ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“สถิตย์ ศรีใส” คนรุ่นใหม่ กับการผลิตเมล่อนเงินล้าน (ตอนจบ)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“สถิตย์ ศรีใส” คนรุ่นใหม่ กับการผลิตเมล่อนเงินล้าน (ตอนจบ)

เพาะกล้าเมล่อน สำคัญมาก

คุณสถิตย์ ศรีใส อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (096) 079-6219 แนะนำว่า เมื่อได้เมล็ดพันธุ์เมล่อนมา ถ้าขั้นตอนการเพาะไม่ดี เมล็ดเมล่อนจะงอกออกมาไม่สม่ำเสมอ

การเพาะ ก่อนอื่นต้องนับจำนวนเมล็ดเสียก่อน ให้ได้จำนวนที่ต้องการเพาะปลูกในแต่ละรุ่น นำเอาเมล็ดพันธุ์มาแช่ในน้ำอุ่น ที่มีอุณหภูมิ ประมาณ 35-40 องศาเซลเซียส เอามือจุ่มได้โดยไม่รู้สึกว่าร้อนมือ แช่เมล็ดในน้ำอุ่น ราว 2 ชั่วโมง แล้วเอาเมล็ดใส่ในถุงร้อน เจาะรู แล้วเอาผ้าห่อ

จากนั้นเอาไปไว้ในอุณหภูมิคงที่ เช่น กล่องโฟม กระติกน้ำ เพียงแค่คืนเดียวเมล็ดจะมีรากงอกออกมา ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ให้ทยอยย้ายเมล็ดที่มีรากพร้อมปลูก ลงในถาดหลุมที่ใส่วัสดุเพาะ หรือมีเดีย

การย้ายเมล็ดลงถาดหลุม ต้องระมัดระวังไม่ให้รากหัก หยิบเมล็ดจากถุงห่ม หรือผ้าห่ออย่างเบามือ อย่าให้รากที่เริ่มงอกออกมาแล้วนั้นหัก กระทบกระเทือน หรือช้ำมากนัก

เทคนิคอย่างหนึ่งคือ ระหว่างที่ห่มเมล็ด ให้หมั่นเปิดถุงห่มดูเป็นระยะๆ เมื่อเห็นว่ารากเริ่มปริ่มออกมาแล้ว ให้นำลงปลูกทันที ไม่ควรปล่อยให้รากออกมายาวเกินไป เพราะรากจะพันกันจนแกะไม่ออก หรือฉีกหักได้

ตอนย้ายลงถาดเพาะ ใช้ไม้แทงดินมีเดียให้เป็นหลุมก่อน จากนั้นจับเมล็ดให้ส่วนรากทิ่มลง แล้วใช้มือบีบกลบวัสดุเบาๆ นำไปไว้ในโรงเรือน รดน้ำทุกๆ วัน 12 วัน หรือมีใบจริง 1-2 ใบ

การย้ายกล้าเมล่อน ต้องพยายามให้พอดีวัน ต้องพยายามไม่ย้ายกล้าล่าช้าจนเกินไป เพราะส่งผลต่อการเจริญเติบโต หรือต้องอาศัยประสบการณ์ สังเกตต้นกล้าเมล่อนว่า พร้อมปลูกหรือยัง ยกตัวอย่าง บางทีรากกล้ามีเต็มวัสดุปลูกแล้ว แต่ใบจริงยังไม่โผล่ ต้องแก้ปัญหาโดยย้ายไปลงถุงดำขนาดเล็ก เพื่อให้กล้าสามารถโตต่อไปได้ และมีใบจริงพร้อมที่จะย้ายกล้าได้

ในส่วนของการเตรียมโรงเรือน นอกจากต้องต่อระบบน้ำแล้ว ต้องเรียงถุงปลูกให้เรียบร้อย โดยให้เสร็จก่อนย้ายกล้า

“อย่าง ถุงปลูก เราก็จะใช้ถุงเดิมและวัสดุปลูกเดิม วัสดุปลูกที่ใช้อยู่จะใช้เพียงแกลบดำเท่านั้น เนื่องจากวัสดุปลูกที่ฟาร์มจะนำมาใช้ซ้ำ ไม่ได้เปลี่ยนวัสดุปลูกเลย เพียงแต่ทุกครั้งที่จะทำการปลูก วัสดุปลูกที่อยู่ในถุงจะต้องถูกราดด้วยเชื้อไตรโคเดอร์ม่า เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อราในเบื้องต้น”

คุณสถิตย์ กล่าวเสริมว่า การจัดการแบบนี้ทำให้ที่ฟาร์มไม่สิ้นเปลืองเรื่องของการซื้อวัสดุปลูกเลย เพราะนำกลับมาใช้ได้อีก

เมื่อจัดเรียงถุงปลูกและเดินระบบน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมที่จะย้ายกล้าจากถาดเพาะปลูกลงถุงในโรงเรือน พอย้ายกล้าเสร็จก็ต้องให้น้ำตาม เพื่อให้แกลบดำกระชับกับราก จากนั้นก็ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ตามปกติ ราว 15 วัน หลังย้ายปลูกก็จะถึงเวลามัดหรือผูกต้นให้ตั้งขึ้น

เนื่องจากพวกเมล่อนเป็นพืชตระกูลเถาที่ไม่มีมือเกาะ ดังนั้น หากเอาขึ้นค้าง ก็ต้องช่วยจับมัดให้เถาเลื้อยขึ้นค้างโดยเกษตรกร ราววันที่ 21-22 วัน หลังการย้ายปลูก จะเป็นขั้นตอนของการเด็ดแขนงข้างออก โดยจะเด็ดแขนงตั้งแต่ใบจริงใบแรก จนถึงใบจริงใบที่ 10 ออกให้หมด

“จากนั้น ก็จะเป็นช่วงของการไว้แขนงข้างเพื่อจะไว้ผลเมล่อน เราจะไว้แขนงเพื่อให้เมล่อนติดผลในช่วง ข้อใบที่ 11 ถึงข้อใบที่ 13 ซึ่งจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการไว้ผลเมล่อน แต่ในเรื่องของตำแหน่งไว้ผลเมล่อนนั้น อาจจะปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลและสภาพของดอก” คุณสถิตย์ กล่าว

ส่วนการติดผลว่าสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีการไว้ผลเลื่อนขึ้นไปถึง ข้อที่ 12-15 ก็มี ต้องดูดอกตัวเมียว่า มีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด เพราะแขนงที่เราไว้ 3 แขนง นั้น จะออกดอกเป็นดอกตัวเมีย (แขนงนั้นจะออกดอกเป็นดอกตัวเมีย ส่วนดอกตัวผู้ จะอยู่ที่ลำต้นหลัก)

เมื่อดูว่าดอกตัวเมียดอกนั้นมีความสมบูรณ์ ต้องช่วยผสมดอกด้วยมือ

วิธีการช่วยผสมดอกด้วยมือ โดยเด็ดดอกตัวผู้ ตัดกลีบดอกออกทิ้ง เหลือแต่ก้านเกสรตัวผู้ นำไปผสมกับเกสรตัวเมียของดอกที่คงไว้ จะช่วยให้ดอกนั้นพัฒนาเป็นผลคุณภาพดี

อีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องใช้การผสมดอกช่วย เพราะการปลูกในโรงเรือนจะไม่มีแมลงจากธรรมชาติมาช่วยผสมเกสร

โดยการเลือกใช้ละอองเกสรจากดอกตัวผู้ ที่สามารถใช้จากต้นของมันเองก็ได้ หรือใช้จากต้นอื่น หรือจากสายพันธุ์อื่นก็ได้ เพราะลักษณะเด่นอยู่ที่แม่

สำหรับการนำละอองเกสรจากดอกตัวผู้มาผสมให้กับดอกตัวเมียที่เราต้องการให้เกิดเป็นผลเมล่อน ดอกตัวเมียนั้นจะบานในช่วงเช้า ควรช่วยผสมเกสรช่วงเช้า คือไม่เกินเวลา 10.00 น. เพราะหากสายกว่านี้ อากาศจะร้อน ทำให้ผสมไม่ติด

หลังจากผสมได้ 1 วัน ถ้าสังเกตเห็นรังไข่ของดอกตัวเมียเริ่มพองตัว แสดงว่าผสมติด เมื่อ 3 แขนง ที่ไว้ได้รับการผสมเกสร ก็จะติดผล 3 ผล ซึ่งเมล่อน 3 ผล นี้ ก็จะถูกคัดเลือกผลที่สวย สมบูรณ์มากที่สุด ไว้เพียงผลเดียวเท่านั้น จะคัดเลือกหลังจากการผสมผลไปได้ราว 1 สัปดาห์ หรือขนาดผลเท่ากับลูกส้ม

ซึ่งเมล่อนอ่อน อีก 2 ผล จะถูกเด็ดออกด้วยมือเท่านั้น

สาเหตุที่ต้องใช้มือเด็ดผลเมล่อนนั้น คุณสถิตย์ อธิบายว่า การปลูกเมล่อนนั้น จะไม่มีการใช้กรรไกรเลยในขั้นตอนการดูแล จะใช้เพียงครั้งเดียวตอนเก็บเกี่ยวออกจากต้นเท่านั้น เพราะการใช้กรรไกร หรือมีดนั้น จะส่งผลต่อการระบาดของเชื้อไวรัสที่จะติดไปกับกรรไกรที่ใช้นั่นเอง ถือเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการทำงาน หรือการปลูกเมล่อน

ผลเมล่อนอ่อน จะนำไปขายที่ตลาด กิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งสามารถเอาไปแกงเหมือนแตงอ่อนทั่วไป ผลอ่อนเมล่อนจะได้ความหวาน หอม ทำให้มีรายได้เสริม ไม่ได้ทิ้งเลย

เมื่อไว้ผลที่สวยที่สุดแล้ว ก็ต้องมาดูเรื่องของการไว้ใบต้น เมล่อน 1 ต้น จะต้องมีใบ ประมาณ 24-25 ใบ ส่วนยอดต้องตัดทิ้งไปเลย เพื่อหยุดการเติบโตของยอดเถา ตามธรรมชาติ ธาตุอาหารจะถูกส่งไปที่ยอดเจริญ คือ “ยอด”

ดังนั้น ยอดของต้นเมล่อนจะต้องถูกเด็ดออก และแขนงข้างก็ต้องถูกเด็ดออกให้หมดด้วยมือ (ไม่ให้ใช้กรรไกร) และให้หมั่นเด็ดยอดแตกใหม่จากข้อที่อยู่สูงกว่าผลขึ้นไปทุกยอด เพื่อไม่ให้เกิดดอกจนเป็นผลซ้อนขึ้นมาอีก เพื่อไม่ให้ยอดเหล่านี้ไปแย่งอาหาร บังคับให้ต้นส่งธาตุอาหารไปเลี้ยงผลที่ไว้อย่างเต็มที่

สำหรับการคล้องผลนั้น จะเลือกผลที่ดีที่สุด แล้วใช้เชือกทำเป็นบ่วงคล้อง พยายามอย่าให้เชือกรัดบริเวณขั้วผล เพราะจะทำให้ขั้วผลถูกรัดเมื่อมีน้ำหนักมากขึ้น และเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อคล้องผลแล้ว ผูกปลายเชือกอีกด้านหนึ่งเข้ากับค้าง จัดให้แขนงของผลเข้ากับพื้นดิน ผูกเชือกให้แน่น การเลือกเชือกคล้อง แนะให้ใช้เชือกฝ้ายดิบ เพราะมีความนุ่ม ไม่ทำให้ผลหรือเถาเมล่อนเกิดบาดแผล

เรื่องของการฉีดพ่นปุ๋ย ธาตุอาหารเสริม และฮอร์โมน ฉีดทางใบเสริม ในช่วงต้นเล็กจะฉีดเสริมให้ทุกๆ 5 วัน ก็เป็นสูตรที่ทางอาจารย์คิดกันขึ้นมา ให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของเมล่อน ซึ่งปุ๋ยสูตรเหล่านี้จะมาจากทางบริษัท ซึ่งที่ฟาร์มก็ต้องซื้อมาใช้ และฉีดเสริมพวกแคลเซียม-โบรอน ในช่วงที่ออกดอก และช่วงผลอ่อน

“เมื่อก่อนเคยซื้อปุ๋ยมาใช้เองตามหลักการทั่วไป เช่น ปุ๋ยที่เร่งการเจริญเติบโต ปุ๋ยสูตรสะสมตาดอก ปุ๋ยสูตรเพิ่มความหวาน แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับปุ๋ยที่ซื้อมาจากทางบริษัท ซึ่งปุ๋ยจากทางบริษัท ราคา กิโลกรัมละ 3,000 กว่าบาท ซึ่งเอามาใช้ได้นานและใช้อัตราไม่สูงมาก โดยที่ฟาร์ม ใช้ปุ๋ยดังกล่าว เพียงปีละ 2 กิโลกรัม เท่านั้น” คุณสถิตย์ กล่าว

แต่ปุ๋ยเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนแปลงสูตรไปตามฤดูกาล การฉีดพ่นเมื่อผสมดอกเสร็จ ก็จะเปลี่ยนมาฉีดพ่นปุ๋ยทุกๆ 7 วัน ฉีดต่อไปอีก 22-23 วัน หลังผสมดอกจนเกือบเก็บผลผลิต ก็จะหยุดฉีดพ่นปุ๋ย โดยหลังผสมดอก 37-40 วัน ก็จะเก็บผลผลิตได้

แต่ถ้าเป็นยาป้องกันกำจัดแมลง จะหยุดฉีดพ่นครึ่งเดือนก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อความปลอดภัยของคนรับประทาน ซึ่งสำคัญมาก เป็นระยะที่มีการพัฒนาคุณภาพ ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 15 วัน ก่อนเก็บเกี่ยว จะลดปริมาณน้ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดให้น้ำ และปล่อยให้ดินแห้งก่อนเก็บเกี่ยว 5 วัน เพื่อให้ผลมีรสหวานขึ้น โดยสังเกตที่ใบเมล่อนจะเริ่มเหี่ยวลงในช่วงกลางวัน

การทำเช่นนี้ เพื่อให้เมล่อนเร่งกระบวนการเปลี่ยนแป้งที่สะสมในผลให้เป็นน้ำตาล เพื่อเป็นการเพิ่มความหวานของผลให้มากขึ้น

75-80 วัน พร้อมเก็บเกี่ยว

เมื่อเมล่อนได้อายุ คือ ราว 75-80 วัน เป็นช่วงพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว นอกจากจะนับอายุและดูลักษณะภายนอกประกอบทุกครั้ง คุณสถิตย์จะซุ่มตรวจวัดความหวาน โดยเครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ (เครื่องมือวัดค่าความหวาน) โดยซุ่มวัดค่าความหวานตรงกลางเนื้อ ต้องได้ค่าความหวาน 13 เปอร์เซ็นต์บริกซ์ ขึ้นไป และบริเวณติดเปลือก ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์บริกซ์ ซึ่งจะต้องวัดค่าความหวานในสองจุดดังกล่าว ก่อนการเก็บผลผลิต

เมล่อนนั้น เป็นผลไม้ที่เก็บเกี่ยวแล้วไม่ต้องบ่ม ฉะนั้นจึงต้องเก็บช่วงผลแก่จัดคาต้น เมื่อเก็บลงมาแล้ว คุณภาพผลเป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้น

ก่อนการเก็บเกี่ยวต้องได้คุณภาพที่ดีที่สุด โดยเมล่อนจะต้องมีความสมบูรณ์ของผลที่สวย น้ำหนักดี มีลักษณะเป็นผลกลม ลายที่เปลือกของเมล่อนควรมีลักษณะเป็นตาข่ายพาดกันอย่างสวยงาม

การเก็บเกี่ยวนั้นขึ้นอยู่กับพันธุ์และฤดูปลูกเมล่อน พันธุ์เบา เก็บเกี่ยวได้เร็ว และเมล่อนที่ปลูกในฤดูร้อน ผลจะสุกเร็วกว่าในฤดูหนาว

นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตระยะที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวได้ดังต่อไปนี้ รอยแยกของขั้ว สังเกตระหว่างขั้วกับผล ถ้ามีรอยร้าวสีน้ำตาลเกิดขึ้น แสดงว่าสามารถเก็บเกี่ยวได้ สีของผล ผลจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีครีม หรือสีเหลือง สีส้ม สีขาวขุ่นปนเหลือง หรือสีนวล รอยนูนของร่างแห (Net) เมล่อนที่มีตาข่าย เมื่อสุก รอยนูนของตาข่ายจะคลุมผล แข็ง นูนเห็นชัด กลิ่น บางพันธุ์เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวได้ หรือนับอายุ โดยนับจากช่วงผสมเกสรตามอายุของพันธุ์นั้นๆ

คุณสถิตย์ กล่าวอีกว่า ทางบริษัทจะระบุกลุ่มเครือข่ายว่า แต่ละโรงหรือแต่ละเจ้า ต้องปลูกวันไหนอย่างชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรวางแผนการเพาะกล้าให้สามารถย้ายปลูกได้ตามความต้องการของฝ่ายตลาด โดยเครือข่ายก็จะปลูกสอดคล้องกัน ทำให้ผลผลิตสามารถป้อนตลาดได้ตลอดทั้งปี ทำให้เรื่องของตลาดไม่มีปัญหา เพราะมีบริษัทมาคอยจัดการให้ วางแผนการผลิตให้ อย่างการเก็บผลผลิต ก็จะรอรถจากทางบริษัทมารับ ทางฟาร์มก็จะชั่งใส่กล่องเอาไว้รอ จะเก็บเพียง 1-2 วัน ก็จะหมดโรงเรือน

ส่วนวิธีการรับประทานเมล่อนให้อร่อยนั้น คุณสถิตย์ แนะนำว่า ก่อนรับประทาน ควรแช่เมล่อนทั้งผลไว้ในตู้เย็น ประมาณ 1 ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วนำมาผ่าครึ่ง ใช้ช้อนเขี่ยเฉพาะเมล็ดทิ้ง ไม่ควรใช้มีดปาดไส้กลางทิ้ง แบบการปอกมะละกอ เนื่องจากไส้กลางบริเวณที่ติดกับเมล็ดนั้น เป็นส่วนที่หวานที่สุดของเมล่อน

สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรู

แมลงศัตรูหลักของเมล่อนจะเป็น “เพลี้ยไฟ” สารเคมีที่ใช้คือสารกลุ่ม “สไปนีโทแรม” (เช่น เอ็กซอล) ถ้าเป็นพวก “แมลงหวี่ขาว” ก็จะใช้สารกลุ่ม อิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโดร, สลิง-เอ็กซ์) ซึ่งป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวได้ดี รวมถึงเพลี้ยไฟด้วย

แมลงหวี่ขาว นอกจากจะสร้างความเสียหายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบพืชแล้ว ยังเป็นพาหะของเชื้อไวรัสสาเหตุโรคใบด่างในเมล่อน ต้องถอนทิ้งทันที

ต้นเมล่อนในโรงเรือนต่อรุ่น จะฉีดสารป้องกันกำจัดแมลงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะปัญหาแมลงหวี่ขาวถือว่าน้อย แต่เพลี้ยไฟต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะหน้าแล้งที่มีการระบาดมาก โชคดีตรงที่สภาพฟาร์มของคุณสถิตย์ เป็นจุดที่มีลมโกรก อากาศถ่ายเทดี

ทั้งนี้ เพลี้ยไฟนั้นจะเข้าทำลายได้ทุกระยะ โดยเฉพาะช่วงต้นกล้าจนถึงระยะหลังผสมดอก เพราะช่วงระยะดังกล่าว ต้นเมล่อนยังมียอดอ่อน เพลี้ยไฟจะอยู่อาศัยตามยอดอ่อน การทำลายของเพลี้ยไฟแค่วันเดียวจะเสียหายเลย ต้องเฝ้าระวัง

ช่วงเวลาฉีด แนะนำว่า ฉีดช่วงเช้า 06.00 น. จะดี เพราะแมลงยังไม่ขยับตัว ยังอยู่กับที่ หรือจังหวะที่เห็นการระบาดก็ต้องรีบฉีด ก็เป็นช่วงเย็นที่แสงแดดไม่ร้อนจัด

“ยกตัวอย่าง ถ้าเห็นเมล่อนต้นเหี่ยวหรือแห้ง อาจจะเป็นเพราะได้น้ำน้อยไป ไม่ควรฉีดพ่นยาให้ เพราะน้ำในต้นน้อยอยู่ ถึงทำให้ต้นและใบเหี่ยว ยิ่งเราไปพ่นสารเคมีให้ ก็เหมือนซ้ำเติมไปอีก เพราะยามันร้อน เมื่อต้นได้รับยาก็ยิ่งทำให้ใบไหม้ การแก้ไข ก็ต้องค่อยๆ กระตุ้นน้ำ และดูอาการไป” คุณสถิตย์ กล่าวทิ้งท้าย

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

บทที่ 14 จากพื้นดิน…คืนสู่ผืนดิน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว

ยุคคล จิตสำรวย

บทที่ 14 จากพื้นดิน…คืนสู่ผืนดิน

แทบทุกเช้า ผมมักจะได้ยินเสียงร้อง ฮึ่ยๆ ดังมาจากถนนหน้าบ้าน แม้ด้วยแนวต้นไม้ที่หนาทึบจะทำให้ผมมองไม่เห็นว่าเป็นเสียงของใคร แต่ผมก็รู้ว่า เป็นเสียงของคนเลี้ยงวัวชน ที่จะต้องไล่วัวตัวใหญ่ของพวกเขาไปบนถนน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับพวกมัน สร้างความพร้อมในการลงสังเวียนในบ่อน ที่เคยสังเกตเห็นว่ามีอยู่สองสามแห่ง ริมทางที่จะผ่านเข้าสู่ตัวเมือง

เพียงแต่แปลกใจและสงสัยว่า ฤดูกาลชนวัวมาถึงอีกแล้วหรือนี่ ด้วยเคยจำได้แต่เพียงว่า การชนวัว ในแถบนี้นั้น จะมีแค่ในช่วงเทศกาลเดือนสิบเท่านั้น ก็เลยแปลกใจ เช่นเดียวกับการกัดปลา ซึ่งเคยมีช่วงเวลาที่แน่นอนของมัน

เมื่อเดินเล่นๆ ออกไปริมถนนก็เจอกับเจ้าของวัว ซึ่งก็เป็นญาติๆ ของผมนั่นแหละครับ เมื่อถามไถ่ ความจึงปรากฏออกมาว่า ที่นี่มีการชนวัวกันทั้งปี ไม่มีแต่เฉพาะเทศกาลอีกต่อไปแล้ว และการเลี้ยงวัวชนก็ไม่ใช่เรื่องเล่นสนุกอย่างแต่ก่อน แต่เป็นอาชีพของคนแถวนี้ไปเสียแล้วด้วยครับ

อย่างนี้นี่เอง บ่อนวัวชนที่ผมเห็น จึงดูเหมือนว่าจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างถาวร มีแถวที่นั่งต่างระดับแบบสนามกีฬาอื่นๆ แทนที่จะล้อมรั้วกั้นเอาไว้ด้วยใบมะพร้าว หรือไม้ไผ่อย่างที่เคยเห็นมาตอนที่ผมยังเป็นเด็กๆ อยู่

ความจริงนั้น ผมก็เคยแอบไปช่วยไล่วัวออกกำลังตอนเช้ากับพวกพี่ๆ แถวนี้อยู่เหมือนกัน ที่ต้องแอบก็เพราะว่าครอบครัวผมจะไม่ยอมให้ลูกหลานในบ้านออกไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่รังแกสัตว์และการพนัน อย่างวัวชนหรือปลากัดเป็นอันขาด ใครฝ่าฝืนก็หมายความว่าจะต้องเจอกับบทลงโทษที่หนักหนาสาหัสกว่าการขัดคำสั่งอื่นๆ

อย่างว่าล่ะครับ การแอบทำอะไรสักอย่างที่ถูกห้าม เป็นรสชาติและความสนุกอย่างหนึ่งของมนุษย์ไม่ใช่หรือครับ

ผู้ใหญ่สมัยก่อนนั้น มักจะออกคำสั่งกับเด็กๆ อย่างพวกเราโดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ห้ามก็คือห้าม ไม่ต้องมาถามหาเหตุผล

ใครที่ไม่เชื่อฟัง ก็จะถูกลงโทษ ถ้าลงโทษไม่ได้ด้วยเหตุผลอื่นๆ ก็จะถูกประณามหยามหมิ่นว่าเป็นคนชั่วร้าย เป็นคนหาประโยชน์มิได้ สุดท้ายคนพวกนี้ก็จะไปรวมตัวกันเป็นนักเลง เป็นอันธพาลประจำชุมชนไปในที่สุด

พวกนักเลงวัวชน ก็คือคนกลุ่มนี้นั่นแหละครับ

คงเป็นเพราะวิธีการแบบนี้นี่เอง ที่ยุคสมัยก่อนหน้านี้ ผู้คนจึงง่ายต่อการปกครอง ด้วยถูกฝึกให้รับฟังคำสั่งมาเสียจนเคยตัว เคยชิน เริ่มต้นจาก พ่อ แม่ ปู่ ย่า กระทั่งครู กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ หรือบุคคลอื่นๆ ที่ถูกยกให้เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

เพียงสำนึกได้ว่า หากคำสั่งนั้นมาจากปากของผู้คนที่ดีงาม การเชื่อฟังคำสั่งดังว่า จึงทำให้เราพ้นออกมาจากปลักตมของความเลวร้ายได้

แต่วิธีการแบบที่ว่านั้น คงจะใช้กับสมัยนี้ไม่ได้แล้วอย่างแน่นอน ด้วยว่าโลกนั้นเปลี่ยนไปจนแทบจะไม่เหลือวันเวลาแบบเดิมๆ สังคมและผู้คนเดิมๆ ให้เราพบเห็นอีกต่อไปแล้ว

มีความดีแปลกๆ ความชั่วประหลาดๆ เกิดขึ้นมากมาย บนโลกใบนี้ จนถ้าหากผู้ใหญ่เหล่านั้น ยังคงมีชีวิตอยู่มาจนถึงบัดนี้ อาจเป็นบ้าไปบ้างแล้ว กับความแปลกแยกแห่งวิถีชีวิตของผู้คนในรุ่นเราก็อาจเป็นได้

ยังจำได้ดีว่า แม้ตอนนั้น ผมจะรับฟังคำสั่งของผู้ใหญ่ โดยมิได้โต้เถียงก็จริงอยู่ แต่ผมก็ยังนิยมชมชอบกับความสนุกสนานของรุ่นพี่ๆ พวกนั้น ที่ใครต่อใครพากันเรียกพวกเขาว่า “เณรเกด” บ้าง “นักเลงวัวชน” บ้าง นั่นแหละครับ ผมมักแอบไปเที่ยวเล่นกับพวกเขากลุ่มนี้อยู่เสมอๆ ไก่ที่ขโมยมาต้มกินกัน บุหรี่ เหล้าเถื่อน กระทั่ง กัญชา คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในห้วงยามนั้น ที่ผมได้รับจากพี่ๆ น้าๆ พวกนี้

ผลไม้ในสวนของเรานั้น จะมีติดดอกออกผลมาให้เราได้กิน ได้ขายบ้างเล็กๆ น้อยๆ แทบตลอดทั้งปี ไม่นับพวกพืชผักพื้นล่างที่ไม่เคยจะต้องไปซื้อหามาจากตลาดข้างนอก สวนโบราณแบบผสมผสานหรือสวนสมรมแบบเดิมๆ แต่ครั้งบรรพกาล ก็จะมีลักษณะเช่นนี้ แม้จะไม่สวยงามดูเป็นระเบียบแบบแผนอย่างสวนสมัยใหม่ แต่มันก็หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเรามาอย่างยาวนาน ให้มีกินมีใช้ แต่ก็ไม่สามารถให้ความมั่งคั่งร่ำรวยแก่ใครๆ ได้ นี่คือความจริงที่ใครต่อใครมองเห็น สวนแบบนี้จึงค่อยๆ หมดไปในที่สุด ก็แทบจะเหลือเฉพาะของครอบครัวผม ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้

ในฤดูผลไม้ออกดอกออกผล จะเป็นช่วงชีวิตที่สนุกสนานปนเหน็ดเหนื่อยของชาวสวนและเด็กๆ อย่างเราๆ ด้วยว่าจะต้องทำงานในสวนทั้งกลางวันและกลางคืน กลางวันจะต้องเก็บผลไม้เหล่านั้น ตอนที่มันสุกได้ที่ ขนมารวมกันไว้เพื่อรอพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อ

ส่วนกลางคืนนั้น จะเป็นหน้าที่ของเด็กๆ อย่างพวกผม ที่จะต้องคอยตีปีบ ส่งเสียงไล่ค้างคาวแม่ไก่ฝูงใหญ่ ซึ่งมันจะบินลงมาจากภูเขา เข้าโจมตีกัดกินผลไม้ในสวนของเรา สวนเล็กๆ บางสวนที่ไม่ดูแลในเรื่องนี้ พวกมันก็จะพากันมากินและร่วงหล่นเสียจนแทบหมดเลยทีเดียว

ช่วงย่ำค่ำจวบจนรุ่งสาง คือเวลาที่พวกมันโจมตี เสียงตีปีบ เคาะไม้ ตามสวนต่างๆ ก็จะดังสอดรับกันไปแทบตลอดทั้งคืน แทรกด้วยเสียงปืนแก๊ป ที่เจ้าของสวนบางคนคอยสอยพวกมันลงมาเพื่อนำไปเป็นกับข้าวในวันพรุ่งนี้

ค้างคาวแม่ไก่ มีขนาดใหญ่พอๆ กับไก่ตัวเล็กๆ เนื้อของมันจะมีกลิ่นคาวจัดคลายเนื้อวัว ครอบครัวผมและอีกหลายๆ ครอบครัวแถวนี้ไม่เคยฆ่าหรือจับมาเป็นอาหาร พวกเราได้แต่เพียงไล่ให้มันไปจากสวน จะมีก็แต่พวก “นักเลงวัวชน” เท่านั้น ที่คอยจะหาล่าพวกมันมากินกัน แถมไม่ล่าตอนกลางคืนด้วยนะ

ในตอนเช้ามืด พี่ๆ น้าๆ พวกนี้ จะคอยเดินหาค้างคาวแม่ไก่บางตัวที่บินกลับภูเขาไม่ทัน ค้างห้อยอยู่ตามคบไม้สูง รอเวลาให้มืดค่ำลงอีกครั้ง เพื่อจะกลับรังของมัน “นักเลงวัวชน” ก็จะใช้ปืนแก๊ป ปืนลูกกรด สอยมันลงมา เอาไปเป็นอาหาร ในเวลากลางวัน พวกมันตัวที่ “ค้างรุ่ง” ห้อยต่องแต่งอยู่นั้น จะไม่สามารถบินหลบหนีไปไหนได้ ด้วยว่าตาของมันไม่สามารถมองอะไรได้ชัดเจนเหมือนตอนกลางคืน

มันจึงเป็นเป้านิ่ง ที่ใครๆ ก็สอยมันลงมาได้อย่างไม่ยากนัก และ “น้าหมา” ก็คือมือสอยตัวหลักประจำกลุ่มนักเลงวัวชนกลุ่มนี้ ด้วยฝีมือยิงปืนแก๊ปที่แม่นยำมากจนสามารถยิงเม็ดตะกั่วจากปืนแก๊ปของแก เข้าไปในรูของขวดเหล้าโรงในระยะที่เกินยี่สิบเมตร ได้เลยทีเดียว

สำหรับในสวนของผมนั้น กลุ่ม “นักเลงวัวชน” จะไม่ค่อยกล้าเข้ามา เพราะพ่อได้ห้ามเอาไว้ รวมทั้งการล่าสัตว์อื่นๆ พวกนก หนู หรือกระรอก กระแต ต่างๆ ด้วย

วันนั้นผมจำได้ว่า ผมเดินไปพบค้างคาวแม่ไก่ตัวใหญ่เข้าตัวหนึ่ง ห้อยต่องแต่ง ปีกและขนอ่อนนุ่มของมัน แวววาวทอแสงแดดเช้าอยู่บนกิ่งทุเรียน สูงขึ้นไปจากพื้นไม่น่าจะเกินยี่สิบเมตร ผมจึงเดินไปตามน้าหมาที่บ้านของแก ด้วยแกเคยสั่งเอาไว้ว่า ถ้าเจอค้างคาวแม่ไก่ตัวใหญ่ๆ ให้ไปบอกด้วย วันนี้พ่อไม่อยู่บ้าน ด้วย ผมจึงกล้าไปบอกแก

น้าหมายิงค้างคาวแม่ไก่ตัวนั้นหลายนัดและก็โดนทุกนัดเห็นๆ กันอยู่ แต่มันก็ไม่ยอมร่วงลงมาสักที จนแกโมโห ใส่เม็ดตะกั่วลงไปในกระบอกปืน เกือบสิบเม็ด และในที่สุด แกก็ยิงมันร่วงลงมา ในสภาพที่เนื้อตัวของมันเละเทะแทบไม่มีชิ้นดี แล้วแกก็เดินจากไปด้วยความโมโห ที่ยิงมันลงแล้วก็เอามันไปกินไม่ได้

ผมเดินไปดูค้างคาวแม่ไก่ตัวนั้นใกล้ๆ…ลำตัวที่เละไปด้วยคมกระสุนมีเลือดท่วมเหลือแต่ส่วนหัวเท่านั้นที่ยังสมบูรณ์อยู่ ประกายวิบวับจากแสงแดดเช้าตกกระทบดวงตาไร้แววของมันสะท้อนมาสู่ตาผม ผมถึงกับหยุดนิ่งด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก

ผมเดินกลับบ้าน และไม่ได้บอกใครเลยถึงเรื่องค้างคาวแม่ไก่ตัวนั้นและน้าหมา แม้ว่าจะมีน้องๆ ถามว่า ใครยิงอะไรกันแต่เช้า

หลังจากนั้นอีกไม่นานนัก น้าหมาก็ถูกคู่อริยิงตาย ในสภาพที่ไม่แตกต่างกับค้างคาวตัวนั้นเท่าไหร่นัก

ด้วยว่าแกถูกยิงด้วยกระสุนปืนลูกซองนับสิบนัด เละไปทั้งตัวเช่นกัน ผมไม่กล้าที่จะเดินไปดูศพของแก แม้บ้านของแกจะไม่ห่างจากบ้านของผมเท่าไหร่…คืนนั้น ผมนอนหลับและฝันถึงค้างคาวแม่ไก่ตัวนั้น

ตั้งแต่ผมกลับมาอยู่บ้านเมื่อปีที่แล้ว และผ่านฤดูกาลที่ผลไม้ติดดอกออกผลมาหนึ่งฤดูแล้ว ผมไม่เคยเห็นค้างคาวแม่ไก่ฝูงนั้นในสวนของผมหรือของใครๆ แถบนี้อีก ถามใครๆ ก็ไม่มีใครบอกได้ ด้วยว่า มันไม่เคยลงมาหลายปีแล้วตั้งแต่สวนผลไม้แถบนี้เปลี่ยนรูปแบบไป เป็นสวนยางพารา ปาล์มน้ำมันและอื่นๆ จนแทบหมดสิ้น

ผมก็ได้แต่หวังให้พวกมันจำศีลอยู่ในถ้ำบนภูเขาสูงหลังบ้าน หากินผลไม้ป่าแถบนั้น อย่าได้ลงมาหาความตายกันอีกเลย

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

โพทะเล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

โพทะเล

โพทะเล เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดคือ ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม แต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมาย ดังนี้

ป้อมยุทธนาวี จังหวัดสมุทรปราการ แต่ครั้งโบราณมาเป็นเมืองหน้าด่าน มีป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานทางน้ำของข้าศึกศัตรูมาโดยตลอด มีอยู่ทั้งในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ และอำเภอพระประแดง มีจำนวนถึง 24 ป้อม

พระเจดีย์กลางน้ำ พระสมุทรเจดีย์ เป็นปูชนียสถานทางพุทธศาสนา ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระไตรปิฎกเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้สักการะกราบไหว้ องค์พระเจดีย์ลงมือสร้างในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ภายหลังที่ได้สร้างป้อมปืน ป้องกันการรุกรานทางน้ำขึ้น 6 ป้อม พอเข้ารัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ องค์พระสมุทรเจดีย์จึงสร้างเสร็จตามกระแสพระราชดำริ

ฟาร์มจระเข้ใหญ่ ฟาร์มจระเข้ปัจจุบันเป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเที่ยวชมกันเป็นจำนวนมาก

งามวิไลเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ มีเมืองโบราณที่จำลองโบราณสถานจากจังหวัดต่างๆ มาไว้ที่นี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รู้จักกันทั่วโลก เช่นเดียวกับฟาร์มจระเข้

สงกรานต์พระประแดง ประเพณีสงกรานต์ที่พระประแดง เป็นประเพณีของชาวไทยรามัญ ในงานนี้จะมีการแห่นก แห่ปลา เล่นน้ำสงกรานต์ ในช่วงกลางคืนจะมีการเล่นสะบ้า (บ่อนสะบ้า) ของชายหนุ่ม หญิงสาวชาวรามัญ ไม่ว่าชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ จะพากันมาเที่ยวและร่วมสนุกกันเป็นจำนวนมาก

ปลาสลิดแห้งรสดี ปลาสลิดแห้ง เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของชาวบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ใครที่มาเยี่ยมเยือนสมุทรปราการ จะต้องมีของฝาก เช่น ขนมจากปากน้ำ และที่ขาดไม่ได้คือ ปลาสลิดแห้ง จะมีรสกลมกล่อมไม่เค็มเกินไป ทำจากปลาสลิดสดที่เลี้ยงกันในท้องที่อำเภอบางบ่อ และบางพลี

ประเพณีรับบัว เป็นประเพณีของชาวบางพลี สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสมุทรปราการ ไม่แพ้สงกรานต์พระประแดง จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่วันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 และขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 จะจัดขึ้นก่อนออกพรรษา 1 วัน บริเวณลำคลองสำโรง หน้าที่ว่าการอำเภอบางพลี จะมีขบวนเรือแห่หลวงพ่อโตจำลอง และขบวนเรือที่หมู่บ้านต่างตกแต่งเข้าประกวดกันอย่างสวยงาม

ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม จังหวัดสมุทรปราการ เป็นแหล่งของอุตสาหกรรม มีนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นแหล่งที่มีประชาชนทั่วประเทศเลื่อนไหลเข้ามาประกอบอาชีพในจังหวัดสมุทรปราการ และยังเป็นจังหวัดที่ส่งภาษีอากรให้แก่รัฐบาลได้เป็นจำนวนมาก สิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวปากน้ำหรือชาวสมุทรปราการเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นโพทะเล” ต่อไปนี้คือรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับต้นโพทะเล

ชื่ออื่น : ปอกะหมัดไพร ปอมัดไซ บากู

ชื่อสามัญ : Yellow Mallow Tree, Umbrella Tree, Coast Cotton Tree, Portia Tree Indian Tulip Tree, Pacific Rosewood, Seaside Mahoe

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thespesia populnea (L.) Sol.ex Correa

ชื่อวงศ์ : MALVACEAE

ถิ่นกำเนิด : ตามป่าชายเลน พบมากทางภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย

ข้อมูลทั่วไป :

โพทะเล เป็นพืชสกุลเดียวกับปอทะเล ไม้ยืนต้นบนรอยต่อของชายฝั่ง ระหว่างน้ำจืดกับน้ำเค็ม มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แหล่งอาศัยเป็นแบบเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ จะเบ่งบานตอนสายๆ ล่วงบ่ายถึงเย็นจะกลายเป็นสีชมพูอมม่วงแล้วจึงหลุดร่วงไป แต่ดอกโพทะเลไม่มีวงกลมสีแดงภายในดอกแบบเดียวกับปอทะเล ต้นโพทะเลมีเขตการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้าง สามารถพบได้ทั้งในแอฟริกา อินเดีย ศรีลังกา จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ รวมไปถึงภูมิภาคมาเลเซีย และในหมู่เกาะแปซิฟิก สำหรับในประเทศไทยนั้น สามารถพบได้ตามชายฝั่งทะเลทั่วไป ดอกของโพทะเลเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเอกราชในศรีลังกา โดยขบวนการสุริยามัลใช้ดอกนี้แทนดอกป๊อปปี้ในวันรำลึกถึงสงครามโลกครั้งที่ 1

คำว่า โพทะเล พาเข้าใจว่า ต้นโพที่อยู่ใกล้ทะเล อยู่ใกล้ทะเลน่าจะใช่ แต่ไม่ใช่ต้นโพธิ์ที่เป็นต้นไม้กลุ่มเดียวกับต้นไทร ซึ่งมักเรียกติดปากกันว่า ร่มโพธิ์ร่มไทร ถึงแม้ว่าจะพบเห็นทั่วๆ ไปว่ามีการเขียนเป็นโพธิ์ทะเลเหมือนกัน (โพธิ์และไทรอยู่ในสกุล Ficus วงศ์ Mora) ส่วนโพทะเล อยู่ในสกุล Thespesia วงศ์ Malvceae)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 8-12 เมตร ลำต้นโค้งและแตกกิ่งในระดับต่ำ ทรงเรือนยอดแผ่กว้างและค่อนข้างหนาทึบ เปลือกเป็นสีเทาอ่อนหรือสีน้ำตาล มีลักษณะเรียบหรือขรุขระ มีรอยแตกตามยาวเป็นร่อง

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบกว้างแหลมยาวถึงเรียวแหลม ส่วนฐานใบเว้าลึก ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนมีลักษณะเกลี้ยงและเป็นมัน ส่วนท้องใบเป็นสีเทาแกมสีน้ำตาลและมีเกล็ด

ดอก ออกดอกตามง่ามใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกคู่ตามซอกใบ ส่วนก้านดอกอ้วนสั้นและมีเกล็ด ดอกมีริ้วประดับ 3 แฉก ร่วงได้ง่าย มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบๆ และมีเกล็ด ส่วนวงกลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วยไม่มีแฉก ลักษณะคล้ายแผ่นหนังไม่หลุดร่วง ส่วนกลีบดอกเป็นสีเหลือง ลักษณะเป็นรูปไข่ ส่วนโคนกลีบติดกันเป็นรูประฆังและมีจุดสีแดงเข้มอมสีน้ำตาลแต้มอยู่ที่โคนกลีบดอกด้านใน โดยดอกจะบานเต็มที่ภายในวันเดียวแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูแกมสีม่วงอ่อน และเหี่ยวอยู่บนต้น ก่อนที่จะร่วงหล่นในวันถัดมา ส่วนหลอดเกสรตัวผู้ เป็นสีเหลืองจางๆ และมีอับเรณูติดอยู่ตลอดความยาวของหลอด โดยจะออกดอกในช่วงเดือนกันยายนจนถึงเดือนตุลาคม (บางตำราบอกออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน)

ผล ลักษณะกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 2-3 เซนติเมตร มีสันตื้นๆ 5 สัน น้ำยางสีเหลือง ผลอ่อนสีเขียวอ่อน พอแก่เป็นสีเขียวเข้ม เปลือกผลแข็ง เมื่อผลแก่จะแห้งแตกไม่มีทิศทาง ไม่ร่วงหล่นและติดอยู่บนต้น ผลแก่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายน

เมล็ด มีเมล็ด 4 เมล็ด ในแต่ละช่อง ลักษณะของเมล็ดยาวรีคล้ายเส้นไหมเป็นสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างแบน ยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร

การขยายพันธุ์ การเพาะเมล็ด

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดดจัด เติบโตได้ดีในสภาพดินแทบทุกชนิดที่มีความชุ่มชื้น และจะพบได้มากในที่ดอนหรือตามชายฝั่งทะเล และตามริมแม่น้ำ ที่เป็นดินร่วนปนทราย

สรรพคุณทางสมุนไพร :

ราก ใช้กินเป็นยาบำรุง เป็นยารักษาไข้ ยาขับปัสสาวะ และเป็นยาระบาย

ดอก ใช้สำหรับรักษาอาการเจ็บหู

เปลือก ใช้เป็นยาทำให้อาเจียน บ้างก็ว่าน้ำต้มจากเปลือกก็นำมาใช้ชะล้างแผลเรื้อรังได้เช่นกัน

เมือก ที่ได้จากการนำส่วนของเปลือกสดมาแช่น้ำ ใช้สำหรับรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร

ใบ ใช้ทำเป็นผงยาสำหรับใส่รักษาแผลเรื้อรั้ง แผลสด และช่วยทำให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น

ผลและใบ ใช้ตำพอกแก้หิด

ข้อควรระวัง น้ำมันที่ได้จากเมล็ด ยางจากต้น และยางจากเปลือก หากเข้าตา อาจทำให้ตาบอดได้ ดังนั้น ควรระมัดระวัง

ประโยชน์อื่น :

เนื้อไม้ มีคุณสมบัติคงทน แข็งแรง ทนปลวก เนื้อไม้เหนียว ไสกบตกแต่งได้ง่าย และขัดชักเงาได้เป็นอย่างดี มีสีแดงเข้ม ดูสวยงาม จึงสามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ทำเครื่องดนตรี หรือทำเครื่องเรือน ใช้ทำกระดานพื้น เครื่องกลึง ด้ามเครื่องมือ ทำไม้คิวบิลเลียด พานท้ายปืน รางปืน ทำพายแจวเรือกรรเชียง ใช้ทำเป็นถ้วยชามใส่อาหาร เนื่องจากไม่มีกลิ่น

เปลือก สามารถนำมาใช้ตอกหมันเรือ ใช้ทำเชือก และสายยกยอ

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

มะเดื่อฝรั่ง เกรดส่งออก ที่สวนเรือนไม้ เมืองพิจิตร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

มะเดื่อฝรั่ง เกรดส่งออก ที่สวนเรือนไม้ เมืองพิจิตร

“มะเดื่อฝรั่ง (ฟิกส์)” นับเป็นไม้ผลที่โด่งดังเป็นพลุแตก ในช่วงระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา สังเกตได้จากจำนวนร้านค้ามะเดื่อฝรั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในท้องตลาด กระแสความคึกคักของเว็บบอร์ดที่พูดคุยเรื่องการปลูกมะเดื่อฝรั่ง รวมทั้งการซื้อขายกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งในโลกออนไลน์ ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธุ์แบล็กเจนัว เพราะดูแลง่าย ให้ผลดก แม้กระทั่งโครงการหลวงก็ปลูกต้นมะเดื่อฝรั่งพันธุ์แบล็กเจนัวเป็นสินค้าหลัก

หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า กระแสความนิยมมะเดื่อฝรั่งจะยาวนานสักแค่ไหน ผู้เขียนคงให้คำตอบได้ไม่ชัดเจนเท่ากับคนที่อยู่ในวงการนี้โดยตรง จึงขอพาท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับผู้จำหน่ายกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งรายใหญ่ในตลาดนัดจตุจักร คือ คุณศุภกิจ มีลาภ (โต้ง) แห่งสวนเรือนไม้ ที่มีแปลงปลูกและขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่งอยู่ในพื้นที่อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร

มะเดื่อฝรั่ง…โอกาสเติบโต สดใสยาวนาน

คุณโต้ง ฟันธงว่า ตลาดมะเดื่อฝรั่งมีโอกาสเติบโต สดใสยาวนาน เหตุผลสำคัญก็คือ มะเดื่อฝรั่ง เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงสุด จัดอยู่ใน 10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีในโลก คุณค่าทางโภชนาการสูง มะเดื่อฝรั่งมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กสูงมาก ช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซมเพิ่มความแกร่งให้กล้ามเนื้อ เสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ช่วยสร้างสมดุลของกรดด่างในร่างกาย ลดริ้วรอย ทำให้อ่อนวัยลง ป้องกันโรคนิ่วในไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคปอด ช่วยฟอกตับและม้าม ที่สำคัญยังมีใยอาหารสูงมากกว่าผักและผลไม้ ป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

คนไทยเริ่มรู้จักมะเดื่อฝรั่งมานานหลายปีแล้ว โครงการหลวงนับเป็นรายแรกที่บุกเบิกเรื่องการปลูกมะเดื่อฝรั่งในเมืองไทย คุณโต้งเริ่มทดลองเปิดตลาดขายกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งตั้งแต่ ปี 2555 ก็ขายได้เรื่อยๆ ไม่หวือหวา จนกระทั่งปี 2557 ผู้คนตื่นตัวหันมาสนใจปลูกต้นมะเดื่อฝรั่งอย่างแพร่หลาย ทำให้ยอดขายกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งของสวนเรือนไม้ เติบโตแบบก้าวกระโดดกันเลยทีเดียว

“มะเดื่อฝรั่ง เป็นไม้ผลเพื่อสุขภาพที่หาผลสดกินได้ยาก แถมจำหน่ายในราคาแพง โดยผลสดขายในราคากิโลกรัมละ 300 บาท ผลแห้งขายในราคากิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท โครงการหลวงก็ปลูกผลมะเดื่อสดออกขาย แต่มีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย เพราะความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเล็งเห็นช่องทางที่จะหันมาปลูกมะเดื่อฝรั่งเพื่อเก็บผลขายอย่างจริงจัง” คุณโต้ง กล่าว

คุณโต้งหันมาสนใจเรื่องการปลูกมะเดื่อฝรั่งหลังจากได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพื้นที่ปลูกมะเดื่อฝรั่งของโครงการหลวงในพื้นที่ภาคเหนือ ก็รู้สึกประทับใจและมั่นใจว่า ผลไม้ชนิดนี้มีอนาคตสดใส จึงตัดสินใจซื้อต้นมะเดื่อฝรั่งพันธุ์แบล็กเจนัว จากโครงการหลวง นำมาทดลองปลูกก่อนในที่ดินมรดก เนื้อที่ 6-7 ไร่ ในอำเภอทับคล้อ หลังจากปลูกต้นมะเดื่อไปได้ 5-6 เดือน ก็ได้ผลผลิตที่ดี จึงนำเข้าสายพันธุ์ต้นมะเดื่อฝรั่งคุณภาพดีจากสหรัฐอเมริกามาทดลองปลูกในสวนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้สามารถรวบรวมสายพันธุ์ต้นมะเดื่อฝรั่งได้มากถึง 28 สายพันธุ์ ที่มีจุดเด่นเหมือนกันคือ ปลูกต้นเดียวก็สามารถติดผลได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องผสมพันธุ์ข้ามต้นให้วุ่นวาย

จุดเด่นของมะเดื่อฝรั่งแต่ละสายพันธุ์

โดยธรรมชาติแล้ว ต้นมะเดื่อฝรั่งแต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน บางพันธุ์เหมาะสำหรับกินผลสด บางพันธุ์เหมาะสำหรับแปรรูปบรรจุกระป๋อง หรือกินในรูปผลแห้ง ถามว่า มะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ไหนดีที่สุด คุณโต้ง บอกว่า ตอบได้ยาก เพราะมะเดื่อฝรั่งก็คล้ายกับมะม่วง แต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้บริโภคแต่ละรายมากกว่า

สำหรับคนไทยที่นิยมบริโภคผลไม้ที่ไม่หวานจัด น่าจะถูกใจกับมะเดื่อฝรั่งพันธุ์แบล็กเจนัว ต้นมะเดื่อฝรั่งพันธุ์นี้ปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตเยอะมาก เกินร้อยผล ต่อต้น ต่อปี ที่ได้รับความนิยมอีกชนิดคือ “พันธุ์บราวน์ตุรกี” มีรสชาติหวาน ผลมีขนาดใหญ่ นับเป็นมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ดั้งเดิม ที่ถูกค้นพบตั้งแต่เมื่อ 2,000-3,000 ปีก่อน เติบโตง่าย เพราะมีระบบรากที่แข็งแรงมาก เหมาะสำหรับมือใหม่หัดปลูก นิยมกินผลสดและผลแห้ง ในต่างประเทศนิยมใช้มะเดื่อฝรั่งชนิดนี้เป็นแม่พันธุ์สำหรับการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มะเดื่อลูกผสมกันอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์บราวน์ตุรกีเจแปนฟิกส์ ซึ่งพัฒนาสายพันธุ์มาจากบราวน์ตุรกีฟิกส์ ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ปลูกดูแลง่าย ทนร้อน ชอบแดดจัดทั้งวัน ให้ผลดก นิยมกินผลสด ผลมีขนาดใหญ่ (1-1.5 ขีด ต่อผล หรือ 7-10 ผล ต่อกิโลกรัม) ผลสุกจะมีขนาดใหญ่เกือบเท่าลูกเทนนิส มีสีม่วงอมแดง รสหวานเข้มข้น และมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นกุหลาบ เหมาะสำหรับแปรรูปเป็นแยมผลไม้ ผลไม้บรรจุกระป๋อง ทำเมนูลอยแก้ว และแช่อิ่ม

“ไม่มีใบ จะไม่มีผล” คือหัวใจของการปลูกมะเดื่อฝรั่ง

หัวใจของการปลูกมะเดื่อฝรั่ง ตามสโลแกนของฝรั่งที่ว่า “No leaf No fruit” พูดง่ายๆ ก็คือ “ไม่มีใบ จะไม่มีผล” การออกดอก การติดผลของมะเดื่อฝรั่งในแต่ละรุ่นจะเกิดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ ภายหลังการตัดแต่งกิ่ง โดยกิ่งและใบมะเดื่อฝรั่งที่แตกออกมาใหม่นั้นจะติดผลทุกข้อบริเวณซอกใบ หลังติดผลแล้ว จะใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตของผลอีกประมาณ 75 วัน ผลจะเริ่มสุกนำไปกินได้ ผลจะทยอยสุกเกือบทุกวัน และก็จะเก็บผลได้อีกนานหลายเดือน

“ผลมะเดื่อฝรั่งมีหลายสี ตามชนิดของสายพันธุ์ เช่น สีเขียว สีเหลือง สีดำ และสีน้ำตาล เป็นต้น บางสายพันธุ์ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วง ส่วนบางพันธุ์ผลมีสีเขียวหรือสีดำตลอด ต้องอาศัยหลักการสังเกตคือ ใกล้ครบระยะเก็บเกี่ยวประมาณ 2-3 วัน ผลจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2-3 เท่าตัว เลยทีเดียว ผลจะมีลักษณะผิวนิ่มเล็กน้อย และมีกลิ่นหอม” คุณโต้ง กล่าว

ปกติต้นมะเดื่อฝรั่งจะให้ผลผลิตเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง หากนำเทคนิคการตัดแต่งกิ่งเข้าช่วย โดยการตัดปลายยอดทิ้งและนำปูนแดงสำหรับกินหมากมาทาบริเวณรอยตัด เพื่อป้องกันโรคพืช เมื่อมีกิ่งแตกใหม่จะมีการติดผลทันที เทคนิคนี้สามารถบังคับให้ต้นมะเดื่อมีผลผลิตออกตลอดทั้งปีหรือในช่วงที่ผู้ปลูกต้องการได้

ปลูกมะเดื่อฝรั่งติดบ้านแค่ 2-3 ต้น ก็ได้สุขภาพดีทั้งครอบครัว

หากสนใจปลูกมะเดื่อฝรั่ง เป็นไม้ผลบำรุงสุขภาพประจำบ้านได้ แค่ปลูก 2-3 ต้น ก็จะได้ผลผลิตสำหรับบริโภคในครัวเรือนได้ตลอดทั้งปี คุณโต้ง บอกว่า ต้นมะเดื่อฝรั่งจะเจริญเติบโตเต็มที่ หากได้รับแสงแดด ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ต่อวัน เลือกปลูกในดินที่มีธาตุอินทรียวัตถุสูง ระบายน้ำได้ดี หากปลูกในแหล่งดินทราย ควรเติมปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมก่อนนำไปปลูก เนื่องจากต้นมะเดื่อฝรั่งชอบดินที่มีค่าความเป็นด่าง 7-8 จึงไม่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีกับต้นมะเดื่อฝรั่ง เพราะจะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด ควรเลือกใช้ปุ๋ยคอกสำหรับช่วยบำรุงต้นแทน ต้นมะเดื่อฝรั่งมีปัญหาโรคราสนิมบ้างในช่วงหน้าฝน ส่วนปัญหาแมลงรบกวนก็น้อยมาก ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการดูแล น้ำรดอย่างมาก วันละ 1 ครั้ง หรือ 2-3 วัน ต่อครั้ง

สำหรับคนกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ คุณโต้งแนะนำให้ปลูกต้นมะเดื่อฝรั่งในกระถางขนาดใหญ่ ความจุประมาณ 7-8 ปี๊บ ใส่ดินก้ามปูลงไปสัก 2-3 ส่วน ปุ๋ยคอกเก่าๆ สัก 1 ส่วน และใส่เศษมะพร้าวสับลงไปอีกส่วนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่เก็บความชื้นแก่ต้นไม้ หลังปลูกคอยใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือน เฉลี่ย 1-2 ช้อนแกง ต่อเดือน เพื่อบำรุงต้น หลังปลูก หากไม่มีการตัดแต่งกิ่งเลย ต้นจะสูงชะลูดและไม่ได้ผลผลิต หากใครต้องการปลูกมะเดื่อลงดินในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีแหล่งน้ำใต้ดินสูง ขอแนะนำให้ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นมะเดื่อได้รับน้ำมากเกินไปในช่วงหน้าฝน

คุณโต้งจึงวางแผนผลิตพันธุ์ต้นมะเดื่อฝรั่งป้อนขายในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้เนื้อที่ตำบลทับคล้อ เป็นแหล่งผลิตต้นพันธุ์คุณภาพดี และกำลังมองหาพื้นที่แห่งใหม่ เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อเป็นแปลงปลูกต้นมะเดื่อฝรั่งเพื่อเก็บผลออกขายในอนาคต โดยทั่วไปแปลงผลิตกิ่งพันธุ์และแปลงปลูกเพื่อขายผลมะเดื่อฝรั่งนั้น มีจุดแตกต่างกันในเรื่องดูแลจัดการทรงพุ่มเท่านั้น ขณะนี้เกษตรกรไทยและต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย รัสเซีย สนใจสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งจากสวนเรือนไม้ เพื่อใช้เป็นกิ่งพันธุ์สำหรับปลูกและเก็บผลออกขาย

“สาเหตุที่กิ่งพันธุ์มะเดื่อฝรั่งของเราเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ คาดว่าเกิดจากการติดตามข้อมูลข่าวสารของเราในเฟซบุ๊ก หรือแฟนเพจ ที่มีข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ ประกอบภาพวิดีโอ เกี่ยวกับเทคนิคการปลูกดูแลขยายพันธุ์ ทำให้ลูกค้าต่างชาติเกิดความเชื่อถือว่า สินค้าของเราเป็นกิ่งพันธุ์แท้ คุณภาพดี ทำให้ลูกค้าแต่ละรายสั่งซื้อกิ่งพันธุ์หลายร้อยต้น เพื่อนำกลับไปปลูกในประเทศของตัวเอง ที่สำคัญสินค้าของเรายังติดป้ายให้ข้อมูลปลูก ดูแล ติดไปกับกิ่งพันธุ์แต่ละต้นอีกด้วย ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจในคุณภาพสินค้าและบริการของเรา” คุณโต้ง กล่าว

ปัจจุบัน สวนเรือนไม้ มีกำลังการผลิตกิ่งพันธุ์อยู่ที่เดือนละ 2,000-3,000 ต้น โดยใช้เทคนิคการตอนกิ่ง โดยคัดกิ่งไม่อ่อนไม่แก่ นำมาตอนกิ่ง รอไปอีก 15 วัน กิ่งที่ตอนจะเริ่มออกราก การขยายพันธุ์มะเดื่อฝรั่งมีจุดอ่อนคือ รากไม่ค่อยออกในช่วงหน้าฝน เพราะเจอปัญหาอากาศร้อนชื้น การผลิตกิ่งตอนในระยะนี้มีโอกาสรอดน้อยมาก คุณโต้งจึงตัดสินใจสร้างโรงเรือนอีแว้ปที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำกว่าภายนอก 10 องศา และควบคุมความชื้นไว้ที่ 90% ให้เหมาะสมกับการเติบโตของพืช หลังจากตัดกิ่งตอนมาปลูกลงกระถาง จะนำมาดูแลในโรงเรือนอีแว้ปสัก 1 สัปดาห์ ต้นมะเดื่อจะแตกใบอ่อนได้เร็วและออกรากได้ไวขึ้นกว่าการใช้เทคนิคการอบร้อน

ตอนนี้ หลายคนคงสนใจอยากปลูกมะเดื่อฝรั่งกันบ้างแล้ว หากต้องการสอบถามข้อมูลเรื่องการปลูกดูแลมะเดื่อฝรั่งเพิ่มเติม แวะเข้าไปพูดคุยกับคุณโต้งได้ที่ ร้านสุขเย็นการ์เด้นท์ ติวานนท์ 27 โทร. (093) 325-5149 หรือ ร้านสวนเรือนไม้ เปิดขายอยู่ในตลาดนัดจตุจักร ทุกวันพุธและพฤหัสบดี ตรงข้ามโครงการ 9 ร้านอยู่ใกล้ธนาคารกสิกรไทย โทร. (087) 760-6153, (082) 359-2392, (คุณตั้ม) หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.welovefig.com

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สวท. – มจธ. ถ่ายทอดองค์ความรู้ รักษาตำนาน “ส้มบางมด”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีการเกษตร

สุจิต เมืองสุข

สวท. – มจธ. ถ่ายทอดองค์ความรู้ รักษาตำนาน “ส้มบางมด”

เมื่อเอ่ยถึง “บางมด” หลายคนอาจคุ้นหู เพราะในอดีตถือเป็นแหล่งกำเนิดของส้มเขียวหวานบางมด หรือที่เรียกกันสั้นๆ ติดปากว่า “ส้มบางมด” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นส้มที่มีรสชาติอร่อยที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย ด้วยเสน่ห์ตรงรสชาติที่หวานแหลมอร่อย ไม่เหมือนส้มเขียวหวานทั่วไป

ส้มบางมดแท้ๆ จะสังเกตได้จากผลจะกลมแป้น และผิวจะมีลายเหมือนสีหมากสุก ผิวจะมีสีเขียวอมเหลืองถึงเหลืองเข้ม ถ้าแก่จัดๆ จะมีสีออกส้มแดง เปลือกจะบางนิ่ม ไม่แข็ง ขั้วจะสด เก็บไว้นาน 5-6 วัน ไม่เน่า ซังนิ่ม ฉ่ำน้ำ รสชาติจะหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กๆ ถือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่เหนือกว่าส้มเขียวหวานจากที่อื่นทั่วไป

อีกทั้งแม้ว่าจะมีการนำกิ่งพันธุ์ส้มบางมดไปปลูกยังพื้นที่อื่นๆ กันมาก แต่ก็ไม่ได้รสชาติที่หวานเป็นเอกลักษณ์เหมือนส้มบางมด จึงทำให้ส้มเขียวหวานบางมดเป็นที่ต้องการของตลาด

แต่ต้องบอกว่า ส้มบางมดแท้นั้น ปัจจุบันหากินได้น้อยลงทุกที และผลผลิตของส้มเขียวหวานบางมดที่ขายอยู่ตามตลาดนั้นเมื่อชิมแล้วจะมีรสชาติไม่หวานอร่อยเหมือนส้มบางมดแท้ๆ เพราะมาจากคนละพื้นที่

จึงไม่แปลกที่ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความเข้าใจผิดว่า “ส้มบางมด” นั้น ได้ปิดตำนานลงแล้ว

เหตุที่ทำให้ส้มบางมดคลายชื่อเสียงลง ไม่ใช่เพราะไม่มีผู้บริโภค แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นคือ แหล่งเพาะปลูกส้มบางมดประสบปัญหาน้ำท่วมหนักหลายต่อหลายครั้ง ทำให้ต้นส้มถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน เกิดความเสียหาย รากเน่าจนล้มตายในที่สุด เกษตรกรชาวสวนส้มบางมดขาดทุน ประสบภาวะล้มละลาย หลายคนต้องตัดใจขายที่ ละทิ้งถิ่นฐาน ย้ายออกไปทำกินยังพื้นที่อื่นกันเป็นจำนวนมาก จนแทบไม่เหลือสวนส้มให้เห็นอีก ประกอบกับความเจริญของเมืองเข้ามา ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นสวนส้มที่ถูกทิ้งร้าง กลายเป็นบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม และโรงงานต่างๆ

แต่ก็ใช่ว่า จะไม่หลงเหลือชาวสวนส้มบางมดแท้ๆ ที่ยังมีใจรักและมีความผูกพันต่อสวนส้มบางมด ณ วันนี้ ยังมีเกษตรกรชาวสวนส้มบางมดบางราย ที่ได้หวนกลับมาพลิกฟื้นพื้นดินให้สวนส้มบางมดยังคงมีต่อไป ที่ทำให้ผู้บริโภคยังได้มีส้มบางมดแท้รสชาติอร่อยๆ ได้กินกัน เพราะส้มบางมดที่หวานอร่อยต้องมาจากที่บางมดเท่านั้น

นายสมทบ พรหมมาศ หรือ ลุงมวล เจ้าของสวนส้มอมร เล่าว่า ทำสวนส้มบางมดมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ แต่พอประสบปัญหาน้ำเค็มเมื่อปี 2534 ก็เลิกไปสักพัก เพิ่งกลับมาใหม่ไม่นาน โดยเริ่มจากปลูกกล้วยไม้ก่อน เพราะขณะนั้นกล้วยไม้มีราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดส่งออก และกลับมาลองปลูกส้มบางมดรวมกับพืชอื่นๆ อีกครั้งเมื่อ ปี 2552

โดยแบ่งพื้นที่ 7 ไร่ สำหรับปลูกเป็นสวนเกษตรผสมผสาน ซึ่งก็มีทั้งมะนาว กล้วย และส้มบางมด ที่เหลืออีก 5 ไร่ ยังคงปลูกกล้วยไม้ แม้จะมีต้นทุนสูงแต่ก็มีบริษัทส่งออกมารับซื้อถึงที่ ส่วนสาเหตุที่กลับมาทำสวนส้มบางมดก็เพราะใจรัก จึงอยากให้ส้มบางมดกลับมาอีกครั้ง

แม้จะมีประสบการณ์ในการปลูกส้มบางมดมาก่อน แต่อุปสรรคปัญหาในการปลูกส้มบางมดก็ไม่ต่างจากเมื่ออดีตมากนัก ลุงมวล บอกว่า “เดี๋ยวนี้ปลูกส้มต้องใช้ต้นทุนสูง กิ่งพันธุ์ต้องไปซื้อจากบางกอกน้อย เพราะที่นั่นเขาจะตอนกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวานขายอย่างเดียว เราซื้อมาปลูกตอนนั้น กิ่งละ 30-40 บาท แต่ตอนนี้ราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น กิ่งละ 50-100 บาท และต้นส้มที่ปลูกแล้วก็ต้องคอยดูแล คอยฉีดยา รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดหญ้า

ส้มต้นหนึ่งกว่าจะออกผลผลิตให้เก็บได้ต้องรอนานถึง 3 ปี ซึ่งที่สวนอมรจะเก็บปีละ 4 รุ่น

พร้อมแนะว่า ถ้าต้องการส้มพิเศษที่มีรสชาติดีที่สุดต้องส้ม เดือน 12 หรือส้มปี จะได้ส้มที่หวานอร่อยมากๆ

ส่วนช่วงที่ขายได้ราคาดีคือ ช่วงเทศกาลสำคัญๆ ของคนจีน เช่น ตรุษจีน สารทจีน ฯลฯ

ลุงมวล บอกอีกว่า นอกจากกิ่งพันธุ์แล้ว ยังมีค่าปุ๋ย ค่ายา ซึ่งแต่ละเดือนชาวสวนส้มต้องซื้อปุ๋ยและยามาฉีดพ่นเพื่อไล่แมลงศัตรูพืช อาทิ เพลี้ยไฟ ไรแดง หนอน แต่ที่ดื้อยามากที่สุดคือ เพลี้ยไฟ ยิ่งต้องใช้ยาฉีดพ่นมากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงถึงกว่า 20,000 บาท

ซึ่งตนเองก็ต้องการหาวิธีอื่น แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้อะไรแทนเพื่อลดต้นทุน เพราะก็รู้ว่าการใช้ปุ๋ยและยาเคมีมากๆ อาจทำให้ดินมีปัญหา แต่ก็ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรและต้องแก้ไขอย่างไร เพราะที่ผ่านมาถามใครก็ไม่มีใครให้คำแนะนำได้

แต่ปัญหาหนักที่สุดคือ เรื่องน้ำ เพราะส้มต้องอาศัยน้ำ พอหน้าแล้งน้ำจืดในท้องร่องเหลือน้อยไม่พอรด และยังต้องประสบกับปัญหาถูกน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่สวนส้ม

ทุกวันนี้ต้องลุ้นว่า น้ำเค็มหรือเปล่า เพราะถ้าเจอน้ำเน่า น้ำเสีย ยังพอใช้รดได้ แต่ถ้าเจอน้ำเค็ม ส้มตายหมด!!

ลุงมวล กล่าวว่า หลังจากที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เข้ามาสำรวจและสอบถามถึงปัญหา จึงได้ขอเข้ารับคำปรึกษาแนะนำและความช่วยเหลือจาก มจธ. โดยเฉพาะองค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในเรื่องของวิธีการแก้ปัญหาดินเป็นกรด การแนะนำให้ใช้พืชสมุนไพรและการทำสารชีวพันธุ์เพื่อใช้ในการจัดการกับแมลงศัตรูพืชแทนการใช้ปุ๋ยและยาที่เป็นสารเคมีราคาแพง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงได้ จาก 20,000 บาท ต่อเดือน เหลือ 5,000 บาท ต่อเดือน และสอนวิธีการตอนกิ่งพันธุ์ส้มเขียวหวาน

ปัจจุบัน เราไม่ต้องไปซื้อกิ่งพันธุ์จากบางกอกน้อย สามารถตอนกิ่งพันธุ์ได้เอง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำสวนส้มลงแล้ว ยังสามารถผลิตขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้บ้าง

ในช่วงที่ชาวสวนส้มบางมดกำลังประสบปัญหาเรื่องของผลผลิตที่ในปีนี้อาจได้ผลไม่เต็มที่ เพราะยังคงประสบกับปัญหาน้ำเค็มสะสมมาเป็นเวลานาน ยิ่งหลังหน้าฝน ชาวสวนส้มจะขาดน้ำจืดใช้รดต้นส้ม ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือได้รับการเหลียวแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเปิดปิดประตูระบายน้ำแต่อย่างใด

ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เลิกใช้ยาและปุ๋ยเคมี ลุงมวล อธิบายว่า ยังจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยและยาฉีดพ่นบ้าง สลับกับการใช้สารชีวพันธุ์ หรือสารสกัดจากพืชสมุนไพร เพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา เป็นวิธีการปราบศัตรูพืชแบบผสมผสาน ตามคำแนะนำของมหาวิทยาลัย แต่ยังมีสิ่งที่ได้เพิ่มจากการเข้ามาของนักวิชาการ มจธ. นอกจากให้ความรู้ตามหลักวิชาการแล้ว ยังเป็นแรงจูงใจให้เราเริ่มปลูกพืชสมุนไพรในพื้นที่สวน อาทิ แสยก ละหุ่ง สะเดา ขอบชะนาง พริก ข่า ตะไคร้หอม ฯลฯ นอกจากนี้ สมุนไพรบางชนิดยังใช้เป็นเครื่องปรุงรสสำหรับทำกับข้าว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องไปหาซื้อที่ไหน

ด้าน นางวาสนา มานิช นักวิจัย สังกัดศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า การดำเนินการของมหาวิทยาลัยดังกล่าว เป็นการนำองค์ความรู้เข้าไปประสานและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชาวสวนส้มที่ประสบปัญหาใน 5 ส่วนหลักๆ คือ เรื่องดิน น้ำ การจัดการศัตรูพืช พันธุ์พืช และการซ่อมบำรุงเครื่องมือทางการเกษตร

ซึ่งในการแก้ปัญหาของชาวสวนส้มที่ผ่านมา จะเป็นการนำภูมิปัญญาประกอบกับประสบการณ์มาใช้ในการแก้ปัญหา แต่ยังขาดความถูกต้องในทางวิชาการ เราจึงเป็นเพียงผู้นำความรู้เข้าไปช่วยเติมเต็มให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ต่อไป สำหรับลุงมวล หลังจากได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จนครบหลักสูตรแล้ว ลุงมวลสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดส่งต่อให้กับเกษตรกรด้วยกันได้ ปัจจุบันสวนอมรได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรแบบยั่งยืนที่มีเกษตรกรโดยเฉพาะชาวสวนส้มในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้ และเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำการเกษตร ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวสวนส้มในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

แม้อุปสรรคปัญหาของชาวสวนส้มบางมดจะได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการศึกษาในการถ่ายเทคโนโลยีและองค์ความรู้เข้าไปตอบโจทย์ชาวสวนส้มบางมดจนสามารถแก้ไขปัญหาได้เกือบทุกด้านแล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่สุด คือเรื่องน้ำ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ชาวสวนส้มบางมดรอคอยความช่วยเหลือจากกรุงเทพมหานคร ให้เร่งติดตามแก้ไขปัญหาการรุกของน้ำเค็ม ซึ่งชาวสวนส้มบางมดขอเพียงเปิดให้ประตูระบายน้ำเพื่อผลักดันน้ำเค็มออกและดูดน้ำจืดกลับเข้าร่องสวนโดยด่วน

…มิเช่นนั้น…อาจต้องปิด “ตำนานส้มบางมด” ไปตลอดกาล!!

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ชิมสตรอเบอรี่ “อุทัยธานี” ฝีมือหนุ่มกะเหรี่ยง บัณฑิตราชภัฏ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชิมสตรอเบอรี่ “อุทัยธานี” ฝีมือหนุ่มกะเหรี่ยง บัณฑิตราชภัฏ

“อุทัยธานี” เป็นอีกเมืองที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายหลายจุด อาทิ มรดกโลกอย่าง “ห้วยขาแข้ง”

แต่เชื่อว่าบางคนคงไม่รู้ว่าที่นี่มีไร่สตรอเบอรี่ด้วย ซึ่งเพิ่งเริ่มปลูกกันไม่กี่ปีมานี้

โดยหน่วยราชการในจังหวัดส่งเสริมให้ปลูกกัน ที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ อันเป็นพื้นที่สูงอยู่เหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ 600-800 เมตร ฉะนั้น ใครที่ไปเที่ยวที่แก่นมะกรูดในช่วงหน้าหนาวจะได้เห็นไร่สตรอเบอรี่ออกลูกแดงเต็มไปหมด

“คุณเผด็จ นุ้ยปรี” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี เกริ่นให้ฟังว่า พื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด ประกอบไปด้วย 4 หมู่บ้าน ตั้งแต่ หมู่ที่ 4 บ้านอีมาดอีทราย, หมู่ที่ 3 บ้านใหม่คลองอังวะ, หมู่ที่ 1 บ้านใต้, หมู่ที่ 2 บ้านคลองเสลา มีพี่น้องกะเหรี่ยงประมาณ 700 กว่าครัวเรือน รวม 1,800 กว่าคน เป็นพื้นที่ของป่าสงวนฯ ที่ต่อแนวป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ประชากรส่วนใหญ่อยู่มาแต่ดั้งเดิม ทำอาชีพเพาะปลูก พืชส่วนใหญ่เป็นข้าวไร่ ช่วงหลังมีข้าวโพด มันสำปะหลัง

สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหามากคือ ข้าวโพด เพราะเมื่อเก็บผลผลิตเสร็จแล้วเผา ทำให้เกิดไฟไหม้ลามทุกปี จนเขาโกร๋นไปเรื่อยๆ จึงคิดว่า ทำอย่างไร ที่จะให้พี่น้องกะเหรี่ยงหยุดปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยร่วมกับสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่มี ม.ร.ว. ดิศนัดดา ดิศกุล เป็นประธาน พัฒนาพื้นที่นี้โดยเฉพาะ ซึ่งมีอยู่ 2 แนวทางด้วยกัน คือ แนวทางแรก เรื่องของไม้ผล ไม้ยืนต้น แนวทางที่สอง เรื่องของการปลูกสตรอเบอรี่ ซึ่งเป็นพืชที่สร้างรายได้ในพื้นที่น้อย คือ 1 ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้ได้ประมาณ 1 แสนกว่าบาท

ปลูกรอบสอง ผลผลิตใช้ได้

โชคดีคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางได้ไปดูไร่สตรอเบอรี่ที่แก่นมะกรูด ของ “คุณสีฟ้า กรึงไกร” หนุ่มกะเหรี่ยงโปว์ รูปหล่อวัย 20 กว่าปี มีดีกรีจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี สาขาพัฒนาชุมชน แต่ไม่เคยไปทำงานที่ไหนมาก่อน ตัดสินใจมาช่วยพ่อแม่ทำเกษตรที่แก่นมะกรูดโดยตรง

ช่วงที่ไปนั้น เป็นช่วงต้นฤดูสตรอเบอรี่ยังออกลูกไม่มาก แต่ก็มีลูกใหญ่ให้เห็นกัน และยังได้ชิมสดๆ จากไร่ที่นี่ด้วย

คุณสีฟ้า เล่าว่า พ่อแม่ทำสวนยางอยู่ 18 ไร่ ปลูกมันสำปะหลัง 10 กว่าไร่ ข้าวโพด 5-6 ไร่ และแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาปลูกสตรอเบอรี่

เหตุผลที่เขาไม่ไปทำงานที่อื่น เจ้าตัวให้เหตุผลว่า เพราะเห็นช่องทางและโอกาสในการทำเกษตรที่ดีกว่าการทำงานทั่วไป แม้การทำงานในเมืองจะได้ความมั่นคง แต่ทำเกษตรมีอิสระกว่า และถ้ามีความตั้งใจก็น่าจะโอเคกว่า โดยเริ่มปลูกสตรอเบอรี่ตอนเดือนสิงหาคม 2557 ซึ่งเป็นรอบที่ 2 เมื่อ 4 ปีก่อน ก็ปลูกไปแล้ว 1 รอบ แต่เว้นช่วงไป 2 ปี เพราะไปบวช พอปีที่แล้วมีการบูมขึ้นมาอีกครั้ง จึงกลับมาปลูกใหม่

คุณสีฟ้า บอกว่า 4 ปีที่แล้ว ปลูกสตรอเบอรี่เกือบไร่ เพราะได้ต้นพันธุ์ช้า เลยทำให้ผลผลิตในช่วงแรกๆ ไม่ดีนัก และเป็นการปลูกครั้งแรกที่ไม่ใช่มืออาชีพ เหมือนเป็นการลองผิดลองถูก เรียกว่า ความรู้ยังไม่ถึง ประสบการณ์ยังไม่ได้ อีกทั้งไม่รู้จะไปขายที่ไหน แม้ออกนอกฤดู ขายกิโลกรัมละ 200 บาท ก็ไม่มีคนซื้อ เพราะแพง พอลดราคามาอยู่ที่ 150 บาท จึงขายได้ แต่ไม่นานอากาศเริ่มเปลี่ยน แดดเริ่มร้อน อีกอย่างไม่ค่อยมีเวลา เนื่องจากปลูกผักหลายอย่างมาก ทำให้ไม่ค่อยได้ดูแลสตรอเบอรี่เท่าไร

พันธุ์สตรอเบอรี่ที่คุณสีฟ้านำมาปลูกเป็นพันธุ์ 306 ซึ่งทางหน่วยราชการของจังหวัดอุทัยธานีนำมาให้ คุณสีฟ้า บอกว่า ถ้าไปซื้อพันธุ์เองก็ไม่คุ้มที่จะปลูก เพราะยังไม่มีประสบการณ์ และในการปลูกครั้งแรกใช้ยากันเชื้อราแค่ครั้งเดียว ตอนที่ติดลูก

ออกลูกจนถึงกลางเดือนมีนาคม

ในการปลูกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา คุณสีฟ้า แจงว่า ใช้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ และพอมีประสบการณ์มาแล้ว แต่ไม่ถึง 100% ยังต้องลองผิดลองถูกอยู่ เพราะเวลาที่เจ้าหน้าที่เกษตรมาบอกบางครั้งก็ใช่ แต่ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องอาศัยประสบการณ์เข้ามาช่วย

“ผมได้พันธุ์มาเดือนสิงหาคม ปี 2557 พอเดือนธันวาคม เราเห็นมันออกลูกก็โอเคกว่าการปลูกครั้งแรก แต่ที่จริงควรจะออกลูกเกือบทุกแถว แต่ตอนแรกออกไม่ครบ อาจจะเป็นเพราะว่ามีช่วงหนึ่งผมแต่งกิ่งข้างล่าง พอแต่งใหม่ก็ไม่ออกลูกอีก ถางหญ้าเสร็จเลย ให้อดน้ำ ประมาณ 4-5 วัน แล้วให้ปุ๋ย ให้น้ำ แล้วฉีดให้มันมีดอก สรุปว่าชุดที่ผมแต่งใบมันไม่มีดอก ส่วนชุดที่ผมไม่แต่งใบมันมีดอก เป็นชุดที่จ้างเขาถางหญ้า ปรากฏว่าออกดอกดี ดังนั้น ถ้าอยากให้มันออกดอกก็อย่าเพิ่งไปแต่งใบ คือถ้ามีการสร้างใบใหม่จะไม่มีดอก อันนี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้เรียนรู้”

คุณสีฟ้า เล่าด้วยว่า ความที่ปลูกก่อนเกษตรกรรายอื่นในแก่นมะกรูด คือปลูกในเดือนสิงหาคม ส่วนรายอื่นปลูกในเดือนตุลาคม จึงทำให้สตรอเบอรี่ออกลูกก่อนคนอื่น และจะเก็บดอกออกบางส่วน เพื่อเลี้ยงให้ต้นใหญ่ก่อน

“ลูกสตรอเบอรี่ของผมขนาดใหญ่ใช้ได้ ถ้าคิดเป็นเกรด ก็ให้ B-A ด้วยซ้ำไป ตอนเดือนธันวาคมทยอยขาย ตกกิโลกรัมละ 300 บาท คือ ผมคัดเกรดลูกสวย ส่วนลูกใหญ่จะเพิ่มขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 400 บาท ซึ่งคนอื่นขาย 300 กว่าบาท อยู่แล้ว ช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวขึ้นมาทุกวันอยู่แล้ว แต่ตอนช่วงต้นเดือนธันวาคมสตรอเบอรี่ไม่ค่อยมี ก็ยังสามารถทำราคาได้ และคาดว่าจะมีขายไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม โดยจะมีคนมารับซื้อ กิโลกรัมละ 250 บาท แล้วไปขาย 300 บาท”

เล็งทำเป็นโฮมสเตย์

อย่างไรก็ตาม คุณสีฟ้ายอมรับว่า ยังเป็นสตรอเบอรี่ที่ยังใช้สารเคมีอยู่ แต่เป็นลักษณะปลอดภัย ซึ่งได้ฉีดสารเคมีกันเชื้อราที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทางรัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับกับเชื้อราตัวนี้

คุณสีฟ้าอธิบายสาเหตุที่ต้องฉีดกันเชื้อราว่า เพราะเป็นโรคลูกเน่า เนื่องจากโดนฝน และทำให้ลูกไม่ออก ซึ่งเจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่า เกี่ยวข้องกัน ถ้าฝนตกจะทำให้สตรอเบอรี่ไม่มีลูก

ในการปลูกสตรอเบอรี่ครั้งนี้ คุณสีฟ้าระบุว่า ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจถ้าเทียบกับการปลูกครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะตอนนั้นกู้เงิน ธ.ก.ส. มา 30,000 บาท แต่ขายได้ไม่ถึงหมื่น ถือว่าไม่คุ้ม ส่วนปีนี้ ลงทุนไปแล้วเกือบหมื่นบาท ยังไม่ได้คิดค่าแรง คิดง่ายๆ แปลงหนึ่งอย่างน้อยต้องขายได้ 50,000 บาทขึ้น ถึงจะคุ้ม เพราะคิดรวมทั้งหมดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท ซึ่งถ้าซื้อต้นพันธุ์ในจำนวนน้อย ตกต้นละ 10 บาท

ตอนช่วงฤดูหนาวมีผู้คนจำนวนไม่น้อยแวะเข้าไปดูไร่สตรอเบอรี่ของคุณสีฟ้า และถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เพราะได้เห็นได้จับต้องและได้กินสตรอเบอรี่กันด้วย ที่สำคัญฉากหลังที่เป็นภูเขาสวยงามมาก ถ่ายรูปออกมาแล้วถ้าไม่บอก ผู้คนอาจจะนึกว่านี่เป็นไร่สตรอเบอรี่ที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

ที่ผ่านมาคณะทัวร์บางคณะ อย่างบริษัท ฟูจิทัวร์ ก็ได้พาลูกทัวร์ไปที่นั่นหลายครั้ง พร้อมกับการแสดงของเด็กๆ กะเหรี่ยงที่น่ารัก แถมด้วยการชิมขนมพื้นเมืองของเผ่า และจิบน้ำสมุนไพรร้อนๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

คุณสีฟ้า บอกด้วยว่า ตอนแรกคิดจะทำไร่สตรอเบอรี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนกัน แต่ต้องดูองค์ประกอบหลายๆ อย่างว่า พร้อมไหม เช่น เรื่องเงินที่จะลงทุนทำห้องน้ำ เพราะดูพื้นที่แล้วก็มีความเหมาะสมอยู่เหมือนกัน เนื่องจากมีทิวทัศน์ วิวสวย ต่อไปคิดว่าจะทำเป็นโฮมสเตย์ ตอนนี้กำลังปลูกผักเมืองหนาว เช่น เรดโอ๊ต ปวยเล้ง หอมญี่ปุ่น ผักกาดห่อ บร็อกโคลี่ กะหล่ำหัวใจ และฟักทองญี่ปุ่น และมีโครงการจะทำสลัดบาร์เพื่อขายในช่วงปีใหม่ด้วย โดยได้ติดต่อเรื่องซื้อน้ำสลัดไว้แล้ว

ใครที่อยากลองลิ้มชิมรสสตรอเบอรี่ของอุทัยธานี ไปกันได้ที่ไร่ของ คุณสีฟ้า กรึงไกร ซึ่งเขาบอกว่า ยังคงมีลูกให้เห็นให้กินจนถึงกลางเดือนมีนาคมนี้ สนใจโทร. สอบถามได้ที่ (081) 295-4866 (อาจจะติดยากหน่อยเพราะอยู่บนภูเขา บางช่วงอาจจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์)

บีอีซี เดินหน้า Rice Buddy คืนความสุขให้ชาวนา

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท สำนักข่าว บีอีซี จำกัด ได้จัดให้มี “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือในโครงการคู่บุญข้าว เพื่อคืนความสุขให้ชาวนาและระดมทุนซื้อข้าวสารบริจาคบ้านเด็กกำพร้า” โดยมี คุณประสาร มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท สำนักข่าว บีอีซี จำกัด เป็นประธานในพิธีลงนาม ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ คุณลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร คุณปิยะวัฒน์ มหาเปารยะ รักษาการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด คุณรังสรรค์ ทบลา ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. บุรีรัมย์ และ คุณเต้า จำรัส ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พะเยา

คุณประสาร มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท สำนักข่าว บีอีซี จำกัด ประธานในพิธี ได้กล่าวว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย จัดเป็นพืชอาหารหลักที่สำคัญของคนในชาติ อีกทั้งการปลูกข้าวเป็นทั้งวิถีชีวิตและอาชีพของคนในชนบท แต่ชาวนาส่วนใหญ่ยังมีฐานะยากจน ซึ่งปัญหานี้นับเป็นจุดประสงค์สำคัญของโครงการ Rice Buddy ที่ต้องการให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น โดยมีเงื่อนไขว่า ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการต้องผลิตข้าวอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานข้าวที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ อีกทั้งโครงการนี้ยังเป็นการช่วยเหลือเด็กกำพร้า โดยจะรวบรวมเงินส่วนต่างทางการตลาดจากการขายข้าว กิโลกรัมละ 5 บาท เข้ากองทุนกล่องข้าวบุญ เพื่อนำไปซื้อข้าวบริจาคให้กับบ้านเด็กกำพร้าต่อไป”

คุณอัชฌา สุวรรณปากแพรก รองกรรมการผู้จัดการ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 กล่าวว่า “โครงการคู่บุญข้าว หรือ Rice Buddy มีการเปิดตัวโครงการอย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งแรก ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ และข้าวพันธุ์พื้นเมืองของแต่ละท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก ชาวนาที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องปลูกข้าวคุณภาพดี โดยจะได้รับส่วนต่างราคาที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง กรณีข้าวเปลือกหอมมะลิ อินทรีย์จะขายได้ในราคาเกวียนละ 20,000 บาท และส่วนต่างจากราคาขายกิโลกรัมละ 5 บาท จะรวบรวมเข้ากองทุนกล่องข้าวบุญ เพื่อนำไปซื้อข้าวบริจาคให้กับบ้านเด็กกำพร้า และอีกกิโลกรัมละ 5 บาท จะคืนกลับไปช่วยเหลือชาวนาไทย ส่วนผู้ซื้อข้าว Rice Buddy จะซื้อได้ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ซึ่งถือว่าถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งในระยะยาวโครงการนี้จะเป็นแรงผลักดันได้ชาวนามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือและสร้างประโยชน์สุขให้กับทุกๆ ฝ่าย”

สำหรับงานบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือชาวนาโดยการมีตลาดรองรับผลผลิตข้าวที่แน่นอน ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พัฒนาการผลิตข้าวของชาวนาสู่มาตรฐานอินทรีย์ ทำให้ชาวนาและผู้บริโภคปลอดภัยจากการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืช เพื่อให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาจะทำบุญได้สั่งซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง และรายได้ส่วนหนึ่งจะหักเข้ากองทุนนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ และเพื่อให้ผู้มีจิตอาสาช่วยเป็นสื่อกลางประสานงานการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคกับชาวนา ถือว่าเป็นสะพานบุญเชื่อมโยงการซื้อขายข้าวตามโครงการในครั้งนี้

สำหรับผู้ที่สนใจสั่งซื้อข้าว Rice Buddy สามารถสั่งซื้อข้าวอินทรีย์ผ่านระบบซื้อขายแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ของ ธ.ก.ส. ที่ http://www.sktbaacmaket.com หรือสั่งซื้อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. บุรีรัมย์ โทร. (044) 690-255, (044) 621-772 และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและปริมาณยอดขายรวมในการสั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์ ครอบครัวข่าว 3 http://www.krobkruakao.com หรือ http://www.becmutimedia.com

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ทานตะวันงอก อีกครั้ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช ongart8117@gmail.com

ทานตะวันงอก อีกครั้ง

เมล็ดงอก กลายเป็นผักที่เรานิยมบริโภคกันมาก เนื่องจากรู้ว่ากรรมวิธีผลิตไม่ได้ผ่านดินเลย เพียงแต่ผ่านวัสดุปลูกต่างชนิดกัน ผู้บริโภคจึงรู้สึกว่าสะอาด ถูกอนามัย

เมล็ดงอกที่นิยมบริโภคกันในปัจจุบัน ได้แก่ ถั่วงอกหัวโต โต้วเหมี่ยว ถั่วงอก ถั่วลิสงงอก ข้าวกล้องงอก

พืชผักพวกนี้กรรมวิธีผลิตค่อนข้างถูกสุขอนามัย เพียงแต่ไม่กล้ายืนยันถั่วงอก เพราะไม่แน่ใจถึงความสดกรอบที่คงอยู่ได้นานของถั่วงอกบางแหล่งผลิต และที่ไม่อยากแนะนำให้รับประทานถั่วงอก เพราะไปดูการวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของถั่วงอกแล้วพบว่า 90% ของถั่วงอกคือ น้ำ มีโปรตีนแค่ 2.8 และแคลเซียมกับฟอสฟอรัสอีกเล็กน้อย ถ้าแค่รับประทานให้ท้องอิ่มเพื่อลดความอ้วนก็น่าจะเหมาะ

แต่ในทานตะวันงอก เป็นเมล็ดงอกตัวใหม่ซึ่งไม่ใช่ธัญพืช ปัจจุบัน บริโภคกันอย่างแพร่หลาย ในทานตะวัน 100 กรัม จะให้พลังงานแก่ร่างกาย 500 กิโลแคลอรี โปรตีน 23 กรัม ไขมัน 50 กรัม แคลเซียม 14.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 19 กรัม สังกะสี 5 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 690 มิลลิกรัม ไขมันที่อยู่ในเมล็ดทานตะวันจะเป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว ประกอบด้วยวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินบี 1 วิตามินอี และไนอะซิน

นอกจากนี้ เมล็ดทานตะวันยังช่วยบำรุงเซลล์สมองป้องกันโรคสมองเสื่อมได้อีกด้วย

เมล็ดทานตะวันงอก นำไปทำอาหารได้หลายอย่าง อย่างเช่น การบริโภคสดแบบสลัด หรือนำไปจิ้มน้ำพริก ไม่ว่าจะเป็นสดหรือลวก นำไปใส่ก๋วยเตี๋ยวแทนถั่วงอก หรือนำไปปรุงเป็นอาหาร เช่น ผัดน้ำมันหอย แกงส้ม แกงจืด หรืออาหารคาวได้อีกหลายอย่าง

บ้างก็นำมาปั่นเป็นน้ำผักดื่มก็จะได้น้ำผักสีเขียวเข้ม กลิ่นเหมือนใบบัวบก เมื่อดื่มในขณะท้องว่าง จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะมีวิตามินและเอนไซม์ค่อนข้างสูง

หมอบุญญวัฒน์ ผู้ให้หนทาง

หมอบุญญวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รับราชการในกรมปศุสัตว์ ได้ลาออกมาหลายปีแล้ว เมื่อปี พศ. 2554 ท่านได้สาธิตให้ผมดูเกี่ยวกับการเพาะเมล็ดทานตะวันงอก วัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ผมเผยแพร่ความรู้นี้ออกไป

ซึ่งผมได้เขียนเรื่องเมล็ดทานตะวันงอกกับปุ๋ยนมสดลงในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ให้เพื่อนผู้สื่อข่าวมาทำข่าว ออกทีวีสี ช่อง 7 ในช่วงข่าวเกษตร และเชิญท่านพร้อมภรรยาไปออกบู๊ธแนะนำเมล็ดทานตะวันงอกที่งานวันสถาปนาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้นไม่นาน ท่านก็เสียชีวิต

ในช่วงปี 2554 เมล็ดทานตะวันงอกยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในเรื่องการนำมาปรุงเป็นอาหาร ส่วนเรื่องการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกยังไม่มาก เพราะมีผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย และไม่มีใครคิดจะเปิดเผย ส่วนหมอบุญญวัฒน์ กลับคิดตรงกันข้าม ท่านต้องการให้ผมเผยแพร่ความรู้นี้ไปเพื่อให้คนได้นำไปประกอบอาชีพได้ เนื่องจากการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกลงทุนน้อยและใช้พื้นที่ไม่มากนัก และถ้าไม่นำไปประกอบเป็นอาชีพก็สามารถนำไปทำเพื่อรับประทานกันเองก็จะเป็นงานอดิเรกและเสริมสร้างสันทนาการในครอบครัวมากกว่า ส่วนที่ท่านทำจำหน่ายเล็กๆ น้อยๆ เพียงเพื่อต้องการให้คนรู้จักเมล็ดทานตะวันงอกและนำไปปรุงเป็นอาหาร จนเป็นที่แพร่หลายในอนาคตเท่านั้น

ตั้งแต่นั้นมา ทานตะวันงอก เป็นที่แพร่หลายไปทั่วประเทศจนถึงวันนี้ ตอนเขียนต้นฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ก็ยังมีคนโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องทานตะวันงอกไม่ขาดระยะ ผมไปเห็นที่ตลาดสดไหนๆ หรือตลาดของฝากก็เห็นอยู่เสมอ แสดงว่าการบริโภคทานตะวันงอกเป็นที่นิยมกันแพร่หลายมาก เพราะทานตะวันงอกทำโดยวิธีการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเลยทุกขั้นตอน จึงถือว่าเป็นเหมือนผักอินทรีย์อย่างหนึ่ง ขาดแต่ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ 100% มาเพาะเท่านั้น

อ่านเทคโนชาวบ้าน จนได้อาชีพใหม่

ร.ต. ไพฑูรย์ สุหิตาวงษ์ เป็นท่านหนึ่งที่ได้อ่านเรื่องทานตะวันงอกที่ผมเขียนตั้งแต่ปี 2554 ตอนนั้น ร.ต. ไพฑูรย์ยังเพาะเห็ดขายเป็นงานอดิเรก เห็นว่าเชื้อเห็ดที่มีอยู่ทิ้งไปอย่างไร้ค่า เมื่อเห็นเรื่องทานตะวันงอกที่ใช้เชื้อเห็ดมาทำก็เลยสนใจและได้โทร. มาสอบถามผม และก็ได้ทำเป็นอาชีพเสริม นอกจากนั้น ยังมีมุทิตาจิตที่จะอบรมให้ความรู้แก่คนทั่วไปที่สนใจ คนที่สนใจโทร. มาสอบถาม ผมก็จะให้เบอร์โทรศัพท์ของ ร.ต. ไพฑูรย์ไปเสมอ เพราะว่าปัจจุบันมีความเชี่ยวชาญถึงขนาดไปอบรมให้กับส่วนราชการต่างๆ เสมอ

ส่วนผมในช่วง 4 ปีนี้ ทำกินเองแค่ 2 ครั้ง จะมีประสบการณ์เหมือน ร.ต. ไพฑูรย์ที่ทำทุกวันไม่ได้ และหน้าที่ประจำต้องเขียนเรื่องการเกษตรให้เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีละ 4-50 เรื่อง เลยไม่สามารถลงรายละเอียดได้ทุกเรื่อง แค่จำได้ว่าเคยเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วเท่านั้น และในปัจจุบัน ร.ต. ไพฑูรย์เลิกเพาะเห็ดฟางแล้ว เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับทางเดินหายใจ หันมาทำทานตะวันงอกเต็มตัว และยังมีเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกเองจำหน่ายให้อีกด้วย เรียกว่าครบวงจรเลยทีเดียว

ขั้นตอนการเพาะ

ร.ต. ไพฑูรย์ เล่าให้ฟังว่า “การเพาะเมล็ดงอกทานตะวันนั้นทำได้ไม่ยาก แต่เราต้องรู้ถึงวิธี ขั้นตอนในการเพาะที่ถูกต้อง ก่อนอื่นควรทราบถึงวัสดุและอุปกรณ์ในการเพาะเมล็ดงอกทานตะวัน ซึ่งมี 4 อย่าง

1. ขี้เห็ด หรือขุยมะพร้าว ผสมกับแกลบดำ ก้อนเห็ดทั่วๆ ไปที่ปลูกกันแล้วหมดเชื้อเห็ด หรือก้อนเห็ดที่หมดอายุแล้ว เรานำมาหมักกับ พด.6 ประมาณ 1 เดือน ถ้าเราไม่มีขี้เห็ด เราจะมีการนำขุยมะพร้าวกับแกลบดำในอัตราส่วนเท่าๆ กัน มาหมักกับ พด.6 หรือปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพก็ได้ ใช้ระยะเวลาหมักเท่ากับขี้เห็ด

2. พด.6 ของกรมพัฒนาที่ดิน

3. ตะกร้าพลาสติก ขนาดประมาณ กว้าง 6 นิ้ว ยาว 12 นิ้ว สูง 5 นิ้ว แล้วใต้ก้นตะกร้าต้องมีตาห่าง 2 คูณ 2 เซนติเมตร ราคาประมาณใบละ 20 บาท

4. กระดาษหนังสือพิมพ์ 1 แผ่นใหญ่ เราตัดเป็น 4 แผ่น ต้องเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์”

การเลือกเมล็ดทานตะวัน

เมล็ดทานตะวัน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด หรือ 2 สายพันธุ์ ชนิดสายพันธุ์เมล็ดทานตะวันที่เป็นอาหารสัตว์ สำหรับนกและสัตว์ต่างๆ ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ สายพันธุ์เมล็ดทานตะวันที่ปลูกไว้สำหรับรับประทานต้นอ่อน โดยแหล่งที่มาคือ พันธุ์ที่ปลูกในประเทศ และพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน

โดยทั่วไปแล้วการจัดหาพันธุ์เมล็ดจะหาได้ปีละ 1 ครั้ง หาซื้อได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป หรือต้องจองกันเลย

ถ้าซื้อนอกฤดูจะมีราคาสูงมาก ส่วนเมล็ดที่มาจากจีนจะมีราคาแพงมาก หาซื้อได้ที่เดียวคือ ร้าน เฮง ง้วน เฮง อยู่ที่ปากคลองตลาด

วิธีการเพาะเมล็ดงอกทานตะวัน

นำกระดาษหนังสือพิมพ์มาปูรองก้นตะกร้า แล้วนำขี้เห็ดมาร่อนลงตะกร้าพลาสติก ความสูงประมาณครึ่งตะกร้า จากนั้นนำเมล็ดทานตะวันมาร่อนลงบนขี้เห็ดที่อยู่ในตะกร้า เสร็จแล้วนำขี้เห็ดมาร่อนทับเมล็ดทานตะวันอีกครั้งหนึ่ง ในการร่อน ร่อนพอให้ไม่เห็นเมล็ดทานตะวันก็พอ เสร็จแล้วนำตะกร้าใบที่ 2 มาปิดทับอีกชั้นหนึ่ง

หลังจากนั้น ก็นำไปเก็บไว้ในโรงเรือนไม่ให้โดนแสงแดด ประมาณ 4 วัน โดยรดน้ำ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ในช่วงเช้า วันที่ 5 นำออกจากโรงเรือนมาอยู่ภายใต้ซาแรน 50-60% แล้วใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ทำจากนมสดรด อีก 2 วัน ตอนเช้า วันที่ 7 สามารถเก็บต้นได้เลย โดยเอากรรไกรตัดที่โคนต้น

วิธีการเก็บต้นอ่อนทานตะวัน

การเก็บต้นอ่อนทานตะวัน เราเก็บเช้าวันที่ 7 โดยการตัดที่โคนต้นด้วยกรรไกร แล้วนำมาลงในถังล้าง จะต้องล้างถึง 3 น้ำ เมื่อล้างเสร็จแล้วให้นำมาผึ่งอากาศให้แห้ง ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วถึงนำมาบรรจุลงในถุง เสร็จแล้วให้นำไปแช่ในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ ประมาณ 10 องศา หรือตู้เย็นระบบโนฟรอสที่ไม่มีน้ำแข็งติด จะเก็บได้นานประมาณ 7 วัน

การจำหน่ายต้นอ่อนทานตะวัน

บรรจุถุง ขนาด 7 คูณ 11 นิ้ว โดยบรรจุต้นอ่อนทานตะวัน ประมาณ 150 กรัม ขายในราคา ถุงละ 25 บาท หรือบรรจุถุงขนาด 12 คูณ 18 นิ้ว โดยบรรจุต้นอ่อนทานตะวันประมาณ 700 กรัม ขายในราคา ถุงละ 100 บาท สถานที่จำหน่ายต้นอ่อนทานตะวันและจำหน่ายได้ดีคือ ตลาดที่อยู่ใกล้โรงพยาบาล สถานที่ราชการ หรือชุมชนและตามร้านอาหารต่างๆ

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ทานตะวันที่เกษตรกรใช้อยู่ในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเป็นเมล็ดพันธุ์ลูกผสมปิดที่บริษัทขนาดใหญ่ผลิตขึ้นมาเพื่อการค้า วัตถุประสงค์เพื่อเป็นพืชน้ำมันมีราคาแพงและมีการคลุกยากันแมลงไว้ ไม่เหมาะกับการมาเพาะเมล็ดทานตะวันงอก เมื่อก่อนส่วนใหญ่เมล็ดพันธุ์ที่ใช้อยู่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่นำเข้ามาจากเมืองจีน ปัจจุบันได้มีผู้ปลูกทานตะวันเพื่อนำเมล็ดมาเพาะเป็นทานตะวันงอกกันหลายราย มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเมล็ดพันธุ์ของเมืองจีน ร.ต. ไพฑูรย์ก็ได้จัดทำเมล็ดพันธุ์เพื่อการทำทานตะวันงอกเช่นกัน

ผลผลิตที่เก็บได้ช่วงระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ของเมล็ดทานตะวัน จะต้องเก็บเพื่อทำการผลิตทั้งปี แต่หลังจาก 6 เดือน เมล็ดพันธุ์ทานตะวันจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกต่ำลง จึงจำเป็นจะต้องเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ สนใจเรื่องการเพาะเมล็ดทานตะวันงอกและต้องการเมล็ดพันธุ์ ติดต่อ ร.ต. ไพฑูรย์ สุหิตาวงษ์ เบอร์โทรศัพท์ (089) 405-9537

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สวนผักทาวน์เฮ้าส์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

สวนผักทาวน์เฮ้าส์

พอแนะนำให้ปลูกผักกินเอง หลายคนก็บอกว่า ไม่มีเวลา บางคนบอกมีเวลาอยู่บ้าง แต่อ้างว่าไม่มีที่ปลูก เพราะอยู่บ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์พื้นที่เท่าแมวดิ้นตาย คนเราถ้าปฏิเสธไปก่อนโดยไม่ทันคิดหรือลงมือทำ ก็จะเป็นการทำลายความคิดสร้างสรรค์ที่จะมาสร้างความก้าวหน้าในชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงาน

ผมอ่านเรื่องพ่อรวยสอนลูก เขาเล่าถึงพ่อเขาว่า พ่อจริงเขาจบมหาวิทยาลัย อาชีพรับราชการ กับ พ่อของเพื่อนที่เขานับถือเหมือนพ่อ จบแค่มัธยมศึกษาตอนปลาย ฐานะเท่าเทียมกันคือแค่พอมีพอกิน วันหนึ่งตอนเด็กๆ เขาเกิดอยากได้ของสิ่งหนึ่งซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง พ่อจริงบอกว่า “เราไม่มีปัญญาซื้อหรอกลูก” แต่พ่อที่นับถือบอกว่า “เราจะทำยังไงถึงจะได้ซื้อมัน” ผมอ่านถึงตอนนี้ความคิดของผมก็ว่ามันถูกแล้วละก็มันเกินฐานะ แต่พ่อที่นับถือบอกว่า ถ้าเราพูดว่าเราไม่มีปัญญาซื้อหรอกลูก คำพูดนี้จะปิดกั้นความกระตือรือร้นของเรา แต่คำพูดว่า เราจะทำยังไงถึงจะได้ซื้อมัน จะกระตุ้นความคิดของเราให้คิดตามคำพูดนั้นและลงมือทำเพราะความอยากได้ แต่เขาไม่ได้สอนให้ทะเยอทะยานเกิน เขาสอนให้มีความพยายามซึ่งจะพัฒนาสมองและทักษะในการทำงานของเราสำหรับงานที่ยากไปเรื่อยๆ หลังจากเวลาผ่านไปไม่กี่ปี พ่อที่จบมหาวิทยาลัยก็ยังมีฐานะแค่พอมีพอกิน แต่พ่อที่จบมัธยมฯ เป็นเศรษฐี ผมเชื่อว่าพ่อคน 99.99% พูดแบบนี้ มันถึงได้มีเศรษฐีแค่ 1 คน ในร้อยคนยังไงล่ะ

การปลูกผักในเมือง เราเคยนำเสนอการปลูกผักตามแนวของศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมือง เจ้าชายผัก คุณนคร ลิมปคุปตถาวร ซอยลาดพร้าว 71 เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการปลูกในพื้นที่บ้านเดี่ยวพอมีบริเวณอยู่บ้าง และการปลูกผักบนดาดฟ้าบนศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ Nectec ที่ใช้พื้นที่บนดาดฟ้าสำนักงานและใช้เวลาดูแลเฉพาะตอนเช้าก่อนเข้าทำงาน ตอนเที่ยงพักกินข้าว และตอนเย็นหลังเลิกงานมาแล้ว ฉบับนี้เปลี่ยนบรรยากาศเป็นการปลูกผักในหมู่บ้านจัดสรรที่เป็นทาวน์เฮ้าส์บ้าง เพื่อเป็นแบบอย่างให้ดู ว่าเขาปลูกกันอย่างไร

อาจารย์ปริชาติ ดิษฐกิจ หรือ อาจารย์ปุ้ย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จบปริญญาโท สาขาพืชสวนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ หมู่บ้านเดอะคอนเนค ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้ทดลองปลูกพืชผักรอบบ้านเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเรียนการสอนการปลูกผักในเมือง

อาจารย์ปุ้ย เล่าให้ฟังว่า “เนื่องจากบ้านที่อยู่อาศัยเป็นบ้านจัดสรร พื้นที่บ้านมีจำนวน 29 ตารางวา เป็นบ้านทาวน์เฮ้าส์ พอดีเป็นบ้านหัวมุม ซึ่งจะมีพื้นที่เหลือด้านข้าง กว้าง 2 เมตร ยาว 10 เมตร รวมเป็นเนื้อที่ 20 ตารางเมตร ซึ่งเป็นแปลงหญ้า บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ จะมีการถมดิน เนื่องจากสภาพพื้นที่ต่ำ โดยการนำดินจากบ่อดินชั้นล่างมา ซึ่งดินดังกล่าวนี้ไม่มีธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช จึงจำเป็นต้องปรับปรุงดินให้มีสภาพสมบูรณ์เสียก่อน ขั้นแรกได้เก็บเศษวัสดุก่อสร้าง เช่น หิน ปูน เศษซากต่างๆ ที่ไม่ผุพังออก ซื้อดินพร้อมปลูก 7 ถุง 100 บาท กับปุ๋ยคอก โดยในพื้นที่ 1 ตารางเมตร จะเติมดินพร้อมปลูกไป 2 ถุง และปุ๋ยคอก 1 ถุง คลุกเคล้าผสมกันให้ทั่ว”

ปลูกผัก ต้องคำนึงถึงแสง

บนพื้นที่แปลงหญ้าดังกล่าว อาจารย์ปุ้ยจะเจาะเป็นช่องสำหรับไว้ปลูกต้นไม้ ช่วงด้านหน้าที่มีแดดดี ไม่มีร่มเงาของบ้านหรือต้นไม้บัง คือได้รับแดดตลอดวัน อาจารย์ปุ้ยก็ปลูกผักกินใบซึ่งต้องการแสงแดดมาก เช่น ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักโขม ผักชี ต้นหอม ผักพวกนี้เป็นผักกินใบที่นิยมบริโภคกันมากในชีวิตประจำวัน โดยผักพวกนี้ตอนนำมาประกอบอาหารจะไม่ถอนขึ้นมาทั้งต้น จะใช้วิธีตัดเหนือพื้นขึ้นมาประมาณ 1-2 นิ้ว เพราะสามารถแตกขึ้นมาให้ตัดได้อีกหลายครั้ง เป็นการประหยัดต้นพันธุ์และเวลาในการปลูก ส่วนที่ติดรั้วด้านหน้าเลยก็จะปลูกข้าวโพดหวาน ซึ่งสูงแค่เสมอแนวรั้วจะไม่บังแดด

พอถัดมาอีกหน่อยจะเป็นแปลงผักที่ได้แดดน้อยลงมาหน่อยกว่าแปลงด้านหน้า เนื่องจากมีร่มเงาของบ้านบัง บ้างก็จะปลูกเป็นผักกินผล เช่น พริกขี้หนู มะเขือเปราะ มะเขือยาว หมุนเวียนเปลี่ยนสลับที่กัน ผักประเภทนี้เป็นผักที่มักจะบริโภคกันเป็นประจำ ปลูกอย่างละต้นสองต้นก็เพียงพอกับการบริโภคภายในครอบครัว เพราะผลค่อนข้างดก และบางชนิด เช่น พริก มีอายุค่อนข้างนาน ผมเคยเห็นพริกในสวนแถบกรุงเทพฯ ที่ปลูกร่วมกับต้นไม้อื่น ไม่ใช่ปลูกแบบเชิงเดี่ยว มีอายุ 2 ปีกว่าแล้ว ความสูงท่วมหัว ยังติดดอกติดผลสะพรั่งทั้งต้น ยังกับพริกสาว

นอกจากผักกินใบ ต้นกินผลที่ปลูกแล้ว ในแปลงต่อมาก็จะเป็นพืชกินผลชนิดเลื้อย ต้องทำค้างแบบง่ายๆ โดยใช้ไม้ไผ่วางขัดกันเพื่อให้เลื้อย เช่น ถั่วฝักยาว สำหรับถั่วฝักยาวนี้ ใครชอบกินมากๆ แนะนำให้ปลูกเองเพราะซื้อจากตลาดมากิน ยาเยอะมากขอบอก ถั่วอีกอย่างที่นิยมกินคือ ถั่วนิ้วนางแดง ฝักสั้นๆ แข็งกว่าถั่วฝักยาว ถั่วพู ก็น่าปลูกเพราะเอามากินแกล้มกับของเผ็ดได้หลายอย่าง ถ้าเหลือมากกินไม่ทันก็นำมาดองไว้กินก็อร่อย และต้นชมจันทร์ก็ปลูกไว้กินดอก อายุต้นยาวถึง 10 ปี ไม่ต้องปลูกอีกนาน มะเขือเทศที่ปลูกไว้ข้างบ้านโดยเอาแผ่นไม้รองพื้นสำหรับวางของมาตั้งไว้เพื่อให้มะเขือเทศเลื้อยก็มีลูกให้กิน ถึงแม้จะไม่ดกเหมือนกับในการปลูกแบบเกษตรเคมี ส่วนพืชประเภทหัวที่ปลูกก็มีมันญี่ปุ่น และมันไทยปลูกไว้เลาะบ้าน

ส่วนด้านหลังที่เป็นพื้นปูน ไม่สามารถปลูกลงดินได้ ก็จะต้องปลูกในภาชนะ ในกรณีนี้เราสามารถยกหนีน้ำท่วมได้ และสามารถเคลื่อนย้ายได้อีกด้วย ส่วนอีกประการหนึ่งคือ เราสามารถนำวัสดุเหลือใช้หรือวัสดุที่ชำรุดแล้ว เช่น ถ้วย ถัง กะละมังรั่ว ขวดน้ำ ถุง ดินที่ใช้ปลูกจะมีเหมือนกับการทำดินคือ ใช้ดินพร้อมปลูก 2 ส่วน ขี้วัว 1 ส่วน และมะพร้าวสับ 1 ส่วน ผสมรวมกันโดยไม่ต้องหมัก ส่วนน้ำหมักใช้หน่อกล้วยที่ปลูกไว้ข้างบ้านพร้อมกับเศษเปลือกผลไม้ที่เราซื้อมากินหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หมักรวมกันกับกากน้ำตาล ไว้สำหรับผสมน้ำรด

ต้นไม้ใหญ่ ก็ปลูกได้

สำหรับต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ปลูกลงกระถางแล้ววางบนพื้นปูน ให้ใส่กาบมะพร้าวสับชิ้นใหญ่ๆ หรือกิ่งไม้เป็นท่อนๆ เพื่อไม่ให้รากสัมผัสกับความร้อนบนพื้นปูนโดยตรง ต้นไม้ที่ใช้ปลูกก็ควรเป็นกิ่งตอนไม่ใช่ต้นที่ปลูกจากเมล็ด เพราะต้นจะมีขนาดเตี้ยกว่า แต่ต้นไม้ที่ปลูกก็ควรควบคุมด้วยการตัดยอดไม่ให้สูงเกินกว่า 2-3 เมตร ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อาจารย์ปุ้ยปลูก ได้แก่ มะดัน มะกรูด มะนาว มันปู ลูกฉิ่งหรือมะเดื่อเป็นต้นไม้พื้นบ้านสำหรับกินเป็นผักกับน้ำพริก โดยเฉพาะทางภาคใต้นิยมกินกับขนมจีน ซึ่งลูกออกมาสวยงามมาก ส่วนผมขอเสริมว่า ส้มจี๊ดก็น่าปลูกเพราะสามารถใช้แทนมะนาวได้ โดยเฉพาะตำน้ำพริกกะปิ แล้วหั่นเปลือกฝอยๆ แบบมะอึกใส่ประมาณครึ่งลูก น้ำพริกกะปิจะมีรสชาติหอมอีกแบบหนึ่ง และเอาไว้แทนมะนาวตอนหน้าแล้ง เพราะส้มจี๊ดมีลูกดกเกือบตลอดปี

ส่วนไม้เบ็ดเตล็ดที่ปลูกได้ มีข้าวโพดข้าวเหนียว ปลูกไว้หน้ารั้วบ้านด้านใน เพราะข้าวโพดต้องการแสงแดดมาก ไม้ดอกสวยงามคือ ดอกเก๊กฮวย ซึ่งนอกจากได้ชื่นชมความงามแล้วก็ยังสามารถนำมาตากเพื่อต้มน้ำดื่มได้ สมัยก่อนผมปลูกไว้เพียงต้นเดียวก็ยังต้มดื่มไม่หมด เหลือก็แจกเพื่อนบ้านไป ดอกเก๊กฮวยจะออกดอกตอนหน้าหนาว ให้เก็บดอกตอนบานใหม่ๆ หรือเก็บดอกตูมใหญ่ ถ้าเก็บดอกที่บานหลายวัน เมื่อนำมาตากกลีบดอกจะร่วง

ส่วนผักอีกอย่างหนึ่งที่อาจารย์ปุ้ยปลูกคือ ผักลืมผัว ซึ่งเป็นพืชอายุสั้น พบตามท้องไร่ท้องนา ทางภาคอีสานนิยมกินกัน มีลักษณะเป็นไม้เลื้อยทอดยาว ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ขอบใบหยัก ลำต้นกรอบ อวบน้ำ ดอกสีม่วง มีเรื่องเล่าว่า มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สามีออกไปทำนา ส่วนภรรยาก็เก็บผักนี้มาเพื่อเตรียมไว้กินกับลาบก้อย ทำไปชิมไปจนผักหมด เมื่อสามีกลับมาก็ไม่มีอาหารกิน จึงเป็นที่มาของผักลืมผัว

อาจารย์ปุ้ยจะมีการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การปลูกผักเพื่อการบริโภคของคนเมือง อย่างต่อเนื่องทุกปี โดยครั้งสุดท้ายอบรม เมื่อวันที่ 13-14 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับจำนวนจำกัด เพียง 60 ท่าน ต่อครั้ง ส่วนการอบรมในปี พ.ศ. 2558 ยังไม่ได้กำหนดเวลา ให้คอยติดตามในเฟซบุ๊กชื่อ ผักธรรมดา ของอาจารย์ปุ้ยได้ หรือติดต่อ คุณสุกัญญา สุขวุฒิ หรือ อาจารย์ปริชาติ ดิษฐกิจ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เบอร์โทรศัพท์ (02) 504-8047-9 หรือ (085) 046-2206

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ฟื้นตำนาน “ข้าวหอมนครชัยศรี” ของดีคู่นครปฐม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนฯ เกษตร

ฟื้นตำนาน “ข้าวหอมนครชัยศรี” ของดีคู่นครปฐม

หลังจากที่เคยหายสาบสูญไปนานกว่า 40 ปี วันนี้ ชื่อข้าวหอมนครชัยศรี ข้าวนาปีสายพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดนครปฐม คืนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้ง นักวิชาการ องค์กร เครือข่ายชาวนา ที่ร่วมกันนำพันธุ์ข้าวพื้นเมืองชนิดนี้กลับมา

ด้วยการนำมาทดลองปลูกในพื้นที่นา จังหวัดนครปฐม โดยเน้นการปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับผลผลิต และเป็นทางเลือกใหม่ให้คนรักษ์สุขภาพ

สำหรับจุดเริ่มของการฟื้นตำนานข้าวหอมนครชัยศรี ดังคำขวัญของจังหวัด ที่ว่า “ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย” นั้น รศ.ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ร่วมกับชาวนาในพื้นที่บ้านโฉนดชุมชนคลองโยง-ลานตากฟ้า ค้นหาพันธุ์ข้าวหอมนครชัยศรีกลับมาปลูกกันอีกครั้ง เล่าว่า หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ เมื่อปี 2556 ตนและเกษตรกร ก็ได้ทดลองปลูกด้วยระบบอินทรีย์ ในพื้นที่ ประมาณ 6 ไร่ ซึ่งผลผลิตที่ได้ในปีแรกนั้น ส่วนใหญ่เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ในปีต่อไป อีกส่วนหนึ่งสีเป็นข้าวสาร แจกจ่ายให้คนในพื้นที่ได้ทดลองชิม

ผลจากการทดลองชิม ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กลิ่นหอม รสชาติอร่อย

ต่อมาในปี 2557 สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโฉนดชุมชนคลองโยง-ลานตากฟ้า จึงได้ขยายพื้นที่ปลูกออกไปเกือบ 30 ไร่ และแบ่งเมล็ดพันธุ์ส่วนหนึ่งให้กับโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ ไปปลูกขยายพันธุ์ต่อเป็น รุ่นที่ 2

“สมัยก่อน พื้นที่แห่งนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนนครปฐม แต่ระยะหลังชาวนาเลือกปลูกข้าวอายุสั้น ซึ่งเป็นข้าวแข็ง สำหรับทำแป้ง ทำให้ข้าวพื้นถิ่นดีๆ หายไปจากทุ่ง ต้องกินข้าวถุงกัน ซึ่งเป็นข้าวที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า เราก็เลยค้นหาพันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่กินได้กลับมาปลูก ซึ่งพบว่า ข้าวหอมนครชัยศรี คือหนึ่งในพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของจังหวัดนครปฐม ที่ให้รสชาติอร่อย”

“มีเอกลักษณ์เฉพาะ คล้ายข้าวหอมมะลิ และข้อดีของข้าวพันธุ์นี้ก็คือ เป็นข้าวนาปีที่ดูแลง่าย หนีน้ำได้ทัน ไวต่อแสง ไม่กินปุ๋ย และต้านทานโรคได้ดี โดยเราเลือกปลูกด้วยระบบอินทรีย์ เพื่อหวังอยากให้ทุกคนได้กินข้าวที่ดี มีคุณภาพ และปลอดภัย อีกทั้งช่วยกันฟื้นฟู อนุรักษ์ และส่งเสริมให้ข้าวชนิดนี้กลับมาอยู่คู่นครปฐมอีกครั้ง”

ด้าน คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ โรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ กล่าวว่า ภายใต้โครงการ สามพรานโมเดล ซึ่งพยายามผลักดันเรื่องเกษตรอินทรีย์มาอย่างต่อเนื่อง ได้มีการนำพันธุ์ข้าวหอมนครชัยศรี มาทดลองปลูกในศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ ริมแม่น้ำท่าจีน ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรม ในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ โดยผลผลิตในปีแรกนี้ก็เป็นที่น่าพอใจ

“เป็นที่น่ายินดีที่ชาวนาในจังหวัดนครปฐม มองเห็นความสำคัญของพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของท้องถิ่น และช่วยกันรื้อฟื้นกลับมาปลูกใหม่กันอีกครั้ง ซึ่งเราเน้นว่า จะต้องทำในระบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้น เพื่อให้ได้รับอาหารที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันเกษตรกรเองก็มีสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผลผลิต และสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย”

ด้าน คุณอนิรุทธ์ ขาวสนิท เกษตรกรอินทรีย์ ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการฟื้นตำนานข้าวหอมนครชัยศรี โดยได้รับมอบหมายจากโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ ให้เป็นผู้ดูแลศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ และเป็นผู้ทดลองปลูกข้าวหอมนครชัยศรี ด้วยระบบอินทรีย์ เล่าถึงวิธีการปลูกข้าวชนิดนี้ว่า เริ่มปลูกในเดือนสิงหาคมและเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม ใช้เวลาปลูกทั้งสิ้น 120 วัน หรือประมาณ 4 เดือนกว่า ได้ลำต้นสูง ประมาณ 150 เซนติเมตร รวงใหญ่ จะให้เมล็ดข้าว ประมาณ 175 เมล็ด รวงเล็ก ประมาณ 150 เมล็ด แต่จะไม่เกิน 200 เมล็ด ในการปลูกให้ได้ผลนั้น เกิดจากการยึดถือ 3 หลัก ของวิถีการทำนาแบบโบราณ คือ แม่ธรณี แม่คงคา และ แม่โพสพ

“ถ้าเอาอาหารที่ดีๆ ให้ 3 แม่นี้กิน ให้ทุกแม่มีร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง โดยที่ไม่ทำลาย ไม่ใช้สารเคมี ไม่จุดไฟเผา สุดท้าย ทั้ง 3 แม่ ก็จะให้ผลผลิตที่ดีกลับคืนมาเช่นกัน และการปลูกข้าวนั้น ขึ้นอยู่ที่การเตรียมดิน เพราะถ้าเตรียมดินดี เมล็ดข้าวจะงอกงาม โดยปุ๋ยไม่ต้องใส่”

“อีกอย่าง อย่าจุดไฟเผา แต่ให้ใช้วิธีไถดะ แล้วว่านปอเทืองทิ้งไว้ได้สัก 1-2 เดือน เพื่อเตรียมดิน หลังจากนั้นไถกลบปอเทือง แล้วปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ปล่อยทิ้งไว้ให้ปอเทืองย่อยสลาย เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินก่อนปักดำ ส่วนเรื่องการให้ปุ๋ยและฮอร์โมน ต้องคอยสังเกตช่วงเวลาให้เหมาะสม ถ้าใส่ไม่ถูกจังหวะ อาจทำให้ต้นข้าวเสียหายได้”

ขณะที่ คุณธัญญสิทธิ์ ยอดศรีโสภณ เกษตรกรหนุ่ม วัย 38 ปี จาก ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี ที่หันมาปลูกข้าวหอมนครชัยศรี ด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ เมื่อปี 2556 เล่าว่า การทำนาอินทรีย์ ต้องใช้ความอดทนในช่วงแรก แม้ปริมาณผลผลิตที่ได้ไม่มากเหมือนการทำเกษตรเคมี แต่ก็ช่วยลดต้นทุนได้มาก อย่าง ข้าวอินทรีย์ ได้ประมาณ 50 ถัง ต่อไร่ ราคาขาย กิโลกรัมละ ประมาณ 80 บาท ขณะที่นาข้าวเคมี 1 ไร่ ได้ประมาณ 120 ถัง ราคาขายเท่ากัน แต่ค่าใช้จ่ายด้านเคมีสูงกว่า หักลบกลบหนี้แล้ว จำนวนเงินที่ได้ไม่ต่างกันมากนัก

แต่ความต่างที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน นั่นคือ ได้สุขภาพที่ดี และได้ฟื้นของดีของนครปฐมให้กลับคืนมาอีกครั้ง

“ข้าวหอมนครชัยศรีนั้นปลูกไม่ยาก ข้อดีคือ เป็นข้าวที่หนีน้ำได้ทัน ต้านทานโรคได้ดี ไวต่อแสง แต่จะใช้เวลานานกว่าข้าวอื่นๆ ส่วนข้อเสีย สำหรับพื้นที่ลุ่มในย่านดินเหนียว พอต้นใกล้เวลาออกรวง จะสูงระดับ 150 เซนติเมตร ถ้าน้ำหนักรวงเยอะ จะโน้มต้นล้มหมด ถ้าน้ำในนาไม่แห้ง เวลาเก็บเกี่ยวจะเสียหายเยอะ ฉะนั้น ดินที่เหมาะคือ ดินร่วนปนทราย” คุณธัญญสิทธิ์ บอกเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ

เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นตำนานข้าวหอมนครชัยศรี ซึ่งในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ และช่วงการทดลองตลาด แต่ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น และเป็นข้าวอินทรีย์ที่มีความหอม อร่อย ก็เชื่อแน่ว่าในไม่ช้า ข้าวหอมนครชัยศรี จะกลับมาเป็นข้าวที่ได้รับความนิยมอีกครั้งเช่นอดีตที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

สำหรับเกษตรกร หรือเครือข่ายชุมชน ที่สนใจเรียนรู้เรื่องการปลูกพืชผักและข้าวในระบบเกษตรอินทรีย์ ติดต่อมาได้ที่ มูลนิธิสังคมสุขใจ ศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ โทร. (034) 225-203

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ลดต้นทุนยางดิบ สู้วิกฤติราคายาง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010358&srcday=2015-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 594

เทคโนโลยีการเกษตร

นวลศรี โชตินันทน์

ลดต้นทุนยางดิบ สู้วิกฤติราคายาง

ในช่วงที่ราคายางลดลงเท่ากับต้นทุน ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้ผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้น การลดต้นทุนการแปรรูปยางดิบเป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งผู้ประกอบการหาแนวทางลดต้นทุนให้ได้อย่างพอเหมาะ โดยไม่กระทบต่อคุณภาพยาง โดยเฉพาะในสภาวะที่มีการแข่งทางการค้าในระดับอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันการเปิดการค้าเสรีทำให้มีการนำเข้าสินค้ายางพาราจากต่างประเทศได้อีกด้วย

ดังนั้น การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการยางพาราโดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ไม่ใช้สารปลอมปนใดๆ ใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการลดปริมาณของเสียในน้ำยางให้มากที่สุด จะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากจะได้คุณภาพของสินค้าที่ได้มาตรฐานแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

คุณปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา (ศูนย์วิจัยยางสงขลา) กล่าวว่า หากเกษตรกรชาวสวนยางสามารถลดต้นทุนการผลิตยางพารา ซึ่งคุณปรีดิ์เปรมได้รวบรวมและสรุปประเด็นใหญ่ๆ ในส่วนของการลดต้นทุนวัตถุดิบ สารเคมี น้ำ และพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการและบำรุงรักษา ถึงแม้ว่าราคายางจะตกต่ำอย่างรุนแรงในขณะนี้ เกษตรกรจะสามารถอยู่ได้และอาจมีกำไรมากกว่าในช่วงราคายางที่ตกต่ำในขณะนี้

คุณปรีดิ์เปรม ได้กล่าวเฉพาะในส่วนการลดต้นทุนวัตถุดิบ สารเคมี น้ำ และพลังงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจได้พอที่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะสามารถยืนอยู่ได้ในภาวะยางราคาตกต่ำในขณะนี้

วัตถุดิบ ได้แก่ น้ำยางสด เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการแปรรูปยางดิบ น้ำยางสดสามารถแปรรูปให้เป็นน้ำยางข้น ยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นผึ่งแห้ง ยางเครพ ยางแท่งเกรด STRXL และ STR5L

“สำหรับเกษตรกรที่มีสวนยาง ขนาดไม่เกิน 25 ไร่ ในการผลิตเป็นยางดิบ ควรใช้น้ำยางที่มีความสดมากที่สุด นั่นหมายถึงเกษตรกรไม่ต้องใช้สารรักษาสภาพน้ำยาง ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับสวนยางที่มีขนาดใหญ่ เกิน 25 ไร่ มีความจำเป็นต้องรวบรวมน้ำยางก่อนการแปรรูปเกินกว่า 6 ชั่วโมง น้ำยางจะเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้ยางดิบที่ผลิตได้เกิดความเสียหาย เมื่อนำไปจำหน่ายจะได้ราคาต่ำ จำเป็นต้องใช้สารรักษาสภาพน้ำยางเท่าที่จำเป็นตามชนิดของการผลิตยางดิบ และควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรใส่ปริมาณมากเกินกว่าอัตราคำแนะนำ เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น” คุณปรีดิ์เปรม บอก

คุณปรีดิ์เปรม อธิบายว่า น้ำยางที่มีสิ่งเจือปน จำเป็นต้องกรองน้ำยางให้สิ่งสกปรกออกไปให้มากที่สุด น้ำยางที่สะอาดก็จะได้น้ำยางที่มีคุณภาพดี กรณีที่นำไปผลิตเป็นยางแผ่นรมควัน เมื่อนำไปคัดชั้นจะไม่เสียเวลาคัตติ้ง ซึ่งจะทำให้ประหยัดเวลา แรงงาน และไม่สูญเสียเนื้อยาง หรือถ้าผลิตเป็นยางแผ่นอบแห้งจะจำหน่ายในราคาสูงหรือหากผลิตเป็นน้ำยางข้นจะสูญเสียเนื้อยางน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม น้ำยางสดที่จะนำไปผลิตเป็นน้ำยางข้น ควรมีปริมาณน้ำยางแห้งไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณกรดไขมันระเหยได้ไม่เกิน 0.07% มิฉะนั้น จะทำให้ไม่สามารถนำน้ำยางนั้นไปปั่นเป็นน้ำยางข้นตามมาตรฐานที่กำหนดได้

เติมน้ำลงในน้ำยางสดทำให้เสียราคา

คุณปรีดิ์เปรม อธิบายต่อไปว่า การเติมน้ำลงในน้ำยางสดจะทำให้ราคาจำหน่ายลดลง เกษตรกรบางรายคิดว่า การเติมน้ำลงไปในน้ำยางจะทำให้ได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ทำให้จำหน่ายได้เงินมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกษตรกรจะขาดทุนมากขึ้นไปอีก เนื่องจากโรงงานกำหนดการรับซื้อยางจากปริมาณเปอร์เซ็นต์ หากวัดปริมาณเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง หรือที่เรียกว่า DRC ได้ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ จะถูกหักค่าเปอร์เซ็นต์ละ 1 บาท ดังนั้น ถ้าเกษตรกรเติมน้ำลงในน้ำยางแม้จะได้น้ำหนักเพิ่ม แต่จะโดนหักราคาโดยที่ไม่รู้ตัว

คุณปรีดิ์เปรม ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนดังนี้ ถ้าเกษตรกรขายน้ำยางสด 100 กิโลกรัม เมื่อวัดปริมาณเนื้อยางแห้งได้ 32 เปอร์เซ็นต์ จะมีเนื้อยางแห้ง 32 กิโลกรัม การรับซื้อน้ำยางในวันนั้น กิโลกรัมละ 50 บาท เกษตรกรจะได้เงิน 1,600 บาท หากเราเติมน้ำลงไปในน้ำยางเพื่อเพิ่มน้ำหนักไปอีก 14 กิโลกรัม น้ำหนักของน้ำยางสดและน้ำรวมเป็น 114 กิโลกรัม วัดปริมาณเนื้อยางแห้งแล้วจะลดลงเป็น 28.07 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคำนวณเนื้อแห้งแล้วเป็น 31.92 กิโลกรัม น้ำหนักหายไป 0.08 กิโลกรัม ขายได้เงิน 1,596 บาท ส่วนผู้รับซื้อจะตัดทศนิยมของเปอร์เซ็นต์เนื้อยางยางทิ้ง เหลือเพียง 28 และยังถูกหักเปอร์เซ็นต์น้ำยางต่ำอีก กิโลกรัมละ 2 บาท น้ำยาง 114 กิโลกรัม จะถูกหักเงินไป 228 บาท รวมแล้วถูกหักทั้งหมด 232 บาท จากเงินที่ควรได้รับ 1,600 บาท เกษตรกรได้รับเงินเพียง 1,368 บาท เท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ควรเติมน้ำเพื่อเพิ่มน้ำหนักยาง นอกจากจะทำให้ขาดทุนแล้ว ยังเพิ่มภาระในการขนส่ง ค่าสึกหรอของยานพาหนะ และทำให้น้ำยางเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น แต่หากมีเนื้อยางแห้งสูงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ทางผู้รับซื้อจะให้ราคาที่ระดับ DRC เพียงแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าผู้ขายอาจเติมสารปลอมปนใดๆ ลงในน้ำยาง

ยางแห้งที่สะอาด จะได้ราคาดี

ยางแห้ง เป็นยางที่จับตัวอยู่ในรูปยางก้อนถ้วย ยางก้อน เศษยางตามรอยกรีด ยางคัตติ้ง ยางเครป มีทั้งยางที่สะอาด และยางที่มีสิ่งสกปรกปะปน ได้แก่ ดิน ทราย และเปลือกไม้ เป็นต้น ยางแห้งเหล่านี้เป็นวัตถุดิบชั้นต้น ที่นำไปแปรรูปเป็นยางเครปหรือยางแท่งเกรด STR10 และ STR20 ยางแห้งที่ขายได้ราคาดี จะเป็นยางที่สะอาดไม่มีสิ่งปลอมปนใดๆ หากมีการปะปนแล้วมองเห็นเด่นชัด ทางโรงงานจะหัก กิโลกรัมละ 5-10 บาท และถ้าเป็นสารปลอมปนชนิดร้ายแรง เช่น ยางตาย ซึ่งเป็นยางที่ผสมสารเคมีและผ่านความร้อนแล้ว เช่น ถุงมือยาง ท่อยาง เป็นต้น เป็นสิ่งปลอมปนที่ถือว่าร้ายแรง เนื่องจากทำความเสียหายให้กับผลิตภัณฑ์ ทางโรงงานจะเรียกค่าเสียหายไม่ต่ำกว่าชิ้นละ 1,000 บาท และมีมาตรการไม่รับซื้อจากเกษตรกรรายนี้ต่อไป

คุณปรีดิ์เปรม กล่าวว่า ยางแห้งที่สะอาด นำไปผลิตยางแท่งจะได้ยางแท่งเกรดสูง คือ STR10 ซึ่งใช้แรงงานน้ำและใช้เครื่องจักรหลัก เช่น Prebreaker, Creper และ Shredder ไม่เกิน 15 ตัว ทำให้ประหยัดทั้งแรงงานน้ำและพลังงานที่ใช้ หากเป็นยางแห้งที่สกปรกจะต้องมีวิธีการจัดการที่ยุ่งยากขึ้น ใช้พื้นที่ในการดำเนินงานมากขึ้น ใช้น้ำและพลังงานมากกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะเครื่องจักรที่ต้องใช้จำนวนมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 22 ตัว และยังได้ยางที่มีคุณภาพต่ำกว่า คือ เป็นยางแท่ง STR20 ซึ่งในกระบวนการผลิตจะต้องใช้ยางที่มีคุณภาพดีผสมเพื่อให้ได้ยางอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งหมายถึงต้นทุนและวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอีก ทั้งโรงงานที่ผลิตยางที่มีคุณภาพต่ำ จะมีของเสียในปริมาณมากขึ้น เช่น เศษดิน ทราย เปลือกไม้ จะต้องหาที่ฝังกลบ ส่วนน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิต จะมีค่าสิ่งสกปรกมากกว่ายางที่สะอาดกว่า 3 เท่าตัว ต้องใช้พื้นที่การบำบัดมากกว่าวัตถุดิบยางที่มีความสะอาด รวมทั้งกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากกว่ายางที่สะอาด และต้องหาวิธีการจัดการของเสียที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

สารเคมี ใช้เท่าที่จำเป็น

ในปริมาณที่เหมาะสม

สารเคมี เป็นตัวสำคัญที่ช่วยให้ผลการแปรรูปเป็นยางดิบชนิดต่างๆ มีคุณภาพตามมาตรฐาน

คุณปรีดิ์เปรม บอกว่า การใช้สารเคมีที่ถูกต้องและใช้เท่าที่จำเป็นในปริมาณที่เหมาะสม จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ยางดิบมีคุณภาพตรงตามความต้องการของผู้ใช้ หากใช้ในปริมาณที่น้อยเกินไปจะทำให้คุณภาพของวัตถุดิบยางเสียได้ สารเคมีที่ใช้มีสารรักษาสภาพน้ำยางและสารจับตัวยาง สารรักษาสภาพน้ำยางควรใช้ให้ตรงตามการแปรรูปยางดิบชนิดนั้นๆ ในการรักษาสภาพน้ำยางสดที่นำไปผลิตเป็นน้ำยางข้น จะใช้สารละลายแอมโมเนีย ในอัตรา 0.01-0.05 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำยางสด ก่อนปั่นเป็นน้ำยางข้นควรเติมสารละลายแอมโมเนียลงไปในระดับไม่เกิน 0.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากเติมมากเกินไปจะทำให้สิ้นเปลือง ในการปั่นน้ำยางข้นหากมีการใช้แอมโมเนียมากเกินไป จะทำให้ตกค้างอยู่ในหางน้ำยางในปริมาณสูง และทำให้สิ้นเปลืองกรดที่ใช้ในการจับตัวเนื้อยาง ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตยางสกิมสูงขึ้น

สำหรับ ยางเกรด STRXL และ STR5L แนะนำให้ใช้สารละลายแอมโมเนีย ในอัตรา 0.05 เปอร์เซ็นต์ ร่วมกับกรดบอริก ในอัตรา 0.05 เปอร์เซ็นต์ สามารถรักษายางสดได้นานถึง 40 ชั่วโมง

คุณปรีดิ์เปรม กล่าวอีกด้วยว่า สารเคมีสำหรับจับตัวยางที่แนะนำ คือ กรดฟอร์มิก เนื่องจากเป็นสารอินทรีย์ที่ระเหยได้ง่าย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ตกค้างในยาง การจับตัวยางแล้วรีดแผ่นภายในวันเดียว อัตราที่แนะนำกรดฟอร์มิกคือ 0.6 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักยางแห้ง จะมีต้นทุนการทำยางแผ่น กิโลกรัมละ 0.31 บาท แต่ถ้ารีดยางในวันรุ่งขึ้น จะใช้กรด ในอัตรา 0.4 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักยางแห้ง สามารถลดต้นทุนไปได้ 0.10 บาท ดังนั้น หากทำยางแผ่นได้วันละ 1,000 กิโลกรัม จะประหยัดไปได้วันละ 100 บาท หรือเดือนละ 3,000 บาท

“ส่วนใหญ่เกษตรกรมักใช้กรดซัลฟูริกในการทำยางแผ่น เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและมักเร่งรีบในการจับตัวยางแผ่นดิบที่ได้ จึงมีความยืดหยุ่นน้อยกว่ายางแผ่นที่จับตัวในวันรุ่งขึ้น กรดซัลฟูริกมีต้นทุนเฉลี่ย กิโลกรัมละ 0.16 บาท แต่มีข้อเสียตรงที่ยางแผ่นมีสีคล้ำ หากใช้มากเกินไปจะทำให้ยางแผ่นเหนียว แห้งช้า โอกาสที่ยางขึ้นรามีมากกว่าการใช้กรดฟอร์มิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกษตรกรนำยางไปตากแดด ยิ่งทำให้ยางเสียคุณภาพ จะจำหน่ายได้ในราคายางคุณภาพคละ ซึ่งมีราคาต่ำกว่ายางคุณภาพดี เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.20 บาท”

น้ำ เป็นต้นทุนที่สำคัญ

ในการผลิตยางแผ่นดิบ

น้ำ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น และยางแท่ง มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 2, 3, 4 และ 16 ลูกบาศก์เมตร ต่อกำลังการผลิตยาง 1 ตัน สำหรับยางแท่ง STR 10 เป็นยางที่สะอาดกว่ายางแท่ง STR 20 ซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำ เฉลี่ย 16 ลูกบาศก์เมตร ต่อตัน ส่วนยางแท่ง STR 10 มีปริมาณการใช้น้ำ เฉลี่ย 10 ลูกบาศก์เมตร ต่อยางแท่ง 1 ตัน เท่านั้น ดังนั้น โรงงานส่วนใหญ่จึงต้องวางแผนการใช้น้ำเพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อที่จะได้น้ำสะอาด และที่สำคัญคือ ควรมีการปรับสภาพน้ำให้เหมาะแก่การใช้งาน อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำอย่างประหยัดอาจทำให้ได้ยางที่ไม่สะอาด ในทางกลับกัน ถ้าใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นได้

พลังงาน

กระแสไฟฟ้า เป็นต้นทุนสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องจักรทุกชนิดในกระบวนการผลิต ยางที่มีสิ่งปลอมปนและสกปรกมาก ต้องใช้เครื่องจักรที่มีกำลังแรงสูง และมีประสิทธิภาพในการตัด บด ฉีก เฉือน สูงและมีจำนวนเครื่องมากขึ้น จะทำให้วัตถุดิบที่สกปรกมีความสะอาดและมีคุณภาพดีขึ้นได้ แต่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เพราะฉะนั้นการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีและมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เช่น ยางก้อนถ้วยคุณภาพดี การใช้เครื่องจักรในกระบวนการผลิตก็ลดจำนวนเครื่องจักรลงได้

น้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้ในการเผาไหม้เป็นตัวนำความร้อนทำให้ยางแห้ง ในกระบวนการผลิตยางแท่ง เชื้อเพลิงจะต้องมีคุณภาพสูง ในอดีตใช้น้ำมันดีเซล แต่ในสภาวะช่วงที่น้ำมันแพงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนมาใช้แก๊สธรรมชาติแทน ปัจจุบันโรงงานผลิตยางแท่งได้ใช้แก๊สธรรมชาติ แอลพีจี แล้ว ประมาณร้อยละ 95

นอกจากนี้ วิธีการลดต้นทุนการรมควันทำได้โดยใช้พลังงานทดแทนที่เป็นพลังงานธรรมชาติในการอบยางให้แห้ง โดยการนำความร้อนจากแสงอาทิตย์มาผ่านตัวกลางที่สามารถเก็บความร้อนได้ แล้วกระจายความร้อนเข้าสู่ตัวโรงอบ เช่น โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ยางแผ่นที่อบได้จะมีคุณภาพดี สีสวย ไม่ขึ้นรา จำหน่ายได้ราคาสูงกว่ายางแผ่นรมควัน สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ 3 เท่า

คุณปรีดิ์เปรม กล่าวย้ำในที่สุดว่า ผู้ผลิตยาง ผู้ประกอบการต้องศึกษาหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิต การลดปริมาณของเสีย ลดปริมาณมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิต รวมทั้งการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ย่อมทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างแน่นอน

สนใจขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา (ศูนย์วิจัยยางสงขลา) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ (074) 586-725-30

กรกฎาคม 27, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: