ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ศุภชัย สุรชิต ปลูกปาล์มพันธุ์ดี สร้างรายได้ดี ที่ชุมพร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนโลยีการเกษตร

มนัส ช่วยบำรุง

ศุภชัย สุรชิต ปลูกปาล์มพันธุ์ดี สร้างรายได้ดี ที่ชุมพร

ปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจหลักที่เกษตรกรชาวสวนนิยมปลูก เนื่องจากหาซื้อต้นกล้าพันธุ์ได้ง่าย เหมาะสำหรับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นฝนตกชุกตลอดปีโดยเฉพาะภาคใต้ ขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทุกปี

ผนวกกับในปัจจุบันการใช้น้ำมันที่ผลิตจากปาล์มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเป็นน้ำมันที่สกัดจากพืช (ไบโอดีเซล) ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปาล์มน้ำมันนั้นนอกจากผลของมันจะนำไปสกัดเป็นน้ำมันพืช น้ำมันไบโอดีเซลแล้ว ทะลายปาล์มที่นำมาเข้าขั้นตอนการสกัดน้ำมันที่เหลือเพียงกากทะลายปาล์มยังนำไปเพาะเห็ดฟางขาย เสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

หากพูดถึงสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่นิยมปลูกกันนั้นมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ ทั้งพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1-8 พันธุ์ Tenera พันธุ์ Deli Nigeria Black พันธุ์ Deli Ghana พันธุ์ Deli Dura และ พันธุ์ Compact (Compact + Nigeria, Compact + Ghana) มีหลายสายพันธุ์ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันได้เลือกสรรกันตามสภาพภูมิศาสตร์ในแต่ละท้องที่รวมถึงความชื่นชอบส่วนตัวของเกษตรกรเอง

พันธุ์ปาล์มน้ำมันมีการคิดค้นพัฒนาอยู่โดยตลอด ทำให้เกิดพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอยู่เสมอ โดยเฉพาะพันธุ์ลูกผสมต้นเตี้ย ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันอยู่ในขณะนี้

คุณศุภชัย สุรชิต หรือ คุณดำ เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ทำสวนปาล์มน้ำมันมานานกว่า 8 ปี ปลูกปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria ลงทุนซื้อต้นพันธุ์มาจาก บริษัท สุราษฎร์พันธุ์ปาล์ม สาเหตุที่คุณดำเลือกปาล์มน้ำมันพันธุ์นี้ เพราะมีลักษณะต้นเตี้ย สะดวกในการดูแลเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตดีในช่วงหน้าฝน ซึ่งตรงกับสภาพอากาศของจังหวัดชุมพร ผลดก ดูแลง่าย เป็นที่นิยมของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน

ส่วนราคาของต้นกล้าปาล์มน้ำมัน คุณดำ แนะนำว่าเกษตรกรผู้สนใจหากซื้อจากศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน เขต 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ราคาอยู่ที่ต้นละประมาณ 50 บาท ส่วนของเอกชน จะขายอยู่ที่ 100-150 บาท ตามขนาด อายุ ความสมบูรณ์ และชนิดพันธุ์ของต้นปาล์มน้ำมัน

การเริ่มต้นทำสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำ เริ่มจากการเพาะกล้าปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria ขาย พร้อมกับเปิดร้านขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรในจังหวัดชุมพรก่อน รวมทั้งปลูกในสวนของตัวเองด้วย ภายหลังปาล์มน้ำมันที่ปลูกไว้สามารถตัดได้ ในขณะเดียวกันพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในจังหวัดชุมพรมีมากขึ้นจนเต็มพื้นที่ จึงได้เลิกกิจการเพาะกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันขาย มาประมาณ 4-5 ปีแล้ว จึงหันมาดูแลสวนปาล์มน้ำมันอย่างจริงจัง นอกจากคุณดำจะทำสวนปาล์มน้ำมันแล้ว ยังทำสวนทุเรียน สวนยางพาราด้วย ซึ่งคุณดำเองเป็นผู้ริเริ่มทำทุเรียนนอกฤดูเจ้าแรกๆ ในจังหวัดชุมพร สาเหตุที่ปลูกพืชหลายชนิดนั้น ก็เพื่อหมุนเวียนเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างรอให้ยางพาราออกเต็มที่ในช่วงหน้าหนาว ก็สามารถตัดปาล์มน้ำมันได้ในช่วงหน้าฝน ปาล์มน้ำมันมีอายุที่ตัดทะลายขายได้ อยู่ระหว่าง 3 ปีครึ่ง ถึง 4 ปี เป็นระยะที่เจ้าของสวนเริ่มที่จะตัดทะลายปาล์มน้ำมัน สำหรับคนงานภายในสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำมีทั้งหมด 4 คน หมุนเวียนกันไปทำตามแต่ละแปลง

รายได้จากการทำสวนปาล์มน้ำมันของคุณดำ เฉลี่ยปีละกว่า 300,000-400,000 บาท โดยราคาปาล์มทะลายขณะนี้อยู่ที่ กิโลกรัมละ 4 บาท 80 สตางค์ ใช้ลูกจ้างภายในสวนตัดปาล์มน้ำมันขาย แทนที่การจ้างผู้รับเหมาตัด ซึ่งคิดราคาค่าตัดอยู่ที่ตันละ 500-600 บาท เป็นการลดต้นทุนการตัด สวนปาล์มน้ำมันของคุณดำหมุนเวียนตัดทุก 15 วัน ตัดได้รอบละ 7-8 ตัน ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ได้แต่ละเดือน ประมาณ 14-15 ตัน ส่งผลให้คืนต้นทุนค่าปุ๋ย ค่าคนงาน ได้อย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับการเพิ่มผลผลิต

ปาล์มน้ำมัน ของ คุณดำ

คุณดำ แนะเกษตรกรที่ต้องการปลูกปาล์มน้ำมัน ควรมีการคัดเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ดี คัดต้นพันธุ์ตัวผู้กับกะเทยที่ผิดปกติออก เพื่อให้ได้ปาล์มที่ออกทะลายทุกต้น ในสมัยก่อนนั้นชาวบ้านนิยมเพาะกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันเอง หรือเก็บลูกปาล์มน้ำมันจากสวนที่ร่วงมาเพาะ ซื้อพันธุ์จากแหล่งขายที่ไม่ได้คุณภาพ ทำให้ได้ต้นกล้าพันธุ์ที่ไม่ดี แคระแกร็น ติดทะลายไม่ทุกต้น หากใช้ต้นกล้าพันธุ์ที่ดี ทั้งจากศูนย์วิจัยของราชการหรือเอกชน สามารถให้ผลผลิตได้อย่างต่ำ 3.5-4.5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่ปลูกลงแปลงนั้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 8-12 เดือน ควรปลูกต้นกล้าปาล์มห่างจากหน้าดินอย่างน้อย 12-15 เซนติเมตร รากของปาล์มน้ำมันจะยาวเท่ากับปลายสุดของเงาใบ ปาล์มน้ำมันมีระยะที่สามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ประมาณ 3 ปี ระหว่างนี้ทะลายปาล์มน้ำมันที่ออกนั้นยังมีขนาดเล็กควรตัดทะลายเล็กออก เพื่อสร้างลำต้นให้มีขนาดที่สมบูรณ์ ชาวสวนปาล์มน้ำมันจะต้องหมั่นตัดแต่งแทงทางต้นปาล์มน้ำมันอยู่โดยตลอด เกษตรกรโดยส่วนใหญ่จะใช้เสียมแทงแต่งทางใบ หากไม่มีความชำนาญเสียมอาจแทงไปถูกต้นปาล์มน้ำมัน ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันเป็นแผลได้จากแรงกระแทก ส่งผลกระทบถึงต้นปาล์มน้ำมันที่ยังมีขนาดลำต้นเล็กอยู่ สำหรับปาล์มน้ำมันที่มีอายุต้น 6 ปีขึ้นไปแล้ว ควรไว้ทางใบ 7-8 รอบ (56-64 ทางใบ) ปาล์มน้ำมันที่โตเต็มที่ควรไว้ทางใบ 4.5-6.5 รอบ (36-48 ทางใบ) ไม่ควรตัดแต่งแทงทางจนกว่าจะถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรท่านใดตัดทางมากเกินไป จะทำให้ต้นปาล์มน้ำมันสูงเร็วกว่าปกติ ควรตัดทางใบให้เหลือรองรับทะลายปาล์มอย่างน้อย 2 ทางใบ (ชั้นล่างจากทะลาย) เสร็จแล้วควรนำทางปาล์มน้ำมันที่ตัดออกไว้มาวางสลับร่องปาล์ม เพื่อรอการย่อยสลายเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับต้นปาล์มน้ำมัน

ในระยะ 3 ปีแรก เป็นช่วงที่ปาล์มน้ำมันมีขนาดเล็ก ควรใช้สารปราบวัชพืชประเภทเผาไหม้ (สาร Parafot) ในบางสวนชาวบ้านนิยมปลูกสับปะรดเสริมในร่องปาล์ม เพื่อขายเพิ่มรายได้ แล้วใช้ยาปราบวัชพืชชนิดดูดซึมในการฉีดพ่น ซึ่งเป็นละอองไปติดต้นปาล์มน้ำมัน ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันที่มีขนาดเล็ก ใบห่อลากดิน ชะงักการเจริญเติบโต ใน 3 ปีนี้ จึงควรใช้สารเผาไหม้ในการฉีดพ่นพร้อมกับตัดหญ้าในแปลงแทนที่การใช้สารประเภทดูดซึม

การบำรุงต้นปาล์มน้ำมัน เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำและปุ๋ยมาก พื้นที่ปลูกควรมีปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,800 มิลลิเมตร ต่อปี ปาล์มน้ำมันที่อยู่ในช่วงวัย 5-15 ปี คุณดำ ใช้ปุ๋ย สูตร 4-7-39 (N-P-K) ใส่ 3 กิโลกรัม ต่อต้น ให้อาหารเสริมประเภทโบรอน แคลเซียม แมกนีเซียม พร้อมทั้งเสริมอินทรียวัตถุ เช่น มูลไก่ (มูลไก่ผสมแกลบ) มูลวัว มูลสัตว์ต่างๆ จะใส่เป็นประจำ ปีละครั้งทุกปี ระหว่างช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน ปาล์มน้ำมันเมื่อพ้นระยะ 5 ปีแล้ว จะดูแลง่าย เพราะเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน ส่วนผลผลิตจะมากหรือน้อยอยู่ที่การดูแลและปริมาณน้ำฝน เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียนระหว่างรอตัดปาล์มน้ำมันด้วย เพื่อเพิ่มรายได้ระหว่างช่วงรอตัดปาล์มน้ำมัน

“สำหรับการทำสวนปาล์มน้ำมันในจังหวัดชุมพรนั้น ปาล์มยังคงมีน้อยกว่ายาง ปาล์มพึ่งมาได้รับความนิยมปลูกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว การทำสวนปาล์มล้วนต้องใช้เนื้อที่มาก ตั้งแต่ 20 ไร่ขึ้นไป เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มทุน ด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่เพาะปลูกของจังหวัดชุมพรที่ส่วนหนึ่งเป็นภูเขาที่มีลักษณะไม่เสมอกัน ทำให้ตัดทะลายปาล์ม ตกแต่ง แทงทางได้ยาก ชาวบ้านต้องลงทุนเรื่องค่าปุ๋ยกับค่ายาในช่วงแรกมาก ยางจึงได้รับความนิยมปลูกมากกว่า” คุณดำ บอก

ปาล์มน้ำมัน ยังคงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมจากชาวสวนทั้งในภาคใต้และภาคอื่นด้วยราคาที่เพิ่มขึ้นอยู่ในขณะนี้ เพราะปลูกง่าย เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน สอดคล้องกับโครงการพระราชดำริที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน ปาล์มน้ำมันจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรผู้สนใจพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนไว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน ทนโรค ให้ผลกำไรสูง

ผู้สนใจวิธีปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้ผลผลิตสูง ติดต่อได้ที่ คุณศุภชัย สุรชิต หรือ คุณดำ ที่ บ้านเลขที่ 24/8 หมู่ที่ 8 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร (ร้านศุภรัชการเกษตร แยกทางขึ้นบ้านถ้ำสิงห์) โทรศัพท์ (087) 276-1924

ปาล์มคอมแพค ไนจีเรีย (Compact Nigeria)

สำหรับลักษณะเด่นของปาล์มน้ำมัน พันธุ์ Compact Nigeria เป็นปาล์มน้ำมัน สายพันธุ์ compact ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างต้นพันธุ์แม่จากอเมริกาใต้กับต้นพันธุ์พ่อจากแอฟริกา E.oleifera + Guineensis มาผสมข้ามสายพันธุ์ แล้วจึงนำต้นพันธุ์ลูกเพศเมียที่ผสมได้มาผสมกับต้นพันธุ์เพศผู้จากไนจีเรีย จนได้มาเป็น Compact Nigeria มีศักยภาพให้ผลผลิตสูง 3.5-4.5 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ติดทะลายดก น้ำหนักทะลายเฉลี่ย 28 กิโลกรัม ต่อ 1 ทะลาย ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 30 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณการให้น้ำมันในเมล็ดพันธุ์ปาล์มดีมาก ผลของเมล็ดพันธุ์ปาล์มมีขนาดปานกลาง น้ำหนักโดยประมาณอยู่ที่ 8-11 กรัม ผลดิบมีลักษณะสีดำ ผลสุกสีแดง ลักษณะต้นเตี้ย สูงระหว่าง 40-45 เซนติเมตร ต่อปี มีอายุการเก็บเกี่ยว 30 ปี ทางใบสั้น ระยะใบ 6.6-6.9 เมตร ทนแล้งได้ปานกลาง

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม เล่าถึงก้าวใหม่ งานพัฒนาองค์การสะพานปลา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

สัมภาษณ์พิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม เล่าถึงก้าวใหม่ งานพัฒนาองค์การสะพานปลา

ถนนเจริญกรุง นับเป็นอีกแหล่งย่านธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ถนนสายนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เป็นถนนที่เรียกได้ว่าไม่เคยหลับใหล เพราะตลอดเส้นทางประกอบไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรมชื่อดัง ตลอดจนสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง อีกทั้งยังคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เหตุนี้เองถนนเจริญกรุงจึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาวกรุงเทพมหานคร

การสร้างถนนเจริญกรุงมีลักษณะคู่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะในอดีตอาจสร้างเพื่อความสะดวกแก่การคมนาคม และการขนส่ง ตลอดจนการทำมาหากินของชาวบ้านในสมัยนั้น จึงไม่แปลกที่มีสะพานปลาเกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับขนถ่ายสัตว์น้ำทางทะเล ลำเลียงเข้ามากลางใจเมือง

“องค์การสะพานปลา” อาจเป็นชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นกับหลายคน ถ้ามิได้เกี่ยวข้องหรืออยู่ในวงการสัตว์น้ำทะเล หน่วยงานนี้มีหน้าที่กำกับดูแล และตั้งอยู่บริเวณเดียวกับสะพานปลากรุงเทพ ที่ซึ่งมีการซื้อ-ขาย ปลาทะเลและสัตว์น้ำทะเลทุกชนิดก่อนที่จะส่งไปจำหน่ายตามตลาดสดหรือตลาดนัดอีกทอดหนึ่ง

องค์การสะพานปลา (Fish Marketing Organization) เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2496 ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบกิจการแพปลา เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสะพานปลา ตลาดสินค้าสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมประมง

ภายหลังจากนั้นเป็นต้นมา หน่วยงานนี้ได้มีการพัฒนาและขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยการก่อสร้างท่าเทียบเรือประมงตามชายฝั่งทะเลทั้งในภาคใต้และภาคตะวันออก รวมถึงการจัดให้มีตลาดกลางค้าสัตว์น้ำหรือสะพานปลา ในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำที่สำคัญ

ปัจจุบัน องค์การสะพานปลาเปิดให้บริการสะพานปลารวม 4 แห่ง และท่าเทียบเรือประมงอีก 14 แห่ง ตลอดแนวชายฝั่งทะเล ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน นอกจากนี้ ยังได้มีการขยายบทบาทการดำเนินงานในด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาการประมงอีกหลายประการ ทั้งในด้านการให้สินเชื่อเพื่อจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์การประมง และให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันประมง ชุมชนประมง เพื่อส่งเสริมฐานะและสวัสดิการของชาวประมง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม งานอีกส่วนหนึ่งที่องค์การสะพานปลาให้ความสำคัญ ได้แก่ การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐ เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพประมง ไม่ว่าจะเป็นโครงการช่วยเหลือลดราคาน้ำมันให้ชาวประมง (น้ำมันม่วง) โครงการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูปให้กับกระทรวงยุติธรรม (กรมราชทัณฑ์) การจัดให้มีจุดตรวจสอบคุณภาพสินค้าสัตว์น้ำเบื้องต้น เพื่อป้องกันการใช้สารปนเปื้อนต่างๆ ในสินค้าสัตว์น้ำ

แล้วสิ่งสำคัญมากที่สุดคือ การปรับปรุงสุขอนามัยสะพานปลา และท่าเทียบเรือประมงขององค์การสะพานปลาทุกแห่งให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าสัตว์น้ำ ช่วยให้คนไทยได้บริโภคสินค้าสัตว์น้ำที่สด สะอาด และการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปจำหน่ายในตลาดโลก เป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้า แล้วเป็นการหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธจากปัญหาการกีดกันทางการค้า

ไม่เพียงการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่พี่น้องชาวประมงเท่านั้น แต่องค์การสะพานปลายังมีแผน/โครงการปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้าขายสัตว์น้ำทางทะเลในระดับภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ ถือเป็นการสร้างศักยภาพให้ทัดเทียมกับหลายประเทศของโลก ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับกับตลาด AEC ในปีหน้าด้วยเช่นกัน

คุณภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม รองผู้อำนวยการด้านธุรกิจ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา กล่าวถึงจุดมุ่งหมายการตั้งหน่วยงานนี้ เมื่อ 60 ปีที่แล้วว่า เพื่อต้องการรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน หากย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว การขนถ่ายสินค้า หรือห้องเย็นในส่วนของสัตว์น้ำยังไม่มีภาคเอกชนเข้ามามีบทบาท เพราะฉะนั้นการจัดตั้งวิสาหกิจในช่วงเวลาดังกล่าวก็เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ และสามารถทำหรือกำหนดราคาได้เพียงหน่วยงานเดียว ไม่มีคู่แข่งขัน เพราะเป็นของรัฐ

“ดังนั้น หากอธิบายให้เข้าใจภาพขององค์การสะพานปลาได้ว่า จะมี 2 ลักษณะ คือเป็นสถานที่สำหรับขนถ่ายสินค้าที่หมายถึงสัตว์น้ำเค็ม และหมายถึงท่าเทียบเรือสำหรับไว้ขนถ่ายสินค้าประมง ซึ่งจะมีท่าเทียบเรือทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รวมไปถึงฝั่งตะวันออกที่มีท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าด้วย หรือให้เข้าใจง่ายเข้าไปอีกคือว่าเมื่อชาวประมงเฉพาะที่เป็นพื้นบ้านและประมงชายฝั่งนำเรือออกไปจับปลาแล้ว สามารถนำปลาหรือสัตว์ทะเลมาขึ้นที่ท่าเทียบเรือประมงต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์การสะพานปลา

จากนั้นจะมีคนหรือกลุ่มคนมาติดต่อซื้อ ที่เรียกว่า แพปลา ซึ่งเป็นบุคคลที่จะเข้ามาดูสินค้า ต่อจากนั้นจะมีการประมูลหรือภาษาที่ใช้คือ การเปียร์สินค้าในแบบเป็นกองๆ และเมื่อแพปลารายใดชนะ ก็จะนำสินค้าที่เปียร์แล้วนั้นไปจัดการคัดแยกเป็นขนาดและเกรด แล้วจึงนำมาขายให้แก่พ่อค้าคนกลาง จากนั้นพ่อค้าคนกลางจึงนำไปขายให้แก่ร้านค้าตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด ตลาดนัด หรือที่อื่นๆ ที่ต้องการต่อไป

โดยกระบวนการเหล่านี้จะเริ่มกันตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของทุกวัน ไปจนถึงประมาณไม่เกิน 6 โมงเช้า พอหลังจากนั้นมีการนำปลาน้ำจืดมาขาย และขายไปจนกว่าจะถึงเวลา 10 โมงเช้า ทุกวันเช่นกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ขายในตลาดสด หรือตลาดนัด จุดเริ่มต้นจะต้องมาจากสะพานปลาก่อน”

สิ่งที่ชาวบ้านจะได้ประโยชน์

จาก องค์การสะพานปลา?

ถ้าเป็นประมงพื้นบ้านและท้องถิ่น จะได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะเมื่อใดที่ชาวประมงนำเรือออกไปหาปลา ซึ่งตอนนี้มีท่าเทียบเรือของประมงอยู่รวมทั้งสิ้นกว่า 400 แห่ง และที่เป็นสะพานปลากับท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลาอยู่จำนวน 18 แห่ง พวกเขาเหล่านั้นจะเสียค่าธรรมเนียมที่มีราคาถูกกว่าของเอกชน ดังนั้น หากพี่น้องชาวประมงที่สนใจและต้องการประหยัดต้นทุนรวมไปถึงยังได้รับความเป็นธรรม สามารถใช้บริการของท่าเทียบเรือทุกแห่งขององค์การสะพานปลาได้

แต่ขณะเดียวกันบางแห่งได้มีการจัดทำเป็นตลาดจำหน่ายสัตว์น้ำขึ้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดเป็นกระบวนการขั้นตอนขึ้น ทำให้มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นที่ได้รับประโยชน์จากกระบวนการขนถ่ายและจำหน่ายสัตว์น้ำในครั้งนี้ด้วย อาทิ เกิดการจ้างแรงงาน คนขายน้ำแข็ง ขายกล่องโฟม และอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นประโยชน์จึงเกิดขึ้นโดยตรงกับหลายกลุ่ม ทั้งนี้ ทางองค์การสะพานปลาจะมีบทบาทในการเข้ามากำกับดูแลธุรกิจต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดความเรียบร้อยและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ชาวบ้านที่นำสัตว์น้ำมาขาย

ต้องมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่?

ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรเลย เพราะเป็นท่าเทียบเรือของรัฐที่มุ่งหวังการสร้างประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน ดังนั้น เรือทุกลำที่อยู่ในแต่ละพื้นที่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ เพียงแต่อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับการขนถ่ายสินค้า ซึ่งมีอัตราที่ถูกมากเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม อัตราค่าธรรมเนียมในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ ได้กำหนดไว้ไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณสินค้าคูณด้วยราคา และอัตรานี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบแพปลา ปี 2496 สำหรับที่สะพานปลากรุงเทพ คิดค่าธรรมเนียม ในอัตรา 1 เปอร์เซ็นต์

หรือในบางท่าเทียบเรืออาจใช้วิธีคิดค่าธรรมเนียมตามแรงม้าของเรือ แต่ไม่ว่าจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการคิดคำนวณค่าธรรมเนียมก็ตาม ระดับเพดานจะยังคงถูกกว่าท่าเทียบเรือของเอกชนทั่วไปมาก

ความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม?

ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องตระหนัก และให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือ ในด้านสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อม เพราะข้อกำหนดของสหภาพยุโรปในการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าทางทะเล จะต้องมีการตรวจตั้งแต่วิธีการจับปลา ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงานหรือเครื่องมืออุปกรณ์จับปลาว่าถูกต้องหรือไม่ อีกทั้งยังต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่า สินค้าชนิดนี้มาจากเรือลำใด จับบริเวณใด แล้วใช้แรงงานประเภทใด ไปจนกระทั่งถึงสถานที่สำหรับใช้ขนถ่ายสินค้า

ทางสหภาพยุโรปจะมีการมาตรวจยังท่าเรือของรัฐ คือองค์การสะพานปลา ดังนั้น สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่รวมไปถึงด้านสุขอนามัยและสิ่งที่ทางองค์การสะพานปลาจะต้องดูแลและเข้มงวดคือ เรื่องการขนส่ง ขนถ่ายสินค้า สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัย

“สิ่งแวดล้อม ยังคงสร้างปัญหาให้กับอีกหลายท่าเรือ เพราะหน่วยงานนี้ก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 50 ปี แล้วยังเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม แล้วยังเป็นหน่วยงานที่ต้องแสวงหากำไรไปพร้อมกันด้วย ดังนั้น ภาระค่าใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะต้องดูแลทั้งสังคม สุขอนามัย ที่ประกอบไปด้วยความสะอาด การบำบัดเรื่องน้ำเสีย และกลิ่น

ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 50 ปี จึงทำให้ท่าเทียบเรือและสิ่งปลูกสร้างหลายชนิด จำนวน 18 แห่ง เกิดการทรุดโทรม เหตุนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้เกิดความสะดวกในการให้บริการ จึงจำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ท่าเทียบเรือที่มีอยู่ทั้งหมด จำนวน 18 แห่ง ดีขึ้น”

มี แผน/วิสัยทัศน์ อะไร

ที่จะเพิ่มศักยภาพ ของ

องค์การสะพานปลา?

เป็นเวลากว่า 60 ปี ที่หน่วยงานนี้ดูแลงานด้านประมง และเป็นหน่วยงานของภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่เป็นด่านหน้ากับการสัมผัสกับพี่น้องชาวประมงโดยตรงจริงๆ ถึงแม้จะมีหน่วยงานอย่างกรมประมงคอยให้การสนับสนุนด้านพันธุ์ปลาหรือกฎ ระเบียบต่างๆ

สำหรับแผนการพัฒนาองค์การสะพานปลาได้จัดเตรียมไว้แล้ว แต่ ณ เวลานี้ คงต้องมีการปรับแผนหลายเรื่องที่เตรียมไว้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพของท่าเทียบเรือ เพราะบางแห่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ อย่างในต่างประเทศ เช่น ที่ญี่ปุ่น หรือซิดนีย์ และซานฟรานซิสโก ที่สามารถพัฒนาท่าเทียบเรือเป็นแหล่งซื้อ-ขาย สินค้าไปพร้อมกับทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ลักษณะการประมูลปลาหรือสัตว์ทะเลจึงเป็นในลักษณะเชิงท่องเที่ยวไปด้วย

ฉะนั้น การพัฒนาองค์การสะพานปลาในอนาคต สิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือ เรื่องสิ่งแวดล้อม และมลภาวะด้านต่างๆ ที่กำลังสร้างปัญหากับชุมชนอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสีย กลิ่น ด้านระบบการขนส่ง ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการอีกมาก อย่างไรก็ตาม ได้จัดเตรียมแผนรองรับไว้ และพร้อมที่จะพัฒนาทันที แต่อาจติดขัดในเรื่องงบประมาณและบุคลากร ซึ่งแผนดังกล่าวจะทยอยทำไปเป็นช่วง เป็นตอน ตามความจำเป็นเร่งด่วนก่อน

เดิมองค์การสะพานปลาเคยมีพื้นที่อยู่ จำนวน 17 ไร่ แต่ปัจจุบันได้ส่งมอบคืนให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปแล้ว จำนวน 8 ไร่ ซึ่งส่วนที่เหลือจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุง และจากที่เตรียมแผนไว้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ อย่างกิจกรรมที่เป็นลักษณะแบบตลาดเปียกที่ต้องมีการเทปลา การคัดปลา การขอดเกล็ด การควักไส้ หรือการแปรรูป สิ่งเหล่านี้ได้เตรียมพื้นที่รองรับไว้เป็นพื้นที่ขององค์การสะพานปลาที่จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 80 ไร่ พร้อมกับมีท่าเทียบเรือและสะพานปลาอยู่

ดังนั้น แผนงานคือ จะย้ายส่วนที่เป็นกิจกรรมของสดดังกล่าวไปอยู่ที่สมุทรปราการ ขณะเดียวกันพื้นที่เดิมที่กรุงเทพฯ จะจัดทำเป็นลักษณะกึ่งแหล่งท่องเที่ยว มีการซื้อ-ขาย สินค้าที่มีคุณภาพ มีการคัดเกรด สินค้าทุกชนิดต้องบรรจุใส่ลังอย่างดีมีคุณภาพ ต้องมีการแพ็กสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานในระดับพรีเมี่ยม มีการใช้ระบบบาร์โค้ดที่สามารถตรวจสอบไปยังแหล่งผลิตได้ทุกชนิด ขณะเดียวกันจะเปิดพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ให้แก่ผู้สนใจทั่วไปเข้าเยี่ยมชมกิจกรรม

มีแผนการปรับตัว

เข้าสู่ AEC อย่างไร?

ได้วางแผนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี มีการตั้งเป็นโปรเจ็กต์ เพื่อจัดทำเป็นศูนย์กลางของปลาทูน่า เพราะที่กำหนดไว้ที่ท่าเทียบเรือภูเก็ต มีพื้นที่อยู่กว่า 300 ไร่ และมีหลายอย่างที่ทันสมัยในการออกไปจับปลาทูน่าในทะเลอันดามันหรือทะเลไกลๆ สามารถจับปลาทูน่าที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการได้

ปลาทูน่าที่จับได้จะผ่านกระบวนการแล้วแพ็กสดเป็นตัว เพื่อส่งขึ้นเครื่องที่ภูเก็ตไปญี่ปุ่น ดังนั้น จึงมีโครงการจัดทำเป็นศูนย์รวมของปลาทูน่า ในระดับ AEC เป็นลักษณะการเปิดตลาดเสรี เพื่อให้เรือในกลุ่มสมาชิกสามารถเข้ามาเทียบท่าในการซื้อ-ขาย

อีกทั้งความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ ทำให้ประเทศไทยยังสามารถจัดทำเป็น HUB หรือศูนย์รวมของสัตว์น้ำทางทะเลประเภทต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้นในอนาคตจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนบทบาทขององค์การสะพานปลาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของการพบปะนักธุรกิจในเรื่องการเจรจาด้านประมง แล้วควรเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกกับนักธุรกิจผู้เจรจาที่สามารถดำเนินธุรกรรมทุกอย่างได้พร้อมในคราวเดียว ในลักษณะ ONE STOP SERVICE

หากจะกล่าวโดยรวมแล้ว องค์การสะพานปลาได้พัฒนาบทบาทของตนเองจากการเป็นเพียงกลไกส่วนหนึ่งในธุรกิจค้าสัตว์น้ำ ให้สามารถเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือ สนับสนุน และเป็นที่พึ่งให้กับชาวประมง ในฐานะองค์กรของรัฐที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับชาวประมงมากที่สุดองค์กรหนึ่ง

“สำหรับทิศทางในอนาคต องค์การสะพานปลา มีเป้าหมายที่จะดำเนินงานไปในเชิงธุรกิจให้มากขึ้น นอกเหนือจากจะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มแล้ว องค์การสะพานปลายังมุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจประมงมีการพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงไม่ทอดทิ้งภารกิจหลักที่ได้รับมอบหมายนับแต่วันก่อตั้งองค์การสะพานปลาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพื่อให้อาชีพประมงเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง ยั่งยืน สร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศชาติตลอดไป และท้ายสุดนี้อยากเชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาใช้บริการขององค์การสะพานปลากันมากขึ้น” รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การสะพานปลากล่าวในที่สุด

หากมีข้อขัดข้อง หรือสงสัยประการใดเกี่ยวกับด้านประมง ติดต่อสอบถามได้ที่ องค์การสะพานปลา โทรศัพท์ (02) 211-6011 หรือ http://www.fishmarket.co.th

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

แก้ปัญหาดินเค็มแบบบูรณาการ ที่กาฬสินธุ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เก็บมาเล่า

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แก้ปัญหาดินเค็มแบบบูรณาการ ที่กาฬสินธุ์

ดินเค็ม เป็นปัญหาของดินที่พบในพื้นที่ผลิตข้าวส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะเกลือมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของพืช และทำให้ดินมีโครงสร้างแน่นทึบ ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช นอกจากนี้ ในพื้นที่ดินเค็มจะพบว่า แหล่งน้ำ ทั้งแหล่งน้ำตามธรรมชาติและแหล่งที่จัดสร้างขึ้น เช่น อ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำตื้น จะเป็นน้ำเค็ม ไม่เหมาะสมต่อการนำมาใช้เพื่อการเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาและความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค”

คุณภิญโญ สุวรรณชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 กรมพัฒนาที่ดิน ได้กล่าวถึงปัญหาดินเค็มที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะนี้ ด้วยเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกร ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

อนึ่ง จากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดิน ได้ระบุถึงปัญหาดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นปัญหาในพื้นที่ดินเค็มประมาณ 11.5 ล้านไร่ ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่ดินเค็มมากกว่า 0.3 ล้านไร่ พื้นนาที่มีดินเค็มปานกลาง 3.8 ล้านไร่ และพื้นนาที่ดินมีความเค็มน้อย 7.3 ล้านไร่ นอกจากนี้แล้วยังมีพื้นที่ 19.4 ล้านไร่ ที่อยู่บนเนินรับน้ำ ดินชั้นบนไม่เค็ม

หากมีการจัดการที่ไม่เหมาะสม จะทำให้เกิดการแพร่กระจายดินเค็มขึ้นได้ ดังนั้น จึงควรจัดการปัญหาดินเค็มในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อลดระดับความเค็มลง ปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินให้สามารถปลูกพืชได้ผลผลิต และจัดการแก้ไขสาเหตุของการแพร่กระจายของเกลือในพื้นที่นั้น

ล่าสุด สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 โดยสถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ ได้จัดงาน “ฟื้นฟูดินเค็ม คืนความสุข ปลูกจิตสำนึกแบบบูรณาการ จังหวัดกาฬสินธุ์” ขึ้น ณ บ้านโพนสิม ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์

โดยในการจัดงานครั้งนี้ มี คุณอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธาน โดยมี คุณสุรพจน์ รัชชุศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวต้อนรับ และ คุณภิญโญ สุวรรณชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 เป็นผู้กล่าวรายงาน

ภายในงานได้มีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การเสวนา “แนวทางการฟื้นฟูดินเค็มจังหวัดกาฬสินธุ์” โดยมี อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้แทนจาก บริษัท SCG นายกเทศมนตรีตำบลหัวนาคำ และหมอดินในพื้นที่ เข้าร่วมเสวนาหาแนวทางการฟื้นฟูดินเค็มแบบบูรณาการงานร่วมกัน การแจกกล้าไม้ยูคาลิปตัสให้แก่เกษตรกรของ SCG และการแจกพันธุ์กล้ามะละกอ ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น

คุณนงนุช ศรีพุ่ม ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ด้วยการจัดการดินเค็มให้ประสบผลสำเร็จได้นั้นต้องมีการทำความเข้าใจกับเกษตรกรที่มีพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็ม สถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ จึงได้จัดเวทีเสวนาแนวทางการฟื้นฟูดินเค็มจังหวัดกาฬสินธุ์แก่เกษตรกร เพื่อปลูกฝังความเข้าใจปัญหาดินเค็มและน้ำเค็มที่เกิดขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ให้เกษตรกรทราบถึงวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และดำเนินการจัดการดินเค็มในพื้นที่ของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เดินหน้า

แก้ปัญหาดินเค็มในพื้นที่

ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์ มีพื้นที่ดินเค็ม ประมาณ 158,582 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 อำเภอ ปัญหาโดยทั่วไปของเกษตรกรในบริเวณพื้นที่ดินเค็มคือ ปลูกพืชไม่ได้ หรือปลูกได้แต่เจริญเติบโตช้า เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ โดยเฉพาะธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ได้มีการประเมินค่าการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์จากดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าผลกระทบจากดินเค็มระดับมากและปานกลาง ต่อรายได้ทางการเกษตรในจังหวัดกาฬสินธุ์ ในช่วงเวลา 30 ปี รายได้ลดลง 484.14 บาท ต่อไร่ ต่อปี (ราคา ณ ปี พ.ศ. 2547) จากการคำนวณต้นทุนการสูญเสียรายได้จากดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2,518 ล้านบาท ต่อปี

ในขณะที่ คุณอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ได้กล่าวถึงปัญหาดินเค็มว่า จากสภาพปัญหาของทรัพยากรดินที่มีความเสื่อมโทรม โดยเฉพาะปัญหาดินเค็ม และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 158,000 ไร่ ใน 7 อำเภอ นั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่กรมพัฒนาที่ดินต้องเข้ามาพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่ ให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สภาพปัญหาที่ดินในพื้นที่ จะส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหา โดยการนำเทคโนโลยีต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดินมาแก้ไขปัญหานั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่กรมพัฒนาที่ดินพยายามดำเนินการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน”

ทั้งนี้ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวอีกว่า ในส่วนกิจกรรมที่สำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม คือกิจกรรมปลูกไม้ยืนต้นทนเค็ม และไม้เศรษฐกิจทนเค็มบนคันนา เพื่อลดการแพร่กระจายดินเค็ม และเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร และกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรงดการเผาตอซัง และหันมาไถกลบตอซังร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ และหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสดตาม เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน ตลอดจนฟื้นฟูและปรับปรุงดินให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำการเกษตร ให้มีความปลอดภัยยั่งยืน และไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ดังนั้น หากกรมพัฒนาที่ดิน ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในการป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยการรณรงค์ให้เกษตรกรในพื้นที่ดินเค็มปลูกไม้ยืนต้นทนเค็ม และไม้เศรษฐกิจทนเค็มบนคันนา พร้อมทั้งรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรงดการเผาตอซัง และหันมาไถกลบตอซังข้าว เพื่อช่วยฟื้นฟูดิน และปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมกับการทำการเกษตรต่อไป” คุณอภิชาติ กล่าว

ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 5 กล่าวเสริมว่า ในปีงบประมาณ 2557 สถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ ได้เข้ามาดำเนินงาน เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูดินเค็ม ครอบคลุมพื้นที่ 1,250 ไร่ ซึ่งกิจกรรมในการฟื้นฟูพื้นที่ดินเค็มที่กรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาดำเนินงานในพื้นที่คือ การจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำร่วมกับการปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว การใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ และหว่านเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดตาม เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน ตลอดจนฟื้นฟูและปรับปรุงดิน การใช้หญ้าแฝก เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตพืช

ระดมสมอง

ประชุมวิชาการดินเค็ม ครั้งที่ 2

นอกเหนือการจัดงาน “ฟื้นฟูดินเค็ม คืนความสุข ปลูกจิตสำนึกแบบบูรณาการ จังหวัดกาฬสินธุ์” ดังกล่าวแล้ว อีกกิจกรรมหนึ่งที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหาดินเค็มที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ จัดการประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อ วันที่ 8-9 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชา ออคิด

ทั้งนี้ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า การประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแนวทางของการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดินเค็ม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการจัดการ การฟื้นฟูและการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม การปรับใช้เทคโนโลยีการจัดการดินเค็มให้เป็นปัจจุบัน เป็นแหล่งเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านดินเค็ม รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายและสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ และการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็มอย่างยั่งยืน

“กรมพัฒนาที่ดิน ได้มีการจัดการประชุมครั้งแรก เมื่อ วันที่ 11-13 มิถุนายน 2556 ซึ่งได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าว

สำหรับการจัดประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 2 มีผู้สนใจเข้าร่วมการประชุม ประมาณ 300 คน และยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งเป็นการนำเสนอผลงานภาคบรรยาย 6 เรื่อง และภาคโปสเตอร์ 14 เรื่อง นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ในหัวข้อการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ดินเค็มกับกรมพัฒนาที่ดินจากอดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาทางวิชาการ ในหัวข้อ ดินเค็มอีสานกับการจัดการแบบบูรณาการ

นี่จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเดินหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็มของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกรมพัฒนาที่ดิน

ปลูกข้าวในดินเค็ม เพิ่มผลผลิตอย่างไร

ในกรณีที่เกษตรกรต้องประกอบอาชีพในพื้นที่ดินเค็มของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทำการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าว เทคนิคที่สามารถจะช่วยให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น กรมพัฒนาที่ดินมีข้อแนะนำว่า การปลูกข้าวนาดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การที่มีเกลือในดินทำให้ผลผลิตข้าวต่ำเฉลี่ย 10-15 ถัง ต่อไร่ ไม่เพียงพอกับการบริโภคในครอบครัว กรมพัฒนาที่ดินจึงได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่ดินเค็มระดับเค็มน้อย และสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้เป็น 30-50 ถัง ต่อไร่

ขั้นตอนการเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่ดินเค็ม มีดังนี้

1. การขังน้ำในแปลงนาเพื่อชะล้างเกลือจากดิน โดยใช้น้ำฝนหรือน้ำชลประทาน ชะล้างคราบเกลือ 2-3 ครั้ง แล้วระบายน้ำออกไปแล้วจึงไถพรวน

2. ใส่อินทรียวัตถุ เช่น แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตัน ต่อไร่ ในดินขณะที่เตรียมดิน หรือใช้โสนแอฟริกันหว่าน ในอัตรา 7 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วไถกลบตอนออกดอก เมื่ออายุ 60 วัน

3. การปรับระดับพื้นที่แปลงนาให้อยู่ในระดับเดียวกัน เพื่อให้น้ำขังในแปลงนาอย่างสม่ำเสมอทั่วแปลง เป็นการป้องกันไม่ให้คราบเกลือมาสะสมที่ผิวดินตามส่วนใดส่วนหนึ่งของพื้นที่

4. เลือกใช้พันธุ์ข้าวทนเค็ม สำหรับปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือดังนี้ พันธุ์อ้ม ขาวตาอู๋ กอเดียวเบาแดงน้อย เจ็กกระโดด กข 1 กข 6 กข 7 กข 8 กข 15 ขาวหอมมะลิ 105 สันป่าตอง ขาวตาแห้ง คำผาย 41 เก้ารวง 48 ขาวปากหม้อ 148

5. การตกกล้า ควรเลือกพื้นที่ที่ไม่เค็มมากหรือเค็มน้อย ในการตกกล้าใช้เมล็ดข้าวทนเค็ม อัตรา 5 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปักดำ 1 ไร่

6. การปักดำ ควรใช้อายุกล้า ประมาณ 30-35 วัน ระยะปักดำ 20×20 เซนติเมตร ประมาณ 5-8 ต้น ต่อจับ

7. การใส่ปุ๋ยเคมี ให้ใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะที่สอง ระยะที่ข้าวแตกกอสูงสุด ระยะที่สาม ระยะที่ข้าวกำลังตั้งท้อง

8. การดูแลรักษาช่วงต้นข้าวออกดอก จะขาดน้ำไม่ได้ ดังนั้น ถ้าช่วงนี้ขาดน้ำจำเป็นต้องมีการไขน้ำเข้าแปลง เพื่อไม่ให้ข้าวเมล็ดลีบ

9. การคลุมดินด้วยวัสดุคลุมดิน เช่น ฟางข้าว เศษพืช แกลบ สามารถลดอัตราการระเหยน้ำจากดิน และลดการสะสมเกลือที่หน้าดินได้

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

น้องหมา-น้องแมว เฮ!! ครั้งแรกในโลก ปลูกถ่ายเยื่อบุกระพุ้งแก้ม แทนท่อปัสสาวะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

น้องหมา-น้องแมว เฮ!! ครั้งแรกในโลก ปลูกถ่ายเยื่อบุกระพุ้งแก้ม แทนท่อปัสสาวะ

โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน เป็น 1 ใน 4 โรงพยาบาลสัตว์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้บริการตรวจรักษาสัตว์แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางสัตวแพทยศาสตร์

นับตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน เพิ่มขีดความสามารถในการตรวจรักษาสัตว์อย่างต่อเนื่อง และถึงวันนี้นับเป็นระยะเวลาที่เปิดทำการมาครบ 10 ปี โดย รศ. วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งเป้าในแผนการดำเนินงานในอีก 10 ปีข้างหน้า ในการยกระดับโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน ให้มีศักยภาพสูง ได้มาตรฐานสากล เป็นโรงพยาบาลสัตว์เพื่อการเรียนการสอนในระดับนานาชาติ และเป็นผู้นำทางสัตวแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย

ตลอดระยะเวลา 10 ปี ของการเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่องนั้น มีงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงหลายชิ้น และในโอกาสครบรอบ 10 ปี ในการดำเนินงานของโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน คือความสำเร็จในการปลูกถ่ายเยื่อบุกระพุ้งแก้มทดแทนท่อปัสสาวะในสุนัขและแมว ซึ่งในแมวถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลก

ในอดีตเมื่อสุนัขและแมวประสบอุบัติเหตุ ทำให้ท่อปัสสาวะฉีกขาด จนไม่สามารถแก้ไขด้วยการเย็บเชื่อมต่อกลับได้ ซึ่งกรณีที่พบบ่อยคือ สุนัขหรือแมวถูกรถชน กระดูกเชิงกรานแตกหักแล้วบาดท่อปัสสาวะที่อยู่ภายในอุ้งเชิงกรานฉีกขาด หรือในกรณีที่เกิดการตีบแคบของท่อปัสสาวะจนไม่สามารถถ่ายปัสสาวะออกได้ จำเป็นต้องผ่าตัด สัตวแพทย์มักใช้วิธีผ่าตัดเปิดและเย็บผนังของกระเพาะปัสสาวะออกทางช่องท้อง แต่วิธีดังกล่าว มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดได้ เช่น การกลับมาอุดตันของท่อปัสสาวะจากเนื้อเยื่อพังผืด การไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้ การระคายเคืองและอักเสบของเนื้อเยื่อผิวหนังรอบๆ บริเวณที่เปิดปัสสาวะออก และการติดเชื้อย้อนขึ้นไปที่กระเพาะปัสสาวะ เกิดภาวะไตวายตามมาได้

น.สพ. วันชาติ ยิบประดิษฐ์ นายสัตวแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน และทีมศัลยแพทย์ ของโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน ได้ค้นพบวิธีการปลูกถ่ายเยื่อบุกระพุ้งแก้มทดแทนท่อปัสสาวะในสุนัขและแมว เพื่อให้สัตว์ป่วยสามารถปัสสาวะออกสู่ภายนอก ผ่านตามแนวท่อปัสสาวะเดิม ซึ่งสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้ด้วย

“ทีมศัลยแพทย์ ได้พัฒนาวิธีการผ่าตัดแก้ไขการฉีกขาดของท่อปัสสาวะขึ้นใหม่ โดยยังคงแนวท่อปัสสาวะเดิม ด้วยการปลูกถ่ายเยื่อบุกระพุ้งแก้ม ที่ตัดเลาะออกจากกระพุ้งแก้มสัตว์ตัวเดียวกันทดแทน เป็นท่อปัสสาวะที่ขาดหายไป”

น.สพ. วันชาติ กล่าวว่า การปลูกถ่ายเยื่อบุกระพุ้งแก้มเพื่อการศัลยกรรมตกแต่งท่อปัสสาวะในคนนั้น มีการปฏิบัติและใช้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมานานแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการพัฒนาเพื่อนำมาใช้ในการรักษาทางสัตวแพทย์ โดยทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน เห็นว่า เยื่อบุกระพุ้งแก้มเป็นเนื้อเยื่อที่มีความเหมาะสมในการนำมาปลูกถ่าย เพื่อทดแทนท่อปัสสาวะได้ เมื่อทดลองจนแน่ใจแล้ว จึงรักษาในสัตว์ 6 ตัว เป็นสุนัข 5 ตัว และแมว 1 ตัว ประสบความสำเร็จและได้ผลดี

สัตว์ป่วยทั้ง 6 ราย เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน โดยสัตวแพทย์วินิจฉัยแล้วพบว่า เกิดการฉีกขาดของท่อปัสสาวะ ในลักษณะที่ไม่สามารถเย็บต่อกลับในตำแหน่งเดิมได้ จึงพิจารณาใช้วิธีปลูกถ่ายเยื่อบุกระพุ้งแก้มทดแทนท่อปัสสาวะที่ฉีกขาด ซึ่งผลการผ่าตัดแก้ไขให้กับสุนัข จำนวน 5 ตัว และแมว 1 ตัว พบว่าสัตว์ป่วยทุกตัว สามารถปัสสาวะออกทางท่อปัสสาวะที่สร้างทดแทนขึ้นใหม่จากเยื่อบุกระพุ้งแก้มได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ ทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน เห็นว่าเยื่อบุกระพุ้งแก้มเป็นเนื้อเยื่อที่มีความเหมาะสมในการนำมาปลูกถ่ายเพื่อทดแทนท่อปัสสาวะ เนื่องจาก

1. เป็นเนื้อเยื่อที่มีความใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อของท่อปัสสาวะ

2. เป็นเนื้อเยื่อที่มีความบาง ทำให้สามารถปลูกถ่ายได้ง่าย

3. เนื้อเยื่อมีความแข็งแรง และความยืดหยุ่นสูง มีโอกาสน้อยที่จะตีบแคบหลังการผ่าตัด

4. การตัดเก็บเนื้อเยื่อจากกระพุ้งแก้มทำได้ง่าย

5. เนื้อเยื่อทนต่อความชื้นสูง และทนต่อการติดเชื้อ

ขั้นตอนการทำ

1. วินิจฉัยยืนยันภาวะการฉีกขาดของท่อปัสสาวะโดยการฉีดสารทึบรังสีเข้าท่อปัสสาวะ แล้วเอกซเรย์เพื่อหาตำแหน่งที่เกิดการฉีกขาด

2. ทำการเปิดผ่าบริเวณตำแหน่งที่มีความผิดปกติของท่อปัสสาวะ

3. ตัดเลาะเยื่อบุกระพุ้งแก้ม 2-3 เซนติเมตร ของสัตว์ตัวเดียวกัน ตัดแต่งเนื้อเยื่อ

4. นำเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มมาเย็บเป็นท่อขนาดเท่าท่อปัสสาวะที่ฉีกขาด

5. เย็บเยื่อบุกระพุ้งแก้มที่มีลักษณะเป็นท่อเข้ากับปลายท่อปัสสาวะเดิมที่ฉีกขาดทั้ง 2 ด้าน แล้วเย็บปิดแผลผ่าตัด

6. คาท่อสวนปัสสาวะเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นจึงฉีดสารทึบรังสีเข้าท่อปัสสาวะ เพื่อยืนยันว่าเยื่อบุกระพุ้งแก้มเชื่อมต่อสนิทกับท่อปัสสาวะเดิม

2 สัปดาห์ ที่คาท่อสวนปัสสาวะไว้นั้น เป็นระยะเวลาที่สร้างเส้นเลือดและเส้นประสาทให้ติดกัน เมื่อระยะเวลาครบ 11 เดือน เส้นเลือดและเส้นประสาทจะติดแน่นเหมือนปกติ

คุณประพิมพ์ พรหมประภัศร ชาวตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าของสุนัขชื่อ นิล ซึ่งได้รับการผ่าตัดในครั้งนี้ บอกว่า นิลเป็นสุนัขเพศผู้ อายุ 5 ปี ป่วยเป็นโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ สังเกตพบว่าปัสสาวะออกมาเป็นเลือด จึงพามารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน ได้รับการผ่าตัดโดยการสอดท่อเข้าไปที่ท่อปัสสาวะ เมื่อหายดีจึงถอดท่อออก หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน นิล ก็ป่วยด้วยอาการเดิมอีกคือ ปัสสาวะไม่ออก และผ่าตัดเป็นครั้งที่ 2 และ 3 ตามลำดับ

คุณประพิมพ์ บอกด้วยว่า สัตวแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน จึงนำนิลไปรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายเยื่อบุกระพุ้งแก้มทดแทนท่อปัสสาวะ ซึ่งหลังการผ่าตัดมาถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 8 เดือน ยังไม่พบอาการผิดปกติ และเจ้านิลก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเช่นสุนัขทั่วไป

โครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน ปี 2

ศาสตราจารย์ น.สพ.ดร. อภินันท์ สุประเสริฐ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่จะถึง จะเกิดการรวมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ปรับปรุงหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ที่ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อผลิตบัณฑิตให้เป็นสัตวแพทย์ของประชาชน และส่งเสริมให้หลักสูตรมีความเป็นนานาชาติมากขึ้น ทั้งยังเตรียมพัฒนาโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหิน ให้เป็นศูนย์การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและถ่ายทอดนวัตกรรมทางสัตวแพทย์แห่งเอเชีย

ศาสตราจารย์ น.สพ.ดร. อภินันท์ กล่าวอีกว่า โครงการหนึ่งที่เชื่อว่าจะเป็นการยกระดับการเป็นผู้นำสาขาวิชาชีพสัตวแพทย์สู่ประชาคมอาเซียนคือ โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ “โครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน” ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2556 โดยมีนิสิต นักศึกษาสาขาสัตวแพทย์ ชั้นปีที่ 4-6 และบุคลากรสาขาสัตวแพทย์ จากกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศที่สนใจ รวม 10 ประเทศ จำนวน 60 คน ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ไทย ไต้หวัน ญี่ปุ่น และแคนาดา

สำหรับปีนี้ จะดำเนินโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยจัดให้มีการฝึกอบรมด้านสัตว์เศรษฐกิจ เน้นด้านสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ในไก่ สุกร โค สัตว์น้ำ และสัตว์เลี้ยง โดยใช้โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้ง 4 แห่ง (บางเขน กำแพงแสน หนองโพ หัวหิน) กิจกรรมฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ ปล่อยนกเค้ากู่ และนกเค้าจุด การผลิตสุกรแบบครบวงจร ณ อำเภอโคกตูม จังหวัดลพบุรี และการเยี่ยมชมการแปรรูปเนื้อไก่ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี การบำเพ็ญประโยชน์ ณ สถานรับเลี้ยงสุนัขและแมวป้าสำรวย ณ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และปฏิบัติงานสัตวแพทย์อาสา ฟาร์มโคเนื้อของเกษตรกรรายย่อย ณ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และ ณ ฟาร์มโคนมเกษตรกรรายย่อย Nongkojajar Surabaya ประเทศอินโดนีเซีย

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สำรอง แตงพลับ เลี้ยงสัตว์แบบพอเพียง ที่ชะอำ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สำรอง แตงพลับ เลี้ยงสัตว์แบบพอเพียง ที่ชะอำ

ปี 2544 เป็นปีแรกที่ คุณสำรอง แตงพลับ หรือที่คนรู้จักโดยทั่วไป เรียกติดปากกันว่า ลุงรอง อยู่บ้านเลขที่ 69/1 หมู่ที่ 4 ตำบลไร่ใหม่พัฒนา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โทร. (089) 076-4325 ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรในพื้นที่ 30 ไร่ ของครอบครัว มาสู่ทำการเกษตรภายใต้แนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ จนประสบความสำเร็จ

“ถ้าวันนั้น ผมไม่ตัดสินใจไปเรียนรู้และศึกษาดูงาน ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง ชีวิตของผมคงไม่เป็นแบบวันนี้” ลุงรอง กล่าวถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่

กิจกรรมในการประกอบอาชีพของลุงรองในวันนี้อยู่บนเส้นทางของการทำเกษตรผสมผสาน มีกิจกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อย่างหลากหลาย โดยมีรายได้ปีละหลายแสนบาท

“ทุกอย่างที่ปลูกและเลี้ยง จะเน้นการใช้ของที่มีอยู่ในสวนมาใช้ประโยชน์ อย่าง หมู ผมก็ใช้ต้นกล้วยที่ปลูกมาหมักทำอาหาร ปลาก็ใช้กล้วยสุก หญ้า ผักที่ปลูกเป็นอาหาร รวมถึงการป้องกันรักษาโรคที่เน้นการใช้สมุนไพรที่เรามีอยู่มาใช้เช่นกัน”

ทั้งนี้ การเลี้ยงสัตว์ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมการประกอบอาชีพที่โดดเด่นของลุงรอง ได้รับการคัดเลือกจากกรมปศุสัตว์ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี ให้เป็นศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

“มาวันนี้ ในส่วนของการเลี้ยงสัตว์ผมได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงมาสู่การเป็นปศุสัตว์อินทรีย์ ทุกอย่างที่เราต้องจัดการดูแลจะมีเรื่องสมุนไพรเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างการป้องกันรักษาโรค จะเน้นใช้สมุนไพรที่หาได้ในท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งจากที่ทำมาพบว่า สามารถช่วยทำให้เรามีต้นทุนในการเลี้ยงลดลงได้อย่างเห็นผล เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อยาป้องกันรักษาโรค”

“การประกอบอาชีพเกษตรกรรมไม่ว่าทำกิจกรรมอะไร ผมจะเน้นว่าทำอย่างไร ให้ต้นทุนการเลี้ยงน้อยที่สุด แต่มีรายได้เข้ามาอย่างเพียงพอ ซึ่งการจะมีองค์ความรู้ต่างๆ เข้ามาใช้นั้น สามารถหาได้จากหน่วยงานต่างๆ แม้ผมจะทำมาถึงวันนี้ แต่การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้ามาใช้ยังเป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญ จะเข้ารับการอบรมในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วนำมาปรับใช้ สิ่งไหนเราประสบความสำเร็จก็จะถ่ายทอดให้กับเพื่อนเกษตรกรที่เข้ามาศึกษาดูงานได้นำไปใช้” ลุงรองกล่าว

ในส่วนของกิจกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่ลุงรองทำอยู่ในวันนี้ จะประกอบด้วยการเลี้ยงหมูหลุม การเลี้ยงโค การเลี้ยงไก่ ห่าน เป็นต้น

“ทุกอย่างที่ผมเลี้ยงไม่ได้เน้นเฉพาะการจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ แต่เรายังเน้นการได้ประโยชน์อย่างอื่นด้วย เช่น หมูหลุมที่ผมเลี้ยง นอกจากได้เลี้ยงขุนจำหน่าย ยังได้มูลมาทำเป็นปุ๋ยให้กับพืชที่ปลูก ได้มูลมาหมักเป็นแก๊สชีวภาพใช้ในครัวเรือน ทำให้ไม่ต้องเสียเงินซื้อ”

ส่วนอาหารสำหรับสัตว์ที่เลี้ยง ลุงรอง บอกว่า จะไม่เน้นการใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดเป็นหลัก จะใช้เฉพาะช่วงที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ช่วงที่ลูกหมูยังเล็ก แต่จะเน้นการทำอาหารหมักขึ้นใช้เอง โดยวัตถุดิบของอาหารหมักจะมาจากสวนของตนเอง นั่นคือ ต้นกล้วยที่ปลูก ด้วยการนำต้นกล้วยมาหั่นแล้วนำไปหมักรวมกับกากน้ำตาล เกลือ

“สูตรอาหารที่ผมใช้ ไม่มีอะไรมาก ใช้เพียงต้นกล้วยหั่นบางๆ 100 กิโลกรัม กากน้ำตาล 6 กิโลกรัม และ เกลือเม็ด 1 กิโลกรัม หมักรวมกันนานประมาณ 7 วัน ก็จะได้อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้ทุกอย่าง และใช้ในทุกช่วงอายุ”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งอย่างที่ลุงรองจะนำมาใช้กับการเลี้ยงสัตว์และการเกษตรในด้านอื่นคือ การทำน้ำหมักชีวภาพ โดยจะมีการทำอย่างต่อเนื่อง และนำไปใช้ในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรม ไม่ว่าการเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืช หรือการทำความสะอาดภายในครัวเรือน

วัตถุดิบต่างๆ ลุงรอง บอกว่า เอามาจากภายในสวน โดยยกตัวอย่าง เช่น สูตรการทำน้ำหมักจากมูลสัตว์ ที่ทำไว้เพื่อใช้เป็นปุ๋ยให้กับต้นพืชที่ปลูก โดยอุปกรณ์ประกอบด้วย ถังหมัก น้ำ ถุงตาข่ายพลาสติก

วิธีการทำ ชั่งมูลสัตว์หนัก 8 กิโลกรัม ใส่ถุงตาข่ายและมัดปิดปากถุง จากนั้น นำถุงใส่มูลสัตว์ที่เตรียมไว้ใส่ในถังหมัก แล้วเติมน้ำลงไปในถังหมัก หมักทิ้งไว้ 7 วัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ วิธีการใช้ น้ำหมัก 1 ลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร นำไปรดต้นพืชทุกสัปดาห์

ในขณะที่การป้องกันรักษาโรคสัตว์ ลุงรองจะใช้สมุนไพรเป็นหลัก โดยองค์ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้สมุนไพร อาทิ

– ถ้าเป็นหวัด ก็ใช้ ฟ้าทลายโจร

– ถ้าจะบำรุงร่างกาย ก็ต้องใช้ บอระเพ็ด

– ถ้าจะป้องกันโรค ก็ต้องใช้ ขิงแก่ ตะไคร้ หอมแดง ขมิ้น ทุบใส่รางน้ำ

– ถ้าสัตว์เป็นแผล มีหนองในแผล ก็เอาหัวหนอนตายหยาก (ตัวเมีย หัวยาว-ตัวผู้ หัวกลม) มาโขลกให้ละเอียด แล้วนำมาอุดปากแผลทั้งกาก

– สัตว์เจ็บกีบ เอาเกลือโรยบนดิน แล้วให้วัว ควาย ที่เจ็บกีบเดินย่ำ

– สัตว์ขาเคล็ด เสียวหน้ากีบ ใช้เถาวัลย์เปรียง ท่อนใหญ่ทุบที่ปลายด้านหนึ่งให้แหลกเหมือนพู่กัน เอาด้านที่ทุบไปแช่น้ำปัสสาวะของคน 1 คืน ทาบริเวณที่เคล็ดและเสียว

– สัตว์ปากเปื่อย ร้อนใน ใช้ ต้นเหมือดคน สับละเอียดต้มกับน้ำซาวข้าว 3 ส่วน เคี่ยวจนงวด เหลือ 1 ส่วน ให้กินแทนน้ำ เช้า-เย็น

– ถ่ายพยาธิทุกชนิด ใช้ เนื้อหมากอ่อน โขลกละเอียด ปั้นเป็นลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดในพุทรา ป้อนให้กิน

– ป้องกันโรคสัตว์ปีก ใช้ต้นฝาง หรือ ต้นคนทา หรือต้นสาย นำมาทุบแช่น้ำในถัง ให้สัตว์ปีกกินแทนน้ำ

– วัวเป็นตาต้อ ใช้ยางสลัดได จิ้มที่เขาวัวพอเปียก ทาไปเรื่อยๆ ประมาณ 2 ครั้ง ก็จะหาย

ในขณะที่ชนิดของการเลี้ยงสัตว์ที่สร้างรายได้ในวันนี้ ลุงรอง บอกว่า ที่สำคัญประกอบด้วย การเลี้ยงหมูหลุมและการเลี้ยงไก่ประดู่หางดำ

“อย่างหมูหลุม ที่ผมเน้นรูปแบบการเลี้ยงในลักษณะนี้ เพราะต้องการได้ปุ๋ยมาใช้ โดยหมูหลุมครอกหนึ่ง ผมจะได้ปุ๋ยมาประมาณ 2,000 กว่ากิโลกรัม ส่วนตัวหมูจะเน้นการเลี้ยงหมูขุนจำหน่ายเป็นหลัก ซึ่งสามารถทำรายได้ให้อย่างน่าพอใจ”

ขณะที่การเลี้ยงไก่ประดู่หางดำ ลุงรอง บอกว่า ได้เริ่มต้นมาประมาณ 1 ปี โดยได้สายพันธุ์มาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน

“ตอนนี้ ไก่ประดู่หางดำ ทำรายได้ให้ผมได้ดีมาก เพียงปีเดียวทำรายได้ให้ผมหลายหมื่นบาทแล้ว การเลี้ยงไก่ประดู่หางดำจากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งสำคัญคือ ต้องเอาใส่ใจดูแลเกี่ยวกับการป้องกันโรคที่เกิดขึ้นเท่านั้น อย่างในช่วงหน้าฝน ต้องดูแลอย่างดี วัคซีนป้องกันโรคต้องให้ตลอดตามโปรแกรมของปศุสัตว์ รวมถึงการจัดหาสมุนไพรต่างๆ มาใส่น้ำให้กินเสมอเช่นกัน พื้นคอกต้องแห้ง ถ้าชื้นต้องเอาแกลบมาลงทันที เพื่อช่วยทำให้พื้นแห้ง แล้วราดน้ำยาฆ่าเชื้อ ป้องกันไม่ให้ไก่เกิดอาการเป็นหวัด”

ทั้งนี้ ลุงรอง บอกว่า ในส่วนของไก่ประดู่หางดำ จะเน้นการจำหน่ายสายพันธุ์เป็นหลัก โดยจำหน่ายที่อายุ 4 เดือน เฉลี่ยน้ำหนักที่ประมาณ 3 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 120 บาท

ทั้งนี้ ลุงรอง มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลือกกิจกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ว่า นอกจากจะทำทีละอย่างให้ประสบความสำเร็จแล้วค่อยก้าวไปสู่การทำกิจกรรมใหม่ อีกสิ่งที่ต้องมองคือ ความต้องการของตลาด ต้องรู้ว่าในแต่ละช่วงเวลา พืชผักชนิดไหนที่จะมีราคาดี เมื่อรู้ช่วงจังหวะตลาดแล้ว จะทำให้สามารถนำมาวางแผนการผลิตได้

“ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ สามารถหาได้ง่าย เพราะทุกสื่อมีการนำเสนอตลอด ดู ทีวี แล้ว อย่าไปดูแต่ละครอย่างเดียว ให้เก็บข้อมูลที่มีประโยชน์อื่นๆ ต่ออาชีพของเรามาด้วย เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับได้ทุกสถานการณ์”

“ผมเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่เข้ามาเรียนรู้ ที่ผ่านมามีเกษตรกรจากทั่วประเทศได้เดินทางมาศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากสนใจสิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนคือ เกิดที่ใจของเรา ต้องระเบิดจากใจของเราก่อน จึงจะประสบความสำเร็จ เมื่อมีใจรักสิ่งที่จะทำ รับรองสำเร็จ และอีกประการที่สำคัญคือ อย่าก้าวกระโดด ค่อยเป็นค่อยไป อย่าหวังว่าจะต้องได้มากๆ ในครั้งเดียว เพราะทุกอย่างมีความเสี่ยง เช่น ภัยธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้นได้ ใช้หลักของในหลวง ท่านบอกว่า เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง เราอย่าอยาก เราอย่าหลง เพียงเท่านี้แหละก็สามารถเดินทางอยู่บนเส้นทางแห่งความพอเพียงได้อย่างสบาย” ลุงรอง หรือ คุณสำรอง แตงพลับ กล่าวทิ้งท้าย

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

กศน. สระแก้ว ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีพเกษตรกรรม ผ่าน “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลเขาสามสิบ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05087010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

บันทึก จาก กศน.

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. สระแก้ว ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีพเกษตรกรรม ผ่าน “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลเขาสามสิบ”

“ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน” นับเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีนโยบายจัดการศึกษาเพื่อให้นักเรียนมีอาชีพ มีรายได้ และมีงานทำ เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ให้สามารถก้าวสู่ประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายให้หน่วยงานและสถานศึกษาแต่ละแห่งศึกษาศักยภาพของตนเองในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ ศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ ศักยภาพด้านภูมิอากาศ ศักยภาพด้านภูมิประเทศ ศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมประเพณี และศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ (Area Based)

ขณะเดียวกัน มุ่งพัฒนา 5 กลุ่มอาชีพใหม่ ได้แก่ หลักสูตรกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และอาชีพเฉพาะทาง ให้สอดคล้องมีศักยภาพ และสามารถ “รู้เขา รู้เรา เท่าทัน เพื่อแข่งขันได้ในเวทีโลก” ครอบคลุม 5 ภูมิภาคหลักของโลก ประกอบด้วย ทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และแอฟริกา กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดภารกิจที่จะพัฒนายกระดับการจัดการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้ประชาชนได้มีอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ที่มั่งคั่งและมั่นคง เพื่อเป็นบุคคลที่มีวินัยเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม

กระทรวงศึกษาธิการคาดหวังว่า นโยบายดังกล่าวจะก่อให้เกิดการบูรณาการในการจัดการศึกษาทุกระดับตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ โดยให้องค์กรและหน่วยงานทุกภาคส่วนในระดับจังหวัด ทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน เน้นให้การศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาคน พัฒนางาน และสร้างอาชีพ เพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความเป็นเลิศทางด้านกลุ่มอาชีพหลัก

เพื่อตอบสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน กศน. ได้ปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ โดยจัดให้มีศูนย์ฝึกอาชีพในชุมชน และใช้สถานศึกษา กศน. เป็นฐานการจัดกิจกรรมให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่บริการ จัดทำเวทีประชาคมในระดับจังหวัด เพื่อกำหนดกรอบอาชีพของจังหวัดและจัดทำเวทีประชาคมในระดับอำเภอ โดยการวิเคราะห์ศักยภาพหลัก 5 ด้าน นำข้อมูลความต้องการด้านอาชีพของทุกตำบลและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาพิจารณาร่วมกับกรอบหลักสูตรการจัดการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทำของจังหวัด เพื่อกำหนดเป็นกรอบหลักสูตรอาชีพของอำเภอ

ที่ผ่านมา สำนักงาน กศน. ได้พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพใหม่ 5 กลุ่ม คือหลักสูตรกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และอาชีพเฉพาะทาง โดยการพัฒนาเนื้อหาสาระที่มีองค์ความรู้ครบวงจร ประกอบด้วย โครงสร้างของหลักสูตร 4 ตอน คือช่องทางการประกอบอาชีพ ทักษะการประกอบอาชีพ การบริหารจัดการและการจัดทำ โครงการประกอบอาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ และมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพ

สำนักงาน กศน. ได้จัดกระบวนการเรียนการสอน เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ในส่วนของการฝึกปฏิบัติเน้นการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะในด้านอาชีพ รวมทั้งการเรียนหรือศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และมองเห็นช่องทางการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร วิทยากรที่จัดการเรียนการสอน เป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ ในสายงานอาชีพนั้นๆ

“กลุ่มอาชีพเกษตรกรรม”

หนึ่งในหลักสูตรยอดนิยม

เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในสังคมภาคการเกษตร เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีรายได้เพิ่มจากการประกอบอาชีพภาคการเกษตรในอนาคต ทางสำนักงาน กศน. ได้จัดหลักสูตรกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม จำนวนมากถึง 20 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการทำปุ๋ยชีวภาพ หลักสูตรการปลูกพืชผักเกษตรอินทรีย์ธรรมชาติ หลักสูตรการเพาะเห็ดนางฟ้า-นางรม หลักสูตรการเลี้ยงไก่พื้นเมือง หลักสูตรการเลี้ยงปลาดุกอุยในบ่อพลาสติก หลักสูตรการเลี้ยงปลาแรดในกระชังด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น หลักสูตรการขยายพันธุ์พืช หลักสูตรการเลี้ยงแพะเนื้อ หลักสูตรการผลิตน้ำตาลผงบริสุทธิ์จากอ้อย หลักสูตรการเพาะเลี้ยงไส้เดือนและทำปุ๋ยหมัก หลักสูตรการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หลักสูตรการปลูกยางพารา หลักสูตรการเลี้ยงปลาช่อนแม่ลาด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น หลักสูตรการเลี้ยงหมูหลุม หลักสูตรการปลูกกล้วยไม้ตัดดอก หลักสูตรการขยายพันธุ์บอนสี หลักสูตรการปลูกและการแปรรูปกาแฟพันธุ์อาราบิก้า หลักสูตรการปลูกข้าวโพดหวาน หลักสูตรการเลี้ยงผึ้งโพรงไทย หลักสูตรการเลี้ยงโคเนื้อ

“ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลเขาสามสิบ”

กศน. ตำบลเขาสามสิบ และ ศูนย์ กศน. อำเภอเขาฉกรรจ์ ร่วมกับมูลนิธินโยบายสุขภาวะ อบต. ตำบลเขาสามสิบ ศูนย์พัฒนาสังคมหน่วยที่ 61 จังหวัดสระแก้ว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดสระแก้ว ได้ร่วมกันสนับสนุนการจัดตั้ง “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลเขาสามสิบ” ที่บ้านเลขที่ 429 หมู่ที่ 3 ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ของ จ.ส.อ. ไพทูล พ้นธาตุ

จ.ส.อ. ไพทูล เจ้าของที่ดินแห่งนี้ และเป็นประธานศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลเขาสามสิบ ปัจจุบัน เป็นข้าราชการบำนาญ ที่สนใจทำการเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ชีวภาพอย่างจริงจัง สืบเนื่องจาก ช่วงที่ จ.ส.อ. ไพทูล รับราชการทหารอยู่นั้น เคยมีโอกาสได้ไปช่วยราชการที่หน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ ได้เรียนรู้ว่าการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสชี้แนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรในทุกระดับ ให้ดำเนินไปในทางสายกลางนั้น สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยสร้างรากฐานชุมชน เศรษฐกิจและสังคมให้เข้มแข็ง นำไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขที่ยั่งยืนได้

ต่อมา จ.ส.อ. ไพทูล ได้ย้ายครอบครัวมาอยู่บ้านคลองสามสิบ และได้รับที่ดินมรดกจากคุณพ่อ จำนวน 9 ไร่ 2 งาน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ จ.ส.อ. ไพทูล สนใจก้าวเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรมอย่างเต็มตัว โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการทำอาชีพเกษตรกรรม หลังจากเดินหน้าสร้างงาน สร้างอาชีพใหม่ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ก็ทำให้ จ.ส.อ. ไพทูล ประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรมตามที่ใฝ่ฝันไว้ เขามีเงินเหลือเก็บเพียงพอสำหรับซื้อที่ดินเพิ่มเติม ปัจจุบันมีพื้นที่ทำกินเพิ่มขึ้นเป็น 28 ไร่

ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลเขาสามสิบ แบ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกข้าว 7 ไร่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา เนื้อที่ 6 ไร่ ปลูกหวาย 6 ไร่ และปลูกพืชผักแบบผสมผสานอีก 10 ไร่ มีคอกเลี้ยงหมู คอกเลี้ยงเป็ด ฟาร์มเพาะเห็ด สวนไผ่ ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 1 งาน ใช้ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย

“ช่วงปี 2550 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ได้ยกระดับให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ ต่อมาเมื่อ ปี 2555 ทางศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเขาฉกรรจ์ ได้สนับสนุนให้สถานที่แห่งนี้เปลี่ยนฐานะเป็น “ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลเขาสามสิบ” โดยทำพิธีเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการ เมื่อ วันที่ 9 สิงหาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน” จ.ส.อ. ไพทูล กล่าว

วัตถุประสงค์หลักของการดำเนินงาน ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ตำบลเขาสามสิบ คือเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง เป็นศูนย์ฝึกอบรมและจัดกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐ เป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรปลอดสาร พลังงานทดแทน และอื่นๆ เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาท รวมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ข้าวท้องถิ่น และแปลงสาธิตขยายพันธุ์ข้าว ประมาณ 50 สายพันธุ์ ขณะเดียวกันยังเป็นศูนย์วิจัยและเพาะเมล็ดพันธุ์พืชผักพันธุ์แท้ เพื่อแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในชุมชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ มีผลทำให้เศรษฐกิจ สังคม วิถีของการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป คนส่วนใหญ่หันไปพึ่งกระแสตะวันตกที่มุ่งแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตเป็นหลัก แต่ศูนย์แห่งนี้ช่วยให้ผู้มาเข้ารับการฝึกอบรมในศูนย์แห่งนี้ได้ปรับแนวความคิดและพฤติกรรมให้สามารถดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างรากฐานชุมชน เศรษฐกิจ และสังคม ให้เข้มแข็ง นำไปสู่สังคมแห่งความสุขอย่างยั่งยืน

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“RICE FOR LIFE” ข้าวกล้องงอกนางอย ผลงาน มจธ.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เยาวชนเกษตร

“RICE FOR LIFE” ข้าวกล้องงอกนางอย ผลงาน มจธ.

ปัจจุบัน มีสินค้าจำนวนมากที่มาจากผู้ผลิตรายเล็กและรายใหญ่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนที่ออกวางจำหน่ายในท้องตลาด แต่ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทใดก็ตาม กว่าจะกลายเป็นที่นิยมของผู้บริโภคได้นั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเดียวกัน ยิ่งมีผู้ผลิตมาก อัตราการแข่งขันก็ยิ่งสูงขึ้นด้วย

มูลนิธิยุทธสาร ณ นคร เพื่อสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ได้จัดการประกวดแผนการตลาดเพื่อสังคมระดับประเทศไทย เพื่อมอบทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2556 ภายใต้ หัวข้อ “การประกวดแผนการตลาดเพื่อสังคม กรณีศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โดยมีนักศึกษาทั้งสิ้น 34 ทีม จาก 22 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่รวมตัวกัน ในทีม “ECT ไรซ์สาระ” สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 มาครอง ภายใต้ชื่อผลงาน “RICE FOR LIFE” และรับทุนการศึกษา จำนวน 100,000 บาท

“น้องไอซ์” คุณวิษณุ สุดสังเกต หัวหน้าทีม กล่าวว่า แผนการตลาด “RICE FOR LIFE” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสินค้าค้างสต๊อกให้กับวิสาหกิจชุมชน บ้านนางอย-โพนปลาโหล อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ลงไปร่วมพัฒนาชุมชนมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งชุมชนเริ่มพึ่งพาตนเองได้ และมีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง อย่าง “ข้าวกล้องงอก” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

“ในพื้นที่เป็นแหล่งปลูกข้าวชั้นดี และ ใน ปี 2552 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ช่วยให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า กำลังการผลิตที่มีอยู่สวนทางกับจำนวนผู้ซื้อ ชุมชนไม่สามารถระบายข้าวกล้องงอกได้ หรือง่ายๆ คือ มีสินค้าค้างสต๊อกอยู่จำนวนมาก พวกเราจึงต้องการทำแผนการตลาดที่มุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้สามารถใช้ได้จริง สำหรับกลุ่มเป้าหมาย เราได้โฟกัสไปที่ประชาคมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีก่อน แผนของเราเป็นลักษณะของ One Market One Product โดยใช้เครื่องมือและช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่แล้ว ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อที่เราจะไม่ต้องไปมีต้นทุนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยกำลังการผลิตข้าวของบ้านนางอย อยู่ที่ 4,800 กิโลกรัม ต่อปี จึงเลือกทำแผนการตลาดเฉพาะในประชาคมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเรามีคนประมาณ 20,000 คน แล้วค่อยขยายผลต่อไปในอนาคต”

“น้องแวว” คุณวรรณกานต์ ภาคศักดี อีกหนึ่งตัวแทนของทีม กล่าวเสริมว่า แผนการตลาดในประชาคมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เน้นการสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ถึงคุณประโยชน์ของข้าวกล้องงอก เช่น มีกาบาสูงกว่าข้าวขาวถึง 15 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ และนอกจากนั้นเงินจากการซื้อข้าวนางอยส่วนหนึ่ง ก็จะนำไปจัดตั้งกองทุนช่วยลูกหลานชาวนาให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อมหาวิทยาลัย เรียกว่า ทุน RICE FOR LIFE ซึ่งจะทำให้พวกเขากลายเป็นบัณฑิตที่มีความสามารถกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของพวกเขาต่อไปในอนาคต

สำหรับ ทีม ECT ไรซ์สาระ มีจุดแข็งด้านสื่อที่เลือกใช้ เพราะปกติแล้ววิสาหกิจชุมชนบ้านนางอยจะขายข้าวให้กับพ่อค้าคนกลาง เฉลี่ยกิโลกรัมละ 55-60 บาท แต่ในแผนการตลาดของทีมนี้ มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ เป็นสุญญากาศ เพื่อป้องกันมอดและยืดอายุการเก็บรักษา ใช้แถบคาดตรงกลางเป็นแบรนด์ข้าวกล้องงอกนางอย RICE FOR LIFE และยังเพิ่มเติมในส่วนของ QR Code โดยถ้านำมือถือมาสแกนก็จะปรากฏเรื่องราวความเป็นมาของบ้านนางอย และด้วยการพัฒนารูปแบบของบรรจุภัณฑ์ข้าวกล้อง จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้นถึง 2 เท่า อยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท แต่ก็ยังถือว่าราคาถูกมาก หากเทียบกับราคาข้าวกล้องที่ขายในตลาดหรือตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 150-170 บาท

“ภายในแผน กำหนดการบรรจุผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกนางอย RICE FOR LIFE เพียงขนาดเดียว คือ ขนาดถุงละ 2 กิโลกรัม โดยจะจำหน่ายในราคา 240 บาท และยังมีกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดสร้างแรงจูงใจในการซื้อสินค้า เนื่องจากในเดือนธันวาคมเป็นช่วงฤดูหนาวที่นางอยจะมีธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เราจึงวางแผนจัดโปรโมชั่นนำสลากสินค้ามาชิงรางวัลท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่บ้านนางอย ร่วมทริป 4 วัน 3 คืน พักโฮมสเตย์ สัมผัสวิถีชีวิตธรรมชาติบ้านนางอย เดินป่าศึกษาธรรมชาติ ล่องเรือลำน้ำพุง และสักการะผาพญาเต่างอย พร้อมกับดารานักแสดงศิษย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และการสะสมสลากสินค้าเพื่อนำมาเป็นส่วนลด 5 เปอร์เซ็นต์ ในการแลกซื้อสินค้าครั้งต่อไปได้อีกด้วย”

สุดท้าย “น้องแม็ก” คุณอภิสิทธิ์ หวันเสนา ตัวแทนของทีมอีกคน กล่าวว่า แผนการตลาดที่ดี ควรคำนึงถึงการสื่อสารถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึง โดยในช่วงปิดเทอมจะเน้นช่องทางการสื่อสารทางสื่อออนไลน์ เว็บไซต์มหาวิทยาลัยและเฟซบุ๊ก ส่วนในช่วงเปิดเทอมจะทำการรุกตลาดมากขึ้น โดยนำผลิตภัณฑ์ไปวางจำหน่ายในบริเวณที่มีคนมาใช้บริการจำนวนมาก เช่น สำนักหอสมุด ร้านกาแฟ ร้านค้าสหกรณ์ ตึกเรียนคณะต่างๆ และทุกงานสำคัญที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย เพื่อให้ข้าว RICE FOR LIFE เป็นที่รู้จักมากขึ้น และเมื่อเริ่มเป็นที่รู้จักภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีแล้ว อนาคตได้วางแผนต่อไปว่า อาจจะมีการขยายผลโดยพลังนักศึกษา เพื่อจำหน่ายในสถาบันการศึกษาอื่นๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการวางแผนการตลาด RICE FOR LIFE ให้กับข้าวกล้องงอกนางอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ของน้องๆ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีที่เล็งเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยการนำความรู้จากที่เรียนในภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาเข้าไปแก้ปัญหาให้กับวิสาหกิจชุมชนและมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง จนสามารถคว้ารางวัล จากการประกวดแผนการตลาด เพื่อสังคมระดับประเทศไทยได้สำเร็จ

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สถาบันวิจัยฯ ม. ศิลปากร โชว์นวัตกรรมเครื่องกันหนาว จาก…ผ้าไทย ไฮเทค

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สถาบันวิจัยฯ ม. ศิลปากร โชว์นวัตกรรมเครื่องกันหนาว จาก…ผ้าไทย ไฮเทค

โดดเด่นสมคำร่ำลือว่านักวิจัยไทยเก่งและฝีมือดีไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ผนึกกำลังบูรณาการข้ามศาสตร์อย่างจริงจัง จาก 2 คณะ สุดขั้วที่เก่งกาจทั้งเทคโนโลยีและศิลปะ

อย่าง คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กับ คณะมัณฑนศิลป์ มาบรรจบกัน จึงเกิดเป็นเครื่องกันหนาวผ้าไทย ไฮเทค ที่นำผ้าไทยสุดเก๋ อย่าง ผ้าขาวม้าและผ้าฝ้าย มารังสรรค์เป็นคอลเล็กชั่นสุดฮิตใส่รับ ออทั่ม-วินเทอร์ ที่กำลังมาเยือนในอีกไม่ช้า

โดยผลงานสุดล้ำครั้งนี้ได้นำภูมิปัญญาไทย ฉายแววเจิดจรัสสากลอวดสายตาให้ชาวไทยทั้งประเทศได้ชื่นชมไปแล้ว ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2557″ ผ่านการแสดงแฟชั่นโชว์ นวัตกรรมเครื่องกันหนาวผ้าไทย ไฮเทค รังสรรค์และออกแบบโดย ผศ.ดร. น้ำฝน ไล่ศัตรูไกล อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ ออกแบบสีให้ทันสมัยตามติดเทรนด์แฟชั่นโลก โดย ผศ.ดร. ปาเจรา พัฒนถาบุตร และ ผศ.ดร. บุศรินทร์ เฆษะปะบุตร แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยศิลปากร

สำหรับนวัตกรรมเครื่องกันหนาวผ้าไทย ไฮเทค นี้ ถือเป็นสุดยอดงานวิจัยของไทยที่มิได้เป็นการวิจัยทางด้านศาสตร์เท่านั้น หากแต่ยังนำความเป็นเอกของศิลปะมาหลอมรวมกันได้อย่างลงตัว แล้วนำมาพัฒนาให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว

ผศ.ดร. น้ำฝน ไล่ศัตรูไกล เล่าถึงการออกแบบว่า กว่าจะได้ชุดผ้ากันหนาวแสนเก๋จากผ้าไทยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านกระบวนการถึง 3 ขั้นตอน ด้วยกัน คือเริ่มจากการออกแบบลายผ้า ทั้งผ้าขาวม้าและผ้าฝ้ายให้เป็นลวดลายสีสันต่างๆ เมื่อออกแบบเสร็จแล้วจึงส่งลายผ้าไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เป็นผู้ย้อมสีธรรมชาติ

ซึ่งสีธรรมชาติที่ใช้นั้น ส่วนใหญ่ก็มาจากผลไม้ไทย ทั้งผลมะเกลือและแก่นขนุน ซึ่งในกระบวนการย้อมสีธรรมชาตินั้น ต้องอาศัยกระบวนการองค์ความรู้ทางวิศวกรรมวัสดุทั้งการย้อมแบบร้อนและเย็น เพื่อให้สีย้อมมีความคงทน และเฉดสีสม่ำเสมอ

เมื่อได้เฉดสีตามที่ต้องการแล้ว จากนั้นจึงนำมาออกแบบและตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายดีไซน์ต่างๆ ที่ทันสมัย และสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน และเมื่อได้ชื่อว่าเป็นผ้าไทยกันหนาว

ขั้นตอนไฮไลต์จึงตามมา คือหลังจากตัดชุดเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงมีการติดตั้งอุปกรณ์แผ่นกันความร้อนชนิดพกพาที่มีน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด อันเป็นนวัตกรรมทางด้านวิศวกรรมวัสดุได้อย่างแนบเนียน เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องกันหนาวแสนสวยงาม สวมใส่สบาย ให้ความคล่องตัว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ผศ.ดร. ปาเจรา พัฒนถาบุตร เล่าว่า เฉดสีที่ใช้ในการบูรณาครั้งนี้ จะเป็นเฉดสีที่ได้มาจากเทคนิคในการย้อม เราจะใช้ประกอบกันในแบบย้อมร้อนและย้อมเย็น การย้อมเย็นคือ การย้อมในอุณหภูมิที่ปกติ คือการย้อมด้ายที่เป็นสีดำและสีเทา โดยเป็นสีมาจากมะเกลือ ย้อมซ้ำประมาณ 10-20 ครั้ง

จากนั้น ก็จะใช้เทคนิคการย้อมร้อนมาใช้กับสีอื่นๆ ที่ปรากฏในชิ้นงาน อย่าง สีเหลือง เราจะใช้สีจากแก่นขนุน เมื่อได้สีเหลืองที่ต้องการก็นำไปผสมกับสีอื่นๆ ในกระบวนการย้อมเย็น ก็จะทำให้ได้สีพิเศษอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา แล้วแต่ชนิดของสีจากธรรมชาติที่เราเลือก ซึ่งกระบวนการสร้างสีขึ้นมานี้จะซับซ้อนขึ้น

“แต่เราจะได้สีที่เราพอใจ และได้งานที่แปลกออกไป นอกจากนี้ เราไม่ได้คิดเฉพาะเรื่องสีเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องคำนึงถึงเรื่องความคงทนในการใช้งาน ความร้อนของแสงแดดเมื่อมากระทบกับเนื้อผ้า ความทนทานระหว่างการสวมใส่ และที่สำคัญที่สุดก็คือ จะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ผศ.ดร. ปาเจรา กล่าว

ผศ.ดร. บุศรินทร์ เฆษะปะบุตร ในฐานะผู้คิดค้นนวัตกรรมแผ่นคาร์บอนขนาดพกพาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับชุดสวย เล่าว่า การใช้ประโยชน์ของแผ่นกันความร้อนแบบพกพา ต้องออกแบบร่วมกันกับดีไซเนอร์ ให้นำไปใช้ในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยผลิตจากผืนผ้าที่ได้จากเส้นใยนาโนคาร์บอน ที่เตรียมขึ้นโดยเทคนิคการปั่นด้วยไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด ติดตั้งง่าย สะดวกในการถอดเข้าและถอดออกได้เป็นอย่างดี สามารถกระจายความร้อนได้ดี ไม่เป็นอันตรายต่อการสวมใส่

นอกจากนี้ มิได้มีเพียงแค่นำมาติดกันหนาวในเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาเป็นอุปกรณ์คลายปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังจากการออกกำลังกายได้ด้วย เพียงแค่นำมาติดบริเวณที่ปวด ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ที่สำคัญยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือนในสุภาพสตรีได้อีกด้วย โดยนำแผ่นกันความร้อนมาร้อยรวมกันติดไว้ที่หน้าท้อง เพียงเท่านี้อาการปวดประจำเดือนก็ลดลงไปได้

นอกจากนั้น คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ยังนำผ้าขาวม้าไทยมาทำรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นสำหรับสวมใส่ในหน้าหนาวนี้อีกด้วย โดยนวัตกรรมสุดเจ๋งนี้ ได้นำผ้าขาวม้ามาดีไซน์ตัดเย็บเป็นรองเท้า และติดแผ่นความร้อนไว้ใต้พื้นรองเท้าด้านใน เมื่อกดสวิตช์ที่ซ่อนไว้ ความร้อนก็จะส่งผ่านมายังอุ้งเท้า ให้ความอบอุ่นขณะสวมใส่ได้เป็นอย่างดี โดยความอบอุ่นเมื่อชาร์จกระแสไฟเต็มพิกัด จะสามารถคงอุณหภูมิได้นาน 2-4 ชั่วโมง

นับเป็นสุดยอดงานวิจัยไทย ที่บูรณาการทั้งศาสตร์และศิลป์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัวจริงๆ หนาวนี้ขนเฟอร์หรูๆ ของซุปเปอร์แบรนด์ดัง คงต้องหลีกทางให้เครื่องกันหนาวผ้าไทย ไฮเทค อย่างแน่นอน

สำหรับภาคเอกชนสนใจจะนำองค์ความรู้นี้ไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ แวะไปติดต่อได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เลขที่ 6 ถนนราชมรรคาใน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม 73000 โทร. (034) 255-808

หุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมาก ของ ม. นราธิวาสราชนครินทร์

หุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมาก หนึ่งในผลงานวิจัยที่นำมาจัดแสดง ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2557″ (Thailand Research Expo 2014) ภายใต้ หัวข้อ “วิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม อย่างยั่งยืน” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อเร็วๆ นี้

โดยในงานดังกล่าว ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำหรับการจัดงานดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในระบบวิจัยจากทั่วประเทศ ในการนำผลงานวิจัย ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนทางการวิจัยมาสู่การใช้ประโยชน์ เพื่อนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมาก นับเป็นหนึ่งผลงานที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม ตามแนวคิดของการจัดงาน โดยเป็นงานของ นายจัสมินทร์ อัสมาน และ นายมูฮัมมัดซอบรี ตันยีนายู สาขาวิชาเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มี ผศ. กฤษกร ไชยยาว และ อาจารย์สมพล มะสิกะ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

อาจารย์สมพล สาขาเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยหุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมาก กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการสร้างหุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมากนั้น เพื่อออกแบบและสร้างเครื่องต้นแบบหุ่นยนต์ปีนต้นหมาก ในการเก็บเกี่ยวผลหมากให้มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการลดอุบัติเหตุที่ใช้คนปีนเก็บเกี่ยวผลหมาก

“จากการศึกษา และพบเห็นการเก็บเกี่ยวผลทะลายหมากในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจประเภทหนึ่งที่สามารถจำหน่ายให้กับผู้รับซื้อเพื่อการแปรสภาพเข้าสู่กระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบของผลหมาก ดังนั้น เกษตรกรจึงนิยมปลูกต้นหมากเป็นพืชแซมในสวนยางพาราหรือสวนประเภทอื่นๆ ซึ่งในการเก็บเกี่ยวต้องใช้วิธีการให้คนปีนขึ้นไปตัดทะลายแล้วลำเลียงลงมา พบว่าเป็นวิธีการที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย และต้องเป็นผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงและมีประสบการณ์ในการปีน การที่มีหุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมาก จึงจะเป็นแนวทางในการเก็บเกี่ยวผลผลิตทดแทนวิธีการเดิม”

อาจารย์สมพล กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้หุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมากที่สร้างขึ้น ประกอบด้วยโครง คือ ท่อ PVC ขนาด 6 นิ้ว ผ่าออกเป็น 2 ส่วน โดยสามารถนำไปประกอบกับต้นหมากได้ และมีลูกล้อประคอง ขนาด 3 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ ขนาด 12 V DC ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ ทำหน้าที่เป็นตัวขับเฟืองให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ขึ้นลงได้ ส่วนใบตัด ทำจากมีด ไว้ตัดทะลายผลหมาก โดยใช้การตัดเฉือน ควบคุมการทำงานด้วยคนผ่านสวิตช์ควบคุม

จากการทดสอบหุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมาก โดยใช้ต้นหมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง เฉลี่ย 3-5 นิ้ว หุ่นยนต์ใช้เวลาในการปีนต้นหมาก ขึ้น-ลง 6 นาที ต่อ 1 ต้น สามารถตัดทะลายหมากให้ขาดออกจากต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ขณะนี้ได้หุ่นยนต์ต้นแบบที่น่าพอใจ และสามารถที่จะพัฒนาต่อไปให้สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” อาจารย์สมพล มะสิกะ กล่าว

ตามไปดู 3 ผลงานวิจัยยางพารา เชิงพาณิชย์

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดประชุมเวทีสาธารณะ สกว. (TRF Public Forum) เรื่อง “ขับเคลื่อนงานวิจัยยางพาราสู่เชิงพาณิชย์” เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยด้านยางพารา ของ สกว. ที่มีศักยภาพสำหรับการต่อยอดเชิงพาณิชย์แก่ผู้ประกอบการและภาคเอกชนที่สนใจ รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้ประกอบการและนักวิจัย เพื่อหาแนวทางสร้างความร่วมมือขยายผลงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมต่อไป

โดย ศ.นพ. สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพาราเป็น อันดับ 1 ของโลกมากว่า 20 ปี ยางพารานับเป็นสินค้าเกษตรที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็น อันดับ 1 ของสินค้าเกษตรส่งออกทั้งหมดของประเทศ รวมมูลค่าการส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์แปรรูปปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยเป็นผู้ส่งออกยางพารา อันดับ 1 ของโลก แต่ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในรูปวัตถุดิบ ซึ่งราคาไม่สูง ฉะนั้น การที่ไทยพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบจากราคายางที่มักมีความผันผวนไม่แน่นอน

“อีกทั้งมีแนวโน้มที่ไทยจะต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันด้านการผลิตที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหม่ที่กำลังมีบทบาทก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกยางพาราที่น่าจับตามอง เช่น กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป. ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม)”

ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกและลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ ทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ไทยมีความแข็งแรงในอุตสาหกรรมยางพาราและสามารถรักษาบทบาทความเป็นผู้นำในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน คือ “การสร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้กับผลผลิตยางพารา

“สกว. ตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนา “งานวิจัย” ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนสู่การสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมยางพารา จึงได้จัดตั้งชุดโครงการวิจัยแห่งชาติ : ยางพารา ขึ้นในฝ่ายอุตสาหกรรมนับตั้งแต่ ปี 2545 เป็นต้นมา เพื่อบริหารจัดการทุนวิจัย และสร้างความรู้สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ตลอดจนสนับสนุนกระบวนการพัฒนาต่อยอดงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้งานวิจัยที่แล้วเสร็จเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง”

โดยการประชุม “ขับเคลื่อนงานวิจัยยางพาราสู่เชิงพาณิชย์” (NR Translational Research to Commercialization) ครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนผลักดันงานวิจัย ที่ สกว. ให้ทุนสนับสนุน เพื่อให้เกิดการต่อยอดและใช้ประโยชน์อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศ

“คณะทำงานด้านการขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงพาณิชย์ สกว. ได้คัดกรองผลงานวิจัยด้านยางพารา ที่ สกว. ให้การสนับสนุนในช่วงที่ผ่านมา 3 ผลงาน ประกอบด้วย 1. ยางไร้สี ไร้กลิ่น 2. เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์เนื้อยางในน้ำยาง และ 3. เครื่องเลื่อยไม้ยางพาราเพื่อลดการสูญเสีย โดยผลงานวิจัยทั้ง 3 เรื่อง ดังกล่าว มีศักยภาพในการขยายผลสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้ประกอบการและนักวิจัยในการหาแนวทางสร้างความร่วมมือ ขยายผลงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมต่อไป” ผู้อำนวยการ สกว. กล่าว

ยางธรรมชาติไร้สี ไร้กลิ่น

สำหรับผลงานวิจัยชิ้นแรก เป็นผลงานที่มีชื่อว่า ยางธรรมชาติไร้สี ไร้กลิ่น โดยมี ผศ.ดร. อรสา ภัทรไพบูลย์ชัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

ผศ.ดร. อรสา กล่าวว่า ยางธรรมชาติโดยทั่วไปมีสีตั้งแต่เหลืองอ่อนจนถึงน้ำตาล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุ์ยาง กระบวนการผลิตยาง และยางยังมีกลิ่นที่ค่อนข้างรุนแรง ไม่เป็นที่พึงประสงค์ต่อผู้ใช้ เนื่องจากองค์ประกอบของน้ำยางที่มีอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นในน้ำยางสด

ข้อเสียดังกล่าว ทำให้เป็นข้อจำกัดในการใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์บางชนิด เนื่องจากทำให้เป็นสีสันต่างๆ หรือผสมสีได้ยาก โดยเฉพาะกรณีผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสีจางหรือโทนสีขาวไม่สามารถผลิตจากยางธรรมชาติได้ อีกทั้งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ของยางธรรมชาติยังสามารถติดไปกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้

ด้วยเหตุนี้ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางหลายชนิดจึงหันมาใช้ยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติ เนื่องจากผสมสีง่ายกว่าและไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่น

“ในการศึกษา ทีมวิจัยได้พัฒนาคิดค้นกรรมวิธีกำจัดกลิ่นและสีของยางได้เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรก โดยกรรมวิธีและกระบวนการที่คิดค้นขึ้น นับเป็นนวัตกรรมการผลิตยางธรรมชาติรูปแบบใหม่ ทำให้ได้ยางแห้งชนิดพิเศษที่มีคุณภาพโดดเด่นแตกต่างจากเดิม สามารถแก้ปัญหาและข้อจำกัดในการนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงเรื่องสี เช่น อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ เส้นด้ายยางยืด ฯลฯ”

“นอกจากยางชนิดพิเศษจะมีคุณสมบัติไร้สี ไร้กลิ่นแล้ว ยังพบว่ามีปริมาณเจลและความหนืดต่ำ ทำให้การผสมสารตัวเติมเสริมแรงได้ในปริมาณมาก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบดผสมยาง ส่งผลให้ประหยัดพลังงานและลดต้นทุนในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเตรียมยางผสมเพื่อผลิตยางรถยนต์” ผศ.ดร. อรสา กล่าว

อุปกรณ์วัดเนื้อยางแห้งในน้ำยาง

อุปกรณ์วัดเนื้อยางแห้ง (Dry Rubber Content : DRC) ในน้ำยาง เป็นผลงานวิจัยชิ้นที่สอง ที่มีการนำเสนอในงานดังกล่าว โดยมี รศ.ดร. มิตรชัย จงเชี่ยวชำนาญ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

รศ.ดร. มิตรชัย กล่าวว่า น้ำยางธรรมชาติเป็นของเหลวที่มีสีขาวถึงขาวปนเหลือง มีส่วนประกอบหลัก 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเนื้อยางกับส่วนที่ไม่ใช่ยาง ในน้ำยางจะมีเนื้อยางแห้ง ประมาณ 25-45%

ซึ่งการจำหน่ายน้ำยางสด จะคิดราคาซื้อขายจากปริมาณเนื้อยางแห้งในน้ำยาง หรือเปอร์เซ็นต์ยางแห้ง (Dry rubber content ; %DRC)

นอกจากนี้ การนำน้ำยางสดไปแปรรูปต่างๆ จำเป็นต้องทราบปริมาณเนื้อยางแห้งที่มีอยู่ในน้ำยางก่อน จึงจะสามารถคำนวณปริมาณการใช้สารเคมีต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

“การตรวจหาปริมาณเนื้อยางแห้ง ทำได้หลายวิธี แต่ที่นิยมมี 2 วิธี คือ การใช้เครื่องมือชนิดเมโทรแลค (Metrolac) วัดผลได้รวดเร็ว แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนสูง จึงไม่เหมาะนำมาใช้วัดเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง เพื่อการซื้อขายน้ำยาง และวิธีการอบแห้งตามมาตรฐาน เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการซื้อขายและในงานควบคุมคุณภาพที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำสูง แต่ต้องใช้เวลาดำเนินการเตรียมและอบแห้งชิ้นตัวอย่าง ประมาณ 1-2 วัน จึงจะทราบผล” รศ.ดร. มิตรชัย กล่าว

ดังนั้น ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาคิดค้นเครื่องมือวัดปริมาณเนื้อยางแห้งในน้ำยางสด โดย รศ.ดร. มิตรชัย กล่าวว่า จะอาศัยหลักการสะท้อนของคลื่นความถี่ไมโครเวฟ และประมวลผลในระบบดิจิตอล ซึ่งสามารถแสดงผล %DRC เป็นตัวเลขได้ทันที มีความถูกต้องแม่นยำสูง และทราบผลได้ภายในเวลาเพียง 1-2 นาที

“วิธีใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน โดยตัวอย่างน้ำยางที่นำมาทดสอบ สามารถนำกลับไปใช้ได้โดยไม่สูญเสียเนื้อยาง สามารถใช้ทดแทนเครื่องมือชนิดเมโทรแลคที่ใช้อยู่เดิม รวมทั้งทดแทนอุปกรณ์ประเภทอื่นๆ สำหรับวัดเนื้อยางแห้งที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาสูง” รศ.ดร. มิตรชัย กล่าว

เครื่องเลื่อยไม้ยาง เพื่อลดการสูญเสีย

ผลงานชิ้นที่ 3 คือเครื่องเลื่อยไม้ยาง เพื่อลดการสูญเสีย ซึ่งมี รศ.ดร. วิริยะ ทองเรือง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย

รศ.ดร. วิริยะ กล่าวว่า อุตสาหกรรมไม้ยางพารามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทยสูงมาก มีการนำไม้ยางพาราไปใช้ในอุตสาหกรรมไม้แปรรูป เฟอร์นิเจอร์ และทำแผ่นไม้ประกอบ มูลค่าส่งออกไม้ยางและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไม้ยางมีมากกว่า 2 แสนล้านบาท ต่อปี

“อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการแปรรูป โดยเฉพาะการเลื่อยไม้ยางพารา พบว่า มีการสูญเสียเนื้อไม้ยาง 50-55% จากการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือในการเลื่อย และเครื่องเลื่อยที่มีประสิทธิภาพต่ำ รวมถึงข้อจำกัดด้านลักษณะไม้บางชิ้นที่มีความคดงอ และมีตาไม้ ทำให้ยากต่อการเลื่อย อีกทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและค่าแรงที่สูงขึ้น ล้วนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตไม้แปรรูป”

รศ.ดร. วิริยะ กล่าวต่อไปว่า ทางทีมวิจัยได้วิจัยและพัฒนาเครื่องเลื่อยไม้ยางพารารูปแบบใหม่ เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยคาดว่าจะได้ผลผลิตไม้แปรรูป (Yield) มากกว่า ร้อยละ 45 เทียบกับปริมาณไม้ป้อนเข้า (สำหรับไม้ขนาดเล็กทั่วไป ได้ Yield อยู่ที่ประมาณ 30-35%) ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ได้มากขึ้น เพราะเกิดการสูญเสียเนื้อไม้น้อยลง รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหากรณีที่ไม้มีความคดงอและมีตาไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เครื่องเลื่อยไม้ดังกล่าว ได้รับการออกแบบเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย สามารถลดแรงงานและผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องมีทักษะและความชำนาญสูงเหมือนกับการใช้เครื่องเลื่อยไม้ทั่วไป นอกจากนี้ ยังใช้พลังงานต่ำ ลดต้นทุนการผลิตและมีความปลอดภัยสูง” รศ.ดร. วิริยะ ทองเรือง กล่าวทิ้งท้าย

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ตลาดน้ำอัมพวา…เส้นทางบิณฑบาตด้วยเรือ จากอดีตถึงปัจจุบัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

ท่องเที่ยวเกษตร

นัย บำรุงเวช

ตลาดน้ำอัมพวา…เส้นทางบิณฑบาตด้วยเรือ จากอดีตถึงปัจจุบัน

การบิณฑบาตของพระภิกษุมักเดินด้วยเท้าซึ่งเป็นกิจของสงฆ์ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล โดยเดินไปตามชุมชน ตามหมู่บ้าน จนพัฒนามาถึงให้รถยนต์ไปส่งก่อนที่จะถึงชุมชนหรือหมู่บ้านแล้วลงเดิน บางแห่งมีเด็กวัดเข็นรถตาม ส่วนวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง ในเขตภาคกลางสะดวกที่จะใช้เรือในการออกบิณฑบาต

พระขี่ม้าออกบิณฑบาต มีที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จนเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ที่จังหวัดอ่างทองเคยมีพระชราขี่จักรยานไฟฟ้า 3 ล้อ ออกบิณฑบาตโดยอ้างว่าชราภาพเดินไม่ไหว แต่พระสงฆ์ผู้ใหญ่ได้พิจารณาถึงความไม่เหมาะสม ส่วนวัดอยู่ติดกับแม่น้ำ ลำคลองสายหลัก เช่น แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง ได้อาศัยเส้นทางน้ำพายเรือออกบิณฑบาตที่สะดวกรวดเร็วและง่ายต่อการเข้าถึงบ้านของญาติโยม เมื่อเกิดการตัดผ่านถนนไปตามเรือกสวนไร่นาต่างๆ เพิ่มมากขึ้น การบิณฑบาตทางน้ำจึงลดน้อยลง คงเหลือวัดเพียงไม่กี่วัดในบางท้องถิ่นที่พระยังพายเรือออกบิณฑบาตกันอยู่

ปัจจุบัน ธุรกิจโฮมสเตย์ที่จังหวัดสมุทรสงครามได้จัดทำเป็นแพ็กเกจกันเป็นส่วนใหญ่เพื่ออำนวยความพร้อมต่างๆ ตามที่ผู้เข้าพักต้องการ โฮมสเตย์อยู่ริมลำคลองและแม่น้ำแม่กลองจะได้เปรียบกว่าโฮมสเตย์ที่อยู่ในสวนมะพร้าว สวนมะม่วง เพราะทางเจ้าของโฮมสเตย์ได้จัดกิจกรรมใส่บาตรพระทางเรือเพิ่มขึ้นมา หลังจากใส่บาตรแล้วเช่าเรือล่องไหว้พระตามวัดที่อยู่ติดริมคลอง ริมแม่น้ำ นับเป็นกิจกรรมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

วัดที่สมุทรสงครามอยู่ติดริมแม่น้ำแม่กลองและริมคลอง จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลองและตามคลองต่างๆ จำนวนมาก ในสมัยโบราณมีวัดรวมทั้งสิ้นประมาณ 200 วัด จากข้อมูลของทางราชการคือ กรมศาสนา และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม มีปรากฏหลักฐานในทะเบียนศาสนสถานอยู่จำนวน 110 วัด (ข้อมูล ปี พ.ศ. 2546) และมีวัดร้างหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2310 อีกจำนวน 15 วัด ดังนั้น วัดในจังหวัดสมุทรสงครามที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ลำคลอง พระจึงต้องออกบิณฑบาตด้วยเรือ

ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในอดีตมีพระออกบิณฑบาตด้วยเรือมาในคลองอัมพวา ผ่านตลาดอัมพวามีอยู่เพียงไม่กี่วัด พระที่บิณฑบาตผ่านตลาดอัมพวาเห็นกันเป็นประจำก็คือ พระจากวัดบางนางลี่ใหญ่ วัดนี้ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำแม่กลอง ตรงกันข้ามที่ว่าการอำเภอกับโรงพักอัมพวา มีเรือใช้บิณฑบาต 2 ลำ ลำแรกเป็นเรือขุด ขุดจากไม้ตะเคียนทั้งลำ เรียกว่า เรือหงอน เนื่องจากส่วนหัวและส่วนท้ายเป็นโขนเรือ ลำเรือยาวราว 6 เมตร น้ำหนักเรือมาก ใช้คนพาย 2 ฝีพาย อยู่หัวเรือกับท้ายเรือ พระนั่งกลาง ออกเรือได้ช้าเพราะน้ำหนักมาก พอพายออกไปได้แล้วแรงเฉื่อยส่งให้เรือพุ่งฉิวเบาแรง แต่เวลาจอดต้องออกแรงทวนใช้พายต้านน้ำอย่างหนัก เป็นเรือสู้น้ำตัดฝ่าทวนกระแสน้ำดี จึงมีทั้งข้อดี ข้อเสีย เรือหงอนลำนี้พายไปบิณฑบาตในคลองบางลี่ (คลองประชาชื่น) ฝั่งเดียวกับวัด ส่วนอีกลำน่าจะเป็นเรือสำปั้นเพรียวกระดาน 5 แผ่น เรียกว่า เรือยาว มีความยาวประมาณ 7 เมตร ใช้ฝีพาย 3 ฝีพาย อยู่หน้า 2 ฝีพาย พระนั่งลำดับที่ 3 ส่วนหลังเป็นนายท้าย รวมทั้งเรือมีเด็กวัด 3 คน พระ 1 รูป

วัดบางนางลี่ใหญ่เป็นวัดโบราณ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง มีหลักฐานจากอุโบสถ คือสร้างมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย เดิมมีอยู่ 2 วัด มีชื่อเรียกตามตำบลที่ตั้งอยู่ คือตำบลนางลี่ ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำบลสวนหลวง ชื่อยังคงเดิมคือ วัดบางนางลี่ใหญ่ ส่วนวัดบางนางลี่น้อย เป็นวัดที่อยู่ริมฝั่งน้ำตอนเหนือ ถ้าล่องเรือไปตามแม่น้ำแม่กลอง จะถึงวัดนี้ก่อน จึงเรียกว่า วัดบางลี่บน อีกวัดหนึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำ (มีคลองประชาชื่นคั่นอยู่ระหว่าง 2 วัด) จึงเรียกว่า วัดบางลี่ล่าง แต่เดิมมีวัดบางลี่ตั้งอยู่ใกล้กัน 2 วัด ต่อมาวัดบางลี่ล่างมีศรัทธามาก เจริญรุ่งเรือง จึงเรียกว่า วัดบางลี่ใหญ่ ส่วนวัดบางลี่บน ซึ่งตั้งอยู่บนหัวคุ้งข้อศอกถูกกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งพังลงน้ำไปเรื่อยๆ ที่ดินบริเวณวัดเหลือน้อยลง กุฎี วิหาร ทรุดโทรม คนจึงเรียกวัดบางลี่บนว่า วัดบางลี่น้อย มีวัดภุมรินทร์อยู่ติดกับวัดบางลี่น้อยแต่อยู่ลึกเข้ามาทางด้านใน จากริมฝั่งแม่น้ำ วัดภุมรินทร์สร้างเมื่อ พ.ศ. 2431 ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 พระอธิการเกีย เจ้าอาวาสวัดภุมรินทร์ ได้รื้อย้ายกุฏิวัดบางลี่มาสร้างที่วัดภุมรินทร์ โดยเพิ่มช่อฟ้า ใบระกาใหม่ทั้งหลัง เพื่อใช้เป็นที่สวดมนต์ ต่อมาเมื่อวัดบางลี่น้อยถูกกระแสน้ำเซาะพังทลายหายไป วัดภุมรินทร์จึงอยู่ปากคลองบางลี่แทน ด้วยเหตุที่วัดนี้ได้นำกุฎีทองของวัดบางลี่น้อยมาสร้างรวมไว้ วัดภุมรินทร์จึงได้มีชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่า วัดภุมรินทร์กุฎีทอง

ส่วนคลองบางลี่เล่ากันว่า เดิมชื่อ คลองบางลี้ หมายถึงการลี้ภัยจากศัตรูในสมัยนั้น เป็นการลี้ภัยจากพม่า เข้ามาหลบซ่อนในคลองนี้ ปากคลองบางลี่ตรงข้ามกับวัดอัมพวันฯ ฝั่งขวาเป็นที่ตั้งของ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง (ปากคลองประชาชื่นฝั่งตะวันตก) ได้ชื่อต่อท้ายว่า กุฎีทอง มีประวัติเล่าว่า เศรษฐีบิดาของคุณนาค ให้สมภารวัดบางลี่ตรวจดูดวงชะตาคุณนาค ได้รับคำทำนายว่าจะได้เป็นพระราชินี เศรษฐีบิดาคุณนาคจึงให้คำมั่นว่า ถ้าเป็นจริงจะสร้างกุฎีทองถวายให้วัดบางลี่ จึงได้ชื่อว่าวัดบางลี่กุฎีทอง ต่อมาวัดบางลี่น้อยถูกน้ำเซาะที่ดินพังลงน้ำหมด จึงรื้อกุฎีทองมาสร้างไว้ที่วัดภุมรินทร์ วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดภุมรินทร์กุฎีทอง

วัดบางนางลี่ใหญ่มีชาวบ้านศรัทธาไม่มากเหมือนวัดอื่น เนื่องจากหลวงพ่อเป็นพระเจ้าระเบียบ ให้หวยใบ้หวยไม่เป็น ตำหนิวัดที่หลวงพ่อให้หวย นักเล่นหวยจึงไม่ชอบ ไม่ทำเหรียญของขลังต่างๆ วัดนี้ใช้เป็นสถานที่สอบนักธรรม (สนามหลวง) การจัดงานรื่นเริงต่างๆ ไม่ค่อยมี จัดงานประจำปีครั้งเดียวคืองานชักพระหลวงพ่อตะเคียน หลวงพ่อตะเคียนประดิษฐานอยู่ที่ศาลาไม้เก่าหน้าวัดปากคลองข้างวัดตอนนั้นสภาพทรุดโทรมมาก หลวงพ่อตะเคียน เป็นพระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร พระพุทธรูปทำจากไม้ แกะสลักด้วยไม้ตะเคียน สูงประมาณ 193 เซนติเมตร ลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เล่ากันว่าลอยน้ำมา เป็นพระพุทธรูปที่ประชาชนให้ความเคารพนับถือองค์หนึ่ง งานชักพระวัดบางนางลี่ใหญ่ยิ่งใหญ่มากระดับอำเภอ ตอนกลางวันมีการแข่งเรือทั้งเรือพายและเรือยนต์ คนมาดูทั้งสองฝั่งทั้งที่วัดและหน้าอำเภอ มีมหรสพหลายอย่างในตอนกลางคืนทั้ง ภาพยนตร์ ลิเก ลำตัด ดนตรี ซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียงในขณะนั้น การประชันภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวขานมากในขณะนั้นระหว่างศรีเพ็ชร์ภาพยนตร์ของยายโป๋เจ้าของหนังแห่งตลาดอัมพวา กับ ส.ประดิษฐ์ ของลุงสังเวียน ในวันงานถ้ามีหนังเรื่องใดดัง กำลังฉายอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นหนังไทย (นำแสดงโดย มิตร-เพชรา) ก็มีการเปิดฉายรอบกลางวันโดยใช้ห้องเรียนของโรงเรียนวัดบางนางลี่ใหญ่เป็นโรงหนังชั่วคราว หน้าต่างในห้องเรียนปิดหมด ช่องลมถูกขึงกั้นด้วยผ้าทำให้อากาศภายในห้องเรียนร้อนมาก แต่อดทนดูกันเพราะอยากดู ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มคนสาว จัดฉายโดยศรีเพ็ชร์ภาพยนตร์ ใกล้ๆ กันกับวัดบางนางลี่ใหญ่ ห่างประมาณ 700-800 เมตร มีโรงหนังประจำอำเภอชื่อโรงหนังศรีอัมพวา เป็นโรงไม้หลังคาสังกะสีของนายห้างโกวิท แกมีบ้านไม้หลังใหญ่อยู่ตรงข้ามกับโรงหนังฝั่งตลาดปากคลองอัมพวา ฉายหนังเป็นครั้งคราว ไม่ได้ฉายประจำ หากเป็นหนังดัง ชาวตลาดต้องข้ามเรือไปดูกันแน่นโรง ไม่มีพัดลม พื้นเป็นพื้นดินแข็ง ม้านั่งไม้ยาวนั่งห้อยขาดูสบาย ข้างโรงหนังติดกันเป็นโรงสีข้าว แต่ในงานชักพระ โรงหนังศรีอัมพวาหยุดฉายหนัง ต่อมาฝั่งตลาดอัมพวาจึงสร้างโรงหนังชื่อ ศาลาเฉลิมกว้าง ล้อมด้วยสังกะสีไม่มีหลังคา ไม่มีเก้าอี้นั่ง ปูกระดาษ ปูเสื่อ เลือกที่นั่งตามชอบ ฉายหนังใหม่ไล่เลี่ยกับโรงหนังดังที่กรุงเทพฯ (ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของธนาคารกรุงเทพ)

เด็กที่มาอยู่วัดบางนางลี่ใหญ่ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มาจากบ้านเขายี่สาร เหตุผลที่เด็กจากเขายี่สารมาเป็นเด็กวัดที่วัดบางนางลี่ใหญ่ก็เพราะต้องเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา (ม.ศ.1-ม.ศ.3) เนื่องจากโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำอำเภออัมพวามีเพียงโรงเรียนเดียวคือ โรงเรียนวัดอัมพวันวิทยาลัย ตั้งอยู่หน้าวัดอัมพวันเจติยาราม ติดกับแม่น้ำแม่กลอง ส่วนอีกโรงเป็นโรงเรียนราษฎร์อยู่ในบริเวณวัดอัมพวันฯ เช่นกันคือ โรงเรียนเจริญไวย์วิทยา (ของ ครูไวยะ รัชตะนันท์) ตั้งอยู่ตรงข้ามกับศาลาพระ เยื้องหน้าโบสถ์วัดอัมพวันฯ เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา มีนักเรียนไม่กี่ร้อยคน โรงเรียนเจริญไวย์วิทยาแห่งนี้ จึงเป็นที่รองรับเด็กที่พลาดโอกาสจากโรงเรียนประจำอำเภอ ผลการดำเนินการไม่ค่อยดี ประกอบกับวัดต้องการใช้พื้นที่สร้างอุทยาน ร.2 จึงยุบกิจการไป (เกือบ 40 ปี) เด็กจากบ้านเขายี่สารมาอยู่ที่วัดบางนางลี่ใหญ่ อยู่ต่อๆ กันมาจากการชักนำของรุ่นพี่ เด็กวัดที่เรียนโรงเรียนวัดอัมพวันฯ ต้องไปโรงเรียนก่อนจะได้กินอาหารเช้าพร้อมๆ กับพระ ไม่ต้องรอให้พระฉันเสร็จซึ่งจะทำให้เสียเวลาและไปโรงเรียนไม่ทัน โดยพระแบ่งอาหารมาให้ ส่วนเด็กวัดที่เรียนอยู่โรงเรียนวัดบางนางลี่ใหญ่ (บริษัทเกลือไทยสงเคราะห์) อยู่ติดวัด ต้องรอให้พระฉันเสร็จก่อนถึงได้กินอาหารเช้า เพราะไปโรงเรียนทันอยู่แล้ว วัดบางนางลี่ใหญ่มีกฎจากหลวงพ่อ (อาจารย์พรต เจ้าคณะอำเภอ) กำหนดไว้ว่า เด็กที่มาอยู่วัดนี้ทุกคนต้องเรียนหนังสือ ใครไม่เรียนหนังสืออยู่วัดนี้ไม่ได้ ดังนั้น เด็กจากบ้านเขายี่สารที่จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดเขายี่สารแล้วพากันเข้ามาอยู่วัดบางนางลี่ใหญ่ก็เพื่อต้องการเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดอัมพวันฯ ใช้วัดเป็นที่พักเนื่องจากไม่มีหอพัก ทางวัดส่งเสริมการเรียน โดยให้เด็กๆ ได้ทำการบ้าน ท่องหนังสือในเวลากลางคืนได้ โดยปั่นไฟฟ้าให้ตั้งแต่ 6 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่มครึ่ง เป็นไฟฟ้ากระแส 110 โวลต์ เครื่องต้นกำลังปั่นเป็นเครื่องยนต์ดีเซลหมุนช้า ใช้น้ำมันขี้โล้เป็นเชื้อเพลิง เมื่อน้ำมันหมดใช้เรือยนต์ไปซื้อน้ำมันครั้งละถัง (200 ลิตร) ที่ปั๊มน้ำมันเชลล์หน้าปากคลองอัมพวา วันเสาร์-อาทิตย์หยุด อนุญาตให้ดูโทรทัศน์ได้ เป็นโทรทัศน์ขาวดำ ขนาด 18 นิ้ว หลวงพ่อให้เด็กวัดยกโทรทัศน์ออกจากห้องของท่านในวันเสาร์-อาทิตย์ วันปกติไม่มีการเปิดโทรทัศน์ คืนที่มีการชกมวย ชาวบ้านข้างเคียงมาดูกันหลายคน ไฟฟ้าอาจดับในเวลา 3 ทุ่ม ก่อนไฟฟ้าจะดับเด็กวัดต้องรีบสวดมนต์กันก่อน การเดินทางมาเรียนต้องลงเรือยนต์ข้ามฟากจากวัดบางนางลี่ใหญ่ ขึ้นที่ท่าเทียบเรือเทศบาลอัมพวา เดินผ่านตลาด ขึ้นสะพานไม้ข้ามคลองอัมพวาไปยังโรงเรียนวัดอัมพวันฯ โดยเดินผ่านหน้าโรงเรียนเทศบาลและโรงเรียนเจริญไวย์วิทยา เด็กวัดจากวัดบางนางลี่ใหญ่เมื่อเรียนจบแล้วไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ (ส่วนใหญ่ไปโรงเรียนจ่าทหาร โรงเรียนนายสิบ โรงเรียนพลตำรวจ และโรงเรียนฝึกหัดครู) จบได้ทำงานมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานกันหลายคน แต่ปัจจุบันไม่มีเด็กจากบ้านเขายี่สารมาเป็นเด็กวัดที่วัดบางนางลี่ใหญ่นานแล้วตั้งแต่มีถนนตัดเข้าถึงทั่วทุกพื้นที่ของจังหวัด

บ้านเขายี่สาร มีวัดเขายี่สาร อยู่ในตำบลเขายี่สาร อำเภออัมพวา เป็นวัดเดียวของจังหวัดสมุทรสงครามที่อยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย อุโบสถมีลักษณะทรงเรือ ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท 4 รอย วัดเขายี่สารได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อ ปี พ.ศ. 2478 การเดินทางจากเขายี่สารมาอัมพวาตอนนั้นมีเพียงทางน้ำ เช่นเดียวกัน การเดินทางจากอัมพวาไปเขายี่สารก็ไปด้วยทางน้ำ พายเรือเข้าคลองบางลี่ไปและข้ามทำนบกั้นน้ำเค็มต้องเข็นเรือข้ามไป ถ้าน้ำแห้งมากต้องออกแรงเข็นมาก อีกเส้นทางพายเรือออกปากอ่าว เรือเล็กไม่มีใครกล้าพายไปกัน จะเป็นเรือยนต์ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ไกลมาก การไปทอดกฐิน-ผ้าป่า จากอัมพวาด้วยขบวนเรือยนต์ล่องไปตามแม่น้ำแม่กลองถึงเมืองแม่กลองออกปากอ่าว ล่องเลียบฝั่งไปทางอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จนถึงบางตะบูน เข้าคลองยี่สารไปสักพักใหญ่ก็มาถึงบ้านยี่สารและวัดเขายี่สาร ตั้งขบวนผ้าป่าหน้าอำเภอตอนเช้า เดินทางไปถึงวัดเขายี่สารก่อนเพล เด็กๆ ต่างตื่นเต้นกับการได้เดินขึ้นเขา หลังจากทอดผ้าป่าเสร็จเดินทางกลับถึงอัมพวาตอนเย็น ทั้งๆ ที่อยู่ในอำเภอเดียวกัน

เด็กวัดบางนางลี่ใหญ่พายเรือกลับไปเยี่ยมบ้านเขายี่สาร ไปในวันหยุด หลังจากกินข้าวเช้ากันแล้วในตอนสายจึงพากันออกเรือและกลับมายังวัดบางนางลี่ใหญ่ในตอนเย็น ใช้เรือวัดพายกันไปและต้องกลับวัดภายในวันนั้น ไม่สามารถค้างคืนได้ เพราะพระจะไม่มีเรือออกบิณฑบาต เคยมีเรือหลุดลอยไป ตื่นเช้าขึ้นมาเด็กไปเตรียมเรือ ไม่พบเรือที่จอดไว้ท่าเท้ง (โป๊ะ) หน้าวัด ปกติแล้วเด็กวัดต้องเก็บเรือไว้ในอู่ก็คือคลองข้างวัด เป็นคลองเล็กๆ ทำเป็นโรงหลังคามุงสังกะสีค่อมคลองที่ปากคลอง สาเหตุที่เรือหลุดลอยเป็นเพราะเมื่อคืนเด็กวัดพากันพายเรือข้ามฟากไปดูหนังกลางแปลงที่ตลาดอัมพวา หนังเลิกเกือบสองยามเป็นช่วงน้ำลง ระดับลดลงมาก คลองข้างวัดน้ำแห้งไม่สามารถเข็นเรือเข้าไปเก็บในอู่ได้ ประกอบกับง่วงนอนจึงจอดเรือไว้ที่ท่าเท้ง (โป๊ะ) หน้าวัดผูกโซ่เรืออย่างเร่งรีบ ผูกไม่แน่นเรือจึงหลุดลอยไป เช้าวันนั้นพระไม่ได้ออกไปบิณฑบาต ตอนสายๆ ชาวบ้านที่พบเรือได้โยงเรือมาส่งที่วัด เนื่องจากเรือของวัดมีรูปทรงไม่เหมือนกับเรือชาวบ้านและมีชื่อวัดเขียนไว้ ท่าเท้ง (โป๊ะ) ที่หน้าวัดใช้เป็นสุขาของเด็กวัดในตอนกลางคืน เพราะฐาน (ส้วมแบบไม่ต้องราดน้ำ) เปลี่ยวมาก กลัวผี ไม่มีเด็กวัดกล้าไป บางคนขาดความรอบคอบในการปลดทุกข์ทำให้เกิดการเปรอะเปื้อนที่ท่าเท้ง ในตอนเช้าเจ้าของเรือยนต์ที่รับคนข้ามฟากด่าลั่น ปัจจุบันการเดินทางไปเขายี่สารสะดวกสบายมากด้วยทางรถยนต์ การเดินทางด้วยเรือไปวัดเขายี่สารแทบจะหมดไป แต่ยังพอมีเรือชาวบ้านเขายี่สารบางคนแล่นเรือมาส่งถ่านไม้โกงกางที่กรุงเทพฯ ไม่ช้าก็คงจะหมด

เด็กวัดที่บรรจุใหม่ๆ พ่อแม่เพิ่งพามาฝากวัดให้เป็นเด็กวัด ต้องมีการทดลองงานก่อน โดยถูกจัดให้เป็นฝีพายแรกนั่งหัวเรือ มีหน้าที่จ้ำพรวด จ้ำพรวดอย่างเดียว ไม่ต้องห่วงอย่างอื่น พายผิดพายถูกไม่ว่ากัน สักระยะหนึ่งก็จะเรียนรู้เองว่า การพายเรือที่ถูกต้องควรปฏิบัติอย่างไร นอกจากจ้ำพรวดแล้ว ฝีพายแรกยังต้องมีหน้าที่จับหลักที่ปักไว้หรือราวบันได เรือเข้าเทียบจอดเพื่อรับการใส่บาตร หน้าที่เด็กวัดบรรจุใหม่ยังไม่หมด ถ้าญาติโยมยังไม่ออกจากบ้าน ลงบันไดมาใส่บาตร ฝีพายแรกต้องเป็นคนร้องตะโกนบอกว่า “พระมาแล้วครับ” ญาติโยมจึงออกมาจากบ้าน ส่วนใหญ่เป็นคุณย่า คุณยาย คุณป้า คุณน้า ส่วนคุณตา คุณปู่ คุณลุง คุณอาและเด็กมีน้อย เด็กวัดบางคนชอบแอบมองเด็กผู้หญิงสาว โดยมองขึ้นไปบนบ้าน แต่ไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต ต้องใช้เทคนิคในการชำเลืองมอง หากมองนาน ฝีพายที่ 2 เอาไม้พายโขกหัวเป็นการเตือน มันเตือนฝีพายแรกหัวเรือได้เพราะมันตัวใหญ่กว่า ส่วนฝีพายที่ 2 รับหน้าที่ถ่ายอาหารลงในถ้วยที่เรียงไว้เต็มลำ บาตรวางอยู่หน้าพระ ญาติโยมใส่ข้าวในบาตรถวายอาหารแล้ว ฝีพายที่ 2 จะรับอาหารจากพระถ่ายลงถ้วย ฝีพายที่ 2 นี้กำความลับไว้ เพราะรู้ว่าอาหารของใครอร่อยหรือไม่อร่อย ดังนั้น หลังจากที่พระฉันภัตตาหารแล้ว ถ้วยแกงถูกนำมาวางตั้งวงเด็กวัด 4-5 คน ต่อ 1 วง นั่งตีวงล้อมกันและคอยสังเกตดูว่า ฝีพายที่ 2 ตักแกงถ้วยไหน เราก็จะตักแกงถ้วยนั้น แต่บางทีมันก็มีลูกเล่นทำตักถ้วยนี้ที ถ้วยโน้นที ทำหลอกล่อให้สับสน จะเหลือถ้วยแกงที่ยังไม่มีใครตัก ถึงตอนนี้เราก็เริ่มอิ่มกันแล้ว คราวนี้มันก็ตักแกงถ้วยที่เหลือนั้นเต็มที่ เพราะเป็นแกงเจ้าอร่อย ส่วนพันท้ายเรือเป็นเด็กโต (เรียนอยู่ ม.ศ.3) ราศีดีหน่อยเพราะเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม หน้าตาพอได้ เป็นที่เตะตาสาวรุ่นๆ ฝีพายแรก และฝีพายที่ 2 กลัวมันเพราะมันตัวโตกว่า ชอบเขกหัวคนที่ตัวเล็กกว่าและเด็กที่มาอยู่ใหม่ จึงจำทนเก็บความแค้นไว้ระบายกับเด็กที่มาอยู่ใหม่ในรุ่นต่อไป การควบคุมเรือเป็นหน้าที่ของพันท้ายต้องรู้กระแสน้ำ และต้องจำบ้านญาติโยมขาประจำที่ใส่บาตรให้แม่น คัดเรือให้จอดได้ตรงท่าและแนบชิด สะดวกต่อการใส่บาตรของญาติโยม ตาต้องไว เห็นญาติโยมขาจรควักมือเรียกต้องเบนหัวเรือเข้าทันที พันท้ายเรือต้องควบคุมเรือให้แล่นไปด้วยความราบเรียบ ไม่โคลงเคลงจนแกงในถ้วยหก เรือบิณฑบาตเคยล่มแต่ไม่บ่อย ซึ่งไม่ใช่ความผิดของพันท้ายเรือที่ต้องรักษาสัตย์กระโดดขึ้นฝั่ง ยืนกอดอกยอมรับหวายหวดก้นก็หาไม่ สาเหตุที่เรือล่มเนื่องมาจากคลื่นของเรือหางยาวที่แล่นด้วยความเร็วสูงโดยไม่ชะลอความเร็วเมื่อเห็นเรือพระ ฤดูน้ำหลากน้ำไหลแรงเป็นฤดูที่อันตรายเสี่ยงต่อการล่ม มีอยู่ครั้งขณะจอดเทียบบันไดรับการใส่บาตรของโยมที่หน้าร้านหมอจาด เรือหางยาวแล่นมาใกล้เรือ ไม่ชะลอความเร็ว คลื่นจึงซัดเรือบิณฑบาตล่ม ถ้วยแกงจมน้ำหมด ญาติโยมที่เห็นเหตุการณ์จึงพากันใส่บาตรใหม่ หากฝนตกก็ต้องพายเรือตัวเปียกปอนกันหมดทั้งพระทั้งเด็กวัดเพราะไม่มีสถานที่ร่มพอที่จะให้เรือพายเข้าไปจอดหลบฝนได้ อาหารถูกน้ำฝนตกใส่

เส้นทางบิณฑบาตของเรือหางยาว เด็กวัดต้องพายฝ่ากระแสน้ำข้ามแม่น้ำแม่กลองเข้าคลองอัมพวา ฤดูน้ำหลากกระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงเป็นสิ่งที่เด็กวัดต้องรับบทหนัก ต้องรวมพลังพร้อมกันจ้ำอย่างแรงเพื่อฝ่าทวนกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากเข้าไปในคลองอัมพวา เมื่อเข้าปากคลองอัมพวาได้เหมือนยกภูเขาออกจากอก ถอนหายใจด้วยความสบายใจ ปล่อยให้เรือไหลไปได้เรื่อยๆ คลองอัมพวาไม่ค่อยมีชาวบ้านร้านตลาดใส่บาตรไม่มากเนื่องจากเป็นย่านตลาดต้องทำมาค้าขายกัน ตรงปากคลองซ้ายมือมีปั๊มน้ำมันเชลล์สำหรับเติมเรือยนต์ เวลาไฟฟ้าไม่มาต้องใช้มือหมุน ส่วนมากใช้มือหมุน ป้าเจ้าของปั๊มมาใส่บาตรบ่อย ส่วนฝั่งซ้ายตรงข้ามกันเป็นคหบดี (คฤหปัตนี) เก่า เป็นคุณป้าท่านหนึ่ง ท่านใส่บาตรประจำ เลยไปอีกหน่อยฝั่งเดียวกับปั๊มน้ำมันเป็นร้านของหมอจาด ร้านปิ่นสมบูรณ์โอสถ เจ้าของยาหม่องขาวพรหมเมศร์ ตรากระต่ายในพระจันทร์ ใส่บาตรเป็นประจำ หมอจาดเป็นคนรูปร่างสันทัดผิวคล้ำ หวีผมเลียบ สวมแว่นตากรอบทอง หมอจาดเป็นแพทย์แผนโบราณของอำเภอ ต่อจากนั้นเป็นตลาดร้านค้าริมคลอง ต้องคอยหลบหลีกเรือแม่ค้าที่มาค้าขาย ตรงจุดนี้ไม่ค่อยใส่บาตรประจำ ก่อนถึงปากคลองบางจากเป็นบ้านของท่านขุนฯ ผู้หนึ่ง ลูกหลานท่านลงมาใส่บาตร (ปัจจุบันเป็นโฮมสเตย์) พายเข้าคลองบางจาก ประมาณ 60 เมตร เป็นบ้านญาติของหลวงพ่อ ซึ่งทางญาติของหลวงพ่อจะถวายอาหารเช้าเป็นข้าวต้มและกับข้าวให้หลวงพ่อเป็นประจำ พอพายพ้นปากคลองบางจากถึงเริ่มมีคนใส่บาตรมากขึ้น พายเบียดเรือแม่ค้าที่ตลาดน้ำอัมพวาอยู่บริเวณหน้าวัดปากง่ามตั้งแต่หน้าโรงเจเป็นตลาดนัดทางน้ำที่พ่อค้าแม่ค้าพายเรือต่างมาค้าขายกันแน่นเต็มลำคลอง หลบเรือแม่ค้าได้พายเข้าคลองดาวดึงส์ที่ปากทางวัดปากง่าม คลองแคบสองฝั่งเป็นกอต้นจากขึ้นเต็ม พายเข้าไปหน่อยถึงบ้านครูหอม เลยไปอีกสองสามหลังก็พายกลับ

ส่วนเรือหงอนพายเข้าคลองบางลี่ ผ่านหน้าวัดภุมรินทร์ฯ ไปประมาณ 1 กิโลเมตร ถึงคลองแยก 2 คลอง ที่คุ้งจำปี ก็พายกลับ ซึ่งเป็นคลองเล็กกับคลองใหญ่ ถ้าพายเข้าคลองเล็ก ขวามือจะไปวัดตาด้วง วัดยายพุ่ม ถ้าพายเลียบคลองใหญ่ ซ้ายมือขึ้นไปเป็นคลองหลัก จะผ่านวัดนางพิมพ์ (เขตอำเภอเมือง) ขึ้นไปถึงปากวน (อ่านว่า ปาก-วน) เป็นท่ารอรถเมล์เขียวให้ผู้จะเดินทางต่อไปจังหวัดราชบุรี ล่องต่อไปเรื่อยๆ ไปออกเขายี่สารออกทะเล เรือหงอนมีระยะทางการบิณฑบาตใกล้จึงกลับวัดก่อน แต่อาหารน้อยกว่า พระวัดภุมริทร์ฯ ก็ออกบิณฑบาตด้วยเรือในคลองบางลี่ด้วย

ในวันขึ้นปีใหม่ มีพระจากหลายวัดมารับบิณฑบาตที่ตลาดเทศบาลอัมพวา พระจากวัดบางนางลี่ใหญ่ก็มารับบิณฑบาตด้วย เป็นภาระหนักของพวกเด็กวัด ขาพายข้ามมาเป็นเรือเปล่า พายได้สบาย แต่ขากลับพายข้ามฝากแสนสาหัสเพราะอาหารที่ได้รับจากการตักบาตรรวมได้หลายกะมังจนเรือเพียบ พายกลับด้วยความระมัดระวังมากขึ้น กลัวว่าเรือจะโคลงเคลงพลิกคว่ำได้ ถึงท่าเท้งหน้าวัด แบกกะมังอาหารขึ้นศาลาฉันกันหลังอาน แต่หลังออกพรรษาแล้วญาติโยมใส่บาตรไม่มาก เด็กวัดต้องเอาข้าวสุกที่ตากแดดไว้มาหุงกินกันในอาหารมื้อเย็น แข็งก็แข็ง กลิ่นก็ไม่หอม สีก็ออกเหลืองๆ แต่ก็ต้องจำใจกิน ดีกว่าไม่ได้กิน

ใครต้องการใส่บาตรพระริมน้ำ ดูพระพายเรือ ให้มาพักที่โฮมสเตย์ที่จังหวัดสมุทรสงคราม โฮมสเตย์ที่อยู่ติดริมแม่น้ำ ลำคลองจะจัดกิจกรรมการใส่บาตรพระในตอนเช้า โดยเฉพาะโฮมสเตย์ที่อัมพวา เช่นที่ คลองอัมพวา คลองบางจาก คลองบางลี่ คลองบางแค คลองปลายโพงพาง คลองเหมืองใหม่ คลองแควอ้อม คลองดาวดึงส์ เจ้าของกิจการโฮมสเตย์จัดเตรียมใส่บาตรพระไว้เป็นแพ็กเกจให้นักท่องเที่ยวผู้มาพัก และนักท่องเที่ยวมักจะถวายปัจจัยพร้อมไปด้วย พระจะพายเรือมาจอดถึงหน้าบ้านพัก ทำให้จำนวนพระพายเรือบิณฑบาตตามวัดต่างๆ ได้กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งตามการเพิ่มขึ้นของโฮมสเตย์ มีทั้งพระพายเรือลำเล็กมาเพียงลำพัง และพายเรือกันมาหลายลำ หรือมีคนอยู่วัด (ไม่ใช่เด็กวัด) พายเรือให้พระ ถ้าเป็นเรือยาว พระอาจต้องช่วยพายด้านหน้าด้วย (หาเด็กวัดพายเรือเป็นมีน้อย) หรือบางครั้งมีเรือแม่ชีเพิ่มขึ้นมาด้วย วัดที่พระพายเรือมาบิณฑบาตที่ตลาดน้ำคลองอัมพวาคงมีพระจากวัดปากง่ามและวัดจุฬามณี แต่ไม่มีพระจากวัดบางนางลี่ใหญ่ที่พายโดยเด็กวัด 3 ฝีพาย เหมือนในอดีตนานแล้ว

ทั้งหมดที่เล่ามา ท่านอาจสงสัยว่า ทำไมถึงได้บรรยายละเอียดนัก เหมือนกับอยู่ในเหตุการณ์จริง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะครั้งหนึ่งในวัยเด็กเคยไปอยู่กับเพื่อนที่วัด เลยต้องเป็นเด็กวัดไปด้วย เริ่มเป็นฝีพายที่ 1 ไม่ประสีประสาเรื่องการพายเรือจ้ำพรวดอย่างเดียว จนได้เลื่อนขั้นตามลำดับ ขึ้นเป็นฝีพายที่ 2 และสุดท้ายได้เป็นพันท้ายเรือพระบิณฑบาต…

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ขับเคลื่อนความสุขสู่สังคมอย่างยั่งยืน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เก็บมาเล่า

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ขับเคลื่อนความสุขสู่สังคมอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมสังคมรูปแบบใหม่ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ที่จะช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้าสู่ยุคของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เนื่องจากโตโยต้าเข้าใจถึงคุณค่าของ “ธุรกิจชุมชน” ว่าเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในประเทศไทย ที่มี GDP คิดเป็นมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท หรือ 25% ของ GDP ประเทศ หากธุรกิจชุมชนอยู่รอดได้ ประเทศชาติก็จะเข้มแข็งเช่นเดียวกัน

ภายในงานแถลงข่าวดังกล่าว โตโยต้าได้จัดเสวนา ในหัวข้อ “นวัตกรรมสังคม ปฏิรูปเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือ?” โดย คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย ผศ.ดร. กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ คุณณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานนวัตกรรมสังคมเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ยุคแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คุณวุฒิกร กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 50 ปี บริษัทมุ่งมั่นที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดสู่สังคมไทย ภายใต้สโลแกน “โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข” เมื่อ 15 ปีก่อน โตโยต้าเคยจัดกิจกรรมคืนความสุขแก่ชุมชน ในชื่อ โครงการ “โรงสีข้าวรัชมงคล” ทำให้บริษัทเข้าใจแนวทางการร่วมงานกับชุมชน ล่าสุดเมื่อ ปี 2556 บริษัทได้เริ่มดำเนินโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” โดยนำความรู้ที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของโตโยต้าทั่วโลก ได้แก่ “วิถีโตโยต้า” (Toyota Way) และ “ระบบการผลิตแบบโตโยต้า” (Toyota Production System) มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจชุมชนของไทย

ซึ่งแนวคิดการดำเนินธุรกิจของโตโยต้า ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่มักพบในธุรกิจชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ในแง่การผลิต สามารถเพิ่มผลผลิต ช่วยเพิ่มรายได้ รวมทั้งช่วยให้ชุมชนสามารถส่งมอบงานตรงเวลาที่ลูกค้ากำหนด เท่ากับลดการเสียโอกาสในการขาย เพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสการส่งออก ขณะเดียวกันสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้ตลอดกระบวนการผลิต จึงลดปริมาณของเสียในการผลิต ลดต้นทุน และทำให้สินค้ามีมาตรฐานมากขึ้น ข้อดีประการต่อมาคือ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลัง ช่วยลดการสูญเสียต้นทุน และการจัดเตรียมวัตถุดิบที่ไม่เหมาะสม ประการสุดท้าย ช่วยประหยัดต้นทุนได้ระดับที่น่าพึงพอใจ เพราะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา โตโยต้า ได้ส่งบุคลากรเข้าไปร่วมดำเนินงานกับผู้ประกอบการในแต่ละชุมชม เพื่อให้พวกเขาเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพธุรกิจของตนอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด “รู้ เห็น เป็น ใจ” เพื่อให้รู้ถึงที่มาของปัญหา มองเห็นแนวทางแก้ไข สามารถลงมือทำด้วยตนเอง และเอาใส่ใจในการดำเนินงาน จนเกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากนั้น ทีมงานบริษัทจะนำระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System) มาใช้เพื่อลดต้นทุน ควบคุมคุณภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพ รวมทั้งนำวิถีโตโยต้า (Toyota Way) มาถ่ายทอดเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการนำมาพัฒนาการทำงานเพื่อต่อยอดธุรกิจของตนต่อไป

ปัจจุบัน โตโยต้า ได้ขับเคลื่อน โครงการ “โตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์” จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ กลุ่มโอท็อปธุรกิจชุมชนเสื้อโปโลฮาร์ท สปอร์ต แวร์ จังหวัดกาญจนบุรี หัตถกรรมพื้นบ้านเตยปาหนัน บ้านวังหิน จังหวัดกระบี่ และ แกงไตปลา แม่บ้านเกษตรกรท่าข้ามสัมพันธ์ จังหวัดตรัง บริษัทได้เปิดโอกาสให้ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน ในการเฟ้นหาธุรกิจชุมชนเพื่อเข้าร่วมโครงการ พร้อมติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และร่วมมือกับ บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำเรื่องการจัดการระบบบัญชีและบริหารงบประมาณของธุรกิจแก่ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ

“ในปีนี้ บริษัทวางแผนขยายงานกับธุรกิจชุมชนอีก 3 แห่ง ในภาคกลางตอนล่าง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อให้มีโครงการนำร่องในทุกภูมิภาค คาดว่าจะดำเนินงานแล้วเสร็จ ในปี 2558 และวางแผนที่จะขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2563″ คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร. กฤตินี กล่าวว่า “ทุกวันนี้ มีหลายหน่วยงานเริ่มเห็นความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนมากขึ้น แต่การช่วยเหลือดังกล่าวเป็นในลักษณะจำกัดเฉพาะประเภทธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักขององค์กรที่เข้าไปช่วยเหลือ เช่น การรับซื้อวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตสินค้าต่อไป เรียกว่าเป็นการช่วยเหลือโดยหวังผลตอบแทนในเชิงธุรกิจ (CSV) ซึ่งแตกต่างกับ โครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ที่นำความรู้การจัดการในกระบวนการผลิตรถยนต์ มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจชุมชนของไทยที่มีความหลากหลายได้”

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,262 other followers

%d bloggers like this: