ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

น้ำข้าวกล้อง ง่ายกว่าที่คิด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เขียว สวย หอม กินได้

แพร จารุ ไชยวงษ์แก้ว

น้ำข้าวกล้อง ง่ายกว่าที่คิด

พี่สาวมาเยี่ยมบ้าน เธอเดินทางจากนครศรีธรรมราชมาถึงเชียงใหม่เป็นครั้งแรก เพื่อมาเยี่ยมน้อง เป็นที่รู้กันอยู่ว่า เธอเป็นคนดูแลสุขภาพมาก ไม่ว่าจะกินจะอยู่

เธอเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ไม่นิยมใช้ยา เป็นไข้หวัดเธอก็ว่าหายเองได้ด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ กินอาหาร และนอนพัก หรือใช้สมุนไพรพวกมะนาว น้ำผึ้ง เมื่อมีอาการเจ็บคอ ไอ และอาหารที่กินในช่วงเป็นไข้หวัด ก็จะมี แกงเลียงเคยเกลือที่เพิ่มพริกไทยเยอะๆ หอมแดงมากหน่อย ใบแมงลัก หรือไม่ก็พวกต้มยำ ที่มีทั้ง ตะไคร้ กะเพรา ใบมะกรูด ถ้าเป็นแกงก็จะเป็นแกงส้มเป็นหลัก

ปีนี้เธออายุ 60 วัยเกษียณ แต่เธอยังเดินขึ้นดอยได้สบายๆ ฉันเข้าใจว่า เพราะการกินอยู่ของเธอนั่นแหละเป็นสำคัญ

ธรรมดาเราจะดื่มกาแฟ แต่เมื่อเธอมาอยู่เราได้กินน้ำข้าวกล้องงอก เรื่องน้ำข้าวกล้องงอกได้ยินมานานแล้ว คิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก และไม่คิดจะทำ แต่เมื่อดูเธอทำกลับพบว่า น้ำข้าวกล้องงอก ทำง่ายกว่าที่คิดมาก

เธอว่าตัวข้าวกล้องเองไม่ต้องงอกก็มีประโยชน์อยู่แล้ว เพราะมีจมูกข้าว มีรำ มีแกลบ ที่สีออกไม่หมด มีใยอาหาร แต่ถ้าทำเป็นข้าวกล้องงอกจะมีประโยชน์มากขึ้นอีก มีสารกาบา สารตัวนี้จะช่วยหลายอย่างทีเดียว แต่ที่ฉันสนใจก็คือ การปรับสมดุลในสมอง ป้องกันการสูญเสียความทรงจำ หรืออัลไซเมอร์ โรคนอนไม่หลับ ลดความดัน ทั้งหมดนี้เป็นความเสี่ยงของฉันทั้งนั้น จึงต้องรีบกินเลย เขาว่ามีงานวิจัยยืนยันแล้ว

วิธีของเธอ เริ่มจากนำข้าวกล้องไปแช่น้ำไว้ 6 ชั่วโมง แล้วก็เทน้ำทิ้ง จากนั้นก็เอาผ้าชุบน้ำคลุมไว้ 1 คืน ถ้าไม่มีผ้า ก็ใช้กระดาษชุบน้ำให้เปียกคลุมเอาไว้ก็ได้ ตอนเช้าก็จะพบว่ามีข้าวกล้องแตกหน่อเล็กๆ ออกมาขาวๆ ค่อยๆ เอาไปล้างน้ำจากนั้นก็เอาไปบด แล้วก็เอาไปต้มให้เดือด แค่นี้เองก็เป็นน้ำข้าวกล้องงอกได้แล้ว จะใส่เกลือพอเค็มๆ มันๆ หรือเติมน้ำผึ้งลงไปก็ได้

เออ…ง่ายกว่าที่คิด และที่สำคัญมันอร่อยและอิ่มด้วย และถ้ามันไม่งอก หรืองอกน้อยละ พี่สาวบอกว่า ก็เอามาหุงกินธรรมดาก็จะได้ข้าวที่นุ่ม อร่อย ไม่เสียหายอะไร

แต่ข้าวกล้องที่จะงอกดีนั้น ควรจะสีไม่เกิน 2 สัปดาห์ และเป็นข้าวอินทรีย์จะดีกว่า

พี่สาวมาอยู่หลายวัน พบว่าการใช้ชีวิตแบบเธอประหยัด คือชีวิตที่เราคิดว่าเราประหยัดแล้ว ยังสามารถประหยัดได้อีก

ตามไปดูต่อ…พี่สาวของฉัน ผมเธอยังดำสนิท ไม่มีหงอกสักเส้นเดียว เพราะเธอใช้สมุนไพรบำรุงเส้นผมตั้งแต่วัยสาว ฉันเห็นเธอหมักน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สระผมด้วยน้ำมะกรูดบ้าง อัญชันบ้าง เรียกว่าสารพัดอย่าง แต่ฉันไม่ได้ทำตาม รู้สึกว่ามันยุ่งยาก บางทีก็ทำเป็นเรื่องตลกว่า ยาหมอไม่ต้องมี อะไรๆ ก็สมุนไพร บริษัททำผลิตภัณฑ์ความงามก็ต้องหยุด

เธอมีผมที่ยังดำสนิท ในขณะที่ฉันอายุน้อยกว่าเธอเกือบ 10 ปี ผมขาวเต็มหัว ถามเธอจริงจังเรื่องผม ทั้งที่มันสายไปแล้ว ไม่มีทางที่ผมขาวของฉันจะกลับมาดำได้ นอกจากย้อมด้วยสีดำ

เธอสรุปว่า “มะกรูด” ก่อนสระผม เธอจะเอามะกรูดทั้งลูกมาถูไปมาบนเส้นผม เธอค่อยๆ คลึงมะกรูดลงบนหัว ช่วยนวดหัวด้วย ฉันลองทำตามมันสบายจริงๆ

“น้ำมันมะกรูดจากผิวของมันดีมาก” เธอบอก

หลังจากนั้น เธอก็เอามะกรูดไปหมกไฟให้นิ่ม วิธีหมกก็คือ ก่อไฟถ่านให้เป็นขี้เถ้าแล้วเอามะกรูดไปฝังไว้ให้มันสุก แต่ไม่ไหม้คือสุกนิ่ม จากนั้นเอาไปต้มให้เปื่อยแล้วก็ขยำๆ กรองเอากากออกไปบ้าง แล้วก็เอาไปสระผม นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในการดูแลสุขภาพผมของเธอ และประหยัดด้วย

“บางเวลาที่หามะกรูด หาเตาถ่าน ไม่ได้ล่ะ” คนเรื่องมากถาม

“ไม่มี ก็ไม่ต้องใช้ เอายาสระผมอ่อนๆ สระได้”

บ้านทุ่งเสี้ยว มีมะกรูดเยอะมาก แม่ของบ้านปลูกเอาไว้ 5 ต้น แม่จากไปนานแล้ว แต่มะกรูดยังอยู่ ให้ใครๆ ได้ใช้ เธอจึงทำน้ำยาสระผมมะกรูด ตามแบบสูตรเธอไว้จำนวนหนึ่ง และเอาแช่ตู้เย็นไว้ สำหรับให้น้องๆ หลานๆ ใช้ ซึ่งเราก็ลืมไปแล้วว่ามันแช่อยู่ในตู้เย็น ผ่านไปหลายวันเอาออกมาดูอีกที ปรากฏว่าน้ำยาสระผมมะกรูดของเธอมันขุ่นข้น ครั้นจะเอาไปสระผมก็คิดว่ามันอาจจะนานไปแล้ว ครั้งจะทิ้งก็เสียดาย พี่อุตสาห์นั่งทำ จึงลองเอาไปใช้เป็นน้ำยาขัดห้องน้ำ ล้างโถส้วม ล้างอ่างล้างหน้า อ่างล้างมือ ปรากฏว่าดีมาก ขาวสะอาดแวววาวทีเดียว กลิ่นก็ไม่ฉุนเข้าจมูก รีบเขียนไปบอกเธอและถามว่าสูตรนี้ไม่ต้องหมกไฟได้ไหม แค่ไปต้มพอเปื่อย เธอว่าน่าจะได้ แต่ถ้าหมกขี้เถ้าจะดีกว่า เพราะตัวขี้เถ้านั้นก็ล้างจาน ขัดหม้อขัดไหได้ดี คนสมัยก่อนเอาขี้เถ้าล้างจาน ขัดหม้อ เขาไม่มีน้ำยาล้างจานหรอก รุ่นพี่ยังใช้ขี้เถ้าอยู่นะ ตอนนี้ก็ยังใช้หม้อดำๆ เอาพดพร้าวแช่ให้เปียกแล้วไปชุบขี้เถ้ามาถูหม้อดำๆ ออกหมด (พดพร้าว คนใต้เรียก คือเปลือกมะพร้าวด้านใน หลังจากเอาเปลือกแข็งข้างนอกออกแล้ว เรียกว่าเปลือกใยของมันก็ได้)

จากนี้ไป ฉันคิดว่าจะไม่ต้องซื้อน้ำยาล้างจาน น้ำยาขัดห้องน้ำใช้แล้ว ในช่วงที่มีมะกรูดเยอะๆ ถือเป็นการค้นพบหรือเรียกงามๆ ว่า ต่อยอดจากของคนอื่น เอ…แต่จะเรียกว่าต่อยอดก็ไม่ได้นะ เพราะถ้าต่อยอดนี่ต้องเอาของเขามาทำอะไรสักอย่าง เช่น ถ้าเพิ่มฟองลงไป เพิ่มสีลงไป หรือเพิ่มกลิ่นอะไรสักอย่าง นี่แค่ทิ้งเอาไว้นาน แล้วนำมาใช้เป็นน้ำยาล้าง ขัด แทนการสระผม

แต่อย่างไรก็ตาม ถือว่าภูมิปัญญาตกทอด น้ำยาขัดห้องน้ำ ล้างจานมะกรูด เราก็เพิ่มน้ำขี้เถ้าลงไปสักหน่อย ตอนจะใช้ โดยเฉพาะล้างจานน่าจะดีขึ้น นอกจากประหยัดแล้วดีต่อสุขภาพด้วย ไม่เหม็น ไม่กัดมือ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนน้ำข้าวกล้องงอกนี้ ต้องรีบทำกินให้ได้ เพราะป้องกันการสูญเสียความทรงจำ ลดความดันโลหิตสูง ด้วยการกินข้าวกล้องงอก ง่ายกว่าที่คิด

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ผลงานการรักษา ของ หมอชีวกโกมารภัจจ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

ผลงานการรักษา ของ หมอชีวกโกมารภัจจ์

เมื่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้จบการศึกษาแล้ว อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ให้อาหาร น้ำ และเสบียง เดินทางมาอย่างจำกัด ด้วยหวังว่า หากเสบียงเดินทางหมดลง หมอชีวกจะได้นำเอาความรู้ด้านการแพทย์ออกมาประกอบอาชีพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า วิชาการที่เล่าเรียนฝึกฝนมาสามารถนำมาเลี้ยงชีพได้จริงตามเป้าหมายที่ทางสถาบันการศึกษาได้วางเอาไว้ และการใช้วิชาชีพที่เรียนมายังชีพได้นี้ เท่ากับเป็นการยอมรับว่า จบการศึกษาอย่างแท้จริง

พระไตรปิฎกภาษาไทยในส่วนพระวินัยปิฎกเล่มห้า หน้า 182-196 ได้บันทึกประวัติการรักษาผู้ป่วยของหมอชีวกโกมารภัจจ์ไว้หลายกรณี ซึ่งจะได้นำมาเสนอเป็นลำดับไป

เมื่อหมอชีวกเดินทางจากสำนักทิศาปาโมกข์ถึงเมืองสาเกต เสบียงอาหารและน้ำที่เตรียมมาก็หมดลง จึงดำริว่า ควรจะได้เดินเข้าไปยังเมืองสาเกต เพื่อหาเสบียงเดินทางเพิ่มเติม เมื่อเข้าไปในเมืองก็ได้ทราบข่าวสำคัญข่าวหนึ่งว่า ภรรยาของเศรษฐีเมืองสาเกต ป่วยด้วยโรคปวดศีรษะเป็นเวลา 7 ปี มาแล้ว เศรษฐีได้เชิญหมอสำคัญๆ ซึ่งจบจากทิศาปาโมกข์หลายคนมารักษา จ่ายเงินไปเป็นจำนวนมากก็ยังไม่หาย หมอชีวกได้ทราบข่าวนี้แล้วจึงเข้าไปยังบ้านเศรษฐี บอกยามเฝ้าประตูว่า ผมจะมารักษาภรรยาของเศรษฐี ยามเฝ้าประตูมารายงานให้ทราบว่า มีหมอจะมาขออาสารักษาภรรยาของเศรษฐี ภรรยาเศรษฐีถามว่า หมอลักษณะอย่างไร

ยามเฝ้าประตูก็บอกว่า หมอเป็นคนหนุ่ม

ภรรยาเศรษฐีกล่าวว่า หมอหนุ่มๆ จะรักษาฉันได้อย่างไร หมอเก่งๆ จากทิศาปาโมกข์ตั้งกี่คนแล้ว มารักษา ฉันจ่ายเงินไปตั้งเยอะตั้งแยะไม่เห็นจะหายเลย

ยามเฝ้าประตูกลับมาบอกหมอชีวกว่า ภรรยาของเศรษฐีบอกว่า อย่าเลย หมอหนุ่มๆ จะรักษาอย่างไรได้ หมอเก่งๆ ตั้งหลายคนยังรักษาไม่หายเลย

หมอชีวกเลยบอกยามให้ไปบอกภรรยาเศรษฐีว่า ถ้ารักษาไม่หายจะไม่รับเงินเลย นอกจากรักษาแล้วหายเท่านั้นจึงจะรับเงินค่ารักษา

เมื่อยามเฝ้าประตูนำความไปบอกกับภรรยาเศรษฐีแล้ว ภรรยาเศรษฐีจึงอนุญาตว่า เชิญหมอเข้ามาได้

ยามเฝ้าประตูจึงมาบอกหมอชีวกว่า ท่านอาจารย์ คุณนายเชิญให้ท่านเข้าไปได้

หมอชีวกเข้าไปยังคฤหาสถ์ของท่านเศรษฐี เข้าไปในห้องที่ภรรยานอนป่วยมาเป็นเวลา 7 ปี จึงขอตรวจดูอาการ แล้วบอกภรรยาเศรษฐีว่า คุณนายครับ ผมต้องการเนยใสเพียงหนึ่งซองมือเท่านั้น (หนึ่งฝ่ามือ)

ภรรยาเศรษฐีได้จัดเนยใสมาให้แก่หมอชีวกตามที่ต้องการ เมื่อหมอชีวกได้เนยใสแล้ว ก็จัดการปรุงยาด้วยการนำเนยใสมาเคี่ยวรวมกับตัวยาต่างๆ จนเสร็จแล้ว จึงบอกให้ภรรยาเศรษฐีนอนหงายบนเตียงแล้วนัตถุ์ยาเข้าไป

เมื่อภรรยาเศรษฐีนัตถุ์ยาเข้าไปแล้ว เนยใสบางส่วนพุ่งออกมาทางปาก ภรรยาเศรษฐีจึงถ่มเนยใสที่พุ่งออกมานั้นลงในภาชนะแล้วสั่งคนใช้ว่า จงนำสำลีมาซับเนยใสนี้ไปเก็บไว้

หมอชีวก เห็นอาการและคำสั่งของภรรยาเศรษฐีแล้วคิดในใจว่า คุณนายคนนี้คงขี้เหนียวน่าดูทีเดียว

ภรรยาเศรษฐีมีประสบการณ์ผ่านโลกมามาก แค่เห็นหมอชีวกมองคนใช้เก็บสำลีเท่านั้น ภรรยาเศรษฐีจึงกล่าวกับหมอชีวกว่า อาจารย์ ดิฉันเป็นคนมีครอบครัว จำเป็นจะต้องรู้จักเก็บสิ่งที่ควรเก็บไว้ใช้ เนยใสนี้ยังดีอยู่ จะใช้เป็นยาทาเท้าพวกทาส หรือกรรมกรก็ได้ ใช้เป็นน้ำมันเติมตะเกียงก็ได้ ท่านอย่าวิตกไปเลย ค่ารักษาของท่านจะไม่ลดลง

ภรรยาเศรษฐีดักคอหมอชีวกอย่างนี้ หมอชีวกก็เขินอายเหมือนกัน

นับเป็นโอกาสดีของหมอชีวกที่ผ่านมาพบภรรยาเศรษฐี นอกจากจะได้ทดลองวิชาการรักษาแล้ว ยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้ครองเรือนที่สร้างตนขึ้นมาอย่างมั่นคงและมั่งคั่งว่า จะต้องรู้ว่า สิ่งใดควรเก็บ สิ่งใดควรทิ้ง ของใช้ไม้สอยแต่ละอย่างอาจจะใช้งานได้กว่าหนึ่งอย่างดังที่ภรรยาเศรษฐีได้เล่าถึงวิธีใช้เนยใสที่นำมารักษาโรคแล้ว ยังใช้งานด้านอื่นได้อีกสองสามอย่าง ถ้าผู้ครองบ้านครองเรือนถือคติแบบภรรยาเศรษฐีแล้ว นอกจากจะรู้จักจับจ่ายใช้สอยสิ่งของต่างๆ อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังช่วยกันรักษาทรัพยากรของโลกให้คงอยู่เพื่อลูกหลานต่อไปได้อีกนานแสนนานทีเดียว

เวลาผ่านไปไม่นาน อาการปวดศีรษะของภรรยาเศรษฐีที่เป็นเรื้อรังมาตั้ง 7 ปี ก็สงบระงับลงและหายขาดในเวลาต่อมา

ทุกคนในบ้านพากันดีใจที่แม่บ้านใหญ่หายขาดจากโรคเรื้อรัง ภรรยาเศรษฐีเองก็ยิ่งดีใจ จึงได้มอบค่ารักษาให้แก่หมอชีวก 4,000 กหาปณะ ลูกชายเศรษฐีก็แสนดีใจที่คุณแม่หายจากอาการปวดศีรษะได้อย่างฉับไวเช่นนั้น จึงตกรางวัลแก่หมอชีวก อีก 4,000 กหาปณะ ลูกสะใภ้ร่วมสมทบกับสามีอีก 4,000 กหาปณะ

ท่านเศรษฐีเองคงจะดีใจมากกว่าใครในบ้าน เพราะได้พยายามที่จะดูแลสุดที่รักของตนที่ครองรักกันมาอย่างยาวนาน เมื่อล้มป่วยกระเสาะกระแสะก็แสนจะทุกข์ทรมาน ปานว่าจะป่วยตามไปด้วย เมื่อทราบว่าภรรยาของตนปลอดจากทุกข์โศก โรคภัยเสียที จึงตกรางวัลให้แก่หมอชีวกโกมารภัจจ์ อีก 4,000 กหาปณะ

เป็นอันว่า การเริ่มต้นรักษาของนายแพทย์หนุ่มนามว่า ชีวกโกมารภัจจ์ ประสบความสำเร็จในการรักษาอย่างงดงาม ทั้งคุณภาพการรักษาและค่าจ้างที่ได้รับ คุณภาพการรักษานับว่าเป็นเลิศ เพราะช่วยให้คนที่ปวดศีรษะมาเป็นเวลา 7 ปี ให้หายขาด ด้วยการให้ยาเพียงครั้งเดียววันเดียวเท่านั้น ถ้าเรียกตามสำนวนสามก๊กก็คงต้องเรียกว่า หมอเทวดาได้อย่างไม่ขัดเขินทีเดียว

ในด้านค่ารักษา แม้หมอชีวกมิต้องออกปากตั้งราคาว่าค่ารักษาจะเรียกเท่าไร แต่ด้วยพลังศรัทธาของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยทำให้หมอชีวกได้ค่ารักษาในการเริ่มต้นนี้ถึง 16,000 กหาปณะ

เมื่อพักอยู่ที่เมืองสาเกตเตรียมเสบียงอาหารสำหรับการเดินทางไกลได้ตามต้องการแล้ว ก็เดินทางมุ่งหน้าสู่กรุงราชคฤห์อันเป็นมาตุภูมิที่เคยเกิดและเติบโตมา

ครั้นเดินทางถึงกรุงราชคฤห์แล้ว พักผ่อนจนหายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางตามสมควร เมื่อได้โอกาสจึงนำทรัพย์ทั้ง 16,000 กหาปณะ เข้าไปถวายแด่เจ้าชายอภัย ด้วยการกราบทูลว่า ทรัพย์ 16,000 กหาปณะนี้ เป็นผลตอบแทนจากการรักษาครั้งแรกของเกล้ากระหม่อม ขอพระองค์จงทรงพระกรุณารับค่าเลี้ยงดูของเกล้ากระหม่อมด้วยเถิดพระเจ้าข้า

เจ้าชายอภัยผู้ที่เก็บชีวกมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตอบด้วยความปลาบปลื้มใจที่ทารกน้อยที่ตนเลี้ยงดูมาเติบโตแล้วมีศิลปวิทยาเลี้ยงตนได้เป็นอย่างดี ที่น่าชื่นใจที่สุดยังแสดงความกตัญญูกตเวทีให้น่าปลาบปลื้มใจ อีกเมื่อนำทรัพย์ก้อนแรกที่หามาด้วยวิชาความรู้ของตนมามอบให้เป็นการตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูมา เจ้าชายจึงตอบว่า ลูกชีวกเอ๋ย การที่ลูกนำทรัพย์มาให้พ่อนั้นดีแล้ว พ่อปลื้มใจและภูมิใจในลูกยิ่งนัก แต่พ่อพิจารณาดูแล้ว ทรัพย์ก้อนนี้เป็นของลูก พ่อจะยกที่ดินให้ลูกผืนหนึ่งแล้วสร้างบ้านอยู่ในบริเวณพระราชวังนี้เถิด

หมอชีวกโกมารภัจจ์ กราบทูลว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าข้า

ต่อมาหมอชีวกโกมารภัจจ์ ก็ได้สร้างบ้านอยู่ภายในบริเวณพระบรมมหาราชวังของพระบิดาที่ทรงพระนามว่า อภัยราชกุมาร อันเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารนั่นเอง

มีผู้กล่าวไว้ว่า เนื่องจากหมอชีวกโกมารภัจจ์ เริ่มต้นการเป็นหมออาชีพตั้งแต่ยังหนุ่มมาก ถ้านับอายุก็จะอยู่ประมาณเพียง 23 ปี เท่านั้น เพราะตอนที่ท่านลอบหนีออกจากกรุงราชคฤห์นั้น อายุท่านเพียง 16 ปี จากนั้นก็เรียนแพทย์จบภายใน 7 ปี รวมกันก็ประมาณ 22 ปี ตอนนั้นท่านยังคงไม่ไว้หนวดเหมือนหมอแก่ๆ ภรรยาท่านเศรษฐีจึงดูเป็นหนุ่มไป ต่อมาท่านจึงไว้หนวดเพื่อจะได้แสดงถึงความเป็นผู้มีวัยวุฒิด้วย พวกเราจึงมักจะเห็นรูปปั้นหมอชีวกโกมารภัจจ์มีเครายาวลงมาข้างล่างเสมอๆ เครานี้แหละแสดงว่า แม้เป็นคนหนุ่มแต่ก็เครายาว แสดงว่ามีความรู้ความสามารถแก่กล้าทีเดียว

เรื่องหมอชีวกยังไม่จบแค่นี้ จะได้นำมาเสนอท่านผู้อ่านในตอนต่อไป

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สกย. แนะรวมกลุ่มสร้างอาชีพเสริม รับภาวะยางราคาตก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010957&srcday=2014-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 582

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

นพวรรณ ทองกำเหนิด

สกย. แนะรวมกลุ่มสร้างอาชีพเสริม รับภาวะยางราคาตก

“สำหรับสถานการณ์ราคายางขณะนี้อยู่ในระดับทรงตัว มีเกณฑ์ขึ้นลงอยู่ที่ประมาณ ?1 บาท คาดว่าจะไม่ลดต่ำไปมากกว่านี้ ยกเว้นมีปัจจัยลบบางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ราคายางตกลงไปอีก หากมีปัจจัยบวก จะทำให้ราคาขึ้นได้ แต่ไม่มากนัก ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจมากกว่า”

“โดยให้มองเศรษฐกิจโลกเป็นเกณฑ์ หากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ราคายางจะสูงตาม ถ้าคาดการณ์เศรษฐกิจโลกผิด ราคายางก็อาจจะลดลงได้ เพราะเราไม่สามารถเข้าไปกำหนดราคาได้ ต้องปรับตัวตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงข้างต้น” คุณประสิทธิ์ หมีดเส็น รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ให้ข้อมูลถึงแนวโน้มของสถานการณ์ด้านยางพารา

ทั้งนี้ จากปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้สร้างผลกระทบอย่างมากต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ แนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้นั้น คุณประสิทธิ์ กล่าวว่า แนวทางการปรับตัวของเกษตรกรชาวสวนยาง รองรับสภาวการณ์ราคายางในขณะนี้ว่า ชาวสวนยางต้องไม่พึ่งพิงรายได้จากสวนยางพาราเพียงอย่างเดียว

“ขอฝากชาวสวนยางทุกครอบครัวนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต สร้างรายได้จากการเกษตร ทั้งการทำสวนยาง ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ เลี้ยงไก่ เป็นต้น เพื่อใช้ในครัวเรือนและมีเหลือออกจำหน่าย เกษตรกรต้องปรับตัวด้วยการสร้างรายได้ ลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมีรายได้ ครัวเรือนละ 180,000 บาท ต่อปี” คุณประสิทธิ์ กล่าว

ส่วนมาตรการช่วยเหลือของ สกย. ตามภารกิจ คุณประสิทธิ์ กล่าวว่า มีทั้งระยะสั้น และระยะปานกลาง ได้แก่ การเพิ่มผลผลิต แนะนำเทคนิคการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น การแนะนำให้ปลูกยางที่ให้ผลผลิตสูง การดูแลบำรุงรักษาสวนยาง การกรีด การเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นต้น

ส่วนระยะปานกลางคือ การสร้างรายได้เพิ่มเติม ด้วยการรวมกลุ่มชาวสวนยางทำอาชีพต่างๆ ร่วมกับภาครัฐอื่น แก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเกษตรกร

นอกจากนี้ สกย. จะต้องทำตาม พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 และฉบับแก้ไข นั่นคือ สนับสนุนให้ชาวสวนยางรวมกลุ่มและมีเงินหมุนเวียนให้กู้ยืม รายละ 50,000 บาท เพื่อรวมกลุ่มทำอาชีพเสริม

โดยขณะนี้มีวงเงินรวม 120 ล้านบาท สำหรับกู้ยืมทั่วประเทศ เกษตรกรมีโครงการทำอาชีพเสริมอะไร สกย. จะจัดสรรเงินสงเคราะห์ หรือเงินเซส (Cess) ก้อนนี้ให้ ตามที่เกษตรกรในจังหวัดนั้นๆ เสนอมา เพื่อร่วมกันพัฒนาอาชีพ

คุณประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาชุมชน และสถาบันการศึกษา เช่น มอ. ปัตตานี ม. เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นต้น เพื่อพัฒนาอาชีพเสริมให้กลุ่มเกษตรกร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของกลุ่มนั้นๆ ว่าต้องการฝึก หรือพัฒนาอาชีพอะไร เมื่อฝึกอบรมความรู้จนชำนาญแล้ว เกษตรกรสามารถส่งแผนโครงการเพื่อกู้ยืมเงินหมุนเวียนนี้ มีระยะเวลาคืนทุน 3 ปี คิดดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี ระยะคืนทุนต้องขึ้นกับงวดของการเก็บเกี่ยว เช่น ปลูกผัก 90 วัน หรือ 40 วัน เก็บผลผลิต เป็นต้น จะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ภายใน 3 ปี

“สกย. มีโครงการเงินหมุนเวียนดังกล่าว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา ตาม พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางฯ กำหนดให้มีจัดสรรเงินหมุนเวียนกองหนึ่ง สำหรับใช้ช่วยเหลือชาวสวนยางกรณีเกิดปัญหาด้านราคา เพื่อเข้าไปช่วยเหลือตามสถานการณ์ จึงเป็นเงินหมุนเวียนสำหรับใช้ในการรวบรวมผลผลิต” รักษาการ ผอ. สกย. กล่าว

ดังนั้น หากกลุ่มชาวสวนยางใดสนใจ สามารถขอรับรายละเอียดได้ที่ สกย. ทุกจังหวัดใกล้บ้าน หรือ โทร. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายพัฒนาสวนสงเคราะห์ สกย. โทร. (02) 433-2222 ต่อ 240-245 ในเวลาทำการ

กุมภาพันธ์ 10, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“มะม่วงลูกผสมไต้หวัน T1″ บริโภคได้ทั้งดิบและสุก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“มะม่วงลูกผสมไต้หวัน T1″ บริโภคได้ทั้งดิบและสุก

หลังจากปี พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ให้การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรและทรัพยากรบุคคล รวมทั้งงานวิจัยทางการเกษตรด้วย ทำให้งานทางด้านการชลประทานและกิจกรรมส่งเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกรไต้หวันได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

อย่างกรณีของการรวมกลุ่มจัดตั้งของเกษตรกรเป็นสหกรณ์ที่กระจายอยู่ทั่วเกาะไต้หวัน มีความเข้มแข็งมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พันธุ์พืชหลายชนิดได้พัฒนาสายพันธุ์ให้ผลผลิตได้ปริมาณต่อไร่สูง และต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง เกษตรกรที่เคยปลูกข้าวและอ้อย ได้เปลี่ยนมาปลูกพืชผักและผลไม้ที่รายได้สูงกว่า

ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลไต้หวันได้ให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนทั้งเรื่องการตลาดและงานวิจัย

“มะม่วง” เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไต้หวัน มีพื้นที่เพาะปลูก 18,000 เฮกตาร์ (ประมาณ 112,500 ไร่) 1 เฮกตาร์ เท่ากับ 6.25 ไร่

แบ่งเป็นการปลูกมะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน (พันธุ์เออร์วิน) มีการปลูกมากที่สุด เป็นพื้นที่ 7,500 เฮกตาร์ (46,875 ไร่)

รองลงมาคือ พันธุ์จินหวง ประมาณ 2,400 เฮกตาร์ (15,000 ไร่) และที่เหลือเป็นมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ

โดยเกษตรกรจะมีพื้นที่ปลูกมะม่วงครอบครัวละไม่มากนัก เฉลี่ยแล้ว 4-10 ไร่

ซึ่งจะเน้นในเรื่องของคุณภาพของมะม่วงให้ได้ เกรด เอ มากที่สุด เพราะเกษตรกรแต่ละครอบครัวจะมีพื้นที่ในการปลูกมะม่วงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากไต้หวันเป็นเกาะจำเป็นต้องแบ่งจัดสรรที่ดินให้สอดคล้องกับจำนวนประชากร และในแต่ละพื้นที่จะมีการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ เพื่อรับซื้อผลผลิตและมีการจัดการในเรื่องของการตลาดให้เกษตรกรสมาชิกแบบเบ็ดเสร็จ แต่เกษตรกรไต้หวันต้องจะพยายามเน้นในเรื่องคุณภาพของผลผลิตให้มากที่สุด

ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้เดินทางศึกษาดูงานเกษตรที่ไต้หวันบ่อยครั้ง ดูงานศูนย์ปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไทนัน ซึ่งที่ศูนย์แห่งนี้มีงานปรับปรุงพันธุ์พืชและงานวิจัยทางด้านต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะงานปรับปรุงพันธุ์ “มะม่วง” ดูจะเป็นงานที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงของศูนย์และของไต้หวัน

ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2557 ผู้เขียนจะได้มีโอกาสไปดูงานเรื่องมะม่วงที่ศูนย์แห่งนี้อีกครั้ง สำหรับงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องมะม่วงจะมีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้นและสีผิวมีความสม่ำเสมอ มีรูปทรงผลที่หลากหลาย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและกระแสของตลาดผู้บริโภคที่มักจะมีความต้องการมะม่วงสายพันธุ์ใหม่ๆ เท่าที่ได้เดินดูงานในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์แห่งนี้ นอกจากจะปลูกมะม่วงพันธุ์จินหวงและพันธุ์อ้ายเหวินแล้ว ยังมีมะม่วงพันธุ์ลูกผสมอีกจำนวนมาก ซึ่งทางชมรมเผยแพร่ฯ ก็ได้ยอดพันธุ์มะม่วงลูกผสมจากไต้หวันมาหลายเบอร์ เช่น ลูกผสมไต้หวัน T1 , T2 , งาช้างแดง ฯลฯ

มะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน หรือ พันธุ์เออร์วิน ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าหลักของไต้หวันที่ส่งออกไปญี่ปุ่น ฮ่องกง ฟิจิ และ สิงคโปร์ เป็นต้น ในแต่ละปีดูจากข้อมูลการผลิตแล้ว การส่งออกมะม่วงไปยังต่างประเทศถือว่ายังน้อยมาก เพราะผลผลิตเกือบ 80-90 เปอร์เซ็นต์ เป็นการบริโภคและขายในไต้หวันเป็นหลัก ด้วยคนไต้หวันนิยมบริโภคผลไม้เป็นอย่างมาก (มีผลไม้ออกทั้งปี) ทั้งการบริโภคสดและแปรรูป

โดยมะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน มีลักษณะผลค่อนข้างกลมรี ผิวเปลือกสีแดง เนื้อสีเหลือง ไม่มีเสี้ยน กลิ่นไม่แรง รสชาติหวานหอมกินอร่อย (แต่ไม่หวานจัดเหมือนน้ำดอกไม้ หรือมะม่วงอกร่องของไทย รสนิยมการกินมะม่วงของคนไต้หวันแตกต่างจากคนไทย คนไต้หวันจะชอบรสชาติหวานกลางๆ ประมาณมะม่วงโชคอนันต์สุก) น้ำหนักผลเฉลี่ย 350-380 กรัม หรือขนาด 2-3 ผล ต่อกิโลกรัม ทรงผลกะทัดรัดกำลังดี ออกดอกและติดผลง่าย ซึ่งทางชมรมเผยแพร่ฯ นำเข้ามาปลูกออกดอกติดผลดกมากในบ้านเรา

แต่ อ้ายเหวิน มีข้อเสียคือ อ่อนแอต่อโรคแอนแทรกโนสและโรคขั้วผลเน่า โดยเฉพาะเมื่อผลมะม่วงสุกผิวผลจะมีสีแดงเมื่อเป็นโรคแอนแทรกโนสจะเห็นแผลได้ชัดมาก ทำให้ไต้หวันจะต้องค้นหา ศึกษา และวิจัยวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวที่ดีและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นสายพันธุ์มะม่วงที่ปลูกเพื่อการส่งออกเป็นหลัก

เนื่องจากมะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน จัดเป็นมะม่วงที่มีผิวบาง ดังนั้น ทุกขั้นตอนในการเก็บเกี่ยวจะต้องมีความประณีตเหมือนกับขั้นตอนการส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ และการผลิตมะม่วงของไต้หวันจะเน้นการห่อผลมะม่วงล่วงหน้าก่อนการเก็บเกี่ยว ประมาณ 30-45 วัน เพื่อป้องกันแมลงวันทองและทำให้มะม่วงผิวสวย แต่มะม่วงอ้ายเหวิน เป็นมะม่วงผิวสีแดง ซึ่งต้องอาศัยแสงแดดในการสร้างสีผิวเปลือกให้แดง ฉะนั้น ไต้หวัน จึงเลือกใช้ถุงห่อกระดาษสีขาวที่แสงสามารถผ่านได้ เป็นต้น

โดยปกติแล้ว มะม่วงอ้ายเหวิน หรือ เออร์วิน นี้ ไต้หวันจะมีการส่งออกไปขายยังประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด โดยเฉลี่ยแล้วมะม่วง อ้ายเหวิน เกรด เอ ขายส่งจากไต้หวันไปญี่ปุ่น ได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 80-100 บาท

โดยทางบริษัทรับซื้อเพื่อการส่งออกจะเข้ามาดูแลขั้นตอนการบำรุงรักษากับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรโดยตรง ตั้งแต่การจัดการในสวนจนถึงการส่งออก ซึ่งแตกต่างจากการส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ของไทยที่ไปญี่ปุ่น ที่มีบริษัทมารับซื้อจากสวนเกษตรกร ที่ผ่านมามาตรฐานเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) จากกรมวิชาการเกษตรและนำไปอบไอน้ำเพื่อฆ่าไข่แมลงวันทองและส่งออกต่อไปเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2556 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการปลูกมะม่วงเออร์วินในโรงเรือน ที่เกาะโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น เกาะโอกินาว่าน่าจะเป็นแหล่งผลิตเกษตรกรรมที่สำคัญเพื่อส่งขายทั่วทุกเกาะในประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์เออร์วิน เกษตรกรชาวสวนมะม่วงหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ญี่ปุ่น สามารถปลูกและผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพดีได้ แต่เมื่อได้ไปดูงานและเห็นของจริงทำให้ได้ทราบถึงเทคโนโลยีของการปลูกมะม่วงมีความก้าวหน้าไปมาก

จริงอยู่เกาะโอกินาว่า ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ทางใต้สุดของญี่ปุ่น อยู่ใกล้เกาะไต้หวันไม่มีหิมะตก แต่ในช่วงฤดูหนาวก็มีอากาศที่หนาวเย็นมาก แต่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในโรงเรือนสามารถที่จะผลิตมะม่วงส่งขายภายในประเทศได้ถึง กิโลกรัมละประมาณ 1,000 บาท

โอกินาว่า เป็นจังหวัดที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้สุดของญี่ปุ่น ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยรวมกันทั้งสิ้น 159 เกาะ กินระยะทาง 1,000 กิโลเมตร จากตะวันออกถึงตะวันตก 400 กิโลเมตร จากเหนือจดใต้ อยู่ใกล้เมืองหลวงไต้หวันมากกว่าเมืองหลวงของญี่ปุ่น ใช้เวลาเดินทางจากไทเปไปโอกินาว่าโดยเครื่องบินเพียงชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น

อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 23 องศาเซลเซียส เรียกว่าพอกับไต้หวันเลยทีเดียว และเนื่องจากอุณหภูมิจัดอยู่ว่าอยู่ในเขตหนาวกึ่งร้อนนี่เอง ที่ทำให้โอกินาว่าเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเมืองร้อนให้คนญี่ปุ่นทั้งประเทศได้บริโภคกัน แต่เมื่อเทียบกับปริมาณการนำเข้าผลไม้รวม ทั้งสินค้าเกษตรอื่นๆ แล้ว ถือว่าเป็นสัดส่วนน้อยมาก

ผลผลิตเกษตรหลักๆ ได้แก่ อ้อย ยาสูบ มะระ และมะม่วง เหตุที่อ้อยกลายเป็นพืชหลักของที่นี่ เพราะโอกินาว่า เป็นเกาะที่ไม่มีอะไรกำบังเลย แต่ละปีจะมีพายุไต้ฝุ่นเข้ามา 2-3 ครั้ง ซึ่งพืชที่ยังยืนหยัดอยู่ได้แม้ต้องเผชิญกับไต้ฝุ่น หนึ่งในนั้นก็คือ อ้อย คนที่นี่จึงปลูกอ้อยกันมาหลายชั่วอายุคน

สินค้าอย่าง น้ำตาลอ้อย จึงเป็นสินค้าหลักที่ทำรายได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ผู้เขียนจึงขอลงรายละเอียดเรื่องการทำสวนมะม่วง เพราะเป็นไม้ผลหลักที่ปลูกกันบนเกาะแห่งนี้ มาดูกันว่ารูปแบบเขาเป็นอย่างไร

ต้นมะม่วงที่โอกินาว่า นั้นควบคุมทรงพุ่มความสูงของต้นให้ไม่เกิน 2 เมตร มีการใช้เชือกตรึงช่อดอกไว้ในลักษณะที่ตั้งขึ้น ด้วยเหตุผลเพื่อไม่ให้ผลมะม่วงห้อยติดพื้นดิน ด้วยความเตี้ยของต้นมะม่วงถ้าไม่ดึงรั้งยอดมะม่วงไว้ให้สูง โอกาสที่ผลมะม่วงสัมผัสกับดินมีสูงมาก มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่ผลได้ จากนั้นการใช้เชือกตรึงช่อมะม่วง จะทำให้ผลมะม่วงได้รับแสงแดดเต็มที่ ทำให้ผลมะม่วงมีสีแดงสวยงาม เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต

จากการสอบถามเจ้าของสวนรายหนึ่งบอกว่า ดินที่ใช้ในการเกษตรกรรมนั้น ส่วนใหญ่เป็นดินด่าง มีค่า pH มากกว่า 8 และยังทราบว่าชาวสวนโอกินาว่า จะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลมากกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุน

สัดส่วนในการลงทุนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 รัฐบาลสนับสนุน ส่วนที่ 2 เป็นงบฯ จาก จังหวัดโอกินาว่า มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ที่เกษตรกรจ่ายเอง แต่ดูจากการขายผลผลิตมะม่วงแล้ว เกษตรกรจะขายได้ราคาดีมาก คงต้องสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดว่า เงินที่รัฐบาลสนับสนุนเป็นในรูปแบบของเงินกู้หรือไม่

จากที่กล่าวมาแล้ว ในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนัน เกาะไต้หวัน มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้น มีพันธุ์มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่หลายสายพันธุ์ มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของศูนย์แห่งนี้ได้ปรับปรุงพันธุ์ให้ผลมีสีแดงออกม่วงตั้งแต่ระยะผลอ่อน

ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 ได้ยอดมะม่วงพันธุ์ลูกผสมพันธุ์ใหม่จากแปลงทดลองของศูนย์แห่งนี้มาหลายสายพันธุ์ และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้นำยอดพันธุ์มะม่วงเหล่านั้นมาเสียบฝากไว้กับต้นมะม่วงอาร์ทูอีทู (R2E2) เวลาผ่านไป 3 ปี มะม่วงลูกผสมของไต้หวันหลายสายพันธุ์ได้เจริญเติบโตและพร้อมที่จะให้ผลผลิต โดยหนึ่งในนั้นทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ตั้งชื่อมะม่วงลูกผสมว่า T1 (T ย่อมาจาก Taiwan)

ฤดูกาลที่ผ่านมา มะม่วง T1 ได้มีการออกดอกและติดผล สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าในระยะที่ผลมะม่วง T1 มีการติดผลเท่ากับนิ้วก้อย ผิวที่ผลจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีม่วงแดง โดยเมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้น สีของผิวจะออกสีม่วงเข้มขึ้น และเมื่อผลแก่จะมีสีม่วงเข้มทั้งผล มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม

จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่รสชาติอร่อย เนื้อมีสีเหลืองละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน

มะม่วงพันธุ์ T1 (TAIWAN เบอร์ 1) เมื่อผลแก่และนำมาวางขายด้วยผิวผลที่มีสีม่วงเข้ม จะดึงดูดผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี

คาดว่าจะเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีชาวสวนมะม่วงไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในอนาคต

ปัจจุบัน เริ่มมีเกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูกมะม่วง T1 มากขึ้น ด้วยมั่นใจว่าปลูกและสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูได้ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการบริโภคมะม่วงในประเทศไทย

โดยปกติแล้ว มะม่วงลูกผสม T1 นิยมนำมาบริโภคสุก ในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาทางสวนคุณลีได้ทดสอบอายุการเก็บเกี่ยวของผลผลิต พบว่า เมื่อผลแก่ยังคงสภาพสดอยู่บนต้นได้นานนับเดือน โดยไม่สุกคาต้น (ถึงแม้บางผลจะสุกคาต้น เนื้อมะม่วงไม่เละ) ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนำผลที่แก่จัดมาบริโภคดิบ ปรากฏว่า เนื้อมีสีเหลืองเข้ม รสชาติอร่อยมาก อร่อยไม่แพ้พันธุ์แก้วขมิ้นของกัมพูชาด้วยซ้ำไป

นอกจากมะม่วงลูกผสมพันธุ์ T1 แล้ว ทางชมรมยังได้ยอดมะม่วงลูกผสมพันธุ์ T2 และ T3 เป็นต้น โดยเฉพาะมะม่วงลูกผสมพันธุ์ T2 ได้เห็นผลผลิตแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา เป็นมะม่วงที่เมื่อสุกมีผิวผลเป็นสีแดงเลือดนก สวยสะดุดตามาก เนื้อแน่น รสชาติอร่อยมาก

ทางสวนคุณลีได้มีการทดสอบจากผู้บริโภคหลายท่านต่างก็ยอมรับว่า รสชาติยอดเยี่ยมมาก หลายคนบอกว่า นำมากินกับข้าวเหนียวได้เหมือนกับมะม่วงน้ำดอกไม้และอกร่อง คาดว่า จะเป็นมะม่วงที่มีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

รายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์มะม่วงลูกผสม T1 ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

บทที่หนึ่ง กลิ่นในสวน…

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว

ยุคคล จิตสำรวย

บทที่หนึ่ง กลิ่นในสวน…

ในความรู้สึกแม้เพียงบางเบาของคนรักสวน ตื่นเช้าขึ้นมา สิ่งแรกที่มักจะทำกันก็คือ ถือถ้วยเครื่องดื่มประจำตัว เดินออกไปในสวนของตัวเอง นี่คือ สิ่งที่พวกเราหลายคน รวมทั้งตัวผมด้วย ทำกันในแทบทุกเช้า

กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องดื่มในมือ กลิ่นกระดาษจากหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ช่างคละเคล้ากันไปได้อย่างลงตัวกับกลิ่นของสวน ซึ่งอาจมาจากมวลดอกไม้นานา กลิ่นใบไม้หลายๆ ชนิด กระทั่งกลิ่นของปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ที่เรานำมาใช้ในสวนของเรา

การเลือกที่จะมีชีวิตในสวนของเรา อย่างที่เราต้องการ จึงเป็นเรื่องราวอันเป็นเอกเทศ เป็นเฉพาะตน ที่เราสามารถทำได้อย่างแทบไม่มีขอบเขตของสิ่งใดๆ มากั้นขวางเอาไว้ได้

หลายๆ คน จึงมักพูดกันว่า สวน คืออาณาจักรของเรา ที่ไม่มีใครมามีอำนาจเหนือเราได้ นอกเสียจากเราจะยินยอมให้กับ บางใครเหล่านั้น…ด้วยตัวของเราเอง

เชื่อเถอะครับ ไม่มีพื้นที่ใดบนโลกใบนี้ที่ปลอดไปจากสิ่งที่เราเรียกกันว่าอำนาจ

ด้วยว่า อำนาจนั้นแท้จริงแล้วคือ พลังงานอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจักรวาลเลยก็ว่าได้

การควบคุมอำนาจนั้นไว้ และจัดการให้มันเป็นไปภายใต้จุดประสงค์แห่งเรา จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องกระทำ และทำมาโดยตลอด จนกระทั่งลมหายใจของเราหยุดลง และในความเป็นจริงนั้น บางใครผู้ทรงอำนาจที่ผมว่า ต่างก็รอคิวที่จะบุกเข้ามาในสวนของเรา อยู่ในทุกวินาทีเลยก็ว่าได้ครับ

แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นอาจมิใช่ “มนุษย์” เช่นเรา

บางใครผู้เข้ามาในสวนของเราพร้อมกลิ่นหอม

บ้านของผมปลูกสร้างในสวนเก่า กลิ่นของสวนจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นเก่าๆ ที่อาจจะไม่เหมือนสวนของใครๆ เขา ด้วยว่า ผู้ทรงอำนาจภายในสวนนั้น ถูกอัญเชิญเข้ามาด้วย บรรพบุรุษ (และบรรพสตรี) ในหลายๆ รุ่นของพวกผม และพวกท่านเหล่านั้นก็ได้รับการปกป้องอย่างดีให้รอดพ้นจากโพยภัยต่างๆ อันมีมาตลอดเวลา ในสวนแห่งนี้

ถึงตอนนี้ ผมก็ได้ไปขออนุญาต ท่านๆ เหล่านั้น เพื่อจะนำเรื่องราวอันเป็นข้อมูลจำเพาะของพวกท่าน มาเล่าให้ท่านทั้งหลายได้รับฟังกัน ณ ที่นี้

ในส่วนด้านข้างของบ้านที่แม่และน้องสาวของข้าพเจ้าพักอยู่นั้น เช้าๆ มักจะมีกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ชนิดหนึ่ง โชยมาในระยะพอสมควร กลิ่นหอมดังว่า มักถูกผู้มาเยี่ยมเยือนถามไถ่อยู่เสมอ ว่าคือกลิ่นของดอกไม้ชนิดไหนกันหนอ บางคนถามทุกครั้ง แม้จะได้รับคำตอบทุกครั้งก็ตาม ด้วยอ้างว่า “ลืม”

ในบางเรื่องราว ผมรับฟังได้ว่า คนเรานั้น “ช่างลืมง่ายเสียจริงๆ”

ก็เลยจะบอกซ้ำอีกสักครั้ง ว่ากลิ่นดอกไม้ที่ว่า นั้นคือ กลิ่นของดอก “มณฑา”

มณฑา เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองดั้งเดิมของบ้านเรา ในบางถิ่นเราเรียกมันว่า จำปูนช้าง ด้วยว่ารูปทรงของดอกนั้น คล้ายๆ กัน แม้จะมีกลิ่นหอมที่ต่างกันมาก กับจำปูน สำหรับมณฑาต้นนี้ ผมจำได้ว่า เมื่อผมเกิดมาและจำความได้ ผมก็เจอและได้กลิ่นมันแล้ว อายุของมันจึงควรเกินกว่า 50 ปี อย่างแน่นอน

จะเห็นได้จากขนาดลำต้นที่ค่อนข้างใหญ่และสูงจนเกินกว่าหลังคา ทั้งๆ ที่ต้นเดิมๆ ของมันนั้นเอนล้มในแนวที่แทบจะขนานไปกับพื้นดิน

ส่วนที่เห็นและออกดอกส่งกลิ่นให้เราแทบทุกวันนั้นคือ ต้นแขนงที่แตกออกมาจากต้นเดิมที่ล้มอยู่นั่นเอง

ทรงพุ่มของมันนั้น เมื่อโตเต็มที่ก็จะมองเห็นเป็นพุ่มโปร่งๆ หากอยู่ในพื้นที่โล่งๆ ไม่มีพุ่มไม้ต้นอื่นมาเบียดบัง รัศมีของมันจะกว้างไม่เกิน 2 เมตร โดยประมาณ ในความสูงที่อาจได้ถึง 10 เมตร เช่นต้นนี้

เสน่ห์ของไม้ไทยดอกหอมชนิดนี้ นอกจากดอกและกลิ่นแล้ว ก็เห็นจะเป็นใบ ที่มีขนาดใหญ่ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะเรียงสลับ สีเขียวเข้ม ชวนมองเลยทีเดียวล่ะครับ

ส่วนดอกนั้น ออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบหรือปลายกิ่ง รูประฆัง ห้อยลงมา มีสีเขียวอ่อน แกมเหลืองในระยะแรก และเหลืองชัดเจนในที่สุด

และจะออกดอกให้เราได้ชื่นชมตลอดทั้งปีครับ

ความจริงนั้น ผู้ทรงอำนาจด้วยกลิ่นหอม ในสวนของผม มีอยู่อีกหลายชนิด นอกจากมณฑาแล้ว ยังมีเพื่อนพ้องของพวกมัน ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ส่าเหล้า จำปูน ยี่หุบ อีกด้วย ในลีลาตำแหน่งการยึดครองพื้นที่ต่างๆ กันออกไป

ตามแต่ว่าผู้ปลูกเลี้ยงพวกมันในยุคต่างๆ นั้น ชมชอบที่จะปล่อยให้พวกมันเติบโตในมุมใดของสวนแห่งนี้

บางทีนะ ความรักความผูกพันระหว่างเรากับสวนของเรานั้น เรื่องราวและที่มาขององค์ประกอบแห่งสวนเช่นต้นไม้ ชนิดต่างๆ นั่นเอง ที่เป็นแรงดึงดูดสำคัญ ระหว่างเรากับสวนเข้าด้วยกัน

ด้วยว่าแต่พวกมันแต่ละต้น ล้วนมีความเป็นมาอันเป็นความทรงจำที่แตกต่างกันออกไป

บางต้น มีคนบางคนให้มา ในโอกาสซึ่งมีความสำคัญบางอย่างในชีวิตเรา

บางต้น กว่าจะได้มาก็ต้องแลกด้วยเวลาและมูลค่าที่บอกใครไปแล้ว อาจเชื่อมิได้ ด้วยดูเหมือนว่า จะเกินไปจากความเป็นจริงอันสามัญ

และบางต้นในสวนของผมนั้น “ผมขโมยมา” ครับ…

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เฮลิโคเนีย…กลีบแกร่ง แกว่งไกว ไม่กริ่งเกรง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

เฮลิโคเนีย…กลีบแกร่ง แกว่งไกว ไม่กริ่งเกรง

ชูช่อกลีบ บีบอารมณ์ ลมกวัดแกว่ง

ก้ามกุ้งแดง มีช่อห้อย ย้อยส่ายไหว

ปลายกลีบแหลมทั้งห้อย-ชู ดั่งรู้ใจ

เหลืองแสดใส เฮลิโคเนีย หรือเปียใคร

ชื่ออื่น : ก้ามกุ้ง ก้ามกั้ง สร้อยกัทลี

ชื่อสามัญ : Heliconia

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Heliconia spp.

ชื่อวงศ์ : HELICONIACEAE

ถิ่นกำเนิด : ทวีปอเมริกา และหมู่เกาะแคริบเบียน

ข้อมูลทั่วไป :

ละลานตา ตื่นตา ตื่นใจ ไปกับสีสันอันหลายหลาก รูปทรงของช่อดอก ทั้งช่อตั้ง ช่อห้อย หลายคนในกลุ่มชื่นชมหมู่มวลพฤกษาอุทยานอย่างพออกพอใจ “แหม! เบิร์ด สวยจังเลย ไม่เคยเห็นที่ไหนสวยเท่าในอุทยานแห่งนี้” มีเสียงคัดค้านว่า เบิร์ดที่ไหนของเธอ ไม่เห็นมีนกซักตัว มีแต่ดอกไม้เท่านั้น เสียงตอบกลับมาว่า ก็เบิร์ดออฟพาราไดซ์ (Bird of Paradise) ที่อวดช่อดอก ทั้งช่อตั้ง ช่อห้อยนี่ไง หลายคนหัวเราะ บอกว่าที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่เบิร์ดออฟพาราไดซ์ แต่เป็นดอกเฮลิโคเนียต่างหาก หลังจากนั้น ก็มีการถกเถียงโต้แย้งกันพอสมควรเกี่ยวกับดอกเบิร์ดออฟพาราไดซ์กับดอกเฮลิโคเนีย สุดท้าย ก็ต้องยอมรับว่าดอกที่เรากำลังชื่นชมกันอยู่ขณะนี้คือ ดอกเฮลิโคเนีย ซึ่งมีความเหมือนหรือคล้าย และแตกต่างกันกับดอกเบิร์ดออฟพาราไดซ์

เบิร์ดออฟพาราไดซ์ หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ปักษาสวรรค์นั้น ถ้ามองผ่านๆ หรือดูอย่างผิวเผินก็จะรู้สึกได้ว่ามีลักษณะคล้ายกับเฮลิโคเนียมาก แม้จะอยู่กันคนละวงศ์ นั่นคือ เบิร์ดออฟพาราไดซ์ จัดอยู่ในวงศ์ Strelitziaceae สกุล Strelitzia ถิ่นกำเนิดคือ ประเทศแอฟริกาใต้ ส่วน เฮลิโคเนีย จัดอยู่ในวงศ์ Heliconiaceae สกุล Heliconia สำหรับ Bird of Paradise ได้ชื่อนี้เพราะว่าดอกมีลักษณะสวยงามคล้ายคลึงกับนก Bird of Paradise แต่ที่ประเทศแอฟริกาใต้จะเรียกว่า ดอกนกกระเรียน (crane flower) เพราะลักษณะดอกมองคล้ายกับหัวนกกระเรียน ที่มีหงอนตั้งขึ้น 4-5 กลีบ หรือดอกมีลักษณะคล้ายกับนกที่กำลังกางปีกอย่างสวยงาม อีกทั้งดอกยังมีกลีบประดับสีส้มและสีม่วงน้ำเงินที่เป็นจุดเด่นที่ไม่เหมือนกับดอกเฮลิโคเนีย นอกจากพันธุ์ที่กลีบประดับมีสีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีพันธุ์ที่มีสีขาวล้วน หรือพันธุ์ที่มีสีน้ำเงินล้วน สำหรับในเมืองไทยนิยมปลูกกันทางภาคเหนือที่มีอากาศค่อนข้างเย็น แต่ต้นที่ปลูกภูมิภาคอื่นๆ ในประเทศก็สามารถออกดอกได้ ถึงแม้จะไม่ดีเท่าต้นที่ปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น

ชื่อ เฮลิโคเนีย ได้มาจากชื่อของภูเขา Helicon ตามเทพปกรณัมกรีก ซึ่งเป็นที่สถิตของเหล่าเทพธิดาทั้ง 9 องค์ แต่ละองค์นอกจากมีความสวยงามเป็นอมตะแล้ว ยังเป็นองค์อุปถัมภ์ของศิลปะแขนงต่างๆ เช่น เทพธิดาแห่งความรัก เทธิดาแห่งดนตรีและกาพย์กลอน เทพธิดาแห่งดาราศาสตร์ ฯลฯ ดอกเฮลิโคเนียสวยงามและอยู่ได้นาน ทั้งงามในแจกัน และงามยามอวดชูช่อบนต้น ทั้งในกระถางและในแปลงปลูก ตามคุณลักษณะของเทพธิดาทั้ง 9 และได้ชื่อภาษาไทยว่า “ธรรมรักษา” ทำให้มีการปลูกกันมากยิ่งขึ้น ปลูกเพื่อเป็นไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม และปลูกเพื่อเป็นสิริมงคล เพราะชื่อ “ธรรมรักษา” มีความหมายเป็นมงคลยิ่ง คนโบราณเชื่อว่าหากปลูกธรรมรักษาไว้ในบริเวณบ้าน จะทำให้สมาชิกในบ้านมีความสุข ได้รับการปกป้องจากภัยอันตรายทั้งปวง อีกประการหนึ่งคือ ยังนิยมนำดอกมาบูชาพระอีกด้วย โดยเฉพาะธรรมรักษาพันธุ์ดอกเล็ก บางบ้านปลูกธรรมรักษาคู่กับพุทธรักษา เพราะมีความเชื่อว่ามีทั้งพระพุทธ และพระธรรม ปกปักรักษา (ธรรมรักษา หรือธรรมมะนั้น คือการรักษาในสิ่งที่ดีงาม หรือผู้ที่มีคุณธรรม ซึ่งควรแก่การเคารพบูชา ดังนั้น จึงหมายถึงการคุ้มครองรักษาให้แคล้วคลาด) ทั้งนี้ทั้งนั้น สมาชิกในบ้านจะมีความสงบสุขได้ ก็จะต้องปฏิบัติตนอยู่ในทำนองคลองธรรมด้วย ถ้าปฏิบัติตนตรงกันข้าม ต่อให้มีต้นธรรมรักษาและต้นพุทธรักษาจำนวนมากมาย ก็ไม่อาจช่วยได้แต่เพียงอย่างใด และสำหรับดอกพุทธรักษานั้นเป็นที่ทราบกันแล้วว่าไม่สามารถตัดดอกเพื่อประดับหรือนำไปบูชาพระได้เหมือนธรรมรักษา เพราะกลีบดอกที่บอบบาง เหี่ยวเฉาง่าย ได้แต่ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับในกระถางหรือในแปลงปลูกเท่านั้น

นอกจากเรียกธรรมรักษาแล้ว ยังมีอีกหลายชื่อที่เรียกขานเฮลิโคเนีย ทั้ง ก้ามกุ้ง ก้ามปู ก้ามกั้ง และสร้อยกัทลี เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่มีหลากหลายพันธุ์ ความสูงของต้นตั้งแต่ 1 ฟุต จนถึงหลายๆ เมตร ช่อดอกแตกต่างกัน ทั้งช่อห้อยและช่อตั้ง ถ้าช่อดอกตั้งจะเรียก ก้ามกุ้ง ส่วนที่ช่อดอกห้อยจะเรียก ก้ามกั้ง ก้ามปู หรือสร้อยกัทลี และมีการนำเฮลิโคเนียพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามาจากต่างประเทศ ที่ช่อดอกมีสีสวย ดอกบานทน เพื่อตัดดอกเป็นการค้า เกษตรกรส่วนมากจะปลูกพันธุ์ดอกเล็กช่อตั้งสําหรับตัดดอกเป็นการค้ามากที่สุด รองลงมาจะเป็นพันธุ์ดอกใหญ่ช่อตั้ง ซึ่งเฮลิโคเนียก็เป็นไม้ตัดดอกที่ได้รับความนิยม เช่นเดียวกับกล้วยไม้ เยอร์บีร่า กุหลาบ ฯลฯ ส่วนพันธุ์ช่อดอกห้อยเหมาะสำหรับปลูกประดับเพื่อชื่นชมดอก หรือจัดสวนตกแต่งสถานที่ต่างๆ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น เป็นไม้อวบน้ำ ยืนต้น มีลำต้นใต้ ดินเรียกว่า เหง้า คล้าย กล้วย ข่า และขิง โดยหน่อใหม่จะแตกจากตาส่วนบนของเหง้าเดิม (1-2 หน่อ) ขนานกับผิวดิน มีลักษณะคล้ายการแตกของกิ่งไม้ ลักษณะของกอ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ลักษณะแรก กอจะกระชับและขยายวงช้า เนื่องจากหน่อใหม่เกิดขึ้นชิดโคนต้นเก่า ลักษณะที่สอง กอจะโปร่งและขยายเป็นวงกว้าง เนื่องจากหน่อใหม่เกิดห่างจากต้นเดิม ส่วนของลำต้นเหนือดิน เรียกว่า “ต้นเทียม” ประกอบด้วยส่วนของลำต้น และใบเมื่อเจริญเต็มที่มักมีช่อดอก แทงออกที่ส่วนกลางของต้นเทียม ลำต้นประกอบด้วยกาบใบ วางซ้อนสลับไปมา ต้นเทียมนี้อาจมีความสูงได้หลายเมตรแล้วแต่ชนิด

ใบ การเรียงตัวของใบจะเรียงสลับตรงกันข้าม ในระนาบเดียวกัน แต่ละใบจะประกอบด้วยส่วนของก้านใบ และตัวใบ รูปแบบการจัดเรียงตัวของใบ แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ คล้ายกล้วย (Musoid) มีก้านใบยาว และอยู่ในแนวตั้ง คล้ายขิง (Zingibroid) มีก้านใบสั้น และใบอยู่ในแนวนอน คล้ายพุทธรักษา (Cannoid) มีก้านใบสั้น หรือยาวไม่มากนัก และใบทุกมุมป้านกับลำต้น ใบธรรมรักษาส่วนมากจะมีสีเขียว แต่บางชนิด ใต้ใบมีสีแดง โดยเฉพาะบริเวณขอบใบ บางชนิดใบจะแตกเป็นริ้วคล้ายใบกล้วย บางชนิดมีนวลใต้ใบ

ดอก ช่อดอกจะเกิดขึ้นที่กลางลำต้นเทียม ช่อดอกอาจตั้งหรือห้อย ประกอบด้วย ก้านช่อดอก ก้านต่อระหว่างใบประดับ (Bract) ซึ่งรองรับดอกอยู่ เรียงสลับกันเหมือนรูปเรือ ใบประดับอาจอยู่ในระนาบเดียวกัน หรือต่อกันก็ได้แล้วแต่พันธุ์ มีหลายสี เช่น แดง ชมพูเหลือง และแสด เฮลิโคเนียที่พบในเขตร้อนของทวีปอเมริกามีกลีบประดับที่มีสีสันสวยงาม เช่น แดง เหลือง แดงและเหลือง แสด หรือชมพู ส่วนที่พบในแถบแปซิฟิกใต้จะมีกลีบประดับสีเขียว ภายในกลีบประดับจะมีดอกจริงคล้ายดอกกล้วยเล็กๆ เรียงกันอยู่แถวเดียว ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศ แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ และกลีบดอก 3 กลีบ ทั้งหมดจะหลอมติดกันเป็นหลอด ภายในมีเกสรตัวผู้ 6 อัน ซึ่งจะเจริญเพียง 5 อัน อีก 1 อัน เป็นหมัน

ผล มีเนื้อนุ่ม และมีชั้นหุ้มเมล็ดที่แข็ง ผลสุกจะมีสีน้ำเงิน และสีส้ม (สีน้ำเงิน พบในทวีปอเมริกา สีส้ม ชนิดที่พบในหมู่เกาะแปซิฟิก)

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด แยกกอ หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต : สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในที่ร่มรำไรถึงกลางแจ้ง และเจริญเติบโตได้ดีในที่ลุ่มและชื้นแฉะ

สรรพคุณทางสมุนไพร ไม่พบรายงานการมีสรรพคุณทางสมุนไพรของเฮลิโคเนียแต่อย่างใด

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สวนสวรรค์สุพรรณบุรี เนรมิตทุ่งดอกกระเจียว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

เก็บมาเล่า

สวนสวรรค์สุพรรณบุรี เนรมิตทุ่งดอกกระเจียว

เมื่อเอ่ยถึง ดอกกระเจียว ทุกคนต่างก็จะนึกถึงทุ่งดอกกระเจียวในเขตอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จังหวัดชัยภูมิ ที่ออกดอกเพียงปีละครั้ง ชูช่อล้อสายลมและสายหมอก ขึ้นเต็มทั่วผืนป่าในช่วงฤดูฝน

หลายคนอยากไปยืนถ่ายภาพท่ามกลางทุ่งดอกกระเจียวสวยๆ แต่ไม่อยากออกไปไกล หรือไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนัก ด้วยเวลาอันจำกัดเพียงไม่กี่เดือนที่จะได้ชมทุ่งดอกทิวลิปสยามนี้ แต่บอกได้เลยว่าไม่ได้เกินความสามารถของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ที่ได้เนรมิตความสวยสดงดงามของทุ่งดอกไม้ชนิดนี้ บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ที่ “สวนสวรรค์สุพรรณบุรี” ที่สำคัญคือ มีให้ชมกันหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น กิโมโนโรส ช็อกโกแลต เชียงใหม่พิงค์ ลัดดาวัลย์ สยามคราวด์ เป็นต้น

คุณสุรพล จารุพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า บนเนื้อที่กว่าหลายร้อยไร่ในสวนสวรรค์สุพรรณบุรี มีพืชพันธุ์มากมายหลากชนิด ที่นำมาจัดแสดงให้ชมตามแต่ละช่วงเวลาและเทศกาลต่างๆ ตลอดทั้งปี มีทั้งไม้ดอกของไทยและต่างประเทศ อีกทั้งไม้ใบ ไม้ผล ที่ผ่านการค้นคว้าและทำการขยายพันธุ์ จนได้พันธุ์ที่เหมาะสมมีคุณภาพดีที่สุด เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกให้เกษตรกรได้นำไปเพาะปลูก ที่สำคัญนอกจากนี้ ศูนย์แห่งนี้ยังมีหลักสูตรฝึกอบรมที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร “ดาวเรืองตัดดอกเพิ่มรายได้ในครัวเรือน”, “เทคนิคการปลูกพืชผักพันธุ์ดี เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน”, “เทคนิคการผลิตพืชเพื่อการค้า” และ “การปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบยั่งยืน” เป็นต้น

ในโอกาสวันแม่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ จังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) ร่วมกับจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกันจัด “งานทุ่งดอกกระเจียวสื่อรักวันแม่” ซึ่งได้เริ่มจัดมาตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา และจะจัดไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2557 นี้ ณ ศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง หรือ “สวนสวรรค์สุพรรณบุรี” เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้ การปลูกดอกกระเจียวเป็นอาชีพเพื่อการค้าและการส่งออก อีกทั้งเป็นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งกิจกรรมภายในงาน นอกจากทุกท่านจะได้ชมดอกกระเจียวหลากหลายสายพันธุ์แล้ว ยังจะได้พบกับการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาการเกษตรจากทุกหน่วยงานในอำเภออู่ทอง การออกร้านของดีเมืองอู่ทอง นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์ไม้ราคาถูกจากเกษตรกรกลุ่มต่างๆ มาจำหน่าย มีอาหารอร่อย ซึ่งงานนี้เที่ยวฟรี ชมฟรี ทุกวันไม่มีวันหยุด

ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดสุพรรณบุรี ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์ (035) 437-704-5 ในวันและเวลาราชการ

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

มังคุดลายมังกรนครศรี มังคุดอินทรีย์เพื่อส่งออก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

เทคโนโลยีเกษตร

นิพนธ์ สุขสะอาด

มังคุดลายมังกรนครศรี มังคุดอินทรีย์เพื่อส่งออก

ผลผลิตมังคุดจากสวน บางช่วงมีราคาสูงเข้าขั้นจะต้องนอนเฝ้ากันในสวน แต่บางฤดูก็ถูกสุดๆ จนแทบจะไม่มีใครเหลียวแล

ช่วงเวลาเพียงห่างกันไม่กี่เดือน ความผันผวนของราคาผลผลิตทางการเกษตรเป็นเรื่องที่จะต้องทำใจ

โดยไม่ควรฝันให้สูงเกินไป แต่ก็จะต้องห้ามเลิกฝัน ไม่อย่างนั้นอาชีพเกษตรกรรมเราก็จะไม่รุ่งเรือง ต้องสู้ต่อไป หาวิธีต่อไป บำรุงรักษา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงต่อไป โดยเฉพาะการปฏิบัติตามหลักวิชาการ ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และจัดหาตลาดที่โดนใจผลผลิตของเรา จะทำให้เกิดการค้าขาย และเกิดรายได้ที่แน่นอนตามมา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผล บ้านท่าข้าม หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการรวมตัวกันของเกษตรกรชาวสวนไม้ผลร่วม 50 คน จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยมี คุณพรศรี โชติพันธ์ เป็นประธาน และยังพ่วงด้วยตำแหน่งประธานสภาเกษตรกรอำเภอพรหมคีรี ประธานชมรมชาวสวนไม้ผลจังหวัดนครศรีธรรมราช และอื่นๆ อีกหลายๆ ตำแหน่ง

โดยคุณพรศรีเล่าว่า กลุ่มนี้จัดตั้งขึ้นมาโดยการรวมตัวของสมาชิกชาวสวน ซึ่งส่วนใหญ่มีสวนมังคุดกันทุกคน จากเดิมที่สมาชิกต่างคนต่างทำ แต่หลังจากที่ได้รวมกลุ่ม และขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชนกับสำนักงานเกษตรอำเภอพรหมคีรีแล้ว สมาชิกได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับความรู้จากนักวิชาการ ในเรื่องการจัดการสวนอย่างถูกวิธี การลดใช้สารเคมี การลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การขอรับรองแปลง จีเอพี การรวมกลุ่มเพื่อทำการตลาด ฯลฯ

ซึ่งในแต่ละฤดูจะมีความยากง่ายในการผลิตที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศ โรค แมลง ย่อมส่งผลต่อคุณภาพผลผลิต และปริมาณผลผลิต ถ้าปีไหนมังคุดดกมาก อากาศแห้งแล้งผลจะเล็ก ขายไม่ได้ราคา ถ้าหากปีไหนมังคุดติดผลน้อย ผลก็จะสมบูรณ์ มักจะขายได้ราคาดี

โดยเฉพาะถ้าสวนใดที่สามารถบังคับให้มังคุดออกนอกฤดูได้ ซึ่งจะสุกในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ มักจะได้ราคาที่แพงลิ่ว ตั้งแต่กิโลกรัมละ 60 บาท ไปจนถึง 180 บาท เลยทีเดียว

คุณพรศรี และ คุณวินัย โชติพันธ์ (สามี) ได้นำไปชมแปลงปลูกมังคุดทั้ง 4 แปลง รวมเนื้อที่ 46 ไร่ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ไม่ไกลกันมากนัก ตั้งแต่ แปลงที่ 1 มีเนื้อที่ 6 ไร่ เป็นแปลงสาธิต จีเอพี อายุต้น 25 ปี มีระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ที่โคนต้น และเหนือทรงพุ่ม เพื่อลดการระบาดของเพลี้ยไฟ ไรแดง ในฤดูที่ผ่านมาแปลงนี้ให้ผลผลิตในฤดูได้ 3,500 กิโลกรัม และผลผลิตนอกฤดูได้ ประมาณ 2,000 กิโลกรัม ทำรายได้มาแล้วหลายแสนบาท

ส่วน แปลงที่ 2 เป็นแปลงมังคุดเชิงเดี่ยว มีเนื้อที่ 12 ไร่ ต้นมังคุดอายุเฉลี่ย 20 ปี แปลงนี้ไม่เน้นการผลิตนอกฤดู เพราะระบบน้ำไม่ดี

แปลงที่ 3 สวนสมรมในบริเวณบ้าน ปลูกผสมผสานระหว่างมังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกอง และอื่นๆ ในเนื้อที่ 20 ไร่ อายุต้นมังคุด ตั้งแต่ 15-30 ปี

แปลงที่ 4 แปลงมังคุดอินทรีย์ มีเนื้อที่ 8 ไร่ ต้นมังคุดอายุเฉลี่ย 20 ปี แปลงนี้มีสภาพความเหมาะสมตามธรรมชาติ ด้านหน้าติดถนน อีก 3 ด้าน มีน้ำล้อมรอบ ดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก เจ้าของเลยตัดสินใจดูแลจัดการสวนแบบเกษตรอินทรีย์

ด้วยการใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แทนปุ๋ยเคมี ใช้วิธีการตัดหญ้าแทนการฉีดพ่นสารเคมี ไม่ใช้สารป้องกันกำจัดโรค-แมลง

จนกระทั่งเวลาผ่านไป 3 ปี (ปี 2554) เริ่มทำการตลาดกับชาวเยอรมัน โดยผู้ส่งออกชาวไทยได้มาติดต่อ เพื่อนำผลผลิตมังคุดไปตรวจสอบคุณภาพก่อน โดย บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแน่นอน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ออกหนังสือรับรองคุณภาพ ตัว Q ให้เป็นมังคุดอินทรีย์ และบริษัทจะสั่งซื้อเพื่อส่งขายไปยังประเทศเยอรมนี

มังคุดอินทรีย์ที่ได้จากสวนคุณพรศรี ผลจะไม่ใหญ่มากนัก ประมาณ 12 ผล ต่อกิโลกรัม ผิวและหูจะไม่สวย เนื่องจากมีร่องรอยการถูกทำลายโดยแมลง โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ ไรแดง ที่มักจะทำให้ผิวผลตกกระ เป็นสะเก็ด แต่จะมีเปลือกบาง เนื้อในสีขาวสด หวานอร่อย

แต่ทั้งหมดกลับเป็นที่ชื่นชอบของพ่อค้า และผู้ที่ได้บริโภค ซึ่งมีความมั่นใจในคุณภาพที่ปลอดภัยจากสารเคมี

โดยสมาชิกได้คิดหาแนวทางในการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค แม้ว่าตลาดต่างประเทศหรือห้างสรรพสินค้าบางแห่งที่ยังคงนิยมหาซื้อมังคุดผิวมัน ผลโต หูเขียวสด จะขายได้ราคาสูงมาก และอีกช่องทางหนึ่งจะเป็นตลาดทางเลือก และสินค้าคุณภาพทางเลือก คือมังคุดที่ผิวไม่สวย หูไม่สวย ผลไม่โตมาก แต่เนื้อในคุณภาพดี หวาน อร่อย เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าคนรักสุขภาพ โดยสมาชิกกลุ่มได้ตั้งชื่อว่า “มังคุดลายมังกรนครศรี”

“มังคุดลายมังกรนครศรี” เป็นมังคุดอินทรีย์จากสวนของคุณพรศรี มีตลาดหลักอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ราคามังคุดที่อื่นจะขายได้กิโลกรัมละ 5 บาท 10 บาท หรือ 100 บาท แต่มังคุดอินทรีย์ของคุณพรศรีได้ราคาเดียวคือ กิโลกรัมละ 60 บาท ก็พอใจแล้ว เพราะต้นทุนจะไม่สูง

แม้กระทั่งการตรวจรับรองคุณภาพและค่าขนส่ง บริษัทที่มารับซื้อจะดำเนินการให้เองทั้งสิ้น แต่คุณพรศรียังได้กล่าวย้ำกับผู้บริโภคว่า อย่าสังเกตแต่เพียงว่าเป็นมังคุดผิวลายแล้วสรุปเอาเองว่าเป็นมังคุดอินทรีย์ หรือปลอดภัยจากสารเคมี ที่จริงแล้วผลมังคุดที่โดนทำลายโดยเพลี้ยไฟ ไรแดง แต่ชาวสวนอาจจะยังใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ เช่น สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรคแมลงชนิดอื่นๆ ก็อาจเป็นได้

หากจะให้ได้สินค้าที่ปลอดภัยจริงๆ จะต้องซื้อหาจากสวนที่ได้รับการตรวจวิเคราะห์ และได้รับเครื่องหมายรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วเท่านั้น ขณะนี้กลุ่มกำลังชักชวนเพื่อนสมาชิกให้ทำมังคุดอินทรีย์ให้มากขึ้น เพื่อตอบสนองตลาดคนรักสุขภาพ และเพื่อขยายตลาดไปยังประเทศจีน และประเทศอื่นๆ ต่อไป

ปัจจุบัน สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนี้มีการทำกิจกรรมหลายๆ อย่างร่วมกัน เพื่อสร้างอาชีพเสริมรายได้และช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมผลผลิตเพื่อส่งขายตลาดต่างจังหวัด เพื่อกระจายสินค้าออกนอกแหล่งผลิตในขณะที่มังคุดราคาตกต่ำ ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดการค้าภายในจังหวัด และสำนักงานเกษตรจังหวัด การจัดเมนูท่องเที่ยวเกษตร “อิ่มเดียว 99 บาท” เพื่อรองรับการมาชมสวนของนักท่องเที่ยว ให้มาเที่ยว-กินผลไม้แบบไม่อั้น และกินอาหารกลางวันร่วมกับเจ้าของสวน ได้เที่ยวทั้งวัน วันละ 99 บาท เท่านั้น และที่สำคัญและน่าชื่นชมยิ่งคือ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างสมาชิก ตามวิถีคนในชุมชน และการเป็นครูหรือที่ปรึกษาแก่กันในทุกๆ เรื่อง ท่านใดสนใจจะซื้อหา-ทำธุรกิจการค้า หรือเที่ยวชมสวน ติดต่อ คุณพรศรี โชติพันธ์ ได้ทางหมายเลขโทร. (081) 370-6435

เป็นการสร้างโอกาสและช่องทางการตลาดที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลบ้านท่าข้าม ได้เจอทางเลือกใหม่ให้กับสมาชิก ทางเลือกแรก สมาชิกที่ถนัดในการผลิตมังคุดคุณภาพดี เพื่อการส่งออกตามหลัก จีเอพี จะในฤดูหรือนอกฤดูก็ทำได้ หรือทางเลือกที่สอง สมาชิกจะผลิตแบบมังคุดอินทรีย์ที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีก็เลือกได้

ส่วนผู้บริโภคก็มีทางเลือกที่จะเลือกซื้อมังคุดที่ผิวมัน หูสวย ผลโต เนื้อดี แต่ราคาสูงหน่อย หรือจะเลือกซื้อมังคุดผิวลายมังกร ผลิตตามขั้นตอนเกษตรอินทรีย์ เปลือกบางเนื้อในดี รสชาติอร่อย ราคาก็ไม่แพง พี่น้องเกษตรกร และผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกแล้วครับ

ส่วนพวกเราชาวส่งเสริมการเกษตรยังไม่มีสิทธิ์เลือก ต้องทำอย่างเดียวคือ “ต้องสร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกรให้ได้” เหนื่อยด้วยความภาคภูมิใจครับ

หนุนสหกรณ์ฯ ในเพชรบุรี

ขยายกล้วยหอมทอง เผยญี่ปุ่นต้องการ ปีละ 8,000 ตัน

ดร. จุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากบริษัทผู้ส่งออก ว่าทางประเทศญี่ปุ่นให้ความสนใจผลผลิตกล้วยหอมทองของไทย ซึ่งเป็นสินค้าที่นิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น เนื่องจากมีรสชาติหวาน หอมกว่ากล้วยหอมจากประเทศอื่นๆ ในแต่ละปีจะมีโควตาสั่งซื้อประมาณ 8,000 ตัน ในขณะที่สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด ส่งออกกล้วยหอมทองของสหกรณ์ยังส่งไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นได้เพียง 1,000 ตัน เท่านั้น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้เชิญตัวแทนจากสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี เพื่อหารือถึงแนวทางในการขยายพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมทอง เนื่องจากทั้งสองสหกรณ์ได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกปลูกกล้วยหอมทอง เพื่อส่งออกไปยังสหกรณ์ผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่นมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี

ปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 500 ไร่ มีสมาชิกสหกรณ์ปลูกกล้วยหอมทอง 258 ราย ปริมาณการรวบรวมปีละ 500 ตัน ส่งออกปีละ 400 ตันเศษ และส่งจำหน่ายในประเทศ 100 ตันเศษ ขณะที่สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 2,000 ไร่ มีสมาชิกสหกรณ์ปลูกกล้วยหอมทอง 400 ราย ปริมาณการรวบรวมปีละ 2,500 ตัน ส่งออกปีละ 500 ตันเศษ และจำหน่ายภายในประเทศ 2,000 ตันเศษ ซึ่งปริมาณผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1 -1.2 ตัน ต่อไร่ โดยในปี 2556 ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอม ส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ทำให้การรวบรวมผลผลิตและส่งออกได้ในปริมาณที่ลดลง

กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีแนวคิดในการจัดทำโครงการส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ขยายพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมทอง ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยสหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง ได้ให้ความร่วมมือและได้ดำเนินการสำรวจจำนวนสมาชิกที่พร้อมจะเข้าร่วมโครงการและขยายพื้นที่เพาะปลูก และมีสมาชิกในจังหวัดชุมพรและจังหวัดเชียงรายสนใจจะเข้าร่วมโครงการอีก 2 จังหวัด ซึ่งในเบื้องต้นได้ตั้งเป้าว่าจะสามารถขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองในจังหวัดเพชรบุรีอีก ประมาณ 1,000 ไร่ เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น รองรับกับปริมาณความต้องการของตลาดในประเทศญี่ปุ่น

“ซึ่งกรมพร้อมจะสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ได้นำไปใช้สำหรับส่งเสริมสมาชิกเพิ่มพื้นที่สำหรับปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรีจะให้การสนับสนุนด้านการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตกล้วยหอมทองอินทรีย์ปลอดสารพิษ เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่ประเทศญี่ปุ่นกำหนด คาดว่าเมื่อสิ้นสุดการดำเนินโครงการดังกล่าว สหกรณ์ทั้งสองแห่งจะสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกกล้วยหอมทองได้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน ต่อปี และทำให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอท่ายางและอำเภอบ้านลาดมีรายได้ที่มั่นคงต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สวนมะนาวทำเงิน กลางกรุง ของ “จำรัส คูหเจริญ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

เทคโนโลยีการเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

สวนมะนาวทำเงิน กลางกรุง ของ “จำรัส คูหเจริญ”

แม้ มะนาว จะมีรสชาติเปรี้ยวจนเข็ดฟัน แต่ฉันก็ขาดเธอไม่ได้ เพราะมะนาวเป็นพืชสมุนไพรที่ช่วยปรุงแต่งรสชาติอาหารให้มีรสชาติอร่อย หอมยิ่งขึ้น แถมยังมีสรรพคุณทางยา ช่วยขับลมในกระเพาะ ช่วยเพิ่มวิตามินซี ต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งได้ มะนาว จึงเป็นพืชสำคัญประจำครัวของคนไทยทั่วประเทศ ทุกวันนี้มีเอกชนหัวใสผลิตมะนาวคั้นน้ำบรรจุขวด มะนาวแปรรูป ชนิดน้ำและแบบผงวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป มากมายหลายยี่ห้อ โกยรายได้มหาศาลในแต่ละปี

ในฉบับนี้ ผู้เขียนขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมชีวิตชาวสวนมะนาวกลางกรุง แถวย่านฝั่งธนบุรีกันดูบ้าง เกษตรกรรายนี้ ประสบความสำเร็จในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ มีแปลงปลูกมะนาว ประมาณ 200 ต้น มะนาวทุกต้นติดผลดกมาก ขนาดผลโต เปลือกบาง น้ำมาก มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวมาก เรียกว่าคุณภาพดีคับแก้ว โดนใจผู้ซื้อ

เส้นทางชีวิต

ลุงจำรัส คูหเจริญ เกษตรกรวัย 77 ปี เจ้าของกิจการ “สวนเกษตรธนบุรี” เล่าให้ฟังว่า ผมมีพื้นเพมาจากครอบครัวชาวสวนในย่านเขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เรียกว่า ทำสวนเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่แล้ว ผมสนใจปลูกกล้วยไม้เป็นอาชีพ ตามคำแนะนำของ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก บิดาแห่งกล้วยไทย ผมทำสวนกล้วยไม้ได้ประมาณ 8 ปี ก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ ช่วงประมาณปี 2506 ผมไปเรียนอยู่ประมาณ 5 ปีครึ่ง เรียนต่อด้านวิศวะ ควบคู่กับสาขาการเกษตร หลังจากเรียนจบกลับมาก็เรียนต่อด้านพืชสวนและส่งเสริมการเกษตร ต่อมารับราชการที่กรมไปรษณีย์ ในตำแหน่งนายช่าง ตรี โท และเอก ตามลำดับ จนกระทั่งกรมไปรษณีย์ปรับโครงสร้างเป็นการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ผมรับตำแหน่งผู้อำนวยการกองเคเบิ้ลใต้น้ำ การสื่อสารแห่งประเทศไทย เรื่อยมาจนครบเกษียณอายุ

จุดเริ่มต้น ทำสวนมะนาว

ลุงจำรัส เล่าว่า หลังเกษียณอายุราชการ ผมหันกลับมาทำสวนอีกครั้ง ที่บ้านในเขตภาษีเจริญ โดยปลูกมะม่วง ส้มโอ ขนุน ไว้หน้าบ้าน ปรากฏว่าเจอโดนเวนคืนที่ดินเพื่อทำถนน จำนวน 5 ไร่ เหลือที่ดินเพียง 2 ไร่ ก็หันมาปลูกโป๊ยเซียนระยะหนึ่ง ก่อนเลิกและหันมาลงทุนปลูกมะนาวอย่างจริงจัง ผมสนใจปรับปรุงพัฒนาพันธุ์มะนาวที่มีความต้านทานโรคแคงเกอร์ จนได้มะนาวพันธุ์ใหม่ เรียกว่า มะนาวพันธุ์จำรัส 9 (จ.9) ซึ่งเป็นมะนาวลูกผสมระหว่างแป้นพวง (พันธุ์แม่) ผสมกับมะนาวน้ำหอม (ด่านเกวียน) ซึ่งให้ลูกดก ผลโต น้ำมาก น้ำเนื้อกลิ่นเหมือนมะนาวแป้น เปลือกบาง น้ำหนักผล 70-100 กรัม การเจริญเติบโตของต้นดี ใบใหญ่และต้านทานโรคดีมาก

“หลังจากนำเกสรมะนาวแป้นพวงมาผสมกับเกสรตัวผู้ของมะนาวด่านเกวียนแล้ว ใช้เมล็ดเพาะอีก 1 ปีครึ่ง ผลผลิตในรุ่นแรก คุณภาพใช้ไม่ได้ เพราะสายพันธุ์ยังไม่นิ่ง ต้องผสมซ้ำอีก 10 ครั้ง ใช้เวลาปรับปรุงพันธุ์นานกว่า 7 ปี จนได้มะนาวพันธุ์ใหม่ ที่มีลักษณะเด่น คือผลใหญ่ เปลือกบาง น้ำมาก แม้กลิ่นไม่หอม แต่สามารถต้านทานโรคแคงเกอร์ได้ดีและมีผลดกประมาณ 500-600 ลูก ต่อต้น” ลุงจำรัส กล่าว

จากนั้น ลุงจำรัสได้ต่อยอดปรับปรุงพันธุ์มะนาวขึ้นมาใหม่ 2 สายพันธุ์ ที่มีลักษณะเด่นคือ ให้ลูกดก ผลโต และน้ำมาก ตั้งชื่อว่า มะนาวพันธุ์จำรัส 28 และจำรัส 29 ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์ขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรกับหน่วยงานภาครัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ลุงจำรัส กล่าวว่า มะนาวจำรัส 28 เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์มะนาวจำรัส 9 (พันธุ์แม่) และใช้มะนาวแป้นจริยา เบอร์ 1 มาผสม เมื่อเพาะเมล็ดจนเป็นต้นแล้ว ได้ออกดอกให้ผลเมื่อต้นยังเล็ก ผลโตมาก ทรงผลแบน แบบมะนาวแป้นทั่วไป น้ำเนื้อกลิ่นเหมือนมะนาวแป้นทุกอย่าง เปลือกบาง น้ำมาก ผลที่เจริญเติบโตเพียง 2 เดือน ก็มีน้ำมากแล้ว ออกดอกง่ายมาก ไม่ต้องบังคับก็ออกดอกได้ทั้งปี การเจริญเติบโตของต้นและการต้านทานโรคดีมาก

ส่วน มะนาวจำรัส 29 เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์มะนาวจำรัส 9 (พันธุ์แม่) และใช้ส้มโชกุนเป็นพ่อ เมื่อได้เพาะเมล็ดขึ้นมาเป็นต้นแล้วจะออกดอกและให้ผลเมื่อต้นยังเล็ก ผลโตมาก ลักษณะผลแบนเหมือนมะนาวแป้นทั่วไป เปลือกบาง น้ำมาก ให้ผลผลิตดก มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวมากกว่ามะนาวแป้นธรรมดา 1% ลุงจำรัส ได้นำมะนาวพันธุ์ใหม่ไปขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ และขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กับหน่วยงานส่งเสริมและปกป้องพันธุ์พืช เมื่อ ปี 2553 จนได้รับการจดรับรองสิทธิบัตรพันธุ์มะนาวอย่างเป็นทางการ เมื่อ ปี 2556

“ลักษณะเด่นของมะนาวทั้งสองสายพันธุ์แยกได้ง่ายมาก มะนาวจำรัส 28 ลักษณะหนามสั้น ส่วนมะนาวจำรัส 29 ลักษณะหนามยาว จุดเด่นของมะนาวทั้งสองสายพันธุ์แตกต่างกันแค่หนาม ส่วนผลผลิตไม่ต่างกัน เพราะมีผลโต เปลือกบาง น้ำมาก ให้ผลผลิตดก รสชาติเปรี้ยวจัด และมีกลิ่นหอมเหมือนกัน” ลุงจำรัส กล่าว

เทคนิคขยายพันธุ์

มะนาวด้วยวิธีปักชำ

โดยทั่วไป เกษตรกรมักนิยมขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีการตอนกิ่ง แต่ที่นี่แปลกไม่เหมือนใคร เพราะใช้วิธีการขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการปักชำ ที่ได้ผลดีอย่างน่าประหลาดใจ เพราะมองไปรอบๆ สวน เห็นต้นมะนาวต้นเล็กๆ ที่มีดอกมะนาวบานอยู่เต็มต้น กำลังติดเป็นผลมะนาวลูกเล็กๆ อยู่เต็มไปหมด ทั้งๆ ต้นมะนาวเหล่านี้ เป็นมะนาวต้นเล็ก อายุยังไม่มาก แต่ให้ผลผลิตได้เร็วมาก

ลุงจำรัส บอกว่า หากใช้เทคนิคตอนกิ่ง จะตอนกิ่งได้แค่ วันละ 200 กิ่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก และใช้แรงงานจำนวนมาก แถมยังต้องใช้ตอส้ม ตอมะขวิด มาเสียบยอดอีกด้วย ลุงจำรัสจึงเลือกขยายพันธุ์โดยใช้เทคนิคการปักชำแทน

“เคล็ดลับการปักชำอยู่ที่เทคนิคการเลือกกิ่งเพสลาด คือ ไม่แก่ ไม่อ่อน เกินไป มีใบยอดคลี่เต็มที่ มาปักชำ โดยนำกิ่งพันธุ์มะนาวที่คัดเลือกแล้วมาชุบน้ำยาเร่งรากแล้วค่อยนำไปปักชำในวัสดุที่เตรียมเอาไว้ ในกระถางที่มีความลึก ประมาณ 2 นิ้ว โดยทั่วไปกิ่งปักชำจะติดช้าหรือเร็วก็ขึ้นกับช่วงฤดูกาลด้วย หากเป็นฤดูร้อนจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนกว่า ส่วนฤดูหนาวจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ส่วนหน้าฝน จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน สังเกตง่าย หากพบว่า กิ่งปักชำมีการแตกยอดสักคืบหนึ่ง ก็มั่นใจได้ว่า รากเดินดีแล้ว” ลุงจำรัส กล่าว

การปลูกมะนาว

ในวงบ่อซีเมนต์

เมื่อถามถึงเทคนิคการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ลุงจำรัส บอกว่า ผมจะปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร โดยแต่ละวงบ่อซีเมนต์วางห่างกัน ประมาณ 3 เมตร เพื่อให้สะดวกในการดูแลต้นมะนาว โดยทั่วไป พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะสามารถปลูกมะนาวได้ จำนวน 135 บ่อ จะใช้เงินลงทุน ประมาณ 50,000 บาท สำหรับเป็นค่าปุ๋ย ค่าต้นพันธุ์มะนาวรวมทั้งค่าวงบ่อซีเมนต์ หลังจากปลูกมะนาวแล้ว ภายใน 1 ปี จะสามารถถอนทุนคืนได้ทั้งหมด เนื่องจากการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์สามารถควบคุมน้ำและปุ๋ยได้ดี สามารถผลิตมะนาวนอกฤดูออกขายทำกำไรได้ตามที่ต้องการ ขณะที่การปลูกมะนาวลงดิน แม้จะมีผลผลิตสม่ำเสมอ แต่ยังทำผลกำไรสูงไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถบังคับให้ต้นมะนาวมีผลผลิตออกนอกฤดูได้

เมื่อถามถึงการเตรียมวัสดุปลูก ของสวนแห่งนี้ ลุงจำรัส บอกว่า สวนของผมเลือกใช้ดินเหนียวแห้ง ใส่จนเต็มวงบ่อซีเมนต์ จากนั้นเติมปูนขาวลงไป 1 กำมือ ต่อหลุม รดน้ำตามหนึ่งครั้งพอให้ดินชุ่มชื้น ขุดหลุมลึกประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้นให้นำกิ่งพันธุ์มะนาวที่จัดเตรียมไว้ ปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์ได้เลย และนำไม้ไผ่มาผูกกับต้นมะนาว เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นมะนาวโอนเอนไปมาในช่วงที่มีลมแรง จากนั้นเทแกลบเหลืองโรยหน้าดิน ตามด้วยปุ๋ยคอก คือมูลวัวแห้ง เทให้มีความหนาประมาณ 1 นิ้ว คอยดูแลให้น้ำและใส่ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นมะนาวเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ และให้ผลผลิตภายในระยะเวลา 18 เดือน การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ หากมีการดูแลจัดการที่ดี ต้นมะนาวจะให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี

“การทำสวนมะนาวให้ประสบความสำเร็จ หัวใจหลักอยู่ที่การให้ปุ๋ย เพราะปุ๋ยเป็นอาหารเสริมที่ดี ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตของต้นมะนาว ทั้งทางรากและทางใบ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทุกวันนี้ผมผลิตปุ๋ยใช้เอง เพื่อลดต้นทุน ใช้ผสมผสานกับปุ๋ย อีเอ็ม ผมใส่ปุ๋ยสลับกันไป จนต้นมะนาวเจริญเติบโตดี ผมจะบังคับให้มะนาวออกดอกก่อน จึงค่อยหยุดการให้ปุ๋ย ประมาณเดือนสิงหาคม เพื่อให้มีผลผลิตออกนอกฤดู” ลุงจำรัส กล่าว

การจัดการ

ปัญหาโรคพืช

ลุงจำรัส บอกว่า การปลูกต้นมะนาวแป้นโดยทั่วไป มักเจอปัญหาหนอนชอนใบ ก็จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงชนิดน้ำ เช่น คาโบซัลแฟน หรือไซเปอร์เมทริน ผสมกับยาจับใบ ฉีดพ่นทุก 3 วัน ขณะที่ฉีดยาควรอยู่เหนือลม และควรมีชุดเครื่องแต่งกายสำหรับป้องกันตนเองด้วย ส่วนโรคพืชอีกชนิดที่ต้นมะนาวมักเป็นกันบ่อยคือ โรคแคงเกอร์ หากสวนไหนเจอปัญหานี้ ผมจะแนะนำให้เพื่อนเกษตรกรลองใช้ยาสเตรปโตมัยซิน ผสมกับยาจับใบ และสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ฉีดพ่นทุกๆ 3 วัน หากต้นมะนาวไม่เจอโรคแคงเกอร์ ผมจะแนะนำให้ฉีดพ่นสารคอปเปอร์ผสมกับยาจับใบ ฉีดพ่นเดือนละ 1 ครั้ง เป็นการป้องกันโรคแคงเกอร์และฆ่าเชื้อราไว้ล่วงหน้า เพราะโรคพืชเหล่านี้มักแพร่ระบาดได้ง่ายในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝน ส่วนช่วงฤดูร้อน ไม่ค่อยเจอสักเท่าไหร่

ลุงจำรัส กล่าวว่า งานปลูกมะนาว ไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็ทำได้ วันนี้ ลุงจำรัส อายุ 77 ปีแล้ว ยังทำงานในสวนได้อย่างสบาย จึงอยากชักชวนเพื่อนฝูงที่อยู่ในช่วงวัยเดียวกันมาออกกำลังกายทำสวนเช่นเดียวกับลุงจำรัส นอกจากนี้ เด็กเยาวชนคนใดสนใจอยากปลูกมะนาว เป็นรายได้เสริมระหว่างการศึกษา ก็สามารถแวะเข้ามาขอความรู้กับลุงจำรัสได้ ลุงจำรัสยินดีแบ่งปันความรู้เพื่อเป็นวิทยาทานกับผู้สนใจ

“สวนเกษตรธนบุรี” ของ ลุงจำรัส คูหเจริญ เดินทางไปได้ไม่ยาก เพราะอยู่กลางเมืองนี้เอง ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 363 ถนนพัฒนาการ แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160 โทร. (081) 552-6700 หรือ (02) 457-0920 (เวลา 09.00-22.00 น.)

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เรื่องเห็ดๆ กินอยู่ง่าย ได้รสชาติ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

เรื่องเห็ดๆ กินอยู่ง่าย ได้รสชาติ

งานที่ผิดพลาด ทำให้เจ็บตรงหัวใจ

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตอนที่เห็นคอลัมน์ “คนรักผัก” ตีพิมพ์เสร็จแล้ว รู้สึกเสียดายแทนผู้อ่านที่ไม่ได้เห็นรูปสำคัญที่ต้องการนำเสนอใน “Cooking Therapy ปรุงอาหารบำบัดใจ”

ก็เลยขออนุญาตเอาภาพที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องตอนนี้มาลงให้ดูในฉบับนี้ค่ะ

คราวก่อนพูดถึงโลกลี้ลับในครัวกับผู้หญิงที่เรามักใช้หลบซ่อนตัวเลียแผลชีวิตผ่านการปรุงอาหาร ถือเป็นการบำบัดใจอย่างหนึ่ง

เรื่องที่นำเสนอเป็นงานประดิดประดอยอาหาร ไม่ได้มีสาระความรู้อะไรมากมายนัก แค่อยากจะบอกว่า เวลาที่เราเครียดๆ ให้ลองจับโน่นจับนี่มาทำเป็นอาหารเล่นๆ มักจะให้ผลดีในแง่ความรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ แถมยังอิ่มท้องได้อีก

ก็เลยหยิบเอาเส้นสปาเกตตีมาเสียบไข่พะโล้ที่เหลือทิ้งไว้ในตู้เย็นนำไปต้มให้เส้นสุก เสร็จออกมากลายเป็นไข่มีเส้นผม นึกสนุกต่อเนื่องก็เลยทำไข่ออกมาให้เป็นหน้าคน หาอะไรมาติดเข้าไปเป็นตา เป็นจมูก ปาก มีแต่งมงกุฎใบไม้ ดอกไม้ไว้บนหัวด้วย

ทำเสร็จแล้วคนทำแอบปลื้มอยู่ไม่น้อย อุตส่าห์เขียนเล่าเสียยาวเหยียด กะจะอวดรูปตุ๊กตาไข่เสียหน่อย ปรากฏว่ากระบวนการจัดหน้าผิดพลาด ทำให้รูปที่ต้องการโชว์ไม่ได้ลง

ก็เลยต้องขออนุญาตนำมาให้ดูกันในฉบับนี้นะคะ

ส่วนเนื้อหาถ้าสนใจรายละเอียดก็ย้อนกลับไปอ่านฉบับก่อน ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2557 กันเอาเองนะ และต้องขออภัยอย่างสูงค่ะ

ฉบับนี้มาชวนกินเห็ดกันกลางฤดูฝน

ที่จริงฤดูกาลนี้เป็นสวรรค์ของคนรักเห็ดป่า มีเห็ดตามธรรมชาติมากมายก่ายกองออกมาให้เลือกรับประทาน โดยเฉพาะเห็ดโคนรสโอชา ซึ่งวิทยาการสมัยใหม่ในโลกนี้ยังไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้

แต่โชคร้ายจริงๆ ที่ลิ้นยังไม่ได้ลิ้มรสสวรรค์ของเห็ดโคนในปีนี้เลย สงสัยว่าอาจจะไม่ได้กินแล้วแน่นอน เพราะเห็ดโคนมักจะมาตั้งแต่ต้นฝน

เห็ดป่าที่ได้กินไปแล้วในปีนี้ก็คือ “เห็ดเผาะ” ถือว่ามีโชคมากที่ได้กิน เพราะเห็ดเผาะหรือเห็ดถอบก็จัดเป็นเห็ดหายากชนิดหนึ่ง ยังไม่สามารถเพาะเลี้ยงในโรงเรือนเพาะเห็ดได้เหมือนกับเห็ดโคน เนื่องจากสปอร์ของเห็ดเผาะเติบโตควบคู่ไปกับรากพืชที่มันอิงอาศัยในสภาพธรรมชาติ คล้ายกับเห็ดโคนที่โตอยู่คู่กับรังปลวก

ที่ว่าโชคดีที่ได้กินก็เพราะน้องสาวน่ารักคนหนึ่งจากลำปางไปเจอเห็ดเผาะใหม่ๆ อ่อนๆ ที่ตลาด เธอจัดแจงต้มน้ำปลาให้สุก แพ็กใส่ถุงแช่แข็งและรีบส่งมาให้ทางรถทัวร์ ส่งค่ำถึงเช้า ถือว่าสภาพเห็ดต้มยังสดใหม่อยู่เลย

เห็ดเผาะจะกินอร่อยต้องอ่อน ประมาณ “สาวขบเผาะ” ซึ่งคนที่กินเห็ดเผาะประจำจนคุ้นรสแค่ได้เห็นรูปร่างลักษณะภายนอกของเห็ดเผาะก็จะรู้เลยว่าอ่อนหรือแก่ อร่อยหรือไม่อร่อย

เมื่อเห็ดเผาะยังอ่อนจะกลมเกลี้ยง ลูกประมาณหัวแม่มือ ผิวเรียบสีขาวนวล เปลือกเห็ดจะไม่เหนียวมาก กัดง่ายหรือบีบก็แตกง่าย เห็นเนื้อข้างในเป็นสีขาวน้ำนม รสมันแกมหวานนิดๆ นุ่มหยุ่น ขณะที่เปลือกให้รสสัมผัสตึงผิวกรุบกรับ ทำให้รสชาติของเห็ดเผาะต่างไปจากเห็ดทุกชนิด และนี่คือเสน่ห์ของเห็ดเผาะ

เห็ดเผาะที่มีผิวดำทั้งก้อนหรือมีสีเข้มออกน้ำตาลจะบอกให้รู้ว่าเธอพ้นวัยสาวขบเผาะไปสู่วัยกลางคนแล้ว

เห็ดเผาะวัยกลางคนเปลือกสีออกน้ำตาลและน้ำตาลเข้ม หนังจะเหนียวต้องออกแรงเคี้ยวหนักหน่อย เนื้อเห็ดถึงจะแตกดัง “เผาะ” ส่วนเนื้อข้างในเริ่มแน่น ไม่นุ่มหยุ่นลิ้นเหมือนเห็ดสาวแล้ว แต่ก็ยังพอกินได้ และเมื่อเทียบกับเห็ดอ่อนจะรู้สึกได้เลยว่าไม่อร่อย

ที่แย่สุดคือเห็ดเผาะวัยชรา แทบกินไม่ได้เลย เปลือกนอกจะมีสีน้ำตาลเข้มหรือเกือบดำ หนังด้านนอกเหนียวมาก เคี้ยวแทบไม่ได้ ที่สำคัญเนื้อด้านในจะเปลี่ยนสภาพเป็นฝุ่นผงสีดำคล้ำระคายปากอย่างแรง ส่วนนี้แหละที่เรียกว่า “สปอร์” ของเห็ดเผาะ

เห็ดเผาะเมื่อยังอยู่ตามธรรมชาติ เวลาแก่มากเปลือกเห็ดจะขรุขระและแยกออกเป็นรูปดาวจนเห็นสปอร์ข้างใน ด้วยเหตุนี้ชื่อภาษาอังกฤษจึงเรียกว่า Barometer Earthstars มีมากช่วงต้นฤดูฝน ชอบขึ้นตามพื้นดินที่อยู่ใต้โคนไม้เต็ง ไม้พะยอม หรือต้นไม้อื่นที่ถูกไฟเผาตามพื้นดินร่วนปนทราย ช่วงที่เห็ดเผาะเริ่มออกคือ ระยะที่อากาศร้อนอบอ้าวมากก่อนฝนตก เส้นใยของสปอร์เห็ดจะดันผิวดินให้แตกออก เมื่อฝนตกลงมามีความชื้นเหมาะสม เห็ดเผาะก็จะโผล่ขึ้นมาพ้นผิวดิน

ชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตพึ่งพิงอาหารจากป่าจะรู้ดีว่าเวลาไหนที่ต้องไปเก็บเห็ดเผาะกัน

ปัจจุบัน ปริมาณเห็ดเผาะมีน้อยลงมากทำให้มีราคาแพง ขายกันเป็นลิตร ลิตรละ 100-200 บาท แล้วแต่ว่าปีนั้นชาวบ้านจะเก็บเห็ดกันได้มากน้อยแค่ไหน

เวลาไปซื้อเห็ดเผาะที่ตลาดถ้าไม่ได้เห็ดอ่อนอย่าซื้อเลยนะคะ เสียเงินเปล่า และที่สำคัญซื้อมาแล้วต้องรีบปรุงอาหารกินทันทีหรือไม่ก็ต้มให้สุกไว้ก่อนเป็นลำดับแรก เพราะถ้าทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ แม้ไม่ได้อยู่ในดินเห็ดเผาะก็จะไม่หยุดเจริญเติบโต มันจะแก่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งดอกเห็ดแตกสปอร์ออกมาในที่สุด

อ้อ! อีกอย่างที่ต้องรู้ก็คือ เห็ดเผาะจะมีสองชนิดหลักๆ คือ เห็ดเผาะฝ้าย และ เห็ดเผาะหนัง

เห็ดเผาะฝ้ายจะมีผิวขาวกว่าเห็ดเผาะหนัง เปลือกเปราะ ไม่เหนียว บีบแตกง่าย เนื้อข้างในร่วนๆ แม้จะเป็นเห็ดอ่อนก็กินไม่อร่อย ของอร่อยแท้ต้องเป็น “เห็ดเผาะหนัง” เท่านั้น ให้สังเกตดูว่าจะมีสีคล้ำกว่าเห็ดฝ้าย เวลาบีบจะไม่แตกง่าย เปลือกมีลักษณะหยุ่นเหนียวกว่า

ถ้าเจอแม่ค้าที่ซื่อสัตย์ ถามเขาไปเลยว่าเห็ดที่เอามาขายเป็นเห็ดเผาะฝ้ายหรือเห็ดเผาะหนัง เขาจะบอกเราตรงๆ แต่ถ้ารู้ไม่ทันแม่ค้าเขาจะโกหกเราได้ ของที่น้องสาวจากลำปางส่งมาให้ชิมนั้นเป็นเห็ดเผาะหนังค่ะ ดอกอ่อนและสีคล้ำแต่อร่อยเลิศ

ที่บ้านต่างจังหวัด แม่ชอบทำแกงเห็ดเผาะแบบแกงอ่อม บางทีก็ใส่หน่อไม้และผักพื้นบ้านบางอย่างด้วย แล้วแต่ว่ามีของป่าอะไรในตอนนั้น แต่ผักที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับอ่อมเห็ดก็คือ “ผักอีตู่” หรือใบแมงลักหอมจัดจ้านช่วยชูรสแกงอ่อมได้ยอดเยี่ยมที่สุด

ส่วนเครื่องแกงก็ง่ายๆ แค่พริกแห้ง หอมแดง เกลือ ตะไคร้ โขลกเข้าด้วยกันให้ละเอียด เอาไปคั่วไฟให้หอมฟุ้งแล้วค่อยเติมปลาร้าทำเป็นน้ำซุปพอเดือดได้ที่ก็โยนเห็ดกับผักอื่นๆ ลงไป

สำหรับเห็ดเผาะที่ได้รับเป็นของฝากมานี้ ฉันแบ่งทำทุกอย่าง ทั้งแกงคั่ว ผัด และกินสดเป็นผักจิ้มน้ำพริก

อร่อยชื่นใจ ได้กลิ่นป่าซึมซับอยู่ในเนื้อเห็ด

เห็ดอีกชนิดที่ได้รับเป็นของฝากจากน้องสาวที่เป็นเพื่อนร่วมงานอีกคน คือ “เห็ดออรินจิ” หรือเห็ดนางรมหลวงนั่นเอง

เธอไปเที่ยวกาญจนบุรี ผ่านแหล่งขายเห็ดราคาถูกก็เลยซื้อติดมือมาฝาก เป็นเห็ดออรินจิดอกใหญ่อวบอ้วนน่ากินทีเดียว

เห็ดชนิดนี้เป็นเห็ดที่นำเข้ามาจากเขตหนาวซึ่งเป็นที่นิยมมากในประเทศอิตาลีและสเปน มีดอกขนาดใหญ่กว่าเห็ดสายพันธุ์อื่นที่อยู่ในสกุลเดียวกัน มีหมวกดอกใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-12 เซนติเมตร มีสีน้ำตาลหรือสีเทาอ่อน เนื้อแน่น ไม่เหนียว เก็บได้นานและไม่เน่าเสียง่าย

ฉันเคยเผลอทิ้งเห็ดออรินจิไว้ในตู้เย็น 3 สัปดาห์ ยังเอามาปรุงอาหารได้ไม่เน่าเสีย สุดยอดไปเลย

เห็ดออรินจิให้โปรตีนสูงมากและมีกรดไขมันชนิดดี ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอ ให้พลังงานต่ำ แถมรสชาติก็อร่อย เหนียวนุ่มกำลังดี ให้รสสัมผัสที่ไม่เหมือนเห็ดอื่น เคี้ยวๆ อยู่บางทีก็นึกว่าเป็นเนื้อไก่หรือหอยเป๋าฮื้อเฉยเลย ปัจจุบันจึงได้รับความนิยมมาก เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหารของคนรักสุขภาพและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง

ฉันเคยเขียนถึงเห็ดออรินจิมาบ้างแล้ว คราวก่อนทำสเต๊กเห็ดออรินจิสูตรร้านอาหารมังสวิรัติชื่อดังของเชียงใหม่ คราวนี้ไม่ค่อยมีเครื่องปรุงอะไรเหลือติดบ้านมากนัก ก็เลยจัดการแบบเรียบง่ายด้วยของที่มีอยู่คือ เอาน้ำมันมะกอกเทใส่ชามเล็กน้อย ตามด้วยเครื่องเทศแบบรวมและพริกไทยดำ เติมเกลือแค่ปลายนิ้ว คนให้เข้ากัน จากนั้นเอาเห็ดออรินจิที่ผ่าซีกไปคลุกพอให้น้ำมันเคลือบเห็ดจนทั่ว

เสร็จแล้วก็เอาไปตั้งไฟ ย่างบนกระทะสแตนเลสแบบนาบไปบนแผ่นโลหะร้อนๆ จนสุก ยกลงมาใส่จานก็กินได้ทันที จะกินเล่นๆ หรือกินกับข้าวสวยก็ได้ ทำน้ำจิ้มแบบซีฟู้ดมาเพิ่มความเผ็ดร้อนจี๊ดจ๊าดอีกหน่อยก็จะอร่อยขึ้น

เห็ดอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือเก็บไว้กินวันรุ่งขึ้น คราวนี้ขี้เกียจอย่างแรง ก็เลยต้มน้ำซุปปูที่มีอยู่ในช่องแช่แข็ง ต้มแบบทั้งดอกเลย เอาแค่พอสุก จัดใส่จานกินกับน้ำพริกกะปิที่เหลือมาจากวันก่อน

เสียเวลาแค่ 5 นาที แต่ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพดี

คนทำอาหารกินเองจะไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย เพราะรู้ดีว่าใส่อะไรลงไปในอาหารจานนั้น

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สัมมนามะม่วง…อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจมะม่วง “การตลาดมะม่วงของไทย” (ตอนที่ 8) งานแปรรูปมะม่วงเพื่อเพิ่มมูลค่า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

เทคโนฯ สัมมนา

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สัมมนามะม่วง…อยู่เมืองไทย ต้องรู้ใจมะม่วง “การตลาดมะม่วงของไทย” (ตอนที่ 8) งานแปรรูปมะม่วงเพื่อเพิ่มมูลค่า

ในตอนที่แล้ว คุณชัยพร โสธรนพบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลไม้แปรรูปวรพร จำกัด ได้พูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจแปรรูปมะม่วง ในหัวข้อ “งานแปรรูปมะม่วงเพื่อเพิ่มมูลค่า” จะเห็นว่าคุณค่าของมะม่วงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการผลิตเพื่อส่งออก หรือกินเป็นผลสดเท่านั้น ในด้านการแปรรูปก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แล้วถือว่ากระบวนการแปรรูปมะม่วงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ ยังเป็นการช่วยคนปลูก คนขาย และคนทำงานในโรงงาน ให้มีรายได้กันทั่วหน้า จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เป็นกลไกสำคัญของประเทศ

คราวนี้ลองมาฟังทางฟากผู้ขายผลสดบ้าง ว่าผลผลิตมะม่วงจากทุกสวนทั่วประเทศที่หลั่งไหลเข้ามายังจุดเดียว คือ ตลาดไท แล้วมีมะม่วงพันธุ์ใดเป็นที่ต้องการของตลาด ดังนั้น จากนี้จะเป็นคำบรรยายจากประสบการณ์ผู้ค้ามะม่วงที่ตลาดไท โดย คุณกนกนวล จินากลึง (เจ๊น้อง)

อาจารย์วิสุทธิ์ – ค้ามะม่วงอยู่ที่ตลาดไทอยู่นานหรือยัง

คุณกนกนวล – ค้าขายที่ตลาดไทอยู่มา 18 ปีแล้ว และมาตั้งแต่เริ่มต้น

อาจารย์วิสุทธิ์ – มีมะม่วงอะไรที่เข้าสู่ตลาดไทจำนวนมาก

คุณกนกนวล – จะเป็นฟ้าลั่น เขียวเสวย น้ำดอกไม้ 3 ตัวนี้ จะเด่น เข้ามาวันละ 10 กว่าคัน บางช่วงขาดคอ แต่เดือนหน้านี้ (เมษายน 2557) วันละ 30-40 คัน ราคาดีมาก แต่สักพักก็จะลงมาก เพราะเข้าฤดูกาล ก็มีของค้างบางตัวที่ไม่ใช้ อย่างเล็กๆ เบอร์ 0-2 ก็ไป เบอร์ 3-4 ก็ต้องตั้งไว้

อาจารย์วิสุทธิ์ – ค้ามะม่วงมานานแล้ว มีพันธุ์อะไรที่น่าสนใจและคิดว่าเป็นพระเอก

คุณกนกนวล – พันธุ์พระเอกตอนนี้ น้ำดอกไม้สีทองมาอันดับ 1 ถ้าต่อไปก็เป็นกิมหงษ์ แล้วก็ อาร์ทูอีทู แต่ว่า อาร์ทูอีทู จะรักษาลำบากหน่อย เพราะว่า อาร์ทูอีทู ต้องแก้มแดง ถ้าไม่แดงราคาก็ไม่ได้ แต่ตัวนี้จะมีตลาดอยู่ที่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ส่วนที่ตลาดไทดีอยู่เหมือนกัน ถ้าจะดีตอนนี้ก็เป็นน้ำดอกไม้สีทองเป็นนางเอก ถ้าเป็นพระเอกก็กิมหงษ์ แต่อาจยังไม่ถึงฤดู ถ้าพูดถึงฤดูก็เป็นเดือนหน้า (เมษายน 2557) พอจะเก็บเกี่ยวได้ แต่ว่าต่อไปราคาก็พอสมควร

อย่าง ฟ้าลั่น ราคาปัจจุบัน 20 บาท แต่กิมหงษ์ออกมา 50 บาท เพราะเป็นมะม่วงที่เป็นพันธุ์เบา ต้นหนึ่งเก็บได้ 3-4 ลัง แล้วลูกหนักเป็นกิโล แล้วยิ่งห่อคาร์บอนด้วย ราคายิ่งโดด ก็น่าสน เพราะว่าฟ้าลั่น 3 ลูก ยังไม่ได้เท่ากิมหงษ์ 1 ลูก แนะนำได้เลย และตอนนี้เริ่มปลูกกันมากแล้ว แต่ทางที่เราจะส่งออกมีสิงคโปร์ มาเลเซีย ส่วนทางตลาดไทเริ่มกว้างแล้วสำหรับกิมหงษ์

อาจารย์วิสุทธิ์ – มะม่วงที่เข้ามาที่แผง มาจากทุกทิศทางเลยหรือไม่?

คุณกนกนวล – มาทุกที่ มันจะไล่กันไป พอสุพรรณบุรีหมด ต่อไปเป็นประจวบคีรีขันธ์ แปดริ้ว สระแก้ว หมุนวนไปเรื่อยๆ ไม่มีขาด แต่ก็พอจะขาดบ้างแต่ยังไม่กระทบ ไม่ถึงกับหมดไปเลย

อาจารย์วิสุทธิ์ – ค้ามะม่วงมาเกือบ 20 ปี มะม่วงไทยยังมีอนาคตดีหรือไม่?

คุณกนกนวล – ยังมีอนาคตดี รับรองได้ ปลูกที่ไหนก็ไม่ได้ผลผลิตเท่าประเทศไทย รับประกันได้ ผลผลิตประเทศไทยดีกว่ามาก แต่ต้องทำคุณภาพ เก็บแก่ ผิวพรรณดี ราคาไม่มีตก ถ้าตอนนี้มีสีทอง ทำผิวสวยๆ อยู่ที่สวนเลย แม่ค้าวิ่งเข้า ถ้าเป็นที่ตลาดไทมีติดลายนิดหน่อยก็ยัง 40-50 บาท ฝั่งมาเลเซียไม่ต้องการความสวยมาก อย่างจีน สิงคโปร์ ผิวต้องสวย ตอนนี้ตลาดเวียดนามก็โต ฟ้าลั่น เขียวเสวยก็ไปได้ แต่ราคาก็อยู่ตามสภาพฤดูกาล ขาดก็แพง แต่เดือนหน้าต้องทำใจ เพราะราคาจะลด

อาจารย์วิสุทธิ์ – มันจะหมุนเวียนไปแบบนี้ทุกๆ ปี ลักษณะก็จะใกล้เคียงกัน ขึ้นๆ ลงๆ แต่ก็ยังมองว่าเป็นผลไม้ที่น่าสนใจ แล้วพี่กนกนวลได้ลงทุนปลูกไว้ที่ไหนบ้างหรือเปล่า

คุณกนกนวล – ไม่ได้ทำ มีหน้าที่ขายอย่างเดียว ยังไม่มีเวลา ไปไหนไม่ได้

อาจารย์วิสุทธิ์ – ช่วงแรกแค่นี้ก่อนนะครับ มะม่วงที่โชว์ไว้สามารถไปดูได้ บางคนเห็นว่ามันติดเป็นตลาดส่งออกเกาหลี อีกอันหนึ่งเป็นญี่ปุ่นหรือจีน ตลาดมันแยกส่วนขนาดนี้เลยหรือครับพี่สายันต์

คุณสายันต์ – เรื่องของการผลิตมะม่วงเชิงการค้าเพื่อการส่งออก แต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน มะม่วงที่นำมาโชว์คือ ตัวที่ทำส่ง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งเงื่อนไขของแต่ละประเทศจะมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสารเคมีตกค้าง เรื่องขนาด สีผิว

ทำไม มะม่วงไทยทุกวันนี้ถึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสวยงามมาก ก็เป็นผลมาจากเรื่องการห่อผล แต่เดิมมีการห่ออยู่บ้าง ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์บ้าง ถุงปูน ถุงอาหารปลา และมีส่วนน้อยที่ทำกัน แต่ปัจจุบันคนทำสวนมีจำนวนมาก กระดาษพวกนั้นคงใช้ไม่ได้ แล้วคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน

ปัจจุบันนี้มีการพัฒนาด้วยการใช้กระดาษห่อที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากว่ามะม่วงจากเมืองไทยนั้น ชาวต่างชาติจะกินแต่มะม่วงสุก แล้วมักคุ้นเคยกับมะม่วงสุกสีเหลือง มะม่วงไทยพันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 หรือน้ำดอกไม้สีทอง ถ้าไม่ห่อ สีเวลาสุกอาจไม่เหลืองเท่าที่ควร ยกเว้นน้ำดอกไม้สีทองจะเหลืองมาก

ดังนั้น เลยทำให้เหลืองจากเมืองไทยไปเลย เพราะว่าไปในยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี อากาศมันหนาว เหมือนส่งมะม่วงไปแช่เย็น มะม่วงสุกจึงไม่ค่อยเหลือง ไม่ค่อยเปลี่ยนสีเลยใช้ห่อให้มะม่วงไม่โดนแสง มะม่วงจึงมีสีเหลืองมาก เหมือนมะม่วงสุกเลย แนวทางนี้ทำให้การตลาดดีขึ้น ส่งออกได้ดีขึ้น แล้วมะม่วงเกรดเอที่วางโชว์อยู่หน้าห้องประชุม ไม่ว่าส่งไปญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป มีลักษณะหน้าตาของมะม่วงที่ส่งไปคล้ายกัน ยกเว้นรูปแบบของการแพ็กเกจ แล้วเรื่องของกล่อง แล้วแต่ลูกค้าที่ปลายทางสั่งว่า กล่อง 3 กิโลกรัม 5 กิโลกรัม กล่องละ 16 ลูก 14 ลูก 10 ลูก ขึ้นอยู่กับขนาดของมะม่วง

อย่างมะม่วงที่ทำตลาดมีอยู่ 2 แบบ คือ มะม่วงกินดิบ กับมะม่วงกินสุก ตลาดมะม่วงกินสุกคือ ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป จีน แต่มะม่วงกินดิบจะมีทางเวียดนาม เป็นพันธุ์ฟ้าลั่น เขียวเสวย เพชรบ้านลาด ฉะนั้น ผู้ที่สนใจที่อยากจะทำมะม่วง อยากจะผลิตมะม่วงเป็นแบบหลังบ้านไว้กินเอง หรือแบบเชิงการค้าก็คงต้องมองว่า จะผลิตมะม่วงอะไร ไปที่ไหน ไปโรงงานแปรรูปใช้พันธุ์อะไรบ้าง ส่งผลสดจะไปที่ไหน แล้วค่อยวางดูตามความเหมาะสมของพื้นที่ของตัวเรา ของแรงงานที่มีความสามารถที่ทำได้

อาจารย์วิสุทธิ์ – เรียกว่าอยู่ในขั้นที่มีการผลิตอย่างมีคุณภาพเป็นอย่างสูงทีเดียว คราวนี้มาถึงเรื่องสำคัญที่อยากถามพี่สายันต์มาก ที่ทำได้ออกมาคุณภาพดีขนาดนี้ อยากให้เล่าให้ฟังตั้งแต่วันที่มันจะเริ่มต้นออกดอก มีการดูแลออกมาเป็นช่วงๆ จนกระทั่งติดผล ผลพัฒนาขึ้นมาอย่างไร มีการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างไร ทำอย่างไร เหนื่อยยากแค่ไหน

คุณสายันต์ – ในกระบวนการผลิตมะม่วงให้ได้คุณภาพ ออกมาสวยอย่างนี้ ไม่ว่าจะส่งออกหรือจะขายในประเทศ ต้องสวย คุณภาพต้องดี แต่ในกระบวนการผลิตมะม่วง ถ้าหากมองย้อนหลังไป ไม่ได้มีการทำอะไรเลย มะม่วงที่อยู่ตามสวนหลังบ้าน ปล่อยให้ออกดอก ออกผลไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้มะม่วงมีคุณภาพดี สีสวย ขนาดใหญ่ อย่างที่ต้องการ ในกระบวนการผลิต ถ้าผลิตตามธรรมชาติ ซึ่งโดยธรรมชาติมะม่วงหรือผลไม้แก่จากใต้ขึ้นเหนือ มะม่วงก็จะมีตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ขึ้นไปพิจิตร ไปจนถึงสุดที่สุดเชียงใหม่ เชียงราย จะค่อยทยอยแก่ไป

ส่วนทางพิจิตรจะอยู่ช่วงเดือนเมษายนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเชียงใหม่ เชียงราย จะประมาณพฤษภาคม มิถุนายน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมะม่วง กับอีกแนวทางหนึ่งคือการทำออกนอกฤดูกาล โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล กระบวนการก็คือ การตัดแต่งกิ่ง ถ้าในธรรมชาติ การตัดแต่งกิ่งเพื่อให้กิ่งน้อยลง ไม่เป็นที่สะสมของโรคและแมลง ให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง อากาศถ่ายเทได้ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้มะม่วงของเราออกดอก ออกผล และได้คุณภาพดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องรู้ใจมะม่วงว่า แต่งขนาดไหน แต่งมากไปไม่ได้ดอก ไม่ได้ลูก ได้แต่ใบ แต่งน้อยไปก็เป็นแหล่งสะสมโรค แมลง เชื้อรา

ฉะนั้น จึงต้องรู้ว่า ขนาดไหนที่พอดี ธรรมชาติของมะม่วงที่มีอายุ 10 ปี ทรงพุ่มขนาดนี้ จะแต่งจะซอยกิ่งใบขนาดไหน ให้พอเหมาะพอดี อันนี้เป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่ต้องอาศัยการสังเกต เพราะว่าโดยธรรมชาติของต้นไม้ ถ้าตัดแต่งกิ่ง จะสร้างกิ่งสร้างใบใหม่มาทดแทนกิ่งเดิมใบเดิม ถ้าตัดแต่งพอประมาณ พอให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง ลมถ่ายเทได้ดี เมื่อมะม่วงกระทบแล้ง ช่วงพฤศจิกายนฝนเริ่มหมด พอเข้าธันวาคมอากาศหนาวมากระทบ ใบที่กำลังแก่ สะสมอาหารเพียงพอก็จะออกช่อ ออกดอกเดือนมกราคม มาเก็บเดือนเมษายนตรงช่วงพอดี

แล้วการทำนอกฤดูใช้สารแพคโคลบิวทราโซลไปราดโคนต้น เพื่อหยุดการเจริญเติบโต เมื่อมะม่วงไม่แตกยอด จะนิ่งจึงต้องให้ปุ๋ยที่เกี่ยวข้องกับการสะสมตาดอก เป็นปุ๋ยที่มีตัวท้ายสูง ตัวกลางอาจจะสูงด้วย ให้ปุ๋ยสะสมรวมทั้งทางใบด้วย ให้ปุ๋ยที่มีตัวกลาง ตัวท้ายสูงด้วยเช่นเดียวกัน จนใบแก่ ยอดอั้น จึงเปิดตาดอกด้วยสารไทโอยูเรียหรือโพแทสเซียมไนเตรตเพื่อให้มะม่วงแตกช่อดอก เป็นวิธีการที่บังคับให้มะม่วงออกนอกฤดูกาลหรือก่อนฤดูกาล

เมื่อได้ดอก ต้องดูแลดอกมะม่วง แมลงที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีอยู่ 2-3 ตัว เท่านั้น มีเพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่นที่ทำให้ใบเป็นสีดำ มียางเหนียวออกมา แล้วพวกหนอนผีเสื้อ แล้วพวกแมลงปีกแข็ง พวกแมลงอีนูน แมลงค่อมทอง พวกนี้จะมาบ้างช่วงใบอ่อน ช่วงช่อดอก แต่หลักๆ จะมีหนอนผีเสื้อ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ ที่จะมาเกี่ยวข้องในช่วงของช่อดอก ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการจัดการภายในสวน ถ้าเป็นสวนหลังบ้าน อาจจะหนีไม่พ้นแมลงเหล่านี้ แต่จะทำอย่างไรให้น้อยลง ไม่สร้างความเสียหายมาก ขึ้นอยู่กับการจัดการแปลง

ต้องรู้ว่าแมลงแต่ละตัวกินอย่างไร อยู่อย่างไร จะควบคุมอย่างไร จัดการอย่างไรไม่ให้ระบาดจนสร้างความเสียหาย อย่างพวกผีเสื้อหรือว่าแมลงหลายตัวที่มาอาศัยอยู่ในสวนของเรา ถ้าตัดแต่งกิ่งให้ดี ไม่เป็นที่อาศัย แต่งให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง แมลงพวกนี้ไม่มีที่อยู่ หรืออาจน้อยลง แม้จะอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับสร้างความเสียหาย

แล้วก็ถ้ามีความกังวลเรื่องของสารเคมีที่เป็นอันตราย แนะนำให้ใช้พวกสารสะเดา สมุนไพร ฉีดไปให้หนี ซึ่งอาจจะมากินเป็นช่วงระยะสั้นๆ เท่านั้น ช่วงช่อดอก ช่วงใบอ่อน พอหมดระยะนั้นคงไม่มาแล้ว นั่นเป็นเรื่องของแมลง เรื่องหนอนเช่นเดียวกัน ถ้าดูแลจัดการ ไล่ไปได้บ้าง ไม่ให้อาศัยอยู่ในแปลงแล้ว แมลงเหล่านั้นจะน้อยลงตามไปด้วย

สุดท้าย ถ้าคุมไม่ได้และจำเป็นต้องใช้สารเคมี คงต้องใช้สลับบ้าง แต่ว่าเคมีต้องเลือก เพราะบางตัว ความปลอดภัยสามารถสลายตัวได้เร็วเพียงแค่ 3 วัน สลายแล้ว บางตัว 7 วัน บางตัว 3 เดือน แล้วยังตรวจเจอ จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ ว่าตัวไหนที่ปลอดภัย นั่นเรื่องของโรคแมลง โรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อรา

ด้านความชื้นสูงถ้ามีฝนตก มีน้ำค้างแรงๆ อาจจะต้องล้างบ้าง โดยใช้น้ำเปล่าเพื่อทำให้สะอาด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะช่วยได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีถ้าทำเพื่อบริโภค เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้าทำเชิงการค้า ต้องมีเครื่องจักร เครื่องมือ มีสารเคมี มีอะไรเข้ามาช่วย ถึงจะได้ของคุณภาพดีและปราศจากโรคและแมลง

เมื่อติดผลอ่อนแล้ว ไม้ผลไม่เหมือนพืชผัก ไม่ต้องดูแลอะไรมาก อาหารเสริม ไม่ต้องใส่มาก หากินเองได้ ค่อยๆ สะสมอาหารกินมาจากทางราก ใบ ปรุงแต่งอาหารมาเลี้ยงลูก เลี้ยงดอก ปล่อยให้โตตามปกติ ยิ่งถ้าไม่มีแมลงรบกวนจะเจริญเติบโตตามธรรมชาติอยู่แล้ว

ถ้าพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองมีการห่อผลเพื่อให้สีมันสวย ห่ออายุประมาณ 45 วัน ให้สลัดลูก เพราะว่าผลไม้ถ้าติดผลระยะหนึ่งจะสลัดลูก ไม่ว่ามะปราง มะม่วง หรือไม้หลายๆ อย่าง หรือว่ามีการแตกยอด จะสลัดลูก จะห่อก่อนนั้นก็ได้ แต่บางทีเสียเวลา เพราะห่อบางทียังไม่หยุดร่วง พอห่อแล้วเมื่อได้อายุเก็บเกี่ยว อย่างพันธุ์น้ำดอกไม้ อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 100-110 วัน อันนี้เมื่อได้อายุให้ดูรูปทรง ขนาด สีผิว จะได้มะม่วงคุณภาพดีอย่างที่นำมาวางโชว์ไว้ กระบวนการขั้นตอนก็คงจะประมาณนี้

“แล้ววิธีการต่างๆ ในการทำมะม่วงเพื่อให้คุณภาพดีนั้น ทุกสื่อไม่ว่าจะทางเทคโนโลยีชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะรายการวิทยุ-โทรทัศน์ ทุกสื่อลงรายละเอียดไว้ค่อนข้างมาก จะมีความแตกต่างกันตรงที่เงื่อนเวลากับการปฏิบัติของตัวเกษตรกรของผู้สนใจเท่านั้นเอง แต่วิธีการคล้ายกันเกือบหมด” คุณสายันต์กล่าว

สำหรับเนื้อหาของคุณสายันต์ยังไม่หมด ในฉบับหน้าคุณสายันต์จะมาต่อด้วยเรื่องทุนในการปลูกมะม่วง แล้วยังมีการให้ข้อมูลไปถึงตลาดต่างประเทศอีก ดังนั้น อย่าพลาดอ่านในฉบับต่อไป…

(อ่านต่อฉบับหน้า)

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“ข้าวคุณภาพ ขายได้ราคา” เป้าหมายการพัฒนา ของ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นพวัชร สิงห์ศักดา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

รายงานพิเศษ?อาหารมั่นคง คนมั่งคั่ง ที่ มหาสารคาม

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“ข้าวคุณภาพ ขายได้ราคา” เป้าหมายการพัฒนา ของ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม นพวัชร สิงห์ศักดา

“เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา และสร้างความมั่นคงในเรื่องราคา แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด มองว่า ถ้ามีการผลิตมากเกินไป จะไม่สามารถพัฒนาและยกระดับด้านการแข่งขันได้ เมื่อจะพัฒนาเรื่องการปลูกข้าว จะต้องเน้นการพัฒนาในด้านคุณภาพเป็นสำคัญ เพื่อให้ขายแล้วได้ราคา หากมองในแง่ตลาดยังเปิดกว้างมากสำหรับข้าวคุณภาพดี”

คุณนพวัชร สิงห์ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ให้คำตอบถึงเป้าหมายของการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดมหาสารคามในส่วนของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ นั่นคือ การปลูกข้าว

ปัจจุบันจังหวัดมหาสารคามมีพื้นที่ปลูกข้าว 2,067,870 ล้านไร่ โดยข้าวหอมมะลิเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากที่สุด สืบเนื่องจากภูมิศาสตร์ที่ตั้งของจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน หรือที่เรียกว่า สะดืออีสาน และเป็นพื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิพันธุ์ดี เนื่องจากมีพื้นที่ทางตอนใต้ของจังหวัดติดกับทุ่งกุลาร้องไห้ และเป็นพื้นที่ได้รับการรับรองข้อบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือที่เรียกว่า จีไอ ในเรื่องของข้าวหอมมะลิ ว่าเป็นข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จุดหนึ่ง

ในวันนี้เมื่อมองจากศักยภาพของจังหวัดมหาสารคามแล้ว เรียกว่ามีความพร้อมในการเป็นฐานการผลิต และแปรรูปผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว จึงทำให้ทางจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามเร่งบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิของจังหวัดให้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาด ที่ในปัจจุบันมีแนวโน้มเลือกสินค้าที่มีความปลอดภัยและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

ปี 2557 ก้าวสู่มาตรฐาน GAP

“แต่จากการทำโครงการโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าวพบว่า จากพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด มีพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวจริงๆ ประมาณ 1,385,902 ไร่ และเป็นพื้นที่นาที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าว ประมาณ 793,098 ไร่ ดังนั้น จึงมีแผนที่จะดำเนินการพัฒนาทั้งในส่วนของพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวและส่วนของพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม

ทั้งนี้ ในส่วนของพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามบอกว่า มีแผนส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมคือ มันสำปะหลังและอ้อย

ในขณะที่พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ซึ่งเน้นการพัฒนาเชิงคุณภาพของข้าวหอมมะลิเป็นหลัก ได้เริ่มดำเนินการในปี 2557 ด้วยการส่งเสริมและผลักดันให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิทั้งหมดเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

“ต้นน้ำ เรามีการให้ความรู้เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ดีต่างๆ ส่วนกลางน้ำได้มีการเข้าไปส่งเสริมและจัดตั้งโรงสี รวมถึงการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่างๆ เช่น ปัจจัยการผลิต ส่วนปลายน้ำคือ ด้านการตลาด”

ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการดำเนินการรับรองมาตรฐาน GAP นั้นที่ผ่านมา ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ติดปัญหาเรื่องการออกไปตรวจรับรองของเจ้าหน้าที่สำรวจแปลงของหน่วยงานที่รับผิดชอบมีจำนวนน้อย จึงทำให้พื้นที่นาที่ได้รับรอง GAP มีไม่มาก

“ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้ทำข้อตกลงกับกรมการข้าวในการผลิตเจ้าหน้าที่สำรวจแปลง เพื่อออกไปสำรวจและรับรองแปลง จึงร่วมกับกรมการข้าวในการจัดอบรมเจ้าหน้าที่สำรวจแปลง โดยมีนักวิชาการทั้งจากในจังหวัดมหาสารคามและจากกลุ่มจังหวัดอีสานตอนกลางเข้าร่วม มีผู้ผ่านการอบรมแล้วถึง 200 คน ที่สามารถออกไปทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่สำรวจแปลง”

“ในการทำนาปี 2557-2558 ตามโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพทั้งของจังหวัดมหาสารคามและของกลุ่มจังหวัด มีพื้นที่เป้าหมาย ประมาณ 30,000 ไร่ และจะมีการติดตามควบคุมอย่างต่อเนื่องในทุกขั้นตอน โดยนักวิชาการเกษตรจากสำนักงานเกษตรในพื้นที่เข้าไปดูแล”

การได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ในพื้นที่เป้าหมาย 30,000 ไร่ เป็นเพียงก้าวแรกของการพัฒนาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามวางไว้ โดยก้าวต่อไปของการพัฒนาการปลูกข้าวของจังหวัดแห่งนี้จะดำเนินการใน 2 รูปแบบ คือ การส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิในระบบอินทรีย์ และการปลูกข้าวดำ เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวให้กับชาวนา โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2558

“ข้าวอินทรีย์นั้นจะมีกระบวนการผลิตที่เข้มงวดขึ้น และต้องปลอดจากการใช้สารเคมีตามกระบวนการของเกษตรอินทรีย์ โดยได้วางเป้าหมายที่จะส่งเสริมในพื้นที่ ประมาณ 10,000 ไร่ เพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้ก่อน”

ในส่วนของข้าวดำ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามกล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะดำเนินการ โดยเน้นการส่งเสริมข้าวดำ ซึ่งเป็นข้าวสีต่างๆ เช่น ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล ข้าวเจ้ามะลิแดง ข้าวเจ้ามะลิดำ และข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัว

“ข้าวเหล่านี้ เป็นข้าวที่มีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ และมีมูลค่าสูง ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก” ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามกล่าว

ในส่วนของความสนใจของเกษตรกรพื้นที่ต่อการเข้าร่วมโครงการ ปรากฏว่าที่ผ่านมานั้นมีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการเกินกว่าที่กำหนด

เร่งพัฒนากลางน้ำ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์

จากแผนการส่งเสริมการปลูกข้าวตามที่กล่าวข้างต้น ซึ่งที่อยู่ต้นน้ำ ในส่วนของกลางน้ำ แผนการพัฒนาที่จะดำเนินการนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามบอกว่า จะดำเนินการในทุกด้าน เช่น เมล็ดข้าวพันธุ์ดีให้แก่เกษตรกรปลูก โดยขณะนี้ได้มีการสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนขึ้น

“ปัญหาการปลูกข้าวหอมมะลิของเกษตรกรในภาคอีสานประการหนึ่งคือ ปัญหาเมล็ดพันธุ์เพราะตามหลักทางวิชาการแล้วจะต้องเปลี่ยนสายพันธุ์ข้าวทุก 3 ปี ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาการกลายพันธุ์ แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรจะหาเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ยากมาก เพราะความต้องการมีมาก ดังนั้น จึงต้องสนับสนุนให้ตั้งกลุ่มเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มเกษตรกร”

นอกจากด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว อีกหนึ่งนโยบายที่เร่งดำเนินการคือ ระบบน้ำในไร่นา

“สำหรับจังหวัดมหาสารคามนั้นต้องเรียนว่า แม้จะมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 2 ล้านไร่ แต่ปรากฏว่ามีระบบชลประทานที่เข้าสู่พื้นที่เพียง ร้อยละ 8 ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งอยู่เขต 4 อำเภอ ทางพื้นที่ตอนเหนือของจังหวัดเท่านั้น ซึ่งในเขตชลประทานที่มีอยู่นั้นได้มีการเสริมระบบชลประทานให้สมบูรณ์ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ชลประทานสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง และบางพื้นที่อาจทำได้ 3 ครั้ง”

“สำหรับในส่วนของพื้นที่นอกเขตชลประทาน สิ่งที่ทางจังหวัดจะดำเนินการคือ การเข้าไปช่วยในการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการเกษตร เพื่อให้มีน้ำทำนาได้สมบูรณ์ที่สุด”

อีกหนึ่งการพัฒนาที่ทางจังหวัดมหาสารคามดำเนินการคือ การส่งเสริมระบบสหกรณ์

“เราตั้งเป้าให้สหกรณ์เป็นที่พึ่งของเกษตรกรในการประกอบอาชีพ ไม่ว่าการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ไม่ว่าการซื้อปุ๋ย ซื้อสารเคมีต่างๆ ในราคาที่ถูก โดยสหกรณ์เป็นผู้สนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เหตุที่ต้องการส่งเสริมระบบสหกรณ์เพราะผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจะอยู่กับสมาชิกสหกรณ์ อย่างผลกำไรที่เกิดขึ้นก็จะถูกนำไปจัดสรรให้เป็นเงินปันผล ถ้าทำให้สหกรณ์เข้มแข็งย่อมเป็นที่พึ่งของเกษตรกรด้วย นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินการพัฒนาให้สหกรณ์เป็นที่รับซื้อข้าวจากสมาชิกด้วย เช่น ที่สหกรณ์การเกษตรบรบือ ซึ่งปีที่แล้วได้มีการสนับสนุนเงินงบประมาณจากงบฯ ของกลุ่มจังหวัดในการขยายโรงสี ติดตั้งระบบการสี และเครื่องคัดเมล็ดข้าว จนมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่า เป็นโรงสีดีที่สุดในภาคอีสาน สาเหตุที่ต้องทำเพราะต้องการผลิตข้าวคุณภาพออกมาให้กับผู้บริโภค”

มุ่งเจาะตลาดทั้งในและนอกประเทศ

ในขณะที่ด้านการตลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามกล่าวว่า ในการเปิดตลาดข้าวนั้น ทางจังหวัดอยากให้เกิดการขายตรงไปสู่ผู้บริโภค โดยผ่านสหกรณ์หรือโรงสีในพื้นที่โดยตรงได้จะเป็นการดีมาก ซึ่งขณะนี้ในพื้นที่ 13 อำเภอ ของจังหวัดมหาสารคามนั้น มีโรงสีตั้งอยู่ถึง 12 แห่ง ทีเดียว ทั้งนี้เพราะจังหวัดมหาสารคามนั้นสามารถผลิตข้าวหอมมะลิได้มาก จึงทำให้ผู้ประกอบการสนใจและเข้ามาตั้งโรงสีเพื่อรับซื้อข้าวกันมาก โดยในปีที่ผ่านมานั้นมีผู้ประกอบการจากภาคกลางเข้ามาเปิดโรงสีถึง 3 แห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการปลูกข้าวของจังหวัดนั้นมีค่อนข้างสูง

“ด้านการเปิดตลาด มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ผู้บริโภคได้รู้จักข้าวของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งขณะนี้มีตราสินค้าและข้าวที่เป็นยี่ห้อของมหาสารคามหลายยี่ห้อ เช่น ข้าวจำปาศรี ข้าวตักสิลา แต่ทั้งนี้ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ตรารับรองการค้าของจังหวัด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ให้การรับรอง”

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามบอกว่า ตรารับรองดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสามารถใช้เป็นข้อสังเกตในการเลือกซื้อได้ว่า ถ้าต้องการข้าวคุณภาพจากจังหวัดมหาสารคามจะต้องมีตรารับรองดังกล่าว

“ตลาดในประเทศ มีการเน้นทำให้ข้าวจังหวัดมหาสารคามเป็นที่รู้จักของผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยทุกปีจะมีการออกไปพบกับผู้ประกอบการในจังหวัดต่างๆ โดยให้สหกรณ์การเกษตรเป็นหน่วยนำ ซึ่งได้รับผลตอบรับมาเป็นอย่างดี ผู้ประกอบการมีการสั่งซื้อข้าวของจังหวัดมหาสารคามเสมอ ในขณะที่ผู้บริโภค อย่างตลาดในกรุงเทพฯ จะมีการไปจัดแสดงสินค้าในห้างสรรพสินค้า ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ข้าวหอมมะลิ และข้าวกล้องจังหวัดมหาสารคามที่นำไปจำหน่ายหมดในเวลาไม่นาน”

“วันนี้เรื่องของการตลาดข้าว ต้องมองเรื่องของคุณภาพเป็นหลัก ไม่ขายปริมาณ อย่างในการแข่งขันกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ในแง่ปริมาณต่อไร่เราไม่สามารถสู้เวียดนามได้ เราจึงต้องเอาคุณภาพเข้าไปสู้ ซึ่งสู้ได้ โดยล่าสุดได้มีการไปเปิดตลาดที่ประเทศจีน โดยนำข้าวหอมมะลิของมหาสารคามไปแนะนำ ปรากฏว่าได้รับคำตอบรับมาเป็นอย่างดี ซึ่งได้มีการทำเอ็มโอยูร่วมกันแล้ว” ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามกล่าว

จากวิสัยทัศน์ของจังหวัดมหาสารคามที่กำหนดว่า “จังหวัดมหาสารคามเป็นฐานการผลิตและแปรรูปผลผลิตด้านการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมอาหารและพลังงานทดแทนของประเทศ ประชาชนอยู่ดีมีสุขในสังคมคุณภาพ”

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ข้าวดำ ปลอดสารพิษ ที่หนองม่วง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

รายงานพิเศษ?อาหารมั่นคง คนมั่งคั่ง ที่ มหาสารคาม

มนัส ช่วยบำรุง

ข้าวดำ ปลอดสารพิษ ที่หนองม่วง

ตำบลหนองม่วง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นหนึ่งในพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวดำครบวงจร ตามนโยบายของจังหวัดมหาสารคาม นอกเหนือจากเป็นสายพันธุ์ข้าวที่ตลาดต้องการแล้ว ยังเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับชาวนาในพื้นที่ จากที่เคยต้องประสบปัญหาราคาตกต่ำจากปลูกข้าวตามปกติ

ภายใต้โครงการส่งเสริมดังกล่าว ได้มุ่งเน้นให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการ ผลิตข้าวคุณภาพสูง คุณภาพของข้าวดำต้องได้ตามมาตรฐานประเมินข้าว (GAP) และมาตรฐานอินทรีย์ โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่เป็นผู้จัดอบรมให้คำแนะนำการปลูกข้าว การจัดการแปลงปลูกข้าวที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคให้แก่เกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการผลิตข้าวดำ

ในส่วนของตำบลหนองม่วง อันเป็นพื้นที่โครงการนั้นมีวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางกุดรัง อำเภอกุดรัง เป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร และรับซื้อข้าวดำ

โดยข้าวดำที่ส่งเสริมให้ปลูกประกอบด้วย 5 สายพันธุ์ คือพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ หอมนิล ลืมผัว ข้าวเหนียวดำ และมะลิแดง

คุณเพ็ญศรี ดวงสุพรรณ หนึ่งในเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร่วมโครงการข้าวดำมหาสารคามนั้น ตนเองประกอบอาชีพเกษตรกรรมอยู่ก่อนแล้ว โดยทำนาปลูกข้าวเหนียว บนเนื้อที่ 13 ไร่ เลี้ยงวัวกับหมูด้วย ต่อมาเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้เข้าร่วมอบรมเรื่องการผลิตข้าวปลอดสารพิษตามระบบ GAP ภายใต้การสนับสนุนของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองม่วง

จากที่เข้ารับการอบรมทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวดำและด้านการตลาดที่ในขณะนี้ข้าวดำเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ มีความต้องการเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถที่จะผลิตได้ทัน

อีกประการที่คุณเพ็ญศรีบอกว่า ทำให้เกิดความสนใจมากขึ้น คือยังมีการประกันราคารับซื้อจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางกุดรัง ในกิโลกรัมละ 20-25 บาท ด้วย

จากความน่าสนใจดังกล่าว จึงทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ โดยเป็นหนึ่งในกลุ่มสมาชิกที่ได้ทำ “บันทึกข้อตกลงเข้าร่วมโครงการข้าวดำมหาสารคาม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวฮางกุดรังกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวดำมหาสารคาม ปี พ.ศ. 2557″

คุณเพ็ญศรีบอกว่า การเข้าร่วมโครงการจะต้องเตรียมหลักฐาน ประกอบด้วย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ภาพถ่ายเกษตรกรที่แปลงนาและตัวอย่างหน้าดินตากแห้ง 3 ช้อนโต๊ะ

จากนั้น คุณเพ็ญศรีได้ซื้อข้าวดำพันธุ์หอมนิล จำนวน 3 กระสอบ ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท

ข้าวดำพันธุ์หอมนิลที่คุณเพ็ญศรีปลูกนั้นมีลักษณะต้นเตี้ยกว่าต้นข้าวพันธุ์อื่น แต่สามารถแตกกอได้ดี สีของเมล็ดข้าวมีสีดำ

คุณเพ็ญศรีเริ่มปลูกข้าวดำพันธุ์หอมนิลเมื่อประมาณกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งยังเป็นช่วงต้นฤดูผลิต ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว

ส่วนวิธีการปลูกข้าวดำนั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากข้าวชนิดอื่นมากนัก คุณเพ็ญศรีเลือกปลูกด้วยวิธีการหว่านเมล็ด บนเนื้อที่ 3 ไร่ เพื่อเป็นการทดลองปลูกข้าวดำก่อน

ส่วนอีก 13 ไร่นั้น เว้นไว้สำหรับปลูกข้าวหอมมะลิ

วิธีการปลูก คุณเพ็ญศรีบอกว่า เริ่มด้วยการไถพรวนดินบริเวณนาข้าวที่ต้องการปลูกข้าวดำ จำนวน 3 ไร่ ก่อนปลูก 1 ครั้ง ทิ้งระยะไว้ 15 วัน แล้วไถหว่านเมล็ดข้าวดำพันธุ์หอมนิลด้วยรถไถเดินตามก็เป็นอันสิ้นสุดขั้นตอนการปลูกแล้ว

ข้าวดำพันธุ์หอมนิลที่คุณเพ็ญศรีปลูกสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในประมาณวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

สำหรับข้าวดำที่ปลูกอยู่ในขณะนี้ยังตรวจไม่พบศัตรูพืชและมีอัตราการเจริญเติบโตได้ดี ส่วนการบำรุงต้นข้าวนั้น คุณเพ็ญศรีใช้เพียงแค่ปุ๋ยอินทรีย์ในการบำรุงเท่านั้น

เนื่องด้วยคุณเพ็ญศรีมีความตั้งใจที่จะทำข้าวดำพันธุ์หอมนิลที่ปลูกครั้งนี้ให้เป็นข้าวปลอดสารพิษ โดยซื้อปุ๋ยอินทรีย์จากวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางกุดรัง ในราคากระสอบละ 380 บาท ขนาดบรรจุ 30 กิโลกรัม ต่อกระสอบ สอดคล้องกับข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางกุดรัง ที่ต้องการให้เกษตรกรปลูกข้าวดำที่ปลอดสารซึ่งจะรับซื้อในราคาที่สูง

คุณเพ็ญศรีคาดการณ์ว่า หากข้าวดำ พันธุ์นิล ที่ปลูกไว้ขายได้ราคาดีและมีตลาดรับซื้ออย่างเช่นในปีนี้ ก็จะปลูกเพิ่มอีก

ในขณะที่ คุณทองคำ พิลากรณ์ เกษตรตำบลหนองม่วง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวดำนั้น ต้องผ่านการอบรมการผลิตข้าวปลอดสารพิษตามมาตรฐาน GAP ก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งข้าวดำที่ทางวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางกุดรังรับซื้อ มีการประกันราคาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 20-25 บาท หรือตันละ 20,000-25,000 บาท หากข้าวดีจะได้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท

“ถ้าคุณภาพข้าวน้อยลง ราคาก็จะต่ำลงไป แต่ไม่น้อยกว่า กิโลกรัมละ 20 บาท เป็นการประกันราคาตามคุณภาพของข้าวแต่ต้องปลอดสารพิษ ซึ่งถือว่าเป็นราคารับซื้อที่สูง”

โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางกุดรังจะเป็นผู้รับซื้อคืนทั้งหมดตามที่ได้มีการทำสัญญากันไว้ ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องการหาตลาดรับซื้อข้าว

ในพื้นที่ตำบลหนองม่วงนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 43 ราย มีพื้นที่ปลูกข้าวดำ จำนวน 145 ไร่ ซึ่งสายพันธุ์ข้าวที่ผลิตมีพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ หอมนิล ลืมผัว ข้าวเหนียวดำ และมะลิแดง เกษตรกรแต่ละรายสามารถเลือกผลิตได้ตามความต้องการ

สำหรับข้าวดำแม้จะมีผลผลิตที่ต่ำกว่าข้าวสายพันธุ์อื่นแต่มีราคาที่ดีกว่า โดยมีการประมาณจำนวนข้าวที่ได้ต่อไร่ต้องไม่ต่ำกว่า 600 กิโลกรัม

“เกษตรกรไม่ต้องกังวลกับราคารับซื้อ เนื่องจากจังหวัดมหาสารคามและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางกุดรัง ได้มีการประกันราคาไว้ให้แล้วตามบันทึกสัญญาที่ได้มีการทำกันไว้ แต่ราคารับซื้อก็อยู่ที่ความสมบูรณ์ของเมล็ดข้าวที่เกษตรกรนำมาขายคืนให้”

ทั้งนี้ ในการรับซื้อข้าวจากชาวนาที่ร่วมโครงการจะมีขั้นตอนการตรวจสอบระบุไว้ชัดเจนดังนี้

ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก กำหนดว่าข้าวเปลือกที่รับซื้อจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ พันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ หอมนิล ลืมผัว ข้าวเหนียวดำ และมะลิแดง จะมีคุณภาพที่แตกต่างกันจึงต้องมีการตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก โดยการตรวจวัดความชื้นและสิ่งเจือปนก่อนที่จะกำหนดราคารับซื้อ 1. วิธีการตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือกข้าวดำ 5 สายพันธุ์ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.1 นำตัวอย่างข้าวเปลือกของผู้ขายแต่ละรายในปริมาณที่เท่ากัน คือ 100 กรัม ทำการสีทดสอบเปอร์เซ็นต์ข้าว ซึ่งควรจะได้ต้นข้าว (ข้าวสาร) ไม่ต่ำกว่า 40 กรัม ขึ้นไป จากนั้นนำข้าวสารที่สีได้ไปตรวจสอบพันธุ์ข้าวปน ถ้ามีเมล็ดข้าวสารสีขาวไม่เกิน 10 เมล็ด ให้รับซื้อตามราคาประกันโดยกำหนดราคารับซื้อให้สูงกว่าราคารับซื้อตลาดท้องถิ่นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 5 บาท แต่ไม่เกินราคาประกันที่ประกาศไว้

1.2 ถ้ามีเมล็ดข้าวสารสีขาว ตั้งแต่ 10 เมล็ด แต่ไม่เกิน 20 เมล็ด ให้รับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ประกาศ โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก

1.3 ถ้ามีเมล็ดข้าวสารสีขาว เกิน 20 เมล็ด ไม่รับซื้อ

2. เพื่อให้การซื้อขายข้าวเปลือกเป็นไปอย่างมีระบบและมีมาตรฐาน การซื้อขายข้าวเปลือกที่มีความชื้นและเป็นข้าวเปลือกที่มีสิ่งเจือปนไม่เกิน ร้อยละ 2 ของน้ำหนัก ให้มีการหักลดน้ำหนักข้าวเปลือกในอัตราส่วนต่อ 1,000 กิโลกรัม

อาทิ ความชื้นไม่เกิน ร้อยละ 15 ไม่ให้มีการหักลดน้ำหนัก กรณีความชื้นเกิน ร้อยละ 15 แต่ไม่เกิน ร้อยละ 16 ให้หักลดน้ำหนักได้ไม่เกิน 15 กิโลกรัม ความชื้นเกิน ร้อยละ 16 แต่ไม่เกิน ร้อยละ 17 ให้หักลดน้ำหนักได้ไม่เกิน 30 กิโลกรัม และความชื้นเกิน ร้อยละ 23 ขึ้นไป ให้หักลดน้ำหนักในแต่ละเปอร์เซ็นต์ความชื้นได้ไม่เกิน 15 กิโลกรัม

ทางด้านขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองม่วง คุณทองเส็ง แสนรัง เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองม่วง กล่าวว่า ตำบลหนองม่วงเป็นพื้นที่ลุ่มติดลำน้ำเสียว ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับการผลิตข้าว โดยเฉพาะที่ปลูกได้ดีคือ ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิ ผลผลิตที่ได้จะมากกว่าข้าวดำ แต่ข้าวดำมีราคาที่สูงกว่า

“ทั้งนี้เกษตรกรต้องลองคำนวณรายได้และมองทิศทางของตลาดว่าปลูกข้าวชนิดไหนราคาและผลผลิตที่ได้ดีกว่ากัน เกษตรกรจะต้องเรียนรู้ในการปลูก ผลิตไปด้วย วิจัยไปด้วย แล้วหาช่องทางการตลาด เกษตรกรจึงสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการประกันราคาขายข้าวจากรัฐแต่เพียงอย่างเดียว”

ข้าวดำ ที่ตำบลหนองม่วง จึงเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้

หากสนใจสอบถามความรู้วิธีการปลูกข้าวดำ หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณเพ็ญศรี ดวงสุพรรณ เลขที่ 116 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองม่วง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (089) 943-8447 หรือ คุณบุญเกิด สมบูรณ์ เลขที่ 129 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองม่วง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (093) 385-7664

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านกำพี้ แหล่งเรียนรู้อาชีพเพื่อสร้างชีวิต

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05069150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

รายงานพิเศษ?อาหารมั่นคง คนมั่งคั่ง ที่ มหาสารคาม

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ บ้านกำพี้ แหล่งเรียนรู้อาชีพเพื่อสร้างชีวิต

“โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ จัดตั้งขึ้นในปี 2549 ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อรับราษฎรที่ยากจนในพื้นที่ เข้ามาทำงานในโครงการ เพื่อเรียนรู้ และฝึกฝนการทำการเกษตรที่เหมาะสม ในลักษณะเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริง”

คุณปรียาพัตร ทองสุก ผู้จัดการ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งอยู่ที่บ้านกำพี้ ตำบลกำพี้ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม โทร. (043) 990-071 กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ แห่งนี้

ผู้จัดการ โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ ได้กล่าวต่อไปถึงวัตถุประสงค์ของโครงการคือ เพื่อเป็นแหล่งจ้างแรงงานในชุมชน เพื่อเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน และสุดท้าย เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ซึ่งในการดำเนินงานของโครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริฯ ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมพัฒนาที่ดิน กรมปศุสัตว์ เป็นต้น เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำกิจกรรมต่างๆ

โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บ้านกำพี้ เป็นอีกหนึ่งพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย สร้างประโยชน์สุขกับประชาชนทั้งในพื้นที่และผู้สนใจที่เดินทางมาศึกษาเรียนรู้ ซึ่งเปิดกว้างให้กับทุกคนเข้ามาเรียนรู้ถึงการทำกิจกรรมด้านการเกษตรต่างๆ ที่มีอยู่ภายในโครงการ

“ทุกอย่างที่ทำในฟาร์มแห่งนี้ ไม่ได้เน้นในเรื่องของการกำไร ตามพระราชดำริของพระองค์ท่านที่ว่า ขาดทุนของท่านคือกำไรของแผ่นดิน แต่สิ่งที่ได้คือ ชาวบ้านได้ประโยชน์ ได้มีงานทำ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ในอาชีพ ได้ซื้อผลผลิตทางการเกษตรในราคาถูก ซึ่งที่ผ่านมาได้เน้นย้ำกับทุกคนที่เข้ามาอยู่ในโครงการว่า อย่าคิดว่าตัวมาเป็นคนงาน แต่ให้มาเป็นนักเรียน ต้องกอบโกยเอาความรู้ไปให้มากที่สุด ค่าตอบแทนที่ให้นั้น พระองค์ท่านเพียงต้องการให้ค่าตอบแทนในการมาเรียนเท่านั้น” คุณปรียาพัตรกล่าว

การเข้ามาเรียนรู้ สามารถทำได้ใน 2 รูปแบบ คือ หนึ่ง การเข้ามาทำงานเพื่อเรียนรู้ในกิจกรรมต่างๆ ที่สนใจ โดยจะมีค่าตอบแทนในการเดินทางให้กับผู้ที่ได้รับการคัดเลือก และ สอง การเข้ามาศึกษาดูงาน สามารถเข้ามาในลักษณะเดี่ยวหรือกลุ่ม โดยทางโครงการจะมีวิทยากรทั้งจากโครงการฟาร์มตัวอย่างและวิทยากรจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมบรรยายเกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆ

ทั้งนี้ บนพื้นที่ของโครงการ 157 ไร่ 2 งาน จะประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ 5 กิจกรรมหลัก ที่ครอบคลุมกิจกรรมอย่างครบวงจร นับตั้งแต่การปลูก การดูแล ไปจนถึงการแปรรูป ประกอบด้วย

หนึ่ง กิจกรรมด้านการปลูกพืช โดยคุณปรียาพัตรกล่าวว่า จะมีกิจกรรมที่หลากหลายสามารถเข้ามาเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ อาทิ การปลูกผักปลอดสารพิษ การปลูกอ้อยคั้นน้ำ การปลูกข้าวโพดหวาน การปลูกข้าวโพดข้าวเหนียว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการปลูกข้าว การปลูกพืชหลังนาชนิดต่างๆ รวมถึงการปลูกไม้ผล ทั้งมะม่วง ขนุน มะละกอ เป็นต้น การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการเพาะเห็ด

“การทำกิจกรรมปลูกพืช จะเน้นการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ อย่างการปลูกผัก จะมีการปลูกหมุนเวียนในพื้นที่ ประมาณ 12 ไร่ ปลูกพืชผักกินใบและผล จำนวน 48 ชนิด ซึ่งสามารถทำรายได้ให้กับทางฟาร์มได้ตลอดทั้งปี”

สอง กิจกรรมด้านปศุสัตว์ ซึ่งชนิดของสัตว์ที่เลี้ยงจะเน้นการเลี้ยงสัตว์เล็ก ที่ชาวบ้านสามารถนำรูปแบบไปเลี้ยงได้ที่บ้านของตนเอง ประกอบด้วย การเลี้ยงหมู การเลี้ยงไก่ไข่ ไก่งวง ไก่ดำภูพาน เป็นต้น

“ปัจจุบันเรามีองค์ความรู้ต่างๆ ที่นำไปปรับใช้ได้ อย่างการเลี้ยงสัตว์ นอกจากจะมาศึกษารูปแบบการเลี้ยง ยังมีข้อมูลคำแนะนำ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอบรบือ ว่าทำอย่างไรจะอยู่ได้และก้าวไปสู่ความสำเร็จในอาชีพได้”

สาม กิจกรรมประมง ประกอบด้วย การเลี้ยงปลากินพืช การเลี้ยงปลาไหล การเลี้ยงกบ

สี่ กิจกรรมผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ซึ่งจะเป็นการผลิตเพื่อใช้ในกิจกรรมการปลูกพืชของฟาร์ม และเพื่อจำหน่ายตามคำสั่งซื้อที่เข้ามา

ห้า กิจกรรมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาล เช่น ข้าวเกรียบสมุนไพร ที่ผลิตจากพืชผักต่างๆ เช่น กุยช่ายเขียว ฟักทอง อัญชัน กระเจี๊ยบ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการทำน้ำและวุ้นสมุนไพร การทำแยมจากฟักข้าว การแปรรูปผลไม้ต่างๆ เช่น มะม่วงดอง ผักดอง กล้วยฉาบ เป็นต้น

“ที่ผ่านมานั้น จะมีทั้งชาวบ้านในพื้นที่และผู้สนใจจากจังหวัดต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับการปรับใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างเห็นผล หลายคนสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เพิ่มมากขึ้น” ผู้จัดการ โครงการฟาร์มตัวอย่างฯ กล่าวทิ้งท้าย

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย ชูผ้าไหมเลอค่า ถิ่นมหาสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 581

รายงานพิเศษ?อาหารมั่นคง คนมั่งคั่ง ที่ มหาสารคาม

สุจิต เมืองสุข

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย ชูผ้าไหมเลอค่า ถิ่นมหาสารคาม

“พุทธมณฑลอีสาน ถิ่นฐานอารยธรรม ผ้าไหมล้ำเลอค่า ตักศิลานคร”

คำว่า “ผ้าไหมล้ำเลอค่า” สอดแทรกอยู่ในคำขวัญประจำจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า หากถูกกล่าวถึงขนาดนี้ ผ้าไหมก็น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เด่นมากลำดับต้นๆ ของจังหวัด

โดยวัฒนธรรมของชาวไทยไม่ว่าภาคใด การทอเครื่องนุ่งห่มไว้ใช้ภายในครัวเรือน เป็นสิ่งที่แม่บ้านปฏิบัติสืบมา ไม่จำเป็นต้องควักกระเป๋าซื้อให้เสียเงิน ต่อมาความเจริญและการพัฒนารุกเข้าสู่ตัวเมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ชุมชนและครัวเรือน ทำให้การทอเครื่องนุ่งห่มซึ่งเป็นวัฒนธรรมการดำรงชีพในอดีต แปรเปลี่ยนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แต่ละภูมิภาคดำรงไว้เท่านั้น หรือหากจะยังหลงเหลืออยู่ก็ปรับปรุงกระบวนการเป็นเชิงพาณิชย์ไปเสียเกือบทั้งหมด

มหาสารคาม ยังคงได้ชื่อว่าเป็นถิ่นผ้าไหมล้ำเลอค่า ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จึงขอหยิบยกฝีมือการทอผ้าไหมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย ตำบลนาเชือก อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม มาให้ชม เนื่องจากผ้าไหมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกลุ่มนี้ มีความประณีตงดงาม ถึงขึ้นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับ 5 ดาว

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทรายแห่งนี้ ไม่เฉพาะฝีมือการทอผ้าไหมที่เป็นเลิศ แต่ไหมที่นำมาทอ ยังได้จากตัวไหมที่เลี้ยงเองแต่ละครัวเรือนด้วย

คุณบุญเที่ยง คำยอดแก้ว ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย เล่าให้ฟังว่า การรวมกลุ่มของแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย เกิดจากการว่างเว้นจากอาชีพประจำคือ การทำนาและทำไร่ และการนำภูมิปัญญาเดิมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมานานมาร้อยต่อกัน สร้างเป็นอาชีพ เสริมรายได้ในครัวเรือนได้มากกว่าที่คิด

“การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เป็นการทอผ้าไว้ใช้เองภายในบ้าน เครื่องมือที่ใช้ทอผ้าคือ หูก และมีกันทุกครัวเรือน เมื่อผ้าทอมีมากเกินความจำเป็น บ้างเก็บไว้ บ้างเห็นว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนก็สามารถนำออกมาขายได้ จึงรวมกลุ่มกันเพื่อเป็นพื้นที่ส่วนกลางนำผ้าที่ทอในแต่ละครัวเรือนมาขาย”

ปี 2537 เป็นปีแรกที่เริ่มต้นรวมกลุ่มของแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทรายกลุ่มนี้ คุณบุญเที่ยง เป็นหลักในการรวบรวม เพราะเห็นว่า การขาดรายได้ในช่วงที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรมก็เป็นผลเสีย และต่อสู้กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ เมื่อรวมกลุ่มกันผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทอผ้าก็มีให้เลือกหลากหลาย สร้างความรู้จักเป็นวงกว้างให้กับผู้สนใจ อีกทั้งผ้าทอที่มีอยู่เป็นไหมอย่างดีที่ชาวบ้านเลี้ยงเอง และฝีมือการทอผ้าของชาวบ้านห้วยทรายก็ไม่เป็นรองใคร

ในการก่อตั้งกลุ่มระยะแรก มีสมาชิกกลุ่ม 36 คน ลงหุ้นร่วมกัน หุ้นละ 50 บาท นำเงินที่ลงหุ้นมาบริหารจัดการภายในกลุ่ม แม้จะยังไม่มีตลาดรองรับที่แน่นอน แต่ทุกครั้งที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหยิบยื่นโอกาสมาให้ สมาชิกกลุ่มนี้ก็จะมีผลงานออกสู่สายตาประชาชน และเป็นที่สนใจมาโดยตลอด ซึ่งการพัฒนาฝีมือและรูปแบบการบริหารจัดการภายในกลุ่มที่ดี ทำให้ผลิตภัณฑ์การทอผ้าไหมกลายเป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป ระดับ 5 ดาว

จากเริ่มแรกสมาชิกเพียง 36 คน ปัจจุบันเติบโตเป็น 51 คน จำนวน 84 ครัวเรือน เพราะผ้าไหมที่ทอขายในนามของกลุ่ม ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากการทอผ้าจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการทอและฝีมือในการทอมากพอสมควร

“แต่ละครัวเรือนมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอยู่แล้ว วัตถุดิบที่ได้ก็นำมาทอผ้าตามความถนัดของแต่ละคน เมื่อได้ผลิตภัณฑ์ก็นำมาขายด้วยกันทุกครั้งที่มีโอกาสออกงานตามที่ต่างๆ ใครขยันทอมากก็ได้มาก ซึ่งผ้าที่แม่บ้านแต่ละครัวเรือนทอจะนำมาขายในนามของกลุ่ม และได้ค่าทอผ้าคิดความยาวเป็นเมตร ใครสะดวกทอที่บ้านก็ได้ หรือใครจะมาทอที่ศูนย์รวมของกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งมีอุปกรณ์ทอพร้อมก็ได้ ทั้งนี้ ทุกสิ้นปีจะมีปันผลให้กับสมาชิก 25 เปอร์เซ็นต์”

ตลอดทั้งปี กลุ่มแม่บ้านยังคงมีงานประจำคือ การทำนาและทำไร่ตามฤดูกาล เมื่อว่างเว้นจึงได้จับงานทอผ้า ทำให้จำนวนผลิตภัณฑ์ที่ได้ในแต่ละปีไม่มากนัก เฉลี่ยเดือนละเกือบ 200 ผืน ทุกผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าพันคอ และผ้านุ่ง

คุณบุญเที่ยง บอกว่า ผ้าขาวม้า ผ้าคลุมไหล่ และผ้าพันคอ เป็นผลิตภัณฑ์ที่คนนิยมซื้อ เนื่องจากชิ้นเล็ก ราคาไม่สูงนัก คนจึงนิยมซื้อเป็นของฝาก

เป็นความโชคดีของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย ที่นอกจากจะมีพื้นที่ยืนในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าระดับต้นของจังหวัดแล้ว ผ้าไหมฝีมือกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทรายยังมีชาวเดนมาร์กเห็นความงดงามในฝีมือ จึงเป็นลูกค้าประจำสั่งทอเครื่องนุ่งห่มส่งไปยังประเทศเดนมาร์กอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดต่างประเทศเล็กๆ ให้กับกลุ่มแม่บ้านได้ชื่นใจ

ความพิเศษของเส้นไหมอยู่ที่ความเหนียว นุ่ม เมื่อฟอก ย้อมสีแล้ว เส้นไหมยิ่งมีความเงามันโดยเนื้อของเส้นไหมตามธรรมชาติ ที่สำคัญเส้นไหมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย ย้อมด้วยสีจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ไม่มีอันตรายต่อผิวหนัง ซึ่งการใช้สีจากธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าชื่นชอบมากเป็นพิเศษ

การย้อมไหมจากสีธรรมชาติ เช่น สีม่วง ใช้ดอกอัญชัน สีเขียว ใช้ใบสบู่เลือด สีน้ำตาล ใช้ฝักคูน สีน้ำตาลอมเขียวอ่อนหรือสีกากีอมเขียว ใช้ใบหูกวาง เป็นต้น

ตัวอย่างการย้อมไหมจากสีธรรมชาติ (ใบหูกวาง)

การคัดเลือกวัตถุดิบ ทำโดยคัดเลือกใบหูกวางที่สดและไม่ตายนึ่ง หากใช้ใบแก่เต็มที่จะให้สีเข้ม ใบอ่อนและยอดอ่อนจะให้สีน้ำตาลอมเขียวอ่อน หรือสีกากีอมเขียว

วัสุดอุปกรณ์ เส้นไหม 1 กิโลกรัม ใบหูกวาง 7-8 กิโลกรัม

วิธีย้อม

1. สับใบไม้เป็นชิ้นเล็กละเอียด

2. นำไปต้มกับน้ำ 40 ลิตร ประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือต้มจนเหลือน้ำสีสกัด 30 ลิตร สำหรับย้อมไหม 1 กิโลกรัม กรองเอากากออก

3. แช่เส้นไหมที่ลอกกาวแล้วในน้ำสะอาด ให้เส้นไหมอิ่มตัว แล้วบิดหมาด จากนั้นนำเส้นไหมลงแช่ในน้ำสีสกัด ไม่ต้องต้ม (ย้อมเย็น) นานประมาณ 10-15 นาที

4. ยกน้ำสีขึ้นตั้งไฟจนน้ำสีร้อนจัด จึงนำเส้นไหมที่พักไว้ลงต้มย้อมในน้ำสี ประมาณ 1 ชั่วโมง

5. ครบเวลาแล้ว ให้นำเส้นไหมขึ้นผึ่งให้เย็น บีบน้ำออกให้หมาด แล้วกระตุกให้เส้นเรียงตัว ผึ่งให้แห้ง

6. เมื่อเส้นไหมแห้ง จึงนำไปล้างในน้ำอุ่นผสมน้ำยาอเนกประสงค์ชนิดไม่มีสีและไม่มีกลิ่น อัตราส่วน น้ำยาอเนกประสงค์ 20 ซีซี ต่อน้ำ 8-10 ลิตร ประมาณ 3-5 นาที

7. นำไปล้างน้ำจนเส้นไหมสะอาด บิดให้หมาด กระตุกและผึ่งให้แห้ง ได้เส้นไหมสีน้ำตาล ถ้าต้องการให้เส้นไหมสีเข้มขึ้น หรือสีดำ ให้นำเส้นไหมที่ย้อมสีแล้วไปหมักโคลนนาน 1 ชั่วโมง ได้โทนสีน้ำตาลดำ ถ้าต้องการให้สีเข้มขึ้นให้หมักโคลนได้หลายครั้ง แต่ละครั้งไม่ให้เกิน 1 ชั่วโมง สำหรับเส้นไหมที่ย้อมด้วยฝักคูนอ่อน สามารถย้อมให้สีเข้มขึ้นหรือสีเปลี่ยนไป โดยนำเส้นไหมที่ย้อมแล้วไปแช่ในน้ำปูนใส (อัตราส่วน ปูนเคี้ยวหมากสีขาว 100 กรัม ต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร ผสมทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วนำเฉพาะส่วนที่น้ำใสมาใช้) ใช้เวลาในการแช่ ประมาณ 5 นาที แล้วนำเส้นไหมล้างน้ำจนสะอาด (ตามข้อ 6)

ทั้งหมดคือ กระบวนการย้อมไหมจากสีธรรมชาติ ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยทราย หมู่ที่ 6 ตำบลนาเชือก อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (087) 236-7571

พฤศจิกายน 8, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,029 other followers

%d bloggers like this: