ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับ อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093150957&srcday=2014-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 357

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับ อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

ระยะนี้ต้องเก็บความลับ อย่าได้แพร่งพรายไอเดียต่างๆ ออกไป เพราะจะถูกเอาไปก๊อบปี้ ถูกขโมยทรัพย์สินทางความคิด ถึงแม้คุณจะคันปากอยากจะพูดอยากจะแสดงความคิดที่แปลกใหม่ ก็จะถูกคนลักลอบขโมยผลงานในสิ่งนั้นไป สิ่งที่มุ่งหวังและตั้งใจจะได้มาจากปัญญาของตนเอง ไม่สามารถพึ่งพาผู้อื่นได้ ลูกน้องบริวาร ระยะนี้เข้าออกอยู่ไม่ทน ทั้งยังต้องปวดหัวกับการไหว้วานใครสักคนไปทำงานแทน แปลว่าต้องวางแผนงานใช้กลยุทธ์แก้ปัญหา ห้ามใช้อารมณ์ ผู้ใหญ่ที่เคารพยังให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การค้าขายทำกำไร ต้องใช้การประยุกต์จากสถานการณ์การตลาดว่าระยะนี้อะไรมาแรง ระยะนี้สินค้าและโปรโมชั่นคู่แข่งเขาทำแนวไหนอยู่ แล้วเราค่อยปรับให้เข้ากับร้านของเราให้ลงตัวที่สุดจึงจะไปรอดแบบสบายๆ กับคนรัก ช่วงนี้ยังดีต่อกัน สามารถเป็นเรี่ยวเป็นแรงให้แก่กันได้ สุขภาพร่างกาย มีปัญหาเรื่องสายตา และที่ต้องระวัง จะมีปัญหาเชิงชู้สาวมาให้กลุ้มใจ หรือมือที่สาม ที่มาแบบที่คุณต้องประหลาดใจ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

ความสำเร็จต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยยาก ในช่วงเวลานี้การใช้วาทะวาจาจะนำพาสู่จุดหมาย การไหว้วานให้ใครไปทำเขาจะทำไม่สำเร็จต้องลงไปเอง การเงิน สามารถกู้ยืมสำเร็จ แต่ทวงหนี้เดิมอย่าได้หวัง งานเอกสารจะล่าช้าถูกเลื่อนออกไป ยังดีที่งานอื่นจะเริ่มลงตัว ความรักเชิงชู้สาวนั้นหอมพราวราวแรกแย้ม ครั้นชื่นชมดมดื่มกลับขื่นขม แปลว่าความรักที่มีมากกว่าหนึ่ง ช่วงนี้จะเครียดต้องตัดสินใจในเรื่องที่คุณต้องหนักใจ การค้าขาย ต้องระวังเรื่องบริวารจะทำให้เหนื่อยกายและใจ สั่งอย่างได้อีกอย่าง ถ้าเป็นไปได้คุณต้องเรียกมาคุยมาติวเป็นพิเศษในเรื่องสมาธิของลูกน้องบริวารเพราะช่วงหลังๆ ผิดพลาดบ่อยไปสักหน่อย อีกประการ ต้องระวังการถูกเลื่อนนัดผิดนัดหรือถูกยกเลิกการนัดหมาย ควรหาแผนสำรองในกรณีที่มีคนเปลี่ยนแปลงแผนการนัดเอาไว้บ้างก็จะดี สุขภาพร่างกาย อาการปวดหลังจะกำเริบจะโยกจะโขยกเอวองค์เดินเหินไปไหนอย่าได้ประมาทคิดว่ายังหนุ่มสาวเหมือนเดิม จุดเด่นจะมีข่าวดีที่รอคอยมานานครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

ปัญหาของงานยังหาข้อสรุปที่ลงตัวยังไม่ได้นั้นจำเป็นต้องหาที่ปรึกษา มิเช่นนั้นมีโอกาสตัดสินใจผิดพลาด ผลสำเร็จอาจไม่เต็มร้อยได้ โดยการเจรจาช่วงนี้ต้องระวังคำพูดให้มากๆ ไม่จำเป็นอย่าเพิ่งรีบรับปากในทันที ขอให้ดึงเวลาเอาไว้ก่อนจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด การเปิดหน้างานหลายอย่างในเวลาเดียวกันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาคนเก่งๆ ในแต่ละหน้าที่ในสายงานนั้นมาช่วยงาน เพราะตามดวงดาวแล้วโอกาสผิดพลาดของคุณเองยังมีอยู่เป็นระยะ ลูกน้องบริวารจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและจะได้คนเก่งเข้ามาช่วยงาน อีกทั้งจะวุ่นๆ ในเรื่องครอบครัว ทางที่ดีระยะนี้อย่าประมาทหรือมัวแต่ทำงานเพียงอย่างเดียวแล้วคิดว่าคนที่เรารักจะเข้าใจเราเสมอไป บางทีคุณอาจมโนไปเองก็เป็นได้ ฉะนั้น ควรหาเวลาใกล้ชิดกันให้มากขึ้น พาไปไหนมาไหนแบบที่ไม่ต้องเอาแต่ใช้อุปกรณ์สื่อสารเวลาอยู่ด้วยกันมากจนเกินไป การค้าขาย ต้องระวังของมาส่งไม่ทันและเช็กสต๊อกผิดพลาด ส่วนสุขภาพร่างกาย จะมีอาการเป็นหวัด ปวดหัว และไอ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

มีเกณฑ์ของการเดินทางไกล มีโอกาสได้ไปทำบุญหรือได้ไปงานอันเป็นมงคล หลังจากกลับมาจะโชคดีจะได้ฟังข่าวดี ส่วนหน้าที่การงาน ในระยะนี้มีอุปสรรคด้วยเรื่องของคนหมั่นไส้ คนอิจฉา ทำให้เกิดอาการและท้อไปบ้าง ส่วนที่ต้องระวังช่วงนี้คือเรื่องของอารมณ์ความหงุดหงิดใจมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความอดทนลดลงซึ่งจะสร้างปัญหาในระยะต่อเนื่องได้ เงินทอง มีโอกาสได้มาอย่างที่ตัวเองยังงงๆ กับเพศตรงข้าม ระยะนี้ลดเสน่ห์ส่วนตัวลงไปบ้างก็จะหายเครียดแต่การมีคู่ซ้อนนั้นแนวโน้มแย่ลงทุกที การทำมาหากิน ต้องใช้วิธีเรียกลูกค้าเก่าๆ ให้กลับคืนมาให้ได้ จะเป็นการให้สิทธิพิเศษต่างๆเพื่อดึงดูดล่อตาล่อใจก็สมควร เงินทอง มีเกณฑ์ต้องใช้เงินเก็บเงินสำรองที่ต้องงัดเอามาใช้แต่คุณก็ทำไปเถอะเพราะการเอาตัวรอดให้ได้ในช่วงนี้จะทำให้คุณยืนได้อย่างมั่นคงในอนาคต ส่วนคนในครอบครัว จะมีคนเจ็บป่วยไม่สบาย ทางที่ดีควรหาเวลาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบต่อกันบ้าง สุขภาพร่างกาย จะมีปัญหาเรื่องปวดหัวไมเกรน ความดันขึ้น

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

ช่วงเวลาฟ้าเปิดกับการลงทุนหรือการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ มาถึงแล้ว การเข้าไปขอความช่วยเหลือ ขอเจรจาในส่วนผลประโยชน์ก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ดังนั้น ต้องรีบไขว่คว้าโอกาสดังกล่าวนี้ แต่กับเพื่อนร่วมงานจะมีเหตุให้ต้องขัดใจเคืองอารมณ์กัน หนำซ้ำเงินทองที่หามาได้จะถูกใช้ไปกับคนใกล้ตัว ทั้งญาติพี่น้อง ทั้งคนที่สนิทกันอย่างเหนียวแน่น ต้องแบ่งกระเป๋าสลับบัญชี มิฉะนั้น ขอเตือนว่าเมื่อถึงสิ้นเดือนจะเครียดกว่านี้อีกหลายเท่า ดีที่ช่วงฟ้าเปิดแบบนี้เงินที่กำลังไหลออกนั้นมีแนวโน้มที่จะไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในเดือนต่อมา รวมถึง การค้าขาย จะมีช่องทางการหาเงินพิเศษ มีเกณฑ์ได้ลูกค้าและมีโชคฟลุกๆ อย่างที่คุณต้องประหลาดใจ ที่สำคัญ สิ่งดีๆ ที่ตั้งใจจะทำเพื่อใครสักคนจะประสบความสำเร็จ สามารถสร้างความปลื้มใจสุขใจส่วนตัวได้ การเดินทางไปไหนมาไหนต้องระวัง จะเสียเงินที่เกี่ยวกับรถ ซ่อมรถ แต่งรถ อีกทั้งมีเวลาต้องดูแลรักษาสุขภาพในเรื่องของน้ำหนักตัวเป็นพิเศษ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

ระยะนี้การเจรจาใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายได้และผลประโยชน์จะสำเร็จได้จากการเตรียมข้อมูลให้พร้อม เอกสารต้องแน่น อีกทั้งลำพังตนเองยังมีเกณฑ์เดินทางออกต่างจังหวัด ต่างประเทศ ต้องออกนอกพื้นที่จึงจะดีต่อดวงชะตา ถ้าหากความตั้งใจใดๆ ในระยะนี้ถูกคนสกัดกั้น เข้าใจผิด จำเป็นต้องอดทน อย่าล้มเลิกความตั้งใจเป็นอันขาด เพราะอีกสักพักจะมีทางแก้ทางออก เรื่องการเงิน ดีขึ้นบ้างแต่ยังไม่เหลือเก็บสะสม รวมทั้งคุณจะได้รู้จักคนใหม่ๆ ที่ยังผลต่อเนื่องให้ต่อไปจะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันในภายภาคหน้า โชคลาภ นั้นจะเเปลงมาเป็นเรื่องข่าวในหน้าที่การงานกำลังจะมีข่าวดี การค้าขาย จะต้องใช้เทคนิคการตลาดประเภททำโปรโมชั่นพิเศษ หรือการลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นตัวเลขรายรับให้ชื่นใจในระยะต่อไป กับคนรักที่มีอยู่ขอให้คุณเข้าใจในคำพูด เข้าใจในการกระทำที่บางครั้งอาจทำให้เกิดความทุกข์ใจ ไม่สบายใจต่อกัน สุขภาพร่างกาย จะเป็นหวัด เป็นไข้ควรดื่มน้ำให้มากยิ่งขึ้นกว่าปกติ

ราศีตุลย์ (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

ต้องวิ่งหาเงินเหนื่อยหน่อยในช่วงนี้ มีเรื่องที่จะต้องใช้จ่ายไปกับเพื่อน มีเรื่องต้องเดินทางอย่างปุบปับฉับพลัน ดังนั้น คุณจึงต้องเตรียมทำใจ เตรียมความพร้อมต่อกำหนดการที่มาแบบไม่คาดฝัน ส่วนการเงินดี ที่จะมีเข้ามาให้ใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ถึงจะไม่เหลือให้เก็บก็ตามที แต่ก็ยังดีกว่าไม่เหลือให้ใช้มิใช่หรือ ลูกน้องบริวาร จะช่วยเหลือกิจการงานได้เป็นอย่างดีแต่มักชอบทำอะไรไม่ถามไม่ปรึกษา ต้องดูแลให้ใกล้ชิดสักหน่อย กับคู่ของคุณดูเหมือนความสัมพันธ์ไม่สู้ดีชอบจับผิด มองหาแต่ข้อผิดพลาดของคุณ อันนี้ต้องทำใจ การค้าขาย ต้องใช้การดูแลเอาใจใส่ต่อลูกค้ามากยิ่งขึ้น อย่ามัวแต่ปรับปรุงพัฒนาสินค้าจนลืมการบริการเด็ดขาด รวมถึงระยะนี้จะมีญาติพี่น้องป่วยไข้ไม่สบายกันถ้วนหน้า เดี๋ยวคนนั้นเป็น คนนี้หาย สลับกันไปมา ว่างๆ ควรพาไปทำบุญร่วมกันเพื่อต่อบุญไม่ให้ขาด ก็ถือว่าเป็นมงคลแก่ตน สุขภาพร่างกาย จะมีอาการปวดเข่า ปวดหลัง ต้องระวังการทำงานอย่าหักโหมจนมากเกินไป

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

ยังวนเวียนในการแก้ปัญหาเรื่องในบ้านหรือเรื่องญาติพี่น้องอยู่เป็นระยะ โดยเรื่องที่ต้องรีบทำในระยะนี้คือเรื่องงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารต้องเร่งสรุปให้รวดเร็ว เพราะอีกไม่นาน คุณจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวอย่างรีบด่วน การเจรจาว่าความจะประสบความสำเร็จจากความใจเย็น ห้ามใช้อารมณ์เด็ดขาด รวมถึงจะได้ข่าวของลูกน้องบริวารที่จะสร้างปัญหาในเชิงคาวโลกีย์ที่คุณมีส่วนจะต้องเข้าไปดูแลแก้ไข ระยะนี้มีโอกาสควรเดินทางไปหาคนรู้จักยังต่างจังหวัดบ้างหรือติดต่อกับคนที่ไม่ค่อยได้พบเจอ จะได้รับข่าวดีมีโชคมีลาภติดตามมา การค้าขาย จำเป็นต้องปรับปรุงพัฒนาสินค้า พัฒนาบรรจุภัณฑ์หีบห่อ ถุงใส่ของให้ทันยุคทันสมัย ก็สามารถดึงดูดใจผู้ที่ใช้ได้เป็นอย่างดี ยิ่งการหาสินค้าตัวใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ปรับขยับฮวงจุ้ยภายในร้านให้สดใสสว่างสะอาดตา ก็จะเร่งปฏิกิริยาให้เงินทองไหลมาเทมาได้มากขึ้น สุขภาพร่างกาย ชัดเจนว่าจะมีอาการเหนื่อยง่าย เพลียง่ายกว่าปกติ ควรหาเวลานอนพักผ่อนให้มากยิ่งขึ้นด้วยครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

มีเรื่องที่ต้องใช้เงินไปกับการสังคมอยู่ตลอดเวลา การเดินทางเพื่อการอันเป็นมงคลจะประสบความสำเร็จ ส่วนที่เกี่ยวกับลูกน้องบริวารนั้น จะสร้างเรื่องสร้างปัญหาโดยคุณต้องหงุดหงิดใจกับการก่อเรื่องดังกล่าว หมายรวมไปถึงจะมีการเสียลูกน้องบางคนไปอีกด้วย งานที่ทำกรณีที่รอคอยให้จบเรื่อง มีเกณฑ์ของการยุติสัญญายกเลิกหรือหยุดในกิจกรรมที่เคยทำมาอย่างต่อเนื่องของคุณ กับคู่ครอง หรือคู่ใดๆ ก็ตาม ที่ผูกพันของคุณนั้น จะมีเหตุให้ต้องแยกต้องจากกันในระยะเวลาหนึ่ง อาจเป็นได้คืองานการแต่ละคนนั้นยุ่งวุ่นวายมากกว่าปกติ ทางแก้คือการหาเวลาพบเจอหรือเต็มที่ก็ควรโทรหาคุยกันให้ได้ทุกวัน ก็จะเชื่อมความสัมพันธ์ของคุณทั้งสองได้ดียิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา การค้าขาย ควรจะพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ให้มีความแปลกใหม่น่าสนใจถึงจะมียอดขายที่สวยงามกว่าเดิม ส่วนสุขภาพร่างกาย ที่ต้องระวังคือระบบไขข้อ กล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ มีเกณฑ์บาดเจ็บจากการทำงานในบ้านและในที่ทำงาน

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

ต้องระวังปัญหาในเชิงชู้สาว ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับมือที่สาม แปลว่าความมั่นคงในมุมของครอบครัวเริ่มสั่นคลอนต้องเฝ้าระวัง อีกทั้งในเรื่องหน้าที่การงานมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่ดีขึ้น บรรยากาศถึงแม้ยังอึมครึมแต่ให้คุณทราบไว้ว่าอีกไม่นานสิ่งที่ถูกปิดบัง ซ่อนเร้น กำลังจะถูกเปิดเผย ดังนั้น ทางที่ดีคุณต้องเตรียมเกาะหลักหาพวกพ้องรวมกลุ่มเอาไว้ให้แน่น ช่วงนี้มีโอกาสควรหาเวลาไปทำบุญที่เกี่ยวกับเด็กด้อยโอกาสบ้างจะเสริมความเป็นมงคล ยิ่งการค้าขาย จะมีลูกค้ารายใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา แต่ต้องระวังการให้เครดิตกับใครมากจนเกินไป มีแนวโน้มถูกหลอกถูกโกงถ้าคุณประมาทหรือมีความโลภเข้าครอบงำ การตกลงในเรื่องสำคัญๆ ควรมีหลักฐานเเละพยาน ด้านความรัก กับคนที่เพิ่งดูใจกัน คุณมีสิทธิ์ที่จะพัฒนาสานต่อความรักให้ดียิ่งขึ้น มีสิ่งดีๆ ที่มีให้กัน ขออย่าเร่งต้นรักต้นนี้ให้มันโตเร็วจนเกินไป เพราะทุกสิ่งที่ถูกเร่งโตก็มักจะมีอันจบสิ้นเร็วเกินเช่นกัน ด้วยเรื่องของสุขภาพร่างกายนั้น ควรดูแลระบบย่อยอาหาร

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

ระยะเวลานี้จะมีเหตุต้องเข้าไปวุ่นวายกับสังคมนอกบ้าน โดยเฉพาะเรื่องในที่ทำงาน จะมีการขัดแย้งทางวาจาและอารมณ์เป็นระยะ คนเคยคุยดีๆ ด้วย มาพักหลังเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ก็ปล่อยเขาไปเถอะ ช่วงนี้พยายามอย่าเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องเข้ามาให้รกหัวสมองมาก เพราะลำพังปัญหาในตัวก็แบกจนหลังแอ่นอยู่แล้ว ยิ่งการดำเนินงานหลังจากนี้ไปจะมีคนขัดขวาง ขัดคอ ให้ก้าวเดินลำบากมากขึ้นอีก แปลว่าช่วงนี้ประคองตัวให้รอดพ้นไปก่อน การเงินมีโอกาสได้มาแบบฟลุกๆ การงาน ให้ระวังความผิดพลาดที่มาจากบริวาร แต่ยังดีที่หัวหน้ายังเข้าใจ มีสิ่งใดที่อึดอัดใจไม่สบายก็ควรหาคนมาช่วยให้คำแนะนำ คำปรึกษา อย่าเอาแต่คิดเพียงลำพัง กับญาติพี่น้องยังพึ่งพาอาศัยกันได้ยาก การค้าขายทำกำไร จะต้องใช้วิธีการพัฒนาสินค้าให้ดูน่าสนใจมากกว่าเดิมให้ได้ อย่าคิดว่าสิ่งที่มีอยู่ดีที่สุดแล้วเด็ดขาด สุขภาพร่างกายนั้น ทำท่าจะป่วยเป็นโรคหวัด เจ็บคอ อีกทั้งผู้ใหญ่ที่ตนเองเคารพกำลังจะถูกโจมตีถูกใส่ความ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

ที่ว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ยังใช้ได้กับช่วงเวลานี้ แปลว่าถ้าหากมีความลับสิ่งใด มีเรื่องที่ต้องปกปิดสิ่งใดจะมีเหตุปัจจัยให้ความลับนั้นถูกเปิดเผย เอกสารสัญญาที่ต้องเคลียร์มีแนวโน้มจะลงเอยได้สักที โดยเฉพาะปัญหาในที่ทำงานยิ่งเรื่องหนังสือเอกสารแล้วล่ะก็ มีผลสำเร็จได้ตามที่หวังภารกิจเสร็จสิ้นจากความเด็ดขาดในการตัดสินปัญหาเรื่องใดที่คาราคาซัง ถึงเวลาเอากลับมาแก้ไขจะมีทางออก ส่วนการทำงานใดๆ ที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศและกับหน่วยงานราชการจะเกิดปัญหา แต่ให้ทนทำไปก่อน การค้าขาย จะได้กำไรจากลูกค้าใหม่ๆ ควรหาวิธีสร้างแรงดึงดูดจากสินค้าที่คุณมี อีกทั้งการแนะนำสินค้าที่มีความจริงใจจะทำให้คุณได้กำไรในระยะยาว ส่วนเรื่องความรัก มีโอกาสเจอคนถูกใจแต่ให้ระวังว่าคนคนนั้นจะมีคู่แอบซุกไว้อยู่แล้วให้ดีๆ การเงิน จะมีโชคลาภจากการเสี่ยง แต่ก็มีเกณฑ์ที่จะใช้จ่ายไปกับเสื้อผ้า หน้า ผม และอุปกรณ์สื่อสารอีกมาก สุขภาพร่างกายนั้น ที่ต้องระวังคือโรคความดัน อีกประการจะมีปัญหากับคนในครอบครัวด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องครับ

เลขมงคลประจำเดือน เลข 6 เลข 8 และเลข 5 ควรเว้น เลข 7

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำเดือน พระปางนาคปรก และ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในเดือนนี้ ระวังจะมีปากเสียงกับคนที่บ้านและในที่ทำงาน มีการหักหลังกันทางการค้าและธุรกิจ คิดทำสิ่งใดต้องมีที่ปรึกษาก่อนการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ชื่อเด่น เซ็นดีกับเส้นทางเศรษฐี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07095150957&srcday=2014-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 357

ชื่อเด่น เซ็นดีกับเส้นทางเศรษฐี

ส. เกียรติ์ภราดร

คุณวทนนท์

ปัจจุบันอายุ 40 ปี อาชีพตัวแทนขายประกันชีวิต

วิเคราะห์ชื่อ คุณวทนนท์เกิดวันอังคาร ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏอักษรกาลกิณีไม่เป็นมงคลกับตนเอง ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านการมีความสำเร็จที่ดี ชีวิตจะดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะมีทิศทางดีขึ้นตลอดเวลา ชื่อนี้ใช้ได้ ไม่ต้องเปลี่ยน

วิเคราะห์ลายเซ็น ให้ความสำคัญกับอักษรนำ สังเกตได้จากขนาดอักษรนำที่ใหญ่กว่าอักษรตามชัดเจน แสดงถึงการมีความคิดเป็นของตนเอง ยอมรับความคิดเห็นของคนรอบข้างก็จริง แต่เวลาตัดสินใจขั้นสุดท้าย มักจะใช้ความคิดของตนเองเป็นหลักเสมอ มีศักยภาพที่จะทำงานใหญ่ได้ดี ไม่กลัวความล้มเหลว

จุดอ่อนในลายเซ็นคือ การที่อักษรนำมีน้ำหนักเบากว่าอักษรตามมาก ส่งผลให้ไม่สามารถนำศักยภาพในตัวเองออกมาใช้ได้เต็มที่ โชคลาภและโอกาสดีๆ เข้ามาหายากมาก

แก้ไขลายเซ็น เซ็นเฉพาะชื่ออย่างเดียวเหมาะสม ปรับให้ดีขึ้นดังนี้

1. เพิ่มน้ำหนักอักษรนำตัว ว ให้มากขึ้น และควบคุมน้ำหนักอักษรให้เท่ากันทุกตัว

2. เซ็นอักษรตามให้ครบทุกตัวอักษร

3. ปลายเส้นท้ายชื่อตวัดเฉียงขึ้นไปทางขวามือถูกโฉลก แต่ไม่ควรตวัดกลับลงมาด้านล่างใต้ลายเซ็นอีก

ข้อคิดในการดำเนินธุรกิจ พิจารณาจากดวงชะตาแล้ว อาชีพตัวแทนขายประกันถือว่าเหมาะกับคุณวทนนท์อย่างมาก เพราะเป็นคนพูดจาดี คำพูดเชื่อถือได้ เป็นคนที่ปากเรียกทรัพย์อยู่แล้ว จึงไม่ยากที่จะประสบความสำเร็จและสร้างฐานะได้จากอาชีพนี้

แต่ปัญหาคือ จะได้ลูกน้องบริวารไม่ดี ลูกน้องบริวารจะไม่เก่งเท่าตัวคุณวทนนท์ จุดนี้สำคัญเพราะอาจทำให้คุณวทนนท์ขยายงานได้ไม่มาก ถ้าอยากประสบความสำเร็จเร็วขึ้นก็ต้องพยายามหาลูกน้องมือดีมาช่วยงานให้ได้ การงานจึงจะก้าวหน้าตามแผน

ถ้าแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เรื่องอื่นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

คุณทัศนีย์

ปัจจุบันอายุ 49 ปี อาชีพช่วยสามีดูแลกิจการส่วนตัว

วิเคราะห์ชื่อ คุณทัศนีย์เกิดวันเสาร์ ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏอักษรกาลกิณีที่จะส่งผลให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงเสียหาย ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านการมีหลักทรัพย์และความสำเร็จที่ดี ชื่อนี้ใช้ได้ ไม่ต้องเปลี่ยน

วิเคราะห์ลายเซ็น ขาดความมั่นใจในการเซ็น น้ำหนักเส้นไม่สม่ำเสมอ ลายเซ็นจึงขาดพลังแห่งความสำเร็จ จะมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นทุกระยะของการทำงาน ต้องการบารมีหรือการยอมรับจากคนรอบข้าง แต่ดูเหมือนจะยังไม่ได้ในสิ่งนี้

มักจะทำสิ่งต่างๆ ได้ดีเฉพาะช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ชอบทำอะไรต่อเนื่องนานๆ นอกจากนี้ ยังใช้โอกาสเปลืองอีกด้วย

แก้ไขลายเซ็น จะเซ็นเฉพาะชื่ออย่างเดียวหรือจะเซ็นทั้งชื่อและนามสกุลก็ได้ ปรับให้ดีขึ้นดังนี้

1. ถ้าเซ็นเฉพาะชื่ออย่างเดียว แนะนำให้เซ็นชื่อแบบอ่านออกทุกตัวอักษร โดยท้ายชื่อให้เติมจุดเล็กๆ 1 จุด จะได้ลายเซ็นที่มีพลังในตนเอง

2. ถ้าเซ็นทั้งชื่อและนามสกุล ให้ใช้ลายเซ็นอย่างที่เซ็นอยู่ แต่ปลายหางของอักษรนำในนามสกุลควรตวัดให้สั้นลง ขณะที่จุดหลังอักษรนำของนามสกุลไม่ต้องมี

ข้อคิดในการดำเนินธุรกิจ พิจารณาจากดวงชะตาแล้วคุณทัศนีย์เป็นดวงสามีอุปถัมภ์ จะได้สามีดี ชีวิตจึงไม่ลำบาก

คุณทัศนีย์เหมาะจะดูแลเรื่องเงินแทนสามี แต่ไม่เหมาะดูแลเรื่องการผลิต เรื่องเจรจาค้าขาย หรือเรื่องติดต่อประสานงาน ให้ดูแลเรื่องเงินอย่างเดียวจะถูกโฉลก เพราะเป็นคนเก็บเงินอยู่ หลักทรัพย์การเงินจะเพิ่มพูนตลอดเวลา

ข้อควรระวังคือ ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบหายใจ อีก 2-3 ปีหรือประมาณอายุ 52 ปี จะมีอาการปรากฏให้เห็น อย่ามัวแต่หาเงินจนลืมดูแลสุขภาพ เพราะสุขภาพที่ดีมีค่ากว่าเงินทองมากมายนัก

คุณเสมา

ปัจจุบันอายุ 47 ปี อาชีพพนักงานบริษัท

วิเคราะห์ชื่อ คุณเสมาเกิดวันพุธกลางวัน ดูจากชื่อแล้วไม่ปรากฏอักษรกาลกิณีที่จะส่งผลให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงวุ่นวายอย่างคาดไม่ถึง ผลรวมของเลขในชื่อเสริมกับนามสกุล ให้คุณแก่ดวงชะตาในด้านการมีความสำเร็จที่ดี เพียงแต่ว่าจะเป็นความสำเร็จแบบค่อยเป็นค่อยไป

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทำสิ่งใดอย่าได้หวังผลสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว จะทำให้เราทุกข์ใจเปล่าๆ สรุปว่าชื่อนี้ใช้ได้ ไม่ต้องเปลี่ยน

วิเคราะห์ลายเซ็น ตวัดเซ็นด้วยความมั่นใจ เส้นพลิ้วไหวแต่คมชัด แนวตัวอักษรเอียงขวา บ่งบอกถึงความเป็นคนอยู่ไม่นิ่ง ช่างคิดฝันจินตนาการ เป็นนักคิดที่ดี แต่อาจไม่ใช่นักปฏิบัติที่เก่งนัก มีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน และต้องการบรรลุเป้าหมายในชีวิตอย่างคนใจร้อน

จุดอ่อนในลายเซ็นคือ การเซ็นชื่อกับนามสกุลติดกัน ส่งผลให้โชคลาภและโอกาสดีๆ เข้ามาหาได้ยาก เป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่คิดไว้ยากที่จะทำได้สำเร็จ และนับจากนี้ไป วิธีคิดวิธีทำงานที่เคยทำให้ประสบความสำเร็จก้าวหน้ามาในอดีตจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมาก ชีวิตจึงจะกลับมาก้าวหน้าประสบความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

แก้ไขลายเซ็น แนะนำให้เซ็นเฉพาะชื่ออย่างเดียว ปรับให้ดีขึ้นดังนี้

1. เพิ่มขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น ทั้งอักษรนำและอักษรตาม

2. ท้ายชื่อให้เติมเส้นขีดเล็กๆ เฉียงขึ้นไปทางขวามือ 1 เส้น และท้ายเส้นให้เติมจุดเล็กๆ 1 จุด จะได้ลายเซ็นที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ช่วยนำมาซึ่งความสำเร็จที่ดีทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว

ข้อคิดในการดำเนินธุรกิจ พิจารณาจากดวงชะตาแล้ว คุณเสมาสามารถทำธุรกิจส่วนตัวได้ แนวธุรกิจที่ถูกโฉลกควรเกี่ยวข้องกับการเกษตร สินค้าเกษตร หรือสินค้าที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าจะเปิดร้านขายกาแฟเพื่อให้ลูกค้ามานั่งดื่มกาแฟที่ร้านถือว่าไม่เหมาะ แต่ถ้าขายเมล็ดกาแฟให้กับร้านขายกาแฟอีกทีหนึ่งอย่างนี้ถือว่าเหมาะ

ลองพิจารณาดูนะครับ ถ้าหาช่องทางธุรกิจของตนเองเจอ รับรองว่าจะประสบความสำเร็จกลายเป็นเศรษฐีในเวลาไม่นาน

พบกันฉบับหน้า สวัสดีครับ

ชื่อเด่นกับเส้นทางเศรษฐีตามวันเกิดประจำฉบับ

เกิดวันอาทิตย์ (ญ)

ชื่อ ภัคทิชา (อ่านว่า พัก-ทิ-ชา) หมายถึง ผู้เจริญด้วยโชค

เกิดวันจันทร์ (ญ)

ชื่อ นับณภัทร (อ่านว่า นับ-นะ-พัด) หมายถึง ผู้มีความเจริญตลอดไป

เกิดวันอังคาร (ญ)

ชื่อ ณดารัศมิ์ (อ่านว่า นะ-ดา-รัด) หมายถึง ผู้ตั้งอยู่ในความเจริญ

เกิดวันพุธกลางวัน (ญ)

ชื่อ รัศมีกานต์ (อ่านว่า รัด-สะ-หมี-กาน) หมายถึง ผู้มีรัศมีของความเจริญ

เกิดวันพฤหัสบดี (ญ)

ชื่อ อิสริยาพร (อ่านว่า อิด-สะ-ริ-ยา-พอน) หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในสิ่งมงคลและประเสริฐ

เกิดวันศุกร์ (ญ)

ชื่อ ธนดา (อ่านว่า ทะ-นะ-ดา) หมายถึง ผู้เจริญในทรัพย์

เกิดวันเสาร์ (ญ)

ชื่อ นับสิริ (อ่านว่า นับ-สิ-หริ) หมายถึง ผู้มีสิริมงคลตลอดไป

เกิดวันพุธกลางคืน (ญ)

ชื่อ ธนิตา (อ่านว่า ทะ-นิ-ตา) หมายถึง ผู้เจริญในทรัพย์

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

แค่ชั่วคราว…ก็พอ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150957&srcday=2014-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 357

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

แค่ชั่วคราว…ก็พอ

ช่วง 1-2 ปีนี้ ทัวร์ไปเที่ยวเมืองนอกที่คนไทยนิยมมากที่สุด หนีไม่พ้นประเทศญี่ปุ่นแน่นอน อันเนื่องมาจากเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ เหตุผลแรก คนไทยส่วนใหญ่ชื่นชอบประเทศญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลายคนอยากมีโอกาสได้ไปชมความงามของประเทศญี่ปุ่นสักครั้ง ขณะที่อีกหลายๆ คนไปมาแล้วหลายครั้ง และติดอกติดใจถึงขั้นปวารณาตนที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นให้ได้ทุกปี

ผนวกกับเหตุผลที่สอง ญี่ปุ่นหันมาให้ความสำคัญ ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวอย่างเอาจริงเอาจัง ภายหลังจากเกิดอุบัติภัยธรรมชาติ ทำให้เกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะระเบิด มีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทำให้คนต่างชาติไม่กล้าเดินทางไปเที่ยว ฉุดอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของญี่ปุ่นทรุดตัวลงอย่างหนัก เป็นที่มาของมาตรการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวแบบทุ่มสุดตัว ด้วยการยกเว้นวีซ่าเข้าญี่ปุ่นครั้งละไม่เกิน 15 วัน มีผลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556

และก็สัมฤทธิผลอย่างที่ตั้งใจ เพราะจำนวนนักเที่ยวไทยไปญี่ปุ่นเพิ่มพรวดแบบก้าวกระโดด จากปี 2555 มีจำนวน 260,000 คน เพิ่มพรวดเป็น 470,000 คนในปี 2556 ส่วนปีนี้ เฉพาะแค่เดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงฮอตที่คนไทยแห่แหนกันไปญี่ปุ่นเพื่อชมดอกซากุระบาน แค่เดือนเดียวทะลักล้นไปถึง 150,000-200,000 คน คาดหมายกันว่า ทั้งปี 2557 จำนวนคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นน่าจะมีตัวเลขแตะ 700,000 คนเลยทีเดียว

แต่ถึงแม้จะประสบผลตามที่หวัง มาตรการแรงขนาดนี้ย่อมเป็น “ดาบสองคม” มีได้ก็ต้องมีเสียเป็นธรรมดา เพราะการเปิดให้เข้าประเทศโดยไม่มีวีซ่า ก็เหมือน “ช่องโหว่” ให้แรงงานผิดกฎหมายแฝงตัวลักลอบเข้าไปทำงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มมีตัวเลขปรากฏว่า จำนวนแรงงานไทยลักลอบเข้าไปทำงานที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงกระนั้น ทางรัฐบาลญี่ปุ่นตระหนักรู้อยู่แล้ว แต่การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ส่วนปัญหาแรงงานผิดกฎหมายค่อยตามแก้กันทีหลัง

ซีกฝั่งของไทยเองก็ไม่น้อยหน้า เราออกมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ด้วยการประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า เป็นระยะเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม จนถึง 8 พฤศจิกายน 2557 ส่งผลบวกกระตุ้นตลาดจีนให้กลับมาเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น โดย คุณธวัชชัย อรัญญิก ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้สัมภาษณ์ว่า ยอดคนจีนมาขอวีซ่าเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว กล่าวคือ มีนักท่องเที่ยวจีนมาขอวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง จากปกติเฉลี่ยพันกว่าคน เพิ่มเป็นกว่า 3,700 คน ที่เซี่ยงไฮ้ จากปกติ 3,000 กว่าคน เป็นกว่า 7,000 คน เป็นต้น ซึ่งคาดหมายว่า ภายในช่วง 3 เดือนของการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า จะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยกว่า 1 ล้านคน ผลักดันยอดนักท่องเที่ยวจีนทั้งปีแตะ 4.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 500,000 คน

และเช่นเดียวกัน เมื่อมีผลดี ก็ย่อมต้องได้ผลเสียติดมาด้วย ในกรณีของไทย ผลพวงปัญหาที่เราควรห่วงใย ก็คือ ผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นท้องทะเลสีฟ้าสดใส ชายหาดขาวสะอาด ที่ถือว่า เป็นจุดเด่น จุดขายที่สำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้จำเป็นต้องมีการดูแลรักษา บริหารจัดการ ฟื้นฟูสภาพความงามให้คงไว้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน และบริหารจัดการไม่ให้มีการใช้บริการ ชื่นชมความงามกันจน “ช้ำ”

นอกจากนี้ สถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับญี่ปุ่น เราไม่มีปัญหาอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างญี่ปุ่น แม้ว่าธุรกิจท่องเที่ยวไทยจะได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา แต่ถือได้ว่า ไม่ใช่ปัญหาหนักหน่วงเสียจนทำลายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเหมือนญี่ปุ่น

ดังนั้น การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ควรเป็นแค่มาตรการ “ชั่วคราว” ดีกว่ามั้ย!!

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

โจเซฟ วอง นักธุรกิจมาเลย์ ฟันธงตลาดอาหารเสริมยังรุ่ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

เสริมไอเดีย

ศีล มติธรรม srangbun@hotmail.com

โจเซฟ วอง นักธุรกิจมาเลย์ ฟันธงตลาดอาหารเสริมยังรุ่ง

ด้วยความที่ผู้คนในบ้านเราหันมาดูแลเอาใจใส่เรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจอาหารเสริมมีเงินสะพัดมหาศาล นักธุรกิจน้อยใหญ่ก็หันมาขายอาหารเสริมกันมากขึ้น รวมทั้งบรรดานักร้องนักแสดงด้วย

มิสเตอร์โจเซฟ วอง วัย 45 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิวทรีเร จำกัด จะมาฉายภาพธุรกิจอาหารเสริมในบ้านเราให้ฟัง ซึ่งนักธุรกิจชาวมาเลเซียผู้นี้มีประสบการณ์คร่ำหวอดอยู่ในวงการอาหารเสริมของเมืองไทยมากว่า 10 ปีแล้ว สามารถพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างชัด และยังมีภรรยาเป็นคนไทยด้วย โดยโรงงานรับจ้างผลิตอาหารเสริมและผงชงดื่มเพื่อสุขภาพแห่งนี้เปิดมา 6 ปีแล้ว ตั้งอยู่ที่ย่านลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

ลูกค้าส่วนใหญ่บริษัทขายตรง

มิสเตอร์วอง แจกแจงถึงศักยภาพของโรงงานว่า สินค้าที่ผลิตส่วนมากจะเป็นอาหารเสริมกว่า 70% เครื่องดื่มก็มีบางส่วน เช่น กาแฟ ชา โกโก้ ธัญพืช รวม 30% ตอนนี้มีกำลังการผลิตมูลค่าประมาณ 600-700 ล้านบาท/ปี หรืออาจจะสูงกว่านี้ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยและคนต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทขายตรงมากกว่า เพราะต่างหาโรงงานที่มีคุณภาพสูง

ลูกค้าส่วนใหญ่ของโรงงานจะเป็นบริษัทของคนไทย 90% ต่างชาติจะมีแค่ 5% ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจะขยายฐานลูกค้าไปยังพม่าและลาว รวมไปถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฮ่องกง และจีน ด้วย

เขาอธิบายเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจขายตรงมาจ้างบริษัทผลิตให้นั้นเพราะคุณภาพเป็นหลัก ส่วนเรื่องราคาก็เป็นส่วนหนึ่ง โดยลูกค้าเก่าๆ ที่เป็นลูกค้าหลักนั้นจะมีออร์เดอร์ให้โรงงานหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตลอด

“ยกตัวอย่าง ลูกค้าจะบอกเราว่า ปีนี้จะออกผลิตภัณฑ์ประมาณ 4-5 ตัว แล้วจะให้เราพัฒนาสินค้าให้ รายหนึ่งๆ ผลิตสินค้ากับเราเป็น 10-20 ตัวเลย”

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก ด้วยมูลค่ามหาศาลของอาหารเสริมในตลาด จึงมีการแข่งขันกันสูงทั้งผู้ประกอบในประเทศและต่างประเทศ

“ตอนนี้การแข่งขันในตลาดสูงมาก ระยะหลังมานี้ด้วยกฎเกณฑ์ ระเบียบ ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างเวลาที่ลูกค้ามาให้เราผลิต เขาไม่ได้ไปดูมาตรฐาน ไปดูโรงงาน แต่ดูที่ราคา ซึ่งจะแตกต่างจากต่างประเทศรายใหญ่ที่มาหาเรา สิ่งที่ต่างประเทศมาดูอันดับแรกคือ ดูระบบของบริษัท ว่ามีมาตรฐานถึงหรือไม่ เพราะว่าที่โรงงานเราทำได้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าลูกค้าต้องการสเปกอะไรมากกว่า ระบบเป็นตัวชี้วัด ทั้งนี้ การเปิดเข้าสู่ AEC ก็ทำให้เราต้องแข่งขันกับระบบต่างประเทศด้วย”

มิสเตอร์วอง บอกว่า จากการเดินทางไปศึกษาข้อมูลในตลาดอาหารเสริมต่างประเทศหลายๆ แห่ง พูดได้ว่ามาตรฐานโรงงานของเมืองไทยไม่ได้ต่ำกว่าประเทศไหน

ปรับจากโออีเอ็มเป็นโอดีเอ็ม

เขาอธิบายถึงการที่โรงงานเน้นในเรื่องคุณภาพและใช้เทคโนโลยีในการผลิต แม้ว่าจะเป็นโรงงานในระดับเอสเอ็มอีว่า การเปิดธุรกิจต้องดูคุณภาพมาตรฐานเป็นหลัก เพราะก่อนหน้านั้นอาจจะไม่ได้แข่งขันขนาดนี้ แต่ถ้า AEC เปิด จำเป็นต้องแข่งขันกับมาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศที่ค่อนข้างชำนาญเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

“การเปิด AEC จะส่งผลให้มีตลาดใหญ่ขึ้น ย่อมหมายถึงคู่แข่งที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงต้องรุกและรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการผลิตในรูปแบบโออีเอ็มในระยะยาวแล้วการแข่งขันทางธุรกิจจะมีเพิ่มสูงขึ้น เพราะผู้ว่าจ้างมีแนวโน้มที่จะย้ายคำสั่งซื้อไปยังแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่า บริษัทจึงต้องพัฒนาสู่รูปแบบโอดีเอ็ม โดยปัจจุบันได้ลดรูปแบบการผลิตโออีเอ็มเหลือเพียง 10% ในส่วนโอดีเอ็ม 90% นอกจากนี้ ในอนาคตก็มีแผนที่จะสร้างแบรนด์ของบริษัทขึ้นมาเอง”

ใช่แต่จะพุ่งเป้าไปที่การผลิตแบบโอดีเอ็มเท่านั้น แต่บริษัท นิวทรีเร จำกัด ยังได้ขยายตลาดไปยังต่างประเทศอีกด้วย แม้จะมองว่าตลาดอาหารเสริมในเมืองไทยยังไปได้อีกไกล

“เราพยายามพลิกคือ จากเมืองไทยแล้วไปขายที่อื่น นั่นคือ เป็นการมองอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเกิดความไม่มั่นใจ อยู่ที่นี่เราพยายามจะพลิกสถานการณ์ ประเทศไทยไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ เราทำได้ แต่ทุกวันนี้เชื่อกันว่า มีเฉพาะเครื่องสำอางที่ไปได้ แต่ธุรกิจอาหารเสริมยังไม่ได้ท็อปเท่าไร ในแง่ของการส่งออก ซึ่งความจริงเราไม่ต้องไปผลิตที่อเมริกา เราสามารถผลิตที่เมืองไทยก็ได้ เพราะเรามีความร่วมมือกันอยู่ เราสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องไปผลิตที่อื่น”

ชี้ส่วนใหญ่นำเข้าจากญี่ปุ่น-อเมริกา

เจ้าของบริษัท นิวทรีเร จำกัด แจกแจงแผนในอนาคตว่า 1. จะเป็นผู้จัดทำมากขึ้น 2. ให้มีผู้ขายของบริษัท 3. ต้องพัฒนาเรื่องระบบ เครื่องจักร รวมถึงคุณภาพพนักงานและคุณภาพสินค้าที่ออกสู่ตลาดด้วย

ส่วนในเรื่องยอดขายตั้งเป้าจะเพิ่มเป็นเท่าตัวของยอดขายเดิม โดยปีนี้ยอดขายอยู่ที่ 150 ล้านบาท ปีหน้าคิดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 200 ล้านบาท/ปี เพราะตอนนี้เป็นช่วงที่ตลาดในประเทศไทยกำลังโตอยู่ คนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น ปัจจุบันอาหารเสริมส่วนใหญ่จะนำเข้าจากต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น และอเมริกา แต่คิดว่ายังมีช่องทางไปได้อยู่ เนื่องจากเห็นว่าบริษัทผลิตในไทยสู้ได้อยู่แล้ว ไม่ยาก

สาเหตุที่มิสเตอร์วอง ระบุว่า โรงงานของไทยสามารถสู้ต่างชาติได้นั้น เจ้าตัวให้เหตุผลว่า ปัจจุบันลูกค้าที่เคยไปผลิตที่อเมริกาก็จะมาให้บริษัท นิวทรีเร จำกัด ผลิตด้วยเหมือนกัน จึงไม่จำเป็นต้องไปผลิตที่อเมริกาแล้ว เพราะวัตถุดิบที่ใช้เหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาเป็นเรื่องความเชื่อมั่นมากกว่า เพราะคนไทยยังไม่เชื่อมั่นศักยภาพของคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งการที่จะไปบุกตลาดเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียนั้น จะต้องให้ลูกค้าเชื่อมั่นในระบบและคุณภาพก่อน แม้ต้นทุนในการผลิตที่บ้านเราจะถูกกว่าก็ตาม

ทั้งนี้ ในการมุ่งเน้นการผลิตจากโออีเอ็มเป็นโอดีเอ็มนั้น มิสเตอร์วอง ระบุว่า ปัญหาหลักอยู่ที่ ผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการใช้วัตถุดิบที่ดีๆ ผู้บริโภคยังใช้ราคาเป็นตัวชี้วัด ถ้านำเรื่องราคามาชี้วัดก็ค่อนข้างยากที่จะได้ของดี ที่ผ่านมาจึงบอกลูกค้าเสมอว่าต้องจ่ายเงินตามจริง ไม่ใช่ว่า จ่ายเงินนิดหน่อยแล้วอยากได้สินค้าคุณภาพสูง ซึ่งเป็นไปไม่ได้

มิสเตอร์วอง ตั้งคำถามน่าสนใจว่า ทำไมสินค้าขายตรงของมาเลเซียเข้ามาในเมืองไทยได้ แต่ทำไมสินค้าของไทยไปมาเลเซียไม่ได้

“สิ่งที่มองในขณะนี้คือ มาเลเซียยังไม่เชื่อมั่นเรื่องคุณภาพของประเทศไทย ผมเคยไปเยี่ยมโรงงานที่มาเลเซีย GMP ของเขาห่วยกว่าของเราอีก และบางสินค้าไม่ต้องขอ อย. เช่น สินค้าที่ทำเป็นผง ทำเป็นซอง ตอนนี้มีสินค้าที่นำเข้ามาจากมาเลเซียเป็นซองเป็นผง เข้ามาเมืองไทยเยอะมาก เพราะมีลูกค้ามาหาเรา สุดท้ายก็ให้เราจัดการ เพราะโรงงานเขาไม่มี GMP เนื่องจากโรงงานในมาเลเซียไม่จำเป็นต้องมี GMP แต่ลูกค้าต้องการมีใบรับรองในเรื่องความปลอดภัยเท่านั้นเอง ถ้ามีเอกสารความปลอดภัยตัวนี้ก็ขายได้”

หลังจากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าตลาดอาหารเสริมในบ้านเรายังจะไปได้ไกลตามที่นักธุรกิจหนุ่มชาวมาเลเซียคนนี้ทำนายไว้หรือไม่

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

เครดิตดีไม่มีขาย…ต้องสร้างเองเท่านั้น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

เงินๆ ทองๆ

สมเจตน์ หงษ์ไกรเลิศ ผู้สื่อข่าวการเงิน นสพ.ประชาชาติธุรกิจ

เครดิตดีไม่มีขาย…ต้องสร้างเองเท่านั้น

เมื่อพูดถึง “เครดิตบูโร” ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่เคยขอกู้เงินกับสถาบันการเงินแล้วน่าจะพอรู้จักหรือได้ยินกันมาบ้าง ไม่ว่าจะขอกู้จากธนาคาร บริษัทบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือลีสซิ่งรถยนต์ ก็ตาม

สถาบันการเงินก็จะให้เราเซ็นยินยอมเปิดเผย “ข้อมูลเครดิต” ของเราก็จะถูกบันทึกไว้ใน “เครดิตบูโร” หรือชื่ออย่างเป็นทางการก็คือ “บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด”

ข้อมูลเครดิตนั้น ก็คือ ประวัติด้านการใช้เงินกู้ของเรานั่นเองครับ เพราะกฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินทุกแห่งมีหน้าที่รายงานประวัติการใช้เงินกู้และการจ่ายหนี้ของลูกหนี้ทุกราย เข้ามาเก็บรวบรวมไว้ที่เครดิตบูโร

เรามีเงินกู้อยู่กับสถาบันการเงินไหนบ้าง จำนวนเงินเท่าไหร่ ที่ผ่านมาเราจ่ายหนี้เหล่านั้นเป็นอย่างไร จ่ายตรงเวลาสม่ำเสมอหรือไม่ หรือเบี้ยวหนี้ตลอดทุกนัด ทุกรอบบิล “ข้อมูลเครดิต” มันฟ้องหมดครับ

คนที่มี “ข้อมูลเครดิตดี” ก็น่าเชื่อถือถูกไหมครับ ขอยืมเงินไปแล้วใช้คืนตรงตามกำหนดตลอด ถ้าเขามาขอยืมอีก เราก็ยินดีจะให้ยืม

หรือในแง่ธนาคารก็พร้อมจะให้กู้เช่นกัน แถมอาจจะคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติให้ด้วย เพราะถือว่า “ความเสี่ยงต่ำ” ตรงกันข้าม คนที่ “ข้อมูลเครดิตไม่ค่อยดี” ก็คงจะขอกู้ยากหน่อย ธนาคารอาจจะไม่ให้กู้ หรือไม่ก็คิดดอกเบี้ยแพง

ปกติแล้ว ข้อมูลในเครดิตบูโรนั้น จะมีเก็บบันทึกไว้ “ย้อนหลัง 36 เดือนล่าสุด” นั่นหมายความว่า ถ้าเราผิดนัดชำระไป 1 งวด ก็ต้องใช้เวลาถึง 36 เดือน กว่าข้อมูลนั้นจะเลื่อนหลุดออกไปจากประวัติของเราในเครดิตบูโร

แต่ถ้าเราผิดนัดจ่ายหนี้ไปเรื่อยๆ ทุกเดือนๆ ข้อมูลย้อนหลังไป 36 เดือนของเรานั้น ก็จะขึ้นว่าผิดนัดชำระไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ท่านผู้อ่านบางคนที่ติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับเครดิตบูโร เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมีข่าวออกมาว่า เครดิตบูโรนั้น เตรียมจะออกเงื่อนไขใหม่คือ กรณีคนที่มียอดหนี้ผิดนัดชำระอยู่น้อยๆ ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าค้างมาเรื่อยๆ นานถึง 8 ปี ก็จะ “ถอดข้อมูลชุดนี้ออกไปจากเครดิตบูโร” ส่วนข้อมูลอื่นที่ยังไม่ครบ 8 ปี ก็จะยังอยู่ตามปกตินะครับ

และที่สำคัญ “หนี้” ก้อนนี้ ก็ยังอยู่นะครับ ลูกหนี้ยังมีภาระหน้าที่ชดใช้หนี้เช่นเดิม เพียงแต่ข้อมูลจะถูกถอดออกไปจากฐานข้อมูลเครดิตบูโรเท่านั้นเอง

ซึ่งพบว่า มีลูกหนี้ที่เข้าข่ายลักษณะถอดข้อมูลออกดังกล่าวนี้ประมาณ 600,000 รายครับ จากจำนวนลูกหนี้ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของเครดิตบูโรในปัจจุบันราว 27 ล้านราย

เครดิตบูโรให้เหตุผลว่า เงื่อนไขตรงนี้เพื่อ “ให้โอกาส” แก่คนที่ต้องการกลับเข้ามาใช้บริการสถาบันการเงินต่างๆ ที่อยู่ “ในระบบ” ได้อีกครั้ง มีทางเลือกได้มากขึ้นกว่าจะต้องก้มหน้าก้มตาขอกู้ “นอกระบบ”

ขณะเดียวกัน ผมมองว่า นี่คงเป็นวิธีกระตุ้นทางอ้อม ให้สถาบันการเงินหาวิธีจัดการกับลูกหนี้รายเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดค้างอยู่เหล่านี้ด้วย จะเจรจาประนอมหนี้ ยกหนี้ หรือขายหนี้ออกไปก็ตามที มิใช่ปล่อยทิ้งไว้เรื่อยๆ ในฐานข้อมูลเช่นนี้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่กับแนวคิดนี้ แม้มองด้านหนึ่งจะเห็นว่า หนี้เล็กๆ น้อยๆ ควรจะช่วยเหลือให้คนที่เขาไม่มีความสามารถจะมาใช้คืน

แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง ก็อาจตั้งคำถามได้เช่นกันว่า เมื่อเงินเล็กน้อยเช่นว่านั้น ก็น่าจะใช้คืนไป เพื่อจะได้ล้างประวัติเครดิตตัวเองให้สะอาด อีกไม่นานก็กลับมาเริ่มต้นได้ใหม่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมก็เข้าใจครับว่าสำหรับบางคนแล้ว เงินหลักพันบาทอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับคนอีกจำนวนไม่น้อย มันก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา

แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า เงินเล็กน้อยที่ว่านี้ มันคือ “หนี้” ที่ได้ขอกู้ไป ฉะนั้น คนกู้ก็ต้องมีหน้าที่ “ใช้คืน” นะครับ ซึ่งผมมองว่า ตรรกะเรื่องนี้สำคัญกว่าเหตุผลเรื่องหนี้น้อย-หนี้มาก

ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์จากการทำข่าวในแวดวงการเงินมาระดับหนึ่งครับ เมื่อปี 2554 ที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ (น่าจะยังพอจำกันได้) สถาบันการเงินหลายแห่งได้ออกมาตรการต่างๆ มาช่วยลูกค้า ทั้งอนุญาตให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นพิเศษ พักชำระหนี้ให้ช่วงเวลาหนึ่ง

แม้กระทั่งอนุญาตว่า การเว้นวรรคจ่ายหนี้ช่วงนั้น ไม่ต้องนับเข้าไปในฐานข้อมูลเครดิตบูโร สถาบันการเงินก็ช่วยทำให้มาแล้วเช่นกัน

แต่ที่ผมงงมากคือ มีเสียงจากลูกค้าบางรายที่ขอให้ธนาคาร “ยกหนี้” หรือ “ลดหนี้” ให้ ด้วยเหตุผลความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม (ยืนยันว่ากรณีเช่นนี้มีจริงครับ) เห็นได้ชัดว่าเรามองข้ามตรรกะสำคัญไปก็คือ “มีหนี้ ก็ต้องใช้หนี้”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่สุดแล้วการประกาศเงื่อนไขใหม่เกี่ยวกับระยะเวลาจัดเก็บข้อมูลของลูกหนี้ที่มียอดหนี้ผิดนัดชำระเล็กน้อยดังกล่าวนั้น อาจจะออกมาในระยะอันใกล้นี้

สิ่งที่ผมอยากย้ำเตือน ซึ่งเป็น “บทเรียน” ที่ได้จากเรื่องนี้ก็คือ

อย่างแรก ก่อนจะสร้างหนี้ ให้ประเมินตัวเองก่อนครับว่า “กำลังความสามารถใช้หนี้” ของเรานั้น มีแค่ไหน และใช้ให้อยู่ในระดับนั้น

ต่อมา โปรดระลึกไว้ว่า การสร้างหนี้ก็คือ “ขอยืมเงินในอนาคตมาใช้ก่อน” เมื่อเรามีใช้มากกว่าปกติในวันนี้ หมายถึงว่า ในอนาคตเราจะมีใช้น้อยลง ฉะนั้น ต้องชั่งน้ำหนักความจำเป็นให้ดีก่อนครับ

สุดท้าย โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีครับ เมื่อขอยืมมาแล้ว หรือกู้มาแล้ว เราก็มีภาระหน้าที่ที่จะต้อง “ใช้คืน” ให้ตรงกำหนดเวลาและจำนวนที่ได้สัญญาไว้ด้วย

บทเรียน 3 เรื่องนี้ รับรองว่า นอกจากจะใช้สินเชื่อได้อย่างสบายใจแล้ว ยังทำให้เรามี “ประวัติทางการเงิน” หรือมี “ข้อมูลเครดิตที่ดี” บันทึกไว้ในเครดิตบูโรอีกด้วย

มีเครดิตดีซะอย่าง…ต่อไปจะทำอะไรก็ง่ายครับ

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

บทบาทกรมส่งเสริมอุตฯ กับอธิบดีหญิงหนึ่งเดียว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07017010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

สัมภาษณ์พิเศษ

บทบาทกรมส่งเสริมอุตฯ กับอธิบดีหญิงหนึ่งเดียว

เพราะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีถูกประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติไปเมื่อไม่นานมานี้

“เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสสัมภาษณ์กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม หนึ่งในหน่วยงานผลักดันเอสเอ็มอีให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่ง กสอ. มี ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ผู้บริหารหญิงเดียวของกระทรวงดูแลอยู่

กรอบการดำเนินงานของ กสอ. ในการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี โอท็อป (วิสาหกิจชุมชนระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว)?

กสอ. ดำเนินกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสร้างผู้ประกอบการใหม่เพื่อเพิ่มจำนวนเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพ โดยการอบรมผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ นอกจากนี้ ยังพัฒนาผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่ก่อนแล้วให้มีศักยภาพในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งการประกอบการ หรือ Enterprising Society ด้วยการพัฒนาคน สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาการประกอบการ รวมทั้งเชื่อมโยงคนกับสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นโอกาสทางธุรกิจ

ทั้งนี้ กสอ. ยังเน้นเพิ่มผลิตภาพ คือ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์โดยใช้ปัจจัยนำเข้าคงที่หรือน้อยลง ประเด็นนี้จำเป็นและท้าทายเพราะเป็นกลไกสำคัญทำให้ประเทศไทยก้าวออกจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง สำหรับการเพิ่มผลิตภาพนั้นจะทำ 2 ด้านหลัก คือ ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบการ และ กสอ. ได้ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม เพราะการยกระดับการผลิตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เอสเอ็มอีไทยแข่งขันและอยู่รอดได้ ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ มีการออกแบบ วิจัยและพัฒนา กระจายสินค้า สร้างแบรนด์ และการทำตลาดให้ประสบความสำเร็จ

ปีงบประมาณ 2557 มีโครงการสำคัญใดบ้าง มีผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือมากน้อยเพียงใด?

ช่วงปีงบประมาณ 2557 กสอ. ได้รับงบประมาณรวม 803 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ รวม 3,500 กิจการ หรือ 16,700 คน โดยโครงการหลักๆ อาทิ การส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน โดยพัฒนาเอสเอ็มอีให้พร้อมกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ผ่านการอบรมทั้งระดับผู้บริหารและระดับปฏิบัติการ ให้คำปรึกษาด้านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การศึกษาดูงานตลาดเป้าหมายเออีซี สร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มอาเซียนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมตามศักยภาพของพื้นที่ห่วงโซ่อุปทาน ตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการ 600 กิจการ หรือ 12,000 คน ด้วยงบประมาณ 157 ล้านบาท การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นอาเซียน เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่นเชื่อมโยงกับหลายอุตสาหกรรม อาทิ สิ่งทอ เครื่องหนังและรองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ กสอ. จึงสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ให้กับสินค้าของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โดยผลักดัน 4 ย่านการค้าแฟชั่น ได้แก่ สยาม ประตูน้ำ โบ๊เบ๊ และตลาดนัดจตุจักร ให้กลายเป็นแหล่งสินค้าแฟชั่นไทยที่มีลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ ตั้งเป้าหมายพัฒนากิจการแฟชั่นไทย 225 กิจการ หรือ 2,200 คน งบประมาณ 160 ล้านบาท การต่อยอดโครงการอุทยานอุตสาหกรรมอาหาร ภายใต้งบประมาณ 48 ล้านบาท เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้มีมูลค่าสูงขึ้น นำผลงานวิจัยมาต่อยอดเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมทั้งร่วมมือกับสถาบันศึกษา ตั้งเป้าหมายเอสเอ็มอี 400 กิจการ อบรมผู้เกี่ยวข้อง 900 คน การเพิ่มมูลค่าสินค้าโอท็อป ด้วยทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา เป็นการนำองค์ความรู้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของสังคมไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการกว่า 400 ผลิตภัณฑ์

แผนการส่งเสริมเอสเอ็มอีและโอท็อปของ กสอ. ปี 2558?

คาดว่าปีงบประมาณ 2558 กสอ. จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย คือ 812 ล้านบาท โดย กสอ. จะยังคงต่อยอดโครงการเดิมทั้งหมด และจะเพิ่มโครงการใหม่ที่สำคัญอีก 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมอากาศยาน อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก ทั้งนี้ ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ประมาณ 13 ล้านบาท มีเป้าหมายในการพัฒนาวิสาหกิจ 20 กิจการ และพัฒนาผู้ประกอบการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจำนวน 350 คน และโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป มุ่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปทั้งด้านการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และการบริหารจัดการ ตลอดจนส่งเสริมให้สถานประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูปและยกระดับการผลิตในเชิงคุณภาพให้มากขึ้น มีเป้าหมาย อาทิ ไม้ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง และเกษตรแปรรูปอื่นในพื้นที่ภูมิภาค ทั้งนี้ ได้จัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ 38 ล้านบาท มีเป้าหมายในการพัฒนาวิสาหกิจ 80 กิจการ และพัฒนาผู้ประกอบการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจำนวน 880 ล้านบาท

ปัจจุบันเอสเอ็มอี โอท็อปไทย มีความพร้อมเพียงใดในการพัฒนาไปสู่กิจการขนาดใหญ่ และปัจจัยใดคือส่วนสำคัญที่จะพัฒนาผู้ประกอบการ?

มีความพร้อม แต่ยังมีอุปสรรค ปัญหาหลายด้านที่ต้องผ่านไปให้ได้ ทั้งความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้ว่าปัจจุบันสถาบันการเงินภาคเอกชนหลายแห่งเริ่มให้สินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอี แต่ผู้ประกอบการยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสถาบันการเงินยังมองว่าการปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีมีความเสี่ยงสูง จึงต้องการหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้เอสเอ็มอีมีต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืมที่สูงกว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่

ปัญหาด้านบุคลากร ปัจจุบันเอสเอ็มอีมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของแรงงานที่มีทักษะฝีมือความรู้และแรงงานระดับฝีมือต่ำ โดยเฉพาะด้านทักษะฝีมือเฉพาะด้าน และความสามารถด้านภาษา ด้านตลาด เอสเอ็มอีขาดการตลาดเชิงรุก ขาดการเข้าถึงข้อมูลการตลาดเชิงลึก ทั้งข้อมูลคู่แข่งขันและข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ขาดตัวแทนการค้าที่รวบรวมสินค้าส่งหรือจัดจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ขาดการวางแผนการตลาด ขาดโอกาสทางการตลาด และขาดสถานที่จำหน่ายและแสดงสินค้าอย่างถาวร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ผลิตสินค้าตามออร์เดอร์ที่ลูกค้ากำหนด ไม่มีดีไซน์เป็นของตัวเอง ขาดการนำอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทำให้เกิดการเลียนแบบและนำไปสู่การแข่งขันทางราคา หากผ่านปัญหาเหล่านี้ก็สามารถก้าวสู่กิจการขนาดใหญ่ได้

ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะทำให้เอสเอ็มอีสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะต้องควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนในตลาดเออีซี โดยต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ทั้งด้านแรงงานและเทคโนโลยี เพราะอุปสรรคของไทยในปัจจุบันคือ ต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และปัญหาค่าแรง นอกจากนี้ ควรศึกษาแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงสินค้ากึ่งสำเร็จรูปในอาเซียนที่มีความได้เปรียบด้านราคาและคุณภาพ ศึกษารสนิยมความต้องการตลาดในประเทศและต่างประเทศ ศึกษาความเป็นไปได้ในการย้ายฐานการผลิต เพื่อแหล่งวัตถุดิบและแรงงานราคาถูก โดยต้องเน้นกลุ่มประเทศเวียดนาม พม่า กัมพูชา และลาว เพื่อเป็นฐานในการส่งออกไปนอกเออีซี รวมทั้งพัฒนาและปรับระบบต่างๆ ให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบโลจิสติกส์ที่จะเชื่อมโยงอย่างทั่วถึง เรียนรู้คู่แข่งใหม่จากอาเซียน เพราะต่อไปเราจะไม่มีคู่แข่งแต่ภายในประเทศ แต่ยังมีคู่แข่งใหม่จากอาเซียน รวมทั้งอาเซียนบวก 3 คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียนบวก 6 เพิ่มอินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมทั้งศึกษาและสร้างแรงจูงใจให้แรงงานที่มีฝีมือไม่เคลื่อนย้ายไปอยู่ที่อื่น เรียนรู้วิธีที่จะรักษาทรัพยากรบุคคล ป้องกันการถูกแย่งแรงงานฝีมือ

กสอ. มีส่วนช่วยสนับสนุนนโยบายด้านการส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติอย่างไร?

กสอ. ในฐานะหน่วยงานหลักหน่วยหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนาเอสเอ็มอีของประเทศ ได้วางแผนในการปรับตัวในเรื่องการส่งเสริมเอสเอ็มอี ประกอบด้วย การให้บริการทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก วางเป้าหมาย 2 รูปแบบคือ เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในเชิงกว้างเป็นจำนวนมาก อาทิ การให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ การทำระบบการเรียนรู้ออนไลน์ และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเชิงลึก กำหนดเป้าหมายอย่างมีกลยุทธ์และชัดเจน เพราะด้วยทรัพยากรที่จำกัด กสอ. ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกรายได้ จึงต้องเลือกส่งเสริมในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นตัวขับเคลื่อนจริงๆ เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต หรือเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลให้กับผู้ประกอบการรายอื่นเรียนรู้ได้

นอกจากนี้ จะกำหนดเป้าหมายชัดเจน อาทิ การให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสาขาที่มีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากที่สุด และตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมทั้งบูรณาการการทำงาน ทั้งภายใน กสอ. เองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี โอท็อปทั้งหมด เพื่อดูแลผู้ประกอบการอย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งการทำงานทั้งหมดจะต้องเกิดผลงานที่เป็นประจักษ์แก่สาธารณชน เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจต่อเอสเอ็มอีและโอท็อปทั่วประเทศ…

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

บสย. รุก 3 มาตรการช่วยเหลือ เอสเอ็มอี ไมโคร โอท็อป เฮ!!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

เสริมไอเดีย

อันติกา

บสย. รุก 3 มาตรการช่วยเหลือ เอสเอ็มอี ไมโคร โอท็อป เฮ!!!

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เผยถึงมาตรการความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อจัดทำโรดแมป ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งขณะนี้ได้รับความเห็นชอบทั้ง 3 มาตรการแล้ว

คุณวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม เปิดเผยถึง 3 มาตรการที่ผ่านความเห็นชอบ ได้แก่

มาตรการแรก การช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยขอให้รัฐเป็นผู้จ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทนเอสเอ็มอีในปีแรก ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 วงเงิน 55,000 ล้านบาท โดย บสย. ขอพิจารณาอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการนี้ จำนวน 962.50 ล้านบาท

ทั้งนี้ กับมาตรการดังกล่าวจะส่งผลก่อเกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ สามารถช่วยเหลือสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้ราว 11,000 ราย ทั้งยังก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินประมาณ 94,000 ล้านบาท สร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 534,000 ล้านบาท

“บสย. มองว่า โครงการที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะจากเหตุการณ์วิกฤตที่ผ่านมาได้ดีที่สุดคือ PGS 5 ซึ่งถ้ารัฐจ่ายค่าธรรมเนียมให้ในปีแรก จะทำให้ธุรกิจเกิดสภาพคล่อง เพราะผู้ประกอบการสามารถขับเคลื่อนกิจการของตนได้อย่างรวดเร็ว”

สำหรับมาตรการต่อมา คือมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ที่อยู่ในกลุ่ม ไมโคร เอสเอ็มอี (Micro SMEs) ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดย บสย. ขอพิจารณาอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการนี้ วงเงิน 1,150 ล้านบาท

ซึ่งกับมาตรการนี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหลายด้าน ได้แก่ ช่วยให้ผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ราว 50,000 ราย ก่อเกิดการสร้างอาชีพให้กับธุรกิจในครัวเรือนประมาณ 150,000 คน สำคัญคือถือเป็นมาตรการที่จะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมเงินนอกระบบได้ 15-30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 48,500 ล้านบาท

“ตอนนี้เราเริ่มมองลงมาในกลุ่มธุรกิจที่เล็กลง ซึ่งเขาต้องการการช่วยเหลือ โดยหลักการช่วยเหลือในกลุ่มนี้จะใช้เงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งกลุ่มนี้จะมีวงเงินค้ำประกันรวมที่ได้รับอนุมัติ 5,000 ล้านบาท นอกจากนั้นแล้วในปีแรกยังไม่ต้องเสียดอกเบี้ยการค้ำประกันให้กับ บสย. อันเนื่องด้วยรัฐบาลจะเป็นผู้ออกให้ ซึ่งกับเบี้ยค้ำประกันสินเชื่อจะกำหนดไว้ 1-3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ทางผู้ให้กู้นั้นก็คือ ธนาคาร ซึ่งคาดว่าจะเป็นธนาคารออมสิน นำไปพิจารณาตามความเสี่ยงเอง”

สำหรับมาตรการที่สาม กับการช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยขอให้รัฐให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มโอท็อป ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ สำหรับผู้ประกอบการโอท็อป วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดย บสย. ขอพิจารณาอนุมัติงบประมาณ สำหรับโครงการนี้วงเงิน 1,600 ล้านบาท

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการช่วยให้ผู้ประกอบการโอท็อป และวิสาหกิจชุมชน เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ประมาณ 10,000 ราย ช่วยสร้างอาชีพให้กับธุรกิจในชุมชนประมาณ 70,000 คน ทั้งยังคาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินประมาณ 12,000 ล้านบาท และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 97,000 ล้านบาท

“บสย. มองว่า กลุ่มผู้ประกอบการที่มีความลำบากในการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารคือ กลุ่มไมโคร และกลุ่มโอท็อป ซึ่งมีสมาชิกอยู่ราว 70,000 ราย รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีเป็นแสนราย”

ดังนั้น การเข้าไปช่วยด้านการค้ำประกัน จะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนธุรกิจให้เกิดสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่หันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า สุดท้ายจะส่งผลกระทบกับการรับภาระดอกเบี้ย

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

กับลูกค้า อย่าพูด “ไม่”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

เติมใจ ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

กับลูกค้า อย่าพูด “ไม่”

ในบรรดาคนขายของที่ผมเจอะเจอมา ผมประทับใจอยู่ 3 คน ที่ต่างมีลักษณะบางอย่างใกล้เคียงกัน ซึ่งลักษณะที่ว่านั้น ทำให้ผมตั้งฉายาพวกเขาว่า “มิสเตอร์เยส”

รายแรก เปิดร้านค้าขายของเด็กเล่นในตึกแถวสร้างใหม่ย่านตลาดพระโขนง ฟากหนึ่งเป็นตลาดเก่า แต่ตึกแถวที่เพิ่งขึ้นใหม่นี้ เจ้าของโครงการเล็งไว้ว่าอนาคตจะกลายเป็นตลาดใหม่ ที่ใครๆ ต้องมาจับจ่าย

ในฐานะที่เพิ่งแต่งงานแยกบ้านออกมาจากกงสี สมาชิกของครอบครัวใหญ่เริ่มมากเกินไป บ้านขาดความเป็นส่วนตัว ประกอบกับเขาอยากหลุดพ้นจากธุรกิจกงสีมาเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ ของตัวเอง นึกไม่ออกว่าจะขายอะไรดี ขายสิ่งที่คิดว่าจะขายได้ คือ ของเด็กเล่น คิดง่ายๆ ว่า เด็กเห็น พ่อแม่ต้องซื้อให้

นอกจากของเด็กเล่นแล้ว ยังมีสินค้าของชำบ้างเล็กน้อย แต่พอขายไป ลูกค้าชอบมาถามในสิ่งที่ร้านไม่มีขาย วิธีการของเขาคือ “มีครับ” ตอบลูกค้าว่ามีทุกครั้ง แล้วบอกว่า ของอยู่ในสต๊อกชั้นบน ขอเวลารื้อค้นแป๊บหนึ่ง ไปซื้ออย่างอื่นก่อน ค่อยกลับมารับ พอลูกค้าพ้นร้าน ตัวเองวิ่งข้ามถนนไปตลาดเก่า ไปซื้อหามาไว้ให้ลูกค้า

บางชิ้นบวกกำไรไปได้นิดหน่อย บางชิ้นต้องขายเท่าทุน แต่ลูกค้าแทบทุกคนได้ของตามต้องการ เพียงแค่สั่งไว้ แล้วไปซื้ออย่างอื่นก่อนวนกลับมารับของ หลังจากนั้น เขาจะสั่งสินค้าชนิดนั้นเข้ามาจำหน่ายในร้าน คราวต่อไป ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลา สั่งแล้วได้ของเลย ในที่สุดร้านที่มีของเด็กเล่นเกือบเต็มร้าน กลายเป็นร้านชำเต็มรูปแบบ มีของเด็กเล่นเพียงไม่กี่อย่างติดร้าน

รายที่ 2 คนนี้ขายรถยนต์หรูราคาเป็นล้านอยู่ที่หาดใหญ่ เป็นคนหนุ่มที่คล่องแคล่ว ลูกค้าติด ลูกค้าบางคนซื้อแล้วยังต้องมาซื้อให้คนในครอบครัว หรือเอาคันเก่ามาเทิร์น เปลี่ยนรถคันใหม่ออกไป ทำยอดขายแต่ละปีเป็นที่รักของบริษัทแม่

จุดเด่นของนักขายรายนี้อยู่ตรงที่ ไม่เคยได้ยินคำว่า “ไม่” จากปากของเขา ยามที่คุยกับลูกค้า ไม่ว่าลูกค้าจะพูดอะไรมา “ครับๆๆๆ…ได้ครับๆๆ” จะได้ยินอยู่แค่นี้

ยามใดที่ลูกค้าต่อรองเงื่อนไขที่ทำไม่ได้ ก็ไม่ได้ยินคำปฏิเสธ เขากลับใช้วิธี แบ่งรับแบ่งสู้ ตอบเชิงรับก่อนที่จะเว้นระยะในการตอบเชิงปฏิเสธกลับไป เช่น “เงื่อนไขนี้ ผมขอลองคิดคำนวณดูก่อนได้ไหมครับ ผมจะลองพยายามดูว่าจะทำได้มากสุดแค่ไหน” หลังจากพักใหญ่ เขาจะโทรกลับไปคุยกับลูกค้า “ผมได้พยายามเต็มที่แล้วครับ สามารถทำได้แบบนี้…หรือแบบนี้…”

ไม่ได้ตอบ “ไม่” เพื่อปฏิเสธ แต่ขอลองดู แล้วผลคือ สามารถทำได้ด้วยเงื่อนไข แบบนี้ หรือแบบนี้ ลูกค้าต้องเลือกเอา แล้วถ้าถึงตาจนที่ต้องปฏิเสธจริงๆ คำตอบของเขาจะเป็นแนว “สงสัยคราวนี้ผมคงแนะนำให้เลือกเงื่อนไขของที่อื่นซึ่งดีกว่าแล้วล่ะครับ โอกาสหน้าผมคงได้มีโอกาสรับใช้นะครับ” เป็นการปฏิเสธนุ่มนวลชวนฟัง แล้วบ่อยครั้งที่ลูกค้ายอมสละเงื่อนไขดีกว่าจากที่อื่น มาเลือกใช้บริการจากเขา

รายที่ 3 เป็นคนขายของทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งปกติลูกค้ามักกังวลอยู่แล้วว่า จะได้รับของหรือไม่ มีตัวตนจริงหรือไม่ รายนี้มีวิธีพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกดีตั้งแต่เริ่มต้น ผมมีโอกาสสั่งของกับเขา เริ่มต้นจากการถามถึงวิธีรับของ ว่าสามารถนำมาส่งให้ถึงที่ได้หรือไม่

หลังจากที่ถามว่าผมอยู่ไหน ซึ่งผมรู้อยู่แล้วว่าที่ตั้งออฟฟิศของเขา หากเป็นข้อมูลจริง ไกลกว่าออฟฟิศของผมมาก “ไปส่งให้ได้ครับ แต่เกรงว่าพี่จะต้องรอของนาน โดยปกติลูกค้าสามารถมารับของที่ออฟฟิศก็ได้ และถ้าเรามีผ่านเส้นทางใกล้เคียง ก็แวะเอาไปให้ได้”

ไม่ได้ปฏิเสธ แต่มีเงื่อนไขการรอที่นาน ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าวันไหนจะผ่าน “แต่ถ้าให้ส่งทางไปรษณีย์จะเร็วกว่า ถ้าวันนี้โอนค่าสินค้ามาก่อนเที่ยง พรุ่งนี้ก็ได้ของแล้วครับ” เขาสาธยายเงื่อนไข ซึ่งเป็นการปิดการขายแบบเร่งการตัดสินใจของลูกค้าได้เป็นอย่างดี คำตอบเดียวที่ได้ปฏิเสธการนำมาส่ง พร้อมๆ กับเร่งการตัดสินใจโอนเงินเร็วขึ้น เพื่อรับของในวันรุ่งขึ้น ครับ…ผมเริ่มเป็นเหยื่อตามเงื่อนไขนี้

“ทำไมเลือกใช้รุ่นนี้ล่ะครับ ตอนนี้ของหมดสต๊อกต้องรอนิดหนึ่ง แต่ผมแนะนำอีกรุ่นที่ดีกว่า เพิ่มเงินเล็กน้อย คุ้มค่ากว่า” แล้วเขาก็อธิบายความแตกต่าง ความเหนือกว่า ของรุ่นแพงให้ฟัง ในที่สุดผมก็เป็นเหยื่อครั้งที่ 2 ซื้อของที่แพงกว่า เพราะเขาเริ่มจับไต๋ได้ว่าผม “อยากได้ของเร็ว”

ผมชอบทั้ง 3 คนนี้ เพราะทุกคนมี “กลยุทธ์” ซึ่งหมายถึง วิธีการใดก็ตามที่สามารถทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามเป้าหมายที่ต้องการได้ ทั้ง 3 คน เลือกใช้สิ่งที่เหมือนกันเป็นกลยุทธ์หลัก นั่นคือ “การไม่ปฏิเสธลูกค้า” แต่ว่าใช้เงื่อนไขที่ลูกค้ายอมรับได้เป็นข้อต่อรอง

รายแรก จากกลยุทธ์ ไม่พูด “ไม่” ได้กลายเป็นช่องทางปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ถือว่าเป็นกลยุทธ์วิจัยตลาด วิจัยความต้องการกลุ่มเป้าหมาย ที่แยบยลควบคู่กันไป

รายที่ 2 จากกลยุทธ์ ไม่พูด “ไม่” ถูกใช้เพื่อการต่อรองแบบ win-win ทั้งตัวเขาเองได้ ทั้งลูกค้าพึงพอใจ สร้างความประทับใจให้ลูกค้าหลายราย ที่ยอมเลือกความสบายใจ แล้วโยนทิ้งเงื่อนไขดีๆ ที่คนอื่นเสนอมา

รายที่ 3 จากกลยุทธ์ ไม่พูด “ไม่” ถูกใช้เป็นข้อต่อรองแบบ win-win เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจถึงความมีตัวตนบนโลกเสมือน และใช้เป็นส่วนหนึ่งในการนำไปสู่การปิดการขายที่ง่ายขึ้น เพราะรู้ว่าลูกค้าที่ซื้อของบนอินเตอร์เน็ตขี้เกียจ และต้องการ “ความเร็ว”

คำว่า “ไม่” เป็นเพียงคำสั้นๆ แค่คำเดียว ที่มีอำนาจทำลายล้างสูงในทางธุรกิจ ทำอย่างไร ที่ธุรกิจของเราจะกำจัดคำนี้ออกไป หรือให้เหลือพูดในเวลาจำเป็นสุดๆ เท่านั้น วิธีหนึ่งที่เป็นการเตรียมรับสถานการณ์คือ การคิดแบบจำลองสถานการณ์ แล้วสร้างแนวทางของบทสนทนาเอาไว้ เพื่อสอนให้พนักงานฝึกหัดพูด

นอกจากจะสอนพนักงานให้เลิกพูดคำว่า “ไม่” แล้ว ควรสอนให้ติดปากคำว่า “ได้” หรือคำที่มีความหมายไปในทางตอบรับ ซึ่งคำนี้ เป็นคำสั้นคำเดียวที่ทรงอานุภาพในทางธุรกิจเช่นกัน สรรพคุณทางธุรกิจรับรองว่าดีกว่าไปสักนะหน้าทอง หรือไปเสกสาลิกาลิ้นทองเสียอีก

ลองสอนพนักงานให้ลองพูดดูครับ แล้วจะรู้ว่าศักดิ์สิทธิ์จริง…

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

มือหนึ่งพรีเมี่ยมทัวร์ อ.เผ่าทอง ทองเจือ สุดยอดทัวร์วัฒนธรรมร่วมสมัย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

เรื่องจากปก

อลิศร์ ชมถาวร

มือหนึ่งพรีเมี่ยมทัวร์ อ.เผ่าทอง ทองเจือ สุดยอดทัวร์วัฒนธรรมร่วมสมัย

ถ้าจะเอ่ยถึง “อาจารย์แพน-เผ่าทอง ทองเจือ” เขาอาจจะถูกเรียกขานในฐานะเป็นครู เป็นนักโบราณคดี เป็นนักประวัติศาสตร์ไทย พิธีกร วิทยากรผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทย เป็นผู้ร่วมก่อตั้งนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ และ…ฯลฯ

แต่สำหรับในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ในเวลานี้เขาคือ “มือหนึ่งของเมืองไทย” ที่มีสไตล์การนำเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร สนุกแบบหาตัวจับยาก

ไม่ใช่เพียงเพราะสถานที่แปลกใหม่ กินหรู อยู่สบาย หรูหราระดับพรีเมี่ยม เพราะสิ่งที่ได้รับนั้นทำให้ทุกคนได้รู้ว่า ต่อไปนี้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป

กว่าจะมาเป็นเบอร์ 1

การที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในแวดวงทัวร์นั้น อาจารย์เผ่าทอง เล่าว่า เป็นอานิสงส์มาตั้งแต่ครั้งที่เข้าไปเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้มีโอกาสได้เดินทางออกไปสำรวจขุดค้นตามแหล่งอารยธรรมต่างๆ ในเมืองไทยในทุกจังหวัด ทำให้ได้พบเห็นความหลากหลายของชีวิตการท่องเที่ยว วิถีชุมชน โบราณสถาน อันเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวที่สำคัญ

อีกทั้ง ความที่ได้เป็นศิษย์เอกของ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ที่ไม่เพียงจะเป็นเด็กหน้าห้องที่เรียนเก่งสอบได้เกรดเอในทุกวิชาเท่านั้น หากยังเรียกได้ว่า เป็นศิษย์ก้นกุฏิที่ติดตามท่านอาจารย์ออกพื้นที่ไปทำ “โบราณคดีสัญจร” จัดการเดินทางเพื่อหารายได้เข้าคณะอีกด้วย

“โบราณคดีสัญจร เขาทำกันมานาน โดยจะมีผู้ติดตามท่านอาจารย์ 1 คนตลอด ตำแหน่งนี้ผ่องถ่ายกันเป็นรุ่นๆ จนมาถึงรุ่นผมที่ผมเป็นเด็กดีมาก เป็นศิษย์เอก ท่านจึงเอามาเป็นเด็กถือไมโครโฟน โทรโข่งตามท่าน ขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นจะเป็นเด็กท้ายรถ เสิร์ฟน้ำ เสิร์ฟผ้าเย็นผม เสียงบรรยายของท่านจะก้องอยู่ในหู และได้รับสิทธิพิเศษ นอนหน้าเตียงท่านตลอด เรื่องการปฏิบัติผู้ใหญ่เราก็เป็นอยู่แล้ว พอเราหมดปีท่านก็เมตตาเรียกใช้อยู่จนครบ 4 ชั้นปี ฉะนั้น ผมโชคดีที่มีโอกาสกว่าคนอื่นที่เมื่อมีอะไรสงสัยสามารถจะทูลถามท่านได้”

ชนวนคิดธุรกิจ

ด้วยความรู้ความสามารถที่สั่งสมนี้ จึงทำให้แทบจะทันทีที่เรียนจบ ชีวิตก็มีผู้จุดชนวนความคิดด้านธุรกิจให้เกิดขึ้น

“พี่ต๋อย-นลินี บุนปาน เป็นรุ่นพี่ที่คณะ อยากทำทัวร์ชื่อ “ชมรมท่องโลกศิลปวัฒนธรรม” ได้เชิญ อาจารย์เสนอ นิลเดช มาบรรยายและให้ผมไปร่วมด้วย มีค่าตัวให้เป็นเรื่องเป็นราว ทำไป 2-3 ปี พี่ต๋อย บอกว่า ต้องไปดูลูก เลยยกบริษัททั้งหมดให้ผมทำร่วมกับเพื่อนของพี่เขา ชื่อ พี่ต๋อย-รสสุคนธ์ ผมก็ทำมา 7-8 ปี จนกระทั่งล้มเจ็บเป็นมะเร็ง ก็เลยยกบริษัทให้พี่ต๋อย-รสสุคนธ์ทำ ทุกวันนี้ยังคุยเฟซบุ๊กกับพี่ต๋อยอยู่เลยว่า ต้องขอบคุณมากๆ ที่เป็นผู้จุดชนวนธุรกิจให้”

ความโดดเด่นของ ชมรมท่องโลกศิลปวัฒนธรรม จึงทำให้คุณชูเกียรติ อุทกพันธ์ เชื้อเชิญให้เป็นวิทยากรพิเศษทำทัวร์สมนาคุณลูกค้าของหนังสือในเครือสำนักพิมพ์อมรินทร์ คราวนี้ขอจัดในแนวตัวเอง ในรูปแบบคนน้อยแต่คุณภาพคับแก้วได้รับการตอบรับอย่างดี กระทั่งนโยบายเปลี่ยน ทุกอย่างก็เลิกรากันไป

แต่การเลิกครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีแฟนคลับทัวร์ติดต่อขอเชิญทานข้าวเป็นการเฉพาะกิจ ชักชวนให้มาร่วมสร้างงานใหม่ในรูปแบบของทัวร์ระดับพรีเมี่ยม ที่ชื่อ “อัญญมัญญา”

“ลูกค้าทัวร์ชวนมาตั้งทัวร์เอง ทำกัน 3 คน แจง เม้ย ผม เอาแบบคอนเซ็ปต์ผมนี่แหละ ดีเลิศ ราคาไม่สนจะแพงเท่าไร เราใช้ชื่อ อัญญมัญญา เป็นคำของท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านบอกว่า เป็นที่รวมความหลากหลายทางความรู้ ซึ่งก็เข้ากับเรา เพราะเราคือ ศูนย์รวมความหลากหลายทางความรู้จริงๆ ตรงตัวมาก”

ทุกอย่างต้องดีที่สุด

การเดินทางตามคอนเซ็ปต์ดีเลิศของอาจารย์เผ่าทองนั้น จะผ่านกระบวนการคิดและออกแบบเฉพาะกิจ ลงรายละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเดินทาง การกินอยู่ หลับนอน ทุกอย่างต้องระดับพรีเมี่ยมทั้งสิ้น

เรียกว่า ไหนๆ เที่ยวก็ต้องระดับวีไอพีให้เต็มระดับ

“การทำทัวร์มันจะยักย้ายถ่ายเทได้เยอะเพื่อได้กำไร อย่างผมไม่ได้หวังเอาเงินตรงนี้ เราเกิดมามีมรดกพ่อแม่ปู่ย่าตายายทิ้งไว้ให้ ฉะนั้น ถ้าฉันทำต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าไปทัวร์ก็ต้องสบายกว่าอยู่บ้านฉัน กินดีกว่าอยู่บ้านฉัน นอนสบายกว่าบ้านฉัน เลวที่สุดคือ เท่าบ้านฉัน ถ้าต่ำกว่าเกรดที่ฉันเป็นอยู่ก็ไม่รู้จะไปทำไม ในโลกนี้ฉันก็เห็นหมดทุกอย่างแล้ว ที่ฉันยังไปเพราะฉันยังสนุก ได้เจอผู้คน ได้คุยวิชาการ ทำให้เราตื่นตัวตลอดเวลา”

“การทำทัวร์เป็นอาชีพเลี้ยงตัว กับทำทัวร์เป็นงานอดิเรก ความสุขมันไม่เหมือนกัน ดังนั้น วิธีการก็ต่างกัน ทัวร์อื่นไกด์ไม่ได้กินกับลูกค้า แต่ทัวร์นี้เรากินด้วยกัน เราต้องเลือกอะไรที่ดีที่สุด ของผมไปไกลที่ถึงขั้นว่า แต่ละมื้อผมให้ลูกค้าสั่งเองได้เลย ที่อื่นเขาก็เริ่มก๊อบปี้เรา แต่ยังมีแค่เมนคอร์ส หมู ปลา ไก่ เนื้อ แต่ของเราอะไรก็ได้ จะสั่งล็อบสเตอร์ หรืออะไรก็ได้

…กำไรมั่ง เสมอตัวมั่ง ถือว่า เรามีความสุข”

แบ็กอัพดี-การบ้านหนัก

เป็นที่รู้กันว่า การไปท่องเที่ยวกับอาจารย์เผ่าทองนั้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรม จะไม่มีใครได้สัมผัสกับคำว่า “เชย” แต่ประการใด แต่จะกลับสนุกสนาน ด้วยความรู้ที่ได้นั้นรู้สึกว่า ใกล้ตัวเสียเหลือเกิน

นั่นเพราะอาจารย์เผ่าทองมีวิธี

“เวลาเราไปถึงประเทศไหน เราก็จะเกริ่นถึงที่มาที่ไปของประเทศเหมือนทุกคน แต่จะเทียบเขาเทียบเราให้เห็นภาพ ถ้าไปโบราณสถานต่างประเทศ ไปบอกว่า สร้างใน ค.ศ. เท่าไร ใครจะไปรู้เรื่อง เราจะทำการบ้านไปก่อน เทียบเป็น พ.ศ. ตรงกับรัชสมัยใคร เช่น ตรงกับพระไชยราชา อ้าว…ยังนึกไม่ออกอีก พระไชยราชา คือ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ในสุริโยทัย พงษ์พัฒน์ที่โดนใหม่ ที่แสดงเป็นพระแม่ศรีสุดาจันทร์วางยาไง ลูกค้าก็โอ้…มันต้องเอาให้ใกล้ให้ได้ ทำให้เห็นภาพ”

“หรือจะไปบรรยายบอกโบสถ์นอร์เทอร์ดาม ว่าสวย มีประวัติอย่างนี้ๆ ไม่มีความหมาย ต้องบอกนอร์เทอร์ดามสร้างในปี พ.ศ. 1835 ตรงกับสมัยสุโขทัย รัชกาลพ่อขุนรามคำแหง ปีนั้นพ่อขุนรามทำอะไร สลักจารึกหลักที่ 1 ลูกค้าเข้าใจเลย แต่ถามว่า เราเหนื่อยไหม เหนื่อยสิ เพราะต้องทำการบ้านเยอะ”

การบ้านที่ว่านั้น ต้องอาศัยทีมงานชั้นเลิศที่ต้องทำการขุดค้นความรู้ที่ลงลึกและแตกยอดออกไปในทุกเรื่อง ตามหัวข้อที่ถูกกำหนดไว้

“การทำงานต้องมีหลังบ้านที่ดี ของผมมีแบ็กอัพ 4 คนเพื่อหาข้อมูล ถ้าจะไปปีนัง ก็บอกให้ไปค้นจดหมายเหตุรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และ รัชกาลที่ 7 ว่าที่ท่านเคยไปมีอะไรบ้าง เอามาหมด อันนี้เป็นประวัติศาสตร์ อีกคนจะรับลิสต์โปรแกรมไปว่า เราจะไปไหนกันบ้างแล้วให้เขาแตกข้อมูลออกไป”

“การแตกข้อมูลนั้น เช่น เราส่งไปว่า ออกจากกรุงเทพฯ ถึงอยุธยาและวัดใหญ่ชัยมงคล (พระเจดีย์ใหญ่ที่พระนเรศวรทรงสร้างเป็นที่ระลึกในสงครามที่ชนช้างมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา) เขาต้องค้นอยุธยาตั้งแต่ภูมิศาสตร์ สถานที่ตั้ง เป็นจังหวัดที่เท่าไรของประเทศ ตราประจำจังหวัดคืออะไร สัญลักษณ์อะไร มีแม่น้ำอะไรไหลผ่าน ผลิตอะไรได้มากที่สุด รายได้ต่อหัวเท่าไร เป็น 10 หน้าแล้ว

จากนั้นก็ประวัติศาสตร์อยุธยา 1893 พระเจ้าอู่ทองสร้างอยุธยา ไปประทับที่เวียงเหล็กมาก่อน คราวนี้ก็ต้องหาสิ อู่ทองคือใคร เวียงเหล็ก ประวัติวัดใหญ่ชัยมงคล พระนเรศวร พระมหาอุปราชา ช้างประทับก็ค้นอีก อยู่ที่ไหน มันก็จะเป็นข้อมูลเจาะๆ เชิงลึกไปเรื่อยๆ เย็บมาเป็นปึ๊งๆ ผมต้องอ่านเอกสารเหล่านี้หมด ทุกครั้งต้องทำแบบนี้”

เที่ยวอย่างรู้ใจ สไตล์ อ.เผ่าทอง

นอกจากการเดินทางในแต่ละครั้งนั้น อาจารย์เผ่าทองจะเป็นผู้เลือกเป้าหมายและวันเวลาในการเดินทางเองที่ทุกคนรับรู้กันว่า ไม่ได้อยู่แค่กินหรู อยู่สบาย ได้ความรู้เท่านั้น หากสิ่งที่ทรงเสน่ห์มากที่สุดนั้นอยู่ที่การไปเป็นกรุ๊ปเล็กๆ ทำให้ได้ใกล้ชิดสนิทสนมราวกับไปเที่ยวกับเพื่อน

“ผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งของโลก เลือกเองได้ทุกอย่าง จะจัดเส้นทางทั้งทีก็จัดตามเวลาผมว่าง ขณะที่ทัวร์อื่นเขาต้องเปิดรอให้ลูกค้า อีกอย่างคือ ผมเลือกลูกค้าน้อยๆ คนเยอะมากบรรยายไม่สนุก จำกันไม่ได้ เพราะเสน่ห์อย่างหนึ่งของผมคือ ลูกค้าสามารถพูดคุยกันได้ ถ้าไม่ได้ถาม ณ จุดนั้น ก็จะมาคุยกันระหว่างทานอาหาร ผมถึงชอบ”

อีกประการหนึ่งคือ อาจารย์เผ่าทองยังให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกทัวร์ ในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่เรื่องของความอ่อนล้า ไปจนถึงความรู้ความเข้าใจในแต่ละเรื่องสิ่งที่ป้อนให้ ทุกคนต้องได้รับเสมอกันหมด

“เราเองต้องดูอารมณ์ลูกค้า บางทีลงเครื่องมา 3-4 ทุ่ม เราก็ไม่บรรยาย บอกว่า ผมเหนื่อย เราจะไม่ไปว่าลูกค้าเหนื่อย พรุ่งนี้เช้าตื่นมาสดชื่นค่อยคุยกัน ต้องคิดและดูว่า เขาพร้อมจะรับไหม หรือบรรยายแล้วบางคนทำหน้าสงสัย เพราะพื้นแต่ละคนไม่เท่ากัน ผมมีชื่อเสียงว่าอธิบายได้ละเอียด ตรงที่เราเท้าความจนเห็นภาพเลย มองตาทุกคนจนเห็นว่ารู้เหมือนกันหมดแล้ว ถึงจะไปพร้อมกัน”

“การทำงานอย่างนี้มันถึงต้องไปกรุ๊ปเล็กไม่เกิน 15 คน มันไม่ได้เงินเยอะมากแต่มันสนุก ลูกทัวร์คือ คนที่เข้าใจต้องจ่ายแพงกว่าทัวร์อื่นเพื่อชดเชยกับการที่ไม่ต้องอยู่กับกรุ๊ปยักษ์ 30-40 คน”

แม้จะรับลูกค้าน้อยในระดับพรีเมี่ยมแล้วก็ตาม ด้วยความโด่งดัง ทำให้อาจารย์เผ่าทองถูกจองคิวแน่นขนัด ทั้งจากองค์กรบริษัทใหญ่มากมาย อาทิ บางกอกแอร์เวย์ส การบินไทย เอไอเอส ธนาคารกสิกรไทย ปูนซิเมนต์ไทย โตโยต้า เบนซ์ ฯลฯ

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกลุ่มลูกค้าระดับครอบครัวที่จะมีการจัดทริปให้เป็นพิเศษ เช่น ตระกูลเตชะไพบูลย์ ตระกูลจิราธิวัฒน์ ตระกูลภัทรประสิทธิ์ ตระกูลชันซื่อ ตระกูลโภคสวัสดิ์ เป็นต้น

ความสนุกสนานรู้ใจนี้จึงเป็นที่มาที่ทำให้อาจารย์เผ่าทอง มีกรุ๊ปไลน์มากมายเกินกว่า 10 กลุ่ม และมีไม่น้อยที่เปลี่ยนสถานะกลายเป็นเพื่อนต่อไป

ท่องเที่ยว โอกาสของคนไทย

ในฐานะของคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน อาจารย์เผ่าทอง เห็นว่า เรื่องราวเหล่านี้เหมาะกับคนไทยเป็นอย่างยิ่ง และเป็นโอกาสดีถ้าจะมีคนหันมาสนใจในธุรกิจนี้

“คนไทยเหมาะมากกับอาชีพนี้ เพราะคนไทยมีจิตวิญญาณในการบริการสูงกว่าประเทศอื่น โอกาสของการทำทัวร์คุณภาพน่าจะขยายไปได้อีก เพราะคนไทยมีสตางค์มากขึ้น และเข้าใจความต่างในการท่องเที่ยวมากขึ้น ถ้าคนอยากทำ ไม่ต้องทำเท่าผมหรอก ขอให้แค่ลงมือทำเท่านั้น”

ทุกวันนี้ อาจารย์เผ่าทองแทบจะไม่มีเวลาว่างเป็นของตัวเอง หากงานยิ่งมากเท่าไรเสมือนเป็นการเติมพลังชีวิตให้กับเขามากยิ่งขึ้น เคล็ดไม่ลับในการทำงานของกูรูนักเที่ยวคนนี้อยู่ที่ “หัวใจ”

หัวใจ ที่รักในการทำงาน ที่ทำให้เขาสนุกกับงาน และตั้งใจทำงาน

“ผมคิดว่า งานทุกชิ้นต้องทำให้ได้ดี เราต้องทำเต็มที่ถึงจะได้ดี ต้องสนุกกับมัน ผมจะมีความสุขตอนงานจบแล้ว พอจบแล้วสำเร็จเรียบร้อย นั่งรถกลับบ้าน เอนโดรฟินก็หลั่ง มีแรงสู้ต่อ”

นี่คือ พลังขับเคลื่อนของผู้ชายคนนี้ “อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ”

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

เที่ยวตามใจ ไปตามสไตล์ วีระ ธีรภัทร เสพสุข สบาย มากความรู้แบบไฮเอนด์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 356

เรื่องจากปก

อลิศร์ ชมถาวร

เที่ยวตามใจ ไปตามสไตล์ วีระ ธีรภัทร เสพสุข สบาย มากความรู้แบบไฮเอนด์

เขาเป็นมนุษย์งานที่ผ่านหน้าที่การงานระดับบรรณาธิการ เป็นคอลัมนิสต์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ พิธีกรรายการโทรทัศน์ วิทยากรเศรษฐกิจ นักจัดรายการวิทยุ และนักเขียน นักแปล ไปจนถึงนักเล่ามหากาพย์ ฯลฯ

วันนี้เขาได้ชื่อว่า เป็นนักจัดรายการฝีปากกล้าระดับสูงสุด ที่มีผู้ติดตามมากมายหลากหลายกลุ่มนับแสนคน ที่ไม่เพียงแต่จะคอยนั่งดู นั่งฟัง หรือรออ่านงานของเขาเท่านั้น หากยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่รอคอยที่จะร่วมเดินทางไปกับเขา

เดินทางไปในฐานะผู้ร่วมทริปไปเที่ยวตามใจ ตามสไตล์ “อาจารย์วีระ ธีรภัทร” หรือ “วีระ ธีระภัทรานนท์” กูรูนักท่องเที่ยวมากความรู้ที่หาตัวจับยากมากอันดับต้นๆ ของประเทศ

เรื่องราวการเป็นผู้นำเที่ยวนี้ เกิดขึ้นมาร่วม 15 ปี ตั้งแต่ครั้งที่อาจารย์วีระเป็นพิธีกรร่วมทำรายการบ้านเลขที่ 5 และได้รับการเชื้อเชิญชวนให้ไปเที่ยวคุนหมิงกับทัวร์ของรายการ

ใครจะเชื่อว่า การท่องเที่ยวครั้งนั้นจะมีสายสัมพันธ์ยืดยาวมาจนถึงทุกวันนี้

“รายการบ้านเลขที่ 5 เขามีบริษัททัวร์ ตอนนั้นปี 2543 คุณหน่อย ผู้บริหารของบริษัท แกมาชวนผมไปเที่ยวคุนหมิง ผมก็ไปแต่ยังไม่ได้คิดอะไร พออีกปีผมก็มีดำริว่า อยากไปเขมร เขาก็ให้ผมไปเที่ยวฟรี ตอนนั้นไปเขมรที 3 วัน 2 คืน บางกอกแอร์เวย์ส 55,000 นะ โรงแรมยังไม่มีเลย แพงมาก”

“ความที่ผมชอบ ผมก็เลยชวนอาจารย์สุเนตร (ชุตินธรานนท์) ไปด้วย ตอนนั้นเราไม่มีความรู้ทั้งคู่ แต่ยอมรับว่า ไปแล้วสนุก ปีแรกผมไป 5 ครั้ง ปีที่ 2 ไปอีก 5 ครั้ง พอปีที่ 3 ผมพาคนเที่ยวได้แล้ว หลังจากนั้นคุณหน่อยก็มาชวนไปบาหลี ผมเริ่มคุยกับอาจารย์สุเนตรว่า เราน่าจะจัดทัวร์ในประเทศบ้าง ก็เป็นการเปิดฉากการท่องเที่ยวใหม่เลย เปิดครั้งแรกที่อยุธยา 3 วัน 2 คืน ผมกับอาจารย์สุเนตร เป็นผู้บรรยายพิเศษ จนทัวร์บ้านเลขที่ 5 เขาเลิก เปิดเป็น บริษัท วันเดอร์แลนด์ แทรเวิล”

บริษัท วันเดอร์แลนด์ แทรเวิล สานต่อสายสัมพันธ์กันโดยทันที ในรูปแบบที่ไม่มีการผูกมัดใดๆ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นในรูปของทัวร์ตามใจอาจารย์วีระ โดยทางบริษัทจะรับหน้าที่ติดต่อประสานงาน จัดการทุกอย่างให้

“เมื่อ 20 กว่าปีผมไปเที่ยวต่างประเทศ ผมได้เห็นการจัดการของเขา เราก็เก็บข้อมูล เก็บรายละเอียด พอผมเที่ยวเองผมก็อยากเอ็กซ์คลูซีฟ และไปเป็นส่วนตัว ไม่ต้องปะปนกับใคร มันจะเริ่มจากที่ผมอยากไปไหน ไปดูอะไรก่อน ผมกำหนดเส้นทางเที่ยวเองทั้งหมด คนที่ไปก็จะเป็นแฟนรายการ ที่รู้นิสัยกัน”

ทุกทริปจะมีการดีไซน์เส้นทางและกำหนดธีมไว้อย่างแม่นยำ แบบที่อาจารย์วีระยืนยันได้เลยว่า จัดเต็มทุกทริปตาม “คอนเซ็ปต์ 3 ค” ความสุข-ความสบาย และ ความรู้

“ผมไม่ได้ทำสถิติว่าจะต้องไปเที่ยวกี่ประเทศ ดังนั้น ผมจะไม่ยัดเยียด แต่เราต้องรู้ว่า การท่องเที่ยวคือ การเปิดหูเปิดตา ละความเคยชินสักช่วง ไปเสพอาหารอร่อยๆ ที่พักดีๆ บรรยากาศดีๆ คนร่วมทริปก็โอเค เป็นกลุ่มไฮเอนด์จริงๆ เขาจ่ายกันคนละเกือบ 300,000 แต่น่ารักมาก”

“นอกจากนั้นแล้ว การไปเที่ยวเราก็ต้องการความสบาย ฉะนั้น สำหรับผมถ้าให้บินกลางคืนไปถึงเช้าแล้วเที่ยวเลย ไปเดินเหมือนซอมบี้ ผมไม่เอา ถ้าเลือกได้จะเลือกบินกลางวัน เพิ่มค่าที่พักอีกคืนหรือครึ่งวันแล้วค่อยเที่ยวจะดีกว่า ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันมีองค์ประกอบเยอะ เช่น ไปยุโรป บินกลางวันกับกลางคืนราคาก็ไม่เหมือนกันแล้ว โรงแรมเช็กอินเช้า-บ่ายก็ราคาไม่เท่ากัน โรงแรมที่ชื่อเดียวกัน แต่เขียนตัวใหญ่ตัวเล็กผิดกัน ก็ไม่ใช่ที่เดียวกันแล้ว ของแบบนี้เราต้องค้นคว้า”

การค้นคว้าที่ว่านี้จะครอบคลุมไปทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ อาหารการกิน ไปจนถึงดินฟ้าอากาศในแต่ละฤดู สิ่งที่ควรไปดูในแต่ละพื้นที่ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยแต่ละเรื่อง ไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อย ทุกอย่างเป็นข้อมูลชั้นดีในการท่องเที่ยวทั้งสิ้น

“คนจัดทัวร์มักคิดว่า คนเที่ยวจะไม่สนใจเพราะไม่รู้เรื่องแล้วจะไปสนุกกับมันได้อย่างไร ถึงพาไปแค่ ชิม ช็อป และก็แชะ เราต้องคิดว่า เรื่องพวกนี้เป็นสากล ถ้าฝรั่งแฮปปี้ได้ เราก็แฮปปี้ได้ จะไปดูโอเปร่าหรืออะไร คนมันสัมผัสได้ คุณต้องแนะนำ อย่างเช่น ผมพาไปดูภาพเขียนที่เนเธอร์แลนด์ บอกว่า ภาพของศิลปินดังคนนี้ในโลกมีเหลือให้เราดูแค่ 20 กว่ารูปเท่านั้น พอเราอธิบาย เขาก็จะเริ่มอิน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำการบ้าน”

นอกจากนั้นแล้ว หัวใจของการเที่ยวให้สนุกสไตล์อาจารย์วีระนั้น ยังต้องมีการจัดการ และดีไซน์การเที่ยว แต่ละทริปจึงแปลกและแตกต่างไปจากทัวร์ที่มีอยู่ มีทั้งเที่ยวเป็นกลุ่มประเทศ เที่ยวลึกซึ้งในแต่ละประเทศ หรือเที่ยวเป็นธีม เช่น เที่ยวเพ้นติ้ง เที่ยวออนเซ็น เที่ยวพิพิธภัณฑ์ เที่ยวแหล่งธรรมชาติ ฯลฯ

“ผมจะบอกเลยว่า ถ้าไปเที่ยวเพ้นติ้งแล้วไม่ชอบเข้าหอศิลป์ อย่าไป ถ้าไปออนเซ็นแล้วไม่ลงแช่ก็อย่าไป อย่างผมไปญี่ปุ่น ผมจะออนเซ็นอย่างเดียว ผมบอกเลยว่า ไปกะผมไม่ออนเซ็นอย่าไป ไม่แก้ผ้าอาบน้ำคุณไม่ต้องไป เพราะมันจะไม่มีประโยชน์อะไร เฉพาะค่าออนเซ็นโรงแรมคืนละ 3,000 ไป 6 วัน ออนเซ็น 5 วัน ไปกัน 25 คน ผมเช็กเลยใครยังไม่ลงบ้าง (หัวเราะ)”

“ทริปดูเพ้นติ้ง ผมบอกเลยว่า ไปดูอย่างเดียวนะ ผมไปเยอรมนี 14 วัน 14 พิพิธภัณฑ์กับหอศิลป์ ไปทุกเมือง อันไหนที่ยากก็มีมิวเซียมไกด์อธิบายอย่างละเอียด อันไหนผมรู้เรื่องก็อธิบายเลย เวลาผมพาคนเที่ยวไกด์พูด ผมแปลพร้อมๆ กันเลย ไม่ใช่พูดมา 20 ประโยคแล้วค่อยมาแปล บางอย่างพูดมาผมก็เสริม มันก็จะสนุก”

แม้จะเดินทางจนพรุนมาแล้วทั่วโลก อาจารย์วีระยอมรับว่า มีสถานที่อยู่ไม่กี่แห่งที่ดึงดูดให้กลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า และไปโดยไม่รู้เบื่อ

“ผมเชื่อในพลังชีวิต ไปแล้วรู้สึกเหมือนเติมพลังชีวิต ผมจะมีความรู้สึกอย่างนี้ 2 ที่ในโลก ที่หนึ่งคือ นครวัด นครธม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมไปนครวัด นครธม 50 กว่าครั้ง เหมือนกับเขมรมันมีรหัสที่ท้าทายให้เราถอด ทั้งภาพเขียน ภาพสลัก มันมีความท้าทายที่ทำให้เราอยากรู้ว่า มันเป็นอย่างไร 3 เดือนแรกที่ผมไป ผมศึกษา เขียนตำรา อ่านหนังสือเป็น 60 เล่ม หลังจากนั้นผมเดินทางไปทุกปีอย่างน้อย 2 ครั้ง ทุกครั้งที่ไปก็ไม่เหมือนกัน มันมีวิธีเที่ยวเป็นร้อยวิธี”

“อีกที่คือ อียิปต์ ผมไปมา 7-8 ครั้งแล้ว มีครั้งหนึ่งไปโรงแรมที่ติดกับมหาพีระมิดเลย คือพีระมิดคูฟู, คาเมน และ เมนคูเร เลือกห้องที่ผมเห็นพีระมิดได้ทั้งวันทั้งคืน ไปรับพลังจักรวาล (หัวเราะ) ที่นี่คนก็ขอให้ไปบ่อย โคตรลำบากเลย ถ้าของไม่สวยงามไม่ไป ต้องรู้ว่า ควรไปเดือนไหน ไปเดือนผิด ไปเจอพายุทะเลทรายได้”

การสร้างที่จะมีประสบการณ์การเดินทางร่วมกับอาจารย์วีระต้องเดินทางไปต่างประเทศเสมอไป สำหรับคนเวลาน้อย ทุนไม่มาก แต่อยากไปเที่ยวด้วย อาจารย์วีระก็เปิดทริปตามใจฉัน สร้างความประทับใจให้กับคนมาแล้วนักต่อนัก

“ถ้าอยากเจอกับผมเฉยๆ ในงบประมาณการเที่ยวที่น้อย ไปเที่ยวทัวร์ชิมผลไม้ด้วยกัน ผมอยากกินทุเรียนจัดไปเลย 3 สวน และกินไม่อั้น เลือกกินไปเลย สวนนี้หมอนทอง สวนนี้ก้านยาว สวนนี้กระจิบ กินกัน เอาให้เต็มที่ ผมทำทริปผมก็แคร์คนที่ไปด้วย คนที่เขาไปเขาก็แคร์ผม มันจะไปอย่างนี้ ส่วนเรื่องใครจะมาปรึกษาเรื่องเงินทองหรืออื่นๆ อันนั้นเป็นของแถมไป (หัวเราะ)”

“ตอนนี้เรื่องเส้นทางไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือ คนที่จะไปด้วยมากกว่า เพราะทุกทริปเต็มเร็วมาก บางคนไปทุกทริปที่จัด ถ้าเป็นที่เก่าที่เคยไปมาแล้วต้องมีการคัดออก ต้องบอกคนเก่าๆ ว่า พี่ให้คนอื่นเที่ยวบ้าง…(หัวเราะ) แต่ถ้าเป็นที่ใหม่ก็จะมีคนครึ่งหนึ่งที่โทรมาถามคำเดียวแค่ไปวันไหนถึงวันไหน ไม่ถามราคาด้วย ถามเพื่อเช็กดูว่าตรงกับวันที่เขาว่างไหม และคำถามต่อมาคือโอนเงินวันไหน จบ”

แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้จัดทริปเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยภารกิจที่รัดตัว ทำให้ภายในปีนี้ อาจต้องเปลี่ยนเส้นทางมาท่องเที่ยวในประเทศแทน

ส่วนจะเป็นเส้นทางไหน ต้องติดตามกันตอนต่อไป แต่…ทั้งหมดรับรองว่า สุข สนุก เต็มอิ่มไปด้วยความรู้แน่นอน

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: