ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

กำไว้ ไร้ประโยชน์ พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 571


ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

กำไว้ ไร้ประโยชน์

คุณโผงชักชวนตัวเองไปหาคุณเงือบ ไปถึงบอกว่า “ขอกู้ยืมเงินหน่อย”

คุณเงือบว่า “คิดว่ามีธุระอะไร จะกู้เงินนี้เอง มีอะไรมาเป็นประกันมั่งละ ถ้ามีจะเอาเท่าไรก็ได้”

คุณโผงว่า “สัก 5 แสนบาท” กล่าวจบยื่นโฉนดที่ดินไปตรงหน้า แจ้งว่า ให้ยึดไว้เป็นประกันได้เลย

คุณเงือบ ให้คุณโผงลงนามในสัญญาเงินกู้ ระบุว่า เมื่อนั่นเมื่อนี่จะชำระเงินคืน เมื่อคุณโผงลงนามเสร็จคุณเงือบนับเงินส่งให้คุณโผง แล้วนำโฉนดที่ดินเข้าเก็บไว้

คุณโผงได้เงินมา ทำธุระ ตามความประสงค์ แต่ถึงเวลาเมื่อนั่นเมื่อนี่ที่ระบุไว้ในสัญญา ก็ยังไม่ได้ชำระเงินคืน แถมคิดว่าตนเองเป็นคนเฉลียวฉลาด จึงแวะไปที่สำนักงานที่ดิน แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ว่า

“คุณเจ้าหน้าที่ขอรับ ผมทำโฉนดที่ดินหาย ช่วยออกใบแทนให้ที” เขากล่าวพร้อมทำหน้าตาละห้อย

คุณเจ้าหน้าที่ซักถามสอบสวนทวนความไปตามควรแก่กรณี แล้วจัดการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้

คุณโผงดีใจมาก แต่เก็บอาการไว้ คิดในใจว่า “เงือบเอ๋ย มึงเสร็จกูแล้ว”

ทว่า เรื่องราวในโลกนี้มีรึจะเป็นความลับตลอดไป คุณเงือบทราบความนี้เข้าจนได้

คุณเงือบตั้งทนายฟ้องคุณโผงเป็นจำเลยในคดี ตั้งข้อหาว่า แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน อ้างว่าโฉนดที่ดินสูญหาย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านำมามอบไว้ให้เป็นประกันเงินกู้ที่คุณเงือบและยังไม่ได้ชำระหนี้คืน ทำให้ตนเสียหาย ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล จึงดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปจนเสร็จสิ้นทุกฝ่ายแล้วพิพากษาว่า คุณโผงกระทำความผิดตาม มาตรา 137 ให้จำคุก 4 เดือน

คุณโผงอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงร้องว่า ตายๆๆๆๆๆ ว่าแล้วจึงยื่นฎีกาคดีขึ้นไป โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าคุณเงือบนั้นไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีนี้จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี ศาลต้องยกฟ้องถึงจะถูก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างคุณเงือบกับคุณโผงนั้น คุณเงือบเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญของคุณโผง การที่คุณโผงมอบโฉนดที่ดินให้คุณเงือบเพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน แม้ทำให้คุณเงือบมีสิทธิในอันจะยึดโฉนดที่ดินไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากคุณโผงโดยสิ้นเชิง แต่มิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่คุณเงือบที่จะฟ้องบังคับเอาแก่ที่ดินหรือบังคับอย่างใดๆ ต่อโฉนดที่ดินนั้น ไม่ว่าทางใด

คุณเงือบคงมีสิทธิฟ้องบังคับคุณโผงได้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอย่างเจ้าหนี้สามัญเท่านั้น ดังนี้ การที่คุณโผงไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า โฉนดที่ดินสูญหายขอให้ออกใบแทนโฉนด ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ ย่อมมิได้กระทบต่อสิทธิอย่างใดๆ ของคุณเงือบในอันที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่คุณโผงตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน สิทธิของคุณเงือบในฐานะเจ้าหนี้สามัญมีอยู่อย่างไร คงมีอยู่เพียงนั้น มิได้ลดน้อยถอยลงไป ทั้งการแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอให้ออกใบแทนโฉนดเป็นเรื่องที่คุณโผงกระทำต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับคุณเงือบ เพราะคุณโผงมิได้กล่าวพาดพิงเจาะจงถึงคุณเงือบในอันจะถือได้ว่า ทำให้คุณเงือบได้รับความเสียหายจากการกระทำนั้น

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณเงือบไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจฟ้องคุณโผงได้ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8929/2556)

————————————–

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 2 ในประมวลกฎหมายนี้

(4) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ดังบัญญัติไว้ใน มาตรา 4, 5 และ 6

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ดอกกระดาด

สุวรรณ พันธุ์ศรี

อากาศยามนี้ ขอให้ระวังฟืนไฟ แล้ง และร้อน แถมลมแรงอีกต่างหาก

แต่ก็ถือว่าเมืองไทยยังโชคดีกว่าประเทศทางตะวันตก ที่ต้องเจอทั้งพายุหิมะ น้ำท่วม

จำได้ว่าเมื่อสักสี่สิบปีมาแล้ว หน้าร้อนจะมีอุณหภูมิสูงสุด ประมาณ 35 องศาเซลเซียส

แต่เวลานี้ความร้อนดันปรอทขึ้นไปถึง 50 องศาเซลเซียส

สาเหตุหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะธรรมชาติเสียความสมดุล

โดยเฉพาะมนุษย์นี่แหละ ใช้ธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วยข้ออ้างเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

ทุกวันนี้ คนมองเห็นแต่ด้านความสวยงาม แต่ด้านไม่สวยงาม คนกลับไม่มอง

ข้ออ้างเพื่ออารยะ หวังจะได้ทำลายธรรมชาติอย่างชอบธรรมของประเทศมหาอำนาจ โดยที่ประเทศที่ถูกมองว่าป่าเถื่อน ได้แต่มองตาปริบปริบ

นี่ก็มีข่าวแว่วแว่วออกมาว่า ประเทศมหาอำนาจกำลังวาดฝันขึ้นไปทำลายดวงจันทร์ สนองตัณหาตัวเอง

แทนที่จะใช้ความรู้ตรงนั้นมาพัฒนา ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้เป็นคุณต่อชาวโลก

หรือว่าทำร้ายธรรมชาติของโลกยังไม่พอ

มาปลูกต้นไม้คืนสู่ธรรมชาติกันดีกว่า ปักษ์นี้จะชวนปลูกพันธุ์ไม้ดอก

เป็นไม้กลางแจ้ง ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

ภาษาทางการเรียก ต้นดอกกระดาด แต่คนทั่วไปเรียก ต้นดอกบานไม่รู้โรย

นักพฤกษศาสตร์จัดเป็นไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นตั้งตรง ต้นอ่อนจะมีขนปกคลุม ความสูงโดยเฉลี่ย 1 เมตร

ลักษณะของใบ ออกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามข้อลำต้น ไม่มีก้านใบ รูปหอกปลายแหลม มีสีเขียว

เมื่อออกดอก จะออกเป็นดอกเดี่ยวตรงส่วนยอดของต้น รูปทรงกลม มีกลีบซ้อนกันหลายชั้น ก้านดอกยาวและแข็ง

ต้นดอกกระดาด หรือบานไม่รู้โรย นี้ นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับตามอาคารสถานที่

นอกจากปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับแล้ว คนโบราณยังรู้ว่า ต้นของดอกกระดาดมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร

จากข้อมูลที่บันทึกไว้ว่า ให้เอาลำต้นมาต้มแล้วดื่มน้ำ มีสรรพคุณแก้โรคหนองในของผู้ชาย แก้ตกขาวของผู้หญิง และแก้โรคนิ่ว

ที่กล่าวมานี้ ก็ขอให้ใช้หลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า

เวลานี้มีผู้อวดอ้างสรรพคุณสมุนไพรขาย หลอกเอาเงินจากกระเป๋าชาวบ้าน จนมีการดำเนินคดีกันบ้างแล้ว

นี่ก็เข้าแล้ง ขอให้ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด โดยเฉพาะคนเมือง เปิดใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย

วันหนึ่งถ้าเปิดก๊อกไม่มีน้ำไหล ต้องโทษตัวเอง อย่าได้กล่าวหาคนอื่น

อย่างคำพระท่านว่า นิสัยฟุ่มเฟือย ชีวิตจะเหนื่อยอีกเท่าตัว

 

พุทธวิธีแก้ง่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 571


ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโน เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

พุทธวิธีแก้ง่วง

พุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่ธรรมจำนวนมากมาปรารภว่า เวลาอ่านหนังสือ เวลาฟังธรรม หรือนั่งสมาธิ มักจะถูกความง่วงรบกวนอยู่เสมอๆ จะแก้ไขอย่างไรดี อาตมาก็ตอบไปตามความเป็นจริงว่า ถ้าง่วงนักก็ควรจะพักผ่อนนอนหลับให้สดชื่น แล้วค่อยตื่นขึ้นมาสร้างกุศลกันใหม่ ส่วนท่านอาจารย์ชา สุภัทโท เคยตอบพุทธศาสนิกชนที่มาภาวนาแล้วง่วงมากๆ ว่า ให้ภาวนาไปทั้งที่ง่วงๆ นั้นแหละ ดีกว่าไปนอนเสียทันที อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าผู้มีความเพียรต่อสู้กับกิเลสอย่างยิบตาไม่อ่อนข้อให้ง่ายๆ

สมัยเป็นสามเณรน้อยๆ ได้เรียนวิชาพุทธประวัตินักธรรมชั้นตรีว่า พระพุทธเจ้าเคยสอนอุบายแก้ง่วงให้พระมหาโมคคัลลานะ โดยย่อพอได้ความครบถ้วนจึงอยากจะทราบว่า ข้อความโดยพิสดารมาจากที่ไหน เป็นอย่างไร

เมื่อไม่นานมานี้ ได้เปิดพบพระสูตรๆ หนึ่งในพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตก (หมวดเจ็ด) อัฏฐก (หมวดแปด) และนวก (หมวดเก้า) นิบาต หน้า 116-119 พระสูตรนี้ชื่อว่า จปลายมานสูตร ว่าด้วยอุบายแก้ความง่วง ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแก่พระมหาโมคคัลลานะ ซึ่งจะได้นำเนื้อหามาเล่าสู่กันฟังตามลำดับ

สถานที่แสดงธรรม หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ

เหตุการณ์ก่อนแสดงธรรม พระมหาโมคคัลลานะ กำลังนั่งภาวนาด้วยอาการง่วง ไม่สดชื่นแจ่มใส ณ หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคามนั่นแหละ

ส่วนพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ ป่าเภสกลา มิคทายวัน กรุงสุงสุมารคิระ แคว้นภัคคะ ทรงทอดพระเนตรเห็นพระมหาโมคคัลลานะ นั่งบำเพ็ญภาวนาด้วยอาการโงกง่วงไม่สดชื่น ด้วยพระจักษุทิพย์อันบริสุทธิ์ผ่องใสของพระองค์ จึงเสด็จมายังสถานปฏิบัติธรรมที่พระมหาโมคคัลลานะ กำลังบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่

พระมหาโมคคัลลานะได้ปูอาสนะถวาย เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว พระมหาโมคคัลลานะ ได้ถวายบังคมแล้วนั่งต่อหน้าพระพักตร พระพุทธเจ้าตรัสถามพระมหาโมคคัลลานะว่า โมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ

พระมหาโมคคัลลานะได้กราบทูลพระองค์ว่า ง่วงพระพุทธเจ้าข้า

พระพุทธเจ้าจึงตรัสวิธีแก้ง่วงให้แก่พระมหาโมคคัลลานะ ดังต่อไปนี้

1.เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่าได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก เป็นไปได้เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงได้ (สัญญา ความจำได้หมายรู้ ความสำคัญมั่นหมาย) พระพุทธพจน์ชี้ว่า เมื่อกำลังคิดถึงเรื่องอะไรอยู่ กำหนดหมายเรื่องอะไรอยู่ หากเกิดความง่วงขึ้นมาก็อย่าไปสนใจ อย่าไปคิดเรื่องนั้นอย่างลุ่มลึก (มนสิการ) อย่าคิดให้มาก หรือ เข้าใจง่ายๆ ว่า คิดเรื่องนั้นเท่าที่จำเป็นหรือหยุดคิดเสียชั่วคราว แล้วความง่วงจะหายได้

2.ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงตรึกตรองพิจารณาธรรมตามที่ได้สดับมา ตามที่ได้เล่าเรียนมา เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ตีความพระพุทธพจน์ข้อนี้ว่า เมื่อหยุดสนใจเรื่องที่ทำให้ง่วงนั้นไปแล้ว ลองนำเอาธรรมะที่ได้รู้ได้ศึกษามาทบทวนดู จะหายง่วงได้

3.ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมา ได้เล่าเรียนมาโดยพิสดาร เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้นจะละความง่วงนั้นได้ หมายความว่า หากนำธรรมะมาพิจารณาแล้วยังไม่หายง่าย ต้องนำธรรมะนั้นมาท่องทบทวนดังๆ ทำให้ตื่นตัวจากการเปล่งเสียงนั้น จะทำให้ความง่วงหายไปได้

4.ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง ใช้มือบีบนวดตัว เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ข้อนี้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา คือ ถ้าท่องบทธรรมะด้วยเสียงดังๆ แล้ว ยังไม่หายง่วง ควรจะยอนช่องหูแบบง่ายๆ ไม่เป็นอันตราย แล้วก็นวดตามเนื้อตามตัว เป็นการปลุกให้ตื่นโดยตรง

5.ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้นยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงลุกขึ้นยืนใช้น้ำลูบตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตร เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ หมายความว่า ให้แหงนมองดูท้องฟ้าที่เวิ้งว้าง ดูดวงดาวที่พราวพร่างกลางท้องฟ้าไกลโพ้นน้อยใหญ่ จะทำให้ตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติแล้วหายง่วงได้

6.ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงมนสิการถึงอาโลกสัญญา (การกำหนดหมายแสงสว่าง) ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันไว้ คือกลางวันอย่างไร กลางคืนก็อย่างนั้น กลางคืนอย่างไร กลางวันก็อย่างนั้น มีใจเปิดเผยไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตให้โปร่งใส เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้น จะละความง่วงนั้นได้ ข้อนี้หมายความว่า แม้จะเป็นเวลากลางคืน ที่คนเห็นความมืดแล้วรู้สึกง่วงนอน ก็จินตนาการว่า เป็นเวลากลางวัน จินตนาการให้เหมือนกลางวันทุกอย่าง แล้วจิตใจจะพลอยสว่างไสวไปด้วย จะทำให้หายง่วงได้

7.ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้นยังละความง่วงนั้นไม่ได้ เธอพึงอธิษฐานจงกรมกำหนดหมาย เดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ภายใน มีใจไม่คิดไปภายนอก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้นจะละความง่วงนั้นได้ วิธีนี้ เป็นการเพิ่มความเคลื่อนไหวให้มากขึ้น อวัยวะทุกส่วนล้วนได้เคลื่อนไหวตามไปด้วย จะเป็นเหตุสำคัญที่จะปลุกให้ตื่นได้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมาตามธรรมชาติ

8.ถ้าเมื่อเธออยู่อย่างนั้น ยังละความง่วงนั้นไม่ได้ ก็พึงสำเร็จสีหไสยาสน์ (การนอนดุจราชสีห์ ตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำอุฎฐานสัญญา (กำหนดหมายไว้ว่าจะลุกขึ้น) ในใจ พอตื่นก็รีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ไม่ประกอบความสุขในการเอกเขนก ไม่ประกอบความสุขในการหลับ โมคคัลลานะ เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้แล

หากทดลองหมดทุกวิธีแล้ว ยังง่วงอยู่แสดงว่า ร่างกายต้องการพักผ่อนจริงๆ มิใช่เพราะความขี้เกียจครอบงำแน่แล้ว จึงต้องพักผ่อนตามที่ร่างกายส่งสัญญาณผ่านความง่วงมา แต่การพักผ่อนนั้น ต้องพักผ่อนตามความจำเป็นของร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมอวัยวะภายในที่สึกหรอให้ปกติเท่านั้น มิใช่เพื่อความสุขหรือความเพลิดเพลินแต่อย่างใด เมื่อตื่นขึ้นมาต้องลุกขึ้นมาทันที ไม่ไยดีกับความสุขที่เกิดจากการนอน เป็นการนอนอย่างมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ที่เรียกว่า สีหไสยาสน์ นอนแบบราชสีห์ที่พร้อมจะลุกขึ้นได้ทุกเมื่อ

เมื่อพระมหาโมคคัลลานะได้สดับพระพุทธพจน์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว นำไปปฏิบัติไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยอภิญญาครบถ้วน ต่อมาได้รับการยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นผู้มีความเป็นเลิศ เก่งกล้าสามารถในการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อชักจูงประชาชนให้เห็นคุณค่าของบุญกุศลและเห็นโทษของบาป แล้วหันหน้ามาบำเพ็ญกุศลปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นธรรมสูงสุดที่มีแต่ความสะอาดสว่าง สงบ ครบถ้วนเป็นนิรันดร์

นอกจากนี้ ท่านยังได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้า และพระอริยเจ้าทั้งหลายว่า เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า ผู้ช่วยงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าร่วมกับพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา ให้ขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง มีประสิทธิภาพ นำประโยชน์และความสุขมาสู่มวลมหาชนไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณตราบเท่าวันที่ท่านนิพพาน

 

กรม ร.19 กับ งานส่งเสริมโครงการพระราชดำริ เพื่อประชาชน พึ่งตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 571


เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

กรม ร.19 กับ งานส่งเสริมโครงการพระราชดำริ เพื่อประชาชน พึ่งตนเอง

งานหลักทางทหารในการปกป้องอธิปไตยของชาติแล้ว ณ วันนี้ ยังมีอีกหลายงานที่กำลังทหารมีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างความสามัคคีในชาติ การช่วยเหลือประชาชนให้ดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขเพื่อปากท้องและเป็นรากฐานสร้างความมั่นคงในชีวิตข้างหน้า แม้เห็นผลช้า แต่ถ้าตั้งใจจริง จะทำให้ดำรงชีวิตอย่างยั่งยืน “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่มีอยู่ทั่วประเทศ บรรจุหลากหลายสิ่งไว้ให้ เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ และขยายกิ่งก้านออกไป ด้วยการประสานงานจากหน่วยทหารในพื้นที่ บูรณาการกับทุกภาคส่วนที่ส่งผลต่อประชาชนในอนาคต 

จังหวัดกาญจนบุรี ก็เป็นอีกจังหวัดที่มีหน่วยทหารเข้าทำหน้าที่ประสานกับท้องถิ่น “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านทิพุเย” ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ ด้วยกำลังพลจากกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 19 เป็นชุดประสาน ใน 2 ตำบล 8 หมู่บ้าน ที่มีอาชีพหลักคือ ทำการเกษตร

หลากหลายโครงการจึงเกิดขึ้น โดยทหารเป็นทั้งหน่วยประสานและแนวกันชนให้กับอุทยานแห่งชาติ โดยเน้นให้ความรู้และเสริมงานด้านการปักผ้า ทอผ้า จักสาน จนถึงการทำธนาคารข้าว ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ทำให้ครอบครัวในโครงการมีรายได้เพิ่ม คุณภาพชีวิตดีขึ้น เป็นเวลายาวเกือบ 20 ปี

ด้วยพื้นที่สาธารณประโยชน์ 6 ไร่ ได้ถูกกำหนดให้เป็น “ธนาคารอาหารชุมชน” ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง รวมไปถึง ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อีก 12 ไร่ เพิ่มงานการฝีมือ เพื่อรองรับชาวบ้านในละแวก ศึกษาและเรียนรู้ก่อนนำกลับไปต่อยอดกว่าพันชีวิต ข้อสำคัญได้คิดถึงในพระเมตตาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีให้

พ.อ. สนิธชนก สังขจันทร์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 19 (ผบ. กรม ร.19) เปิดเผยว่า งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการเพื่อสนองแนวพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีความห่วงใยคนในพื้นที่ ให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งได้ดำเนินการในหลายอำเภอในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะโครงการธนาคารข้าว ที่ดำเนินการใน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านเกริงกระเวีย บ้านทุ่งเสือโทน บ้านไร่ป้า บ้านทุ่งนางครวญ และบ้านทิพุเย ที่ขณะนี้ได้ดำเนินโครงการแล้ว และมีเกษตรกรเข้ามาร่วมโครงการจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีโครงการทอผ้าไหมจกกะเหรี่ยง บ้านทิพุเย เป็นผ้าไหมพื้นเมืองที่ชาวบ้านได้ทอขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในครัวเรือน มีลักษณะพิเศษคือ ในการทอผ้าจะใช้ขนเม่นเป็นเครื่องมือในการจกลาย โดยในปี พ.ศ. 2544 ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดกาญจนบุรี จัดตั้งโครงการขึ้น โดยได้นำครูสอนการทอผ้าไหมจากสำนักพระราชวัง มาให้ความรู้ และสอนเทคนิคการฟอกย้อมสีเส้นไหมด้วยสีจากธรรมชาติ การขึ้นเส้นไหม และการขึงเส้นไหมเข้ากี่ทอผ้าให้กับกลุ่มสมาชิก โดยการทอลายยังคงเป็นลายพื้นเมืองของชาวกะเหรี่ยง และมีการพัฒนาลวดลายให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 18 คน

สำหรับผลิตภัณฑ์เข้าโครงการ มีผู้แทนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้มารับผลิตภัณฑ์ นำเข้าตรวจสอบคุณภาพเพื่อประเมินราคา ณ สำนักราชเลขาธิการ โดยสมาชิกโครงการจะได้รับเงินตอบแทน เมื่อผลิตภัณฑ์ได้รับการประเมินราคาแล้ว และจะนำเงินตอบแทนมาจ่ายให้ หลังจากได้รับการประเมินราคาแล้ว โดยราคาค่าผลิตภัณฑ์ ประมาณ เมตรละ 1,200 บาท ต่อผืน

ด้าน พ.ท. วรรธ อุบลเดชประชารักษ์ ผบ. พัน ร.3 กรมทหารราบที่ 19 ผู้ดูแลโครงการ กล่าวว่า ผลที่ราษฎรจะได้รับประโยชน์จากโครงการ เพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ ราษฎรมีความเป็นอยู่ มีรายได้แน่นอนจากการส่งเสริมอาชีพในโครงการต่างๆ ช่วยเหลือสนับสนุนราษฎรในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ พัฒนาให้ราษฎรสามารถอยู่ในชุมชนได้ตามสภาพภูมิสังคมและความสามารถของตนเอง “พึ่งตนเองได้” ช่วยแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องการลงทุนสูง หรือใช้เทคโนโลยีที่ยุ่งยาก ใช้ความเรียบง่าย และธรรมชาติเข้าช่วยในการแก้ไขปัญหา

ราษฎรสามารถเรียนรู้วิชาการสมัยใหม่ที่สามารถรับได้ นำไปดำเนินการเองได้ โดยเป็นวิธีที่ประหยัด เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และการประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่ ช่วยให้ราษฎรรู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน

บทบาททหารไม่จบแค่นี้ ในขณะที่สวมเครื่องแบบ การสานงานโครงการเพื่อชาวบ้านยังต้องทำอย่างต่อเนื่อง และทำหน้าที่ตัวเองให้สมบูรณ์

 

ส้มโชกุน กลางหุบเขา ที่ปะเหลียน หวานนำเปรี้ยว ราคาดี ไม่มีตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร 

สุจิต เมืองสุข

ส้มโชกุน กลางหุบเขา ที่ปะเหลียน หวานนำเปรี้ยว ราคาดี ไม่มีตก

จากตัวเมืองตรังถึงอำเภอปะเหลียน ระยะทางราว 40 กว่ากิโลเมตร ระยะทางประมาณนี้ไม่ถือว่าไกลสำหรับการเดินทางในต่างจังหวัด ยิ่งเมื่อลัดเลาะลึกเข้าไปตามตำบลและหมู่บ้าน ห่างไกลจากถนนสายหลักด้วยแล้ว ความสดชื่นร่มรื่นที่ได้จากต้นไม้ระหว่างทางยิ่งเพิ่มพูนเข้าสู่ร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ที่เห็นได้ในภาคใต้เป็นสวนปาล์มและสวนยางพารา แต่ก็สร้างความจำเริญใจได้เป็นอย่างดี

ด้วยสภาพของพื้นที่ตำบลปะเหลียน เป็นภูมิประเทศที่ราบสลับกับเทือกเขาบรรทัด และลาดลงมาทางทิศตะวันตก จึงก่อให้เกิดน้ำตกขึ้นในพื้นที่ตำบลปะเหลียนหลายพื้นที่ ทั้งยังมีกลุ่มเขาเล็กๆ ตั้งสับหว่างตลอดพื้นที่ ตลอดระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร จึงเป็นการเดินทางที่ผ่อนคลายมากที่สุดในรอบสัปดาห์

จุดหมายปลายทางอยู่ที่ ไร่วังน้ำค้าง หมู่ที่ 11 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ห่างจากบริเวณทางเข้าน้ำตกน้ำพ่าน ราว 5-6 กิโลเมตร ไร่วังน้ำค้างแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยเขาเล็กๆ พอเรียกได้ว่า ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา อุณหภูมิบริเวณไร่จึงต่ำกว่าด้านนอก พื้นที่ทั้งหมด 150 ไร่ ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดปลูกส้มโชกุน ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดยะลา การเจริญเติบโตและลักษณะต้นคล้ายกับส้มเขียวหวาน ส่วนพื้นที่อีกครึ่งที่เหลือ เจ้าของไร่วังน้ำค้าง ปลูกไม้ผลอื่นอีกคือ ทุเรียน มังคุด และเงาะ

ไร่วังน้ำค้าง มี คุณอดิเรก คงวิทยา วัย 48 ปี เป็นเจ้าของ พืชที่ปลูกโดยรอบของไร่วังน้ำค้าง ส่วนใหญ่เป็นปาล์มและยางพารา หากจะเป็นพืชอื่นก็อยู่ในกลุ่มพืชไร่ที่ไม่ใช่ไม้ผล ดังนั้น บริเวณนี้มีเพียงไร่วังน้ำค้างแห่งเดียวที่ปลูกไม้ผลยืนต้นไว้รับประทานและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

คุณอดิเรก เป็นชาวจังหวัดตรังโดยกำเนิด ด้วยพื้นเพเป็นชาวใต้ การปลูกยางพาราก็เป็นสิ่งที่เห็นมาตลอดตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้น มีที่ดินพอทำกิน จึงปลูกยางพาราเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน เมื่อมุมมองด้านการตลาดกว้าง จึงเล็งเห็นราคาผลผลิตที่สูงอย่างต่อเนื่องในตลาดผลไม้ จึงเปลี่ยนแนวคิดนำทุเรียนสายพันธุ์ดีจากจังหวัดจันทบุรีมาปลูก เริ่มต้นจาก จำนวน 800 ต้น แต่เพราะไม่มีพื้นฐานความรู้ในการปลูกไม้ผล ทำให้ 8 ปีแรก ไม่ได้ผลผลิต เมื่อศึกษาการปลูกทุเรียนอย่างจริงจัง กระทั่งได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ วางขายในตลาดเมืองตรังได้ราคาดี แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเป็นกระแสรักษ์สุขภาพ ปริมาณการบริโภคทุเรียนลดลง เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตแล้ว คุณอดิเรกเห็นว่าไม่คุ้ม จึงตัดสินใจเลิกปลูกจำหน่ายเชิงพาณิชย์

คุณอดิเรก ทิ้งช่วงการศึกษาหาพืชที่เหมาะสมกับตลาดและพื้นที่นานเกือบ 2 ปี ท้ายที่สุดมาสรุปที่ส้มโชกุน เพราะราคาขายตามท้องตลาดสูง เกษตรกรผู้ปลูกส้มโชกุนก็มีจำนวนไม่มาก ผลผลิตมีตลอดปี ราคาขายไม่ผันผวนตามตลาดมากนัก อีกทั้งส้มยังเป็นผลไม้ที่คนรักษ์สุขภาพรับประทานได้ และใช้ได้ในทุกเทศกาล

“ผมซื้อกิ่งตอนต้นส้มโชกุนมาจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ครั้งแรก จำนวน 800 ต้น ลงปลูกในเนื้อที่ 12 ไร่ ปลูกไป 5 ปีแรก ส้มก็ออกดอก มั่นใจว่าได้ผลแน่นอน แต่ผิดคาด ถูกเพลี้ยทำลายหมด เป็นประสบการณ์ที่ต้องศึกษาให้ดีก่อนจะปลูกอะไร สุดท้ายก็ฝ่าฟันมา ได้ผลผลิตนำไปขายได้ในปีที่ 7 เข้าปีที่ 8 ของการปลูกทีเดียว”

โชคดีที่คุณอดิเรกมีแผงค้าผลไม้ในตลาดเมืองตรังเป็นของตนเอง จึงไม่ต้องพึ่งพาฝากขาย หรือรอให้พ่อค้าแม่ค้ารับซื้อมากดราคาถึงสวน เมื่อได้ผลผลิตจึงนำไปวางขายที่แผง แรกๆ ยังไม่ติดตลาด เพราะมือใหม่ยังดูแลผิวส้มไม่ดี ผิวจึงไม่สวย ขณะที่ส้มสายน้ำผึ้งกำลังเป็นที่นิยม ผิวสวย มันวาว กว่าจะทำให้ติดตลาดได้ใช้เวลาเกือบ 2 ปีทีเดียว

จากขายหน้าแผงของตนเอง ก็มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ให้ราคาสูงเป็นที่น่าพอใจ จนถึงปัจจุบัน ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง เพราะส่งผู้ค้ารายใหญ่ที่รับไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น

การปลูก และการดูแล 

คุณอดิเรก ปลูกส้มโชกุน 2 แบบ คือ

1. ระยะห่างระหว่างต้น 6 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร และ

2. ระยะห่างระหว่างต้น 5 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 5 เมตร

แบบที่ 1 เป็นแปลงส้มโชกุนชนิดเดียว ไม่มีไม้ผลอื่นปะปน ส่วนแบบที่ 2 เป็นการปลูกส้มโชกุนในแปลงเงาะ ซึ่งระยะห่างระหว่างต้นและแถวของต้นเงาะอยู่ที่ 10×10 เมตร จึงจำเป็นต้องปลูกระยะห่างน้อย โดยข้อเสียของการปลูกแบบที่ 2 คือ ต้นชิดกันเกินไป แต่มีวิธีแก้ไข โดยการแต่งกิ่งให้เล็กลงและสูงขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมา คือ ต้องใช้แรงงานเก็บส้มที่อยู่สูง และการแต่งกิ่งสูง

ถึงตอนนี้ คุณอดิเรก เรียนรู้เกี่ยวกับส้มโชกุนไว้มาก จึงตอนกิ่งส้มโชกุนเอง แต่ไม่จำหน่าย ยกเว้นเกษตรกรที่สนใจจริงมาขอไปปลูกก็จะให้ ไม่คิดค่าใช้จ่าย

คุณอดิเรก อธิบายถึงการปลูกว่า ก่อนปลูกให้ขุดหลุมลึก 50 เซนติเมตร ปากหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร วางกิ่งตอนลงหลุม แล้วนำปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินที่ขุดขึ้นมา กลบลงไปในหลุม ไม่ต้องอัดดินแน่น ไม่ต้องรดน้ำ เพราะลงปลูกในเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับฤดูฝน ส้มจะได้น้ำจากน้ำฝนในฤดูพอดี ซึ่งเป็นความโชคดีที่ดินบริเวณไร่วังน้ำค้างเป็นดินเหนียว สภาพของดินเหมาะสำหรับปลูกส้ม หากปลูกส้มที่ดินร่วนปนทราย จะทำให้ส้มมีรสชาติเปรี้ยวมากกว่าหวาน

“ปกติที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ต้นกำเนิดของส้มโชกุน สภาพดินเป็นดินเหนียว ด้วยสภาพดินที่อำเภอปะเหลียนเป็นดินเหนียวเหมือนกัน สภาพอากาศเหมือนกัน มีความชื้นสูง ตอนกลางคืนอุณหภูมิต่ำ ฤดูร้อนจะร้อนไม่มาก ทำให้ปลูกส้มได้ผลดี”

การให้น้ำส้ม นับตั้งแต่ลงปลูกจะงดให้น้ำจนกว่าจะเข้าฤดูร้อน ในช่วงเดือนมกราคม หรือเดือนกุมภาพันธ์ หรือเมื่อส้มมีอายุประมาณ 8-9 เดือน เพราะดินที่ได้จากน้ำฝนจะอุ้มน้ำไว้และเก็บความชื้นได้นาน เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ดินค่อนข้างแล้ง ให้รดน้ำโดยการเปิดสปริงเกลอร์ ประมาณ 20 นาที จากนั้นเว้นระยะ 5 วัน แล้วให้น้ำในปริมาณเท่าเดิมใหม่ ทำอย่างนี้กระทั่งเข้าฤดูฝน จึงหยุดให้น้ำ

สำหรับปุ๋ยนั้น คุณอดิเรก คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค พยายามทำให้ส้มโชกุนของไร่วังน้ำค้างปลอดสารเคมีมากที่สุด โดยให้ปุ๋ยคอกในช่วงที่ฝนเริ่มตก โรยรอบต้น ไม่ต้องพรวนดิน และให้ครั้งเดียวต่อปี ส่วนปุ๋ยเคมีให้เฉพาะช่วงที่ต้องการให้ต้นสมบูรณ์คือ ระหว่างที่ส้มมีอายุ 1-3 ปีแรก ควรให้ปุ๋ยเคมีทุก 3-4 เดือน เมื่อต้นมีสภาพสมบูรณ์แล้ว ก็ให้เฉพาะปุ๋ยคอกเพียงอย่างเดียว

“ช่วงที่ส้มเริ่มติดผลจะงดให้ปุ๋ย แต่ถ้าพบว่ามีโรคและแมลงกวน ต้องฉีดสารเคมีฆ่าแมลง โดยให้หลังจากติดดอกบานแล้ว 1 ครั้ง และเมื่อผลส้มขนาดเท่าผลมะนาวอีก 1 ครั้งเท่านั้น เพื่อให้สารเคมีตกค้างหมดไปก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขาย”

การแต่งกิ่ง ควรเริ่มเมื่อส้มเริ่มแตกยอดอ่อนแรก เพื่อให้ส้มได้รับธาตุอาหารอย่างทั่วถึง ไม่แย่งอาหารกัน นอกจากแต่งกิ่งด้านนอกของต้นแล้ว ควรแต่งกิ่งด้านในของต้นด้วย เพื่อให้อากาศและแสงผ่านเข้าถึงต้นด้านใน ป้องกันโรคและแมลงที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งการแต่งกิ่งด้านในให้อากาศและแสงผ่านเข้ากลางลำต้น ช่วยได้มาก โดยคุณอดิเรก บอกว่า การแต่งกิ่งด้านใน ช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้มาก ซึ่งตั้งแต่ปลูกส้มมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ยังไม่ประสบปัญหาโรคและแมลงแม้แต่ครั้งเดียว

แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่ามีส่วนช่วยลดปัญหาโรคและแมลง นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้ว คุณอดิเรก ยังนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ เพื่อสกัดแมลงวันทองตัวผู้คือ การนำขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว เจาะรูขนาดพอให้แมลงวันทองบินเข้าไปได้ นำสำลีชุบยาฆ่าแมลงติดไว้บริเวณปากขวด ส่วนกลางขวดห้อยสารล่อแมลงวันทองตัวผู้ จะทำให้แมลงวันทองตัวผู้เข้าไปติดกับภายในขวดตาย และเมื่อไม่มีแมลงวันทองตัวผู้ การวางไข่ของแมลงวันทองตัวเมียก็จะไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านเช่นนี้ ควรแขวนไว้ระยะห่างแต่ละชิ้น 20 เมตร หากใกล้ไป อาจทำให้แมลวันทองบินเข้าไปในขวดไม่ถูก และควรเปลี่ยนสำลีชุบยาฆ่าแมลง รวมทั้งสารล่อแมลงวันทองตัวผู้ทุกๆ 45 วัน ส่วนผีเสื้อซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชอีกชนิด ใช้แรงงานคนจับ เพราะผีเสื้อจะมีจำนวนมากเฉพาะช่วงที่ผลไม้สุก และจับเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น

คุณอดิเรก แนะนำว่า ส้มโชกุนที่ดีต้องมีรสชาติหวานนำเปรี้ยว ผลส้มโชกุนจะทรงแป้น หากสุกได้ที่บริเวณก้นจะบุ๋ม รสชาติจะหวานนำเปรี้ยว

ผลผลิตที่ได้ต่อรุ่นอยู่ที่ 80 กิโลกรัม ต่อต้น คุณอดิเรกมีคนงานคัดแยกขนาดส้มโดยใช้เครื่องบรรจุส้มที่ได้ขนาดไว้ให้ลูกค้าประจำมารับไป วางจำหน่ายขึ้นห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงเทพฯ บางส่วนที่ไม่ได้ขนาด คุณอดิเรกจะนำไปวางขายหน้าร้านในตัวเมืองตรัง ในราคากิโลกรัมละ 150 บาท

ส้มโชกุนขึ้นชื่อของจังหวัดตรัง ก็เห็นจะมีที่ไร่วังน้ำค้าง ของคุณอดิเรก เพียงท่านเดียว สวนส้มโชกุนแห่งนี้ เปิดกว้างให้ผู้สนใจเยี่ยมชมและศึกษา ติดต่อได้ที่ คุณอดิเรก คงวิทยา ไร่วังน้ำค้าง หมู่ที่ 11 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง หรือโทรศัพท์ (087) 271-5052

 

ไปสะเมิง ชิมสตรอเบอรี่ รสหวานฉ่ำ ที่ ไร่นภ-ภูผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

ไปสะเมิง ชิมสตรอเบอรี่ รสหวานฉ่ำ ที่ ไร่นภ-ภูผา 

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสร่วมกิจกรรม Horti Asia on the Move กับ วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค ไปเยี่ยมชมแปลงปลูกสตรอเบอรี่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะอำเภอสะเมิง ที่มีภูมิประเทศสูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,800 เมตร และสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการปลูกและเติบโตของต้นสตรอเบอรี่ เนื่องจากตอนกลางวันมีอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศา ตอนกลางคืน ต่ำกว่า 20 องศา

ปัจจุบัน อำเภอสะเมิงมีเนื้อที่ปลูกสตรอเบอรี่มากกว่า 3,000 ไร่ ทำให้อำเภอสะเมิงเป็นแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย สาเหตุที่เกษตรกรจำนวนมากสนใจปลูกสตรอเบอรี่ เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น โดยทั่วไปพี้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ 1 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 2,500-3,000 กิโลกรัม สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 120,000-140,000 บาท ต่อไร่

จุดหมายปลายทางของพวกเราอยู่ที่ “ไร่นภ-ภูผา” ซึ่งเป็นไร่สตรอเบอรี่ยอดนิยมของอำเภอสะเมิง การเดินทางไม่ยุ่งยาก แค่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-แม่ริม-สะเมิง รถตู้วิ่งจากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทาง 107 วิ่งผ่านที่ว่าการอำเภอแม่ริม จากแยกไฟแดงเลี้ยวซ้าย เข้าสายแม่ริม-สะเมิง เส้น 1096 ขับตรงมาเรื่อยๆ จะเจอไร่สตรอเบอรี่นภ-ภูผา ก่อนถึงตัวอำเภอสะเมิง

จุดเริ่มต้น ของ ไร่นภ-ภูผา

“นิศานาถ กาวินนะ” หรือ คุณไก่ เจ้าของไร่นภ-ภูผา เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ คุณไก่ และสามี “คุณชัย” ทำงานบริษัทเอกชนในเมืองเชียงใหม่ แม้มีรายได้ดีแต่หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือเงินอยู่ไม่มาก แถมไม่มีเวลาดูแลครอบครัว ทั้งคู่จึงตัดสินใจกลับมาทำอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินมรดกของคุณไก่ เดิมทีเป็นไร่ปลูกดอกไม้ ที่รู้จักกันดีในชื่อ นางคอยฟลอร่า เมื่อคุณไก่หันมาปรับปรุงสถานที่ใหม่ จึงใช้ชื่อลูกชาย 2 คน มาตั้งเป็นชื่อไร่ เรียกว่า “ไร่นภ-ภูผา” ตั้งอยู่เลขที่ 203 หมู่ที่ 10 ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. โทรศัพท์ (053) 378-415, (081) 603-9800

คุณไก่ และคุณชัย มีความฝันที่จะสร้างชีวิตพอเพียงอยู่กับธรรมชาติที่สวยงามนี้ตลอดไป พวกเขาเริ่มต้นจากการปลูกผัก ทำนาปลูกข้าว ทำสวนผสมผสาน ทั้ง ส้ม ชมพู่ มังคุด ละมุด ลำไย ฯลฯ รวมทั้งผลไม้ขึ้นชื่อของอำเภอสะเมิงคือ สตรอเบอรี่ ซึ่งครอบครัวคุณไก่เริ่มปลูกสตรอเบอรี่มาตั้งแต่รุ่นพ่อ

ไร่สตรอเบอรี่ สวยงาม ท่ามกลางธรรมชาติแห่งนี้ ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรตั้งแต่ ปี 2551 นอกจากเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวรื่นรมย์กับการเก็บผลสตรอเบอรี่สดๆ ด้วยตัวเอง ที่นี่ยังมีที่พักโฮมสเตย์ และบริการอาหารรสอร่อย สร้างเสน่ห์มนต์ขลังให้แก่ไร่สตรอเบอรี่แห่งนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจสถานที่และบริการจนเกิดกระแสการบอกต่อจากปากต่อปาก รวมทั้งมีรายการทีวีท่องเที่ยว ผู้จัดละครโทรทัศน์ ติดต่อขอใช้สถานที่ถ่ายทำอย่างสม่ำเสมอ ละครล่าสุดที่เพิ่งจบไปคือ ละคร อันโกะ กลรักสตรอเบอรี่ ก็ใช้ไร่แห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ทำให้ไร่นภ-ภูผา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

เหตุจากเก็บค่าเข้าชม 20 บาท 

ไร่แห่งนี้กำหนดกติกาว่า ใครจะลงไปชมแปลงสตรอเบอรี่ ต้องซื้อคูปองในราคา 20 บาท กันซะก่อน หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องเก็บค่าเข้าชมแปลงสตรอเบอรี่ คุณไก่ให้เหตุผลว่า สตรอเบอรี่เป็นพืชที่บอบบาง จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี กว่าจะโตจะต้องมีการดูแลบ่มเพาะด้วยความรักและความเอาใจใส่ ในขณะที่นักท่องเที่ยวบางคนไม่เข้าใจธรรมชาติของต้นสตรอเบอรี่ บางคนเหยียบย่ำเข้าไปในแปลง หรือหยิบจับอย่างไม่ระวัง ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของต้นสตรอเบอรี่ทันที ทำให้มีผลผลิตลดลงตามไปด้วย ความจริงเราพยายามขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยว แต่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวบางรายได้ จึงตัดสินใจเก็บค่าเข้าชม โดยนักท่องเที่ยวสามารถนำหางบัตรไปแลกเครื่องดื่มประเภทน้ำเปล่าหรือน้ำอัดลม ในไร่ได้

การปลูกสตรอเบอรี่

ไร่สตรอเบอรี่ในพื้นที่อำเภอสะเมิงส่วนใหญ่นิยมปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์ 329 ที่นำเข้ามาจากประเทศอิสราเอล ที่มีลักษณะเด่นคือ ขนาดผลใหญ่ เปลือกหนา ทนทานต่อการขนส่ง และมีรสชาติเปรี้ยว แต่มักมีปัญหาสะสมโรคได้ง่าย ไร่นภ-ภูผา ตัดสินใจปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 เป็นหลัก เนื่องจากมีจุดแข็งสำคัญคือ ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เหมาะบริโภคผลสด เพราะมีรสชาติหวานหอม อร่อย

คุณไก่บอกว่า การขยายพันธุ์โดยทั่วไปนิยมใช้ตาที่เจริญเติบโตมาจากต้นแม่ ตรงซอกของก้านใบ ที่เรียกว่า ไหล มาใช้เป็นต้นพันธุ์สำหรับปลูกขยายพันธุ์ต่อไป หากสตรอเบอรี่เกิดการกลายพันธุ์จึงค่อยนำไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อใหม่ ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม เป็นช่วงการเตรียมไหล และปลูกสตรอเบอรี่ประมาณเดือนสิงหาคม-ตุลาคม หลังปลูกได้ประมาณ 90-115 วัน จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน

“โดยทั่วไปพื้นที่ 1 ไร่ จะต้องใช้ไหลประมาณ 11,000 ต้น ปัจจุบันไร่นภ-ภูผามีเนื้อที่ปลูกสตรอเบอรี่ จำนวน 6-7 ไร่ ต้องใช้ไหลสตรอเบอรี่นับแสนต้นทีเดียว การปลูกสตรอเบอรี่ไม่ใช่เรื่องง่าย มีงานต้องทำตลอดทั้งปี” คุณไก่กล่าว

แปลงปลูกสตรอเบอรี่ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา มีลูกสตรอเบอรี่สีแดง และสีชมพูอ่อนอยู่เต็มไปหมด ที่นี่เลือกใช้ใบตองตึง คลุมแปลงปลูก เพื่อช่วยรักษาความชื้นของดินในแปลงปลูก ป้องกันโรค และช่วยในการควบคุมวัชพืชบนแปลง รวมทั้งป้องกันไม่ให้ผลสตรอเบอรี่เกิดการเสียหายเนื่องจากสัมผัสกับดินโดยตรง ทำให้สตรอเบอรี่มีผิวสวยอีกด้วย

จุดเด่น-จุดด้อย ของไร่

สตรอเบอรี่ปลอดสารพิษ

พื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่โดยทั่วไป มักนิยมใช้สารเคมีจำนวนมากในการกำจัดโรคและแมลง ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเสี่ยงเจอปัญหาสารเคมีตกค้างได้ง่าย เนื่องจากลูกชายของคุณไก่นิยมรับประทานสตรอเบอรี่มากเป็นพิเศษ ด้วยความห่วงใยสุขภาพความปลอดภัยของลูกชาย และต้องการแบ่งปันอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภคทั่วไป คุณไก่จึงตัดสินใจพัฒนา ไร่นภ-ภูผา เป็นแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสารเชิงท่องเที่ยวแห่งแรกของอำเภอสะเมิง

“ทุกวันนี้ ไร่นภ-ภูผา เน้นปลูกและดูแลแปลงสตรอเบอรี่ในระบบเกษตรอินทรีย์แทน แต่การผลิตสตรอเบอรี่ปลอดสารให้มีคุณภาพดี ผลสวย ถือเป็นงานที่ยากมาก เพราะสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่มีกลิ่นหอมจัด หากปีไหนอากาศไม่เย็นจัด มักเจอปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยได้ง่าย หากพื้นที่บริเวณใกล้เคียง มีการเพาะปลูกดอกไม้ เกษตรกรมักฉีดพ่นยาเยอะ เพลี้ยก็จะบินมาที่แปลงปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสารของเราแทน” คุณไก่เล่าถึงโจทย์ยากของการปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสาร

หลังจาก ไร่นภ-ภูผา หยุดใช้สารเคมีกำจัดแมลงในแปลงปลูกสตรอเบอรี่ ก็หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผลิตขึ้นมาเอง เพื่อให้สตรอเบอรี่ทุกผลที่ผลิตจากไร่แห่งนี้ ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง 100% ทำให้สินค้าจากไร่แห่งนี้เป็นที่ยอมรับในฐานะสินค้าปลอดภัยต่อการบริโภคมากขึ้น คุณชัย ซึ่งเป็นศิษย์เก่าแม่โจ้ผลิตปุ๋ยน้ำหมัก จากสารสะเดา ซึ่งสารธรรมชาติชนิดนี้ไม่มีฤทธิ์รุนแรงเหมือนกับการใช้สารเคมี จึงต้องพ่นปุ๋ยน้ำหมัก กำจัดแมลงทุกๆ 2- 3 วัน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง

การทำไร่สตรอเบอรี่ปลอดสารยังมีจุดอ่อนสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ได้ผลผลิตในปริมาณน้อย ผลมีขนาดเล็ก เมื่อเก็บสินค้าออกขายจึงได้กำไรน้อยกว่าสตรอเบอรี่ที่ปลูกโดยใช้สารเคมีที่มีผลผลิตจำนวนมาก ผลโตและมีผิวสวยตรงกับความต้องการของตลาด

“ทุกวันนี้ การทำไร่สตรอเบอรี่ปลอดสารมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมากในการดูแลกำจัดวัชพืช ให้ปุ๋ย ให้น้ำ และเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงต้องนำรายได้จากไร่สตรอเบอรี่แห่งที่ 2 ที่ใช้สารเคมี มาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลไร่แห่งนี้แทน” คุณไก่กล่าว

แนะนำบริโภค

สตรอเบอรี่อย่างปลอดภัย 

สำหรับสตรอเบอรี่ปลอดสาร ของ ไร่นภ-ภูผา ไม่ค่อยมีปัญหาด้านการจำหน่าย เพราะมีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและซื้อสินค้าติดมือกลับบ้านกันเป็นจำนวนมาก ทำให้สินค้ามีแทบไม่พอขาย หลังจากนักท่องเที่ยวเก็บผลผลิตจากแปลง คุณไก่จะนำมาชั่งน้ำหนักเพื่อคิดราคา ก่อนนำผลสตรอเบอรี่บรรจุในกล่องกระดาษ ซึ่งด้านบนเป็นพลาสติกใส ทำให้มองเห็นผลสตรอเบอรี่ภายในได้ชัดเจน โดยใช้ใบสตรอเบอรี่รองก้นกล่อง และวางผลซ้อนไม่เกินสองชั้น เพื่อป้องกันการบอบช้ำระหว่างการขนส่ง

คุณไก่เล่าว่า เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่บอบช้ำง่าย เมื่อเกษตรกรเก็บผลผลิตจากแปลง จะรีบคัดแยกคุณภาพบรรจุหีบห่อ และส่งจำหน่ายให้เร็วที่สุด ดังนั้น ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสตรอเบอรี่จากท้องตลาดทั่วไป ควรนำผลสตรอเบอรี่ไปล้างน้ำสะอาดเสียก่อน มิฉะนั้นอาจเจอปัญหาสารเคมีตกค้างได้ หลังจากล้างน้ำควรบริโภคสตรอเบอรี่ให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง มิฉะนั้นผลสตรอเบอรี่จะเน่าเสียได้

หากใครอยากบริโภคสตรอเบอรี่ให้ปลอดภัยและสบายใจ ขอแนะนำให้ซื้อสตรอเบอรี่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงปลายฤดูแล้ว เกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่จะไม่ค่อยใส่ใจฉีดยาเหมือนแต่ก่อน ทำให้สตรอเบอรี่ในรุ่นนี้เติบโตและมีผลผลิตตามธรรมชาติ แต่มีจุดอ่อนคือ ผลมีขนาดเล็ก ผิวไม่ค่อยสวย แต่รับประทานแล้วปลอดภัยสุดๆ แถมราคายังไม่สูงเหมือนช่วงต้นฤดูอีกด้วย

ปัจจุบัน ไร่นภ-ภูผา จำหน่ายสตรอเบอรี่ผลสด และแปรรูป รวมทั้งต้นสตรอเบอรี่บรรจุกระถาง ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจทดลองนำไปปลูกที่บ้านด้วยในราคาต้นละ 25 บาท เท่านั้น ผู้เขียนได้ต้นสตรอเบอรี่ติดมือกลับไปปลูกที่กรุงเทพฯ จำนวน 4 ต้น ใช้ระยะเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ต้นสตรอเบอรี่กระถางแรก ก็มีผลลูกแดงๆ ออกมาให้ลิ้มลองความอร่อยแล้ว ส่วนอีก 3 กระถาง ที่เหลือก็เริ่มมีดอกผลิบานออกมาเรื่อยๆ แม้จะเสียเวลาในการดูแลรดน้ำต้นสตรอเบอรี่ในกระถางอยู่บ้าง แต่รู้สึกสุขใจในการรอคอย…เพื่อลิ้มลองผลสตรอเบอรี่รุ่นต่อไปเสียจริงๆ 

 

“ศรีราชภัฏ” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ (ครั่งเนื้อเหลือง) เนื้อกรอบ ผลยาว ร่องตื้น ทนทานโรคจุดวงแหวน ผลงาน ราชภัฏมหาสารคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร

อำพน ศิริคำ 

“ศรีราชภัฏ” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ (ครั่งเนื้อเหลือง) เนื้อกรอบ ผลยาว ร่องตื้น ทนทานโรคจุดวงแหวน ผลงาน ราชภัฏมหาสารคาม

“ส้มตำ” อาหารโปรดของคนอีสาน บางวันรับประทานถึง 3 เวลา เลยทีเดียว แต่มะละกอซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำส้มตำนั้น มักมีข้อจำกัดหรือข้อด้อยหลายประการ อาทิ อ่อนแอต่อโรคจุดวงแหวน (เกิดจากเชื้อไวรัส) ถ้าเป็นแล้วไม่มียารักษาทำให้แคระแกร็น ทำส้มตำไม่อร่อย ผลผลิตต่ำ นอกจากนี้ บางพันธุ์ที่เนื้อกรอบอร่อยแต่ผลเป็นร่องลึก ทำให้ปอกเปลือกยาก เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะคิดค้นและปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีตามต้องการอยู่ในพันธุ์เดียวกัน อย่างเช่น

รศ.ดร. รภัสสา จันทาศรี รองคณบดีคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และหัวหน้าศูนย์วิจัยมะละกอและพัฒนามะละกอบริโภคสดจังหวัดมหาสารคามและกลุ่มอีสานตอนกลาง

รศ.ดร. รภัสสา ให้ข้อมูลว่า มะละกอสายพันธุ์ครั่งเนื้อเหลือง เกิดจากการกลายพันธุ์มาจากพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ที่ปลูกอยู่ในบริเวณสถานีวิจัยพันธุ์พืชเพาะเลี้ยง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จากการปลูกจำนวน 1,500 ต้น พบว่า มีเนื้อเหลืองเกิดขึ้นเมื่อสุก จำนวน 8 ต้น ไปปลูกทดสอบ ต่อมาพบว่า

“มีลักษณะที่ดีแตกต่างจากพันธุ์ครั่งเนื้อแดงคือ ผิวร่องตื้น ความหนาเนื้อมากและจุดเด่นคือ มีความทนทานต่อการเกิดโรคใบจุดวงแหวนมากกว่าพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ซึ่งลักษณะที่ดีทั้ง 3 อย่างนี้ ไม่ปรากฏในพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ในขณะที่พันธุ์ครั่งเนื้อแดงมีจุดด้อยคือ ร่องลึกทำให้ปอกเปลือกยาก ปริมาณเนื้อสูญเสียไปกับการปอกเปลือก ความหนาเนื้อน้อยกว่าสายพันธุ์ครั่งเนื้อเหลืองและมีความทนทานต่อโรคใบจุดวงแหวนต่ำ ส่วนลักษณะเด่นอื่นๆ พบว่า มีความเหมือนกันคือ ลูกยาวรี เนื้อกรอบ เมื่อสุกเนื้อไม่เละ เนื้อสีขาวขุ่น รสชาติหวาน และไม่แข็งกระด้าง ผลจากต้นตัวเมียมีลักษณะรูปร่างผลยาวต่างจากมะละกอพันธุ์อื่นๆ คุณภาพของเนื้อเหมาะต่อการบริโภคผลดิบ” รศ.ดร. รภัสสา กล่าว

ลักษณะประจำพันธุ์

– ออกดอกเร็ว ประมาณ 3 เดือน

– ผลดก 90-100 ผล/ต้น

– ผลยาวรี ประมาณ 40 เซนติเมตร

– ผลสุก มีความหวาน 11-12 องศาบริกซ์

– ทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวน

– ผลดิบ เนื้อกรอบมาก เหมาะแก่การทำส้มตำ

วิธีการเตรียมดินปลูก

พื้นที่ปลูกไม่ควรเป็นพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง มีแหล่งน้ำให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ดินควรมีความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5.6-7.0 การเตรียมดินโดยการไถดะ ตากดิน 5-7 วัน แล้วจึงไถพรวนและยกร่องหรือปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง

เพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดี

นำเมล็ดมะละกอมาเพาะในถุงเพาะที่เตรียมไว้โดยการเตรียมดินสำหรับเพาะกล้า โดยการใช้ดินสำหรับเพาะกล้านั้น มีส่วนผสม คือดินร่วน แกลบเผา ทรายหยาบ อัตราส่วน 1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมาใส่ลงในถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว หรือ 4×4 นิ้ว ให้เต็ม รดน้ำดินในถุงให้ชุ่ม นำเมล็ดพันธุ์มาหยอดลงในถุง ถุงละ 1-2 เมล็ด ประมาณ 14-20 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มงอก หลังจากเมล็ดเริ่มงอกแล้ว ดูแลรักษาต้นกล้าประมาณ 30 วัน ก็สามารถย้ายต้นกล้าลงปลูกในหลุมปลูก

การเตรียมหลุมปลูก และการปลูก

1. หลักจากไถพรวนและยกร่องแล้ว ให้ขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะปลูก 3×3 เมตร หรือ 2.5×2.5 เมตร

2. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กรัม ผสมกับดินชั้นล่าง

3. แล้วนำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงปลูก

4. กลบดินให้เป็นลักษณะหลังเต่าเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังที่บริเวณโคนต้น

5. คลุมด้วยฟางเพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน

วิธีการดูแลรักษา

1. การให้น้ำ หลังจากปลูกแล้ว 2 สัปดาห์ ควรให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10-15 นาที ในช่วงฤดูฝนควรทำทางระบายน้ำเพื่อป้องกันความชื้นแฉะในดินมากเกินไป จะเป็นสาเหตุให้มะละกอเน่าบริเวณโคนและรากได้

2. การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยทุกเดือน สูตร 15-15-15 และปุ๋ยคอกตลอดอายุการเจริญเติบโต อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ช่วงออกดอกเพิ่มปุ๋ยสูตร 0-52-34 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น และช่วงการพัฒนาการของผล ปุ๋ยสูตร 12-0-43 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น

3. การกำจัดวัชพืช ไม่ควรใช้จอบกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้น เพราะมะละกอมีรากตื้น อาจทำให้รากที่ใช้ในการหาอาหารได้รับความกระทบกระเทือน แต่ควรกำจัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่มด้วยวิธีการอื่น เช่น เครื่องตัดหญ้า มีดตัดให้สั้น การคลุมโคนต้น ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นและหมั่นเติมฟางข้าวอยู่เสมอ จะช่วยลดวัชพืชและรักษาความชื้นในดิน

4. การป้องกันกำจัดโรคแมลง ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูก มักพบโรครากเน่าและโคนเน่า จึงควรราดโคนต้นด้วยสารเคมีริดโดมิลหรือเทอร์ราคลอร์ซุปเปอร์-เอ็กซ์ ในช่วงฝนตกชุกก็เช่นเดียวกันจะมีโรครากเน่าโคนเน่าระบาดมาก แม้มะละกอจะออกดอกหรือติดผลแล้ว จึงต้องราดโคนด้วยสารเคมีทุกๆ 15 วัน การหว่านเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าก่อนปลูกและหว่านซ้ำทุกๆ 4 เดือน จะช่วยลดการใช้เคมีลงกว่าครึ่ง การพ่นสารเคมีทางใบเพื่อป้องกันกำจัดแมลงหรือเชื้อรา ต้องระมัดระวัง เนื่องจากใบมะละกออาจไหม้ได้ จึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

วิธีการเก็บเกี่ยว

เริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 5 เดือน เป็นต้นไป โดยสังเกตผลมีสีผิวเปลี่ยนจากเขียวเป็นเขียวอ่อน หรือเมื่อปรากฏแต้มสีเหลืองบริเวณปลายผล ให้ใช้มีดหรือกรรไกรตัดขั้วผลมะละกอให้ติดต้น แล้วตัดขั้วผลมะละกอที่ยากออกภายหลัง ห้ามใช้มือบิดผล เพราะทำให้ขั้วช้ำและเชื้อราสามารถจะเข้าทำลายทางขั้วที่ติดต้นทำให้ต้นเน่าเสียหายได้

รศ.ดร. รภัสสา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “มะละกอครั่งเนื้อสีเหลืองนี้ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้ขอพระราชทานนามแล้วเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

ท่านที่เคารพครับ !!! จะเห็นว่า มะละกอพันธุ์ศรีราชภัฏนี้มีข้อดีเด่นหลายประการ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะพิจารณาปลูกเพื่อทำส้มตำ หรือเกษตรกรที่จะปลูกเป็นการค้า เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะมีความ “ทนทานต่อโรคจุดวงแหวน” หมายถึงเป็นโรค แต่มีความทนทานและยังให้ผลผลิตต่อเนื่องดีกว่าหลายๆ พันธุ์ จากการเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2551 มีเกษตรกรนำไปปลูกแล้วกว่า 500 คน จำนวนกว่า 20,000 ต้น

ดังนั้น หากท่านใดสนใจ สามารถสั่งซื้อได้ ต้นกล้าต้นละ 10 บาท ส่วนเมล็ดราคาเมล็ดละ 1 บาท ตั้งแต่ 100 เมล็ดขึ้นไป (ส่งทางไปรษณีย์) สอบถามรายละเอียดได้ที่ รศ.ดร. รภัสสา จันทาศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เลขที่ 80 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม โทร. (089) 063-2770

 

ห้อม…มหัศจรรย์แห่งพืชสีคราม ศูนย์วิจัยฯ แพร่ ขยายผลสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ห้อม…มหัศจรรย์แห่งพืชสีคราม ศูนย์วิจัยฯ แพร่ ขยายผลสู่เกษตรกร

พืชที่ให้สีตามธรรมชาติมีอยู่มากมาย แต่ปัจจุบันมีพืชที่ให้สีสามารถนำไปย้อมผ้าได้อยู่ 2 ชนิด คือ ห้อม และคราม ซึ่งคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ห้อม และคราม เป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วพืชทั้งสองชนิดเป็นพืชที่มีความแตกต่างกัน สังเกตได้ง่าย คือ ต้นห้อม จะเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1 เมตร มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้ามรูปวงรี ขอบหยักเป็นฟันเลื่อยละเอียด จะออกดอกสีม่วงตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ชอบขึ้นในสภาพพื้นที่ที่มีอากาศเย็นและมีความชื้นสูง โดยเฉพาะใกล้แหล่งน้ำ ส่วนต้นคราม จะมีใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับใบย่อรูปรี คล้ายใบพืชตระกูลถั่ว

ห้อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดใบใหญ่ จะมีลักษณะใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว การจัดระเบียบของใบที่ติดอยู่ตามลำต้นเป็นแบบตรงกันข้ามตั้งฉากกัน โดยแต่ละคู่ของใบในข้อหนึ่งอยู่ในแนวตั้งฉากกับคู่ของใบอีกข้อหนึ่ง ก้านใบยาว ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ขนาดใบกว้าง ประมาณ 6.2-8.3 เซนติเมตร ยาว 18.2-24 เซนติเมตร การจัดเรียงเส้นใบเป็นแบบร่างแหรูปขนนก รูปร่างของใบเป็นแบบใบหอกกลับ ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นหยักฟันเลื่อยละเอียด ส่วนห้อมชนิดใบเล็ก มีลักษณะของใบคล้ายกับชนิดใบใหญ่ แต่ขนาดจะเล็กกว่า ขนาดใบกว้าง ประมาณ 3.2-3.9 เซนติเมตร ยาว 12-15 เซนติเมตร

ดอก มีแกนกลางยาว ดอกย่อยมีก้านดอกย่อยยาว ดอกที่บานก่อนอยู่โคนช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีการจัดเรียงส่วนต่างๆ ของดอกแบบไม่ได้สัดส่วน ดอกเป็นช่อ มีใบประดับ กลีบดอกสีม่วงอ่อนถึงม่วงเข้ม มีจำนวนกลีบ 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปกระดิ่ง ตรงโคนเป็นหลอด โค้งเล็กน้อย ปลายบานออกคล้ายแตร ขณะดอกตูมปลายกลีบเชื่อมติดกัน

ปัจจุบัน ทั้งคราม และห้อม เป็นพืชที่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานนำลำต้นและใบมาใช้ประโยชน์ โดยการนำไปหมักในน้ำตามกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จนได้เนื้อห้อม ซึ่งเมื่อนำไปย้อมผ้าขาวจะทำให้ได้ผ้าสีกรมท่า ที่เรียกว่า “ผ้าหม้อห้อม” ที่มีความทน เนื้อผ้ามีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ไม่ร้อนและไม่เปื้อนง่าย ซึ่งปัจจุบันได้รับการพัฒนารูปแบบให้หลากหลายและทันสมัย โดยนำไปผ่านกรรมวิธีฟอกสีคล้ายผ้ายีนส์ ก่อนนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อ กางเกง แบบเรียบง่าย จำหน่ายในราคาที่ไม่แพงเกินไป

จากความต้องการผ้าหม้อห้อมที่มีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณต้นห้อมในธรรมชาติลดน้อยลง ทำให้ไม่สอดคล้องกับการค้าขายเสื้อผ้าหม้อห้อม โดยเฉพาะวัตถุดิบจากต้นห้อมที่นำมาใช้ย้อมผ้า ทำให้มีการนำครามหรือสารเคมีมาใช้ย้อมผ้าทดแทนห้อม ส่งผลกระทบต่อผู้สวมใส่ที่แพ้สารเคมี ส่วนน้ำย้อมที่เหลือจากการย้อมผ้าปล่อยทิ้งไปในธรรมชาติ ทำให้สภาพแวดล้อม ดิน น้ำใต้ดิน เสื่อมคุณภาพ ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ จึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบพันธุ์ห้อมที่มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกและนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการใช้ย้อมผ้าหม้อห้อม ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ดังคำขวัญที่ว่า “หม้อห้อม ไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม”

คุณประนอบ ใจอ้าย นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ปลูกห้อมที่สำคัญของจังหวัดแพร่ ได้แก่ ตำบลนาตอง น้ำจ้อม น้ำก๋าย นาคูหา แม่ลัว ห้วยม้า เมือง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในแต่ละวันผู้ประกอบการในพื้นที่มีความต้องการห้อมสด ประมาณ 400-600 กิโลกรัม ต่อวัน โดยราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 10-12 บาท ซึ่งสวนทางกับปริมาณพื้นที่การผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการได้ เนื่องจากเป็นพืชป่าที่ชอบขึ้นในสภาพอากาศเย็น จึงมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสม ดังนั้น ศูนย์จึงทำการวิจัยเปรียบเทียบห้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อจะนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกเป็นอาชีพทำกินที่มีความยั่งยืน

“การเปรียบเทียบพันธุ์ห้อมที่ให้ผลผลิตสูงและมีความเหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ ได้วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Blok 6 กรรมวิธี 4 ซ้ำ โดยมีสายพันธุ์ห้อมที่ใช้เปรียบเทียบทั้งหมด 6 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ใบใหญ่ ได้แก่ แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ส่วนชนิดใบเล็กมีพันธุ์นาตอง และเชียงคำ

ขั้นตอนการขยายพันธุ์ห้อมชนิดใบใหญ่และใบเล็กเชิงพาณิชย์ทำได้ง่าย เลือกวิธีการปักชำกิ่ง เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและลงทุนน้อย ได้ผลดีที่สุด โดยนำกิ่งห้อม ความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ที่มีข้อปล้องด้านล่าง ประมาณ 1 ข้อ ไปชำไว้ในกระบะปูนที่มีส่วนผสมของวัสดุปลูก คือ ดินและแกลบดำ อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใช้เวลาประมาณ 14 วัน รากจะเริ่มออกมาตามข้อกิ่ง จากนั้นนำกิ่งชำที่มีรากสมบูรณ์ลงแปลงปลูก

ส่วนแปลงปลูกจะไถเตรียมดิน 2 ครั้ง ครั้งแรก ไถตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ครั้งที่สอง ไถผสมปุ๋ยคอกมูลวัวผสมกับดินในอัตราส่วน 1 ตัน ต่อไร่ พร้อมกับขึ้นแปลงภายใต้โรงเรือนที่พรางแสง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยแต่ละแปลงมีความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร

เมื่อเตรียมแปลงเสร็จเรียบร้อย นำกิ่งชำที่มีรากลงแปลง โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 60 เซนติเมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร (ระยะที่เหมาะสม ให้ผลผลิตสูง) ภายในโรงเรือนต้องให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด แต่ไม่ถึงขนาดน้ำขังในแปลง ซึ่งการให้น้ำจะใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ เปิดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง แต่หากในช่วงต้นเล็ก ให้วันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและฤดูกาล เสริมปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และ 46-0-0 เดือนละ 1 ครั้ง”

หลังจากปลูกต้นห้อมลงแปลงแล้ว การปฏิบัติดูแลต้นห้อมที่ต้องทำคือ การให้ปุ๋ย ให้น้ำ ตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ จนกว่าอายุต้นห้อมครบ 6 เดือน ต้นห้อมจะพร้อมให้เก็บผลผลิต ซึ่งน้ำหนักเฉลี่ยต่อไร่ที่เกษตรกรจะได้ประมาณ 1,254.4 กิโลกรัม ซึ่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะใช้วิธีตัดกิ่ง ก้าน ใบ และยอด ความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากยอดลงไป

เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรก ภายในแปลงจะมีตอต้นแม่ สามารถบำรุงโดยการใส่ปุ๋ย รดน้ำต่ออย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 4-6 เดือน ต้นห้อมจะแตกใบชุดใหม่ออกมาให้เก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบถัดไป ซึ่งปริมาณน้ำหนักจะได้เท่ากับรอบแรกที่เก็บเสมอ เวลายาวนานกว่า 10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล

“ห้อมสดที่ได้จากการเก็บเกี่ยวจะถูกนำมาผ่านกรรมวิธีหมักเพื่อผลิตเนื้อห้อม โดยขั้นตอน คือ นำห้อมสด 1 กิโลกรัม ไปแช่ในน้ำสะอาด 10 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 คืน นำเอาเศษกิ่งก้านใบห้อมทิ้ง แล้วนำน้ำที่หมักได้ไปกรองด้วยผ้าขาวบาง พร้อมกับเติมปูนขาว 120 กรัม ลงในน้ำที่ได้ จากนั้นตีน้ำห้อมด้วยชะลอมจนเกิดฟองสีน้ำเงิน ทำจนกระทั่งฟองยุบตัวลงจึงหยุด และตั้งทิ้งไว้ให้เกิดตะกอน กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง ก็จะได้เนื้อห้อมที่สามารถนำไปใช้ย้อมผ้าหม้อห้อมได้

ห้อม เป็นพืชที่ให้สีที่เกี่ยวข้องกับวิถีและวัฒนธรรมการแต่งกายประจำท้องถิ่นของชุมชนในหลายจังหวัดในเขตภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้ในชุมชน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนมีการพัฒนาส่งออกผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อมไปต่างประเทศ”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ โทรศัพท์ (054) 556-526, (054) 521-387 คุณประนอบ ใจอ้าย ในวัน เวลา ราชการ

 

หม้อห้อมเมืองแพร่ สวย ทรงคุณค่า อินเทรนด์กระแสรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


หม้อห้อมเมืองแพร่ สวย ทรงคุณค่า อินเทรนด์กระแสรักษ์โลก

เอื้องสามปอย

เนื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เป็นมิตรกับธรรมชาติ บวกกับสีน้ำเงินเข้มขำ และสีฟ้าครามสดใส อันแสนเย็นตาเย็นใจ ทำให้ผลิตภัณฑ์จากหม้อห้อมบ้านทุ่งโฮ้ง ภูมิปัญญาหนึ่งเดียวของคนเมืองแพร่ สามารถยืนหยัดฝ่ากระแสแฟชั่นสุดล้ำจากทั่วโลก ที่เข้ามายึดเทรนด์แฟชั่นเมืองไทยมาหลายต่อหลายปีได้อย่างสบายๆ ดูได้จากการที่ “หม้อห้อม” เป็นสินค้าหลัก ที่นำพาเม็ดเงินจำนวนมหาศาลปีละหลายพันล้านบาทเข้าสู่จังหวัดแพร่ และไม่ว่าจะมองไปทางไหน ไปเยี่ยมเยือนจังหวัดใด ก็มักจะเห็นผู้คนสวมใส่ผ้าหม้อห้อมทั้งแบบดั้งเดิม และร่วมสมัยกันจนชินตา

และเพื่อสานต่อความตั้งใจของคนรุ่นเก่า ในการทำให้ “หม้อห้อมเมืองแพร่” เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ออกสู่ตลาดสากล หรือที่เรียกติดปากกันว่าโกอินเตอร์ (Go Inter) นั้น ปัจจุบันจึงมีลูกหลานคนเมืองแพร่รุ่นใหม่ๆ หันหน้ากลับสู่บ้านเกิด ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ รวมถึงพัฒนาต่อยอด ให้มีความร่วมสมัยและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของเก่าแก่ดั้งเดิม แต่นำมาผสมผสานในตัวผลิตภัณฑ์อย่างกลมกลืนสวยงาม ยิ่งกระบวนการผลิต ทั้งย้อมผ้า ปั่นฝ้าย ทอกี่ ไปจนถึงการตัดเย็บ ล้วนมาจากธรรมชาติและทำมือด้วยแล้ว ยิ่งเปี่ยมคุณค่า น่าสวมใส่และน่าสะสมขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ

เรียกว่า “ยิ่งใส่ยิ่งสวย ยิ่งสวมยิ่งดูดี ยิ่งมีไว้ยิ่งทรงคุณค่า แถมอินเทรนด์กับกระแสรักษ์โลก” อีกด้วย

อย่าง คุณก้อย-จุฑารัตน์ พยัฆเลิศ เจ้าของ “ร้านผ้าธรรมชาติ” บ้านทุ่งโฮ้ง จังหวัดแพร่ ที่มีดีกรีปริญญาโท จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้มองเห็นคุณค่าและมีความมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์การทำผ้าหม้อห้อม-ภูมิปัญญาดั้งเดิมชาวไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้ง ทั้งเล็งเห็นช่องทางการตลาดของสินค้ารักษ์โลกที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ หรือกรีนโปรดักต์ (Green Product) ว่าจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ ที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ จากนักวิชาการประจำศูนย์วิจัยพืชไร่ ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งหม้อห้อมเมืองแพร่อย่างเต็มตัว กลายเป็นผู้อนุรักษ์และผลิตผ้าหม้อห้อมที่เน้นความเป็นธรรมชาติ ผสานดีไซน์ร่วมสมัย (จากไอเดียของคุณก้อย) ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ จนผลิตงานกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว

จุดเด่นของสินค้าจาก “ร้านผ้าธรรมชาติ” คือเส้นด้ายทุกเส้นที่ถักทอเป็นผืนผ้านั้น ล้วนมาจากการย้อมด้วยวัตถุดิบธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวชูโรงอย่าง ต้นห้อม หรือ ไม้ประดู่ ไม้ฝาง ใบหูกวาง ครั่ง ฯลฯ ก่อนนำมาขึ้นกี่ทอลายโดยช่างทอผ้าฝีมือดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านรุ่นแม่ รุ่นป้า และรุ่นแม่อุ๊ย ที่รวมกลุ่มกันรับงานทอผ้าเป็นรายได้เสริมจากการทำนา

เมื่อได้ชื่อว่างานแฮนด์เมด (Hand made) หรืองานทำมือนั้น ย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรืออาจมีเพียงชิ้นเดียวในโลก การจะผลิตซ้ำให้เหมือนเดิมนั้นทำได้ยากหรืออาจทำไม่ได้เลย จึงทำให้สินค้าของ “ร้านผ้าธรรมชาติ” มีความโดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตงานแต่ละชิ้นค่อนข้างนาน และแน่นอนว่าราคาค่อนข้างสูง ซึ่งลูกค้าที่มีความเข้าใจในสินค้าและความเป็นงานทำมือจากธรรมชาติ ต่างเข้าใจ และหาซื้อไปสวมใส่ใช้งาน เป็นของสะสม รวมถึงใช้ตกแต่งบ้านพัก รีสอร์ต โรงแรม กันไม่ขาด

เช่นเดียวกับ คุณจันทร์เพ็ญ ร่มเย็น ประธานกลุ่มสหกรณ์หม้อห้อมทุ่งโฮ้ง จำกัด และเจ้าของกิจการ “ร้านจันทร์เพ็ญหม้อห้อมและการปัก” ซึ่งรับช่วงกิจการจากป้าที่ทำผ้าหม้อห้อมมานานแล้วกว่า 40 ปี ที่ปรับเปลี่ยนจากการทำผ้าหม้อห้อมแบบม้วน ทำเสื้อ-กางเกงหม้อห้อมแบบดั้งเดิม มาเป็นการมัดย้อมห้อมและตัดเย็บให้ออกมาเป็นเสื้อมัดย้อมที่สวยเก๋ ทันสมัย สวมใส่สบายได้ในทุกโอกาส ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างมาก จนกลายเป็นสินค้าชูโรงของทางร้าน

แต่ไม่ว่าจะมีการพัฒนาปรับเปลี่ยน หรือออกแบบดีไซน์ให้มีความร่วมสมัย สวยงามแปลกตาอย่างไร สิ่งที่ต้องทำเหมือนกัน นั่นคือ กระบวนการย้อมผ้าหม้อห้อม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยพวนบ้านทุ่งโฮ้ง

โดย ป้าเหงี่ยม หรือ คุณประภาพรรณ ศรีตรัย หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ที่นอกจากรวมกลุ่มกับชาวชุมชนผลิตผ้าหม้อห้อมจำหน่ายแล้ว ป้าเหงี่ยม และทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ ทำหน้าที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจ ได้อธิบายกระบวนการเตรียมน้ำย้อมห้อมว่า ขั้นตอนที่สำคัญและยุ่งยากที่สุดอยู่ที่การทำน้ำย้อมห้อม โดยต้องนำทั้งกิ่งและใบของต้นห้อมมามัดแช่น้ำเปล่า ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน จนใบห้อมเน่า ได้น้ำสีเขียวไข่กา มีกลิ่นเหม็น จากนั้นนำกากห้อมที่เน่าแล้วทิ้งไป แล้วจึงนำน้ำปูนขาว น้ำมะขามเปียก น้ำซาวข้าว ซึ่งเป็นตัวประสาน มาผสมรวมกัน จากนั้นก็ใช้ไม้กวนหรือกระทุ้งให้ขึ้นฟอง ชาวบ้านเรียกกันว่า “ห้อมโห่” ก่อนทิ้งให้ตกตะกอน แล้วนำผ้าขาวบางกรองเอาตะกอนที่ได้เก็บไว้เป็นหัวคราม หรือ “ห้อมเปียก” เก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี

ส่วนการย้อมผ้าหม้อห้อมนั้น ก็จะนำหัวคราม หรือ ห้อมเปียก มาผสมกับน้ำด่าง ซึ่งได้มาจากการกรองน้ำขี้เถ้า และปูนขาว ใส่ผสมลงไปในหม้อ แล้วนำเส้นฝ้าย หรือผ้าฝ้ายที่ต้องการย้อม ซึ่งผ่านการทำความสะอาดเอาแป้งออกด้วยการต้ม หรือแช่น้ำไว้ 2 คืน ใส่ลงในหม้อแล้วย้อม ด้วยการแช่ ขยำให้ทั่ว เสร็จแล้วนำไปขึ้นราวไม้ตากให้แห้ง แล้วนำมาย้อมซ้ำ แล้วนำไปตาก สลับกันแบบนี้ 3-4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสีที่ต้องการ ถ้าต้องการสีที่เข้มมาก ก็ต้องย้อมซ้ำหลายๆ ครั้ง จนได้สีที่ต้องการ จึงนำไปซักทำความสะอาด ตากให้แห้ง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

ซึ่งผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติแท้ๆ เมื่อนำไปซักสีก็จะตก หากใช้งานไปนานๆ สีก็จะซีดลงไปตามธรรมชาติ ต่างจากผ้าสีครามที่ได้จากการย้อมด้วยสีสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งสีจะไม่ซีด เมื่อผ่านการซักล้าง จึงมีคำกล่าวที่ว่า “หม้อห้อมแท้สีต้องตก” แต่ก็มีวิธีการลดการตกสีของหม้อห้อม โดยการนำไปแช่น้ำเกลือ หรือหัวน้ำส้มไว้ 1 คืน ก่อนซักครั้งแรก จากนั้นจึงซักตามปกติ โดยแยกซักกับผ้าอื่นๆ โดยสีจะตกอยู่อีกประมาณ 4-5 ครั้ง จากนั้นก็จะอยู่ตัว

หากใครที่อยากเป็นเจ้าของงานผ้าหม้อห้อมงามๆ จากเมืองแพร่ โดยไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงแหล่งผลิต ก็มากันได้ที่ ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 4 แวะมาชม และช็อปผ้าหม้อห้อม ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ และงานทำมือสวยๆ ไปใช้ ไปสวมใส่ให้ดูดีมีสไตล์ไม่ซ้ำแบบใคร ที่ “ร้านเฮือนดอกห้อม” ของนักข่าวและพิธีกรสาวสวย ลูกหลานคนเมืองแพร่ อย่าง คุณปุ้ย-ณัฐกานต์ ถิ่นทิพย์ ที่นำความรัก ความหลงใหลในสีน้ำเงินครามสดสวยของผ้าหม้อห้อม และความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาดั้งเดิมอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวของจังหวัดแพร่ มาต่อยอดจนเกิดเป็นร้านเล็กๆ ที่ดูร่วมสมัย อบอวลด้วยกลิ่นอายของความเป็นธรรมชาติ และเปี่ยมด้วยคุณค่าของงานฝีมือ คุณปุ้ยบอกว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้ลงมือสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยตัวเอง แต่ก็ขอทำหน้าที่เผยแพร่ และนำเสนอของดี ของเด่น อันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ ออกสู่สายตาชาวไทยและชาวต่างชาติที่มักจะแวะเวียนมาเที่ยวชม ช็อป ชิม ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมแห่งนี้อย่างเนืองแน่นทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ยังใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการเผยแพร่อีกทางหนึ่งด้วย (https://www.facebook.com/Heundokhom) ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากๆ จากผู้ที่ชื่นชอบงานทำมือ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ แม้ช่วงแรกๆ จะมีเสียงบ่นเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง

“แรกๆ หลายคนก็บ่นว่าแพง แต่เมื่อได้อธิบายถึงที่มา ขั้นตอนการสร้างสรรค์งานแต่ละชิ้น รวมถึงคุณค่างานฝีมือ ที่นับวันจะหาคนทำได้ยากยิ่ง ซึ่งต้องยอมรับว่า ช่างฝีมือชาวบ้านนั้น ล้วนแล้วแต่มีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว ทำให้ผลงานที่ออกมาสวย ดูดี และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นจริงๆ อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการย้อมห้อมแบบดั้งเดิม นอกจากจะให้สีน้ำเงินครามที่สวยตามธรรมชาติ สวมใส่สบาย ไม่ร้อน เหมาะกับอากาศร้อนชื้นบ้านเราแล้ว ก็ยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากๆ หลายคนก็เข้าใจและซื้อสินค้าไปด้วยความอิ่มเอมใจ”

คุณปุ้ย ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในแง่สรรพคุณทางยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยรวบรวมข้อมูลได้ว่า ต้นห้อม ถูกนำมาใช้เป็นยาพื้นบ้านล้านนา โดยนำรากและใบห้อม มาต้มน้ำดื่ม แก้ไข้ ปวดศีรษะเนื่องจากหวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ และตาอักเสบ

โดยหมอยาพื้นบ้านล้านนาจะนำต้นห้อมสดๆ มาทุบพอกกระหม่อมเพื่อลดไข้ ถ้าหาต้นสดไม่ได้ ก็จะนำผ้าที่ย้อมห้อมชุบน้ำแล้วใช้พอกกระหม่อมแทน นอกจากนี้ ยังนำผ้าย้อมห้อมมาใช้ในการทับหม้อเกลือ ในการดูแลหญิงหลังคลอด เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ไวขึ้น รวมถึงใช้ห่อลูกประคบตัวยา เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ กระชับยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากภาครัฐ ทั้งเรื่องการศึกษาวิจัย การออกแบบดีไซน์ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ และขยายช่องทางการตลาดให้กว้างมากยิ่งขึ้น ก็ทำให้ผ้าหม้อห้อมเมืองแพร่ สามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิ โดยเฉพาะเมื่อกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ดำเนินโครงการยกระดับและพัฒนาหม้อห้อมเมืองแพร่ ให้เป็น “ยีนส์ตะวันออก” ที่มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล ซึ่งหากโครงการนี้มีความต่อเนื่องและจริงจัง อีกไม่นาน “ผ้าหม้อห้อม” คงจะโกอินเตอร์ ในฐานะ New Thai Denim หรือ “ยีนส์ไทยพันธุ์ใหม่” ที่จะสร้างชื่อและนำรายได้จากตลาดแฟชั่นทั่วโลกเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล

เรียกได้ว่า “หม้อห้อม” อยู่คู่วิถีชีวิตชาวบ้านล้านนามาหลายชั่วอายุคน และถูกนำมาใช้ประโยชน์ สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้อนุชนรุ่นหลัง ที่มองเห็นคุณค่าและเล็งเห็นช่องทางการตลาด ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาพื้นบ้านดั้งเดิม และแน่นอนว่า ทำให้ช่างฝีมือพื้นบ้านมีรายได้งามตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดช่างฝีมือพื้นบ้านรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาอีกไม่น้อย

แม้เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักในการอนุรักษ์ แต่ถือเป็นแรงจูงใจอย่างดี ที่จะทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญและก้าวเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้การอนุรักษ์นั้นยั่งยืนยาวนาน…

“ยิ่งส่งเสริม…ยิ่งสร้างชื่อ

ยิ่งอนุรักษ์…ยิ่งได้เงิน

ยิ่งสวมใส่…ยิ่งดูดี

ยิ่งพิศ…ยิ่งงามแท้…หม้อห้อมเมืองแพร่”

 

คนตีเหล็ก แห่ง ร่องฟอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


รายงานพิเศษ

คนตีเหล็ก แห่ง ร่องฟอง

จากข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ได้บ่งชี้ว่า เป็นระยะเวลากว่า 150 ปี ที่ผู้คนในเขตตำบลร่องฟองได้ประกอบอาชีพการตีเหล็ก สรรค์สร้างอุปกรณ์เครื่องมือทำการเกษตรแบบต่างๆ ที่ไม่ว่า มีด พร้า จอบ เสียม ขอชัก เคียว คราด หอก เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากเหล็กได้กลายเป็นสินค้าสร้างรายได้ที่นำซึ่งเงินตราในแต่ละปีหลายร้อยล้านบาทมาสู่ตำบลร่องฟอง เพราะนอกจากส่งไปจำหน่ายยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว ยังมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ โดยผ่านพ่อค้าตามจังหวัดชายแดนต่างๆ

ความโดดเด่นของอาชีพการตีเหล็ก ได้สะท้อนให้เห็นจากคำขวัญของตำบลว่า “ชายตีเหล็ก หญิงเย็บผ้า นำหน้าเศรษฐกิจ พิชิตความจน ชุมชนเข้มแข็ง”

วันนี้จึงกล่าวได้ว่า ร่องฟอง คือหมู่บ้านตีเหล็กใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เพราะกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนในทุกหมู่บ้านของตำบลร่องฟองจะประกอบอาชีพตีเหล็ก

วิถีชีวิตของคนตีเหล็กแห่งร่องฟอง จึงนับเป็นอีกหนึ่งสีสันที่น่าสนใจของจังหวัดแพร่แห่งนี้

มารู้จัก ร่องฟอง

ร่องฟอง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ระยะทางห่างจากอำเภอเมืองแพร่ ประมาณ 7 กิโลเมตร การเดินทางมาสู่ตำบลร่องฟอง จะใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 101 (สายแพร่-น่าน) ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1101 จะพบป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้าน

ตำบลร่องฟอง มีพื้นที่ประมาณ 9.5 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5,937 ไร่

จากข้อมูลแนะนำของจังหวัดแพร่ ได้บอกว่า ดั้งเดิมหมู่บ้านร่องฟองเป็นชาวไทยใหญ่ ชาวบ้านตั้งหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ที่นี่ ที่มีห้วยน้ำไหลผ่านหมู่บ้าน ห้วยน้ำนั้นถูกเรียกชื่อว่าห้วยฮ่องฟอง ซึ่ง คำว่า “ฮ่องฟอง” เป็นภาษาพื้นเมืองที่บรรพบุรุษได้ตั้งชื่อไว้เนื่องมาจากเมื่อถึงฤดูฝน จะมีน้ำไหลลงมาจากภูเขาด้านตะวันออก น้ำที่ไหลลงมาจะกระทบกับโขดหินตามลำห้วย แตกกระเซ็นเป็นฟองเต็มลำห้วยทุกๆ ปี จึงเรียกชื่อลำห้วยนี้ว่า “ห้วยร่องฟอง”

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของลำห้วยแห่งนี้ บรรพบุรุษจึงตั้งรกรากตามแนวลำห้วย และเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ตามชื่อของลำห้วยว่า “หมู่บ้านร่องฟอง” ตั้งแต่เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2401 จนถึงปัจจุบัน

แต่เดิมนั้นเป็น หมู่ที่ 3 ของตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ มีประชากร ประมาณ 30 กว่าหลังคาเรือน โดยมีบ่หลักเสนา เสนาธรรม เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้านร่องฟอง อาชีพหลักคือ การเกษตร อาชีพเสริมคือ รับจ้างเย็บผ้าที่ตำบลทุ่งโฮ้ง นอกจากนี้ ยังมีอาชีพทำล้อเกวียนจำหน่าย เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนในขณะนั้น

ต่อมามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้น จึงเปลี่ยนจากการรับจ้างเย็บผ้าและรับจ้างตีเหล็กจากตำบลทุ่งโฮ้ง มาทำโรงงานตีเหล็กและเย็บผ้ากันเองที่หมู่บ้านร่องฟอง ในสมัยก่อนยังมีการประกอบอาชีพตีเหล็กและเย็บผ้าน้อย บางครัวเรือนจึงรวมทุนกันทำโดยใช้แรงงานในครัวเรือนและบรรดาญาติพี่น้องเป็นหลัก ยังไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยจึงใช้แรงงานคนในการทำงาน เช่น การตีหุ่นมีด การสูบลมเป่าไฟ การลับและขัดมีดให้มีความขาวคม และเผาถ่านเองเพื่อเป็นวัตถุดิบในการเผาเหล็ก

ต่อมาการบริหารงานของฝ่ายปกครองมีความสามัคคี ประชากรมีความเข้มแข็ง ประกอบกับเพื่อการได้มาซึ่งงบประมาณมาพัฒนาชุมชนอย่างเป็นเอกเทศ เพื่อความเจริญในหลายๆ ด้าน จึงมีการแยกหมู่บ้านออกเป็น 5 หมู่บ้าน และสถาปนาตนเองตั้งเป็นตำบลร่องฟอง

ตำบลร่องฟอง เป็นตำบลเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมในครัวเรือน มีอาชีพหลักคือ ตีเหล็กและเย็บผ้า ส่วนด้านการเกษตรเป็นอาชีพเสริม โดยรวมแล้วประชาชนภายในตำบลร่องฟอง ผู้ชายจะตีเหล็ก ผู้หญิงจะเย็บผ้า สามารถสร้างรายได้ภายในครอบครัวตลอดทั้งปี

หลังปี”30 ชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

แต่ที่สำคัญอีกประการคือ ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพตีเหล็ก ได้มีการรวมตัวกันและจัดตั้งเป็นกลุ่มขึ้น ภายใต้ชื่อว่า “กลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟอง” ปัจจุบันมี ด.ต. อดุลย์ แก้วศิริพันธ์ เป็นประธานกลุ่ม

กลุ่มตีเหล็กได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2545 จากกลุ่มตีเหล็กหมู่บ้าน 5 หมู่บ้าน ร่วมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มเครือข่ายตำบล โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริการส่วนตำบลร่องฟอง องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีสมาชิกทั้งสิ้น 189 คน

คุณรวิฉัตร ฉรากาหมุด ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง กล่าวว่า ตอนนี้ผลิตภัณฑ์จากอาชีพการตีเหล็กของร่องฟองนั้นถือว่าเป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดแพร่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ทั้งนี้ในส่วนของการสนับสนุนของ อบต. นั้น จะเน้นด้านการช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลของทางกลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

สำหรับการประกอบอาชีพการตีเหล็กของคนร่องฟองส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่ในบริเวณบ้านสร้างเป็นโรงงานขนาดย่อม ที่ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ในการผลิตอย่างครบขั้นตอนตามความถนัดของแต่ละผู้ผลิต

คุณเกรียง น้ำหล่าย อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 3 ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โทร. (081) 602-4944 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเหรัญญิกกลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟองกล่าวว่า สำหรับอาชีพการตีเหล็กนั้น เป็นอาชีพที่สืบต่อมาจากพ่อแม่ หลายคนจึงมีประสบการณ์ในการตีเหล็กมาตลอดชีวิต

“ผมเกิดมาก็เห็นแล้วพ่อแม่ทำกัน แต่ก่อนทำเสร็จก็เอาไปขาย ใกล้ๆ ก็เดินไป ไกลๆ ก็ขึ้นรถไฟ” เหรัญญิกกลุ่มกล่าว

ซึ่งในวันนี้ชายผู้นี้ได้เปิดโรงงานผลิตเคียวคุณภาพเป็นของตนเอง

โดยเขากล่าวต่อไปว่า สำหรับการผลิตของแต่ละเจ้านั้น จะผลิตงานที่แตกต่างกันตามความถนัดและตามคำสั่งซื้อที่เข้ามา

“จะคละกันไป แต่ละเจ้าจะมีความสามารถในการผลิตตามความถนัด บางคนทำเคียวอย่างเดียว แต่บางคนก็ทำมีดด้วยเคียวด้วย บางคนก็ทำเคียว มีด จอบ เสียม เป็นต้น แต่ที่สำคัญทุกอย่างขึ้นอยู่กับการสั่งซื้อของลูกค้า ว่าต้องการอะไร เราก็จะผลิตให้ตามนั้น”

ในขณะที่ คุณสำราญ กาทองทุ่ง รองประธานกลุ่ม ที่ได้เปิดโรงงานผลิตมีดชนิดต่างๆ ไม่ว่ามีดขอประเภทต่างๆ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 3 ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โทร. (081) 594-2824 ได้สะท้อนถึงความต้องการของผู้ซื้อว่า เพราะสามารถตอบสนองได้ตามความต้องการของลูกค้าทุกผลิตภัณฑ์

“ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้ในครัวเรือน หรือในภาคการเกษตร เราสามารถทำได้ตามความต้องการทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่า ลูกค้าต้องการใช้อะไร แบบไหน ขอให้สั่งมา เราสามารถผลิตได้หมด”

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้จากทางกลุ่มตีเหล็กชี้ให้เห็นว่า ศักยภาพในการผลิตของตำบลร่องฟองนั้นสูงมาก และสามารถผลิตผลิตภัณฑ์จากเหล็กได้ทุกชนิด

“จังหวัดอื่นๆ การผลิตในแต่ละวันจะทำได้ไม่มากเท่าที่นี่ ที่ร่องฟอง แค่บ้านเดียว สามารถผลิตได้มาก อย่าง มีดพร้า วันหนึ่งเป็นพันเล่ม นี่ก็สามารถทำได้ เคียวเป็นหมื่นเล่มก็ทำได้”

สำหรับชื่อชั้นของร่องฟองในฐานะแหล่งตีเหล็กเพื่อทำอุปกรณ์การเกษตร เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ทางกลุ่มตีเหล็กบอกว่า เริ่มหลัง ปี 2530 ที่เริ่มมีพ่อค้าเข้ามาสั่งซื้อมากขึ้น จนเกิดการขยายกำลังการผลิต มีการพัฒนารูปแบบการผลิต ด้วยการนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้งาน ทำให้สามารถผลิตได้ไวและในปริมาณที่มากขึ้น

“ทุกวันนี้จะมีคนจากจังหวัดต่างๆ ที่ทางส่วนราชการพามาดูงานอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อกลับไปทำแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่ประสบความสำเร็จเหมือนที่ร่องฟอง” เหรัญญิกกล่าว

ตามไปดูขั้นตอนการผลิต

“แต่ละบ้านจะมีช่างประจำไว้เลย โดยค่าแรงนั้นจะให้ราคาเป็นรายชิ้นงาน อยู่ที่ความยากง่ายของงาน เช่น มีด เล่มละ 7 บาท วันหนึ่งถ้าทำมีดได้ 100 เล่ม ก็จะได้เงิน 700 บาท แต่บางคนวันหนึ่งได้เป็นพันบาทก็มี”

จากคำอธิบายของทางกลุ่ม ทำให้รู้ว่าจะมาเป็นช่างตีเหล็กได้นั้น ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เพราะแต่ละขั้นตอนจะมีวิธีการที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความชำนาญ ดังนั้น ผู้สนใจที่จะเข้ามาเป็นช่างตีเหล็กนั้น ต้องฝึกฝนอย่างมาก

“อย่างน้อยต้องฝึกทำก่อน ประมาณ 1 ปี แต่จะสวยหรือไม่นั้นต้องว่ากันอีกทีหนึ่ง แรกๆ ก็ต้องเป็นเด็กจ้างรายวันก่อน ช่วยขนอุปกรณ์ช่วยหยิบช่วยจับไปก่อน พร้อมๆ กับค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้และสังเกต เรียกว่าต้องอาศัยทั้งความขยันใส่ใจและพรสวรรค์”

แม้อาชีพการตีเหล็กจะสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อกังวลในมวลสมาชิกคนตีเหล็กแห่งร่องฟองคือ เยาวชนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาสืบทอด

“เด็กๆ ส่วนใหญ่จะไปเรียนหนังสือ จบแล้วก็จะไปทำงานที่อื่นกันเป็นส่วนใหญ่ เราก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าต่อไปใครจะมาสืบทอด และที่สำคัญแรงงานที่จะมาทำงานในอาชีพหาได้น้อยลง ดังนั้น หนทางแก้ไขที่เราทำได้ตอนนี้คือการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงาน” เหรัญญิกกลุ่มกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ การก้าวต่อไปในอาชีพนี้

พร้อมกันนี้ทางกลุ่มตีเหล็กยังได้ให้ข้อมูลถึงรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจำหน่ายว่า

“รูปแบบของการผลิตผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างนั้น โดยรวมๆ จะใช้ในลักษณะเดียวกัน อย่าง จอบ เสียม แต่มีด ขอ หรือเคียวนั้นแต่ละภาคจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานของพื้นที่ อย่าง มีดพร้า ทางภาคใต้ ก็จะไปอีกแบบหนึ่ง ชอบแบบสันมีดหนาและโค้ง ส่วนภาคเหนือ ชอบมีดแบบตรง ถ้าไปทางภาคกลาง จะไปอีกแบบหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะใช้รูปแบบของพื้นที่นั้นๆ มาเป็นต้นแบบในการผลิต เรียกว่าเอาความนิยมและความต้องการใช้ของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นที่ตั้ง ภาคกลางชอบเคียวใหญ่ เราก็ผลิตเคียวใหญ่ไปขาย ภาคเหนือชอบเคียวเล็ก เราก็ผลิตเคียวเล็กไปขาย”

“ส่วนต่างประเทศ อย่างเขมร ส่วนมากจะใช้เหมือนกับของบ้านเรา ที่สั่งให้ทำส่วนใหญ่ไม่ค่อยแตกต่าง แต่ทางมาเลเซียบางอย่างไม่เหมือน เช่น ขอ ก็จะไปอีกแบบหนึ่ง”

สำหรับขั้นตอนในการผลิตนั้น จะมีดังนี้

1. นำเหล็กมาตัดให้เป็นรูปร่างของผลิตภัณฑ์ที่จะทำ โดยปัจจุบันจะใช้เครื่องจักรมาตัดให้ได้หุ่นตามที่ต้องการ

2. นำเหล็กที่ตัดเป็นรูปร่างเข้าเตาเผา ซึ่งเรียกว่า เตาเส่า ในสมัยโบราณใช้คนสูบเส่า แต่ในปัจจุบันใช้พัดลมมอเตอร์แทนการสูบเส่าด้วยคน เผาเหล็กให้ร้อนแดง

3. นำเหล็กที่เผาจนร้อนแดงมาตี เรียกว่า “การโขก” โดยใช้คีมคีบเหล็กที่ร้อนแดงขึ้นวางบนทั่ง ใช้ค้อนตีเพื่อขึ้นรูปร่าง เรียกว่า “แถก” การขึ้นรูปร่างอาจจะเผาและตีหลายๆ ครั้ง

4. นำแถกมาตีให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ เช่น มีด จอบ เสียม เป็นต้น

5. นำมาตกแต่งให้คม ในสมัยก่อนใช้กาดตกแต่งผิวให้เรียบ คม แหลม ตามความต้องการ แต่ในปัจจุบันใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าใจกันในภาษาชาวบ้านเรียกว่า “เครื่องเจียหัวหมู”

6. นำมีด เคียว จอบ เป็นต้น ที่แต่งคมเรียบร้อยแล้วมาชุบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความคมและแข็ง ตามต้องการ วิธีการชุบ จะนำเหล็กที่ขึ้นรูปร่างแล้ว เผาไฟให้แดง แล้วนำไปชุบน้ำ

7. ตกแต่ง ใส่ด้าม ทาน้ำมัน ติดเครื่องหมายการค้า

8. จากนั้นจึงสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือ การจำหน่าย โดยมีทั้งจำหน่ายปลีกและส่ง ทั่วประเทศ

“หลังจากตีออกมาเสร็จแล้ว เจ้าของโรงงานจะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพ มีด จอบ เสียม และอื่นๆ ที่ทำออกมา ถ้าไม่สวย ก็ตำหนิกันหน่อย แต่ส่วนมากไม่เคยผิดเพี้ยนอะไร เพราะทำกันมานานจนชำนาญ รู้ว่าต้องทำออกมาอย่างไร จึงสวยถูกใจ”

สำหรับผลิตภัณฑ์จากเหล็กที่เกิดจากการตีเหล็กของกลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟองนั้น มีด้วยกันอย่างหลากหลาย ดังนี้

– เคียวเกี่ยวข้าวหรือหญ้า จะทำจากเหล็กกล้า คมเป็นเขี้ยวคล้ายใบเลื่อย มักจะผลิตออกมา 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่

– เสียมพลั่ว ทำจากเหล็กกล้า มี 2 ชนิด คือ หนาและบาง มีขนาดความกว้าง ตั้งแต่ 3-5 นิ้ว ใช้ขุดดินโคลน

– จอบดายหญ้า ทำจากเหล็กแผ่นกล้า ใช้ดายหญ้า ขุดดิน เหมือนจอบทั่วไป

– มีดเดินป่า ใช้งานได้อเนกประสงค์ ทำจากเหล็กกล้าขัดขาว เหมาะสำหรับพกติดตัว เก็บไว้ในรถใช้ยามฉุกเฉิน

– มีดหวด ใช้ตัดไม้และถากหญ้า ผลิตทั่วไป มี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 0.5 กิโลกรัม ขนาดกลาง 0.7-0.8 กิโลกรัม และขนาดใหญ่ 1.00 กิโลกรัม ขึ้นไป

– มีดถางและมีดโต้ ตัดและถางหญ้าขนาดเล็ก มีหลายลักษณะใช้งานตามภาวะท้องที่ และขนาดของหญ้า

– มีดโต้ตัดไม้ ผลิต 3 ชนิด คือ มีดโต้หัวตัด มีดโต้หัวกลม และมีดโต้ใหญ่

– มีดถาง ใช้ถางหญ้า ลำตัวงอเพื่อสะดวกในการใช้งาน มีอยู่ 2 ชนิด คือ มีดถาง 2 คม และมีดถางคมเดียว

– คราด ใช้เกี่ยวหญ้า ขูดหญ้า พรวนดิน ทำจากเหล็กเส้นทั่วไป

ขายทั้งในและนอกประเทศ กระจาย

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ ในสมัยก่อนผู้ผลิตจะเป็นผู้นำออกจำหน่ายเอง โดยนำวางขายในบ้านของตนเองหรือนำไปวางขายในตลาดสด เป็นการหารายได้เพิ่มเติมให้กับตนเองภายหลังจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน ตามฤดูกาล

ต่อมาอุปกรณ์เหล่านี้มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนเรามากยิ่งขึ้น ปริมาณการผลิตและการจำหน่ายมากยิ่งขึ้น มีข้อมูลที่บอกเล่าต่อกันมาว่า ประมาณช่วง พ.ศ. 2495-2502 ประมาณ ร้อยละ 80 ของจำนวนครัวเรือนประกอบอาชีพตีเหล็ก

นั่นหมายความว่า เกือบทุกครัวเรือนต่างประกอบอาชีพนี้

เมื่อความต้องการขยายตัวขึ้น ประมาณการผลิตและวิธีการจำหน่ายก็ขยายตัวขึ้นเช่นกันเดียวกัน โดยการขยายออกเป็นปริมาณกว้างและวิธีการจำหน่ายขยายจากในหมู่บ้านสู่อีกหมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง

จากวิธีการเดินเท้า เป็นจักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ รถไฟ จากจำหน่ายตามบ้าน เป็นการจำหน่ายให้แก่พ่อค้าคนกลาง ร้านค้า หรือตามเทศกาลงานประจำปี

“แต่วันนี้ต้องบอกว่า ผลิตภัณฑ์จากเหล็กของร่องฟองนั้น ไปทั้งในระดับประเทศ และส่งต่างประเทศแล้ว โดยประเทศที่มีการส่งไปจำหน่ายจะอยู่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน คือ พม่า ลาว กัมพูชา” คุณทองหลาด เสนาธรรม กรรมการกลุ่มตีเหล็กกล่าว

“อย่างผมเองจะทำเสียมเป็นหลัก วันหนึ่งจะสามารถผลิตได้ ประมาณ 200 ชิ้น โดยตลาดหลักจะส่งไปขายที่จังหวัดนครพนม เพราะมีพ่อค้ารับซื้อที่โน่น โดยแต่ก่อนนี้เขาเคยเดินทางมาซื้อในหมู่บ้าน และได้มาว่าจ้างให้ทำ ซึ่งติดต่อทำการค้ากันมานานกว่า 20 ปีแล้ว เราทำหน้าที่ผลิตและนำไปส่งเท่านั้น”

นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ คนตีเหล็กแห่งร่องฟอง วันนี้ทำหน้าที่ผลิตตามออเดอร์เพียงอย่างเดียว

“ของเราจะมีพ่อค้าที่เปิดร้านค้าขายในจังหวัดต่างๆ สั่งเข้ามาให้ผลิต พอได้ตามจำนวนก็จะบรรทุกขึ้นรถปิกอัพเอาไปส่งให้กับลูกค้า หน้าที่หลักคือ ผลิตและส่งของตามออเดอร์ให้เท่านั้น” กรรมการกลุ่มกล่าวและว่า

“การพัฒนาในอาชีพตีเหล็กของร่องฟองนั้น มีมาอย่างต่อเนื่อง จากใช้แรงลงแขกร่วมกันทำก็พัฒนามาสู่การใช้เครื่องจักร”

ทั้งนี้ ในมุมมองของผู้ผลิต คณะกรรมการกลุ่มตีเหล็กยืนยันว่า ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากเหล็กเพื่อทำการเกษตรนั้นยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เฉพาะในประเทศเท่านั้นแต่รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย

“ที่ผลิตให้ไม่ทันตามที่สั่งซื้อมาก็มี ทุกอย่างจะเป็นช่วงๆ”

ในขณะที่ความต้องการของประเทศเพื่อนบ้านนั้นมีข้อมูลจากกลุ่มตีเหล็กร่องฟองว่าขยายตัวรวดเร็วมากและยังต้องการใช้มาก สังเกตจากพ่อค้าตามจังหวัดชายแดนที่ซื้อไปขายต่อ จะมีการสั่งเข้ามากขึ้นและต่อเนื่อง อย่างเช่น เคียว ตอนนี้มีการสั่งกันมาก อาจเพราะยังไม่มีการใช้เครื่องจักรกลเข้ามาทำงานในนามากเหมือนเมืองไทย

โดยปกติแล้วอายุการใช้งานของมีดหรืออุปกรณ์อื่นๆ จะอยู่ประมาณ 1 ปี จะหมดคม จะต้องเปลี่ยนใหม่ และอีกประการในการใช้อุปกรณ์ทำการเกษตร เกษตรกรแต่ละคนจะไม่มีแค่ชิ้นเดียว แต่จะมีหลายชิ้น อย่างเช่น มีด คนหนึ่งต้องมีไม่ต่ำกว่า 3-4 เล่ม เอาไว้ใช้งานที่แตกต่างกันไป

“แต่ก่อนนี้คนแถวนี้บางคนมีอาชีพรับจ้างลับมีด ตระเวนไปรับจ้างลับมีด ทำคมใหม่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว สาเหตุต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้อาชีพการตีเหล็กของร่องฟองยังสามารถไปได้อย่างสบาย” หนึ่งในกรรมการกล่าว

สร้างจุดต่าง

ด้วยราคาและคุณภาพ

สำหรับสิ่งที่เป็นจุดเด่นและกลายเป็นแรงดึงดูดให้พ่อค้าจากทั่วประเทศสั่งผลิตภัณฑ์จากเหล็กของร่องฟองไปจำหน่าย คุณชน กาทองทุ่ง กรรมการกลุ่มตีเหล็ก และเป็นเจ้าของโรงงานผลิตเคียวคุณภาพเยี่ยม ที่รับว่าคมทุกเล่ม ซึ่งตั้งโรงงานอยู่เลขที่ 15 หมู่ที่ 2 ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โทร. (083) 861-1434 บอกว่า เรื่องของคุณภาพนั้นทางกลุ่มตีเหล็กสามารถทำได้ตามความต้องการของผู้ซื้อ ทั้งนี้เพราะคุณภาพชิ้นงานจะดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเหล็กที่นำมาผลิต

“ขึ้นอยู่กับลูกค้าจะสั่งคุณภาพแบบนี้มามั้ย ถ้าต้องการของคุณภาพใช้เหล็กกล้าอย่างดี ราคาก็จะสูงขึ้น แต่ถ้าต้องการของคุณภาพต่ำลงมาหน่อย ราคาก็ต่ำลง เราก็จะใช้เหล็กอ่อนในการผลิตให้ ซึ่งสนนราคาที่จำหน่ายจะควบคู่กันไปกับคุณภาพสินค้า”

ส่วนราคานั้นทางเจ้าของโรงตีเหล็กจะตกลงกับผู้สั่งซื้อ ตั้งแต่นำแบบมาส่งให้ โดยทางผู้ซื้อจะแจ้งมาว่าต้องการรูปแบบนี้ ให้ราคาต่อชิ้นเท่านี้ ถ้าเป็นราคาที่พึงพอใจกันทั้งสองฝ่าย การดำเนินธุรกิจร่วมกันก็จะดำเนินต่อไป

“ส่วนมากจะเป็นผู้ซื้อเจ้าเก่า ที่ติดต่อสั่งกันมานาน แต่ละเจ้าก็จะมีพ่อค้าเจ้าประจำกัน ซึ่งจะบอกกันครั้งแรกเท่านั้นว่า ให้ราคาเท่าไร แต่หลังจากนั้นจะรู้กันโดยอัตโนมัติเลยว่า มีดแบบนี้ราคาค่าทำเล่มละเท่าไร เสียมเท่าไร จอบเท่าไร”

“จะทำสัญญากันเป็นปีๆ เลย เพื่อให้สามารถผลิตเคียวให้ทันได้ความต้องการ”

ส่วนการสั่งซื้อนั้น ทางกลุ่มตีเหล็กให้ข้อมูลในภาพรวมว่า ลูกค้าที่สั่งซื้อไปขายในแต่ละจังหวัดนั้น ส่วนมากจะสั่งซื้อคละชนิดกัน สั่งหลายๆ อย่างรวมกัน

“บางเจ้าที่ไปส่งเที่ยวหนึ่งจะมีสินค้ารวมๆ กันไปกว่า 10,000 ชิ้น โดยราคาขายที่ปลายทางนั้น ทางพ่อค้าที่ซื้อเขาก็จะบวกเพิ่มเอง ซึ่งแน่นอนว่าต้องเอากำไรมากหน่อย แต่ในส่วนของคนตีเหล็กอย่างพวกเรา แต่ละชิ้นเอากำไรไม่มาก แต่เน้นที่ปริมาณ ถ้าสั่งมากก็จะได้กำไรมาก” หนึ่งในกลุ่มสมาชิกกล่าว

ทั้งนี้ สำหรับเหล็กที่นำมาผลิตนั้น ทางกลุ่มบอกว่าส่วนมากจะสั่งซื้อจากร้านค้าในจังหวัด โดยจะมีชนิดของเหล็กให้เลือกใช้งานได้ตามต้องการ

“เดือนหนึ่งที่ร่องฟองของเราใช้เหล็กในปริมาณหลายร้อยตัน”

ส่วนข้อแนะนำในการเลือกซื้อเครื่องเหล็กเพื่อการเกษตรมาใช้งาน ทางกลุ่มมีข้อแนะนำว่า ส่วนมากในการเลือกซื้อจะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ว่าเคยใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากช่างคนไหน ยี่ห้ออะไร

“อย่าง มีด ส่วนมากจะมีการตีเครื่องหมายของช่างแต่ละคนไว้ เพื่อให้รู้ว่ามีดเล่มนี้ผลิตมาจากช่างที่ไหน ดังนั้น เกษตรกรที่ใช้ส่วนมากจะจำตราที่ตีกันไว้ หรือเป็นสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้ เมื่อต้องการซื้อของใหม่มาใช้จะเลือกตรายี่ห้อเดิม เรียกว่าถ้ามีดหรือจอบไปดังที่จังหวัดไหน เกษตรกรจากจังหวัดนั้นก็จะซื้อยี่ห้อนั้น ดังนั้น ช่างตีเหล็กที่ต้องการขายของดีมีลูกค้าซื้อตลอด จึงต้องเลือกที่จะผลิตสินค้ามีคุณภาพ ใช้เหล็กที่เป็นวัตถุดิบต้องดีหนา เกษตรกรซื้อไปใช้งานได้ดีเป็นสำคัญ” กรรมการกลุ่มกล่าว

“ยิ่งมีการเปิดตลาด AEC ด้วย อย่างผมมองว่าเป็นโอกาสที่จะสามารถขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ อย่างเหล็ก ที่จะเข้ามาจากจีนจากพม่าได้ จะมีส่วนทำให้ราคาต้นทุนต่ำลง ผมมองว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งตอนนี้เราเองก็ได้วางแผนเพื่อรองรับการเปิดตลาด AEC ไว้แล้ว” คุณชน กล่าว

สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อกับกลุ่มตีเหล็กร่องฟอง สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มตีเหล็กตำบลร่องฟอง หมู่ที่ 3 ตำบลร่องฟอง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เบอร์โทร. ประธานกลุ่ม ด.ต. อดุลย์ แก้วศิริพันธ์ (086) 190-7961 หรือติดต่อผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง โทร. (054) 651-654

หมายเหตุ : ขอขอบคุณ ข้อมูลจากส่วนการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนตำบลร่องฟอง

วิวัฒนาการการตีเหล็กของร่องฟอง

ช่วงระยะเวลากว่า 150 ปีที่ผ่านมา การตีเหล็กของชาวบ้านร่องฟอง ได้มีวิวัฒนาการมาโดยตลอด ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม ทั้งอุปกรณ์การผลิต วิธีการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้น ตลอดถึงการตลาด การจำหน่าย เกิดมีโรงงานตีเหล็กขึ้นหลายแห่ง ใช้เทคโนโลยีในการผลิตบางขั้นตอนผสมผสานกับการผลิตด้วยมือ ซึ่งบางขั้นตอนที่ต้องการความละเอียดสวยงาม คงทน ตามความต้องการของผู้ใช้จะต้องผลิตด้วยมือ

วิวัฒนาการของอุปกรณ์การผลิต

1. เส่า หรือสูบเส่า จากความต้องการลมเป่าจากเครื่องสูบเส่า ปัจจุบันพัฒนามาใช้พัดลมมอเตอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องเป่าผมของร้านเสริมสวย แต่มีขนาดใหญ่กว่า ปิด-เปิด สวิตช์ไฟฟ้าให้ลมเป่าได้ตามต้องการ จะประหยัดพลังงานคนได้อีก 1 คน ที่ต้องการสูบเส่าประจำ

2. ค้อนตีเหล็ก ปัจจุบันพัฒนามาเป็นเครื่องตีเหล็กไฟฟ้า เป็นเหล็กกระทุ้งเพื่อกระทบเหล็กที่เผาให้ร้อนแดงขึ้นรูปได้ตามความต้องการ แต่ไม่สามารถขึ้นรูปละเอียดได้ ยังคงต้องใช้ค้อนตีตกแต่งรายละเอียดอีกขั้นตอนหนึ่ง

3. กาด การแต่งผิว ปัจจุบันใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า เข้าใจกันในภาษาชาวบ้านว่า เครื่องเจียหัวหมู คือเป็นเครื่องเจียระไนชนิดมือถือ นำมาตกแต่งผิวเหล็กให้เรียบและสวยงามรวดเร็วกว่าการใช้ในสมัยก่อนมาก

4. สกัด ใช้ตัดเหล็ก ปัจจุบันพัฒนามาใช้กรรไกรตัดเหล็ก

ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ทั่งขึ้นรูป คีม อ่างน้ำ ยังมีความจำเป็นต้องใช้อยู่ และนอกจากนั้น ยังได้นำอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเครื่องทุ่นแรงเข้ามาใช้อีกมาก เช่น สว่านไฟฟ้า เลื่อยไฟฟ้า เครื่องดัดเหล็ก เครื่องตัดเหล็ก เป็นต้น

ย้อนรอย อุปกรณ์ตีเหล็กของคนร่องฟอง

การตีเหล็กในสมัยโบราณ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ อาศัยภูมิปัญญาความรู้ที่สืบทอดมาจากปู่ ย่า ตา ยาย อาศัยหลักธรรมชาติ ต้องใช้พละกำลังในการผลิต ขณะเดียวกันไม่ลืมที่จะเคารพต่อสิ่งที่เหนือธรรมชาติ เช่น การไหว้ผีเตาเส่า เป็นต้น

อุปกรณ์ในการตีเหล็ก มีดังนี้

1. เส่า หรือเตาเส่า หรือสูบเส่า มีลักษณะเป็นกระบอกสูบคล้ายกระบอกสูบลมหรืออัดลมในปัจจุบัน แต่มีขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-8 นิ้ว สูงประมาณ 1.50 เมตร ทำด้วยแผ่นสังกะสีชนิดเรียบม้วนเป็นวงกลม หรือใช้ไม้เจาะเป็นรูกลวงข้างใน มีไม้แกนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว เป็นแกน พันด้วยผ้าไว้ที่ปลายไม้ให้ใหญ่พอดีกับกระบอกสูบ ต่อท่อซึ่งพอกด้วยดินไปสู่เตาเผา ชักแกนขึ้นลง เพื่อส่งลมไปสู่เตาเวลาก่อไฟให้แดงร้อนตลอดเวลาแต่ในปัจจุบันการตีเหล็กของคนร่องฟอง จะไม่ได้ใช้เส่าหรือเตาเส่าหรือสูบเส่าแบบเก่าอีกแล้ว แต่พัฒนามาใช้พัดลมมอเตอร์ แทน

2. ค้อนตีเหล็ก เป็นท่อนเหล็กตัน เส้นผ่าศูนย์กลางตามขนาดและความจำเป็น 1-4 นิ้ว ยาวประมาณ 1-6 นิ้ว ต่อติดกับไม้เป็นด้ามยาว ตั้งแต่ 0.50 เมตร ถึง 1.50 เมตร ใช้ตีเหล็กให้เป็นรูปตามต้องการ

3. ทั่ง เป็นท่อนเหล็กตัน ขนาดเล็กหรือใหญ่ตามความจำเป็น ใช้ตอกยึดติดกับท่อนไม้ขนาดใหญ่ เพื่อรองรับเหล็กหรือวางเหล็กที่เผาร้อนแดงแล้ว และใช้ค้อนตีเหล็กตีให้ได้ตามรูปแบบ

4. คีม ลักษณะเป็นคีมเหล็ก ใช้เหล็ก 2 ชิ้น ยึดติดกันด้วยสลัก เหมือนคีมอุปกรณ์ซ่อมเครื่องยนต์ในปัจจุบัน แต่มีขนาดด้ามที่ยาวกว่า ใช้จับเหล็กออกจากเตาไฟและจับเหล็กที่เผาแล้ววางบนทั่งให้ช่างตีเหล็กตีขึ้นรูป

5. ทั่งขึ้นรูป เป็นเหล็กรูปทรงต่างๆ ยึดติดกับท่อนไม้ สำหรับขึ้นรูปทรงผลิตภัณฑ์เหล็ก เช่น ใช้ขึ้นรูปด้ามหรือส่วนโค้ง มีด เสียม เคียว เป็นต้น

6. กาด เป็นเครื่องมือใช้ตกแต่งผิวอุปกรณ์ให้เรียบ คม แหลม ตามความต้องการ เป็นเหล็กกล้าคล้ายพร้า ขนาดกว้างประมาณ 1.50 นิ้ว ยาว 15 นิ้ว มีด้ามจับ 2 ข้าง

7. สกัด เป็นเหล็กกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 นิ้ว ยาวประมาณ 8 นิ้ว มีทั้งชนิดปลายแหลมและปลายแบนคล้ายสิ่ว ใช้ตัดเหล็ก เจาะรูอุปกรณ์ หรือขึ้นรูปอุปกรณ์ หรือบางครั้งใช้เจาะหรือสกัดสลักชื่อสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายของผู้ผลิต

8. อ่างน้ำ เป็นอ่างเก็บน้ำที่ทำด้วยดินเผา (ในปัจจุบันจะทำด้วยปูนซีเมนต์) มีน้ำอยู่ในอ่างเพื่อชุบอุปกรณ์เหล็กที่ร้อนหรือชุบอุปกรณ์เหล็กที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้มีความแข็งตามต้องการ

9. ถ่าน เป็นถ่านที่ใช้หุงต้ม เช่นเดียวกับถ่านไม้ในปัจจุบัน ใช้เผาเหล็กให้ร้อนแดงและอ่อน สามารถตีหรือดัดให้ได้รูปทรงตามต้องการ

10. เหล็ก เป็นเหล็กที่มีอยู่ทั่วไป ในสมัยก่อนเหล็กหายากและไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด ชาวบ้านหรือร้านตีเหล็กจะอาศัยเศษเหล็กจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ชำรุด เช่น เศษเหล็กจากรถยนต์ เป็นต้น

ขั้นตอนการตีเหล็ก

1. นำหล็กมาตัดให้เป็นรูปร่างของผลิตภัณฑ์ที่จะทำ

2. นำเหล็กที่ตัดเป็นรูปร่างเข้าเตา เผาเหล็กให้ร้อนแดง

3. นำเหล็กที่เผาจนร้อนแดงมาโขก โดยใช้คีมคีบเหล็กที่ร้อนแดงขึ้นวางบนทั่ง ใช้ค้อนตีเพื่อขึ้นรูปร่าง หรือเรียกว่า “แถก”

4. นำแถกมาตีให้เป็นรูปร่างตามที่ต้องการ

5. นำมาตกแต่งให้คม โดยใช้เครื่องเจียหัวหมู

6. นำแต่งคมเรียบร้อยแล้ว มาชุบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความคมและแข็ง

7. ตกแต่ง ใส่ด้าม ทาน้ำมัน ติดเครื่องหมายการค้า

 

โคดำเมืองแพร่ หนึ่งสายพันธุ์โคคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสิรฐ

โคดำเมืองแพร่ หนึ่งสายพันธุ์โคคุณภาพ

“การดำเนินการโครงการได้เริ่มอย่างจริงจัง ในปี 2554 ภายใต้การสนับสนุนผลักดันจาก “ส.ส. วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล และหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง”

คุณเอกพงษ์ บุญมา ปศุสัตว์จังหวัดแพร่ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการเลี้ยงโคดำเมืองแพร่ หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า “แบล็คโกศัย” ที่วันนี้กำลังเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจและจะเป็นอนาคตที่สำคัญของจังหวัดแพร่

การส่งเสริมการเลี้ยงโคดำเมืองแพร่ เป็นไปตามการดำเนินนโยบายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพดีจังหวัดแพร่ เพื่อเป็นการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อในจังหวัด ให้พร้อมสำหรับเป็นโคเนื้อพื้นฐานที่จะพัฒนาเป็นโคขุนสายพันธุ์ดี เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อที่มีคุณภาพดี มีไขมันแทรกสูง เป็นที่ต้องการของตลาดทุกระดับ โดยการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อจากสายพันธุ์ที่เกษตรกรเลี้ยงอยู่แล้ว ด้วยวิธีการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อพันธุ์ดี

สำหรับโคดำเมืองแพร่นั้น เป็นการนำเอาน้ำเชื้อของสายพันธุ์โคยุโรปเข้ามาผสมกับโคพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรในพื้นที่ โดยเน้นไปที่สายพันธุ์แองกัส ซึ่งเป็นโคเนื้อจากทวีปยุโรปจะได้ลูกโคเนื้อพันธุ์ผสมที่มีลักษณะดี คือเลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้เนื้อเยอะ สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนได้ดี

ทั้งนี้ การส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพนั้น ปศุสัตว์จังหวัดแพร่บอกว่า เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของจังหวัดที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูงออกจำหน่าย ซึ่งนอกจากโคเนื้อแล้ว ยังมี ข้าว เป็นสินค้าคุณภาพอีกชนิดหนึ่ง

เร่งสร้างโคดำเมืองแพร่

จากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องภายใต้แผนงานต่างๆ ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงทำให้ในวันนี้การเลี้ยงโคดำเมืองแพร่ได้ขยายออกไปได้อย่างน่าพอใจ

โดยแผนงานที่ดำเนินการคือ กระบวนการต้นน้ำ อันได้แก่ การพัฒนาสายพันธุ์โคของเกษตรกรให้เป็นโคดำเมืองแพร่ ซึ่งมีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการถึง 1,900 ราย ด้วยวิธีการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อโคพันธุ์แองกัส

โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ผสมเทียมของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่ ได้ดำเนินการออกผสมเทียมน้ำเชื้อให้กับโคพื้นเมืองของเกษตรกรในพื้นที่ จนทำให้หลายพื้นที่มีสายพันธุ์โคดำเมืองแพร่สวยๆ ออกมาอวดสายตาอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การสร้างสายพันธุ์ใหม่ แต่เราต้องการลูกผสมโคแองกัสที่จะเป็นโคดำเมืองแพร่ โดยเป็นโคที่มีสายเลือดแองกัส 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสายเลือดที่สามารถเจริญเติบโตเร็วและมีคุณภาพเนื้อดี”

โดยปศุสัตว์จังหวัดแพร่กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการเริ่มดำเนินการได้ส่งเสริมการผสมเทียมให้กับโคของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2554 ได้ประมาณ 900 กว่าตัว ปี 2556 ได้จำนวน 2,000 กว่าตัว และปี 2556 ผสมเทียมได้อีก 3,500 กว่าตัว และในปี 2557 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะต้องผสมเทียมให้กับโคของเกษตรกรให้ได้อีกไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัว

“จากงานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพซาก พบว่า โคดำเมืองแพร่ที่ผ่านการเลี้ยงขุน ประมาณ 7 เดือน ได้น้ำหนักตัวถึง 590 กิโลกรัม และเมื่อชำแหละเป็นซากแล้วเหลือน้ำหนักประมาณ 323 กิโลกรัม หรือปริมาณซากประมาณ 58 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คุณภาพของเนื้อดีมาก และไขมันแทรกอยู่ในระดับดีเช่นกัน ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นราคา ที่กิโลกรัมละ 300 บาท ตัวหนึ่งจะสามารถสร้างรายได้ถึงประมาณ 1 แสนกว่าบาท”

ทั้งนี้ จากผลของการดำเนินงานในการผสมเทียมให้กับโคของเกษตรกรพบว่า ลูกโคที่ได้ออกมามีคุณภาพดี อัตราการเจริญเติบโตเร็ว โดยปศุสัตว์จังหวัดแพร่ได้ยกตัวอย่างของเกษตรกรที่อำเภอหนองม่วงไข่ บอกว่าได้ลูกโคมา เมื่อเลี้ยงเพียง 8 เดือนกว่าๆ สามารถได้น้ำหนักต่อตัวถึง 180 กิโลกรัม มีผู้มาให้ราคาแล้วกว่า 23,000 บาท

“ตอนนี้ลูกโคชุดแรกที่เริ่มผสมเทียม ในปี 2554 ปรากฏว่า ถูกเกษตรกรและพ่อค้าจากจังหวัดอื่นเข้ามากว้านซื้อไปหมดแล้ว เพราะเป็นโคสวยและมีอัตราการเจริญเติบโตดีมาก ซึ่งทางสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่ก็ดีใจด้วยกับเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายโคได้ราคาดี แต่ในส่วนของการดำเนินโครงการก็มีผลกระทบบ้าง เพราะทำให้โครงการต้องสะดุดและช้ากว่าแผนที่กำหนด”

ทั้งนี้ปศุสัตว์จังหวัดแพร่บอกว่า ในปี 2558 คาดว่าจะเป็นปีแรกที่จะมีเนื้อโคดำเมืองแพร่ออกจำหน่ายในท้องตลาด

“ซึ่งตลาดที่เรามองนั้น ไม่ใช่มีเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่เมื่อเปิดตลาด AEC จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะรองรับเนื้อโคดำเมืองแพร่ได้เป็นอย่างดี” ปศุสัตว์จังหวัดแพร่กล่าว

พร้อมกันนี้ปศุสัตว์จังหวัดแพร่ยังได้กล่าวถึงการเตรียมการรองรับเกี่ยวกับการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดแพร่เพิ่มเติมว่า อีกส่วนที่สำคัญคือ ด้านพืชอาหาร ซึ่งได้มีนโยบายที่จะดำเนินการทั้งการส่งเสริมเกษตรกรปลูกหญ้าพันธุ์ดีอย่างหญ้าพันธุ์ปากช่อง 1 และการศึกษาวิจัยการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่ที่มีในฤดูกาลต่างๆ มาจัดทำเป็นสูตรอาหาร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปใช้ในการเลี้ยงโคเนื้อต่อไป

จัดงานใหญ่

โคดำเมืองแพร่ ทุกปี

ปศุสัตว์จังหวัดแพร่ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นด้านการเลี้ยง การปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อคุณภาพดี และประชาสัมพันธ์โคดำเมืองแพร่ (ลูกผสมแองกัส 50%) ที่เกิดขึ้นในเมืองแพร่ และเพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจหันมาเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพดีเพิ่มมากขึ้น สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่จึงได้มีการจัดงานโคดำเมืองแพร่ ขึ้นเป็นประจำทุกปี ประมาณช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

โดยในปี 2556 ที่ผ่านมา ได้จัดงานโคดำเมืองแพร่ 2013 ขึ้น เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา ที่สนามชนโค (ตลาดนัดโค-กระบือ ปัญญานะ) บ้านสันติธรรม ตำบลเหมืองหม้อ อำเภอเมือง โดยภายในงานกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การประกวดสัตว์และนิทรรศการโคเนื้อ 4 ประเภท คือโคเนื้อลูกผสมแองกัสเพศผู้ อายุ 6-12 เดือน, โคเนื้อลูกผสมแองกัส เพศเมีย อายุ 6-12 เดือน, โคเนื้อลูกผสมอเมริกันบราห์มัน เพศเมีย อายุ 1-2 ปี และโคเนื้อลูกผสมแองกัส เพศผู้อายุ 12 เดือน ขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังจะมีการประกวดผลผลิตด้านอาหารสัตว์คือ ประกวดหญ้าเนเปียร์ ปากช่อง 1, ประกวดหญ้าหมัก/ข้าวโพดหมัก, ประกวดฟางแห้งอัดฟ่อน, การจัดนิทรรศการ เช่น โคเนื้อด้านพันธุ์ การปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ และพืชอาหารสัตว์ การสาธิตการชนโค

ดังนั้น หากสนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงโคดำเมืองแพร่ งานโคดำที่จัดขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งงานที่น่าเยี่ยมชม

เกษตรกรชอบ

ขายได้ราคา

ทั้งนี้ ด้วยลักษณะที่ดีของโคดำเมืองแพร่ ที่คลอดลูกง่าย ลูกที่ได้ก็แข็งแรง กินเก่ง โตเร็ว ไม่เลือกชนิดของหญ้าที่กิน จึงได้กลายเป็นที่ชื่นชอบของเกษตรกร อย่างเช่น คุณหาญ เสนาหวาน อยู่บ้านเลขที่ 16/1 บ้านร่องกาด ตำบลร่องกาด อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ กล่าวว่า ขณะนี้เลี้ยงแม่โคพื้นเมืองกับไทยใหญ่ไว้ 1 แม่ โดยเลี้ยงเสริมรายได้ให้กับครอบครัว นอกเหนือจากอาชีพค้าขาย ซึ่งจะใช้พื้นที่ว่างบริเวณบ้านเป็นที่เลี้ยง และเก็บหญ้า ข้าวโพด มาให้กิน

“โคดำเมืองแพร่ เป็นโคที่เลี้ยงง่าย เลี้ยงแบบธรรมชาติ เป็นโคที่ไม่ดุ ให้ผลผลิตดีมาก ซึ่งต่อไปนี้ผมตั้งเป้าไว้แล้วจะเลี้ยงโคดำเมืองแพร่อย่างเดียว”

“แม่โคที่ผมเลี้ยงได้ให้ลูกมา 7 ตัวแล้ว ได้รับการสนับสนุนด้านการผสมเทียมจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ เข้ามาช่วยดูแลอย่างต่อเนื่อง และได้นำน้ำเชื้อตามโครงการโคดำเมืองแพร่มาผสมให้ จนได้ลูกออกมา ตัวนี้เป็นตัวที่ 2 เพิ่งคลอดได้แค่วันเดียว เป็นตัวเมีย ตั้งชื่อว่า หมอน”

สำหรับลูกโคตัวแรกที่ได้รับการสนับสนุนน้ำเชื้อตามโครงการโคดำเมืองแพร่ คุณหาญ บอกว่าเพิ่งขายออกไปไม่นานนี้

“ตัวนั้นมีอายุ 13 เดือน ผมขายไปได้ในราคา 37,000 บาท นับว่าสูงมากทีเดียว เป็นโคที่สวยมาก ตัวดำ ผมเลยตั้งชื่อว่า ไอ้หมี ตัวสูงใหญ่กว่าแม่มันอีก” คุณหาญ กล่าว

ขณะที่ คุณบุญยงค์ สัทธรรมวงศ์ อยู่บ้านเลขที่ 220/3 บ้านเหล่า หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านเหล่า อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นเกษตรกรอีกรายที่เลี้ยงโคดำเมืองแพร่ โดยเลี้ยงไว้ 4 ตัว เป็นแม่ 2 ตัว และลูกตัวเมีย 2 ตัว อายุได้ประมาณ 7 เดือน เพื่อเป็นอาชีพเสริมของครอบครัว นอกเหนือจากการทำนาในพื้นที่ 20 ไร่

“เดิมผมเลี้ยงไว้ 10 กว่าตัว แต่ตอนนี้คัดขายออกไปหมดแล้ว เพราะต้องการสร้างโคฝูงใหม่ที่เป็นสายเลือดโคดำเมืองแพร่ทั้งหมด ด้วยจากที่ไปอบรมเกี่ยวกับโคดำเมืองแพร่มาจึงทำให้เกิดความสนใจ และอยากเลี้ยงให้มีจำนวนมากขึ้น”

“ทางสำนักงานปศุสัตว์อำเภอได้เข้ามาช่วยผสมเทียมให้กับแม่โค โดยใช้น้ำเชื้อตามโครงการ ซึ่งขณะนี้ได้ลูกออกมาแล้ว และสวยถูกใจ ซึ่งโคดำเมืองแพร่นั้นเป็นโคที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และคลอดง่าย สำหรับลูกโค 2 ตัว นี้ผมกะว่าจะไม่ขาย เก็บเอาไว้ทำแม่พันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณโคในฝูงให้มากขึ้น”

“ตอนนี้โคดำเมืองแพร่เป็นที่สนใจของพ่อค้ามาก มีพ่อค้าเข้ามาถามซื้อตลอดเลย ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นสายพันธุ์โคที่ตลาดต้องการมาก และที่สำคัญสามารถขายได้ราคาดีด้วย อย่าง 2 ตัวนี้ มีพ่อค้าเข้ามาให้ราคาแล้ว 50,000 บาท” คุณบุญยงค์ กล่าว

ส่วนอาหารที่นำมาใช้เลี้ยงโค คุณบุญยงค์ บอกว่า นอกจากจะหาหญ้าหาฟางตามธรรมชาติมาให้กินแล้ว ยังปลูกต้นข้าวโพดไว้เป็นอาหารเสริมด้วย โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่มีปัญหาหญ้าในธรรมชาติขาดแคลน ขณะนี้ได้ใช้พื้นที่ว่างประมาณ 1 งาน ปลูกต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไว้ และทยอยตัดมาให้โคที่เลี้ยงกิน

“ข้าวโพด ปลูกไว้ประมาณเดือนกว่าก็สามารถตัดให้โคกินได้ และจะตัดข้าวโพดมาให้กินเสริมในช่วงบ่าย” คุณบุญยงค์ กล่าวทิ้งท้าย

โคดำเมืองแพร่ หนึ่งในสายพันธุ์คุณภาพ นับเป็นอีกความน่าสนใจของจังหวัดแพร่ ซึ่งผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแพร่ โทร. (054) 511-098

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,167 other followers

%d bloggers like this: