ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ชะเนาะ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

ของใช้ชาวบ้าน 

สัจภูมิ ละออ 

ชะเนาะ 

เครื่องมือของใช้ป้องเคย ชะเนาะ ขาดไม่ได้

ชื่อเรียกของ ชะเนาะ อีกนามหนึ่งคือ เรดาห์ แม้หน้าตาจะต่างจากเรดาห์จับสัญญาณ แต่เมื่อพิจารณาจากประโยชน์การใช้แล้ว ก็ละม้ายกัน เพราะว่าเรดาห์ตัวจริงเสียงจริงนั่นจับสัญญาณ แต่เรดาห์ของชาวประมงใช้ตักตัวเคย เพื่อสำรวจว่า มีตัวเคยลงมาจากป่าริมน้ำหรือยัง

เครื่องมือชนิดนี้ หน้าตาคล้ายสวิง ผิดกันเพียง ชะเนาะก้นตื้น

การทำชะเนาะหรือเรดาห์ไม่ใช่เรื่องยาก วัสดุที่ใช้มี

1. ไม้ด้ามยาว ประมาณ 1 วา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 นิ้ว จะเป็นไม้รวกหรือไม้ไผ่ก็ได้ จัดการเกลากาบหุ้มให้ดี ตัดหัวท้ายให้เรียบร้อย

2. เหล็ก ขนาดเล็กมางอให้เป็นรูปวงรี เส้นผ่าศูนย์กลางของวง ประมาณ 1 ฟุต

3. ผ้ามุ้ง หรือใยสงเคราะห์ชนิดที่มีรูระบายอากาศ นำมาตัดให้มีขนาดใหญ่กว่าขอบเหล็กที่เตรียมไว้เล็กน้อย นำมาประกอบเข้าด้วยกัน แล้วใช้ด้ายเย็บเข้าด้วยกันให้เรียบร้อย เพื่อความสวยงามและเรียบร้อย อาจใช้ยางในรถจักรยานยนต์เส้นสีดำๆ มาผ่าออก แล้วนำเข้าไปประกบขอบ คราวนี้ใช้ด้ายเส้นโตๆ ค่อยๆ พันจนรอบ

เตรียมเสร็จแล้ว ก็บิดปลายเหล็กที่ประกบกัน ให้เป็นเกลียวกอดกันเป็นอย่างดี แล้วดันเข้าไปในรูปลายไม้ไผ่ที่เราเตรียมไว้ทำด้าม ดันเข้าไปเสร็จแล้วนำเอาลวดมาพันเรียงกันไปบริเวณปลายไม้ เพื่อทำเป็นปลอก หรืออาจจะหาปลอกมาใส่เลยก็ได้

ปลอกนี้ช่วยไม่ให้ปลายไม้แตกออกมา เมื่อเราใช้งาน

ด้ามจริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเป็นไม้ก็ได้ อาจเป็นเหล็กหรือสแตนเลส วัสดุเหล่านี้จะทำให้เครื่องมือเรามั่นคง แข็งแรง ทนทานขึ้นไปอีก แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ไม้ไผ่ริมรั้วหรือไม้รวกริมบ้านก็ดีแล้ว

ประหยัดเงินและรวดเร็วดี

ชะเนาะ ใช้อย่างไร คำตอบคือ ชาวประมงที่ป้องเคยจะนำชะเนาะติดเรือมาลำละ 1 ด้าม เพื่อใช้ตรวจสอบว่า เคยที่ต้องการป้องนั้นลงมาจากป่าชายเลนแล้วหรือยัง

วิธีการใช้ก็คือ หยั่งชะเนาะลงไปในน้ำทะเล แล้วงัดขึ้นมาดูว่า มีเคยติดขึ้นมาหรือยัง ถ้ามีติดขึ้นมาบ้างตัวสองตัวก็แสดงว่า เคยเริ่มลงแล้ว แต่ยังลงน้อยอยู่ ชาวประมงจะลองตักขึ้นมาดูเรื่อยๆ เมื่อพบว่า เคยติดขึ้นมาหนาตาและหลายตัว ก็จะลงละวะเครื่องมือจับเคยต่อไป

ถ้าหยั่งลงไปกี่ครั้ง งัดขึ้นมาดูกี่คราวก็พบแต่น้ำหยดติ๊งๆ ก็เป็นอันว่าบอกลาทะเลได้ หันไปหาอย่างอื่นทำไปก่อน วันพรุ่งค่อยว่ากันใหม่

อาชีพจับเคยมาทำกะปิ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณปากน้ำในอ่าว ก. ไก่ หรืออ่าวไทยตอนบน บริเวณอ่าว ก. ไก่ มีแม่น้ำสายหลักไหลลงทะเลรวม 5 สาย คือแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำเพชรบุรี ปากน้ำทั้ง 5 สาย เป็นแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ทั้งพืชและสัตว์ เพราะน้ำได้พัดพาตะกอนลงมาปากอ่าว

พื้นที่ที่ชาวบ้านยึดอาชีพป้องเคย หรือจับเคยมาทำกะปิหนาแน่นคือ บริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง กับบริเวณปากแม่น้ำเพชรบุรี ทำให้เกิดเป็นแหล่งผลิตกะปิเคยเลื่องชื่อ อย่างกะปิเคยบ้านคลองโคน เป็นต้น

เคยสัตว์ตัวน้อยๆ คล้ายกุ้ง มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมเอามากๆ ยามใดน้ำเสียเนื่องจากโรงงานปล่อยสารเคมีลงมา จะทำให้สัตว์เหล่านี้ตาย ส่วนหนึ่งก็หลบลงทะเลลึก หรือไม่ก็ย้ายถิ่นไปอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ชาวบ้านเสียโอกาส เสียรายได้ ผลกระทบเหล่านี้ควรป้องกันร่วมกัน

ทั้งชาวบ้าน เจ้าของกิจการโรงงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ

อาชีพป้องเคย จะยืนยงต่อไปยาวหรือสั้นเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเป็นประการสำคัญ

แน่นอน…ตราบใดที่มีอาชีพป้องเคย ตราบนั้นเราก็ยังได้เห็น ชะเนาะ เครื่องมือตรวจสอบปริมาณของเคยอยู่ 

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เทียว…เที่ยวไป (จบ)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05109150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

ชาลี เหาะได้บันทึก…ไว้ที่นี่ 

เทียว…เที่ยวไป (จบ)

ไปเที่ยวต่อกันดีกว่า…

เมื่อออกจาก “ระยอง” ผมก็กลับกรุงเทพฯ เอ๊ย!…เลยไป “จันทบุรี”

ก็ไม่ได้แวะในตัวเมืองหรอก เลยไปยัง “แหลมสิงห์” ครับท่าน

เมื่อถึงแหลมสิงห์ จงใจหลับตานึกถึงภาพในอดีต เปรียบเทียบดูก็เห็นว่าสวยงามสะอาดตามากขึ้น ถนนหนทางเจริญงอกงามดีขึ้น

“ก็น่าจะเป็นยังงั้น เกินกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ถ้ายังเหมือนเดิมก็ไม่รู้จะว่ายังไง” ผมคิด

แล้วก็พาพรรคพวกไปดู “คุกขี้ไก่” อธิบายประวัติให้ฟังนิดหน่อย และแวะพาไปกิน “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเลียง” แสนอร่อย ตำรับจันทบุรีจนอิ่มหนำสำราญ

แล้วก็เลยไปที่ “ตึกแดง” พบคุณลุงชัยสิทธิ์ คนเฝ้า เมื่อถามสารทุกข์สุกดิบกันแล้ว ก็ได้รับคำบอกว่า

“เค้ายังไม่ได้ทำประวัติภาษาอังกฤษมาให้เลย”

ผมก็เลยต้องทำหน้าที่ฝอย…ภาษาต่างประเทศอีกเช่นเคย “ก็ไม่รู้อะไรหรอก ฝอยไปตามเนื้อผ้าน่ะ” (แฮ่ม…)

ก็อย่างที่บอกไงว่า สถานที่ท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นในเชิงประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม-ประเพณี หรือศิลปะอะไรๆ ก็แล้วแต่ ถ้าจะให้เหล่าชาวต่างประเทศเข้าใจด้วย เราก็ควรจะจัดทำให้มีคำอธิบายคร่าวๆ เป็นภาษาอังกฤษ เอาไว้ซะหน่อยเพื่อความถูกต้อง ส่วนใครจะมีรายละเอียดต่างๆ ที่นอกเหนือยิ่งขึ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

คือ…ทั้งภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ-ภาษาจีน-ภาษาญี่ปุ่น อะไรๆ ก็สำคัญทั้งนั้นแหละ แต่ภาษาอังกฤษทั่วโลกเข้าใจกันได้มากกว่า ถ้ามีชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวชม

“ภาษาอังกฤษจึงสำคัญพอควรครับ”

เพราะเขาจะได้รับข้อมูลต่างๆ ที่ถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงนั่นแหละ

“คุกขี้ไก่ และ ตึกแดง” ที่ผมกล่าวนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งครับ

ถ้าว่ากันถึงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศแล้ว ทั่วโลก-ชาวต่างชาติและฝรั่งมังขวดมักจะชื่นชอบสถานที่…ที่เป็นธรรมชาติแบบดั้งเดิม

“ยิ่งลำบากยากเย็นเพียงใด ท่านว่าดีนักแล…” (เป็นงั้นไป)

แต่ชาวบ้านในพื้นที่…ที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตประจำวันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ต่างก็ต้องการความสะดวกสบายกันทั้งนั้น

ชาวบ้านแถบปากคลองแหลมสิงห์ทั้งสองฝั่งก็เหมือนกัน เมื่อก่อนต้องใช้เรือสัญจรไป-มา แต่หลังจาก พ.ศ. 2551 เมื่อทางการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำให้ ชาวบ้านแถบอ่าวยาง-อ่าวกระทิง-และนักท่องเที่ยวโดยทั่วไปก็สะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน เพราะสามารถเดินทางไปได้ทั่ว ไม่ว่าจะเป็นแถบหาดเจ้าหลาว-คุ้งวิมาน-จนถึงอำเภอท่าใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์พอควรในทางคมนาคมของจังหวัดจันทบุรี

เมื่อขับรถข้ามไปทางฝั่งโน้น อ่าวยาง-อ่าวกระทิง ก็ยังเป็นธรรมชาติที่สวยงามมาก พื้นที่เป็นเนินเขา มีต้นไม้หนาแน่น ชายหาดเรียบสงบ ทหารเรือที่เฝ้าประภาคาร และศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ที่อ่าวยางแนะนำว่า

“ใครที่จอดรถเอาไว้ ต้องเก็บข้าวของและล็อกรถให้ดี ไม่งั้นลิงแสมที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น จะขโมยเอาขึ้นเขาไปหมด โดนกันมาทั้งนั้นแหละ…”

“ใครที่พูดจนลิงหลับ ลองดูหน่อยมั้ยครับ ท่านประธาน” (เจี๊ยก…)

ก็ขออนุญาต…ฆ่าตัดตอน-เอ๊ย!…เล่าตัดตอน มาตามนี้แหละ นึกว่าเป็นการพาเที่ยวทางภาพถ่ายก็แล้วกัน

ภาพถ่ายอีกภาพหนึ่ง ที่ผมขอนำมาฝากก็คือ ภาพพระอาทิตย์กำลังจะอัสดง ที่อ่าวตาลคู่ จังหวัดตราด

ผมเองนั่งชมความงามยามพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ณ ท้องทะเลมาหลายต่อหลายที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนต่อที่ไหนก็แล้วแต่ ทั้งเมืองไทยและเมืองนอก

“ธรรมชาตินี่ช่างมีมนตร์ขลังจริงๆ”

ยามเศร้า…พระอาทิตย์ก็ดูจะเศร้าสร้อยไปด้วย

ยามมีความสุข…พระอาทิตย์ก็ดูจะแจ่มใสร่าเริง

นี่เองจึงเป็นเหตุให้ศิลปินเกิดอารมณ์เร้าใจสร้างสรรค์ศิลปะออกมา ไม่ว่าจะเป็น-บทกวี-บทเพลง-นิยาย-ภาพเขียน-ภาพปั้น หรืออะไรๆ ก็ตามที่เป็นงานศิลปะ

ตอนที่ผมนั่งอยู่ที่ “อ่าวตาลคู่” จังหวัดตราด ยังนึกถึงเพลง “ครวญ” ที่ครูชาลี อินทรวิจิตร (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นผู้ประพันธ์ และ ครูสมาน กาญจนะผลิน เป็นผู้แต่งทำนอง

โดยส่วนตัวผมชอบเพลงนี้อยู่นานแล้ว เพราะฟังพี่เทพ-ครูสุเทพ วงศ์กำแหง (ศิลปินแห่งชาติ) ขับร้อง-บันทึกเสียงเอาไว้เป็นครั้งแรก ตั้งแต่เมื่อ ปี พ.ศ. 2506 โน่นแหละ

ผมว่าเพลงนี้ “ครูชาลี” แต่งได้อารมณ์และบรรยากาศแห่งความเปลี่ยวเหงาจริงๆ ครับ ใครที่รู้จักเพลงนี้…จะร้องคลอไปด้วยก็ได้ หรือใครไม่เคยรู้จักเพลงนี้เลย จะลองอ่าน “เนื้อร้อง” ดูก็ได้ครับ

ภาษา-ความหมาย-แต่ละคำ-ของเนื้อเพลง “กินใจจริงๆ ครับท่าน”

ครวญ

0 เมื่ออยู่ริมฝั่งชล

ฉันยลทุกยามเย็น

พักในร่มเงาไม้เอน

ฉันมองเห็นนกบินกลับรัง

0 ตะวันใกล้จะลับแล้ว

เห็นเรือแจวอยู่ริมฝั่ง

เฝ้าแต่ครวญ แต่ครวญหาน้ำตาหลั่ง

จึงร้องสั่งอาลัย

0 เฝ้าแต่ครวญสั่งคำ

แม้เรือลอยลำไป

พบคนที่เคยซึ้งใจ

ขอเรือนำเธอมาให้ที

0 ตะวันใกล้จมแผ่นน้ำ

สายชลงามดั่งกำมะหยี่

โอ้ว่าดาว ว่าดาวดวงนี้แสงพลันริบหรี่

คงริบหรี่…เช่นเรา

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

คติธรรมจากงานกฐิน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

ธรรมะจากวัด 

ดร. พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า

คติธรรมจากงานกฐิน

อาตมาเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ได้เดินทางไปร่วมงานกฐินของพุทธศาสนิกชนมา 3 วัด ภายใน 3 สัปดาห์ คือ วัดพุทธธรรม ชิคาโก้ วัดพุทธออริกอน เมืองเทินเนอร์ มลรัฐออริกอน และวัดพุทธปัญญานันทาราม เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ได้บุญมามากมาย เพราะแต่ละแห่งที่ไปร่วมงานล้วนได้รับความปลาบปลื้ม เพราะได้เห็นความรัก ความสามัคคี ของพุทธศาสนิกชนแต่ละวัดแต่ละชุมชนที่แสดงออกผ่านการจัดงานกฐินได้เป็นอย่างดี และวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแถวยุโรปที่อาตมาไม่มีโอกาสไปร่วมก็น่าจะมีบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งคุณธรรมต่างๆ มากมายเช่นกัน

อาตมาลองๆ นั่งทบทวนดูว่า มีคติธรรมอะไร ปรากฏอยู่ในงานทอดกฐินบ้าง โดยทั่วๆไป เท่าที่ทราบประจักษ์แก่สายตาก็จะพบธรรมะสำคัญๆ มากมาย แต่ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะคติธรรมที่ได้รับจากงานทอดกฐิน

คติธรรม อันได้แก่ หลักธรรมที่น่าประทับใจและสามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ คติธรรมจากงานกฐิน ตามมูลเหตุแห่งกฐิน ก็น่าจะได้แก่ การใช้สอยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างประหยัด ตามประวัติเล่าไว้ว่า สมัยพุทธกาลตอนต้น ผ้าเป็นของหายากมาก เพราะการผลิตผ้าออกมาสักผืนหนึ่งต้องใช้ความรู้ ความสามารถ เทคโนโลยีและแรงงานมากมาย เนื่องจากชีวิตของพระสงฆ์ต้องเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสให้พระภิกษุในยุคพุทธกาลตอนต้นได้ปฏิบัติกรณียกิจสำคัญ เพื่อส่งเสริมอิสรภาพแห่งชีวิต 4 ประการ คือ บิณฑบาต เป็นประจำ ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นผ้านุ่งและผ้าห่ม หลับนอนพักผ่อนและภาวนาใต้โคนต้นไม้ เวลาป่วยไข้ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คือ นำสมอหรือมะขามป้อม มาดองด้วยน้ำปัสสาวะของตนแล้วฉันเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ นับเป็นรูปแบบชีวิตที่เรียบง่ายเบาสบาย บริโภคใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติที่ประหยัดที่สุด

สำหรับ กฐิน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ผ้าที่หามาจากกองขยะหรือที่คลุกเคล้าอยู่กับฝุ่น เพราะคำว่า ผ้าบังสุกุล แปลตรงตัวว่า ผ้าที่คลุกเคล้าอยู่กับดินร่วน บังสุ แปลว่า ดินร่วน กุละ แปลว่า คลุกเคล้า ทำความเข้าใจง่ายๆ ดินร่วนก็คือ ฝุ่นนั้นเอง แปลให้ฟังง่ายที่สุดก็ แปลว่า ผ้าเปื้อนฝุ่น

การทำผ้ากฐินสมัยต้นพุทธกาล ก็คือ การนำผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่คุ้ยเขี่ยมาจากกองขยะ หรือได้ผ้าชิ้นใหญ่มาจากผ้าคลุมศพที่เขาทิ้งไว้หลังจากนำศพไปเผาแล้ว เพราะคติการเผาศพของอินเดียตั้งแต่สมัยพุทธกาลถึงยุคปัจจุบัน ไม่นิยมใช้โลงศพ แต่ใช้ผ้าคลุมศพแล้วนำไปเผาภายใน 1 วัน หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เมื่อนำศพขึ้นตั้งบนกองฟอนแล้ว จะเปลื้องผ้าคลุมศพออกไปทิ้ง เมื่อเขากลับบ้านกันหมดแล้ว หากนักบวชผู้ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายได้พบเห็นผ้า ก็เข้าไปชักบังสุกุล คือ ดึงออกมา ซัก เย็บ ย้อมและใช้นุ่งห่มต่อไป

การทำผ้ากฐิน ของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลก็คือ ช่วยกันนำผ้าที่ได้จากกองขยะ หรือผ้าคลุมศพนี่แหละมาซัก เย็บติดต่อกัน เพราะมีแต่ผ้าชิ้นเล็กๆ การเย็บก็ลำบาก จึงต้องใช้ไม้สะดึงหนีบผ้า ไม้สะดึงหนีบผ้าเพื่อสะดวกในการเย็บนี่แหละ เรียกว่า กฐิน ในการเย็บผ้าที่ยากลำบากนี้ ต้องใช้คนถึง 5 คน 4 คนช่วยกันจับขอบไม้สะดึง แล้วคนหนึ่งก็เย็บผ้า การทำสังฆกรรมกฐินจึงต้องอาศัยพระสงฆ์ 5 รูป เพื่อจะได้ช่วยกันจับและเย็บผ้าได้อย่างสะดวก

เมื่อกาลเวลาผ่านไป เทคโนโลยีสูงขึ้น การเย็บผ้าสะดวกมากขึ้น และพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ทายกทายิกาถวายผ้าแก่พระสงฆ์มาเย็บได้ ต่อมาเมื่อพุทธศาสนิกชนทั้งหลายช่วยกันเย็บและย้อมผ้าเป็นไตรจีวรสำเร็จมาแล้ว การลงมือทำกฐินของพระสงฆ์ในทางปฏิบัติก็หมดไป คงเหลือแต่ ภาคสังฆกรรมที่เหลือเพียงพิธีกรรม คือให้ผ้ากฐิน และกรานกฐิน แต่มีสิ่งที่นับว่าก้าวหน้าไปกว่านั้นจนชักจะสับสนว่า ผ้ากฐินที่ทางพระสงฆ์เตรียมไว้ให้พุทธศาสนิกชนร่วมพิธีทอดกฐินหรือบางแห่งทางวัดก็นำผ้าไตรมาให้เช่า ไตรละ 20 ดอลลาร์บ้าง 30 ดอลลาร์บ้าง หรือสุดแล้วแต่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จะนับว่าเป็นผ้ากฐินตามความหมายดั้งเดิมหรือไม่

เรื่องนี้ฝากบัณฑิตทั้งหลายช่วยกันพิจารณาเพื่อหาทางถักทอคติธรรมจากอดีตถึงปัจจุบันให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกันได้ไม่ให้ขาดตอน อย่างไรก็ตาม หากตามศึกษาเรื่องผ้ากฐินมาตั้งแต่พุทธกาลอย่างถ่องแท้ จะพบว่า หัวใจสำคัญที่เป็นคติธรรมประจำงานกฐินก็คือ การใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและคุ้มค่า ตามแนวคิดการนำผ้าเก่ามาใช้ใหม่ ที่เรียกกันว่า Reuse หรือ Recycle นั่นเอง ถ้าจะพูดว่า พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายแต่อดีตกาล เป็นต้นตำรับ Reuse หรือ Recycle ก็คงจะไม่ผิดนัก

เมื่อพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ทราบที่มาอย่างนี้แล้ว ได้รับคติธรรมไปแล้ว เวลาใช้จ่ายซื้อเสื้อผ้า หรือปัจจัย 4 ใหม่ๆ เพียงคิดสักนิดว่า ได้ใช้สอยสิ่งที่ซื้อมาอย่างคุ้มค่าแล้วหรือยัง หรือสิ่งที่จะซื้อมาใหม่นั้นจำเป็นแค่ไหนกับชีวิต หรือท่องคาถามหาประหยัดว่า จำเป็นไหม เมื่อคิดขึ้นมาได้ เท่ากับได้เจริญสติ เมื่อนำมาไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ด้วยเหตุผลบนความเป็นจริง ก็ตัดสินใจว่า ควรซื้อหามาเลย หรือยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน ก็เท่ากับว่า เกิดปัญญารักษาทรัพย์สินของตนและทรัพยากรของโลกให้ยั่งยืนต่อไปอีก เพราะปัจจัยสี่ที่เราใช้สอยล้วนมาจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น

เมื่อใด เรายุติการใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติ หรือใช้สอยให้น้อยลงเท่าที่จะน้อยได้ หรือใช้จนกระทั่งแตกสลายผุพังไปแล้วค่อยซื้อหาใหม่ ก็ชื่อว่า ประหยัดทรัพย์ของตนและทรัพยากรของโลก ช่วยลดภาวะโลกร้อน (Global warming) ได้ทันที หากคนเพียง 1 คน คิดและทำ ก็เท่ากับลดภาวะโลกร้อนได้ 1 หน่วย หากคนเป็นจำนวนล้านคิดและทำพร้อมกัน ก็จะลดภาวะโลกร้อนและลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปได้เป็นล้านหน่วย สามารถช่วยกันชะลอความสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและการเสียดุลยภาพของธรรมชาติไปได้อีกมากมาย

คติธรรมจากงานกฐิน จึงเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่และกว้างขวาง การได้ทอดกฐินจึงมีบุญมากและมีอานิสงส์มาก เพราะเมื่อได้นำคติธรรมไปใช้แล้ว จะชื่อว่าได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ตน จรรโลงสืบอายุพระพุทธศาสนาและเป็นประโยชน์ แก่สังคมและโลกที่กว้างใหญ่ไพศาลออกไปอย่างไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ

ขอแบ่งบุญกฐินที่บำเพ็ญมาด้วยสติปัญญาแก่ท่านสาธุชนคนดีทั้งหลาย ขอเป็นกำลังใจให้ท่านทั้งหลายเข้าถึงซึ่งความสะอาดสว่างสงบพบสุขแท้มีแต่ความเยือกเย็นโล่ง โปร่ง เบา สบาย คลายทุกข์ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ชีวิตที่ดีกว่า…หลังเลิก โพงพาง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง 

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ชีวิตที่ดีกว่า…หลังเลิก โพงพาง

“อาชีพประมงพื้นบ้าน” เป็นอีกอาชีพที่ผูกพันกับท้องทะเลมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าทุกชีวิตต้องอาศัยผืนดิน ผืนน้ำ เป็นแหล่งทำกิน อุปกรณ์จับสัตว์น้ำที่ถูกคิดค้นมาจากภูมิปัญญาชาวบ้านจึงเปรียบเสมือนแขนขาในการหาปลาของชาวประมง 

แต่ที่ผ่านมา อุปกรณ์บางชนิดมีทั้งส่งผลและไม่ส่งผลกับแหล่งเพาะฟักสัตว์น้ำตามธรรมชาติ เครื่องมือประมงบางชนิดทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศลดน้อยลง โดยสาเหตุหลักก็เกิดจากการเอารัดเอาเปรียบของมนุษย์ที่ทำลายระบบนิเวศทางทะเลและบนบก

การใช้เครื่องมือทำลายล้างที่ผิดกฎหมาย เช่น อวนรุน อวนลาก ฯลฯ ซึ่งผ่านไปไม่นานวิถีชีวิตของ “ชาวประมงพื้นบ้าน” ก็เปลี่ยนไป ทรัพยากรสัตว์น้ำบางพื้นที่ลดลง ทำให้มีการคิดค้นเครื่องมือรูปแบบต่างๆ เพื่อจับสัตว์น้ำให้ได้มากขึ้น นั่นก็รวมถึง “โพงพาง” เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมายและผิดกติกาต่อการอยู่ร่วมกันกับบรรดาสัตว์น้ำน้อยใหญ่ในท้องทะเล

เมื่อลองทำความรู้จักกับ โพงพาง ให้มากขึ้น เราพบว่า โดยทั่วไป โพงพาง มี 3 ประเภท คือ โพงพางหลัก โพงพางใต้น้ำ และโพงพางปีก ซึ่งมีชนิดประจำที่กับเคลื่อนที่ได้ แต่ที่พบมากที่สุด จะเป็นโพงพางหลัก ซึ่งจะใช้อวนที่มีความยาวจากปากอวนถึงก้นถุง ประมาณ 25-50 เมตร ส่วนขนาดความสูงของปากอวนใกล้เคียงกับระดับความลึกของลำน้ำช่วงขึ้นสูงสุด (ประมาณ 6-8 เมตร) ในการทำโพงพางส่วนมากจะทำกัน 6-10 ช่อง เรียงกันเป็นแถว

การดักโพงพางทำได้โดยใช้ปากอวนขนาดใหญ่ผูกติดกับเสาหลักในลักษณะหันปากอวนรับกระแสน้ำ ส่วนตัวอวนจะสอดเข้ากับไม้แล้วปักลงในดิน จึงดูเหมือนถุงขนาดใหญ่ที่เปิดปากอ้า เมื่อกระแสน้ำไหลก็จะพัดเอาสัตว์น้ำผ่านเข้าไปติดในถุงอวน และด้วยความที่โพงพางเป็นอวนตาถี่มีพื้นที่มาก โดยเฉพาะการปักโพงพางติดต่อกันหลายปีก กั้นทั้งลำน้ำ ทำให้สัตว์น้ำขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก รวมถึงสัตว์น้ำวัยอ่อนติดกับดักในคราวละมากๆ จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังไปกีดขวางเส้นทางเดินเรือ และเกิดการตื้นเขินของแหล่งน้ำ

จากการศึกษาของสำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล กรมประมง พบว่า ในแต่ละครั้งโพงพางจะดักจับปลาเป็ดได้ 13.463 กิโลกรัม/ปาก แบ่งเป็นลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจขนาดเล็ก อาทิ ลูกปลากระบอก ลูกปลาลิ้นหมา และลูกกุ้งกะต่อมในสกุลกุ้งก้ามกราม ประมาณ 11 กิโลกรัม/ปาก

ส่วนใหญ่ถ้าชาวประมงได้ปลาพวกนี้ก็จะทิ้ง เนื่องจากยังไม่ได้ขนาด นี่ก็ถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างขาดประสิทธิภาพ เพราะถ้าปล่อยให้สัตว์น้ำที่ยังไม่ได้ขนาดเหล่านั้นเจริญเติบโตต่อไปอีกสักระยะ จะเป็นการเพิ่มทั้งขนาดและมูลค่าของสัตว์น้ำ ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า และมีโอกาสให้ปลาเหล่านั้นเจริญพันธุ์ทดแทนพ่อแม่พันธุ์ที่ถูกจับไป

ที่สำคัญจะก่อให้เกิดความสูญเสียในการใช้ทรัพยากรสูงถึง 559 บาท/ปาก ซึ่งถ้าคิดเป็นความสูญเสียใน 1 ปี จากการทำการประมง 1 ปาก จะสูญเสีย 144,222 บาท ถือเป็นการสูญเสียที่น่าเสียดาย

คุณวิเดช ประเสริฐ ผู้ประกอบอาชีพประมงหมู่บ้านเกาะหาดทรายดำ จังหวัดระนอง กล่าวว่า

ตนเองเริ่มใช้โพงพางมา ตั้งแต่ ปี 2518 และก็ไม่คิดว่าโพงพางจะทำให้สัตว์น้ำลดลง เพราะผมจะทำโพงพาง 15 วัน พัก 15 วัน เนื่องจากเป็นช่วงน้ำขึ้น น้ำลง ช่วงน้ำลงจึงเป็นช่วงที่ปล่อยให้สัตว์น้ำได้เจริญเติบโต

“ทำโพงพางมาเรื่อยๆ จนมีความรู้สึกว่า สัตว์น้ำลดน้อยลง สังเกตได้จากตอนที่นำโพงพางขึ้น อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ของกรมประมงมาแจ้งให้พวกเราทราบว่า โพงพาง เป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย มีการพูดคุยกันถึงข้อเสียทั้งในปัจจุบันและต่อไปในภายภาคหน้า ผมและชาวบ้านจึงหยุดการใช้โพงพาง เมื่อ ปี 2530 และมาใช้เครื่องประมงที่ถูกกฎหมายทำการประมงแทน โดยรายได้จากการทำประมงของผมปัจจุบันจะเฉลี่ย เดือนละประมาณ 10,000 บาท หาเลี้ยงครอบครัวได้สบาย สมัยก่อนจากที่ผมเคยสงสัยว่ามีปลาบางชนิดหายไป ตอนนี้ก็กลับมาพบเห็นกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ปลาตะลุมพุก ปลาเต๋าเต้ย และอีกหลายชนิด”

นอกจากนี้ ยังมีการอนุรักษ์ป่าชายเลน โดยการพาเด็กๆ และชาวบ้านไปช่วยกันปลูกป่าชายเลน เพื่อปลูกฝังให้พวกเรารู้จักรักษาระบบนิเวศของป่าชายเลนบ้านเราให้มีความสมบูรณ์ เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน จะได้เจริญเติบโตให้พวกเราและลูกหลานได้มีอาชีพและรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัว และอยู่อาศัยในหมู่บ้านเดิมโดยไม่ต้องออกไปประกอบอาชีพรับจ้างต่างหมู่บ้านหรือต่างจังหวัด และได้รู้จักคุณค่าของป่าชายเลน สัตว์น้ำวัยอ่อนต่อไปในอนาคต

คุณหมาดหยา ทำสวน ผู้ประกอบอาชีพประมง อำเภอคลองท่อม บ้านท่าประดู่ จังหวัดกระบี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมทีต้องบอกก่อนว่า เราไม่รู้ว่า โพงพาง เป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย มีการประกาศห้ามใช้ คิดว่าผู้ที่ใช้โพงพางทำประมงต้องคิดเหมือนกันว่า โพงพาง เป็นเครื่องมือที่คุ้นหูคุ้นตากับพวกเรามาตั้งแต่เด็กๆ

คุณหมาดหยา บอกด้วยว่า ยิ่งตอนที่รู้ว่ากรมประมงจะเข้ามารื้อถอนโพงพาง พวกเราชาวบ้านก็เคว้งคว้างไม่รู้จะหันไปทำอาชีพอะไรเลี้ยงครอบครัว เพราะโพงพางคือช่องทางหลักในการทำเงิน และไม่คิดว่าจะมีเครื่องมือประมงประเภทไหนจะทำประมงได้ดีเท่ากับโพงพาง จึงทำให้ไม่อยากจะเลิกใช้โพงพางทำประมง แต่อย่างที่เรารู้กันว่า โพงพาง เป็นเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องทำประมงอย่างผิดกฎหมาย จึงเริ่มที่จะหันหน้าคุยกับเจ้าหน้าที่กรมประมง ปรึกษาเรื่องช่องทางในการประกอบอาชีพ รู้สึกดีที่กรมประมงไม่ได้มารื้อโพงพางแล้วก็หายไป

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“ดำรงศักดิ์ วิรยศิริ” นักพัฒนา ฝรั่ง มือหนึ่งของไทย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

บันทึกไว้เป็นเกียรติ 

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ดำรงศักดิ์ วิรยศิริ” นักพัฒนา ฝรั่ง มือหนึ่งของไทย

คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ เจ้าของสวนบ้านวังทอง เลขที่ 90 หมู่ที่ 4 ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (056) 771-430 เป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม บนพื้นที่เพียง 10 ไร่เศษ แต่มีการปลูกพืชหลากหลายชนิดในแปลงเดียวกัน มีการจัดการเรื่องการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีรายได้หมุนเวียนเข้ามาทุกวัน คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ ยังมีความเชี่ยวชาญในการ “พัฒนาพันธุ์พืช”

หลายคนไม่ทราบว่า ฝรั่ง ไม่มีเมล็ดพันธุ์ “บางกอกแอ๊ปเปิ้ล” เป็นฝรั่งไทย ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ และเจ้าของฝรั่งพันธุ์นี้ก็คือ คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ และความก้าวหน้าของการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งไม่ได้หยุดลงแค่นั้น ปัจจุบัน คุณดำรงศักดิ์ ได้ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ฝรั่ง ได้ฝรั่งพันธุ์ใหม่ขึ้นมาอีกหลายสายพันธุ์ อาทิ สามสีกรอบ แดงสยาม ทับทิมสยาม ฯลฯ

“บางกอกแอ๊ปเปิ้ล” ฝรั่งไม่มีเมล็ด ผลงานที่น่าภูมิใจ “ฝรั่ง” จัดเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมบริโภคกันทั่วไป และมีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากนั้น ยังจัดเป็นผลไม้ที่ปลูกง่ายและให้ผลผลิตได้ทั้งปี ในอดีตพันธุ์ฝรั่งที่เกษตรกรนิยมปลูกและคนไทยรู้จักดีก็คือ พันธุ์แป้นสีทอง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดก ผลใหญ่ และมีรสชาติดี หรือแม้แต่ฝรั่งที่นิยมปลูกในอดีต อาทิ พันธุ์กลมสาลี่ พันธุ์เย็น 2 ฯลฯ ล้วนแต่เป็นพันธุ์ฝรั่งที่มีการกลายพันธุ์มาจากการเพาะเมล็ด ซึ่งมีความแตกต่างจากฝรั่งพันธุ์เดิม

“บางกอกแอ๊ปเปิ้ล” เกิดจากการผสมพันธุ์ด้วยฝีมือมนุษย์ และจัดเป็นฝรั่งไม่มีเมล็ดสายพันธุ์แรกของไทย โดย คุณดำรงศักดิ์ ผู้ผสมพันธุ์เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อ ปี 2525 และได้รับรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ เป็นที่ยอมรับกันว่า ฝรั่งไม่มีเมล็ดพันธุ์นี้ เป็นฝรั่งที่มีรสชาติอร่อยที่สุด แต่มีจุดอ่อนตรงที่ติดผลยาก ทำให้มีเกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกกันน้อย

“สามสีกรอบ” ฝรั่งลูกผสมฝีมือคนไทย คุณดำรงศักดิ์ เป็นเกษตรกรที่คลุกคลีกับการพัฒนาพันธุ์ฝรั่งมานานกว่า 25 ปี และเป็นเจ้าของฝรั่งไร้เมล็ดบางกอกแอ๊ปเปิ้ลที่ประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2519 ตั้งแต่นั้นมา คุณดำรงศักดิ์ ได้ทุ่มเทในการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งโดยมีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งเพื่อการบริโภคสดให้เนื้อมีสีแดงแทรกอยู่ในผล และมีรสชาติหวานกรอบ ให้ผลผลิตดก ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วฝรั่งที่มีเนื้อสีแดงเกือบทั้งหมดจะมีลักษณะของเนื้อนิ่ม และส่วนใหญ่จะใช้ในการแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตรเป็นหลัก

สิ่งที่น่ายกย่องสำหรับ คุณดำรงศักดิ์ คือได้มีความพยายามในการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งที่มีเนื้อสีแดง ผลเล็ก และเนื้อนิ่ม ใช้เวลานานนับ 10 ปี จนได้ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่มีเนื้อแดง ผลใหญ่ และเนื้อกรอบ ได้ตั้งชื่อว่า “สามสีกรอบ” จัดเป็นฝรั่งลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่เกิดจากการผสมพันธุ์ด้วยฝีมือคนไทย ไม่ได้เกิดจากการกลายพันธุ์จากการเพาะเมล็ด ฝรั่งพันธุ์นี้เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แดงบางกอก ซึ่งมีเนื้อสีแดงและกรอบ กับฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง ซึ่งให้ผลผลิตดกและมีขนาดของผลใหญ่ มีรสชาติดี ใช้เวลานานถึง 4 ปี ผสมพันธุ์ได้ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ “สามสีกรอบ”

ช่วง ปี 2539 คุณดำรงศักดิ์ ได้มาช่วยงานที่ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด และได้ใช้ที่ดินของบริษัท ในพื้นที่ ประมาณ 10 ไร่เศษ ปลูกไม้ผลเพื่อส่งไปขายที่ร้าน และได้เริ่มการผสมพันธุ์ฝรั่งโดยเน้นสายพันธุ์ที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค โดยมีความตั้งใจว่า ฝรั่งลูกผสมพันธุ์ใหม่จะต้องเป็นพันธุ์ฝรั่งเพื่อการบริโภคสด ที่มีเนื้อสีแดงอยู่ภายในผล และมีรสชาติหวานกรอบ

คุณดำรงศักดิ์ ได้ใช้เวลานานถึง 4 ปี จึงประสบความสำเร็จ โดยเริ่มต้นผสมพันธุ์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา โดยใช้ฝรั่งแดงพันธุ์แดงบางกอกเป็นพ่อและใช้ฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองเป็นแม่ และยังได้สลับการผสมพันธุ์ด้วยการใช้พันธุ์แดงบางกอกเป็นแม่และใช้พันธุ์แป้นสีทองเป็นพ่อ สำหรับประวัติความเป็นมาของฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองนั้นหลายคนทราบดีว่า เป็นฝรั่งที่มีลักษณะเด่นมากตรงที่มีขนาดของผลใหญ่มาก และให้ผลผลิตดก บางผลเลี้ยงให้มีน้ำหนักผลมากกว่า 1 กิโลกรัม และมีรสชาติดี ขั้วผลของฝรั่งพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่และหัวบุ๋มกว่าฝรั่งกลมสาลี่

เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อต้นฝรั่งมีอายุต้นมากขึ้น ลักษณะของผลจะเปลี่ยนรูปร่างจากกลมเป็นกลมแป้นและมีกลีบขึ้นคล้ายฟักทอง ซึ่งแม่ค้าจะชอบผลฝรั่งที่มีลักษณะนี้มาก เพราะขายได้ราคาดี เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย และมีการขยายพื้นที่ปลูกในเชิงการค้ากันมากในขณะนั้น เมื่อ คุณบุญช่วย จรดล เจ้าของฝรั่งพันธุ์แป้นสีทองได้ส่งผลผลิตเข้าประกวด ได้รับรางวัลชนะเลิศในงานวันเกษตรแห่งชาติหลายปีที่ผ่านมา

ลักษณะเด่นของฝรั่งลูกผสม “สามสีกรอบ” ทางคณะของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้มีโอกาสดูสภาพแปลงปลูกจริงของฝรั่งสายพันธุ์นี้ ที่มีอายุต้น ประมาณ 1 ปี จะต้องยอมรับว่าให้ผลผลิตดกมาก ดกไม่แพ้พันธุ์แป้นสีทองและพันธุ์กลมสาลี่ โดยปกติแล้วเกษตรกรที่ปลูกฝรั่ง “สามสีกรอบ” ด้วยกิ่งตอนหรือกิ่งทาบเพียง 3 เดือน จะเริ่มให้ผลผลิตแล้ว (การขยายพันธุ์ฝรั่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีการตอน และที่สวนบ้านวังทอง ของ คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ จะใช้วิธีการทาบกิ่ง)

คุณดำรงศักดิ์ ได้ให้เหตุผลว่า การตอนกิ่งจะทำได้รวดเร็วก็จริง แต่เมื่อตัดกิ่งมาแล้วจะต้องนำมาชำจนออกราก ถึงจะนำไปจำหน่ายได้ แต่ถ้าใช้วิธีการทาบกิ่ง เมื่อตัดกิ่งทาบลงมา จะนำไปปลูกได้ทันที เมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่จะติดผลดกมากและเมื่อมีการบำรุงรักษาที่ดีพอประมาณและไม่ปล่อยให้ผลผลิตดกจนเกินไป สามารถเลี้ยงผลให้มีน้ำหนักได้ไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ต่อผล เมื่อดูจากลักษณะภายนอกของฝรั่ง พบว่า มีลักษณะคล้ายกับฝรั่งพันธุ์แป้นสีทอง และเมื่อผ่าดูลักษณะภายในจะพบว่า มีเนื้อสีชมพูอมแดงแทรกอยู่ภายในผล ดึงดูดทำให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญเมื่อได้รับประทานแล้วจะพบว่ามีรสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก คือหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย

หลายคนบอกว่า มีรสชาติใกล้เคียงฝรั่งไทยโบราณ หรือฝรั่งขี้นก ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่เนื้อของพันธุ์จะหนากว่ามาก นอกจากการบริโภคสดแล้ว ผลผลิตยังสามารถส่งเข้าเพื่ออุตสาหกรรมแปรรูปได้อีก เท่าที่ผู้เขียนเดินสำรวจในแปลงปลูกฝรั่งสายพันธุ์นี้ ในเรื่องของการให้ผลผลิตจะต้องยอมรับว่ามีความดกไม่แพ้ฝรั่งการค้าสายพันธุ์อื่นๆ และถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดี ให้ปุ๋ยถึงและน้ำถึง (แปลงปลูกฝรั่งกรอบสามสี ของ คุณดำรงศักดิ์ วิรยศิริ จะมีการบำรุงรักษาพอประมาณเท่านั้น) จะเป็นฝรั่งพันธุ์ทางการค้าอีกสายพันธุ์หนึ่งที่น่าส่งเสริมให้มีการขยายพื้นที่ปลูก และเป็นฝรั่งอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค

การทำสวนฝรั่งให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพดีนั้น นอกจากได้สายพันธุ์ที่ดีมาปลูกแล้ว จะต้องให้ปุ๋ยถึงและน้ำถึง รวมถึงมีการตัดแต่งกิ่งอย่างสม่ำเสมอด้วย การปลิดผลอ่อนที่ติดดกมากเกินไปทิ้งบ้าง การป้องกันและกำจัดโรคแมลงที่มีประสิทธิภาพจึงจะได้ผลผลิตฝรั่งที่มีคุณภาพดี ที่ใครๆ ก็ต้องการ ความสำเร็จในการปลูกฝรั่งไม่ได้อยู่ที่เมื่อปลูกไปแล้วให้ต้นฝรั่งดกอย่างเดียว แต่จะต้องเน้นที่คุณภาพเป็นสิ่งสำคัญด้วย เพราะคุณภาพของผลผลิตจะเป็นหลักประกันเรื่องราคาที่ชาวสวนจะได้รับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และอย่าลืมช่วยกันส่งเสริมและรณรงค์ให้คนไทยบริโภคฝรั่งสดกันมากๆ ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง (จะต้องมีการห่อผล) เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ชีวิตจะเป็นสุขและเป็นผลไม้ที่มีราคาไม่แพง

เป้าหมายในอนาคต ฝรั่งลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ที่มีขนาดของผลใหญ่ เนื้อสีแดง เนื้อกรอบ และไม่มีเมล็ด ในพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 10 ไร่ ที่คุณดำรงศักดิ์ได้ปลูกต้นไม้หลากหลายชนิด ซึ่งจัดประเภทของต้นไม้ที่ปลูกเป็นกลุ่มโดยยึดหลักของการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เฉพาะฝรั่งเพียงชนิดเดียวมีอยู่หลายสายพันธุ์ ตั้งแต่ฝรั่งจีนหรือฝรั่งแคระที่มีขนาดของผลเท่าหัวแม่มือ และจัดเป็นฝรั่งโบราณที่เกือบสูญพันธุ์ไปแล้ว หลายคนนำมาเป็นไม้ประดับ เพราะมีลักษณะของใบเป็นจีบสวยงามและเป็นสายพันธุ์ฝรั่งที่มีขนาดของผลเล็กมาก เมื่อผลแก่จะมีสีขาวและรสชาติหวาน กรอบ อร่อย รับประทานได้ทั้งเมล็ด คุณดำรงศักดิ์ ได้ปลูกอนุรักษ์ไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการผสมพันธุ์ในอนาคต

ที่ สวนเกษตรศิลป์ ของ คุณศิลป์ ศัลยพงษ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้พันธุ์ฝรั่งจีนมาปลูกไว้เพียง 1 ต้น และหวงมาก เพราะจัดเป็นพันธุ์ไม้ที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ คุณศิลป์ คาดว่า ในอนาคตจะมีการนำฝรั่งจีนหรือฝรั่งแคระนี้มาส่งเสริมการปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะมีใบที่สวยงามและยังจัดเป็นสายพันธุ์ฝรั่งโบราณที่ค่อนข้างทนทานต่อโรคและแมลงไว้ หรือแม้แต่ฝรั่งประดับที่มีใบหลายสี และคุณดำรงศักดิ์ได้บอกว่าเป็นสายพันธุ์เดียวในโลกที่ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับโดยเฉพาะและมีดอกสีแดงสดสวยงามมาก

ในแปลงปลูกยังมีฝรั่งไม่มีเมล็ดบางกอกแอ๊ปเปิ้ลเพื่อใช้เป็นการผสมพันธุ์เช่นกัน เป้าหมายในอนาคตคุณดำรงศักดิ์มีความตั้งใจที่จะผสมพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะขนาดของผลใหญ่ เนื้อสีแดง เนื้อกรอบ และไม่มีเมล็ด เป็นสายพันธุ์เพื่อการบริโภคสด และจะต้องค้นหาวิธีการทำให้ติดผลดก ซึ่งในขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีฝรั่งไม่มีเมล็ดลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ที่มีการติดผลดกกว่าพันธุ์บางกอกแอ๊ปเปิ้ลและรสชาติดีกว่า

ฝรั่งลูกผสม “แดงบางกอก” ซึ่งเป็นฝรั่งสายพันธุ์ลูกผสมที่ คุณดำรงศักดิ์ ได้ผสมพันธุ์เริ่มต้นจาก ซื้อต้นฝรั่งเพาะเมล็ดที่มีความสูงของต้น ประมาณ 1 เมตร เมื่อปี 2519 ในงานไม้ดอกและไม้ประดับที่จัดขึ้น ที่วังสวนผักกาด ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาคมไม้ดอกไม้ประดับแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ซื้อมาในราคา ต้นละ 100 บาท ทราบว่าเป็นฝรั่งประดับที่นำมาจากประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อนำมาปลูกและให้ผลผลิตได้ ฝรั่งที่มีผลขนาดเล็ก เนื้อบางและมีจำนวนเมล็ดมาก

คุณดำรงศักดิ์ ได้พัฒนาสายพันธุ์เรื่อยมาจนได้พันธุ์ทับทิมแดงสยาม ซึ่งเป็นลูกของต้นฝรั่งประดับจากประเทศฟิลิปปินส์ หลังจากนั้น ได้นำพันธุ์ทับทิมแดงสยามเป็นต้นแม่มาผสมพันธุ์กับพันธุ์แป้นสีทองเป็นต้นพ่อ ลูกผสมออกมา ได้ ต้น ใบ ดอก และสีของผล จากต้นแม่ คือสีแดงทั้งหมด บริเวณหลังใบมีสีแดงน้ำตาล ส่วนของหน้าใบมีสีเขียวออกดำ ดอกมีสีแดงอมชมพูสวยงามมาก ลำต้นสีแดง ขณะที่ติดผลอ่อนสีของผลมีสีน้ำตาลดำ และเมื่อผลแก่สีของผลจะจางลงเป็นสีน้ำตาลแดง ผลแก่มีลักษณะทรงผลคล้ายกับฝรั่งเวียดนาม เนื้อมีสีแดง รสชาติหวานและกรอบ มีกลิ่นของฝรั่งขี้นก และจัดเป็นฝรั่งที่ให้ผลดกไม่แพ้สายพันธุ์อื่น

คุณดำรงศักดิ์ ย้ำว่า ฝรั่งแดง ถือว่าเป็นผมคนเดียวที่ทำ เพราะผมเป็นคนเริ่มต้น ถ้าเป็นฝรั่งสายพันธุ์ใบแดงๆ นั้น ก็มาจากผม ปัจจุบัน ได้ฝรั่งแดงลูกผสมพันธุ์ใหม่ล่าสุด คือ “ทับทิมสยาม” ซึ่งใช้เวลานานกว่า 30 ปี โดยใช้ฝรั่งแดงบางกอกเป็นแม่และใช้ฝรั่งพันธุ์บางกอกแอ๊ปเปิ้ลเป็นพ่อ ทรงผลออกกลม เนื้อมีสีแดง รสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก

“ทับทิมสยาม ต้นใหม่ล่าสุด” ผลมันใหญ่ขึ้น ผลมีขนาดใหญ่สุดถึง 1 กิโลกรัม เป็นต้นใหม่ล่าสุด ถือเป็นชั่วสุดท้าย คือผมใช้ชื่อฝรั่งทับทิมสยามเป็นแม่มาตลอด ซึ่งมันมีหลายเบอร์ เบอร์ก่อนหน้านี้ผลมันยังไม่ใหญ่มาก คือกลางๆ แต่เบอร์ล่าสุดผลใหญ่สุดถึง 1 กิโลกรัม เนื้อกรอบ แข็ง หนา รสชาติหวาน เนื้อละเอียด ไม่ฝาดเลย อร่อยมาก

หนังสือ “การปลูกฝรั่งแบบมืออาชีพ” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี พร้อมกับ หนังสือ “ไม้ผลแปลกและหายาก เล่มที่ 1-5″ รวมทั้งหมด 6 เล่ม จำนวน 504 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจ เขียนจดหมายสอดแสตมป์ มูลค่ารวม 250 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

มะนาวสามชาย นครสวรรค์ ปลูกนอกฤดู ทำเงินแสน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

เทคโนโลยีการเกษตร 

สุจิต เมืองสุข

มะนาวสามชาย นครสวรรค์ ปลูกนอกฤดู ทำเงินแสน

พื้นที่ หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนใหญ่เกษตรกรใช้พื้นที่ทำการเกษตรในรูปแบบของไร่มะขามเทศ ไร่อ้อย และท้องนา อีกจำนวนหนึ่งปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการทำการเกษตร เนื่องจากระบบชลประทานเข้าไม่ถึง จำนวนมากต้องขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ สำหรับพืชไร่และพืชสวน ส่วนที่นา อาศัยความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

หากมีเกษตรกรคนใด ปลูกพืชที่นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ในบางโอกาสจะถูกมองว่า มีความคิดที่แปลกแตกต่าง แต่ความคิดที่แปลกแตกต่างของเกษตรกรที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จัดว่าเป็นความคิดที่แปลกแตกต่าง เพื่อก้าวสู่การพัฒนา ในแบบฉบับของเกษตรกรตัวจริง

ช่วงสายในปลายฤดูหนาว “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เดินทางไปยัง หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อพบกับเกษตรกรหนุ่ม คุณณรงค์ ร่างใหญ่ ผู้ซึ่งผันพื้นที่ปลูกอ้อยเกือบ 3 ไร่ มาปลูกมะนาวแทน

“ใครๆ ก็คิดว่าผมบ้า หรือไม่ก็คิดแปลกแยกจากคนอื่น เพราะไม่มีใครคิดทำสวนมะนาวเลย”

คุณณรงค์ มีความรู้ทางด้านกฎหมาย จบการศึกษาระดับเนติบัณฑิต ชีวิตการทำงานก้าวเข้าสู่ระบบลูกจ้างได้เพียง 1 ปี ก็ลาออก ก่อนลงทุนปลูกสร้างอพาร์ตเมนต์ให้เช่า ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพระนครศรีอยุธยา และยังคงเดินทางไปยังภูมิลำเนาเดิมที่ตำบลห้วยหอม อยู่เป็นประจำ

คุณณรงค์ บอกว่า ในทุกครั้งของการเดินทางกลับมาเยี่ยมมารดาที่ตำบลห้วยหอม คิดเสมอว่า ไม่ควรปล่อยให้เวลาระหว่างการเดินทางไป-กลับ สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ รถที่ใช้ในการเดินทางเป็นรถกระบะ ควรบรรทุกของหรือใช้ประโยชน์ให้คุ้ม น่าจะเป็นการสร้างรายได้ที่ดีกว่า

“ผมมองเห็นว่าตลาดมะนาวหน้าแล้งน่าสนใจ ราคาแพง ราคาตลาดขายอย่างต่ำ ลูกละ 6 บาท จึงเริ่มศึกษาจากหนังสือและเว็บไซต์ ผิดบ้างถูกบ้าง และเริ่มทดลองทำในพื้นที่เดิมที่ปลูกอ้อยเกือบ 3 ไร่ เปลี่ยนเป็นปลูกมะนาวเกือบ 500 ต้น เหมือนจะไปได้ดี แต่ไม่นานใบมะนาวเริ่มเหลืองโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้”

คุณณรงค์ ตัดสินใจเข้าอบรมการปลูกมะนาวนอกฤดู ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ และได้ผล คุณณรงค์กลับมาแก้ปัญหามะนาวใบเหลืองตามความรู้ที่ได้รับจากการอบรมมา ทำให้การแก้ปัญหาลุล่วงไปด้วยดี

พื้นที่เกือบ 3 ไร่ แบ่งเป็น บ่อกักเก็บน้ำ 1 ไร่ 2 งาน พื้นที่ที่เหลือทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ 2 ไร่ จำนวน 300 วงบ่อ ลงทุนครั้งแรก ประมาณ 1.4 แสนบาท ต่อไร่

ใช้วงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร วางระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 3 เมตร

กิ่งพันธุ์ที่ใช้ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 1 และแป้นพวง

สาเหตุที่เลือก 2 สายพันธุ์นี้ คุณณรงค์ บอกว่า เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มภาคกลาง เพราะตลาดที่คุณณรงค์มองไว้ คือ ตลาดภาคกลาง และพันธุ์แป้นพิจิตร 1 ทนทานต่อโรคและแมลง ส่วนพันธุ์แป้นพวง ลูกดก

การเตรียมดินสำหรับปลูกในวงบ่อซีเมนต์ คุณณรงค์นำวัสดุปลูก ประกอบด้วย ดินนา ขี้วัว กากถั่วแระ กากถั่วเขียว จากนั้นไถผาล 7 ดินนาก่อน ทิ้งดินนาที่ไถแล้วตากแห้งเกือบ 1 เดือน แล้วไถผาล 7 อีกรอบ ให้ดินร่วนซุย นำขี้วัวและกากถั่วโรยแล้วไถกลับไปมา จากนั้นนำรถไถดันพื้นที่ปลูกให้เป็นคู วางวงบ่อ ตักดินใส่วงบ่อที่มีแผ่นรองด้านล่าง

ระบบน้ำและการให้น้ำ คุณณรงค์ใช้ระบบน้ำหยดกับมะนาวต้นเล็กๆ โดยให้น้ำในช่วงเช้าเพียง 5 นาที หลังจากมะนาวเริ่มโตก็เปลี่ยนระบบน้ำหยดเป็นมินิสปริงเกลอร์ ให้น้ำในช่วงเช้าเช่นเดียวกัน แต่ปรับเวลาเป็น 10-15 นาที

หลังจากมะนาวผลิยอดอ่อนให้เห็น คุณณรงค์จะขลิบยอดทิ้ง จากนั้น 15 วัน พ่นสารแพคโคลบิวทราโซลในครั้งแรก และอีก 45 วัน ต่อมา พ่นสารแพคโคลบิวทราโซลอีกครั้ง สำหรับอัตราความเข้มข้นของสารแพคโคลบิวทราโซล ชนิดความเข้มข้น 10% ในอัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

สารแพคโคลบิวทราโซล เป็นสารที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของกิ่งใบ เมื่อกิ่งใบน้อยลง โอกาสการออกดอกก็มีมากขึ้น

มะนาวที่จะบังคับให้ออกนอกฤดูได้นั้น ควรมีอายุอย่างน้อย 8 เดือน ขึ้นไป

คุณณรงค์ อธิบายว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตก ควรงดให้น้ำ โดยการนำผ้าพลาสติกกันฝนขนาดใหญ่คลุมรอบวงบ่อ สังเกตใบมะนาวจะเริ่มเหี่ยว หลังจากคลุมผ้าพลาสติก ประมาณ 10-15 วัน และนำผ้าพลาสติกคลุมออก เมื่อใบสลด เหี่ยวหรือร่วง ประมาณ 75-80% ให้น้ำพร้อมปุ๋ย

การให้ปุ๋ยทางดิน ใช้สูตร 0-0-60 หรือ 15-5-20 ส่วนปุ๋ยทางใบ ใช้สูตร 9-19-34

“หลังจากนั้น ประมาณ 14 วัน มะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อน พร้อมออกดอก ระยะนี้ต้องหมั่นดูแลไม่ให้แมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย ซึ่งผลมะนาวจะสมบูรณ์พร้อมเก็บจำหน่ายในช่วงฤดูแล้งพอดี”

โรคและแมลงศัตรูพืช คุณณรงค์ เล่าว่า โรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายที่สุดสำหรับมะนาว ป้องกันโดยพ่นสารคอปเปอร์หลังจากมียอดอ่อนแทงออกมา แต่ถ้ายังพบโรคแคงเกอร์อีก ให้แต่งกิ่งนำไปเผาทิ้ง นอกจากนี้ ควรระวังเพลี้ยไฟ ซึ่งจะทำให้เกิดโรคใบเหลืองในมะนาว ควรใช้ยาฆ่าเชื้อราพ่นป้องกัน

สำหรับคุณณรงค์ การทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ เพิ่งเริ่มต้นในรอบที่ 2 เท่านั้น ซึ่งรอบแรกของการทำมะนาว ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ นับเฉพาะ 150 วงบ่อ คือ ครึ่งหนึ่งของจำนวนวงบ่อทั้งหมด สามารถจำหน่ายได้ราคาดี คิดเป็นต้นทุนและกำไรราว 3 แสนบาท ราคามะนาวออกจากสวน ลูกละ 5-6 บาท ทีเดียว

สวนมะนาวนอกฤดูของคุณณรงค์ หาง่าย ไม่ไกลแหล่งชุมชน หากท่านใดต้องการปรึกษาหรือเยี่ยมชมถึงสวน คุณณรงค์ยินดีต้อนรับ โทรศัพท์สอบถามกันก่อนได้ที่ (089) 122-4179 หรือทางเฟซบุ๊ก ในชื่อของ มะนาวสามชาย

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สร้างอนาคต ด้วย มะนาวในวงบ่อ ที่ท่ามะกา

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

เทคโนโลยีการเกษตร

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สร้างอนาคต ด้วย มะนาวในวงบ่อ ที่ท่ามะกา

บนพื้นที่ ประมาณ 2 งาน ที่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ตำบลแสนตอ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งแต่เดิมเคยปลูกข้าวโพดฝักอ่อน ในวันนี้ได้ปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ซึ่งผู้เป็นเจ้าของคาดหวังว่าจะเป็นอาชีพสร้างรายได้เมื่อยามปลดเกษียณจากการไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร และกลับมาอยู่บ้าน โดยมีรายได้จากการทำเกษตรในพื้นที่เล็กๆ ที่มีอยู่

แปลงปลูกมะนาวแห่งนี้ เกิดขึ้นภายใต้ความฝันและความหวังของ คุณโสภา กองเสม ซึ่งปัจจุบันประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว แต่ด้วยมีใจที่รักด้านการเกษตร จึงติดตามข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง และได้สานฝันให้เป็นจริงด้วยการปลูกมะนาว

“ลูกสาวยายเขาอ่านหนังสือเทคโนโลยีชาวบ้านเป็นประจำ ชอบเรื่องราวการเกษตรที่ลง จนวันหนึ่งได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับการปลูกมะนาวขาย จึงสนใจไปดูงานของสวนเกษตรกรที่ลงในหนังสือ” คุณยายเชิด นิลบุตร ผู้เป็นมารดา และเป็นผู้ที่ช่วยดูแลแปลงปลูกมะนาว บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้น และว่า

โดยสวนมะนาวที่พี่โสภาได้ไปเยี่ยมชมการปลูกมะนาวคือ สวนวโรชา ซึ่งอยู่ที่อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง โทร. (088) 118-8234 และ (087) 519-1288

“ตอนเขาตัดสินใจ ก็ไม่ได้ปรึกษายายหรอก อยู่ๆ ก็บอกว่า ไปทำธุระที่อ่างทองแป๊บหนึ่ง ไม่นานก็เอามะนาวมาลง และบอกว่าให้ยายช่วยดูแล จะได้ออกกำลังกายไปด้วย ยายก็ไม่ว่า เพราะดูแล้วเขามีความสุขมากกับการลงทุนปลูกมะนาวในครั้งนี้ ตอนนี้เขาก็รอที่จะเก็บผลผลิต แต่ยายก็บอก ใจเย็นๆ เพราะปลูกได้เพียง 3 เดือน เท่านั้น แต่อนาคตยายก็ว่าจะเป็นสิ่งที่สร้างรายได้ให้อย่างดี”

ทั้งนี้ คุณยายเชิด บอกว่า ด้วยความที่เป็นเกษตรกรมือใหม่ ไม่เคยมีประสบการณ์ในการปลูกมะนาวมาก่อน จึงขอให้ทางสวนวโรชาเข้ามาช่วยดูแลและให้คำปรึกษา พร้อมกับสั่งซื้อมะนาวมาปลูกครั้งนี้ จำนวน 150 รอง และได้เพิ่มอีก 50 รองเมื่อเร็วๆ นี้ จนวันนี้มีมะนาวปลูกไว้ทั้งหมด 200 รอง

สำหรับในส่วนของต้นทุนการปลูกต่อรอง รวมทั้งค่ารองซีเมนต์ กิ่งพันธุ์ ดินปลูก เบ็ดเสร็จอยู่ที่ 500 บาท โดยปลูกเพียง 8 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้

“คุณโสภา มาเยี่ยมการปลูกมะนาวที่สวนอยู่หลายรอบ มาศึกษา มาพูดคุย จนแน่ใจว่าการปลูกมะนาวสามารถสร้างรายได้ให้แน่นอน จึงสั่งซื้อกิ่งพันธุ์จากทางสวนไปปลูก” คุณวโรชา จันทโชติ เจ้าของสวนมะนาววโรชา บอก โดยจุดเริ่มต้นได้สั่งมะนาวพันธุ์แป้นวิเศษ ซึ่งเป็นมะนาวสายพันธุที่เกิดขึ้นโดยการผสมข้ามพันธุ์ของสายพันธุ์แป้นรำไพกับแป้นพิจิตร โดยมีจุดเด่นที่อายุเพียง 2 เดือน ก็ให้ผลแล้ว มีน้ำเต็มลูก ยิ่งผลโตเต็มที่ ก็ยิ่งให้น้ำเยอะ และมีกลิ่นหอม มีขั้วที่แข็งแรง ไม่ร่วงง่าย ต่อมาได้สั่งกิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์แป้นวโรชาไปปลูกเพิ่ม

มะนาวแป้นวโรชา เป็นสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์มาจากแป้นวิเศษ และตั้งชื่อว่า “แป้นวโรชา” มาจากชื่อเจ้าของสวน มีจุดเด่นให้ผลตลอดทั้งปี ขนาดผลใหญ่กว่าแป้นวิเศษเล็กน้อย ให้น้ำเยอะกว่า ผิวเกลี้ยง เป็นมะนาวไม่มีเมล็ดหรือมีก็เล็กและลีบ ไม่ต้องคลึงก่อนบีบน้ำ ที่สำคัญทนทานต่อโรคแคงเกอร์ได้ดีกว่ามะนาวทั่วไป

ตอนเริ่มต้นปลูกนั้น ทางสวนวโรชาได้เข้ามาดูพื้นที่และให้คำแนะนำในการปลูกมาโดยตลอด และจากสภาพพื้นที่นั้นเป็นดินร่วนปนทราย หากปลูกมะนาวแล้วอาจไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดี จึงแนะนำให้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์

“ผมเน้นแนะนำการปลูกแบบที่ดูแลง่าย โดยเราทำในลักษณะคลินิกมะนาว คอยให้คำปรึกษาในทุกเรื่อง ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ เลือกวิธีการปลูก การจัดการดูแลในระยะต่างๆ รวมถึงการใช้พื้นที่ก่อให้เกิดรายได้ในช่วงแรกของการปลูก” พี่วโรชากล่าว

“อย่างสถานที่นี้ ผมมาดูแล้ว ถ้าใช้วิธีการปลูกลงดินต้องมีปัญหาแน่นอน เพราะนอกจากดินไม่ค่อยสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นทั้งเกษตรกรมือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับมะนาว ดังนั้น จึงเลือกให้ปลูกแบบในรองซีเมนต์ เพราะจะจัดการดูแลได้ง่ายกว่า และต้นมะนาวจะสามารถเติบโตให้ผลผลิตได้ตามที่ต้องการ” พี่วโรชา กล่าวและว่า

“พร้อมกันนี้ ผมยังจัดทำเป็นโปรแกรมการจัดการดูแลให้ด้วย ว่าต้องให้น้ำอย่างไร เวลาไหน ช่วงไหนต้องใส่ปุ๋ย ทุกอย่างมีเขียนเป็นข้อแนะนำให้หมดแล้ว อย่างดินปลูก นอกจากจะมีดินผสมที่เป็นสูตรของสวนแล้ว ยังได้นำเศษพืชวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีในพื้นที่มาผสมลงไปด้วย ซึ่งการปลูกนั้นผมเน้นให้ใช้ดินน้อยและเน้นวัสดุต่างๆ เสริม เพราะดินมากไปเดี๋ยวมีปัญหาดินแน่นไม่โต ดินปลูกที่ดีต้องมีความร่วนซุยมากๆ แล้วเราใช้วิธีการค่อยๆ เติมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ลงไป”

รวมถึงการจัดการอื่นๆ เช่น ใส่ปุ๋ยทุกสัปดาห์ ใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ ให้ทีละน้อย แต่บ่อยครั้งจะได้ผลดี รดน้ำทุก 3 วัน ฉีดยาป้องกันโรคและแมลง สัปดาห์ละครั้ง โดยสิ่งที่เน้นคือต้องบำรุงรักษาเขาให้ดี ให้ปุ๋ย ให้น้ำ อย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญน้ำห้ามขาด ถ้าเป็นมะนาวเน้นเก็บผล ถ้าขาดน้ำจบเลย ได้ผลไม่เต็มที่

คุณยายเชิด กล่าวเสริมว่า ทุกวันจะอยู่ดูแลมะนาว และทำตามคำแนะนำของทางสวนวโรชา นอกจากนี้ ทางสวนวโรชายังได้มาดูและให้กำลังใจเป็นประจำทุกเดือน

“ลูกสาวยายพอมีเวลาว่างจากงานที่กรุงเทพฯ ก็จะขึ้นมาดูแลมะนาวเป็นประจำ และบอกให้ยายช่วยทำอะไรบ้างในการดูแลมะนาว ตอนนี้พอถึงเวลาตอนเช้า ยายก็จะเปิดน้ำ เดินดูมะนาวแต่ละต้น รวมถึงเก็บผักที่ปลูกไว้บนหลังรอง ซึ่งทางคุณวโรชาได้ให้คำแนะนำ ให้ปลูกผักไว้ด้านบนใต้ต้นมะนาว เพื่อเก็บกินและหากเหลือก็ขาย โดยผักที่ปลูกมีหลายอย่าง เช่น ผักชี คะน้า เป็นต้น ปลูกเก็บกินมาได้ 3 รุ่นแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการปลูกมะม่วง มะละกอ เสริมในพื้นที่ด้วย” คุณยายเชิด กล่าว

สำหรับระบบน้ำของสวนแห่งนี้ ได้วางระบบน้ำหยดทั่วทั้งแปลงปลูก ทำให้ง่ายต่อการจัดการดูแล และจัดการให้น้ำในแต่ละวัน

“แรกๆ ก็มีปัญหาเหมือนกันว่า มะนาวบางต้นไม่ค่อยโต ทรงพุ่มไม่ค่อยแตก เราก็ไปปรึกษากับทางสวน เขาก็มาดู พบว่าเราจัดการไม่ถูกต้องในหลายเรื่อง เช่น การคลุมฟาง การให้น้ำ การให้ปุ๋ย เราก็เรียนรู้กันและทำตาม ซึ่งตอนนี้มะนาวที่ปลูกเจริญเติบโตดีมาก แตกกิ่งเยอะสวยมากเลย น่าภูมิใจมาก”

“จากที่ได้พูดคุยกัน ลูกสาวยายก็บอกว่า นอกจากจะเก็บลูกขายแล้ว จะทำกิ่งพันธุ์ด้วย เพราะทางสวนวโรชาบอกมาแล้วว่าจะรับซื้อกิ่งพันธุ์คืน ซึ่งจะเป็นรายได้ ทำให้เราสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้น” คุณยายเชิด กล่าวในที่สุด

“ขี้เล” ปุ๋ยอินทรีย์ จากดินเลน 

“ขี้เล” ภาษาถิ่นในภาคใต้ ที่ใช้เรียก “ดินเลน” ที่เกิดจากการทับถมของตะกอน ของอินทรียวัตถุ เช่น ซากพืช ซากสัตว์ ต้นไม้ ใบไม้ ที่สะสมทับถมตามบริเวณชายฝั่งทะเลสาบน้ำจืดหรือน้ำกร่อยของทะเลสาบสงขลา เมื่ออินทรียวัตถุเหล่านั้นย่อยสลายสมบูรณ์ และโดนแดดเผา บางส่วนลอยขึ้นมาบนผิวน้ำและถูกคลื่นซัดเข้าชายฝั่งกองทับถมรวมกันเป็นลูกระนาด ชาวบ้านพากันเรียกว่า ขี้แดด เมื่อขุด “ขี้แดด” มาผสมกับปุ๋ยคอกและน้ำหมักจะได้เป็นปุ๋ยสูตรพิเศษที่มีธาตุอาหารหลักที่จำเป็นต่อพืช คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ผสมอยู่ และนี่ทำให้ชาวบ้านหมู่บ้านคลองกะอาน ตำบลนาปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ได้นำ “ขี้เล” มาผลิตเป็นปุ๋ย “ขี้เล ตราชาวเล” 

“ขี้เล ตราชาวเล” ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของชุมชนมีการนำดินผสมกับปุ๋ยคอกและน้ำหมัก หมักทิ้งไว้ จากนั้นจึงนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรเพื่อปรับปรุงบำรุงดินและใช้เพาะปลูกพืชกันในครัวเรือน ให้ผลเจริญงอกงาม ด้วยฝีมือของชาวบ้านในหมู่บ้านคลองกะอาน จำนวน 35 คน ภายใต้ “กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์คลองกะอาน” และสนับสนุนโดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อการพัฒนารูปแบบการผลิตให้เป็นสินค้าโอท็อปต่อไป

คุณเตือนใจ สิทธิบุรี ที่ปรึกษากลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คลองกะอาน และผู้รับผิดชอบโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ด้วยสายใยสื่อศิลปวัฒนธรรมชุมชน ของแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า การทำปุ๋ยอินทรีย์ขี้เล มีกระบวนการทำที่ไม่ยาก เริ่มต้นจากนำขี้เลคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกและน้ำหมัก ในอัตราส่วน 3 : 1 : 1 กองหมักทิ้งไว้ 1 เดือน จากนั้นกลับกองปุ๋ยทุกๆ 7 วัน หมั่นรดน้ำ เมื่อกองปุ๋ยหมักแห้ง (น้ำหมัก) และใช้วัสดุคลุมกองปุ๋ยเพื่อรักษาความชื้น จนครบตามกำหนด 1 เดือน จึงนำปุ๋ยไปบรรจุลงในกระสอบและนำไปใช้งานได้

“ผลจากที่เกษตรกรในพื้นที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ขี้เล เพื่อปรับปรุงดินก่อนเพาะปลูก หรือใช้เพาะปลูกพืชโดยตรง พบว่า พืชผักขึ้นไว งอกงามดี ปลอดภัยจากสารเคมี ต้นทุนการผลิตลดลง ในขณะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาสูง ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูงและยังเป็นอันตรายทั้งต่อตัวเกษตรกรเอง ตกค้างในพืชผักที่เพาะปลูก และยังส่งผลเสียต่อดินและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งนี่เป็นผลพลอยได้ที่ธรรมชาติให้กับชุมชน และตราบใดที่ยังมีทะเสสาบอยู่ ขี้ดินที่จะมาทำขี้เลก็จะไม่มีวันหมดไปจากชุมชนแน่นอน” คุณเตือนใจ สิทธิบุรี กล่าว

จากที่ได้นำส่งตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ขี้เลเพื่อตรวจวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในดิน ที่กลุ่มวิเคราะห์ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน ผลการวิเคราะห์ พบว่า ปุ๋ยอินทรีย์ขี้เล ประกอบไปด้วยแร่ธาตุอาหารหลัก ตามที่พืชต้องการ คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ขี้เลเป็นแหล่งของธาตุอาหารพืช มีคุณสมบัติช่วยให้จุลินทรีย์ในดินทำงานได้ดี ทั้งยังปรับปรุงโครงสร้างของดิน ช่วยปรับค่าความเป็นกรดของดิน ช่วยลดความเค็มของดินและความเป็นพิษของสารบางชนิด และยังช่วยลดการชะล้างพังทลายของดิน

สูตรในการใช้ปุ๋ยเพื่อเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ สำหรับพื้นที่ปลูกข้าว ใช้ปุ๋ยในปริมาณ 2-4 ตัน ต่อไร่ โดยหว่านปุ๋ยให้ทั่วพื้นที่และไถกลบก่อนปลูกพืช พื้นที่ปลูกพืชไร่ใช้ปุ๋ยในปริมาณ 2-4 ตัน ต่อไร่ โดยใส่ปุ๋ยเป็นแถวตามแนวปลูกพืชและคลุกเคล้ากับดิน สำหรับแปลงปลูกพืชผัก-แปลงเพาะกล้า ใช้ปุ๋ยในปริมาณ 2-4 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร โดยใส่ปุ๋ยลงคลุกเคล้ากับดินในแปลงเพาะกล้า ขณะเตรียมดินปลูก หากเป็นแปลงปลูกพืชขนาดใหญ่ จะใช้ปุ๋ยในปริมาณ 2-6 ตัน ต่อไร่ ให้หว่านปุ๋ยทั่วแปลงไถกลบขณะเตรียมดิน

สำหรับการเพาะปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้น ใช้ปุ๋ยในปริมาณ 15-20 กิโลกรัม ต่อหลุม ในขั้นตอนแรกของการเตรียมหลุมปลูกให้คลุกเคล้าปุ๋ยกับดินเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่ลงก้นหลุม หากเป็นช่วงที่พืชเจริญแล้ว ให้ขุดร่องรอบต้นตามแนวทรงพุ่ม จากนั้นใส่ปุ๋ยลงในร่องและใช้ดินกลบ การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ หากเป็นแปลงไม้ดอก ใช้ปุ๋ยในปริมาณ 1-3 ตัน ต่อไร่ โดยหว่านปุ๋ยให้ทั่วพื้นที่และใช้ดินกลบก่อนการปลูกพืช

หากเป็นแปลงไม้ดอกยืนต้น ใช้ปุ๋ยในปริมาณ 5-10 กิโลกรัม ต่อหลุม โดยคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินให้เข้ากัน จากนั้นใส่ลงในร่องก้นหลุมปลูก สำหรับการปลูกไม้ประดับ ใช้ปุ๋ยในปริมาณ 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ให้ใส่ปุ๋ยรอบต้นตามแนวทรงพุ่ม

ส่วนอุปสรรคในการผลิตปุ๋ย หากเป็นฤดูฝนจะมีพายุ น้ำขึ้น จะผลิตปุ๋ยไม่ได้ แต่หลังจากฤดูฝนขี้เลจะถูกพัดมากองทับถมกันอยู่ ชาวบ้านจะนำมาใช้ประโยชน์เพื่อผลิตปุ๋ยไว้ใช้ในหน้าแล้งต่อไป

สำหรับการบรรจุเป็นกระสอบ ปัจจุบันจะบรรจุกระสอบละ 10 กิโลกรัม จำหน่ายในราคา 50 บาท

หากสนใจติดต่อสอบถามได้ ที่ กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์คลองกะอาน หมู่ที่ 14 ตำบลนาปะขอ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยติดต่อผ่าน คุณอะหมัด ตะเอ ประธานกลุ่ม ได้ที่ โทร. (086) 287-3234 หรือติดต่อที่ สำนักงานเกษตรอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โทร. (081) 959-0478 

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

มังคุดผิวมัน มังคุดคุณภาพ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

เทคโนฯ เกษตร

มนตรี กล้าขาย

มังคุดผิวมัน มังคุดคุณภาพ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

มังคุด ผลไม้ยอดนิยมของคนไทยและคนต่างชาติ แต่กับชาวสวนแล้ว มักจะมีปัญหาด้านราคาอยู่เสมอ เป็นอย่างนี้มาตลอด จนเรียกว่า “เป็นตำนาน” โดยเฉพาะชาวสวนภาคตะวันออกที่ต้องวุ่นวายกับราคามังคุดที่ตกต่ำเกือบทุกปี ตัวอย่างเมื่อ ปี 2553 ราคามังคุดตกต่ำมาก ชาวสวนหลายรายถึงกับโค่นต้นมังคุดทิ้งไป แล้วปลูกพืชใหม่ทดแทน จะด้วยความคับแค้นหรือน้อยใจคงจะปะปนกันไป ข้ออ้างที่พวกเขาได้รับฟังจากผู้รับซื้อ ก็คือ มังคุดคุณภาพต่ำ ผิวลาย เนื้อแก้ว ยางไหล หู (กลีบเลี้ยง) ไม่สวย สรุปว่า มังคุดของชาวสวนด้อยคุณภาพ ส่งออกก็ไม่ได้ ขายภายในประเทศราคาก็ไม่ดี

ผู้เขียนและทีมงานนักส่งเสริมการเกษตรกลายเป็นหนังหน้าไฟ ที่ต้องคอยประคอง และช่วยแก้ไขปัญหานี้มาตลอด แต่ก็ไม่อาจสู้กลไกผู้ค้าที่มีลูกเล่น และ/หรืออาจมีมุขทางการเมืองปะปนอยู่บ้างก็เหนือคาดเดา นักส่งเสริมทุกคนก็อดทน และเต็มที่ในการช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หาหนทางส่งเสริมและพัฒนาชาวสวนมังคุดมาโดยตลอด การฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้การผลิตมังคุดแผนใหม่ ให้ชาวสวน เป็นกลไกหลักของนักส่งเสริม ในที่สุดได้สร้างชาวสวนต้นแบบ ที่ประยุกต์ใช้หลักวิชาการ ร่วมกับประสบการณ์ สามารถผลิตมังคุดคุณภาพ “มังคุดผิวมัน” เป็นที่ยอมรับของผู้ส่งออก และตลาดในประเทศ แก้ปัญหาด้านราคา กำหนดราคาขายได้เอง และยังได้ก่อตั้งกลุ่มผู้ผลิตมังคุดคุณภาพของอำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีระบบการบริหารจัดการผลิต การตลาด และทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกันอย่างเข้มแข็ง ผู้เขียนเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาวสวนมังคุด และผู้เกี่ยวข้อง จึงได้นำเทคนิคและประสบการณ์ของ คุณสมชาย บุญก่อเกื้อ มาถ่ายทอดไว้ ณ โอกาสนี้

มังคุดผิวมัน :

มาตรฐานคุณภาพ และราคา

ในอดีต การค้าขายมังคุดไม่มีการจัดชั้นคุณภาพ (เกรด) เป็นไปตามสภาพสังคมทั่วไป คือ “ซื้อมา ขายไป ไม่ซับซ้อน” คนซื้อก็เลือกเอาผลมังคุดที่ตัวเองเห็นว่าดี เน้นผลสุกสีม่วงเข้ม (ดำ) แล้วมักจะบีบๆ คลำๆ ที่ผลมังคุด เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้มังคุดที่สุกและรสชาติหวานฉ่ำ ส่วนผลมังคุดที่เปลือกเป็นสีชมพู สีแดง หรือมีจุดประสีแดงอมชมพู ที่เราเรียกว่า “ระยะสายเลือด” คนซื้อส่วนใหญ่จะไม่สนใจ เพราะคิดว่าเป็นมังคุดอ่อน และยังไม่สุก ซึ่งเป็นความไม่รู้และไม่เข้าใจธรรมชาติของมังคุด ของคนซื้อเกือบทุกคน แต่เมื่อความต้องการของผู้บริโภคและการค้าขายขยายขอบเขตกว้างขึ้น และส่งขายต่างประเทศ จำเป็นต้องเก็บเกี่ยวมังคุดที่ผิวเปลือกเริ่มมีจุดประสีชมพู-สีแดง เผื่อเวลาในการทยอยสุกของผลมังคุด ในช่วงการขนส่งมังคุดไปยังตลาดปลายทาง และช่วงเวลาการวางขายที่ร้านค้า จึงต้องเน้นการรักษาคุณภาพ เพราะเป็นตัวกำหนดราคาซื้อขาย

การจัดเกรดคุณภาพมังคุดจึงเป็นเครื่องมือทางการค้า ราคาที่แตกต่างระหว่างเกรดคุณภาพ ช่วยจูงใจทั้งชาวสวนและผู้ค้า ส่วนผู้บริโภคจะได้รับมังคุดคุณภาพ ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด คุ้มกับราคาซื้อขาย ที่สูงขึ้นมาอีกนิด สรุปว่า เป็นความยุติธรรมในการเฉลี่ยผลประโยชน์ร่วมกัน สร้างความพึงพอใจให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ขอไปที่ขั้นตอน และวิธีการผลิตมังคุดคุณภาพ หรือมังคุดผิวมัน ซึ่งชาวสวนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยยอมรับ และไม่มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีผลงานวิจัยยืนยันว่าได้ผลจริง การปฏิบัติก็ไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน และได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชาวสวนบ่อยครั้ง ขณะที่คุณภาพมังคุดส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านมาตรฐาน นั่นสะท้อนผลของการไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติของชาวสวน มังคุดส่วนใหญ่จึงยังคงมีผิวลาย ขายไม่ได้ราคา

สำหรับลักษณะของมังคุดผิวมันได้กำหนดไว้ ดังนี้ เป็นผลมังคุดที่มีผิวเปลือกสะอาด เป็นมัน อาจมีร่องรอยหรือตำหนิได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผิวเปลือก เนื้อในคุณภาพดี-สีขาวสะอาด ไม่มียางไหล ไม่เป็นเนื้อแก้ว และเนื้อไม่ติดเปลือก

ส่วนมังคุดผิวลาย หมายถึง ผลมังคุดที่เปลือกนอกอาจมีร่องรอยการทำลายของโรค/แมลงศัตรู หรือจากเหตุอื่นๆ ทำให้มีตำหนิได้ไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ผิวเปลือก เนื้อในมีคุณภาพเหมือนกับมังคุดผิวมัน

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นแล้วว่า ผู้บริโภคที่มีสตางค์ และลูกค้าต่างประเทศ เขาต้องการมังคุดคุณภาพ ผู้ซื้อจะดูจากลักษณะภายนอก ที่ดูดีไว้ก่อน มันเป็นเครื่องบ่งชี้คุณภาพภายใน หากย้อนไปที่ภาษิตไทยบทหนึ่งที่ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ก็คงจะถึงบางอ้อว่า การทำมังคุดผิวมัน เป็นกลยุทธ์หนึ่งทางการค้า ที่ต้องเริ่มต้นจากชาวสวน ต้องประณีตในการปฏิบัติในแปลง ให้ได้ผลมังคุดคุณภาพดี และต้องทำความสะอาดผล/คัดเกรด แยกผลผลิตมังคุดตามคุณภาพ ตามการสั่งซื้อของผู้ค้า ซึ่งเป็นวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ชัดเจน ราคารับซื้อจากผู้ค้าจะสูงขึ้นอย่างมาก ตรงนี้ครับ เป็นที่มาของการผลิตมังคุดผิวมัน ช่องทางแก้ปัญหาด้านราคาที่ยั่งยืน

มังคุดผิวมัน :

ขั้นตอน และวิธีการผลิต

คุณสมชาย ได้อธิบายถึงวิธีการผลิตมังคุดผิวมันไว้ว่า มีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้

1. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้องฟื้นฟูต้นมังคุดให้สมบูรณ์ ปกติฤดูการเก็บเกี่ยวมังคุดจะเริ่มราวๆ กลางเดือนเมษายน ไปหมดที่กลางเดือนมิถุนายน ภายหลังการเก็บเกี่ยวผลมังคุดแล้ว จะต้องตัดแต่งกิ่งมังคุด กำจัดวัชพืช ให้น้ำและใส่ปุ๋ย ให้เสร็จภายในเดือนกรกฎาคม โดยเริ่มจากการปฏิบัติ ดังนี้

1.1 ตัดแต่งกิ่งมังคุด ตัดตรงส่วนปลายกิ่ง และขอบทรงพุ่ม ที่ปลายกิ่งทับซ้อนและสะกัน กิ่งแห้ง กิ่งหัก กิ่งที่เสียหายจากการทำลายของโรค-แมลงศัตรู และกิ่งที่แตกเกะกะภายในทรงพุ่มทำให้แน่นทึบ ทั้งนี้ เพื่อให้โปร่ง แสงแดดส่องผ่านเข้าในทรงพุ่มได้ทั่วถึง ส่วนต้นที่สูงเกินไปจะตัดส่วนยอดทิ้งบางส่วน

1.2 กำจัดวัชพืช จะการใช้เครื่องมือตัดแทนการใช้สารกำจัดวัชพืช แล้วนำเศษวัชพืชทั้งหมดไปคลุมบริเวณโคนต้นมังคุด เพื่อช่วยป้องกันและเก็บความชื้นในดิน และเมื่อสลายตัวแล้วจะเป็นปุ๋ยให้ต้นมังคุด การปฏิบัติตรงนี้เป็นการเร่งให้มังคุดแตกใบอ่อนได้เร็วยิ่งขึ้น

1.3 ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น หลังจากการตัดแต่งกิ่ง และกำจัดวัชพืชแล้ว ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นมังคุดทันที เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นให้สมบูรณ์ โดยใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในอัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น หรือ 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น พิจารณาจากขนาดของต้นมังคุดว่าเล็กหรือใหญ่ หว่านปุ๋ยบริเวณใต้ทรงพุ่มให้ทั่ว เสริมด้วยการให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ทุกๆ 10-15 วัน ประมาณ 4-5 ครั้ง โดยการผสมและปล่อยไปพร้อมๆ กับการให้น้ำตามระบบพ่นฝอย (มินิสปริงเกลอร์)

1.4 บังคับให้แตกใบอ่อน พอถึงต้นเดือนสิงหาคม เร่งหรือบังคับให้ต้นมังคุดแตกใบอ่อนพร้อมกัน โดยการฉีดพ่นสารไทโอยูเรีย อัตรา 30 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม เพื่อต้นมังคุดจะแตกใบอ่อนพร้อมกัน ประมาณปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน เมื่อมังคุดแตกใบอ่อนแล้ว จะต้องดูแลใบอ่อนให้ดี โดยการฉีดปุ๋ยชีวภาพเพื่อเสริมธาตุอาหารทางใบ ให้น้ำสม่ำเสมอ พร้อมฉีดพ่นสารสกัดจากพืชสมุนไพร สูตรไล่แมลง ทุก 10-15 วัน

ระยะนี้ ใบอ่อนจะมีการพัฒนาเป็นใบแก่ที่สมบูรณ์ จึงต้องสำรวจแมลงศัตรูทุก 7 วัน เพื่อตรวจดูเพลี้ยไฟและหนอนกินใบอ่อน หากพบหนอนกินใบอ่อนระบาดมาก ประมาณ 20% ของจำนวนยอดทั้งหมดในต้น จะพ่นสารเคมีพวกไซเปอร์เมทริน 35% อัตรา 50 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร และหากพบเพลี้ยไฟ มากกว่า 1 ตัว ต่อยอด จะฉีดพ่นสารเคมีอิมิดาโคลพริด 10% อัตรา 20 กรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่น 1-2 ครั้ง เพื่อกำจัดให้ทันการณ์ ช่วงนี้เป็นระยะการพัฒนาของใบอ่อน และตายอดมังคุด ไปเป็นใบแก่ที่พร้อมจะออกดอก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 9-12 สัปดาห์ คือตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม-กันยายน-ตุลาคม ถึงกลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูหนาวนั่นเอง

2. การเตรียมต้นมังคุดก่อนการออกดอก หลังการตัดแต่งกิ่ง มังคุดจะแตกใบอ่อนภายใน 10-15 วัน และเริ่มพัฒนาเป็นใบแก่ ดังนั้น ตั้งแต่เดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม ช่วงนี้ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นให้สมบูรณ์ เน้น ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ใส่สูตร 8-24-24 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น หว่านใต้ทรงพุ่ม และให้น้ำทุก 10-15 วัน พอถึงเดือนตุลาคมหยุดให้น้ำ ปล่อยให้มังคุดเครียด หยุดให้น้ำติดต่อกันนานสัก 3 สัปดาห์ สังเกตดูที่ปล้องสุดท้ายของปลายกิ่งมังคุด ที่แสดงอาการเหี่ยวอย่างชัดเจน ใบคู่สุดท้ายมีอาการใบตก (เหี่ยว) จึงเริ่มให้น้ำต่อไป โดยครั้งแรกให้น้ำตามปริมาณปกติที่เคยให้ ส่วนครั้งที่สองจะให้น้ำในปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งของครั้งแรก แล้วก็ให้แบบโชยๆ อย่างต่อเนื่อง จนประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนมังคุดจะเริ่มออกดอก จึงให้น้ำในปริมาณที่ให้แบปกติ ร่วมกับการให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพ เทคนิคการปฏิบัติแบบนี้ทำให้มังคุดออกดอกในระดับ 50-60% ของยอดทั้งหมด จนถึงระยะผลอ่อน ซึ่งเป็นปริมาณผลมังคุดที่พอดี ผลมังคุดจะโตสม่ำเสมอ เนื้อมาก รสชาติหวาน และผลได้ขนาดมาตรฐานของผู้ซื้อ

3. การปฏิบัติระยะมังคุดออกดอกถึงติดผลอ่อน ต้นมังคุดที่สมบูรณ์ดี จะเริ่มออกดอกประมาณกลางเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจากระยะออกดอกถึงผลอ่อน เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการผลิตมังคุดผิวมัน เพราะช่วงนี้มักจะมีเพลี้ยไฟเข้าทำลายผลอ่อน ทำให้ผลมังคุดมีผิวลาย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด จึงต้องเข้าแปลงสำรวจและควบคุมให้ได้

3.1 สำรวจและควบคุมเพลี้ยไฟ โดยเคาะดอกมังคุดลงบนแผ่นกระดาษสีขาว หากพบว่า มีเพลี้ยไฟมากกว่า 1 ตัว ต่อดอกหรือผลอ่อน ให้ฉีดพ่นสารอิมิดาโคลพริด 10% อัตรา 20 กรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นสัก 4-5 ครั้ง จนถึงระยะดอกบานประมาณ 4 สัปดาห์ ช่วงนี้ยังต้องให้น้ำตามปกติ เพื่อผลมังคุดจะไม่ขาดน้ำ เนื้อจะแน่นและน้ำหนักจะดีมาก

3.2 ใส่ปุ๋ยบำรุงผลมังคุด ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น และฉีดเพาเวอร์แพลนต์ อัตรา 200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตร เพื่อเป็นอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงผลมังคุดให้มีการสะสมความหวาน ช่วยให้ผลโต กลีบเลี้ยงมีสีเขียว และให้น้ำอย่างต่อเนื่อง

3.3 การปฏิบัติด้านการใช้สารเคมี หยุดการใช้สารเคมีทุกอย่าง ก่อนการเก็บเกี่ยวผลมังคุด อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ผลมังคุดปลอดสารตกค้าง และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

4. การเก็บเกี่ยวและคัดคุณภาพผลผลิตมังคุด การเก็บเกี่ยวผลผลิตมังคุด จะเริ่มเก็บในระยะที่ผิวเปลือกเป็นระยะสายเลือด คือมีจุดประสีชมพู สีแดง หรือผิวเป็นสีชมพู โดยสอยด้วยตะกร้อผ้า เพื่อป้องกันผลมังคุดตกลงพื้นดิน ผลมังคุดที่เก็บลงมา จะถูกคัดคุณภาพตั้งแต่ที่สวน โดยแยกมังคุด ผลแตก ผลร้าว มังคุดตกดินออกต่างหาก ส่วนผลที่ดีนำใส่ตะกร้าพลาสติก แล้วขนย้ายไปที่โรงคัดคุณภาพ เพื่อคัดเกรด และทำความสะอาดผิวเปลือก โดยขูดยางตามผิวเปลือกออกให้สะอาด มีการแบ่งเกรดมังคุดเป็น 4 เกรด คือ

1. ผิวมันใหญ่ น้ำหนัก 90 กรัม ขึ้นไป

2 . ผิวมันเล็ก ขนาดน้ำหนัก 70-89 กรัม

3. ผิวมันจิ๋ว ขนาดน้ำหนัก 60-69 กรัม และ

4. มังคุดตกเกรด มีผิวลาย ผลดำ และผลเล็กสุด

จากการปฏิบัติด้วยหลักวิชาการภายใต้ ระบบ จีเอพี และปรับใช้กับประสบการณ์ ทำให้ได้มังคุดผิวมัน ถึง 80% ของผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ ส่งผลต่อราคารับซื้อของผู้ค้าที่ให้ราคาสูง ไม่มีปัญหาด้านตลาดในประเทศและการส่งออก

มังคุดคุณภาพดี : มีตลาดรองรับ

จากความสำเร็จในการผลิตมังคุดผิวมัน ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด มีผู้ส่งออกติดต่อขอซื้อผลผลิตคุณภาพทั้งหมด ส่งขายประเทศจีน และบางส่วนได้มีผู้ค้าจากกรุงเทพฯ มารับไป ขณะที่ คุณสมชาย ได้ร่วมกับสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตมังคุด ไปออกร้านจำหน่ายตามงานต่างๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง และกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นการประชาสัมพันธ์ผลผลิตมังคุดคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบข้อมูล และมีโอกาสได้ซื้อผลผลิตคุณภาพไปรับประทาน นอกจากนี้ ยังจัดผลผลิตส่วนหนึ่งส่งห้างสรรพสินค้าใหญ่หลายแห่ง สำหรับการขายส่งมังคุดผิวมันทุกเกรด ราคาเฉลี่ยที่สวน ปี 2555 อยู่ที่ 25 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขายของชาวสวนทั่วไป ราคาระหว่าง 8-12 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อหักต้นทุนแล้ว คุณสมชายมีกำไรจากการผลิตมังคุดผิวมันเป็นเงิน 14,267 บาท ต่อไร่ นับว่าเป็นชาวสวนมังคุดที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งที่เป็นแบบอย่างที่ดี

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสายตรง ที่ คุณสมชาย บุญก่อเกื้อ โทร. (081) 377-9536 หรือ (038) 657-178

คุณสมชาย บุญก่อเกื้อ

สำหรับข้อมูลส่วนตัวของ คุณสมชาย บุญก่อเกื้อ นั้น เขาเป็นชาวระยองโดยกำเนิด เกิดที่ ตำบลชากโดน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ปัจจุบัน อายุ 51 ปี เป็นนักต่อสู้ด้านอาชีพทำสวนมาตลอด เป็นผู้ที่มีผลงานโดดเด่นมาก ได้รับเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม ในปี 2549 ล่าสุดคณะกรรมการจากสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 จังหวัดระยอง ได้คัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น ระดับเขต สาขาอาชีพการทำสวน ปี 2555 เข้าแข่งขันระดับประเทศต่อไป

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

พัฒนาจอบหมุนสับกลบใบอ้อย กำจัดวัชพืชในร่องอ้อย พ่วงรถแทรกเตอร์

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

คิดเป็นเทคโนฯ 

นวลศรี โชตินันทน์ 

พัฒนาจอบหมุนสับกลบใบอ้อย กำจัดวัชพืชในร่องอ้อย พ่วงรถแทรกเตอร์

ถึงแม้ประเทศไทยจะส่งออกอ้อยในรูปน้ำตาลและกากน้ำตาลได้เป็น อันดับ 4 ของโลก ซึ่งนำเงินตราเข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท ก็ตาม ขณะเดียวกันเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย dH ก็ประสบปัญหาในเรื่องราคาอ้อยตกต่ำและมีปริมาณล้นตลาด ที่สำคัญคือ ปัญหาต้นทุนการผลิตที่ยังสูง โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงานในการเก็บเกี่ยวอ้อย ปัญหาค่าจ้างแรงงานสูง คิดเป็นสัดส่วนถึง ร้อยละ 50 ของต้นทุนการผลิตอ้อยทั้งหมดต่อฤดูปลูก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ทำให้เกษตรกรบางส่วนหันมาใช้วิธีการเผาใบอ้อยทั้งก่อนการเตรียมดิน และก่อน-หลังการเก็บเกี่ยวอ้อย

ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ของทุกปี พบว่า มีการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเผาฟางข้าวและใบอ้อย ซึ่งมีการปล่อยมลพิษ คือก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์สูงกว่าปริมาณที่ปล่อยจากโรงงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมถึง 14 เท่าตัว เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสภาพการเผาที่ไม่สมบูรณ์ ประกอบกับเป็นการเผาวัสดุที่มีความชื้นสูง นอกจากจะสร้างมลภาวะทางอากาศแล้ว การเผายังทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพมากยิ่งขึ้นด้วย

การเผาใบอ้อยของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย จะแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

1. เผาใบอ้อยก่อนการเตรียมดิน เพื่อให้สะดวกในการเตรียมดินปลูก ผลที่ตามมาคือ โครงสร้างของดินถูกทำลาย อินทรียวัตถุในดินถูกทำลาย ดินอัดแน่นไม่ชุ่มน้ำ น้ำซึมลงดินยาก

2. เผาใบอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว อันเนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรจึงนิยมเผาใบอ้อย ซึ่งทำให้ตัดใบอ้อยได้รวดเร็ว เพราะไม่ต้องลอกใบ ผลที่ตามมาคือ เกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกก่อนให้เกิดอากาศเป็นพิษ เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของคนและสัตว์ เป็นต้น

3. เผาใบอ้อยหลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะเผาใบอ้อยเพื่อป้องกันไฟไหม้อ้อยตอ หลังจากที่หน่องอกแล้ว เพื่อทำให้ใส่ปุ๋ยได้สะดวกยิ่งขึ้น

การเผาใบอ้อย นอกจากจะทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ทำให้ต้องใส่ปุ๋ยเคมีมากขึ้น แมลงศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย หนอนกอลายและหนอนกอสีชมพู เข้าทำลายอ้อยตอได้ง่ายขึ้น โดยเจาะเข้าทำลายตรงโคนหน่อ ซึ่งไม่มีใบอ้อย

อีกปัญหาหนึ่งคือ การตกค้างของสารเคมีกำจัดวัชพืช แปลงอ้อยที่มีการเผาใบอ้อยจะมีวัชพืชขึ้นมากกว่าแปลงอ้อยตัดสด ทำให้เกิดผลกระทบ คือต้องมีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมากขึ้น และเกิดการตกค้างของสารพิษในดินสูง

คุณยุทธนา เครือหาญชาญพงค์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าคณะทำงานวิจัยพัฒนาจอบหมุนสับใบอ้อยและกำจัดวัชพืชพ่วงรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า เล่าถึงปัญหาเกี่ยวกับวัชพืชในไร่อ้อยว่า ปีหนึ่งๆ ประเทศไทยนำเข้ายาปราบวัชพืชมาใช้ในกระบวนการผลิตอ้อยมากมายมหาศาล ตั้งแต่อ้อยปลูกใหม่จนถึงเก็บเกี่ยว ต้องใช้ต้นทุนในการพ่นยากำจัดวัชพืช ประมาณ 3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้ยาปราบวัชพืชถึง 200 ซีซี ต้นทุนในการพ่นยากำจัดวัชพืช รวมทั้งการจ้างแรงงาน ประมาณไร่ละ 300 บาท ต่อครั้ง ซึ่ง 3 ครั้ง เป็นเงินถึง 900 บาท นับว่าเป็นต้นทุนที่สูง

นอกจากนั้น การใช้ยากำจัดวัชพืชยิ่งทำให้วัชพืชงอกงามมากขึ้น เพราะวัชพืชเองก็พยายามปรับตัวต่อต้านยา เกษตรกรก็จำเป็นต้องหายาที่แรงขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ สภาพดินเสื่อมลง หน้าดินแข็ง ความชุ่มชื้นในดินก็ยิ่งหายไป เกษตรกรเองก็พลอยได้รับสารเคมีเนื่องจากการพ่นยา ทำให้สุขภาพของเกษตรกรเสื่อมโทรมลงไป

อีกประการหนึ่ง ในการเผาใบอ้อย เป็นเพราะเกษตรกรไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสมในการกำจัดใบอ้อยด้วย ดังนั้น สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม จึงได้ออกแบบและพัฒนาจอบหมุนสับใบอ้อยและกำจัดวัชพืชพ่วงรถแทรกเตอร์ ขนาด 24 แรงม้า ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาการเผาใบอ้อยและกำจัดวัชพืชในไร่อ้อยของเกษตรกร

ทำไม ต้องผลิต

สำหรับ แทรกเตอร์ 24 แรงม้า

คุณยุทธนา กล่าวว่า เครื่องจักรกลเกษตรที่นำมาใช้ในการพรวนดินและสับใบอ้อยนั้น สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมได้ออกแบบจอบหมุนสำหรับพรวนดินและสับใบอ้อยสำหรับตัดพ่วงรถแทรกเตอร์ ขนาด 80-90 แรงม้า มาใช้งาน โดยติดพ่วงแบบ 3 จุด ออกแบบเยื้องขวาเพื่อสับกลบใบอ้อยในร่องอ้อย ซึ่งจะทำงานได้ในแปลงที่มีระยะปลูกอ้อย ตั้งแต่ 1.2 เมตร ขึ้นไป เมื่อผลิตออกมาแล้วปรากฏว่าใช้น้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก ประมาณ 4-5 ลิตร ต่อไร่ ซึ่งเป็นต้นทุนค่อนข้างสูง

“เมื่อ 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีการนำรถแทรกเตอร์ ขนาด 30 แรงม้า และ 50 แรงม้า เข้ามาใช้ในการพรวนดินและสับกลบใบอ้อยกันแพร่หลายในไร่อ้อย ต่อมามีเกษตรกรชาวไร่อ้อยหันมาใช้รถแทรกเตอร์ ขนาด 24 แรงม้า กันมากขึ้น เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้รถแทรกเตอร์ขนาดนี้ในการทำรุ่นในระหว่างแถวร่องอ้อย และการพรวนดินกำจัดวัชพืชด้วย”

คุณยุทธนา บอกด้วยว่า การเริ่มต้นการพัฒนาเครื่องสับกลบใบอ้อย จะต้องวางรูปแบบและขนาดให้เหมาะที่จะไปพ่วงรถแทรกเตอร์และสามารถใช้งานในร่องอ้อยได้ คือต้องลดหน้ากว้างของจอบหมุนลงมาให้เหลือ 80 เซนติเมตร เพื่อที่จะต่อพ่วงและทำงานในร่องอ้อยได้อย่างเต็มที่ ไร่อ้อยที่จะใช้เครื่องสับกลบใบอ้อยส่วนใหญ่จะเป็นอ้อยตอ เมื่อเกษตรกรตัดอ้อยครั้งแรกเสร็จแล้วเขาจะสางใบแห้งไว้ ใบแห้งนี้จะเป็นปัญหา คือทำให้เกิดไฟไหม้ในไร่อ้อย อ้อยที่ปลูกยังไม่ได้เก็บเกี่ยวจะเสียหาย ทำให้ไม่ได้ผลผลิต

“การผลิตอุปกรณ์สับกลบใบอ้อย เราใช้หลักการทำงานของจอบหมุนทำงานในครั้งนี้ เรามีเครื่องยนต์ต้นกำลังในการสับกลบใบอ้อย สำหรับรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า เหมาะกับความหนาของใบอ้อยที่มีความหนาไม่เกิน 10 เซนติเมตร เหมาะกับกำลังของรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า แต่ในการทำงานทำได้ค่อนข้างเร็ว ประมาณ 2 ไร่ ต่อชั่วโมง ใช้น้ำมัน ประมาณ 1.5 ลิตร”

ออกแบบจอบหมุน

สำหรับรถแทรกเตอร์ 24 แรงม้า

การออกแบบ เป็นการออกแบบเพื่อให้ทำงานในระหว่างร่องอ้อยได้ มีหน้ากว้างในการทำงาน 80 เซนติเมตร ต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์แบบพ่วง 3 จุด ใช้เกียร์ทดรับกำลังจากเพลาส่งกำลัง ขนาด 40 แรงม้า ถ่ายทอดกำลังจากห้องเกียร์ผ่านเฟืองโซ่ไปยังเพลาจอบหมุน เพื่อให้ได้ความเร็วรอบ ประมาณ 336 รอบ ต่อนาที เพลาจอบหมุนมีจานยึดใบจอบหมุน 4 จาน ในแต่ละจานมีใบจอบหมุนแบบ L ผสม C 6 ใบ ชุดใบจอบหมุนเรียงกันเป็นเกลียว เพื่อไม่ให้กระทบดินพร้อมกัน ซึ่งใช้กำลังในการทำงานน้อยสุด

ในการทดสอบที่จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ที่ความชื้นดินเฉลี่ย (มาตรฐานแห้ง) 11.47 เปอร์เซ็นต์ ความยาวใบอ้อยก่อนการสับกลบ 21.5 เซนติเมตร น้ำหนักใบอ้อยต่อพื้นที่ 480 กิโลกรัม ต่อไร่ ความหนาของใบอ้อย 7 เซนติเมตร ความสามารถในการทำงานทางทฤษฎี 2.12 ไร่ ต่อชั่วโมง ความสามารถในการทำงานจริง 1.95 ไร่ ต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานเชิงพื้นที่ 91.98 เปอร์เซ็นต์ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 1.58 ลิตร ต่อไร่

คุณยุทธนา เล่าให้ฟังว่า การใช้จอบหมุนกำจัดวัชพืชจอบหมุนทำงานค่อนข้างเร็วมาก เกษตรกรค่อนข้างพอใจ จากการทดสอบในแปลงที่จังหวัดกาญจนบุรีพบว่า มีความชื้นดินเฉลี่ย (มาตรฐานแห้ง) 12.56 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักวัชพืชก่อนการสับกลบ 780 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำงานได้ ประมาณ 1.98 ไร่ ต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพการทำงานเชิงพื้นที่ 96.12 เปอร์เซ็นต์ สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 1.35 ลิตร ต่อไร่ น้ำหนักวัชพืชหลังการสับกลบ 19.04 กิโลกรัม ต่อไร่ ประสิทธิภาพการกำจัดวัชพืช 97.55 เปอร์เซ็นต์

การใช้จอบหมุนเพื่อพรวนดินและสับกลบใบอ้อยนั้น นอกจากจะช่วยในเรื่องลดความเสี่ยงเนื่องจากเกิดไฟไหม้ในแปลงอ้อย ทำความเสียหายให้แก่ตออ้อยแล้ว การสับกลบใบอ้อยและพรวนดินยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุและปริมาณอากาศและให้ความชุ่มชื้นแก่ดินด้วย

คุณยุทธนา กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบผลผลิตของอ้อยตอที่มีอายุ 4 เดือน เมื่อวัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของวงอ้อยและความสูงของอ้อย พบว่า อ้อยตอที่ผ่านการใช้เครื่องมือสับกลบใบอ้อยและกำจัดวัชพืชในแปลงอ้อยนี้ โตกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของอ้อยที่ไม่ใช้เครื่องมือนี้ ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ความสูงสูงกว่าประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ การที่ต้นอ้อยลำใหญ่กว่าและสูงกว่า เป็นสิ่งที่เกษตรกรพึงพอใจอย่างมาก

จุดคุ้มทุน

คุณยุทธนา ได้วิเคราะห์การลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ไว้ดังนี้ สำหรับผู้ที่ไม่มีรถแทรกเตอร์ใช้งาน ค่ารถ 24 แรงม้า ประมาณ 300,000 บาท ค่าจอบหมุน ราคาประมาณ 40,000 บาท อายุการใช้งานของจอบหมุน 7 ปี ชั่วโมงการทำงาน 8 ชั่วโมง ต่อวัน อัตราสับกลบใบอ้อย 1.95 ไร่ ต่อชั่วโมง อัตราการกำจัดวัชพืช 2.05 ไร่ ต่อชั่วโมง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ประมาณ 30 บาท ต่อลิตร ส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกอ้อยมากกว่า 34 ไร่ ใช้งาน 7 ปี คุ้มทุนแล้ว คุณยุทธนา บอก งานวิจัยของคุณยุทธนา ได้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ได้มีโรงงานต้นแบบนำไปผลิตแล้ว ปรากฏว่าได้จำหน่ายไปแล้วเกือบ 20 ตัว

สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-2757

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ศรีตรัง พันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคล จังหวัดตรัง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

ไม้ดอกไม้ประดับ 

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

ศรีตรัง พันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคล จังหวัดตรัง

จังหวัดตรัง มีต้นศรีตรัง เป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคล และมีคำขวัญประจำจังหวัด คือ เมืองพระยารัษฎาฯ ชาวประชาใจกว้าง หมูย่างรสเลิศ ถิ่นกำเนิดยางพารา เด่นสง่าดอกศรีตรัง ปะการังใต้ทะเล เสน่ห์หาดทรายงาม น้ำตกสวยตระการตา

คำขวัญสำนวนนี้ สามารถขยายความตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งสะท้อนถึงสิ่งที่เป็นคุณค่าและความภูมิใจของคนเมืองตรัง คือ

เมืองพระยารัษฎา พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง พ.ศ. 2433-2444 และเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต พ.ศ. 2444-2456 ทั้ง 2 ช่วงเวลา ที่ดำรงตำแหน่ง ได้พัฒนาเมืองตรังให้เจริญก้าวหน้าอย่างเต็มที่ คนตรังจึงภูมิใจที่จะบอกใครๆ ว่า เมืองตรัง เป็นเมืองพระยารัษฎา

ชาวประชาใจกว้าง ใจกว้างในที่นี้มาจากคำขวัญประจำเมืองตรัง เป็นคำขวัญที่แสดงถึงจิตวิญญาณของคนตรัง ดังกล่าวข้างต้นแล้ว มาเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยว่า ชาวประชาใจกว้าง

หมูย่างรสเลิศ เมืองตรังได้ชื่อว่ามีอาหารอร่อยหลากชนิด รวมทั้งหมูย่าง ที่มีกรรมวิธีเฉพาะของท้องถิ่น รสชาติเป็นที่เลื่องลือ ใครมาเมืองตรังเป็นต้องขอชิมลิ้มลอง แล้วยังซื้อเป็นของฝากกันอีก ทั้งนี้ เพราะหมูย่างเมืองตรังเป็นหมูย่างรสเลิศ

ถิ่นกำเนิดยางพารา พระยารัษฎาฯ เป็นผู้ส่งเสริมการปลูกยางพาราขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองตรัง ปัจจุบัน ยังมีต้นยางพาราในสวนยางรุ่นแรกที่อำเภอกันตัง ที่ทุกคนพร้อมใจกันเรียกว่า “ยางพาราต้นแรกของประเทศไทย” เพื่อเป็นประจักษ์พยานว่าเมืองตรังเป็นถิ่นกำเนิดยางพารา

เด่นสง่าดอกศรีตรัง ศรีตรัง เป็นชื่อไม้พื้นเมืองเขตร้อน มีต้นกำเนิดอยู่ในถิ่นอเมริกาใต้ แพร่หลายเข้ามาในแหลมมลายูพร้อมกับชนชาติตะวันตก พระยารัษฎาฯ ได้นำมาปลูกไว้ที่เมืองตรัง และให้ชื่อว่าศรีตรัง ดอกบานในหน้าแล้ง สีม่วงตระการตา สมกับวลีที่ว่า เด่นสง่าดอกศรีตรัง

ปะการังใต้ทะเล อาณาเขตด้านตะวันตกของจังหวัดตรังติดทะเลอันดามัน มีเกาะแก่งสวยงาม บางเกาะมีปะการังน้ำตื้นให้ชมได้ใกล้ริมหาด บางเกาะอุดมด้วยปะการังน้ำลึก นักท่องเที่ยวมาถึงถิ่นทะเลตรังแล้วไม่เว้นที่จะไปชมปะการังใต้ทะเล

เสน่ห์หาดทรายงาม จังหวัดตรัง มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลค่อนข้างยาว และมีหาดทรายหลายช่วงตอน เช่น หาดปากเมง หาดฉางหลาง หาดหยงหลิง หาดสั้น หาดยาว หาดสำราญ หาดแต่ละแห่งสวยงามเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว สมดังคำกล่าวว่า เสน่ห์หาดทรายงาม

น้ำตกสวยตระการตา ป่าผืนใหญ่ของจังหวัดตรังคือ ผืนป่าเขาบรรทัด เป็นป่าที่ยังคงความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นที่ให้กำเนิดสายห้วยลำธารใหญ่น้อยนับร้อยสาย มีหลายสายที่ไหลลดหลั่นตามแก่งหินหรือกระโจนจากยอดผา กลายเป็นน้ำตกสวยตระการตา

นอกเหนือจากความภูมิใจกับสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ชาวตรังยังมีความภาคภูมิใจกับต้นศรีตรัง ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคลกับประชาชนในจังหวัดด้วย ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดของต้นศรีตรัง โดยเริ่มที่ ชื่ออื่นๆ ชื่อสามัญ ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อวงศ์ และอื่นๆ

ชื่ออื่น : แคฝอย (กรุงเทพฯ)

ชื่อสามัญ : Jacaranda

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jacaranda filicifolia (Anderson) D.Don

วงศ์ : BIGNONIACEAE

ข้อมูลทั่วไป

เมื่อลมร้อนโชยผ่านฟ้าเมืองตรัง ไม้พุ่มสูง ใบฝอย เริ่มปลิดใบ ผลิดอกออกช่อสีน้ำเงินอมม่วงบานสะพรั่ง ชูช่อล้อลม นามว่า “ศรีตรัง” ยืนต้นสลอนทั่ว “จังหวัดตรัง” ด้วยเป็นไม้สัญลักษณ์ประจำเมือง หรือไม้ประจำจังหวัด ดังที่นักกลอนชาวตรังคนหนึ่ง ชื่อ มะเนาะ ยูเด็น เขียนไว้ว่า ศรีตรังยังอยู่คู่กับถิ่น คนตรังยังถวิลถึงถิ่นหลัง ศรีตรังยังเด่นเป็นศรีตรัง คนยังหวังมีเป็นศรีเมือง และไม่น่าเชื่อเลยว่า ต้นศรีตรัง จะเป็นที่ชื่นชอบของสถาบันการศึกษาต่างๆ หลายสถาบัน จนได้นำมาเป็นต้นไม้ของสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงเรียน มอ. วิทยานุสรณ์ โรงเรียนสภาราชินี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ผู้เขียนเคยได้ยินบางคนพูดถึงต้นศรีตรังด้วยความภาคภูมิใจ ในกรณีที่ตัวเองมีดอกศรีตรังหรือต้นศรีตรังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดและต้นไม้ประจำโรงเรียน ประจำมหาวิทยาลัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงจบปริญญาโท ดังนี้

เป็นคนจังหวัดตรัง…มีดอกศรีตรัง

จบมัธยมศึกษาตอนปลาย จาก โรงเรียนสภาราชินี…มีดอกศรีตรัง

จบปริญญาตรี จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์…มีดอกศรีตรัง

กำลังต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยมหิดล…เคยมีดอกศรีตรัง (ศรีตรัง เคยเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล แต่ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนเป็น ต้นกันภัยมหิดล)

เมื่อเอ่ยถึง ต้นศรีตรัง สาวน้อยหรือหนุ่มน้อยเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว (รวมผู้เขียนด้วย) ก่อนจะนึกถึงศรีตรังที่เป็นต้นไม้ จะนึกถึง “วันดี ศรีตรัง” (ชื่อเดิมคือ ไวดี ปริมาตร์) สาวน้อยหน้าใส อดีตนางเอกที่โด่งดังจากภาพยนตร์ เรื่อง “ชู้” ของ เปี๊ยก โปสเตอร์ เมื่อ ปี 2515 “ศรีตรัง” ที่เป็นนามสกุล ของ “วันดี” นั้น น่าจะตั้งตามชื่อต้นศรีตรัง เพราะผู้ตั้งประทับใจกับความสวยงามและอ่อนหวานของดอกศรีตรัง ซึ่งเชื่อมโยงหรือเปรียบกับความสวยงามและความอ่อนหวานของอดีตนางเอกภาพยนตร์ผู้อาภัพ เพราะเธอเสียชีวิต ตั้งแต่ ปี 2518 ขณะที่มีอายุเพียง 25 ปี เท่านั้น มิฉะนั้น คนตรังและคนไทยทั่วประเทศก็คงได้ประทับใจกับความสามารถและความงดงามของเธอต่อมาจนถึงบัดนี้

แต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังคงประทับใจกับ เจ้า “ศรีตรัง” ไม้ดอกสวยงามต้นแรกที่พระยารัษฎานุประดิษฐ์ได้นำมาปลูกในจังหวัดตรัง เมื่อ พ.ศ. 2444 หลังจากที่ท่านปลูกยางพาราต้นแรก ใน พ.ศ. 2442 ดอกสีแสนคลาสสิคจากแดนไกล แม้เมื่อมาอยู่เมืองไทยจะไม่สวยสดงดงามเท่า ถิ่นเดิมก็ตาม ได้แต่หวังว่าเมื่อต้นอายุมากขึ้นและมีขนาดใหญ่เหมือนที่ดูในภาพถ่ายจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจากถิ่นฐานบ้านเดิมของเขา หรือจากท้องถิ่นที่มีภูมิอากาศใกล้เคียงกันที่มีต้นศรีตรังออกดอกสวยงามมาก เช่น เมืองพรีทอเรีย (Pretoria) ของประเทศแอฟริกาใต้ หรือ เมืองกราฟตั้น (Grafton) ในมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของประเทศออสเตรเลีย โดยในเมืองนี้จะมีการจัดเป็นเทศกาลศรีตรัง (Jacaranda Festival) ในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนของทุกปีด้วย

ชาวตรังเองก็ได้พยายามปลูกต้นศรีตรังไว้ในเมืองเป็นจำนวนมากตามสถานที่ต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยราชภูเก็ต ศาลจังหวัดตรัง ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดตรัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง สวนสาธารณะสมเด็จพระศรีนครินทร์ 95 เทศบาลนครตรัง ฯลฯ เพื่อให้เกิดความสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกกำลังบานสะพรั่ง และอยากให้ศรีตรังบานทั่วเมือง ให้โดดเด่นเช่นเดียวกับต้นซากุระในประเทศญี่ปุ่น

ศรีตรัง มีอยู่ 2 ชนิด ด้วยกันคือ ชนิดที่มีช่อดอกเกิดที่ปลายยอด (Jacaranda minosifolia D.Don) และชนิดที่มีช่อดอกเกิดที่ซอกใบตามกิ่งและปลายยอด (Jacaranda filicifolia D.Don) ซึ่งชนิดหลังนี้เป็นชนิดที่นิยมปลูกกันโดยทั่วไปในประเทศไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 

ลำต้น ไม้ยืนต้นผลัดใบ ขนาดเล็ก สูง 4-10 เมตร เรือนยอดโปร่ง เปลือกสีน้ำตาลอมขาว แตกล่อนเป็นแผ่นบางตามยาวคล้ายกระดาษ

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น เรียงตรงกันข้าม ใบย่อย 12-21 คู่ เรียงตรงข้าม ใบรูปขอบขนานแกมรูปเหลี่ยมข้าวหลามตัด มีขนาดเล็ก กว้าง 0.5-0.7 เซนติเมตร ยาว 1-1.5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเบี้ยว เส้นแขนงใบข้างละ 4-5 เส้น ก้านใบหลักยาว 7-11 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาว 4-8 มิลลิเมตร ไม่มีก้านใบย่อย จะผลัดใบในช่วงฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

ดอก สีม่วงอ่อน มีกลิ่นหอมอ่อน รูปร่างคล้ายปากแตร ออกเป็นช่อแบบกระจุกแยกแขนงตามกิ่งและซอกใบ ใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอก ยาว 5-9 เซนติเมตร กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีม่วงเข้มปลายแยก 5 แฉก ดอกบานเต็มที่ กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ออกดอกประมาณเดือนมกราคม-มีนาคม ดอกจะบานพร้อมๆ กัน และจะบานอยู่ 3-5 วัน หลังจากนั้น ก็จะร่วงโรยไป

ผล เป็นฝักแบนๆ แห้งแตกทั้ง 2 ซีก เป็นฝักสีน้ำตาลอ่อนอมเทา กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 2.2-2.5 เซนติเมตร เมล็ดมีขนาดเล็ก สีน้ำตาลเข้ม มีปีกใสๆ 2 ปีก ปลิวตามลมได้จำนวนมาก ติดผลประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

นิเวศวิทยา เป็นไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแทบทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารและถนนหนทางต่างๆ เพราะยามออกดอกจะผลัดใบเกือบหมด ดอกบานพร้อมกันเป็นสีม่วงทั้งต้นแลดูสวยสดงดงาม

สรรพคุณทางสมุนไพร

ใบแห้ง ใช้ในการรักษาบาดแผล

เปลือกไม้ ใช้ทาล้างแผลเปื่อย แผลพุพอง

เปลือกไม้และใบไม้ ใช้ผสมกัน รักษาโรคซิฟิลิสและโกโนเรีย

ส่วนเนื้อไม้ มีรสเฝื่อน ฝาด แก้ท้องบวม ขับพยาธิ ตกเลือด

ประโยชน์อื่น ด้วยเหตุที่เนื้อไม้มีลักษณะบางเบา มีลายสวยงามและมีกลิ่นหอม จึงมักนำมาใช้ทำเป็นโครงของเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น พื้นปาร์เกต์ กีตาร์ เป็นต้น นอกจากนี้ ชาวอียิปต์โบราณยังใช้ไม้จากต้นศรีตรังเอาไปทำเปียโน ส่วนน้ำที่คั้นได้จากดอกยังมีสรรพคุณทางการแพทย์ ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อโรคได้อีกด้วย

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

สวนแก้วมังกร ของ วิลัยพร สิทธิศักดิ์ รายได้ปีละแสน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

เก็บมาเล่า 

วิชัย จินดาเหม

สวนแก้วมังกร ของ วิลัยพร สิทธิศักดิ์ รายได้ปีละแสน

การทำการเกษตรนั้น ถ้าทำอย่างจริงจังก็สามารถลืมตาอ้าปากได้เช่นกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะทำจริงจังมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าชายและหญิงถ้ามีความตั้งใจจริงก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน อย่างเช่น ตัวอย่างดีๆ ที่เราขอยกมาในวันนี้ ที่ ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เป็นตำบลที่มีการปลูกแก้วมังกรอยู่มาก และเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกมีรายได้ต่อปีนับแสนบาท

คุณวิลัยพร สิทธิศักดิ์ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 1 บ้านร่องจิก ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย แม้อายุยังน้อย แต่ก็สามารถทำการเกษตรจนประสบความสำเร็จด้วยการปลูกแก้วมังกรและลำไย

อำเภอภูเรือนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองไม้ดอกเมืองหนาว และเมืองไม้ผล เนื่องจากสภาพอากาศของอำเภอภูเรือนั้น อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี หน้าหนาวก็หนาวจัด ซึ่งเหมาะแก่การปลูกผลไม้เมืองหนาว ไม้ผลที่เกษตรกรนิยมปลูกมีหลายชนิดด้วยกัน

แต่ที่เห็นชัดเจนก็จะมี ลิ้นจี่ ลำไย และแก้วมังกร โดยเฉพาะที่ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ แต่ก่อนมีการปลูกพืชไร่ ทำไร่ข้าวโพด แต่ปัจจุบันหันมาปลูกไม้ผล โดยเฉพาะการปลูกแก้วมังกร ซึ่งแก้วมังกรนั้นประวัติความเป็นมาเป็นพืชที่ปลูกอยู่อเมริกากลาง ลามลงมาที่ประเทศเวียดนาม และเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้

แก้วมังกร ที่ ตำบลร่องจิก อำเภอภูเรือ คนแรกที่นำมาปลูกคือ คุณบุญธรรม ทิพย์มา ราษฎรหมู่ที่ 2 ตำบลร่องจิก โดยนำเอาพันธุ์มาจากจังหวัดนนทบุรี ปลูกเมื่อ ปี 2546 และได้มีการขยายพันธุ์ต่อมา ทำรายได้ให้เป็นอย่างดี ดังนั้น ในปี 2550 ชาวบ้านจึงได้หันมาปลูกแก้วมังกรเป็นอาชีพที่ถาวรมากขึ้น

ปัจจุบัน มีชาวบ้านในตำบลร่องจิก ปลูกแก้วมังกรถึง 483 ราย มีพื้นที่ปลูก จำนวน 1,412 ไร่ จากที่มีการปลูกแก้วมังกรมากขึ้นนี้เอง ทำให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ร่องจิก ได้มีการจัดงานแก้วมังกรขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แก้วมังกรของตำบลร่องจิก

ที่ ตำบลร่องจิก มีเกษตรกรอยู่รายหนึ่งที่ปลูกแก้วมังกรอย่างเป็นล่ำเป็นสัน คือ คุณวิลัยพร สิทธิศักดิ์ อายุ 31 ปี โดยไร่แก้วมังกรของเธออยู่ติดถนนก่อนเข้าหมู่บ้านร่องจิก คุณวิลัยพร กล่าวถึงการปลูกแก้วมังกรของตนเองว่า ตนมีที่ดินอยู่ประมาณ 60 ไร่ แต่ก่อนก็ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันหันมาปลูกไม้ผล โดยการแบ่งพื้นที่ ปลูกลำไย จำนวน 20 ไร่ ปลูกแก้วมังกร 40 ไร่ ปลูกมาได้ 4 ปีแล้ว ปัจจุบัน มีทั้งลำไยและแก้วมังกร สามารถให้ผลผลิตและจำหน่ายได้แล้ว โดยเฉพาะแก้วมังกรปลูกปีเดียวก็ให้ผลผลิตแล้ว

คุณวิลัยพร เล่าถึงการปลูกแก้วมังกรและลำไยให้ฟังว่า ตอนแรกไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มากนัก แต่อาศัยจากการอ่านหนังสือและสอบถามผู้รู้ และผู้ที่ปลูกมาก่อน จึงได้เอามาปรับปรุงพัฒนาในการปลูกแก้วมังกรของตน โดยเฉพาะที่สวนของตนเองจะไม่ใช้สารเคมีโดยเด็ดขาด จะใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก จากการที่ใช้ปุ๋ยคอกทำให้ผลผลิตของแก้วมังกรลูกโตมาก เนื้อหวานอร่อย แก้วมังกรที่ปลูกเป็นไส้สีขาว เนื่องจากคนทั่วไปชอบรับประทานแก้วมังกรไส้สีขาวเม็ดงา แก้วมังกรนั้นลงทุนครั้งแรกในการปลูกครั้งเดียว เมื่อให้ผลผลิตแล้วก็สามารถให้ผลผลิตได้หลายปี การขยายพันธุ์ก็ง่าย

“ในเรื่องของการตลาดนั้น ตอนแรกก็มีปัญหาบ้าง เพราะคนทั่วไปและบรรดาพ่อค้ายังไม่รู้ว่า ที่ ตำบลร่องจิก มีการปลูกแก้วมังกรอยู่มาก แต่เมื่อทาง อบต. มีการจัดงานวันแก้วมังกรขึ้นในปีแรก ทำให้บรรดาพ่อค้าที่รู้ข่าวได้มาดูมาเห็นว่า ที่ร่องจิก ก็มีแก้วมังกรพันธุ์ดีอยู่ จึงไม่เป็นปัญหาในเรื่องการตลาด”

คุณวิลัยพร บอกด้วยว่า การซื้อขายแก้วมังกรระหว่างพ่อค้าและเกษตรกรที่นี้จะเป็นลักษณะที่พ่อค้าโทร. มาสั่งจองแก้วมังกรกับเกษตรกรไว้ โดยการสั่งจองครั้งละจำนวนหลายตัน เมื่อถึงวันนัด คุณวิลัยพรก็จะตัดแก้วมังกรรอไว้ ซึ่งถ้าสั่งมากก็ต้องจ้างแรงงานมาช่วยเก็บ เพราะเก็บคนเดียวไม่ทัน แก้วมังกรจะให้ผลผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน สำหรับสวนของคุณวิลัยพรสามารถทำรายได้ ประมาณ 1 แสนบาท ต่อปี

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สแน็ก ก้านเห็ดหอม ฝีมือนักศึกษา มทร. ธัญบุรี

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

เยาวชนเกษตร 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

สแน็ก ก้านเห็ดหอม ฝีมือนักศึกษา มทร. ธัญบุรี

โดยปกติแล้ว เวลานำ เห็ดหอม มาประกอบอาหาร จะนิยมนำส่วนที่เป็นหมวกของเห็ดมาทำอาหาร โดยตัดส่วนที่เป็นก้านเห็ดออก เพราะไม่เป็นที่นิยมนำมาประกอบอาหารรับประทาน ทำให้มีก้านเห็ดหอมที่ถูกตัดทิ้งอย่างน่าเสียดาย นั่นเพราะก้านเห็ดหอมล้วนอุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารมากมาย

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ นางสาวจารุณี ชาญชัยพิทักษ์สิน นักศึกษาชั้นปี 4 สาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ได้นำเอาก้านเห็ดหอมที่เหลือทิ้งมาประกอบเป็นอาหารสำหรับเป็นอาหารว่างขบเคี้ยว ทั้งถูกปากและอุดมไปด้วยสารอาหารทางโภชนาการ

น้องจ๋า หรือ นางสาวจารุณี เจ้าของผลงานเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แล้วพบว่าแผนกที่ทำอาหารของโรงพยาบาลนั้น ในแต่ละวันจะมีก้านเห็ดหอมที่ต้องทิ้งมากมาย จึงคิดว่า ถ้าหากสามารถนำก้านเห็ดหอมเหล่านี้มาทำประโยชน์ได้ก็คงจะดีไม่น้อย จากนั้นเป็นต้นมาจึงได้คิดค้นสูตรอาหารที่จะนำเอาก้านเห็ดหอมมาทำอาหาร จนสุดท้าย สามารถคิดค้นสูตรการทำ ขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) ได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งสแน็กจากก้านเห็ดหอมนี้ นอกจากจะให้รสชาติที่ถูกปากเหมาะจะเป็นของว่างแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารจากเห็ด ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า เห็ด เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี อีกทั้งยังประกอบไปด้วยเส้นใย คาร์โบไฮเดรต อีกด้วย

หลายคนอาจเคยพบว่า ในท้องตลาดหรือก่อนหน้านี้อาจมีการนำก้านเห็ดหอมมาปรุงอาหารประเภทอื่น อย่าง ข้าวเกรียบ ซึ่ง น้องจ๋า ก็บอกว่า ที่ตนไม่ได้นำก้านเห็ดหอมมาทำข้าวเกรียบ เพราะต้องการที่จะใช้เห็ดหอมให้เป็นส่วนผสมหลักและให้ผู้รับประทานได้รับสารอาหารจากเห็ดหอมมากที่สุด ซึ่งในการทำข้าวเกรียบนั้นจะต่างกันตรงที่ ข้าวเกรียบจะมีส่วนผสมของแป้งในสัดส่วนที่มาก ทำให้ต้องลดสัดส่วนการใช้ก้านเห็ดหอมน้อยลง ด้วยเหตุนี้ตนจึงเลือกทำสแน็ก ที่สามารถใช้ก้านเห็ดหอมเป็นส่วนผสมหลัก

ส่วนวิธีการทำ น้องจ๋า ยังได้เปิดเผยทุกขั้นตอน ดังต่อไปนี้ เริ่มจากส่วนผสมที่ต้องเตรียม คือ 1. ก้านเห็ดหอม 2. แป้งข้าวเหนียว 3. รากผักชี 4. กระเทียม 5. พริกไทย 6. ซีอิ๊ว 7. น้ำตาลทราย

วิธีการทำ นำก้านเห็ดหอมไปต้มให้สุก แล้วนำมาปั่นไม่ต้องละเอียดมากนัก จากนั้น โขลกรากผักชี พริกไทย นำไปผสมเข้ากับก้านเห็ดหอมที่ปั่นไว้แล้ว นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสม แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันได้ที่ ส่วนผสมที่ผสมกันจนได้ที่แล้ว ปริมาณ 50 กรัม นำไปคลึงเป็นแผ่นลงในถุงพลาสติก ขนาด 6×9 นิ้ว วัดจากปากถุง 2 เซนติเมตร คลึงให้เต็มกับพื้นที่ถุง จะได้ความหนาที่พอดี จากนั้นนำไปนึ่ง 10 นาที ต่อด้วยการอบ ที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส 2 ชั่วโมง แล้วนำออกมาตัดเป็นชิ้นๆ แล้วนำชิ้นสแน็กที่ตัดแล้วนำเข้าไปอบอีก 3 ชั่วโมง ก็นำออกมาทอดในน้ำมันอ่อนๆ เป็นสแน็กสำหรับเป็นอาหารว่างอันแสนอร่อย

สำหรับ โครงการคิดค้นสูตรการทำสแน็กนี้ นางสาวจารุณี ชาญชัยพิทักษ์สิน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดการคิดค้นนั้น มี ผศ. สิวลี ไทยถาวร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตลอดโครงการ ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดไปได้ ที่ โทร. (089) 817-9175 เจ้าของผลงานยินดีให้ข้อมูลรายละเอียดด้วยความเต็มใจ

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ทำไม…เกษตรกรปลูกแคนตาลูป ที่ตากฟ้า นครสวรรค์ ภายในเวลา 2 เดือน จึงสร้างรายได้นับแสนบาท??

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

เก็บมาเล่า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ทำไม…เกษตรกรปลูกแคนตาลูป ที่ตากฟ้า นครสวรรค์ ภายในเวลา 2 เดือน จึงสร้างรายได้นับแสนบาท?? 

แคนตาลูป เป็นผลไม้ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของคนไทย ที่ผ่านมาแหล่งปลูกแคนตาลูปได้ผลดีคือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ในปัจจุบันพื้นที่ปลูกขยายมายังเขตภาคกลางทั้งตอนบนและตอนล่างเพิ่มขึ้นอีกหลายจังหวัด

ไม้ผลชนิดนี้เป็นพืชเมืองร้อน จึงชอบอากาศร้อนชื้นที่อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 21-32 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนพอสมควร ไม่ชอบฝนตกชุกตลอดทั้งปี เพราะทำให้เป็นโรคโคนเน่าได้ง่าย ส่วนดินนั้นชอบดินร่วน ดินปนทราย หรือดินค่อนข้างเหนียวก็ปลูกได้ แต่ดินต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี หากดินมีการอุ้มน้ำมากจะส่งผลให้แคนตาลูปดูดน้ำเข้าไปมาก อาจทำให้ผลของแคนตาลูปมีรสหวานน้อยและเนื้อไม่ค่อยกรอบ

การปลูกไม้ผลชนิดนี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากกำลังเป็นที่นิยมในตลาดทั่วไปและตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะมีเนื้อหนา กลิ่นหอม และความหวานสูง สามารถเก็บรักษาผลสุกไว้ได้นาน อีกทั้งยังขนส่งได้ในระยะทางไกลได้โดยไม่เสียหายมากนัก

สำหรับพื้นที่ปลูกภายในประเทศยังมีปลูกอยู่น้อย เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูกอยู่เป็นพันธุ์ลูกผสมของต่างประเทศที่มีราคาแพง และหาซื้อได้ยาก ดังนั้น จึงมีผู้แทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์แคนตาลูปที่มีคุณภาพเพียงไม่กี่แห่ง

แคนตาลูปเป็นไม้ผลที่มีอายุสั้นและทำรายได้ดี หากผู้ปลูกมีความเอาใจใส่อย่างดี ทุ่มเทดูแลไม้ผลชนิดนี้อย่างเต็มที่ มีการปฏิบัติตามหลักวิธีปลูกที่ถูกต้องอย่างมีประสิทธิภาพ อาจได้รับผลตอบแทนสูง ขณะเดียวกันหากปล่อยปละละเลยหรือแม้แต่ไม่ได้ลงมือปลูกดูแลด้วยตัวเอง อาจทำให้สูญเสียเงินสูงเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้ผลผลิตแคนตาลูปมีราคาค่อนข้างแพง

บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด เป็นองค์กรธุรกิจที่ร่วมมือกับ บริษัท THE Know-You Seed ประเทศไต้หวัน ที่มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ของโลก บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีสถานีวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชที่ทันสมัย ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่ผ่านมาบริษัทได้พัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืชหลากหลายชนิดออกมาให้บริการแก่บรรดาเกษตรกรชาวไทยผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในทุกด้านทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

เมล็ดพันธุ์แคนตาลูปเป็นอีกหนึ่งไม้ผลที่เพื่อนเกษตรกรได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มากมาย ทั้งชนิดผิวเรียบและชนิดผิวตาข่าย ทั้งนี้ไม่เพียงเพื่อตอบสนองต่อสภาวะภูมิอากาศของไทย แต่ยังช่วยทำให้เกษตรกรสร้างรายได้จำนวนมากอีก

สำหรับพันธุ์แคนตาลูปของ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีหลากหลายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมแบ่งแยกเป็นชนิดผิวตาข่าย ได้แก่ พันธุ์กรีนเน็ต T778, พอท ออเร้นจ์ (เนื้อสีส้ม) T1957 หรือ เอ็มมิรัลด์ สวีท 1225 ฯลฯ เป็นต้น และชนิดผิวเรียบที่น่าสนใจ ได้แก่ ฮันนี่ สวีท 1846, เจด ดิว 223, ซันเลดี้ 227 (เนื้อสีส้ม) หรือใหม่ล่าสุด โกลเด้น ซัน TA088 และ นิวซันเลดี้ 999 ที่มีเนื้อสีส้มสวย แล้วยังพันธุ์อื่นที่น่าสนใจอีกมากมาย

มีข้อมูลเรื่องการปลูกแคนตาลูปทั้งประเทศจาก บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ระบุว่าในแต่ละปีมีปริมาณการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์แคนตาลูปทั้งหมดประมาณ 1,000 กิโลกรัม เป็นการกระจายลงไปในพื้นที่จังหวัดใหญ่ๆ ได้แก่ นครสวรรค์ เชียงราย สุโขทัย และสระแก้ว

มีจำนวนพื้นที่ปลูกเมื่อคำนวณจากยอดขายเมล็ดในประเทศไทยรวมทั้งสิ้นประมาณ 12,500 ไร่ ทั้งนี้มีมูลค่าเมล็ดพันธุ์ประมาณ 22 ล้านบาท มูลค่าผลผลิตสดประมาณ 1,300-1,500 ล้านบาท และปริมาณน้ำหนักผลผลิตทั้งปีในประเทศประมาณ 65 ล้านกิโลกรัม

และจากข้อมูลยืนยันว่า แนวโน้มหรือทิศทางการเติบโตของตลาดเมล็ดพันธุ์แคนตาลูป และตลาดผลสดแคนตาลูปทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น

สำหรับพื้นที่ในแหล่งปลูกทางภาคกลางที่จังหวัดนครสวรรค์ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงบางส่วน เริ่มมีการปลูกมาเมื่อประมาณสัก 10 ปี และเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จในการปลูกแคนตาลูปเป็นอย่างดี อันมาจากความเอาใจใส่ ทุ่มเทจริงจัง

95 เปอร์เซ็นต์ นิยมปลูกพันธุ์ผิวเรียบ 

อย่างไรก็ตาม ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จึงไปที่อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อดูการปลูกแคนตาลูปของเกษตรกรในพื้นที่นี้ว่ามีแนวทางการปลูกอย่างไรถึงมีรายได้นับแสนบาท หรือบางรายทำได้เป็นหลักล้านบาทได้โดยใช้เวลาเพียง 2 เดือน

คุณธนกร ฐานะปัญญาดี ตำแหน่งผู้จัดการขายประจำเขตภาคกลาง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบการขายเมล็ดพันธุ์ รวมไปถึงการออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดต่างๆ กล่าวถึงภาพรวมการปลูกแคนตาลูปของชาวบ้านที่อำเภอตากฟ้า ว่าลักษณะการปลูกแคนตาลูปที่ตากฟ้าและบริเวณอีกหลายแห่งแถวนี้ส่วนใหญ่ปลูกแบบขึ้นค้าง ในจำนวน 95 เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกร นิยมปลูกพันธุ์ผิวเรียบ ที่เหลือเป็นพันธุ์ตาข่าย ทั้งนี้ใน 95 เปอร์เซ็นต์ นี้จะเป็นพันธุ์เนื้อสีส้มสัก 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นสีเขียว

คุณธนกรกล่าวต่อว่า แต่ละช่วงการปลูก หรือที่เรียกว่า “ค็อป” นั้นอยู่ในช่วงประมาณ 2 เดือน เป็นช่วงที่เกษตรกรต้องลงมือตามขั้นตอนการปลูก คุณธนกรบอกว่า เกษตรกรบางรายจะใช้วิธีเช่าที่ดินปลูกแคนตาลูป ทั้งนี้เพราะไม้ผลชนิดนี้เมื่อปลูกไปจนเก็บผลผลิตหนึ่งรุ่นแล้ว ห้ามปลูกซ้ำที่เดิม เนื่องจากเสี่ยงต่อการติดโรค ดังนั้น จะต้องย้ายไปปลูกยังที่ดินแหล่งใหม่

ปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ตอบสนองความต้องการ

ของเกษตรกรที่เหมาะทุกฤดูกาล

ผู้จัดการเขตกล่าวว่า ในปัจจุบันการปรับปรุงพันธุ์แคนตาลูป สามารถตอบสนองความต้องการทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภคได้ตลอดทั้งปี จากเมื่อก่อนการปลูกในประเทศที่ต้องพบอุปสรรคปัญหาจากการผันแปรของสภาพอากาศ ส่งผลต่อการผลิตจนบางครั้งต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาสูง

“ลักษณะเด่นของเมล็ดพันธุ์แคนตาลูปของบริษัท เพื่อนเกษตรกร ที่ต่างกับของที่อื่น ทางบริษัทเน้นเรื่องคุณภาพ ผลผลิตต่อไร่ รสชาติ ความงอก ความบริสุทธิ์สายพันธุ์ เป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่ง”

แต่ปัจจุบันสามารถปลูกแคนตาลูปได้ทั้งปี มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้เหมาะสมกับทุกฤดูกาล เช่น นิวซันเลดี้ ที่มุ่งพัฒนาเพื่อการปลูกในช่วงอากาศหนาว เพราะมีใบขนาดใหญ่พร้อมที่จะรับแสงแดดในช่วงหนาวที่มีกลางวันสั้น จึงมีผลต่อการสังเคราะห์แสง แต่พันธุ์นี้จะไม่เหมาะในช่วงหน้าฝนเพราะความที่มีใบขนาดใหญ่ มีลักษณะบาง อาจทำให้ใบขาดง่ายเมื่อรับน้ำหนักของน้ำฝน และอาจทำให้เกิดโรคกับใบได้ง่าย

คุณธนกรเผยว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 80-100 กรัม หรือ 4-5 กระป๋อง แล้วแต่ระยะปลูก ถ้าหากคำนวณ 1 กระป๋อง จะได้ประมาณ 1 ตัน ดังนั้น หากใช้เมล็ดพันธุ์ 4-5 กระป๋อง จะได้น้ำหนัก 4-5 ตัน ปริมาณขนาดนี้ต้องเป็นมืออาชีพเท่านั้น ซึ่งจะไม่มีการเสียหายเลย แต่ทั่วไปแล้วเกษตรกรอาจทำได้เพียง 3-4 ตัน ต่อไร่ ซึ่งถ้าหากราคาขายส่งกิโลกรัมละ 20 บาท จะได้เงิน 6-8 หมื่นบาท บางรายได้เป็นล้านบาท และยังทำน้ำหนักลูกได้ 2-3 กิโลกรัม

ใช้ระบบน้ำหยดเป็นหลัก สะดวกและมีประสิทธิภาพ

ผู้จัดการเขตกล่าวว่า ความเหมาะสมต่อการเก็บผลผลิตมักใช้วิธีนับอายุ คือหลังจากดอกบานแล้วประมาณ 30-35 วัน แต่ถ้าช่วงอากาศหนาวจะต้องเพิ่มวันออกไปอีกเล็กน้อย หรือถ้าเป็นช่วงร้อนจะเก็บเร็วขึ้นอีกเล็กน้อยเช่นกัน นอกจากการนับวันแล้วยังอาจดูที่สีผิวเปลือก ซึ่งสังเกตว่าจะเป็นสีเขียวก่อนแล้วจากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนไปเป็นสีครีม หรืออาจดูจากขั้วที่หลุดแล้วก็ได้

แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น มีการนำเครื่องวัดความหวานมาใช้วัดผลแคนตาลูปในแปลง ในช่วงเวลาที่ถึงเกณฑ์กำหนดเวลา ทั้งนี้เพราะการใช้อุปกรณ์ถือว่ามีความแน่นอนและแม่นยำกว่า

ด้านระบบการให้น้ำในการปลูกแคนตาลูปนิยมใช้ระบบน้ำหยด แม้แต่การให้ปุ๋ยก็ให้ผ่านระบบน้ำหยดเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันไม่มีการหยอดเมล็ดลงหลุมเหมือนแต่เดิมแล้ว เปลี่ยนมาเป็นวิธีการเพาะต้นกล้าในถาดตามสูตรที่ทางบริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ได้จัดอบรมให้ความรู้ไว้ ถือเป็นแนวทางการปฏิบัติตามหลักวิชาการของทางไต้หวัน

ผู้จัดการเขตบอกว่า นโยบายของเพื่อนเกษตรกรมิได้ต้องการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการให้ความรู้ แนะนำ สอบถามปัญหา พร้อมกับติดตามผลจากเกษตรกรทุกระยะ ตั้งแต่การซื้อเมล็ดพันธุ์ไปจนถึงการเก็บผลผลิต ที่ทำเช่นนี้เพราะเห็นว่าพี่น้องเกษตรกรทุกคนมีมากกว่าความเป็นลูกค้าที่จะเสนอขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

คุณธนกรเผยว่า ภายหลังที่รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือชาวนาด้านการปลูกข้าว ทำให้จำนวนผู้ปลูกแคนตาลูปลดลงทันที ดังนั้น เมื่อผลผลิตลดซึ่งถือเป็นปริมาณที่สอดคล้องกับตลาด จึงส่งผลให้ราคาแคนตาลูปสูง โดยระดับราคาขายจากแปลงปลูกที่กิโลกรัมละ 20 บาท (วันที่ 27 ธันวาคม 2555) ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกร

หมดปัญหาสินค้าล้นตลาด เพราะส่งเข้าโรงงานแปรรูปได้ 

สำหรับช่วงที่มีปริมาณผลผลิตสูงมากมักจะอยู่ราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เพราะถือว่าเป็นช่วงที่ชาวนาหยุดปลูกข้าว แล้วหันไปปลูกแคนตาลูป จึงทำให้ผลิตออกพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเคยมีปริมาณผลผลิตล้นตลาด แต่ไม่กระทบกับราคาเท่าไร เนื่องจากผลผลิตบางส่วนสามารถส่งเข้าโรงงานแปรรูปได้ ดังนั้น หากมองดูแล้วประตูการขาดทุนแทบจะไม่มี เพียงแต่จะได้มาก/น้อยเท่านั้น

สำหรับกลไกการผลิต/จำหน่ายแคนตาลูปนั้น คุณธนกร บอกรายละเอียดว่า ส่วนใหญ่มักจะมี “เกี๊ยว” ที่คอยทำหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจำหน่าย ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกจะเป็นลูกไร่ ดังนั้น ทั้งเกี๊ยวและลูกไร่ต้องมีความสัมพันธ์กัน เพราะบทบาทของเกี๊ยวจะคอยประสานงานเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและแหล่งจำหน่าย

ดังนั้น การปลูกแคนตาลูปที่ตากฟ้าในแต่ละปี เกษตรกรรายหนึ่งจะปลูกอย่างน้อย 3 รุ่น ซึ่งการวางแผนการปลูกจะขึ้นอยู่กับเกี๊ยวที่มีการจัดตารางการปลูกให้ลูกไร่ ทั้งนี้เนื่องจากเกี๊ยวต้องมีผลผลิตส่งไปขายให้พ่อค้าในตลาดใหญ่ที่ขายส่งทุกวัน จึงจำเป็นต้องมีการตระเตรียมผลผลิตเพื่อให้ลูกไร่สามารถปลูกได้โดยไม่ทำให้ผลผลิตขาดช่วง

ในโซนภาคกลาง ทางเพื่อนเกษตรกรมีตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์รายใหญ่ที่ค้าขายกันมานานเกือบ 10 ปี คือ ร้านพรหมนิมิต อยู่บ้านเลขที่ 40/2 หมู่ที่ 7 บ้านหนองกะทะ (หน้าวัดอัมพวันคีรี) ตำบลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ร้านนี้ยังจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือ ปุ๋ย ยา เกี่ยวกับการเกษตรทุกอย่างครบวงจร โดยมี คุณสุรินทร์ ฐานทองอรุณ หรือ คุณแหม่ม เป็นเจ้าของร้านและทำหน้าที่เป็นเกี๊ยวด้วย

ตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์

ระบุ เกษตรกรเก่ง…

ปลูกได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ

คุณแหม่มบอกว่า จะปล่อยพันธุ์แคนตาลูปให้ลูกไร่ที่ขณะนี้มีจำนวนพื้นที่ปลูกอยู่ประมาณ 2,000 ไร่ ในหลายจังหวัด ซึ่งลูกไร่จะต้องปลูกแคนตาลูปตามที่คุณแหม่มกำหนดไว้เป็นแผนการปลูกในแต่ละช่วงแต่ละฤดูเนื่องจากคุณแหม่มจะต้องคอยสัมพันธ์กับตลาดผู้รับซื้อรายใหญ่เป็นหลัก ดังนั้น วิธีนี้จึงทำให้มีผลผลิตตลอดทั้งปี ไม่มีขาดตลาดแต่อย่างใด

“ที่ร้านจะมีทุกอย่างให้ลูกไร่ ไม่ว่าจะเป็นยา ปุ๋ย ดิน หรือแม้แต่อุปกรณ์เครื่องมือทางการเกษตร ลูกค้าหลายคนจะนิยมมาซื้อของที่ร้านเพราะมาแห่งเดียวได้ทุกอย่างครบ แถมเป็นของดีมีคุณภาพด้วย”

แต่สำหรับร้านคุณแหม่มถือเป็นจุดขายสำคัญที่มีลูกค้ามาใช้บริการด้านการเกษตรจำนวนมาก และไม่ใช่แค่ชาวบ้านเกษตรกรในละแวกใกล้เคียงเท่านั้น ยังกระจัดกระจายไปตามจังหวัดอื่น พร้อมกับยังมีบริการส่งเมล็ดพันธุ์ทางไปรษณีย์อีกด้วย

ด้วยความที่มีลูกค้ามากมาย ทำให้การสั่งสินค้ามีจำนวนมากและสามารถขายได้หมดทุกครั้ง ไม่มีตกค้าง จนบางครั้งเมล็ดพันธุ์ขาดช่วง ส่งมาไม่ทัน จึงทำให้สินค้าใหม่ตลอดเวลา เหตุนี้จึงมีความน่าเชื่อถือในเรื่องคุณภาพ

คุณแหม่มเผยว่า ที่ตลาดไท และสี่มุมเมือง ไม่เพียงแต่สั่งแคนตาลูป ยังมีความต้องการสั่งเมล็ดพันธุ์ ทั้งนี้หากเถ้าแก่ต้องการเมล็ดพันธุ์ก็ส่งแต่เมล็ดพันธุ์ แต่ถ้าต้องการแคนตาลูปจะส่งเฉพาะแคนตาลูป ดังนั้น เมื่อเถ้าแก่ในแต่ละสายสั่งซื้อสินค้าจากร้านแล้วก็จะดูแลจัดหารถมารับเพื่อส่งไปให้ลูกค้าในแต่ละจังหวัดต่อไป

คุณแหม่มชี้ว่า ไม่ใช่ว่าใครต้องการจะปลูกแคนตาลูปแล้วจะสามารถปลูกได้ทุกคน ทั้งนี้ควรจะมีตลาดรองรับก่อน เนื่องจากในแต่ละขั้นตอนจะมีกลไกที่ต้องมีการประสานงาน ดังนั้น จะต้องมีคนคอยควบคุมดูแลตลอดจนต้องคอยประสานงานถึงจะดี อีกประเด็นคือ แคนตาลูปเป็นผลไม้ที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่และถูกต้อง จึงจะทำให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพสมบูรณ์ นำมาซึ่งราคาที่สูง

ปลูกแคนตาลูป เพียง 2 เดือน

ได้เงินเป็นแสน

คุณแหม่มอธิบายระบบการทำงานของเธอกับลูกไร่ว่า ถ้าใครเป็นลูกไร่ คุณแหม่มจะดูว่ารายใดควรปลูกอะไร และปลูกเท่าไร และจะจัดการให้หมดทุกอย่าง จนกระทั่งรับเงิน

คุณแหม่มเล่าว่า เกษตรกรลูกไร่แต่ละรายมีศักยภาพในการปลูกสูงมาก หลายรายมีความตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ได้คุณภาพแคนตาลูปตามมาตรฐาน ดังนั้น เมื่อเก็บผลผลิตแต่ละครั้งในเวลาเพียง 2 เดือน มีมูลค่าเป็นเงินนับแสนบาท

นอกจากนั้นแล้ว คุณแหม่มยังเล่าต่อไปอีกว่า บางรายยังหมั่นพัฒนาวิธีการปลูก มีการจัดการที่ดี อย่างรายหนึ่งปลูกพันธุ์ฮันนี่ดิวเพียงรุ่นแรกได้เงิน 6 แสนบาท รุ่นต่อมาได้ร่วมล้านบาท และรุ่นล่าสุดคาดว่าจะได้หลักล้านบาทเช่นกัน รายนั้นปลูกบนพื้นที่ 30 ไร่ ภายในเวลาเพียง 2 เดือน เธอบ่นว่าขายของยังไม่ได้มากเท่านี้เลย และที่ได้จากลูกไร่เป็นเพียงค่าอุปกรณ์ไม่ได้มากมาย แต่พอเห็นเขามีรายได้สูง ก็ดีใจ…

“รายได้ของเกษตรกรภายหลังจากหักทุนแล้วได้ครึ่งต่อครึ่งในรุ่นแรก แต่พอรุ่นต่อไปอุปกรณ์วัสดุบางอย่างสามารถใช้งานต่อได้โดยไม่ต้องลงทุนซื้อใหม่ ดังนั้น รายได้อาจได้มากกว่ารุ่นแรกเพราะลงทุนครั้งต่อไปจะถูกลง อาจลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์เพียงอย่างเดียว”

เจ้าของร้านค้าเกษตรครบวงจรกล่าวว่า อย่าไปคิดว่าเป็นของง่ายนะ เพราะต้องศึกษาเรียนรู้ ควรเริ่มต้นด้วยการเป็นลูกจ้างก่อน ควรเรียนรู้ให้เข้าใจทุกอย่างให้ละเอียด ทั้งการเก็บยอด แคะตา พอสร้างความเข้าใจอย่างดีแล้วจึงค่อยยกระดับตัวเอง อย่าไปคิดว่าพอเห็นเงินเร็วแค่ 2 เดือน ก็อยากทำบ้าง

ในเรื่องการเก็บผลผลิต จะเป็นความรับผิดชอบของลูกไร่ เพียงแต่คุณแหม่มจะจัดการคัดขนาดและคุณภาพด้วยตัวเอง ซึ่งการคัดหรือจำแนกผลแคนตาลูปกำหนดไว้ 3 เกรด ตามความต้องการของตลาดคือ เอ บี และซี

คุณแหม่มเปรียบว่า เกรดเอ ถือเป็นนางงาม ส่วนเกรดบี เป็นรอง และเกรดซี นั้นสมัยก่อนจะคัดทิ้ง แต่เดี๋ยวนี้เก็บหมด เพราะนำไปเข้าโรงงานผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นน้ำผลไม้ส่งต่างประเทศ ดังนั้น ในวงการถือว่าขนาดซีเป็นค่าจ้างตัด อย่างไรก็ตาม ราคาแต่ละขนาดมีความแตกต่างกันครึ่งต่อครึ่ง ดังนั้น เกษตรกรควรเอาใจใส่เต็มที่เพื่อจะได้ขนาดเอ ที่สมบูรณ์เท่านั้น

ทางด้านราคาจำหน่าย คุณแหม่มเผยว่าในรอบปีนั้นการขึ้น-ลงของราคาแคนตาลูปอยู่ที่ปริมาณผลไม้ในท้องตลาด เพราะหากเป็นช่วงหน้าผลไม้ที่เป็นช่วงโรงเรียนปิดเทอมราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคม แคนตาลูปจะขายช้าและราคาตก เพราะเป็นผลไม้ที่มีราคาสูง ทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อผลไม้ชนิดอื่นที่มีราคาต่ำกว่า แล้วคุณแหม่มยังระบุว่า ถ้าราคาจำหน่ายเท่าหรือน้อยกว่า 10 บาท ผู้ปลูกอยู่ไม่ได้ ถ้า 12 บาท ถือว่าเท่าทุน ถ้า 15 บาท พอได้ แต่ถ้า 18 บาท รวย หรือ 20 บาท ยิ่งรวยมาก

“ปัจจุบันเกษตรกรเก่งมาก มีการเรียนรู้และพัฒนาวิธีการปลูกมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน มีการตรวจสอบข้อมูลจากฝ่ายวิชาการอยู่เสมอเมื่อพบปัญหา บางคนเรียนมาสูง มีการเอาใจใส่ มีการสังเกต บันทึก ตรวจสอบ ถึงพืชไร่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง มีการจัดระบบการให้ปุ๋ย ให้น้ำ มีการตรวจสอบคุณภาพดินอย่างสม่ำเสมอ และถือว่าเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นนักคิด หัวก้าวหน้า แล้วหากผู้ผลิตมีศักยภาพสูงอย่างนี้ คาดว่าในอนาคตตลาดแคนตาลูปต้องสดใสมากขึ้น” คุณแหม่ม

แคนตาลูป เป็นผลไม้ที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่และถูกต้อง เพราะถือเป็นพืชสูงต้องให้การดูแลที่ดีอย่างมาก ต้องคลุกคลีให้มาก ถ้าทำเช่นนั้นคุณจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า แต่หากถ้าไม่มีเวลาพอ หรือขาดการดูแล ต้องจ้างคนมาทำ จะไม่คุ้ม และไม่แนะนำให้ทำ

นอกจากการเอาใจใส่อย่างเต็มที่และถือเป็นการควบคุมปัจจัยภายในได้แล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุม นั่นคือ สภาพภูมิอากาศ แล้วยังส่งผลกระทบโดยตรงกับการปลูกแคนตาลูปเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้หากผู้ปลูกสามารถคุมกระบวนการปลูกได้ทั้งระบบ ผลกระทบที่เกิดขึ้นคงเป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

คุณพิพัฒน์ บุญเรือง ตำแหน่งฝ่ายขายเขตภาคกลางของ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด เป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและรับผิดชอบการขายเมล็ดพันธุ์ รวมไปถึงการออกเยี่ยมเยียนแก้ไขปัญหา ให้ความรู้แก่เกษตรกรที่ปลูกแคนตาลูปในพื้นที่เขตภาคกลางในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ลพบุรี และสระบุรี บอกกับทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่า พื้นที่ของจังหวัดในเขตภาคกลางหลายจังหวัดมีเกษตรกรจำนวนมากหลายครัวเรือนที่นิยมปลูกแคนตาลูปทั้งเป็นรายได้หลักและรายได้รอง ที่สำคัญทุกรายเอาใจใส่ดูแลปลูกแคนตาลูปด้วยตัวเองอย่างดีเยี่ยม มีทั้งปลูกจำนวนเนื้อที่มากและน้อย มีอายุปลูกตั้งแต่ 1 ปี เป็นต้นไป แต่ทุกรายต่างประสบความสำเร็จ มีรายได้ดี แม้จะมีพื้นที่เล็กน้อยก็ตาม

ความจริงเป็นเช่นนั้น เมื่อทีมงานได้ลงแปลงปลูกแคนตาลูปของเกษตรกรที่อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ อย่างน้อย 2 ราย พบว่าพวกเขาทุ่มเททำกันจริง ทำด้วยตัวเอง เอาใจใส่อย่างเต็มที่ จึงสอดคล้องกับคำพูดของ คุณแหม่ม เจ้าของร้านพรหมนิมิต ก่อนหน้านี้ว่า

“ผู้ปลูกที่ดีและประสบความสำเร็จควรเริ่มต้นด้วยการศึกษาเรียนรู้ก่อน ควรเริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างก่อน ควรเรียนรู้ให้เข้าใจทุกอย่างให้ละเอียด ทั้งการเก็บยอด แคะตา พอสร้างความเข้าใจอย่างดีแล้วจึงค่อยยกระดับตัวเอง อย่าไปคิดว่าพอเห็นเงินเร็วแค่ 2 เดือน ก็อยากทำบ้าง”

จากรับจ้างปลูก สู่….ผู้ปลูกเอง

อย่างแปลงปลูกแคนตาลูปของ คุณวีระ น้อยยาโน อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 4 บ้านเขาคุม ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (089) 805-6798 สำหรับรายนี้ใช้เนื้อที่ปลูก 5 ไร่ ปลูกแคนตาลูปมาแล้ว 4 ปี ใช้พันธุ์นิวซันเลดี้ หรือ 999 ช่วงที่มาเยี่ยมแปลงกำลังอยู่ในระหว่างเก็บผลผลิต

คุณวีระ ถือเป็นเกษตรกรที่ใส่ใจกับการปลูกแคนตาลูปมาก เป็นผู้ที่ใช้ความรู้จากประสบการณ์ที่เคยรับจ้างปลูกมาก่อน อีกทั้งตลอดเวลาที่ปลูกจะเดินเข้าแปลงเอง บริหารทุกอย่างเอง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ผลลัพธ์ออกมาทำให้เขาได้คุณภาพแคนตาลูปอย่างมาตรฐาน ราคาสูง และสูงอย่างต่อเนื่อง

คุณวีระเล่าว่า ที่ผ่านมาทำอาชีพเกษตรกรรมหลายอย่าง ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับแคนตาลูปมาก่อน ต้องการทำดูบ้างเพราะเห็นว่าหลายรายทำแล้วไม่ยุ่งยาก แต่ต้องเอาใจใส่จึงจะมีรายได้ดีในระยะเวลาสั้น

เกษตรกรรายนี้บอกว่า แต่ก่อนเคยไปรับจ้างปลูกแคนตาลูปเป็นเวลาหลายปี เพื่อศึกษาวิธีการปลูกที่ถูกต้องในแต่ละขั้นตอน เพราะทุกช่วงมีความสำคัญมาก จากนั้นจึงเริ่มต้นด้วยการทำเองจากการทดลองปลูกในพื้นที่น้อย แล้วจึงค่อยขยับเพิ่มจำนวนในเวลาต่อไปเมื่อสามารถทำได้โดยไม่มีปัญหาอะไร

คุณวีระเผยถึงขั้นตอนการปลูกแคนตาลูปว่า จะไปซื้อเมล็ดพันธุ์มา กระป๋องละ 640 บาท ใน 1 กระป๋อง บรรจุ 700-900 เมล็ด แล้วแต่ขนาดเมล็ดจะเล็กหรือใหญ่ แต่เมื่อรวมน้ำหนักแล้วจะเท่ากันคือ 20 กรัม ต่อกระป๋อง ถ้าซื้อเป็นกิโลกรัม ราคา 3 หมื่นกว่าบาท

หลังจากซื้อเป็นเมล็ดพันธุ์แล้ว จากนั้นต้องนำมาเพาะเป็นต้นกล้า ให้เพาะใส่กระบะ ใช้ดินมีเดีย ในกระบะมีหลุมเพาะ จำนวน 104 หลุม ใช้เวลาเพาะต้นกล้า 7-12 วัน จึงนำไปลงแปลงปลูก

แต่ระหว่างนั้นต้องมีการเตรียมดินไว้ล่วงหน้า โดยทำเป็นร่องขึ้นมา มีความกว้าง 150 เซนติเมตร ให้ลาดเอียง แล้ววางระบบสายน้ำหยดลงไป แล้วจึงปูพลาสติก จากนั้นเจาะพลาสติกเป็นรูระยะห่าง 45 เซนติเมตร หลังจากเตรียมดินเสร็จให้จัดการก่อสร้างค้าง จะต้องปักเสาแล้วโยงเชือกตามร่องเตรียมไว้ให้ต้นเลื้อย

“พอนำต้นลงดินแล้วต้องให้น้ำเต็มที่ จากนั้นหยุดให้น้ำ 1 วัน เพื่อป้องกันพืชสำลักน้ำ แล้วจึงเริ่มให้น้ำตามปกติ โดยให้วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ให้ทุกวันในระบบน้ำหยด ใช้น้ำเฉลี่ยวันละ 2 ลิตร อัตราปริมาณน้ำหยด 2 ลิตร ต่อชั่วโมง

แล้วอีกช่วงที่ต้องให้น้ำมากคือ ก่อนเก็บเกี่ยวที่จะต้องใช้น้ำมากกว่าปกติ เพราะแคนตาลูปต้องการน้ำ และต้องเพิ่มปริมาณน้ำเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ขนาดตามที่ต้องการ จากนั้นจึงค่อยลดปริมาณน้ำลงมา ส่วนแหล่งน้ำนั้นใช้จากบ่อบาดาลที่ขุดเตรียมไว้”

คุณวีระบอกเหตุผลที่เลือกใช้แคนตาลูปพันธุ์ซันเลดี้ หรือ 999 ว่า เพราะพันธุ์นี้ชอบอากาศเย็น ถ้าใช้พันธุ์อื่นในช่วงหนาวปลูกไม่ดี ไม่สมบูรณ์ ขนาดลูกเล็ก ไม่ได้ความหวาน แล้วทำให้ได้ราคาต่ำ อีกทั้งพันธุ์ซันเลดี้ มีเนื้อสีส้ม สีสวยน่ารับประทาน สำหรับพันธุ์นี้ใช้เวลาปลูกประมาณ 62 วัน ถึงเก็บผลผลิตได้

ในเรื่องการให้ปุ๋ย คุณวีระบอกว่า ควรให้ปุ๋ย 3 วัน ต่อครั้ง ครั้งแรกใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เพราะได้ตรวจสอบจากทางกรมวิชาการแล้วว่าควรใช้ปุ๋ยสูตรนี้เท่านั้น พอเริ่มติดดอก ควรให้ปุ๋ยด้วยการฉีด แล้วพอมีหนวด มีแขนงจะเปลี่ยนมาเน้นที่ตัวกลางมาก เช่น สูตร 12-34-12 แล้วให้ใช้ปุ๋ยเกล็ดฉีดที่ใบและดอก ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง

จนกระทั่งเมื่อได้ลูกจะต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ย โดยจะเน้นตัวท้ายเป็นหลัก เช่น สูตร 0-0-50 โดยให้ทางดินและทางน้ำสลับกัน ทางด้านแมลงศัตรูพืชที่พบ ได้แก่ แมลงเต่า และได้ป้องกันด้วยการใช้ยาฆ่าแมลงต่อรุ่นไม่เกิน 12 ครั้ง (เดือนละ 6 ครั้ง)

“รุ่นนี้ปลูกจำนวน 15,000 ต้น ได้ผลผลิตประมาณไร่ละ 2 ตัน รวมเนื้อที่ทั้งหมดได้ผลผลิตประมาณ 10 ตัน ดังนั้น ถ้าตัดขายราคาช่วงนี้ (27 ตุลาคม 2555) ราคา 20 บาท ต่อกิโลกรัม ดังนั้น ยอดเงินที่ได้ประมาณ 2 แสนบาท และใช้เงินลงทุนทั้งหมดทุกอย่างในรุ่นนี้ประมาณ 6 หมื่นบาท (อันนี้ถือว่าประหยัดมากเพราะอุปกรณ์ยังใช้ชุดเดิม แล้วการบริหารจัดการต้องดูด้วยตัวเอง)”

คุณวีระบอกว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาด้านราคาขาย เพราะถ้าราคาไม่ต่ำกว่า 10 บาท สามารถอยู่ได้ และบอกต่ออีกว่าถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีมาก และไม่มีอะไรที่ปลูกในเวลาเพียง 2 เดือน จะได้เงินมากเท่านี้

คุณวีระบอกว่า ภายใน 1 ปี จะปลูกแคนตาลูปทั้งหมด 3 รุ่น สำหรับแปลงที่ปลูกนี้ ต่อไปเลิกแล้ว จะย้ายไปปลูกแหล่งใหม่ โดยแปลงเดิมจะทิ้งระยะเวลาเป็นปีกว่าจะกลับมาปลูกอีกครั้ง เพราะต้องการให้ดินพักและปลอดโรค

คุณวีระแนะว่า หากใครสนใจที่จะปลูกแคนตาลูปควรทำให้พอเหมาะ เพราะจะได้ดูแลอย่างทั่วถึง การปลูกเนื้อที่มากจะต้องเพิ่มเงินลงทุนมาก แต่หากมีกำลังคนไม่สมดุลกับเนื้อที่อาจเสี่ยงต่อความเสียหายมากกว่าการใช้เนื้อที่น้อยปลูก นอกจากนั้น ยังต้องศึกษาพันธุ์ที่จะปลูกก่อนว่า ต้องทำอะไรบ้าง มีรายละเอียดอย่างไร

เกษตรกรรายนี้ยังชี้ต่ออีกว่า หากช่วงใดคนปลูกพร้อมใจกันตัดผลผลิต เมื่อนั้นราคาลดลงทันที เพราะมีปริมาณล้นตลาด แต่ถ้าเป็นช่วงขาด ราคาพุ่งทันทีเช่นกัน และบอกต่อว่าช่วงที่ทำยากมากคือ ช่วงที่มีอากาศร้อนประมาณเดือนเมษายน เกษตรกรหลายรายมักจะหลบเพราะเป็นช่วงที่ผลไม้ออกมามาก แต่เมื่อทุกคนคิดเหมือนกัน ทำให้มีของน้อย แล้วราคาสูง

ปลูกแคนตาลูป อาชีพเสริมที่สร้างเงินดี

ใช้หนี้ ธ.ก.ส. อย่างรวดเร็ว

คราวนี้ลองมาชมแปลงแคนตาลูปที่เกษตรกรเริ่มปลูกตั้งแต่ระยะทำต้นกล้าว่ามีวิธีการขั้นตอนอย่างไร แปลงนี้เจ้าของมีชื่อว่า คุณพิมพา พรรณงาม อยู่บ้านเลขที่ 2/2 หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เธอปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลักบนเนื้อที่ 70 ไร่ และทำแคนตาลูปเป็นอาชีพเสริม ใช้เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ทำหลังทำนาเพราะต้องใช้ที่นาปลูกแคนตาลูป

คุณพิมพาบอกว่า ทำมานานกว่า 10 ปี เมื่อก่อนแถวนี้ยังไม่มีใครปลูก พอมีคนแถวปราจีนบุรีอพยพมาทำ เลยมีชาวบ้านสนใจหันมาทดลองทำดู บางคนไปรับจ้างทำเพราะต้องเรียนรู้วิธีปลูก

“ทำครั้งละ 7-8 พันหลุม หรือบางครั้งเกือบหมื่นหลุม สำหรับชุดนี้ปลูกจำนวน 9 พันกว่าหลุม ไม่ทำมากเพราะดูแลไม่ทั่วถึง ทำปีละ 2-3 ครั้ง ถือว่ารายได้ดี ตั้งแต่การปลูกครั้งแรกใช้เมล็ดพันธุ์ของเพื่อนเกษตรกร เพราะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เชื่อถือได้ในเรื่องของคุณภาพและผลผลิต พร้อมทั้งยังเอาใจใส่ตลอดด้วยการมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยติดตามผล ให้ความรู้ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปลูกพืชตลอดเวลา”

คุณพิมพาเผยถึงขั้นตอนการปลูกแคนตาลูปโดยจะเริ่มหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ แล้วจึงมีการเตรียมดิน ซึ่งในระหว่างนั้นจะต้องเตรียมเพาะต้นกล้าไว้ด้วย พอต้นกล้าอายุสัก 7 วัน จึงนำมาลงแปลงที่เตรียมไว้ และจะทำเช่นนี้ทุกครั้งหลังทำนาเสร็จ อัตราการเจริญเติบโตต้นวันละ 5 เซนติเมตร ยิ่งช่วงฝนลงจะโตเร็วมาก

“ปุ๋ยให้โดยผ่านสายน้ำหยด ใช้เครื่อง ถ้าใช้ปุ๋ยเม็ดจะละลายน้ำทิ้งไว้ก่อนล่วงหน้า ในพื้นที่ 3 ไร่ หากผลผลิตมีความสมบูรณ์มากสามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งหมด จำนวน 15 ตัน”

ปัญหาระหว่างปลูกน่าจะเกี่ยวกับโรค ส่วนแมลงเป็นพวกเพลี้ยไฟ จะสอบถามปัญหาเรื่องแมลงและโรคพืชจากนักวิชาการ คุณพิมพาบอกว่า อายุแคนตาลูปสั้น ดังนั้น หากติดโรคจะแพร่เร็วมาก

คุณพิมพาเล่าว่า สมัยเริ่มทำครั้งแรกราคาเพียง 11 บาท แล้วขยับขึ้นมาเป็น 12 บาท แต่ตอนนี้ราคา 20 บาท ถือว่าเป็นราคาที่ดีมาก

สำหรับเงินลงทุนในวัสดุต่างๆ ได้แก่ ค่าสายน้ำหยดสัก 1 หมื่นบาท ค่าเมล็ดพันธุ์ 1 หมื่นบาท ค่าปุ๋ยและยาอีกประมาณ 1 หมื่นบาท และอื่นๆ อีก รวมแล้วเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 5 หมื่นบาท ต่อครั้ง ถ้าหากเก็บได้สัก 15 ตัน แล้วขายในราคา 25 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อหักทุนแล้วน่าจะได้กำไรสักประมาณ 3 แสนกว่าบาท

คุณพิมพาบอกว่า ถ้าเป็นรายได้จากพืชชนิดอื่นอาจต้องใช้เวลารอนานกว่าจะมีรายได้ แล้วรายได้อาจไม่มีความสม่ำเสมอแน่นอน แต่การปลูกแคนตาลูปมีข้อดีคือ ใช้เวลาปลูกสั้น แล้วได้เงินเร็ว แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการปลูกที่มีการดูแลเอาใจใส่เต็มที่ด้วยตัวเองทุกอย่าง

คุณพิมพาบอกว่า ที่ผ่านมารายได้จากการขายแคนตาลูปไม่เคยทำให้ผิดหวัง ที่สำคัญยังสามารถใช้คืนเงินที่กู้จาก ธ.ก.ส. ได้หมดในคราวเดียว

คุณพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกแคนตาลูป แต่ต้องการทดลองปลูก ขอแนะนำให้มีการรวมตัวกัน แล้วติดต่อไปที่เพื่อนเกษตรกร แจ้งความประสงค์กับทางบริษัทเพื่อที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้ แนะนำการปลูกแคนตาลูป

อย่างไรก็ตาม คุณธนกร ฐานะปัญญาดี ตำแหน่งผู้จัดการขายประจำเขตภาคกลาง บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ลักษณะการปลูกแคนตาลูป เกษตรกรจะต้องคอยเปลี่ยนสถานที่ปลูกไปเรื่อยแบบสลับที่แล้วเวียนกลับมาใช้พื้นที่เดิมเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ไม่ควรปลูกซ้ำแปลงเดิม ทั้งนี้เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมโรคที่เป็นอันตรายต่อแคนตาลูป อีกทั้งไม่ควรปลูกหลายรายในบริเวณเดียวกัน ควรกระจายการปลูกให้ห่างจากกัน เพื่อป้องกันโรคที่แพร่ถึงกันได้

ผู้จัดการขายประจำเขตภาคกลางเผยว่า ถ้าเทียบความหวานระหว่างพันธุ์ผิวเรียบกับพันธุ์ตาข่ายแล้ว ตาข่ายจะมีความหวานกว่ามาก อาจหวานได้ถึง 14 บริกซ์ ถ้าเป็นผิวเรียบมีความหวานประมาณ 11 บริกซ์ ซึ่งก็หวานแต่ยังไม่เต็มที่ ดังนั้น หากใครที่ชื่นชอบความหวานของตาข่ายมาก่อน แล้วมารับประทานผิวเรียบจะรู้สึกหวานธรรมดาเท่านั้น แม้ผิวเรียบจะมีความหวานก็ตาม

“แต่ความยุ่งยากในการปลูกตาข่ายมีมากกว่าผิวเรียบ อาทิ ต้องใช้เวลาปลูกที่นานกว่า จึงเสี่ยงกับการเข้าถึงโรคมากกว่า ประเด็นต่อมาคือ ราคาเมล็ดพันธุ์ตาข่ายจะสูงกว่าผิวเรียบเกือบเท่าตัว และประเด็นสุดท้ายคือ การปลูกพันธุ์ตาข่าย ขณะที่ปลูกลูกเล็กยังไม่มีลายปรากฏ พอมาระยะหนึ่งเริ่มมีลายให้เห็นและมีรอยปริแตก ซึ่งจังหวะนั้นหากคนปลูกขาดประสบการณ์แล้วให้น้ำมากเกินไป ลูกแคนตาลูปอาจแตกได้ ทั้งนี้ถือเป็นจุดอ่อนที่ต้องระวังอย่างมาก ในปัจจุบันผิวลายมักจะหนีไปปลูกในโรงเรือน ทำให้มีราคาสูงกว่าผิวเรียบถึง 3-5 เท่า”

คุณธนกรกล่าวว่า โรคประจำฤดูของแคนตาลูปโดยเฉพาะช่วงหนาวคือ เพลี้ยไฟ และไรแดง ส่วนในช่วงฝน ได้แก่ โรคเน่าที่เกิดจากแบคทีเรีย ดังนั้น หลังจากฝนตกต้องรีบฉีดสารเคลือบใบเพื่อป้องกันทันที

คุณธนกรชี้ว่า หลายปีก่อนราคาดีมาก คนแห่มาปลูกโดยขาดความรู้ แล้วยังใช้วิธีการจ้าง ปรากฏว่ามีความเสียหายหลายราย เพราะเจ้าของไม่เข้ามาดูแลด้วยตัวเอง

ผู้จัดการขายประจำเขตภาคกลางบอกว่า ดั้งเดิมของแคนตาลูปปลูกที่อรัญประเทศหรือสระแก้ว จากนั้นขึ้นไปทางเหนือ แล้วกระจายไปนครสวรรค์และจังหวัดทางภาคกลาง คุณธนกรบอกว่า ทางสระแก้วที่ปลูกได้ดีเพราะอากาศดี ดินดี และมีจุดแข็งคือ สามารถหาแรงงานต่างด้าวได้ง่าย ส่วนลักษณะการปลูกแถวภาคกลางจะไม่เน้นใช้พื้นที่มาก แต่จะปลูกด้วยการเอาใจใส่และทุ่มเท เน้นคุณภาพ

ก่อนจบคุณธนกรเผยถึงวิธีเลือกซื้อแคนตาลูปที่เหมาะสมพร้อมบริโภค โดยให้ดูที่ขั้วเป็นหลัก ถ้าลูกแก่จัด ขั้วจะแตกเป็นเส้น ยิ่งพันธุ์ที่เป็นผิวตาข่าย ตรงขั้วจะแตกให้เห็นชัด แต่ถ้าขั้วเป็นสีเขียวแสดงว่ายังไม่แก่ ยังไม่หวาน

“ด้านกลิ่น หลายสำนักระบุว่าถ้ากลิ่นแรงแสดงว่าสุกแล้ว แต่ภายหลังที่มีการปรับปรุงพันธุ์แล้ว วิธีดมกลิ่นอาจไม่ได้ผล จึงแนะนำให้ดูที่ขั้วจะดีกว่า” ผู้จัดการขายประจำเขตภาคกลางกล่าวแนะนำปิดท้าย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของเกษตรกรที่ปลูกแคนตาลูปจากจำนวนอีกหลายรายที่ประสบความสำเร็จสร้างรายได้จากไม้ผลชนิดนี้ในเวลาอันสั้น แต่กว่าความสำเร็จที่ได้จนทำให้เกิดรอยยิ้มบนใบหน้าพวกเขานั้น เบื้องหลังของความเหน็ดเหนื่อยจากการได้ทุ่มเททั้งแรงกายและใจเข้าไปสู่แคนตาลูป แต่ละผลนั้นถือว่าคุ้มค่าจริง

สนใจสอบถามเรื่อง แคนตาลูป หรือระบบการเกษตรแบบครบวงจร ติดต่อได้ที่ ร้านพรหมนิมิต โทรศัพท์ (056) 269-844, (081) 675-4886, (089) 705-2937

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ประโยชน์แห่งความสงสัย

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ประโยชน์แห่งความสงสัย

รับของโจร!!! คุณโผงตกใจกับข้อหาที่ได้รับมอบมายิ่งนัก 

ในชั้นสอบสวน เขารับเพียงว่า เขาได้โทรศัพท์และซิมการ์ดโทรศัพท์เครื่องนี้มาจากการแลกเปลี่ยนกับวัยรุ่นคนหนึ่งเท่านั้นเอง

สิ่งของ ของมันแลกมันเปลี่ยนกันได้นี่ อาจจะต้องเพิ่มเงินกันบ้าง แต่ขึ้นกับความตกลงพอใจของทั้งสองฝ่าย ไม่นึกว่าจะต้องมาเจอข้อหาร้าย-รับของโจร

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กล่าวหาว่าเขากระทำความผิด ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (ลักทรัพย์) และ มาตรา 357 (รับของโจร) ขอให้ศาลลงโทษ และบังคับให้คืนโทรศัพท์นั้น หรือให้ใช้เงินแก่เจ้าของโทรศัพท์

คุณโผงปฏิเสธต่อสู้คดี ว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้รับของโจร เขาไม่รู้ว่าโทรศัพท์นั้นถูกลักขโมยมา

ศาลชั้นต้น สืบพยานเสร็จแล้วพิพากษายกฟ้อง

คุณโผงควรจะได้โล่งอกโล่งใจ สบายใจ แต่ไม่อย่างนั้นสิ เพราะพนักงานอัยการโจทก์เขาอุทธรณ์คดี

เที่ยวนี้ศาลอุทธรณ์รับฟังว่าคุณโผงกระทำความผิดฐานรับของโจร ตาม มาตรา 357 จึงลงโทษจำคุก

คุณโผงยังยืนยันว่าไม่ได้ทำ ไม่รู้ไม่เห็น จึงฎีกาคดียืนยันว่า ไม่ได้รับของโจร

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้หลังเกิดเหตุลักทรัพย์ เจ้าพนักงานตำรวจจะตรวจพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ และซิมการ์ด หมายเลข 081xxxxxxx ของกลาง ที่ถูกคนร้ายลักไปจากผู้เสียหายอยู่ที่คุณโผงก็ตาม

แต่ในคดีความผิดฐานรับของโจรนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยรับโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดนั้นไว้โดยรู้ว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์

ไม่ใช่ว่าเมื่อจำเลยเป็นผู้ครอบครองโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดของกลางนั้น จำเลยจะต้องนำสืบแก้ตัวว่าตนไม่รู้ว่าเป็นของที่ได้มาจากการกระทำความผิด

เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ ว่าคุณโผงรับโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดนั้นโดยรู้ว่าเป็นของที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ลำพังเพียงคำรับของคุณโผงที่ว่า รับโทรศัพท์เคลื่อนที่มาจากการแลกกับวัยรุ่น ทั้งในคำให้การชั้นสอบสวนคุณโผงก็ไม่ได้ให้การรับสารภาพว่า ได้รับทรัพย์นั้นไว้โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แต่อย่างใด

พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยอยู่ตามสมควรว่า คุณโผงกระทำความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

เที่ยวนี้ละ คุณโผงสบายใจ ผิวปากเป็นเพลง กล่อมโลก ของ เสรี รุ่งสว่าง ถ้าร้องเนื้อตามก็ได้ความว่า

“กล่อมโลกเดียวดาย ให้หายวังเวง ชโลมเสียงเพลงไปบนโลกร้อน

เพลงเอ๋ยจงแทรกซ้อน สู่พฤกษ์พงดงดอน กล่อมสิงขรทั่วขุนเขา…”

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7654/2554)

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 357 ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสียซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำเพื่อค้ากำไรหรือได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 (10) ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 ทวิ การชิงทรัพย์ตามมาตรา 339 ทวิ หรือการปล้นทรัพย์ตาม มาตรา 340 ทวิ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 227 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น

เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ปอกระเจา : พันธุ์ไม้พื้นบ้าน สมุนไพรพื้นถิ่น

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของเกษตรกรอาสาจังหวัดสุพรรณบุรี กับสิงห์บุรี ที่เสียชีวิตที่ภาคใต้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ท่านอาสาไปฟื้นฟูที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อการทำนาให้กับพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ปลูกข้าว มีข้าวกิน

แต่ท่านกลับได้รับการต้อนรับด้วยกระสุน เอ็ม 16 จากผู้ที่กระทำเหมือนกับไม่คิดจะทำมาหากินหรือไม่อยากกินข้าว

ข้าว อาจจะเรียกได้ว่าเป็นของที่วิเศษที่สุดที่มนุษย์ค้นพบมาเมื่อหลายพันปี หล่อเลี้ยงผู้คนทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

เอ็ม 16 เป็นประดิษฐกรรมที่ค้นพบใหม่ เป็นได้ก็แค่เครื่องประดับกายเท่านั้น ยิ่งไปอยู่กับผู้ขาดเมตตาธรรม ความสง่างามก็มีแต่จะมัวหมอง

พี่น้องชาวใต้ย่านนั้นรู้ว่า ผืนดินตรงนั้น ปู่ ย่า ตา ยาย เคยได้ปลูกข้าวเลี้ยงชีวิตกันมาก่อนจะมีความวุ่นวายด้วยขัดข้องหมองใจ

แต่การใช้ความอาฆาตมาดร้ายทำลายชีวิตผู้อื่นที่ปรารถนาดี เป็นเรื่องที่ไม่พึงกระทำ

ผู้ที่ลงมือกระทำ คนโบราณถือว่ายังเป็น “คนดิบ” ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนของศาสนาใด

ถึงเวลานี้ก็ยังมีการมุ่งเอาชีวิตผู้อื่นอยู่ ลองมาทิ้งปืนแล้วมาจับจอบ จับเสียม ปลูกต้นไม้กันดีกว่าไหม

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ปอกระเจา” ที่ชอบขึ้นตามริมน้ำหรือแถบ ห้วย หนอง คลอง บึง

การขยายพันธุ์ปอกระเจา นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 1 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขา มีทรงเป็นพุ่ม

ส่วนลักษณะของใบ มีรูปยาวเรียว ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันปลา โคนใบมีเส้นเล็กเล็ก 2 เส้น สีออกแดง

ต้นปอกระเจาที่โต เวลามีดอกจะออกดอกเป็นกระจุกตามบริเวณกิ่งและใบ ลักษณะดอกขนาดเล็ก มีสีเหลือง

เมื่อติดดอกได้ระยะหนึ่งก็จะติดผล ลักษณะของผลค่อนข้างจะกลม ผิวของผลจะขรุขระไม่เรียบเกลี้ยง

ผล เมื่อแก่เต็มที่จะแตกอ้าเป็นซีกมองเห็นเมล็ดเล็กเล็กอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก

คนแต่โบราณนั้นรู้ว่า จะใช้ประโยชน์จากปอกระเจาที่นอกเหนือจากนำมาลอกเอาเปลือกตากแห้งฟั่นทำเป็นเชือกผูกสิ่งของแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรอีกด้วย

ส่วนที่นำมาใช้เข้ายาสมุนไพรนั้นคือ ราก ใบ ผล และเมล็ด

แต่จะมีสรรพคุณอะไรบ้าง เรื่องนี้ต้องไปศึกษากับตำรับตำราและผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพรโดยเฉพาะ

ทุกความรู้บนโลกใบนี้มีอยู่รอบตัว จะใฝ่รู้กันหรือไม่เท่านั้นเอง

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“อ่อมหวาย” ขม อมหวาน รักเธอหมดใจ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 546

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

“อ่อมหวาย” ขม อมหวาน รักเธอหมดใจ

รู้จักเธอ กันไหมคะ…หวาย!

ไม่ผิดหรอก หวาย ที่กำลังพูดถึงนี้มิใช่อื่นใด เป็นหวายเดียวกับต้นหวายที่เรานำมาใช้ในงานจักสาน ทำเสื่อ ตะกร้า โต๊ะ เก้าอี้ เป็นเครื่องเรือนสุดแสนคลาสสิคแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ของงานเฟอร์นิเจอร์ในกลุ่มประเทศแถบมรสุมกันเลยทีเดียว

อุ๊ย! คนอีสานอดอยากถึงขนาด กินโต๊ะ กินเก้าอี้ กันเลยรึนี่…ใครที่ไม่รู้ก็คงรำพึงรำพันประมาณนี้

ใช่แล้วเราชาวอีสานนิยมกินหวายมาแต่ไหนแต่ไร หากสืบสาวราวเรื่องไปหาต้นทางชะรอยน่าจะย้อนไปถึงยุคมนุษย์ถ้ำกันเลยทีเดียวเชียว

แต่ฉันคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่เชื่อว่าเราชอบกินหวายกัน เพราะมันหาอะไรอื่นมากินไม่ได้…มิใช่ด้วยเหตุผลนี้เด็ดขาด ไม่ใช่เพราะความอดอยากอย่างแน่นอน แต่เพราะเราฉลาดที่รู้ว่าอะไรกินได้และกินอย่างไร ถึงจะเอร็ดอร่อยต่างหาก

หวาย เป็นอาหารจากธรรมชาติที่ฟ้าส่งมาให้เกิดในป่าเบญจพรรณ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่มีวันปิดตลอดกาลของชาวโลก สามารถพบเห็นทั่วไปในบ้านเรา

ว่ากันว่า หวาย มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ ทั้งชนิดลำต้นยาวที่นิยมนำไปทำเครื่องใช้ไม้สอยงานจักสานผูกมัด ทั้งชนิดที่นิยมใช้หน่อกิน ต้มจิ้มแจ่วบ้าง แกงอ่อมบ้าง

ธรรมชาติของหวายเป็นไม้ตระกูลปาล์ม กาบแข็ง มีหนามแหลมคม รสขม…ฟังดูแล้วไม่น่าจะมีคนนิยมไปเสาะหามากินกันนัก แต่ก็แปลกจริง รสขม ที่ไม่น่าชิมนี่แหละเป็นสิ่งดึงดูดใจนักหนา บวกกับความยากเย็นในกระบวนการปรุงหวายให้อร่อย เลยทำให้หวายกลายเป็นอาหารประจำใจใครต่อใครหลายคน

“ขม และ เจ็บ” นั่นคือ คำนิยามของหวาย ใครที่รักจะกินหวายขมๆ ก็ต้องยอมเจ็บให้หนามแหลมคมตามลำหวายตำมือเอาบ้าง ระหว่างแกะกาบหุ้มหน่อออกจนเกลี้ยง ให้เหลือเพียงยอดอ่อนด้านในพร้อมที่จะเอามาลงหม้อแกง หรือทำเป็นผักลวกแนมน้ำพริก

ลำหวายคล้ายๆ ต้นจั๋ง หน่ออ่อนที่แทงยอดขึ้นมามีลักษณะเดียวกับหน่อไผ่แต่ผอม มีหัวเล็กๆ ปลายลำอ่อน ถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติก็จะเลื้อยเป็นเครือยาวจนเป็นเส้นหวายนำมาใช้ประโยชน์ในการจักสาน เมื่อแก่จัดก็จะมีลูกหวายเป็นทะลายกินได้ แต่ไม่ค่อยมีใครนิยมนัก เพราะรสเปรี้ยวอมฝาด ไม่หวาน

หวาย เป็นอาหารยอดนิยมของคนอีสานก็จริง แต่เนื่องจากเป็นของหายากและมีราคาแพง ก็เลยถูกจัดให้เป็นอาหารพิเศษรับรองแขก ไม่ใช่จะหากินได้ง่ายๆ ทั่วไป

ชาวผู้ไทยถือว่า หวาย เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ เช่นเดียวกับกะเลิง ญ้อ เป็นกลุ่มชนที่ชมชอบกินแกงหวายมากกว่าใคร จึงนิยมปลูกหวายไว้ขายและกินในครัวเรือนมานานแล้ว แต่ประสบการณ์ส่วนตัวของฉันยังไม่เคยเห็นใครในหมู่คนใกล้ตัวปลูกหวายเอาไว้กินหรือขายเลย ทราบแต่ว่าความนิยมกินหวายที่ไม่เคยลดปริมาณลงเลยนั้น ทำให้หวายตามป่าธรรมชาติแทบไม่เหลือให้เก็บมากินมาขายอีกแล้ว ในที่สุดก็มีเกษตรกรผู้ชาญฉลาดหาพันธุ์หวายมาปลูกขายกันเป็นล่ำเป็นสัน จนสามารถทำหวายขายตัดหน่อขายอย่างจริงจังมาหลายปีแล้ว

ถือเป็นโชคของคนชอบหวาย

แหล่งปลูกหวายใหญ่ที่สุดขณะนี้ อยู่แถวไหล่เขาภูพาน แถบอำเภอกุดบาก อำเภอวาริชภูมิ กิ่งอำเภอภูพาน รับรองว่าใครผ่านไปแถวนั้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคม เป็นฤดูกาลที่หวายแตกหน่ออ่อนเจริญงอกงาม ให้รสชาติอร่อยเลิศกว่าช่วงใดๆ ในรอบปี

ปัจจุบัน หน่อหวายมีราคา เพราะเป็นพืชป่าที่นำมาปลูกเป็นพืชสวน ยังให้ผลผลิตไม่มาก หวาย 1 กอ ให้หน่อเพียงหน่อเดียว หน่อสมบูรณ์ราคาสูงถึงหน่อละ 5-10 บาท เลยทีเดียว แต่เนื่องจากการปลูกหวายไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่มีแมลงรบกวน ไม่ต้องการน้ำมาก จึงสะดวกในการดูแล คำนวณแล้วปลูกหวายทำรายได้มากกว่าการปลูกข้าวด้วยซ้ำ จึงเป็นที่นิยมมากในตอนนี้

แม่เล่าว่า หวาย ที่นำมาใช้ปรุงอาหารมีอยู่สามสี่ชนิดเท่านั้น ได้แก่

หวายขม หรือ หวายโคก มีลำต้นเตี้ย ชอบขึ้นตามป่าละเมาะเป็นพุ่มสูงราว 1 เมตร แต่ลำต้นเลื้อยยาว

หวายหางหนู เป็นหวายต้นเล็ก ลำต้นสูงชะลูดประมาณนิ้วมือ เติบโตเร็ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายปีจะให้เส้นหวายขนาดเล็กนำไปใช้จักสานได้ดี ยอดหวายปรุงอาหารได้ แต่เนื้อกระด้าง จึงขายไม่ได้ราคานัก

หวายดง มีลำต้นใหญ่กว่าหวายหางหนู มักเกิดในป่าดงดิบ เลื้อยยาวไปตามต้นไม้ อาจยาวได้ 20-30 เมตร เส้นหวายนำมาใช้ในงานจักสานได้ดี ส่วนหน่อและยอดนำมาแกงอ่อมได้รสชาติอร่อยล้ำ

หวายบุ่น หรือ หวายกระบอง เป็นหวายลำต้นใหญ่ มีข้อถี่ หนามมาก หากมีอายุมากจะเป็นเครือ ให้เส้นหวายหนาใหญ่ เหมาะที่จะใช้ทำเครื่องเรือน แต่แกงไม่อร่อยเท่าหวายดงและหวายโคก

ที่เล่าๆ นี่ ก็ฟังเขามา ฉันเองก็จำแนกด้วยตัวเองไม่ได้หรอกว่าหวายชนิดไหนเรียกว่าอะไร รู้แต่ว่ากินอร่อยเท่านั้นก็พอ

เด็กๆ ไม่มีใครชอบรสขม โดยเฉพาะผักรสขมแทบทุกชนิด

แต่แปลกที่สุด…ฉันโตมาพร้อมกับรสชาติอันลี้ลับของ “อ่อมหวาย” ที่ขมอย่างกลมกล่อมลงตัว เป็นขม อมหวาน ที่นักวิชาการให้คำจำกัดความว่า “ขมเย็น”

ขมเย็น เป็นอย่างไร ก็อธิบายไม่ถูก แต่รสชาติขมแบบหวายในความทรงจำของฉันตลอดมาเป็นขม อมหวานนวลละมุนติดอยู่ปลายปุ่มรับรส ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่า จะมีรสหวานบางๆ เจือความหอมกลิ่นหวายซ่านอยู่ในความขมเข้มข้น ไม่ใช่ขมแบบที่เราอยากถ่มทิ้ง แต่เป็นขมยวนใจให้เคี้ยวกลืนลงคอ

ที่แปลกอย่างยิ่งก็คือ เมื่อกินหวายขมๆ เข้าไปแล้ว พอดื่มน้ำตามก็จะกำซาบรสหวานได้ในทันที

หน่อหวาย และยอดอ่อน ปรุงเป็น อ่อมหวาย นั่นสุดวิเศษแล้ว ที่บ้านเราไม่เคยเอาหน่อหวายไปทำอย่างอื่น นอกจากแกงอ่อม ทั้งที่เมนูแกงหวายสามารถพลิกแพลงได้มากมาย

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ครอบครัวของเรานัดรวมญาติกันที่บ้านบนภูเขาแถวสีคิ้ว คุณน้าวีระ ณ นครพนม แม่ครัวมือฉมังที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง หอบหิ้วของฝากสำคัญมาจากอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม จะเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากหน่อหวายมัดใหญ่

แกงอ่อมหวายใส่ซี่โครงหมู คือของขวัญปีใหม่จากแถบเทือกเขาภูพานสำหรับทุกคน

เช้าวันปีใหม่ บรรดาคุณน้าปูเสื่อนั่งโต้ลมหนาวอยู่ใต้แดดอุ่น ตั้งหน้าตั้งตาเลาะเปลือกหวายกันอย่างระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นมืออาจโชกเลือดจากหนามแหลมได้ หวายกองใหญ่ตรงหน้าที่ซื้อมา ประมาณ 200 บาท ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่าจะจัดการลอกเปลือกเสร็จ หั่นเป็นท่อนกำลังดีพอคำ แช่ในน้ำเย็นรอเครื่องปรุงอื่น

ที่ๆ เราอยู่กันเป็นบ้านป่า เครื่องเคราของแกงอ่อมอาจไม่อลังการเหมือนทำครัวบนพื้นราบ กระนั้นองค์ประกอบสำคัญของแกงอ่อมก็ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง

พริกขี้หนู หอม กระเทียม ตะไคร้ เป็นเครื่องแกง ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

ใบแมงลัก ใบย่านาง เป็นเครื่องเทศสมุนไพรให้กลิ่นหอม ไม่มีไม่ได้

ปลาร้า และ ข้าวเบือ เป็นเครื่องปรุงรสให้รสชาตินัวกลมกล่อมแบบแกงอ่อม

แน่นอนวัตถุดิบหลักที่ขาดไม่ได้ก็คือ หน่อหวาย และซี่โครงหมู ผักที่เหลือนอกนั้นซึ่งมิได้เอ่ยนามในที่นี้ถือเป็นส่วนเกินทั้งสิ้น ใครอยากจะใส่ก็ใส่ไป แต่บ้านเราถือว่าหวายเป็นผักราชินีในหม้อ ไม่ควรให้ผักอื่นใดมาแย่งซีนความโดดเด่นของเธอไปเด็ดขาด เราจึงอนุญาตแค่ใบแมงลักเท่านั้นเอง

เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้แกงอร่อยหรือไม่อร่อยก็คือ เครื่องแกง จะต้อง “ถึง” ในปริมาณเหมาะสมกับหมูและผัก บวกกับน้ำคั้นใบย่านางที่เข้มข้นและข้าวเบือตำละเอียดที่จะทำให้น้ำแกงเข้มข้นเป็นพิเศษ เมื่อปรุงเสร็จแล้วให้ได้แกงอ่อมแบบน้ำขลุกขลิก ปั้นข้าวเหนียวจิ้มได้ นั่นล่ะ สมบูรณ์แบบ

วันนั้นพวกหลานๆ มีหน้าที่หั่นหมู โขลกเครื่องแกง และคั้นใบย่านาง ซึ่งคุณน้าสอนให้คั้นแบบบิด ไม่ใช่แบบขยี้ วิธีนี้จะทำให้คั้นได้เร็วขึ้น และรีดเอาคลอโรฟิลล์เขียวๆ จากใบย่านางออกมาได้เกลี้ยงเกลา

ส่วนการทำ ข้าวเบือ นั้น ให้ใช้ข้าวเหนียวแช่น้ำจนนุ่ม ค่อยนำมาตำ ที่ง่ายสุดก็คือ แบ่งมาจากข้าวเหนียวที่แช่เอาไว้นึ่งกินกันนั่นแหละ ขอแค่หนึ่งหยิบมือก็ได้น้ำแกงเข้มข้นแล้ว

ขั้นตอนพื้นฐานของการทำ แกงอ่อม ที่ฉันจำขึ้นใจและทำจนเป็นอัตโนมัติไปแล้วก็คือ การคั่วแห้งเนื้อสัตว์กับเครื่องแกงในไฟแรงให้กลิ่นหอมและรสเครื่องแกงออกมาห่อหุ้มทุกสิ่งเอาไว้ พอเนื้อสุกให้เติมน้ำปลาร้าลงไป กะให้ได้รสพอดีเลย

ช่วงนี้แหละที่รสเค็ม เผ็ด หอม หวาน จะออกมาเริงระบำอยู่ในหม้อ ส่งกลิ่นหอมโชยฟุ้งไปทั่ว

พอเครื่องทั้งหมดเดือดอีกรอบ ค่อยเทน้ำใบย่านางลงไปเคี่ยวกับหมู รอให้เดือดพล่านจนเนื้อนุ่มค่อยเติมข้าวเบือลงไป ชิมรสอีกที ถ้ายังขาดเหลืออะไรก็ให้ใส่ลงไปในขั้นตอนนี้

จังหวะสุดท้าย ที่เรารอคอย คือการใส่ยอดหวายลงไปในน้ำแกงที่เดือดปุด รอให้น้ำแกงเดือดรอบใหม่ค่อยโรยใบแมงลักหรือผักอีตู่ลงไป จากนั้นก็ปิดฝาหม้อ ยกลงจากเตาได้

บ้านเราจะต้มหวายไม่นาน แค่ให้ผักสุกชั่วน้ำเดือดเท่านั้น และไม่นิยมต้มเอาน้ำขมของหวายออกเหมือนกับบางบ้านที่ไม่นิยมรสขมจัดของหวาย

เราไม่อยากสูญเสียรสขมอันวิเศษของผักชนิดนี้ไปแม้แต่หยาดหยดเดียว

ข้าวนึ่งเต็มหวดหมดไปในชั่วพริบตาสำหรับคนประมาณ 15 ชีวิต แกงหวายหม้อใหญ่เหมาะที่จะกินร่วมกันคราวละหลายๆ คนอย่างมีความสุข กินไปคุยไป กินกันตอนที่ยังร้อนๆ นั่นเลย

เมื่อยกลงจากเตาใหม่ๆ กลิ่นสดของหวายจะยังอยู่ครบถ้วน แนมด้วยกลิ่นใบแมงลัก น้ำแกงเข้มข้นด้วยปลาร้ารสดี ข้าวเบือและน้ำใบย่านาง แค่นี้ก็เป็นหนึ่งอิ่มแห่งวันใหม่ที่แสนเลิศเลอ

ฉันเชื่อว่าสรรพคุณทางยาของผักแต่ละอย่างเมื่อนำมาวางเรียงกันแล้วจะทำให้ทุกคนยิ้มอิ่มสุข แต่เราก็ไม่ได้ให้น้ำหนักกับคุณค่าทางโภชนาการมากมายเสียจนกลบรสชาติความอร่อยไปสิ้น

หวาย นั้น มีสรรพคุณลดอาการไอ บำรุงน้ำดี และแก้ร้อนใน แต่การแกงหวายใส่น้ำใบย่านางเหมือนกับแกงหน่อไม้นั้นย่อมบอกให้เรารู้เป็นนัยๆ ว่า พืชจำพวกให้หน่อมีฤทธิ์ร้ายคล้ายๆ กัน คือ มีกรดยูริกสูง จึงต้องใช้สรรพคุณของใบย่านางมาสยบฤทธิ์ของกรดยูริกให้บรรเทาเบาบางลง ซึ่งก็ได้ผลอย่างดีในแกงหน่อไม้

รสมือของคุณน้าไม่เคยทำให้ใครผิดหวังจริงๆ วันปีใหม่?แกงหวาย?และข้าวเหนียว ทำให้บรรดาญาติผู้ใหญ่พากันนอนกลางวันกันด้วยความบันเทิงเริงใจ

ตื่นมาอีกครั้ง ตะวันคล้อย คุณน้าผู้ชายคนหนึ่งบ่นออดแอดเรื่องปวดเข่า เพราะโรคเกาต์กำเริบในบัดดล

แน่นอน…น้องหวายกลายเป็นผู้ร้ายในทันที

ดังนั้น…จากประสบการณ์นี้ เราจึงควรมีคำเตือนสำหรับผู้เป็นมิตรสนิทกับโรคเกาต์ ว่า ถ้าจะกิน อ่อมหวาย จงระวังความอร่อยให้ดี

เพราะมันจะทำให้กินเยอะ จนไปกวนใจโรคภัยที่จำศีลหลับอุตุอยู่

สิงหาคม 2, 2013 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,023 other followers

%d bloggers like this: