”

หากว่านโปเลียนแห่งฝรั่งเศสจะพิสมัยตรานกอินทรี เป็นสัญลักษณ์แห่งตนแล้วไซร้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ใช้ตราไก่ เป็นสัญลักษณ์แทนตนเช่นนั้น เพราะท่านเกิดปีระกา

นอกจากนี้ยังมี ตึกพิบูล ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย งดงาม ที่เป็นอาคารแบบอาร์ต เดคโค (Art Decco) ที่นิยมมากในสมัยนั้น

ภายในเมืองลพบุรี หากสอดส่องสายตาหาตึกงามๆ ก็จะพบว่า บริเวณวงเวียนสระแก้ว มีอาคารหลายหลังที่ยังคงอยู่ แม้ว่าอาจทาสี เปลี่ยนกันสาดไปบ้างก็ตาม

ที่มุมหนึ่งด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ตั้งโรงภาพยนต์ทหานบก สร้างขึ้นโดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2482 สมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้เป็นรมณียสถานของเมืองลพบุรี รวมทั้งอาจจะใช้ประโยชน์เป็นที่ประชุมสภาได้หากเกิดเหตุคับขันของสงครามโลกและจำเป็นต้องย้ายเมืองหลวงมา ณ จังหวัดนี้ ด้านหลังของโรงภาพยนต์ทหานบก เป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ลพบุรี ซึ่งเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่งของชาวลพบุรี

อาคารแบบจอมพล ป. ที่เป็นสถานศึกษา คือ อาคารในโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ที่เมื่อเดินทางเข้าไปแล้วจะรู้สึกถึงบรรยากาศย้อนยุค ประเภทที่ว่าสามารถใส่หมวกปีกกว้าง กระโปรงบาน สวมสูท ผูกเนกไท ได้บรรยากาศย้อนยุคที่สุด โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี และเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายแห่งแรกในระดับภูมิภาค ที่จอมพล ป. มีดำริจัดการศึกษาในหัวเมืองขึ้น

เดินดูตึกอาคารเก่าแบบร่วมสมัย กับลมเย็นๆ ก็ย้อนยุคสมัยวนิดากับ พันตรี ประจักษ์ ได้เหมือนกัน

นอกจากตึกงามอาคารสวยแล้ว มติชน อคาเดมี จัดสำรับคับค้อนไว้พร้อมสรรพ เพื่อให้ทุกท่านที่ร่วมเดินทางกับเราอิ่มท้องในแบบพิเศษ พร้อมกับการแสดงในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม

เต็มอิ่มเช่นนี้แล้ว จะพลาดไปก็เสียดายเหมือนเดิม

เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม คิดแปลกแตกต่างกับ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม จังหวัดลพบุรี วันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ที่มติชน อคาเดมี ที่จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ รศ.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,169 other followers

%d bloggers like this: