เทคโนโลยีชาวบ้าน

All posts in the เทคโนโลยีชาวบ้าน category

งานบวช ตอนที่ 1

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 604

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

งานบวช ตอนที่ 1

เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมา เป็นวันชาติของสหรัฐอเมริกา เป็นวันหยุดงานวันหนึ่งของชาวอเมริกัน วันหยุดสำคัญๆ ของชาวอเมริกันนั้น ชาวอเมริกันจะอยู่บ้าน หรือไม่ก็ไปเยี่ยมครอบครัวหรือญาติมิตรที่อยู่ต่างรัฐ เมื่อรวมญาติรวมมิตรพร้อมหน้ากันได้แล้ว ก็จะจัดงานกินเลี้ยงสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูง

คนที่สนใจวัฒนธรรมอเมริกันมักจะรู้เป็นอย่างดีว่า แต่ละเทศกาลจะทำอาหารอะไรรับประทาน เช่น วันขอบคุณพระเจ้า (thank giving) มักจะมีอาหารที่ประกอบด้วย ไก่งวง เป็นหลัก ส่วนเทศกาลงานฉลองวันชาติของชาวอเมริกันก็มักจะมีอาหารประเภทปิ้งย่าง (barbecue) รับประทานกัน

เวลาเหมาะสมที่จะมีงานสังสรรค์คือ เวลาเที่ยงและเวลาเย็น หรือเลี้ยงดูปูเสื่อกันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ไปถึงค่ำๆ ก็จะมีการจุดพลุหรือดอกไม้ไฟน้อยใหญ่ฉลองกันอย่างดุเดือดเหมือนอยู่ในภาวะสงครามอย่างนั้น

หลายปีมาแล้ว เมื่อถึงวันเฉลิมฉลองวันชาติของชาวอเมริกัน พุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งที่เคยมาวัดพุทธปัญญาอยู่เป็นประจำก็มักจะมาทำบุญที่วัดพุทธปัญญาคราวละหลายๆ คน เมื่อมาถึงก็ได้ชักชวนกันสนทนาธรรมจนบ่ายและเย็น

ต่อมาจึงลองคิดว่า น่าจะมีประเพณีที่สื่อถึงความเป็นอิสรภาพเพิ่มขึ้นมา โดยปรารภเหตุที่ว่า วัดพุทธปัญญา มีต้นศรีมหาโพธิ ซึ่งได้ต้นอ่อนมาจากใต้ต้นศรีมหาโพธิพุทธคยา ประเทศอินเดีย

ต้นศรีมหาโพธิจึงเป็นต้นไม้ที่แสดงออกถึงเสรีภาพทางจิตใจ อันไม่มีกิเลสของพระพุทธเจ้า

เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาฉลองวันแห่งอิสรภาพของประเทศ พุทธศาสนิกชนจึงน่าจะเชื่อมโยงเรื่องอิสรภาพทางใจที่เป็นเสรีจากพันธนาการแห่งกิเลสเข้าด้วยกันได้

วันใดที่ใจไม่มีกิเลสรบกวน วันนั้นล้วนเป็นวันแห่งอิสรภาพที่สัมผัสได้ด้วยใจ

การรดน้ำนมแก่ต้นโพธิ์ หมายถึง การนำ กาย วาจา และใจ อันบริสุทธิ์สดใสเข้าไปปฏิบัติภาวนาเพื่อก่อให้เกิดความรู้ตัวทั่วพร้อมน้อยใหญ่ไปจนถึงการตรัสรู้หมดสิ้นอาสวะกิเลสวันใดวันหนึ่งในภายภาคหน้า

ก่อนที่จะไปอบรมเป็นพระอุปัชฌาย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 นายเกจ มานี่ เป็นหนุ่มชาวอเมริกัน ซึ่งมีความสนใจในวิถีแห่งพุทธศาสนิกชนไทยและพระพุทธศาสนามาก จนเปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายกิตติศักดิ์ ด้วยการขอเป็นบุตรบุญธรรมของ นายสมโภชน์ พูลสวัสดิ์ ต่อมาเขาจึงได้ชื่อและนามสกุลไทยว่า นายกิตติศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ได้มาแจ้งความจำนงเอาไว้ว่า ถ้าหลวงพ่อได้เป็นพระอุปัชฌาย์ ผมจะขอบวชพระกับหลวงพ่อเป็นคนแรก อาตมาก็รับปากเขาอย่างมีเงื่อนไขว่า ถ้าสอบพระอุปัชฌาย์ผ่านตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ไทย จะรับเธอมาเป็นสัทธิวิหาริก หรือศิษย์ที่ฉันจะเป็นพระอุปัชฌาย์คนแรกเลย ขอให้เธอท่องคำขานนาคให้คล่อง เพราะฉันถือว่าผู้ที่จะมาบวชในพระพุทธศาสนาจะต้องท่องคำขานนาคได้ถูกต้องอย่างแคล่วคล่องด้วยตนเอง

หนุ่มอเมริกันชื่อไทยใจรักการบวช รับปากว่าจะทำให้ดีที่สุด เขาฝึกอ่านและเขียนภาษาไทยด้วยตนเอง โดยหาข้อมูลการเรียนภาษาไทยทางอินเตอร์เน็ต เขาอ่านคำขานนาคเพื่อเตรียมตัวบรรพชาอุปสมบทได้อย่างถูกต้อง ขั้นต่อมาก็ท่องจนขึ้นใจไม่ติดขัด ขั้นสุดท้ายฝึกการท่องให้ถูกทำนองอย่างไพเราะ

ทุกอย่างเป็นไปตามที่หนุ่มอเมริกันคนนี้ปรารถนา คือตั้งแต่อาตมาจบการอบรมจนได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์วันที่ 1 มีนาคม 2558 ยังไม่มีใครมาขอบรรพชาอุปสมบทก่อนหน้านายกิตติศักดิ์เลยสักคนเดียว

จึงกำหนดวันบวชของนายกิตติศักดิ์ว่า วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 เพราะวันนี้เป็นวันที่คนรักวัดพุทธปัญญาจะคืนสู่เหย้ากลับมาทำบุญสวดมนต์ภาวนากันที่วัดพุทธปัญญาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อมาร่วมพิธีการถวายน้ำนมรดต้นโพธิ์อันสื่อถึงการบำรุงพระพุทธศาสนาที่หยั่งรากลึกลงในประเทศสหรัฐอเมริกา ต้นโพธิ์เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา

การเฉลิมฉลองการหยั่งรากลึกของพระพุทธศาสนาลงในประเทศสหรัฐอเมริกาในปีนี้มีความพิเศษอยู่ที่ ลูกชายอเมริกันที่เกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาแห่งนี้ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจนเข้าใจและเห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนา ได้ตัดสินใจเข้าบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาในวันชาติแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งตามคำขอบวชนั้น

การที่ชาวอเมริกันคือชาวท้องถิ่นตัดสินใจบวชในพระพุทธศาสนา เป็นการตอกย้ำว่า พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงในดินแดนแห่งนี้จริงๆ ยิ่งคนที่เข้ามาบวชยังเป็นคนหนุ่ม อายุเพิ่งย่างเข้า 25 ปี ยิ่งทำให้เป็นการส่งต่อพระพุทธศาสนาผ่านสู่คนอเมริกันรุ่นใหม่เป็นไปได้มากขึ้น

หวังและรอคอยเสมอว่า คนอเมริกันรุ่นใหม่ หรือคนอเมริกันเชื้อสายไทยจะให้ความสนใจเข้ามาศึกษาและปฏิบัติพุทธธรรมจนตัดสินใจบวชเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต แม้ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะต้องอาศัยบุญบารมีของผู้บวชเอง ที่ต้องสะสมกันมายาวนานเป็นพิเศษก็ตาม

ในวันสุกดิบ หรือก่อนการบวช 1 วัน ชาววัดพุทธปัญญา อุบาสก อุบาสิกา นำโดย คุณโยมบุปผา มหาอุบาสิกาผู้เป็นที่เคารพรักของชาววัดพุทธปัญญาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ ร่วมกันทำข้าวต้มมัด 200 กว่าคู่ แจกแขกที่จะมาร่วมงานในวันบวชนาคให้ได้รับประทานอย่างอิ่มหนำสำราญทั่วถึง

เป็นการชุมนุมยอดฝีมือการห่อข้าวต้มมัดครั้งสำคัญ อันประกอบไปด้วย คุณสมโภชน์ พ่อเจ้านาค คุณนิตยา คุณจวบ คุณนก เจ้ปุ้ย และอีกหลายท่านที่มีจิตอาสาเสียสละทั้งวันด้วยความอิ่มใจ อิ่มบุญ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2558 พระสงฆ์วัดพุทธปัญญา ตื่นเช้าทำวัตรสวดมนต์ตามปกติแล้วฉันอาหารเช้า ซึ่งวันนี้มีคุณวันชาติ คุณเปิ้ล คุณพะเยาว์ และชาวกริฟฟิตพาร์คเป็นเจ้าภาพนำอาหารหลากหลายชนิดมาถวาย นับเป็น big breakfast แบบไทยๆ อย่างสบายๆ

เมื่อพระสงฆ์ฉันอาหารแล้ว ทีมงานที่มาปักหลักแต่เช้า มี คุณจุไร เป็นผู้ประสานงานสำคัญคอยประสานสิบทิศให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ได้เชิญให้ทุกคนรับประทานอาหารเสียก่อน เพื่อจะได้เตรียมตัวรับแขกและช่วยงานหลายอย่างด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องพะวงเรื่องอาหาร กองทัพเดินด้วยท้องฉันใด พุทธอาสาที่มาช่วยงานวัดก็ต้องอิ่มท้องฉันนั้น ดั่งที่ท่านเจ้าชื่น สิโรรส ได้กล่าวให้ได้ยินเสมอๆ ว่า บุญก็ได้ ไส้ก็เต็ม อิ่มท้อง อิ่มใจ ไม่กังวล

เวลา 10.00-11.10 น. พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนร่วมกันทำวัตรเช้า เจริญสมาธิภาวนาและฟังธรรมแล้วพากันตั้งแถวตักบาตรภายในบริเวณลานจอดรถวัดพุทธปัญญา วันนี้มีผู้มาร่วมงานไม่ต่ำกว่า 200 คน

ตักบาตรเสร็จแล้ว พระสงฆ์รับอาหารใส่บาตรไปฉัน ณ ที่อันสมควร พุทธศาสนิกชนทั้งหลายร่วมกันรับประทานอาหารและสนทนากันด้วยมิตรภาพอันอบอุ่น จนกระทั่งเวลาประมาณ 12.30 น. พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงได้ร่วมกันรดน้ำนมใต้โคนต้นโพธิ์ตามที่ได้ตกลงกันไว้

พุทธศาสนิกชนทุกท่านเข้าแถวเป็นระเบียบ เพื่อนำน้ำนมไปรดต้นโพธิ์ครบถ้วนทุกคน

การบวชนาคจึงเริ่มขึ้นเมื่อพุทธศาสนิกชนตั้งขบวนแห่นาครอบอุโบสถศาลา ขณะที่แห่ขบวนไปนั้นพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานได้ชวนกันสวดอิติปิโสจนครบ ทั้ง 3 รอบ ที่เวียนอุโบสถศาลา

เมื่อเวียนอุโบสถศาลาครบ 3 รอบแล้ว เจ้านาคและพุทธศาสนิกชนจึงเข้าสู่อุโบสถศาลาเพื่อเข้าพิธีบรรพชาและอุปสมบทต่อไป

ดันมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย ไต่ระดับสู่ตลาดโลก

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010858&srcday=2015-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 604

เรื่องเล่าสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ดันมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทย ไต่ระดับสู่ตลาดโลก

กระแสความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ และใส่ใจการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือ “ออร์แกนิก” (Organic) ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกเติบโตมากขึ้นและมีมูลค่าการค้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต ได้แก่ ผลไม้เมืองร้อนทั้งสดและตากแห้ง ผัก สมุนไพร ธัญพืช สินค้าเกษตรแปรรูปและขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

“มาตรฐานเกษตรอินทรีย์” และ “ระบบการตรวจสอบรับรอง” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดและผู้บริโภคยอมรับในตัวสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับหรือเทียบเคียงระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เทียบเท่าในระดับระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกช่วยผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยโกอินเตอร์เพิ่มสูงขึ้น

คุณศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะขยายตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยมีสินค้า 4 กลุ่ม คือ กลุ่มพืชอินทรีย์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวโพดฝักอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว ขิง สมุนไพร เครื่องเทศ ชา กล้วยไข่ กล้วยหอม ลำไย และสับปะรด เป็นต้น กลุ่มสัตว์น้ำอินทรีย์ ได้แก่ กุ้งกุลาดำ ปลาสลิด กลุ่มปศุสัตว์อินทรีย์ ได้แก่ สุกร ไข่ไก่ นมอินทรีย์ และกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ น้ำผึ้ง

ปัจจุบัน มีสินค้าเกษตรอินทรีย์ 2 ประเภท คือ

1. สินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่มาจากผู้ผลิตที่ปฏิบัติตามแนวทางของเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่ได้ขอการรับรองตามมาตรฐาน ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการบริโภคและจำหน่ายในท้องถิ่น

2. สินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้าในประเทศและส่งออก ซึ่งต้องการระบบส่งเสริมตรวจสอบรับรองมาตรฐานตามประเทศผู้นำเข้า หรือบางประเทศยอมรับมาตรฐานและเครื่องหมายรับรองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทย

ปัจจุบัน การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย บริษัทขนาดใหญ่ยังคงมีบทบาทสำคัญ ซึ่งในทางการค้า หากเกษตรกรต้องการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออก เกษตรกรต้องผลิตตามมาตรฐานของประเทศคู่ค้า เช่น เกณฑ์มาตรฐานของสหภาพยุโรป (EU) มาตรฐาน NOP ของสหรัฐอเมริกา มาตรฐาน JAS ของญี่ปุ่น และมาตรฐาน IFOAM ของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ เป็นต้น

ในส่วนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้กำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศ โดยยึดหลักการที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลแล้ว 7 ฉบับ กับ 1 แนวปฏิบัติหรือคู่มือ เพื่อเป็นแนวทางให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ตามมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้า

ซึ่ง ได้แก่ 1. การผลิต แปรรูป แสดงฉลาก และจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ 2. ปศุสัตว์อินทรีย์ 3. อาหารสัตว์น้ำอินทรีย์ 4. ข้าวอินทรีย์ 5. ปลาสลิดอินทรีย์ 6. ผึ้งอินทรีย์ 7. การเลี้ยงกุ้งทะเลระบบอินทรีย์ และแนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1 : การผลิต แปรรูป แสดงฉลากและจำหน่ายผลิตผล และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์

สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เครื่องหมาย Q สีเขียว ตาม พ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 แต่โดยส่วนใหญ่นิยมใช้ เครื่องหมาย “Organic Thailand” ติดบนบรรจุภัณฑ์ หรือติดบนตัวสินค้า เนื่องจากเป็นเครื่องหมายที่ใช้อย่างกว้างขวางมาเป็นเวลานาน และง่ายต่อผู้บริโภคในการสังเกตว่าเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์

คุณศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับของสากล รวมถึงประเทศที่มีศักยภาพด้านการตลาดเกษตรอินทรีย์ มกอช. ได้เร่งจัดทำความเท่าเทียมกันด้านเกษตรอินทรีย์ เบื้องต้น มกอช. ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการด้านเกษตรและพัฒนาชนบทแห่งสหภาพยุโรป (DG-AGRI) เพื่อสมัครขึ้นทะเบียนรายชื่อประเทศที่ 3 (Third country list) ทั้งนี้ สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป มีสินค้า 11 รายการ ได้แก่ ข้าว มังคุด ทุเรียน เงาะ ชา กาแฟ พืชผัก ไก่ หมู กุ้ง และปลา ปัจจุบัน อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินระบบการผลิต และตรวจสอบรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยจากคณะผู้ตรวจประเมินจากสหภาพยุโรป

ขณะเดียวกัน มกอช. ยังได้เตรียมแผนจัดทำความเท่าเทียมกันด้านการรับรองระบบงานด้านเกษตรอินทรีย์ ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ระหว่าง ไทย-จีน และระหว่าง ไทย-สหรัฐอเมริกา สำหรับลำดับความสำคัญในการจัดทำความเท่าเทียมฯ นั้น พิจารณาจากปัจจัยหลายด้าน อาทิ ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ และความคืบหน้าในการดำเนินงาน เป็นต้น ซึ่งระบบการตรวจสอบรับรองสินค้าเกษตรของประเทศไทยในปัจจุบันได้รับการยอมรับความเท่าเทียมกันด้านการรับรองระบบงานขอบข่ายการรับรองผลิตภัณฑ์จากองค์กรภูมิภาคแปซิฟิกว่าด้วยการรับรองระบบงาน (Pacific Accreditation Cooperation : PAC) และองค์การระหว่างประเทศ ว่าด้วยการรับรองระบบงาน (International Accreditation Forum : IAF) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดทำความเท่าเทียมกับประเทศคู่ค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ มกอช. ยังมีส่วนร่วมในการจัดทำมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน (ASEAN Standards for Organic Agriculture : ASOA) โดยพิจารณาจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งนำโดยสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่พิจารณาจัดทำร่าง รวมทั้งแผนงานและโครงการที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการปฏิบัติงานดังกล่าว สำหรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของอาเซียนมีขอบข่ายเนื้อหาครอบคลุม ข้อกำหนดวิธีการผลิตพืชอินทรีย์ การเก็บเกี่ยวผลิตผลจากธรรมชาติ การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา การขนส่ง การแปรรูป การบรรจุหีบห่อ การแสดงฉลากและการกล่าวอ้างการตามสอบและบันทึกข้อมูล รวมถึงข้อกำหนดการอนุญาต ให้ใช้สารอื่น ที่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในภาคผนวก และรายชื่อสารที่อนุญาตให้ใช้สำหรับการผลิตเกษตรอินทรีย์ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทย (มกษ. 9000 เล่ม 1) เช่น ระยะปรับเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์สำหรับพืชล้มลุก อยู่ที่ 12 เดือน และ 18 เดือน สำหรับพืชยืนต้น ซึ่งเกษตรกรไทยสามารถปฏิบัติได้ คาดว่าจะเอื้อประโยชน์และทำให้ไทยได้เปรียบด้านการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในอนาคต

“การส่งเสริมและผลักดันมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับของสากล จะทำให้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ Q และ Organic Thailand เป็นที่รู้จักของประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย พร้อมผลักดันปริมาณและมูลค่าการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะทำให้พื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต” เลขาธิการ มกอช. กล่าวในที่สุด

มะม่วงพันธุ์ดี จากเพื่อนบ้านในเอเชีย

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

มะม่วงพันธุ์ดี จากเพื่อนบ้านในเอเชีย

เมื่อพูดถึงความเก่าแก่ของการปลูกมะม่วงในโลกแล้ว “อินเดีย” นับเป็นประเทศที่มีประวัติความเป็นมาในการปลูกมะม่วงมานานกว่า 4,000 ปี ปัจจุบันมีข้อมูลทางวิชาการที่เขียนโดย คุณสุรชา สิทธิชัย ในงานประชุมมะม่วงโลกที่ประเทศบราซิล รายงานว่าปัจจุบันอินเดียยังเป็นประเทศที่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงมากที่สุดในโลก คือมากกว่า 8 ล้านไร่ ให้ผลผลิตแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 11 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของผลผลิตมะม่วงทั่วโลก

สำหรับสายพันธุ์มะม่วงของประเทศอินเดียที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในขณะนี้คือ พันธุ์ “อัลฟองโซ” คนญี่ปุ่นนิยมบริโภคมะม่วงอินเดียสายพันธุ์นี้กันมากในรูปแบบของน้ำมะม่วง เนื่องจากมีกลิ่นหอมพิเศษและมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ มากมาย

ในอนาคตประเทศอินเดียจะเป็น 1 ใน 4 ประเทศยักษ์ใหญ่ (สาธารณรัฐประชาชนจีน รัสเซีย และบราซิล) ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุด ผู้เขียนเคยไปดูงานที่ประเทศอินเดียเมื่อหลายปีก่อนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ายังมีคนจนอยู่มาก ถนนหนทางยังไม่สะดวกเหมือนบ้านเราก็ตาม แต่ได้มีการปรับปรุงสนามบินอินทิรา คานธี ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติ อยู่ที่นิวเดลี เพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คนไทยเริ่มไปท่องเที่ยวในอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะการไปแสวงบุญไหว้พระ

นอกจากนั้น ที่อินเดียยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่จัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ระดับโลกคือ ทัชมาฮาล และที่หลายคนยังไม่ทราบว่าที่แคว้นแคชเมียร์ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติคือ กุลมาร์ค จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในฤดูหนาว ที่ระดับความสูง 2,730 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งมีความสวยงามไม่แพ้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงฤดูร้อนกุลมาร์คจะเป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟที่สูงที่สุดในโลก

การค้าขายผลไม้ในประเทศอินเดีย ส่วนใหญ่จะผลิตได้เองภายในประเทศและมีชนิดใกล้เคียงกับบ้านเราคือ ส้ม องุ่น กล้วย ฯลฯ และที่มีราคาแพงก็คือ ทับทิม และมะม่วงพันธุ์อัลฟองโซ

คนไทยรู้จักทับทิมอินเดียมากขึ้น เพราะเป็นทับทิมเมล็ดนิ่ม มีคุณภาพใกล้เคียงกับทับทิมจากจีน จะด้อยกว่าก็เพียงทับทิมสเปนเท่านั้น

พันธุ์อัลฟองโซ มะม่วงอินเดีย

มะม่วงอินเดีย จัดเป็นแหล่งกำเนิดของมะม่วงหลายสายพันธุ์ และคนไทยมักจะเข้าใจเอาว่ามะม่วงอินเดียจะมีกลิ่นเหม็นขี้ไต้ แต่ในความเป็นจริง อินเดียได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วง ได้มะม่วงพันธุ์ดี เช่น พันธุ์อัลฟองโซ จัดเป็นมะม่วงที่ปลูกมากที่เมืองบอมเบย์ และจัดเป็นมะม่วงที่มีราคาแพงที่สุดและแพงกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ราคาขายถึงผู้บริโภค ตกกิโลกรัมละ 100-150 บาท

ลักษณะของผลคล้ายกับมะม่วงอกร่องบ้านเรา แต่มีขนาดผลใหญ่กว่า เมื่อผลสุกมีผิวสีเหลืองคล้ายกับพันธุ์โชคอนันต์ มีรสชาติไม่หวานจัดเหมือนกับพันธุ์อาร์ทูอีทู แต่ที่มีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ คาดว่าจะมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากในประเทศอินเดีย และจัดเป็นมะม่วงที่มีเปลือกหนา อาจจะเป็นสายพันธุ์ส่งออกได้ในอนาคต

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอินเดีย การขยายตลาดผลไม้ไทยไปขายยังอินเดียมีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะตลาดของคนอินเดียที่มีรายได้สูง ในอนาคตเกษตรกรชาวสวนมะม่วงอินเดียนำเทคโนโลยีเข้าไปปรับปรุงการผลิต เช่น ใส่ปุ๋ยและมีการห่อผล จะได้มะม่วงอัลฟองโซที่มีคุณภาพและสามารถส่งออกได้มากขึ้น

“เซ่งตะโลง” มะม่วงพันธุ์ดีของพม่า

สำหรับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีการพัฒนาการปลูกมะม่วงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสายพันธุ์และการจัดการดูแลรักษา จากที่ปลูกและผลิตขายบริโภคกันในประเทศ คนไทยส่วนใหญ่ในอดีตมักจะคุ้นเคยบริโภคมะม่วงกินดิบ อาทิ เขียวเสวย แรด ฟ้าลั่น เจ้าคุณทิพย์ ฯลฯ ในกลุ่มมะม่วงกินสุกจะรู้จักเฉพาะพันธุ์อกร่อง มาถึงทุกวันนี้มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ของไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยน้ำดอกไม้สีทองที่มีการส่งออกไปยังหลายประเทศ โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่น

นอกจากประเทศไทยแล้ว พม่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่ปลูกมะม่วงมาก และได้เริ่มมีการพัฒนาพันธุ์มะม่วงและการดูแลรักษา เพื่อให้มะม่วงมีคุณภาพดี ด้วยลักษณะของกลิ่นที่มีความหอมเฉพาะตัวเมื่อนำมาแปรรูปเป็นขนม ทำให้มีรสชาติและกลิ่นของมะม่วงหอมละมุน อาทิ ทำเค้ก โดยใช้มะม่วงพันธุ์เซ่งตะโลง จะมีรสชาติอร่อยมาก ผู้เขียนได้มีโอกาสไปประเทศพม่าเป็นช่วงเวลาที่ผลผลิตมะม่วงของพม่าเริ่มออกสู่ตลาดพอดี ซึ่งตรงกับมะม่วงปีในบ้านเรา

ถ้าใครได้ไปเที่ยวยังประเทศพม่า จะได้เห็นความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนพม่า และผลไม้ที่มักจะพบเห็นอยู่มากคือ กล้วย และมะพร้าว เพราะเป็นผลไม้ที่คนพม่านิยมซื้อมาบูชาเทพ และกล้วยที่คนพม่านิยมบริโภคมากที่สุดคือ กล้วยหักมุก (กล้วยหักมุก คนพม่าเรียกว่า “พีจาง”) สำหรับมะม่วง พม่ามีหลายสายพันธุ์คล้ายกับมะม่วงไทย อย่างเช่น มะม่วงพันธุ์หยิ่งกะแว ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “อกแยก” มีลักษณะรูปทรงผลคล้ายมะม่วงอกร่อง แต่รสชาติสู้ไม่ได้

ในขณะเดียวกันพม่ามีพันธุ์มะม่วงที่มีชื่อเสียงและรสชาติดีอยู่สายพันธุ์หนึ่ง ที่มีชื่อว่า พันธุ์ “เซ่งตะโลง” ในช่วงที่ประเทศอินเดียปกครองประเทศพม่า จะเรียกมะม่วงสายพันธุ์นี้ว่า เซนทาโล ผู้เขียนได้ทดลองกินมะม่วงพันธุ์เซ่งตะโลง จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่มีรสชาติอร่อย ผลไม่ใหญ่นัก ขนาดเท่ากับมะม่วงอกร่องและมีเนื้อละเอียด รสชาติหวานหอม และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

เซ่งตะโลง จัดเป็นมะม่วงที่มีชื่อเสียงที่สุดของพม่า และในขณะนี้กำลังพัฒนาเพื่อการส่งออก และเป็นมะม่วงที่มีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากในแถบเมืองมัณฑะเลย์ การผลิตและการตลาดของมะม่วงในประเทศพม่าส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ยังไม่มีการผลิตเพื่อการส่งออกและเทคโนโลยีในการผลิตมะม่วงนอกฤดู ยังตามหลังประเทศไทย

ปัจจุบัน การผลิตและการตลาดของมะม่วงในประเทศพม่า ส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันพม่าได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีมะม่วง พันธุ์ “เซ่งตะโลง” ให้มีคุณภาพดีและเริ่มมีการส่งออกบ้างแล้ว

“มะม่วงแก้วขมิ้น” มะม่วงมีชื่อของกัมพูชา

มะม่วงแก้วขมิ้น เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับรอบกิ่งก้านหนาแน่นบริเวณปลายยอด ใบเป็นรูปรี ปลายแหลม โคนมน เนื้อใบค่อนข้างหนา เวลาใบดกจะให้ร่มเงาดีมาก ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก เป็นสีเหลืองนวล ดอกมีกลิ่นหอม

“ผล” รูปกลมรี ขนาดผลใหญ่ และมีความแตกต่างจากผลของมะม่วงแก้วของไทยอย่างชัดเจน ผลโตเต็มที่ น้ำหนักเฉลี่ย 2-3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม (บางผลหนักถึง 500 กรัม) เมล็ดลีบบาง มีเนื้อเยอะ รสชาติอร่อยทั้งดิบและสุกตามที่กล่าวข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยการทาบกิ่ง

ความจริงแล้วมะม่วงชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศกัมพูชาช่วงที่มีการนำผลผลิตมาขายในบ้านเราใหม่ๆ เรียก มะม่วงแก้วเขมร ปัจจุบันที่นำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดแล้วนำมาทาบกิ่งขายชำมีโอกาสกลายพันธุ์ได้

ความพิเศษของมะม่วงแก้วขมิ้น คือเป็นมะม่วงปลูกกินได้ทั้งผลดิบและผลสุก ผลมีขนาดใหญ่กว่ามะม่วงแก้วของไทยอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ มะม่วงแก้วขมิ้น เป็นมะม่วงติดผลดกทะวายได้ปีละ 2 ครั้ง

เนื้อผลแก่จัดหรือสุกเมื่อผ่าจะเป็นสีเหลืองเข้มคล้ายสีของขมิ้น จึงถูกตั้งชื่อว่า “มะม่วงแก้วขมิ้น” รสชาติช่วงผลดิบฝานเป็นชิ้นๆ จิ้มเกลือพริกป่น หรือกินกับน้ำปลาหวาน กรอบมันปนเปรี้ยวและหวานเล็กน้อย ฉ่ำน้ำ เนื้อไม่แข็งหยาบกระด้าง หรือเหนียวเหมือนมะม่วงกินผลดิบบางสายพันธุ์

พ่อค้าขายผลไม้รถเข็นปัจจุบันนิยมเอา “มะม่วงแก้วขมิ้น” ปอกและเฉาะขาย ผลละ 20-50 บาท ได้รับความนิยมจากผู้ซื้อกินอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ

ส่วนใหญ่จะมีแหล่งปลูกเก็บผลส่งเข้าจำหน่ายที่ตลาดไทแบบต่อเนื่องไม่ขาดระยะ เพราะติดผลปีละ 2 ครั้งนั่นเอง เมื่อผลสุก เนื้อสุก ไม่เละ รสชาติหวานหอมไม่มีเสี้ยน อร่อยมาก รสชาติหวานกว่ามะม่วงแก้วสุก แต่จะนิยมกินผลดิบมากกว่าผลสุก

เรียกว่า ปลูกต้นเดียวมีผลให้ผู้ปลูกเก็บกินได้ตลอด แถมเวลาติดผลจะเป็นพวง 3-5 ผล ต่อพวง จึงคุ้มค่ามาก

มะม่วงแก้วขมิ้น หรือแก้วเขมรนี้ ปัจจุบันจัดเป็นมะม่วงที่เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ของชาวสวนมะม่วงกัมพูชา ผลใหญ่ รสชาติดี เป็นมะม่วง 3 รส รสชาติคล้ายมะม่วงแก้ว แต่เปรี้ยวน้อยกว่า และไม่มีกลิ่นขี้ไต้ น้ำหนักดี 2 ลูก ต่อกิโลกรัม ปลูก 2 ปี เริ่มให้ผลผลิตแต่ยังไม่มากนัก หลังจากปลูกแล้ว 5 ปีขึ้นไปผลผลิตจะดกมาก โรงงานทำมะม่วงดอง เพื่อทำมะม่วงแช่อิ่ม มีเท่าไหร่รับหมด เพราะรสชาติและน้ำหนักดีเป็นเยี่ยม

สำหรับมะม่วงพันธุ์นี้เท่าที่สังเกตจะมีร่องนิดๆ ที่ใต้ขั้ว ผลดิบรสชาติอร่อยมาก คือไม่เปรี้ยวมาก ลูกดิบที่ไม่ค่อยแก่จะสีไม่เหลือง แต่ลูกแก่จะออกสีเหลืองเหมือนขมิ้น ยิ่งแก่มากยิ่งสีเหลืองมาก ผลสุกก็หวาน มีเสี้ยนนิดๆ แต่นิยมกินดิบ

ผู้เขียนเคยไปดูงานการปลูกมะม่วง “แก้วขมิ้น” ที่เมืองกัมปงสะโต๊ก ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะม่วงแก้วเขมรมากที่สุด มีพื้นที่ปลูกนับแสนไร่ แต่ส่วนใหญ่ยังปลูกด้วยเมล็ด และพบว่ามีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล (เช่น แพนเที่ยมพลัส) ในการบังคับการออกดอกและติดผลกันบ้างแล้ว แต่เทคโนโลยียังสู้ประเทศไทยไม่ได้

ปัจจุบัน ทางสวนคุณลีได้ยอดมะม่วง พันธุ์ “แก้วขมิ้น” ของแท้มาเสียบยอดไว้บนต้นมะม่วงที่สวน ต่อไปมะม่วงพันธุ์นี้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการปลูกมะม่วงในประเทศไทย

จากการที่ได้กินมะม่วงแก้วขมิ้น จัดเป็นมะม่วงกินดิบที่น่าสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากส่งขายในตลาดเพื่อการบริโภคสดได้แล้ว ยังส่งเข้าโรงงานแปรรูปได้อีกด้วย

รายละเอียดเกี่ยวกับกิ่งพันธุ์มะม่วง T1, T2 และ งาช้างแดง ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

บทที่ 21 ลมหายใจในแดดอุ่น

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

ทุกมุมสวนล้วนมีเรื่องราว

ยุคคล จิตสำรวย

บทที่ 21 ลมหายใจในแดดอุ่น

วันสองวันที่ผ่านมา ฝนทิ้งช่วงไปบ้างแล้ว จากฝนต้นฤดูที่โหมกระหน่ำลงมา ตั้งแต่เช้าจรดเย็นไปจนถึงค่ำคืนในบางวัน กลายมาเป็นตกบ้างหยุดบ้าง ในที่สุดก็หยุดไปสามสี่วันถึงจะปรอยลงมาบางๆ อีกครั้งในช่วงเวลาที่สั้นขึ้น

ผืนดินอิ่มชุ่มไปด้วยน้ำ แดดอุ่นเริ่มทักทายมาเช่นทุกเช้าอย่างที่มันเคยเป็น บนภูเขาปกคลุมอ้อยอิ่งไปด้วยสายหมอกบางเบาสีเทาอ่อนจาง “ฤๅษียังคงหุงข้าว” กินเองอยู่นะในเช้านี้

คนรุ่นใหม่คงจะไม่เคยได้ยินกันแล้วหรอกนะครับ ถึงคำบอกเล่าจากปู่ ย่า ตา ยาย อันนมนานกาเลจนแทบจะเป็นนิยายปรัมปราไปแล้ว เกี่ยวกับเรื่องราวของฤๅษีที่บำเพ็ญตน ถือศีลภาวนาอยู่บนภูเขา ตื่นเช้าขึ้นมาก็จะหุงหาอาหารจนเรามองเห็นเป็นกลุ่มควันกรุ่นลอยอยู่บนนั้น เด็กๆ อย่างผมในตอนนั้นก็คงคิดไปไม่ถึงหรอกว่าฤๅษีอะไรจะมีมากมายได้ขนาดนั้น ด้วยว่าบนภูเขาอันสลับซับซ้อนที่โอบล้อมหมู่บ้านของเราเอาไว้นั้น มองไปทางไหนในตอนเช้าก็เต็มไปด้วยกลุ่มควันดังว่า

ในบางเรื่องราวที่ยากจะอธิบาย ให้เด็กๆ อย่างเราได้เข้าใจ ผู้ใหญ่ในสมัยนั้นก็เลือกที่จะเล่าเรื่องสนุกๆ ซึ่งทำให้เราต้องจดจำเอาไว้แทน และเราก็คงต้องไปหาคำตอบจริงๆ กันเอาเองอีกครั้งหนึ่งในภายหลังหากยังสนใจหรือติดข้องอยู่

แต่ในเรื่องเล่าเหล่านั้น ก็ยังเร้นแฝงเอาไว้ซึ่งขนบดีงามต่างๆ หลายๆ อย่าง ผสมผสานปนเปกันไปได้อย่างกลมกลืนและเรียบง่ายจนยากที่พวกเราจะแยกแยะได้ออกว่า นั่นมันคือเรื่องเล่าหรือเรื่องจริงกันแน่ อย่างน้อยในตอนนั้น เด็กหลายๆ คนรวมทั้งผม ต่างก็พากันยกมือไหว้ไปทางภูเขาที่พวกเราเชื่อว่ามีฤๅษีปฏิบัติธรรมกันอยู่บนนั้น

นั่นแหละครับ พวกผมเชื่อกันจนถึงขนาดจะพากันขึ้นไปดูให้เห็นกับตาเลยว่า ฤๅษีบนนั้นจะมีหน้าตาเหมือนกับที่เคยเห็นในหนังสือและในหนังตะลุงหรือไม่ กว่าจะรู้ว่าทั้งหมดทั้งสิ้นมันก็เป็นแค่เพียงปรากฏการณ์ของธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้น วันเวลาในชีวิตก็ผ่านไป จนสารัตถะบางอย่างแห่งเรื่องราวที่ได้รับฟังมาต่างก็เลือนลบไปบ้างแล้วในที่สุด

มีความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นกับต้นไม้ภายในสวนที่ผมมองเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากได้รับน้ำจากฝนอย่างเต็มที่มาในช่วงระยะเวลาสิบกว่าวันที่ผ่าน นอกจากการผลิดอกออกผลของไม้ผล เช่น มังคุด ลางสาด ลองกอง สะตอ และอื่นๆ แล้ว นั่นก็คือ บนลำต้นของไม้ผลเหล่านั้นที่เคยแห้งผาก จนบางต้นบางชนิดถึงแตกเป็นแผ่นและหลุดล่อนออกมา เห็นเนื้อไม้เป็นแผลกว้าง ก็กลับปิดสนิทด้วยเปลือกใหม่อย่างรวดเร็ว มอสส์และไม้อิงอาศัย เช่น กล้วยไม้ต่างๆ เฟิน และอื่นๆ เริ่มเจริญเติบโต ลำต้นของพวกมันจึงเริ่มมีสีเขียวปกปิดสีน้ำตาลเข้มหรืออ่อนจางที่เคยเป็นมา ดูชื่นฉ่ำสบายตา เช่นที่ผมเคยเห็นพวกมันเมื่อฤดูฝนของปีที่ผ่าน

ทุกอย่างวนเวียนเปลี่ยนกันไปมา มันเป็นวงจรชีวิตสั้นๆ บนพื้นผิวของต้นไม้ที่รวบรวมเอาไว้ด้วยชีวิตต่างๆ อันหลากหลาย แม้จะมีพื้นที่เพียงไม่มากมายนัก ธรรมชาติมีอะไรที่แสนจะธรรมดา แต่ชวนให้พิศวงมากมายเหลือเกิน ความน่าพิศวงที่สามัญเหล่านี้ เพียงแค่เราสังเกตบ้าง เราก็จะพบเห็นได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรเลย

อีกไม่นานนัก ป่าฝนอันเขียวชอุ่มและชุ่มฉ่ำก็จะกลับมายังดินแดนนี้อีกครั้ง เพียงเพื่อจะถูกทำลายลงไปบ้างในฤดูเก็บเกี่ยวผลไม้ซึ่งจะมาถึงเช่นกันในอีกสองสามเดือนข้างหน้า

เพราะทุกๆ ครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวผลไม้ในสวน เราหลีกเลี่ยงมิได้เลยที่จะต้องถกทึ้งเหยียบย่ำทำลาย สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น มอสส์ เฟินต่างๆ ตลอดจนพืชอิงอาศัยอื่นๆ ที่เพิ่งฟื้นตัวหลังจากได้รับน้ำฝนเสมอๆ

สวนในฤดูเก็บเกี่ยวมักถูกถากถางจนเตียนโล่ง เพื่อความสะดวกและความปลอดภัยในการทำงาน ยิ่งในกรณีที่เจ้าของสวนต้องการความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย พวกเขาก็จะใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดพ่นไปจนทั่วขอบเขตของสวน เป็นการสะสางความรกเรื้อของสวนประจำปีไปด้วยพร้อมๆ กันไป พืชพันธุ์ต่างๆ ที่พวกเขาคิดว่าไร้ประโยชน์ ก็จะถูกทำลายไปในลักษณะที่เรียกว่าแทบจะสูญพันธุ์จากการใช้วิธีนี้ติดต่อกันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ในขณะที่การใช้มีดพร้าแบบเดิมๆ หรือแม้กระทั่งใช้เครื่องตัดหญ้าถากถางนั้น พืชเหล่านี้ยังมีโอกาสแตกตาหรือผลิหน่ออ่อนใหม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อีกทั้งยังมีโอกาสได้รับปุ๋ยต่างๆ ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ที่เจ้าของสวนมักใส่ให้กับไม้ผลของตน หลังจากได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไปจนหมดสิ้นแล้ว

น่าแปลกใจนะครับ ที่ชาวสวนส่วนมากจะไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของพืชพันธุ์เล็กๆ เหล่านี้ รวมทั้งพืชตระกูลหญ้าอีกจำนวนหนึ่งในสวนของพวกเขา ประโยชน์โดยอ้อมของพวกมันเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกินในการที่จะอธิบายทำความเข้าใจกับพวกเขาเหล่านั้น จนมองเห็นได้ว่าสมควรจะอนุรักษ์พันธุ์ไม้เหล่านี้เอาไว้ในสวนบ้าง แทนที่จะถากถางหรือทำลายพวกมันออกไปเสียจนเตียนโล่ง อย่างที่ทำกันมา ตั้งแต่เริ่มมีการทำสวนโดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยางพาราและปาล์มกัน หลายสิ่งหลายอย่างมันไม่มีอะไรที่ตรงไปตรงมา เหมือนการปลูกมะนาวหรือพืชพันธุ์อื่นๆ แล้วรอเวลาเก็บผลไปขายหรอกนะครับ

มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง อาชีพหลักรับราชการ ได้เข้ามาซื้อที่สวนเอาไว้ไม่ไกลจากสวนของผมมากนัก สวนที่ว่าเป็นสวนผลไม้เดิมๆ มีพันธุ์ไม้หลายชนิดปลูกผสมผสานปนเปกันอยู่ในนั้นจนเต็มพื้นที่ ด้วยว่ามีลำคลองไหลผ่าน พืชพันธุ์แต่ละต้นแต่ละชนิดจึงสมบูรณ์และให้ผลผลิตอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี หลังจากเขาซื้อที่แปลงนี้ได้ไม่นาน ก็ได้โค่นพืชผลเดิมๆ ทิ้งทั้งหมด ปรับพื้นที่จนเตียนโล่ง เหลือเพียงพื้นดินโล้นๆ เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งเขาและชาวสวนแถบนี้เชื่อกันว่าผลผลิตจะมีราคาดีกว่าจะปล่อยให้เป็นสวนผลไม้แบบที่มันเคยเป็น

ผ่านมาปีกว่า เพื่อนคนนี้ก็มาหาผม บอกว่า ปาล์มที่เขาปลูกนั้นโดนหนอนทรายกัดกินราก ตายแทบจะหมดทั้งแปลง พ่นยาฆ่าก็แล้ว เปลี่ยนชนิดพันธุ์ปาล์มก็แล้ว ฯลฯ ซ่อมพันธุ์ปาล์มใหม่ลงไปก็ยังถูกกัดกินเหมือนเดิม จะทำยังไงดี ผมตามเขาไปดูถึงพื้นที่ ก็พบว่า นอกจากต้นปาล์มเล็กๆ ที่ปลูกเป็นแถวแนวอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นพื้นดินปนทรายล้วนๆ แทบไม่มีหญ้าอะไรเหลือขึ้นอยู่แม้สักต้น สักกอ เป็นสวนที่ดูดีและสวยงามจริงๆ

และเมื่อผมขุดดินที่โคนต้นปาล์มดู ก็เจอหนอนอ้วนๆ จำนวนหนึ่งเกาะกินรากปาล์มอยู่จริงๆ อย่างที่เขาเล่าให้ฟัง ก็เลยบอกไปว่า เท่าที่เห็นและคิดได้ในตอนนี้นั้น หนอนทรายที่กินรากปาล์มจนตายแทบหมด ก็คงเป็นเพราะพวกมันไม่มีรากอย่างอื่นให้กินละมั้ง ลองปล่อยให้หญ้ามันขึ้นบ้างสิ นอกจากหนอนทรายจะหันไปกินรากหญ้าแทนรากปาล์มแล้ว คนเลี้ยงวัวแถวนี้ก็จะได้เข้ามาตัดหญ้าไปให้วัวกินบ้าง แบ่งปันกันไป หญ้าในสวนก็จะไม่รกเรื้อมาก ไม่เปลืองค่ายา ค่าแรงงาน จัดการกับหญ้าด้วย แถมในพื้นที่ลาดชันซึ่งมีอยู่บ้าง หญ้าก็จะช่วยป้องกันการชะล้างผิวดินจากน้ำฝนอีกด้วยนะ

เวลาผ่านไปจวนจะสองปีแล้ว เมื่อเจอหน้ากัน “เรา” ผมกับเขาก็ไม่ต้องคุยกันในเรื่องนี้อีกแล้ว และสวนของเขาในตอนนี้ เท่าที่ผมเห็น ก็มีหญ้าขึ้นอยู่ระหว่างแถวแนวปาล์ม (ที่สูงขึ้น-โตขึ้นกว่าเดิมเยอะแล้ว) อย่างที่ผมเคยแนะนำนั่นแหละครับ

ในแสงเงาของแดดบ่ายที่ส่องลงมาบนพุ่มไม้และใบหญ้า มองไปไกลๆ ภายใต้ร่มเงาต้นไม้ก็จะเห็นกลุ่มมอสส์ เดฟป่า จุกโรหินี นมตำเลีย เฟินรังนก กล้วยไม้ ตลอดจนพืชอิงอาศัยอื่นๆ ที่พากันขยายตัวห่อหุ้มไปตามลำต้นของมังคุด ลางสาด และไม้ผลอื่นๆ จนเขียวครึ้มสวยงามด้วยความชื้นจากฤดูกาล หมู่แมลงและหนอนตัวเล็กๆ ซ่อนตัวจากสายตาของนก กระรอก กระแต อยู่ภายในนั้นเงียบๆ ต่างก็รอคอยเวลาเพื่อจะพากันคืบคลานออกมาหาอาหาร จะถูกจับกินไปบ้าง จะรอดชีวิตมาบ้าง ฯลฯ ก็ตามแต่ชะตากรรมอันเป็นเรื่องเฉพาะตัวของพวกมัน ดุลยภาพของธรรมชาติต่างก่อเกิดและเป็นไปอย่างเงียบงันจริงๆ นี่คือ สิ่งที่ผมมองเห็นมันอยู่ทุกวัน

ผม แมวหนุ่มและแมวเฒ่านั่งเล่นกันอยู่บนลานบ้าน เราต่างก็มองลงไปยังธารน้ำเล็กๆ ข้างหน้า ฝูงนกปรอดสวน นกเขียวน้ำคราม นกกินปลี กำลังเล่นน้ำกันอยู่อย่างสนุกสนาน บ้างก็ก้มลงกินน้ำ บ้างก็ลงไปไซ้ขนอยู่ในน้ำ ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจกันอย่างเพลิดเพลิน โดยที่มิได้เกรงกลัวผมและแมวสองตัวนี้แต่อย่างใด ด้วยว่ามันทั้งสองเลิกสนใจที่จะไล่ล่านก หนู กระรอก และอื่นๆ ไปนานแล้ว ช่วงนี้พวกมันหันมาสนใจไส้เดือน กิ้งกือ และผู้คนแปลกๆ ที่เดินเข้าเดินออกภายในสวนกันบ่อยๆ มากกว่าไปแล้วล่ะครับ

เพราะโลกใบนี้มิได้มีอยู่แค่เพียงสิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่า มนุษย์ และมนุษย์ก็มิใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวเท่านั้น ที่จะมีสิทธิและหน้าที่ในการที่จะควบคุมหรือผลักดันการหมุนของโลกให้เป็นไปอย่างที่ใจตนต้องการได้ ความพยายามของมนุษย์ที่จะกระทำการดังว่า จึงมิอาจบรรลุผลได้แม้แต่เพียงอย่างเดียว ผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกิดจากการกระทำดังว่า ที่อาจมองเห็นและจับต้องได้ในวันนี้ เป็นเพียงผลประโยชน์เฉพาะกาลเท่านั้น และในที่สุดมันก็คือปัญหาที่มนุษย์จะต้องคอยแก้ไขกันต่อไปในกาลอนาคต วนเวียนเปลี่ยนกันไปมาอย่างไม่มีวันจบสิ้น

แม้ดวงอาทิตย์จะเลื่อนลงลับหมู่ไม้ไปสักพักหนึ่งแล้วก็ตามที นกฝูงนี้ก็ยังคงเล่นน้ำกันอยู่ที่เดิม อุ่นไอจากเปลวแดดแห่งวารวัน ยังคงปกคลุมอยู่โดยทั่ว พวกมันคงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นนี้ ผมและแมวสองตัวของผม…ก็เช่นกัน

มะค่าแต้

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

มะค่าแต้

มะค่าแต้ เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดคือ สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม ซึ่งแต่ละท่อนของคำขวัญมีความหมายดังนี้

สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ หมายถึง สุรินทร์ มีศูนย์คชศึกษาที่มีช้างอยู่มาก เป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุดในประเทศไทย และมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นชุมชนชาวกวย ที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุด งานแสดงช้างถือเป็นงานประจำปีระดับชาติ แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกมาร่วมชมงานนี้

ผ้าไหมงาม ผ้าไหมสุรินทร์ ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ปรากฏชัดว่า เป็นผ้าของคนโบราณ หรือคนดั้งเดิมในแถบนี้ มีความแตกต่างจากผ้าของคนเขมรในประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย และแตกต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง ลักษณะเด่นของผ้าไหมสุรินทร์ อยู่ที่คุณภาพของเส้นไหม การย้อมด้วยสีธรรมชาติและให้สีที่กลมกลืน มีสีสันที่มีลักษณะเฉพาะ

ประคำสวย ประคำ หรือ ประเกือม หมายถึง เม็ดเงิน หรือเม็ดทองชนิดกลม ที่นำมาร้อยเป็นเครื่องประดับ ลักษณะพิเศษของประคำหรือประเกือมสุรินทร์นั้น จะเน้นศิลปะลวดลายต่างๆ มากมาย และจะต้องมีการอัดครั่งข้างใน เพื่อให้มีโลหะเงินหุ้มแต่เพียงเปลือกนอก ลักษณะเช่นนี้ทำให้สะดวกในการแกะลาย และเนื้อในเงินจึงมีความบริสุทธิ์มาก

ร่ำรวยปราสาท สุรินทร์มีปราสาทกระจายอยู่มากที่สุดในประเทศไทย และมีปราสาทที่อายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยคือ ปราสาทภูมิโปน เป็นดินแดนแห่งสถาปัตยกรรมโบราณ ปราสาทและโบราณสถานที่สำรวจพบในจังหวัดสุรินทร์มีทั้งหมด 20 แห่ง ซึ่งมีคุณค่าทางด้านการศึกษาทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก สันนิษฐานว่าในสมัยขอมเรืองอำนาจ พื้นที่จังหวัดสุรินทร์คงเป็นดินแดนแห่งหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางไปมาของขอม ระหว่างเขาพระวิหาร เขาพนมรุ้ง จึงมีการสร้างปราสาทขึ้นมากมายในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ มีทั้งปราสาทที่ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศาสนา ปราสาทที่ธรรมศาลา หรือที่พักของคนเดินทาง และปราสาทที่เป็นอโรคยาศาล หรือสถานที่รักษาพยาบาลผู้ป่วยในสมัยโบราณ

ผักกาดหวาน ได้รับการเผยแพร่ความรู้และปรุงรสชาติจาก นายเชียะง้วน แซ่เอ็ง คนจีนท่านหนึ่ง ซึ่งได้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่มาอยู่ในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ได้นำผักกาดสดมาแปรรูปเป็นหัวผักกาดเค็ม หัวผักกาดหวาน และไชโป๊ว เป็นสินค้าจำหน่ายประจำครอบครัว และได้รับการปรับปรุงพัฒนารสชาติและคุณภาพขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นที่รู้จักและนิยมของชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนแผ่นดินใหญ่ จีน ไต้หวัน เกาะฮ่องกง และได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็นสินค้าไทยแห่งปี พ.ศ. 2532

ข้าวสารหอม สุรินทร์ เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่ขึ้นชื่อ และผลิตได้ในปริมาณมากที่สุดของประเทศ เป็นสินค้าออกที่สำคัญของจังหวัดสุรินทร์ ลักษณะพิเศษของข้าวหอมสุรินทร์ คือ มีกลิ่นหอม ปัจจุบันจังหวัดสุรินทร์ได้ประกาศเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารเคมีและสารพิษ ทั้งนี้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตที่ปลอดจากสารเคมีและสารพิษ

งามพร้อมวัฒนธรรม วัฒนธรรมสุรินทร์ เกิดจากการหลอมรวมเอาวัฒนธรรม 3 สาย ปั้นเป็นเกลียวกันอย่างกระชับมั่น คือ วัฒนธรรมสายกวย สายเจนละ (เขมร) และ สายลาว จะเห็นได้ว่าจังหวัดสุรินทร์มีขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และวัฒนธรรมมากมาย เช่น วัฒนธรรมการเลี้ยงช้าง วัฒนธรรมจักสาน วัฒนธรรมการทอผ้าไหม วัฒนธรรมในการทำเครื่องประดับเงินหรือประเกือม เป็นต้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นนับเป็นของดี ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวสุรินทร์เป็นอย่างยิ่ง แต่ยังมีสิ่งที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อยกว่ากันก็คือ ต้นมะค่าแต้ ต่อไปนี้เรามาทำความรู้จักกับมะค่าแต้ให้มากยิ่งขึ้นในหัวข้อต่อไปนี้

ชื่ออื่น : มะค่าหยุม มะค่าหนาม แต้ มะค่าลิง กอกก้อ กอเก๊าะ ก้าเกาะ กรอก๊อส และ แต้หนาม

ชื่อสามัญ : Ma Kha Num

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sindora siamensis Teijsm. & Miq.

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE

ถ้าพูดถึงไม้ในป่าชั้นดี ทั้งไม้สัก เต็ง แดง ประดู่ ฯลฯ แล้วละก็ ยังมีต้นมะค่าอีกชนิดหนึ่งที่ต้องกล่าวถึง คำว่า “มะค่า” สอดคล้องกับคำว่า มีค่า จะโดยบังเอิญหรือไม่ก็ตาม แต่แน่นอนว่า เป็นไม้มีราคาสมชื่ออย่างแท้จริง เพราะขณะนี้ในป่าเหลือน้อยเต็มที ทำให้มีค่าดั่งทอง มิหนำซ้ำลวดลาย และเนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมแดง และคนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าสวยงามอย่างยิ่ง

ต้นมะค่า มี 2 ชนิด คือ มะค่าโมง พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสุโขทัย และมะค่าแต้ ที่กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะได้ยินการเรียกขานกันว่า ต้นมะค่า หรือไม้มะค่า ทำให้มีผู้สงสัยว่าเป็นมะค่าชนิดไหนกันแน่ คำตอบคือจะหมายถึงมะค่าโมง เพราะระหว่างมะค่าโมงและมะค่าแต้ จะมีการใช้ประโยชน์จากมะค่าโมงมากกว่ามะค่าแต้ ทีนี้เรามาดูกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ไม้มะค่า 2 ชนิด ดังกล่าวนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร

โดยทั่วๆ ไปถ้าพูดถึง ต้นมะค่า ไม้มะค่า เมล็ดมะค่า ก็จะหมายถึงมะค่าโมง แต่ถ้าพูดถึง ต้นแต้ ไม้แต้ เมล็ดแต้ มะค่าหนาม ก็จะหมายถึงมะค่าแต้ มะค่าโมงเป็นไม้ที่มีลำต้นขนาดใหญ่มาก เป็นไม้ที่โตค่อนข้างช้า เนื้อไม้มีลวดลายเฉพาะตัว สวยงามมาก สีน้ำตาลแดง เสี้ยนหยาบกว่า เนื้ออ่อนกว่า น้ำหนักเบากว่ามะค่าแต้ ราคาแพงกว่า สมัยก่อนพบต้นที่มีขนาดใหญ่มากบ่อยๆ เพราะแต่ก่อนไม่ค่อยนิยมใช้ ทำให้มีต้นขนาดใหญ่เหลือให้เห็น ซึ่งสมัยนั้นนิยมเลื่อยเป็นแผ่นใหญ่ๆ ทำข้างรถกระบะ รถสิบล้อ และเมื่อรถพัง ไม้มะค่ายังดีอยู่ ไม่ได้พังไปตามสภาพรถ เจ้าของก็งัดไม้ไปขาย นับได้ว่าไม้มะค่ามีความทนทานมาก หรือบางแผ่นนิยมนำไปทำกีตาร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ต้นมะค่าขนาดใหญ่มีให้เห็นน้อยเต็มที และนิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์เป็นส่วนใหญ่

ส่วนมะค่าแต้ ซึ่งพบครั้งแรกที่จังหวัดราชบุรี โดย J.E. Teijsmann ชื่อสปีชีส์ คือ siamensis นั้น ตั้งเป็นเกียรติแก่ประเทศไทย สีของใบจะแตกต่างกับมะค่าโมง ฝักมะค่าแต้ ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร จะมีหนามแหลมทั่วผิวฝัก ฝักขนาดเล็ก แบน ต้นเติบโตช้ากว่า ทำให้ต้นแคระกว่ามะค่าโมง และที่สำคัญคือไม่มี “ปม” ที่ถือว่าเป็นส่วนที่สวยที่สุดของไม้มะค่า ส่วนเนื้อไม้จะหยาบกว่า เสี้ยนตรง เนื้อแข็ง ละเอียด น้ำหนักมาก (จมน้ำ) สีออกน้ำตาลอ่อนสลับเข้ม สวย และนำมาใช้งานหลากหลาย สู้มะค่าโมงไม่ได้ แผ่นใหญ่บิด แตกง่าย ไม่ค่อยมีลาย แต่มีความแข็งและทนทานมาก น่าจะใกล้เคียงกับไม้แดง นิยมทำเสา และโครงสร้างรับน้ำหนัก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-15 เมตร แตกกิ่งก้านแผ่กว้าง เรือนยอดเป็นรูปร่ม หรือเป็นทรงเจดีย์ต่ำ กิ่งและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาล เปลือกต้นเรียบมีสีเทาคล้ำ

ใบ ใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 3-4 คู่ ใบย่อยรูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบกลม หยักเว้าตื้นๆ ตรงกลางเล็กน้อย โคนใบแหลมเป็นรูปลิ่ม ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบหนา ด้านบนมีขนหยาบ ส่วนท้องใบมีขนนุ่ม

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบหรือปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร ดอกสีเหลืองแกมเขียว มีกลีบเลี้ยงหนา 4 กลีบ รูปไข่กว้าง ปลายกลีบมีหนามขนาดเล็ก ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

ผล เป็นฝักเดี่ยว แบนค่อนข้างกลม ที่ผิวเปลือกมีหนามแหลมอยู่ทั่วไป รูปไข่กว้างหรือรูปโล่ โคนเบี้ยว และมีติ่งแหลม เมื่อแห้งแตกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดสีดำ 1-3 เมล็ด ผลจะแก่ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน

การขยายพันธุ์ ด้วยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง

นิเวศวิทยา ขึ้นกระจัดกระจายในป่าเต็งรัง ป่าชายหาดทั่วๆ ไป และป่าเบญจพรรณแล้ง

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือก ใช้ต้มแก้ซาง แก้ลิ้นเป็นฝ้า ปุ่มที่เปลือก ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้พยาธิ

เมล็ด เป็นยาขับพยาธิ และทำให้ริดสีดวงแห้ง

ประโยชน์อื่นๆ :

เนื้อไม้ สีน้ำตาลอ่อนหรือเป็นสีน้ำตาลแก่ เมื่อทิ้งไว้นานๆ จะเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น มีเส้นสีเข้มกว่า สลับกับเนื้อไม้ที่ค่อนข้างหยาบ แข็งแรง ทนทาน ทนปลวกได้ดี เลื่อย ผ่า ไสกบตกแต่งได้ยาก ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนได้ดี แต่จะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ใช้ทำเสา รอด ตง พื้น เครื่องเรือน เครื่องมือทางการเกษตร เกวียน กระดูกเรือ หรือใช้ทำโครงเรือใบเดินทะเล และไม้หมอนรถไฟ ฯลฯ

ฝักและเปลือก ให้น้ำฝาด ใช้สำหรับฟอกหนัง บางท้องที่นิยมใช้เปลือกต้นซึ่งให้สีแดง ใช้ย้อมเส้นไหม

ลำต้นและกิ่ง ใช้ทำเป็นถ่านได้ดี ให้ความร้อนสูงมาก

เมล็ดแก่ นำเนื้อข้างในมารับประทานเป็นอาหารว่างได้ โดยเนื้อจะมีลักษณะแข็ง คล้ายกับเมล็ดมะขาม และมีรสมัน

วิลาวัลย์ สุริยะฉาย ส่งพันธุ์ไม้ทางไปรษณีย์ ทำได้ไม่ยาก

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

วิลาวัลย์ สุริยะฉาย ส่งพันธุ์ไม้ทางไปรษณีย์ ทำได้ไม่ยาก

การซื้อขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า การซื้อสินค้าออนไลน์ กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากสะดวกไม่ต้องเดินทาง โดยใช้บริการผ่านการรับฝากของระบบไปรษณีย์ รวมถึงการสั่งซื้อต้นไม้ ก็ยังสามารถทำได้

จังหวัดนนทบุรี เป็นแหล่งที่มีไม้ผลที่มีรสชาติดี โดยเฉพาะมะม่วงสายพันธุ์ดั้งเดิม เช่น มะม่วงยายกล่ำ กินสุก กินกับข้าวเหนียวมูนอร่อยขึ้นชื่อ มะม่วงน้ำตาลเตา มะม่วงที่หวาน หอม กินสุกอร่อยที่สุด มะม่วงนนท์ทิพย์ มะม่วงทะวาย ดิบมัน สุกหวาน หอม มะม่วงศรีสยาม รวมถึงส้มเขียวหวานเมืองนนท์ และอีกหลากหลายสายพันธุ์ ที่ควรค่าแก่การปลูกไว้ทั้งกินเอง รวมถึงเป็นการร่วมอนุรักษ์สายพันธุ์มะม่วงให้คงอยู่ประเทศไทยต่อไปนานเท่านาน

คุณวิลาวัลย์ สุริยะฉาย คุณครูชาวสวนย่านบางศรีเมือง จังหวัดนนทบุรี ได้มีแนวคิดว่า ทำอย่างไรกิ่งพันธุ์มะม่วงสวนนนท์จะสามารถจัดส่งกระจายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย จึงประชาสัมพันธ์จัดจำหน่ายกิ่งมะม่วงสวนนนท์ โดยได้พัฒนารูปแบบวิธีการจนสามารถจัดส่งต้นมะม่วงไปถึงปลายทางทั่วประเทศได้อย่างปลอดภัย ด้วยการคิดสร้าง ไม้ล็อกกิ่ง นวัตกรรมภูมิปัญญาชาวบ้าน รวบรวมข้อมูลจากลูกค้าทุกกรณี มาปรับปรุงวิธีการจัดส่ง ประกอบกับระบบไปรษณีย์ EMS ทำให้สินค้าไปถึงมือผู้รับภายในวันรุ่งขึ้น

ในปัจจุบันมีผู้ที่มีงานประจำ หันมาเพิ่มช่องทางอาชีพและรายได้ โดยมาทำการเกษตรเป็นจำนวนมาก ดังนั้น นอกจากการผลิตและจัดส่งต้นพันธุ์มะม่วงสวนนนท์แล้ว ยังได้เปิดสอนการขยายพันธุ์มะม่วงด้วยวิธีการทาบกิ่ง สอนวิธีการเสียบยอดมะม่วง เพื่อให้มะม่วงใน 1 ต้น มีหลากหลายสายพันธุ์ หรือการทำมะม่วงแฟนซี ให้กับผู้ที่สนใจและชื่นชอบการทำสวนได้มาเรียนรู้วิธีการ นำไปฝึกความชำนาญต่อไป อีกทั้งยังจัดหาอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น มีดคม เพื่อการทาบกิ่ง มีดเสียบยอด ซึ่งต้องมีความคมเป็นพิเศษ เทปพลาสติกเฉพาะงาน บางชนิดหาได้ยากในบางท้องถิ่น พร้อมบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก

จากความมุ่งมั่น ทำให้แนวคิดไปสู่ความสำเร็จ ปัจจุบันนี้ มะม่วงสวนนนท์ ได้รับการจัดส่งไปถึงมือผู้ปลูกมะม่วงทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ ด้วยความรับผิดชอบ หากมีการสูญเสียจากสภาพต้นหรือการขนส่ง ก็ยินดีที่จะจัดส่งไปให้ใหม่ทันที โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยความมั่นใจในวิธีการที่คิดค้นขึ้นมา และยังได้จัดส่งผลไม้สดจากสวนถึงมือผู้บริโภคได้ชิมลิ้มลองรสชาติอีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณวิลาวัลย์ สุริยะฉาย โทร. (081) 925-1021 Line : arjarnwi

ทุเรียนปากช่อง “สวนซีต้า” อร่อย หวานมัน…น่าลิ้มลอง

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

พิงค์บุ๊ก

ทุเรียนปากช่อง “สวนซีต้า” อร่อย หวานมัน…น่าลิ้มลอง

ปีนี้ ท่านผู้อ่านได้กินทุเรียนกันเต็มอิ่มหรือยังเอ่ย?

หากยังหาทุเรียนรสอร่อยๆ มากินได้ไม่สะใจ อยากชวนไปแวะชิมทุเรียนรสอร่อย ที่ “สวนทุเรียนซีต้า” ตั้งอยู่ เลขที่ 405 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เบอร์โทร. (084) 497-0048 และ (084) 828-1689

เนื่องจากพื้นที่อำเภอปากช่อง ได้เปรียบตรงที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวเขาใหญ่ เจ้าของสวนแห่งนี้ คือ คุณชลอ พุทธโกศัย จึงวางแผนพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เป็นสวนเกษตรเพื่อการท่องเที่ยว และตั้งชื่อสวนแห่งนี้ว่า สวนทุเรียนซีต้า ตามชื่อหลานชายคนแรก (น้องซีต้า-ชนชิต พุทธโกศัย) แต่คุณชลอเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเสียก่อน บุตรสาว คือ คุณวาสนา (คุณตุ๊ก) พุทธโกศัย จึงลาออกจากอาชีพราชการครู เข้ามาช่วยดูแลบริหารสวนเกษตรแห่งนี้ พร้อมสามี คุณณัฐพล ศรีเจริญวาณิช

ความจริงครอบครัว “พุทธโกศัย” มีพื้นเพเป็นชาวอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ คุณชลอและเครือญาติได้อพยพมาทำกินในพื้นที่ปากช่อง ตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้ถูกเรียกว่า หมู่บ้าน “กลุ่มตาคลี ปากช่อง” ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม ปลูกน้อยหน่าเป็นพืชหลัก ต่อมาเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลัง และอ้อยโรงงานที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า

คุณตุ๊ก เล่าว่า น้อยหน่า เป็นไม้ผลที่ใช้สารเคมีเยอะ เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในร่างกาย ทำให้คุณพ่อมีอาการเจ็บป่วย จึงมองหาพืชอื่นเข้ามาปลูกทดแทน บังเอิญไปเห็นเครือญาติปลูกทุเรียนแล้วได้ผลดี จึงไปขอความรู้เรื่องการปลูกทุเรียนมาจากเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรี และซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนหมอนทองมาปลูกที่อำเภอปากช่อง ตั้งแต่เมื่อ 17 ปีก่อน โดยทยอยปลูกทุเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับต้นน้อยหน่า ต้นมะปราง ต้นมะยงชิด จนเต็มเนื้อที่ 20 ไร่ เมื่อทุเรียนที่ปลูกไว้ให้ผลผลิตที่ดี คุณพ่อชลอได้โค่นต้นน้อยหน่าออก ปัจจุบัน สวนแห่งนี้ปลูกทุเรียน 700 ต้น ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนหมอนทอง รองลงมาคือ ก้านยาว หลงลับแล และทุเรียนชะนี

การปลูก

คุณณัฐพล เล่าว่า ที่นี่ปลูกต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 2 ต้น สลับกับทุเรียนก้านยาว 1 ต้น บางแปลงก็ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองเป็น 2 แถว และปลูกต้นทุเรียนก้านยาว อยู่บริเวณร่องกลางสวน เพราะคุณพ่อชลอได้รับคำแนะนำจากชาวสวนทุเรียนมืออาชีพว่า การจัดการแปลงในลักษณะนี้จะช่วยให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อย เนื่องจากผึ้งจะนำเกสรหมอนทองมาผสมกับก้านยาว ทำให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อยขึ้น

นอกจากนี้ คุณณัฐพล ยังชี้ให้ดูต้นทุเรียน 2 ราก ซึ่งเป็นผลงานการปลูกของคุณพ่อชลอ ที่นำทุเรียนต้นเล็กมาทาบกิ่งกับทุเรียนต้นใหญ่ โดยจะเลือกเก็บเอาไว้เพียงกิ่งเดียว ที่แทงช่อขึ้นข้างบน เมื่อต้นทุเรียนทาบกิ่งได้สมบูรณ์ ก็จะปาดกิ่งที่เหลือทิ้ง การปลูกทุเรียน 2 ราก มีข้อดีคือ ทำให้ต้นทุเรียนเติบโตเร็ว แต่ข้อเสียคือ เชื้อโรคมีโอกาสระบาดได้รวดเร็วเช่นกัน

การดูแล

หลังเก็บเกี่ยว จะใส่ปุ๋ยเคมี ประมาณ 5-6 กรัม เพื่อบำรุงต้น บำรุงราก เพื่อช่วยให้ทุเรียนสะสมอาหาร และฉีดพ่นปุ๋ยหมักชีวภาพทางใบ ทุเรียนสวนนี้จะแบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นแรก จะติดดอกประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม เก็บผลผลิตวางขายประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน รุ่นสอง จะติดดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะได้กินผลประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

คุณณัฐพล ออกตัวว่า ผมเป็นเกษตรกรมือใหม่ เพราะเรียนจบด้านการตลาด พยายามเรียนรู้เทคนิคการปลูกดูแลสวนทุเรียนจากโลกไซเบอร์ จากตำรา บางครั้งลูกค้าที่เป็นชาวสวนเมืองนนท์ มาเยี่ยมชมสวนก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการดูแลสวนทุเรียนได้บางส่วน ผมดูแลให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ใช้สารเคมีตามความจำเป็น ปัจจุบันสวนแห่งนี้ยังปลูกมะปรางแซมในสวนทุเรียน เนื่องจากต้นมะปรางดูแลยาก แถมใช้สารเคมีเยอะ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกต่างหาก จึงวางแผนตัดโค่นต้นมะปราง เพื่อขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนแทนในอนาคต

โรคแมลง

ที่ผ่านมา โรคแมลงที่พบเจอในสวนทุเรียนแห่งนี้ก็คือ ปัญหาหนอนเจาะลำต้นจนต้นทุเรียนตาย จึงต้องคอยเดินตรวจตราต้นทุเรียนเป็นระยะ หากเจอหนอนก็รีบงัดแงะออกจากต้นทุเรียนและทาปูนแดงกินหมาก เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าต้น

ผู้เขียนสันนิษฐานว่า เจ้าหนอนตัวร้ายดังกล่าว น่าจะเป็น “ด้วงหนวดยาว” ที่พบเจอได้ง่ายในสวนทุเรียนทั่วไป โดยธรรมชาติแล้วเจ้าแมลงชนิดนี้มักบินมาเกาะโคนต้นทุเรียนและวางไข่ตามง่ามกิ่งต้นทุเรียน ครั้งละ 100-200 ฟอง หลังจากไข่ฟักเป็นตัวหนอนก็จะกัดกินท่อน้ำเลี้ยงใต้เปลือกเป็นวงรอบลำต้น ทำให้ต้นทุเรียนตายในที่สุด

การป้องกันหนอนด้วงหนวดยาวที่ดีที่สุดคือ ต้องคอยสังเกตมูลหนอน ที่มีลักษณะเป็นขุยติดอยู่ตามลำต้น หากหนอนเข้ากัดกินในลำต้น สังเกตง่ายๆ จะเห็นยางไหลเยิ้มออกมา เกษตรกรควรใช้มีดแซะเปลือกต้นทุเรียนออก จับตัวหนอนไปทำลาย

คุณทศพล สุวะจันทร์ เกษตรกรมืออาชีพเจ้าของสวนทุเรียน ที่ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มักแนะนำให้เพื่อนเกษตรกรใช้ตาข่ายไนลอนมารัดไว้รอบโคนต้น ง่ามกิ่ง หรือคาคบไม้ต่างๆ เพื่อดักตัวแก่ของด้วงหนวดยาวที่จะมาวางไข่ รวมทั้งอนุรักษ์นกธรรมชาติ เช่น นกกระปูด เพื่อจับหนอนกินตามธรรมชาติ วิธีนี้สามารถช่วยการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชชนิดนี้ได้มากกว่า 70%

การตลาด

ผลผลิตทุเรียนสวนซีต้าในระยะแรก ผลผลิตยังไม่เยอะมาก จะขายให้กับคนในท้องถิ่น และส่งขายให้กับแม่ค้าในพื้นที่ กรุงเทพฯ ในช่วง 1-2 ปี นี้เริ่มบุกตลาดอย่างจริงจัง โดยมุ่งขายตรงกับลูกค้าผ่านสื่อเฟซบุ๊ก และวางขายในแหล่งท่องเที่ยว

คุณตุ๊ก บอกว่า แม้สวนทุเรียนซีต้าเพิ่งเปิดตัวทำตลาดอย่างจริงได้ไม่นาน แต่ขายดีมาก เพราะเป็นทุเรียนคุณภาพดี รสชาติอร่อย ที่ลูกค้าพูดกันปากต่อปาก กลายเป็นของขวัญของฝากที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อไปฝากคนที่บ้านและผู้ใหญ่ที่เคารพ ตอนนี้หากใครต้องการกินทุเรียนจากสวนแห่งนี้ ต้องสั่งจองกันล่วงหน้าทางโทรศัพท์ หรือทางเฟซบุ๊ก “สวนทุเรียนซีต้า กลุ่มตาคลี ปากช่อง”

จุดเด่นของทุเรียนหมอนทองสวนซีต้า ก็คือ ทุเรียนเนื้อแห้ง กรอบนอกนุ่มใน รสชาติหวานมัน อร่อย คล้ายกับทุเรียนเมืองนนท์ ทุเรียนบางลูกแทบไม่มีเมล็ดเลย บางครั้งลูกค้าก็มาซื้อทุเรียนจากสวนซีต้าไปขายต่อในราคากิโลกรัม 150 บาท เมื่อลูกค้าทดลองชิม มักจะถามว่า สวนมาจากไหน ก็ตามมาซื้อต่อที่สวน ทางสวนจะขายทุเรียนหมอนทอง ขายส่ง-ขายปลีก ในราคาเดียวกันคือ กิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนก้านยาว ขายในราคากิโลกรัมละ 350 บาท ทุเรียนสวนนี้ไม่จุ่มน้ำยา เพราะตัดทุเรียนแก่ ก่อนสุกประมาณ 3 วัน ลูกค้าที่ซื้อไปกินมักติดใจ รสชาติความอร่อย

“ในอดีต ผลผลิตยังไม่มาก ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 80 บาท เมื่อปีที่แล้ว สวนทุเรียนซีต้าเก็บผลผลิตออกขายได้เกือบ 4 ตัน พร้อมพัฒนาตลาดอย่างจริงจัง ก็ปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 100 บาท ติดป้ายสติ๊กเกอร์สวนทุเรียนซีต้า พร้อมเบอร์โทร. เพื่อรับประกันคุณภาพสินค้า สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ” คุณตุ๊ก กล่าว

สวนทุเรียนซีต้า นอกจากมีทุเรียนหมอนทองเป็นพระเอกหลักแล้ว ทุเรียนพันธุ์ก้านยาวของสวนแห่งนี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กัน หากใครต้องการกิน ก็ต้องสั่งจองกันล่วงหน้า เพราะปลูกอยู่แค่ 4-5 ต้น เท่านั้น ระยะแรกผลิดอกออกผล ต้นละ 100 กว่าลูก เมื่อเติบใหญ่ก็สลัดลูกทิ้ง เหลือให้เก็บออกขายได้แค่ ต้นละ 30 กว่าลูกเท่านั้น คุณภาพทุเรียนก้านยาวของที่นี่ เนื้อแห้งเหนียวหนึบ รสหวานมันอร่อย คุณภาพดีไม่แพ้ทุเรียนก้านยาวเมืองนนท์ ขายในราคากิโลกรัมละ 350 บาท ขายดิบขายดีไม่พอขายกันเลยทีเดียว และที่นี่ยังปลูกทุเรียนชะนีไข่ ที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้กัน เพราะลักษณะเนื้อแห้ง หนึบหนับคล้ายกับทุเรียนก้านยาวอย่างไรอย่างนั้น

ทุเรียนพันธุ์ชะนีไข่โดยทั่วไป มักมีขนาดผลเล็ก เมล็ดใหญ่ กลิ่นแรง แต่ทุเรียนชะนีไข่สวนซีต้า ผลมีขนาดใหญ่ประมาณ 3 กิโลกรัม ที่สำคัญมีรสชาติอร่อยมาก คุณภาพเนื้อเช่นเดียวกับก้านยาว กลิ่นไม่แรง ลูกค้าที่มีโอกาสลิ้มรสทุเรียนชะนีของสวนซีต้า ก็ติดอกติดใจไปตามๆ กัน คาดว่า ทุเรียนชะนีไข่ ของเราได้รับการผสมเกสรข้ามพันธุ์ของทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว และชะนี ทำให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อยเด็ดนั่นเอง

“จุดเด่นอีกอย่างของสวนทุเรียนซีต้าคือ ปลูกหมอนทองที่มีผลใหญ่ ลูกโต น้ำหนักเกือบ 12 กิโลกรัม เนื้อทุเรียน กรอบนอกนุ่มใน รสชาติอร่อย ไฮไลต์อีกอย่างที่หากินได้ยาก ผมเรียกว่า “ทุเรียนช็อต” เป็นทุเรียนไร้เมล็ด แกะเนื้อออกกินได้อร่อยเต็มคำ แต่ละปีจะเจอ “ทุเรียนช็อต” เพียงแค่ 1-2 ลูก เท่านั้น คาดว่าเกิดจากการผสมเกสรไม่สมบูรณ์นั่นเอง” คุณณัฐพล ศรีเจริญวาณิช กล่าวในที่สุด

ดร. อำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ปลูกอินทผลัมกินผลสด ที่อุดรธานี

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ดร. อำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ปลูกอินทผลัมกินผลสด ที่อุดรธานี

อากาศยามเช้าที่อุดรธานีเย็นสบายดี ทั้งๆ ที่ปริมาณฝนไม่มากนัก หลังจากกินอาหารเช้า ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน เริ่มต้นกันที่สี่แยกบายพาส ทางไปจังหวัดสกลนคร แต่ไม่ได้ใช้เส้นทางที่จะไปสกลนคร

เจ้าถิ่นบอกให้หันหัวรถไปทางจังหวัดหนองคาย เมื่อถึงไฟแดงมีสี่แยกหนองใส ให้เลี้ยวขวาไปอีกราว 4 กิโลเมตร มีชุมชนขนาดใหญ่ จะเจอวัดหนองใสอยู่ซ้ายมือ เลี้ยวขวาไปอีกราว 5-6 กิโลเมตร มีป้ายบอกตลอดทาง ก็จะถึงสวนตาลคู่ ของ ดร. อำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด รวมทั้งอุดรธานี

ท่านมาทำสวนอยู่ บ้านเลขที่ 333 หมู่ที่ 11 บ้านนาหวาน ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 41000

เมื่อไปตามเจ้าถิ่นบอกสามารถเข้าถึงสวนอย่างง่ายดาย ระหว่างทางผ่านชุมชนที่มีความสะอาด เจริญรุ่งเรือง เมื่อห่างจากชุมชนก่อนถึงสวนตาลคู่ ภูมิประเทศก็งามตา มีต้นไม้ขึ้นห่างๆ สลับกับทุ่งนา

ตั้งใจทำเกษตรตั้งแต่รับราชการ

ดร. อำนาจ เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการครั้งแรกที่จังหวัดยโสธร เกษียณราชการ เมื่อ ปี 2554 ขณะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร

เนื่องจากรับราชการทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้าน มีส่วนช่วยชาวบ้านทางด้านการเกษตร ดร. อำนาจ มีความตั้งใจทำงานเกษตรตั้งแต่ที่รับราชการอยู่ เนื่องจากเวลารัดตัวจึงไม่มีโอกาส

จนกระทั่งญาติๆ มาซื้อที่ดินบริเวณบ้านนาหวาน จำนวน 11 ไร่ ญาติๆ ได้ชวน ดร. อำนาจ มาซื้อเพิ่มเติมอีก 15 ไร่ รวมกับญาติ จึงมีอยู่ 26 ไร่

เมื่อเกษียณจากงานราชการ ดร. อำนาจ ตระเวนหาข้อมูลทางด้านการเกษตร 6 เดือนเต็ม พร้อมทัศนศึกษาตามสวนต่างๆ รวมทั้งศึกษาจากตำรา จากนั้นจึงลุยทำการเกษตรอย่างเต็มที่

เมื่อปี 2554 ที่ดินบริเวณนี้ราคาไร่ละ 6 หมื่นบาท เวลาผ่านไป 3-4 ปี ขยับขึ้นเป็นไร่ละ 4 แสนบาท สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่าชาวบ้านเห็นว่าที่ดินสามารถทำประโยชน์ทางการเกษตรได้ดี ราคาจึงสูงขึ้น

“ที่นี่มีต้นตาลขึ้นอยู่เป็นคู่ๆ มีอยู่ 2-3 คู่ จึงตั้งชื่อว่า สวนตาลคู่…เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ ช่วงเป็นผู้ว่าฯ ทำอย่างไร ให้ชาวบ้านมีรายได้ เราสนใจเกษตร เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เราดูอาชีพดั้งเดิมของเขา ดูของใหม่ว่าอะไรดีกว่าของเดิม อย่างที่เราทำช่วยเขา เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดค่าใช้จ่าย จะสมบูรณ์เมื่อเราหาของใหม่ๆ ให้เขาดู ที่มาทำสวน มีแรงบันดาลใจ ไปพูดไปบอกไปสอนเขา…เขาบอกว่า ทำไม่ได้ ไม่มีทาง เราเลยมาทำให้ดู เหมือนอย่าง อินทผลัมกินผลสด เขาไม่เชื่อว่าปลูกได้ ผมมาปลูกให้ดู พร้อมทั้งเก็บข้อมูลเรื่องการลงทุนเรื่องผลผลิต…อยากทำตั้งแต่ช่วงที่ไม่ได้เกษียณด้วยซ้ำไป ตำแหน่งผู้ว่าฯ ไม่ว่าง หากกังวลไม่สนุก พอเกษียณเดือนกันยายน 2554 ผมพัก 6 เดือน เดินทางดูงาน พอพฤษภาคม 2555 ก็ลงมือทำ เรียนถูกเรียนผิดมา”

ดร. อำนาจ เล่า และบอกต่ออีกว่า

“ตอนอยู่ในระบบราชการ มีทฤษฎีที่เราเรียนรู้มา การที่จะให้เกษตรกรประสบความสำเร็จ ทฤษฎีที่สำคัญสุดคือ ทฤษฎีของในหลวง เราต้องการทำตรงนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ให้เป็นธุรกิจ เราทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าอาชีพพวกนี้มันทำได้ ใช้เงินเท่านี้ ชาวบ้านมีหลายระดับ เราทำพืชหลายระดับ เพิ่มรายได้ เรามองเห็นอินทผลัมมองเห็นเหมาะกับอีสาน…คนอยากทำ ถ้าใจไม่รักอย่า ต้องใจรัก ต้องศึกษาอย่างจริงจัง ต้องบริหารอย่างธุรกิจ ที่ผ่านมา คนเกษียณไปทำสวนแล้วล้มเหลว…ไม่ทำสวนเชิงธุรกิจ มีแต่รายจ่าย ใจเสีย จ่ายไม่ถึงก้ำกึ่ง ไม่สวย รก ถอดใจทิ้งสวนไปเลย”

ต้องสร้างเกษตรกร

ให้มีความมุ่งมั่นและใจสู้

เนื่องจากเรียนจบมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ดร. อำนาจ ทำการเกษตรอย่างมีแบบแผน ทำให้กิจกรรมที่ลงไปมีความก้าวหน้า

ในระยะเวลาไม่นาน จึงสามารถเปิดสวนตาลคู่ให้กับผู้สนใจมาดูงานได้

ในฐานะที่เคยรับราชการอยู่ในภาคอีสานหลายจังหวัด

ดร. อำนาจ มีความคิดเห็นทางด้านงานเกษตร ในจังหวัดภาคอีสาน ดังนี้

“จริงๆ แล้ว อีสานมีศักยภาพทางการเกษตรค่อนข้างสูงและหลากหลาย แต่ละจังหวัดมีความโดดเด่นแตกต่างกัน ซึ่งน่าจะมาจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ แต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน บางจังหวัดสมบูรณ์ บางจังหวัดก็แล้ง แต่อีกอันหนึ่งที่มีส่วนสำคัญคือ สภาพบุคคล สภาพของเกษตรกร เกษตรกรแต่ละจังหวัดมีความขยันขันแข็ง มีความสนใจที่แตกต่างกัน จังหวัดยโสธร จังหวัดแรกที่ผมเป็นผู้ว่าฯ พื้นที่ถูกบังคับต้องทำนา พื้นที่น้ำหลากมีบางส่วน ริมแม่น้ำ แต่เขาโชคดี หน้าแล้งจะใช้ทำนาหน้าแล้ง ไปหน้าแล้งไม่รู้ นึกว่าหน้าฝน เพราะมีสถานีสูบน้ำ เขาเน้นการทำนา ทำอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อทำนา หน้าที่เราทำอย่างไรให้เขามีรายได้เพิ่ม เราก็เน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เราทำข้าวอินทรีย์ ทำมาต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละท่านทำต่อเนื่องเรารับไม้กันมา ตอนผมไปอยู่เราทำข้าวคุณธรรม มาวันนี้ติดตลาด ผลผลิตเริ่มจาก 400 กิโลกรัม มา 500 กิโลกรัม 800 กิโลกรัม ตอนนี้ยืนหลัก 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ตอนนี้ทำส่งออกข้าวอินทรีย์ จึงพูดได้เลยว่า ยโสธรต้องข้าว แล้วข้าวเขาอร่อยจริงๆ”

ดร. อำนาจ เล่า และพูดถึงงานเกษตรที่อีสานอีกว่า

“อีสานเหนือ สกลนคร อุดรธานี สภาพเป็นที่สูง ปริมาณน้ำฝนค่อนข้างดี มีพืชไร่ ข้าวยังมากอยู่ มีอ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา…ปัจจัยหลักที่ขาด สิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทำมากที่สุดคือ สร้างคน…องค์ความรู้ การเงิน เป็นสิ่งที่หาได้ ปัญหาคือสร้างเกษตรกรที่ใจรักทุ่มเท ภาคความรู้เราอบรมมาเยอะ ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสน ภาคการเงินเราทุ่มเยอะ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารพาณิชย์ เอสเอ็มอี สิ่งที่เราขาด คือสร้างให้คนเป็นเกษตรกรที่แท้จริง ใจสู้ เราลงทุนน้อยมาก ปัจจัยอื่น น้ำ พูดโดยรวมแค่เป็นข้ออ้าง แล้งไม่มีน้ำ ของผมก็ไม่มีน้ำ แก้เกษตรกรที่ใจก่อน ให้เกษตรกรเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เราต้องทำเกษตรอย่างธุรกิจ ไม่ทำเกษตรอย่างเดิมๆ มีแผนทำ ปลูกอะไร ขายที่ไหน อย่างผมก่อนปลูกมะนาว ผมจะอยู่ได้ด้วยการขายกิ่ง แปรรูปไม่ได้คิด แต่ก็เข้ามาทีหลัง”

อินทผลัมกินผลสด

กับความเป็นไปได้ในภาคอีสาน

ช่วงรับราชการอยู่จังหวัดสกลนคร ดร. อำนาจ พบว่า เกษตรกรที่สกลนครเรียนรู้งานปลูกอินทผลัมกินผลสดได้ผลดี เมื่อมีโอกาสมาทำสวนที่อุดรธานี ท่านจึงซื้อต้นพันธุ์มาปลูกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2555

ผ่านไป 2 ปีเศษ อินทผลัมกินผลสด พันธุ์เคแอล 1 เริ่มให้ผลผลิตแล้ว

เข้าสู่ปีที่ 2 คือ ปี 2558 อินทผลัมให้ผลเพิ่มขึ้นอีกหลายต้น ดร. อำนาจ มีแนวคิดว่า งานปลูกอินทผลัมกินผลสด มีแนวโน้มที่ดี สำหรับภาคอีสาน

“อินทผลัมกินผลสด เหมาะสม อย่าลืมว่าคนอีสานส่วนใหญ่เป็นชาวนา พฤติกรรมชาวสวนกับชาวนาต่างกัน ความขยันขันแข็ง ความมีระเบียบวินัย ชาวสวนไม่มีปัญหา…คนอีสานส่วนใหญ่เป็นชาวนา จะเปลี่ยนให้เขามาทำสวนค่อนข้างลำบาก อินทผลัมกินผลเป็นพืชที่ต้องการการเอาใจใส่ไม่มาก…ชาวนาอีสานมาทำนาก็เผ่นแล้ว เขาไม่ถนัดอยู่ประจำและทำสวนตลอด ถ้าเราเอากิจกรรมที่เขาต้องใจจดใจจ่อจริตเขาไม่ให้ จริงๆ แล้ว มีพืชเกษตรอีกมากที่ทำเงิน เขาชอบอิสระ อินทผลัมไม่ต้องดูแลมาก ถูกจริตกับเกษตรกรแบบนี้” เจ้าของสวนตาลคู่ให้แง่คิด

จุดเสี่ยง…และน่าเป็นห่วง

สำหรับการปลูกอินทผลัมกินผล

ดร. อำนาจ บอกว่า เรื่องตลาด เรื่องราคาอินทผลัมกินผล เป็นพืชมีคุณค่าทางอาหาร มีตลาดชาวมุสลิม เป็นอาหารสุขภาพ ท่านไม่ห่วงนัก

ที่ห่วงคือ

หนึ่ง. กล้าพันธุ์ยังแพง

สอง. ซื้อมาแล้วเสี่ยงเรื่องต้นตัวผู้ ตัวเมีย

ทางแก้อย่าง ดร. อำนาจ ทำคือ ทำคู่ขนาน ปลูกระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 8 คูณ 8 เมตร เปอร์เซ็นต์ตัวผู้ ตัวเมียอาจจะ 50 ต่อ 50 สวนตาลคู่ปลูกในเข่งคู่ขนานกันไป ไม่เสียหาย ตัวผู้มากไปขุดล้อมไปขายเป็นไม้ประดับ หากเลี้ยงในเข่งเป็นตัวเมียนำลงปลูกในแปลง เป็นตัวผู้ขายเป็นไม้ประดับ เริ่มรู้เพศเมื่ออายุ 2 ปี ไม่เกิน 3 ปี

“ตลาดอีกแห่งหนึ่งคือ ผู้มีฐานะที่ซื้อไม้ยืนต้นแพงๆ ต่อไปจะขายให้กับคนกลุ่มนี้ มีต้นอินทผลัมกินผลสดปลูกอยู่หน้าบ้าน เดิมมีไม้อื่นอยู่แล้ว แต่เป็นพันธุ์ไม้ประดับ หากปลูกอินทผลัมกินผลสด 5-6 ต้น มีอินทผลัมกินทั้งปี ตอนนี้เราเริ่มแล้ว อีก 2 ปี ออกลูก ยกเข่งขายกันได้เลย ตอนนี้เขาขายกัน ต้นละ 3 หมื่นบาท รู้เพศ รู้รสชาติ จริงๆ 3 หมื่นบาท ไม่ได้แพงเลย ไม้อื่นๆ 4-5 หมื่นก็มี หากเป็นนักลงทุน 2 ปีคืนทุน เพราะขยายพันธุ์ขาย” เจ้าของสวนตาลคู่ขายไอเดีย

ผลผลิตอินทผลัมกินผลสดที่นี่ออกมาเป็นอย่างไร…

เจ้าของสวนบอกว่า ยังติดฝาดนิดๆ ต้นยังเล็ก แต่มีบางต้น ผลยังไม่แก่ก็ไม่ฝาด เพราะว่าเพาะเมล็ดจึงกลายพันธุ์ มีทั้งกลายดีกลายร้าย แต่อินทผลัมแปรรูปได้ ที่เห็นฝาดนำไปแปรรูปเป็นน้ำอินทผลัมได้

ศัตรู มีด้วงมะพร้าว ถ้าสวนสะอาดป้องกันได้ ดูแลโคนต้นให้โล่งเตียน

“ผลผลิตเต็มที่ เมื่อต้นอายุ 5 ปี ขึ้นไป ขั้นต่ำ 100 กิโลกรัม ต่อต้น…ราคาขาย 500 บาท ต่อกิโลกรัม ตลาดขายที่ท็อปส์ ถามว่ามีผลไม้ไทย กิโลกรัมละ 100 บาท ขายได้กี่ตัว เพราะฉะนั้นกลับมาที่ผลผลิต สวยคัดขาย ตกเกรดทำน้ำ จากการทดลองทำที่สกลนครไปได้ รวมทั้งทดลองทำเหล้าผลไม้…รสชาติดีมาก อร่อยมาก…ปลูกมากๆ ราคาลงมา 100 บาท ต่อกิโลกรัม อยู่ได้”

อินทผลัมกินผลสดต้นหนึ่งผลผลิต 100 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี ไร่หนึ่งมี 25 ต้น เท่ากับว่า มีผลผลิตจำหน่าย ต่อไร่ 2,500 กิโลกรัม หากขาย กิโลกรัมละ 100 บาท จะมีรายได้ 250,000 บาท

การดูแลรักษาปุ๋ยไม่เกิน 100 บาท ต่อต้น การดูแลไม่มากเหมือนทุเรียน

“เป้าหมาย ผมปลูก 100 ต้น ผมทำโชว์รูม ไม่ต้องมาก ทำให้เห็น เราถนัดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ อินทผลัม 1 ต้น 100 กิโลกรัม กิโลกรัมหนึ่งมี 80 เมล็ด มีจำนวน 8,000 เมล็ด ต่อต้น หากนำเมล็ดมาเพาะขาย กล้าละ 300 บาท เป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท ต่อต้น แต่ปัจจัยอยู่ที่ตลาด ไม่ได้อยู่ที่การผลิต” ดร. อำนาจ ยกตัวอย่าง

สำหรับคนที่อยากปลูก แต่ขาดทุนทรัพย์ ดร. อำนาจ บอกว่า อาจจะมีเอกชนทำพันธุ์ขึ้นมาแล้วให้ยืมปลูก จากนั้นเกษตรกรคืนทุนในรูปผลผลิต ในส่วนนี้ต้องรอดูกันต่อไป แต่ ดร. อำนาจ ให้ความเห็นว่า เกษตรกรอาจจะไม่รอก็ได้ หากลู่ทางของอินทผลัมกินผลแจ่มใส พวกเขาจะเดินหน้า คล้ายๆ กับยางพารา ที่รัฐสนองตอบเกษตรกรไม่ทั่วถึง เกษตรกรส่วนใหญ่จึงลงทุนเอง

ดูเรื่องราวจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วน่าสนใจไม่น้อย

แต่ความเสี่ยงนั้นก็มี คือเรื่องของพันธุ์ซื้อมาปลูกแล้ว มีโอกาสเป็นตัวผู้ ตัวเมีย หากตัวเมียมาก ถือว่าโชคดี

เรื่องราคาขาย คงเป็นไปตามกลไกตลาด เหมือนสินค้าทั่วๆ ไป อีก 4-5 ปี ราคา 500 บาท ต่อกิโลกรัมนั้น ไม่มีอย่างแน่นอน ราคาต้องถูกกว่านี้

อินทผลัมกินผลนั้น แบ่งเป็น 2 ประเภท ด้วยกันคือ

หนึ่ง. อินทผลัมกินผลสด หมายถึงปลูก มีผลผลิตสุกแก่เก็บมากินสดๆ ปัจจุบันงานปลูกอินทผลัมกินผลสดมีความก้าวหน้าไปมาก สำหรับเรื่องของพันธุ์

สอง. อินทผลัมกินผลแห้ง ประเภทที่สองนี้ ต้องอาศัยให้ผลผลิตสุกแก่บนต้น จากนั้นจึงนำไปอบ ช่วงที่สุกแก่บนต้นนี้ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะพบกับความเน่าเสียเพราะฝนชุก ตรงนี้ต้องมีข้อมูลและศึกษาให้ดี สำหรับผู้สนใจปลูก หากไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ปลูกกันมากๆ แทนที่อินทผลัมจะเป็นพืชที่ดีมีอนาคต จะกลับกลายเป็นว่า เกษตรกรและคนทั่วไป มองอินทผลัมกินผลในด้านลบไป

ปลูกมะนาว มีรายได้เร็ว

สวนตาลคู่ ปลูกมะนาวทีหลังอินทผลัมกินผลสด 1 ปี แต่พืชนี้ก็สร้างรายได้ให้กับสวนอย่างดี จากการจำหน่ายกิ่งพันธุ์และจำหน่ายน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง

“มะนาวปลูกมา 2 ปี หลังอินทผลัม ปลูกเมื่อปี 2556 จำหน่ายกิ่งพันธุ์ ทุกอย่างในสวนขายผ่านเฟซบุ๊ก ผ่านไลน์…สวนตาลคู่ ไม่ได้จำหน่ายผลมะนาวสด แต่นำมาแปรรูป ที่นำมาแปรรูปเพราะ…หนึ่ง. สวนเราเล็ก ผลผลิตที่ออกมาไม่มากพอ เอาใส่รถไปขายที่ตลาดไม่คุ้มค่าเสียเวลา เสียค่าน้ำมัน…สอง. มะนาวมีหลายขนาด หลายพันธุ์ ลูกใหญ่ผิวสวยได้ราคาสูงหน่อย ลูกกลางอีกราคา แต่หากแปรรูปไม่เกี่ยวกัน ที่สวนทำน้ำมะนาวเข้มข้น ให้คนที่บริโภครู้สึกเป็นโฮมเมด จนวันนี้คนไม่ถามซื้อลูก ให้อร่อยผสมหลายพันธุ์ ตาฮิติบวกกับพวกแป้นพิจิตร รสจี๊ดคือแป้นพิจิตร สูตรของเราขวดเหล้า 1 ขวด ใช้มะนาว 15-20 ผล คือครึ่งขวดผสมน้ำผึ้งครึ่งขวดเติมเกลือเข้าไป ชอบหวานเติมน้ำเชื่อม จะดื่มขนาด 1 ขวดเหล้า ชงได้ 20 แก้ว…วิธีชงให้อร่อย ใส่น้ำแข็งให้เต็มแก้ว รินโซดาเข้าไป 3 ใน 4 เอาน้ำมะนาวใส่เข้าไป 1 ใน 4…ของเราจำหน่าย ขวดละ 200 บาท ส่งทั่วประเทศ นำไอเดียพิซซ่ามาใช้ เขาไม่ใช่ร้านให้นั่งกิน เป็นแค่ที่ติดต่อแล้วก็ซื้อ…ในเขตเทศบาลอุดรธานีส่ง…ต่างจังหวัดรถทัวร์ถึงส่ง แช่เย็นอยู่ได้ 1 เดือน อยู่ได้โดยไม่แช่ 1 อาทิตย์” เจ้าของสวนตาลคู่อธิบาย

เรื่องการตลาด ดร. อำนาจ บอกว่า การใช้โซเชียลมีเดีย ได้ผลดีมาก คนเข้าถึง

ดร. อำนาจ บอกว่า ที่สวนตาลคู่ เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ผู้สนใจดูงานหรือติดต่อซื้อผลผลิต แวะเวียนเข้าไปติดต่อได้ตามที่อยู่ข้างต้น หรือสอบถามได้ที่ โทร. (093) 565-0110 E-mail:amnatpagarat@gmail.com หรือ amnat.pagarat@facebook.com

สำหรับ งานสัมมนาอินทผลัมกินผล ที่จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 1 สิงหาคม 2558 ที่จะถึงนี้ ดร. อำนาจ ผการัตน์ บอกว่า หากไม่มีกิจธุระเร่งด่วน จะมาเข้าร่วมงานแน่นอน ดังนั้น ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนา อาจจะพบและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมท่านในงานนี้

เพิ่มเติม…อินทผลัมกินผลสด สวนตาลคู่

คุณตุ๊ก รงคโสภณ ผู้จัดการสวนตาลคู่ ให้ข้อมูลอินทผลัมกินผลสดเพิ่มเติมว่า ผลผลิตเริ่มแรก (อายุต้น 3 ปี) ของอินทผลัมกินผลสด พันธุ์เคแอล 1 ที่สวนตาลคู่ มีต้นละ 5 ทะลาย น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม

“อินทผลัมที่นี่ออกดอกเดือนมกราคม-มีนาคม หลังออกดอก 15 วัน ผสมเกสร เอาเกสรตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย ผมเอาถุงครอบ เจาะรู ใช้หลอดเป่าเกสรตัวผู้เข้าไปผสมกับเกสรตัวเมีย…ตั้งแต่ออกจั่นหรือออกดอกจนเก็บผลผลิตได้ใช้เวลา 8 เดือน”

ผู้จัดการสวน เล่าและบอกต่ออีกว่า

“การดูแลรักษาอินทผลัมกินผลสดที่นี่ เน้นปุ๋ยคอก เป็นปุ๋ยขี้ไก่ ใส่ 3 ครั้ง ต่อปี แต่ก่อนที่จะออกจั่น ให้ปุ๋ยสะสมอาหาร สูตร 8-24-24 ก่อนเก็บผลผลิต ไม่ได้ใส่ปุ๋ยหวานให้ อินทผลัมกินผลสดระยะแรกๆ ดูแลมากหน่อย แต่หลังจาก 7-10 ปีไปแล้ว ดูแลน้อยลง ผลผลิตที่ติดช่วงแรกๆ ฝาด เพราะต้นอายุยังน้อย เมื่ออายุมากขึ้นก็หายฝาด แต่บางต้นที่นี่ ผลยังสีเขียวก็ไม่ฝาด”

คุณตุ๊ก บอกว่า มะนาวที่สวนตาลคู่ ปลูกไว้ราว 260 ต้น จำนวน 7 สายพันธุ์ ด้วยกัน

ติดต่อ คุณตุ๊ก รงคโสภณ ได้ที่ โทร. (093) 540-0330

แก่นตะวัน “สวนธารสวรรค์” เพชรบูรณ์

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค

แก่นตะวัน “สวนธารสวรรค์” เพชรบูรณ์

ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ กระแสความต้องการสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมาแรงจริงๆ ไม่เชื่อลองเดินสำรวจตลาดสินค้าเกษตรทั่วไป หรือเข้าไปเยี่ยมชมการซื้อขายพันธุ์ไม้และไม้ผลบนหน้าเว็บจำนวนมาก ที่มีสินค้าให้เลือกซื้อหาตามความพอใจ ไม่ว่าจะเป็น อินทผลัม มะเดื่อฝรั่ง (ฟิกส์) ทุเรียนเทศ แก่นตะวัน เป็นต้น

แก่นตะวัน (เยรูซาเล็ม อาร์ติโชค) มีชื่อเป็นทางการว่า ทานตะวันหัว เป็นพืชสมุนไพรในตระกูลทานตะวัน ต้นและดอกเหมือนดอกบัวตองมาก เป็นผักหัวที่มีสารเส้นใยสูง มีสารกลุ่มที่เรียกว่า พรีไบโอติก และมีสารอินนูลิน ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงซ้อน กินแล้วอิ่มท้อง กินได้น้อย ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ลดอาการท้องผูก ทำให้สุขภาพลำไส้ใหญ่ดีขึ้น ลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานและป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วย

“สวนธารสวรรค์” เป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้พืชสมุนไพรนานาชนิด รวมทั้ง “แก่นตะวัน” ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่นี่เป็นสวนเกษตรเชิงท่องเที่ยวเกษตร ของ “พี่หนิง” หรือ คุณอภิรดี ธนะพานิชย์ โทร. (081) 735-6795, (089) 125-5863 เธอเป็นนักธุรกิจด้านอสังหา ที่ผันตัวเองมาทำอาชีพเกษตรกรรม เธอเลือกชนิดของพืชที่ปลูกเพื่อรองรับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตั้งใจจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวหลังจากไทยเข้าร่วม AEC ในปลายปี 2558

“แก่นตะวัน” นับเป็นพระเอกของสวนแห่งนี้ พี่หนิงคัดเลือกแก่นตะวันสายพันธุ์ดีมาปลูกในแนวเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติ ใส่ใจดูแลอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน จนได้ผลผลิตคุณภาพดี และมีขนาดใหญ่กว่าที่วางขายในท้องตลาดทั่วไป ที่สำคัญแก่นตะวันของที่นี่ไม่แช่สารฟอกขาว ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

แก่นตะวัน เป็นพืชที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี สามารถปลูกได้เกือบทุกฤดู การปลูกใช้หัวพันธุ์ เริ่มจากตัดหัวพันธุ์เป็นท่อนๆ ยาวท่อนละประมาณ 2-3 เซนติเมตร บ่มหัวที่หั่นแล้วในถังมีความชื้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดต้นอ่อนบนหัวท่อนพันธุ์ก่อน แล้วจึงค่อยนำไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ การปลูกแก่นตะวันมี 2 วิธี คือ การปลูกโดยการหยอด และปลูกโดยการเพาะกล้า ใช้ตาพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ไปเพาะในถุงที่เตรียมไว้ ใช้แกลบเผากลบหัวพันธุ์ หนาประมาณ 1 เท่า ของขนาดหัวพันธุ์ ภายใน 5-7 วัน ตาพันธุ์จะเริ่มงอก ดูแลให้น้ำตามปกติจนต้นกล้ามีอายุ 10-15 วัน จึงย้ายต้นกล้าไปลงแปลงปลูก

แก่นตะวัน เป็นพืชอายุสั้น ประมาณ 120 วัน ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 2-3 ตัน ต่อไร่ แก่นตะวันที่ปลูกในสวนธารสวรรค์มีความขาวอวบสวยตามธรรมชาติ สะอาด ปลอดภัย รับประทานได้ทั้งเปลือก เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้รักสุขภาพ สวนธารสวรรค์ขายหัวแก่นตะวันสดทั้งปลีก-ส่ง และรับทำข้าวกล่องจากเมนูอาหารที่ปรุงจากแก่นตะวันทุกประเภท

แก่นตะวัน สามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารคาวหวานได้หลากหลายเมนู พี่หนิงได้รับการถ่ายทอดฝีมือการทำอาหารตำรับชาววังมาจากคุณยาย เมนูอาหารของธารสวรรค์จึงโดดเด่นในด้านรสชาติความอร่อย งดงามแปลกตาและได้สารอาหารที่มีประโยชน์ครบครัน เพราะพี่หนิงหยิบพืชสมุนไพรที่เป็นรากเหง้าวัฒนธรรมไทยแต่โบราณมาปรุงเสริมแต่งรสชาติในอาหารแต่ละจาน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารหวานแบบไทย ขอแนะนำ “เมนูขนมสายใยรัก @ ธารสวรรค์” ที่มีรสชาติอร่อยโดนใจผู้ชิม วิธีทำก็แสนง่าย หลังจากล้างแก่นตะวันให้สะอาด ตัดตาออก ไม่ต้องปอกเปลือก

1. ขูดแก่นตะวันเป็นฝอย

2. ต้มน้ำใบเตยให้เดือด จากนั้นใส่แก่นตะวันลงไป

3. รอจนแก่นตะวันสุกเต็มที่เป็นปุยเส้นใย เติมแป้งข้าวโพดและแป้งมัน

4. เติมน้ำตาล 3 ชนิด คือ น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด น้ำตาลทรายขาว

5. ทำน้ำกะทิราดหน้าขนม ใส่เกลือเล็กน้อย

6. ใช้ผงเต้าฮวยเป็นตัวขนมส่วนหวาน ตักแก่นตะวันราดกะทิ

หากใครมีเวลาว่าง ลองฝึกฝีมือทำขนมสายใยรัก ไว้รับประทาน เชื่อว่าจะต้องติดอกติดใจ เพราะขนมหวานชนิดนี้มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ปุ๋ยมูลสุกร เพื่อชาวไร่อ้อย

Published พฤศจิกายน 27, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057150758&srcday=2015-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 603

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ปุ๋ยมูลสุกร เพื่อชาวไร่อ้อย

หลายครั้งที่นั่งรถไปต่างจังหวัด เมื่อเข้าใกล้แหล่งเลี้ยงสุกร แม้ไม่เห็นตัว ไม่ได้ยินเสียง แต่จะรู้ได้ทันทีว่า บริเวณนี้ต้องมีฟาร์มเลี้ยงสุกรแน่ๆ เพราะกลิ่นมูลสุกรจะโชยมาแต่ไกล ความจริงปัญหาของเสียจากฟาร์มสุกร หากนำเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างถูกต้องเหมาะสมก็สร้างประโยชน์ได้มากมาย ยกตัวอย่าง เช่น ฟาร์มสุกรกาญจนบุรี ตั้งอยู่บนพื้นที่ 306 ไร่ ตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่พัฒนารูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยยึดแนวคิด “องค์กรอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้”

เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมฟาร์มสุกรแห่งนี้ก็รู้สึกทึ่ง เพราะที่นี่เป็น “ฟาร์มสุกรโฉมใหม่ สไตล์รีสอร์ต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมฟาร์มกาญจนบุรี เริ่มต้นจากโรงเรือนเลี้ยงสุกรแบบปิด หรือระบบอีแว้ป พัฒนาระบบฟอกอากาศเพื่อลดกลิ่นจากพัดลมท้ายโรงเรือนเลี้ยงสุกรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีส้วมน้ำเพื่อให้สุกรขับถ่ายและรวบรวมน้ำเสียที่ผสมมูลสุกรให้ไหลลงท่อที่ฝังไว้ใต้ดิน ความลึกประมาณ 3-4 เมตร เพื่อป้องกันกลิ่นและแมลงวัน น้ำเสียและมูลสุกรจะไหลไปยังบ่อรวมน้ำเสียและปล่อยลงบ่อหมักแบบพลาสติกคลุมบ่อ (Covered Lagoon) เพื่อให้เกิดก๊าซชีวภาพ และนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในฟาร์ม ซึ่งทดแทนการใช้ไฟฟ้าได้ ร้อยละ 45 ส่วนกากมูลสุกรจากการหมัก นำออกมาตากแห้งบนลานตากตะกอน และน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบไบโอแก๊ส ผ่านการตกตะกอนจนถึงบ่อสุดท้าย ใช้รดต้นไม้ภายในฟาร์ม

คุณวิโรจน์ ใจบุญมา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกิจการผลิตสุกรภาคตะวันตก กล่าวว่า ฟาร์มสุกรกาญจนบุรีเป็นต้นแบบกรีนฟาร์ม เพราะพัฒนาระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ของเสีย น้ำ อากาศ และพลังงานในฟาร์มเลี้ยงสุกรอย่างเป็นระบบ ลดการใช้ทรัพยากรและนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่นี่ดูแลจัดการฟาร์มตามมาตรฐานสากลในการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO14001 มีการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมของฟาร์มที่สวยงามและเป็นระเบียบ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนใกล้เคียง

ทุกวันนี้ ฟาร์มกาญจนบุรี เปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ในชุมชนตำบลสระลงเรือ ทางฟาร์มดำเนินงานตามแนวทางกรีนฟาร์ม ควบคู่ไปกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมกับชุมชนในท้องถิ่น ในรูปแบบของการแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การแบ่งปันน้ำจากบ่อบำบัดบ่อสุดท้าย เรียกว่า “น้ำปุ๋ยมูลสุกร” ที่มีธาตุอาหารประเภทไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ให้แก่เกษตรกรไร่อ้อยรอบฟาร์ม 10 กว่ารายรวมพื้นที่ ประมาณ 500 ไร่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง

คุณชำนาญ เพ็ชรปานกัน หนึ่งในเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ได้รับการแบ่งปัน “น้ำปุ๋ยมูลสุกร” มาใช้ในแปลงปลูกอ้อย เนื้อที่ 60 ไร่ เล่าว่า ไร่อ้อยในแถบนี้อยู่นอกเขตชลประทาน ในฤดูแล้งจึงขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูก โชคดีที่ได้รับ “น้ำปุ๋ยมูลสุกร” จากฟาร์มมาใช้ในไร่อ้อยตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งไปได้ด้วยดี หลังใช้น้ำปุ๋ยมูลสุกรในไร่อ้อยแล้ว ผลดีที่ติดตามมาคือ ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีผลผลิตเพียงไร่ละ 6-7 ตัน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 15 ตัน ต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่ง เพราะประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้กว่า 50%

คุณชำนาญ เชื่อว่าหากมีการบริหารจัดการที่ดี จะสามารถเพิ่มผลผลิตให้สูงถึง 20 ตัน ต่อไร่ ในอนาคต

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,723 other followers

%d bloggers like this: