ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ดิน น้ำ ป่า อาเซียน (1) กุมภาพันธ์ 15, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 565

ดิน น้ำ ป่า-ข้าวปลาอาหาร

จิตติมา ผลเสวก

ดิน น้ำ ป่า อาเซียน (1)

เป็นการยากยิ่งที่ต้องเขียนหนังสือในห้วงยามที่บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไปตามครรลองของมัน

ฉันมาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงไปถึงเรื่องทรัพยากร ตามเนื้อหาหลักในคอลัมน์ที่รับผิดชอบ ประกอบกับกำลังค้นข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติอาเซียน ว่าด้วยดิน น้ำ ป่า อาเซียน เพื่อให้ทันกับช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากโครงการและงบประมาณการจัดสรรทรัพยากรที่ส่อเค้าว่าจะสร้างความหายนะให้แก่สิ่งแวดล้อม และความล่มสลายของชุมชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบมากหลายแห่ง

จากเปลวไฟที่ก่อมาจาก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมเหมาเข่งสุดซอย หลังจากนั้นกฎหมาย มาตรา 190 ก็ผ่านสภาไปอย่างลอยนวล ต่อมาก็เรื่องเงินกู้ 2 แสนล้านล้าน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่งบประมาณการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ก็กำลังสร้างความปั่นป่วนให้ชาวบ้านในพื้นที่ทั่วประเทศ

ความจริงแล้ว กลุ่ม เอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าเสรีได้เคยพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 มานาน ก่อนที่จะมีการนำเข้าสู่สภาฯ แต่ดูเหมือนว่าสังคมไม่ได้ให้ความสนใจ กระทั่งถูกจุดขึ้นมาเมื่อมันโยงไปสู่กรณีเขาพระวิหาร ด้วยเหตุที่มาตรานี้ว่าด้วยความตกลงที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และเศรษฐกิจสังคมอื่นๆ ไม่ต้องผ่านสภาฯ (ยกเว้นความตกลงที่เกี่ยวกับอาณาเขต เขตอำนาจ ต้องออกกฎหมาย หรือเกี่ยวกับการค้าการลงทุนเท่านั้น)-(ข้อมูลจากกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการเสรีภาคประชาชน FTA Watch) ที่ฝ่ายผู้ชุมนุมพยายามยกประเด็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชามาเป็นประเด็น

ซึ่งกลุ่มที่ศึกษาติดตามมาตรานี้มาอย่างต่อเนื่อง เห็นว่าการแก้ไขมาตรานี้เป็นการรวบอำนาจรัฐ ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนไปอย่างสิ้นเชิง เสี่ยงต่อการเอื้อผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลจะสามารถตกลงทางการค้าระหว่างประเทศได้เลยก่อนเข้าสู่สภาฯ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ยากที่จะแก้ไข ทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนได้ง่ายขึ้น จากการที่ไม่มีประชาพิจารณ์ ไม่มีการรับรู้และตกลงร่วมกันในเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้น

มาตรานี้จะกระทบกับประชาชนคนที่ทำเกษตรในทางตรง เพราะข้อตกลงจะมีผลต่อการครอบครองเมล็ดพันธุ์ นายทุนเมล็ดพันธุ์สามารถปรับปรุงเมล็ดพันธุ์เดิมเป็นพันธุ์ใหม่ได้ง่ายขึ้น หลังการเปิดใช้มาตรานี้ หากกรมการข้าวเลิกปรับปรุงพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน โดยปล่อยให้บริษัทดำเนินการเอง แนวโน้มที่พันธุ์พืชท้องถิ่นจะหายไป พันธุ์พืชใหม่เข้ามาแทนที่ก็ง่ายขึ้น สรุปง่ายๆ ว่ามาตรานี้จะทำให้เกิดการแปรรูปเมล็ดพันธุ์พืชสาธารณะให้เป็นของบริษัทง่ายขึ้น เกษตรกรจะไม่มีเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง ต้นทุนการเพาะปลูกจะสูงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งผลผลิตยังต้องเดินตามนายทุน หมดเสรีภาพด้านเมล็ดพันธุ์ไปโดยสิ้นเชิง

นอกจาก มาตรา 190 อันน่าเกรงขามนี้ ยังมี พ.ร.บ.เงินกู้นอกระบบงบประมาณเพื่อผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะสร้างหนี้สาธารณะให้กับประชาชนไทยทุกคนไปอีก 50 ปี เงินกู้นี้รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะใช้เพื่อพัฒนาการคมนาคมภายในประเทศและเชื่อมโยงไปสู่ประเทศอาเซียน รองรับการเป็น Hup หรือศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังมาถึง ภายใต้โครงการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาโครงสร้างระบบราง หรือโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งประเทศในแถบอาเซียนเชื่อกันว่าเป็นการขนส่งที่สะดวกและประหยัดต้นทุนมากที่สุด โดยมีประเทศจีนมหาอำนาจแห่งเอเชียเป็นลูกพี่สนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะจีนก็หวังที่จะใช้เส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าของตัวเองเข้ามาสู่อาเซียน โดยมีมณฑลยูนนานและกวางสีตอนใต้ของจีนเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า

ตามแนวคิดนี้เองที่ทำให้เกิดแผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ หรือ Economic Corridor ขึ้นมา ซึ่งหากเป็นไปตามแผนจะสามารถเชื่อมโยงเส้นทางเศรษฐกิจจากจีนมาสู่ประเทศอนุภาคลุ่มน้ำโขงและต่อเนื่องไปถึงประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และเชื่อมต่อไปถึงแปซิฟิก การนี้จะทำให้จีนลดต้นทุนการขนส่งสินค้าไปได้มาก

โครงการนี้ฟังดูดีความเป็นสากล และน่าจะเสริมส่งเศรษฐกิจพร้อมกับสร้างงานให้กับผู้คนอีกมาก ถ้าไม่มีข้อกังขาในความคุ้มทุน การคอร์รัปชั่น เอื้อประโยชน์กันเองในกลุ่มทุนที่สัมพันธ์กับรัฐบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อผู้คนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มายาวนานนับร้อยๆ ปี ค่าที่ว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมตามแนวระเบียงเศรษฐกิจที่วางไว้นั้น จะต้องใช้พื้นที่มหาศาล

หนีไม่พ้นที่จะต้องเวนคืนพื้นที่อาศัยและทำมาหากินของชาวบ้านตามชุมชนต่างๆ การอพยพคนออกจากพื้นที่คงเกิดขึ้นอย่างมหาศาลประมาณไม่ได้ เท่านั้นยังไม่พอ การก่อสร้างขนาดใหญ่เหล่านี้ย่อมกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล กลุ่มที่จะเผชิญผลกระทบเป็นเบื้องแรกก็คือชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง

ไหนจะโครงการพลังงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนความเป็น Hup ด้านเศรษฐกิจอาเซียน โรงไฟฟ้าถ่านหิน ท่อส่งแก๊สธรรมชาติ แท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติของทุกคน รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศที่จะเปลี่ยนแปลงไป

โครงการต่างๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นมีข้อกังขาว่าล้วนแต่เอื้อต่อกลุ่มทุนใหญ่ที่กุมอำนาจเศรษฐกิจอาเซียนไว้ในอุ้งมือ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของอาเซียนไม่ได้รับผลประโยชน์ ทว่ากลับต้องแบกรับผลกระทบและกลายเป็นผู้อพยพออกจากที่อยู่เดิม

ความไม่ยุติธรรมในการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ จึงอยู่ตรงจุดนี้นี่เอง ที่ประชาคมอาเซียนควรจะเล็งเห็นความสำคัญ ก่อนน้ำตาจะท่วมแผ่นดินอาเซียน

 

ภาษาไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 565

ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่

ภาษาไทย

มีคนให้ความเห็นกับผมว่า “เดี๋ยวนี้คนไทยไม่ค่อยได้ใช้…คำพังเพย กันเท่าไหร่”

ผมว่า “ก็น่าจะเป็นความจริง…”

เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยมีคำใหม่ๆ มาใช้กันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันแล้วก็มีคำแปลกๆ ที่ดัดแปลงมาจากภาษาต่างประเทศอื่นๆ อีกด้วย

“ทำไม จึงเป็นเช่นนั้น…”

ผมว่าก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

และ “ภาษา” ก็เป็นส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความนิยม เมื่อใช้กันแล้วเข้าใจ ก็จะใช้กันแพร่หลายต่อไป

ทุกวันนี้ถ้า “ผู้ชาย” เดินเข้าไปซื้อของก็จะถูกเรียกว่า “เฮีย…”

ผู้หญิงก็จะถูกเรียกว่า “เจ๊”

ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็น “คนจีน” สักหน่อย

หรือ คำว่า “เยส” (Yes) หรือ “โน” (No) คนไทยก็รู้ว่าอะไร

แล้ว “คำพังเพย” ที่ใช้คำเป็น-สิ่งของ-ความคิด-แบบโบราณๆ คนในสมัยปัจจุบันอาจจะไม่รู้จัก หรือเคยได้ยินมาก่อนก็ได้

ก็เลยไม่รู้จะเอามาใช้-มาพูดอย่างไร “คือใช้ไม่เป็น…ว่างั้นเถอะ”

คนไทยเป็นคนเจ้าบท-เจ้ากลอน ดังนั้น…จึงมี-สุภาษิต-คำคม-คำพังเพย-คำขวัญ-คำเปรียบเทียบ-รวมทั้ง-คำด่า (ว่า) “เป็นสำบัด-สำนวน” มากมาย

ตอนที่ผมเด็กๆ เคยได้ยิน “คำพังเพย” เรื่องอะไร-ต่อมิอะไรมากมายจากคนเฒ่า-คนแก่-เป็นบทกลอนคล้องจองกัน ฟังแล้วเห็น…ภาพพจน์จริงๆ

แต่ขออภัย…ไม่สามารถนำมาเขียนได้ในที่นี้ เดี๋ยวจะโดนด่า

เมื่อ “คำพังเพย” เหล่านั้นไม่ได้ถูกนำ-มาเขียน-มาพูด-มาบอกเล่าต่อๆ กัน ก็จะต้องหายสาบสูญไปในที่สุด

นี่ก็อาจจะเป็นที่มาของ คำว่า “เดี๋ยวนี้…คนไทยไม่ค่อยได้ใช้…คำพังเพย กันเท่าไหร่”

ขออนุญาต…ยกตัวอย่างสนุกๆ กันหน่อยครับ

พ่อบ้าน-ต้องทำมาหากินใส่บ่าแบกหาม-เช้า-ค่ำ-เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว-ลูก-เมีย…เมื่อพบกับเพื่อนฝูงก็ถูกถามว่า “เป็นไง…สบายดีมั้ย”

ก็ตอบเป็นคำพังเพยไป “…”

ซึ่งผมขออนุญาตเปลี่ยนคำให้สุภาพหน่อย…เป็นว่า…

“สบายปาก หนักบ่า ขี้ข้าสตรี”

คือ…ขอให้ลงด้วย “สระอี-ก็แล้วกัน” (ฮา…)

ร่างกายของเราก็มีหลายส่วนรวมกันอยู่เป็นตัวตน แต่ไอ้มือเจ้ากรรมอยู่ดีไม่ว่าดี เสือกไปหยิบ-ไปจับ-อะไรเข้า อีกส่วนหนึ่งก็เลยโมโห ด่าออกมาว่า…

“อยู่ดี…ไม่ว่าดี…เอานิ้วไปแหย่…(ตาสวย)

มันไม่เป็นแต่มึง มันจะถึงก็ด้วย”

เห็นมั้ยครับ ขอให้ทะลึ่ง-ตึงตัง-กันซะหน่อย ลงเอยด้วยสระอวย…ไว้หน่อยเป็นใช้ได้

เป็นการเตือนให้อยู่เฉยๆ อย่าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่น เพราะนอกจากจะเดือดร้อนตัวเองแล้ว ยังจะนำเรื่องเดือดร้อนนั้น มาถึงกูอีกด้วย (ฮา…)

จะว่าไปแล้ว คนไทยเป็นคนอารมณ์ขันกันมาตั้งแต่โบร่ำ-โบราณแล้ว

เคยเห็น “บทกวี” หลังรถกระบะ-และในส้วมตามปั๊มน้ำมัน…สนุกๆ เหมือนกัน มีอยู่บทหนึ่ง ผมยังจำจนถึงบัดนี้ ไม่รู้ใครเป็นคนเขียน-คงจะอกหัก-ช้ำรักเป็นอย่างมาก จึงเขียนว่า…

จากกันไปหลายปี…ยังจำได้

กลับมาใหม่…หมายังเห็นเป็นเจ้าของ

จากนารี…สามวันเธอไม่มอง

ใจของน้อง…เลวกว่าหมา-อีห่ากิน (ฮา…)

น่าสงสารนะครับ แต่ก็ “ปากจัด” เหมือนหมา-หรือเปล่า (ฮา…)

ก็ต้องขอชมเชยว่า แต่งได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์เหมือนกัน ผมเห็นมาประมาณเกือบจะ 30 ปีแล้ว

ไม่รู้คนเขียน-เป็นใคร-อยู่ไหน-หรือยังอยู่หรือเปล่า อยากจะบอกให้เขียนส่งมาลงที่ “กวีชาวบ้าน” ใน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” นี่เหมือนกัน (5-5-5-)

ผมเคยคุยกับ “ลุงโกร่ง กางเกงแดง” เมื่อประมาณ (เกือบจะ) 40 ปีที่แล้ว ท่านบอกว่า “ภาษาไทยเราก็เฉียดฉิวพอควร ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็น เช่น…

“ขอนอนเอาแรง…” ก็แปลว่า จะนอนพักผ่อน

แต่ถ้าเราใส่ “ไม้ยมก” เข้าไป-ก็จะแปลเป็นอีกอย่างไป (ฮา…)

ภาษาไทยเรา…มีทั้งเสียงสูง-เสียงกลาง-เสียงต่ำ-ผมมีเพื่อนฝรั่งหลายคนที่อยู่ในเมืองไทย มีเมียคนไทย-และก็พูดภาษาไทยได้ดีพอควร แต่การเปล่งเสียงพูดภาษาไทย ไม่สามารถเปล่งเสียงแบบคนไทยได้

เพื่อน (ฝรั่ง) ผมคนนึงอยู่เมืองไทยมาเป็นสิบปี เป็นเจ้าของ “คอกม้า-สอนการขี่ม้า”

เวลาใครถาม “คุณทำอะไรคะ”

“ผมสอน…ขี้หมา” เพื่อนตอบ-เล่นเอาคนฟังตาถลนเลย

เห็นมั้ยครับ ภาษาไทยเราก็เฉพาะตัวเหมือนกัน

เพื่อนบางคนเห็นคนไทย…พูดว่า “บาทเดียว” ซึ่งหมายถึง เงินแค่…หนึ่งบาท เขาก็จำได้-เข้าใจได้

เมื่อเขาเอาไปพูด “บาทเดียว” คนก็รู้เรื่อง

แต่เขาเอาไปพูดว่า “เงินแค่…สามร้อยบาทเดียว” เราก็ต้องสอนว่า…ต้องเอาคำว่า “เดียว” ออกซะ-คือไม่ต้องพูด คำว่า “เดียว”

ให้พูดเพียง “เงินแค่สามร้อยบาท” เท่านั้น

อีกไม่กี่วัน…ก็จะถึง “ปีใหม่”

วัน-เดือน-ปี-ผ่านไปเร็วเหลือเกิน ชีวิตเราก็ผ่านไปอีกปี-อีกปี-แล้วก็-อีกปี…

“ไม่รู้จะอยู่ถึงปีหน้ามั้ย…” ผมคิดของผมคนเดียวนะครับ-เป็นความคิดเฉพาะตน-ห้ามลอกเลียนแบบ

ยังไงก็ตาม “ขอกราบอวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน

มีสุขภาพแข็งแรง

ใช้ชีวิตโดยไม่ประมาทนะครับ

 

ทางออก ที่ยังเหลืออยู่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 565

ธรรมะจากวัด 

ดร. พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

ทางออก ที่ยังเหลืออยู่

การชุมนุมต่อต้านนิรโทษกรรมแพร่กระจายไปสู่ ประชาชน นิสิต นักศึกษา ตามสถาบันการศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว นักธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์ และการศึกษาออกมาร่วมกันคัดค้านอย่างทั่วหน้า นับเป็นกรณีพิเศษที่นักธุรกิจเอกชนเปิดตัวออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจนอย่างนั้น

ประชาชนผู้สนใจความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทำมาหากินอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ต่างออกมาแสดงพลังคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้กันถ้วนหน้า

เสียงประชาชนจากทั่วทิศที่คัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนี้ เดินทางถึงหูของรัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สัญญาณที่บ่งบอกว่า รัฐบาล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับทราบเสียงคัดค้านนี้ เห็นได้จากปฏิกิริยาที่รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโต้ตอบกลับไปยังเสียงเรียกร้อง โดยเฉพาะผู้ที่ปักหลักพักค้างชุมนุมอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้วยการถอนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่ค้างคาอยู่ในสภา ถึง 6 ฉบับ และพยายามประสานงานให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งกำลังเริ่มต้นพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมต่อจากการที่สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาผ่านวาระ 2 และ 3 ไปแล้ว

รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า สมาชิกวุฒิสภาเสียงข้างมากมีมติด้วยเสียงข้างมาก ไม่ยอมรับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เป็นเหตุให้ร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ต่อไป

หากมองง่ายๆ ตามประสาประชาชนที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็เข้าใจได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตกไปแล้ว เสียงคัดค้านต่อต้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ได้รับชัยชนะแล้ว ควรยุติการคัดค้านได้แล้ว

ความคิดและความเข้าใจของประชาชนทั่วไปเป็นอย่างนี้

แต่หลังจากข่าวการคว่ำร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมออกมาแล้ว แกนนำการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ยังไม่ได้ประกาศยุติการชุมนุม แต่ในทางตรงกันข้ามกลับประกาศยกระดับการประท้วงด้วยวิธีที่เรียกว่า อารยะขัดขืน เช่น การหยุดงาน ชะลอการเสียภาษี การชักธงชาติตามสถานที่ต่างๆ การเป่านกหวีดเวลาเดินผ่านนักการเมืองที่สนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม

เหตุผลของการชุมนุมต่อที่แถลงออกมาจากแกนนำการชุมนุมคือ ไม่เชื่อว่ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะถอนร่างพระราชบัญญัตินี้ออกไปจากสภาจริง ที่ถอนออกไปเพื่อบรรเทาความร้อนแรงทางการเมืองชั่วคราวเท่านั้น หากถึงเวลาที่เหมาะสมรัฐบาลที่ครองเสียงข้างมากจะนำเอาร่างพระราชบัญญัติที่ถอนไปกลับมาพิจารณาใหม่เมื่อไรก็ได้

ส่วนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเจ้าปัญหา ที่เป็นสาเหตุของปัญหาความร้อนแรงทางการเมืองที่วุฒิสภาคว่ำไปนั้น ทางแกนนำให้เหตุผลว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้มิได้ตกไปจากสภาอย่างแท้จริง เพียงแต่นับจากวันที่สมาชิกวุฒิสภาทำให้ตกไป 180 วันแล้ว หลังจากนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้เสียงส่วนใหญ่ยืนยันการเห็นชอบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่ต้องส่งไปวุฒิสภาอีกต่อไป แต่ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธยแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายได้เลย

แกนนำผู้ชุมนุมใช้ภาษาว่า สมาชิกวุฒิสภาให้ยาสลบแก่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้สลบไปชั่วคราวเท่านั้น พอผ่านไป 180 วัน ร่างพระราชบัญญัตินี้ก็จะถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้โดยง่าย

หรือ หากรัฐบาลมีความต้องการที่จะใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้จริงๆ ก็กระทำได้โดยง่าย ด้วยการออกเป็นพระราชกำหนดโดยคณะรัฐมนตรี แล้วขอความเห็นชอบจากสภา ซึ่งทางรัฐบาลครองเสียงข้างมาก อันจะทำให้พระราชกำหนดผ่านไปอย่างง่ายดายและรวดเร็ว

เมื่อผู้คัดค้านไม่มีความเชื่อถือรัฐบาล และรัฐบาลก็บอกว่า ได้สนองตอบข้อเรียกร้องอย่างเต็มที่แล้ว ดูเหมือนว่า ทางเดินไปสู่การปรองดองของฝ่ายผู้คัดค้านและฝ่ายรัฐบาลจะตีบตันลงทันที

รังสีแห่งการทำร้ายเข่นฆ่าใช้ความรุนแรงของคนไทยด้วยกันเริ่มจะแผ่ออกมา สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนขึ้นตามลำดับจากท่าทีทั้งของฝ่ายคัดค้านและข้าราชการฝ่ายความมั่นคงที่ทำงานตอบสนองรัฐบาล

หากมองตามความเป็นจริงแบบตรงไปตรงมา ปัญหาทุกปัญหาล้วนมีทางออกเสมอ ขึ้นอยู่กับว่า ทั้ง 2 ฝ่าย อยากจะคาอยู่ในปัญหาหรืออยากจะออกจากปัญหา

หากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายคัดค้านต้องการที่จะออกจากปัญหาอย่างสงบ ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อของเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ทั้ง 2 ฝ่าย ควรทำใจให้ว่าง วางอคติ มานะ และทิฏฐิที่ผิดลง ปล่อยให้สติปัญญาอันบริสุทธิ์ได้คิดค้นทางออกจากปัญหาอย่างเสรี

เนื่องจากลำพังสติปัญญาของสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีข้อจำกัด ถูกบดบังไปด้วยอคติกันเต็มๆ ยากที่จะแหวกไปสู่ความคิดอันบริสุทธิ์และเสรีได้ การรับฟังเสียงประชาชนที่สะท้อนออกมาจากจิตใจที่ซื่อใส ความคิดอันบริสุทธิ์ ไม่มีอคติและมานะทิฏฐิใดๆ มาบดบัง จะช่วยให้พบทางออกจากปัญหาได้อย่างกว้างขวาง ไม่ตีบตันเหมือนกับความคิดสำเร็จรูปที่มาจากคนๆ เดียว หรือกลุ่มเดียว ที่มีผลประโยชน์ตนเป็นใหญ่กว่าผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศยอมรับว่า ตัวแทนของประชาชนที่เลือกเข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมายหรือบริหารประเทศมักมีความคิดที่จำกัดด้วยอคติและผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นจึงมักจะมีกฎหมายประชามติมารองรับอุดมการณ์ของประชาธิปไตยที่เน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อที่จะได้รับทราบความคิดเห็นที่ยังไม่ถูกกดทับ กดดันบังคับด้วยความลำเอียงเพราะ รัก เกลียด กลัว และไม่รู้

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายประชามติออกมาใช้เสริมความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงยามประชาธิปไตยตัวแทนอยู่ในอาการเป็ดง่อยแก้ปัญหายากๆ ไม่ได้

วิกฤตกาลการนองเลือดหลายครั้ง ก่อตัวขึ้นมาจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใช้อำนาจที่ตนเองรับมอบมาจากประชาชนไปให้แก่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ยอมใช้สภาเป็นที่ปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา แต่มักจะใช้สภาเป็นที่ทำพิธีกรรม เพื่อแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์แก่พรรคพวกพี่น้องและพวกพ้องของตน

เมื่อใช้อำนาจจนเหลิงอำนาจ ไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่ยอมรับความคิดต่าง ความตึงเครียดมักจะก่อตัวเงียบๆๆ แล้วก็ระเบิดออกมา สิ่งปฏิกูลต่างๆ ทางการเมืองที่สะสมมานานก็ไหลเนืองนองไปตามท้องถนน และมักจะลงเอยด้วยการนองเลือด หรือฆ่ากันเอง ระหว่างคนไทยที่ถืออำนาจเป็นใหญ่และผู้ที่ไม่มีอำนาจ เพราะเข้าใจว่ามอบให้เขาไปหมดแล้วในวันเลือกตั้ง ผู้มีอำนาจก็เข้าใจผิดไปว่า อำนาจของประชาชนได้มอบให้ตนจนหมดสิ้น จะนำไปทำมาค้าขาย หรือมอบให้ใครเพื่อแลกกับลาภยศ ประชาชนก็ไม่มีสิทธิ์ทักท้วงทวงคืน

แต่อำนาจของประชาชนมิใช่สิ่งที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายทั้งหลาย แต่อำนาจ สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชน มีมาตามธรรมชาติ เมื่อผู้ที่ตนมอบอำนาจไปให้มิได้นำอำนาจนั้นไปใช้เพื่อเจ้าของอำนาจอย่างสมเหตุผล พวกเขาจะลุกขึ้นมาทวงคืนตามธรรมชาติของเขาเอง ปรากฏการณ์ในฟิลิปปินส์หรือในอียิปต์ย่อมสะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ตรงนี้ได้ดี

ทางออกโดยสงบยังมีอยู่ รัฐบาลและฝ่ายคัดค้านควรยุติเรื่องการเอาแพ้เอาชนะโดยวางชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นเดิมพัน และเป็นตัวประกันไว้ก่อน แล้วใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวนั่งโต๊ะสนทนาหาทางออกร่วมกัน

ยามนี้ไม่มีความกล้าหาญใดๆ จะยิ่งใหญ่กว่า ความกล้าหาญของคนที่บาดหมางกัน หันหน้าเข้าหากัน แล้วสนทนาหาทางออกของประเทศร่วมกัน

ยามนี้ไม่มีความกล้าหาญใดๆ ที่จะยิ่งใหญ่เท่าความกล้าหาญสละความเห็นแก่ตัว เห็นแก่หน้า และเห็นแก่ประโยชน์ตนเพื่อ รักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมอุดมการณ์และเพื่อนร่วมชาติที่เห็นต่างได้

มาตรการแรก ประธานรัฐสภา จงแสดงความกล้าหาญเปิดรัฐสภา เพื่อให้มีการถกเถียงเสวนาหาทางออกจากปัญหานี้ จงมีความอดทน รับฟังความเห็นต่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรเคยเปิดสภาผู้ผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับเจ้าปัญหานี้ถึงตี 4 กว่าๆ ของวันใหม่ได้ คราวนี้ขอให้ประธานรัฐสภาเปิดสภาให้สมาชิกทั้ง 2 สภา ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางถึงตี 4 เช่นเดียวกัน เพื่อยืนยันว่า เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน สมาชิกรัฐสภา ยอมอดตาหลับขับตานอน ทำงานอย่างอุทิศ มิใช่อุทิศเวลาของสภาเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งและกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างคำติฉินนินทาที่ผ่านมา

หากความคิดในรัฐสภายังมิตกผลึก รัฐบาลต้องระดมสื่อในเครือข่ายของรัฐและขอร้องให้ เครือข่ายโซเชียลมีเดีย (Social media) ที่มีอยู่ช่วยกันคิด คิดกันหลายๆ คน จนความคิดตกผลึก พบทางออกที่ทุกฝ่ายรู้สึกว่า ไม่มีใครได้เปรียบเกินใคร หรือไม่มีใครเสียเปรียบน้อยกว่าใคร รับได้จริงๆๆ

ถึงเวลานั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมานั่งด้วยกัน ยกร่างพระราชบัญญัติขึ้นมาฉบับหนึ่งที่ไร้ข้อขัดแย้งใดๆๆ แล้วร่วมกันลงมติเห็นชอบด้วยเสียงท่วมท้น จากนั้นก็ส่งให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้ร่วมกระบวนการมาแต่ต้นพิจารณาเห็นชอบด้วยเสียงท่วมท้นอีก

จากนั้นจึงนำพระราชบัญญัติฉบับนั้นขึ้นทูลเกล้าฯ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศเป็นกฎหมาย เพื่อประโยชน์และความรู้สึกเป็นสุขของปวงชนชาวไทยทั้งปวง

พระราชบัญญัติที่เป็นไปในลักษณะนี้ ที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย จะเป็นร่างพระราชบัญญัติที่พระองค์จะทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยความสบายพระหฤทัย ราบรื่นโดยไม่มีสิ่งใดระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเลยแม้แต่น้อย เป็นพระราชบัญญัติของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงธรรมที่ปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยามอย่างแท้จริง

 

นาวัง…ถิ่น กล้วยหอมทอง เลิศรส

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

เทคโนโลยีการเกษตร 

สวง โฮสูงเนิน

นาวัง…ถิ่น กล้วยหอมทอง เลิศรส

นาวัง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นแหล่งที่มีความน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะกล้วยหอมทอง ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองที่มีคุณภาพของจังหวัดหนองบัวลำภู

จนมีคำขวัญว่า “นาวัง ถิ่นกล้วยหอมทองเลิศรส”

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง กล้วยหอมทอง ของอำเภอนาวังแล้ว ต้องคิดถึงตำบลวังทอง เพราะถือเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่ของอำเภอแห่งนี้

ที่มาของชื่อตำบลวังทองนั้น ได้มาจาก โรงเรียนบ้านผาวัง และมี ถ้ำวังทอง ซึ่งมาจากการตั้งชื่อของคณะกรรมการสภาตำบล ตั้งชื่อ วัดถ้ำผาวัง นี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตำบล ซึ่งมีชาวบ้านได้ศรัทธาในวัดแห่งนี้มาก จึงได้ตั้งชื่อว่า ตำบลวังทอง ตั้งแต่ปี 2530

ตำบลวังทอง มีจำนวน 12 หมู่บ้าน จำนวน 2,167 ครัวเรือน ประชากร 8,687 คน พื้นที่ทั้งหมด 62,549 ไร่ ทำนา 8,289 ไร่ ทำไร่ 13,961 ไร่ สวนไม้ผล 767 ไร่ พืชผัก 1,157 ไร่ ยางพารา 2,422 ไร่ ยูคาลิปตัส 333 ไร่ และพื้นที่อื่นๆ 35,530 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือ ถ้ำเอราวัณ สภาพเป็นถ้ำใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาสูงในเขตพื้นที่ผาอินทร์แปลง หมู่ที่ 3 ตำบลวังทอง อำเภอนาวัง ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 12 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปตามถนนทางหลวงสาย 210 อุดรธานี-หนองบัวลำภู-เลย อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 95 และแยกจากถนนประมาณ 2.7 กิโลเมตร

ที่ถ้ำเอราวัณ มีบันไดสู่ปากถ้ำ ประมาณ 611 ขั้น สภาพในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามวิจิตรพิสดาร ในถ้ำมีทางทะลุที่หน้าผาสูงมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างสวยงามมาก อีกทั้งยังเป็นสถานที่เล่าขานตามตำนานนิยายเรื่องนางผมหอมของพื้นบ้าน

โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง ได้จัดงานประเพณี “ขึ้นเขาไหว้พระถ้ำเอราวัณ” เป็นประจำทุกปีและถือได้ว่าเป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวจังหวัดหนองบัวลำภูและใกล้เคียง การดำเนินการจัดงานจะจัดขึ้นทุกวันที่ 11 เมษายน ของทุกปี

ที่ตำบลวังทอง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร เช่น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ทำนา และไม้ผล

จากสภาพพื้นที่เป็นที่ดอน สลับภูเขา ซึ่งเหมาะสมที่จะปลูกไม้ผลมาก จึงทำให้มีเกษตรกรที่คิดไว ใจสู้ ได้นำกล้วยหอมทองมาปลูก และได้ผลผลิตดีมาก และกลายเป็นพืชที่สำคัญประจำอำเภอนี้

คุณสิทธิ์ นามศรีพันธ์ เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง บ้านไทยนิยม หมู่ที่ 5 ตำบลวังทอง เล่าให้ฟังว่า เดิมทีประกอบอาชีพโดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ก็ไม่ได้ให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม มีแนวโน้มจะเพิ่มหนี้สินมากขึ้นไปเรื่อยๆ ประกอบกับราคาปุ๋ย สารเคมี ค่าแรงงาน ที่เพิ่มขึ้น จึงได้มองหาพืชตัวใหม่ที่จะนำมาปลูกทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

“พอดีได้มีโอกาสเดินทางไปที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เห็นพร้อมได้พูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทอง ได้เกิดความสนใจอยากจะปลูกกล้วยหอมทอง และนำพันธุ์กล้วยหอมทองมาปลูกครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2549″

โดยได้สั่งซื้อหน่อกล้วยหอมทอง จำนวน 1,300 หน่อ ราคาหน่อละ 10 บาท เป็นเงิน 13,000 บาท รวมค่าขนส่งแล้วคิดเป็นเงิน 20,000 บาท มาปลูกในพื้นที่ 3 ไร่ และขยายพื้นที่ปลูกเรื่อยมา

จนถึงปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง จำนวน 15 ไร่ โดยเป็นที่ดินของตนเอง 5 ไร่ เช่าปลูก 10 ไร่

สำหรับการปลูกกล้วยหอมทอง ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ระยะปลูก 2×2 เมตร

การเตรียมดิน มีการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดินแล้วไถพรวน 1-2 ครั้ง ให้ดินร่วนซุยจนหมดวัชพืช ขนาดหลุมปลูก ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยดินผสมปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อหลุม

ส่วนหน่อใช้หน่อที่สมบูรณ์ ปราศจากศัตรูพืช หน่อยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร มีใบแคบ 2-3 ใบ

การให้น้ำ ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลปลูก

การให้ปุ๋ย ใส่ครั้งที่ 1 และ 2 เมื่อกล้วยหอมทองอายุได้ 1 และ 3 เดือน ด้วยสูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัม ต่อต้น ต่อครั้ง ใส่ครั้งที่ 3 และ 4 เมื่ออายุ 5 และ 7 เดือน ด้วยสูตร 13-13-21 อัตรา 250 กรัม ต่อต้น

สำหรับการแต่งหน่อ หลังจากปลูกกล้วยหอมทองไปประมาณ 5 เดือน ให้แต่งหน่อ เพื่อให้ต้นแม่มีความสมบูรณ์

การค้ำยัน ต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือดามกล้วยทุกต้นที่ออกปลีแล้ว เพื่อป้องกันลำต้นหักล้ม และตรวจดูการค้ำยันให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงและแข็งแรง เนื่องจากพื้นที่อยู่ใกล้ภูเขามีลมพัดแรง อาจทำให้ต้นกล้วยหอมทองหักล้ม เกิดความเสียหายได้

คุณสิทธิ์ เล่าอีกว่า กล้วยหอมทองจะให้ผลผลิตกล้วยเครือแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 10 เดือน ราคาจำหน่ายที่ร้านริมทางหน้าสวน ถนนสายหนองบัวลำภู-เลย จะจำหน่ายหน้าบ้าน เป็นตลาดริมทาง ในราคาหวีใหญ่ 50 บาท ต่อหวี ขนาดกลาง 40 บาท ต่อหวี ขนาดเล็ก 35 บาท ต่อหวี

ทั้งนี้ ในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้เครือกล้วย 400 เครือ เครือจะมี 1,600 หวี ดังนั้น หากคิดเฉลี่ยหวีละ 40 บาท คิดเป็นเงินไร่ละ 64,000 บาท

สำหรับเทคนิคการผลิตกล้วยให้ออกตลอดปี โดยจะปลูกหมุนเวียนกัน เริ่มจากปลูกครั้งแรก จำนวน 5 ไร่ ห่างกัน 2-3 เดือน แล้วปลูกอีก ครั้งที่ 2 จำนวน 5 ไร่ ห่างกัน 2-3 เดือน แล้วปลูก ครั้งที่ 3 อีก 5 ไร่

นอกจากจำหน่ายผลผลิตกล้วยแล้ว ยังจำหน่ายหน่อกล้วยที่ชำลงในถุงเพาะ ถุงละ 25 บาท โดยใน 1 ต้น จะได้หน่อกล้วยที่เกิด จำนวน 7 ต้น แต่ตัดหน่อให้เหลือ 2 ต้น ไว้เป็นแม่พันธุ์ในปีต่อไป

ส่วนอีก 5 ต้น จะนำมาเพาะชำเพื่อจำหน่าย

โดยใน 1 ไร่ จำนวน 400 ต้น จะได้หน่อกล้วย 2,000 หน่อ จำหน่ายหน่อละ 25 บาท คิดเป็นเงิน 50,000 บาท

คาดว่าในอนาคตอำเภอนาวัง บ้านไทยนิยม จะมีผลผลิตจำหน่ายทุกวัน ส่วนมากจะขายได้ในช่วงเทศกาลที่สำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา เป็นต้น

หากสนใจศึกษา หรือสั่งซื้อกล้วยหอมทอง ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอนาวัง โทร. (042) 004-070 หรือติดต่อโดยตรงที่ คุณสำลี นามศรีพันธ์ (ภรรยา) โทร. (084) 794-3377

ขณะที่ คุณคมกฤช ศรีอาจ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ รับผิดชอบตำบลวังทอง กล่าวเพิ่มว่า ในการปลูกกล้วยหอมทองตำบลวังทอง เกษตรกรยังไม่มีการปลูกมาก แต่จะพยายามแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรในตำบลได้มาศึกษาดูงานแปลงปลูกกล้วยของคุณสิทธิ์ นามศรีพันธ์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกสาขาทำนาสวนดีเด่น ระดับจังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2556 จากสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งสามารถเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกร

“กล้วยหอมทอง เป็นพืชที่ปลูกง่ายขายคล่อง ปลูกแค่ 2 ปี จะทำการโละทิ้ง แล้วทำการปลูกใหม่ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคตายพราย ดังนั้น จึงอยากจะให้เกษตรกรสนใจ ต้องปลูกจริง ทำจริง ขายผลผลิตเอง และมีการรวมกลุ่มกันผลิตกล้วยและขาย ควรมีคณะกรรมการบริหาร มีกฎระเบียบข้อบังคับกลุ่ม มีกองทุนหมุนเวียน พร้อมกันนี้จะทำการเขียนโครงการการส่งเสริมการปลูกไม้ผลและแนวทางการพัฒนาไม้ผล เพื่อประสานขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการส่งเสริมด้านอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมปลูกกล้วยหอมทอง นอกจากนี้ ยังแนะนำให้นำพืชต่างๆ มาทดลองปลูก เช่น มะปราง กล้วยไข่ มะยงชิด มังคุด ทุเรียน คาดว่าจะมีความหลากหลายในพื้นที่อำเภอนาวัง ในอนาคตนี้” คุณคมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

 

ด้วยพระบารมี ฟื้นฟูปฐพีไทย กรมพัฒนาที่ดิน กับงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

สารคดีพิเศษ

ด้วยพระบารมี ฟื้นฟูปฐพีไทย กรมพัฒนาที่ดิน กับงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริ

“ระหว่าง วันที่ 3-5 ธันวาคม 2556 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้กำหนดจัดงาน “วันดินโลก” ประจำปี 2556 ณ กรมพัฒนาที่ดิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีคุณูปการในการส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน โดยมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจทางด้านดิน ในรูปแบบโปสเตอร์แสดงของจริง และแบบจำลอง แสดงพระราชกรณียกิจในภาพรวมที่ทรงปฏิบัติในเรื่องน้ำ ป่าไม้ ดิน และการเกษตรฯ รวมถึงการจุดเทียนชัยถวายพระพร จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงานในวันดังกล่าว” นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว 

ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญแก่การบริหารจัดการทรัพยากรดิน และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สนับสนุนการบริหารจัดการดินอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนและเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในประเทศและนานาประเทศ ถึงพระวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยทรงให้ความสำคัญกับทรัพยากรดิน ทรงเป็นผู้นำและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดิน การพัฒนาและอนุรักษ์ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

ทรัพยากรดิน ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการผลิตทางการเกษตร ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญต่อเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย การที่ทรัพยากรดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีการอนุรักษ์ ขาดการปรับปรุงบำรุงดิน หรือการดูแลรักษา นับเป็นอีกหนึ่งความทุกข์ยากให้กับเกษตรกรมากมายขึ้น

ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกๆ ภาคของประเทศอย่างสม่ำเสมอ ทรงรับทราบความเดือดร้อนของราษฎรในแต่ละพื้นที่ จากปัญหาทางด้านศักยภาพของทรัพยากรดินในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เนื่องมาจากความเสื่อมโทรมของดิน เช่น พื้นที่ที่มีปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน พื้นที่ดินทรายจัด พื้นที่ดินดาน และพื้นที่ดินพรุในภาคใต้ตอนล่าง

ทรงศึกษาถึงที่มาของสาเหตุและปัญหาวิธีการแก้ไขในรูปแบบต่างๆ ให้แก่เกษตรกร ทั้งปัญหาที่มาจากสาเหตุธรรมชาติและปัญหาที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเกษตรกรเอง จนเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างมากมาย ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยแนวพระราชดำริที่ทรงมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานในโอกาสต่างๆ นั้น ได้ถูกนำไปขยายผลในการปฏิบัติจนเกิดประโยชน์ในการพัฒนาที่ดินให้แก่ราษฎรอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาคของประเทศไทย

ลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับ

การจัดตั้ง วันดินโลก 5 ธันวาคม

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ จากการประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO สมัยที่ 38 เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีมติเห็นชอบเสนอวาระการประกาศให้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็น วันดินโลก (World Soil Day) และให้ ปี 2558 เป็นปีดินสากล (International Year of Soils 2015) เข้าสู่ที่ประชุมสหประชาชาติ (UN)

ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาคมโลกได้รับรู้ รับทราบ และตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน อันเป็นฐานของความมั่นคงด้านอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ ตลอดจนเป็นการเทิดพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานด้านดิน และได้องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลก

พร้อมกันนี้ กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโรม จัดตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อประชุมหารือเตรียมงาน กำหนดแผนงานกิจกรรมต่างๆ ให้พร้อมภายใน ปี 2557 เพื่อเป็นการเตรียมการและเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมสำหรับปีดินสากล ที่จะเกิดขึ้นใน ปี 2558

ทั้งนี้ ในส่วนลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการจัดตั้ง วันดินโลก 5 ธันวาคม อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินได้ให้ข้อมูลไว้ ดังนี้

หนึ่ง การประชุมสภาโลกแห่งปฐพีวิทยา (World Congress of Soil Science) ครั้งที่ 17 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคม ปี 2545 มีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ทำให้สมาชิกของสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Science : IUSS) ทั่วโลก

สอง ที่ประชุม World Congress of Soil Science ครั้งที่ 19 ที่เครือรัฐออสเตรเลีย มีมติเห็นสมควรขอพระราชทานพระราชวโรกาสทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ ให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน และกราบบังคมทูลเชิญให้ดำรงตำแหน่ง A life membership

สาม เมื่อ วันที่ 16 เมษายน 2555 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. สตีเฟน นอร์ทคลิฟฟ์ กรรมการบริหารและอดีตเลขาธิการ IUSS พร้อมคณะผู้บริหาร IUSS เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist) เป็นพระองค์แรกของโลก โดยรางวัลประกอบด้วย

– เหรียญรางวัลที่ด้านหนึ่งมีตราสัญลักษณ์และชื่อของ IUSS ส่วนอีกด้านจารึกพระปรมาภิไธย และข้อความสดุดีพระเกียรติคุณ

– ใบประกาศเกียรติคุณ

สี่ วันดินโลก (World Soil Day) เกิดขึ้นเนื่องจาก IUSS เห็นว่าการถ่ายทอดความรู้ทางด้านดินและการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อมนุษยชาติและสภาพแวดล้อมให้แก่ประชาชนในประเทศต่างๆ ยังไม่เพียงพอ จึงควรมีวันดินโลกเพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมรณรงค์และเผยแพร่ความรู้เรื่องดินพร้อมกันทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คณะกรรมการ IUSS มีความเห็นพ้องกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรดิน และทรงประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขและการอนุรักษ์ทรัพยากรดินจนเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน จึงมีมติให้ วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ เป็น วันดินโลก เพื่อความเป็นสิริมงคลและสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์

ดังนั้น ในวันที่ 16 เมษายน 2555 หลังจากที่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” แล้ว ผู้บริหาร IUSS ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตให้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็น วันดินโลก

ห้า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประกาศสนับสนุนและผลักดันให้มีการจัดตั้งวันดินโลก ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม และได้จัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลก ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 และเชิญประเทศไทยร่วมจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านทรัพยากรดิน และเชิญผู้บริหารและนักวิทยาศาสตร์ทางดินจากประเทศไทยเข้าร่วมบรรยายพิเศษ และร่วมงานเฉลิมฉลองด้วย

หก การจัดงานในประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักในจัดงาน “เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม และวันดินโลก 5 ธันวาคม” ในวันที่ 3-5 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ โดยมีมูลนิธิโครงการหลวง สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย สมาคมอนุรักษ์ดินและน้ำแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมจัดงาน

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ในวันที่ 3 ธันวาคม 2555

เจ็ด ในปี 2555 ประเทศสมาชิกของ FAO หลายประเทศได้ร่วมเฉลิมฉลองวันดินโลก โดยมีกิจกรรมและประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น seminar, workshop, newsletter และ website

แปด FAO จะนำเรื่องการจัดตั้งวันดินโลก และปีดินสากล เข้าสู่การประชุมสมัชชาประจำปี ของ UN ในเดือนกันยายน 2556 ซึ่งจะจัดที่นิวยอร์ก เพื่อประกาศให้ วันดินโลก ตรงกับ วันที่ 5 ธันวาคม อย่างเป็นทางการ และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทุกปีไปทั่วโลก ทั้งนี้ FAO จะนำข้อเสนอเข้าบรรจุไว้ในวาระการประชุม UN General Assembly (UNGA 67)

เก้า ในการประชุม G77 and China เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 มีการเสนอให้ผู้แทนถาวรไทย ประจำ FAO (ปัจจุบันคือ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อัครราชทูต ฝ่ายการเกษตร ประจำกรุงโรม) เป็นผู้นำในการจัดตั้งและรวบรวมความร่วมมือด้านดินนานาชาติ และเป็นประธานการประชุมสมัชชาความร่วมมือ เรื่องทรัพยากรดินโลก ครั้งที่ 1 (The 1st Global Soils Partnership Assembly) เพื่อผลักดันกิจกรรมและแผนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Global Soils Partnership

นอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าวยังได้มีการเสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านดินจากประเทศต่างๆ ซึ่ง ดร. พิสุทธิ์ วิจารสรณ์ ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้แทน 1 ใน 5 ผู้เชี่ยวชาญด้านดิน จากภูมิภาคเอเชีย อีกด้วย

สิบ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 25556 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากที่ประชุม FAO ให้ดำรงตำแหน่งประธานการประชุม Global Soils Partnership Assembly ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนจากประเทศไทยได้รับตำแหน่งประธานการประชุมใหญ่ระดับสมัชชา ทั้งนี้ หน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว จะมีส่วนในการสนับสนุน

– การขับเคลื่อนแผนการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดิน เพื่อความมั่นคงของอาหารโลกในระดับสหประชาชาติ

– การผลักดันให้ UN ประกาศให้ วันดินโลก ตรงกับ วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

– การผลักดันให้ UN ประกาศให้ ปี 2558 เป็นปีดินสากล (International Year of Soils 2015) เพื่อสร้างความตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของทรัพยากรดินต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก

บทบาทกรมพัฒนาที่ดิน

กับ งานสนองพระราชดำริ

สำหรับ กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2506 นับเป็นหนึ่งหน่วยงานที่ได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทด้านการพัฒนา ในโครงการสำคัญต่างๆ ตามพระราชดำริ

อธิบดีกรมพัฒนาดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานภายใต้โครงการพระราชดำริต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรมและฟื้นฟูทรัพยากรดิน การพัฒนาที่ดิน การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในหลายรูปแบบ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินทำการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมพัฒนาที่ดิน ดูแลรับผิดชอบอยู่ 150 กว่าโครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 49 จังหวัด

อีกทั้งได้มีการนำผลสำเร็จของโครงการพระราชดำริมาขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่โครงการและใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่ความรู้ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรได้พัฒนาอาชีพทางการเกษตร มีที่ดินทำกินได้อย่างปกติสุข ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยั่งยืนสืบไป

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปดำเนินการร่วมกับหลายหน่วยงานนั้นต่างประสบผลสำเร็จ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน อาทิ การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว โดยทฤษฎีแกล้งดิน ในพื้นที่บ้านโคกอิฐ-โคกใน ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ได้ดำเนินการฟื้นฟูที่ดินจนสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวจาก 5-10 ถัง ต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 40-50 ถัง ต่อไร่ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

การแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรม ในพื้นที่โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจากเดิมพื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินตื้น เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายและปนกรวด มีชั้นดานแข็งอยู่ข้างล่าง ทำให้เพาะปลูกพืชไม่ได้ กรมได้น้อมนำแนวพระราชดำริเข้าไปดำเนินการวางแผน และจัดระบบปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ พร้อมทั้งปรับปรุงบำรุงดินร่วมกับการปลูกหญ้าแฝก เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้ดินกลับมามีความชุ่มชื้น สามารถเพาะปลูกพืชได้หลายชนิด

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวต่อไปว่า สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่กรมพัฒนาที่ดินรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพหลักมีอยู่ 2 ศูนย์ คือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ค่อนข้างจะเห็นภาพชัดเจน เดิมพื้นที่ดังกล่าวได้มีการใช้ประโยชน์จากป่าไม้จนหมดไปแล้ว พื้นที่มีสภาพเสื่อมโทรม เป็นดินทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ กรมการพัฒนาที่ดินได้สนองพระราชดำริ โดยการบริหารจัดการทรัพยากรดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดินแต่ละประเภท ตั้งแต่เริ่มโครงการ เมื่อปี พ.ศ. 2522 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับ

แห่งที่ 2 ศูนย์ศึกษาการพัฒนา พิกุลทอง จังหวัดนราธิวาส ที่นี่เราดูแลในเรื่องพื้นที่พรุ โดยแบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือ เขตสงวน เขตอนุรักษ์ที่จะฟื้นฟู และเขตพัฒนา ซึ่งเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ได้ สำหรับปัญหาของที่นี่ส่วนใหญ่จะเรื่องดินเปรี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยที่จะแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวบริเวณขอบพรุ ให้ได้ เพื่อชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชชนิดต่างๆ ได้ ทางโครงการจึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริจัดทำโครงการ “แกล้งดิน” ด้วยการขังน้ำในพื้นที่ เพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ให้ปล่อยกรดกำมะถันออกมา ทำให้ดินเปรี้ยวจัด จากนั้นจึงหาวิธีการปรับปรุงฟื้นฟูดิน เช่น ฟื้นฟูดินด้วยปูนขาว จนดินมีสภาพดีพอที่จะทำการเพาะปลูกได้

ในขณะที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอื่นๆ เช่น โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน จังหวัดสกลนคร โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี กรมพัฒนาที่ดิน จะทำหน้าที่ดูแลเรื่องดิน ปัจจัยพื้นฐานทางด้านการเกษตร จะต้องปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีโครงสร้างที่ดี จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด. ต่างๆ ในการรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน

…นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างล้นพ้น จนสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่ทวยราษฎร์ และได้รับสมญานามว่า ธ ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก ที่มิใช่เพียงขจรไปทั่วแผ่นดินไทย แต่ยังเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลกอีกด้วย

 

ปัญหาของดิน และแนวทางแก้ไข

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

ปัญหาของดิน และแนวทางแก้ไข 

ประเทศไทย มีเนื้อที่ 320,696,887 ไร่ จากการศึกษาของกรมพัฒนาที่ดิน พบว่า ปัญหาทรัพยากรดินของประเทศไทยนั้นมีปัญหาต่างๆ และแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้

ดินเปรี้ยวจัด

ดินเปรี้ยวจัด หรือดินกรดกำมะถัน เป็นดินที่อาจมี กำลังมี หรือเคยมีกรดกำมะถันเกิดขึ้นในดิน ทำให้ดินนั้นเป็นกรดจัดมากหรือเป็นกรดรุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อการปลูกพืช พบในบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลที่มีหรือเคยมีน้ำทะเลหรือมีน้ำกร่อยท่วมถึงในอดีต ดินเปรี้ยวจัดพบในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางตอนใต้ ภาคใต้ และภาคตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 6,239,361 ไร่

ดินเปรี้ยวจัด มีปัญหาต่อการปลูกพืช คือดินเป็นกรดรุนแรงมากถึงเป็นกรดจัดมาก มีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง 4.0-5.0 ทำให้ดินขาดธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะไนโตรเจนและฟอสฟอรัส มีเหล็ก และอะลูมิเนียม ละลายออกมามาก จนเป็นพิษต่อพืชที่ปลูก พื้นที่ดินเปรี้ยวจัดที่ใช้ปลูกข้าวจะให้ผลผลิตต่ำถึงต่ำมาก ประมาณ 200-300 กิโลกรัม ต่อไร่

จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า วิธีการจัดการดินเปรี้ยวจัดที่เหมาะสม ปฏิบัติได้ง่ายและลงทุนต่ำ สำหรับการปลูกพืช มีดังนี้

– ใช้น้ำชะล้างกรดควบคู่กับการใช้วัสดุปูน และปรับสภาพน้ำที่เป็นกรดด้วยวัสดุปูนทางการเกษตร เช่น ปูนมาร์ล หินปูนบดหรือหินฝุ่น เป็นต้น

– ใส่วัสดุปูน เช่น ปูนมาร์ล ปูนขาว หินปูนบด หรือหินปูนฝุ่น ผสมคลุกเคล้ากับหน้าดินในอัตราที่เหมาะสมตามความต้องการปูนของดิน เพื่อช่วยลดความเป็นกรดในดิน หรือใช้วัสดุปูนควบคู่ไปกับการใช้น้ำชะล้างและควบคุมระดับน้ำใต้ดิน

– เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน โดยใส่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือไถกลบปุ๋ยพืชสด เป็นต้น การให้ปุ๋ยฟอสเฟต หรือการเพิ่มปริมาณฟอสเฟตในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการปลูกข้าว เพราะช่วยให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดีขึ้นและให้ผลผลิตสูงขึ้น

– ปรับเปลี่ยนระบบการปลูกพืช โดยการยกร่องปลูกผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น หรือพืชที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงมาปลูก เช่น สับปะรด กล้วย และมะม่วง เป็นต้น

– รักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 1.0 เมตร จากผิวดิน เพื่อป้องกันไม่ให้สารประกอบกำมะถันในดินทำปฏิกิริยากับอากาศจนปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา

แนวทางการจัดการดินเปรี้ยวจัด

– การจัดการดินเปรี้ยว จัดเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว วิธีการที่สะดวก ปฏิบัติได้ง่ายและได้ผลรวดเร็ว คือการใช้วัสดุปูนทางการเกษตร เช่น ปูนมาร์ล หินปูนบด หรือหินฝุ่น ปรับปรุงดิน โดยนำวัสดุปูนอัตราที่เหมาะสมไปหว่านให้ทั่วพื้นที่นา ไถคลุกเคล้ากับดิน หมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ในสภาพดินชื้น ดินเปรี้ยวจัด จะมีสภาพดีขึ้น ความเป็นกรดลดลง (ความเป็นกรด เป็นด่าง ของดินสูงขึ้น อยู่ในช่วง 5.5-5.6) ปริมาณปูนที่เหมาะสมและแนะนำให้ใช้ สำหรับนาข้าว แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

– ดินเปรี้ยวจัดที่เป็นกรดรุนแรงน้อย (pH 4.5-5.0) ใส่ปูนมาร์ล หินปูนบด หรือหินฝุ่น อัตรา 500 กิโลกรัม ต่อไร่

– ดินเปรี้ยวจัดที่เป็นกรดรุนแรงปานกลาง (pH 4.0-4.5) ใส่ปูนมาร์ล หินปูนบด หรือหินฝุ่น อัตรา 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่

– ดินเปรี้ยวจัดที่เป็นกรดรุนแรงมาก (pH ต่ำกว่า 4.0) ใส่ปูนมาร์ล หินปูนบด หรือหินฝุ่น อัตรา 1,000-1,500 กิโลกรัม ต่อไร่

การใช้วัสดุปูนร่วมกับการขังน้ำก่อนเตรียมดินปลูกข้าว และเพิ่มธาตุอาหารให้กับข้าวที่ปลูก โดยการปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า โสนแอฟริกัน หรือ ปอเทือง ไถกลบลงดินระยะออกดอกร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-8-0 กิโลกรัม N-P2O5-K2O ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยยูเรียช่วงข้าวตั้งท้อง อัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพ พด.2 อัตรา 15 ลิตร ต่อไร่ แบ่งใส่ 3 ครั้ง เมื่อข้าวอายุ 30, 50 และ 60 วัน ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 500-600 กิโลกรัม ต่อไร่ ทั้งนี้ เลือกปลูกข้าวพันธุ์ส่งเสริมที่ปลูกในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดที่มีความต้านทานต่อโรคและแมลง

การจัดการดินเปรี้ยวจัดเพื่อเพิ่มผลผลิตผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น เนื่องจากพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดเป็นที่ราบลุ่มต่ำและมีน้ำท่วมขัง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นต้องยกร่องสูง ประมาณ 50-80 เซนติเมตร จากพื้นดินเดิม และใช้ปลูกพืชผักต้องยกร่องต่ำ โดยให้หน้าดินสูง ประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากพื้นดินเดิม โดยต้องไม่นำดินชั้นล่างมาไว้ตอนบน ทำคันดินล้อมรอบพื้นที่ปลูก เพื่อป้องกันน้ำท่วม ปรับปรุงดินบนร่องด้วยวัสดุปูน เช่น โดโลไมท์ หรือปูนขาว อัตรา 1.5-2.0 ตัน ต่อไร่ หว่านบนหลังร่องให้ทั่วพื้นที่แปลงปลูกผัก ใส่ปุ๋ยหมักเพื่อปรับปรุงดินให้ร่วนซุย อัตรา 2-4 ตัน ต่อไร่ แปลงปลูกไม้ผลหรือไม้ยืนต้น ปรับปรุงเฉพาะหลุม ใช้วัสดุปูน อัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อหลุม (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของกรดในดิน) หลังจากนั้น ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 20-25 กิโลกรัม ต่อหลุม และหว่านวัสดุปูนบริเวณทรงพุ่มทุกปี ใส่ปุ๋ยเคมีชนิดและอัตราที่เหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกตามคำแนะนำควบคุมระดับน้ำในร่องให้คงที่และไม่ให้แห้ง ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เพื่อรักษาความชื้นในดิน เพิ่มอินทรียวัตถุและป้องกันวัชพืช

– การจัดการดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกผัก ผักที่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงมีหลายชนิด เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดเขียวปลี พริกขี้หนู และกระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น ปลูกภายหลังที่ดินมีการปรับปรุงแล้ว

– จากการศึกษาพื้นที่ยกร่องในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดที่เป็นชุดดินรังสิต เพื่อหาผลตอบสนองของผลผลิตและคุณภาพ (เกรด) รวมทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการปลูกกระเจี๊ยบเขียวหลังการปรับปรุงดินด้วยปูนมาร์ลและปุ๋ยเคมี พบว่า การใช้ปูนมาร์ล อัตรา 2 ตัน ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ กระเจี๊ยบเขียวให้ผลผลิตสูงทุกปี ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,399.8 กิโลกรัม ต่อไร่

– การจัดการดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ไม้ผลและไม้ยืนต้นที่สามารถปลูกได้ดีในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด ที่ยกร่องและปรับสภาพความเป็นกรดด้วยวัสดุปูนโดโลไมท์ มีหลายชนิด เช่น ส้มเขียวหวาน กล้วยหอม มะม่วง กระท้อน และละมุด เป็นต้น

การจัดการดินเพื่อปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ควรใช้โดโลไมท์บนสันร่องให้ทั่ว อัตรา 1.5-2.0 ตัน ต่อไร่ ขุดหลุมปลูกและปรับปรุงดินด้วยโดโลไมท์ อัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อหลุม ร่วมกับปุ๋ยหมัก อัตรา 20-25 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำ ตามชนิดพืชที่ปลูกและหว่านโดโลไมท์บริเวณรอบทรงพุ่มทุกปี

ในปัจจุบันได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดที่เป็นสวนส้มทิ้งร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน โดยการใช้วัสดุปูนโดโลไมท์ปรับปรุงดินหลุม อัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อหลุม ร่วมกับการใช้ปุ๋ยหมัก ใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟตรองก้นหลุม อัตรา 500 กรัม ต่อหลุม และใส่ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร พบว่า ปาล์มน้ำมันเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูง วิธีการจัดการดินเปรี้ยวจัดในพื้นที่สวนส้มร้างดังกล่าว เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและนำไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเอง สามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้อย่างต่อเนื่อง ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในสวนส้มร้างเพิ่มขึ้นทุกปี เกษตรกรสามารถปลูกผักระหว่างต้นปาล์มน้ำมัน (ช่วงอายุ 1-3 ปี) และทำค้างระหว่างร่องน้ำเมื่อปาล์มน้ำมันมีขนาดทรงพุ่มใหญ่ขึ้น

ดินกรด 

ดินกรด เป็นดินที่มีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นกรดจัดของดิน โดยทั่วไปมีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง ของดินต่ำกว่า 5.5 ปัญหาดินกรด ดินมีความเป็นพิษของไฮโดรเจนและอะลูมิเนียม ขาดธาตุอาหารพืช เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโมลิบดีนัม เป็นต้น ดินกรด จึงเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จำกัดการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของพืชที่ปลูก ขาดแคลนน้ำ สภาพความเป็นกรดจัดของดินมีผลทำให้ระบบรากพืชถูกจำกัดการเจริญเติบโต จำกัดการพัฒนาการของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน เช่น เชื้อไรโซเบียม ไมคอร์ไรซา และแอคติโนมัยซิส เป็นต้น โดยดินกรด มีเนื้อที่ 95,410,591 ไร่

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ดินกรดเพื่อการเกษตรกรรม ควรปรับปรุงแก้ไขความเป็นกรดของดินด้วยวัสดุปูนหรือยิปซัมและเพิ่มธาตุอาหารในดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยเคมี และจัดการน้ำด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น ให้น้ำระบบน้ำหยด คลุมดินด้วยเศษพืชหรือพลาสติก ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นในดินน้ำ

1. การจัดการดินกรดเพื่อปลูกข้าว เก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์หาค่าความต้องการปูนของดิน และปรับปรุงดินด้วยวัสดุปูนโดโลไมท์ อัตราตามความต้องการปูนของดิน จากการศึกษาวิจัยพบว่า การใส่ปูนโดโลไมท์ อัตรา 200-400 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็นอัตราที่เหมาะสม โดยการไถคลุกเคล้ากับดิน แล้วหมักไว้อย่างน้อย 7 วัน ปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น โสนแอฟริกัน ถั่วพุ่มหรือปอเทือง แล้วไถกลบลงดิน หมักไว้ประมาณ 10 วัน ก่อนเตรียมดินปลูกข้าว ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ รองพื้น และปุ๋ยยูเรีย อัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ช่วงข้าวตั้งท้อง ใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นหรือปล่อยลงน้ำพร้อมให้น้ำในช่วงข้าวอายุ 30, 50 และ 60 วัน อัตราครั้งละ 5 ลิตร ต่อไร่ (เจือจาง 1 : 500 สำหรับการฉีดพ่น)

นอกจากนั้น การปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนตามหลังข้าว เช่น ปลูกถั่วดำ ถั่วเขียว หรือแตงโม หลังเกษตรกรเก็บผลผลิตไปขาย ควรไถกลบต้นถั่วหรือเศษพืชลงดิน เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

2. การจัดการดินกรดเพื่อปลูกพืชไร่

-ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากการศึกษาวิจัยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในดินกรด พบว่า ดินกรดที่มีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง ของดินต่ำกว่า 5.0 ต้องใส่ปูนโดโลไมท์ อัตรา 200-300 กิโลกรัม ต่อไร่ ไถคลุกเคล้ากับดิน แล้วหมักไว้ประมาณ 20 วัน ปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง สับกลบระยะออกดอกก่อนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 1 ตัน ต่อไร่ คลุกเคล้ากับดินก่อนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง รองก้นหลุม และเมื่ออายุ 1 เดือน ช่วงทำรุ่น ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพ อัตรา ครั้งละ 60 ลิตร ต่อไร่ เจือจาง 1 : 500 ทุกๆ 15 วัน แล้วหยุดให้น้ำหมักชีวภาพ เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกดอก ช่วงอายุระหว่าง 50-55 วัน และเริ่มให้ใหม่อีกครั้งในช่วงที่ข้าวโพดติดฝัก จนกระทั่งข้าวโพดแก่ ข้าวโพดเจริญเติบโตดีและให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 954.52 กิโลกรัม ต่อไร่

– ปลูกอ้อยจากการศึกษาวิจัยปลูกอ้อยในดินกรด พบว่า ดินกรดที่มีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง ของดินต่ำกว่า 5.0 ต้องใส่ปูนโดโลไมท์ อัตรา 200-300 กิโลกรัม ต่อไร่ ไถคลุกเคล้ากับดินแล้วหมักไว้ ประมาณ 20 วัน ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน ต่อไร่ คลุกเคล้ากับดินก่อนปลูกอ้อย หรือปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วสับกลบก่อนปลูกอ้อย ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 อัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่ แบ่งใส่ 3 ครั้ง อัตรา 25, 25 และ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ รองก้นหลุม อายุอ้อย 1-3 เดือน หรืออ้อยตอปลูกพืชปุ๋ยสดระหว่างแถวแล้วสับกลบคลุมดิน เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและรักษาความชื้นในดิน

3. การจัดการดินกรดเพื่อปลูกผักอินทรีย์หมุนเวียน จากการศึกษาวิจัยปลูกผักหมุนเวียน (ข้าวโพดฝักอ่อน ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักกาดหอม) ในดินกรด พบว่า ดินกรดที่มีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง 4.5-5.5 ต้องใส่ปูนโดโลไมท์ อัตรา 100-200 กิโลกรัม ต่อไร่ ไถคลุกเคล้ากับดิน แล้วหมักไว้ประมาณ 20 วัน ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 2-3 ตัน ต่อไร่ คลุกเคล้ากับดินก่อนปลูกผัก ถ้าดินมีค่าความเป็นกรด เป็นด่าง 5.5-6.0 ใส่ปุ๋ยหมักและ/หรือปุ๋ยคอก อัตรา 3 ตัน ต่อไร่ ร่วมกับการฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 10 ลิตร ต่อไร่ เจือจาง 1 : 1,000 ทุกๆ 7 วัน มีผลทำให้ผักทุกชนิดมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงกว่าการใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเพียงอย่างเดียว และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่าวิธีการอื่นๆ

การปลูกถั่วเหลืองฝักสดอินทรีย์ ในกลุ่มชุดดินที่ 29 (ชุดดินปากช่อง) ซึ่งเป็นดินกรดน้อยถึงปานกลาง พบว่า การใช้ปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตัน ต่อไร่ ถั่วเหลืองฝักสดเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด คือ 4,010 บาท ต่อไร่

การปลูกกระเจี๊ยบแดงอินทรีย์ ในกลุ่มชุดดินที่ 16 (ชุดดินหินกอง) ซึ่งดินเป็นกรดเล็กน้อย พบว่า การใช้ปูนมาร์ล อัตรา 500 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับมูลโค อัตรา 2 ตัน ต่อไร่ กระเจี๊ยบแดงเจริญเติบโตได้ดี และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงสุดคือ 8,490 บาท ต่อไร่

การปลูกถั่วฝักยาวในระบบเกษตรอินทรีย์ ในกลุ่มชุดดินที่ 33 (ชุดดินกำแพงแสน) พบว่า การใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.2 เจือจาง 1 : 500 อัตรา 500 ลิตร ต่อไร่ มีผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของถั่วฝักยาวเฉลี่ยทั้ง 3 ปี สูงสุดคือ 2,101 กิโลกรัม ต่อไร่ และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุดด้วย คือ 4,329 บาท ต่อไร่

ดินอินทรีย์

ดินอินทรีย์ หมายถึง ดินที่ประกอบด้วยวัสดุอินทรีย์ (organic soil material) เป็นชั้นหนามากกว่า 40 เซนติเมตร ขึ้นไป มีอินทรีย์คาร์บอน (organic carbon) มากกว่า ร้อยละ 18 ถ้ามีอนุภาคดินเหนียวมากกว่า ร้อยละ 60 หรือมีอินทรีย์คาร์บอนระหว่าง ร้อยละ 12-18 ถ้ามีอนุภาคดินเหนียวน้อยกว่า ร้อยละ 60 (ตามสัดส่วนของอนุภาคดินเหนียว) พบว่ามีเนื้อที่ 260,109 ไร่

ปัญหาของดินอินทรีย์ คือ มีความหนาแน่นรวมต่ำ มีการอุ้มน้ำสูง ซึ่งทำให้พืชใช้น้ำได้ยาก และสามารถยุบตัวได้มากเมื่อมีการระบายน้ำออก การยึดตัวของดินเลวส่งผลถึงการเกาะยึดของรากพืช ทำให้พืชทั่วๆ ไปไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ในสภาพปกติ ซึ่งทำให้การเจริญเติบโตของพืชทั่วไปเป็นไปได้ยาก ลักษณะโดยทั่วไปของดินอินทรีย์ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ

การใช้ประโยชน์พื้นที่ดินอินทรีย์ ยังมีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากการจัดการต้องมีการลงทุนสูงในปัจจุบัน สนับสนุนให้ปลูกไม้พื้นเมืองในพื้นที่ เช่น ต้นสาคู เสม็ด เป็นต้น

พื้นที่ดินอินทรีย์เมื่อมีการระบายน้ำออก จะเกิดกรดกำมะถันในชั้นหน้าตัดดิน เกิดปัญหาเป็นดินเปรี้ยวจัดจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขดินเปรี้ยวจัดก่อน จึงใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชได้ เช่น การปลูกข้าวในดินเปรี้ยวจัด (ดินอินทรีย์ที่ระบายน้ำออกแล้ว) ต้องใส่วัสดุปูน (หินปูนฝุ่น) อัตราตามความต้องการปูนของดิน แล้วหมักไว้อย่างน้อย 7 วัน จึงเตรียมดินปลูกข้าว และใส่ปุ๋ยเคมีอัตราที่เหมาะสม จากการศึกษาวิจัยที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พบว่า การใส่ปูนร่วมกับการระบายน้ำออกทุก 4 สัปดาห์ ข้าวที่ปลูกเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการอื่นๆ

นอกจากนั้น ได้มีการยกร่องเพื่อปลูกผักผสมผสานหรือปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น โดยใช้วัสดุปูนแก้ความเป็นกรดของดินก่อนและใส่ปุ๋ยเคมีตามความต้องการของพืชแต่ละชนิด โดยเลือกชนิดพืชที่ปลูกให้เหมาะสม เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ผัก และปาล์มน้ำมัน เป็นต้น

ปลูกปาล์มน้ำมัน ยกร่องกว้างประมาณ 8 เมตร มีร่องระบายน้ำ กว้าง 1.50 เมตร และลึกประมาณ 70 เซนติเมตร ขุดหลุมปลูก ขนาด 75x75x75 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ผสมกับปุ๋ยหินฟอสเฟต อัตรา 250 กรัม ต่อหลุม

ดินเค็ม

ดินเค็ม หมายถึง ดินที่มีปริมาณเกลืออยู่ในดินมากเกินไป จนมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช มีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำมากกว่า 2 เดซิซีเมน ต่อเมตร (dS/m) พบว่า ในประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นดินเค็ม ประมาณ 14.9 ล้านไร่

ดินเค็ม ทำให้พืชที่ปลูกได้รับความเสียหาย เนื่องจากการขาดน้ำ เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร มีการสะสมของโซเดียมและคลอไรด์ที่เป็นพิษในพืชมากเกินไป ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและมีการสูญเสียอินทรียวัตถุสูง เนื่องจากมีพืชน้อยชนิดมากที่สามารถขึ้นได้ ทำให้ไม่มีเศษซากพืชที่จะสลายตัวให้อินทรียวัตถุ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ถูกทิ้งร้าง ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรไม่ได้ มีน้ำใต้ดินเค็มอยู่ใกล้ผิวดิน พบวัชพืชทนเค็ม เช่น หนามพุงดอ และหนามพรม เป็นต้น

ปัญหาดินเค็มมีผลกระทบทั้งด้านเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต จึงทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้าและหาแนวทางแก้ไขปัญหาดินเค็มมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้

หนึ่ง พื้นที่ดินเค็มน้อยและปานกลาง ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว มีการปรับรูปแปลงนา แบบที่ 1 โดยปรับระดับหน้าดินให้สม่ำเสมอกัน ปรับคันนาและปลูกต้นไม้ทนเค็มบนคันนา หรือปรับรูปแปลงนา แบบที่ 2 โดยปรับหน้าดินให้สม่ำเสมอและทำคูระบายน้ำ ตัวคันนาสามารถปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็วและไม้ยืนต้นทนเค็มชนิดต่างๆ ได้

– ปรับปรุงดินโดยใช้อินทรียวัตถุ ในปี 2526 กรมพัฒนาที่ดินได้นำเข้าเมล็ดโสนแอฟริกันจากประเทศเซเนกัล เพื่อใช้เป็นพืชปุ๋ยสดปรับปรุงดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว จากการศึกษาพบว่า โสนแอฟริกันสามารถทนเค็มได้ดี เจริญเติบโตเร็ว ให้มวลชีวภาพสูง และมีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนสูงกว่าโสนชนิดอื่นๆ เมื่อมีการสับกลบโสนแอฟริกันลงในดินเค็มจะเพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุอาหาร เพิ่มกิจกรรมจุลินทรีย์ในดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน การเจริญเติบโตเร็ว และให้มวลชีวภาพสูงและมีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนสูง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวสูงขึ้น

– คัดเลือกพืชเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับระดับความเค็ม พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมและลงทุนต่ำสำหรับนำมาปลูกในพื้นที่ดินเค็ม ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง แคนตาลูป บร็อกโคลี่ กุยช่าย และพืชอาหารสัตว์ทนเค็ม ข้าวขาวดอกมะลิ 105

สอง พื้นที่ดินเค็มจัด ขุดคลองระบายน้ำสายหลัก สายรอง และคลองซอย ให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ เพื่อระบายน้ำเค็มจากแปลงลงสู่ร่องระบายน้ำธรรมชาติ บริเวณที่น้ำท่วมขัง ยกร่องระบายเกลือทุกๆ 5 เมตร สูง 70 เซนติเมตร แล้วปลูกไม้ยืนต้นทนเค็มจัด คือ กระถินออสเตรเลีย (Acacia ampliceps) ร่วมกับพืชชอบเกลือ คือ หญ้าติ๊กซี่ (Sporobolus virginicus) ชนิดใบหยาบ เพื่อฟื้นฟูสภาพนิเวศก่อนที่จะปรับปรุงดินต่อไป

สาม บริเวณเนินดิน (salt mound) ปรับปรุงพื้นที่เฉพาะหลุมแล้วปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นทนเค็มที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ระหว่างแถวไม้ผลปลูกพืชล้มลุกหรือผักสวนครัว จัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยการปลูกหญ้าแฝกทนเค็มบริเวณเนินดินต่างๆ

สี่ พื้นที่ที่มีศักยภาพในการเกิดดินเค็ม ใช้วิธีการปลูกป่าในระบบวนเกษตรร่วมกับการสูบน้ำบาดาลระดับตื้น ซึ่งเป็นน้ำจืดมาใช้ เพื่อลดระดับน้ำและปริมาณการเพิ่มเติมน้ำลงไปในน้ำใต้ดิน โดยที่เกษตรกรสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจและใช้น้ำจากบ่อบาดาลนี้ เพื่อการชลประทานได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการควบคุมปัญหาดินเค็มวิธีหนึ่ง

ดินทราย

ดินทราย หมายถึง ดินที่มีเนื้อดินบนเป็นดินทรายหรือดินทรายปนร่วนที่เกิดเป็นชั้นหนามากกว่า 100 เซนติเมตร จากผิวดิน รวมถึงพื้นที่มีชั้นทรายหนามากกว่า 50 เซนติเมตร จากผิวดิน ที่รองรับด้วยชั้นดานดินเหนียวดินร่วนหรือพบชั้นดานอินทรีย์ภายในความลึก 100 เซนติเมตร ดินทรายพบทั่วไปในทุกภาคของประเทศ มีเนื้อที่ 12,544,293 ไร่

ปัญหาของดินทราย คือ ดินไม่มีโครงสร้าง มีลักษณะเป็นเม็ดเดี่ยวๆ การชะล้างพังทลายของดินเกิดขึ้นได้ง่าย บางพื้นที่ดินแน่นทึบ เนื่องจากเนื้อดินเป็นทรายที่ถูกบดทับ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพืช ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยมาก มีการระบายน้ำดีเกินไป ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ การใช้ประโยชน์เพื่อการปลูกพืชจำเป็นต้องมีการจัดการดินเป็นพิเศษกว่าดินทั่วๆ ไป

การจัดการดินทรายในที่ลุ่มเพื่อปลูกข้าว ได้ดำเนินการในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใส่ปุ๋ยหมัก 4-6 ตัน ต่อไร่ ขณะเตรียมดินแล้วไถกลบ หรือใช้ปุ๋ยคอกจากมูลโค อัตรา 1.5-3.0 ตัน ต่อไร่ หรือปุ๋ยมูลไก่ 300-600 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 อัตรา 15-30 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้ผลผลิตของข้าวเพิ่มขึ้น สำหรับพืชตระกูลถั่วที่เหมาะสมนำมาปลูกแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดในนาดินทราย ได้แก่ ถั่วพร้า ปอเทือง โสนแอฟริกัน และถั่วพุ่ม โดยอัตราเมล็ดพันธุ์ที่แนะนำ คือ ถั่วพร้า 10 กิโลกรัม ต่อไร่ ปอเทืองและโสนแอฟริกัน 5 กิโลกรัม ต่อไร่ ถั่วพุ่ม 8 กิโลกรัม ต่อไร่ หว่านทั่วแปลงแล้วไถกลบลงดิน ในระยะพืชกำลังออกดอก สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ ร้อยละ 55-70 นอกจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ แล้ว มีการนำสารปรับปรุงดินชนิดใหม่ๆ มาใช้ร่วมด้วย เช่น การปรับปรุงดินทรายเพื่อปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 และปลูกแตงโมเป็นพืชหลังนา โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับการไถกลบถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสด หว่านสารปรับปรุงดินเบนโทไนต์ อัตรา 1.5 ตัน ต่อไร่ ในช่วงเตรียมดินก่อนปลูกข้าว ให้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยประมาณ 560 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตแตงโมสูงสุด จำนวน 2,684.80 กิโลกรัม ต่อไร่ และให้ผลตอบแทนจากการปลูกข้าวและพืชหลังนาที่สูงขึ้นจากเดิม

การจัดการดินทรายในที่ดอนเพื่อปลูกพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล และไม้ยืนต้นบางชนิด ซึ่งจำเป็นต้องมีการเพิ่มอินทรียวัตถุแก่ดิน ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้วัสดุคลุมดินเพื่อเก็บรักษาความชื้นในดินและการจัดการน้ำที่เหมาะสม พืชผักที่ทดลองปลูกในดินทราย สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูง เช่น ผักกาดเขียวปลี ผักกาดหอม แตงกวา พริกขี้หนู ข้าวโพดหวาน โดยมีการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก 2-4 ตัน ต่อไร่ ปลูกปอเทือง หรือถั่วพุ่ม แล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด และมีการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย ดังนี้ แตงกวา ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับ พริกขี้หนู ใส่ในอัตรา 40 กิโลกรัม ต่อไร่ ข้าวโพดหวาน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-6 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับแตงโม ใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่

นอกจากพืชผัก ยังมีการศึกษาวิจัยอัตราปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมในพืชเศรษฐกิจ เช่น สับปะรด และมันสำปะหลัง พบว่า การปลูกสับปะรดใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี อัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดิน (อัตรา 13-6-12 กิโลกรัม N-P2O5-K2O ต่อไร่) ส่วนมันสำปะหลัง การใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 107 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ผลผลิตมันสำปะหลังสูงกว่าการใช้ปุ๋ยอัตราอื่น แต่การใช้ ในอัตรา 22 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า สำหรับการปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ พบว่า การไถกลบปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสดและคลุมดินด้วยถั่วพุ่ม ให้ผลผลิตมันสำปะหลังและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่าวิธีการอื่น

นอกจากการจัดการดินแล้ว ในสภาพดินทรายส่วนใหญ่มักปลูกพืชโดยอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก การจัดการน้ำที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการเกษตรมากขึ้น การให้น้ำโดยใช้กระบอกดินเผา ในการปลูกข้าวโพดหวาน มะเขือเทศ ให้ใช้กระบอกดินเผา ขนาดบรรจุ 5 ลิตร ฝังระหว่างแถวพืช ระยะห่าง 60 เซนติเมตร สำหรับ มะนาว นอกจากการให้น้ำโดยใช้กระบอกดินเผาแล้ว ควรคลุมบริเวณโคนต้นด้วยแกลบ หรือเศษหญ้า ศึกษาการให้น้ำแบบหยดในการปลูกข้าวโพดหวานและมะเขือเทศ พบว่า ควรให้น้ำแบบหยดในปริมาณสูงกว่าค่าศักย์การคายระเหยน้ำ (PET) ของพืช สำหรับมะขามหวาน การให้น้ำแบบหยดที่เหมาะสมคือ ให้น้ำเท่ากับค่า PET ของพืช นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาชนิดพืชแซมที่เหมาะสมในแปลงมะขามหวาน พบว่า กระเจี๊ยบแดง มีความเหมาะสมนำมาปลูกเป็นพืชแซมมากกว่าถั่วลิสงและงา เนื่องจากมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่มากกว่า

การปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ขุดหลุมปลูกให้กว้างกว่าปกติ ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกรองก้นหลุม ปลูกพืชคลุมดินหรือใช้วัสดุคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นไว้ในดินและมีการจัดการน้ำที่เหมาะสม เช่น การฝังกระบอกดินเผาบริเวณโคนต้นหรือการให้น้ำแบบหยด เป็นต้น จากการศึกษาทดลองปลูกน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่องในชุดดินจันทึก พบว่า การคลุมโคนต้นด้วยใบหญ้าแฝกและใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อต้น น้อยหน่ามีการเจริญเติบโตที่ดีและให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการอื่น

ดินตื้น

ดินตื้น หมายถึง ดินที่มีชั้นลูกรัง ก้อนกรวด หรือเศษหินปะปนอยู่ในเนื้อดินเท่ากับหรือมากกว่า ร้อยละ 35 โดยปริมาตร หรือพบชั้นปูนมาร์ลหรือชั้นหินพื้นอยู่ตื้นกว่า 50 เซนติเมตร จากผิวดิน โดยดินตื้นมีเนื้อที่ 46,090,109 ไร่

ปัญหาดินตื้นจะจำกัดชนิดพืชที่ปลูก เนื่องจากมีชิ้นส่วนเนื้อหยาบปริมาณมากในระดับตื้นและพบกระจัดกระจายอยู่บนผิวดินมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการไถพรวนและการชอนไชของรากพืชลงไปหาธาตุอาหารและน้ำ ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำและดูดซับธาตุอาหารต่ำ ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ขาดแคลนน้ำและแหล่งน้ำชลประทานในพื้นที่ลาดชันดินง่ายต่อการถูกชะล้างพังทลายสูญเสียหน้าดินและสูญเสียสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เกิดเป็นร่องกว้างและลึก

แนวทางการจัดการดินตื้น

หนึ่ง เลือกพื้นที่มีหน้าดินหนามากกว่า 25 เซนติเมตร ขึ้นไป สามารถปลูกพืชไร่ได้หลายชนิด โดยเน้นการรักษาความชุ่มชื้นในดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้านำไปใช้ปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นบางชนิด โดยมีการจัดการดินที่เหมาะสม ขุดหลุมปลูกให้กว้างกว่าปกติ โดยให้มีขนาดหลุมปลูกตามขนาดทรงพุ่ม ที่เลือกมาปลูกปรับปรุงหลุมปลูกด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม ในพื้นที่ดอนที่มีหน้าดินหนา 25-50 เซนติเมตร สามารถนำมาพัฒนาเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ โดยการปลูกหญ้าผสมถั่ว ส่วนในพื้นที่ราบต่ำที่มีหน้าดินหนา ประมาณ 25 เซนติเมตร สามารถนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการปลูกข้าวได้ โดยมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปรับปรุงดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินร่วมกับใช้ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม

สอง การจัดการดินตื้นเพื่อปลูกข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ปลูกปอเทืองแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พบว่า การไถกลบต้นถั่วเขียวร่วมกับการตัดกิ่งและใบแคฝรั่งคลุมดิน สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากผลผลิตถั่วเขียวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่าวิธีการอื่นๆ นอกจากนี้ การตัดกิ่งใบของแคฝรั่งใส่ลงแปลงทุกปี สามารถเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ดี

สาม การจัดการดินตื้นเพื่อปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นบางชนิด การปลูกน้อยหน่า ขุดหลุมปลูก ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยหมัก อัตรา 40 กิโลกรัม ต่อหลุม และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 400 กรัม ต่อต้น ต่อปี การปลูกหญ้าผสมถั่วเวอราโนระหว่างแถวมะม่วงหิมพานต์และใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย มะม่วงหิมพานต์ให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีอื่น หรือปลูกสบู่ดำในดินตื้นปนกรวด ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 40 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ สบู่ดำมีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดี

การปลูกไม้ผล นอกจากการจัดการดินแล้ว ได้ทำการศึกษาวิจัยการจัดการน้ำ การใช้วัสดุคลุมเพื่อเก็บรักษาความชื้นไว้ในดิน การปลูกมะขามหวานและให้น้ำแบบฝังกระบอกดินเผา ช่วงแรกอายุ 1-4 ปี ควรใช้กระบอกดินเผา จำนวน 2 กระบอก ฝังบริเวณโคนต้นแล้วคลุมดินด้วยฟางหรือแกลบ เมื่อมะขามหวาน อายุ 5-6 ปี เพิ่มกระบอกดินฝังรอบโคนต้นเป็น 3 กระบอก เป็นการให้น้ำอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพและให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการอื่น หากเป็นการให้น้ำแบบหยด จากการศึกษาวิจัยพบว่า มะขามหวานควรให้น้ำแบบหยดปริมาณสูงกว่าค่าศักย์การคายระเหยน้ำ (PET) ของพืช ร้อยละ 20 ให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีอื่น สำหรับการปลูกส้มเขียวหวานและให้น้ำแบบหยด เท่ากับค่า PET ของพืช ส้มเขียวหวานมีแนวโน้มการเจริญเติบโตดีกว่าวิธีการอื่น

นอกจากงานวิจัยการจัดการดิน การจัดการน้ำ ยังมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับระบบนิเวศเกษตรธรรมชาติต่อการปรับปรุงดินลูกรัง พบว่า การปลูกไม้ยืนต้นร่วมกัน 3 ชนิด คือ ไผ่รวก กระถินยักษ์ และกระถินณรงค์ มีการเจริญเติบโตดีกว่าการปลูกไม้ยืนต้นเพียงชนิดเดียว

การปรับปรุงดินก้นสระที่เป็นดินร่วนเหนียวปนทรายปนลูกรัง ดินแน่นทึบและความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เมื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรจะให้ผลผลิตต่ำและผลตอบแทนที่ได้ไม่คุ้มกับการลงทุน แนวทางการฟื้นฟูปรับปรุงดินก้นสระนี้ ในเบื้องต้นควรมีการจัดการดินแบบผสมผสาน เช่น ปลูกพืชผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว และคะน้า เพื่อสร้างรายได้ในระยะแรก โดยใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 4 ตัน ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามชนิดของพืชผักที่ปลูกในอัตราครึ่งหนึ่งที่แนะนำ ร่วมกับการฉีดพ่นด้วยน้ำหมักชีวภาพที่เจือจางด้วยน้ำ อัตราส่วน 1 : 1,000 อัตรา 60 ลิตร ต่อไร่ ฉีดพ่นทุก 7 วัน ทำให้ได้ผลผลิตของพืชผักที่ปลูกหมุนเวียนที่มากกว่าและผลตอบแทนที่ได้คุ้มต่อการลงทุน

ดินเหมืองแร่เก่า 

ดินเหมืองแร่เก่า หมายถึง ดินที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการทำเหมืองแร่ไปแล้ว มีสภาพพื้นที่เป็นเนิน ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายจัด มีก้อนกรวดและก้อนหินปริมาณมากและไม่เกาะตัว ทำให้ดินมีความสามารถในการอุ้มน้ำและดูดซับแร่ธาตุอาหารต่ำมาก ไม่มีแร่ธาตุอาหารและอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเหลืออยู่ เนื่องจากถูกชะล้างไปหมดแล้วจากกระบวนการทำเหมือง ดินเหมืองแร่เก่า มีเนื้อที่ ประมาณ 200,000 ไร่ (2 แสนไร่) ส่วนใหญ่พบอยู่ในภาคใต้และภาคตะวันออก

แนวทางการพัฒนาดินเหมืองแร่เก่า

การปรับปรุงดินเหมืองแร่เก่าเพื่อปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น และไม้โตเร็วบางชนิด พบว่า การให้น้ำแบบหยดโดยให้น้ำเท่ากับค่าศักย์การคายระเหยน้ำ (PET) ของพืชทุกวัน การเจริญเติบโตทางด้านโคนต้นของต้นเงาะดีที่สุด สำหรับมะพร้าวที่ปลูกบนดินตะกอนเหมืองแร่ ต้องใส่ปุ๋ยคอก 50 กิโลกรัม ต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น มะพร้าวจึงมีการเจริญเติบโตดีที่สุด สำหรับไม้ยืนต้นและไม้โตเร็ว ได้แก่ สนประดิพัทธ์ กระถินเทพา และยูคาลิปตัส พบว่า กระถินเทพาและยูคาลิปตัส ชนิดคามาลดูเลนซิส เป็นไม้โตเร็วที่เหมาะสมที่นำมาปลูกในดินเหมืองแร่เก่า โดยใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร กระถินเทพา ต้องใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 300 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี ส่วนยูคาลิปตัส ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 2 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อ 3 ปี หรือใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 10 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อ 3 ปี พืชที่ปลูกมีการเจริญเติบโตดีที่สุด

การปรับปรุงดินเหมืองแร่เก่าเพื่อปลูกพืชผัก พืชไร่ และพืชเศรษฐกิจบางชนิด พืชที่สามารถเจริญเติบโตได้ในดินเหมืองแร่เก่า ได้แก่ ถั่วฝักยาว แตงแคนตาลูป มันสำปะหลัง สับปะรด และข้าวโพดฝักอ่อน ถั่วฝักยาว ใส่ปุ๋ยคอก 3 ตัน ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่ แตงแคนตาลูป ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 400 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยหมัก กทม.1 อัตรา 3.2 ตัน ต่อไร่ และให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ มันสำปะหลัง ปลูกแล้วคลุมดินด้วยพลาสติกดำและใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 160 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยหมัก กทม.1 อัตรา 1.6 ตัน ต่อไร่ สับปะรด ใส่ปุ๋ยคอก 6 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 อัตรา 120 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 500 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยหมัก 3.5 ตัน ต่อไร่ ข้าวโพดฝักอ่อน ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 8 ตัน ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 100 กิโลกรัม ต่อไร่

การปรับปรุงดินเหมืองแร่เก่าโดยการปลูกพืชตระกูลถั่วและหญ้า พืชตระกูลถั่วและหญ้าที่นำมาทดลองปลูก ได้แก่ ถั่วเวอราโน ถั่วทาวน์สวิลส์สไตโล ถั่วไซราโตร ถั่วเปอร์เรนเนียลสไตโล ถั่วลาย หญ้าไนล์ หญ้าไต้หวัน หญ้าแพงโกล่า หญ้าซิกแนลต้นตั้ง และหญ้าคอสตอลเบอร์มูต้า พบว่า ถั่วเวอราโน สามารถเจริญเติบโตได้หลายฤดูกาลและทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีกว่าถั่วชนิดอื่น และหญ้าซิกแนลต้นตั้ง เหมาะสมนำมาปลูกมากกว่าหญ้าชนิดอื่น การปลูกพืชตระกูลถั่วและหญ้า เพื่อให้สามารถเจริญเติบโตได้ดี ต้องมีการใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย

ปัญหาของดินดังกล่าว จึงนับว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร ดังนั้น ผู้ที่สนใจ วิธีการปรับปรุงบำรุงดิน รวมถึงการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน หรือการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่ง พด. ชนิดต่างๆ สามารถขอคำแนะนำทางด้านวิชาการพัฒนาที่ดิน ได้ที่ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้าน หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หรือโทร.สายด่วน 1760 กรมพัฒนาที่ดิน

 

อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กับก้าวการพัฒนา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

สารคดีพิเศษ 

อภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กับก้าวการพัฒนา

กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะองค์กรหลักในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ฟื้นฟูการปรับปรุงบำรุงดิน และแก้ไขปัญหาทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ที่ดินทำกินได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุด และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน 

ดังนั้น ในฐานะที่ นายอภิชาต จงสกุล ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินคนใหม่ จึงได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ “นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน” เกี่ยวกับแนวนโยบายการทำงานของกรมพัฒนาที่ดินว่า สิ่งที่เน้นให้เป็นนโยบายสำคัญคือ การดำเนินการตามพันธกิจของกรมพัฒนาที่ดิน และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการเป็น สมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer)

อันดับแรกที่อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินบอก ว่าจะเร่งดำเนินการในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง คือการพัฒนาบุคลากรของกรมพัฒนาที่ดิน ให้เป็นข้าราชการที่มีความรู้ ความสามารถ มีความชำนาญการในเรื่องของการพัฒนาที่ดินเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรได้

“วันนี้ถือได้ว่า องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดิน ไม่ว่าการสำรวจจำแนกดิน การปรับปรุงบำรุงดินนั้น กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนั้นมีอยู่มากมายและเป็นประโยชน์ เพียงแต่ทำอย่างไร จะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ได้ชัดเจน ไปถึงข้าราชการรุ่นใหม่ๆ และเกษตรกร ซึ่งเป้าหมายหนึ่งที่จะดำเนินการคือ การบูรณาการทำงาน โดยอาจเชิญข้าราชการที่เกษียณแล้วเข้ามาช่วยในการอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้มุมมองต่างๆ รวมถึงการเขียนตำราคู่มือความรู้ต่างๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งต้องปรับแนวทางในการทำงานวิจัยที่จะต้องเป็นงานวิจัยที่สามารถตอบสนองตรงกับความต้องการ สามารถแก้ปัญหาของภาคเกษตร เรียกว่า ควรทำงานวิจัยที่เกิดประโยชน์จริงๆ”

“รวมไปถึงการสร้างฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องดินของประเทศในกลุ่ม AEC เวลานี้เราจะเปิด AEC กันแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลเลยว่า ดินในประเทศต่างๆ นั้นเป็นอย่างไร เขาปลูกอะไรได้ดีอย่างไร จึงต้องสร้างองค์ความรู้โดยอาศัยข้อมูลจากความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายต่างๆ เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลให้กับภาคเกษตรของไทยได้รู้ว่า ประเทศต่างๆ นั้น เขามีศักยภาพด้านดินอย่างไร เพราะนำไปสู่การประเมินผลข้อมูลการผลิตของพืชแต่ละชนิดได้ รวมถึงการนำไปใช้เป็นข้อมูลการลงทุนในการปลูกพืชในประเทศต่างๆ ของผู้สนใจที่จะไปลงทุน” นายอภิชาต กล่าว

นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินยังวางนโยบายที่จะทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงานกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ทั้งการสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อให้ก้าวเข้าสู่การทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาดิน รวมถึงการทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ ระหว่างกรมพัฒนาที่ดินและสถาบันการศึกษาต่างๆ

“จากที่พูดคุยกันในเบื้องต้น หลายมหาวิทยาลัยมีความสนใจที่จะทำให้เกิดความร่วมมือเป็นเครือข่ายดังกล่าว เพราะจะมีผลทำให้เกิดเอกภาพของหน่วยงานที่ทำงานด้านการพัฒนาดิน ซึ่งนอกจากสถาบันการศึกษาแล้ว ภาคเอกชนเป็นอีกส่วนหนึ่งที่อยากจะดึงให้มาร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการศึกษาถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ภาคเอกชนนำเข้ามาจำหน่ายให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา”

อีกนโยบายที่อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินบอกว่า จะต้องดำเนินการคือ การแก้ไขปัญหาดิน ไม่ว่าดินเปรี้ยว การเกิดความเสื่อมโทรมของดิน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานและเป็นผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร

“การทำให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงปัญหาของดิน ทำให้เกิดการอนุรักษ์ ปรับปรุง บำรุงดิน เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น โดยการผ่านสื่อต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงเกษตรกร เพราะเรื่องดินนั้นถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าเรื่องของความปลอดภัยด้านอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าโลกร้อน ล้วนแต่มีเรื่องดินเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งนั้น จึงจำเป็นต้องทำให้เกษตรกรเกิดความตระหนักและเข้าใจถึงการอนุรักษ์บำรุงรักษาดิน รวมถึงข้าราชการของกรมพัฒนาที่ดิน ที่จะต้องกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจและเห็นความสำคัญว่า เรื่องดินนั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทุกอย่าง เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำและใส่ใจ”

“ปัญหาเรื่องดินนั้น เปรียบเสมือนการเป็นมะเร็งที่เกาะกินไปเรื่อยๆ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายชัดเจนเหมือนกับเรื่องน้ำ ที่จะส่งผลกระทบชัดเจน แต่ดินนั้นเกิดปัญหาและมีความรุนแรงจะแก้ไขยาก อย่างที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ ไม่ว่า ปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม”

นายอภิชาต บอกว่า ดังนั้น การแก้ไขปัญหา จึงต้องมาจากความร่วมมือ ไม่ใช่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งจะเป็นผู้ทำเพียงข้างเดียว นั่นคือ ทั้งเกษตรกรและข้าราชการต้องร่วมกันและใส่ใจต่อการแก้ไขปัญหา

“อีกนโยบายที่จะดำเนินการคือ การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับดิน อย่างเช่น พ.ร.บ. พัฒนาที่ดิน ซึ่งจะมีการแก้ไขให้เกิดบทลงโทษ เพื่อนำมาใช้เป็นกฎหมายในการคุ้มครองดูแลที่ดินด้านการเกษตร ไม่ให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ อันเป็นผลมาจากการบุกรุกของเมือง ของการทำเกษตรเชิงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่จากต่างชาติ ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการคุ้มครองที่ดินที่ดีมีศักยภาพในการทำการเกษตรไว้ต่อไป เพราะหากไม่คุ้มครอง ต่อไปพื้นที่ที่จะทำการเกษตรจะเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว คุณภาพดินไม่ดี ไม่เหมาะสม จึงถูกนำมาใช้ทำการเกษตร ซึ่งการใช้ที่ดินที่ไม่ดีมาทำการเกษตรนั้น จะส่งผลกระทบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตที่ได้ไม่ดี ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ล้วนแต่ส่งผลให้กับภาคเกษตรของประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยขณะนี้กำลังให้ทางฝ่ายกฎหมายดำเนินการศึกษาว่าจะแก้ไขได้อย่างไรบ้าง” นายอภิชาต กล่าว

ในส่วนเครือข่ายของกรมพัฒนาที่ดิน อย่าง หมอดิน อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า ปัจจุบันมีอยู่ทุกหมู่บ้าน จำนวนกว่า 80,000 คน ซึ่งต้องเข้าไปดูแลในทุกด้าน ไม่ว่าการจัดอบรมเพื่อยกระดับความรู้ต่างๆ การหาทางช่วยในด้านผลตอบแทนต่างๆ เพราะเป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาช่วยในการทำงานของกรมพัฒนาที่ดิน

“สุดท้าย ที่สำคัญคือ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เรานั้นโชคดีมากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ได้ทรงคิดค้นแนวพระราชดำริในการแก้ปัญหาเรื่องดินให้กับเกษตรกรไว้แล้ว จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้กับการทำงานของกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อการแก้ไขปัญหาเรื่องดินในด้านต่างๆ ให้เกิดผลทางด้านปฏิบัติ”

“ผมมองว่า กรมพัฒนาที่ดิน ต้องน้อมนำแนวพระราชดำริที่เกี่ยวกับดินในด้านต่างๆ ไปขยายผลอย่างจริงจัง อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่เกษตรกร” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวในที่สุด

 

วันยางพาราบึงกาฬ 2013

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

วันยางพาราบึงกาฬ 2013

เก็บมาเล่า

ตลอดระยะเวลา 12 เดือนระหว่างปี ในแวดวงการเกษตรของไทย มีงานเกษตรให้ได้เที่ยวชมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น หรือระดับชาติ ผู้จัดงานได้คิดชื่องานขึ้นมาอย่างน่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับของดีประจำถิ่น

เริ่มจากทางภาคเหนือ มีงานวันลำไย ลิ้นจี่ กล้วยไข่

ภาคอีสาน มีงานวันข้าวหอมมะลิโลก งานไหม

ภาคกลาง มีงานตักบาตรดอกไม้ งานปลาช่อนแม่ลา

ภาคตะวันออก มีงานวันทุเรียนโลก งานมะยงชิด มะปรางหวาน

ภาคใต้ มีงานวันลองกอง

จริงๆ แล้ว เกษตรกรสามารถหยิบยกผลผลิตในแต่ละท้องถิ่นมาเป็นตัวชูโรง พร้อมจัดงานขึ้นมา เพราะการจัดงานมีแต่ได้กับได้ ยกตัวอย่าง “งานองุ่นหวานบ้านแพ้ว” ที่จังหวัดสมุทรสาคร เขาจัดกันมานาน กิจกรรมที่เห็นอยู่คือ การประกวดองุ่น ฝรั่ง ชมพู่ การจำหน่ายผลผลิต รวมทั้งประกวดธิดาองุ่น

การจัดงานบางท้องถิ่น จะครอบคลุมทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิชาการ การตลาด รวมทั้งความบันเทิง

ผลจากการจัดงาน ทำให้ท้องถิ่นเป็นที่รู้จักของถิ่นอื่นๆ เกษตรกรขายผลผลิตได้ดี หากมีการประกวด ก็จะได้พันธุ์ไม้ใหม่ๆ ขึ้นมา อย่างฝรั่งแป้นสีทอง ก็ผ่านสนามการประกวดมามาก โดย ลุงบุญช่วย จรดล เป็นผู้นำเสนอ ขนุนฟ้าถล่ม ทองสุดใจ และจำปากรอบ ก็ผ่านสนามการประกวดมามากแล้ว

ดูรายชื่อพืชผลของไทยแล้ว ยังสามารถจัดงานได้อีกมาก เช่น งานวันขนุน งานวันกล้วยน้ำว้า งานวันพริกโลก

พืชเศรษฐกิจของไทยที่มีปัญหาเรื่องราคา ควรจัดงานให้มากๆ อาจจะระดับจังหวัด ระดับภาคหรือระดับประเทศก็ได้ เพราะเมื่อใดที่มีการจัดงาน องค์ความรู้มักถูกนำมาเผยแพร่ จากนั้นก็นำไปคิดต่อ นำไปพัฒนา

พืชเศรษฐกิจที่ควรพูดถึงกันบ่อยๆ น่าจะเป็น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา

เมื่อปี 2555 ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ขากลับ ใช้เส้นทางบึงกาฬ-สกลนคร รถออกจากบึงกาฬเพียงเล็กน้อย สองข้างทางเต็มไปด้วยสวนยางพารา นั่งเพลินๆ เผลอหลับไป ตื่นขึ้นมา อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดสกลนคร แต่ทิวทัศน์สองข้างทาง ยังเป็นยางพารา…เขาปลูกกันมากจริงๆ

ตัวเลขพื้นที่ปลูกยางพาราของไทย เมื่อปี 2552 มี 17,254,317 ไร่ พอปี 2554 มี 18,461,231 ไร่ เพิ่มขึ้น 1,206,914 ไร่ หากเทียบการเพิ่มขึ้นตามหลักบัญญัติไตรยางค์ ปี 2556 พื้นที่ปลูกยางพาราจริงทั้งประเทศ ไม่น่าจะน้อยกว่า 20 ล้านไร่

ดูเรื่องผลผลิต ปี 2554 ไทยมีผลผลิตยางทั้งหมด 3,569,033 ตัน ส่งออก 2,952,381 ตัน ใช้ในประเทศ 486,745 ตัน

การตลาดยางพาราของไทย พึ่งพิงต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

ระหว่าง วันที่ 12-15 ธันวาคม 2556 นี้ จังหวัดบึงกาฬ จัดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ RUBBER DAY 2013″ ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ ในงานมีกิจกรรมเกี่ยวกับยางพารามากมาย

ที่สำคัญมากคือ งานวิชาการทางด้านลดต้นทุนการผลิตยางพารา และการเพิ่มผลผลิตยางพารา

การลดต้นทุน ไม่ได้หมายความว่า ไม่ลงทุน แต่การลดต้นทุนอาจจะใส่ปัจจัยการผลิตเข้าไป

เดิมลงทุนอยู่ 2 ขายยางพาราได้ 4

แต่เมื่อใส่ปัจจัยการผลิตเข้าไป 3 ได้มา 8 เมื่อมีผลผลิตเพิ่มในอัตราที่เพิ่มขึ้น ถือว่าต้นทุนไม่สูง

ในงานวันยางพารา มีกิจกรรมครบวงจร ที่ขาดไม่ได้คือ มหรสพ โดยศิลปินชื่อดัง ระดับภาคและระดับประเทศ

งานวันยางพารา ที่บึงกาฬ เป็นงานที่ตอบโจทย์ (ขอยืมใช้) เรื่องราวเกี่ยวกับพืชเกษตรได้ดี ซึ่งก็ควรยกระดับ (คุ้นๆ) ให้เข้มข้นขึ้น และได้สัมผัสกันในวงกว้าง เพราะต่อไปนี้ พืชหลายชนิดต้องได้รับการเอาใจใส่มากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะพืชที่พื้นที่การผลิตมีมาก และเกี่ยวข้องกับผู้คนส่วนใหญ่

อย่าลืม อย่าพลาด อย่าละโอกาสอันดีงามนี้

ไปสัมผัส ไปเที่ยวจังหวัดที่ 77 ของไทย แล้วนำความรู้กลับมาพัฒนางานของตน จะไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

งานวันยางพาราบึงกาฬ 2013

เป็นมหกรรมที่มีการรวมความรู้ด้านยางพารา และเป็นงานประจำปีของจังหวัดที่สร้างความคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ภายใต้การร่วมมือของภาครัฐ นำโดย จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ และเอกชนชั้นนำมากมาย เช่น บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท รับเบอร์วัลเล่ย์ จำกัด ฯลฯ

งานนี้จัดภายใต้แนวคิด “ยางพารากับชีวิตที่มั่นคง” ให้เห็นถึงความสำเร็จในอนาคตแห่งการเป็นศูนย์กลางของยางพาราแห่งภูมิภาค พร้อมกับการเข้าสู่ AEC ให้เห็นผลลัพธ์กับชีวิตที่มีความมั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรและชาวบึงกาฬ

ในงานแบ่งเป็นส่วนของ “นิทรรศการ (Exhibition Zone)” ได้แก่

– สวนยางเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พระผู้พลิกแผ่นดินอีสาน”

– กิจกรรมสาธารณศิลป์ ถวายพระพรในหลวง เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสครบรอบพระชนมพรรษา 86 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร

– เทคโนโลยีและนวัตกรรมยางพารา นำเสนอข้อมูลสถิติยางพาราระดับโลก ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และจังหวัดบึงกาฬ ยุทธศาสตร์ยางไทยก้าวไกลสู่ยางโลก, แนะนำกล้ายางพันธุ์ดี กระบวนการผลิตยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ, การจัดแสดงนวัตกรรมจากยางพารา เป็นต้น

– ประกวดถ่ายภาพ Unseen บึงกาฬ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างความภูมิใจในอัตลักษณ์ของท้องถิ่นจังหวัดบึงกาฬ โดยเปิดรับทั้งช่างภาพอาชีพและผู้สนใจทั่วไป หลังจากเปิดรับผลงานเข้าประกวดในเดือนพฤศจิกายน และผ่านการพิจารณาตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาพที่ได้รับรางวัลและภาพอื่นๆ ที่ได้รับคัดเลือก จะถูกนำไปจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายพร้อมกับรางวัลในงานนี้

– นิทรรศการของกรมวิชาการเกษตร

– อบจ. และจังหวัดบึงกาฬ หัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาจังหวัดบึงกาฬ” เช่น การส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าการเกษตรให้ได้มาตรฐาน, พัฒนาขีดความสามารถการค้าและการลงทุน เป็นต้น

– ลานโชว์รถยางพาราประดับไฟ ชมความตระการตาจากขบวนแห่รถยางพาราประดับไฟจากทุกอำเภอของจังหวัดบึงกาฬ ที่จะขับเคลื่อนรอบเมืองก่อนจะจอดให้ชมและเก็บภาพที่ระลึก ณ บริเวณลานโชว์

นอกจากนี้ ยังมี “การประกวด-แข่งขัน” ได้แก่ การแข่งขันกรีดยางระดับประเทศ การแข่งขันกรีดยางประเภททั่วไป การประกวดกองเชียร์ การประกวดรถยางพาราประดับไฟ การแข่งขันลับมีดกรีดยาง การแข่งขันดัดลวดรองรับถ้วยน้ำยาง และการประกวดแข่งขันอาหาร “บึงกาฬจานเด็ด” ซึ่งนอกจากจะได้รางวัลเงินสดแล้ว ผู้ชนะเลิศยังได้โอกาสลงปก นิตยสารเส้นทางเศรษฐี

บนเวทีกลาง มี “เสวนา” กับผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา (ตัวอย่าง เสวนาของกรมวิชาการเกษตรมีเอกสารเพิ่มเติม), การอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “การผลิตปุ๋ยอินทรีย์-เคมี”, “เทคนิคการกรีดยาง” “เทคนิคการลับมีดกรีดยาง” ฯลฯ

“ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชน อคาเดมี)” จะมาเปิดห้องเรียนอบรม หลักสูตร “1 วัน 1 อาชีพ” เรียนจบแล้วได้รับใบประกาศนียบัตร และเปิดร้านได้ทันที สอนทำเมนูเมี่ยงปลาบึงกาฬ ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ น้ำสมุนไพรบรรจุขวดเพื่อการค้า (ฟรีสูตรอาหาร และผ้ากันเปื้อน) นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตเมนูอาหารในกิจกรรม “อาชีพเสริมเพิ่มรายได้” โดยวิทยากร เชฟเอก ชาติตระกูล และ เชฟจารึก ศรีอรุณ…วันที่ 12 ธันวาคม เป็นเมนูจากกล้วย ได้แก่ กล้วยเบรกแตก กล้วยแผ่น วันที่ 13 ธันวาคม เป็นเมนูจากสับปะรด ได้แก่ แยมสับปะรด สับปะรดเชื่อม-ลอยแก้ว วันที่ 15 ธันวาคม เป็นเมนูจากมะเขือเทศ ได้แก่ มะเขือเทศเชื่อมแห้ง ซอสมะเขือเทศ

“ออกร้านและจำหน่ายสินค้า” ทั้งสินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร สินค้าอุปโภค-บริโภค ราคาย่อมเยา และสินค้าราคาถูก ไข่ไก่ และน้ำตาลทราย

ปิดท้ายอย่างสนุกสนานทุกค่ำคืนด้วยการแสดงและคอนเสิร์ต วันที่ 12 ธันวาคม เสียงอีสาน นกน้อย อุไรพร วันที่ 13 ธันวาคม ยิ่งยง ยอดบัวงาม และ อาภาพร นครสวรรค์ วันที่ 14 ธันวาคม ปุ๊ย ตีสิบ และทีมดันดารา และหมอลำ เรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่น น้องใหม่ เมืองชุมแพ วันที่ 15 ธันวาคม ขอใจกันหนาวกับลูกทุ่งสาวดอกหญ้า ต่าย อรทัย ปะทะหนาวลมห่มใจกับ ไผ่ พงศธร

งานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 จัดระหว่าง วันที่ 12-15 ธันวาคม 2556 ณ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ

รายการเสวนาของกรมวิชาการเกษตร ในงานวันยางพาราบึงกาฬ ธันวาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2556 เวลา 11.30-12.15 น.

หัวข้อ “พัฒนาผลผลิตยาง…ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วิทยากร : ตัวแทนจาก กรมวิชาการเกษตร

การจัดการสวนยางอย่างเหมาะสม

วิทยากร : ตัวแทนจาก สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางบึงกาฬ

อาการเปลือกแห้ง อุปสรรคสำคัญต่อการให้ผลผลิตยาง

วิทยากร : ตัวแทนจาก กรมวิชาการเกษตร

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556 เวลา 11.30-12.15 น.

หัวข้อ “เพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา…เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกร”

การผลิตยางเครปคุณภาพดี และผลิตภัณฑ์เสริมรายได้ในชุมชน

วิทยากร : ตัวแทนจาก กรมวิชาการเกษตร

การรวมกลุ่มผลิตยางเครปของเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬ

วิทยากร : ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร

ความต้องการยางเครปของโรงงานทำยางแท่ง

วิทยากร : โรงงานยางแท่งในจังหวัดบึงกาฬ

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2556 เวลา 11.30-12.15 น.

หัวข้อ “ก้าวทัน…AEC…อย่างมั่นคง ตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง”

แนวทางการพัฒนายางพาราเพื่อเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ

วิทยากร : นิพนธ์ คนขยัน

การสนับสนุนเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ

วิทยากร : ตัวแทนจาก สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

พระราชบัญญัติควบคุมยาง กับการพัฒนายางอย่างมั่นคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วิทยากร : ตัวแทนจาก กรมวิชาการเกษตร

(มีภาพประกอบ อยู่ในกล่อง วันยางพาราบึงกาฬ-อยู่ในกล่องพนา)

 

อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ประกาศย้ำจุดยืน “แม่โจ้ : มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต เป็นมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรของชุมชน”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน

อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ประกาศย้ำจุดยืน “แม่โจ้ : มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต เป็นมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรของชุมชน”

เชิญร่วมงานเกษตรครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ณ ดินแดนที่เป็นสถาบันศึกษาด้านการเกษตรแห่งแรกของประเทศ ฉลอง “แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน” 4-10 ธันวาคมนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 34 ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการศึกษาด้านวิชาการเกษตรของไทยมากว่า 40 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาด้านการเกษตรที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตคนทำงานเพื่อสังคม แหล่งวิชาการเกษตรของชุมชน พร้อมเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการเกษตรแบบบูรณาการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งจะเต็มไปด้วยการแข่งขันในทุกๆ ด้าน ที่สังคมเกษตรไทยต้องทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น 

“ผมอยากให้เกษตรกรชุมชน มีการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพื่อให้เรามีพลังในการต่อรอง โดยหมั่นติดอาวุธทางปัญญาเพิ่มมากขึ้น คอยติดตามข่าวสารเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ ที่สามารถสนับสนุนการผลิตให้มีคุณภาพ โดยคำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและทัศนคติ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี หรือใช้ให้น้อยที่สุด โดยยึดหลักวิถีธรรมชาติเพื่อให้ตัวเราเองซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความปลอดภัย เราก็จะมีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนอย่างเป็นระบบเหมือนห่วงโซ่ในระบบนิเวศทึ่พึ่งพาอาศัยกัน ทุกชีวิตล้วนอยู่ร่วมกันในสภาวะแวดล้อมที่ดี โดยองค์ความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้และหน่วยงานภาคีมุ่งเผยแพร่มาโดยตลอด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่ต่อสังคม”

1. ความเป็นมา งาน “แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน”

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีประวัติศาสตร์เรื่องราวเริ่มแรกตั้งแต่ก่อตั้ง เมื่อ ปี 2477 จนถึงปัจจุบัน กำลังจะครบวาระ 80 ปี แห่งความภาคภูมิใจในปีพุทธศักราช 2557 นับว่าเราเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศ เป็นแหล่งผลิตบุคลากรออกไปทำงานในทุกภาคส่วนของสังคมมาอย่างต่อเนื่อง คนเกษตรแม่โจ้ออกไปเป็นกำลังสำคัญของสังคม สร้างและเผยแพร่องค์ความรู้วิชาการเกษตรจนเรียกได้ว่าเราคือ “แหล่งสร้างปัญญาของแผ่นดิน” อย่างแท้จริง แม้ว่าในปัจจุบันเป็นยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เรามีความเชื่อและมุ่งมั่นว่า รากฐานที่แท้จริงของทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมาจากการเกษตร ดังนั้น เราจึงยังคงมีความชัดเจนที่จะก้าวสู่การพัฒนาด้วยจุดยืนของพื้นฐานที่เรียกว่า “เกษตร” และขอเป็นกำลังใจให้คนเกษตรที่ทำงานเพื่อสังคม ชุมชน ทุกภาคส่วนมีกำลังใจและมุ่งมั่นสร้างประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และเกษตรกรร่วมกันต่อไป

2. รูปแบบ แนวคิดการจัดงาน

“แนวคิดในการจัดงาน “แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน” มุ่งให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้สู่ประชาชน เกษตรกรในชุมชนทั่วประเทศ อยากให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฝากความดีไว้ร่วมกัน โดยความร่วมมือจากเครือข่ายที่เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาแม่โจ้ตามแผนยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 2. ศิษย์เก่าแม่โจ้ทั่วประเทศ 3. ชุมชน และ 4. เครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรทั้งในและนอกประเทศอย่างกว้างขวาง

มหาวิทยาลัยแม่โจ้และพันธมิตรจะผนึกกำลังกันจัดงานครั้งยิ่งใหญ่นำเสนอจุดแข็งด้านการเกษตร ด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ นวัตกรรม ที่มุ่งพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยกระบวนการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์หลักร่วมกัน Maejo GO Eco University ไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่สร้างความสุขอย่างยั่งยืนแก่ชุมชนและสังคม ขอขอบคุณองค์กรพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้พัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการและเผยแพร่สิ่งดีๆ เพื่อสังคมประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้ที่เรากำลังปรับตัวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน แม่โจ้จะยังคงเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ทางการเกษตรของประเทศ เป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริงต่อไป”

3. กิจกรรมหลัก : เพื่อการบริการวิชาการสู่ชุมชน 

– ฉลองอดีต สร้างอนาคต นิทรรศการรวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแม่โจ้ 80 ปี บริเวณสนามวังซ้าย ทั้งด้านการเรียนการสอน ผลงานวิจัย/งานวิชาการ คนเกษตรแม่โจ้ที่กระจายตัวออกไปทำงานทั่วประเทศ

– การประชุมวิชาการระดับชาติ : การประชุมวิชาการด้านประมง ด้านภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อม

– การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ : Asia Today องค์ปาฐกพิเศษ หัวข้อเกษตรอินทรีย์ โดย ท่านจิกมี ทินเลย์ อดีตนายกรัฐมนตรีภูฏาน

การประชุมสหวิทยาการด้านการเกษตรของอุดมศึกษาในระดับอาเซียน

– แปลงสาธิตและฐานเรียนรู้วิชาการเกษตรทั้งหมดของแม่โจ้ พร้อมผลงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ต่อยอด : ข้าวเหนียวหอมแม่โจ้ ข้าวโพดหวานสองสี เจลมาส์กหน้าจากสาหร่ายเตา ไส้กรอกปลาบึก บึกสยามแม่โจ้ ผลิตภัณฑ์จากใบข้าวเพื่อสุขภาพ ระบบไบโอรีแอคเตอร์แบบจมชั่วคราวเพื่อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช พืชผัก ไม้ผล ลำไย

– การจัดแสดงและประกวดด้านพืช สัตว์ ประมง กล้วยไม้ชิงถ้วยพระราชทาน ไม้ดอกไม้ประดับชิงถ้วยพระราชทาน

– การออกร้านจำหน่ายสินค้าจากชุมชน : โอท็อป (OTOP) จังหวัดเชียงใหม่ ร้านพืชผลพันธุ์ไม้เกษตร

– เปิดเวทีสร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษา : กิจกรรมสาระและบันเทิง การแสดง การต้อนรับแขก การให้บริการส่วนต่างๆ ภายในงาน

4. กิจกรรมศิลปวัฒนธรรม/ภาคบันเทิง/ความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน 

– กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัด 14 กรม มาร่วมแสดงและสาธิตในงานแม่โจ้ 80 ปี

– การจัดแสดงนวัตกรรมองค์ความรู้เทคโนโลยีด้านการเกษตรจากบริษัทยักษ์ใหญ่ภาคเอกชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) True Cooperation เครือเบทาโกร เครือสหพัฒน์ สหฟาร์ม

– การประกวดทูตอาเซียนจังหวัดเชียงใหม่ โดยภาคีเครือข่าย 10 สถาบัน เข้าร่วมจัด

– ศิลปวัฒนธรรมอาเซียนโดยนักศึกษากลุ่มประเทศอาเซียน (จีน และไต้หวัน ร่วมด้วย)

– สมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้จัดงาน 80 ปี แม่โจ้คืนถิ่น ลูกแม่โจ้ทั่วประเทศเตรียมกลับคืนสู่อ้อมอกแม่ เพื่อมาร่วมในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีขบวนคาราวานแรลลี่ใต้ อีสาน ตะวันออก ตะวันตก กลาง มุ่งสู่ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมย้อนความหลังแห่งความผูกพัน พร้อมด้วยกิจกรรมพิเศษคือ ฮ่วมฮอมเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นที่ต่างนำมารวบรวมกันไว้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อการขยายพันธุ์และเก็บรักษาเป็นธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชต่อไป

– ชุมชนแม่โจ้ร่วมจัดภูมิทัศน์ “หน้าบ้าน น่ามอง”

– กิจกรรมแรลลี่จักรยาน ปั่น ปั่นดี ชมเส้นทางเรียนรู้นิเวศป่าบ้านโปง

5. ไฮไลต์พิเศษ 

– มวยโลก WBC มวยไทย มวยคาดเชือก

– ฟุตบอลลีกระดับประเทศ เตะกระชับมิตรฉลองแม่โจ้ 80 ปี ชลบุรี เอฟซี VS เชียงราย ยูไนเต็ด

– ฟุตบอลดารา ทีมแมงปอล้อคลื่น นำโดย ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง เตะกระชับมิตรฉลองแม่โจ้ 80 ปี ร่วมกับผู้บริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่

– หมากรุกคน หมากรุกไทย

– เทศกาลภาพยนตร์เชียงใหม่ แม่โจ้ สันติภาพ ความรักและสิ่งแวดล้อม โดยทีมนิเทศศาสตร์บูรณาการ คณะศิลปศาสตร์ พร้อมพิธีมอบรางวัลตุงฟิล์มทองคำ ให้แก่นักแสดงและผู้ผลักดันวงการภาพยนตร์ในระดับตำนานของไทย

“เชิญชวนทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน แม่โจ้ 80 ปี ฝากความดีไว้ ในแผ่นดิน 4-10 ธันวาคม 2556″ สอบถามรายละเอียด ติดต่อ สำนักงานแม่โจ้ 80 ปี โทร. (053) 873-971-2

 

การเข้า AEC มีผลกระทบต่อการผลิตและการค้าปุ๋ยของประเทศไทยอย่างไร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

ดินและปุ๋ย 

ดร. ประเสริฐ สุดใหม่ นักวิชาการอิสระ อดีตหัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพปุ๋ย สำนักวิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. (081) 629-8159, (02) 940-5990 E-mail : drprasertsoodmai@hotmail.com

การเข้า AEC มีผลกระทบต่อการผลิตและการค้าปุ๋ยของประเทศไทยอย่างไร

ดร. ประเสริฐ สุดใหม่ นักวิชาการอิสระ น.บ. Ph.D (Soils) ประกาศนียบัตรวิชาว่าความ, ประกาศนียบัตรทนายความผู้รับรองลายมือชื่อและเอกสาร, ประกาศนียบัตรวิชากฎหมายปกครอง เนติบัณฑิตยสภา (1) อดีตหัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ย กลุ่มวิจัยเกษตรเคมี สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร (2) ที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ (3) ที่ปรึกษาสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย

ปุ๋ย เป็นปัจจัยการผลิตพืชที่สำคัญ ในปัจจุบันแต่ละปีประเทศไทยได้สั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาใช้ในประเทศ ตลอดจนส่งไปจำหน่ายต่อในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศลาว เขมร มาเลเซีย และพม่า มียอดการสั่งเข้ามาจำหน่ายล่าสุดคือ พ.ศ. 2554 สูงถึง 5.579 ล้านตันผลิตภัณฑ์ มูลค่า 78.899 พันล้านบาทเศษ เป็นข้อมูลที่เปิดเผยโดยสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ปุ๋ยเหล่านี้นำมาใช้กับพืชเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผักและผลไม้ เป็นต้น ทั้งที่นำไปใช้โดยตรงและเป็นแม่ปุ๋ยที่นำมาผสมเป็นปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบปั้นเม็ด และปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบคลุกเคล้า และมีปุ๋ยจำนวนบางส่วนส่งไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านตามที่กล่าวแล้วข้างต้น จึงมีข้อสงสัยว่าการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตและการค้าปุ๋ยของประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร ปุ๋ยจะมีใช้เพียงพอแก่ความต้องการของเกษตรกรหรือว่าจะขาดแคลน จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร 

ผู้เขียนในฐานะผู้อยู่ในแวดวงการเกษตร อดีตเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร ดูแลคุณภาพและมาตรฐานปุ๋ยของประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ปัจจุบันเป็นนักวิชาการอิสระ รวมทั้งเป็นที่ปรึกษากฎหมายและทนายความ และยังเป็นที่ปรึกษาของสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ยังอยู่ในวงการปุ๋ยและมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกร จึงขอเสนอความคิดเห็นทางวิชาการเป็นการส่วนตัวในเรื่องนี้ไว้ เพื่อผู้อ่านซึ่งเป็นเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปจะได้ไว้พิจารณาดังต่อไปนี้

1. ข้อมูลทั่วไป

1.1 เออีซี (AEC) คืออะไร

AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติในกลุ่มอาเซียน (Asean) 10 ประเทศ โดยมี ไทย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่มยูโรโซน (Euro Zone) ในทวีปยุโรป นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์ด้านอำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกสินค้าและบริการของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่า สินค้าอ่อนไหว)

อาเซียน (Asean) จะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีผล ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 ณ วันนั้น จะทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก

1.2 ประเทศในกลุ่ม AEC มีกี่ประเทศ อะไรบ้าง

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกอาเซียนประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา บรูไน

ในอนาคต AEC จะเป็นอาเซียน +3 โดยจะเพิ่มประเทศจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เข้ามาอยู่ด้วย และต่อไปก็จะมีการเจรจา อาเซียน +6 จะมีประเทศจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ต่อไป

1.3 สามเสาหลัก ของ AC (Asean Community)

1.3.1 APSC

ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียน ( ASEAN Political-Security Community) ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาด้านอื่นๆ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจึงเป็นเสาหลักความร่วมมือหนึ่งในสามเสาหลัก ที่เน้นการรวมตัวของอาเซียน เพื่อสร้างความมั่นใจ เสถียรภาพ และสันติภาพ ในภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนในอาเซียนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และปราศจากภัยคุกคามด้านการทหาร และภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ เช่น ปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ประชาคมการเมืองความมั่นคงอาเซียนมีเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่

1) สร้างประชาคมให้มีค่านิยมร่วมกันในเรื่องของการเคารพความหลากหลายของแนวคิด และส่งเสริมให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของนโยบายและกิจกรรมภายใต้เสาการเมืองและความมั่นคง

2) ให้อาเซียนสามารถเผชิญกับภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ และส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์

3) ให้อาเซียนมีปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสร้างสรรค์กับประชาคมโลก โดยอาเซียนมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาค และจะช่วยส่งเสริมความมั่นคงของภูมิภาค นอกจากการมีเสถียรภาพทางการเมืองของภูมิภาคแล้ว ผลลัพธ์ประการสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ก็คือ การที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะมีกลไกและเครื่องมือที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งด้านการเมืองระหว่างสมาชิกกับรัฐสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งจะต้องแก้ไขโดยสันติวิธี หรือปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งประเทศใดประเทศหนึ่งไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง เช่น การก่อการร้าย การลักลอบค้ายาเสพติด ปัญหาโจรสลัด และอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น

1.3.2 ความมุ่งมั่นของ AEC

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศที่มีการแข่งขันสูง อันส่งผลให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับตัวเองเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการรวมกลุ่มการค้ากันของประเทศต่างๆ อาทิ สหภาพยุโรป และเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบ ให้จัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียน” ภายในปี 2558 มีประสงค์ที่จะให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้โดย

(1) มุ่งที่จะจัดตั้งให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวและเป็นฐานการผลิตร่วมกัน

(2) มุ่งให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้า การบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกโดยเสรี

(3) ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV) เพื่อลดช่องว่างระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน และช่วยให้ประเทศสมาชิกเหล่านี้เข้าร่วมในกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน ส่งเสริมให้อาเซียนสามารถรวมตัวเข้ากับประชาคมโลกได้อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน

(4) ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม กรอบความร่วมมือด้านกฎหมาย การพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือ ประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขยายปริมาณการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม สร้างอำนาจการต่อรองและศักยภาพในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลก เพิ่มสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียน

1.3.3 ASCC

ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community) มีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง สังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน โดยมีแผนปฏิบัติการด้านสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ระบุอยู่ในแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ ซึ่งประกอบด้วย ความร่วมมือใน 6 ด้าน ได้แก่

1) การพัฒนามนุษย์ (Human Development)

2) การคุ้มครองและสวัสดิการสังคม (Social Welfare and Protection)

3) สิทธิและความยุติธรรมทางสังคม (Social Justice and Rights)

4) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability)

5) การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน (Building and ASEAN Identity)

6) การลดช่องว่างทางการพัฒนา (Narrowing the Development Gap)

2. วิเคราะห์ผลกระทบของการเข้าสู่ AEC ต่อธุรกิจการผลิตและการค้าปุ๋ยของประเทศ

2.1 ปัจจัยที่เป็นบวกต่ออุตสาหกรรมการผลิตและการค้าปุ๋ยของประเทศ

2.1.1 มีตลาดกว้างขึ้น

(1) มีพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น ทำให้โอกาสในการประกอบอาชีพการเกษตรของคนไทยที่มีศักยภาพสูง มีพื้นที่ทำการเกษตรมากขึ้น เช่น คนไทยเข้าไปลงทุนปลูกยางพาราในประเทศลาว พม่า เขมร เป็นต้น

(2) พืชที่เน้นมีมากขึ้น เช่น ข้าว ยาง ปาล์มน้ำมัน ทำให้มีปริมาณวัตถุดิบหรือสินค้ามากขึ้น ประเทศในแถบนี้ทำการเพาะปลูกได้เกือบทุกประเทศ แต่บางประเทศปลูกข้าวไม่พอกับการบริโภคของประชากรภายในประเทศ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ต้องนำเข้าจากประเทศอื่นด้วย

(3) มีผู้บริโภคมากขึ้น รวมพลเมือง 10 ประเทศ ประมาณ 600 ล้านคน

2.1.2 ประเทศไทยมีเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยผสมที่หลากหลายชนิดกว่า คิดว่าจะทำให้มีตลาดปุ๋ยกว้างขึ้น โดยประเทศไทยสามารถผลิตปุ๋ยได้ดี มีทั้ง (1) ปุ๋ยปั้นเม็ด (2) ปุ๋ยน้ำ (3) ปุ๋ยเกล็ด (4) ปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบคลุกเคล้า (5) ปุ๋ยอินทรีย์เคมี (6) ปุ๋ยอินทรีย์ (7) ปุ๋ยชีวภาพ (8) ปุ๋ยเคมีเชิงเดี่ยว หรือแม่ปุ๋ย จะสามารถนำเงินตราเข้าประเทศได้มากขึ้นกว่าเก่า

2.1.3 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ AEC

(1) เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

(2) สะดวกแก่การกระจายปุ๋ย และกระจายสินค้าอื่นๆ เพื่อนำสู่ตลาดต่างประเทศทั่วโลก รวมทั้งการนำเข้าด้วย

2.1.4 ประเทศไทยมีกำลังการเงินที่สนับสนุนการลงทุนทางการเกษตร อุตสาหกรรมปุ๋ย และอุตสาหกรรมอื่นๆ มากกว่าหลายประเทศ เพราะมีทุนเอกชน ยกเว้นสิงคโปร์ มาเลเซีย ทำให้สามารถเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น รวมทั้งอาจไปลงทุนผลิตปุ๋ยผสมในประเทศเหล่านั้นในโอกาสต่อไป

2.1.5 การเคลื่อนย้ายวัสดุแม่ปุ๋ยที่นำมาใช้ผลิตปุ๋ยจะง่ายขึ้น เช่น แม่ปุ๋ยไนโตรเจน จาก เวียดนาม หรือมาเลเซีย

2.1.6 ข้อได้เปรียบในเชิงคุณภาพของปุ๋ย เป็นที่ต้องการของประเทศเพื่อนบ้าน ปุ๋ยที่ผลิตในเมืองไทยเป็นที่ต้องการของเพื่อนบ้าน

2.1.7 มีเทคโนโลยีด้านการควบคุมคุณภาพสูงกว่าบางประเทศ หลายประเทศเอาอย่างไทย

2.1.8 กฎหมายปุ๋ยของไทยควบคุมเคร่งครัดกว่า มีการควบคุม การผลิต การนำเข้า และการส่งออก โดยประเทศไทยมีพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของความรู้ในการควบคุมการผลิตการค้าปุ๋ยของประเทศไทย

2.1.9 ปริมาณการผลิตและการนำเข้ามีปริมาณมากและผลิตส่งออกไปสู่เพื่อนบ้านด้วย รวมมีการใช้ปุ๋ย ประมาณ 5.579 ล้านตันผลิตภัณฑ์ (ข้อมูล พ.ศ. 2554) มูลค่า 78.899 พันล้านบาทเศษ

2.1.10 จำนวนของผู้ผลิตมีมากราย ใบอนุญาตผลิตเคมี เมื่อ พ.ศ. 2554 จำนวน 160 ราย

2.1.11 ประเทศไทยเปิดกว้างและเสรีด้านอุตสาหกรรมปุ๋ย ทำให้เกิดการแข่งขันในเชิงอุตสาหกรรมและทางการค้าเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 84 (1)

2.1.12 ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมปุ๋ยมาก่อน จึงได้เปรียบในเชิงการนำ

2.1.13 ทำให้นักธุรกิจไทยปรับตัวเพื่อดำรงไว้ซึ่งความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน

2.1.14 จะทำให้เพิ่มความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการใช้ปุ๋ยให้สูงขึ้น

3. ปัจจัยที่เป็นจุดด้อยต่ออุตสาหกรรมปุ๋ยและอุตสาหกรรมอื่นๆ ของประเทศ

3.1 มีคู่แข่งมากกว่าเก่า เพราะมีการเคลื่อนย้ายปุ๋ยและสินค้าอื่นๆ ได้สะดวกขึ้น ปุ๋ยจากเวียดนามและมาเลเซียจะมีการนำเข้า แต่ผลดีในการขนย้ายแม่ปุ๋ยเข้ามาผลิตภายในประเทศ

3.2 ประเทศไทยไม่มีแหล่งผลิตแม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่ราคาถูก ดังเช่น ประเทศมาเลเซีย

3.3 ประเทศไทยไม่มีแหล่งผลิตแม่ปุ๋ยฟอสเฟตที่มีปริมาณมากพอ ดังเช่น ประเทศจีน

4. ข้อเด่นของประเทศไทยในอนาคต

(1) มีรายงานจากกรมทรัพยากรธรณีว่า แหล่งแร่โพแทสสำรองมากและใหญ่ที่สุดในโลก ประมาณ 407,000 ล้านตัน กำลังรอการพัฒนา อนาคตคงจะผลิตใช้ในประเทศและส่งออกเพื่อนำเงินตราเข้าสู่ประเทศได้ไม่น้อยกว่าหมื่นล้านบาทต่อปีจากโครงการเหล่านี้

(2) มีแหล่งแร่ที่จะพัฒนาเป็นปุ๋ยธาตุอาหารรองครบและมากมาย (แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์) ส่วนธาตุอาหารเสริมกำลังรอการพัฒนาเป็นปุ๋ย ปุ๋ยเหล่านี้นำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยผสมหรือปุ๋ยสูตรต่างๆ ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

5. สรุป

(1) หากมองในภาพรวมประเทศไทยได้เปรียบในเชิงการค้าและอุตสาหกรรมการผลิตและการค้าปุ๋ยในการเข้า AEC ด้วยเหตุผลที่กล่าวตอนต้น

(2) เกษตรกรไทยจะมีปุ๋ยเพื่อใช้สำหรับการผลิตพืช เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผัก และผลไม้ ตลอดจนพืชอื่นๆ อย่างเพียงพอต่อการทำการเกษตรไม่ก่อให้เกิดการขาดแคลน แม้ประเทศไทยจะส่งออกปุ๋ยไปต่างประเทศที่เป็นเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ด้วยก็ตาม

(3) การเข้าสู่ AEC น่าจะนำความเจริญก้าวหน้าแบบยั่งยืนมาสู่ประเทศไทย แต่ประชาชนไทยและเกษตรกรไทยจะต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้

อนึ่ง หากท่านผู้อ่านสามารถติดต่อขอคำปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องนี้เกี่ยวกับปุ๋ยทุกชนิด ตลอดจนกฎหมายปุ๋ย สารปรับปรุงดิน และปัจจัยการผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชนได้

ผนวก

วัสดุและแม่ปุ๋ยที่ใช้สำหรับผลิตปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบคลุกเคล้า (Bulk Blending Fertilizers) เป็นสูตรต่างๆ ให้เหมาะสมกับพืชและตามค่าวิเคราะห์ดิน รวมทั้งใช้โดยตรงตามคำแนะนำ

1. ปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ หรือจะใช้โดยตรงเพื่อเพิ่มธาตุอาหารโพแทสเซียมแก่พืชก็ได้ (ได้รับความอนุเคราะห์วัสดุตัวอย่างปุ๋ยจาก บริษัท ศักดิ์สยามอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สมาชิกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย)

2. ปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (DAP) สูตร 18-46-0 เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ หรือจะใช้โดยตรงเพื่อเพิ่มธาตุอาหารโพแทสเซียมแก่พืชก็ได้ (ได้รับความอนุเคราะห์วัสดุตัวอย่างปุ๋ยจาก บริษัท ศักดิ์สยามอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สมาชิกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย)

3. ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (MOP) สูตร 0-0-60 เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ หรือจะใช้โดยตรงเพื่อเพิ่มธาตุอาหารโพแทสเซียมแก่พืชก็ได้ (ได้รับความอนุเคราะห์วัสดุตัวอย่างปุ๋ยจาก บริษัท ศักดิ์สยามอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สมาชิกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย)

4. ฟิลเลอร์โดโลไมท์ สารตัวเติม หรือ สาร Filler เพื่อใช้เป็นวัสดุปรับสูตรปุ๋ยต่างๆ ให้ได้สัดส่วนตามที่ต้องการ หรือจะใช้เป็นสารปรับปรุงดิน ซึ่งมีแหล่งแร่ที่ใช้ผลิตในประเทศ และเป็นแหล่งของธาตุอาหารรองที่ให้ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมแก่พืชก็ได้ แล้วแต่วัตถุประสงค์ของการใช้ (ได้รับความอนุเคราะห์วัสดุตัวอย่างปุ๋ยจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงานผลิตปุ๋ยท่ามะกา สมาชิกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย)

5. ปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบคลุกเคล้า สูตร 15-5-35 (ได้รับความอนุเคราะห์วัสดุตัวอย่างปุ๋ยจาก บริษัท ศ.วัฒนาการเกษตร จำกัด สมาชิกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย)

6. ปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบคลุกเคล้า สูตร 15-7-18 (ได้รับความอนุเคราะห์วัสดุตัวอย่างปุ๋ยจาก บริษัท ศ.วัฒนาการเกษตร จำกัด สมาชิกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย)

บรรณานุกรม

1. สำนักอุตสาหกรรมพื้นฐาน. กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม 2554. โครงการเหมืองแร่โปแตช. หน้า 5.

2. เกรียงศักดิ์ สุวรรณธราดล และสงกรานต์ จิตรากร. 2556. การศึกษากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรด้านพืชเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน.

3. ทวีศักดิ์ สุทิน นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย. 2556. วิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปุ๋ยอันเนื่องจากการเข้า AEC ของประเทศไทย (ยกร่างโดย ดร. ประเสริฐ สุดใหม่ ที่ปรึกษาสมาคม).

4. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร. 2556. AEC คืออะไร/จาก http://www.thai-aec.com. Cite at 17 October 2013.

5. ประชาคมอาเซียน. 2556. 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน/จาก ประชาคมอาเซียน.net/3-pillar-asean.

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,055 other followers

%d bloggers like this: