ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เสียงครวญจากนายหนังเมืองคอน น้องเดียว-บอดอัจฉริยะ คนไทยแตกสามัคคี พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 345


ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

เสียงครวญจากนายหนังเมืองคอน น้องเดียว-บอดอัจฉริยะ คนไทยแตกสามัคคี

“เมืองไทยวันนี้ เหมือนมีโรคร้าย ถูกมรสุมภายใน คิดไปเหมือนในอดีต กรุงศรีแตกพ่าย เพราะคนไทยแตกแยกความคิด อย่าให้ซ้ำรอยอดีต วิกฤตต้องคิดแก้ไข

คนไทยทั่วฟ้า สีหน้าเศร้าหมอง ไม่สามัคคีปรองดอง พี่น้องต้องมาแยกฝ่าย แบ่งสีแบ่งคน ร้องตะโกน กู่โห่วุ่นวาย ลูกหลานนั่งมองร้องไห้ เขาทำอะไรกันหนา

ธงชาติไทย พลิ้วไหวสะบัด สีแดงนั้นหมายถึงชาติ สีขาวคือศาสนา สีน้ำเงินสดใส สูงส่งแทนองค์ราชา ถ้าแม้นลดลงตรงหน้า ใครเขาจะมาโศกศัลย์

เมืองไทยวันนี้ จะต้องมียา ประคองด้วยภูมิปัญญา คนไทยสานใจมุ่งมั่น ส่งยิ้มไมตรี สามัคคีเป็นภูมิคุ้มกัน แล้วเอาธงชัยผืนนั้น ปักไว้ให้มั่น ที่กลางดวงใจ”

บทเพลงข้างต้น ชื่อว่า ภูมิปัญญารักษาไทย

นักร้องที่ขับขานเพลงนี้ เป็นคนตาพิการมาแต่เกิด ชื่อ น้องเดียว-บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง

นักร้องคนนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนใต้ เพราะน้องเดียวเป็นคนอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นศิลปินพื้นบ้านนายหนังตะลุง มีความสามารถในการเชิดและพากย์หนังตะลุง

แถมยังร้องเพลงลูกทุ่งได้ไพเราะน่าฟังอีกด้วย

สุ้มเสียง ลีลาการร้องละม้ายคล้ายคลึงกับ เอกชัย ศรีวิชัย ขุนพลเพลงแดนใต้ซึ่งเป็นคนอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช

เพลงนี้ประพันธ์โดย อาจารย์ฉลอง ตี้กุล พิการเป็นอัมพาตอยู่จังหวัดกระบี่ มอบให้น้องเดียวบันทึกเสียงปี 2556

คนร้องเป็นหนุ่มวัย 25 ปี ตาบอด มองอะไรไม่เห็นมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย แต่มีความห่วงใยและเป็นทุกข์เมื่อเห็นคนไทยแตกความสามัคคี ไม่มีความปรองดอง คล้ายกับเมื่อครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกพ่ายให้กับพม่า ทางแก้ต้องใช้ภูมิปัญญา ส่งยิ้มให้กัน

อีกอย่างหนึ่งที่น่าคิดคือ ทั้งคนแต่งเพลงและคนร้อง เป็นคนใต้

เมื่อปีที่แล้วยังไม่มีวิกฤตการเมืองที่สังคมขัดแย้ง แตกแยกร้าวลึกอย่างที่ปรากฏอยู่ในปีนี้ จากปฏิบัติการ ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ มีการขัดขวางการเลือกตั้ง มีเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งยิงระเบิดและยิงปืน ประทุษร้ายต่อกัน ฯลฯ

ใครได้ฟังเพลงนี้ต่างชื่นชอบ อยากจะฟังก็ง่ายนิดเดียว เปิดกูเกิ้ลหรือยูทูบก็ได้ พิมพ์ชื่อน้องเดียว ตามด้วยชื่อเพลง ภูมิปัญญารักษาไทย เท่านั้นแหละ เสียงร้องของน้องเดียวก็จะกังวานขึ้นมา ไหนๆ ก็ท่องไปในกูเกิ้ลและยูทูบ ก็ถือโอกาสฟังเพลงอื่นๆ ของน้องเดียวไปด้วยก็ได้

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 4-5 ปี น้องเดียวได้บันทึกเสียงเพลง “ลมหายใจปลายด้ามขวาน” ซึ่งแต่งเอง เพลงที่น้องเดียวร้องได้รับการโจษขานกันอย่างกว้างขวาง ความโด่งดังของนายหนังตะลุงตาบอดแต่มากล้นด้วยความสามารถด้านศิลปินพื้นบ้าน ใครๆ ก็อยากดูน้องเดียวมาแสดงหนังตะลุง โทรทัศน์หลายรายการติดต่อให้มาออกรายการและนำเสนอสารคดีชีวิตของน้องเดียว

เพลงลมหายใจปลายด้ามขวาน เป็นเพลงที่คนตาบอดอยากเห็นคนตาดี หาทางแก้ไขความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้เสียที เพราะสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อผู้คนมามากแล้ว

น้องเดียว ฝึกเชิดหนังตะลุงมาตั้งแต่เล็ก เรียนรู้จากการไปฟังเวลามีคณะหนังตะลุงมาแสดงใกล้ๆ บ้าน ก็จะให้ญาติพี่น้องพาไปชม และนำเงินที่เก็บออมไว้ซื้อวีซีดีหนังตะลุงคณะต่างๆ มาฟังเพื่อเรียนรู้การร้อง การเชิด และการพากย์

ส่วนการร้องเพลงก็ฝึกร้องมาตั้งแต่อายุ 10 ปี พออายุ 15-16 ปี ก็ไปร้องเพลงกับวงเอกชัย ศรีวิชัย อยู่กับวงเอกชัยได้ 1 ปี ก็ลาออก

จากนั้นก็ตั้งเป็นคณะหนังตะลุง ชื่อ “คณะน้องเดียว ลูกทุ่งวัฒนธรรม”

จุดสนใจของน้องเดียวที่ประทับใจชาวใต้ คือการได้ฟังเพลงลูกทุ่งประกอบการเชิดและพากย์หนังตะลุง

จากความสามารถในการเป็นศิลปินพื้นบ้าน น้องเดียวได้รับการยกย่องด้วยฉายาว่า เป็นนายหนังตะลุงเมืองคอน “บอดอัจฉริยะ”

การแสดงหนังตะลุงที่ซบเซากลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หนังตะลุงคณะอื่นๆ ก็พลอยมีงานแสดงตามมา

นอกจากนี้ น้องเดียวยังออกงานร้องเพลงจนคิวงานแน่นตลอด

เวลาไปแสดง พ่อยกแม่ยกและแฟนๆ จะนำเงินมามอบให้กับมือ ซึ่งน้องเดียวเคยบอกว่า เสียงหัวเราะ และความสุขของผู้ชมหนังตะลุง ทำให้ตัวเองแม้จะสายตาพิการแต่ก็ตั้งใจจะรับใช้ผู้ชมไปนานๆ

 

ดวงเศรษฐี 12 ราศี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07094150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 345


ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

ความพยายามใดๆ ก็ตามตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีเกณฑ์จะประสบความสำเร็จแปรเปลี่ยนเป็นรูปของทรัพย์สินเงินทอง มีโอกาสได้รับโชคลาภอย่างฟลุกๆ แต่บุตรบริวารจะสร้างความลำบากใจ เป็นเรื่องที่คุณจะต้องเข้าไปแก้ไขอย่างเร่งด่วนถึงความขัดแย้งของคนรอบข้างและลูกน้องในที่ทำงาน การเดินทาง ควรระมัดระวังจะเกิดอุบัติเหตุมีเกณฑ์เสียของรัก รวมถึงจะต้องระวังในคำพูดอาจเกิดการขัดแย้งกับคนใกล้ตัวได้ง่าย เงินทอง หามาได้เท่าไรก็ใช้ไปอย่างรวดเร็ว คนรักจะหงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ การค้าขาย ถ้าต้องการทำกำไรในช่วงนี้ควรต้องลงมาดูเอง ลงมาจับสังเกตสินค้า สังเกตหน้าร้านว่ามีส่วนใดที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแต่งเติมเสริมต่อได้บ้าง อย่านิ่งอย่าเอาแต่นั่งโต๊ะ ควรมองจากมุมที่ใกล้ชิดลูกค้าที่สุดให้ได้ แล้วคุณจะเห็นจุดอ่อนจุดแข็งที่จะทำการแก้ไขให้ทันยุคทันสมัย ท้ายสุด ตัวเลขงามๆ ผลลัพธ์สวยๆ ก็จะกลับมาอย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ สุขภาพ ที่ควรระวังคือเรื่องของระบบย่อยอาหารและระบบการขับถ่าย

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

ช่วงนี้ก่อนจะทำอะไรควรคิดอย่างเป็นระบบ เนื่องจากทั้งในที่ทำงานและที่บ้านจะมีปัญหา ในส่วนของเรื่องการเงิน ค่าใช้จ่ายในช่วงนี้ค่อนข้างจะหนักและต้องหมดไปกับส่วนของญาติพี่น้องหรือมิตรสหายอยู่ตลอดเวลา งานสำคัญที่เก็บไว้กำลังจะได้นำออกมาใช้ ปัญหาที่ควรแก้ในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องของการเงินเป็นอันดับแรก เนื่องจากระยะต่อไปกำลังจะมีปัญหาเรื่องเงินตึงมือโดยเฉพาะปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องงาน จะแก้ไขได้จากการที่คุณเข้าไปปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่ที่คุณเคารพ รวมถึงจำต้องใช้เงินเก็บมาหมุนก็ไม่ผิดอันใดเนื่องจากการเอาตัวให้รอดจากตอนนี้ไปได้ หนทางข้างหน้าอีกไม่ช้าก็จะมีรายได้งามๆ เข้ามาให้ชื่นใจ ยิ่งการค้าขาย ทำกำไรระยะสั้น รับจ๊อบทุกประเภทเข้ามาทำ ท้ายสุด คุณจะแก้ไขความอึดอัดเช่นนี้ไปได้อย่างแน่นอน ชัวร์ครับ ความรัก ระวังรักซ้อนจะทำให้ช่วงนี้คุณอ่อนใจ สิ่งที่ควรระวังคือมุมของอุบัติเหตุมีเกณฑ์เจ็บตัวจากความซุ่มซ่าม รวมถึงมีอาการของการเจ็บคอ คันคอ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ คุณมีเกณฑ์จะได้รับมอบหมายหน้าที่การงานใหม่ๆ เป็นงานที่ทำแล้วระยะต่อไปจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เป็นงานที่มีแนวโน้มได้รับความชื่นชมจากเจ้านาย อีกทั้งในรอบเดือนนี้คุณมีเกณฑ์จะต้องออกสังคมและต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา การเจรจาควรจะต้องมีความเด็ดขาดจึงจะประสบความสำเร็จ ปัญหาต่างๆ ที่คาราคาซังต้องรีบแก้ไขอย่าปล่อยให้เรื่องบานปลาย ลูกน้องบริวารยังเอาใจช่วยเป็นอย่างดี การค้าขาย ทำกำไรในช่วงนี้ต้องอาศัยลูกค้าเก่าและสินค้าตัวเก่งในการฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจในระยะนี้ ใครที่มีหนี้สินต้องระวังการถูกทวง ถูกตาม จนจำใจต้องควักเงินเก่าหมุนเงินเก็บออกมาใช้ ความรัก ระยะนี้เสน่ห์จะแรงหาเวลาออกสังคมแล้วจะสมหวัง มีข่าวดีมีเรื่องดีๆ ทำให้คุณได้ชื่นใจสบายอุรา กับครอบครัวนี่สิต้องดูแลเป็นพิเศษ จะมีคนในบ้านป่วยไข้ไม่สบาย เรื่องที่ควรระวังคือเรื่องของสุขภาพ อาจมีการปวดตามข้อตามกระดูกและกล้ามเนื้อ ควรออกกำลังกายแบบเบาๆ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

อารมณ์ช่วงนี้รุนแรง มีเกณฑ์ที่จะต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ อะไรบางอย่างในเดือนนี้ ขอให้คุณอย่าวู่วามให้คิดพิจารณาหาข้อมูลให้ถ้วนถี่ก่อนตัดสินใจ เพราะมีเกณฑ์ที่จะตัดสินใจผิดพลาดถ้าคิดและตัดสินใจโดยลำพัง เรื่องเงินทอง จะมีโชคลาภรวมถึงสิ่งที่ลงทุน เริ่มที่จะเห็นผลที่ดีกับตัวคุณ อีกทั้งจะมีคนใกล้ชิดนำข่าวร้ายและความไม่สบายใจเข้ามาให้ได้ยิน กับลูกหลานรวมถึงบริวารจะสร้างปัญหาให้กับคนในครอบครัว โดยคุณต้องมีส่วนเข้าไปแก้ไข สิ่งที่ควรระวังในช่วงนี้คือเรื่องของฟืนไฟหรือของมีคม กับเรื่องการค้าขาย จำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าบางอย่างที่ไม่ทำกำไรมานาน จะเอาออกหรือดัดแปลงก็ต้องรีบทำ เพราะมีส่วนที่ทำให้รายได้ต่อเดือนจะขาดจะเหลือก็เจ้าสินค้าตัวนี้นั่นเอง โชคลาภฟลุกๆ ยังหวังได้ยาก แต่ถึงกระนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นศูนย์เพราะมีเกณฑ์ได้เงินจากหนี้สินเก่าๆ ได้จากความเสน่หา กับคนรัก ช่วงนี้เวลาที่มีให้กันจะน้อยลงทุกทีควรหาโอกาสพาไปไหนมาไหนบ้างก็จะดี สุขภาพ มีเกณฑ์เป็นไข้หรือหวัดแดดครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

ในรอบเดือนนี้ตนเองยังหมดแรงหมดพลัง ยังไม่ใช่เวลาที่ดีในการเริ่มสิ่งใหม่ๆ มีปัญหาเกิดขึ้นจากคนรอบข้างที่สร้างไว้ แต่คุณต้องเข้าไปแก้ไข ขอให้ปรึกษาหารือกับเพื่อนฝูงหรือคนที่ไว้ใจได้ก่อนลงมือ เนื่องจากงานข้างหน้าที่กำลังได้รับมอบหมายหรือกำลังจะทำนั้นเป็นงานที่เสี่ยงต่อการถูกตำหนิและมีโอกาสที่จะเกิดการขัดแย้งระหว่างตัวคุณและผู้บังคับบัญชาหรือหุ้นส่วน เรื่องเงินทอง ยังมีให้กินให้ใช้ถึงแม้จะหมดไปกับเรื่องที่คุณไม่ได้เตรียมการก็ตามที ดังนั้น ในเมื่อหลายอย่างมันดิ้นไปก็มีแต่เจ็บ จึงควรปรับยุทธวิธีในการทำงานบางอย่างชั่วคราว คือการเน้นปรับปรุงสินค้าของตนเอง เน้นหาจุดอ่อนจุดแข็งเพื่อเตรียมการรุกสู้ในเดือนต่อไป ลองหาวัสดุการบรรจุหีบห่อที่จัดเก็บให้มีคุณภาพและสวยงามมากยิ่งขึ้น ความรัก จะร้อนรุ่มเพราะดันไปรักกับคนที่ดูคลุมเครือ มีความลึกลับจับตัวยาก จึงควรหาทางทำให้มันชัดเจนขึ้นมาอย่าปล่อยเลยตามเลย สุขภาพ ที่ควรระวังคือเรื่องของโรคหวัด และระบบทางเดินหายใจ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

เป้าหมายของคุณเองหรือสิ่งที่คาดหวังกำลังจะสัมฤทธิผล แต่เคล็ดลับคือต้องปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่จึงจะได้สิ่งนั้นมา ช่วงนี้สิ่งต่างๆ รอบตัวหรือคนรอบข้างยังไม่เป็นใจต่อการคิดใหม่ทำใหม่ การแก้ปัญหายังเป็นในรูปของเหล้าเก่าในขวดใหม่ คือยังไม่พบทางแห่งการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ขอให้ประคับประคองตนเองให้พ้นเดือนนี้ไปเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องของการทะเลาะเบาะแว้งกับญาติพี่น้องหรือคนใกล้ชิด ข้อดีช่วงนี้คือถ้าจังหวะเเรกทำสิ่งใดไม่สำเร็จให้ทำซ้ำอีกครั้งเเล้วจะโชคดี เพราะมุมชะตาในช่วงนี้คือมีอุปสรรคเข้ามา แต่ถ้าหาวิธีแก้ไข ไม่ท้อ หรือขอความช่วยเหลือจากใครแล้วล่ะก็ เรื่องที่คาราคาซังเรื่องที่อึดอัดใจมาเนิ่นนานก็จะลุล่วงไปได้ด้วยดี ทั้งเรื่องการหมุนเงิน เรื่องการทำมาค้าขาย เรื่องครอบครัวและเรื่องหนี้สิน ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องงานนั้น มีเกณฑ์ได้ข่าวดี เคลียร์งานบางสิ่งสำเร็จเจรจาต่อรองต้องมีข้อมูลมากเพียงพอ โรคภัยที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องของการเจ็บตัวจากความซุ่มซ่ามส่วนตัวครับ

ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

ในสิ่งต่างๆ ที่คาดหวัง คุณจะพบกับอุปสรรคปัญหาและความยากลำบาก มีคนคอยจ้องทำร้ายใส่ความและกลั่นแกล้งในทุกรูปแบบ หนำซ้ำคนที่เคยไว้ใจได้ กลับเป็นคนคอยให้ข้อมูลทำให้คุณเสื่อมเสียชื่อเสียง ช่วงนี้ต้องสงบปากสงบคำให้มากๆ ยิ่งพูดยิ่งเสีย ควรใช้สโลแกนในช่วงนี้คือ พูดน้อยผิดน้อย ยิ่งพูดมากยิ่งผิดมาก ท่องไว้ให้ขึ้นใจแล้วคุณจะผ่านพ้นช่วงเวลาที่แสนลำบากในเรื่องคนรอบข้างไปได้ด้วยดี การค้าขาย ในช่วงนี้ต้องยิ้มแย้ม เป็นกันเอง ควบคุมคุณภาพลูกน้องบริวารเพื่อนร่วมงานที่คุณสั่งงานได้ให้ชัดเจน อย่าทำแบบขอไปทีเช้าชามเย็นชามเด็ดขาด เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามุมดาวคนรอบตัวในที่ทำงานโคจรเสื่อม หมดพลัง ดังนั้น ดูแลปรับปรุงส่วนนี้ได้ เงินทองและลูกค้าก็จะกลับมาหามาสู่มาซื้อสินค้าและใช้บริการของคุณมากขึ้นกว่าเดิม ชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ คนรัก ยังคอยให้กำลังใจเสมอ เพียงคุณอยู่ใกล้พลังใจจะเต็มถัง สุขภาพ ที่ควรระวังคือเรื่องของการเหน็ดเหนื่อยและปัญหาที่เกิดจากการเดินทาง เช่น ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

ในมุมชะตาในรอบปักษ์นี้มีเกณฑ์จะต้องเดินทาง คุณจะต้องเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องของคนรอบข้างที่สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้การที่จะอยู่อย่างเป็นสุขคุณควรปล่อยวาง สิ่งใดก็ตามที่เกิดปัญหาอยู่ทั้งเรื่องการงาน เรื่องค่าใช้จ่าย รวมถึงเรื่องบุตรบริวารขอให้ระงับอารมณ์ เพราะยังเป็นช่วงที่ควรพักสมอง อย่าเพิ่งเริ่มคิดการใหญ่จะเสียมากกว่าได้ ในช่วงเดือนหน้าจะได้ยินข่าวร้ายหรือข่าวที่ทำให้ไม่สบายใจ ทุกข์ใจ แต่สักพักก็จะแก้ไขเรื่องต่างๆ ลงไปได้ ทางแก้ปัญหาต่างๆ จากนี้ไปคือการขอความช่วยเหลือจากคนที่เขาพอมีกำลังจะช่วย ขอคำแนะนำจากผู้ที่คุณรักคุณศรัทธาเพราะท่านผู้นั้นจะลงมาช่วยเหลือได้บ้างไม่มากก็น้อย ทำให้วิกฤตต่างๆ ที่กำลังจะเกิดนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี กับคนรัก ช่วงนี้ดูเขาจะหงุดหงิดง่าย ควรให้กำลังใจอย่าตั้งแง่กันมาก หันมาร่วมมือแล้วสู้ปัญหาต่างๆ ร่วมกันจะดีกว่า ด้านร่างกายระวังปัญหาเกี่ยวกับศีรษะ อาทิ ปวดหัว ปวดตา และไมเกรน ควรพักผ่อนและทานอาหารให้เป็นเวลาครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

ในระยะนี้มีเกณฑ์พบเจอกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เจอกันมานาน อีกทั้งจะมีเรื่องราวของการสานสัมพันธ์ที่ดีกันอย่างต่อเนื่อง ขอให้คุณพูดคุยหรือฝากเบอร์โทรศัพท์เพื่อติดต่อกันไว้ จะมีโชคใหญ่ในกาลต่อไป การงาน ยังรู้สึกถึงความเบื่อและเซ็ง ต้องการที่จะเปลี่ยนงานหรือหาหน้าที่ใหม่ๆ เข้ามาทำบ้าง ซึ่งกำลังจะหวังผลสำเร็จได้ด้วยดี อีกทั้งจะมีเหตุให้เสียเงินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับญาติพี่น้องอย่างไม่เต็มใจ การค้าขาย ให้ใช้ความขยันเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า หาเวลาตรวจตราเช็กจุดอ่อนจุดแข็งแล้วเร่งปรับปรุงโดยไว กับเพศตรงข้ามเริ่มที่จะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป โดยที่จำต้องฝืนใจ ไม่จำเป็นอย่าทำให้ตนเองเสียเปรียบมากเกินไปนัก เพราะโอกาสที่คุณจะเจ็บใจเสียความรู้สึกกับใครบางคนนั้นมีสูงมาก ในเรื่อง สุขภาพ ต้องดูแลในส่วนของอาการปวดหลังและปวดตามข้อต่างๆ รวมถึงคนในครอบครัวเจ็บป่วยไม่สบายด้วยครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

ระยะนี้อะไรทั้งหลายแหล่ยังไม่เป็นใจ คิดอ่านประการใดก็คอยติดขัดอยู่ตลอดเวลา กำลังจะก้าวก็มีคนขัดขวางหนทาง บางท่านเพิ่งฟื้นจากอาการเมาหมัดในพายุแห่งปัญหามาหมาดๆ ก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดถูกกลั่นแกล้งและรังแก ถูกคนนินทา ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจอยู่คนเดียว ทางแก้คือต้องปรึกษาหารือกับผู้หลักผู้ใหญ่หรือหัวหน้าในที่ทำงาน ท่านจะรับฟังปัญหาและพยายามแก้ให้คุณได้ เรื่องเงินทอง จะหมดไปกับลูกหลานและบริวาร ข้อดีคือถ้ารอคอยสิ่งใดอยู่จะได้ฟังข่าวดีครับ ยิ่งการค้าขาย ทำงานสิ่งใดถ้าให้ดีควรเน้นโปรโมตสินค้าตัวเก่ง ตัวเจ๋งๆ จะทำให้มีรายได้สวยๆ ย้อนกลับคืนมา การพัฒนาศักยภาพลูกน้องและคนร่วมงานนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ถึงมันจะดูแล้วยากเย็นก็ตามก็ยังจำเป็น คนรัก ช่วงนี้ดูจะยุ่งกับงานจนลืมเราไป อย่างไรก็อย่าได้น้อยอกน้อยใจ สืบเนื่องจากเป็นช่วงที่งานเขายุ่งวุ่นวายจริงๆ ส่วนสุขภาพ ที่น่าระวังคืออาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้หรือเป็นหวัดเรื้อรัง หาจังหวะดื่มน้ำให้มากกว่าปกติด้วยครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

ในรอบปักษ์นี้มีเกณฑ์ที่จะพบกับคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน จะได้รับข่าวดีจากญาติพี่น้องให้ชื่นใจ โดยสิ่งที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องของการใช้จ่าย มีเกณฑ์ที่จะต้องหมดไปกับการเดินทางและการสังคมค่อนข้างมาก อีกทั้งมีเกณฑ์การเดินทางไกลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จและได้รับความชื่นฉ่ำใจหลังจากกลับมา ลูกน้องบริวารจะทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้างแต่สุดท้ายจะแก้ไขได้ ผู้ใหญ่ที่นับถือกันช่วงนี้จะถูกโจมตีทั้งยังมีโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ที่คุณจะต้องมีส่วนร่วม ทางแก้ทางออกของปัญหาทั้งมวลคือพยายามเน้นเรื่องผลงาน เน้นทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุด อย่าเอาคนรอบตัวเป็นที่ตั้ง ให้เอาผลงานเป็นตัวส่งเสริมในตำแหน่งและเงินรายได้ของคุณ เนื่องจากว่าต่อไปคุณจะได้ยินข่าวการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง คนที่เคยมีอำนาจจะหมดลง คนที่อยู่ในมุมมืดจะรุ่งเรือง ชัวร์ครับ คนรัก จะมีอาการซึมเศร้าเหงาใจ ขอให้คุณห่วงใยให้มากขึ้น ส่วนร่างกายที่ควรระวังคือเรื่องท้องไส้ปั่นป่วน ควรหาของเบาๆ ที่สะอาดทาน

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

สิ่งต่างๆ ที่หวังยังไม่สะดวกต่อตนเองทั้งเรื่องที่บ้านและในที่ทำงาน โดยเฉพาะคุณจะได้รับมอบหมายหน้าที่การงานที่ทำแล้วลำบากใจ การที่รับปากใครในช่วงนี้ควรระมัดระวังและต้องทบทวนถึงความเป็นไปได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีโอกาสเสียคำพูดได้ง่ายๆ ระยะนี้ยังต้องระวังเรื่องคดีความและการฟ้องร้องมีโอกาสแพ้ถ้าประมาทหรือขาดการระมัดระวังในข้อมูล งานใดที่ควรทำก่อนและหลังต้องจัดระเบียบกันเสียใหม่ มิฉะนั้นจะถูกตำหนิจากผู้บังคับบัญชาเอาได้ เพื่อนร่วมงานช่วงนี้จะทำให้คุณเดือดร้อน การทำมาหากิน ต้องใช้ความซื่อสัตย์ ความเป็นกันเอง มีอัธยาศัยที่ช่างแนะนำ เพราะมุมดาวเรื่องเงินทองของคุณนั้นอยู่ในจุดที่หงุดหงิดได้ง่าย อยู่ในมุมที่มีแต่ปัญหาวุ่นวาย จนกลายเป็นคนรอบตัวที่เขารับรู้อารมณ์ของคุณได้ จนเขาไม่ค่อยอยากจะเข้าใกล้สู้หน้าคุณสักเท่าไหร่ กับคนรัก นั้นเขากำลังมีปัญหาเรื่องเงิน ช่วยเท่าที่ช่วยได้ไปก่อน โรคภัย ที่ควรระวังคือเรื่องของการปวดท้อง ปวดหัว อันเนื่องมาจากการพักผ่อนไม่เป็นเวลา และอาหารเป็นพิษครับ

เลขมงคลประจำเดือน เลข 4 เลข 8 และเลข 2 ควรเว้น เลข 1

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำเดือน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง และ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

เรื่องเด่นในเดือนนี้ จะใช้เงินไปกับการเดินทาง รวมทั้งค่าใช้จ่ายกับครอบครัวจะสูงกว่าปกติ แต่ดีที่เพศตรงข้ามจะนำโชคนำข่าวดีๆ มาให้คุณได้ชื่นใจ

 

“ปั่น” พันล้าน และขบวนหนังสือจักรยานน่าอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 345


ก่อนปิดร้าน

สมปรารถนา sompratana08@yahoo.com

“ปั่น” พันล้าน และขบวนหนังสือจักรยานน่าอ่าน

ปลายเดือนมีนาคม 2557 นี้ งาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ได้โอกาสกลับมาสร้างความคึกคักให้กับบรรดาผู้รักการอ่าน รวมถึงนักเลงหนังสือ หนอนหนังสือผู้ใฝ่รู้จากการอ่านกันอีกคำรบหนึ่ง

โดยงานจะจัดขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม-วันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2557 เวลา 10.00-21.00 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่เดิม

เครือมติชน ผู้ผลิตหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์แถวหน้าของเมืองไทยก็ไม่พลาดที่จะจัดเต็ม กับงานใหญ่ระดับชาติครั้งนี้ นอกจากจะระดมหนังสือใหม่มากกว่า 30 ปก แล้วยังตั้งเป้าที่จะนำเสนอหนังสือใหม่ภายใต้แนวคิด

“อ่านความรู้ รู้ความจริง”

แน่นอนว่ายังหนาแน่นไปด้วยหนังสือแนวการเมืองที่เข้มข้น สอดคล้องกับสถานการณ์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการอ่านเพื่อเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นไทย การเมืองไทย ประชาธิปไตยไทย

ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” ผลงานของ คริส เบเคอร์ และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร, “ประชาธิปไตย คนไทยไม่เท่ากัน” ผลงานของ รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, “อวสาน ยิ่งลักษณ์” ผลงานเล่มล่าสุดของ วาสนา นาน่วม, ปฏิวัตินกหวีด (รวมบทความ) ฯลฯ

แต่ที่อยากเลือกมาแนะนำเพื่อมิให้แฟนานุแฟนของ “เส้นทางเศรษฐี” พลาด นั่นคือ พ็อกเก็ตบุ๊กรวมเล่มใหม่ล่าสุดจาก กองบรรณาธิการ “เส้นทางเศรษฐี”

“ปั่นพันล้าน…จักรยานที่รัก”

หนังสือที่รวบรวมเอารูปแบบการทำธุรกิจสารพัดชนิดในยุคที่เทรนด์การปั่นจักรยานร้อนแรงอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านจักรยานที่มีเรื่องราวของผู้ประกอบการมาตรฐาน, ดาราคนดังที่หลงรักจักรยาน จนกล้าหาญควักทุนเปิดร้านจักรยานด้วยตัวเอง ฯลฯ

ยังมีธุรกิจต่อเนื่องเกี่ยวกับจักรยานอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้า, ตลาดค้าอุปกรณ์, คาเฟ่สุดชิลสำหรับคอจักรยานตัวจริง, ธุรกิจบริการด้วยจักรยานแบบ ไบค์เซนเจอร์, ธุรกิจผสมผสานระหว่างจักรยานกับการท่องเที่ยว ฯลฯ

นอกจากเรื่องราวที่บรรดาคนรักจักรยาน แปลงกิจกรรมที่รักให้กลายเป็น กิจการ สองล้อพารวย แล้ว ยังมีเกร็ดความรู้มากมายเกี่ยวกับจักรยาน ประเภทการใช้งาน ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเลือกซื้อจักรยาน ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งซื้อ ร้านจักรยาน

เป็นอีกมิติหนึ่งนอกเหนือไปจากการรวบรวมข้อมูลความรู้เรื่องจักรยาน ที่เจาะลึกลงไปที่แนวโน้มและทิศทางธุรกิจจักรยาน ซึ่งวันนี้เบ่งบานขยายมูลค่าทะลุหลัก พันล้าน ไปเรียบร้อยแล้ว

จะอ่านเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับก้าวเข้าสู่วงการจักรยาน หรือจะอาศัยเป็นแรงบันดาลใจเพื่อกระโดดเข้าสู่ธุรกิจจักรยานบ้างก็ไม่ผิดกฎ กติกาแต่อย่างใด

ไม่เพียงแค่ “ปั่นพันล้าน…จักรยานที่รัก” เท่านั้น

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หากแวะไปที่บู๊ธ มติชน หรือแวะไปร้านจำหน่ายหนังสือทั่วไปในช่วงดังกล่าว ก็จะได้พบกับหนังสือจักรยานดีๆ อีกเล่มหนึ่งที่ชื่อ IT”S ALL ABOUT THE BIKE อะไรๆ ก็จักรยาน ผลงานเขียนของ โรเบิร์ต เพนน์ คนรักจักรยานเข้าสายเลือด และบ้าดีเดือดพอที่จะตั้งใจสร้างจักรยานระดับสุดยอดที่มีเพียงคันเดียวในโลกเพื่อสนองฝันของตัวเอง (แปลโดย ธนชาติ ศิริภัทราชัย)

ปิดท้ายแถมให้อีก 1 เล่ม กับเรื่องราวจากฝีปาก (กา) นักเขียนอารมณ์ดี ชาติ ภิรมย์กุล ซึ่งเที่ยวนี้มาพร้อมหนังสือชื่อ “สุขบนหลังเสือ”

เรื่องสุขนิยมชวนอมยิ้มตามสไตล์ของ ชาติ ภิรมย์กุล มีสีสันมากขึ้นเมื่อเขานำเอาประสบการณ์ระดับ “เสือภูเขา (เข็น)” ตะลุยปั่นท่องเที่ยวในสไตล์ที่ไม่เหมือนใครมาเล่าให้ผู้อ่านได้ร่วมยิ้มและหัวเราะไปพร้อมๆ กัน

คลังสมองที่แสวงหาได้ง่ายๆ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เตรียมพร้อมรอผู้อ่านไปเลือกสรร และอยากเตือนว่า ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

 

มะละแหม่ง ตลาดใหม่ที่น่าลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


SMEs ก้าวทัน AEC

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

มะละแหม่ง ตลาดใหม่ที่น่าลงทุน

ในช่วง 5 ปีมานี้ ต้องยอมรับว่ากระแสพม่ายังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะที่นี่นอกจากจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแล้ว จำนวนประชากรก็มีมากถึง 60 กว่าล้านคน เรียกว่ามีกำลังซื้อดีทีเดียว แม้ช่วงนี้ฐานะความเป็นอยู่ของชาวพม่าส่วนใหญ่จะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก แต่ก็มีกลุ่มเศรษฐีอยู่จำนวนไม่น้อย ขณะที่ปัจจุบันการเดินทางจากบ้านเราไปยังเมืองต่างๆ ของพม่าค่อนข้างสะดวก เพราะมีสายการบินเปิดเส้นทางบินไปยังหลายเมือง นอกเหนือจากนครย่างกุ้ง

อย่างเมืองมะละแหม่ง (ชื่อชาวอังกฤษเรียก) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกเมาะลำไย ส่วนคนไทยบ้างก็เรียกเมาะลำเลิง เมื่อไม่นานมานี้ สายการบินนกแอร์ ได้เปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ จากสนามบินแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ไปยังสนามบินเมืองมะละแหม่ง (ใช้เวลาแค่ 25 นาที) พร้อมกับเชิญนักข่าวในพื้นที่แม่สอดกว่า 10 ชีวิต ไปสำรวจเมืองนี้ โดยให้ทางบริษัทเอเชีย วัน แทรเวล แอนด์ ทัวร์ ของ “คุณฐิติพร กาสมสัน” เป็นฝ่ายอำนวยความสะดวก

จุดขายเมืองอาณานิคมเก่า

มะละแหม่งเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 3 ของพม่า รองจากนครย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ อยู่ห่างจากชายแดนไทยที่อำเภอแม่สอด 170 กิโลเมตร มีประชากรกว่า 2 ล้านคน ซึ่งแม้จะเป็นเมืองเอกของรัฐมอญ แต่ประชากรก็มีทั้งพม่า มอญ ยะไข่ กะเหรี่ยง ปะโอ ชาน แขก และจีน โดยใช้ภาษาพม่าเป็นภาษากลาง

ในอดีตถือว่าเมาะลำไย อันเป็นเมืองทางตอนใต้ของประเทศพม่า เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง เคยเป็นเมืองท่ายุคที่อังกฤษยึดครองพื้นที่ตอนล่างของพม่าหลังสงครามพม่า-อังกฤษ ครั้งแรก (ค.ศ. 1824) ด้วยภูมิประเทศเหมาะสมเพราะล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำ 3 สายคือ แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำไจ และแม่น้ำอัตตรัน โดยแม่น้ำ 3 สายนี้ไหลมาบรรจบกันก่อนที่จะลงสู่อ่าวเมาะตะมะและทะเลอันดามัน

ที่นี่เป็นเมืองอุดมสมบูรณ์เพราะเป็นพื้นที่ราบ มีผลผลิตทางการเกษตรหลากหลาย อาทิ ข้าว ยางพารา ผลไม้เมืองร้อน และที่ขึ้นชื่อคือ ส้มโอ รวมทั้งไม้สัก

หลังจากรัฐบาลพม่าเปิดประเทศ “มะละแหม่ง” ก็ได้รับอานิสงส์เต็มๆ เพราะเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย และเมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากการปกครองของอังกฤษ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์หรืออาคารบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียล ดังนั้น จึงเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

อย่างที่บริษัทเอเชีย วันฯ ของคุณฐิติพร ระบุในโปรแกรมทัวร์ว่า “ท่านที่มาเมืองนี้จะได้ชมโบสถ์เซนต์แบ็บติส และโบสถ์เซนต์แพทริก ฯลฯ ชมวิวปากอ่าวเมาะตะมะ รวมถึงเส้นทางตามรอยตำนานรัก เจ้าน้อยศุขเกษม กับ มะเมียะ สาวมอญ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ด้วย อาทิ พระนอน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวถึง 200 เมตร ที่วัดป่าวินเส่งตอว์ยะ และ วัดกลางน้ำไจ๊คะมี Kyai Ka Mi Ye Le ที่วัดและเจดีย์ สร้างยื่นลงไปในทะเล พร้อมกับชมสุสานทหารสัมพันธมิตร ที่เสียชีวิตในพม่าช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 และที่พิเศษคือ โปรแกรมชิมปูเนื้อนุ่ม กุ้งมังกร กุ้งแม่น้ำไจ และปลาหัวยุ่ง ที่ชายทะเลเซดเซ

แนะช่องทางลงทุน

สภาพความพร้อมเหล่านี้ จึงทำให้มะละแหม่งเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั้งหลาย ซึ่ง “คุณฐิติรัตน์ จันทร์พงษ์” กรมการค้าต่างประเทศ ให้ความเห็นเกี่ยวกับเมืองนี้ว่า เป็นตลาดการค้าใหม่ที่น่าสนใจ พร้อมกับแนะนำว่า เมาะลำไยสามารถรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา อุตสาหกรรมสิ่งทอ และธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ประกอบกับด้านทำเลที่ตั้งที่ถือว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขนส่งจากชายแดนไทยบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ไปยังนครย่างกุ้ง

“อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันสภาพถนนและเส้นทางคมนาคมในฝั่งพม่ายังไม่สะดวกจึงต้องใช้ระยะเวลามากในการขนส่งสินค้า รัฐบาลไทยจึงได้ให้ความช่วยเหลือเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนกับรัฐบาลพม่ามูลค่า 2,150 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยงตั้งแต่เชิงเขาตะนาวศรี กอกะเร็ก เมาะลำไย ท่าตอน รวมระยะทาง 172 กิโลเมตร โดยคาดว่าเมื่อเส้นทางแล้วเสร็จจะทำให้เมืองเมาะลำไยมีศักยภาพด้านการขนส่งและเป็นแหล่งกระจายสินค้าไทยที่สำคัญ”

สาเหตุที่กรมการค้าต่างประเทศ แนะนำให้ทำอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารานั้นเพราะมะละแหม่งมีพื้นที่ปลูกยางพาราเยอะมาก หากออกไปนอกเมืองจะเห็นสวนยางสุดลูกหูลูกตา มีทั้งสวนเก่าและสวนใหม่ที่เพิ่งปลูกยางอายุไม่กี่ปี แต่เท่าที่สอบถามจาก คุณพินิจ สุนันต๊ะ ไกด์ไทยของเราที่มีความรู้เรื่องพม่าเป็นอย่างดี บอกว่า ยางพาราของมะละแหม่งให้น้ำยางไม่ดีเหมือนบ้านเรา เพราะคนที่นี่ทำการเกษตรแบบไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไร เป็นต้นยางที่อายุ 30 ปี ที่ไม่มีน้ำยางแล้ว ส่วนใหญ่ตัดเอาไม้ยางไปทำเฟอร์นิเจอร์แทน

ใครที่เคยไปมะละแหม่งเมื่อหลายปีก่อน ต้องบอกว่าวันนี้ที่นี่เปลี่ยนไปแล้ว อย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในช่วงเทศกาลสำคัญๆ อย่างเช่น ปีใหม่ ตรุษจีน หรือสงกรานต์ โรงแรมดีๆ หรือโรงแรมในตัวเมือง ไม่มีห้องพักถ้าไม่จองล่วงหน้าไว้ก่อนเป็นเดือนๆ มีตลาดของกินตอนกลางคืนอยู่ริมน้ำสาละวิน ซึ่งเพิ่งเกิดเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้กลางคืนของมะละแหม่งมีสีสัน

ที่สำคัญ จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น อย่างที่คุณพินิจ แจกแจง

“วันนี้มะละแหม่งดีขึ้น เพราะหลังจากที่พม่าเปิดประเทศปุ๊บก็มีคนต่างประเทศเข้ามา มะละแหม่งเป็นแบรนด์เนมที่คนอังกฤษ คนไทยทางเหนือรู้จักเพราะมีความผูกพันตั้งแต่ตอนที่เจ้าน้อยศุขเกษม มาเรียนหนังสือที่นี่ นอกนั้นเป็นฝรั่งที่จะจองทัวร์ข้ามปีมาเที่ยว นักท่องเที่ยวยุโรปก็จะมาตามหาบรรพบุรุษที่เสียชีวิตในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็มีมา”

สินค้านำเข้าจากไทย-จีน

ช่วงที่คณะสื่อมวลชนอยู่ที่มะละแหม่งนั้น นอกจากจะไปแหล่งท่องเที่ยวสำคัญตามโปรแกรมทัวร์แล้ว ยังได้ไปตลาดในเมืองนี้ ซึ่งมี 2 ตลาดหลักๆ คือ ตลาดเอ๊าเซ อันเป็นตลาดใหญ่แห่งหนึ่งของมะละแหม่ง ที่คับคั่งไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ใกล้โรงแรมมะละแหม่งแสตรนด์ที่พวกเราพักกัน

ตัวตลาดแยกโซนเป็นย่านขายของแห้ง ประเภท ปลาแห้ง กุ้งแห้ง กะปิ ปลาร้า หอม กระเทียม โซนสินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ของใช้สารพัด ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งสินค้าส่วนมากมาจากประเทศไทย และประเทศจีน อีกแห่งคือ ตลาดเมียตยาดานา แบ่งเป็นโซนสองฝั่งถนน ขายผลไม้ ดอกไม้ ของกินต่างๆ ส่วน โซนอาคารภายใน ขายสินค้าเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง คล้ายๆ ตลาดมาบุญครองบ้านเรา

เท่าที่สอบถามแม่ค้าหลายรายที่ขายเสื้อผ้าในตลาดนี้ ได้ความว่าเสื้อผ้าแฟชั่นที่นำมาขายส่วนใหญ่ซื้อมาจากเมืองไทย เพราะสวยและทนทาน คุณภาพดีกว่าเสื้อผ้าจากประเทศจีน แม้จะมีราคาสูงกว่าก็ตาม ซึ่งถ้าเป็นเสื้อผ้าจากเมืองจีนราคาจะถูกกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป แต่ใช้ได้ไม่นาน

อย่างบางร้านมาจ้างตัดเย็บที่กรุงเทพฯ โดยออกแบบเอง แล้วใส่ยี่ห้อ กลายเป็นแบรนด์ที่ขายดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะออกแบบตามความนิยมของลูกค้า แต่ใช้ผ้าคุณภาพดี ราคาก็ไม่แพงมาก

แม่ค้าที่คุยด้วยนั้นพูดภาษาไทยได้เพราะบางคนเคยทำงานที่เมืองไทยมาก่อน และแม้ตอนนี้จะกลับมาค้าขายที่มะละแหม่งแล้วแต่ยังต้องไปๆ มาๆ ที่กรุงเทพฯ เพื่อมาซื้อของ และญาติพี่น้องบางคนก็ยังทำงานอยู่ที่เมืองไทย

สรุปว่า สินค้าในตลาดของมะละแหม่งส่วนใหญ่จะนำเข้าจากไทยและจีน อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นคนที่มีฐานะหน่อยก็มักใช้สินค้าไทยมากกว่า

อย่างที่คุณพินิจบอก สินค้าส่วนใหญ่จะมาจากเมืองไทยมาจากชายแดนทางแม่สอดเยอะที่สุด เพราะคนพม่ายังศรัทธาสินค้าไทยอยู่ สินค้าจีนอย่างมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ราคาหมื่นเศษๆ แต่ถ้าของไทย ถ้าเป็นยี่ห้อฮอนด้าคันละ 40,000 กว่าบาท แต่คนพม่าก็ชอบจะซื้อของไทยมากกว่า เพราะของจีนใช้แป๊บเดียวก็เจ๊งแล้ว แต่ถ้าฮอนด้า 10-20 ปียังใช้ได้

ชี้ธุรกิจอาหารน่าจะไปได้ดี

กับคำถามว่า ถ้านักธุรกิจไทยที่จะมาลงทุนในมะละแหม่งควรจะทำกิจการอะไรดี คุณพินิจ บอกว่า

“ร้านอาหารเป็นสิ่งแรก โดยเฉพาะร้านอาหารไทย เพราะคนพม่าเป็นจำนวนล้านๆ คนที่เข้าไปทำงานบ้านเรา เป็นแรงงาน จีดีพีบ้านเราที่เติบโตขึ้น เพราะแรงงานพม่า ถ้าแรงงานพม่ากลับบ้านถือว่าจบเลยนะ เพราะคอนโดฯ ที่สร้าง ถ้าไม่มีคนเทปูนแล้วจะสร้างเสร็จหรือเปล่า เมื่อคนพม่าเข้ามาทำงานที่บ้านเราเป็นระยะเวลานาน เสพอาหารบ้านเราทั้งนั้น ถือว่า เราชนะในเรื่องของวัฒนธรรมการกิน เสื้อผ้า เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวเลย เราชนะใจคนพม่าหมด คนพม่าเสพของบ้านเรา เพราะเชื่อใจคนไทย สินค้าจีนแม้จะถูกกว่า แต่คนพม่ามองว่าไม่ได้เรื่อง

ดังนั้น ร้านอาหาร ควรจะเป็นเป้าหมายแรก ไปดูร้านอาหารที่คณะเราไปกิน ทุกอย่างเป็นของไทยหมด แล้วคนพม่าชอบที่จะกินอาหารไทย เพราะรสชาติอาหารไทยมันทั่วโลกอยู่แล้ว แต่ว่า เราอยู่ใกล้กับพม่า แค่ปรับแต่งนิดเดียวก็ได้ ซึ่งคนพม่าอยากจะเข้าร้านอาหารที่ดูดี”

นอกจากคุณพินิจจะแนะนำให้ทำร้านอาหารในเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้แล้ว ธุรกิจอีกอย่างก็คือ ก่อสร้าง

“พม่ายังต้องการงานก่อสร้างอย่างมากมาย เพราะด้วยระบบการจัดการยังไม่ดี อย่างพม่าบางคนทำได้ วันนี้ได้ค่าแรงแค่ 200 บาทก็เลิกทำแล้ว ซึ่งความจริงมันไม่ได้ เช่น งานสร้างโรงแรม เจ้าของกิจการก็ต้องกำหนดเวลา 3 เดือนต้องเสร็จ นี่คือ ระบบงานก่อสร้าง ซึ่งพื้นฐานความเจริญเขาก็ได้เห็นจากเมืองไทยอยู่แล้ว”

ว่าไปแล้วแม้มะละแหม่งจะอยู่ใกล้บ้านเรา แต่นักท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่อาจจะยังไม่นิยมมาเที่ยวเมืองนี้กันมากนัก ถ้าเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ของพม่า ทั้งย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ หรือพุกามก็ตาม สาเหตุหนึ่งคือยังขาดความเข้าใจในเรื่องการทำวีซ่า

“ที่ผ่านมาคนไทยมีปัญหาในเรื่องการทำวีซ่า คนไม่เข้าใจว่าต้องไปยื่นวีซ่าที่ไหน บางคนคิดว่าต้องไปยื่นที่กรุงเทพฯ แต่ความจริงไม่ต้อง ไม่จำเป็น เพราะมีบริษัททัวร์รับทำให้อยู่แล้ว เพียงแต่ลูกค้าส่งเอกสารแล้วจ่ายเงินเท่านั้น ตอนนี้พม่าเปิดให้คนต่างชาติเข้าประเทศทางด่านไหนก็ได้ แต่ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะคนที่ไม่เคยมาจะกลัว เนื่องจากข่าวที่ออกมาจะมีแต่รบกัน ยิงกัน

ความจริงคนพม่าเป็นคนน่ารัก แต่ต้องเตือนคนไทยไว้อย่างหนึ่งว่า คนไทยชอบขี้แอ๊ก และบางครั้งไม่เข้าใจภาษา วัฒนธรรม อย่างเรื่องการเข้าวัดต้องถอดรองเท้า คนไทยไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องถอดรองเท้า และบางคนมักจะชอบแหกกฎ”

ทั้งหมดนี้ คงทำให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นภาพกว้างๆ ของมะละแหม่งแล้วว่า นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นอีกเมืองที่น่าจะเข้าไปทำมาค้าขายด้วยทั้งธุรกิจร้านอาหาร งานบริการท่องเที่ยว และก่อสร้าง

 

“มอร์นิ่ง กลอรี่” ร้านดอกไม้สุดเลิฟของ “โฟร์-ศกลรัตน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


เรื่องจากปก

ดวงกมล

“มอร์นิ่ง กลอรี่” ร้านดอกไม้สุดเลิฟของ “โฟร์-ศกลรัตน์”

“ร้านดอกไม้นี้โฟร์ลงทุนเองคนเดียว เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราชอบ และลงทุนไปเรียนมา ส่วนตัวมองว่า ดอกไม้เป็นเรื่องของความอ่อนโยน ความสวยงาม บ่อยครั้งที่ได้รับดอกไม้จากแฟนคลับ สัมผัสได้ถึงความสวยงาม ความใส่ใจจากผู้ที่มอบให้ เลยอยากแบ่งปันความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ไปยังผู้อื่น”

ศกลรัตน์ วรอุไร หรือ โฟร์ นักร้องดาราสาวที่กำลังเป็นขวัญใจ “ณัฐ” ณัฐพล จุฬางกูร นักธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยางอะไหล่รถยนต์ ว่ากันว่าเป็นไฮโซเนื้อหอม ได้ฉายา “นักธุรกิจหนุ่มหมื่นล้าน”

โฟร์ ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบโฆษณา จากนั้นหันมาเล่นมิวสิกวิดีโอ ฉายแววจน เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ขณะที่เป็นผู้บริหารค่ายเพลง ไอดี เร็คคอร์ด ในเครืออาร์เอส ทาบทามมาเป็นศิลปินในสังกัด ปี 2548 ได้ออกอัลบั้มคู่กับ “มด” ชุติมณฑน์ ชัยรัตน์ นับเป็นคู่ดูโอ้ที่สร้างกระแสเพลงป๊อปวัยรุ่น อย่างเพลง หายใจเป็นเธอ เด็กมีปัญหา Love Love และ ละลาย

ตลอดระยะเวลาที่สาวโฟร์สวมบทบาทนักร้อง เธอออกอัลบั้มถึง 9 อัลบั้ม นอกจากนั้นยังมีผลงานอื่นๆ ตามมาอีกไม่ว่าจะเป็นหนัง ละคร ซึ่งเร็วๆ นี้กำลังจะมีละครเรื่อง “ดงดอกงิ้ว” สาวโฟร์รับบทบาทเป็น พริตตี้สาวสุดเฟี้ยว

ลุยเดี่ยวเปิดร้านดอกไม้

ได้กำลังใจเพียบ

อย่างไรก็ตาม นอกจากงานในวงการบันเทิง ล่าสุดสาวน้อยร่างบางคนนี้หันมาจับงานธุรกิจเป็นครั้งแรกในชีวิตกับการเปิดร้านดอกไม้ ชื่อร้าน “มอร์นิ่ง กลอรี่” ที่ “เฟสติวัล วอล์ก เกษตร-นวมินทร์” ย่าน เกษตร-นวมินทร์ นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ก็รีบคว้าตัวแม่ค้าคนสวยมาเผยที่มาที่ไป

โฟร์ เผยว่า เคยไปเรียนจัดดอกไม้แล้วลองถ่ายรูปลงอินสตาแกรม ปรากฏมีคนชมว่าสวย แฟนคลับก็ชอบ คนรอบข้างเลยเชียร์ให้เปิดร้าน พอมีคนยุมากขึ้นๆ เลยลองจัดดอกไม้ขายผ่านอินสตาแกรม ปรากฏมีคนซื้อ เลยปรึกษาที่บ้านว่าอยากเปิดร้านดอกไม้ ซึ่งคุณแม่ก็เห็นด้วยแต่แนะนำว่าให้ไปเรียนเพิ่มเติม เพราะการจะเป็นเจ้าของร้านที่ดีควรรู้ให้ลึกรู้ให้จริง

นักร้องสาวกลับไปเรียนการจัดดอกไม้เพิ่มตามคำแนะนำจากแม่ จนกระทั่งพกความมั่นใจมาเต็มที่ หนที่สุดลุยเดี่ยวเปิดร้านเองเลย

“ร้านดอกไม้นี้โฟร์ลงทุนเองคนเดียว เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราชอบ และลงทุนไปเรียนมา ส่วนตัวมองว่า ดอกไม้เป็นเรื่องของความอ่อนโยน ความสวยงาม บ่อยครั้งที่ได้รับดอกไม้จากแฟนคลับ สัมผัสได้ถึงความสวยงาม ความใส่ใจจากผู้ที่มอบให้ เลยอยากแบ่งปันความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ไปยังผู้อื่น”

“มอร์นิ่ง กลอรี่” คือ ชื่อร้านดอกไม้ของโฟร์ เจ้าตัว เผยว่า มีส่วนร่วมในร้านทั้งหมด ตั้งแต่ออกแบบร้าน ไปเดินตลาดนัดจตุจักรซื้อเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง ไปเดินปากคลองตลาดเพื่อเลือกดอกไม้ เบ็ดเสร็จใช้เงินลงทุนครึ่งล้านถือว่าเยอะ เพราะไม่ได้หุ้นกับใครเลยลงทุนเองคนเดียว ตั้งใจจะทำธุรกิจนี้ให้ดีที่สุด ไม่ตั้งเป้าเรื่องผลกำไร ขอทำในสิ่งที่ชอบ

ชื่อร้าน “มอร์นิ่ง กลอรี่”

ได้แฟนคลับช่วยหนุน

สำหรับความพิเศษของร้านดอกไม้ร้านนี้ อยู่ที่การจัดเก็บดอกไม้ให้มีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งสาวร่างเล็กลงทุนสร้างห้องติดแอร์เปิดตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับเก็บดอกไม้เลยทีเดียว

ดอกไม้ที่สาวคนนี้เลือกใช้มีทั้งดอกไม้ไทยและดอกไม้นำเข้า อย่าง กุหลาบ ไฮเดรนเยีย อายุการใช้งานดอกไม้มีตั้งแต่ 3 วัน จนถึง 7 วัน

ด้านสถานที่ตั้ง ร้านนี้เปิดที่ “เฟสติวัล วอล์ก เกษตร-นวมินทร์” ถนนเกษตร-นวมินทร์ โฟร์ บอกว่า ย่านนี้คนไม่พลุกพล่านมาก มีความเป็นส่วนตัว มีที่จอดรถเยอะ เดินทางสะดวกสบาย จากบ้านมาร้านไม่ไกล เพราะจะเข้าไปร้านทุกวัน

“ปกติมีช่างฝีมือดี มากประสบการณ์การจัดดอกไม้มานาน 10 กว่าปีประจำอยู่ที่ร้าน แต่ถ้าวันไหนว่างก็จะเข้าไปจัดดอกไม้ด้วยตัวเอง และถึงแม้จะไม่ว่างยังไงก็ต้องเข้ามาดูแลความเรียบร้อยทุกวัน ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน”

ปัจจุบัน ช่องทางประชาสัมพันธ์กิจการที่คนดังเลือก เธอใช้สื่อโซเชียลมีเดีย มีอินสตาแกรม (IG) และเฟซบุ๊ก (FB) อาศัยว่าดอกไม้สวย คนจัดฝีมือดี ลูกค้าและบรรดาแฟนคลับต่างช่วยกระจายข่าวบอกต่อ กลายเป็นว่ากระแสตอบรับดีเหนือความคาดหมาย

กระแสดีเกินคาด

แพลนทำธุรกิจความงาม

เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจร้านดอกไม้มีการแข่งขันสูง ถามโฟร์ว่า ความเป็นนักร้อง หรือคนมีชื่อเสียง นับเป็นแรงหนุนธุรกิจหรือไม่ เธอแสดงความคิดเห็นว่า ชื่อเสียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผลักดันธุรกิจให้คนรู้จัก เพราะไม่ว่าจะหยิบจับอะไร คนก็คอยติดตาม แฟนคลับเองก็คอยสนับสนุนช่วยอุดหนุนตลอด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืนคือ สินค้าต้องดีจริง และความไว้วางใจจากลูกค้า

“โฟร์ไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อจะมาแข่งกับใคร ร้านนี้เกิดจากความรัก ความตั้งใจ ขอแค่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”

ถามว่า ลูกค้าเยอะไหม เจ้าของร้านคนสวย ตอบว่า ช่วงวาเลนไทน์ที่ผ่านมาออร์เดอร์เยอะมาก 2 เดือนแรกที่เปิดร้านมีออร์เดอร์ทุกวัน เนื่องจากทางร้านมีบริการจัดส่งด้วย

ด้าน “ณัฐ” ชายหนุ่มคนสนิทก็เผยว่า ได้ให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ช่วยจัดแจงนิดๆ หน่อยๆ อยากให้น้องเขาทำเต็มที่ก่อน คอยเป็นที่ปรึกษามากกว่า

ในอนาคตโฟร์วางแผนจะทำธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงามด้วย แต่จะเป็นอะไร แฟนคลับคงต้องรอติดตาม

 

ชื่อธรรมดา หน้าตาไม่สวย พายหมูแดง-เอพริล เบเกอรี่ ขายดีวันละ 2 หมื่นชิ้น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


แฟรนไชส์โซน

พารนี

ชื่อธรรมดา หน้าตาไม่สวย พายหมูแดง-เอพริล เบเกอรี่ ขายดีวันละ 2 หมื่นชิ้น!

“…สถานการณ์ของร้านย่ำแย่สุดๆ เลยตัดสินใจลองทำดู เป็นการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ไม่ได้ซื้อสูตรมาแต่อย่างใดค่ะ…”

กำลังเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าจำนวนไม่น้อย สำหรับ “พายหมูแดง” สูตรฮ่องกง เจ้าแรกของไทย ภายใต้แบรนด์ APRIL”S BAKERY (เอพริล เบเกอรี่)

และอาจพูดได้ว่า “ฟีดแบ็ก” ดีเกินคาด เพราะหลังจากประกาศขายแฟรนไชส์ ใช้เวลาเพียง 6 เดือนเศษ ปรากฏมีผู้สนใจเข้าร่วมธุรกิจในฐานะแฟรนไชซีแล้ว กว่า 40 ราย และเป้าหมายตั้งไว้ในปีนี้อยู่ที่ 100 รายทั่วประเทศ เลยทีเดียว

ขนมชื่อธรรมดา หน้าตาไม่สวย รายนี้…มีดีตรงไหน เชิญติดตาม

ไม่รอบคอบ

เจ๊ง…จนท้อ

ณธนพร เอื้อวันทนาคูณ อนุญาตให้เรียกแบบกันเองว่า คุณอร เจ้าของกิจการ APRIL”S BAKERY (เอพริล เบเกอรี่) กรุณาสละเวลามาพูดคุยด้วยบุคลิกยิ้มแย้มเป็นกันเอง เริ่มต้นแนะนำตัว ปัจจุบันอายุ 29 ปี พื้นเพเป็นชาวนครสวรรค์ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ด้านบริหารธุรกิจ เคยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของสายการบินต่างชาติอยู่ 2 ปีเศษ ก่อนลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว

ด้วยความเป็นคนช่างทานและชอบทำอาหาร จึงขอทุนทางบ้านมาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ อยู่คอมมูนิตี้มอลล์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และอาจเพราะไม่ศึกษาให้รอบด้านเสียก่อน เปิดได้ไม่ถึง 1 ปี ไม่มีกำไรเลย กิจการของตัวเองอย่างแรกจึงต้องปิดตัวลง

อย่างไรก็ตาม ระหว่างเปิดร้านดังกล่าวอยู่นั้น มีโอกาสได้ฝึกหัดทำเบเกอรี่หลายชนิด จึงทำออกมาแล้วนำไปฝากขายที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านพระราม 3

คุณอร เล่าต่อ ช่วงนั้นทำขนมสไตล์อิตาเลียน อย่าง สแน็กผักโขม พิซซ่าโรลเบคอน ฯลฯ ออกมาใส่ตู้แช่ขายในห้าง แรกเริ่มผลตอบรับดีจนทางห้างบอกให้เพิ่มสาขา เลยต้องขยายการลงทุน ด้วยการซื้อตู้แช่ใบละ 50,000 บาท นำไปวางตามห้างในเครือนับสิบแห่ง ปรากฏ “เจ๊ง” ไม่เป็นท่า ภายในเวลาแค่เดือนเศษ

“แค่รู้สึกว่าน่าจะขายได้ แต่ไม่มีการวิจัย ไม่ศึกษาพฤติกรรมคนทานในทำเลนั้นว่าชอบทานหรือเปล่า ไม่เคยไปดูทำเลก่อน พอห้างเสนอมาให้ที่ไหนก็ไปที่นั่น แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าขายได้วันหนึ่งไม่ถึง 800 บาท พูดง่ายๆ ขาดทุนทุกสาขาเลย” คุณอร เล่าเสียงหม่น

ในที่สุด คุณอรตัดสินใจขายตู้แช่ที่มีอยู่ทั้งหมด และยุบเหลือหน้าร้านเพียงแห่งเดียวในห้างชื่อดังย่านพระราม 3

แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จนทางห้างแจ้งให้ทราบว่าสินค้าขายไม่ได้ ต้องเปลี่ยนของใหม่มาขายแทน ถ้าทำไม่ได้จะให้เจ้าอื่นมาขายแทน

และเพราะไม่อยากเสีย “สายสัมพันธ์” ทางธุรกิจกับทางห้าง คุณอรจึงเปลี่ยนมาขายเค้ก คุกกี้ มัฟฟิน ฯลฯ แทน แต่จนแล้วจนรอดยอดขายยังไม่กระเตื้องอยู่ดี

แกะสูตรฮ่องกง

3 เดือนสำเร็จ

คุณอร เล่าต่อ ช่วงนั้นยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรออกมาขาย แต่ก่อนหน้ามีโอกาสเดินทางไปฮ่องกงบ่อย และมีเพื่อนๆ ชวนไปทาน “พายหมูแดง” เจ้าดัง และบอกให้ฟัง คนไทยที่ไปเที่ยวฮ่องกงเมื่อได้ทานแล้วต้องซื้อกลับมาเป็นของฝากกันแทบทุกราย

เธอเลยหิ้วกลับมาให้น้องสาวช่วยชิม ก่อนได้คำแนะนำ ทำไมไม่ทำของแบบนี้ออกมาขายบ้าง

“ตอนนั้นบอกน้องสาวไป ดูแล้วไม่ใช่จะทำง่ายๆ เพราะแป้งมีหลายชั้น อีกอย่างตัวเองถนัดทำของหวานมากกว่าของคาว กระทั่งสถานการณ์ของร้านย่ำแย่สุดๆ เลยตัดสินใจลองทำดู เป็นการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ไม่ได้ซื้อสูตรมาแต่อย่างใดค่ะ” คุณอร เล่าจุดเริ่ม

ก่อนบอก เธอใช้เวลาประมาณ 3 เดือน กว่าจะได้สูตรส่วนผสมน่าพอใจ

“พายนี้ใช้แป้งหลายชนิด พอนวดได้ที่แล้วจึงนำมาวางทับกันทีละชั้น กว่าจะทำออกมาได้ยากมาก ตอนแรกทำไม่ได้ เลยออกอาการโวยวาย โมโหเหวี่ยง ขว้างแป้งกับผนัง เกือบถอดใจหลายครั้ง” เจ้าของเรื่องราว เล่าความหลังกลั้วเสียงหัวเราะอารมณ์ดี

สุดท้ายคำพังเพยที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” คงใช้ได้กับกรณีของคุณอร เพราะหลังจากตั้งใจทดลองทำมาตลอด 3 เดือน เธอประสบความสำเร็จ สามารถทำพายหมูแดงสูตรฮ่องกง ออกมาได้อร่อยสมความตั้งใจ

“พอชิมแล้วชอบ ทานได้ทุกวันไม่เบื่อ เลยคิดว่าน่าจะทำออกขายได้แล้ว สรุปวันแรกขายได้ 20 ชิ้น ลูกค้าถามขนมอะไร หน้าตาไม่สวยเลย แป้งทำไมหลุดอย่างนี้ แต่ถ้าใครเคยทานจะทราบว่าหน้าตาไม่สวยแต่รสชาติอร่อย” คุณอร ย้อนความทรงจำไปเมื่อราว 3 ปีที่แล้ว

6 เดือน 40 สาขา

ยังไม่มีใครขาดทุน

ใช้เวลาไม่นานยอดขายดีขึ้น มีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ประกอบกับคุณอร “แจกไม่อั้น” ทั้งคนใกล้ตัว เพื่อนฝูง ญาติผู้ใหญ่ เจอใครเป็นต้องให้ลองชิม หวังให้มีการบอกปากต่อปาก

เมื่อผลประกอบการดีขึ้น จึงขยับขยายสาขาอีกครั้ง กระทั่งมีหน้าร้านขายเกือบ 10 แห่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้มีคนสนใจมาเลียบเคียงขอซื้อแฟรนไชส์

“ทางครอบครัวไม่ให้ขายแฟรนไชส์ เพราะกลัวมีปัญหาเยอะ เลยตั้งใจไว้อย่างนั้น แต่ลูกค้าคนแรกมาอ้อนขอซื้อเลยใจอ่อนขายให้ ต่อมามีเพื่อนมาขอซื้ออีก จนทุกวันนี้มีแฟรนไชส์กว่า 50 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด” เจ้าของเรื่องราวบอก…สีหน้าภูมิใจ

แม้ในช่วงต้นตั้งใจไม่ขยายธุรกิจในลักษณะแฟรนไชส์ แต่พอได้ทำแล้ว คุณอรออกปากยอมรับจากใจ แฟรนไชส์ เป็น “จุดเปลี่ยน” ทำให้ธุรกิจในแบบของเธอ โตขึ้นและขยายได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

“แฟรนไชส์ของเอพริล เบเกอรี่ สาขาละ 500,000 บาท การที่แฟรนไชซีกล้าลงทุนขนาดนั้น จะต้องไม่ยอมขาดทุนและทำทุกวิถีทางจะไปให้รอดให้ได้กำไร ซึ่งจนถึงวันนี้ มั่นใจว่าแม้ขนมหน้าตาไม่สวยงาม แต่คุณภาพและรสชาติลูกค้าชอบ อย่าง ช่วงตรุษจีน ปีใหม่ ผลิตแทบไม่ทัน ออร์เดอร์ครั้งละเป็นร้อยเป็นพันชิ้น เคยผลิตมากที่สุด 20,000 ชิ้น ต่อวัน” คุณอร เผยอย่างนั้น

ก่อนบอกถึงเงื่อนไขร่วมทำธุรกิจด้วยว่า แฟรนไชซี จ่าย 500,000 บาท จะได้รับแบรนด์อิมเมจ และมีสิทธิ์สั่งซื้อขนมในราคาแฟรนไชส์ ส่วน ตู้แช่ อุปกรณ์ต่างๆ ในการขาย แฟรนไชซีต้องลงทุนเองทั้งหมด

สำหรับการพิจารณาคุณสมบัติของคู่ค้า คุณอร บอก ลงทุนแฟรนไชส์ 500,000 บาท นับว่าสูงพอสมควร ฉะนั้น ต้องถามไถ่กันตรงไปตรงมาว่ามีเงินทุนมากน้อยแค่ไหน และอยากทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม ซึ่งส่วนใหญ่บอกอยากค้าขายเป็นงานอดิเรก อย่างไรก็ตาม แฟรนไชส์ทั้งหมดกว่า 40 สาขา ยืนยันได้ว่ายังไม่มีใครขาดทุน

ถามถึงแผนธุรกิจที่วางไว้ คุณอร บอก ตั้งใจอยากมีแฟรนไชส์ครบ 100 สาขา ภายในปีนี้ โดยเน้นพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก เพราะในกรุงเทพฯ มีแล้วแทบทุกห้าง

นอกจากนี้ จะเริ่มทยอยคิดค้นขนมและเครื่องดื่มสูตรใหม่ มาขายคู่กันเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น และตั้งใจนำผลงานไปตลาดต่างประเทศด้วย

“อยากไปขายที่จีน แต่มีคนบอกว่าน่ากลัว ถ้าไม่แน่จริงสองสามวันมีคนก๊อบปี้ทันที แต่ก็ยังอยากไป เพราะเคยทานขนมไม่เห็นจะอร่อย แต่ขายดีคนต่อแถวยาวเลย” คุณอร ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิต-จำหน่าย พายหมูแดง สูตรฮ่องกง และพายไส้อื่นๆ

ลักษณะกิจการ แฟรนไชส์

ชื่อกิจการ APRIL”S BAKERY (เอพริล เบเกอรี่)

เจ้าของกิจการ คุณณธนพร เอื้อวันทนาคูณ

เงินลงทุนสำหรับแฟรนไชซี 500,000 บาท ได้สิทธิ์ใช้แบรนด์อิมเมจ และสิทธิ์ซื้อสินค้าในราคาแฟรนไชส์

วัตถุดิบ เครื่องปรุงของพายหมูแดงนำเข้าจากฮ่องกง และบางชนิดนำเข้าจากต่างประเทศ

ราคาขาย ไส้ของคาว 32 บาท ต่อชิ้น ไส้หวาน 30 บาท ต่อชิ้น ใส่กล่องได้ 6, 8 ,10 ชิ้น ต่อ 1 กล่อง

ยอดขาย สูงสุด 20,000 ชิ้น ต่อวัน

กลุ่มลูกค้า ผู้หญิงวัยทำงาน, แม่บ้าน

แรงงาน ประมาณ 60 คน

จุดเด่น ทำสดใหม่วันต่อวัน มีไส้ให้เลือกถึง 15 ไส้ เครื่องปรุงปราศจากนม เนย และวัตถุกันเสีย

ปัญหาอุปสรรค ไม่มีงบฯ โฆษณาประชาสัมพันธ์

ช่องทางจัดจำหน่าย บู๊ธในห้างสรรพสินค้าทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 46 ซอยจันทิมา ลาดพร้าว 80 ถนนลาดพร้าว แขวง-เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

โทรศัพท์ (02) 932-7515, (082) 256-2929

อีเมล ornaprils@gmail.com

 

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

จากเมนูของฝากที่สร้างชื่อในหลายจังหวัด มาวันนี้ “ไก่ต้มน้ำปลา” ถูกยกระดับกลายเป็นเมนูเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร แถมคนทุกเพศทุกวัยยังนิยมรับประทาน ปัจจุบัน เลยมีร้านไก่ต้มน้ำปลาผุดขึ้นมากมายหลายยี่ห้อ เฉกเช่น “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมัดใจลูกค้า พร้อมสั่งสมชื่อเสียงมายาวนาน 11 ปีแล้ว

สูตรจากพี่สาว

ต่อยอดสไตล์คนรุ่นใหม่

คุณขวัญฤทัย เจนนาวิน หรือ คุณขวัญ เจ้าของร้าน เผยว่า ขายไก่ต้มน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2546 โดยตระเวนไปตามตลาดนัดตอนเย็น เช่น ตลาดนัดยิ่งเจริญ ตลาดนัดหน้ากองทัพอากาศ จากนั้นขยับไปตลาดนัดตอนเช้า อาทิ ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลาดนัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลาดนัดตึกซันทาวเวอร์ ตลาดนัดศาลายา ตลาดนัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ เริ่มแรกใช้เงินลงทุนในกิจการ 50,000 บาท ต่อมาค่อยๆ ยกระดับปรับโฉมเมนูดังกล่าว ชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพ ปัจจุบัน กิจการไก่ต้มน้ำปลาแต่ละสัปดาห์มีเงินหมุนเวียนนับแสนบาท

สาเหตุที่คุณขวัญเลือกจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลา เนื่องจากพี่สาวทำขายอยู่ก่อนหน้า เพียงไปนำสูตรมาและปรับเทคนิคการขาย แต่ยังคงภายใต้ชื่อ “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ซึ่งเป็นชื่อของพี่สาวเธอ

คุณขวัญเริ่มจากขายไก่ต้มน้ำปลาตามตลาดนัด พร้อมออกแบบโลโก้ชื่อร้าน มีเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำมาติดลงบนกล่อง ลงประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏผลตอบรับดี มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งลูกค้าที่สั่งซื้อเพื่อรับประทานเองในครอบครัว รวมถึงจัดเลี้ยงในองค์กร

สำหรับจุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร หญิงสาว บอกว่า อยู่ที่ไก่และเครื่องปรุงที่เลือกใช้ ซึ่งจะเลือกใช้ไก่เนื้อ (ไก่เลี้ยงเพื่อเชือด) ไม่ใช่ไก่ออกไข่ หรือไก่บ้าน เพราะไก่เนื้อจะมีความนุ่ม ไม่เหนียว อายุเฉลี่ยไก่ที่ใช้จะมีอายุไม่เกิน 8 สัปดาห์ น้ำหนักต่อตัวประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนน้ำปลาที่ใช้คือ น้ำปลาแท้หมักจากปลาหรือกากปลา ไม่ใช่น้ำปลาหมักจากเกลือเพราะรสชาติจะกระด้างและกลิ่นไม่หอม

ด้านปริมาณการต้มไก่แต่ละครั้ง เจ้าของร้าน ระบุว่า ต้มครั้งละ 16 ตัว ใช้เวลาต้มนาน 45 นาที ใช้ไก่สดไม่ใช่ไก่แช่แข็ง เพราะไก่ฟรีซเนื้อจะยุ่ยเละ เครื่องปรุงไม่ซึมเข้าเนื้อ แต่ละวันใช้ไก่เฉลี่ย 100 ตัว ถ้าช่วงเทศกาลตรุษจีนก็เพิ่มเป็นเท่าตัว ต่อเดือนใช้ไก่ราว 3,000-4,000 ตัว

จัดจ้านแบบไทย

คัดสรรแต่ของดี

เพื่อความสดใหม่ของเมนูดังกล่าว เวลาขายแต่ละครั้ง เจ้าของร้านใช้วิธีต้มไปขายไป ไม่ต้มค้างไว้ หรือต้มจากบ้าน วิธีนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้ไก่ที่สดใหม่ แถมยังจำหน่ายหมดเกลี้ยงทุกครั้งอีกด้วย

“กลุ่มลูกค้าที่ซื้อไก่ต้มน้ำปลาที่ตลาดนัด แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ วัยรุ่น วัยทำงาน และครอบครัวขนาดเล็กฐานะระดับกลางขึ้นไป ปริมาณการซื้อของคนกลุ่มนี้มักซื้อคละกันระหว่างไก่ครึ่งตัว ปีกกลาง หรือ สะโพก ซึ่งส่วนที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงปีกกลาง ลูกค้าทานแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย”

นอกจากไก่และเครื่องปรุงที่ถูกคัดมาอย่างพิถีพิถัน บรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้งก็ไม่น้อยหน้า หญิงสาว ระบุว่า ถาดโฟมและพลาสติกที่หุ้มตัวไก่เป็นเกรดสำหรับใส่อาหาร ไม่เป็นอันตราย แม้จะใส่อาหารร้อน สังเกตโฟมที่ดี น้ำจากอาหารจะไม่ซึมลงเนื้อโฟม แต่จะกลิ้งไป-มาบนโฟม นั่นเป็นเพราะเคลือบด้วยพาราฟิน

ด้วยความที่เมนูดังกล่าวถูกใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งไก่และเครื่องปรุงใช้เกรดเดียวกันกับภัตตาคาร ส่งผลถึงต้นทุนไก่สดเฉลี่ยตัวละ 150-160 บาท ปัจจุบัน ทางร้านจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลาราคาตัวละ 240 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

ยึดทำเลตลาดนัด

ต่อยอดไก่พร้อมปรุง

ปัจจุบัน สถานที่จัดจำหน่าย คุณขวัญยังคงยึดทำเลตลาดนัดไม่มีหน้าร้าน ทว่าก็มีลูกค้าขาประจำกลับมาซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์

“ลูกค้าต่างก็ติดใจรสชาติ กลับมาซื้อซ้ำ ไปขายที่ตลาดไหนก็ขายหมด จนมีคนขอซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งอนาคตอาจจะมี แต่ขอศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารคือ คุณภาพต้องสดใหม่ เจ้าของร้านต้องควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง”

แม้ขณะนี้ยังไม่ต่อยอดธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ แต่หนทางขยายตลาดที่ผู้ประกอบการรายนี้เลือกใช้คือ จำหน่ายไก่พร้อมปรุงสำเร็จรูปส่งตามร้านอาหาร ซึ่งไก่พร้อมปรุงสูตรนี้สามารถเลือกรับประทานทั้งแบบเข้าไมโครเวฟ และลงทอดน้ำมัน

“ดิฉันเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และไก่ก็สามารถปรุงได้หลากหลายเมนู ปัจจุบัน ยอดขายทางร้านอยู่ในระดับที่น่าพอใจ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนหมุนเวียนแต่ละสัปดาห์เกือบ 100,000 บาท”

ใครสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ คุณขวัญ เจ้าของร้านได้ที่ โทรศัพท์ (091) 101-1162

 

ศิลปะสร้างสุข ของ “สามารถ วิจันทร์โต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


ศิลปหัตถกรรม

สดุจตา

ศิลปะสร้างสุข ของ “สามารถ วิจันทร์โต”

“บางรูปเก็บไว้ถึง 2 ปีจึงจะขายได้ แต่บางรูป วาดเสร็จขายได้เลย”

ฉะนั้น เมื่อถามถึงรายได้ คุณสามารถ วิจันทร์โต เจ้าของผลงานภาพวาดแนวล้านนาร่วมสมัย จึงตอบไม่ได้ด้วยตัวเลขชัดเจนว่ามีรายได้จากการวาดรูปเดือนละเท่าไร

แต่เมื่อถามว่า เขามีความสุขมากมั้ยกับอาชีพนี้ “โดยปกติผมจะไม่ออกไปไหน อยู่บ้านนั่งวาดรูปอย่างเดียว”

นี่คือคำตอบ

รู้รักการวาดรูป

หลงใหลตั้งแต่วัยเด็ก

และนี่คงเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้ง ที่คุณสามารถยอมเดินทางออกมานั่งประจำบู๊ธจำหน่ายภาพวาดฝีมือตัวเอง ด้วยเหตุผล เพราะเป็นสถานที่นัดหมาย ซึ่งคุณสามารถ ว่า ยินดีให้นิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” ซักถามถึงอาชีพที่ดำเนินมา

“คุณพ่อเป็นช่างวาดรูปตามวิหารวัด ผมเห็นพ่ออยู่กับศิลปะการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งซึมซับ ซึ่งผมรู้ตัวเองตั้งแต่เด็กเลยว่าชอบวาดรูป และความคิดนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งเข้าไปศึกษาการวาดรูปที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตภาคพายัพ และเมื่อเรียนจบก็ไม่ได้มองหาอาชีพอื่น มุ่งสู่เส้นทางวาดรูปเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้”

คุณสามารถ เปิดฉากเล่าถึงถนนสายศิลปะ ซึ่งมีคุณพ่อเป็นเสมือนต้นแบบ

ระหว่างศึกษาอยู่ในชั้นเรียน สิ่งที่ศิษย์ได้รับคือความรู้ด้านการวาดภาพ แต่สุดท้ายจะเลือกให้ภาพวาดออกมาแนวไหนนั้น ผู้ลงมือวาดจะรู้ใจตัวเอง

ด้วยเพราะเป็นเด็กต่างจังหวัด คลุกคลีอยู่กับวิถีชีวิตที่มีความพร้อมด้านความอบอุ่น สิ่งนี้จึงสะท้อนออกมาเป็นภาพวาดฝีมือคุณสามารถ ที่เรียกว่า “แนวล้านนาร่วมสมัย”

ภาพวาดที่สื่อออกมา แม้คนธรรมดาสามัญก็สามารถเห็นตรงกันว่า นี่คือวิถีชีวิตที่แฝงไว้ซึ่งความอบอุ่น ในภาพแต่ละภาพมักจะมีองค์ประกอบหลัก นั่นคือ “บ้าน” ที่คุณสามารถบอกว่า คือสื่อแสดงความอบอุ่น บวก บรรยากาศแวดล้อมที่ให้ความเข้าใจถึงแนวคิด วิถีความเป็นอยู่อย่างสงบ เรียบง่าย และความสุขที่โอบล้อมอยู่ทั่วทั้งผืนภาพ และในมโนสำนึก

“จุดเด่นของภาพคือ การนำเสนอบรรยากาศวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนภาคเหนือ แต่ละผลงานมีเสน่ห์ของความอบอุ่น ความสงบ เรียบง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาพแต่ละภาพแทบจะไม่มีองค์ประกอบของคน แต่ผู้ที่ดูภาพจะรับรู้ว่ามีคนอยู่ในนั้น นี่คือสิ่งที่ผมแสดงออก และส่งผลให้ผู้ดูระลึกนึกถึงอดีต”

ภาพจริงต้องรอเวลา

รายได้มาจากภาพพิมพ์

ดังได้เกริ่นกล่าวไว้ข้างต้นว่า การวาดภาพนั้นจะหวังผลรายได้มาเป็นอันดับหนึ่งคงยาก ซึ่งผู้ประกอบอาชีพนี้ หรือเรียกว่าศิลปิน มักเข้าใจดี แต่สิ่งที่เขาสามารถหวังได้คือ ความสุข กับการได้ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองรัก ฉะนั้น ข้อดีของการทำอาชีพนี้จึงอยู่ที่ความเป็นอิสระในการทำงาน

แต่ทั้งนี้ ก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “เงิน” ยังคงเป็นปัจจัยส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเป็นสิ่งที่จะขับเคลื่อนความเป็นอยู่ให้สุขสบาย

ฉะนั้น จึงต้องหาทางสร้างรายได้จากภาพ “ภาพจริงต้องใช้เวลารอคอยกว่าจะขายได้อาจนานนับปี และผู้ซื้อส่วนใหญ่จำกัดอยู่ที่นักสะสม ผมจึงต้องทำภาพพิมพ์ออกมาเป็นช่องทางสร้างรายได้ ซึ่งกลุ่มผู้ซื้อจะเป็นบุคคลทั่วไป ที่นำภาพไปติดประดับตามอาคารสถานที่ โรงแรม รีสอร์ต ที่พักอาศัย เป็นต้น”

ส่วนราคาขายนั้น คุณสามารถ ว่า ถ้าเป็นภาพจริง ขนาด 1×1 เมตร ประมาณ 80,000 บาท แต่ถ้าเป็นภาพพิมพ์ ราคาขายกับขนาด 60 เซนติเมตร คูณ 1.20 เมตร ประมาณ 6,500 บาท

“จริงแล้วธุรกิจนี้ใช้เงินลงทุนในส่วนของวัตถุดิบไม่มาก ซึ่งก็จะมี สีอะครีลิก สีฝุ่น อุปกรณ์ในการวาด เฟรม กรอบรูป ตกการลงทุนภาพหนึ่งก็ประมาณ 1,000 กว่าบาท แต่การลงทุนที่สำคัญคือเวลา แต่ละภาพใช้เวลานับเดือน”

นี่ยังไม่หมายรวมระยะเวลากับการเรียนรู้ การสั่งสมประสบการณ์ ที่มีมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก

แสดงนิทรรศการ

เลือกสถานที่ขาย

ต่อเมื่อถามถึงวิธีเข้าถึงกลุ่มลูกค้า คุณสามารถ กล่าวว่า การจัดแสดงนิทรรศการภาพ คือสิ่งที่ตนเองและกลุ่มนักวาดภาพดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้เกิดการรับรู้ โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมภาพแล้ว ยังทำให้ผู้ร่วมจัดงาน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมีหัวใจรักศิลปะ เกิดความรักสมัครสมาน อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเกื้อกูลกัน

นอกจากนั้นแล้ว ในส่วนของหน้าร้านซึ่งตั้งอยู่บริเวณนอร์ทเทิร์น วิลเลจ เซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ภายใต้ชื่อร้าน “ชิโนลานนา” ก็ถือเป็นจุดสื่อสายตาให้เกิดลูกค้าตามมาอีกทางหนึ่ง

และนี่คือเส้นทางสายอาชีพ ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ่านความสุข ของผู้มีหัวใจรักศิลปะ คุณสามารถ วิจันทร์โต

สำหรับผู้สนใจต้องการชื่นชมผลงาน เดินทางไปได้ที่หน้าร้านดังกล่าวข้างต้น หรือจะเดินทางไปชื่นชมฝีมือการวาดภาพของคุณสามารถ ได้ที่ เลขที่ 324/32 หมู่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (086) 919-9748

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ วาดภาพจำหน่าย

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ ชิโนลานนา

เจ้าของกิจการ คุณสามารถ วิจันทร์โต

ผลิตภัณฑ์ ภาพวาด, ภาพพิมพ์

จุดเด่น การวาดภาพที่สื่อถึงวิถีชีวิตแนวล้านนาร่วมสมัย สื่อถึงความอบอุ่น ความสงบ เรียบง่าย ความสุข

แรงงานผลิต 1 คน (ศิลปินผู้วาดภาพ)

เครื่องมืออุปกรณ์ สีอะครีลิก, สีฝุ่น, เฟรม, กรอบรูป และอุปกรณ์การวาดภาพ

กลุ่มเป้าหมาย นักสะสมภาพ และบุคคลทั่วไป

ราคาขายสินค้า ประมาณ 6,500 บาท (ภาพพิมพ์) และประมาณ 80,000 บาท (ภาพจริง)

ช่องทางเข้าถึงลูกค้า จัดแสดงนิทรรศการ, เปิดหน้าร้าน

การลงทุน หลักพันบาท ต่อภาพ

ปัญหาอุปสรรค ใช้ระยะเวลาในการทำงานนานนับเดือน

สถานที่ตั้งร้าน บริเวณนอร์ทเทิร์น วิลเลจ เซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 324/32 หมู่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

โทรศัพท์ (086) 919-9748

 

“EARTHs”เปิดขุมทรัพย์ความงาม ตอบรับคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


สุขภาพความงาม

สดุจตา

“EARTHs”เปิดขุมทรัพย์ความงาม ตอบรับคนเมือง

“แบรนด์สินค้าของไทยส่วนใหญ่มุ่งเน้นนำสารสกัดจากประเทศไทยมาใช้เป็นหลัก ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่นิยมของลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่เมื่อเอิร์ธสก้าวเข้ามา ต้องคิดถึงความแตกต่างและมีความเป็นสากล ฉะนั้น จึงนำประสบการณ์ความรู้ที่เคยมีมาเกือบ 30 ปี คัดสรรสารสกัดจากทั่วโลกที่คิดว่าดี มาใช้”

“EARTHs” (เอิร์ธส) แม้แบรนด์นี้จะเพิ่งก้าวเข้ามาในตลาดได้ราว 3 ปี แต่ก็ถือเป็นอีกแบรนด์สินค้าความงามที่ก้าวมาพร้อมกับความมั่นใจในประสบการณ์ที่มีมาเกือบ 30 ปี ซึ่งแต่เดิมทำหน้าที่รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์สินค้าความงาม ระดับพรีเมี่ยม ให้กับแบรนด์ดัง

จวบจนวันหนึ่งเมื่อถึงความพร้อม จึงคิดผลิตสินค้าความงามภายใต้แบรนด์ของตนเอง ขึ้นมาตอบโจทย์คนเมือง โดยดึงกลยุทธ์สร้างความต่าง กับการนำสารสกัดจากทั่วโลกมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

และในวันนี้ “เอิร์ธส” ก็มั่นใจว่า เดินมาถูกทาง

30 ปี ประสบการณ์

ใช้สารสกัดจากทั่วโลก

คุณนิธยา สุดสว่างวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ธส โซน จำกัด เล่าย้อนเรื่องราวให้ฟังว่า “เริ่มจาก เราเป็นโรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง ผ้าเย็น และแผ่นเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอาง ซึ่งระยะเวลาการทำงานที่นานเกือบ 30 ปี คือการบ่มเพาะประสบการณ์ ซึ่งในส่วนของโรงงานก็ได้มาตรฐาน GMP และ ISO และส่วนใหญ่สินค้าที่ลูกค้าสั่งผลิตจะมุ่งใช้ส่วนผสมสารสกัดจากธรรมชาติ และเป็นแบรนด์ดังๆ ฉะนั้น ในเรื่องสารสกัดจึงเป็นสิ่งที่เรารู้

ประสบการณ์ บวก ความมั่นใจ ส่งผลให้ทีมผู้บริหารจัดตั้ง เอิร์ธส ขึ้นมา โดยดึงจุดเด่น นำสารสกัดจากทั่วโลกมาใช้เป็นส่วนผสมสำคัญ

“แบรนด์สินค้าของไทยส่วนใหญ่มุ่งเน้นนำสารสกัดจากประเทศไทยมาใช้เป็นหลัก ซึ่งก็ถือว่าเป็นที่นิยมของลูกค้าโดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่เมื่อเอิร์ธสก้าวเข้ามาต้องคิดถึงความแตกต่างและมีความเป็นสากล ฉะนั้น จึงนำประสบการณ์ความรู้ที่เคยมีมาเกือบ 30 ปี คัดสรรสารสกัดจากทั่วโลกที่คิดว่าดี มาใช้”

คุณนิธยา ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงคนในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้อาศัยอยู่ในสังคมเมือง ล้วนต้องการย้อนกลับสู่ธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้จึงมองว่า เทรนด์ธรรมชาติ เป็นเทรนด์ที่สามารถเติบโตได้ในอนาคต

“มองโลกใบนี้เป็น 4 โซน คือ Ocean (ท้องทะเลและมหาสมุทร) Forest (ป่า) Desert (ทะเลทราย) และ Oriental ซึ่งหมายถึง โลกตะวันออกทั้งหมด ซึ่ง 4 โซนที่กล่าวมาคือแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และแต่ละผลิตภัณฑ์ที่ทำเป็นชุดออกมานั้นก็ล้วนมีเรื่องเล่า เป็นตำนานจากวัตถุดิบที่นำมาใช้ อย่างโซนทะเลทราย เป็นการเล่าถึงดินแดนที่มีความแห้งแล้ง แต่ทว่ายังมีพืชพันธุ์สามารถเติบโตได้ และมีคุณสมบัติโอบอุ้มความชุ่มชื้น อย่าง แค็กตัส ซึ่งผลการวิจัยก็ยืนยันว่ามีประโยชน์นำมาใช้เพื่อการบำรุงได้ อย่างนี้เป็นต้น”

สินค้าครอบคลุม

กลุ่มผู้ใช้ทั่วโลก

สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ เอิร์ธส ผลิตออกมาหลากหลายคอลเล็กชั่น ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลและบำรุงศีรษะจรดปลายเท้า “เราผลิตสินค้าที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่คนไทย แต่เป็นการตอบโจทย์คนเมืองในทุกๆ ประเทศ”

และเพื่อต้องการให้สินค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง วิธีออกงานแสดงสินค้าจึงเป็นช่องทางสำคัญที่มิอาจมองข้าม “เดินทางไปออกงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ทราบเสียงตอบรับโดยเฉพาะนักธุรกิจทั่วโลกที่สนใจนำสินค้าไปจำหน่าย ปรากฏว่ามีทั้งคนญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ประเทศทางแถบยุโรป และก็ดูไบ ให้ความสนใจ”

คุณนิธยา ยังกล่าวถึงรูปแบบการจัดจำหน่าย โดยเชื่อว่าถ้าสามารถส่งออกได้ จะทำให้เห็นภาพความเติบโตชัดเจน แต่กระนั้นในส่วนของการขายปลีกก็ยังถือเป็นส่วนสำคัญ และถือเป็นวิธีสร้างการรับรู้ให้กับผู้ใช้จริง ด้วยเหตุนี้จึงได้จับจองพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เปิดบู๊ธจำหน่ายผลิตภัณฑ์รวมแล้ว 11 สาขา ซึ่งก็ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงจุด

ด้วยเพราะผลิตภัณฑ์ความงามครอบคลุมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และมีความหลากหลายที่คุณนิธยาว่าผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ในแต่ละพื้นที่

“สินค้าของเอิร์ธสจะครอบคลุมการดูแลปัญหาผิวพรรณ และรวมไปถึงแก้ปัญหาเฉพาะจุด อย่างเช่น ผมร่วง รากผมไม่แข็งแรง แก้ปัญหาผิวเปลือกส้ม ปกป้องแสงแดด เรามีผลิตภัณฑ์แก้ปัญหาไว้รองรับ ซึ่งการคิดสูตรผลิตสินค้าออกมาจะดูที่ลักษณะผิวพรรณ อายุ ของผู้ใช้จริง และสารสกัดนำมาใช้จะมาจากพืชและแร่ธาตุเท่านั้น จะไม่มีส่วนผสมจากสัตว์ นี่คือจุดมุ่งหมายของเรา”

เจาะตลาดระดับบน

เห็นโอกาสตลาดรอง

คุณนิธยา กล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ชัดเจนว่า เน้นคนเมืองระดับบน และเป็นผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยสนนราคาจำหน่ายจะเริ่มต้น 200 กว่าบาท ไปจนถึง 1,200 บาท ทั้งนี้ สำหรับสินค้าทำยอดขายได้ดีจะอยู่ที่สนนราคา 490-790 บาท

“ตอนที่ผลิตเอิร์ธสออกมา เรามองตลาดบนเป็นกลุ่มหลัก กระทั่งต่อมา เห็นช่องว่าการขายสินค้าราคาไม่สูงจะขายง่าย ฉะนั้น จึงเริ่มหันมามองตลาดนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าลดคุณภาพเพื่อขายราคาต่ำ แต่มองถึงการปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง ทำให้เกิดโอกาสซื้อมากขึ้น ขยายกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น”

กับระยะเวลา 3 ปี ที่เอิร์ธสถือกำเนิดขึ้น ซึ่งหากเทียบกับช่วงวัย คุณนิธยา ว่า อยู่ในระยะตั้งไข่ “สิ่งที่คำนึงถึงคือ สถานที่จุดขาย และจะทำอย่างไรให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งในปีแรกๆ เราไม่ทุ่มโฆษณา แต่จะเน้นออกงานแสดงสินค้า ให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้าจริง และในสังคมคนรุ่นใหม่ เรามองว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคต่างพึ่งพาไอที ซึ่งแม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นธรรมชาติ แต่การค้าขายในยุคนี้ต้องผสานอดีตและปัจจุบันไว้ด้วยกัน”

แม้เอิร์ธสจะมีความต่างในด้านส่วนผสมที่นำสารสกัดจากทั่วโลกมาชูความโดดเด่น แต่กระนั้นจะให้ผลิตภัณฑ์เกิดความน่าสนใจ รูปร่างหน้าตาทั้งในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ฉลาก โลโก้ ต้องออกแบบต้องตา “สิ่งที่เอิร์ธสทำไม่ใช่การมาขายของ แต่ต้องการขายคอนเซ็ปต์ สร้างแบรนด์ และสร้างความประทับใจ ฉะนั้น สินค้าต้องทำออกมาให้ได้ใจลูกค้าด้วย อย่างชุดคอลเล็กชั่นบรรจุภัณฑ์ในรูปลักษณะขวดไวน์ เราก็สื่อให้เป็นของฝากที่สวยเก๋”

ต่างชาติมั่นใจ

สินค้าไทยยอมรับ

ด้วยเพราะเอิร์ธสมีจุดมุ่งหมายต้องการสร้างยอดขายไปทั่วโลก ฉะนั้น จึงขอถามถึงความเชื่อมั่นในการผลิตผลิตภัณฑ์ความงามโดยฝีมือคนไทย “เชื่อว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของไทยได้รับความเชื่อมั่นจากต่างชาติ ทั่วโลกให้ความสนใจสินค้าเมดอินไทยแลนด์ ฉะนั้น สำหรับผู้ที่ก้าวสู่เส้นทางสายนี้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการใหม่ คงต้องให้ความสำคัญกับทุกด้าน อย่าเพียงขายของ ทั้งในเรื่องการออกแบบ คอนเซ็ปต์สินค้า และต้องคิดให้มาก ต้องมีความแตกต่าง และสำคัญคืออย่าคิดแค่เพียงทำสินค้าออกมาขายอย่างเดียว แต่ต้องคิดถึงการสร้างให้อยู่ในระยะยาวด้วย”

ทั้งนี้ คุณนิธยา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ธุรกิจนี้จะเป็นที่สนใจ จนเกิดแบรนด์หน้าเก่ารายใหม่มากมายในท้องตลาด แต่ก็ไม่ถือเป็นอุปสรรคปัญหา เพราะตนมองว่า การมีผู้ผลิตหรือแบรนด์สินค้ามากรายจะส่งผลดีด้านการรวมตัว และร่วมกันสร้างโอกาสทางการตลาดให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้น

“ปัจจุบัน ถือว่ามีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกิดขึ้นมาก และที่มาก่อนจนมีความแข็งแรงทางการตลาดก็มีจำนวนไม่น้อย ฉะนั้น ถ้าเราต้องก้าวมาเป็นน้องใหม่ ก็ต้องมีความเชื่อมั่น ซึ่งดิฉันเชื่อว่าถ้าเราผลิตสินค้าด้วยความตั้งใจ รับรองว่าปลายทางจะไม่เหนื่อย แต่หากต้องการเกิดมาเพื่อฉาบฉวยแล้วหวังกอบโกยผลกำไร ไม่มีความจริงใจต่อผู้บริโภค คงกินได้ไม่นาน ฉะนั้น ดิฉันจึงเห็นว่า มาจริงใจกับตัวผลิตภัณฑ์ก่อนดีกว่า แล้วจากนั้นผู้บริโภคจะเป็นผู้ตัดสินเองว่าจะเลือกให้เราอยู่ในตลาดต่อไปหรือไม่”

สนใจติดต่อ บริษัท เอิร์ธส โซน จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 226/31 อาคารริเวียร่า ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 โทรศัพท์ (02) 960-1335-8 http://www.earths.co.th

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ เอิร์ธส

ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อาทิ แชมพู ซีรั่ม ครีมชนิดต่างๆ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ฯลฯ

จุดเด่น นำสารสกัดจากทั่วโลกมาใช้เป็นส่วนผสมอาทิ Argan Oil, ตะบองเพชร, แค็กตัส, สาหร่ายทะเล, ข้าว เป็นต้น

ปัญหาอุปสรรค ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทในการสร้างแบรนด์ (เพราะเป็นแบรนด์ใหม่)

วัตถุดิบ หลักๆ คือสารสกัดจากพืช

แหล่งวัตถุดิบ ทั่วโลก

ราคาขายสินค้า เริ่มต้น 200 กว่าบาท ถึง 1,200 บาท

กลุ่มเป้าหมาย ระดับบน คนรักสุขภาพ

ช่องทางจำหน่าย ออกงานแสดงสินค้า, เปิดหน้าร้านในห้างสรรพสินค้า

เป้าหมาย ต้องการให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก และเกิดการยอมรับ

เป้าหมายยอดขาย วางไว้ในปี 2557 ยอดขาย 30 ล้านบาท

สถานที่ติดต่อ บริษัท เอิร์ธส โซน จำกัด เลขที่ 226/31 อาคารริเวียร่า ถนนบอนด์สตรีท ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

โทรศัพท์ (02) 960-1335-8

เว็บไซต์ http://www.earths.co.th

 

ภูมิปัญญาแห่งศาสตร์และศิลป์ “ขนมจีนโบราณ ครูเป้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


เปรี้ยวปาก

เรื่องและภาพ โดย : มติชน อคาเดมี

ภูมิปัญญาแห่งศาสตร์และศิลป์ “ขนมจีนโบราณ ครูเป้า”

ปัจจุบัน การหาขนมจีนรับประทานเป็นเรื่องที่ง่ายดาย ตามตรอกซอกซอยมีให้รับประทาน แต่จะหาเส้นขนมจีนแบบเมื่อ 50 ปีที่แล้วมารับประทานก็ดูจะแสนลำบากยากเข็ญ เพราะสมัยก่อนจะต้องเริ่มต้นกระบวนการทำตั้งแต่การหมักแป้งให้ได้ที่ ก่อนที่จะนำมาตำ หรือโขลกแป้งให้เหนียวก่อน ไม่เหมือนในขณะนี้ที่ใช้แป้งสำเร็จรูปมาทำเป็นเส้นขนมจีน ซึ่งสูตรการตำแป้งก่อนนี้เอง ที่จะทำให้เส้นขนมจีนมีความเหนียวนุ่มยืดหยุ่นกว่าแป้งสำเร็จรูป ซึ่งอาจหมักไม่ได้ที่ และไม่ได้ตำ โดยถือเป็นสูตรเส้นขนมจีนแบบโบราณแท้ๆ ที่คนรุ่นใหม่น่าจะแทบไม่เคยได้มีโอกาสลิ้มลองเลยแม้แต่น้อย

คุณเกษม กงสิน และ คุณสุวรรณา กงสิน (ครูเป้า) สองสามีภรรยา ข้าราชการบำนาญของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ผู้คิดค้น “เครื่องตำขนมจีนโบราณ” ที่ให้เส้นเหนียวนุ่มเหมือนธรรมชาติ และสามารถผลิตเส้นขนมจีนในเชิงพาณิชย์ได้ ครูเป้าได้คลุกคลีอยู่กับการทำขนมจีนน้ำยามาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และเกิดความเบื่อหน่ายการตำ จึงเกิดความคิดว่า หากมีเครื่องทุ่นแรงแทนแรงงานคนก็น่าจะทำให้ได้เส้นขนมจีนที่รวดเร็วและมากขึ้น จนมาถึงปัจจุบันเส้นขนมจีนที่อยู่ในความทรงจำเมื่อครั้งวัยเยาว์ก็ยังไม่จางหายไป จึงได้รวมตัวจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรพัฒนาบ้านหนองโพธิ์ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้นมา ซึ่งตรงจุดนี้ถือเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนมจีนโบราณ-ขนมคุกกี้ครูเป้า และเป็นหมู่บ้านภูมิปัญญาขนมจีนโบราณ ที่มีการสร้างเครือข่ายแบ่งงานกันทำ ตามความถนัดในการผลิตเส้นขนมจีนขาย โดยใช้เครื่องตำตามจินตนาการที่เคยคิดไว้ และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนได้รางวัลในที่สุด

เมื่อสามารถผลิตเครื่องตำขนมจีนได้แล้ว ทั้งคู่จึงได้ร่วมกันเปิดจำหน่ายขนมจีนโบราณแท้ สูตรดั้งเดิม มี น้ำพริก, น้ำเงี้ยว, แกงเขียวหวานน้ำพริกตำเอง, ซาวน้ำ และแป้งจี่จิ้มน้ำยาสำรวม (การนำสารพัดน้ำยามาผสมรวมกัน) เป็นต้น ที่ผ่านมายังไม่มีหน้าร้าน เน้นเป็นการสั่งทำเพื่อนำไปจัดเลี้ยง และงานบุญ จนกระทั่งปี 2557 จึงได้เปิดร้านอย่างเป็นทางการ ที่ศูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน ที่จังหวัดนครสวรรค์ และศูนย์จำหน่ายวิสาหกิจเครือข่ายจังหวัดนนทบุรี เพื่อให้คนรุ่นใหม่ และรุ่นเก่าได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติขนมจีนโบราณแท้ๆ โดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมบีบเส้น และตำแป้งเอง นอกจากนี้ยังได้จัดสรรพื้นที่ให้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ในการใช้เครื่องตำขนมจีนโบราณครบวงจรในเชิงพาณิชย์ให้ทุกท่านได้มาศึกษากรรมวิธีการผลิต เพื่อเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาความรู้ให้คงอยู่ต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานด้วย

“การที่ผมพลิกฟื้นสูตรขนมจีนโบราณนี้ขึ้นมา ก็เนื่องมาจากไม่ต้องการให้เส้นขนมจีนตำ และประเพณีการทำขนมจีนสูญหายไป ด้วยเหตุที่ว่าสูตรต้นตำรับนี้คนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันถึงจะรู้จัก หรือไม่ก็ต้องมีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป ถึงจะคุ้นเคยกับขนมจีนสูตรนี้ และผมเชื่อว่า บางคนจะต้องคิดถึงเส้นขนมจีนแบบโบราณ ที่มีเอกลักษณ์ความหอมของแป้งหมัก ผสมผสานกับเส้นขนมจีนเหนียวนุ่ม ที่อร่อยแตกต่างจากขนมจีนเส้นหมักในปัจจุบัน ส่วนประเภทของน้ำยาชนิดต่างๆ ก็ไม่สามารถหารับประทานได้ง่ายๆ แล้ว เช่น น้ำยาสำรวม ที่เป็นการนำน้ำยาหลากหลายสูตรที่เราปรุงขึ้น มาผสมผสานรวมกัน และอุ่นให้ร้อนๆ เมื่อถึงเวลาคนในชุมชน หรือเครือข่ายแต่ละบ้าน ก็จะนำแป้งจี่มาจิ้มร่วมรับประทานด้วยกัน พร้อมพูดคุยรำลึกถึงอดีตเก่าๆ เป็นวัฒนธรรมแบบภราดรภาพ ซึ่งภาพเหล่านี้ผมกลัวว่าจะสูญหายไปจากประเทศ เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเข้ามา เราก็จะได้เอาวัฒนธรรมที่ล้ำค่ามาเป็นรากฐานของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มานำเสนอให้ต่างชาติได้เห็น ผมจะรู้สึกเสียดายมาก หากเราไม่ได้อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีเหล่านี้เอาไว้”

ส่วนขั้นตอนการผลิตเส้นขนมจีนโบราณ ซึ่งถือเป็นจุดขายของร้านขนมจีนโบราณครูเป้า ค่อนข้างจะมีกรรมวิธีการทำหลายขั้นตอนมาก ซึ่งการทำขนมจีนแบบโบราณแป้งหมักแท้ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 วันเลยทีเดียว ถึงจะได้เส้นขนมจีนที่พร้อมรับประทาน โดยผ่านกระบวนการหมัก 20 ขั้นตอน คือ เริ่มจากนำข้าวสารนาปีปลอดสารพิษมาแช่น้ำ ใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงเอาหินทับไว้ ล้างน้ำเช้า-เย็น 2 วัน ก่อนที่จะนำไปโม่ให้เป็นน้ำแป้ง ใส่โอ่งทิ้งแป้งตกตะกอน 2 คืน ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องเทน้ำใสๆ ทิ้ง แล้วใส่น้ำสะอาดลงไปแทนที่ ก่อนที่จะนำออกมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ต้มในน้ำเดือด เอาออกมาล้างน้ำเย็นนำไปตำให้เหนียว และเอาไปเข้าเครื่องนวด กรองด้วยผ้าขาวบาง โรยให้เป็นเส้น ก่อนที่จะตักออกมาล้างน้ำ จับเส้นให้เป็นจับ หรือหัว ม้วนให้เป็นก้อนกลม แล้วจึงใส่กระจาดรองด้วยใบตอง คลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ กันเส้นแห้ง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการผลิตเส้นขนมจีนที่เหนียวนุ่มน่าลิ้มลอง

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (MATICHON Academy) เตรียมเอาใจคนรักอาหารจานเส้นอย่าง “ขนมจีน” ด้วยการเปิดหลักสูตรครัวสาธิต ขนมจีนโบราณเส้นสด สูตรแป้งหมัก ครูเป้า กับ 2 วิทยากรอย่าง คุณเกษม กงสิน และ คุณสุวรรณา กงสิน (ครูเป้า) สองสามีภรรยา เจ้าของสูตรตัวจริง เสียงจริง นำเสนอความอร่อยเด็ดของขนมจีนโบราณ แป้งหมัก สูตรครูเป้า พร้อมถ่ายทอดวิชาทุกขั้นตอน พร้อมแถมสูตรเด็ดการทำน้ำยาต้นตำรับ อาทิเช่น น้ำยาสำรวม, น้ำยาก้อง, น้ำยากะทิ, น้ำยาป่า พร้อมแนะนำวิธีการทำธุรกิจทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ผนวกกับการให้ความรู้ทั้งภาควิชาการ และภาคปฏิบัติ เลือกได้ว่าเรียนจบไปก็พร้อมที่จะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพหลัก หรือเสริมได้เลยทีเดียว

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน หรือสำรองที่นั่ง สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,118 other followers

%d bloggers like this: