Category Archives: เทคโนโลยีชาวบ้าน

ส้มแก้ว ผลไม้ ของดีเมืองแม่กลอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ส้มแก้ว ผลไม้ ของดีเมืองแม่กลอง

เมื่อเอ่ยถึงผลไม้เด่นรสชาติอร่อย ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของจังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนใหญ่มักนึกถึง ส้มโอ ลิ้นจี่ มะพร้าวน้ำหอม เป็นหลัก ความจริงที่นี่ยังมีผลไม้เด่นอีกชนิดคือ “ส้มแก้ว” ซึ่งเป็นไม้ผลประจำถิ่น ที่ชาวบ้านปลูกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมานานนับร้อยปี ส้มแก้ว เป็นไม้ผลคุณภาพดี โดดเด่นไม่แพ้ไม้ผลชนิดอื่นๆ

ส้มแก้ว มีรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา เพราะส้มแก้วมีลักษณะคล้ายส้มเขียวหวาน แต่ผลใหญ่กว่าเกือบเท่าตัว เรียกว่าส้มแก้ว 2-3 ผล ก็มีน้ำหนักปาเข้าไป 1 กิโลกรัมแล้ว นับว่า ส้มแก้ว เป็นผลไม้ที่มีน้ำหนักดีมาก ที่สำคัญมีรสชาติอร่อย รสหวานอมเปรี้ยว มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายมากมาย เพราะผลส้มสด 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี ที่ช่วยบำรุงสุขภาพ นอกจากนี้ ส้มแก้ว ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและมีสารคอลลาเจน ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ เนื่องจากส้มแก้วมีกลีบใหญ่ น้ำเยอะ เหมาะสำหรับนำผลส้มแก้วไปคั้นน้ำดื่มแก้กระหาย เพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย และช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส

เมื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมในทางวิชาการ พบว่า ส้มแก้ว จัดเป็นส้มกลุ่มแมนดารินอีกพันธุ์หนึ่ง ส้มแก้ว มีขนาดผลใกล้เคียงกับส้มพันธุ์คิง มีน้ำหนักผล ประมาณ 300-310 กรัม ต่อผล มีทรงผลกลมแป้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผล ประมาณ 8-9 เซนติเมตร สูง 7.5 เซนติเมตร เปลือกหนา 1.5-2 เซนติเมตร มีผิวค่อนข้างเรียบ สีส้ม ตุ่มน้ำมันขนาดใหญ่ ถี่ และชัดเจน ฐานผลมน ปลายผลราบ มีกลีบผล 11 กลีบ เปลือกผลล่อน ปอกง่าย เนื้อผลสีส้ม ฉ่ำน้ำ กุ้ง (Juice sac) ขนาดใหญ่ รสชาติไม่หวานมาก ปริมาณน้ำตาล ประมาณ 8% เมล็ดน้อย มีเมล็ด 1-2 เมล็ด ต่อผล มีกลิ่นหอมคล้ายส้มจุก

คุณวิศิษ บ่อสารคาม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เล่าให้ฟังว่า ส้มแก้วอยู่ในตระกูลส้มเปลือกบาง เป็นไม้ผลประจำถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม ทุกวันนี้ เกษตรกรจังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกต้นส้มแก้ว เป็นพืชแซมในสวนไม้ผล จึงมีผลผลิตไม่มาก ขณะที่ตลาดมีความต้องการส้มแก้วจำนวนมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลตรุษจีน ทำให้ขายส้มแก้วในราคาแพง เฉลี่ย 70-120 บาท ต่อกิโลกรัม ก่อนหน้านี้มีเกษตรกรหลายรายนำต้นส้มแก้วไปปลูกที่จังหวัดอื่นๆ แต่ได้ผลผลิตน้อยและมีคุณภาพต่ำ โดยขนาดผลเล็กลง รสชาติความอร่อยก็แตกต่างจากส้มแก้วที่ปลูกในเมืองสมุทรสงคราม

ทุกวันนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม หันมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์ส้มแก้วไม่ให้สูญพันธุ์ โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำเรื่องการปลูกดูแลสวนส้มแก้วแก่เกษตรกร ทำให้ปัจจุบันมีการปลูกส้มแก้วกระจัดกระจายทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดสมุทรสงคราม อาทิ ตำบลบางแค ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา รวมทั้งพื้นที่ตำบลบางสะแก และโรงหีบ อำเภอบางคนที

คุณวิศิษ ให้เกียรตินำทางผู้เขียนไปเยี่ยมชมการปลูกส้มแก้วที่สวนถนอมจิต ตั้งอยู่ เลขที่ 9 หมู่ที่ 3 ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที โทร. (081) 736-4301 เจ้าของสวนแห่งนี้คือ คุณถนอมจิต บุตราช ที่มีชื่อเล่นว่า คุณปิ่น ปัจจุบันเธอเป็นประธานกลุ่มพัฒนาส้มโอเพื่อการส่งออกของจังหวัดสมุทรสงครามอีกด้วย

สวนของคุณปิ่น ปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน มองไปเห็นต้นส้มแก้ว ปลูกแซมอยู่ในสวนส้มโอและต้นลิ้นจี่ สำหรับต้นส้มแก้ว มีลักษณะเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง มีความสูง ประมาณ 6-8 เมตร ทรงต้นโปร่ง กิ่ง ก้าน มีขนาดเล็ก ให้ผลค่อนข้างดก ผลมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับส้มเขียวหวานที่นิยมปลูกกันทั่วไป เพียงแต่ว่า ส้มแก้ว มีขนาดผลใหญ่กว่าส้มเขียวหวาน

ส้มแก้ว ในสวนแห่งนี้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 9-10 เซนติเมตร สูงประมาณ 7-8 เซนติเมตร ผลกลมแป้น ไม่มีจุกและจีบ ก้นผลเว้าเล็กน้อย ผิวผลค่อนข้างเรียบ มีสีเหลืองส้ม ต่อมน้ำมันที่เปลือกผลมีขนาดเล็กละเอียดอยู่ชิดกัน โดยมีรูเล็กๆ ตื้นๆ อยู่ห่างกันพอประมาณทั่วผิวส้ม เปลือกผลมีลักษณะค่อนข้างบาง แต่หนากว่าเปลือกผลส้มเขียวหวานเล็กน้อย และล่อนปอกง่าย มีประมาณ 10-11 กลีบ มีรกมากและขนาดใหญ่ ทั้งยังสามารถดึงรกออกจากกลีบได้ง่ายด้วย แต่ละกลีบแยกออกจากกันได้ง่าย มีผนังกลีบบางแต่เหนียว ชันนิ่ม กุ้งมีขนาดใหญ่ ฉ่ำน้ำ สีส้ม มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีเมล็ดน้อย ขนาดของเมล็ดค่อนข้างใหญ่ ยาว และหนา

คุณปิ่น เล่าว่า ขณะนี้ตำบลบางสะแก ถือเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในการปลูกต้นส้มแก้วอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สมาชิกกลุ่มฯ ส่วนใหญ่นิยมทำสวนผลไม้แบบผสมผสานที่เน้นดูแลผลผลิตให้มีคุณภาพดีและมีความปลอดภัยเป็นสำคัญ เกษตรกรแต่ละรายมีพื้นที่สวน ประมาณ 3-4 ไร่ โดยปลูกส้มโอและลิ้นจี่เป็นพืชหลัก นิยมปลูกต้นส้มแก้วแซมภายในสวนผลไม้ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ต้นส้มแก้ว เป็นพืชที่ชอบสภาพอากาศเย็น สามารถเจริญเติบโตดีในสภาพสวนที่ร่มเงาไม้ปกคลุม

“เคยมีคนทดลองปลูกส้มแก้ว ในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว แต่ต้นส้มแก้วไม่ค่อยเติบโตเท่าที่ควร นอกจากนี้ มีคนมาบ่นให้ฟังว่า เลือกซื้อกิ่งพันธุ์ส้มแก้วที่มีวางขายในตลาดทั่วไป ไปปลูกในพื้นที่จังหวัดอื่น ปรากฏว่า ต้นส้มแก้วไม่ค่อยติดลูก คาดว่า เกิดจากสภาพดิน สภาพน้ำ อากาศ ในท้องถิ่นอื่นไม่เหมือนกับการปลูกส้มแก้วในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่เป็นชุดดินสมุทรสงคราม ที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชตระกูลส้ม และไม้ผล” คุณปิ่น กล่าว

เกษตรกรส่วนใหญ่ในจังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกส้มแก้ว โดยใช้กิ่งชำ เริ่มจากขุดหลุม ลึกประมาณ 1 ศอก ตากดินให้แห้ง ประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจึงค่อยนำกิ่งพันธุ์ส้มแก้วมาปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ คอยดูแลให้น้ำและปุ๋ย 16-16-16 ทุกเดือน ต้นส้มแก้วจะเติบโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 4 ปี เมื่อถึงช่วงเดือนสิงหาคม ต้นส้มแก้วจะเริ่มผลิดอกออกผล หลังจากนั้นรอไปอีก 4 เดือน จึงค่อยนำใบตองแห้งมาห่อหุ้มผลส้มแก้ว ปล่อยทิ้งไว้จนครบ 1 ปีเต็ม ผลส้มแก้วก็จะสุกแก่เต็มที่พร้อมให้เก็บเกี่ยวออกขายได้ โดยทั่วไปต้นส้มแก้วจะให้ผลผลิตเฉลี่ยตั้งแต่ 200-1,000 ผล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นส้มแก้ว รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกรแต่ละรายเป็นสำคัญ

คุณปิ่น บอกว่า ส้มแก้ว ที่สุกแก่เต็มที่แล้ว จะสังเกตได้ไม่ยาก เพราะผิวส้มแก้วจะมีสีเหลืองทองทั่วทั้งผล เมื่อปอกเปลือกออก จะเห็นเนื้อส้มที่มีกลีบใหญ่ น้ำเยอะ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน แต่ละปี ส้มแก้วจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่เดือนธันวาคม-มกราคม และมีผลผลิตรุ่นสุดท้ายเข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน กล่าวได้ว่า ส้มแก้วเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจชนิดหนึ่ง เนื่องจากสามารถสร้างรายได้แก่เกษตรกรตั้งแต่หลักหมื่นบาทจนถึงหลักแสนบาทในแต่ละปี

โจทย์ยากของการทำสวนส้มแก้วคือ การดูแลป้องกัน “หนอน และผีเสื้อกลางคืน” ซึ่งเป็นแมลงศัตรูสำคัญที่มักเจาะทำลายผิวส้มเพื่อวางไข่ขยายพันธุ์เป็นหนอนฝีดาษ เกษตรกรจึงต้องใส่ใจดูแลป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากปล่อยให้หนอนและผีเสื้อกลางคืนเข้าทำลายผลส้ม จะสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรอย่างมาก เพราะจะขายส้มแก้วไม่ได้ราคา อย่างไรก็ตาม เกษตรกรพยายามป้องกันโดยใช้วิธีห่อผลส้มแก้วด้วยใบตองแห้ง ก็สามารถป้องกันแมลงได้ผลดีในระดับหนึ่ง คุณปิ่น บอกว่า การใช้ใบตองแห้งมาห่อผลส้มแก้วจะได้ผลดีกว่าวัสดุประเภทอื่น เพราะทำให้ส้มแก้วมีผิวสวย เป็นสีเหลืองทองน่ากิน

ส้มแก้ว เป็นไม้ผลที่ควรค่าแก่การปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์ เพราะเป็นไม้ผลที่ตลาดมีความต้องการสูง ขายได้ราคาดี คุณปิ่นบอกว่า เมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว จะมีแม่ค้าขาประจำมารับซื้อส้มแก้วถึงสวน เพื่อนำไปวางขายที่ปากคลองตลาด สี่แยกมหานคร ตลาดเยาวราช ส้มแก้วเป็นหนึ่งในพืชตระกูลส้ม ที่คนจีนยกย่องว่า เป็นผลไม้มงคล เพราะมีสีเหลืองทอง คนจีนส่วนใหญ่จึงนิยมนำส้มแก้วขึ้นหิ้งบูชาพระ และเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ

เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ในท้องถิ่น มีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตส้มโอที่มีรสชาติหวานอร่อย พวกเขาจึงนำภูมิปัญญาดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพิ่มความหวานให้แก่ส้มแก้วด้วยเช่นกัน โดยใช้สาหร่ายแห้งที่พบในนาเกลือ หรือขี้แดดนาเกลือ ที่มีสารแคลเซียมมาใส่โคนต้นส้มแก้ว ช่วยเพิ่มความหวานให้แก่ส้มแก้วให้มีรสชาติอร่อยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมพบว่า การปลูกส้มแก้วของจังหวัดสมุทรสงคราม มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากส้มแก้วเป็นผลไม้ที่ดูแลรักษายาก และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ทั้งต้นทุนค่าปุ๋ย อาหารเสริม การดูแลป้องโรคแมลง อย่างสม่ำเสมอ ทำงานเหนื่อยยาก กว่าจะได้เงินก็ต้องเสียเวลารอคอยนาน กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกษตรกรหลายคนถอดใจเลิกปลูกส้มแก้ว คุณปิ่น กล่าวเสริมว่า ส้มแก้ว เป็นไม้ผลที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปีละครั้ง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ส้มแก้วเป็นผลไม้ที่ต้องอาศัยระยะเวลาดูแลนานกว่าไม้ผลชนิดอื่น แม้จะเห็นผลต้นส้มแก้วเติบโตอยู่บนต้น แต่กว่าจะเก็บผลผลิตออกขายได้ เกษตรกรต้องเสียเวลารอคอยนานถึง 1 ปีเต็ม จึงได้ผลผลิตคุณภาพดี ที่มีรสชาติอร่อย หากเก็บผลส้มแก้วก่อนระยะเวลาที่กำหนด ถึงแม้กินได้แต่รสชาติไม่อร่อย ความยุ่งยากในการปลูกดูแลต้นส้มแก้ว ทำให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจโค่นต้นส้มแก้วทิ้งและหันไปปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่แทน เพราะให้ผลผลิตเร็วกว่า เพราะการปลูกส้มโอจะใช้เวลาดูแล ประมาณ 7-8 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้

หากใครอยากลิ้มลองรสชาติความอร่อยของส้มแก้วเมืองสมุทรสงครามก็ต้องร้องเพลงรอไปก่อน เพราะต้องรอจนถึงปลายปีนี้ จึงจะมีผลผลิตรุ่นใหม่ป้อนเข้าสู่ตลาด หากใครมีโอกาสแวะเข้ามาเยือนเมืองสมุทรสงครามในช่วงเดือนธันวาคมนี้ รับรองมีโอกาสซื้อส้มแก้วติดมือกลับบ้านแน่ๆ

คุณปิ่น กล่าวทิ้งท้ายว่า หากใครต้องการลิ้มรสส้มแก้ว ของดีเมืองสมุทรสงคราม แค่แวะเข้ามาชมงานเทศกาลงานส้มโอของดีเมืองแม่กลอง รับรองมีส้มแก้วให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ ยังมีส้มแก้ววางจำหน่ายในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัด รวมทั้งเปิดแผงขายส้มแก้ว บริเวณริมถนนในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งย่านถนนบางแพ ถนนเลียบริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก หรือสายแม่กลอง-บางนกแขวก ก็มีวางจำหน่ายให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อตามความพอใจ เชื่อว่า หากใครได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติส้มแก้ว เชื่อว่า ทุกคนจะต้องหลงเสน่ห์ส้มแก้วอย่างแน่นอน

“สมพงษ์ อุทุมพร” กับการปลูกหัวผักกาด (หัวไชเท้า) ที่ บรบือ มหาสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“สมพงษ์ อุทุมพร” กับการปลูกหัวผักกาด (หัวไชเท้า) ที่ บรบือ มหาสารคาม

…หน้าร้อนปีนี้ แล้งจัง…หน้าหนาวปีนี้ หนาวจัด…หน้าฝนปีนี้ น้ำมาก…ล้วนแต่เป็นการบ่นของใครบางคน!!

ความจริงแล้วแต่ละฤดูกาลย่อมเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ถ้ามองในแง่ดี ที่เข้าข้างตัวเองสักหน่อย จะพบว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางธรรมชาติและทรัพยากรมากมาย การเกิดขึ้นและจากไปของแต่ละฤดูกาลล้วนเป็นเรื่องที่ธรรมชาติกำหนดขึ้นเอง หากมองออกไปยังหลายประเทศ ท่านจะพบว่าประเทศเหล่านั้นเดือดร้อนทางธรรมชาติมากกว่าบ้านเราเสียด้วยซ้ำ ไหนจะน้ำท่วมซ้ำซาก เมืองที่ไม่เคยมีหิมะตกก็เกิดขึ้น ทางยุโรปที่ไม่เคยร้อนจัดยังเกิดขึ้น ฯลฯ

ได้รับทราบข้อมูลจากหน่วยราชการว่า มหาสารคาม เป็นจังหวัดหนึ่งในกลุ่มหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากแล้งที่มาเร็วกว่ากำหนด เมื่อเป็นเช่นนั้นทีมงานเทคโนฯ ไม่รอช้า ฉวยกระเป๋าออกเดินทางสำรวจความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่จังหวัดมหาสารคามทันที…

เป้าหมายแรกที่หยุดสำรวจก่อนคือ ที่อำเภอบรบือ เมืองที่อยากจะบอกกับหลายคนทั่วประเทศว่า มี “มันแกว” มากเหลือเกิน เฉพาะที่ไม่ใช่หน้าเทศกาล ยังมี พ่อค้า-แม่ค้า วางขายเรียงรายข้างทางไม่ขาดระยะ ยิ่งใกล้เมืองเท่าไร จำนวนยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แล้วอย่างนี้หากเป็นหน้าเทศกาลคงตั้งเรียงรายตั้งแต่หัวถนนไปจนถึงมหาสารคามแน่นอน แล้วเท่าที่ทราบจากภาคเกษตรอีกว่า หลายจังหวัดนำมันแกวของบรบือไปจำหน่ายอีก

เพราะฉะนั้นด้วยความที่มีมากเช่นนี้ มันแกว จึงถูกนำไปตั้งเป็นคำขวัญประจำเมืองว่า “มันแกวมากเหลือ เกลือใต้ดินมากมี ผ้าไหมดีมากค่า งามสง่าสวนหนองบ่อ ศักดิ์สิทธิ์พ่อปู่จุมคำ รสหวานล้ำแตงโม”

ไหนไหนมาแวะที่บรบือแล้ว ขอบุกเข้าไปดูแปลงปลูกมันแกวของเกษตรกรที่บ้านพงสว่าง ตำบลหนองสิม สักหน่อย ที่นั่นเกษตรกรมีการปลูกมันแกวกันทั่วทุกหลังคาเรือน มีการทำเกษตรกรรมแบบรวมกลุ่ม พืชที่ประกอบอาชีพมีหลายชนิดปลูกสลับผลัดเปลี่ยนสร้างรายได้

จากนั้นค่อยๆ เดินทางเข้าไปสำรวจพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละแห่ง ร่วมกับ คุณสุศฤงคาร แก้วทาสี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรบรบือ ที่ให้ข้อมูลว่า แล้งนี้น้ำน้อยมาก จนกระทบกับการเกษตรกรรม ขณะนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากทางกรมทรัพยากรธรณี ขุดน้ำบาดาลขึ้นมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จึงอยากยืนยันด้วยการชวนไปดูการทำเกษตรของชาวบ้านบางราย อย่างกรณีของ คุณสมพงษ์ อุทุมพร อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองสิม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เกษตรกรรายนี้ปลูกผักหัวผักกาด หรือหัวไชเท้า ที่เราคุ้นชื่อกันมาได้เกือบ 3 รุ่นแล้ว และที่ผ่านมาไม่นานนี้เก็บรุ่นแรกไปได้น้ำหนักกว่า 4 ตัน เขาบอกว่า รายที่เก่งๆ จะได้ผลผลิตตั้งแต่ 6 ตัน ขึ้นไป แต่เขาเพิ่งทดลองปลูกมาไม่นาน ดังนั้น ได้ผลผลิตเพียง 4 ตัน ถือว่าดีแล้ว และคาดว่ารุ่นต่อไปคงได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนรุ่นที่ 2 อยู่ระหว่างการเจริญเติบโต และรุ่นที่ 3 เพิ่งลงปลูกได้ประมาณ 7 วัน

คุณสมพงษ์ ปลูกหัวผักกาดไว้จำนวน 2 แปลง แปลงหนึ่งเนื้อที่ จำนวน 1 ไร่ ส่วนอีกแปลงมีเนื้อที่ ประมาณ 2 งาน ลักษณะการปลูกจะสลับไป-มา

คุณสมพงษ์ บอกว่า วิธีการและขั้นตอนปลูกหัวผักกาดจะศึกษาและเรียนรู้ตามคู่มือที่ทางบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ได้แนบมา โดยจะเริ่มต้นจากหยอดเมล็ดพันธุ์ใส่หลุม จำนวนหลุมละ 3-5 เมล็ด ทั้งนี้เพราะต้องเผื่อเมล็ดที่อาจเสียภายหลังด้วย ระหว่างนั้นต้องตระเตรียมดิน โดยจะต้องไถพรวนก่อน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกแล้วจึงยกร่องขึ้นเล็กน้อย ใช้คราดที่ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับการกำหนดระยะปลูกลากลงบนแปลงปลูกตามยาวและตามขวาง เพื่อให้เกิดจุดตัด ทำให้เห็นตำแหน่งหลุมที่ปลูก วิธีนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนปลูกสามารถทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ทั้งนี้การคราดดังกล่าว จะช่วยให้เกิดเป็นแถวแนวตรงในระยะห่าง ประมาณ 20 เซนติเมตร ตามมาตรฐาน แล้วหยอดเมล็ดลงหลุม จากนั้นราว 7 วัน ต้นอ่อนจะโผล่ขึ้นมาจำนวนหลายต้น และผู้ปลูกจะต้องพิจารณาดูต้นที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดเก็บไว้ จำนวน 1 ต้น ต่อหลุม ส่วนต้นที่เหลือให้ถอนออก

ระหว่างที่ต้นเจริญเติบโต จะต้องใส่ใจกับการดูแลแปลง ทั้งดิน น้ำ และปุ๋ย คุณสมพงษ์ให้รายละเอียดว่า การดูแลดินจะต้องหมั่นพรวน โดยใช้ตะขอเหล็กที่ออกแบบเป็นซี่ขนาดใหญ่ พรวนดินทุก 7 วัน ควรทำสัก 3 ครั้ง ในแต่ละรอบการปลูก

การให้ปุ๋ย ควรใช้ปุ๋ย สูตร 16-8-8 ในรอบแรก หลังจากนั้นอีก 7 วัน ให้เปลี่ยนมาใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่ในปริมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่ 2 ครั้ง ระยะห่าง 7 วัน พอเริ่มมีใบจะเปลี่ยนมาใส่ฮอร์โมนฉีดพ่นแทนการให้ปุ๋ย รอให้ถึงเวลา 45 วัน จึงเก็บผลผลิต

“ฮอร์โมน เป็นอาหารเสริมของพืชที่ผสมเอง ด้วยการนำต้นหัวผักกาดที่มีดอกและไม่สามารถใช้ได้แล้วนำมาหมักส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเป็นรกหมู จำนวน 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลหมักแยกไว้ เมื่อต้องการใช้จะนำมาผสมใส่อุปกรณ์เพื่อฉีดพ่น ให้ฉีดทุก 7 วัน จำนวน 6 ครั้ง จนกระทั่งเก็บผลผลิต” คุณสมพงษ์ กล่าว

สำหรับเรื่องน้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมนั้น คุณสมพงษ์ เผยว่า ก่อนหน้านี้ใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติไม่พอ ต่อมาทางราชการคือกรมทรัพยากรทางธรณีมาขุดให้ จึงทำให้สามารถทำต่อไปได้ และการรดน้ำต้นหัวผักกาดจะใช้ระบบสายน้ำพุ่ง

ด้านการขาย เกษตรกรรายนี้บอกว่า มีพ่อค้ามารับที่สวน ในราคา กิโลกรัมละ 3 บาท ถอนไปทั้งต้น ไม่ต้องแต่งหรือทำความสะอาดแต่อย่างใด เพียงลิดใบออกเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น ปลูกหัวผักกาดได้ผลผลิต 4 ตัน ใช้เวลา 45 วัน จะมีรายได้คราวละประมาณ 12,000 บาท และมีต้นทุนต่อครั้งไม่เกิน 3,000 บาท

“เคยมีคนบอกว่า ราคาหัวผักกาดต่ำสุด ประมาณ 2 บาท ต่อกิโลกรัม และสูงสุด ประมาณ 16 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าราคาต่ำกว่านี้คงไม่สู้”

สภาพอากาศที่เย็นมากเกินไป อาจสร้างปัญหาต่อการปลูกหัวผักกาด คุณสมพงษ์ให้รายละเอียดว่า ปัญหาที่พบคือ พอปลูกไปแล้วมีดอก ทำให้หัวไม่สวยและขาดคุณภาพ เนื้อแข็ง สาเหตุที่เกิดเป็นเพราะอากาศเย็นเกินไป ดังนั้น การปลูกเพื่อให้ได้คุณภาพ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกหัวผักกาดในช่วงหน้าหนาว

คุณสมพงษ์ บอกว่า การปลูกหัวผักกาดขายถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับครอบครัว ใช้ทุนไม่มาก แรงงานนอกไม่มี เพราะคนในครอบครัวช่วยกัน การปลูกพืชชนิดนี้ไม่มีอะไรยุ่งยาก เรื่องพื้นที่ปลูก สามารถปลูกได้ทุกแห่ง แต่ควรหาตลาดจำหน่ายก่อนว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขรายละเอียดอะไรบ้าง และเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หมุนเวียนกับพืชอย่างอื่นอีกหลายชนิด อย่าง พริก มันแกว และอื่นๆ ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีราคาดี ดังนั้น รายได้ที่รับจึงมีจุนเจือครอบครัวอยู่ตลอดเวลา

สนใจสั่งซื้อหัวผักกาด ติดต่อได้ที่คุณสมพงษ์ อุทุมพร โทรศัพท์ (087) 950-0498

มารู้จัก หัวไชเท้า กันเถอะ

“ผักกาดหัว” เป็นพืชผักอายุปีเดียว ที่ปลูกกันไว้เพื่อบริโภค ส่วนของรากที่ขยายตัวใหญ่ขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า “หัวผักกาด” อาจจะเป็นสีแดงหรือสีขาวก็ได้ คุณภาพของหัวผักกาดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ การปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยว ถ้าหากปล่อยให้อายุแก่หรือเลยระยะเวลาเก็บเกี่ยวแล้วรากจะขยายใหญ่มากยิ่งขึ้นเพื่อสะสมอาหารสำหรับสร้างดอกและติดเมล็ด เนื้อจะเริ่มฟ่าม มีเส้นใยมากขึ้น

ผักกาดหัว มีชื่ออื่นๆ อีก เช่น ผักขี้หูด ผักกาดจีน ไชโป๊ หรือ ไช้เท้า เป็นต้น สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ซึ่งมีความชื้นในดินสูงพอควร และได้รับแสงแดดตลอดวัน มี pH ประมาณ 5.5-7.0 และอุณหภูมิ ประมาณ 18.5-24 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ผลดีที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม เป็นที่นิยมปลูกกันมากทางภาคตะวันตกของประเทศไทย เช่น แถบจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี

ผักกาดหัว นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารทั้งรับประทานสดหรือดองเค็ม (ไชโป๊) เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงพอควร คือ ในปริมาณ 100 กรัม จะให้โปรตีน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม วิตามิน เอ 10 ไอ.ยู. รวมทั้งพลังงาน 17 แคลอรี นอกจากนี้ ยังมีธาตุอาหารอื่นๆ รวมอยู่อีกมาก

ประโยชน์ของผักกาดหัวไชเท้า

ราก : รสชุ่ม เย็น ละลายเสมหะ แก้พิษ ท้องอืดแน่น เนื่องจากกินมากเกิน เสมหะมากไม่มีเสียง อาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด กระหายน้ำ บิด และปวดหัวข้างเดียว รากทำให้สุก ใช้เป็นยาระบาย สมานลำไส้ บำรุงม้าม ขับเสมหะ เรียกน้ำลาย แก้คันและบำรุงเลือด

เมล็ด : รสเผ็ด ชุ่ม เย็น เมล็ดคั่วแล้วมีรสเผ็ด ชุ่ม สุขุม ใช้เป็นยาระบาย ระงับอาการหอบ ช่วยย่อยอาหาร ขับเสมหะ แก้ไอหอบมีเสมหะมาก ท้องอืดแน่น บิด และแก้บวม

ใบ หรือ ทั้งต้น : รสเผ็ด ขม สุขุม ทำให้เจริญอาหาร แก้ท้องเฟ้อเรอเปรี้ยว ท้องอืดแน่น อาหารไม่ย่อย บิด ท้องร่วง เจ็บคอ ต่อมน้ำนมบวม และน้ำนมคั่ง

ใบสด : คั้นเอาน้ำทา แก้ผิวหนังเป็นผื่นคันมีน้ำเหลือง

เป็ด ไก่ บนดาดฟ้าตึกแถว รูปแบบเกษตรคนเมือง ที่บางเขน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เกษตรคนเมือง

เสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน รูป/เรื่อง

เป็ด ไก่ บนดาดฟ้าตึกแถว รูปแบบเกษตรคนเมือง ที่บางเขน

นอกจากการปลูกผักไว้กินเอง การเลี้ยงไก่ เก็บไข่กินเอง ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ อันเป็นการรองรับเกษตรอินทรีย์ ที่จะมั่นใจได้ว่า ทั้งผักและเนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปทุกวันนั้นปลอดจากสารพิษจริงๆ

สำหรับไก่ไข่พันธุ์แท้ ที่นิยมเลี้ยงกันพันธุ์หนึ่ง นั่นก็คือ ไก่เล็กฮอร์นขาว มีลักษณะที่สำคัญคือ ขนสีขาว ให้ไข่เร็ว ดก เปลือกไข่สีขาว และเริ่มให้ไข่ได้เมื่อมีอายุ 4 เดือน-4 เดือนครึ่ง

ไก่เล็กฮอร์นสีขาวกรงนี้ อยู่ที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร มี คุณก้องเกียรติ ถาดทอง หรือ คุณอั้น เป็นเจ้าของ

คุณอั้น มีอาชีพรับราชการ และเริ่มเลี้ยงไก่เป็นงานอดิเรก เนื่องจากเห็นว่าการเลี้ยงไก่เพื่อเก็บไข่กินเอง ไม่ใช่เรื่องยาก อีกทั้งยังสามารถทำได้ในพื้นที่ที่มีอยู่จำกัด

คุณอั้น บอกว่า การเลี้ยงไก่เพื่อบริโภคเอง ทำให้มีกิจกรรมเพิ่มในครอบครัว และถ้าครอบครัวไหนมีเด็ก ยังเป็นการฝึกให้มีความรับผิดชอบด้วย

สายพันธุ์ไก่ที่คุณอั้นเลือกเลี้ยง ส่วนใหญ่เป็นไก่พันธุ์แท้ ซึ่งนอกจากเล็กฮอร์นแล้ว ก็ยังมีไก่สายพันธุ์บาร์พลีมัธร็อค ไทยบาร์ และแบล็คร็อก หรือฮาโก้

ซึ่งกรงที่เลี้ยง แต่ละกรงใช้พื้นที่เพียง 2×2.5 เมตร และ สูง 2 เมตร โดยปล่อยพ่อพันธุ์ 3 ตัว ต่อแม่พันธุ์ ราว 12-13 ตัว เป็นการเลี้ยงเพื่อจำหน่ายพันธุ์ แต่หากต้องการเลี้ยงเพื่อเก็บไข่กินอย่างเดียว ก็อาจจะเลี้ยงเฉพาะตัวเมีย ซึ่งสามารถให้ไข่ได้ถึง 250 ฟอง ต่อปี

ส่วนไข่ไก่สีขาว ก็ได้มาจากไก่สายพันธุ์เล็กฮอร์นขาว ซึ่งต่างจากไก่ไฮบริด ที่เลี้ยงกันในระดับอุตสาหกรรม สีไข่ไก่ ฟองใหญ่อย่างที่เราคุ้นเคยกัน

คุณอั้น บอกว่า ไก่พันธุ์แท้มีข้อดีคือ เป็นไก่ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนร้อน และทนหนาว เลี้ยงได้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบปิดเหมือนไก่ไฮบริด จากบริษัทใหญ่ๆ

สำหรับการเลี้ยงไก่นั้น คุณอั้น บอกว่า เริ่มต้นใช้ พ่อพันธุ์ 1 ตัว ต่อแม่พันธุ์ 5 ตัว และไก่จะเริ่มให้ไข่เมื่อมีอายุ 5-6 เดือน จากนั้นก็จะไข่ไปเกือบตลอดทั้งปี อาจจะมีเว้นช่วงบ้าง ในช่วงไก่ไม่แข็งแรง แต่โดยเฉลี่ยจะให้ไข่ได้ 250-300 ฟอง และสามารถให้ไปได้ถึง 3 ปี จึงเริ่มปลดระวาง

ส่วนวัสดุรอง คุณอั้นเลือกใช้แกลบ และจะเปลี่ยนทุกๆ สัปดาห์ในช่วงฝน เนื่องจากความชื้นมาก และทุกๆ 2 สัปดาห์ ในช่วงร้อนและหนาว ซึ่งแกลบที่เปลี่ยนออกไป ยังนำไปขายให้กับผู้ปลูกต้นไม้ได้อีก เนื่องจากมีมูลไก่ผสมอยู่ เป็นปุ๋ยได้อย่างดี

ส่วนลูกไก่ อายุ 7 วัน จำหน่ายที่ราคา ตัวละ 50 บาท สำหรับไก่พันธุ์ บาร์พลีมัธร็อก ไทยบาร์ และแบล็คร็อค

และราคา 100 บาท สำหรับสายพันธุ์เล็กฮอร์นหงอนแดง

นอกจากเลี้ยงไก่ไว้เก็บไข่กินแล้ว กรงถัดไป ยังเป็นแพะ 3 ตัว ที่คุณอั้นว่า เลี้ยงไว้รีดนม เนื่องจากนมแพะเป็นนมที่มีประโยชน์และย่อยง่ายกว่านมวัว

โดยกรงแพะ จะยกเป็นใต้ถุนสูง เพื่อเก็บขี้แพะสำหรับใช้เป็นปุ๋ยต้นไม้ได้

ส่วนใต้ถุนสูง ยังได้เป็นที่อยู่ของเป็ด

คุณอั้น เลี้ยงเป็ดสวยงามไว้ 4 สายพันธุ์ 20 ตัว คละกัน คือเป็ดน้ำ วู้ดดั๊ก มินิมัลลาร์ด และแมนดาริน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเป็ดสายพันธุ์เล็ก

พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงเพียง 2×1.5 เมตร และลึกประมาณ 20 เซนติเมตร พอให้เป็ดลงไปว่ายน้ำเล่น เปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์ และจัดสภาพแวดล้อมให้กลมกลืนกับธรรมชาติ โดยบอกว่าตอนนี้เลี้ยงดูเล่นไปก่อน แต่ในอนาคตอาจขยายพันธุ์จำหน่าย อย่างแม่เป็ดตัวนี้เพิ่งฟักไข่ ได้ลูกมา จึงหวงลูก จิกทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ส่วนตัวนี้เป็นพ่อเป็ด มาเฝ้าแม่เป็ดกับลูกเป็ด ไม่ได้ห่างเหมือนกัน

นอกจากนี้ ยังปลูกต้นไม้ไว้หน้ารั้ว ในลักษณะแนวตั้งเพื่อประหยัดพื้นที่ และมีวิธีการให้น้ำแบบหยดในถุงน้ำเกลือ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมให้น้ำ

ใครที่สนใจ จะนำแนวคิดเกษตรคนเมือง พื้นที่น้อย แต่ประโยชน์สูงสุดไปใช้ก็ไม่ว่ากัน ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ คุณก้องเกียรติ ถาดทอง โทร. (081) 643-5140

เกษตรบำบัด กลยุทธ์สร้างคน…ของ อารีย์ เฉลยสุข ผบ. เรือนจำกลางคลองไผ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

เกษตรบำบัด กลยุทธ์สร้างคน…ของ อารีย์ เฉลยสุข ผบ. เรือนจำกลางคลองไผ่

“การใช้เกษตรบำบัดผู้ต้องขัง เป็นเรื่องที่ผมใฝ่ฝันอยากจะเห็น ตั้งแต่เข้ารับราชการที่กรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2516 มาจนถึงวันนี้ รวมเป็นระยะเวลาที่ทำงานมา 41 ปี”

คุณอารีย์ เฉลยสุข ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทุ่มเทในการช่วยเหลือผู้ต้องขัง ด้วยแนวทางที่เรียกว่า “เกษตรบำบัด” ที่วันนี้นอกจากจะเห็นผลแล้ว ยังเป็นหนึ่งแนวทางที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนปัจจุบัน พันตำรวจเอก สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ได้กำหนดให้การใช้เกษตรบำบัดเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่เรือนจำต่างๆ ต้องดำเนินการ

10 ปี กับการทุ่มเท

ด้วยประสบการณ์การทำงานกับกรมราชทัณฑ์อย่างยาวนาน ตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยทำงานควบคู่กับการเรียน จนเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายใน 2 ปีครึ่ง จึงทำให้ ผบ. อารีย์ เห็นความเป็นไปตามระบบหน้าที่การทำงาน และเห็นฝันของตนเอง โดยเฉพาะการใช้หลักด้านเกษตรเข้ามาช่วยบำบัดนักโทษ ที่มุ่งมั่นว่าเมื่อมีโอกาสต้องทำให้ได้

สำหรับการเริ่มต้นทำโครงการเกษตรบำบัดนั้น ผบ. อารีย์ กล่าวว่า จุดที่ได้มีโอกาสลงมือทำจริงๆ คือเมื่อได้ย้ายมารับตำแหน่ง ผบ. เรือนจำจังหวัดนนทบุรี เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งในการเริ่มต้นนั้นได้ใช้องค์ความรู้ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาดำเนินโครงการ

“สำหรับแนวทางของการทำเกษตรที่ผมใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นครั้งแรกเลยคือ เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยได้แนวคิดมาจากการไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อีกทั้งยังเป็นการเกษตรที่ตลาดมีความต้องการสูงมาก ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หากประเทศไทยยังใช้แนวทางการทำเกษตรโดยพึ่งพิงแต่สารเคมี โอกาสในการเป็นครัวของโลกนั้นก็จะแทบไม่มี อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลเสียต่อร่างกายของเกษตรกรผู้ทำด้วย ผมจึงเห็นว่าเป็นแนวทางที่มีประโยชน์และได้นำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ ภายในพื้นที่แปลงเกษตรของเรือนจำคลองไผ่ในวันนี้ทุกอย่างจึงเน้นการปลูกในลักษณะเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด รวมประมาณ 20 ชนิด”

จากแนวคิดที่ได้ จึงได้ถูกนำมาสู่การปฏิบัติโดย ผบ. อารีย์ ได้นำแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ ภายใต้โครงการเกษตรบำบัดไปใช้ครั้งแรกที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี

“ที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรีมีพื้นที่ให้ดำเนินการเล็กนิดเดียว แต่เราก็ทำกัน ซึ่งปราฏกว่าได้รับความสนใจจากผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก” ผบ. อารีย์ กล่าว

จากจุดเริ่มต้น จึงได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่จะนำเรื่องราวของเกษตรบำบัดไปใช้ในเรือนจำต่างๆ ตามที่ได้ย้ายไปรับผิดชอบดูแล ไม่ว่าที่ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร หรือทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี และสุดท้ายมาที่เรือนจำกลางคลองไผ่ ได้มีการนำโครงการเกษตรบำบัดนี้ไปดำเนินการด้วย และทุกที่ล้วนประสบความสำเร็จ

“ทุกที่ต่างมีปัญหาที่เราต้องเข้าไปแก้ไขต่างๆ กัน อย่างที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร มีปัญหาเรื่องดินเค็ม เราก็นำหลักการเกษตรอินทรีย์เข้าไปดำเนินการแก้ไขจนประสบความสำเร็จ สามารถปลูกพืชต่างๆ ได้ผล ส่วนที่บำบัดปทุมธานี นอกจากจะดำเนินการภายในทัณฑสถานแล้ว ยังได้ร่วมมือออกไปช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ทั่วไป อาทิ มูลนิธิพระดาบส เป็นต้น”

แล้วทำไม ต้องเป็นวิชาชีพการเกษตร คำตอบที่ได้จาก ผบ. อารีย์ คือ

“คำถามที่ว่า ทำไม ต้องเป็นเรื่องเกษตร เป็นสิ่งที่คนถามผมเยอะมาก ทั้งๆ ที่มีอาชีพอื่นมากมาย ไม่ว่าเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งกรมราชทัณฑ์มีชื่อเสียงมากมายและยาวนาน แต่จากประสบการณ์ของผมพบว่า ในอาชีพอื่นๆ หากนำมาดำเนินการนั้นผู้ต้องขังไม่สามารถนำไปทำได้ในชีวิตจริง อย่างเช่น อาชีพทำเฟอร์นิเจอร์ขาย เมื่อออกไปแล้ว หากไม่มีทุน ไม่มีโรงงานเองและที่สำคัญวัตถุดิบอย่างไม้ก็หาไม่ได้แล้ว หากไม่มีปัจจัยเหล่านี้ผู้ต้องขังไม่สามารถทำเป็นอาชีพ หรือในเรื่องของศิลปะที่มีการอบรมกันอย่างประสบความสำเร็จ แต่เมื่อพ้นโทษไปแล้ว เขียนรูปออกมาแล้วปรากฏว่าที่ไม่มีที่ขาย โทร. มาให้ช่วยหาตลาดก็ไม่สามารถช่วยได้ เป็นต้น ด้วยแต่ละอาชีพนั้นมีข้อจำกัด จึงทำให้ผมมองว่า ด้านการเกษตรเป็นอาชีพที่เหมาะสมและผู้ต้องขังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง”

“เมื่อผู้ต้องขังกลับไปบ้านและนำหลักการเกษตรอินทรีย์ที่ได้เรียนรู้ไปทำ นอกจากจะทำให้สามารถประกอบอาชีพได้ ยังช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เพราะเป็นการทำเกษตรที่ปราศจากการใช้สารเคมี”

จากจุดเริ่มต้นต่อต้าน วันนี้ยอมรับ

“ตอนที่เริ่มต้นทำใหม่ๆ นั้น เรื่องต่อต้านย่อมมีแน่นอน เพราะในสมัยนั้นผู้บริหารมองกันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ที่จะทำหน้าที่มาสอนในเรื่องการเกษตร แต่ผมมองว่าไม่ใช่ ผมมองว่า ถ้าเราไม่ทำให้ผู้ต้องขังที่ได้รับการกล่าวว่าเป็นคนไม่ดีของสังคม ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการจะมีกักขังเขาอย่างเดียวเพื่อรอวันพ้นโทษนั้น สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อเขาออกไปก็ยังไปสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมเหมือนเดิมอย่างแน่นอน และกว่าจะจับกุมเขาได้อีกครั้งก็ไม่รู้ว่าจะสร้างความเสียหายไปให้ประเทศชาติอีกไม่รู้เท่าไร”

“แต่ถ้าเรายอมสละงบประมาณบางส่วนเพื่อมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาให้กลายเป็นคนดี เป็นที่ยอมรับของสังคม ตัวเขาเองก็จะดีขึ้น ออกไปเขาก็ไม่สร้างความเดือดร้อน ส่วนตัวผมเองนั้นมองว่าเป็นหน้าที่หลักด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ว่าไม่ใช่หน้าที่” ผบ. อารีย์ กล่าว

นอกจากการไม่ยอมรับในแนวคิดและวิธีการทำงานดังกล่าว อีกประการที่เป็นปัญหาและต้องอาศัยกำลังใจอย่างมากในการแก้ไขคือ เจ้าหน้าที่ที่เข้าใจและพร้อมที่ร่วมมือในการทำงาน เพื่อให้โครงการเกษตรบำบัดเกิดขึ้น

“ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัตินั้น แต่เดิมเขาไม่ต้องทำหน้าที่แบบนี้ ทำเพียงควบคุมผู้ต้องขัง แต่เมื่อเรามีนโยบายจะทำ ผมก็ไม่ได้เริ่มด้วยการบังคับให้ทุกคนทำ แต่เริ่มต้นด้วยความสมัครใจ เพราะการทำเกษตรนั้นต้องอาศัยคนที่ใจรักจริงๆ และยอมเสียสละพร้อมทำงานเพื่อส่วนรวม ผมเริ่มต้นด้วยการปลูกฝังแนวคิดให้ก่อน ใครสนใจก็มาร่วมกันทำงาน ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมาก เพราะกว่าเจ้าหน้าที่แต่ละท่านจะมาร่วมทำงานนั้นยากมาก”

“ทำไม ต้องใจรักและเสียสละ เพราะการทำเกษตรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำเป็นเวลา เอาแค่ปลูกพืชผักสักชนิด ถึงเวลาเลิกงานไม่เสร็จ ก็เลิกไม่ได้ เพราะต้องทำให้เสร็จ หรือเสาร์-อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุด ก็ต้องมาดูแลพืชผักที่ปลูก ดังนั้น เรื่องการมีใจรักและเสียสละจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

หลักปฏิบัติที่สำคัญของการใช้เกษตรบำบัดที่ ผอ. อารีย์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในทุกสถานที่ทุกเรือนจำที่ได้เข้าไปรับตำแหน่งรับผิดชอบดูแล เป็นแนวทางของการใช้การเกษตรอินทรีย์ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง และอื่นๆ เข้าไปสนับสนุนให้ผู้ต้องขังได้ทำได้ปฏิบัติจริง เกิดทั้งผลผลิตและทักษะในอาชีพ

“แต่ที่สำคัญ เท่ากับเป็นการหล่อหลอมทำให้ความแข็งกระด้างที่มีอยู่ในตัวผู้ต้องขังน้อยลงไป บางคนแทบไม่เหลือเลย กลายเป็นคนอ่อนโยน เพราะชีวิตของพวกเขาได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ สัตว์ชนิดต่างๆ ที่เลี้ยง ไม่ว่า แกะ แพะ ไก่ ทำให้จิตใจเขาเยือกเย็นลง” ผอ. อารีย์ กล่าว

แต่อีกสิ่งที่ตามมา และนับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ ผบ. อารีย์ ถึงผลแห่งความทุ่มเทคือ ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขัง จากที่เป็นคนไม่เคยทำอะไรกับครอบครัวเลย พ่อแม่ใช้อะไรก็ไม่ทำ เสพยาหรือไปมั่วสุมกระทำความผิดอย่างเดียว แต่เมื่อผ่านการบำบัดตามโครงการแล้ว กลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ

“ทั้งนี้เพราะผู้ต้องขังที่เข้ามาร่วม จะได้รับการมอบหมายให้ดูแลพืชเกษตรที่ปลูก เมื่อผู้ต้องขังต้องดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ที่ปลูก ไม่งั้นต้นไม้จะตาย จึงเป็นการค่อยๆ สร้างความรับผิดชอบและกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาไป เมื่อกลับไปอยู่บ้านได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจทั้งในตัวเขาและครอบครัว โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่”

อีกสิ่งที่ได้คือ การรู้ทำงานเป็นทีม เพราะการทำการเกษตรนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองเพียงคนเดียว ต้องช่วยเหลือกันและกัน ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม

“ความภาคภูมิใจในผลสำเร็จ เป็นสิ่งที่ผมเห็นจากผู้ต้องขังทุกคนที่ได้มาเข้าร่วมในโครงการเกษตรบำบัดที่เราทำ เพราะเมื่อเขาปลูกผักในเวลา 45 วัน จะเห็นทั้งผักที่เติบโต สามารถเก็บนำไปปรุงอาหารหรือเก็บจำหน่ายมีคนมารับซื้อ นั่นคือความภาคภูมิใจที่ทุกคนมีเมื่อเห็นความสำเร็จของตนเอง รู้ว่าตัวเองนั่นมีคุณค่ามากขึ้น”

ผบ. อารีย์ กล่าวต่อไปทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำภายใต้โครงการเกษตรบำบัดนั้น ไม่ได้มุ่งหวังที่ว่าผู้ต้องขังนั้นจะต้องกลับไปเป็นเกษตรกร เพียงแต่ให้เกิดความภาคภูมิใจ มีความรับผิดชอบด้วยตนเอง นั่นคือ สิ่งที่ต้องการและดีที่สุด

“แต่หลายคนก็สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้กลับไปทำเกษตรที่บ้านของตนเอง รวมถึงอีกส่วนหนึ่งก็สมัครใจอยู่ทำงานกับโครงการเกษตรบำบัดที่เรือนจำคลองไผ่ เพราะที่นี่เรามีนโยบายตามโครงการคืนคนดีสู่สังคมของกระทรวงยุติธรรม ในการจ้างแรงงานผู้ที่พ้นโทษแล้ว และไม่อยากกลับไปอยู่บ้านในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ให้เข้ามาทำงาน โดยมีเงินเดือนให้ 8,000-9,000 บาท ต่อเดือน” ผบ. อารีย์ กล่าว

ตั้งเรือนจำคลองไผ่

เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์

ผบ. อารีย์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ นอกจากการได้รับการยอมรับจากกรมราชทัณฑ์และกำหนดเป็นนโยบายให้ทุกเรือนจำจัดทำแปลงเกษตรเพื่อเป็นสถานที่อบรมความรู้ให้กับผู้ต้องขังแล้ว ในส่วนของเรือนจำคลองไผ่ ยังได้รับการอนุมัติในหลักการให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ขึ้นจากกระทรวงยุติธรรม

“ศูนย์ที่จะเกิดขึ้นนี้ นอกจากจะเป็นสถานที่อบรมให้ความรู้แก่ผู้ต้องขัง และเจ้าหน้าที่แล้ว ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย พร้อมกันนี้ภายในศูนย์ยังจะมีจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตได้ รวมไปถึงการรองรับกิจกรรมท่องเที่ยวด้านเกษตรเพื่อให้ผู้สนใจได้มาเยี่ยมชม”

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกิจกรรมที่ ผบ. อารีย์ บอกว่า อยากให้เกิดขึ้นที่เรือนจำคลองไผ่ นั่นคือ ศูนย์อาหารจากเกษตรอินทรีย์นานาชาติ

“ตอนนี้มีประเทศต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 30 ประเทศ ให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วม โดยทุกประเทศพร้อมที่จะออกทุนในการดำเนินการเอง เพียงแต่เราจัดการในเรื่องสถานที่ที่ตั้ง และเอาอาหารจากเกษตรอินทรีย์มาจำหน่าย ซึ่งตอนนี้ทางกระทรวงยุติธรรมได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว รอแต่เพียงการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการเท่านั้น คาดว่าไม่เกิน ปี 2560 จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ผบ. อารีย์ กล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน 2556 ที่จะถึงนี้ ผบ. อารีย์ จะเกษียณอายุราชการ โครงการเกษตรบำบัดที่ได้ริเริ่มและดำเนินการมาถึงวันนี้ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ห่วงและอยากให้เกิดการสานต่อและพัฒนาไปสู่เป้าหมาย เพื่อประโยชน์ของผู้ต้องขังและประชาชนที่สนใจทั่วไป

นี่จึงเป็นอีกผลงานหนึ่งที่จารึกไว้ โครงการเกษตรบำบัด โดย ผบ. อารีย์ เฉลยสุข…

สัมมนา “อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง” “พัฒนาการผลิตมะม่วงของไทย” (ตอนที่ 2)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนฯ สัมมนา

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สัมมนา “อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง” “พัฒนาการผลิตมะม่วงของไทย” (ตอนที่ 2)

เทคโนฯ สัมมนา ฉบับนี้ยังคงเป็น เรื่องการสัมมนา…อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง สำหรับตอนที่จะนำเสนอนี้ จะปูพื้นให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบภาพกว้างในมุมสาระความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไปในการผลิตมะม่วง

ก่อนจะเข้ารายการบรรยาย อาจารย์ประเวศ แสงเพชร เจ้าของคอลัมน์ตอบปัญหาด้านเกษตร ในนิตยสารเทคโนฯ “หมอเกษตร ทองกวาว” เป็นคอลัมน์ยอดฮิต ที่มีแฟนมากมายทั่วประเทศ รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าสัมมนาและบอกว่า…

กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มองเห็นความสำคัญของมะม่วงในหลายเรื่อง จึงมีการจัดสัมมนาขึ้นมา ในหัวข้อ อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจ มะม่วง และเป็นหัวข้อใหญ่ในการจัดงานครั้งนี้ แต่สำหรับรายการบรรยายในช่วงแรก จะเป็นเรื่องการพัฒนาการผลิตมะม่วงไทย โดยมีวิทยากร จำนวน 3 ท่าน

แต่ก่อนที่จะฟังข้อมูลสาระจากทีมวิทยากร ผมอยากจะขอกล่าวเกี่ยวกับ มะม่วงของไทยว่า สมัยเรียนหนังสือต้องท่องจำว่า มะม่วง มีถิ่นกำเนิดที่อินเดีย หรือ มะปราง มีถิ่นกำเนิดที่พม่า หรือ มะขาม มาจากทางเอธิโอเปีย เพราะฉะนั้นถ้าได้เดินท่องป่าลึกๆ จะไม่พบมะม่วง แต่อาจพบเห็นบ้างตามขอบชายป่าที่มีบ้านเรือนของชาวบ้าน นั่นเป็นมะม่วงป่า มะม่วงกะล่อนขนาดเล็ก

เพราะฉะนั้นถึงแม้ในอดีตมะม่วงจะเดินทางมาไกล แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า พอมาอยู่ในเมืองไทยแล้วมีความยั่งยืน ดังนั้นลำดับแรกนี้จึงขอเรียนเชิญ คุณมนู โป้สมบูรณ์ จากกรมส่งเสริมการเกษตร ที่จะมาพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไปของการผลิตมะม่วง

คุณมนู กล่าวว่า คนที่มาร่วมในงานครั้งนี้ ถือว่ารักและสนใจมะม่วงอย่างแท้จริง เมื่อสมัยที่เข้าทำงานใหม่ๆ ถ้าพูดถึงมะม่วงไทยที่มีการจัดวงพูดคุยกันระหว่างผู้ผลิตมะม่วงอาวุโสหลายท่าน อาทิ เฮียซุย พี่เอื้อน พี่เที่ยง รวมถึงตัวผมเพราะในคราวนั้นพืชผลที่ผมต้องเข้ามาดูแลส่งเสริมคือ มะม่วง หลายท่านมีทัศนคติมุมมองเกี่ยวกับมะม่วงว่าถ้าต้องชกกับภายนอกคงจะต้องเหนื่อยมาก เพราะคนทั้งโลกจะรู้จักมะม่วงสีอย่างเดียว

สำหรับช่วงแรกที่มีการส่งเสริมเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 หรือน้ำดอกไม้สมุทรปราการ พันธุ์นี้ในช่วงแรกจะเห็นว่าผลมีสีเขียวอมเหลือง แม้จะสุกแก่อย่างไร ก็ไม่มีสีเหลืองล้วนทั้งผล ซึ่งเป็นที่หนักใจมาก แต่พอเวลาผ่านไป มีการค้นพบน้ำดอกไม้สีทองขึ้น และนั่นเป็นจุดเปลี่ยน เพราะมีผิวเปลือกหนา รูปลักษณะภายนอกดี สวย เนื้อผลมีสีเข้ม ที่สำคัญต้านทานโรคได้ดี

ผมจึงเข้าไปส่งเสริม เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาส แต่พอถึงโรงอบของทางญี่ปุ่น เขาถามว่า คุณนำอะไรมา? เพราะน้ำดอกไม้เป็นมะม่วงสุกซึ่งจะอบไม่ได้ ผมจึงอธิบายว่าพันธุ์นี้เป็นโคนใหม่ที่มีสีเหลืองทอง ดังนั้น จึงพิสูจน์ด้วยการผ่าให้ดูว่าเนื้อภายในมีสีขาว แล้วนำมะม่วงสุกชนิดอื่นมาเทียบเคียง ปรากฏว่าทางญี่ปุ่นยอมรับ มะม่วงสีทอง

ในยุคที่โด่งดังของสีทองได้มีการพัฒนาด้วยการใช้ถุงคาร์บอนห่อผล แล้วสามารถทำให้ เบอร์ 4 ที่เคยมีปัญหาเปลี่ยนมาเป็นสีเหลืองทั้งผล

เพราะฉะนั้นในคราวที่จัดงานมะม่วงขึ้นที่กรมส่งเสริม เล่นเอาเซียนมะม่วงหลายท่านประหลาดใจ และสงสัยแยกไม่ออกระหว่าง เบอร์ 4 กับสีทอง ทั้งนี้เป็นผลมาจากถุงคาร์บอน เพราะมีความพิเศษเนื่องจากไปทำลายคลอโรฟิลล์ ดังนั้น จึงเป็นยุคเปลี่ยนของวงการมะม่วงในคราวนั้น

ผมถือว่า มะม่วง เป็นผลไม้ชั้นครูที่เป็นต้นแบบชั้นเยี่ยม อยากจะถามว่าพื้นที่ปลูกมะม่วงที่มีอยู่ จำนวน 2 ล้านกว่าไร่มะม่วงไม่เคยมีปัญหาด้านการเรียกร้องอะไรเลย และขณะนี้ความเป็นครูคงไม่พอแล้ว เพราะด้านความแข็งแกร่งการต้านทานโรคแมลงและปัญหาอื่นๆ ของมะม่วงตอนนี้สามารถควบคุมการปลูกได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นอะไรอยู่ตรงไหน อะไรที่น่ากลัว มีตลาดที่ไหน และควรจะหลบหลีกการผลิตกันอย่างไร เพื่อไม่ให้ชนกัน เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับมะม่วงในยุคปัจจุบันแล้ว

ที่บอกอย่างนี้ เพราะไม่มีความเดือดร้อนต่อการผลิตมะม่วงทั้งระบบ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากความสามารถในการยกระดับคุณภาพได้เอง ขณะนี้กลุ่มมะม่วงมีอำนาจต่อรอง ผู้ผลิตไม่เคยง้อ มีแต่ตลาดต้องง้อ ทั้งนี้เพราะมะม่วงไม่เคยมีปัญหาอย่างไม้ผลชนิดอื่น

ได้เจอผู้ปลูกลำไยรายใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ฉะเชิงเทรา เขาบอกถึงอนาคตมะม่วงว่า น่าจะไปได้ดีกว่า ทั้งนี้เพราะปลูกลำไยใช้เวลา 6 เดือน กว่าจะได้เงิน แต่มะม่วงใช้เวลาเพียง 3 เดือน เท่านั้น และได้บอกว่าขณะนี้คนกลุ่มใหญ่ทางภาคเหนือเริ่มเดินทางเข้ามาสู่วงการมะม่วงกันแล้ว

คราวนี้มาที่ฤดูกาล จะเห็นว่าช่วงของมะม่วงจะอยู่ราวเดือนมีนาคม-กรกฎาคม ดังนั้น ถ้าต้องการทำในแบบส่งออก จะต้องระวังในช่วงเดือนดังกล่าว เพราะหลายประเทศจะทำกันในช่วงเดียวกัน และถ้ามองไปที่ประเทศต่างๆ ที่มีบทบาทเรื่องของมะม่วงจะพบว่า เม็กซิโก อยู่ที่อันดับ 4 แต่ของเขาผลิตเพื่อการค้า ต่างกับของเราที่ผลิตออกมาบริโภคกันมากกว่า ส่วนอินเดียและบราซิลติดอันดับการผลิตส่งออกด้วย

พอมาดูว่าทิศทางมะม่วงของไทยจะไปทางไหนบ้าง ก็จะเห็นว่าไปทางประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ส่วนทางยุโรปมีถึงรัสเซีย

สำหรับวันนี้ทุกท่านที่เดินทางมาก็อยากจะรู้ว่า แล้วจะได้อะไรกลับไปบ้าง หรือคิดว่าควรจะตัดสินใจอย่างไรกับมะม่วง อยากจะบอกว่าปีนี้สถานการณ์การผลิตมะม่วงถือว่านอกเหนือจากการควบคุมสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ฤดูกาลถูกเปลี่ยนไป 20-30 วัน ซึ่งกลุ่มที่ไม่ได้ทำเพื่อการค้า จะไม่ได้ผลติดลูกเลย ยกเว้นอกร่อง และพิมพ์เสน

ทางด้านปริมาณการส่งออกมะม่วง จะพบว่า ปี 2556 มีจำนวน 6.7 หมื่นล้านตัน มีมูลค่า 2 พันกว่าล้านบาท แต่ถ้าเป็นมูลค่าการส่งออกมะม่วงที่แยกตามผลิตภัณฑ์แล้ว ด้านการส่งออกเป็นผลสดจะมีน้อย มีข้อจำกัดเรื่องการขนส่ง มีการบอบช้ำจากการขนส่ง เรื่องโรค และมีการทำอบแห้งเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ มีการแช่แข็งเพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าในจำนวนมะม่วงที่ผลิตออกมาทั้งหมดมีแหล่งจำหน่ายรองรับอยู่แล้ว

เมื่อคราวที่เดินทางไปประชุมมะม่วง ได้เห็นว่า มีบริษัทหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ส่งออกแบบสด อีกแห่งทำเป็นรูปการบริโภคสด มีบริษัทแช่แข็งและแปรรูปเดินทางไปร่วมประชุมด้วย ซึ่งทุกภาคส่วนทำงานเป็นทีมไปพร้อมกัน ดังนั้น มะม่วงของท่านจึงมีเส้นทางเดินที่ชัดเจนมาก

อีกรูปแบบหนึ่งคือ ผู้ส่งออกรับซื้อทั้งหมด แล้วไปคัดเกรดเอง แต่มะม่วงกระป๋องมักไม่นิยมใช้น้ำดอกไม้ ส่วนผลสดนั้นตลาดที่นิยมคือ ที่เวียดนาม เพราะเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา คนเวียดนามบริโภคมะม่วงมากขึ้น โดยเฉพาะเขียวเสวย ฟ้าลั่น และเพชรบ้านลาด นอกจากนั้น ตลาดที่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ก็มีมาก

พอมาถึงเรื่องแนวทางการพัฒนามะม่วง กับพบว่าสิ่งที่เป็นความสำคัญเพื่อให้มะม่วงสามารถเดินต่อไปได้จากที่เคยอยู่แบบกระจัดกระจาย จนปัจจุบันสามารถรวมกันได้เป็นกลุ่มก้อนที่ชัดเจน คือการรวมกันในรูปแบบสมาคมมะม่วง แต่ทั้งนี้คิดว่าความเข้มแข็งของสมาคมควรจะมีให้มากขึ้นไปอีก เพราะต้องการให้คนทั้งประเทศมารวมตัวกันในสมาคมมะม่วงให้มากขึ้น และทำอย่างไรจะให้มะม่วงของเราไปให้ได้และไปให้ไกล

อย่างไรก็ตาม จากการนั่งคุยกันในหลายเรื่องจะมีทิศทางที่มองเห็นอย่างเดียวคือ ควรสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรก่อน เพราะทุกวันนี้ถ้าจะสื่อสารกันได้ ควรมาจากกลุ่มองค์กรที่จะสื่อสารกัน แต่ถ้าต่างฝ่ายสื่อกันเองคงเป็นการยากที่จะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป

ดังนั้น คงต้องช่วยกันผลักดันให้องค์กรมีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากจะเชิญชวนทุกท่านที่ยังไม่ได้เข้ากลุ่มให้มาสมัครเป็นสมาชิกของสมาคม ตอนนี้มีอยู่จำนวน 38 กลุ่มการค้า ความจริงมีมากกว่านี้ แต่ที่ดูจะเข้มแข็งมีอยู่ 38 กลุ่ม อีกทั้งได้มีการจดทะเบียนกันเรียบร้อยแล้ว จึงอยากจะเรียนว่าถ้าสามารถสร้างกลุ่มให้มีความเข้มแข็งได้แล้ว ด้านคุณภาพคงให้ทางภาครัฐช่วยผลักดัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว หากผู้บริโภคเห็นมะม่วงที่บรรจุในกระป๋องสวยๆ มีสติ๊กเกอร์รับรองก็จะสร้างความมั่นใจต่อการบริโภคได้ ซึ่งอีกไม่นานเมื่อเปิด AEC จะมีผู้คนผ่านไป-มาจำนวนมาก การมีมะม่วงในกล่องหรือวางโชว์เป็นลูก แล้วมีสติ๊กเกอร์บนผลมะม่วงแล้วความน่าสนใจจะมีมากและสินค้าสามารถขายได้แน่นอน

ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงความก้าวหน้าด้านมะม่วงของผู้ประกอบการบางราย อย่างของกลุ่มสหกรณ์ฯ ของ คุณศักดิ์ดา ขันติพะโล อยู่ที่ฉะเชิงเทรา ถึงขั้นของการทำ QR CODE แล้ว และท่านสามารถใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปแล้วโฟกัสไปที่เครื่องหมายสี่เหลี่ยมเท่านั้นก็รับรู้ได้ว่ามะม่วงผลนั้นมาจากไหน และใครผลิต

ทั้งนี้ คุณศักดิ์ดา ได้เริ่มจากการทำบาร์โค้ดก่อน จากนั้นจึงปรับเปลี่ยนมาเป็น QR CODE ในเวลาต่อมา ที่กล่าวมาเพราะต้องการให้ทุกคนไปถึงจุดนั้น ควรมีการรับรองคุณภาพกันทั่วหน้า เพราะถ้าทำได้ดีมีคุณภาพแล้ว ต้องกล้ารับรอง ทั้งนี้ จะทำให้มะม่วงของเรามีจุดแข็งทันที

เพราะสิ่งที่ผมอยากจะฝากมากที่สุดคือ เรื่องคุณภาพและการรวมตัว เพราะผลของการรวมตัวได้อย่างเข้มแข็งจะทำให้ท่านสามารถตั้งราคาได้เอง มีการควบคุมราคาปัจจัยการผลิตได้ สามารถถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันและกันได้ เพราะเทคโนโลยีการเกษตรไม่มีวันหยุด จะมีความเปลี่ยนแปลงไปตลอด ฉะนั้นการรวมกลุ่มกันจะทำให้สามารถรับรู้ว่าในปัจจุบันมีอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจและเกิดประโยชน์ขึ้นมาบ้าง

ผมจึงได้รวบรวมองค์ความรู้จากคนที่ทำมะม่วงแล้วประสบความสำเร็จ จากในจำนวน 38 กลุ่ม ดังกล่าว มาลงในหนังสือ เพื่อเป็นการถอดองค์ความรู้ของการผลิตมะม่วงแบบมืออาชีพ ทั้งนี้ เนื้อหาในหนังสือจะบอกเล่าเรื่องราวของมะม่วงในทุกขั้นตอนจนกระทั่งนำไปบรรจุขาย

ดังนั้น ถ้าจะให้สรุปตรงนี้ คือหากท่านรักมะม่วง จะปลูกทั่วไปตามบ้านคงไม่เป็นไร แต่เมื่อใดที่ท่านคิดจะทำแบบเป็นอาชีพจริงจังแล้ว ควรจะไปเข้ากลุ่มทันที ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เท่าทันกับสถานการณ์ที่พร้อมจะเดินหน้าไปด้วยกัน และอย่าไปกลัวว่าจะแย่งกันขาย

สุดท้าย ช่วงแรกอยากจะฝากท่านว่า นอกจากจะได้รู้เท่ากันว่าเราอยู่ตรงไหน ทำอะไรบ้างแล้ว อยากจะบอกว่าเราจะต้องต่อสู้กับเพื่อนของเรา เพราะสถานการณ์เรื่องมะม่วงของเราเริ่มแย่แล้ว วันนี้มากันแบบไฟเย็น เพราะมะม่วงแก้วขมิ้น หรือแก้วละเมียด ที่มีรสชาติอร่อย กำลังเข้ามาอยู่ตามแหล่งต่างๆ ใกล้บ้านท่านแล้ว และได้ตีมะม่วงไทยแล้ว

“ดังนั้น คนที่ดูไม่ออกอาจคิดว่า เป็นมะม่วงมันเดือน 9 และพรรคพวกที่ฉะเชิงเทราต่างร้องกันว่า “แย่…แล้ว มันเดือน 9 สู้ไม่ไหวแล้ว” เพราะแก้วขมิ้นอวบกว่า และมีสีเนื้อผลเหลือง หากได้นำไปทำมะม่วงน้ำปลาหวานจะมีรสชาติเหมาะมาก อีกทั้งคนทางภาคใต้ยังมาสั่งซื้อแก้วขมิ้นไปฝากกันด้วย สำหรับในช่วงแรกขอจบการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ก่อน”

(อ่านต่อฉบับหน้า)

อาหารบ้านป่า : น้ำพริกผักทอด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

อาหารบ้านป่า : น้ำพริกผักทอด

ช่วงวันหยุดสงกรานต์ หนีกรุงไปลองใช้ชีวิตบ้านป่าอยู่แถวอำเภอสีคิ้ว กินลม ชมดาว กินข้าวแบบชาวบ้าน คือหุงหาอาหารตามมีตามเกิดจากพืชผักที่ปลูกไว้ตามรั้วบ้าน

ปรากฏว่าได้อาหารหรูแบบเหลายังอายมาหลายจาน

เมนูที่เพื่อนๆ โปรดปรานที่สุดคืออาหารที่เรียบง่ายอย่างยิ่งแต่อร่อยเลิศเป็นที่สุด นั่นคือ น้ำพริกกะปิ กินกับชะอมชุบไข่ทอด และมะเขือยาว ซึ่งทำมา 2 แบบ คือ ชุบไข่ทอด และเผาให้สุกเท่านั้นเอง

ทำเสร็จออกมาแล้วจัดใส่จาน ทุกคนซี้ดซ้าดกันแบบไม่มีใครเกรงใจใคร และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยกว่าที่เราสั่งกินกันตามร้านอาหารทั่วไปทั้งหมดที่เคยกินมา

ก็จะไม่ให้อร่อยอย่างไรเล่าคะ ในเมื่อทั้งผักชะอมและมะเขือยาวนั้นเพิ่งเด็ดออกมาจากต้นใหม่ๆ เข้าครัวเดี๋ยวนั้น ปรุงกินกันเดี๋ยวนั้น

ความหวานสดของผักจึงยังฉ่ำอยู่ในรสสัมผัส

ในบ้านไร่ปลูกชะอมไว้มากมาย เสียบกิ่งไว้ตรงไหนก็ดูเหมือนจะขึ้นกันง่ายๆ ไปเสียทุกที่ แต่วิธีเหมาะที่สุดในการปลูกชะอมน่าจะเป็นการปลูกทำแนวรั้ว

เพราะชะอมมีหนามแหลมคม สามารถป้องกันการรุกล้ำของแขกแปลกปลอมได้ดี ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงของไร่ใกล้เคียงที่มักจะชอบแอบบุกรุกมากินพืชผลในสวนของเรา รวมทั้งสัตว์ร้ายที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ แม้กระทั่งสุนัขจรจัดทั้งหลายที่เที่ยวหาของกิน สร้างความรำคาญไปทั่ว

คือถ้าเรายังไม่ใช้ชีวิตแบบที่ชาวบ้านเขาอยู่กินกันจริงๆ เราก็จะไม่มีวันรู้ว่าพวกหมาแมวจรจัดในชนบทนั้นร้ายกาจกว่าหมาแมวจรจัดตามบ้านจัดสรรไม่รู้กี่เท่า เพราะพวกมันไม่ได้เกรงกลัวเลยว่าใครจะเป็นเจ้าของบ้านตัวจริง แค่มีรูให้ลอดผ่านรั้ว มันก็ดอดเข้ามาทุกเวลา

ผลพลอยได้ของการมีรั้วไม้หนามที่ดีเลิศก็คือ การได้กินยอดผักแสนอร่อยที่มีให้เด็ดกินได้ตลอดทั้งปี ไม่เว้นแม้แต่ในฤดูร้อนแล้ง ส่วนในฤดูฝนนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ทันทีที่ฝนแรกพรมลงมา ชะอมก็เริงร่าระบัดยอดอ่อนอยู่พราวต้น

ยิ่งเก็บยิ่งแตก ยิ่งกินยิ่งโต…ผักอะไรก็ไม่รู้ น่ารักเสียจริง ปลูกก็ง่าย กินก็อร่อย

ฉันบอกไม่ถูกว่า ทำไม ถึงชอบกินชะอมนัก ทั้งที่เป็นยอดผักที่ไม่ค่อยดีต่อคนที่มีปัญหาโรคข้ออักเสบเท่าใดนัก เพราะในชะอมมีปริมาณกรดยูริกค่อนข้างสูงเหมือนกับผักที่กินยอดอื่นๆ

เสน่ห์ของชะอมคงจะเป็นกลิ่นรสเฉพาะตัวที่ฉุนออกไปทางเหม็นติดปากติดฟัน แต่พอเอามากินกับอาหารที่เข้ากันแล้วช่างให้รสชาติโอชะเหลือกำลัง

กลิ่นฉุนแต่จืดของชะอมนั้น เหมาะยิ่งนักที่จะใส่ลงไปในน้ำแกงที่มีรสเข้มข้นอย่างแกงอ่อม แกงลาว แกงแค ซึ่งมีรสนัวของน้ำปลาร้าเป็นตัวชูโรง มีกลิ่นชะอมผสมลงไปกลายเป็นของที่เข้ากันดี๊ดี

หรือไม่ก็ต้องกินชะอมกับน้ำพริกที่มีรสจัดจ้าน ยอดชะอมต้มหรือลวกกินกับน้ำพริกปลาป่นแบบอีสานเข้ากันดีมาก แต่ที่ฉันโปรดปรานยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ ชะอมชุบไข่ทอด กินกับน้ำพริกกะปิ

กลิ่นกะปิกับกลิ่นชะอมทอดไข่นั้นราวกับออกแบบมาให้เป็นของคู่กันเหมือนฝากับหม้อจริงๆ

เข้าใจว่าโปรตีนในไข่เมื่อทอดรวมกับชะอมก็จะเข้าไปรัดตัวผักให้เกิดรสชาติผสมผสานกันขึ้นมาเป็นรสใหม่ระหว่างความหอมนุ่มนวลของไข่กับกลิ่นอันฉุนเฉียวของชะอม มีน้ำมันร้อนๆ เบรกกลิ่นแรงๆ ให้เพลาลง พอผักสุกก็จะกรอบนอกนุ่มใน

วางชะอมชุบไข่ทอดลงไปบนข้าวสวยร้อนๆ ตักน้ำพริกกะปิรสเข้มถูกใจเหยาะลงไปนิดหน่อย…สวรรค์ของอาหารไทยอยู่ที่ปลายลิ้นในนาทีนั้น นั่นเอง!

ว่ากันว่า ชะอม ที่รสอร่อยควรเป็นชะอมหน้าแล้ง (อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นกระบวนการทางการตลาดที่จะปั่นราคาชะอมหรือเปล่านะ) ซึ่งฉันเองก็แยกไม่ออกหรอกนะว่ามันอร่อยต่างกันมากน้อยแค่ไหน เพียงแต่ได้ยินคนเฒ่าคนแก่เขาพูดกันว่าชะอมหน้าฝนจะมีรสเปรี้ยว กลิ่นฉุนจัด และบางครั้งทำให้ปวดท้องง่าย

แต่เท่าที่เรากินชะอมกันตอนช่วงสงกรานต์หลังจากฝนลงใหม่ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกเลยนะว่าจะมีรสเปรี้ยวหรือฉุนจัดกว่าที่เคยกินมา ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ว่าเดือนเมษายนยังไม่เข้าสู่ฤดูฝนเต็มตัว

นอกจากเป็นผักที่อร่อยเลิศแล้ว ในทางสมุนไพร ชะอมยังมีฤทธิ์ช่วยลดความร้อนของร่างกายได้ดี มีวิตามินเอสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว แต่สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งมีลูกอ่อน คนโบราณบอกว่าไม่ควรกินชะอมเพราะจะทำให้น้ำนมแห้ง…อันนี้จริงหรือไม่จริงก็ยังไม่เคยพิสูจน์ด้วยตนเองค่ะ

ยอดชะอมเป็นผักที่ให้พลังงานไม่สูง ถ้ากินแบบลวกหรือต้มไม่มีน้ำมันเลย ในปริมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานเพียง 57 กิโลแคลอรี ซึ่งในจำนวนนี้ประกอบด้วย เส้นใย 5.7 กรัม แคลเซียม 58 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 80 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10066 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.25 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 58 มิลลิกรัม

ดังนั้น ถ้าใครคุมน้ำหนักอยู่ก็ควรจะกินชะอมแบบต้มหรือลวก (ซึ่งอร่อยสู้แบบทอดไม่ได้)

คนเมืองกรุงที่อยากปลูกชะอมไว้กินเองที่บ้านแต่ไม่มีพื้นที่มากจะลองปลูกในกระถางก็ได้นะ แต่คงต้องใช้หลายกระถางหน่อย ไปหาซื้อต้นพันธุ์ได้เลย มีขายทั่วไป แม้แต่ตลาดนัดจตุจักร หรือถ้าอยากทดลองปักชำเองก็ไปขอแบ่งตัดกิ่งจากต้นของเพื่อนบ้านมาสักสองสามกิ่งก็ได้

การปลูกโดยวิธีปักชำทำได้ง่ายและขึ้นได้ดี เหมาะกับมือสมัครเล่นทั่วไป แต่คนที่เขาพัฒนาพันธุ์ชะอมเพื่อการค้าจริงจังมักจะใช้วิธีตอนกิ่งหรือการโน้มกิ่งลงดินโดยไม่ได้ต่อตาหรือชำกิ่ง แต่ที่ได้ผลที่สุดและนิยมในหมู่ผู้เพาะเลี้ยงชะอมขายเป็นอาชีพ ก็คือการเพาะเมล็ด เนื่องจากจะได้ต้นที่แข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศและต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดยังมีหนามมากกว่าการปลูกด้วยวิธีอื่น

อยากแนะนำให้ปลูกชะอมกินเองค่ะ เพราะจะทำให้เราได้พืชผักที่ปลอดสารพิษได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

หลายท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าชะอมที่เราซื้อกันตามตลาดสด ที่เขามัดเป็นแพ ขายกำละ 10-15 บาทนั้น เป็นชะอมที่เขาขุนมาจากไร่ที่ปลูกเพื่อตัดยอดขายโดยเฉพาะ ซึ่งต้องเร่งยอดให้แตกตลอดปี และฉีดยาฆ่าแมลงกันเป็นล่ำเป็นสัน

ได้ยินมาว่าในช่วงที่มีหนอนลงกินยอดชะอมนั้น เกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ฉีดยาฆ่าแมลงทุกๆ 8 วัน เลยทีเดียว ซึ่งเราไม่มีโอกาสรู้เลยว่าชาวสวนเขาจะทำตามกติกาของการใช้ยาฆ่าแมลงหรือไม่

กติกาที่ว่านั้นคือควรเก็บเกี่ยวยอดชะอมหลังฉีดยาแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน

คิดดูก็แล้วกันว่า ถ้าเราไปเจอชะอมจากสวนที่เกษตรกรไม่มีความรับผิดชอบ จะเกิดอะไรขึ้น

ทีนี้อยากรู้ไหมว่า ทำไม ผักชะอมที่เราซื้อจากตลาดสดจึงไม่หวานอร่อยเหมือนกับชะอมที่เราเพิ่งเก็บมาจากต้นที่บ้านของเราใหม่ๆ

ชาวสวนเขาทำกันแบบนี้ค่ะ

ปกติแล้วในฤดูแล้ง โดยเฉพาะหน้าหนาว ชะอมจะค่อนข้างแพงกว่าฤดูอื่นเพราะแตกยอดช้า ต้องรอ 3-4 วัน จึงจะเก็บยอดได้รอบหนึ่ง แต่ในฤดูอื่นถ้าหากเลี้ยงบำรุงดีๆ สามารถเก็บได้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นเลยทีเดียว

วิธีเก็บยอดชะอมให้สวย เขาจะเก็บยอดที่ยาวราว 6-10 เซนติเมตร พอเก็บได้สัก 3 กำมือ ก็จะนำไปมัดแล้วจุ่มแช่ในถังน้ำ 3 นาที จากนั้นนำผ้าสีเข้มชุบน้ำพอเปียก ปูในตะกร้าแล้วนำผักชะอมที่แช่น้ำใส่ลงไปในผ้า นำชายผ้าคลุมยอดผักชะอมให้อยู่ในตะกร้ามิดชิด เป็นการรักษายอดให้ใหม่สดเสมอ

คิดดูก็แล้วกันว่าผักที่โดนจุ่มลงไปในน้ำตั้งหลายนาทีแบบนั้น ย่อมดูดซึมน้ำเข้ามาไว้ในเนื้อเยื่อพอสมควร กว่าผักจะเดินทางไปถึงตลาด กว่าจะขายได้มาถึงมือเรา เผลอๆ เราอาจทิ้งไว้อีกเป็นวันกว่าจะลงมือปรุงอาหาร แบบนี้รสชาติหวานอร่อยของผักแทบจะไม่เหลือเลยค่ะ ไม่ต้องพูดถึงว่าน้ำที่แช่ผักนั้นจะสะอาดหรือไม่นะคะ

อีกปัญหาหนึ่งที่ชาวสวนมีประสบการณ์และบอกต่อๆ กันมาคือ ถ้าเก็บยอดชะอมแล้วทิ้งไว้นานโดยปล่อยให้โดนอากาศและแสงโดยตรง จะเกิดปฏิกิริยาทำให้ชะอมมีกลิ่นฉุนจัดรุนแรง ทำให้ไม่เป็นที่นิยมของตลาดค่ะ

ดังนั้น จึงไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าหาชะอมมาปลูกไว้ริมรั้วบ้านของเราสักสามสี่ต้น

ส่วน มะเขือยาว นั้น ในบ้านเราก็มีให้กินได้ทั้งปีแทบไม่มีขาดตลาดเลย และราคาก็ถูกแสนถูก…บางทีถูกเสียจนคนซื้ออดสงสารชาวสวนไม่ได้

กว่าจะเลี้ยงดูให้ต้นโตแข็งแรงออกดอกออกผลจนเก็บได้ ใช้เวลาหลายเดือนอยู่ แต่พอเก็บผลผลิตมาขายถูกแสนถูก

ท่านใดสนใจติดตามราคาซื้อขายสินค้าในแต่ละวันให้เข้าไปดูราคาจริงในตลาดได้ที่เว็บไซต์ของตลาดสี่มุมเมืองหรือตลาดไทก็ได้นะคะ

แล้วก็อย่าตกใจถ้าเห็นว่าราคามะเขือยาวนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาตลอด อย่างในปีนี้ ราคาเคยตกต่ำสุดถึงกิโลกรัมละ 4 บาท มาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ จากนั้นก็ค่อยๆ สูงขึ้นมาทีละน้อย จนยืนอยู่ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 18-20 บาท ต่อกิโลกรัม ในขณะนี้ ซึ่งก็ยังถือว่าถูกอยู่มาก เพราะมะเขือยาวน้ำหนักเบา ซื้อแค่กิโลเดียวก็ได้เป็นหอบใหญ่แล้ว

เรื่องราคาสินค้านี่ก็คงเป็นไปตามดีมานด์และซัพพลายของตลาด เมื่อมีคนปลูกมากของมักจะถูกเป็นเรื่องธรรมดา อันนี้เข้าใจอยู่…แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือราคาขายขนาดนี้ พวกชาวไร่ชาวสวนเขาจะอยู่กันได้อย่างไร?

คิดว่าที่เกษตรกรนิยมปลูกมะเขือยาวมากก็น่าจะเป็นเพราะมันสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกสภาพ ไม่ว่าจะเป็นกรดหรือเป็นด่าง แถมยังปลูกได้ตลอดปีทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-80 วัน

ที่เห็นปลูกกันมากในบ้านเรามี 2 แบบ คือผลสีเขียวกับผลสีม่วง ซึ่งทั้ง 2 พันธุ์ ผิวผลจะเรียบเกลี้ยงเป็นมัน และเวลาติดผลจะให้ผลดกยาวห้อยย้อยลงมาดูสวยงามทั้ง 2 สายพันธุ์ แถมยังติดผลได้ตลอดปี เรียกว่าหากปลูกแล้วจะมีให้เก็บกินได้ตลอด

คงด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มะเขือยาวเป็นพืชที่ไม่มีราคาเลย

แต่ถึงแม้จะเป็นผักถูกๆ แต่รสชาตินั้นไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย

จะกินมะเขือยาวให้อร่อย ต้องไม่กินผลแก่หรืออ่อนเกินไปจึงจะได้รสที่แท้คือ จืดแต่มันและอมหวานลึกๆ ยิ่งเมื่อทำให้สุกแล้วรสหวานตามธรรมชาติจะถูกดึงออกมาเยอะเลย ดังนั้น ไม่ว่าจะเอาไปปรุงรูปแบบไหน ถ้าทำให้สุกแล้วล่ะก็ รสหวานจะนำแหลมออกมาเลย

เมนูยอดนิยมของมะเขือยาวมีอยู่ 3 อย่าง คือ ชุบไข่ทอด ยำมะเขือเผา และผัดใส่เต้าเจี้ยว เป็นวิธีปรุงมะเขือยาวแบบไทยๆ ที่เรียบง่ายมาก แต่ให้รสชาติมะเขือยาวได้เต็มปากเต็มคำ

ฉันชอบกลิ่นหอมของเปลือกมะเขือที่ไหม้ฝังอยู่ในเนื้อมะเขือระหว่างที่เราเอามาทำยำ หั่นเป็นชิ้นพอคำ แนมด้วยไข่ต้มยางมะตูม แล้วราดด้วยน้ำจิ้มรสแซบ โรยกุ้งแห้งป่น หอมแดงและผักชี กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม และอาหารจานนี้ยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ ไขมันต่ำ ช่วยให้ขับถ่ายได้ดียิ่งนัก

แต่ถ้าวันไหนที่ยังพอเติมไขมันเข้าไปในเส้นเลือดได้บ้าง ฉันก็จะเลือกมะเขือยาวชุบไข่ทอดกินกับน้ำพริกกะปิ

เท่านี้ก็สุดยอดของความสุขบรมสุขในการกินมะเขือยาว

มอง…ปัจจุบัน และอนาคต ตลาดโคขุนไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

รายงานพิเศษ

มอง…ปัจจุบัน และอนาคต ตลาดโคขุนไทย

การเลี้ยงโคขุน ตามคำจำกัดความของกรมปศุสัตว์ หมายถึง การเลี้ยงโคให้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยได้รับคุณค่าอาหารที่ค่อนข้างดีอย่างเต็มที่ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คือนอกจากจะให้โคกินอาหารหยาบ (หญ้า หรือฟาง) แล้ว ยังมีการให้กินอาหารข้น (อาหารเสริม) เพิ่มเติมอีกด้วย ทำให้โคเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ได้เนื้อที่มีคุณภาพดี

ทั้งนี้ เนื้อโคขุน จะมีลักษณะ คุณภาพ ความน่ากิน ดีกว่าโคเนื้อที่เลี้ยงแบบธรรมดา อีกทั้งทุนการเลี้ยงก็สูงกว่า ตลาดเนื้อโคขุนจึง ได้แก่ ตลาดชั้นสูง ซึ่งนำไปทำอาหารฝรั่ง เช่น สเต๊ก เนื้ออบ เป็นต้น

ทั้งนี้ มีการรายงานตัวเลขการเลี้ยงโคของกรมปศุสัตว์ว่า ในประเทศไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 6 ล้านตัว แบ่งออกเป็นโคพื้นเมือง 4.4 ล้านตัว หรือ ร้อยละ 69 โคพันธุ์และโคลูกผสม 1.8 ล้านตัว หรือ ร้อยละ 29 โคขุน 1 แสนตัว หรือ ร้อยละ 1.9 โดยในจำนวนนี้อยู่ภายใต้การเลี้ยงของเกษตรกร 1 ล้านครัวเรือน และจากโคเนื้อทั้งหมด สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศในแต่ละปีประมาณ 70,000 ล้านบาท

ในวันนี้กล่าวได้ว่า การเลี้ยงโคขุน เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบันมีเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มการเลี้ยงโคขุนกันมากขึ้น ภายใต้โครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่ดำเนินการกันมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น

ด้วยปัจจุบันการผลิตโคเนื้อยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดภายในประเทศ ทำให้มีการนำเข้าโคเนื้อมีชีวิตจากต่างประเทศค่อนข้างมาก โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2556 ประเทศไทยได้นำเข้าโคมีชีวิตแล้ว 188,693 ตัว คิดเป็นมูลค่ากว่า 525 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพจากต่างประเทศในปริมาณมากด้วย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

“ผู้ใหญ่บ้านโคบาล”

นำร่องเลี้ยงโคขุน “บ้านมาบ”

คุณหมีดหยาน เหล็มรุย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านมาบ ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง บอกว่า ได้มีแนวคิดเลี้ยงโคขุนขึ้นในหมู่บ้าน เพื่อนำร่องให้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้ทำอาชีพเลี้ยงโคขุนกันขึ้น โดยทำเป็นกลุ่มโคขุนบ้านมาบ นอกเวลาจากกรีดยางพาราและเลี้ยงวัวพื้นบ้าน เลี้ยงแพะ แกะ กันแล้ว โดยรวมกลุ่มนำร่อง ประมาณ 5 ราย โดยเริ่มดำเนินการมาแล้วประมาณ 1 เดือน ซึ่งเป็นหนทางแห่งอาชีพที่มีอนาคตตามที่ว่า ใครครองอาหาร คือผู้นั้นครองอำนาจ และเพื่อให้สอดรับขณะนี้อาหารที่กำลังขาดแคลน โดยเฉพาะโคเนื้อ ตลาดมีความต้องการมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ได้นำร่องซื้อโคแม่พันธุ์มา 2 ตัว ในราคา 55,000 บาท พร้อมทำแปลงหญ้าสาธิต 5 ไร่ และเช่าพื้นที่นาอีก 12 ไร่ พร้อมทั้งมีการส่งเสริมให้มีการปลูกหญ้าตามหน้าสวนยางพารา สวนปาล์ม จนกว่ายางพาราจะกรีดได้ สามารถปลูกได้ถึง 5 ปี สำหรับแปลงสาธิตปลูกหญ้าพันธุ์คุณภาพ เนเปีย จักรพรรดิ ซึ่งเป็นหญ้าชั้นดี เป็นอาหารโปรตีนของโคเอาไว้รองรับสำหรับกลุ่มสมาชิกแล้ว อาหารเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการเลี้ยงโคเนื้อ”

ผู้ใหญ่บ้านโคบาล ยังบอกอีกว่า เป็นความคิด และมีความแน่วแน่อยากที่จะสร้างงานให้กับประชาชนในหมู่บ้าน จึงได้นำร่องก่อน และหากรายใดจะเลี้ยงโคขุนแต่จะต้องลงทุนครั้งแรกที่ค่อนข้างสูง ตนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและรับรองให้ หากต้องการสินเชื่อของสถาบันการเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อเอามาลงทุนก่อน

“และขอยืนยันว่า หากมีการเลี้ยงโคขุนแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าเลี้ยงแล้วจะขายไม่ได้ โดยจะมีพ่อค้ารับซื้อถึงหน้าบ้านตลอด และประการสำคัญเพื่อความมั่นใจของกลุ่มผู้เลี้ยง ทางกลุ่มจะต้องให้สมัครเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อจังหวัดพัทลุง จำกัด ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นทั้งเรื่องการเลี้ยง เรื่องการตลาดการขาย เรื่องราคา และเรื่องความมั่นคงของอาชีพ”

ผู้ใหญ่บ้านโคบาล บอกอีกว่า การเลี้ยงโคขุน หากตามวีถีชาวบ้าน จะใช้ต้นทุนประมาณ ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อตัว ต่อเดือน โดยเพียงในระยะเวลาระหว่างขุนประมาณ 3 เดือน เพราะต้องให้อาหารเสริม ตกเดือนละประมาณ 1,000 บาท ค่าน้ำมันรถไปตัดหญ้า ประมาณ 40 บาท ต่อวัน โดยจะต้องมีแปลงหญ้าเอง หรือตัดหญ้าโดยทั่วไปสามารถลดต้นทุนที่จะต้องไปซื้อหญ้าตามแปลง ตกประมาณ 6,000 บาท ต่อเดือน

“หากซื้อโคพร้อมขุนมาตัวละ 45,000 บาท เมื่อขุนอยู่ 3 เดือน ก็สามารถขายได้ ประมาณ 75,000-80,000 บาท แล้วโดยเฉลี่ยกำไร ประมาณเดือนละ 10,000 บาท”

คุณหมีดหยาน บอกว่า ตนเองเคยเลี้ยงไก่ชน เลี้ยงเป็ดมาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงเป็นบทศึกษาให้พิจารณาดังนั้น การมีโครงการกลุ่มโคขุนบ้านมาบ จะมิให้ซ้ำรอยเดิมและเป็นการเลี้ยงนำร่องเพื่อให้เป็นตัวอย่าง เพื่อให้ทุกคนได้หันมาสนใจและเลี้ยงด้วย เพื่อจะได้มีงานทำและมีรายได้ที่ดีด้วย

“ตอนนี้ในทีมงาน ล้วนแต่มีใจรักในอาชีพปศุสัตว์ จึงเกิดความเชื่อมั่นในอนาคต นอกนั้นยังจะมีโครงการเลี้ยงแบ่งปันกันขึ้น โดยผู้เลี้ยงไม่ต้องลงทุนซื้อโค แต่มีหน้าที่เลี้ยง พอขายได้ก็มีการแบ่งกัน โดยจะดำเนินงานตามลำดับขั้นที่ให้เกิดความมั่นคง”

ทาง คุณยืนยง พันธุ์เศรษฐ กลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านมาบ บอกว่า ได้เลี้ยงโคเนื้อ จำนวน 7 ตัว ในขณะนี้ จะมีพ่อค้ามาขอซื้อถึงพื้นที่อยู่ตลอดเวลา แต่ยังไม่ยอมปล่อยออก เพราะยังสามารถขุนได้อย่างเต็มที่ อยู่ในจำนวน 7 ตัวนี้ เป็นเม็ดเงินขณะนี้ประมาณตัวละ 80,000 บาท โดยเฉลี่ย

โดยที่ผ่านมา ได้ประชุมกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ เพื่อจะได้จัดตั้งกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็งกันทั้งจังหวัดในการที่จะเลี้ยงโคเนื้อกัน ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขาดแคลนอาหารและให้สอดรับกับใครครองอาหาร ผู้นั้นครองอำนาจ เพราะโดยขณะนี้จังหวัดพัทลุง นับเป็น อันดับ 1 ในการเลี้ยง และถือครองปศุสัตว์ของภาคใต้ไปแล้ว ขณะนี้อาชีพปศุสัตว์พัทลุงมีเงินหมุนสะพัดถึงประมาณ 13,000 ล้านบาท ต่อปี

กรมส่งเสริมสหกรณ์

ร่วมพัฒนาโคคุณภาพ

คุณจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ปี พ.ศ. 2557 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีแผนขับเคลื่อนการพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อ โดยมุ่งเสริมสร้างระบบบริหารจัดการด้านการผลิตโคเนื้อของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยป้อนเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด ทั้งห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และภัตตาคาร เพื่อช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายเนื้อโคขุนคุณภาพให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจ โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ราคาโคมีชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และโคต้นน้ำที่จะนำมาขุนเพื่อส่งตลาดมีจำนวนลดลงและเริ่มขาดแคลน เพราะมีการแย่งซื้อโคภายในประเทศ โดยพ่อค้าชาวต่างชาติ ทั้งจากจีน เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งเข้ามาเลือกซื้อโดยตรงจากตลาดนัด โค-กระบือ ต่างๆ แล้วส่งออกไปยังประเทศของตน ส่งผลให้โคเนื้อมีชีวิตและเนื้อโคมีราคาแพง ขณะเดียวกันแนวโน้มการบริโภคเนื้อโคของคนไทยก็เพิ่มมากขึ้น สังเกตจากการขยายตัวของร้านปิ้งย่างที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เร่งเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างการผลิตและการตลาดโคเนื้อ ตั้งแต่โคต้นน้ำ คือ กลุ่มผู้เลี้ยงแม่โคผลิตลูก เชื่อมต่อกับกลางน้ำ คือกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน และปลายน้ำ ได้แก่ สหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูป อาทิ สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป. กลาง โพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์โคขุนสระแก้ว นทพ. จำกัด จังหวัดสระแก้ว สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม และสหกรณ์โคขุนหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการทำตลาดเนื้อโคคุณภาพ โดยเฉพาะตลาดโมเดิร์นเทรด ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้

ทางด้าน คุณอุดม นวลหนูปล้อง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจด้านปศุสัตว์ ประมง หัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ สำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนี้ มีการร่วมวางระบบบริหารจัดการด้านการผลิตโคเนื้อให้สอดคล้องกับตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การวางแผนการเลี้ยงโคขุนคุณภาพ การจัดทำข้อตกลงซื้อขาย รวมถึงระบบการบันทึกข้อมูลเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค พร้อมพัฒนาศักยภาพและช่วยสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจด้วย

นอกจากนั้น เครือข่ายฯ ยังมีแผนร่วมหารือเกี่ยวกับการจัดสรรผลประโยชน์กลับคืนสู่ต้นน้ำและกลางน้ำ เพื่อสร้างกำลังใจให้มีการผลิตลูกโคและโคขุนคุณภาพป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ปีละไม่น้อยกว่า 20,000 ตัว ซึ่งความต้องการมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

มองตลาดโคขุน

ตลาดบนยังต้องการ

ทั้งนี้ หากมองถึงความต้องการบริโภคเนื้อโคของไทยในแต่ละปีนั้น จากตัวเลขที่ออกมา จะพบว่า โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ในอัตรา ร้อยละ 0.08 ต่อปี โดยเฉลี่ยทรงตัวอยู่ที่ 1.25 ล้านตัว หรือคิดเป็นเนื้อโค 180.58 พันตัน ดังนั้น โคที่ผลิตได้ในประเทศจะใช้บริโภคเกือบทั้งหมด และการบริโภคบางส่วนได้จากการนำเข้า

ผู้อำนวยการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจด้านปศุสัตว์ ประมง หัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตลาดโมเดิร์นเทรดมีความต้องการเนื้อโคคุณภาพปริมาณมากขึ้น แต่โคขุนเริ่มขาดแคลน เพราะโคมีชีวิตในประเทศมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อขยายปริมาณการผลิตเนื้อโคคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เช่น การขุนแม่โคนมปลดระวางและลูกโคนมเพศผู้ เป็นโคขุนคุณภาพป้อนเข้าโรงงานแปรรูป ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าได้ อนาคตคาดว่าการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อจะเป็นแนวทางลดปริมาณการนำเข้าเนื้อโคจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ค่อนข้างมาก

ขณะที่ รศ.ดร. จุฑารัตน์ เศรษฐกุล นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เคยให้ข้อมูลไว้ในการทำวิจัย เรื่อง “โครงการสถานภาพการผลิตเนื้อโคและการตลาดเนื้อโคของประเทศไทย” ว่า ตลาดเนื้อโคคุณภาพสูงนั้นจะเป็นกลุ่มผู้บริโภคเนื้อโคคุณภาพสูงที่อยู่ในวงจำกัด ได้แก่ คนไทยซึ่งมีรายได้ระดับสูง หรือรายได้ระดับปานกลาง ชอบบริโภคเนื้อโคที่ปรุงแบบตะวันตก เช่น สเต๊ก และแม้ว่าผู้บริโภคมีจำนวนจำกัด แต่ความต้องการชิ้นเนื้อที่ใช้ทำสเต๊กดังกล่าวยังมีไม่เพียงพอต่อการผลิตภายในประเทศ

เป็นเหตุให้ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าเนื้อแช่แข็งจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยวที่มีความต้องการบริโภคมากขึ้น ซึ่งในส่วนของตลาดเนื้อระดับสูงนี้ ประเทศไทยมีสัดส่วนทางการตลาดเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งผู้ผลิตโคเนื้อยังสามารถเพิ่มช่องทางการตลาดได้อีกมาก แต่ทั้งนี้ยังต้องอาศัยปัจจัยและองค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงฆ่าและการตัดแต่งชิ้นเนื้อที่ได้มาตรฐาน

แม้ว่าประเทศไทยจะมีการผลิตเนื้อโคในปริมาณมาก แต่จากระบบการผลิตที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ การจัดการ โรงฆ่า และเทคโนโลยีหลังการฆ่า (การตัดแต่งเนื้อโค) รวมทั้งศักยภาพของเกษตรกรที่มีความรู้และทุนทรัพย์ต่างกัน ทำให้เกิดความหลากหลายของคุณภาพเนื้อโค ซึ่งความหลากหลายของเนื้อโคดังกล่าวถือเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ประโยชน์จากเนื้อโคในการปรุงอาหารสำหรับบริโภคได้ เช่น เนื้อโคขุนคุณภาพสูง เหมาะสำหรับทำสเต๊กแบบตะวันตก หรือกินแบบญี่ปุ่น-เกาหลี ซึ่งมีคุณภาพดีกว่าหรือเทียบเท่ากับเนื้อโคนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนเนื้อโคพื้นเมืองเหมาะสำหรับการปรุงอาหารแบบไทยๆ เช่น ผัด แกง เป็นต้น แต่จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเรื่องคุณภาพของเนื้อโคและการเลือกซื้อชิ้นเนื้อ เพื่อให้เหมาะสมกับการประกอบอาหาร รวมทั้งผู้บริโภคเนื้อโคคุณภาพสูงที่มีค่านิยมเนื้อโคนำเข้า อาจไม่รู้ว่าประเทศไทยสามารถผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงที่เทียบเท่า หรืออาจดีกว่าเนื้อแช่แข็งที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในแต่ละปีนั้น ความต้องการเนื้อโคขุนคุณภาพดีในประเทศยังมีความต้องการสูงมาก โดยมีตัวเลขว่าประเทศไทยมีการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศถึงปีละประมาณ 1.3 ล้านกิโลกรัม โดยเป็นการนำเข้าเนื้อโคจากออสเตรเลีย

เวียดนาม จีน กว้านซื้อ

โคไทย พ่อค้าเร่งขุนส่งขาย

กลุ่มสินค้าเกษตร สำนักบริหารการค้าสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานถึงสถานการณ์ สินค้าโคเนื้อและผลิตภัณฑ์ ปี 2555 ถึงโอกาสและอุปสรรคของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ 2 ประเทศ ซึ่งถือว่าในปัจจุบันได้เข้ามาสั่งซื้อโคเนื้อจากเมืองไทยไปเป็นจำนวนมาก คือสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศเวียดนาม

โดยจากรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวจังหวัดมหาสารคาม ได้สัมภาษณ์ คุณศักดิ์ชัย สีสวาท พ่อค้าโคจากจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า หลังจากซื้อโคแล้ว จะใช้รถบรรทุกพ่วงขนโคกลับไปเที่ยวละเกือบ 40 ตัว ตอนนี้ราคาโคมีชีวิตไม่ต่ำกว่าตัวละ 30,000 บาท จากเดิม ราคา 10,000-20,000 บาท หากนำไปเชือดจะขาดทุนแน่นอน จึงต้องนำไปเลี้ยงขุนต่ออีกประมาณ 4 เดือน ก่อนที่จะส่งไปขายให้พ่อค้าจีนและเวียดนาม ซึ่งมีกำไร ตัวละ 10,000 บาทเศษ

“ช่วงนี้ตลาดเวียดนามและจีนมีเท่าไหร่ รับซื้อหมด ทำให้ราคาโคเนื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ปริมาณโคที่เข้ามาในตลาดลดลงเรื่อยๆ หากราคายังพุ่งสูงไม่หยุดจนทำให้ไม่มีกำไร ก็อาจจะหยุดเดินทางมาซื้อโคที่ภาคอีสาน” คุณศักดิ์ชัย กล่าว

ขณะที่ทางจังหวัดพัทลุง หนึ่งในจังหวัดที่มีการเลี้ยงโคเนื้อใหญ่มากแห่งหนึ่งของภาคใต้ ได้มีพ่อค้าได้เข้ามากว้านซื้อโคเนื้อและส่งไปยังจีนเช่นกัน โดย คุณเสวียง แสงขาว ประธานสหกรณ์โคเนื้อจังหวัดพัทลุง จำกัด กล่าวถึงความต้องการของตลาดจีนว่า ขณะนี้โคเนื้อขนาดใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 1,000 กิโลกรัม ขึ้นไป และน้ำหนัก ขนาด 900 กิโลกรัม ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 80,000-100,000 บาท ต่อตัว

“โคขนาดดังกล่าว กำลังเป็นที่ต้องการมากในประเทศจีน ซึ่งมีจำนวนเท่าใด ทางประเทศจีนเอาหมด ซึ่งขณะนี้พ่อค้าส่งออกประเทศจีน ต่างหาซื้อไปทั่วประเทศ แต่หากน้ำหนักต่ำกว่า 900 กิโลกรัม อยู่ที่ระดับ 800 กิโลกรัม ต่อตัว ก็ซื้อหมด โดยน้ำหนักขนาดนี้จะส่งไปยังประเทศมาเลเซียก่อน และจัดส่งไปยังประเทศจีน” คุณเสวียง กล่าวในที่สุด

ดังนั้น จึงทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ทั้งจีนและเวียดนามในวันนี้ถือเป็นแหล่งนำเข้าโคจากประเทศไทย ดังนั้น หากมองในศักยภาพและโอกาสแล้วจึงนับว่ามีความน่าสนใจ

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกลุ่มสินค้าเกษตร สำนักบริหารการค้าสินค้าทั่วไป กรมการค้าต่างประเทศ บ่งชี้ว่า ในส่วนของสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ด้านโอกาสพบว่า จีนเป็นตลาดบริโภคเนื้อขนาดใหญ่ เป็น อันดับ 4 ของโลก ด้วยจำนวนประชากรที่มากถึง 1,300 ล้านคน นอกจากนี้ ประชากรจีนมีรายได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ย ร้อยละ 10 ต่อปี ส่งผลให้มีความต้องการบริโภคเนื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ชาวจีนยังมีรสนิยมการบริโภคแบบตะวันตกเพิ่มขึ้น และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเป็นร้านจำหน่ายสินค้าอาหารด้วยการเน้นมาตรฐานในการรักษาความเย็นในตู้แช่เย็นแช่แข็ง ส่งผลให้มีช่องทางเพิ่มขึ้นในการจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง

ส่วนอุปสรรค พบว่า สาธารณรัฐประชาชนจีน มีมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีของจีนเข้มงวดมาก อีกทั้งปัจจุบันยังขาดผู้รวบรวมและกระจายสินค้าของไทยในตลาดจีนอย่างเป็นทางการ และเส้นทางถนนบางเส้นยังไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในส่วนที่ผ่านลาว

ขณะที่ประเทศเวียดนาม ในด้านโอกาสนั้น พบว่า การบริโภคเนื้อสัตว์ของเวียดนามขยายตัวสูง ปริมาณผลผลิตปศุสัตว์ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ อีกทั้งเนื้อโคเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง อีกทั้งเวียดนามยังเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของชาวเวียดนามมีแนวโน้มสูงขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงเวียดนามมีการนำเข้าเนื้อโคแช่แข็งในปริมาณมาก โดยส่วนมากเป็นเกรดทั่วไป และมีการนำเข้าเนื้อคุณภาพดีบ้าง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะส่งเนื้อโคคุณภาพดีเข้าไปที่เวียดนาม

ในส่วนของอุปสรรคจากรายงานดังกล่าว ชี้ว่า มีปัญหาด้านระบบการขนส่งยังไม่สามารถขยายให้ทันรองรับการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของเศรษฐกิจเวียดนามได้ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน และปัจจุบันยังขาดผู้รวบรวมและกระจายสินค้าของไทยในตลาดเวียดนาม

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้ามองถึงโอกาสแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะเร่งสนองตอบต่อความต้องการ ดังเช่นที่กำลังดำเนินการโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคาม ที่มองเห็นว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาโคเนื้อที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามมองเห็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น จึงมีโครงการจัดโซนนิ่งเลี้ยงโคพันธุ์ดีป้อนตลาดอาเซียน ตั้งเป้าผลิตลูกโค ปีละ 10,000 ตัว มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท เนื่องจากพื้นที่จังหวัดมหาสารคามมีความเหมาะสมในการเลี้ยงโคเนื้อมากที่สุด

จังหวัดมหาสารคาม มีโคเนื้อมากเป็น อันดับ 10 ของประเทศ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีโคเนื้อมากถึง 200,000 ตัว แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 100,000 ตัว เนื่องจากมีการบริโภคสูงมาก รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านมีการสั่งซื้อโคเนื้อจากจังหวัดมหาสารคามแต่ละปีจำนวนมาก ทำให้โคในพื้นที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ ประมาณ 120,000 ตัว เกษตรกร 30,000 ครอบครัว ส่วนใหญ่จะเลี้ยงโคเนื้อพันธุ์พื้นเมืองและบราห์มัน

ทั้งนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดมหาสารคามได้ทำแผนเสนอไปทางจังหวัด เพื่อพัฒนาระบบการผลิตโคเนื้อแบบครบวงจรให้แก่เกษตรกรเป้าหมายนำร่องใน 108 ตำบล ทุกอำเภอ โดยจะเข้าไปปรับปรุงสายพันธุ์โคที่เลี้ยงอยู่เดิมให้มีคุณภาพมากขึ้น ตั้งเป้าพัฒนาโคเนื้อคุณภาพดี ปีละ 20,000 ตัว คาดว่าจะทำให้มีลูกโคเนื้อคุณภาพดีเกิดปีละไม่ต่ำกว่า 8,000-10,000 ตัว รวมมูลค่าสัตว์มีชีวิตไม่น้อยกว่า 120-150 ล้านบาท ต่อปี

ปรากฏการณ์โพนยางคำ

สร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาด

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของร้านโพนยางคำในตลาดกรุงเทพมหานคร ได้ก่อให้เกิดกระแสความสนใจ และได้กลายเป็นร้านอาหารยอดฮิต ที่มีอยู่ทั่วทุกแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ที่สำคัญทำให้ทุกคนติดปากกับ คำว่า เนื้อโคขุนโพนยางคำ

“ชัย จุ่มแซบ กม. 6″ เป็นหนึ่งในร้านอาหารชื่อดัง ที่เน้นการจำหน่ายเนื้อโพนยางคำ และวันนี้ได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จกลายเป็นหนึ่งในร้านขึ้นชื่อ เมื่อนึกถึงเนื้อโพนยางคำ และได้พัฒนาต่อยอดธุรกิจมาสู่การจำหน่ายเนื้อโคขุน

คุณประมวล ชัยมุงคุณ แห่ง ร้านชัย จุ่มแซบ กม. 6 ซึ่งเป็นร้านอาหารอีสานเจ้าแรกๆ ที่อาจหาญนำเนื้อโคขุน ที่เป็นเนื้อชั้นดีจากโพนยางคำมาทำเป็นเมนูจุ่มดาด ในราคาที่สาวนางบ้านนาก็กล้าเข้ามาสั่งกินได้ จนทำให้ร้านชัย จุ่มแซบ กม. 6 โด่งดัง กลายเป็นสถานที่รวมพลคนชอบกินเนื้อ

จากประสบการณ์ที่ทำร้านอาหารที่มีเนื้อเป็นพระเอกมากว่า 10 ปี ทำให้เขาพบว่า การหาวัตถุดิบประเภทเนื้อชั้นดี ที่เป็นเนื้อโคขุนนั้นค่อนข้างมีข้อจำกัด จนมาวันหนึ่งเขาได้รู้จักกับ คุณเรืองชัย ศรีนา ซึ่งมีประสบการณ์ด้านเนื้อ เพราะได้คลุกคลีทำงานอยู่ที่สหกรณ์โคขุนโพนยางคำ หรือ บริษัท เนื้อไทยเฟรนซ์ (Thai-French Beef) มากว่า 10 ปี ก็เลยลงล็อกทางความคิด จึงได้กลายมาเป็นธุรกิจ

“ผมทำร้านอาหาร ถ้าผมจะไปเอาเนื้อที่ใช้เฉพาะส่วนมาทำเป็นเมนูใช้ในร้านก็ไม่สามารถที่จะไปหาซื้อได้ เพราะโพนยางคำเขาจะขายแบบเป็นตัว ถ้าเราซื้อมาทั้งตัว และส่วนที่เราไม่ใช้ล่ะ จะต้องทำอย่างไร แต่ถ้าเราจะซื้อเฉพาะส่วน ราคามันก็ยังสูงอยู่ดี” คุณประมวล พูดถึงปัญหาการซื้อเนื้อมาเป็นวัตถุดิบในการประกอบธุรกิจร้านอาหาร

“เราเข้าใจภาพรวมของคนทำร้านอาหาร รูปแบบการทำเนื้อ พอผมได้มาคุยกับคุณเรืองชัยก็เห็นช่องที่ว่า การทำร้านอาหารต่างๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นร้านสเต๊ก ก็ค่อนข้างจะหาซื้อเนื้อดีๆ ได้ลำบาก เพราะโพนยางคำเขาเป็นองค์กรใหญ่เขาไม่มาขายปลีกให้ร้านค้าเล็กๆ เราก็เลยขอโควต้าได้มาสัปดาห์ละ 1 ตัว หลังจากนั้น เราก็ไปหาลูกค้า เหมือนเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยเรามีเนื้อทุกส่วน เราก็จะหากลุ่มลูกค้าที่จะใช้จะเนื้อมาเป็นลูกค้าของเรา”

ตามไปดูการเลี้ยง

โคขุน แบบมืออาชีพ

หากเอ่ยถึงการเลี้ยงโคขุน ในระดับเกษตรกรมือหนึ่งแล้ว เชื่อว่า ลุงเชาว์ฟาร์ม แห่งจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในชื่อฟาร์มที่ทุกคนต้องนึกถึง เพราะที่นี่ถือเป็นหนึ่งในอาณาจักรของการเลี้ยงโคที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ซึ่งรูปแบบการเลี้ยงนั้นมีความน่าสนใจ และสามารถเป็นแบบอย่างได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ คุณเรวัต วัชราไทย เจ้าของฟาร์มลุงเชาว์ ได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงไว้อย่างน่าสนใจว่า สำหรับระบบนำโคเข้ามาเลี้ยง มีแนวทางอย่างไร คำตอบจากเจ้าของฟาร์มคือ…

“ส่วนหนึ่งได้จากการเพาะในฟาร์มเอง โดยเราเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไว้จำนวนหนึ่ง อีกส่วนมาจากการจัดซื้อข้างนอก โดยจะซื้อเป็นแบบตีตัว ก็เริ่มที่หลักพันถึงหมื่นบาท แล้วแต่ว่ามีรูปร่างรูปทรงตรงตามความต้องการหรือไม่ โดยส่วนมากจะซื้อโคจากโซนทางภาคเหนือ อย่างที่ ลพบุรี เพชรบูรณ์ สุโขทัย เป็นหลัก เพราะขุนแล้วโตเร็ว”

การซื้อโคนั้น ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิ รูปร่างโค ที่ต้องการคือ ต้องเป็นโคที่มีลักษณะเตี้ยหนา เพราะเมื่อนำไปขุนจะเติบโตได้ดี

มาถึงวันนี้ทางลุงเชาว์ฟาร์มจะมีเกษตรกรที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาโคตัวผู้เข้ามาส่งที่ฟาร์มอยู่ ประมาณ 50 ราย โดยแต่ละปีนั้นต้องมีโคเข้าขุน ประมาณ 5,000 ตัว เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าของฟาร์ม

โคขุน ต้องมีอายุ 6-7 เดือน ขึ้นไป หลังจากขุนแล้ว จะส่งขายได้ ส่วนใหญ่แต่ละตัวจะมีน้ำหนักที่กว่า 500 กิโลกรัม ต่อตัว หรือต้องมีฟันแท้ไม่เกิน 1 คู่

เมื่อโคมาถึงที่ฟาร์ม การดำเนินการต่างๆ จะมีตั้งแต่เรื่องของการตรวจสอบชื่อเจ้าของ อายุของโคเท่าไร มีฟันน้ำนมเต็มไหม เกิดจากพ่อแม่ชื่ออะไร เป็นพันธุ์อะไร น้ำหนักเท่าไร อุณหภูมิในตัวเท่าไร มีประวัติเคยป่วยเป็นโรคอะไร เคยใช้ยาอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งข้อมูลทุกอย่างต้องละเอียดและเก็บบันทึกไว้ จากนั้นจึงติดเบอร์ที่หูด้านซ้ายและสักยันต์ที่หูขวา และนำไปแยกไว้ที่คอกกักกันก่อน นานประมาณ 1 เดือน ดูอาการโค

“หลังจากนั้น จะเริ่มฝึกให้กินอาหาร เข้าสู่กระบวนการขุนเริ่มต้น ในช่วงแรกโคจะไม่สามารถปรับตัวได้ แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1 เดือน จะสามารถปรับตัวกินอาหารได้ กินน้ำที่เตรียมให้ได้ เมื่อผ่านกระบวนการนี้เสร็จเรียบร้อยจะตรวจสอบอีกครั้งว่า โคที่ผ่านการฝึกมีปัญหาหรือไม่ อย่างไร ก่อนที่จะนำโคที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวเข้าสู่ระบบเลี้ยงที่ฟาร์มใหญ่อีกที”

“เพราะถ้าโคมีโรคติดต่อหรืออาการไม่ดี จะไม่คัดให้เข้าฟาร์มใหญ่อย่างเด็ดขาด ถือว่าเป็นการป้องกันโรคระบาด ด้วยถ้าเป็นโรคติดต่อเข้าไปอยู่แล้ว ฟาร์มต้องเสียค่ายารักษามหาศาลทีเดียว ซึ่งเราจะเน้นป้องกันดีกว่ารักษา เพราะเราเลี้ยงจำนวนมาก จึงต้องดูแลอย่างดีตลอดเวลา”

ส่วนด้านคอกเลี้ยง เซียนโคขุนแห่งเมืองสุพรรณบุรีบอกว่า ด้วยโคทั้งหมดเป็นตัวผู้ จึงต้องกันคอกให้ดีเพื่อป้องกันคอกพัง แล้วโคจะไปชนกันได้รับบาดเจ็บ ที่ฟาร์มจึงใช้เหล็กกั้นอย่างดี มีการออกแบบที่แข็งแรงให้เหมาะสมกับสถานที่ ภายในคอกจะจัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนร่ม และส่วนกลางแจ้ง เพื่อโคจะได้รับอากาศที่ดี มีการถ่ายเทตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้โคมีความแข็งแรง

นอกจากนี้ การเลี้ยงยังให้ความสำคัญในเรื่องของสถานที่ตั้งคอก ต้องเป็นที่โล่ง อากาศถ่ายเทดี อีกทั้งต้องป้องกันไม่ให้มีปัญหาเรื่องของสัตว์เลื้อยคลานที่เข้ามาทำอันตรายโคที่เลี้ยง

เรื่องของมูลโคก็สำคัญเช่นกัน โดยมูลโคต้องเก็บออกจากคอก ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันโรค และทำความสะอาด สำหรับมูลโคที่เก็บมานั้นทางฟาร์มจะนำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ขายให้กับเกษตรกรที่สนใจ

ด้านอาหาร คุณเรวัต บอกว่า ให้เปลือกข้าวโพด มันสำปะหลัง และอาหารข้น วันละ 2 มื้อ คือ เช้าและเย็น ซึ่งเรื่องอาหารถือว่าสำคัญมาก ต้องไม่ให้มีสารปลอมปนที่เป็นอันตรายอย่างเด็ดขาด ขณะที่น้ำที่ให้โคกิน ก็ต้องตรวจสอบเป็นอย่างดี โดยที่ฟาร์มแห่งนี้ จะใช้น้ำบาดาลที่เจาะลึกกว่า 100 เมตร เพื่อให้โคกิน

ขณะที่สหกรณ์โคขุนโพนยางคำ ตั้งอยู่ที่ อำเภอโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร แหล่งกำเนิดโคขุนคุณภาพสูงของเมืองไทย วิธีการเลี้ยงของที่นี่ จะนำวัว 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ชาร์โรเล่ส์ (Charolais) ลิมัวซิน (Limousin) และซิมเมนทอล (Simmental) มาผสมกับวัวท้องถิ่น เพื่อให้ได้ลูกโคสายเลือดผสม ซึ่งพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากคือ ชาร์โรเล่ส์ เพราะมีการเติบโตได้ดีกว่าอีก 2 สายพันธุ์

จากนั้น จึงนำลูกโคสายเลือดผสมที่มีอายุประมาณ 2 ปี มาสู่กรรมวิธีการขุนโค ซึ่งใช้เวลา 8-9 เดือน เท่านั้น

หลังจากได้ลูกวัวมาแล้ว ก็นำมาถ่ายพยาธิ ฉีดวัคซีน และตอน ก่อนที่จะนำเข้าคอก

โดยจะใช้เทคนิคพิเศษที่ทำให้วัวโตเร็วและมีอารมณ์ดีพิเศษ นั่นคือ เลี้ยงด้วยการฟังเพลง ทั้งเพลงลูกทุ่ง เพลงหมอลำ บางวันจะมีนักร้องมาร้องเพลงให้วัวฟังกันสดๆ ด้วย วิธีการนี้คนในสหกรณ์เชื่อว่าจะทำให้วัวอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด กินอาหารได้มาก และเนื้อที่ได้ก็จะหวานนุ่ม

สำหรับอาหารหลักที่ใช้เลี้ยงโคขุนนั้นถือเป็นอีกเคล็ดลับที่น่าสนใจ เพราะเลี้ยงด้วยอาหารแนวกรีนๆ ที่ได้จากธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าเป็นอาหารหยาบจะเป็นหญ้าหรือฟาง ใช้ได้ทั้งแบบสดและแห้ง แล้วเสริมด้วย “อาหารข้น” ที่เป็นอาหารสูตรพิเศษที่ทางสหกรณ์คิดค้นขึ้นมาเอง โดยใช้ธัญพืชในการผลิตเพื่อเสริมให้วัวมีเนื้อที่นุ่ม มีกลิ่นหอม และรสหวานยิ่งขึ้น

ซึ่งข้อกำหนดที่สำคัญของอาหารข้น สูตรของสหกรณ์ฯ โพนยางคำ มีดังนี้ เป็นอาหารผสมจากวัตถุดิบ ธัญพืชธรรมชาติ ไม่ได้มาจากพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ พืช GMO วัตถุดิบให้ใช้ มันสำปะหลัง รำ ปลายข้าว ฯลฯ ห้ามใช้ข้าวโพด ห้ามใช้ฮอร์โมน หรือสารเร่งการเจริญเติบโต ตลอดจนสารปฏิชีวนะหรือสารเคมีทุกชนิด ห้ามใช้วัตถุดิบที่มาจากผลิตภัณฑ์ของสัตว์บก เช่น เลือดแห้ง กระดูก และเนื้อป่น นมผง ฯลฯ ห้ามใช้ส่วนผสมของอาหารสัตว์ที่มาจากต่างประเทศ ห้ามใช้วิตามิน และแร่ธาตุย่อยต่างๆ (Trace element)

สำหรับเทคนิคการเลี้ยงที่น่าสนใจ อาทิ หากโคที่กินหญ้าอย่างเดียว เพียงเพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ต้องกินหญ้าในปริมาณวันละ 10% ของน้ำหนักตัวโค น้ำหนัก 200 กิโลกรัม ต้องกินหญ้าประมาณวันละ 20 กิโลกรัม

ถ้าต้องการเลี้ยงโคให้อ้วน และต้องการให้โคมีอัตราการเพิ่มน้ำหนัก ประมาณ 1,000 กรัม ต่อวัน หรือ 1 กิโลกรัม ต่อวัน ต้องให้โคกินหญ้าสดไม่น้อยกว่า วันละ 32 กิโลกรัม

แต่หากจะเลี้ยงโคด้วยอาหารข้นหรืออาหารผสม โดยทั่วไปแล้วอาหารข้นหรืออาหารผสม 1 กิโลกรัม จะเท่ากับหญ้าสดประมาณ 8 กิโลกรัม หรือเท่ากับการเลี้ยงโคด้วยอาหารข้น หรืออาหารผสม วันละประมาณ 4 กิโลกรัม โคจะสามารถสร้างน้ำหนักเพิ่มได้ 1 กิโลกรัม การสร้างไขมันแทรกในกล้ามเนื้อ

โคที่เลี้ยงด้วยหญ้า หรือฟาง และเพิ่มอาหารข้นหรืออาหารผสมจะทำให้โคมีการเจริญเติบโตสามารถสร้างกล้ามเนื้อหรือทำให้โคอ้วนและเพิ่มน้ำหนักโคได้ในระยะเวลาที่ต้องการ แต่หากจะทำให้กล้ามเนื้อมีไขมันแทรกและมีความนุ่มขึ้น อีกทั้งได้รสชาติตามความต้องการของผู้บริโภค

การเสริมแร่ธาตุที่จำเป็น นอกจากหญ้าสดหรือฟางแห้ง ตลอดจนอาหารผสม ซึ่งเป็นอาหารประเภท โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ฯลฯ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตต่อการสร้างผลิตผลของโคแล้ว โคยังต้องการแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างส่วนประกอบของร่างกาย เช่น ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ใช้ในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ธาตุเหล็ก ทองแดง และโคบอลต์ใช้ในการเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง เกลือ ใช้ในการเสริมสร้างเลือด น้ำเหลือง และน้ำนม เป็นต้น

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯ โพนยางคำ ได้ผลิตแร่ธาตุก้อนสำหรับใช้ในการเลี้ยงโคขุนของสมาชิก โดยไม่มีส่วนประกอบของกระดูกป่น หรือไดแคลเซียมฟอสเฟต ที่ผลิตจากกระดูกสัตว์บก โดยจะใช้เปลือกหอยป่นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของแร่ธาตุก้อน รวมถึงยังแนะนำให้สมาชิกตั้งถังเกลือทะเล (ซึ่งจะได้ไอโอดีน) ไว้ในคอก ให้โคเลียกินอีกด้วย

ส่วนการป้องกันและควบคุมโรคสัตว์ สหกรณ์ฯ โพนยางคำ ได้จัดสัตวแพทย์และพนักงานส่งเสริมและรักษาสัตว์ไว้สำหรับดูแลโคของสมาชิก ทั้งวงรอบการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ การถ่ายพยาธิ ตลอดจนการรักษาสัตว์ป่วย

ดังนั้น ข้อกำหนดในการปฏิบัติสำหรับสมาชิก ได้แก่ เมื่อโคป่วยต้องแจ้งสหกรณ์ ห้ามรักษาเองเด็ดขาด เพราะถ้าสมาชิกไม่แจ้ง หรือรักษาเอง หากโคตัวนั้นรักษาไม่หาย หรือต้องจำหน่ายออกจากบัญชีควบคุมการขุนโค สมาชิกจะไม่ได้รับเงินสงเคราะห์โคตัวนั้นๆ จากสหกรณ์ฯ โพนยางคำ

เจ้าหน้าที่สัตวแพทย์บันทึกประวัติการฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ และการรักษาไว้ในใบควบคุมการขุนโคประจำตัว เพื่อให้คณะกรรมการคัดเลือกโคเข้าชำแหละประจำสัปดาห์ ตรวจสอบเว้นระยะปลอดภัยไม่น้อยกว่า 4 เดือน

สำหรับการดูแลโคแรกเกิด ที่ได้รับการจดทะเบียนรับรองการเกิดและสักใบหูเรียบร้อย จะได้รับการดูแลในเรื่องวงรอบการถ่ายพยาธิ การฉีดวัคซีน ฯลฯ ไปจนถึงระยะการจดทะเบียนเป็นโคขุน

การปฏิบัติดูแลโคแรกเกิด จะได้รับการถ่ายพยาธิตัวกลม พยาธิใบไม้ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอบวม และโรคปากเท้าเปื่อย (FMD)

ส่วนโคเลี้ยงขุนที่ได้รับการจดทะเบียนควบคุมการขุนและสักใบหูเรียบร้อย จะได้รับการดูแลในเรื่องวงรอบการถ่ายพยาธิ การฉีดวัคซีน ฯลฯ ไปจนถึงกำหนดการแจ้งขาย และได้รับการตรวจคัดเลือกจากคณะกรรมการคัดโค เพื่อเข้าชำแหละประจำสัปดาห์

ส่วนขั้นตอนการส่งโคขุนเข้าชำแหละนั้น จะเริ่มการตรวจคัดเลือกโคเข้าชำแหละ เมื่อสมาชิกเลี้ยงโคขุนจนครบกำหนด พร้อมที่จะเข้าชำแหละ จะต้องแจ้งขายกับสหกรณ์ โดยสหกรณ์จะจัดคณะกรรมการตรวจคัดเลือกโคเข้าชำแหละประจำสัปดาห์ ไปคัดโคตัวที่ได้คะแนนดีที่สุดเรียงลำดับและออกใบสั่งเข้าชำแหละให้กับสมาชิก เพื่อขนส่งเข้าโรงฆ่าสหกรณ์

ปี 2563 จับตาผลกระทบ

จากการเปิดการค้าเสรี FTA

จากการที่ประเทศไทยได้มีการลงนามในข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement) หรือ FTA กับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกับประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ การดำเนินการตามข้อตกลง FTA ดังกล่าว อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อของประเทศไทย

เนื่องจากการเลี้ยงโคในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าในประเทศไทยมาก เพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่ และมีสภาพอากาศที่เหมาะสมกว่า

ทั้งนี้ จากบันทึกข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ที่ประเทศไทยลงนามร่วมกับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตเนื้อโคส่งออกเป็น อันดับที่ 2 และ ที่ 5 ของโลก มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2548 และ วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ตามลำดับ

ซึ่งผลจากการทำข้อตกลงดังกล่าว มีผลทำให้ประเทศไทยต้องลดภาษีการนำเข้าสินค้าโคเนื้อ เนื้อโค และผลิตภัณฑ์จากโคเนื้อ โดยโค-กระบือ มีชีวิต จะลดภาษี จาก อัตรา ร้อยละ 10 ในปี 2547 เหลืออัตรา ร้อยละ 6 ในปี 2550 และเหลืออัตราร้อยละ 0 ในปี 2552

ในส่วน เนื้อโค-กระบือ จะลดภาษีจาก อัตรา ร้อยละ 51 ในปี 2547 เหลืออัตรา ร้อยละ 34.6 ในปี 2550 และเหลืออัตราร้อยละ 0 ในปี 2563

เครื่องในโค-กระบือ จะลดภาษีจาก อัตรา ร้อยละ 33 ในปี 2547 เหลืออัตรา ร้อยละ 26 ในปี 2550 และเหลืออัตรา ร้อยละ 0 ในปี 2563

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการจัดตั้งกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า จำนวน 7 ชนิดสินค้า ได้แก่ โคเนื้อ โคนม ข้าว ชา กาแฟ สุกร และปาล์มน้ำมัน ซึ่งในส่วนโคเนื้อนั้นได้มีการดำเนินโครงการต่างๆ กันมาอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่ขอการสนับสนุนจากกองทุนดังกล่าว

แต่ผลที่ประเทศไทยต้องเปิดเสรี ในปี 2563 ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูและเตรียมพร้อม เพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น…

ซึ่งจะเป็นอนาคตในรูปแบบไหน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเตรียมรับมือให้พร้อม

มหัศจรรย์ผลไม้ภาคตะวันออก จันทบุรี-ตราด “ชิมทุกไร่ ลุยไปทุกสวน เต็มอิ่มกับบุฟเฟ่ต์ผลไม้”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

ท่องเที่ยวเกษตร

สุเมธ คำซื่อ

มหัศจรรย์ผลไม้ภาคตะวันออก จันทบุรี-ตราด “ชิมทุกไร่ ลุยไปทุกสวน เต็มอิ่มกับบุฟเฟ่ต์ผลไม้”

ลมร้อนเริ่มจากไป กลิ่นฝนไอดินกำลังลอยมา ผลไม้หลายชนิดเริ่มผลิดอกแล้วมาออกผล เป็นสัญญาณว่า เข้าสู่ช่วงฤดูกาลของผลไม้แล้ว จันทบุรีและตราด เป็นจังหวัดที่อุดมไปด้วยผลไม้นานาชนิดและจะเริ่มให้ผลผลิตที่รับประทานได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกๆ ปี ครั้งนี้ ทัวร์เกษตรสัญจร มติชนอคาเดมี จะพาทุกท่านไปตะลุยสวนในดินแดนผลไม้ภาคตะวันออก ได้ทั้งชิมได้ทั้งช็อปผลไม้สดๆ จากสวน แถมยังได้ความรู้เทคนิคต่างๆ พร้อมกับการต้อนรับที่แสนอบอุ่นเป็นกันเองของเจ้าของสวน ถ้าพร้อมแล้วตามเราไปตะลุยสวนกันเลยครับ

สวนแรกที่จะพาทุกท่านไปนั้น เป็นสวนผลไม้ของ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนรักษ์เขาบายศรี ซึ่งมี คุณนงลักษณ์ มณีรัตน์ เป็นประธานกลุ่ม สวนนี้มีผลไม้นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ลองกอง ทุเรียน มังคุด ฯลฯ สำหรับที่นี่เราบอกได้เลยว่า ใครไม่ได้ไป เสียใจแย่ เพราะสวนแห่งนี้เป็นแหล่งรวมของผลไม้โบราณก็ว่าได้ คุณป้านงลักษณ์ ได้เล่าว่า สวนนี้มีเนื้อที่ 100 กว่าไร่ มีต้นไม้ผลเก่าแก่อยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียนโบราณ ใครโชคดีก็จะได้รับประทาน ก็เนื่องมาจากว่า ต้นทุเรียนต้นนี้มีความสูง 20 กว่าเมตร ต้องรอให้ลูกทุเรียนตกลงมาก่อน ถึงจะมีโอกาสได้รับประทานกัน ลักษณะของลูกทุเรียนจะไม่ใหญ่มาก ประมาณลูกละ 3-4 ขีด และที่สำคัญต้นทุเรียนต้นนี้มีอายุมานานกว่า 150 ปีแล้ว ผลไม้ชนิดอื่นที่มีความโบราณของที่นี่ก็จะมีต้นมังคุด อายุ 100 กว่าปี ซึ่งอายุอานามก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าต้นทุเรียนเลย และที่อยากจะพาไปชมไปชิมจริงๆ ก็คือ ต้นระกำพันปี ย้ำนะครับว่า ระกำอายุ 1,000 กว่าปี ซึ่งพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นพืชล้มลุก เมื่อใกล้จะตาย พันธุ์ไม้นี้ก็จะผลัดต้นผลัดใบออกให้ได้ต้นใหม่จึงมีอายุยืนยาวมาก คุณป้านงลักษณ์ได้บอกไว้อีกว่า อยากอนุรักษ์ผลไม้โบราณต่างๆ ในสวนนี้ไว้ให้กับนักเรียน นักศึกษา เพื่อไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป ส่วนใครที่อยากช็อปผลไม้ ก็มีให้ท่านได้ซื้อฝากติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านได้เหมือนกันครับ

เดินทางสวนต่อไป ขอบอกก่อนนะครับ สวนนี้เป็นแนวแอดเวนเจอร์ ซึ่งหากใครสนใจจะนั่งรถเข้าชมสวนก็มีรถให้นั่ง หรือท่านใดต้องการที่จะเดินเท้าเข้าไปในสวนก็ได้นะครับ แต่ระยะทางค่อนข้างไกลครับกว่าจะเดินได้รอบก็เหนื่อยเอาการ ซึ่งสวนนี้มีเนื้อที่กว้างมากถึง 200 กว่าไร่ สวนที่พามานี้ มีชื่อว่า สวนสะเด็ดยาด ของ คุณยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งเป็นสวนที่ดาราชอบมาเที่ยวถ่ายรูปกันบ่อยๆ อย่าง ณเดช คุกิมิยะ, กัน-ริท เดอะสตาร์ 6 และดาราชื่อดังอีกหลายคน สำหรับผลไม้ในสวนแห่งนี้ ก็มีให้เลือกรับประทานกันหลากหลายชนิดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ฯลฯ แต่เราสามารถเด็ดมารับประทานได้แค่บางต้น เพราะบางต้นก็ยังไม่สามารถรับประทานได้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง คนที่พาชมหรือคนขับรถชมสวนจะแนะนำครับว่ารับประทานได้หรือไม่ได้ จุดเด่นๆ ของสวนนี้คือ มีการจัดการปลูกผลไม้ที่เป็นสัดส่วนในบริเวณพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้การชมสวน การเก็บเกี่ยวผลไม้ทำได้โดยไม่ลำบาก หลังจากชมสวน ชิมผลไม้กันเต็มอิ่มแล้วก็ออกมาเลือกชมเลือกดูผลไม้ที่จะซื้อนำกลับไปบ้าน ที่สวนสะเด็ดยาดนี้เขาเปิดเป็นโฮมสเตย์ด้วยนะครับ ท่านใดที่ต้องการจะมาพักผ่อนหย่อนใจในสไตล์ชาวสวนในช่วงวันหยุดก็สามารถมาพักผ่อนกันได้ครับที่สวนสะเด็ดยาด จังหวัดจันทบุรี

จากจันทบุรีขับรถไปยัง เขาสมิง จังหวัดตราด เพื่อไปตะลุยชิมสวนผลไม้กันต่อ ซึ่งเป็นสวนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา สวนที่พูดถึงอยู่นี้คือ สวนอำไพ ซึ่งมี คุณชัยวัฒน์ ปริ่มผล เป็นเจ้าของสวน สวนนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีการจัดสวนเป็นสัดส่วน แต่ที่สำคัญ สวนนี้มีการปลูกผลไม้แบบเกษตรอินทรีย์ โดยใช้ธรรมชาติล้วนๆ ไม่พึ่งสารเคมีแต่อย่างใด พร้อมกับชมผลิตภัณฑ์แปรรูปผลไม้มงคลที่มีคำว่า “ทอง” เพื่อสุขภาพ ด้วยกรรมวิธีการอบแบบสุญญากาศ โดยใช้ผลไม้ชื่อมงคลก็คือ กล้วยหอมทอง ขนุนทองประเสริฐ สับปะรดตราดสีทอง และทุเรียนหมอนทอง นั่นเองครับ

ปิดท้ายกันที่ สวนสาวสุดใจ เป็นจุดหมายต่อไปในการไปชิมผลไม้กัน สวนนี้อยู่เลยจากจันทบุรีมาทางอำเภอแหลมสิงห์ เป็นสวนผลไม้ขนาดเล็ก เพียง 7 ไร่เท่านั้น แต่มีการจัดการสวนที่เป็นระบบ เทคนิคที่ใช้ในสวนล้วนแล้วแต่เป็นการลองผิดลองถูกของเจ้าของสวน นาวาตรีสุดใจ (สุดใจ) และ คุณอรอุมา สุดประเสริฐ (สาว) ซึ่งทำให้ผลผลิตที่ได้ออกมาดีมีคุณภาพ และถ้าท่านใดโชคดีจะได้รับประทานทุเรียนพันธุ์นกหยิบ ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์เล็กแต่ความอร่อยไม่เล็กตามตัว โดยทุเรียนพันธุ์นี้จะไม่ออกให้รับประทานเหมือนกับทุเรียนพันธุ์ทั่วๆ ไป ถ้าโชคดี…เราจะได้ลองลิ้มชิมรสกันครับ

แต่ก่อนจะกลับกรุงเทพฯ เราจะพาไปแวะซื้อของฝากกัน นอกจากผลไม้สดแล้วยังมีผลไม้แปรรูปต่างๆ อีก ที่สามารถเก็บไว้รับประทานกันได้นานๆ คราวนี้เราพาทุกท่านมาซื้อของฝากที่ ร้านป้าแกลบ ของ คุณอรอุมา สุดประเสริฐ หรือ คุณป้าแกลบ ซึ่งร้านแห่งนี้เป็นทั้งที่ผลิตผลไม้แปรรูปและเป็นร้านจำหน่ายของฝาก ตัวอย่าง เช่น ทุเรียนเฟรนช์ฟราย ที่นี่ได้ชื่อว่า เป็นรายแรกของประเทศไทยที่ได้ทำผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ขึ้นมา ยังมีทุเรียนกวนไม่ใส่น้ำตาล และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผลไม้อื่นๆ อีกมากมายให้ท่านได้เลือกซื้อกลับบ้านกันอย่างจุใจ…บอกได้เลยว่า พลาดไม่ได้โดยประการทั้งปวงจริงๆ

ขอบอกเลยว่าครั้งนี้ ทุกท่านจะต้องเต็มอิ่มกับผลไม้จริงๆ ท่านใดสนใจตะลุยสวนไปกับทัวร์เกษตรสัญจร มติชนอคาเดมี ตอน มหัศจรรย์ผลไม้ภาคตะวันออก จันทบุรี-ตราด “ชิมทุกไร่ ลุยไปทุกสวน เต็มอิ่มกับบุฟเฟ่ต์ผลไม้” เดินทาง วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2557 สอบรายละเอียด โทร. (02) 954-3977-84 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.matichonacademy.com และ Facebook : Matichon Academy รับรองเที่ยวกับเราไม่มีผิดหวัง

ตลาดร่มหุบ ตลาดสินค้าเกษตร ที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

ซื้อมาขายไป

นัย บำรุงเวช

ตลาดร่มหุบ ตลาดสินค้าเกษตร ที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่

ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในแหล่งชุมชน มีการคมนาคมสะดวก ง่ายต่อการขนถ่ายสินค้า ตลาดในแต่ละท้องถิ่นจึงพิจารณาจากสภาพภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยในพื้นที่นั้นๆ ตลาดในอดีตมักเลือกพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ เนื่องจากการคมนาคมสมัยก่อนใช้เส้นทางน้ำอาศัยเรือเป็นพาหนะบรรทุกผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าอื่นๆ

ในอดีต จังหวัดสมุทรสงคราม มีตลาดน้ำอยู่หลายแห่ง แต่เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น ตลาดน้ำเหล่านั้นก็หายไป ปัจจุบัน สมุทรสงคราม ยังเหลือตลาดที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกหลายแห่ง และที่กำลังจะรื้อฟื้นกลับคืนมาอีกหลายแห่งเช่นกัน ตลาดที่รู้จักกันดีก็คือ ตลาดน้ำอัมพวา ตลาดน้ำท่าคา ตลาดน้ำบางน้อย ตลาดประตูน้ำบางนกแขวก ตลาดวัดปราโมทย์ จนมาถึงตลาดร่มหุบ แต่ละแห่งล้วนมีอาหารมากมายและอร่อยทั้งนั้น การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ-สมุทรสงครามในอดีตมีเพียงทางรถไฟเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นที่เป็นเส้นทางหลัก สะดวกและรวดเร็วที่สุด จังหวัดสมุทรสงคราม มี 3 อำเภอ สถานีรถไฟอยู่ที่อำเภอเมือง คนอำเภอเมืองหรือชาวแม่กลองจึงได้เปรียบในการเดินทางไปกรุงเทพฯ เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ส่วนผู้ที่อยู่อำเภออัมพวาและอำเภอบางคนที ต้องลงเรือเมล์หรือเรือหางยาวมาขึ้นที่อำเภอเมืองเพื่อต่อรถไฟ ถนนระหว่างอำเภออัมพวากับอำเภอเมืองสมุทรสงครามยังไม่มี เป็นแค่เส้นทางสำรวจรอการก่อสร้าง แต่สามารถเดินทางด้วยเท้าหรือจะถีบรถจักรยาน หรือขับรถจักรยานยนต์ไปก็ได้ ทางน้ำจึงเป็นเส้นทางเดียวที่ชาวอัมพวากับชาวบางคนทีใช้ติดต่อกับอำเภอเมืองสมุทรสงคราม ดังนั้น เส้นทางคมนาคมสายหลักที่ชาวสมุทรสงครามไปกรุงเทพฯ ได้จึงมีทางน้ำกับทางรถไฟเท่านั้น ในบทเพลง ลาสาวแม่กลอง ขับร้องโดย พนม นพพร เมื่อ ช่วงปี พ.ศ. 2509 ในบทเพลงผู้แต่งได้ประพันธ์เนื้อความไว้ตอนหนึ่งว่า “แว่วหวูดรถไฟ พี่แสนอาลัยสมุทรสงคราม…” ที่สะท้อนให้เห็นการคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรสงคราม ในครั้งกระนั้นใช้เพียงเส้นทางรถไฟเพื่อการเดินทางกัน ทางรถไฟสายสมุทรสงครามจัดได้ว่าเป็นเส้นทางรถไฟประวัติศาสตร์เก่าแก่สายหนึ่ง มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2444 ทางรถไฟสายสมุทรสงครามของการรถไฟแห่งประเทศไทย เริ่มต้นที่สถานีวงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สิ้นสุดที่จังหวัดสมุทรสงคราม รวมเป็นระยะทาง 66.9 กิโลเมตร แต่การเดินทางแบ่งเส้นทางการเดินรถออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงแรก จากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ถึงสถานีรถไฟมหาชัย (สมุทรสาคร) เป็นระยะทาง 31.2 กิโลเมตร และช่วงที่ 2 จากสถานีรถไฟบ้านแหลม (ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร) ถึงสถานีรถไฟแม่กลอง ระยะทาง 33.57 กิโลเมตร โดยระหว่างสถานีมหาชัยกับสถานีบ้านแหลม จะไม่มีสะพานข้ามเชื่อมถึงกัน ผู้โดยสารจะต้องลงจากขบวนรถ และเดินเท้าลงเรือยนต์ลำใหญ่ข้ามฟากแม่น้ำท่าจีน เพื่อไปต่อรถไฟอีกขบวนหนึ่ง ใครมีสัมภาระมากและหนักจะแบกหามกันทุลักทุเลมาก มีลูกจูงลูก มีหลานจูงหลาน คนเฒ่าคนแก่ ลำบากหน่อย รีบเดิน วิ่งได้ก็วิ่ง ต้องแย่งกันขึ้น เพราะที่นั่งจะไม่ใช่ที่นั่งเดิม ใครมาก่อนได้ที่นั่งก่อน ขากลับก็ปฏิบัติเช่นกันนี้ ดังนั้น การขนส่งสินค้าต่างๆ รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากด้วยทางรถไฟจึงไม่สะดวก การขนส่งทางเรือจึงเหมาะสมกว่า แต่ก็ทำให้ผลผลิตบางอย่างเสียหายได้ เพราะการเดินทางที่ใช้เวลานานกว่า สินค้าหลักที่สำคัญ ได้แก่ อาหารทะเล เกลือ น้ำตาลปี๊บ มะพร้าว ผลไม้ตามฤดูกาล น้ำตาลปี๊บจากสมุทรสงครามได้ชื่อว่าเป็นน้ำตาลมะพร้าวที่มีคุณภาพดี รสชาติดี หวานมัน เป็นที่ต้องการในการใช้ทำของหวานจำนวนมาก จึงมีการขนส่งด้วยทางเรือ แต่ใช้เวลาเดินทางหลายวัน การขนส่งน้ำตาลปี๊บมีพ่อค้ารวบรวมน้ำตาลปี๊บใส่ลงเรือเอี้ยมจุ๊น (เรือเกลือ) เป็นเรือต่อด้วยไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่รูปทรงอ้วนป้อม สามารถบรรทุกน้ำตาลปี๊บได้เป็นร้อยๆ ปี๊บ เรือเอี้ยมจุ๊น 4-6 ลำ ถูกลากด้วยเรือยนต์โยงไปกรุงเทพฯ มีเรือยนต์ที่เป็นเรือโยงอยู่หลายลำที่สมุทรสงคราม

ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้สัมผัสพื้นแตะผิวน้ำที่บางกอกเป็นครั้งแรกในชีวิตนั้น ที่คลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง หน้าวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ร่วม 50 ปีมาแล้ว ตอนนั้นยังอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 (สมัยนั้นยังมี ป.7) อยากไปเที่ยวกรุงเทพฯ จึงขออนุญาตแม่ติดเรือโยงไปกับเพื่อนรุ่นพี่ เพราะเพื่อนรุ่นพี่เป็นเด็กเรือโยง เรือโยงเป็นเรือยนต์ทำหน้าที่ลากเรือเอี้ยมจุ๊นบรรทุกน้ำตาลปี๊บ ผู้เขียนขออนุญาตกับเจ้าของเรือ ขออาศัยไปด้วย โดยช่วยเขาเช็ดถูเรือ วิดน้ำออกจากเรือโยง รับเชือกโยงเรือเพื่อแลกกับข้าวและน้ำ เผื่อขากลับมาจะคุยอวดเพื่อนๆ ในห้องเรียนว่าได้ไปกรุงเทพฯ มาแล้ว ทนนอนให้ยุงกัดในเรือโยงอยู่ 3 คืน จากอัมพวาถึงบางกอก เรือโยงแล่นออกไปลากเรือเอี้ยมจุ๊นในคลองบางนางลี่บ้าง คลองบางแคบ้าง บางแควอ้อมบ้าง แล้วแต่ผู้จ้าง ต่อจากนั้นก็ลากเอื่อยเฉื่อยไปตามลำน้ำแม่กลองมาที่แม่กลอง เข้าคลองแม่กลองจนมาออกคลองสุนัขหอนหรือคลองหมาหอนเขตสมุทรสาคร พัก 1 คืน ที่เรียกว่าคลองสุนัขหอนมีที่มาหลายชื่อ คลองนี้น้ำเริ่มเค็ม ยุง ริ้น ชุมมาก คลองสุนัขหอนชื่อเดิมเรียกกันว่า คลองหมาหอน เป็นลำคลองที่ตัดจากลำแม่น้ำท่าจีน สมุทรสาคร เริ่มตั้งแต่ปากคลองตรงวัดบ้านแหลม เรียกชื่อคลองว่า แม่กลอง เรื่อยไปจนถึงจุดที่กระแสน้ำจากแม่น้ำแม่กลองกับกระแสน้ำจากแม่น้ำท่าจีนมาชนกัน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า น้ำชน จุดที่น้ำชนกันนี้ทำให้โคลนเลนมาทับถมกองสุมกันทั้งสองด้าน นานเข้าเกือบทั้งลำคลองก็ตื้นเขินขึ้น เวลาน้ำลง เรือแพผ่านไปไม่ได้ต้องจอดรอกัน รอจนกว่าน้ำจะขึ้น เรือจึงจะออกไปต่อได้ ในขณะที่เรือปักหลักจอดรอน้ำขึ้นอยู่นี้ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ฝากสองฝั่งคลองนี้ต่างเลี้ยงหมากัน เมื่อมีคนแปลกหน้าจอดเรืออยู่ มันจึงส่งเสียงเห่าเสียงหอน ขับไล่ ส่งเสียงต่อๆ ตลอดทั้งลำคลอง ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน จึงเป็นที่มาของชื่อว่า คลองหมาหอน บ้างก็เล่ากันว่าคลองสุนัขหอนในสมัยก่อนนั้นไม่ค่อยมีบ้านผู้คนอาศัยอยู่ สองฝั่งคลองเป็นป่ารกเต็มไปด้วยต้นกระบูน ต้นลำพู ลำแพน และต้นจาก ในลำคลองจะมีสัตว์น้ำชุกชุมมาก พอกลางคืนมีคนออกพายเรือจุดไต้หาปลาในคลอง ถ้าบ้านไหนมีสุนัข สุนัขเหล่านั้นจะหอนรับกันเป็นทอดๆ เพราะได้ยิน เสียงพายเรือดังจ๋อมแจ๋ม และเสียงคนคุยกัน แต่บ้างก็บอกว่าคลองสุนัขนั้นเดิมทีมีผีดุมากและมักมีผีกระสือ ล่องลอยหากินกันเพ่นพ่าน สุนัขเมื่อเห็นผีก็จะพากันเห่าหอน จึงเรียกกันว่า “คลองสุนัขหอน” แต่บ้างก็ว่า ยุง ริ้น ชุมมากจนหมานอนไม่ได้ กัดจนหมาต้องหอนทั้งคืน การลากเรือไปตามคลองสุนัขหอนค่อนข้างลำบาก เพราะคลองเล็ก บางช่วงน้ำลง ไม่สะดวกต่อการลากต้องหยุดลาก ออกแม่น้ำท่าจีนเข้าคลองมหาชัย พักอีก 1 คืน เข้าคลองบางหลวง จอดหน้าวัดกัลยาณมิตรฯ เพื่อขนถ่ายสินค้าขึ้นรถสิบล้อที่นี่ จากนั้นน้ำตาลปี๊บเหล่านี้จะส่งต่อไปที่ไหนอีกไม่รู้ หลังจากเท้าได้สัมผัสผิวดินหน้าวัดแล้ว เท้าก็ได้เหยียบท่าเท้งเทียบเรือหน้าวัดเช่นกัน ต่อจากนั้นไม่ได้ไปไหน เล่นอยู่หน้าวัดเพื่อรอการเดินทางกลับ ก่อนเดินทางกลับเรือแล่นไปเติมน้ำมันที่ปากคลองออกแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ได้เห็นสะพานพุทธเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นมาก เห็นรถราวิ่งขวักไขว่จ้องดูอยู่เป็นนาน จนเรือเติมน้ำมันเต็ม จึงบ่ายหัวเรือกลับเข้าคลอง เพื่อโยงเรือเปล่าลากกลับ ขากลับค่อนข้างเร็ว เพราะเรือน้ำหนักเบา นับเป็นประสบการณ์ชีวิตครั้งหนึ่ง ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเรือในช่วงเวลาสั้นๆ

การเดินรถไฟจากแม่กลอง มีตั้งแต่ ตี 5 ครึ่ง มาถึงวงเวียนใหญ่ ประมาณ 07.28 น. เที่ยวสุดท้ายจากแม่กลอง มี 20.10 น.แต่ไม่ถึงวงเวียนใหญ่ ถึงแค่บ้านแหลม รถไฟเที่ยวสุดท้ายที่มหาชัยมีแค่เวลา 1 ทุ่ม ดังนั้น ใครจะเดินทางจากแม่กลองต้องดูเที่ยวที่มีรับช่วงต่อที่มหาชัยพอดีกัน วันหนึ่งรถไฟที่สถานีแม่กลองมีการเดินรถถึง 17 เที่ยว รถไฟเข้า-ออก สถานี 34 ครั้ง สถานีแม่กลองพลุกพล่านด้วยผู้คน คึกคักมาก ใครได้ไปกรุงเทพฯ เป็นเรื่องเท่ มีเรื่องต้องถามไถ่กันเมื่อเดินทางกลับมาแล้ว แต่การขนส่งสินค้าทางเรือคงดำเนินกิจการมาเรื่อย เดิมรถไฟสายนี้เดินรถโดยบริษัทเอกชน คือ บริษัท รถไฟท่าจีน ทุนจำกัด (บริษัท ท่าจีนเรวเวกัมปนีลิมิเต็ตทุนจำกัด) ได้รับสัมปทานเดินรถ ตั้งแต่ วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2444 จากสถานีรถไฟปากคลองสาน ถึงสถานีรถไฟมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร ระยะเวลา 40 ปี ถึง พ.ศ. 2484 เป็นระยะทาง 33.1 กิโลเมตร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะนั้นทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิดเส้นทางปากคลองสาน-มหาชัย เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) และเปิดให้ประชาชนใช้งานตั้งแต่ วันที่ 4 มกราคม ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2448) ทางรถไฟสายวงเวียนใหญ่-แม่กลอง เป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคยเสด็จพระราชดำเนินประทับรถไฟพระที่นั่ง ผ่านทางรถไฟสายนี้ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) เพื่อทรงทำพิธีเปิดถนนถวาย ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมืองสมุทรสาคร ต่อมาในปีเดียวกัน (พ.ศ. 2448) บริษัท แม่กลอง ทุนจำกัด ได้รับสัมปทานเดินรถช่วงที่ 2 จากสถานีรถไฟบ้านแหลม ไปสถานีรถไฟแม่กลอง สมุทรสงคราม เป็นระยะเวลา 40 ปี เริ่มเดินรถตั้งแต่ วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2448 ถึง พ.ศ. 2488 ทางรถไฟสายแม่กลองนี้ ไม่มีเส้นทางเชื่อมต่อกับรถไฟสายอื่น ทำให้การขนส่งขบวนรถเพื่อซ่อมบำรุง ต้องบรรทุกขบวนรถจากสถานีซ่อมบำรุงที่สถานีรถไฟบางกอกน้อย หรือสถานีรถไฟมักกะสันขึ้นแพขนานยนต์ ต่อมา บริษัท รถไฟท่าจีน และบริษัท แม่กลอง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้รวมเป็นบริษัทเดียวกัน ใช้ชื่อว่า บริษัท แม่กลอง ทุนจำกัด และเดินรถจนกระทั่งหมดสัมปทาน ในปี พ.ศ. 2488 จึงได้ขายกิจการให้กับกรมรถไฟ ภายใต้องค์กรรถไฟสายแม่กลอง เปลี่ยนสถานะเป็น สำนักงานรถไฟสายแม่กลอง เมื่อ วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 และรวมเข้ากับการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 ในอดีตทางรถไฟสายแม่กลองสิ้นสุดที่สถานีรถไฟคลองสาน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ปัจจุบัน กลายเป็นตลาดท่าน้ำรถไฟคลองสาน) แต่ได้ถูกยกเลิก ทางรถไฟช่วงสถานีรถไฟปากคลองสานถึงสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ไม่มีการเดินรถมาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2504 สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 โดยยังคงรางรถไฟไว้ แต่ราดยางมะตอยทับไว้ จึงทำให้ทางรถไฟสายนี้สิ้นสุดอยู่ที่สถานีวงเวียนใหญ่ เป็นรถไฟสายวงเวียนใหญ่-แม่กลอง

เส้นทางน้ำคงเป็นเส้นทางหลักเรื่อยมาก่อนที่จะมีถนน เรือจึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวสมุทรสงคราม วัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์จากเรือ นอกเหนือไปจากใช้เพื่อการเดินทางคมนาคมแล้ว ยังใช้ด้านอื่นอีก เช่น การใช้เรือแห่หนังเป็นการประชาสัมพันธ์ทางเดียวที่สามารถเข้าถึงชาวบ้านที่ปลูกบ้านอยู่ริมแม่น้ำลำคลองได้ โปรมแกรมใดมีหนังดังเข้าฉาย เรือแห่โฆษณาหนังต่างแล่นแห่โฆษณาหนังด้วยเครื่องขยายเสียดังลั่นคุ้งน้ำแม่กลอง ตั้งแต่แม่กลองขึ้นมาอัมพวาจนไปถึงบางคนทีแล้วล่องกลับ สมุทรสงครามมีโรงภาพยนตร์อยู่ 2 โรง โรงแรกชื่อศรีสมุทรอยู่ในตลาดแม่กลองใกล้ๆ กับทางรถไฟ อีกโรงชื่อโรงหนังแสงวณิช อยู่คนละฝั่งน้ำ ต้องนั่งเรือข้ามแม่น้ำแม่กลองที่ท่าเทียบเรือเทศบาลท้ายสถานีรถไฟ หรือตรงที่สุดรางรถไฟ โรงหนังศรีสมุทรคนดูเยอะกว่าเพราะอยู่ในตลาด ฉายหนังดังพร้อมกับหนังโรงที่กรุงเทพฯ

จนกระทั่งมามีโครงการก่อสร้างถนนพระรามที่ 2 หรือทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 35 สายธนบุรี-ปากท่อ ในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ในปี พ.ศ. 2513 แล้วเสร็จและเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2516 ถนนพระรามที่ 2 (Thanon Rama II) หรือทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 35 สายธนบุรี-ปากท่อ เป็นถนนที่ตัดผ่านจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีอำเภออัมพวา อันเป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชสมภพ และมีสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลองตั้งอยู่บนทางหลวงสายนี้ สะพานดังกล่าวได้อัญเชิญพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาเป็นนามของสะพานว่า “สะพานสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” ดังนั้น เมื่อกรมทางหลวงได้สร้างถนนสายธนบุรี-ปากท่อ เสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้ขอพระบรมราชานุญาตตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า “ถนนพระรามที่ 2″ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ภาคใต้ ช่วยย่นระยะทางสั้นกว่าถนนเพชรเกษม ประมาณ 40 กิโลเมตร จึงทำให้ประชาชนใช้เส้นทางนี้แทนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4 เป็นต้นมา ในช่วงระยะแรกเป็นทางหลวงแผ่นดิน ขนาด 2 ช่องจราจร สวนทาง การใช้ถนนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้ามกับการใช้บริการรถไฟที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ประชาชนหันมาใช้บริการรถยนต์กันมากขึ้น เป็นรถประจำทางของ บริษัท ขนส่ง 99 หรือที่ชาวบ้านเรียก ด่วน 99 แม่กลอง เป็นรถสีส้มธรรมดา ในขณะเดียวกันถนนอัมพวา-แม่กลอง เริ่มมีรถสองแถวและรถแท็กซี่วิ่งกัน ถนนอัมพวา-บางนกแขวก ถูกสร้างด้วยการเทคอนกรีต เป็น 2 ช่อง คล้ายรางขนาดใหญ่เพื่อให้ล้อรถยนต์วิ่ง เป็นการประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องเทคอนกรีตทั้งหมด เรือหางยาวที่เคยแล่นรับส่ง อัมพวา-แม่กลองค่อยๆ หมดความสำคัญลงไป ถนนเริ่มตัดผ่านเรือกสวนมะพร้าว สวนผลไม้ มากขึ้น ต่อมาเมื่อมีผู้สัญจรไปมาบนถนนสายนี้เป็นจำนวนมาก จนเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อีกทั้งสภาพพื้นที่ที่เป็นบริเวณดินอ่อนตลอดสายทาง ผ่านท้องทุ่งนาเกลือ สวนมะพร้าว จึงเป็นสาเหตุทำให้คันทางมีการทรุดตัว ดินอ่อนสูง มีน้ำท่วมเป็นช่วงๆ ผิวจราจรเกิดความเสียหาย ผู้ใช้เส้นทางได้รับความเดือดร้อนมาก จึงได้มีโครงการก่อสร้างครั้งที่ 2 เมื่อ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2530 โดยขยายช่องจราจรจาก 2 ช่องจราจรเป็น 4 ช่องจราจร แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2535 ในปี พ.ศ. 2542 ได้มีการขยายช่องจราจร จาก 4 ช่องจราจร เป็น 8 ช่องจราจร ระหว่างทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-นิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร (กม. 12+000-กม. 34+000)

ประมาณปี พ.ศ. 2530 มีรถร่วมเอกชนสายดำเนินสะดวก-กรุงเทพฯ วิ่งผ่าน อัมพวา-แม่กลอง-มหาชัย ทำให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถสายนี้ เนื่องจากเป็นรถปรับอากาศ ต่อจากนั้นรถร่วมปรับอากาศแม่กลองจึงตามมา และมีรถตู้เพิ่มขึ้นมาจำนวนมากเป็นทางเลือกให้กับประชาชนใช้บริการ ส่วนการเดินทางด้วยรถไฟนับวันจำนวนผู้ใช้บริการจะลดลงๆ บางตาลงเรื่อยๆ จากสถานีรถไฟที่เคยเนืองแน่นด้วยผู้ใช้บริการ เป็นเส้นทางที่ทำกำไรได้มากที่สุดในประเทศ กำลังจะกลับกลายเป็นเส้นทางที่ขาดทุนมากที่สุดในประเทศไป สถานีรถไฟแม่กลองอยู่ใจกลางตลาดแม่กลอง รถไฟจึงแล่นผ่านกลางตลาด เมื่อรถไฟเข้าชานชาลาจะปิดกั้นด้านหยุดรถยนต์ให้รถไฟเข้า 2 แห่ง ที่หน้าโรงเรียนอนุบาลกับที่ตลาดสดติดต่อกับชานชาลา เมื่อรถไฟลดจำนวนเที่ยวลง ทิ้งระยะห่างการเข้าชานชาลามากขึ้น ทำให้พื้นที่สองข้างทางรถไฟกลางตลาดสดถูกบรรดาพ่อค้า แม่ค้า จับจองใช้ประโยชน์ นำสินค้าผลผลิตมาวางขายใกล้ๆ กับทางรถไฟ พอรถไฟมาก็ขยับหนี ทำเช่นนี้โดยยังไม่มีการทำเป็นการถาวร ยังไม่มีร่ม ผ้าใบบังแดดมากางกัน ให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินรถ ผู้ที่จับจ่ายตลาดในตอนเช้าก็รู้สึกสะดวก เพราะสามารถเลือกซื้อสินค้าเป็นแนวยาวตามที่โล่งแจ้งไม่อับอากาศ

เที่ยวแม่กลอง-บ้านแหลม

จากจำนวนขบวนที่มี 17 เที่ยว ต่อวัน เหลือ 4 เที่ยว ต่อวัน เข้า-ออกชานชาลารวม 8 ครั้ง ทำให้ทิ้งช่วงว่างของขบวนรถไฟมาก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา มีแม่ค้า พ่อค้า เอาสินค้ามาวางจำหน่ายสองข้างรถไฟเพิ่มขึ้น พอรถไฟมาก็ยกหนี รถไฟผ่านก็เอามาวางใหม่จนเกิดความเคยชิน นานเข้าจึงนำร่มมากาง ก่อนเปลี่ยนผ้าใบผ้ายางกางกั้นบังแดดมาแทน พอรถไฟเข้ามาใกล้จะลดไม้ค้ำผ้าใบลงมา ช่วงนั้นมีการเรียกว่า ตลาดริมทางรถไฟบ้าง ตลาดข้างทางรถไฟบ้าง ตลาดบนทางรถไฟบ้าง จนมาถึง ตลาดร่มหุบ เมื่อขบวนรถไฟมาถึงถนนตัดทางรถไฟหน้าโรงเรียนอนุบาลสมุทรสงคราม ประมาณ 150 เมตร พนักงานขับรถไฟจะให้รถแล่นช้าๆ เปิดไฟหน้าและเปิดหวูดดังขึ้น เมื่อเสียงหวูดรถไฟดังขึ้น เหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ก็เตรียมจะหุบร่มลดผ้าใบกันแดด และเมื่อรถไฟเข้ามาใกล้ก็หุบร่มผ้าใบกันแดดลง โดยไม่ต้องเก็บข้าวของที่อยู่ริมทางรถไฟ เพื่อเปิดทางให้รถไฟแล่นเข้าชานชาลา ข้าวของสินค้าต่างๆ ไม่ได้วางบนรางรถไฟ เพียงวางไว้ข้างราง ล้อรถไฟจึงไม่ได้ทับข้าวของเสียหาย หลังจากรถไฟผ่านไปแล้วก็กางร่มค้ำผ้าใบกันแดดขึ้นเหมือนเดิมอีก กลายเป็นภาพที่แปลกตาเมื่อใครได้มาเห็น จึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศอันกุลีกุจอกันอย่างโกลาหลของพ่อค้า แม่ค้า ที่หุบร่มลดผ้าใบที่กางลง และเก็บสินค้าบางอย่างให้ห่างจากบริเวณทางรถไฟในเวลาอันรวดเร็ว และเมื่อรถไฟวิ่งมาถึงทั้งร่มผ้าใบและสินค้าถูกหุบและเก็บเรียบร้อยแล้ว เมื่อไม่มีขบวนรถไฟการค้าขายก็ยังพลุกพล่านกวักไกวดำเนินไปตามปกติ

หลังจากการตัดถนนสายหลัก สายรอง หลายสายผ่านบ้านเรือกสวน บางสายผ่านกลางบ้าน ชาวบ้านมีรถยนต์ส่วนตัวเพื่อใช้ในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและเพื่อการเดินทางติดต่อกันมากขึ้น บทบาทของเรือที่แต่ละบ้านเคยมีและเคยใช้มันประจำก็สิ้นสุดลง เรือถูกเข็นขึ้นมาเก็บ หรือขายให้กับรีสอร์ตที่ต้องการนำไปตกแต่งสถานที่ เรือเมล์ เรือหางยาว ที่เป็นพาหนะประจำทางก็เลิกกิจการกันไป เรือโยงไม่ต้องกล่าวถึงหายไปก่อนแล้ว การขนส่งทางบกด้วยรถยนต์สะดวกรวดเร็วกว่าเข้ามาแทน ทั่วคุ้งน้ำเงียบสงบไม่มีเสียงเครื่องยนต์เรือมายาวนานหลายปี แต่แล้วมันก็กลับมาอีกครั้งเมื่อตลาดน้ำเริ่มฟื้นคืนมา ตลาดน้ำอัมพวาเป็นแรงกระตุ้นการท่องเที่ยวและเรียกให้เรือกลับคืนมา เมื่อกระแสการเที่ยวตลาดน้ำมาแรงมาก เรือพ่อค้า แม่ค้ากลับมาลอยเรือในลำคลองอีกครั้ง พร้อมกับเรือรับนักท่องเที่ยว ทั้งเรือหางยาวและเรือยนต์แล่นส่งเสียงลั่นคุ้งน้ำอีกครั้ง ทั้งกลางวัน กลางคืน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากจีนผืนแผ่นดินใหญ่ จีนไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ตลอดจนชาวยุโรป นักท่องเที่ยวจะมาคอยรอดูตลาดร่มหุบตามรางรถไฟเข้า-ออก ช่วงเช้าชาวยุโรปจะมากกว่า ช่วงบ่ายและเย็นส่วนมากเป็นชาวจีน หลังจากดูตลาดร่มหุบแล้ว ก็จะไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา รับประทานอาหารเย็นแล้วล่องเรือดูหิ่งห้อย หรือไม่ก็กลับจากดูหิ่งห้อยขึ้นมารับประทานอาหารแล้วขึ้นรถทัวร์กลับ ทำให้ธุรกิจร้านอาหาร เรือท่องเที่ยว มีรายได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างมาก

จากจำนวนขบวนที่มี 17 เที่ยว ต่อวัน เหลือ 4 เที่ยว ต่อวัน เข้า-ออกชานชาลา รวม 8 ครั้ง ทิ้งช่วงว่างของขบวนรถไฟมาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ทำให้มีแม่ค้า พ่อค้า มาจับจองสองข้างรางรถไฟ นำเอาสินค้าเกษตรมาวางจำหน่ายตลอดสองข้างรางรถไฟ ระยะทางกว่า 100 เมตร ส่วนลูกค้าก็อาศัยทางรถไฟเป็นถนนสำหรับจับจ่ายซื้อสินค้า กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้า จะหุบร่มที่กางและเก็บสินค้าจากบริเวณข้างรางรถไฟในเวลาไม่นาน เนื่องจากเป็นขบวนรถไฟสายสั้นๆ ทำให้พ่อค้า แม่ค้า ต้องพร้อมจัดเก็บและจัดวางสินค้าอย่างฉับไวเสมอ จนกลายเป็นความเคยชิน เมื่อรถไฟแล่นมาถึงบริเวณโค้งก่อนเข้าตลาด พนักงานขับรถไฟจะเปิดหวูดเสียงดังแต่ไกล เพื่อเป็นสัญญาณให้พ่อค้าแม่ค้ารู้ตัวว่าต้องหุบร่มและเก็บข้าวของที่วางกีดขวางทางรถไฟได้แล้ว และทันทีที่รถไฟวิ่งผ่านร่มและสินค้าจะถูกจัดเก็บเรียบร้อยแล้ว เมื่อรถไฟผ่านไปก็เอามาวางใหม่แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่บรรยากาศปกติการค้าขายกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นจำนวนแผงขายของได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นานเข้าจึงนำร่มมากกางก่อนเปลี่ยนผ้าใบผ้ายางกางกั้นบังแดดมาแทน พอรถไฟเข้ามาใกล้จะเอาไม้ค้ำผ้าใบลงมา ช่วงนั้นมีการเรียกว่า ตลาดริมทางรถไฟบ้าง ตลาดข้างทางรถไฟบ้าง ตลาดบนทางรถไฟบ้าง จนมาถึงตลาดร่มหุบ เมื่อได้ยินเสียงหวูดรถไฟ เหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ต่างพร้อมใจกันหุบร่ม และรีบเก็บข้าวของที่อยู่ริมรางรถไฟออกในทันใด เพื่อเปิดทางให้รถไฟ วิ่งผ่านไปได้ คงเป็นภาพที่ชินตาเมื่อคุณได้มาเที่ยวชม “ตลาดร่มหุบ” แน่นอน

สินค้าส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเลสดจริงๆ มีเป็นจำนวนมากให้เลือก ที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักก็คือ ปลาทู ปลาทะเลแม่กลองเป็นพวกปลาโป๊ะ ปลาโป๊ะเป็นปลาสด เพราะชาวประมงออกทะเลในตอนกลางคืนล้อมอวนจับปลาในโป๊ะและกลับเข้าฝั่งในตอนเช้า ปลาทูนึ่ง สินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด หน้างอคอหัก คอต้องหักเพื่อใส่ลงพอดีในเข่ง เป็นปลาทูที่นึ่งจริง ไม่ใช่ปลาทูต้ม ปลาทะเลนานาชนิดที่มาขายเป็นปลาที่สด หอยหลอดสดแกะแล้ว ทำเป็นผัดฉ่าอร่อยมาก หอยกะพงผัดกับใบโหระพา สินค้าอีกอย่างเป็นกะปิเคยตาดำคลองโคน ที่แตกต่างไปจากกะปิระยอง มีของทะเลดองเลื่องชื่อรสชาติดี อย่าง ปูแสมดอง หอยแมลงภู่ดอง กั้งดอง และปลาเค็มต่างๆ อีกมาก ขนมของหวานก็หวานมันอร่อยสมเป็นขนมหวานเมืองน้ำตาลไม่แพ้ขนมหวานเมืองเพชร อย่างเช่น จาวตาลเชื่อม สาเกเชื่อม มะพร้าวสังขยา นานๆ จะมีเปลือกส้มโอเชื่อมให้เห็น ผลไม้มีทั้งผลไม้นอกท้องถิ่นและผลไม้ในท้องถิ่นที่มีขายตามฤดูกาล ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดก็ เช่น ส้มโอขาวใหญ่ สุดยอดส้มโอของจังหวัดสมุทรสงคราม ลักษณะเด่นของส้มโอขาวใหญ่มีผลทรงกลมแป้นผิวเรียบ ผลแก่สีเขียวอมเหลือง ต่อมน้ำมันห่าง กดก้นดูจะนิ่ม เป็นส้มโอไร้เมล็ดหรือมีเมล็ดเล็กมาก เยื่อหุ้มกลีบลอกออกได้ง่าย กลีบเต่งและใหญ่ ฉ่ำน้ำ เนื้อสีน้ำผึ้ง รสชาติหวานอมเปรี้ยว ที่ตลาดสดแห่งนี้มีจำหน่ายไม่มาก ส่วนใหญ่มีจำหน่ายที่ตลาดน้ำอัมพวา บริเวณวัดอัมพวันฯ กับระหว่างเส้นทางอัมพวาไปบางนกแขวก ลิ้นจี่ ผลไม้ในคำขวัญของจังหวัด แต่ปีที่แล้ว (ปี 2556) จังหวัดสมุทรสงครามขึ้นป้ายประกาศว่า “ปีนี้ไม่มีลิ้นจี่จำหน่าย” ทุกปีจะเห็นมีแม่ค้าตั้งแผงร้านขายลิ้นจี่สองข้างทางของถนนพระราม 2 ตั้งแต่เข้าเขตจังหวัดสมุทรสงคราม และลิ้นจี่ที่ขายกันก็ไม่ใช่ลิ้นจี่ที่มาจากสวนของชาวสวนสมุทรสงคราม ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวถูกหลอก ทางจังหวัดจึงต้องขึ้นป้ายประกาศเตือน ซึ่งก็ไม่มีแม่ค้าต่างถิ่นกล้านำลิ้นจี่มาขาย แต่ปีนี้ (ปี 2557) ลิ้นจี่ออกมามาก มีจำหน่ายทั่วทั้งจังหวัด และได้จัดงานวันลิ้นจี่ไปแล้ว (วันที่ 28 มีนาคม-7 เมษายน 2557) ที่ภายในชานชาลาสถานีรถไฟแม่กลองมีร้านอาหารรสชาติดีอยู่หลายร้านชวนให้ลองชิม มีทั้ง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมูแดง ข้าวแกง และโอเลี้ยงโบราณรสเข้มข้น ล้วนแต่อร่อยทุกอย่าง เลือกรับประทานลำบาก

ความรู้สึกหวาดเสียวในขณะที่รถไฟวิ่งผ่านแผงขายของที่ตั้งอยู่สองฝั่งริมทางรถไฟ นับว่าเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง พร้อมๆ กับอยากมาสัมผัสกับบรรยากาศอันแสนจะโกลาหลของพ่อค้า แม่ค้า ในช่วงเวลาที่ได้ยินเสียงหวูดรถไฟส่งสัญญาณบอกว่ารถไฟกำลังจะมา

เมื่อผู้เขียนมีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดก็ไม่ลืมแวะไปจ่ายตลาด ที่ตลาดสดแม่กลอง ซึ่งรวมถึงตลาดร่มหุบ และไม่นึกเลยว่าเมื่อใกล้ระยะเวลาที่รถไฟจะเข้าชานชาลา โดยเฉพาะช่วงเช้า 08.30 น. นักท่องเที่ยวจะเนืองแน่นที่หน้าชานชาลาและสองข้างรถไฟหลังตลาดสด ไม่ต่างกับมารอดูปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน นักท่องเที่ยวที่มารอดูการหุบร่มผ้าใบของพ่อค้า แม่ค้า มีทั้งฝรั่ง จีนไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ สิงคโปร์ ต่างรอถ่ายภาพ ขึ้นไปยืนบนรางรถไฟขณะที่รถไฟเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ จนพ่อค้า แม่ค้า ต้องตะโกนให้หลบเข้ามา พวกเขาถึงถอยกลับเข้ามา จะฟังภาษาไทยของพ่อค้า แม่ค้าออกหรือเปล่าไม่รู้ หรือพวกเขากลัวถูกรถไฟทับก็ได้จึงหลบเข้ามา ตลาดร่มหุบ ไม่ใช่เพียงเป็นตลาดขายผัก ผลไม้ และอาหารทะเลสดที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรสงครามที่รอให้ท่านมาเห็นกับตาสักครั้ง…

เป็นคนแก่…ต้องปากหวาน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่

เป็นคนแก่…ต้องปากหวาน

เมื่อตอนช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมเองก็ไม่ค่อยได้ไปไหนเท่าไหร่ นอกจากได้พบคนที่เคารพนับถือกันบ้างพอควร

ก็รู้ตัวเองว่า…พออายุมากขึ้นก็ไม่ค่อยอยากจะไปไหน-มาไหน-กันสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่แก่หรอกนะครับ เพราะผมก็เคยบอกอยู่บ่อยๆ ว่า “อายุยังไม่ถึงร้อยปีเลย จะแก่ไปได้ไง…”

เมื่อไม่ค่อยได้ไปไหน แล้วก็มีเพื่อนๆ ฝรั่งมังขวดมาเที่ยวเมืองไทยในช่วงสงกรานต์กันหลายคน ก็เลยจับกลุ่ม-เล่นดนตรี-ซ้อมดนตรี-กันไปตามเรื่อง สนุกสนานกันไปตามเพลง ฝรั่งมังขวดหลายต่อหลายคนที่มาร่วมฉลองประเพณีไทยๆ ของเรา “ก็แฮปปี้ไปตามๆ กัน”

พอมีเวลาว่าง ก็อ่านหนังสือ-ดูโทรทัศน์-ดูข่าวคราว-กันบ้างตามควร

ที่น่าสังเกตสำหรับตัวผมเองก็คือ เดี๋ยวนี้…ไม่ค่อยได้เปิดวิทยุฟังเลย ทั้งๆ ที่ก็เคยเป็นผู้จัดรายการวิทยุมาเกือบจะตลอด 40 ปี เห็นจะได้ และเดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นใครๆ ฟังวิทยุกันสักเท่าไหร่ ก็เลยคิดว่า…เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยจะฟังวิทยุกันแล้วหรือ?

สำหรับตัวผมเอง เวลาขับรถไปไหน-มาไหน ก็จะเปิดเทป-เปิด ซีดี ฟังไป ไม่ค่อยได้ฟังวิทยุเท่าไหร่ นอกจากฟังเรื่องการจราจรบ้างบางครั้ง-บางคราว และเพลงยุคใหม่ๆ ผมเองก็ฟังไม่เป็นซะด้วย เคยฟังคลื่นของทาง กสทช. ท่านเหมือนกัน เพราะมีเพลง-คลาสสิก-เพลงแจ๊ซ-เพลงสากลเก่าๆ ตามที่ผมชอบเปิดอยู่เสมอ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ท่านย้ายไปไหนแล้ว หรือเลิกไปแล้วก็ไม่รู้ ถ้าทาง กสทช. ท่านใดอ่านพบข้อความนี้ “ช่วยตอบหน่อยเถอะครับ…” (ขอบคุณ)

ทั้งหมด-ทั้งปวง-ที่พล่ามมานี้ ก็เป็นเหตุ-ผล-ที่ว่า “ทำไมผมจึงไม่ค่อยได้เปิดวิทยุฟังกันสักเท่าไหร่”

ข่าวคราวที่พอจะได้อ่าน-ได้ฟัง-ได้ดู-ทางโทรทัศน์ ก็ประมาณว่าในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีคนตายมากพอๆ กับปีก่อนๆ นั่นแหละ ไม่เห็นลดหรือเบาบางลงบ้างเลย อ่านดู-ฟังดู-ตัวเลขน่าจะยังไม่สรุปแน่นอนก็คือ มีอุบัติเหตุ 2,027 ครั้ง, คนตาย 204, บาดเจ็บ 2,142, สาเหตุหลักๆ ก็มาจากเมาแล้วขับ และขับรถเร็ว ที่ครองแชมป์ตลอดกาลก็คือ…จักรยานยนต์ ครับท่าน

จนถึงตอนนี้…ก็ไม่รู้ว่าตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่แล้ว

การมีสติ ระมัดระวัง และไม่ประมาท จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ข่าวแวบ-แวบ-ที่สะกิดใจผมก็คือ “วันครอบครัว” เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา

“คนแก่ถูกทอดทิ้งมากกว่าแต่ก่อน” จะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่

จำได้ไหม…ที่ผมเคยพล่ามอยู่บ่อยๆ ว่า “เป็นคนแก่…ต้องปากหวาน”

ใครจะว่า “ปากหวาน-ก้นเปรี้ยว ก็ไม่พรือ”

“เป็นคนแก่…ต้องปากหวานไว้ก่อน ชาลี เหาะได้ สอนไว้” (ฮา…)

ถ้าคนแก่ปากหมา ก็ว้าเหว่…ถูกทอดทิ้ง ต้องอยู่คนเดียว อาจจะอดตายซะด้วย ไม่ได้ตายลูกเดียวนะ ตายสองลูกเลย (5-5-5-5-)

เวลาเจ็บไข้-ได้ป่วย ใครจะช่วยเหลือดูแล ข้าวปลา-อาหาร-ใครจะหยิบยื่นให้ ใครจะพาไปหาหมอ-ใครจะดูแลสุขภาพให้ มดจะไต่-ไรจะตอมหรือเปล่า เป็นเรื่องที่น่าคิดนะครับ

ถ้าไม่มีลูก-หลาน-เพื่อนบ้านใกล้ชิด “ตายสองลูกจริงๆ”

ใช่…คนแก่เกิดก่อน มีประสบการณ์มากมาย เป็นผู้รู้-ผู้ชำนาญ เป็นคนเก่งๆ ก็มี แต่ถ้ามัวแต่คิดว่า “กูนี่แหละเก่ง-ชาญฉลาด-กูรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง-ไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร-ง้อใคร กูไม่ได้ขอใครกิน แล้วก็ถือตัววางตนไปตามความคิดที่มี เห็นคนอื่นเลว-โง่เง่าไปหมด กูเก่ง-กูดีคนเดียว…”

คนแก่บางคน…ถือยศ-ถืออย่าง ดูถูกเหยียดหยามคนอื่น แล้วอย่างนี้…ใครจะรัก-ใครจะชอบ พอหมดอำนาจวาสนา “หมาก็ไม่มองครับ ผมเห็นอยู่บ่อยๆ สมเพชจริงๆ”

ผมถึงได้พูดอยู่เสมอว่า “เป็นคนแก่…ต้องปากหวาน” ท่านอาจจะเป็นคนร่ำรวยสวยใหญ่ ไม่ขอใครกินก็ตาม แต่ท่านจะไม่ให้ใครกินบ้างเชียวหรือ ท่านจะอยู่คนเดียว ท่านจะเป็นหนึ่งในคนแก่ที่ถูกทอดทิ้งตามข่าวที่ว่านี้หรือ ฯลฯ

ผมก็แกล้งตั้งคำถามไปอย่างนั้นแหละ ผมว่า “คนแก่ต้องเป็นขวัญใจของลูกหลานนะ ยิ่งกว่านั้น ก็อาจจะเป็นปูชนียบุคคลในสังคมก็ได้ ถ้าสังคมรักและยกย่อง

ผู้หลักผู้ใหญ่ที่พูดจาดี มิได้หมายความว่าจะต้องกระแดะ-กระแด๋-ดัดจริต-เหมือนลิเก-ละคร-ที่เราดูๆ กันหรอก นั่นมันเกินไป-นั่นมันการแสดง ในชีวิตจริงไม่น่าจะมีใครเป็นอย่างนั้นหรอก

แต่ผู้หลัก-ผู้ใหญ่-ที่พูดจาดี-มีโอบอ้อมอารี เด็กก็จะรักศรัทธาและเชื่อฟัง จะสอนจะสั่งอะไรก็ทำได้ง่าย

ตอนที่ผมเป็นเด็ก คุณยายของผมท่านหนึ่ง (แม่ของน้าชาย) มักจะเรียกพวกเราว่า “นี่พ่อเจ้าประคุณ…แม่ทูนหัว…ฯลฯ” ผมก็ยังมีความรู้สึกว่า ท่านไม่เคยด่าว่าใครแบบเอาเป็นตายเลย มีอะไรท่านก็พูดให้ฟัง-เล่าให้ฟัง เราก็ฟัง-ก็คิด-เก็บเอาสิ่งดีๆ มาใช้…ฯลฯ

แต่ก็มีผู้ใหญ่บางคนเหมือนกันที่เราเกลียด ไม่อยากได้ยินแม้กระทั่งชื่อ…เดี๋ยวนี้คนอย่างนี้…ก็ยังมีอยู่นะ (แฮ่ม…)

ทั้งหมด-ทั้งปวง-นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ไม่มีใคร…ไม่ชอบคนที่พูดจาดีๆ หรอก ชอบทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่

ยังไงๆ ก็ขอให้ “ปากไม่หมาเอาไว้ก่อนเป็นใช้ได้ ไม่ต้องถึงกับปากหวานก็ได้” (ฮา…)

อันโซ่ตรวนพรวนพันมันไม่อยู่

คงหนีสู้ซ่อนหนุนในฝุ่นผง

แม้ผูกใจไว้ด้วยปากไม่จากองค์

อุตส่าห์ทรงทราบแบบที่แยบคาย

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก

แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย

แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย

เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ

จะรักชังทั้งสิ้นเพราะลิ้นพรอด

เป็นอย่างยอดแล้วพระองค์อย่าสงสัย

อันช่างปากยากที่จะมีใคร

เขาชอบใช้ช่างมือออกอื้ออึง

ท่าน “สุนทรภู่” ครูกวีของปวงชนชาวไทยเขียนไว้ใน “เพลงยาวถวายโอวาท” ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อ ปี พ.ศ. 2373

บวก-ลบ-คูณ-หาร-จนถึง ปี พ.ศ. 2557 นี่ก็เป็นเวลานานถึง 174 ปีแล้ว

หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ปี

ยังทันสมัยอยู่ครับ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,214 other followers

%d bloggers like this: