เทคโนโลยีชาวบ้าน

All posts in the เทคโนโลยีชาวบ้าน category

อินทนิลน้ำ

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

อินทนิลน้ำ

อินทนิลน้ำ เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสกลนคร ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดคือ พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม แต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมายดังนี้

พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระธาตุเชิงชุมเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ของสกลนคร เชื่อว่าพระธาตุเชิงชุมสร้างขึ้นในสมัยที่พระเจ้าสุวรรณภิงคาระ เป็นเจ้าเมืองหนองหารหลวง หรือจังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 ยุคเดียวกับการสร้างพระธาตุพนม หลักฐานโบราณคดีบ่งชี้ว่าเมื่อแรกสร้าง พระธาตุเชิงชุมเป็นปราสาทหินในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขอม จนถึงพุทธศตวรรษที่ 19 ได้รับอิทธิพลจากล้านช้าง จึงดัดแปลงเป็นพุทธสถาน โดยสร้างเจดีย์ยอดบัวเหลี่ยมแบบศิลปะลาวครอบทับเจดีย์องค์เดิม ต่อมามีการสร้างวิหารเชื่อมต่อกับพระธาตุ เป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อพระองค์แสน” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร

พระตำหนักภูพานคู่เมือง พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์เป็นศูนย์รวมจิตใจพสกนิกร และเป็นที่มาของความเจริญในเมืองสกลนคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักบนเทือกเขาภูพาน ในปี พ.ศ. 2518 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ราษฎรในพื้นที่ ในช่วงเวลาที่สังคมไทยมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองอย่างรุนแรง และเป็นที่ประทับเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในภาคอีสาน

งามลือเลื่องหนองหาร หนองน้ำใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน งดงามด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นอู่อารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ด้วยสภาพพื้นที่ที่ต่ำที่สุดในแอ่งสกลนคร จึงมีลำน้ำ 13 สาย ไหลลงหนองหาร พร้อมนำอินทรียสารมาด้วย ส่งผลให้หนองน้ำแห่งนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์

แลตระการปราสาทผึ้ง ชาวสกลนครนิยมทำปราสาทผึ้งขนาดใหญ่ เพื่อถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้าในวันออกพรรษา ปราสาทผึ้งแบบดั้งเดิม โครงทำจากไม้และกาบกล้วยเป็นรูปทรงคล้ายสิมพื้นบ้าน จากนั้นประดับด้วย “ดอกผึ้ง” หรือขี้ผึ้งที่หล่อเป็นรูปดอกไม้ ต่อมามีการประยุกต์ทำเป็นปราสาทผึ้งขนาดใหญ่โต เป็นปราสาทเรือนยอดหลายหลังต่อเนื่องกัน จำลองแบบคล้ายวิมานบนสวรรค์ โดยขึ้นโครงด้วยไม้แล้วประดับด้วยขี้ผึ้งที่หล่อเป็นหน้าบัน ช่อฟ้าใบระกา นาคสะดุ้ง ลวดลายวิจิตร รวมทั้งกำแพงแก้วด้วย ส่วนฐานปราสาทมักประดับด้วยขี้ผึ้งที่หล่อเป็นภาพพุทธประวัติหรือวัฒนธรรมพื้นบ้าน

สวยสุดซึ้งสาวภูไท ภูไทเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่เป็นลำดับ 2 ของสกลนคร ได้ชื่อว่ามีความอ่อนหวาน ทรหด อดทน ภูไทหรือผู้ไทมีประชากรมากเป็นลำดับ 2 ของสกลนคร รองจากกลุ่มไทย-ลาว เดิมชาวภูไทอาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทและแคว้นสิบสองปันนา ทางตอนใต้ของประเทศจีน หลังจากนั้น อพยพมาที่ประเทศลาว ครั้นในช่วง รัชกาลที่ 3 – รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดเหตุการณ์ไม่สงบหลายครั้ง ชาวภูไทจำนวนมากจึงอพยพข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งบ้านเรือนที่จังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร

ถิ่นมั่นในพุทธธรรม สกลนครเป็นแหล่งชุมนุมสายพระป่า หรือพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายฝ่ายวิปัสสนาธุระ ด้วย จังหวัดสกลนครเป็นที่ตั้งของเทือกเขาภูพาน ซึ่งมีบรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม อีกทั้งอยู่บนเส้นทางธุดงค์จากจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นศูนย์กลางธรรมยุติกนิกายของภาคอีสานไปยังจุดสำคัญต่างๆ เช่น กรุงเทพฯ ภาคเหนือหรือประเทศลาว ทำให้มีพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายฝ่ายวิปัสสนาธุระมาบำเพ็ญสมณธรรมจำนวนมาก รวมถึงมีพระเถระชื่อดังหลายรูป เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตโต สิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสกลนครเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นอินทนิลน้ำ” ต่อไปนี้คือรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับต้นอินทนิลน้ำ

ชื่ออื่น : ฉ่องมู ชอง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) บาเอ (ปัตตานี) บางอบะซา (ยะลา นราธิวาส มาเลเซีย) อินทนิล (ภาคกลาง ใต้) ตะแบกดํา (กรุงเทพฯ)

ชื่อสามัญ : Jarul, Pyinma, Queens Flower, Queens Crape Myrtle, Pride of India

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.

ชื่อวงศ์ : LYTHRACEAE

ถิ่นกำเนิด : พบขึ้นทั่วไปตามที่ราบลุ่มและบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ ลำห้วย ในป่าเบญจพรรณชื้นและป่าดงดิบทั่วทุกภาค จะพบมากในป่าดงดิบภาคใต้

ข้อมูลทั่วไป :

อินทนิล เป็นไม้สกุลเดียวกับ ตะแบก และเสลา เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของไทย นำมาปลูกประดับเรียงลำดับตามความนิยม ได้แก่ อินทนิลน้ำ เสลา ตะแบก และอินทนิลบก ตามถนนในกรุงเทพฯ และในจังหวัดต่างๆ แทบทุกภาค มักจะปรากฏพรรณไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งดังกล่าวแทรกอยู่เสมอ ได้รู้จักกับเสลาไปแล้วในฐานะพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดนครสวรรค์ ท่านผู้อ่านคงพอจำได้ถึงความแตกต่างของพันธุ์ไม้ 3 ต้นนี้ ดูผิวเผินจะเหมือนหรือคล้ายกันมาก เพราะอยู่ในสกุลเดียวกัน หรือเป็นญาติใกล้ชิดกันนั่นเอง พอจะสรุปอีกครั้งถึงความแตกต่างระหว่าง อินทนิลน้ำ ตะแบก และเสลา

อินทนิลและตะแบก ช่อดอกจะตั้งขึ้น ดอกเหมือนกัน แต่ดอกอินทนิลจะใหญ่และช่อดอกยาวกว่าอย่างมากๆ ช่อดอกตะแบกเล็ก แน่น ถี่กว่า อินทนิลดอกจะห่างๆ ส่วนเสลาจะมีช่อดอกห้อยย้อย ดอกดกแน่นเป็นพวง สีอ่อนหวานกว่าต้นอื่นๆ บางคนบอกว่าดอกเสลาดูอ่อนช้อย สวย อ่อนหวานกว่าต้นอื่นๆ ส่วนเปลือกต้น แยกกันได้ง่าย ตะแบกจะเป็นลายด่างๆ คล้ายเปลือกต้นฝรั่ง อินทนิลจะแตกไม่เป็นระเบียบ เปลือกต้นสีเข้มเกือบดำ เสลาจะแตกตามยาว รอยแตกละเอียด

ทรงต้น ตะแบกและอินทนิล จะเป็นทรงพุ่มกลม คล้ายร่มหรือดอกเห็ด ตะแบกจะเล็กกว่าอินทนิลเล็กน้อย ใบคล้ายกันมาก ตะแบกใบเล็ก เป็นมันน้อยกว่า เสลา กิ่งห้อยย้อยมาก ทรงต้นไม่ค่อยเป็นระบียบ แต่อ่อนช้อยงดงามกว่า ตะแบกและอินทนิล ใบอินทนิล มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นมันทั้งหลังใบและท้องใบ สีเขียวแก่ ใบตะแบกคล้ายอินทนิลแต่เล็กกว่า ใบเป็นมันเช่นกัน แต่บางกว่าและยอดอ่อนสีชมพูแดง ส่วนเสลา ใบมีขนทั้งหลังใบและท้องใบ มีสีเขียวอ่อนๆ

ส่วนอินทนิลนั้นมี 2 ชนิด คือ อินทนิลน้ำ และ อินทนิลบก อินทนิลน้ำนิยมปลูกประดับสวนมากกว่าอินทนิลบก ใบ ดอก ช่อดอกเล็กและสั้นกว่า อินทนิลบก ทำให้ช่อดอกดูแน่น อินทนิลบกต้นจะสูงใหญ่ ใบแตกไม่ค่อยเป็นพุ่ม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-25 เมตร ผลัดใบเป็นช่วงสั้นๆ โคนต้นไม่ค่อยมีพูพอน ลำต้นเมื่อเล็กมักคดงอ แต่เมื่อต้นใหญ่จะเปลาตรง เปลือกนอกหนา ประมาณ 1 เซนติเมตร สีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน เป็นสีม่วงค่อนข้างเรียบ เปลือกในมีชั้นเยื่อเจริญ รูปทรง (เรือนยอด) แผ่กว้างเป็นพุ่มกลม

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปใบขอบขนาน หรือแกนรูปหอก ขนาด 5-10×10-26 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา เกลี้ยง เป็นมันทั้ง 2 ด้าน โคนใบมนหรือเบี้ยว ปลายใบเรียวและเป็นกิ่งแหลมเล็กน้อย ใบอ่อนสีน้ำตาลอ่อนเกลี้ยง

ดอก ออกรวมกันเป็นช่อโต ยาวถึง 30 เซนติเมตร ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ๆ ปลายกิ่ง มีสีต่างๆ กัน เช่น สีม่วงสด ม่วงอมชมพูหรือชมพูล้วนๆ ตรงส่วนบนสุดของดอกตูมจะมีตุ่มกลมเล็กๆ ติดอยู่ตรงกลาง ผิวนอกของกลีบฐานดอกซึ่งติดกันเป็นรูปถ้วยหรือรูปกรวยหงาย จะมีสันนูนตามยาวปรากฏชัด มีขนสั้นปกคลุมประปราย กลีบดอกบาง รูปช้อน ผิวกลีบเป็นคลื่นเล็กน้อย เมื่อบานเต็มที่จะมีรัศมีกว้างถึง 5 เซนติเมตร ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน

ผล เป็นผลแบบแห้งแข็ง แก่แล้วแตก รูปทรงกลมรี ขนาด 2.2-2.6 เซนติเมตร ผลแก่จะแตกออก 6 ซีก ภายในมีเมล็ดที่มีปีกบางๆ ติดโค้งทางด้านบน ผลแก่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

สภาพแวดล้อมเหมาะกับการเจริญเติบโต ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีความชื้นปานกลาง-ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง ชอบแสง

สรรพคุณทางด้านสมุนไพร :

ใบ ต้มน้ำดื่มแก้เบาหวาน แก้ปัสสาวะพิการ

เมล็ด แก้โรคเบาหวาน แก้อาการนอนไม่หลับ

เปลือก แก้ไข้ แก้ท้องเสีย

แก่น ต้มน้ำดื่มแก้โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ แก้โรคเบาหวาน

ราก แก้แผลในปากและคอ

ใบอ่อน นำมาตากแดด ใช้ชงเป็นชาไว้ดื่มได้ ช่วยแก้เบาหวานและช่วยลดความอ้วนได้อีกด้วย จนได้มีการนำไปแปรรูปเป็นสมุนไพรอินทนิลน้ำแบบสำเร็จรูป ในรูปแบบแคปซูลและแบบชงเป็นชา

ประโยชน์อื่น เนื้อไม้เมื่อยังใหม่อยู่เป็นสีแดงเรื่อๆ หรือชมพูอ่อน พอนานเข้าจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนตรง เนื้อค่อนข้างละเอียด เป็นมันเลื่อม แข็งปานกลาง เหนียว ทนทาน เลื่อย ไสกบตกแต่งง่าย ขัดเงาได้งาม นิยมใช้ในการก่อสร้างต่างๆ ใช้ทำกระดานพื้น ฝา รอด ตง กระเบื้องมุงหลังคา คานไม้ ไม้กั้น และส่วนประกอบอื่นๆ และยังใช้ทำเรือใบ เรือแจว เรือเดินทะเล แจวพายเรือ กรรเชียง ไถ รถ ซี่ล้อ ตัวถังเกวียน ไม้นวดข้าว กระเดื่อง ครก สาก บ่อน้ำ ร่องน้ำ กังหันน้ำ หมอนรางรถไฟ ถังไม้ ลูกหีบ หีบศพ เปียโน ฯลฯ

พฤกษามโหรี เสียงดนตรี…จากท่อนไม้

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษามโหรี เสียงดนตรี…จากท่อนไม้

พระฟังความพราหมณ์สนองถาม จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข

อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์

ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช จตุบาทกลางป่าพนาสิณฑ์

แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน ก็สุดสิ้นโมโหทีโกรธา

ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา

ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญาณ์ จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง

แล้วหยิบปี่ที่ท่านอาจารย์ให้ เข้าพิงพฤกษาไทร ดังใจหวัง

พระเป่าเปิดนิ้วเอกวิเวกดัง สำเนียงวังเวงแว่วแจ้วจับใจ

บางตอนจาก “พระอภัยมณี” โดยท่านครูกลอน สุนทรภู่ ตอน คุณวิเศษของดนตรี ซึ่งพระอภัยมณี อธิบายคุณค่าของดนตรีให้ศรีสุวรรณ พระอนุชา และพี่พราหมณ์ทั้งสามฟัง

เคยได้นำเสนอเรื่องราวของเครื่องดนตรีที่ทำจากต้นไม้มาแล้ว เมื่อ 6 ปี ผ่านมานาน ตั้งแต่ฉบับที่ 453 “พฤกษาเภรี” วันที่ 15 เมษายน 2552 พร้อมบทเพลงประกอบ “บุเรงนองลั่นกรองรบ” เนื่องจากเห็นว่า พฤกษาให้จังหวะเพลงมีมากมาย และแต่ละชนิดของเครื่องดนตรี ไม่ว่าของต่างประเทศ หรือของไทยเรา ก็ถือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ควรจะระลึกถึง เนื่องจากสุนทรีย์ทางอารมณ์เพลง ที่ทำให้เรามีความสุขสดชื่น ก็เกิดขึ้นจากการนำต้นไม้ ท่อนไม้ กิ่งไม้ แก่นไม้ แม้กระทั่งใบไม้ มาประดิษฐ์คิดค้นเป็นเครื่องดนตรีหลากหลาย

พฤกษาเภรี ที่นำเสนอเรื่องของ “กลอง” แต่ละชนิด เชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่าน คงจะเคยสัมผัสมาแล้ว อย่างน้อยก็ชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เคยให้ความสุข สนุกสนาน มาตั้งแต่วัยเด็กถึงปัจจุบัน กลอง ได้นำมาใช้เป็นกลองศึกตั้งแต่สมัยโบราณ ใช้เป็นสัญญาณสื่อสาร เรียกพล รวมไพร่ ระดมกำลังกองทัพออกศึกสงคราม หรือใช้เรียกลูกบ้านแทนเสียงตามสายปัจจุบันก็ได้ “พ.ศ. 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี…ฯลฯ” ในวัดวาอาราม ก็ตีกลอง ฉันเช้า ฉันเพล สวดมนต์ทำวัตรเช้า เย็น เทศนาธรรม และส่งเสียงได้ทั้งงานโศกเศร้า และรื่นเริง

เสียงดนตรี จากเครื่องดนตรี ที่ทำจากต้นไม้ ท่อนไม้ มีหลากหลายดังที่กล่าวมา เพียงจะเอ่ยถึงดนตรีไทย ก็กล่าวขานกันไม่จบ เพราะเพียงไม้หนึ่งอันก็เป็นเสียงดนตรีได้ สิ่งประดิษฐ์ที่ชาวไทยประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติที่ทำจากไม้ ทำให้เกิดเสียงได้ มีหลายประเภท ตามวิธีที่ทำให้เกิดเสียง ได้แก่ เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี และเครื่องเป่า ซึ่งพอจะยกตัวอย่างชนิดเครื่องดนตรีนั้นได้มากมาย

เครื่องดีด จะเข้ นิยมทำจากไม้ขนุน โดยขุดเป็นโพรงยาวตลอด ทั้งตอนหัวและหาง หัวทำเป็นกระพุ้งใหญ่ ความหนาอย่างน้อย 12 เซนติเมตร ยาวไม่ต่ำกว่าครึ่งเมตร กว้างประมาณ 1 ฟุต ส่วนหาง ยาวถึง 80 เซนติเมตร กว้างประมาณ 12 เซนติเมตร มีแผ่นไม้บางๆ ปิดท้องจะเข้ ด้านล่าง ส่วนหัว มีขารอง 4 ขา หางมีขารอง 1 ขา มีสายทั้งหมด 3 สาย เป็นสายลวดทองเหลือง 1 สาย สายเอ็น 2 สาย โดยโยงจากหัวมาหาง ผูกกับลูกบิด มีนม ซึ่งเป็นหมอนรองสายสำหรับใช้นิ้วกด 11 นม นมจะติดเรียงอยู่บนหลังจะเข้ จากปลายท่อนหัวไปหาง ไม้ดีด เดิมทำจากเขาสัตว์ งาช้าง ปัจจุบันทำจากพลาสติก นิยมบรรเลงเดี่ยวในวงเครื่องสาย และวงมโหรี

กระจับปี่ หลายคนที่ไม่เคยเห็น ได้ยินชื่อมักจะคิดจินตนาการถึงลักษณะของปี่ หรือเครื่องเป่า แต่เป็นเครื่องดนตรีดีด สันนิษฐานว่าได้รับแบบมาจากเขมร และชวา ใช้เล่นทั้งงานสามัญชน และในงานราชพิธี เป็นเครื่องดนตรีประกอบการขับไม้ ในงานสมโภชพระมหาเศวตฉัตร และสมโภชพระยาช้างเผือก ลักษณะมีตัวกล่องเสียง กลม รี แบนทั้งด้านหน้าและหลัง มีลูกบิด 4 อัน ขึงสายเอ็น 4 สาย มีนมรับสาย มีหย่องดันสายให้สูง ถ้าไม่มีหย่อง เวลาดีดจะไม่มีเสียงดัง

พิณเพียะ ลักษณะคล้ายพิณน้ำเต้า ตัวกะโหลกทำจากวัสดุ 2 ชนิด คือลูกน้ำเต้า และกะลามะพร้าว มี 2 สาย และ 4 สาย คันทวน ยาวประมาณเมตร มีลูกบิด แต่มีชนิดพิณเพียะ ถึง 7 สาย กล่าวถึงในพงศาวดารล้านช้างงานสมโภช

พิณน้ำเต้า ตัวกะโหลกเป็นกล่องเสียง ทำมาจากผลน้ำเต้าผ่าครึ่ง ที่มีขนาดพอเหมาะ เจาะขั้วติดกับไม้คันทวน ปลายคันทวน ยาวเรียวโค้งขึ้น มีลูกบิด 1 อัน รั้งกับสายพิณ การเล่น มีส่วนพิเศษกว่าดนตรีชนิดอื่น เพราะผู้เล่นต้องถอดเสื้อ แผ่นอกด้านซ้ายต้องประกบกับกะโหลกน้ำเต้า การดีดพิณนี้ ในสมัยก่อน หรือคำเก่า ใช้คำว่า “ดึงพิณ”

เครื่องสี ซอสามสาย มีการกล่าวถึงตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ของพระมหาธรรมราชา ในกฎมณเฑียรบาล มีการเล่นซอสามสาย คู่กับกระจับปี่ ในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงโปรดซอสามสาย และมีซอคู่พระหัตถ์ ชื่อ “สายฟ้าฟาด” ลักษณะประกอบด้วย กะโหลก ซอ คันทวน ลูกบิด ถ่วงหน้า หย่อง และคันชัก ตัวกะโหลกซอ ทำจากกะลามะพร้าว ชนิดพิเศษ เรียกว่า มะพร้าวซอ ผลมะพร้าวกะลา นูนเป็นกระพุ้ง ผ่าแล้วคล้ายรูปหัวใจ ใช้หนังลูกวัวหรือแพะขึงหน้าซอ ในสมัยรัชกาลที่ 2 ถ้าสวนใดมีมะพร้าวที่ใช้ทำซอได้ จะได้รับ “ตราภูมิคุ้มห้าม” สามารถยกเว้นภาษีได้ หย่อง ทำด้วยไม้ขนุน และต้องติด “ถ่วงหน้า” ทำให้เกิดเสียงไพเราะ และสวยงาม ซึ่งอาจจะประดับเพชร พลอยไว้ด้วย นิยมประสมบรรเลงในวงมโหรี หรือร่วมกระจับปี่ วงขับไม้

ซอด้วง มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในสมัยรัตนโกสินทร์ ใช้บรรเลงเดี่ยว และประสมวงเครื่องสาย วงมโหรี ส่วนประกอบมี กระบอกซอ คันทวน ลูกบิด สายซอ คันชัก หย่อง และรัดอก ตัวกระบอกซอ เดิมทำจากกระบอกไม้ไผ่ ปัจจุบันนิยมกลึงจากไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ ไม้มะเกลือ ขึงหน้าด้วยหนังงู คันชัก ใช้หางม้าขึง ชักลงไปกระทบยางสน และสีมากระทบสายซอ ทำให้เกิดเสียงไพเราะ

ซออู้ มี 2 สาย ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประกอบด้วย กะโหลกซอ ทำจากกะลามะพร้าว ปาดกะลาทิ้งไป 1 ใน 3 ของลูก ตรงกระพุ้ง กะลาด้านหลังต้องเจาะให้เป็นรู แกะสลักลวดลาย หน้ากะโหลกซอขึงด้วยหนังลูกวัว หรือหนังแพะ คันทวน ทำจากไม้ชิงชัน ประดู่ มะเกลือ กลึงให้สวยงาม หยอดยางสนลงบนกะโหลกซอ ให้คันชักถูกับยางสน เกิดเสียงไพเราะ

เครื่องตี เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี มีมากที่สุด เนื่องจากทำให้เกิดเสียงด้วยการตี การเคาะ ทำได้ง่ายกว่าเครื่องดนตรีประเภทอื่นๆ และสามารถใช้วัสดุได้หลายประเภท เช่น ทำด้วยโลหะ ขึงด้วยหนัง ทั้งด้านเดียวและสองด้าน และประเภทที่ทำด้วยไม้ ซึ่งพอจะสรุปเป็นตัวอย่างได้หลายอย่าง ได้แก่

เกราะ เป็นเครื่องตีประกอบจังหวะดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงโปงลาง วงแคน และยังใช้ตีจังหวะในการเล่นโขน ซึ่งสันนิษฐานว่า เกราะ เป็นต้นกำเนิดของ กรับ โปงลาง ระนาด ฯลฯ ชาวบ้านใช้เกราะตีบอกสัญญาณ เรียกประชุม หรือส่งข่าวเหตุการณ์ ลักษณะใช้ไม้ไผ่ทั้งปล้อง ที่ยังมีข้อหัวท้าย เจาะกระบอกให้เป็นช่องแนวยาวไปตามปล้อง ให้เกิดเสียงดังเวลาตี นิยมเจาะรูร้อยเชือกไว้แขวน ใช้มือถือเวลาตี ไม้ตีใช้ไม้ไผ่ซีก แต่เหลากลมพอเหมาะ

โกร่ง ใช้ตีให้จังหวะในการร้องร่ำผี การเข้าทรง เช่น เข้าทรงแม่ศรี ร่ำผีลิงลม ร่ำผีนางควาย ใช้ตีเรียกประชุมในหมู่บ้านเช่นเดียวกับเกราะ หรือใช้ตีร่วมกับวงปี่พาทย์ ในการเล่นหนังใหญ่ หรือโขนกลางแปลง ตอนแสดงตรวจพล ตีโกร่งให้จังหวะ พลยักษ์ พลลิง เมื่อได้ยินจังหวะชัด ยกเท้าก้าวเดิน และลุกนั่งได้พร้อมกัน ถ้าเป็นโขนในโรงอาคารจะไม่ใช้ เพราะเสียงดังเกิน

กรับคู่ เสียงเกิดจากการตีกระทบกันให้จังหวะ ทำจากไม้ไผ่ชนิดหนา เกลาให้เรียบ ลื่น เสี้ยนไม่ตำมือเวลาจับ ตีโดยจับข้างละอัน กระทบให้จังหวะ

กรับพวง พัฒนาจากกรับคู่ ให้สัญญาณเมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกท้องพระโรง หรือในงานราชพิธี หรือเป็นดนตรีให้จังหวะเล่นสักวา เพลงเรือ ทำจากไม้ไผ่ และแผ่นทองเหลืองบางๆ มาเจาะรูร้อยเชือกผูกด้วยกัน ซ้อนและประกบด้านหน้า หลัง เมื่อกางออกคล้ายรูปพัด แล้วตีลงบนมืออีกข้างเป็นจังหวะ

กรับเสภา ใช้ประกอบการขับเสภา นิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ใช้ทั้งหมด 4 อัน เรียกว่า 1 สำรับ ขยับมือทั้ง 2 ข้าง เป็นจังหวะ จะต้องใช้ไม้เก่าแห้งสนิท เวลาขยับ เสียงจะดังกังวาน หนักแน่น แกร่ง คม คล้ายเสียงแก้วกระทบกัน ถ้าเสียงดี เรียกว่า “เสียงแก้ว”

ระนาด มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้พะยูง ไม้มะหาด ถ้าทำจากไม้ไผ่ จะใช้ไม้ไผ่บง ผืนระนาดไล่เสียงเรียงกันไป 21 ลูก ขนาดลดหลั่นกัน เจาะรูร้อยเชือก แขวนบนราง เทียบเสียงโดยใช้ตะกั่วถ่วงด้านล่าง ไม้ตีระนาด มีทั้งไม้แข็ง และไม้นวม มีด้ามไม้ไผ่เหลากลม ตอนหัวพันด้วยผ้าให้นุ่ม ถ้าไม้แข็งพันด้วยผ้าแล้วชุบด้วยลงรักให้แข็ง ชนิดของระนาด มีทั้งระนาดเอก และระนาดทุ้ม และมีประเภทระนาดเหล็กด้วย

กลองมโหระทึก มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ใช้ในงานพระราชพิธี และงานรื่นเริง ประโคมร่วมกับแตรสังข์ ในกระบวนกลองชนะ ปัจจุบันไม่นิยมใช้ทำจากโลหะ แต่ใช้ไม้ตี สำหรับเครื่องดนตรีประเภทกลอง เคยกล่าวไว้ในฉบับก่อนหน้านี้ใน “พฤกษาเภรี” จึงขอสรุปพอสังเขป เพื่อให้เป็นคุณค่าของ “คีตะพฤกษา” หัตถกรรมศิลปะเสียงจากไม้

กลองทัด ทำด้วยไม้ ขุดเป็นโพรงกลม ขึงด้วยหนังทั้ง 2 ด้าน ใช้ได้ทั้งการส่งสัญญาณกลองเดียว และใช้ 2 กลอง ในวงดนตรี มีไม้ไผ่ตัน 2 อัน สำหรับตี

กลองชาตรี หรือกลองตุ๊ก ใช้ประกอบละครชาตรี ประกอบแสดงโนรา คล้ายๆ กลองทัด แต่ใบเล็กกว่า สมัยก่อนใช้ใบเดียว ปัจจุบันใช้ 2 ใบ มีไม้ไผ่ตันเป็นด้ามตี

ตะโพนไทย นิยมทำจากไม้ขนุน ไม้สัก หุ่นตะโพน ขุดให้ป่องตรงกลาง หน้าหนึ่งใหญ่ หน้าหนึ่งเล็ก เป็นเครื่องกำกับจังหวะชั้นสูง ใช้กับเพลงหน้าพาทย์ในพิธีไหว้ครู ดนตรีไทยต้องนุ่งขาวห่มขาวให้ตะโพน พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน ปักกลอง

ตะโพนมอญ คล้ายตะโพนไทย แต่ใหญ่กว่า ร่วมวงปี่พาทย์ไทย และบรรเลงเพลงมอญ

โทนชาตรี ใช้กับวงดนตรีพื้นบ้านภาคใต้ เช่น หนังตะลุง ทำจากไม้ขนุน ไม้กระท้อน

กลองตะโพน เกิดขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ใช้ประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ ตีด้วยไม้

รำมะนามโหรี ตัวรำมะนา ทำจากไม้ ขึงด้วยหนัง หน้าเดียว ใช้คู่กับโทนมโหรี

รำมะนาลำตัด เข้ามาสมัยรัชกาลที่ 5 ตีประกอบจังหวะในวงดนตรีไทย

กลองแขก ได้แบบมาจากชวา ตัวหุ่นกลอง ทำจากไม้ชิงชัน ไม้มะริด หรือไม้แก่นอื่นๆ ขึงด้วยหนังสองหน้า ขึ้นหนังด้วยหวายผ่าซีก ปัจจุบันใช้เส้นหนังเรียด

กลองมลายู นิยมใช้ในกระบวนแห่ของหลวง เช่น พระบรมศพ หรือประโคมตอนขึ้นเผา ในวงดนตรี “วงบัวลอย” ใช้หวาย หรือหนังเรียด ขึ้นหนังหน้ากลอง

กลองชนะ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ใช้ตีให้จังหวะในการฝึกเพลงอาวุธ หรือประโคมพระบรมศพ และศพเจ้านาย หรือในกระบวนเสด็จพยุหยาตรา

เปิงมางคอก เครื่องดนตรีชาวมอญ มี 7 ใบ ในคอก เรียกว่า ลูกเปิงมาง มีขนาดใหญ่ไปหาเล็ก ใช้ตะขอแขวนเป็นรั้วโค้ง คนเข้าไปบรรเลงกลางคอก

กลองสองหน้า คล้ายลูกเปิงมาง ลักษณะหุ่นไม้ ขึงด้วยหนังเรียด ตามยาว

บัณเฑาะว์ ได้แบบอย่างมาจากอินเดีย ใช้ในงานพระราชพิธี ตัวบัณเฑาะว์ ทำจากไม้จริง ขนาดเล็กคอดกลาง หัวท้ายผายออก ขึงหน้าด้วยหนัง ตุ้มแกว่งตี

กลองยาว ได้รับแบบอย่างมาจากพม่า ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี หุ่นกลอง ทำจากไม้ ทำส่วนกระพุ้งกลอง และลำโพงกลอง นิยมทำด้วยไม้ขนุน ไม้มะม่วง ขุดให้กลวง แล้วขึงหน้าด้วยหนัง มีหลายขนาด ตั้งแต่เล็กถึงใหญ่ ประกอบจังหวะบรรเลงเป็นวง เป็นหมู่

เครื่องเป่า เป็นเครื่องดนตรี ทำให้เกิดเสียงโดยการเป่า มี 2 ชนิด คือ ลิ้นอยู่ภายนอก ได้แก่ กลุ่มปี่ เช่น ปี่นอก ปี่กลาง ปี่ใน และประเภทลิ้นเป่าอยู่ภายใน เช่น กลุ่มขลุ่ย ได้แก่ ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยอู้ นอกจากนี้ ยังมีพิเศษอีก คือ กลุ่มที่มีลำโพง ได้แก่ ปี่ชวา ปี่ไฉน และปี่มอญ

ขลุ่ย มีหลายขนาด บรรเลงร่วมวงมโหรี เครื่องสาย และบรรเลงเดี่ยว วัสดุ นิยมทำด้วยไม้ไผ่ และไม้จริง ช่วงหลังมีขลุ่ยเกิดขึ้นอีกชนิดคือ “ขลุ่ยกรวด”

ปี่นอก ปี่กลาง ปี่ใน ทำจากไม้จริง ลักษณะคล้ายกัน แต่ต่างกันที่เสียง

ปี่ไฉน ใช้ในขบวนแห่ในราชพิธี ทำจากไม้ หรืองาช้าง มีสองท่อน ท่อนบนเรียวยาว เรียกว่า “เลาปี่” ท่อนล่างปลายบานเป็นลำโพง เรียก “ลำโพงปี่” สอดประกอบกัน

ปี่ชวา เข้ามาพร้อมกลองแขก ลักษณะเหมือนปี่ไฉน ทำจากไม้ ใช้ร่วมเครื่องสาย

ปี่มอญ เลาปี่ ทำจากไม้ ลำโพง ทำจากโลหะผสม ใช้เล่นในพิธีศพกับปี่พาทย์มอญ

พฤกษาเครื่องดนตรีที่กล่าวถึง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ทั้งคิดเอง ต่อยอดดัดแปลง เสริมสร้างความสุข ให้ความรื่นเริงสุดๆ เชื่อว่าปีใหม่ที่ผ่านมา เสียงดนตรีที่คุ้นหูที่สุด น่าจะเป็นเสียง “กลองเชียร์” เป็นแน่แท้

เพลง หางเครื่อง

ศิลปิน แจ๊มพ์

ฮ่า ฮา ฮ้า สิ่งที่ฉันคิด สิ่งที่ฉันฝัน สิ่งที่ฉันเฝ้ารอ หรือสิ่งที่ฉันพอใจ สิ่งที่ฉันเห็น สิ่งที่ฉันสัมผัส สิ่งที่ฉันลิ้มลอง หรือสิ่งที่ฉันทำไป จะต้องเป็นจริงได้ ฉันต้องโด่งดังไกล แต่ไฉน ใครใครเห็นเป็นภาพลวงตา

ดนตรี…นั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิต ให้ชีวิตก้าวไป แสงสีที่สวยสดใส นั้นเป็นจิตใจ ที่สดใสเสรี เสียงปรบมือคือกำลังใจ ให้ต่อสู้ไป อย่าได้ถอยหนี ความภาคภูมิใจที่มี เกียรติยศศักดิ์ศรี จากพวงมาลัย…(ดนตรี)

(ซ้ำ 2 ครั้ง ท่อนสุดท้าย ขับร้องซ้ำ…ดนตรี นั้นคือชีวิตๆๆ)

พฤกษาให้เสียงดนตรี ลีลาจังหวะ ตั้งแต่เล่นเดี่ยว เล่นร่วมหมู่ รวมวงจะเป็นปี่พาทย์ มโหรี ก็ต้องมีเสียงดนตรีเป็นส่วนประกอบที่ให้อารมณ์ล่องลอยตามจังหวะเสียงที่บรรเลง การประสมวงดนตรีไทย จึงมีรูปแบบต่างๆ ตามลักษณะ ขนาด และเทคนิคลีลาการบรรเลง เช่น วงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ ทั้งเครื่องห้า, เครื่องคู่, เครื่องใหญ่, ปี่พาทย์มอญ, ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ รวมทั้งปี่พาทย์นางหงส์ สำหรับ วงบัวลอย คนในวงการดนตรีไทย จะรู้จักกันในชื่อว่า “วงกลองสี่ปี่หนึ่ง” บรรเลงในงานศพใหญ่ๆ

มีวงเครื่องดนตรีอีกอย่างที่แสดงออกถึงความสามัคคี ฝึกสมาธิ ลำดับก่อนหลัง ความพร้อมเพรียงต่อเนื่อง และเล่นได้ด้วยจำนวนคนมาก คือ “วงอังกะลุง” เป็นเครื่องดนตรีไทย ที่ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นำแบบอย่างมาจากชวา แล้วประดิษฐ์เป็นเครื่องดนตรีไทย คือใช้กระบอกไม้ไผ่ 3 กระบอก ใช้ไม้จริง ทำรางใส่กระบอกแทนรางไม้ไผ่ และ อังกะลุงของไทย ถือมือละ 1 ตับ 2 เสียง บรรเลงโดยการเขย่า ประกอบเครื่องดนตรี ประสมวงเป็นวงเล็ก 14 ตับ อังกะลุงเครื่องคู่ 28 ตับ และวงใหญ่ 56 ตับ เป็นที่นิยมฝึกนักเรียน นักศึกษา ได้อย่างดียิ่ง

“ดนตรีนั้นคือชีวิต” แต่มวลพฤกษา ทำให้ชีวิตมีลีลา น่าอภิรมย์ยิ่งขึ้น

ปลูกผัก บนดาดฟ้าอาคารสำนักงาน ที่เนคเทค

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05035150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com-rok

ปลูกผัก บนดาดฟ้าอาคารสำนักงาน ที่เนคเทค

มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติและอาศัยธรรมชาติเป็นสิ่งเกื้อกูลชีวิต มีความผูกพันกันมาตั้งแต่ที่มนุษย์ถือกำเนิด จากชีวิตที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาเป็นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ถึงแม้มนุษย์จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีเพียงใดก็ตาม แต่ในความเป็นจริงมนุษย์อยากใกล้ชิดกับธรรมชาติมากกว่า เหมือนคำที่ว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว คนที่อยู่ในป่าคอนกรีตลึกๆ แล้วมักจะโหยหาป่าเขาลำเนาไพร รู้สึกว่าการมีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติมีความสุข

ในสภาพแวดล้อมของคนเมือง ที่อยู่ในออฟฟิศ มีโต๊ะทำงานเล็กๆ กับเขาตัวนึง ก็เอาพลูด่างมาใส่ภาชนะเซรามิกสวยๆ น่ารักๆ วาง หรือไม่ก็ต้นเงินไหลมา ถัดออกไปหน่อยพอมีที่ว่าง ก็วางกระถางต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยอาจจะเป็น ลิ้นมังกร หนวดปลาหมึก โมก แก้ว แล้วแต่ชอบ ก็รู้สึกมีความสุขตามอัตภาพของคนเมืองใหญ่ที่ห่างไกลธรรมชาติ ถึงแม้อยู่ในตึกสูงๆ เวลาเครียดมองจากด้านในตึกผ่านหน้าต่างกระจกออกมากวาดสายตาให้กระทบต้นไม้เขียวๆ หน่อย ก็จะรู้สึกผ่อนคลาย

จุดเริ่มต้นของความเขียว

ที่จริงคลองหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี ชานเมืองกรุงเทพฯ ก็ยังมีพื้นที่สีเขียวมากมายให้เห็นกันอยู่ เมื่อศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค (NECTEC) มาอยู่ที่นี่ก็สร้างตึกสูงหลายชั้นเป็นสำนักงาน การใช้ประโยชน์จากพื้นที่รอบข้างก็ทำได้อย่างจำกัด ถึงพื้นที่มีจำกัด แต่ความคิดไม่ได้ถูกจำกัด จากความต้องการลดการปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเกิดแนวคิด NECTEC Go Green หรือ เพื่อเรา เพื่อโลก ประกอบด้วย 4 รักษ์ คือ รักษ์น้ำ รักษ์ต้นไม้ รักษ์พลังงาน รักษ์สิ่งแวดล้อม และมุ่งมั่นให้บุคลากรทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมในการก้าวไปสู่การเป็นองค์กรสีเขียวอย่างยั่งยืน จนประสบความสําเร็จได้รับรางวัลต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอด 3 ปีซ้อน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ได้แก่ The 2nd Runner up : ASEAN Energy Awards ปี 2011 รวมถึงรางวัลในโครงการ Thailand Energy Awards ในปี 2011-2013

เราจะปลูกอะไรดี

จากความตระหนักและเล็งเห็นความสําคัญของโครงการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น จึงได้นําประเด็นปัญหาดังกล่าวเป็นหัวข้อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงร่วมกัน โดยสมาชิกของกลุ่มท่านหนึ่งเห็นว่า ควรเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวและทําให้เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนและยั่งยืน จึงได้เน้นไปที่ “รักษ์ต้นไม้” โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้อาคารด้วยการปลูกต้นไม้บนชั้นดาดฟ้าของอาคาร ต่อมาจึงเกิดคําถามว่า “เราจะปลูกอะไร? สําหรับพื้นที่บนดาดฟ้า หากจะลงทุน ลงแรงเหนื่อย ด้วยกันทั้งทีควรมีผลผลิตที่เกิดประโยชน์กับบุคลากร เป็นการสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรเข้ามามีส่วนร่วมและเกิดจิตสํานึกที่ดี เพื่อขยายผลไปสู่ครอบครัวและสังคมต่อไป จึงได้ผลสรุปออกมาเป็นโครงการสถานีผักที่เปิดรับสมัครสมาชิกผู้ที่มีความสนใจ มีใจรักในการปลูกผัก และพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงร่วมกัน ปลูกพืชผักที่นํามาบริโภคและจําหน่ายได้ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้จัดตั้งกลุ่ม CoP : NECTEC Plant

โครงการดังกล่าว เน้นการสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของบุคลากรภายในเนคเทคผ่านกระบวนการเรียนรู้และนําไปปฏิบัติจริง จนสร้างให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน อาทิ การปราบศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี ลดปริมาณขยะโดยนําเศษอาหารมาทําเป็นน้ำหมักชีวภาพ โดยพนักงานจะได้บริโภคผักสด สะอาด ปลอดภัยต่อสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมในราคาที่เป็นธรรม กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะจนสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีได้ กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นถูกถ่ายทอดและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึงมีการต่อยอดเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้

บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์

จากพนักงานที่มารวมตัวกันก็เริ่มปลูกผัก สมาชิกทุกคนมีความกล้าที่จะลงมือปฏิบัติด้วยความเชื่อที่ว่า ไม่ลองก็ไม่รู้ จึงชวนกันลงมือปลูกผักต่างๆ แบบตามมีตามเกิด ค้นหาความรู้เท่าที่ทําได้ตามอินเตอร์เน็ตบ้าง สอบถามคนที่เคยมีประสบการณ์ปลูกผักในองค์กรบ้าง ด้วยความที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการปลูกผักมาก่อนของสมาชิกส่วนใหญ่ จึงทําให้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหาทางออก หรือแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ไม่งอก ลําต้นหัก ใบไหม้ หรือเมื่อย้ายลงดินต้นก็เฉาตาย ฯลฯ ซึ่งเกิดจากการขาดความรู้และขาดประสบการณ์ในการปลูกผัก ดังนั้น จึงเสนอให้มีการออกไปศึกษาดูงานนอกสถานที่

เมื่อได้มีการเพิ่มพูนองค์ความรู้และเทคนิคการปลูกต่างๆ มาแล้ว สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือ ประสบการณ์ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ไม่มีใครที่รู้ได้โดยไม่ปฏิบัติ การลงมือทําถือเป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Learning by doing) ที่เป็นการพัฒนาทักษะที่ดีที่สุด แต่กระนั้นหากจะเปรียบเทียบกับการปลูกต้นไม้การใช้แต่เพียงปลูกต้นไม้ลงดินและรดน้ำก็จะทําให้ต้นไม้เติบโตได้ไม่เต็มที่ เพราะขาดปุ๋ย ดังนั้น หากจะปลูกต้นไม้กันแต่เพียงอย่างเดียว ก็ดูจะขาดความท้าทายการจัดการแข่งขันกันเล็กน้อยเป็นเสมือนการใส่ปุ๋ยช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้โครงการปลูกต้นไม้ประสบความสําเร็จและเจริญงอกงามอย่างยั่งยืน

การปลูกผักในครั้งต่อมา นับว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้นกว่าครั้งก่อนอย่างมาก ต้นผักเจริญเติบโตเป็นที่น่าพอใจ แม้จะมีส่วนที่เสียหายหรือตายไปบ้าง การที่ได้เห็นผักที่ตนเองปลูกตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน หยอดเมล็ด จนถึงขั้นตอนการลงดินคอยรดน้ำและเฝ้ามองต้นผักเจริญเติบโตทีละเล็กทีละน้อย เป็นความรู้สึกที่ผูกพันอย่างมาก สมาชิกบางท่านยังเอ่ยถึงขั้นว่าไม่กล้ารับประทาน เพราะเหมือนปลูกมากับมือ ประโยชน์ผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยวมาเพื่อรับประทานกันเองแล้วยังนําไปจําหน่ายในราคามิตรภาพ เพื่อให้เพื่อนพนักงานในเนคเทคได้รับประทานผักปลอดสารพิษที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และยังเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อขยายเครือข่ายสมาชิกที่จะเข้าร่วมโครงการอีกทางหนึ่งด้วย โดยรายได้ทั้งหมดจากการจําหน่ายผลผลิต สมาชิกจะนําไปซื้อเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์ในการปลูกครั้งต่อไป และขยายพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มมากขึ้น ทําให้เกิดความต่อเนื่องในการดําเนินการ

เมื่อแตกหน่อ กิ่ง ก้าน

และออกดอก ออกผล

โครงการสถานีผักถือว่าประสบความสําเร็จอย่างมาก เพราะได้รับการตอบรับในการเข้าร่วมโครงการของพนักงานจํานวนมาก อีกทั้งผลิตผลเพื่อที่จะได้มีจํานวนมากเพียงพอกับการนําไปรับประทานเองและจัดจําหน่ายนํารายได้ไปซื้อเมล็ดผักเพื่อเพาะปลูกลงแปลงต่อไป แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาไม่เพียงแต่แค่การขยายแปลงเท่านั้น ในระหว่างการปลูกผักนั้น ได้มีการกระจายข่าวสารกันไปหลากหลายช่องทาง อาทิ ผ่านการพูดคุยบอกต่อทางอินเตอร์เน็ต (Internet) โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์บริเวณอาคาร และเฟซบุ๊ก (Facebook) ทําให้ได้รับความใส่ใจดูแลจากเพื่อนพนักงานจํานวนมากเข้ามาช่วยดูแลแปลงผักสวนครัว บ้างก็ช่วยรดน้ำและพรวนดินให้กันและกัน ส่งผลให้จํานวนสมาชิกของกลุ่ม CoP : NECTEC Plant เพิ่มมากขึ้นไปพร้อมกับจำนวนแปลงปลูกที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากปริมาณแปลงปลูกผักที่ขยายเพิ่มขึ้นแล้ว ได้นําพืชผักชนิดอื่นๆ ที่ไม่เคยปลูก มาทดลองปลูกอีกด้วย เพิ่มพูนให้เกิดองค์ความรู้มากขึ้นด้วย และจะมีการนัดหมายกับสมาชิกเพื่อทบทวนหลังการปฏิบัติ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมถึงการแบ่งปันเคล็ดลับและเทคนิคดีๆ ในการปลูกและดูแลแปลงผักในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ทําไม บางแปลงถึงเจริญงอกงามกว่าแปลงอื่นๆ ผู้ดูแลมีเทคนิคอย่างไร การรดน้ำใช้ปริมาณน้ำเท่าไหร่ หรือวิธีรดน้ำใช้วิธีใด หรือแม้กระทั่งการใส่ปุ๋ยช่วงเวลาต่างๆ เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ทุกครั้ง จะมีการจัดทําสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติในแต่ละครั้งและบันทึกจัดเก็บองค์ความรู้ไว้ในระบบอินเตอร์เน็ต พร้อมจัดส่งให้กับสมาชิกของกลุ่มทุกคน สมาชิกได้นําความรู้และเทคนิคที่ได้จากการเรียนรู้ร่วมกันปลูกผักบนดาดฟ้าไปทดลองปฏิบัติทําแปลงผักสวนครัวที่บ้านของตนเองไว้รับประทานภายในครอบครัว รวมถึงแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านหรือในชุมชนของตนเองอีกด้วย

ความสมหวัง ของ แนน

คุณจันทิมา จันทร์ศักดิ์ศรี (แนน) ตำแหน่งนักวิเคราะห์ หนึ่งในสมาชิก เป็นคนชื่นชอบการรับประทานผักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผักปลอดสารเคมี ซึ่งมักหาซื้อผักตามห้างสรรพสินค้าหรือตลาดสดทั่วไป แนนตั้งข้อสังเกตว่า “เราจะมั่นใจอย่างไร ว่าผักนี้ปลอดสารเคมีจริง” เมื่อทราบข่าวประชาสัมพันธ์โครงการสถานีผักบนดาดฟ้าของอาคารเนคเทค แนนคิดว่าน่าจะได้ความรู้นำมาปลูกผักรับประทานเองที่บ้าน เนื่องจากที่บ้านไม่มีพื้นที่สำหรับทำแปลงผัก แนนจึงชอบวิธีปลูกผักในกระถาง ซึ่งพบว่าถึงแม้ผักที่ปลูกจะไม่งามเหมือนที่ซื้อหามา แต่ทุกครั้งที่รับประทานจะมั่นใจเสมอว่าเป็นผักปลอดสารเคมีที่แท้จริง

ความสุข ของ แก้ว

คุณสุธน วงศ์สุชาต (แก้ว) วิศวกรของสถาบัน พักอาศัยอยู่บนอาคารสูงซึ่งมีพื้นที่จำกัด อยากจะปลูกต้นไม้อะไรก็ทำไม่ได้สักอย่าง เมื่อทราบข่าวว่ามีโครงการสถานีผัก จึงรีบสมัครเข้าร่วมกิจกรรมด้วย เพราะถึงแม้จะเคยได้ยินการปลูกผักบนดาดฟ้า แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เข้าไปศึกษาว่ามีวิธีการปลูกอย่างไร เมื่อได้รับความรู้ จึงทดลองซื้อเมล็ดพันธุ์ “กระเจี๊ยบเขียว” ซึ่งเป็นผักที่แก้วชื่นชอบมาก มาทดลองปลูกที่บ้าน จากการเรียนรู้ของเขาตั้งแต่วิธีการเตรียมดิน ทำให้ต้นกระเจี๊ยบเขียวของแก้วเติบโตอย่างรวดเร็วและได้ผลผลิตจำนวนมาก เพียงพอที่จะรับประทานเองและแบ่งปันให้กับญาติมิตรและเพื่อนฝูงที่ทำงาน ปัจจุบัน แก้ว ได้ขยายพื้นที่เพื่อปลูกผักสลัด พริก และผักอื่นๆ อีกหลายชนิด แก้วบอกฝากไปกับผู้ที่สนใจ แต่ยังไม่ได้ลงมือปลูกว่า “มันเป็นความสุขและภาคภูมิใจอย่างมากครับที่ได้เห็นการเติบโตในแต่ละวันของผักที่เราปลูกเอง มั่นใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าไม่มีสารเคมีหรือสารพิษ เพราะผ่านมือเราตั้งแต่หยอดเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยว”

ความท้าทายครั้งใหม่

เมื่อจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้นแต่พื้นที่เพาะปลูกมีจํากัด จึงจําเป็นต้องมองหาวิธีการใหม่ๆ เช่น การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การปลูกผักแนวตั้ง การเพาะเห็ด เป็นต้น กลุ่ม CoP : NECTEC Plant ด้วยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะพัฒนาตนเอง เรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้งและเติบโตไปอย่างยั่งยืนกับองค์กรอย่างมีความสุข สอดคล้องกับแนวคิดโครงการ “Happy Station” เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์และเป้าหมายด้านการพัฒนาองค์กร ในแผนปฏิบัติงานของเนคเทค

สอบถามข้อมูลได้ที่ คุณหฤทัย ศรีสุวงค์ งานพัฒนาบุคลากรและองค์กร (HROD) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เลขที่ 112 ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ (02) 564-6900 โทรสาร (02) 564-6861

ฟักทอง พืชอายุสั้น สร้างรายได้ดี ที่ ร้อยเอ็ด

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05041150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการเกษตร

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

ฟักทอง พืชอายุสั้น สร้างรายได้ดี ที่ ร้อยเอ็ด

ทีมข่าวเดินทางไปดูแปลงปลูกฟักทอง ของ คุณสงวน สมวัน เกษตรกรบ้านดงบังสนามชัย หมู่ที่ 5 ตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด เริ่มปลูกเมื่อเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ปลายเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ให้ผลผลิต 1 เถา ต่อ 1 ผล ได้ผลโต ขนาด 10-15 กิโลกรัม

เจ้าของเตรียมดินด้วยการไถดะ ไถแปร วัดแปลง ขนาดกว้าง 4 เมตร ความยาวตามร่องสวน การให้น้ำใช้ระบบน้ำหยด ขุดหลุมปลูก ขนาด 30×30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยสูตรเสมอ 19-19-19 หรือ 15-15-15 คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นแถวคู่ ระยะแถว 4 เมตร ตามสายยางท่อระบบน้ำหยด หยอดเมล็ดฟักทอง 3-5 เมล็ด ต่อหลุม เมื่อแตกใบจริง 3-5 ใบ ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือผสมน้ำให้ทางระบบน้ำหยด ได้อย่างทั่วถึง ฟักทองอายุ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ใส่ 2 ครั้ง ครั้งละ 25 กิโลกรัม ต่อไร่

ดอกฟักทอง เริ่มออกสีเหลือง 5 กลีบ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกัน

แต่อยู่ในเถาเดียวกัน…ดอกเพศเมีย เป็นดอกเดี่ยว มีรังไข่ที่ฐานดอก เกสรเพศเมีย 2-5 แฉก

คุณสงวน สมวัน เล่าว่า ปัญหาในการปลูกฟักทองคือ ไม่สามารถผสมกันเองตามธรรมชาติ ฟักทองมักจะไม่ค่อยให้ผลผลิต

หากไม่มีการผสม ผลจะลีบเหี่ยวเฉาตาย เนื่องมาจากปัจจัยแวดล้อมหลายประการด้วยกัน โดยปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ จำนวนแมลงที่ทำหน้าที่ช่วยผสมเกสรตามธรรมชาติมีน้อยลง ซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและยาวนานมาก่อนหน้านี้ เกษตรกรบ้านดงบังสนามชัย เป็นนักผสมพันธุ์ฟักทอง การช่วยผสมพันธุ์ฟักทอง ช่วยทำให้ฟักทองออกดอกออกผลได้อย่างสมบูรณ์

คุณสงวน นำสื่อมวลชนลงแปลงเพื่อสาธิตการผสมเกสรฟักทอง พร้อมเล่าให้ฟังว่า ฟักทอง เป็นพืชตระกูลแตง (Cucurbitaceae) ในกลุ่มนี้มีหลายชนิด ได้แก่ ฟักทอง แตงกวา แตงร้าน ฟัก-แฟง มะระ บวบ แตงโม แคนตาลูป ฯลฯ มีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละดอก การปฏิบัติต้องเป็นตามขั้นตอน

ขั้นตอนแรกของการช่วยผสมเกสรคือ การเดินคัดเลือกดอกตัวผู้ ที่มีความเหมาะสมก่อน ดอกตัวผู้จะไม่มีฐานรองดอกหรือรังไข่ จะมีลักษณะเป็นเดือยออกมา ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร คัดเลือกดอกที่สมบูรณ์ เพื่อผสมเกสร ใน 1 เถา จะไว้ผลเพียง 1 ผล เท่านั้น แต่การผสมต้องทำ 2-3 ดอก เมื่อผสมติดแล้วปลิดออก เหลือผลเดียว จะได้ฟักทอง ผลละ 10-15 กิโลกรัม ใน 1 ไร่ ได้ผลผลิต 15-20 ตัน ราคาจำหน่าย ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 15-20 บาท ต่อกิโลกรัม รายได้ไร่ละกว่า 100,000 บาท ในหมู่บ้านมีการปลูกฟักทองกว่า 100 ไร่ เงินล้านไหลเข้าหมู่บ้านระยะเวลาเพียง 90-100 วัน

เกษตรกรที่ปลูกฟักทอง ตื่นนอนตอนเช้าๆ เวลา 05.30-07.00 น. ดอกตัวเมียจะบานรอการผสมเกสร เป็นเวลาที่เหมาะสมในการช่วยผสมเกสร ก็นำเกสรตัวผู้ไปถูๆ ไถๆ บนเกสรตัวเมีย ละอองเกสรตัวผู้จะถูกถ่ายลงบนเกสรตัวเมีย หลังจากนั้น กระบวนการผสมเกสรก็จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ นับจากวันผสมเกสรไม่กี่วัน ฟักทองจะเริ่มติดผลและเริ่มรับทรัพย์แล้ว

หากโชคเข้าข้าง ก็ได้นับเงิน 100,000 บาท ต่อไร่ หากต้องการฟักทองวันนี้ โทร. (085) 928-8330 คุณสงวน สมวัน ครับ

เกษตรกรกาฬสินธุ์ ใช้น้ำจากการบำบัด ทำเกษตรได้ผล

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการเกษตร

โอภาส มั่นคง

เกษตรกรกาฬสินธุ์ ใช้น้ำจากการบำบัด ทำเกษตรได้ผล

ชาวบ้านมอดินแดง ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ นำน้ำเสียที่โรงงานนำไปบำบัดจนเป็นน้ำสะอาดสามารถเลี้ยงปลานิลได้ ต่อท่อเข้าพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกกล้วยและทำการเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้เข้าครัวเรือน วันละ 200-700 บาท ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แก้จนและแก้ปัญหาภัยแล้ง ประสบความสำเร็จในช่วงหน้าแล้งนี้

คุณภุชงค์ โพธิกุฏสัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ติดตามไปดูการใช้น้ำเสียที่โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง ที่โรงงานนำมาบำบัดน้ำเสีย สามารถเลี้ยงปลาได้ นำมาปลูกกล้วยและทำการเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้เข้าครัวเรือน วันละ 200-700 บาท แก้ปัญหาความยากจน ประสบความสำเร็จน่าเอาเป็นตัวอย่าง แถมยังรักษาสิ่งแวดล้อมให้โรงานแป้งมันสำปะหลังด้วย

เราตามไปดูเกษตรกรหัวไวใจสู้ คือ คุณหนูสิน โยธาศรี อายุ 47 ปี ภรรยาชื่อ คุณปราณี โยธาศรี อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 8 ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ อาชีพหลักคือ การทำนา ทำไร่ รอบๆ พื้นที่พี่น้องเกษตรกรชาวบ้านมอดินแดง 200 กว่าไร่ พากันปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยอาศัยน้ำเสียที่บำบัดแล้วจากโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง สะอาด ไม่มีสารพิษ มีพื้นที่ 5 ไร่ ได้ปลูกกล้วยและการเกษตรแบบผสมผสานเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ครัวเรือนเป็นรายวัน โดยอาศัยน้ำเสียจากโรงงาน ที่โรงงานบำบัดให้สะอาดและปลอดสารพิษแล้ว

คุณหนูสิน และ คุณปราณี ให้ข้อมูลว่า อาชีพหลักของตนคือ การทำนา ทำไร่ รอบๆ พื้นที่พี่น้อง โดยปลูกกล้วยรวม 300 กอ ประกอบไปด้วย กล้วยน้ำว้า ขายส่งหวีละ 15 บาท กล้วยหอมทอง ขายส่งหวีละ 30 บาท กล้วยไข่ ขายส่งหวีละ 20 บาท กล้วยเล็บมือนาง ขายส่งหวีละ 10 บาท และกล้วยหอมพื้นบ้าน กล้วยจำหน่ายได้ทั้งผล ใบ และส่วนต่างๆ ของกล้วย โดยจะขายส่งในแปลง มีพ่อค้า แม่ค้ามาสั่งจองถึงสวน ระหว่างแปลงกล้วยก็ปลูกแซมด้วยมะละกอ 100 ต้น มะม่วงแก้ว 250 ต้น และพืชผักต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก วันหนึ่งๆ จะมีรายได้ในการจำหน่ายพืชผลทางการเกษตร โดยเกษตรกรมารับที่สวนเอง วันละ 200-700 บาท

คุณสมบูรณ์ ซารัมย์ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า “กล้วยน้ำว้า” เป็นกล้วยพันธุ์หนึ่งที่พัฒนามาจากลูกผสมระหว่างกล้วยป่ากับกล้วยตานี บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ปลูกง่าย รสชาติดี คนไทยกินกล้วยน้ำว้า ทั้งผลสด ต้ม ปิ้ง และนำมาประกอบอาหาร

คุณถิรพร ดาวกระจาย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ประจำสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า กล้วยมีคุณค่าทางอาหารและยา กล้วยน้ำว้าเมื่อเทียบกับกล้วยหอมและกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าจะให้พลังงานมากที่สุด กล้วยน้ำว้าห่ามและสุกมีธาตุเหล็กในปริมาณสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน และเหงือกให้แข็งแรง ช่วยให้ผิวพรรณดี มีเบต้าแคโรทีน ไนอะซิน และใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น กินกล้วยน้ำว้าสุก จะช่วยระบายท้อง และรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันในเด็กเล็กได้ ช่วยลดอาการเจ็บคอ เจ็บหน้าอกที่มีอาการไอแห้งร่วมด้วย โดยกิน วันละ 4-6 ลูก แบ่งกินกี่ครั้งก็ได้ กินกล้วยก่อนแปรงฟันทุกวันจะทำให้ไม่มีกลิ่นปาก และผิวพรรณดี เห็นผลได้ใน 1 สัปดาห์ กล้วยน้ำว้าดิบและห่ามมีสารแทนนิน เพคติน มีฤทธิ์ฝาดสมาน รักษาอาการท้องเสียที่ไม่รุนแรงได้ โดยกินครั้งละครึ่งผล หรือ 1 ผล อาการท้องเสียจะทุเลาลง นอกจากนี้ จากการศึกษาวิจัยยังพบว่า มีผลในการรักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย

ผู้สนใจซื้อผลผลิต หรือทราบข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ โทร. (094) 371-6935

โกยกำไร 2 ต่อ “มะเฟือง” แซม “ฝรั่งกิมจู” ที่ราชบุรี

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

โกยกำไร 2 ต่อ “มะเฟือง” แซม “ฝรั่งกิมจู” ที่ราชบุรี

“มะเฟือง บี 17” เป็นหนึ่งในผลไม้ทำเงินที่น่าปลูกใน พ.ศ. นี้ เนื่องจากปัจจุบัน ยังไม่มีการปลูกแพร่หลายมากนัก เป็นที่นิยมใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน ไหว้พระจันทร์ เนื่องจากมะเฟืองเป็นผลไม้ที่มีราคาค่อนข้างแพง จึงไม่มีขายในตลาดทั่วไป สามารถหาซื้อได้ในห้างสรรพสินค้า ตลาด อ.ต.ก. ตลาดเก่าเยาวราช ฯลฯ

ในฉบับนี้ ขอพาไปเยี่ยมชมแหล่งปลูกมะเฟือง บี 17 ของ เฮียไช้ หรือ คุณสหชัย รัตนไพบูลย์วัฒนา บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะสานพระ อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี โทร. (081) 944-7172 เนื้อที่ 8 ไร่ ของสวนแห่งนี้ ปลูกมะเฟืองแซมฝรั่งกิมจู เรียกว่าใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่า และมีผลกำไร 2 ต่อ จากการขายผลไม้ทั้งสองชนิด

ต้นมะเฟืองในสวนแห่งนี้อายุประมาณ 2 ปีแล้ว แต่น่าเสียดาย เรามาช้าไปหน่อย เฮียไช้เพิ่งเก็บมะเฟืองออกขายเมื่อวันก่อน จึงเหลือผลมะเฟืองขนาดเล็กให้ชื่นชมเท่านั้น ปัจจุบัน เฮียไช้ มีพื้นที่ทำกินซึ่งเป็นที่ดินส่วนตัวและที่ดินเช่า รวมแล้วกว่า 100 ไร่ ปลูกพืชผักและไม้ผลนานาชนิด เช่น ชมพู่ ฝรั่ง มะระ ส่งขายแม่ค้าขาประจำที่ตลาดไท

มะเฟือง ปลูกง่าย ขายดี

เมื่อถามถึงแรงจูงใจของการเลือกปลูกมะเฟือง บี 17 เฮียไช้ เล่าว่า แม่ค้าบอกว่า มะเฟืองขายดีมาก เพราะเป็นไม้ผลเพื่อสุขภาพ ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมบริโภค เป็นผลไม้แก้โรคเบาหวาน แถวอำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี ไม่ค่อยมีคนสนใจปลูกมะเฟือง ผมไปเรียนรู้การปลูกมะเฟืองที่อำเภอบ้านแพ้ว อีกแห่งที่ปลูกมากคือ แถวคลองจินดา สามพราน นครปฐม

เฮียไช้ ตัดสินใจเลือกปลูกมะเฟือง พันธุ์บี 17 (Honey Star) เป็นหนึ่งมะเฟืองสายพันธุ์ดีของมาเลเซีย เพราะมีจุดเด่นสำคัญคือ ผลใหญ่ ออกทรงยาว กลีบใหญ่ ร่องตื้น มีเนื้อแข็ง กรอบ สีออกแดงส้ม ขอบกลีบมีฟองอากาศเห็นได้ชัด รสหวานอมเปรี้ยว เข้มข้น เหมาะสำหรับกินผลสด เฮียไช้ ไปหาซื้อพันธุ์กิ่งตอนต้นมะเฟือง บี 17 มาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในราคากิ่งละ 40 บาท ปรากฏว่า เจอปัญหากิ่งพันธุ์ปลอม ผลผลิตรุ่นแรกที่ออกมาตอนแรกก็ดูปกติ หลังห่อกระดาษแล้ว ปรากฏว่า ผลใหญ่ แต่บิดเบี้ยว เนื้อเป็นจ้ำๆ ลักษณะออกช้ำข้าง และบริเวณขอบผลเป็นสีดำคล้ายกับติดเชื้อรา รสชาติก็ไม่ได้คุณภาพ จึงต้องฟันต้นมะเฟืองปลอมทิ้งไป 20% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด

“ผมเลือกปลูกมะเฟืองเป็นไม้ผลหลัก และปลูกฝรั่งเป็นตัวเสริมรายได้ ในช่วง 4-5 ปีแรกเท่านั้น สาเหตุที่ผมเลือกปลูกฝรั่งกิมจู เพราะฝรั่งกิมจูใช้เวลาการปลูกไม่นานก็ให้ผลผลิตเร็วและมีตลาดรองรับแน่นอน เมื่อมะเฟืองต้นใหญ่ แผ่ร่มเงาปกคลุม ต้นฝรั่งก็หยุดโต ต้องฟันต้นทิ้ง เนื่องจากสวนแห่งนี้ ปลูกในระยะประชิด อาจไม่ต้องรอครบ 4-5 ปี ก็ต้องตัดโค่นแล้ว” เฮียไช้ กล่าว

การปลูก

สำหรับพื้นที่ 8 ไร่ แห่งนี้เดิมทีเป็นที่ดินว่างเปล่า เฮียไช้จึงขอเช่ามาปลูกไม้ผล โดยลงทุนทำแปลงยกร่องขนาดหน้ากว้าง 3 วา 2 ศอก โดยแบ่งพื้นที่ปลูกเป็น 3 แถว ปลูกต้นมะเฟืองอยู่ตรงกลางแปลง ระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 4 เมตร และปลูกต้นฝรั่งกิมจูขนาบทั้ง 2 ด้าน โดยมีระยะห่างต่อต้น ประมาณ 3-4 เมตร

ความจริง มะเฟือง เป็นพืชที่ปลูกเลี้ยงได้ทุกสภาพดินฟ้าอากาศของประเทศไทย โดยมีวิธีการปลูกเหมือนกับการปลูกไม้ผลทั่วไป เฮียไช้ออกตัวว่า ผมไม่ค่อยปลูกดูแลตามหลักวิชาการสักเท่าไหร่ เน้นดูแลจัดการตามความพร้อมของต้นเป็นหลัก ผมตั้งใจปลูกมะเฟืองในระยะประชิด เพราะต้นมะเฟืองมีใบถี่ เมื่อปลูกให้มีร่มเงา ก็ไม่มีต้นหญ้า หมดห่วงเรื่องการกำจัดวัชพืชไปเลย ต้นมะเฟืองปลูกดูแลง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงเหมือนกับไม้ผลชนิดอื่นๆ

การดูแล

การดูแลให้ปุ๋ยในสวนแห่งนี้ เฮียไช้ จะให้ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 เพื่อบำรุงทุกอย่าง ต้น ดอก ผล ใส่ทางดิน เป็นปุ๋ยตราเรือใบไวกิ้ง โดยใส่ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง ประมาณ 1 กำมือกว่า ต่อต้น ส่วนปุ๋ยคอกจะใช้ปุ๋ยขี้วัวเป็นหลัก ผมไม่ใช้ปุ๋ยขี้ไก่ เพราะมีปัญหาเรื่องไรไก่ หากดูแลอย่างดี ต้นมะเฟืองจะออกดอกและติดผลตลอดปี เก็บผลขายได้มากกว่า 10 รุ่น ต่อปี

ส่วน ฝรั่งกิมจู จะเริ่มห่อขนาดตั้งแต่ลูกเท่าเหรียญบาท เพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรู และทำให้ฝรั่งกิมจูมีสีสวยน่ากิน โดยการใช้ถุงพลาสติกและกระดาษหนังสือพิมพ์ห่อทับ จะเก็บเกี่ยว ในระยะ 45-50 วัน หลังการห่อ โดยผลฝรั่งที่มีสีผิวเขียวอ่อน น้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 200-300 กรัม ต่อผล เนื้อขาว กรอบ รสหวานอมเปรี้ยว ปราศจากรอยตำหนิ จะขายได้ราคาดี

การเก็บเกี่ยว

หลังจากปลูกไปได้ 6 เดือน จึงเริ่มห่อผลมะเฟือง ที่มีขนาดประมาณหัวนิ้วโป้ง การห่อผลนิยมห่อผลในบริเวณโคนต้นเป็นหลัก หากปล่อยให้ต้นร่มรื่น ผลที่ติดบริเวณข้างล่างก็จะมีขนาดผลสวย ส่วนยอดด้านบนจะปล่อยไปตามธรรมชาติ ในช่วงฤดูหนาวต้นมะเฟืองจะผลัดใบ โดยทั่วไปตอนเช้าตรู่ภายในสวนแห่งนี้จะมีความชื้นสูง และทำให้เกิดหยดน้ำบริเวณผล เมื่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อผลจะช่วยระบายอากาศได้ดี การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับว่าผลที่ห่อมีขนาดผลใหญ่หรือเล็ก โดยทั่วไปหลังห่อผลจะสามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ภายใน 50-60 วัน เนื่องจากมะเฟืองเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน อาจทำให้มดขึ้นไปกินบนต้น จึงไม่ควรปล่อยให้ผลสุกอยู่กับต้นนานนัก ควรรีบเก็บผลเมื่อเริ่มมีสีเหลือง

“มะเฟือง บี 17 ของแท้ มีรสหวาน ผลทรงตรง ไม่บิดเบี้ยว น้ำหนักโดยเฉลี่ย ผลละ 5 ขีด ขนาดใหญ่สุด น้ำหนักต่อผลประมาณ 7 ขีด สำหรับผลผลิตในรุ่นนี้ จะได้ผลผลิตผลโต จำนวน 10-15 ผล ต่อน้ำหนัก 10 กิโลกรัม” เฮียไช้กล่าว

ด้านตลาด

มะเฟือง จะขายดีในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีผลไม้เข้าสู่ตลาด เมื่อคู่แข่งมีน้อยก็สามารถขายมะเฟืองได้ในราคาสูงกว่าปกติ เฮียไช้เคยขายมะเฟืองในระยะเวลาดังกล่าว ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 40 บาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติที่ซื้อขายในราคา กิโลกรัมละ 15-25 บาท เท่านั้น ด้านตลาดไม่น่าห่วง เพราะโดยทั่วไปจะมีแม่ค้ามารับซื้อผลผลิตถึงหน้าสวน

เฮียไช้ บอกว่า ในช่วงปลายปี จะขายมะเฟืองได้ในราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 25 บาท หากมีผลผลิตเข้าตลาดเยอะ ราคาขายจะลดลงเหลือแค่ กิโลกรัมละ 15 บาท เกษตรกรก็ยังพออยู่ได้ เนื่องจากต้นมะเฟืองไม่มีปัญหาเรื่องหนอน ไม่ต้องใช้สารเคมีมากเหมือนไม้ผลชนิดอื่นๆ หากเปรียบเทียบรายได้ของไม้ผลทั้งสองชนิด เฮียไช้ยืนยันว่า มะเฟืองให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ที่ผ่านมาแม้สวนฝรั่งกิมจูจะสามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ทุกสัปดาห์ ประมาณ 1-2 ตัน ราคาขาย 15-30 บาท ต่อกิโลกรัม แต่บางครั้งสวนฝรั่งก็เจอปัญหาขาดทุน เพราะผลฝรั่งที่ห่อเจอปัญหาเชื้อรา เพลี้ยแป้งเกาะ ก็ขายไม่ได้

“พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะปลูกมะเฟืองได้ประมาณ 40-50 ต้น หากปลูกในระยะประชิด ปลูกได้มากสุดไม่เกิน ไร่ละ 80 ต้น มะเฟืองแต่ละต้นจะให้ผลผลิตขั้นต่ำ ปีละ 10 กิโลกรัม ส่วนใหญ่ได้มากกว่า 10 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี อยู่แล้ว โดยทั่วไปแม่ค้าจะรับซื้อผลผลิตในราคา กิโลกรัมละ 15-20 บาท ต้นทุนค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากค่าจ้างแรงงาน เมื่อหักลบต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว การทำสวนมะเฟืองยังเหลือผลกำไรก้อนโต คุ้มค่ากับการลงทุน” เฮียไช้ กล่าว

ในระยะยาว ตลาดมะเฟืองยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะ “มะเฟือง ไม้ผลเพื่อสุขภาพ” มะเฟืองยังเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาทุกส่วนของต้นมะเฟือง เช่น ใบสดบดละเอียดทาตัวแก้โรคอีสุกอีใส รากใช้ถอนพิษร้อน พิษไข้ ดอกมะเฟือง หากนำมาต้มน้ำดื่มจะสามารถถอนพิษเฮโรอีนและแก้ไข้ได้ ส่วนผล หากกินสดใช้แก้คอแห้ง ลดการอักเสบ บวม แก้อาเจียน ขับปัสสาวะและขับนิ่ว แก้บิด ขับระดู ในตำราแพทย์แผนโบราณของจีน แนะนำให้ผู้ป่วยกินมะเฟืองเพื่อช่วยลดไข้ ล้างพิษ หากเกิดอาการเครียด แนะนำให้กินมะเฟือง 2 ผล กินวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน นอกจากนี้ หากนำเนื้อมะเฟือง 3 ผล ต้มกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา แล้วนำมากินทั้งเนื้อและน้ำ วันละครั้ง เชื่อว่าจะสามารถใช้รักษานิ่วในไตได้ ขณะเดียวกันมะเฟืองยังมีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาเส้นผมได้เพียงแค่ใช้ผลมะเฟืองในการสระบำรุงเส้นผม ขจัดรังแค

อย่างไรก็ตาม มะเฟือง ก็ไม่เหมาะสำหรับการบริโภคในกลุ่มสตรีที่มีประจำเดือน หรือขณะตั้งครรภ์ ห้ามบริโภคมะเฟืองเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้แท้งได้ ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยที่กินยาลดไขมัน ยาคลายเครียดอยู่ ไม่ควรกินมะเฟือง เนื่องจากมะเฟืองมีฤทธิ์ไปต่อต้านการทำงานของตัวยา และผู้ป่วยที่เป็นโรคไตหรือกำลังจะฟอกไต ก็ไม่ควรกินมะเฟือง เพราะมะเฟืองมีกรดออกซาลิกสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียง หรือทำให้อาการทรุดหนักเพิ่มมากขึ้นได้

เพิ่มมูลค่า เปลือกทุเรียน งานวิจัยเด่น ของ กรมวิชาการเกษตร

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

ภูมิปัญญาไทย

นวลศรี โชตินันทน์

เพิ่มมูลค่า เปลือกทุเรียน งานวิจัยเด่น ของ กรมวิชาการเกษตร

เรารู้จักคำว่า พลาสติก มานานมากแล้ว ในรูปสิ่งของที่เป็นภาชนะ เครื่องใช้ต่างๆ เช่น ถ้วย ชาม กล่องพลาสติกบรรจุอาหารทั้งสดและแห้ง แม้แต่โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง และอื่นๆ อีกมากมายที่ประกอบด้วยพลาสติก แต่ปัจจุบัน คำว่า ชีวภาพ เข้ามามีบทบาทหลายอย่าง รวมทั้งเครื่องใช้ไม้สอย จึงทำให้มีการผลิตพลาสติกชีวภาพขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

คุณกนกศักดิ์ ลอยเลิศ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้อธิบายถึงความต่างระหว่างพลาสติกทั่วไปกับพลาสติกชีวภาพ ดังนี้

พลาสติกที่ใช้กันทั่วไปเป็นพลาสติกที่สังเคราะห์จากปิโตรเคมี ไม่สามารถย่อยสลายได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว อาจจะใช้เวลาเป็น 100 ปี ถึง 200 ปี การผลิตแล้วแต่วัตถุประสงค์ที่จะนำมาใช้งาน เช่น ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อนำมาเป็นบรรจุภัณฑ์ ได้แก่ กล่องบรรจุอาหาร กล่องเก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ตู้ ลิ้นชักเก็บเสื้อผ้า รวมไปถึงพลาสติกชนิดต่างๆ พลาสติกเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมาจากพลาสติกสังเคราะห์จากปิโตรเคมี อย่างไรก็ดี พลาสติกสังเคราะห์มี ข้อดี ก็คือ ทนสารเคมีและทนความร้อนได้ดี จัดเก็บอาหารได้ในระยะเวลายาวนาน ส่วน ข้อเสีย ก็คือ ทำลายได้ยากมาก ที่สำคัญคือเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั่วโลกกำลังรณรงค์ต่อต้านกันทุกวันนี้ พลาสติกสังเคราะห์เป็นปัญหาต่อชั้นบรรยากาศของโลก และคุณภาพชีวิตของมนุษย์

ส่วนพลาสติกชีวภาพ คุณศิริพร เต็งรัง นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัยการผลิตพลาสติกชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ ได้รายงานไว้ในรายงานการวิจัยว่า พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) คือพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยอาจย่อยสลายด้วยเอนไซม์และแบคทีเรียในธรรมชาติ ร่วมกับอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม หรือย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของพลาสติก ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างช้าๆ โดยมีออกซิเจน ความร้อน แสงยูวี หรือแรงทางกลเป็นปัจจัยสำคัญ เป็นต้น ปัจจุบันมีการใช้งานผลิตภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพอย่างแพร่หลายและกว้างขวาง เช่น ไหมละลาย สารเคลือบกระดาษ ฟิล์มคลุมดิน ถุงเพาะกล้าไม้ ถุงใส่ของ โฟมเม็ดกันกระแทก และบรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารต่างๆ เป็นต้น

มองไปที่ เปลือกทุเรียน

“เรามองไปที่เปลือกทุเรียน ในแต่ละปีถูกกองทิ้งไว้จนเป็นกองขยะ จึงเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม และเนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย มีปริมาณการบริโภคสูงทั้งในรูปของผลสดและแปรรูป เช่น ทำเป็นทุเรียนทอดกรอบและทุเรียนกวน จึงมีเปลือกทุเรียนถูกทิ้งเป็นกองขยะจำนวนมาก” คุณศิริพร กล่าว

จากการศึกษาวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการเตรียมเนื้อทุเรียนสำหรับทอดกรอบ ของ คุณลือพงษ์ ลือนาม และ คุณจนูญ เทียมประทีป เมื่อปี 2552 พบว่า การทำทุเรียนทอดนั้น ใช้ทุเรียนสด 1 ตัน มีเปลือกทิ้งสูงถึง 585.60 กิโลกรัม หรือ 58.60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะกองทิ้งไว้ ส่งผลให้เกิดปัญหาในการกำจัดและเกิดขยะจำนวนมาก

คุณศิริพร กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีการนำเปลือกทุเรียนมาทำเป็นปุ๋ยพืชสด และถ่าน ส่วนต้นกล้วยก็นำต้นมาทำเป็นเชือก กระดาษ และนำมาใช้เป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ และเนื่องจากเปลือกทุเรียนและต้นกล้วยมีเซลลูโลส ที่เป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส หรือ ซีเอ็มซี (Carboxymethyl cellulose, CMC) ซึ่งเป็น “พอลิเมอร์ชีวภาพ” และมีบทบาทมากในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น อุตสาหกรรมซักฟอก สิ่งทอ กระดาษ เซรามิก สี กาว อาหารและยา นอกจากนั้น ยังใช้เป็นสารเพิ่มความหนืดและสารยึดเกาะ (binder) และสารคงสภาพ (Stabilizer)

คุณศิริพร กล่าวต่ออีกว่า การผลิต ซีเอ็มซี ในต่างประเทศจะผลิตจากไม้ยืนต้น เช่น ต้นสน และยูคาลิปตัส เนื่องจากให้เยื่อเซลลูโลสที่มีคุณภาพสูงและสามารถควบคุมคุณภาพเยื่อได้ สำหรับเปลือกทุเรียนจะมีเซลลูโลส ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการเตรียมคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส หรือ ซีเอ็มซี ซึ่งมีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมได้

“เราจึงนำเปลือกทุเรียนที่ขณะนี้กำลังเป็นปัญหาว่าจะนำไปทิ้งหรือทำลายที่ไหน นำมาเพิ่มมูลค่า โดยนำมาสกัดเซลลูโลส และนำเซลลูโลสมาสังเคราะห์เป็น ซีเอ็มซี เพื่อผลิตเป็นแผ่นฟิล์มพลาสติกชีวภาพ และนำมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังตอบสนองต่อความต้องการใช้วัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต”

จากเปลือกทุเรียน

เป็น เซลลูโลส

นำเปลือกทุเรียนมาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปอบให้แห้ง ต่อจากนั้นนำเปลือกทุเรียนที่แห้งแล้วมาสกัดเอาเซลลูโลสด้วยสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์เข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์ จะได้เซลลูโลสสีน้ำตาล แล้วนำไปฟอกด้วยสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อกำจัดลิกนินออก เซลลูโลสที่เป็นสีน้ำตาลจะขาวขึ้น

จากเซลลูโลส เป็น

พลาสติกชีวภาพ (ซีเอ็มซี)

จากนั้นนำเซลลูโลสที่ได้ไปบดเป็นผงละเอียด แล้วนำผงเซลลูโลสไปสังเคราะห์เป็นพลาสติกชีวภาพ หรือคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส หรือ ซีเอ็มซี โดยทำปฏิกิริยากับกรดคลอโรอะซีติกในสภาวะด่าง ได้ ซีเอ็มซี 138.12 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักเซลลูโลสตั้งต้นละลายน้ำได้ดี มีความบริสุทธิ์ 95.63 เปอร์เซ็นต์ มีลักษณะผงเป็นสีเหลืองอ่อน จากนั้นนำสารละลาย ซีเอ็มซี มาขึ้นเป็นรูปเป็นแผ่นฟิล์ม ซีเอ็มซี แล้วนำแผ่นฟิล์มที่ได้มาประยุกต์ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์

คุณศิริพร เล่าว่า เบื้องต้นได้ทดลองเตรียมเป็นซองบรรจุกาแฟและทดสอบบรรจุผงกาแฟ จากการทดลองพบว่า มีแนวโน้มที่จะสามารถนำฟิล์ม ซีเอ็มซี ที่ได้จากการวิจัยจากเปลือกทุเรียนไปประยุกต์ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่อาหารแห้งได้ เช่น กาแฟ ขนมขบเคี้ยว ผงโกโก้ สมุนไพร และเครื่องเทศ เนื่องจากสามารถปิดผนึกได้ด้วยความร้อน และมีอัตราการซึมผ่านของก๊าซออกซิเจนต่ำ แต่ทั้งนี้ต้องมีการวิจัยต่อไปถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค คุณภาพและรสชาติของกาแฟที่บรรจุในซองฟิล์มพลาสติกชีวภาพจากเปลือกทุเรียน นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาและทดสอบเพื่อนำ ซีเอ็มซี ไปเคลือบผลไม้แทนการเคลือบด้วยไข

ทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพ

เมื่อนำฟิล์ม ซีเอ็มซี มาทดสอบการย่อยสลายได้ทางชีวภาพโดยการฝังกลบในดิน พบว่า ไม่มีฟิล์มเหลืออยู่ในดิน ฟิล์ม ซีเอ็มซี ทุกตัวสามารถย่อยสลายได้ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยการฝังกลบในดินที่มีความชื้นสูง ที่ระดับความลึก 10 เซนติเมตร สาเหตุที่ย่อยสลายได้เร็ว เนื่องจากฟิล์ม ซีเอ็มซี เป็นพลาสติกที่ละลายน้ำได้ เมื่อฝังในดินที่มีความชื้นสูงจึงเกิดการย่อยสลายผ่านปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส โดยมีอุณหภูมิและความเป็นกรดเป็นด่างของดินเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จากการทดสอบฟิล์ม ซีเอ็มซี เปลือกทุเรียน พบว่า มีศักยภาพในการพัฒนาไปเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแห้งได้

คุณภาพของ กาแฟ หลังการบรรจุ

คุณภาพของกาแฟหลังการบรรจุและเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องและในตู้เย็น พบว่า ลักษณะปรากฏของผงกาแฟเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งใกล้เคียงกับการเก็บในซองอะลูมิเนียมฟอยล์โดยฟิล์มที่เติมพอลิเอทิลีนไกลคอน ร้อยละ 40 ให้ผลการบรรจุดีที่สุด จากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มมูลค่าให้เปลือกทุเรียน โดยการพัฒนาไปเป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพสำหรับอาหารแห้ง

“ดังนั้น การนำเปลือกทุเรียนมาเพิ่มมูลค่าโดยการสังเคราะห์เป็น ซีเอ็มซี และพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์ซึ่งย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังตอบสนองต่อความต้องการใช้วัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และป้องกันการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้” คุณศิริพร กล่าว

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ (02) 940-5982, (084) 076-2021

เทคนิคการเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

ภูมิปัญญาไทย

สุรเวทย์ กฤษณะเศรณี

เทคนิคการเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ที่ผ่านมาพบปัญหาไม่สามารถควบคุมราคาข้าวได้ตามความต้องการ เพราะต้องแข่งขันราคากับต่างประเทศ

ข้าว เราไม่สามารถตั้งราคาและควบคุมราคาได้ แต่การลดต้นทุนในการผลิตข้าว และการเพิ่มผลผลิตข้าวเรามีศักยภาพที่สามารถทำได้ เช่น ลดความเสี่ยงในการปลูกข้าว ไม่ต้องปลูกหลายๆ ครั้งในฤดูการปลูก ปลูกในเวลาที่เหมาะสม การจัดการดูแล และการป้องกันกำจัดศัตรูพืช การใส่ปุ๋ยจะสามารถเพิ่มผลผลิตซึ่งเราสามารถทำได้ ลดแรงงานในการปลูก โดยใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมเกษตร ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ปัญหาภัยแล้งกับข้าวนาน้ำฝน สาเหตุจากความปรวนแปรของฝนเป็นสาเหตุของภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงในฤดูกาล ทำการปลูกไม่ได้ ฝนทิ้งช่วง (ฝนหมด) ก่อนฤดูกาล ทำให้ผลผลิตสูญเสีย เก็บเกี่ยวไม่ได้

การแก้ปัญหาการปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้นั้น นอกจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพแล้ว สิ่งจำเป็นที่จะต้องทำควบคู่กันไป คือการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ช่วยเหลือการทำนาของเกษตรกร เช่น เครื่องหยอดข้าวและเครื่องหว่านข้าว และเครื่องนวดข้าวที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการเกษตรของเกษตรกร นำมาใช้เพื่อปลูกข้าวทันฤดูกาลและเวลาเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสม

ในพื้นที่การปลูกข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีพื้นที่เพาะปลูก ประมาณ 10 ล้านไร่ และมีผลผลิตโดยรวม ประมาณ 3.5 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และมีปัญหาเกี่ยวกับฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล การกระจายของฝนไม่ดีและฝนมักทิ้งช่วงระหว่างฤดูปลูก การแก้ปัญหาของเกษตรกรใช้วิธีหว่านข้าวด้วยมือ

วิธีหว่านด้วยมือ หลังจากที่ไถดะ ทิ้งไว้ระยะหนึ่งก็จะไถแปรหว่านข้าวแล้วคราดกลบ ทำให้ทำงานได้ช้า ไม่ทันฤดูกาล กล่าวคือ เกษตรกรจะหว่านข้าวไว้ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อรอฝนช่วงแรกที่โดยปกติมาประมาณปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายน ก่อนที่ฝนจะตกชุกช่วงหลังในเดือนกรกฎาคม และเดือนสิงหาคม การหว่านข้าวทิ้งไว้จะทำให้ข้าวที่คราดกลบไม่ทั่วถึง เสียหายจากการทำลายของนกและหนู ข้าวบางส่วนอาจจะงอกและแห้งตายในระยะที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ทำให้ข้าวในแปลงขึ้นไม่สม่ำเสมอ มีจำนวนต้นข้าวน้อยเป็นหย่อมๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าวนาหว่านมีผลผลิตต่ำกว่าข้าวที่ปลูกโดยวิธีอื่น วิธีการหว่านด้วยมือที่เกษตรกรใช้ หากขาดความชำนาญก็จะหว่านไม่สม่ำเสมอ ต้องใช้เวลาในการหว่านซ้ำเพื่อให้เมล็ดกระจายทั่วถึงหรือหว่านซ่อมเมื่อเสียหายหลายครั้ง และใช้เมล็ดพันธุ์มาก เสมือนดังคำกล่าวที่ว่า ชาวนาภาคกลางปลูกข้าวหนเดียวแล้วได้ผล ชาวนาภาคอีสานปลูกข้าวหลายครั้งกว่าจะใช้ได้ แต่กลับได้ผลผลิตน้อย ทำให้สิ้นเปลืองทั้งแรงงานและค่าใช้จ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ฉะนั้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขาดแคลนทั้งแรงงาน ค่าใช้จ่ายสูง ผลผลิตได้น้อย

การแก้ปัญหาภัยแล้งนั้น สมัยผู้เขียนเป็นผู้อำนวยการกองเกษตรวิศวกรรมและผู้เชี่ยวชาญ กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาการปลูกข้าวนาน้ำฝนอย่างจริงจัง ได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องหยอดข้าวและเครื่องหว่านข้าวขนาดใหญ่ใช้พ่วงกับรถแทรกเตอร์ และหยอดข้าว 4 แถว พ่วงกับรถไถเดินตามที่ใช้เหมาะสมกับประเทศไทยและสนับสนุนให้โรงงานผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้ว และมีการติดตามการใช้งาน ตลอดจนปรับปรุงเครื่องดังกล่าวใช้งานได้ดี การทำงานของเครื่องดังกล่าวทำงานได้รวดเร็วทันฤดูกาล และลดต้นทุนในการผลิต ดังรายละเอียดจะกล่าวต่อไปนี้

เครื่องหยอดข้าว

พ่วงรถไถเดินตาม

เครื่องหยอดข้าวพ่วงรถไถเดินตาม เครื่องนี้วัตถุประสงค์สำหรับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะมีรถไถเดินตามใช้กัน ความสามารถการทำงาน 1-1.5 ไร่ ต่อชั่วโมง ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 8-12 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งเป็นการประหยัดเมล็ดพันธุ์ หยอดได้ 4 แถว ความห่างระหว่างแถว 25 ตารางเมตร เครื่องดังกล่าวเหมาะสมกับดินร่วนปนทรายหรือดินเหนียว แต่การเตรียมดินจะต้องย่อยดินให้ดินเป็นก้อนเล็กๆ ควรหยอดข้าวในลักษณะดินแห้ง การหยอดรอฝน ราคาเครื่องประมาณ 13,000 บาท

เครื่องนี้ได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับโล่เชิดชูเกียรติรางวัลชมเชย จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2548 และได้รับรางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้นด้านเกษตรศาสตร์และอุตสาหกรรมการเกษตร ระดับชมเชย จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปี พ.ศ. 2550 และนอกจากนี้ สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ได้ขอซื้อเครื่องนี้ไป 5 เครื่อง เพื่อทดสอบการใช้งานเพื่อพัฒนาและเผยแพร่ประเทศอาเซียนต่อไป ผู้เขียนอนุญาตเพราะผู้เขียนไม่ได้จดลิขสิทธิ์ เพราะต้องการเผยแพร่ความรู้เป็นวิทยาทาน ถ้าผู้ใช้เครื่องได้ผลดีก็เป็นความภาคภูมิใจของผู้เขียนได้ทำสิ่งที่ดี และมีประโยชน์แก่สังคม ผลงานวิจัยถ้าไม่นำไปใช้งาน เสมือนไว้บนหิ้งจะไม่มีประโยชน์และคุณค่า หากใช้งาน งานได้ผลก็จะมีประโยชน์แก่สังคม ไม่เสียงบประมาณ เสียเวลาการวิจัยไปเปล่าๆ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยสุวรรณเขต ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ซื้อไปใช้งาน จำนวน 10 เครื่อง เพื่อเผยแพร่สู่เกษตรกรลาวต่อไป

เครื่องหยอดข้าว

พ่วงรถแทรกเตอร์

เครื่องหยอดข้าวพ่วงรถแทรกเตอร์ ขนาดต้นกำลัง 60-70 แรงม้า หยอดได้ 10 แถว ระยะห่างระหว่างแถว 25 เซนติเมตร ลักษณะการหยอดเป็นการโรยเป็นแถว ความสามารถในการทำงาน 3-6 ไร่ ต่อชั่วโมง วันหนึ่งจะหยอดได้ 30-40 ไร่ อัตราเมล็ดพันธุ์ประมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาเครื่องประมาณ 50,000 บาท อีกขนาดหนึ่ง ขนาดต้นกำลังไถ 24 แรงม้า ความสามารถในการทำงาน 3-4 ไร่ ต่อชั่วโมง ราคาประมาณ 28,000 บาท

การเตรียมแปลง จะต้องเตรียมดินดี ก้อนดินจะต้องเป็นก้อนเล็ก ถ้าเตรียมดินไม่ดี การหยอดจะไม่สม่ำเสมอ เครื่องมีข้อดีจะหยอดเป็นแถว การกำจัดวัชพืชทำได้ง่าย เพราะสามารถกำจัดวัชพืชระหว่างแถวได้สะดวก และสามารถแยกข้าวปนได้ง่าย เหมาะสำหรับทำแปลงเมล็ดพันธุ์ สำหรับเกษตรกรรายใหญ่นอกจากใช้เครื่องหว่านในแปลงนาของตนเองเสร็จแล้ว สามารถนำไปรับจ้างหว่านข้าวในแปลงนาอื่นๆ ได้ ซึ่งเป็นการใช้งานที่คุ้มค่าและเป็นการลดต้นทุนแก่เกษตรกรเพื่อนบ้าน ไม่จำเป็นจะต้องมาซื้อเครื่องใช้เป็นของตนเอง แต่ถ้าซื้อเครื่องแบบนี้จากต่างประเทศ ราคาไม่ต่ำกว่า 400,000-500,000 บาท

เครื่องหว่านข้าว

พ่วงรถแทรกเตอร์

เครื่องหยอดข้าวพ่วงรถแทรกเตอร์ สามารถใช้กับรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า เป็นต้นไป ถึงต้นกำลัง 60-70 แรงม้า และขนาดจานพรวน ตั้งแต่ผาลพรวน 5 จาน เป็นต้นไป และความยาวของโครงผาลไถ ตั้งแต่ 125 เซนติเมตร เป็นต้น การใช้งาน ติดตั้งบนโครงผาลพรวน อัตราการหว่านสามารถปรับอัตราการหว่านตั้งแต่ 12-40 กิโลกรัม ต่อไร่ (ความต้องการของเกษตรกร)

ความสามารถในการหว่านขึ้นอยู่กับขนาดต้นกำลังของรถแทรกเตอร์ สภาพพื้นที่และรูปร่างของพื้นที่ที่จะหว่าน ความสามารถในการทำงาน 30-40 ไร่ ต่อวัน การทำงานจะหว่านและกลบเมล็ดข้าวในขั้นตอนเดียวกันกับการไถพรวน ราคาเครื่องประมาณ 14,000 บาท เครื่องนี้ได้รับรางวัลผลงานสิ่งประดิษฐ์คิดค้นด้านเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ระดับดี จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปี 2555

เครื่องหว่านข้าวพ่วงรถแทรกเตอร์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ถังใส่เมล็ดข้าว อุปกรณ์กำหนดเมล็ดข้าว ท่อนำเมล็ดข้าว จำนวน 4 ท่อ ล้อขับเพลา แผ่นกระจายเมล็ด การใช้งานจะประกอบเครื่องหว่านข้าวติดตั้งบนโครงจานพรวน โดยให้ท่อนำเมล็ดข้าวอยู่หน้าจานพรวน และแผ่นกระจายเมล็ดข้าวประกอบติดรถไถ

การทำงานเมื่อรถวิ่ง ล้อขับจะหมุนและส่งกำลังผ่านชุดเฟืองโซ่ยังเพลากำหนดเมล็ดให้หมุน และเมล็ดข้าวจะไหลลงตามท่อเมล็ด 4 ท่อ เมล็ดข้าวจะตกกระทบแผ่นกระจายเมล็ดซึ่งอยู่ตรงปลายท่อ ทำให้เมล็ดข้าวกระจายอย่างสม่ำเสมอบนพื้นดิน ในขณะเดียวกันจานพรวนจะพรวนกลบเมล็ด การใช้งานจะลดขั้นตอนการทำงาน โดยจะรวมการหว่านและกลบในขั้นตอนเดียวกัน การกระจายของเมล็ดข้าวสม่ำเสมอกว่าคนหว่าน จากการติดตามการใช้งาน ผลผลิตข้าวไม่แตกต่างกว่าการปักดำ และเป็นการลดต้นทุนในการผลิตอย่างมาก

เครื่องหยอดและเครื่องหว่านข้าวแห้งพ่วงรถแทรกเตอร์ วัตถุประสงค์สำหรับเกษตรกรรายใหญ่หรือใช้ในการรับจ้างหยอดหรือหว่านข้าวในการปลูกข้าวแห้งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดต้นทุนในการปลูกข้าวและลดความเสี่ยงในการที่ฝนทิ้งช่วง เนื่องจากเกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้เร็วขึ้นและทันฤดูกาล ความสามารถในการหว่านข้าว 4-6 ไร่ ต่อชั่วโมง อัตราเมล็ดพันธุ์สามารถปรับได้ตั้งแต่ 12 กิโลกรัม ต่อไร่ ถึง 30 กิโลกรัม ต่อไร่ (ตามความต้องการของเกษตรกร)

สรุปการใช้เครื่องหยอดข้าว เครื่องหว่านข้าวแห้งพ่วงรถแทรกเตอร์ ทำงานได้รวดเร็ว ช่วยลดต้นทุนในการผลิตในด้านการใช้แรงงานและเมล็ดพันธุ์แล้ว และจะช่วยให้ปลูกข้าวได้เร็วขึ้น เมล็ดพันธุ์ข้าวจะได้รับการโรยอย่างสม่ำเสมอ เมื่อข้าวเติบโตขึ้นจึงมีความแข็งแรง ทนแล้ง ให้ผลผลิตสูง ทันเวลาในช่วงฝนที่เหมาะสม และสามารถหว่านข้าวรอฝนได้ โดยเริ่มหว่านตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน และไม่ควรเกินมิถุนายน เนื่องจากฝนจะตกชุก เครื่องไม่สามารถลงในแปลงนาได้ การหว่านข้าวเร็วจะทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตและตั้งตัวได้ดี เนื่องจากได้รับน้ำฝนช่วงแรกของฝน และได้รับน้ำฝนต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายน ก่อนที่จะกระทบฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรลดความเสี่ยงลงในการปลูกข้าว และลดต้นทุนในการปลูกข้าวซึ่งเป็นทางเลือกทางหนึ่งในการปลูกข้าวนาน้ำฝนของเกษตรกร นอกจากนี้ เครื่องหว่านข้าวทั้งพ่วงรถแทรกเตอร์และรถไถเดินตามเป็นวิทยาการใหม่ ไม่มีใครคิดมาก่อน ผู้วิจัยเชื่อว่านอกจากจะใช้ในประเทศไทยได้ดีแล้ว สามารถปรับใช้ในประเทศอาเซียนได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ การสร้างเครื่องง่าย ราคาถูก เกษตรกรรายย่อยสามารถใช้ได้ และเป็นการเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรรายใหญ่

เครื่องที่ได้กล่าวไปแล้ว ผู้เขียนพยายามติดต่อโรงงานขนาดใหญ่ๆ ในประเทศผลิต แต่ขาดความสนใจเพราะกำไรน้อย สู้ผลิตเครื่องเกี่ยวข้าว ฯลฯ เครื่องมือใหญ่จะดีกว่าเพราะกำไรดีกว่า ดังนั้น ผู้เขียนได้ติดต่อโรงงานอนุสรณ์การช่าง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เป็นโรงงานขนาดเล็กแต่มีประสบการณ์ทำเครื่องหยอดถั่วเหลือง ข้าวโพด เป็นเวลาอันยาวนานกว่า 30 ปี สามารถผลิตได้ตามแบบและได้ผลดี ผลิตจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ สนใจติดต่อได้ โทร. (081) 936-9230

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก คุณสุรเวทย์ กฤษณะเศรณี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมเกษตร ผู้ออกแบบ โทร. (095) 596-3146

ซี.พี. ส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกปาล์มน้ำมัน ที่จังหวัดกำแพงเพชร

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ซี.พี. ส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกปาล์มน้ำมัน ที่จังหวัดกำแพงเพชร

“ยางพารา” จัดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศ เวลาเราพูดถึงยางพารามักจะนึกถึงพืชเศรษฐกิจอีกชนิดคือ ปาล์มน้ำมัน ที่นิยมปลูกคู่ขนานกับยางพารา

แม้ราคายางที่ตกต่ำจะเป็นปัญหาสำคัญและมีผลกระทบต่อปากท้องของเกษตรกรผู้ปลูกยางเป็นอย่างมาก แต่เกษตรกรบางรายยังเกื้อกูลรายได้ครอบครัวจากการขายปาล์มน้ำมันแทน

การปลูกปาล์มอาจจะเจริญเติบโตพร้อมได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพในเขตพื้นที่ทางภาคใต้ ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยที่เอื้อประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่เป็นหัวใจสำคัญของพืชชนิดนี้

แต่หลายปีที่ผ่านมามีความพยายามส่งเสริมให้ขยายพื้นที่ในภาคอื่น เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มมากขึ้น และดูเหมือนว่าในหลายจังหวัดประสบความสำเร็จดี ทั้งยังมีผลผลิตที่ได้คุณภาพไม่แพ้ทางภาคใต้

กำแพงเพชร เป็นอีกจังหวัดที่ชาวบ้านหลายพื้นที่ทดลองปลูกปาล์มแทนพืชชนิดอื่นแล้วประสบความสำเร็จ มีเกษตรกรหลายรายที่ล้มเหลวจากพืชชนิดอื่น อย่าง ส้ม หรือข้าว ได้เบนเข็มมาปลูกปาล์ม โดยยึดความสำเร็จจากทุ่งรังสิต ที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกส้มมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาปลูกปาล์มได้ผลอย่างดีมาเป็นต้นแบบ

ในเวทีการประชุมสามัญประจำปี 2557 ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมัน จังหวัดกำแพงเพชร ที่ผ่านมา ซึ่งสนับสนุนโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ได้มีการให้ความสำคัญกับปาล์มน้ำมันและเป็นการทิ้งน้ำหนักไปที่การอบรมหลักสูตร “การจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ได้เชิญวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญปาล์มน้ำมันของ ซี.พี. มาให้ความรู้ ความเข้าใจ ถึงแนวทางการปลูกปาล์มเพื่อให้มีคุณภาพได้ผลผลิตอย่างเต็มที่ พร้อมกับได้เชิญเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จหลายท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยด้วย

คุณสมชาติ สิงหะพล ที่ปรึกษาด้านปาล์มน้ำมัน และ คุณเอกชัย รัตนมงคล ที่ปรึกษาด้านการส่งเสริมการเกษตรของ ซี.พี. เป็นอีกทีมงานหนึ่งที่พยายามสร้างแรงขับเคลื่อนให้ชาวบ้านจังหวัดกำแพงเพชรหันมาปลูกปาล์มในพื้นที่ที่เหมาะสม

ที่ปรึกษาด้านปาล์มน้ำมัน กล่าวว่า ที่ผ่านมาทาง ซี.พี. มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกปาล์ม ส่วนใหญ่จะเน้นพื้นที่นอกเขตทางภาคใต้ อย่างพื้นที่เริ่มแรก เช่น ทางกำแพงเพชร อุทัยธานี เพราะมีพื้นที่อยู่ใกล้ทาง ซี.พี. จากนั้นจึงค่อยขยับไปทางภาคอีสาน อย่างที่ หนองคาย บึงกาฬ

สำหรับพันธุ์ปาล์มที่ใช้ปลูกจะพยายามให้ความสำคัญกับพันธุ์ที่ทนแล้ง ที่มีศักยภาพเหมาะกับปริมาณน้ำฝนต่ำ ซึ่งต่างกับพื้นที่ทางภาคใต้ที่มีฝนตกชุก อีกทั้งยังมุ่งค้นคว้าหาสายพันธุ์เพื่อให้สามารถเลือกปลูกได้ตามลักษณะสภาพทางธรรมชาติทุกอย่างในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นฝนชุก ฝนน้อย อากาศเย็น

ดังนั้น จึงได้เลือกพันธุ์ที่ใช้กับน้ำน้อยหรือสามารถขาดน้ำได้หลายเดือน อีกทั้งยังต้องแบ่งส่งเสริมเป็นเฉพาะกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่เคยปลูกส้มในร่องหรือกลุ่มเกษตรทั่วไป เพราะพันธุ์เหล่านี้ล้วนประสบความสำเร็จในบ้านเรามาหลายพื้นที่แล้ว

คุณสมชาติ ชี้ว่าการส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ที่ยังไม่มีการประกาศของกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นปัญหา และเป็นไปอย่างช้า ดังนั้น ทาง ซี.พี. ต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชทางเลือก เนื่องจากทางซี.พี. สนับสนุนพืชอยู่หลายชนิด เลยมองว่า ควรจะปลูกปาล์มร่วมกับพืชชนิดอื่นด้วย ทั้งนี้ ทาง ซี.พี. ได้เข้ามาส่งเสริมในเรื่องปาล์ม เป็นเวลา 6 ปีแล้ว โดยให้คำแนะนำตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูกเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ การปลูกที่ถูกต้อง การดูแลรักษา ฯลฯ

“ในช่วงการส่งเสริม ระยะแรกชาวบ้านมีการตื่นตัวดีมาก ทั้งนี้ ปาล์ม อาจเป็นของใหม่ภายหลังที่ชาวบ้านหลายคนต้องผิดหวังกับการปลูกส้ม แล้วยังมองไม่เห็นพืชชนิดอื่นที่เหมาะสมดี ขณะเดียวกันช่วงนั้นกระแสไบโอดีเซลกำลังมาแรง ราคาปาล์มก็สูง จูงใจ ส่วนผลผลิตก็อยู่ในเกณฑ์ที่พอใจ

อีกทั้งที่กำแพงเพชรได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่าที่ทุ่งรังสิต ที่เป็นการปลูกปาล์มในร่องส้มเดิม อีกประการหนึ่งดินที่กำแพงเพชรมีคุณภาพดี เพราะเป็นดินตะกอนลุ่มแม่น้ำปิง ไม่มีปัญหาเรื่องดินเปรี้ยว เพราะถ้าดินเปรี้ยวมากการถ่ายเทออกซิเจนจะล่าช้า ทำให้รากเดินไม่สะดวก แต่เกษตรกรที่ทุ่งรังสิตเก่ง มีการปรับระดับน้ำให้ต่ำลงเมื่อต้นปาล์มมีขนาดโตขึ้น”

คุณสมชาติ เผยว่า เท่าที่สรุปพื้นที่ในภาพรวมการปลูก พบว่า มีอยู่ 2 ประเภท คือลักษณะแรกปลูกกันบนสันร่อง ที่มีน้ำหล่อเลี้ยงไว้ในร่อง หรือพื้นที่เคยปลูกส้มมาก่อน ซึ่งบางแห่งมีการยุบร่อง จาก 3 เหลือ 1 ร่อง ทำให้ได้ผลผลิตดี หรืออาจจะดีกว่ากลุ่มที่ปลูกบนพื้นราบเสียด้วยซ้ำ อย่างที่ อำเภอบึงสามัคคี ขาณุวรลักษบุรี คลองลาน คลองขลุง กับเป็นพื้นที่อีกลักษณะอาจเป็นไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังเดิม ผลผลิตออกมาถือว่าใช้ได้

“ปัจจุบัน กำแพงเพชร ยังมีพื้นที่ปลูกปาล์มได้อีกมากมาย แต่เนื่องจากยังไม่เปิดเป็นพื้นที่ส่งเสริม จึงทำให้กระบวนการขับเคลื่อนเป็นไปด้วยความลำบากและล่าช้า”

คุณสมชาติ ระบุว่า เนื่องจากที่ผ่านมามีชาวบ้านบางรายประสบความสำเร็จจากการปลูกปาล์ม จึงทำให้มีชาวบ้านรายอื่นมองเห็นและให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่บึงสามัคคี คลองลาน คลองขลุง ได้เดินทางมาดูงานแล้วเรียนรู้วิธีการปลูกอย่างสนใจ ดังนั้น กลุ่มที่มาประชุมกันครั้งนี้ จึงมาจากหลายอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นจากวังเจ้า กิ่งอำเภอโกสัมพีนคร คลองขลุง คลองลาน และอีกหลายแห่งในรัศมีประมาณ 60 กิโลเมตร ที่สำคัญทุกคนเป็นเกษตรกรหัวไว ใจสู้ทั้งนั้น

“บางรายเป็นกลุ่มที่เคยปลูกส้ม และมียางพาราอยู่บ้าง แล้วต้องการเปลี่ยนมาปลูกปาล์ม ทั้งนี้ปลูกกันอยู่บ้างแล้ว แต่ต้องการมาเติมเต็มความรู้ หรือบางรายมีเป้าหมายที่ต้องการขยายพื้นที่ให้มากขึ้น เพราะเห็นว่าที่ผ่านมามีรายได้ดีกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น เป็นรายได้ที่รับแบบต่อเนื่องทุก 15 วัน”

อาจารย์วิศาล เดชเดี่ยว หนึ่งในสมาชิกกลุ่มและถือเป็นอีกผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกปาล์มน้ำมันจนทำให้มีรายได้ที่ดีขึ้น อีกทั้งยังปวารณาตัวขอเป็นคนชักนำให้เกษตรกรที่สนใจปลูกปาล์มหันมารวมตัวกันเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่ม ชมรม ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

อาจารย์วิศาล เคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่โกสัมพี แต่ลาออกมาก่อนครบอายุราชการ หรือเออร์ลี่รีไทร์ และอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว คือการทำเกษตรกรรม

เหตุผลสำคัญที่อาจารย์ต้องการปลูกปาล์ม เพราะมองว่าเป็นพืชที่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนตามอายุของต้นคือกว่า 20 ปี เขาชี้ว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจากการปลูกปาล์มในช่วงเวลานั้น อาจเปรียบดั่งเงินบำนาญที่ตกถึงรุ่นลูก หลาน ต่างจากพืชที่เคยปลูกอย่างมันสำปะหลัง ถั่ว ที่ให้รายได้แบบล้มลุกคลุกคลานมาตลอด

พันธุ์ปาล์มที่อาจารย์ใช้ปลูกคือ พันธุ์เทเนอร่า D?P ปลูกมาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว เนื้อที่รุ่นแรกใช้ 100 ไร่ รุ่นสอง 40 ไร่ เป็นที่ดินของตัวเอง

อาจารย์วิศาล บอกว่า ส่วนมากจะดูแลเอง จะมีจ้างแรงงานคนลาวที่ถูกต้องตามกฎหมายมาช่วยในบางคราว โดยจ้างไว้ จำนวน 5 คน พอถึงช่วงตัดปาล์มจะใช้วิธีเหมาเป็นตัน ตันละ 500 บาท แต่ต้องตัดแต่งทางปาล์มแล้วเก็บให้เรียบร้อยด้วย เก็บเดือนละ 2 ครั้ง รวม 50 ตัน

พื้นที่ปลูกปาล์มในสวนมีลักษณะลาดเอียง มีคลองด้านหลัง มีน้ำตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงได้ต่อท่อเข้ามาในแปลงปลูก และวางแนวระยะปลูกไว้ 8×8 เมตร เขามองว่าเป็นระยะที่ไม่ค่อยดี เพราะทำให้ต้นสูงอย่างเดียว เป็นระยะที่ชิดไป จึงควรมีสัก 9×9 เมตร น่าจะเหมาะกว่า

ปาล์ม เป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก เพียงแต่ในช่วงแรกอาจต้องให้ความใส่ใจ ดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมกับการดูแลเรื่องปุ๋ยและน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะปาล์มขาดน้ำไม่ได้เลย หน้าแล้งไม่ควรให้ขาดน้ำเกิน 10 วัน ถ้าเป็นหน้าฝนอาจเว้นช่วงได้

อาจารย์เผยว่า ทุกวันนี้ที่มาปลูกปาล์มสร้างรายได้ ถือว่าคิดถูกแล้ว เพราะมีรายได้ดีถึงเดือนละ 100,000 บาท มีรายจ่าย เดือนละ 30,000-40,000 บาท และทุก 15 วัน ขนไปขายเกือบ 30 ตัน ทุกเที่ยว และต่อไปคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะเริ่มจับทางการปลูกปาล์มได้ชัดเจนขึ้นมาก จึงคิดว่าคงจะสามารถสร้างผลผลิตได้เพิ่มขึ้นอีก

“ต่อไปรายได้อาจถึง 200,000 บาท ต่อเดือน ยิ่งเมื่อเพิ่มพื้นที่ใหม่ มีการบริหารจัดการตามแนวทางที่ได้มาตรฐานกว่า อาจทำเป้าหมายที่คาดไว้ได้ไม่ยาก เพราะการเริ่มต้นที่ถูกต้องนั้น ที่เหลือก็จะได้คุณภาพแล้ว”

ในฐานะสมาชิกกลุ่มอาจารย์มองว่าบทบาทของการจัดตั้งเป็นกลุ่มหรือชมรมจะเอื้อประโยชน์ให้ได้มาก เนื่องจากในจังหวัดกำแพงเพชรผู้ปลูกแต่ละรายมีจำนวนพื้นที่น้อย ดังนั้น จึงควรมารวมตัวกัน จะได้ช่วยเหลือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ปัญหา/อุปสรรค ซึ่งกันและกัน เพราะการรอให้ทางภาคราชการยื่นมือมาช่วยอาจช้าเกินไป เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปลูกแต่ละวันมีอยู่ตลอดเวลาที่ต้องหาทางป้องกันและแก้ไข

อาจารย์มองต่อไปอีกว่า การรวมกลุ่มที่มีความเข้มแข็งมากพอ และสามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐานได้แล้ว จะทำให้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สร้างการต่อรองในสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การลดต้นทุนการปลูกอย่างที่เห็นชัดคือ เรื่องปุ๋ย หากซื้อตามร้านค้าทั่วไป ถ้าเป็นปุ๋ย สูตร 0-0-60 ตันละ 800 บาท ถ้าไปซื้อเหมาอาจได้ราคาสัก 700 บาท ต่อตัน และนี่คือประโยชน์ของการรวมกลุ่มที่ชัดเจน เพราะต้นทุนหลักคือ เรื่องปุ๋ย

“นอกจากนั้นแล้ว การรวมตัวควรไปสร้างความสัมพันธ์หรือหาพันธมิตรกับองค์กรภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนชัดเจน อย่าง ซี.พี. เพราะทาง ซี.พี. มีอะไรหลายอย่างที่ให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ การส่งบุคลากรลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือแนะนำได้ทันที และตัวผมได้รับความอนุเคราะห์ความรู้จากทาง ซี.พี. ด้วยดี”

ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปาล์มน้ำมัน กำแพงเพชร รวมกันได้ประมาณ 70 กว่าคน มีพื้นที่ จำนวน 7,000 กว่าไร่ และในอนาคตกำลังมีชาวบ้านสนใจเพิ่มขึ้นอีก คาดว่าคงมีจำนวนพื้นที่รวมกันได้กว่าหมื่นไร่ ในจำนวนนี้เป็นทั้งผู้ปลูกรุ่นเก่าและใหม่

อาจารย์ชี้ว่า ประการสำคัญของการรวมกลุ่ม ถ้ามีความเข้มแข็งเต็มที่ มีอำนาจต่อรองด้วยการสร้างผลผลิตที่ได้คุณภาพมาตรฐานแล้วโอกาสในการนำไปสู่การตั้งโรงงานสกัด ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญคงไม่ไกลเกินกว่าจะคิดหวังแล้ว เพราะขณะนี้มีบางจังหวัดสามารถทำได้จริง

“การปลูกปาล์มของชาวบ้านรุ่นใหม่ต้องการมีรายได้ที่ยั่งยืนคงทนไปนานถึงลูก หลาน เพราะปาล์มเป็นไม้ที่ดูแลไม่ยาก ยิ่งได้รับความช่วยเหลือจากทาง ซี.พี. ด้วยแล้ว ที่เหลือคงเป็นหน้าที่ของคนปลูกที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำ ถ้าคุณทำตามอย่างเคร่งครัดและเข้มงวดตามตารางการปลูกอย่างสม่ำเสมอแล้ว ในที่สุดผลผลิตที่เกิดขึ้นจะได้เห็นอย่างชัดเจนแน่ และหากใครต้องการทราบรายละเอียดหรือต้องการมาดูสวนปาล์ม ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (080) 504-9712” อาจารย์วิศาล กล่าวปิดท้าย

เกษตรกรท่านใดมีพื้นที่อยู่ในพิกัดใกล้จังหวัดกำแพงเพชรและกำลังสนใจเรื่องปาล์มน้ำมัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณสมชาติ สิงหะพล โทรศัพท์ (081) 780-8928 หรือ คุณเอกชัย รัตนมงคล โทรศัพท์ (089) 866-7019

พะยูง…ไม้เงินล้าน ทองปลิว แก้วคีรี และ บุญมี ทวีสุข…นำเสนอ

Published มิถุนายน 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

พะยูง…ไม้เงินล้าน ทองปลิว แก้วคีรี และ บุญมี ทวีสุข…นำเสนอ

ข่าวการจับกุมผู้ลักลอบตัดและค้าไม้พะยูงมีให้เห็น ได้ยินกันแทบทุกวัน และดูเหมือนนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งจำนวนไม้ที่ตัดหรือขนย้าย ตลอดจนจำนวนมูลค่าตัวเงิน

มีคำถามว่า อะไร เป็นเหตุผล จึงทำให้บุคคลเหล่านั้นกล้ากระทำผิด ทั้งๆ ที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย??

ต้นพะยูง เป็นไม้ป่า มีชื่อพื้นเมืองอื่นเรียกอีก คือ ขะยุง พะยุง แดงจีน ประดู่เสน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ลักษณะไม้มีเนื้อแข็งและเนื้อไม้มีลวดลายสวยงาม จัดเป็นไม้เศรษฐกิจที่มีราคาสูง ทั้งนี้ ยังถือเป็นไม้มงคล 1 ใน 9 ชนิด จึงมักนำไปใช้ในงานพิธีสำคัญ

คุณสมบัติเด่นของไม้พะยูงอยู่ตรงความที่เป็นไม้ที่มีเนื้อละเอียด เหนียว แข็ง ทนทาน และชักเงาได้ดี มีน้ำมันในตัวจึงทำให้คนไทยนิยมนำไปใช้ทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ในการแกะสลักและทำด้ามเครื่องมือต่างๆ ใช้ทำเกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอ ขลุ่ย ลูกระนาด หรือแม้กระทั่ง ไม้คมแฝก ตะบอง และไม้เท้า

ประเทศจีน มีความเชื่อว่าเนื้อไม้สีแดงเป็นมงคล และหากใช้เครื่องเรือนหรือเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเนื้อไม้พะยูงซึ่งมีสีแดงตกแต่งภายในบ้าน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ชุดรับแขก ฯลฯ จะเสริมโชคลาภ

ดังนั้น ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ความต้องการไม้พะยูงจากจีนมีมากขึ้น ราคาไม้พะยูงสูงขึ้นมาก ล่อใจให้มีการลักลอบตัดไม้พะยูงในป่าอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หลายประเทศที่เคยมีพะยูงต้องหมดไป ฉะนั้น ป่าพะยูงผืนสุดท้ายของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะเหลืออยู่เฉพาะในแถบเทือกเขาภูพานและเทือกเขาพนมดงรักซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ขั้นวิกฤติเช่นกัน

จากการทำงานในช่วง 27 ปี ของ กอง บ.ก. เทคโนฯ พบว่า มีบุคคล จำนวน 2 ท่าน คือ อาจารย์ทองปลิว แก้วคีรี และ คุณบุญมี ทวีสุข ที่ปลูกต้นพะยูงไว้จำนวนมาก อยู่ที่สวนป่าอำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้ง 2 คน มีสวนป่าอยู่คนละแห่ง มีเนื้อที่ปลูกต้นพะยูงและไม้ป่าอื่นเป็นร้อยไร่ ปลูกมาเป็นเวลานานร่วม 30 ปี เป็นการปลูกเพื่ออนุรักษ์ อีกทั้งยังมีความตั้งใจให้ผู้คนหันมาปลูกกันเพิ่มขึ้นแทนจำนวนที่หายไป เพราะเป็นไม้ที่ปลูกง่าย ทนทาน ขนาดไม่ใหญ่ สามารถปลูกไว้ในกระถาง รอบบ้าน ตามสถานที่ต่างๆ

สวนป่า อาจารย์ทองปลิว

ปลูกพะยูง กว่า 500 ต้น

แวะไปที่สวนแรกของ อาจารย์ทองปลิว แก้วคีรี ก่อน ซึ่งท่านนับเป็นบุคคลหนึ่งที่บุกเบิกปลูกไม้ป่ามานานหลายสิบปี ในเนื้อที่จำนวน 100 กว่าไร่ ในสวนป่าของอาจารย์มีไม้ป่าหลายชนิด ได้แก่ พะยูง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อินทนิล ยางนา พะยอม

อาจารย์ทองปลิว เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด และมีพื้นฐานครอบครัวที่มาจากชาวสวน ด้วยความซุกซนและใฝ่รู้ในวัยเด็ก ทำให้อาจารย์สนใจ พร้อมกับรับรู้เรื่องราวไม้พะยูงที่นำมาทำเป็นของใช้ต่างๆ อย่าง คมแฝก หรือไม้เท้าจากคุณตา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้รู้ว่าเป็นไม้มงคล จึงทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ และชื่นชอบไม้พะยูงมากขึ้น แล้วบอกกับตัวเองว่าในอนาคตถ้ามีโอกาสจะปลูกต้นพะยูงให้มากๆ กระทั่งภายหลังที่สามารถสะสมเงินทุนได้ จึงไปหาซื้อที่ดิน แล้วนำต้นพะยูงมาปลูกเมื่อปี 2526

เมื่อเดินเข้าไปในสวนป่า พบว่า ต้นพะยูง รวมถึงไม้ป่าหลายชนิดที่อาจารย์ทองปลิวปลูกไว้เป็นแถว แนว อย่างเป็นระเบียบ ไม้ป่าเหล่านี้ท่านบอกว่าครั้งแรกไปขอต้นพันธุ์ที่ป่าไม้ และบางส่วนเพาะเอง แต่เนื่องจากบางส่วนของพื้นที่เป็นลานซีเมนต์ เพื่อใช้ตากมันสำปะหลัง ฉะนั้น เมื่อต้องการนำพันธุ์ไม้ปลูกคงเป็นเรื่องยาก และต้องลงทุนสูงหากต้องปรับปรุง ด้วยเหตุนี้อาจารย์ทองปลิวจึงใช้วิธีเจาะเป็นหลุมขนาดเท่ากระป๋องนม และนำต้นพันธุ์ลงปลูกแล้วปล่อยให้โตเอง โดยไม่ต้องดูแลใส่ปุ๋ย

อาจารย์ทองปลิวชี้ให้ดูต้นพะยูงแต่ละต้นว่ามีลักษณะต่างกัน บางต้นคดงอ รูปทรงไม่สมส่วน อันนี้เป็นธรรมชาติของไม้ เพราะไม่ได้เลือกพันธุ์ที่ดีมาปลูก หรือแม้แต่ระหว่างที่ปลูกพร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน การเจริญเติบโตของต้นยังต่างกัน ทั้งนี้เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกอีกนั่นแหละ

ดังนั้น เพื่อให้ต้นที่กำลังจะปลูกใหม่มีความสมบูรณ์เต็มที่ ควรมีการพิจารณาคัดเลือกว่าต้นไหนที่มีคุณลักษณะต้นดี ตรง และโตเร็ว จึงเก็บเมล็ดพันธุ์ของต้นนั้นไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในคราวต่อไป เพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกง่าย ทนทาน ไม่มีโรคหรือแมลงมารบกวน ไม่จำเป็นต้องไปดูแลปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ เพราะเป็นไม้ป่าอยู่แล้ว

ต้นพะยูงที่อาจารย์ทองปลิวปลูกไว้มีหลายรุ่น ปลูกไม่พร้อมกัน มีอายุต้นต่างกัน ตั้งแต่ 30 ปี, 25 ปี และ 15 ปี อย่างรุ่นที่อายุ 25 ปี มีจำนวน 500 ต้น รุ่นอายุรองลงมามีจำนวนกว่า 100 ต้น จะปลูกเป็นแถว แนว ส่วนระยะระหว่างต้นไม่แน่นอน แต่จะปลูกให้ชิดกัน ด้วยเหตุผลเพราะต้องการให้ลำต้นตรง

“ต้นพะยูง ที่มีอายุสัก 7 ปี จะเริ่มมีเมล็ด มีจำนวนเมล็ดต่อต้น ประมาณ 20-30 กิโลกรัม เก็บได้ปีละครั้ง จะเก็บประมาณเดือนตุลาคมไปจนถึงปลายปีของทุกปี ทั้งนี้แต่ละต้นจะมีเมล็ดไม่พร้อมกัน ทั้งนี้เมล็ดพะยูงมีการซื้อ-ขายกัน ราคากิโลกรัมละ 5,000 บาท และเมล็ดพันธุ์บางส่วนเก็บไปเพาะต้นกล้า ขายต้นละ 50 บาท แต่ถ้าสูงสัก 1 เมตร ราคาต้นละ 80 บาท ส่วนต้นใหญ่ขายหลักร้อยบาทแล้วแต่ขนาด”

ใต้ต้นพะยูง

ปลูกพืชเสริม สร้างรายได้

อาจารย์ทองปลิว บอกว่า การปลูกสวนป่าตั้งแต่ใต้ดิน บนผิวดิน เหนือระดับชั้นดินสามารถทำให้มีรายได้เกิดขึ้น ภายในสวนป่าไม่มีการใช้สารเคมีแต่อย่างใดเลย การเกิดหญ้าถือว่าช่วยคลุมความชื้นไว้ หรือให้ดีควรไปหาซื้อเห็ดเผาะมาสัก 1 กิโลกรัม นำมาบี้หว่านลงในสวน พอปีหน้าเห็ดเหล่านั้นจะเจริญเติบโต ทำให้เราเก็บผลผลิตไปขายเพื่อสร้างรายได้เสริม

หรือยังสามารถปลูกพืชอายุสั้นชนิดอื่นได้หลายอย่างระหว่างรอให้ต้นพะยูงโต เช่น ปลูกกล้วย ช่วงที่พะยูงยังมีต้นเตี้ย แล้วพอต้นสูงมาก สามารถปลูกสมุนไพร อาทิ ขมิ้นชัน กระชาย เปราะหอม ที่แกงกินได้แล้วหัวยังนำไปใช้ทำสมุนไพร และพืชสมุนไพรอื่น รวมไปถึงพันธุ์ไม้ประเภทหัวที่ไม่ต้องการรดน้ำ ทนแล้ง ซึ่งภายหลังเข้าฝนแล้วพืชเหล่านี้จะเจริญเติบโต

อาจารย์ทองปลิว ระบุว่า มูลค่าราคาซื้อ-ขายไม้พะยูง เท่าที่ทราบอยู่ที่ความต้องการของผู้ซื้อ ถ้าคนซื้อมีความต้องการมาก แต่คนปลูกยังไม่ขาย จนกว่าจะได้ราคาที่ต้องการ ฉะนั้น คนซื้อหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องซื้อในราคาสูง ฉะนั้น จากเมื่อก่อนทราบว่า ขายกันกิโลกรัมละ 200 บาท แต่ตอนนี้ไม่ต่ำกว่า 800 บาท ต่อกิโลกรัม

“มีหลายคนเข้าใจว่า ต้นพะยูง ต้องปลูกแต่ในป่า แต่แท้จริงสามารถปลูกในกระถางได้ ปลูกประดับตามบ้านได้อย่างสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องการชอนไชของราก และใบไม่ร่วงมากจนน่ารำคาญ ปลูกง่าย ไม่ต้องรดน้ำ ถ้ามีที่ดินมากจะปลูกจำนวนมากได้ ปลูกชิดกันได้ ระยะไม่เกินจากรั้ว 2 เมตร ปลูกได้ เพราะเป็นไม้มงคล ดังนั้น ในเทศกาลวาระพิเศษต่างๆ ถ้าจะเปลี่ยนจากการให้ของขวัญแทนน้ำหอมด้วยต้นพะยูง ดูจะเหมาะสมกว่า เพราะคุณได้มอบสิ่งที่เป็นมงคลให้กับผู้รับ”

ท่านที่สนใจต้นกล้าพะยูง ติดต่อกับอาจารย์ทองปลิวได้ ที่ โทรศัพท์ (081) 863-9655

สวนป่า คุณบุญมี

ปลูกพะยูงและไม้ป่าหลายชนิด

ออกจากสวนป่าอาจารย์ทองปลิว ขับรถย้อนกลับไปตามเส้นทางถนนสนามชัยเขต-ท่าตะเกียบ สักไม่เกิน 500 เมตร ถึงสวน คุณบุญมี ทวีสุข หรือ ลุงสอน สวนแห่งนี้ไม่มีชื่อ แต่เป็นที่รู้จักกันดีของคนละแวกนั้น

ลุงสอน เป็นคนกรุงเทพฯ เช่นกัน เกิดและเติบโตแถวถนนสุขุมวิทในสมัยที่เป็นท้องทุ่งนาและดินลูกรัง และแน่นอนครอบครัวของคุณลุงจึงยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก

ลุงสอน เป็นคนที่ชื่นชอบต้นไม้และรู้เรื่องราวของต้นไม้หลายชนิด และเหตุนี้เองจึงทำให้ต้องเดินเข้าสู่เส้นทางต้นไม้ด้วยการรับจัดสวนตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงบ้านพักบุคคลชื่อดังเป็นจำนวนมาก

สมัยหนุ่มลุงสอนถือเป็นนักผจญภัยแถวหน้า เพราะคราใดที่มีเวลาลุงสอนมักนัดเพื่อนร่วมแก๊งออกเดินทางเข้าป่าเพื่อไปล่าสัตว์ ทว่าการเดินทางเข้าป่านี้เองที่ทำให้ลุงสอนได้พบกับที่ดินแปลงหนึ่งที่สนามชัยเขต ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นกิ่งอำเภอ จนนำไปสู่ความเป็นเจ้าของในเวลาต่อมา

เดินตามลุงสอนเข้ามาสักพัก พบต้นพะยูงขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณทางเข้า ลุงสอนบอกว่า พะยูงต้นนี้อายุน่าจะประมาณ 30 กว่าปี เป็นต้นเดิมที่ติดมากับที่ดินแปลงนี้ พร้อมกับย้อนให้ฟังถึงเมื่อคราวที่เข้ามาปรับปรุงพื้นที่ดินว่า ในตอนแรกยังไม่ได้คิดอะไร เห็นว่าเป็นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่จำนวนมาก จึงให้รถไถจัดการโค่นออกหมด จะเหลือไว้ด้านหน้าเพียง 5 ต้น อายุต้นหลายสิบปี และเคยมีคนมาติดต่อขอซื้อให้ราคาหลักแสนบาท

สวนลุงสอน เดิมมีเนื้อที่ 100 ไร่ หลายปีผ่านไป คุณลุงสอนได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก จนขณะนี้มีจำนวนประมาณ 400 ไร่ และความที่เป็นนักเลงต้นไม้แบบชอบสะสม ดังนั้นภายในสวนมีลักษณะการปลูกไม้หลายชนิดแบบผสมผสาน ทั้งเพื่อการค้าและเป็นการอนุรักษ์ มีทั้งไม้ใบ ไม้ดอก ไม้แปลก และไม้ป่า อาทิ พะยูง ยางนา ไม้แดง กันเกรา ตะเคียน มะฮอกกานี

ถ้าเป็นไม้โบราณ อย่าง ชำมะเลียง ตะลิงปิง พลับ ตะโก หรือไม้ดอก อย่าง ลีลาวดี ที่มีหลายสี ไม้ใบอย่าง ปรงไต้หวัน และไม้หายาก อย่าง ต้นดอกคูนสีชมพู แล้วยังมีต้นอินทผลัมจำนวนหลายพันต้นไว้ล้อมส่งขายทั้งในและต่างประเทศ

“ปัจจุบัน ปลูกอินทผลัมขายต้น เคยส่งไปขายที่เมืองจีน มีต้นลีลาวดีขุดล้อม ยางนา อายุราว 5 ปี จำนวนพันต้น ไม้แดง 100 กว่าต้น ตะเคียนที่ทดลองปลูกอายุ 5 ปี มีจำนวน 100 กว่าต้น กันเกรา 100 กว่าต้น”

ลุงสอน บอกว่า ปลูกพะยูงไว้หลายรุ่น รวมแล้วหมื่นกว่าต้น ตอนหลังตายไปเกือบครึ่ง เพราะโดนรถไถเหยียบจากการปรับที่ ปลูกไปเรื่อยเป็นรุ่นเป็นหย่อมไม่ได้ปลูกครั้งเดียว จะปลูกต้นชิดกันเพื่อให้ต้นตรง แล้วมีร่มทำให้ ไม่มีหญ้า รุ่นแรกที่ปลูกลำต้นไม่ค่อยสวย ตอนแรกปลูกระยะ 10×10 เมตร พอรุ่นต่อมาขยับระยะเป็น 5×5 เมตร

“ต้องหาความรู้ไปเรื่อยว่า ต้นไม้ประเภทใดชอบแดด ชอบน้ำ ไม่ได้ปลูกส่งเดช ทั้งนี้เพราะเมื่อปลูกลงดินจะต้องจัดตำแหน่งต้นให้ตรงทิศทาง อย่างชนิดใดที่ชอบน้ำน้อยจะปลูกให้ตรงตะวัน ให้ได้รับแดด หรือชนิดใดที่ชอบชื้นจะปลูกขวางตะวันไว้ ทั้งนี้ต้นไม้ใหญ่ไม่เคยใส่ปุ๋ย บำรุงดินเลย”

ลุงสอน บอกว่า เท่าที่ทราบต้นพะยูงมีอีกชนิดคือ แดงจีน มีลักษณะใบเล็กกว่าที่ปลูก และสีลำต้นจะต่างกันด้วย แต่คงเป็นต้นพะยูงเหมือนกัน แล้วยังตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องน่าแปลกที่ต้นพะยูงที่มีเนื้อดี สวย จะมีขึ้นอยู่ในไทยเท่านั้น พม่ามีแต่ไม้สัก เขมรไม่มี และเวียดนามพอมีบ้าง ดังนั้น จึงมีความพยายามลักลอบตัดไม้พะยูงในป่าตามธรรมชาติของไทย เพื่อนำไปทำเป็นของสำคัญหลายอย่าง

ไม่เพียงจะปลูกต้นพะยูงไว้ที่สวนป่าสนามชัยเขตเท่านั้น ลุงสอนยังนำกล้าพะยูงไปปลูกไว้รอบที่ดิน ที่อำเภอบางคล้าอีก จำนวน 300 ต้น ปลูกไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เพื่อใช้บังลม ลุงสอนบอกว่าแหล่งกล้าพันธุ์ต้นพะยูงที่เพาะขายกันเป็นจำนวนมาก มักอยู่ที่แถวภาชี อยุธยา และเขาใหญ่ แต่เป็นเรื่องแปลกที่นักเล่นพันธุ์ไม้ มักไม่ค่อยบอกแนะนำกัน

แม้วัยที่ล่วงเลยมาถึง 81 ปี แต่ดูเหมือนไม่ได้เป็นอุปสรรคกับภารกิจต่างๆ ประจำวัน แถมยังมีบุคลิกที่คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง ทุกวันนี้ลุงสอนยังคงมีความสุขกับการสะสมพันธุ์ไม้ต่างๆ เคียงคู่กับผู้ช่วยที่เป็นลูกชาย 2 คน คุณลุงเผยว่า อยากได้ที่ดินสักพันไร่ เพื่อใช้ปลูกพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจอีก

“ขอให้ทุกคนใส่ใจกับป่า และดูเหมือนป่ากำลังจะหมดไป ถ้าเป็นเช่นนั้นคนรุ่นหลังอาจอยู่กันลำบาก ถ้าวันนี้ทุกคนปลูกต้นไม้ ต้นอะไรก็ได้ ปลูกให้มากๆ ควรปลูกไม้ก่อนถึงช่วงฤดูฝน เพราะเมื่อปลูกเสร็จฝนตกลงมา ต้นไม้จะเติบโตได้เอง อย่าปลูกปลายฝน เพราะเมื่อเข้าหนาวต้นไม้ตายหมด แล้วอย่าไปตัด ไปโค่น เพราะต้นไม้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ สงสารคนรุ่นหลังถ้าธรรมชาติหมดไปแล้ว พวกเขาจะเห็นอะไรอีก” ลุงสอน กล่าวฝาก

สนใจต้องการพันธุ์ไม้หลายชนิด ลองสอบถามไปที่ ลุงสอน (คุณบุญมี ทวีสุข) ที่โทรศัพท์ (02) 543-7371-2

%d bloggers like this: