ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เสวนา 27 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน มหัศจรรย์พรรณพืชทั่วไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เทคโนฯ สัมมนา

มนัส ช่วยบำรุง

เสวนา 27 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน มหัศจรรย์พรรณพืชทั่วไทย

ปลูกกล้วยไม้ในเมือง

เลี้ยงอย่างไร ให้ดอกสวย

เสวนา “การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในเมืองให้มีดอก” โดย คุณองอาจ ตัณฑวณิช คอลัมนิสต์นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน คุณองอาจ กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้นิยมปลูกกล้วยไม้กันอย่างมากมาย โดยส่วนหนึ่งนั้นอาศัยอยู่ในเขตเมือง หรือกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ รวมถึงสายพันธุ์ของกล้วยไม้เองที่ไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศในเขตเมืองได้ อีกทั้งผู้ที่นิยมเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ภายในเมืองมีการใช้ปุ๋ยหรือยาบำรุงสูง เพื่อเร่งดอกของกล้วยไม้ จนลืมว่ากล้วยไม้ที่เรานำมาปลูกนั้นไม่มีความเหมาะสมต่อสภาพอากาศในพื้นที่ปลูก

กล้วยไม้ในปัจจุบัน แบ่งออกได้ตามตำราเป็น 4 ชนิด คือ

กล้วยไม้ชนิดที่ 1 คือ กล้วยไม้รากอากาศ เช่น กล้วยไม้ช้าง โดยรากของกล้วยไม้ชนิดนี้จะมีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในกล้วยไม้ทั้ง 4 ชนิด โดยหากต้องการปลูกกล้วยไม้สายพันธุ์นี้ สามารถปลูกได้โดยไม่ต้องใช้วัสดุปลูก

กล้วยไม้ชนิดที่ 2 คือ กล้วยไม้กึ่งอากาศ สามารถปลูกได้ทั้งประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้ เช่น กล้วยไม้แคทรียา ปลูกได้โดยใช้วัสดุปลูกประเภทขุยมะพร้าว ใช้วิธีการแขวนเช่นเดียวกันกับกล้วยไม้รากอากาศ

กล้วยไม้ชนิดที่ 3 คือ กล้วยไม้กึ่งดิน เช่น กล้วยไม้ลิ้นมังกร อยู่ในสกุล habanalia ซึ่งมีมากทางจังหวัดในภาคใต้และจังหวัดจันทบุรี

กล้วยไม้ชนิดที่ 4 คือ กล้วยไม้ดิน คือกล้วยไม้ที่มีรากอยู่ภายในดินเหมือนกับต้นไม้ทั่วไป ลักษณะรากของกล้วยไม้สายพันธุ์นี้มีรากฝอยเป็นจำนวนมาก และมีขนปกคลุมราก เช่น กล้วยไม้สกุลรองเท้านารีบางชนิด รวมถึงกล้วยไม้สกุลซิมบิเดียม เป็นต้น

สำหรับกล้วยไม้ที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้เลี้ยงกล้วยไม้เป็นอย่างมากคือ พันธุ์ฟ้ามุ่ย รวมถึงกล้วยไม้ที่ชอบอากาศหนาวทางภาคเหนือ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศของกรุงเทพมหานคร ทำให้เลี้ยงได้ไม่ดี หรือเมื่อโตแล้วติดดอกได้ยาก

คุณองอาจ ตัณฑวณิช แนะนำนักเล่นกล้วยไม้ในเมือง ควรปลูกกล้วยไม้สายพันธุ์ช้างหรือแคทรียา ซึ่งไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก รวมถึงสามารถปลูกขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะกล้วยไม้พันธุ์ช้างนั้นหากมีต้นไม้ใหญ่ให้เกาะ กล้วยไม้สายพันธุ์นี้ก็สามารถแทงรากออกดอกเจริญสมบูรณ์ได้ดี หรือหากต้องการที่จะปลูกกล้วยไม้สายพันธุ์อื่นนั้นควรปลูกกล้วยไม้สายพันธุ์จันทบุรีหรือกล้วยไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางภาคใต้ เนื่องจากมีสภาพอากาศที่คล้ายคลึงกันกับกรุงเทพมหานคร

สำหรับการฉีดยาบำรุงกล้วยไม้นั้น คุณองอาจ แนะนำว่า การฉีดยาบำรุงต้นกล้วยไม้นั้นสมควรใช้ยาบำรุงดอกประเภทออสโมโค้ท ซึ่งสามารถใช้เร่งดอกกล้วยไม้ได้เป็นอย่างดี แต่ไม่แนะนำให้มีการฉีดพ่นด้วยอุปกรณ์ เนื่องจากการปลูกกล้วยไม้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้นส่วนใหญ่นักเลี้ยงกล้วยไม้นิยมเลี้ยงไว้ในบริเวณบ้าน ทำให้อาจฉีดสารบำรุงพัดเข้าไปในบ้านทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ปลูกได้ จึงควรใช้วิธีการจุ่มปุ๋ยด้วยสำลีหรือห่อหนังสือพิมพ์แล้วนำไปวางไว้ใกล้กับต้นกล้วยไม้ ปุ๋ยจะค่อยๆ ซึมลงไป ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยบำรุงได้เป็นอย่างมาก

ปลูกฝรั่งหวานพิรุณ

ให้ผลใหญ่ เนื้อเนียนนุ่ม

เสวนา “ปลูกฝรั่งหวานพิรุณอย่างไรให้ได้ผลยักษ์ใหญ่ โดย คุณสุชาติ ธนพฤกษ์ บัณฑิตเกษตรผู้ประสบผลสำเร็จ

ฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณ เป็นฝรั่งที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเนื้อของฝรั่งสายพันธุ์นี้มีความละเอียด หวานกรอบมาก มีรสชาติอร่อยกว่าฝรั่งสายพันธุ์อื่น อีกทั้งยังปลูกได้ง่ายในทุกพื้นที่ รวมถึงฝรั่งสายพันธุ์นี้ยังให้ผลผลิตมากอีกด้วย

คุณสุชาติ เกษตรกรปลูกฝรั่งหวานพิรุณ โดยมีแปลงปลูกอยู่ที่ ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า สำหรับการปลูกฝรั่งสายพันธุ์นี้ ควรใช้หลุมปลูกที่มีขนาด 50×50 เซนติเมตร โดยมีการปรับปรุงดินก้นหลุมด้วยการโรยปูนขาวก่อนปลูกกิ่งพันธุ์บนหลุม แล้วนำดินมากลบแทนการปลูกลงไปในหลุม โดยรากของฝรั่งจะแทงลงไปในหลุมปลูกที่ขุดไว้ ปล่อยไว้ระยะหนึ่งให้ต้นฝรั่งเข้าที่ จึงทำไม้ค้ำยันต้น

โดยช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกคือ ช่วงต้นฤดูฝน ควรระวังหนอนกินยอดใบซึ่งอาจทำให้ต้นตายได้ แต่เมื่อต้นโตได้ทรงพุ่มจะมีเพลี้ยแป้งเข้ามารบกวน จึงไม่ควรปล่อยให้ต้นฝรั่งมีทรงพุ่มทึบ แล้วใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นป้องกัน โดยฉีดในวันที่ 1 และ 15 ของเดือน ซึ่งเป็นระยะที่จัดการเพลี้ยแป้งได้อย่างเหมาะสมที่สุด พร้อมกับไม่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งเกษตรกรบางรายใช้วิธีการฉีดอย่างสม่ำเสมอจะทำให้สิ้นเปลืองค่ายาปราบศัตรูพืชโดยเปล่าประโยชน์

สำหรับระบบน้ำที่ใช้นั้น ต้องมีการรักษาระดับน้ำให้มีการคงที่ทั้งปี เพื่อป้องกันให้ระดับน้ำในช่วงหน้าฝนและหน้าแล้งมีระดับที่เท่ากัน ซึ่งถ้าหากระดับน้ำในหน้าแล้งแห้งมากจะทำให้ต้นฝรั่งที่ปลูกไว้แทงรากลงไปหาน้ำ ซึ่งจะทำให้ในหน้าฝน น้ำจะท่วมรากของต้นฝรั่งจนเป็นเหตุให้ต้นฝรั่งยืนต้นตายได้

แมลงอีกตัวหนึ่งที่มีผลกับฝรั่งคือ แมลงวันทอง แก้ปัญหาได้โดยใช้ขวดน้ำใส่คอตตอนบัดส์ชุบเมทิลเอทานอล ซึ่งจะเป็นตัวล่อแมลงวันทองให้ลงไปในขวด แล้วไม่สามารถบินออกมาได้ ซึ่งจะได้ผลดีกว่ากาวกับดักแมลงวัน

ปุ๋ยที่ใส่ใช้ สูตร 8-24-24 ในการเร่งดอกฝรั่ง ใส่ประมาณครึ่งช้อน หลังจากที่ฝรั่งได้ทรงพุ่มที่ต้องการแล้ว ส่วนการใส่ปุ๋ยเพื่อปลูกจำหน่าย ควรใส่ปีละ 2 ครั้ง โดยใส่ปุ๋ย สูตร 21-7-4 เพื่อให้ผลใหญ่ และปุ๋ย สูตร 21-0-0 เพื่อทำให้ผลของฝรั่งกรอบมากยิ่งขึ้น

สำหรับการห่อผลฝรั่ง ควรใช้กระดาษที่ไม่ทึบเพื่อทำให้ผิวสวย หากใช้กระดาษทึบจะยิ่งทำให้ผลขาว ไม่สวย หากอยากให้ผลฝรั่งอยู่ได้นาน จะทำได้โดยใช้โฟมหุ้มผลผลิตก่อนนำพลาสติกหุ้มอาหารมาหุ้มผลอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งทำให้ผลคงความสวย พร้อมกับทำให้ฝรั่งสุกช้าลงด้วย

สำหรับราคาขายกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณนั้น คุณสุชาติขายกิ่งพันธุ์ที่ยังไม่นำลงถุงดำ ในราคากิ่งพันธุ์ละ 60 บาท แต่ถ้าเป็นกิ่งที่ลงถุงดำแล้ว มีราคา 80 บาท โดยติดต่อได้ที่สวนโดยตรง โทร. (081) 374-5226

ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างไรให้มีน้ำหอม

เสวนา “ปลูกมะพร้าวน้ำหอมให้ได้คุณภาพดี” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ ทองยงค์

อาจารย์ประสงค์ กล่าวว่า มะพร้าวหากแยกเป็นสายพันธุ์แล้วมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ต้นสูง ถิ่นที่ปลูกอยู่ทางภาคใต้ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จนถึงจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ พันธุ์ต้นเตี้ย หรือ พันธุ์น้ำหอม ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากพันธุ์มะพร้าวสายพันธุ์พื้นเมืองของไทย พบส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุครสงคราม หรือเรียกง่ายๆ ว่า พบในจังหวัดที่มีพื้นต่ำกว่าระดับน้ำทะเล

มะพร้าวน้ำหอม ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนมีเกษตรกรหลายรายหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอม แต่กลับประสบปัญหามะพร้าวน้ำหอมให้ผลผลิตได้ไม่เต็มที่หรือปลูกแล้วน้ำไม่หอมตามที่ต้องการ อาจารย์ประสงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันมะพร้าวน้ำหอมที่เกษตรกรนิยมปลูก คือ มะพร้าวน้ำหอมสายพันธุ์ราชบุรี (มะพร้าวน้ำหอม รบ.1 รบ.2 รบ.3) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่วัดเพลง จังหวัดราชบุรี รวมถึงมะพร้าวน้ำหอมพวงร้อยด้วย

โดยจังหวัดที่ผลิตมะพร้าวน้ำหอมได้มากที่สุดนั้นคือ จังหวัดราชบุรี รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดนครปฐม ตามลำดับ มะพร้าวน้ำหอมที่ผลิตได้จากจังหวัดในภาคกลางที่มีระดับต่ำกว่าระดับน้ำทะเลนั้นมีรสชาติที่อร่อย น้ำหอม ซึ่งเป็นไปโดยดิน รวมถึงสายพันธุ์ของมะพร้าวน้ำหอมเองที่เหมาะสมต่อสภาพพื้นที่ปลูก

สำหรับการปลูกมะพร้าวน้ำหอมให้ได้ผลผลิตสูงนั้น ควรปลูกในบริเวณพื้นที่ระดับน้ำทะเลหรือต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งจะเป็นบริเวณที่เหมาะต่อการปลูก สำหรับมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกอยู่นี้ ใช้ระบบสวนในการปลูก โดยขุดร่องยกคันดินเพื่อความสะดวกในการระบายน้ำ ซึ่งมะพร้าวที่ปลูกไว้ใช้ระยะเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง ก็สามารถแทงจั่น (ออกดอก) ได้แล้ว เมื่อระยะเวลาได้ 3 ปี ก็สามารถให้ลูกมะพร้าวอ่อน จึงเริ่มเก็บขายได้

อาจารย์ประสงค์ กล่าวต่อว่า การบำรุงต้นมะพร้าวน้ำหอมนั้น ใช้เพียงมูลหมู เกลือแร่ เปลือกหอย ในการใส่บำรุง ซึ่งให้ผลสูงถึงทะลายละกว่า 32 ผล เป็นการปลูกโดยใช้ระบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ใช้ใบมะพร้าวหรือเศษวัชพืชต่างๆ ภายในสวนมาหมักก่อนนำไปผสมเป็นปุ๋ยใส่บำรุงต้นมะพร้าวน้ำหอมอีกทีหนึ่ง

ในปัจจุบัน เกษตรกรมักพบปัญหาด้วงมะพร้าวกัดกินยอดมะพร้าวทำให้เสียหาย แต่แก้ไขได้โดยถางพื้นที่บริเวณรอบโคนให้เตียนโล่ง รวมถึงหากพบต้นมะพร้าวที่ถูกด้วงกัดกินจนยืนต้นตายควรเผาทิ้ง เนื่องจากมีตัวอ่อนของด้วงอยู่ ซึ่งจะกลับมากัดกินผลผลิตได้อีก ส่วนการป้องกันหนูกัดกินผลมะพร้าวน้ำหอมนั้น ใช้เพียงสังกะสีหุ้มรอบโคนต้นเพื่อกันหนูไม่ให้ไต่ขึ้นมากินผลผลิตได้อีกต่อไป

ขณะที่ตลาดมะพร้าวน้ำหอมในปัจจุบันนั้น ถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีการสั่งซื้อจากโรงแรมในกรุงเทพมหานคร รวมถึงโรงแรมต่างจังหวัดที่ใช้สำหรับต้อนรับคณะทัวร์ นอกจากนี้แล้ว มะพร้าวน้ำหอมยังมีการนำมาทำเป็นมะพร้าวเผาส่งออกไปยังต่างประเทศ สร้างรายได้อย่างมหาศาล จึงมีผู้นิยมปลูกมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

อาจารย์ประสงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากเกษตรกรท่านใดต้องการปลูกมะพร้าวน้ำหอมเพื่อการค้า ควรดูสถานที่ปลูกว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงในระหว่างที่ปลูกนั้นควรปลูกพืชชนิดอื่นเสริมลงไปด้วย เพื่อเป็นรายได้หมุนเวียนระหว่างรอเก็บผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม

เพิ่มเงินในกระเป๋า เรื่องกล้วย กล้วย

เสวนา “เปลี่ยนกล้วยให้เป็นเงิน” โดย คุณอารมย์ ศิริบุตร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพธิ์รังนกสามัคคี จังหวัดอ่างทอง

กล้วย นับได้ว่าเป็นอาหารที่คนไทยหลายๆ คนนิยมบริโภค ด้วยสรรพคุณที่เป็นยาระบายอ่อนๆ รวมถึงทำให้อิ่ม ทำให้กล้วยได้รับการปลูกจากเกษตรกรในหลายภาคของประเทศไทย แต่นอกจากกล้วยจะเป็นอาหารแล้ว ส่วนต่างๆ ของกล้วยยังสามารถนำมาเย็บหรือประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ได้

คุณอารมย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพธิ์รังนกสามัคคี ได้ร่วมกันจัดทำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากกล้วยทั้งหมด โดยใช้ส่วนต่างๆ ของกล้วยมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เยื่อกล้วย อย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยสร้างเงินได้มากกว่าปีละหลายล้านบาท

ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากกล้วยของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพธิ์รังนกสามัคคี มีทั้งเสื้อที่ผลิตด้วยไหมจากใยกล้วย บัวประดับที่ผลิตจากกาบกล้วย หมวก มู่ลี่ รวมถึงไม้ประดับจำลองต่างๆ ที่ผลิตจากหยวกกล้วยทั้งหมด โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยกล้วยนั้นมีกรรมวิธีการผลิตที่ยากมาก โดยใช้วัสดุที่เหลือจากขั้นตอนการผลิต นำมารีดให้เป็นไหม ซึ่ง 1 วัน สามารถเย็บได้เพียงแค่วันละ 1 นิ้ว เท่านั้น

ปัจจุบัน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพธิ์รังนกสามัคคี มีการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอังกฤษและเชโกสโลวะเกีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ มีการสั่งซื้อเข้ามาครั้งละกว่าหมื่นชิ้น รวมถึงมีลูกค้าเข้ามาติดต่อสั่งซื้อไหมที่ผลิตจากใยกล้วยเพื่อนำไปทำกางเกงและกระเป๋า ซึ่งมีราคาขาย เมตรละกว่า 5,000 บาท จึงสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรภายในหมู่บ้านที่เป็นสมาชิกของกลุ่มได้เป็นอย่างมาก

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

บทที่แปด ในฤดูกาลอันแตกต่าง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว

ยุคคล จิตสำรวย

บทที่แปด ในฤดูกาลอันแตกต่าง

ผมออกมาเดินเล่นในสวนข้างบ้านตั้งแต่เช้าแล้ว หลังจากนอนฟังเสียงฝนและลมกระหน่ำลงมาแทบทั้งคืนและหลายคืนติดต่อกันมา จะลองสำรวจดูซิ ว่าเพื่อนๆ ทั้งหลายภายในสวนนั้น ยังอยู่ดีกันหรือเปล่า

กาแฟถ้วยแรกของวันจึงเริ่มต้นในสวนนั่นแหละครับ

?

นกยังคงร้องเพลงให้ฟังเช่นทุกวัน ในขณะที่กระรอก กระแต หายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้ หรือเพราะว่าความเปียกชื้นที่มาจากสายฝนเมื่อคืนนั่นเอง ที่ทำให้พวกมันนอนตื่นสายกัน เหมือนกับแมวเฒ่าและแมวเด็กของผม ที่สายป่านนี้แล้ว พวกมันก็ยังไม่ยอมตื่นกันเลย

ต้นไม้บางชนิดที่ก่อนหน้านี้ ใบร่วงโกร๋นจนหมดต้นเพราะความแล้งร้อนในหลายเดือนที่ผ่าน อีกทั้งสวนของผมก็ไม่เคยมีระบบน้ำที่จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตให้กับพวกมันเหมือนสวนอื่นๆ เช้านี้ พวกมันเริ่มผลิใบอ่อนเล็กๆ ออกมาให้เห็นแล้ว ชีวิตของพวกมันกลุ่มนี้รอดพ้นมาได้อีกแล้ว หนึ่งฤดูกาล ผมดีใจกับพวกมันนะ เพราะก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าพวกมันไม่น่าจะรอดแล้ว

ฤดูกาลตามธรรมชาติที่เปลี่ยนไปจากเดิมทุกๆ วัน ทำให้ผมคิดเช่นนั้น ความร้อน ฝน ลมพายุ ปรากฏการณ์ของฤดูกาลเหล่านี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต่างไปจากสภาพเดิมๆ ฤดูร้อน ฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าปกติ ฤดูฝนที่ทั้งแผ่นฟ้าชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ ซึ่งพร้อมที่จะโปรยปรายลงมารวมเป็นมวลน้ำมหาศาลกลบฝังทุกอย่างบนผืนดิน แม้กระทั่งชีวิตของผู้คน เอาไว้ใต้กระแสแห่งมัน ทุกปรากฏการณ์เปลี่ยนไปจากเดิมๆ มากมายจนน่ากลัว

หรือนี่จะเป็นการคัดกรองจากธรรมชาติ เพื่อจะเน้นย้ำให้เราได้รู้ว่า สิ่งมีชีวิตที่แข็งแรง ฉลาดรอบรู้ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังว่าเท่านั้น ที่จะเหลือชีวิตรอดอยู่บนโลกใบนี้ได้

ในความสดใสของอากาศและความเปียกชื้นของผืนดิน ใบไม้เขียวสดใสมากกว่าวันวานจนเห็นได้ชัด ขณะที่ใบไม้แห้ง กิ่งไม้แห้งบนพื้นดิน ดูเหมือนว่าจะแปรสภาพไปสู่ความเน่าเปื่อยทีละน้อยๆ คงอีกไม่นานนัก ซากศพของใบไม้กิ่งไม้เหล่านี้ก็จะละลายหายไปรวมกับพื้นดิน

ขณะที่พันธุ์ไม้อิงอาศัยประเภทไทร กาฝาก กล้วยไม้ป่าพื้นถิ่น และพลูป่าอีกหลายชนิด ต่างก็เริงร่าไปกับความชื้นที่ได้รับติดต่อกัน พากันคืบคลานทอดยอดแผ่อาณาเขตในการยึดครอง ขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ในสวนบางต้น อย่างมองเห็นได้ชัดเลยทีเดียว

ต้นหมากหลายต้นถูกห่อหุ้มเอาไว้ด้วยมอสส์สีเขียว สีน้ำตาล ฟูฟ่องจนเป็นแผ่นหนา หากเข้าไปดูใกล้ๆ มันจะเหมือนกับผืนป่าที่ย่อส่วนเอาลงมาไว้ในแผ่นมอสส์เหล่านี้ ด้วยว่าที่ทั้งแผ่นสปอร์ที่ชูช่อออกมาหลากสีสัน มีทั้งกลุ่มใบสีเขียว สีน้ำตาล ละเอียดยิบ รวมกันดูคล้ายทุ่งหญ้าที่ถูกย่อส่วนลงมา ต้นหมากต้นที่ถูกพวกมันยึดครองห่อหุ้มเอาไว้ อวบหนาดูราวกับว่าลำต้นของมันมีจะขนาดโตกว่าต้นหมากต้นอื่นๆ ในสวนเลยทีเดียว

แม้จะเคยพบว่าในฤดูแล้งนั้น มอสส์พวกนี้จะแห้งเหี่ยวยุบตัวลงแนบสนิทกับต้นหมากจนดูเหมือนกับว่ามันได้ตายไปแล้ว

แต่เพียงเมื่อได้รับน้ำจากฤดูฝนที่ผ่านมาถึง พวกมันก็เหมือนกับถูกปลุกให้ตื่นกันขึ้นมาจากการจำศีล ต่างก็ปรับตัวฟูฟ่องส่งก้านสปอร์ชูช่อสวยงามเหมือนเช่นในวันนี้ แทบจะทันทีทันใดเลย

ชีวิตของพันธุ์ไม้ประเภทอิงอาศัยและมอสส์เหล่านี้ น่าสนใจในแง่มุมของการมีชีวิต พวกมันบางชนิดนั้น ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดขององคาพยพที่ต่อเนื่องขึ้นไปจากพื้นดิน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ระหว่างต้นไม้ใหญ่กับมันนั้นมีลักษณะที่ฝากชีวิตเอาไว้เลยทีเดียว แม้จะเป็นการชั่วคราวก็ตาม

ด้วยว่าหากต้นไม้ที่มันอิงอาศัยตายลงด้วยเหตุผลต่างๆ ชีวิตของพวกมันบางส่วนก็คงต้องตายไปพร้อมๆ กันด้วย

ต่างกับนก กระรอก กระแต และสัตว์อื่นๆ ที่ผละหนีจากไปได้ ยามที่ต้นไม้ซึ่งมันอิงและให้อาหารมันตายลง หรือแค่เพียงหมดฤดูกาลที่ให้ผลเพื่อมัน

ชีวิตที่เริงร่าเป็นสุขอยู่ภายใต้ร่มเงาที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชู ต่างก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคน สัตว์ หรือต้นไม้ ผมเชื่อเช่นนั้น

และนี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งใจเอาไว้แล้วว่า ต่อจากนี้ จะไม่ยอมให้คนเก็บหมาก มาปีนหมากบางต้นในสวนของผมอีกต่อไปแล้ว เพราะผมห่วงมอสส์พวกนี้ กลัวพวกมันจะถูกถีบร่วงลงมาตอนที่พวกเขาปีนขึ้นไปเก็บเอาหมากกันครับ

ยังไม่เคยเห็นลิงถูกฝึกให้ปีนเก็บหมาก เหมือนเก็บมะพร้าว คงไม่มีใครใส่ใจกับผลิตผลจากหมากเหมือนกับมะพร้าวนะครับ และถ้าลิงมันปีนขึ้นไปเก็บหมากได้ มอสส์ของผมก็คงจะปลอดภัยนะ

นับวัน ความเป็นไปของธรรมชาติดูเหมือนว่าจะสวนทางกับความต้องการของมนุษย์มากขึ้นทุกทีๆ ผมมองเห็นเป็นเช่นนั้น

ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ภายในสวนร้างของใครๆ แห่งนี้ ยังคงมีลมหายใจของสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายอยู่ในนั้น อย่างปกติสุขตามที่พวกมันควรจะเป็นแล้ว ในวันนี้

แต่สำหรับวันเวลาในอนาคตนั้น คงไม่อาจมีใครคาดเดาได้ ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร

เพราะทั้งหมดทั้งสิ้น ล้วนพัฒนามาบนฐานแห่งความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น ไม่มีใครหรือสิ่งใดจะมาผลักดัน หรือฉุดรั้ง การหมุนของโลกให้เร็วขึ้นหรือช้าลงได้

เราก็ได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไป และขอมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ก็เท่านั้นเองครับ นี่คือสิ่งที่เราทำได้ ในวันเวลาแห่งชีวิตที่ยังเหลืออยู่ของเรา

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

พฤกษาแทนพรพิสุทธิ์ จากพุทธบุตร ด้วย…พุทธรักษา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาแทนพรพิสุทธิ์ จากพุทธบุตร ด้วย…พุทธรักษา

พุทธพฤกษา ทั้งพนา ทั่วหล้าแหล่ง

ร้อยร่วมแรง พรพิสุทธิ์ เป็นพุทธศร

ช่อดอกชู ดูคล้าย พนมกร

พุทธพร มงคล บรรดลบันดาล

เฉลิมพระชนม์ มหากรุณาธิคุณ

ทูนฯ ดอกบุญ รักษาเพื่อ เหนือเศียรสานต์

ป้องปกฉัตร สรณะ พระชนม์วาร

ยิ่งยืนนาน สุขพิสุทธิ์ ด้วยพุทธรักษา

ในศุภวาระที่เป็นมิ่งมหามงคลคนทั้งชาติ และวาระดิถีก้าวสู่ปีใหม่อีกไม่กี่ราตรี สิ่งที่ระลึกถึงเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักและเข้าใจตรงกัน คือ ตัวแทน สิ่งแทนใจ บอกความรู้สึกว่าสำนึกในกตัญญูธิคุณ ใต้ร่มบุญบารมี ก็คือพฤกษาที่งามทั้งดอกสีสัน และเรียกชื่อที่เป็นมงคลยิ่งนัก จึงเป็นแรงบันดาลใจให้สำนึกที่จะเรียงร้อยบทกลอนดอกพุทธรักษา มาเป็นมงคลบูชา และน้อมรับพรด้วยพระบารมีปกเกล้า

มีเอกสารงานวิจัยเกี่ยวข้องกับพุทธรักษา ที่เป็นพรรณไม้งาม นามมงคล โดย รองศาสตราจารย์อรุณี วงศ์ปิยะสถิตย์ ซึ่งท่านเป็นที่ปรึกษา ศูนย์บริการฉายรังสีแกมมาและวิจัยนิวเคลียร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เผยแพร่ข้อมูลวิชาการงานวิจัยไว้ใน ข่าวสารเกษตรศาสตร์ “Kasetsart Extension Journal” ตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 มีรายละเอียดไว้มากมาย รวมทั้งงานวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายของพันธุ์ปลูก สถานที่ ภาชนะปลูก ความหลากหลายทางสี ใบ รูปทรง รวมทั้งสีสันของดอก ผลอ่อน แก่ ของเมล็ด ทั้งหน่อและเหง้าของพุทธรักษา ไว้อย่างน่าสนใจ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงขออนุญาตสรุปเนื้อหามาเผยแพร่ แทนบรรยากาศที่จะสัมผัสจากดอกพฤกษาหัตถศิลป์ ที่เป็นสัญลักษณ์ช่วงวันพ่อนี้

พุทธรักษา เป็นไม้ดอกเขตร้อน นิยมนำมาปลูกกันอย่างแพร่หลายในพื้นที่สวน ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หรือปลูกในกระถาง สำหรับใช้ประดับตามอาคารสถานที่ รู้จักกันมามากกว่าร้อยปีแล้ว พุทธรักษาเป็นพืชพื้นเมืองในแถบแคริบเบียน และเขตร้อนของทวีปอเมริกา พบครั้งแรกในหมู่เกาะเวสอินดีส์ (West Indies) และแถบอเมริกาใต้ สามารถเจริญได้ทั้งในพื้นที่ลุ่ม และที่ดอน มีการนำมาขยายพันธุ์และพัฒนาเป็นไม้ประดับ โดยชาวยุโรป จึงมีการปรับตัวทนได้กับทุกสภาพอากาศในประเทศต่างๆ ซึ่งเพียงได้รับแสง อย่างน้อย 6 ชั่วโมง ต่อวัน ก็ทำให้เจริญเติบโตได้ดี

ในประเทศไทย นิยมปลูกพุทธรักษาไว้รอบรั้วบ้าน หรือหากเกิดขึ้นเอง ก็ไม่มีใครถอนทิ้ง ชื่อสากลเรียกว่า แคนนาส์ (Cannas) เป็นคำศัพท์มาจากภาษากรีก สำหรับภาษาอังกฤษ เขียนว่า Canna หมายถึง ต้นไม้ที่มีลักษณะคล้ายต้นอ้อ (Cane หรือ reed) ในต่างประเทศมีการเรียกกันหลายชื่อ เช่น แคนนาลิลี่ (Canna lily) อินเดียนช็อต (Indian shot) สำหรับการตั้งชื่อตามลักษณะพฤกษศาสตร์ เมื่อจัดลักษณะเฉพาะ ก็สามารถจัดเข้ากลุ่มได้อีกรูปแบบ หากจะแบ่งกลุ่มตามการใช้ประโยชน์ ก็จะแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ ชนิดที่ปลูกเป็นไม้ประดับ ชนิดปลูกเป็นอาหารสัตว์ และชนิดที่ปลูกเป็นอาหารมนุษย์ เนื่องจากพืชสกุลแคนนาส์ ตั้งชื่อการแบ่งกลุ่มได้ถึง 10 กลุ่ม

พุทธรักษา มีชื่อพื้นเมืองอื่นว่า พุทธศร (พายัพ) ดอกบัวละวงศ์ (ลำปาง) อยู่ในวงศ์ Cannaceae เป็นพืชในกลุ่มเดียวกับขิง เนื่องจากมีการปรับปรุงพันธุ์จากพันธุ์พื้นเมือง และการผสมพันธุ์ระหว่างสปีชีส์อื่นๆ จึงมีลูกผสมเกิดขึ้นมากมาย เห็นความแตกต่างของลักษณะดอก ขนาดทรงต้น กลุ่มกอ ทำให้สารานุกรมบางฉบับ ก็จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไม้ประดับ และกลุ่มที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ในประเทศไทย หลวงบุเรศบำรุงการ ได้เขียนเกี่ยวกับพุทธรักษาไว้ว่า พุทธรักษา เป็นพืชดั้งเดิมของอินเดีย มีชื่อว่า พุทธสรณะ (Butsarana) เป็นว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ชาวพุทธในอินเดียสมัยก่อน ใช้เมล็ดพุทธรักษามาเจาะรูร้อยเป็นพวงลูกประคำ ใช้ประกอบการสวดมนต์ สันนิษฐานว่า ชาวอินเดียที่เข้ามาเผยแพร่พุทธศาสนาในประเทศไทย คงนำพุทธรักษามายังประเทศไทยด้วย มีข้อสังเกตว่า แม้แต่ชื่อเรียก ก็ยังเกือบเหมือนเดิมคือ พุทธสรณะ เป็น พุทธรักษา และบางท้องถิ่นเป็น พุทธศร

ความหมายเป็นมงคลของดอกพุทธรักษา พรรณไม้ที่มีชื่อเป็นสิริมงคล เพราะหมายถึง การมีพระเจ้า หรือพระพุทธเจ้าคอยปกป้องคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข เชื่อกันว่าหากครอบครัวใดปลูกไว้บริเวณบ้าน ก็จะมีความสุข ไม่มีภยันตรายใดๆ มากล้ำกรายให้สมาชิกในครัวเรือนเดือดร้อน มีเคล็ดลับตามความเชื่อตั้งแต่โบราณว่า ควรปลูกทางทิศตะวันตก วันพุธ เป็นวันที่เหมาะกับการปลูก มงคลที่ได้จากการออกดอกบานสะพรั่งตลอดเวลา เป็นสิริมงคลเสริมส่งดวงชะตาให้รุ่งโรจน์ จังหวัดชุมพรจึงใช้พุทธรักษา เป็นดอกไม้ประจำจังหวัด รวมทั้งวิทยาลัยบรมราชธานี อุดรธานี ก็ใช้ดอกพุทธรักษาสีเหลืองแต้มแดง เป็นไม้ประจำวิทยาลัย

ลักษณะทั่วไปของพุทธรักษา เป็นพรรณไม้ล้มลุก ขึ้นเป็นกอ ส่วนที่โผล่เหนือพื้นดิน เนื้ออ่อน อวบน้ำ หน่อโผล่ แตกใบ ออกดอกมีตัวตายตัวแทน แต่ละกอมีอายุอยู่ได้หลายปี

ลำต้นที่อยู่ในดินเรียกว่า เหง้า ส่วนที่เจริญขึ้นมาบนดิน มีความสูงหลายระดับ ตั้งแต่ต้นเตี้ย (แคระ) บางพันธุ์สูงเป็นเมตร หรือ 2 เมตร ก็มี การเจริญเติบโต จากเหง้าก็แตกเป็นหน่อ เป็นกอ คล้ายต้นกล้วย หน่อที่เจริญเป็นต้นเหนือพื้นดิน เป็นก้านใบ มีลักษณะเป็นท่อนยาวซ้อนเป็นกาบใบสลับกันเป็นลำต้นเทียม อาจจะมีหลายสีหรือสลับ เช่น สีเขียว สีน้ำตาล น้ำตาลแดง หรือลายสลับเขียวขาว เขียวเหลือง ก็เป็นลักษณะประจำพันธุ์

ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับกันรอบลำต้น ใบจะอวบน้ำ เป็นรูปรี หรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น กลางใบเป็นเส้นนูนชัดเจน เส้นใบขนานแบบใบกล้วย โคนใบมีก้านใบ ซึ่งยาวเป็นกาบใบหุ้มเป็นลำต้นเทียมซ้อนสลับ สีใบมีตั้งแต่สีเขียวเข้ม เขียวอ่อน อาจจะมีสีพวกใบด่าง หรือสลับลาย ก็จะเป็นความแตกต่างกันไปตามลักษณะประจำพันธุ์

ดอกพุทธรักษา ออกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกยาว ประมาณ 15-25 เซนติเมตร แต่ละช่อประกอบด้วยดอก 8-10 ดอก แต่จะทยอยบานครั้งละ 1-3 ดอก กลีบดอกบาง นิ่ม แต่อิ่มน้ำ มีทั้งกลีบดอกใหญ่และเล็กตามพันธุ์ ส่วนแปลกของลักษณะดอกพุทธรักษา แตกต่างจากดอกไม้อื่นๆ คือ ส่วนของกลีบดอก (petal) สีที่สวยสดของพุทธรักษา คือ เกสรเพศผู้ที่เปลี่ยนมาทำหน้าที่เหมือนกลีบดอก แต่ชั้นของกลีบดอกจริง มีจำนวน 3 กลีบ เป็นสีเขียวหรือสีอื่น ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ส่วนเกสรเพศผู้ที่ทำหน้าที่เหมือนกลีบดอกนั้น ปกติมี จำนวน 5 กลีบ หรือบางพันธุ์มีน้อยกว่า โคนเกสรเพศผู้ทุกอันจะเชื่อมติดกันเป็นหลอดหรือท่อ อยู่เหนือส่วนของรังไข่ ส่วนของกลีบดอกใหญ่ สีสันสวยงาม หลากสี มีทั้ง เหลือง ส้ม ครีมโอลด์โรส ชมพู ครีม

ส่วนของผล มีลักษณะกลม แบ่งเป็นพู 3-4 พู รอบผลเป็นหนามอ่อนๆ สีเขียว เมื่อผลแก่จะมีสีเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเข้ม ภายในมีเมล็ดแข็ง รูปทรงกลม ขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วหลายเมล็ด มีสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ คนอินโดนีเซียเรียกพุทธรักษาว่า Bunga Tasbih หมายถึง ลูกประคำเวลาสวดมนต์ ในประเทศสเปน เมล็ดแข็งนี้ ชาวบ้านนำมาใช้ทำลูกปัด นอกจากนี้ ชาวบ้านซิมบับเว ก็นำมาใช้ทำเครื่องดนตรี คือ โฮซา (Hosha) ใช้ในการเขย่า เป็นจังหวะดนตรี

การขยายพันธุ์ของพุทธรักษา มีทั้งแบบอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ การขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด เกิดจากการผสมตัวเอง หรือผสมข้าม พุทธรักษาหลายพันธุ์ไม่ติดเมล็ด จึงไม่สามารถขยายพันธุ์โดยวิธีนี้ได้ รองศาสตราจารย์อรุณี วงศ์ปิยะสถิตย์ ได้กล่าวถึงรายงานของหน่วยพลังงานปรมาณู มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้ศึกษาพุทธรักษาซึ่งรวบรวมพันธุ์ต่างๆ มาจากหลายแหล่ง มีการติดเมล็ดตามธรรมชาติได้สูง และสามารถแบ่งแยกกลุ่มด้วยตาเปล่าได้ โดยที่พวกที่ติดเมล็ดตามธรรมชาติได้ดี มักจะเป็นพวกกลุ่มที่มีกลีบดอกขนาดเล็ก ส่วนกลุ่มที่มีดอกขนาดใหญ่ มักจะไม่ติดเมล็ด ซึ่งตามปกติจะได้พันธุ์ใหม่จากพุทธรักษาซึ่งไม่ติดเมล็ดนั้น ต้องคอยจากการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่สำหรับนักปรับปรุงพันธุ์พืช ได้นำเทคนิคการเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ (Induced mutation) มาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ให้มีพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น จากการกลายพันธุ์ธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็ปรากฏสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นได้

มีตัวการสำคัญที่ช่วยในการผสมข้ามพันธุ์ของพุทธรักษาอีกอย่างคือ ผึ้ง เนื่องจากดอกพุทธรักษา มีสีสันสวยงาม มีเกสรเพศผู้ เพศเมียเห็นเด่นชัด ส่วนเกสรเพศเมียมีน้ำหวานอยู่ด้วย จึงดึงดูดแมลงให้เข้ามาตอม โดยเฉพาะแมลงผึ้ง จะดูดเอาน้ำหวานจากดอกไปเป็นแหล่งน้ำตาลในการผลิตน้ำผึ้ง ก็เป็นที่มาของการผสมข้ามพันธุ์ได้สูงขึ้น เมล็ดที่เกิดขึ้นจึงเป็นเมล็ดลูกผสมที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรม เมื่อนำเมล็ดไปใช้ในการขยายพันธุ์บ่อยครั้ง จึงพบว่า ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด มีความแตกต่างไปจากต้นเดิม ทั้งสีดอก รูปร่าง ต้น ใบ รูปทรง และขนาดเหล่ากอ

การขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ ใช้วิธีแยกหน่อ หรือแบ่งเหง้าออกเป็นส่วนๆ สามารถแบ่งได้ 4-5 ส่วน ต่อเหง้า วิธีนี้เป็นที่นิยมของนักปลูก ซึ่งทำให้ต้นใหม่ตรงตามพันธุ์เดิม เพราะเป็นการขยายพันธุ์โดยใช้เนื้อเยื่อโดยตรง หรือเรียกว่าใช้เนื้อเยื่อร่างกาย (Somatic tissue) วิธีนี้ยกเว้นการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ แต่วิธีนี้อาจจะได้จำนวนต้นน้อยและช้า ถ้าหากเป็นสายพันธุ์ประเภทหวงหน่อ ก็ต้องรอจนกว่าออกดอกแล้วโรยไป

ในด้านเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการใช้วิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture) ดำเนินการในสภาพปลอดเชื้อในห้อง หรือตู้ปฏิบัติการ จะได้ต้นอ่อนจำนวนมาก และเวลาการเจริญเติบโตรวดเร็ว ตรงตามพันธุ์ แต่มีจุดอ่อนอยู่ที่ พุทธรักษาขึ้นชื่อว่าทำการเพาะเลี้ยงด้วยวิธีนี้ค่อนข้างยาก และมีผลเกิดความแปรผัน ที่ภาษาทางวิชาการเรียกว่า Somaclonal Variation ได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพุทธรักษา นอกจากได้ผลจำนวนมากและรวดเร็วแล้ว ยังมีข้อดีที่ทำให้ปลอดไวรัสที่อยู่ในต้น ในเหง้า หรือในหน่ออ่อน ที่อาจจะกระจายอยู่เดิม เนื่องจากเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะเป็นวิธีการที่จะช่วยกำจัดเชื้อไวรัสออกจากชิ้นส่วนเหง้าหน่อได้ โดยการนำเอาเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ปลายยอดอ่อน (shoot tip) ที่เป็นจุดเจริญ ซึ่งมีการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว จนไวรัสแพร่เข้าไปไม่ถึงน้ำเลี้ยงภายในเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อเจริญบนอาหารเพาะเลี้ยงปราศจากไวรัส

พุทธรักษา ดอกไม้ประจำวันพ่อ ซึ่งถือวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี กำหนดเป็นวันพ่อแห่งชาติ ตั้งแต่ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดย คุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริเริ่ม ด้วยหลักการและเหตุผลคือ พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ลูกจะเคารพเทิดทูน และตอบแทนด้วยความกตัญญู ยกย่อง จึงถือเอา วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ที่เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นวันพ่อแห่งชาติ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระคุณต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ คณะกรรมการจึงกำหนดให้ดอกพุทธรักษา ซึ่งเป็นดอกไม้นามมงคล เป็นสัญลักษณ์วันพ่อแห่งชาติ และใช้ดอกพุทธรักษาสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ และเป็นสีแห่งธรรม ดังนั้น การที่ลูกๆ มอบดอกพุทธรักษาให้กับพ่อ จึงเป็นเสมือนการบ่งบอกถึงความรัก เคารพบูชา ตอบแทนคุณผู้เป็นพ่อที่ปกป้องให้สุขร่มเย็นแก่ครอบครัว

“ลูกรักพ่อ ขอพุทธรักษาแทนคำรัก ดั่งพรพ่อป้องปักด้วยรักลูก”

เพลง พุทธรักษาบูชาพ่อ

“จินดามัย” 2553

เหลืองอร่ามนามพุทธรักษา สมชื่นชูบูชา สิ่งสูงค่า สูงสุด

น้อมคำนึงถึงองค์พระสัมพุทธ บริสุทธิ์พุทธศาสน์ปราศราคี

สีแสนงาม นามเพราะ เหมาะจริงหนอ สัญลักษณ์วันพ่อ เหลืองละออทุกที่

เหมือนมีพ่อ มีพระปกป้องปราณี พุทธรักษา มีความหมายเป็นมิ่งมงคล

เหลืองวิไลช่อไสวในวันพ่อ ลูกวอนขอ พุทธรักษ์ พิทักษ์ผล

พ่อคือพระ แสนประเสริฐ เลิศกมล ให้ชีพชนม์ ให้ตัวตน ลูกเกิดมา

ถึงวันพ่อ ลูกขอพรทั่วทิศ พุทธรักษ์ ประสิทธิ์ ชีวิตพ่อเจิดจ้า

ขอกราบพ่อ มอบช่อพุทธรักษา น้อมใจภาวนา พุทธรักษา บูชาพ่อ

พฤกษสัญลักษณ์ความเป็นมงคล สามสิบกว่าปีผ่านมาแล้ว ทุกคนมวลพสกนิกรเข้าใจความหมายดี ผุดหน่อแตกกอรวมเหล่ามาตั้งแต่ พ.ศ. 2523 ทั้งรากและเหง้า แผ่ประสานยึดโยงในดิน แต่ที่โผล่สีสันสวยงามตระการตาชูช่อ กลุ่มดอกบอกความเป็นมงคลกับผู้มอบ และชื่นใจอิ่มเอมกับผู้รับ อาจจะไม่ฮือฮา เด่นชัดทุกพ่อลูกนัก ด้วยความรู้สึกของธรรมชาติพฤติกรรมความเป็นผู้ชาย ที่คงไม่ต้องรับและถือช่อดอกไม้ไว้ในมือ

เชื่อว่า พุทธรักษา ที่ลูกๆ มอบจากใจเคารพรัก และรับความอบอุ่นจากพ่อ ย่อมเบ่งบานในหัวใจทั้งพ่อและลูก ที่มิอาจเลือนลบความผูกพันนั้นออกได้ หากแม้นความรักเคารพจากลูกๆ จะไม่ปรากฏชัดชูช่อดั่งดอกพุทธรักษา แต่ขอให้พ่อได้รับรู้เถิดว่า ความรู้สึกของลูก จะเป็นเช่นดั่งรากเหง้าของต้นพุทธรักษา ที่แม้ว่ามองไม่เห็น เพราะอยู่ใต้กอ ก็พร้อมที่จะโผล่หน่อมาเบ่งบานบอกรัก เคารพพ่อได้ทุกกาล และจะไม่ยอมสูญสิ้นสายพันธุ์ดั่งแง่งเหง้าของไม้ดอกงามนามมงคล เช่นพุทธศร ดอกนี้

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

จามจุรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

จามจุรี

จามจุรี เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดลำพูน ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดคือ พระธาตุเด่น พระรอดขลัง ลำไยดัง กระเทียมดี ประเพณีงาม จามเทวี ศรีหริภุญชัย แต่ละท่อนของคำขวัญ มีความหมายดังนี้

พระธาตุเด่น พระธาตุหริภุญชัย ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร วัดสำคัญที่สุดของจังหวัดลำพูน ได้ชื่อว่าพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดลำพูนมายาวนาน และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามาหลายชั่วอายุคน สร้างขึ้นในรัชสมัยพญาอาทิตยราช กษัตริย์องค์ที่ 32 แห่งราชวงศ์จามเทวี ในพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาในพุทธศาสนาบนแผ่นดินล้านนาในอดีตจวบจนปัจจุบัน ผู้คนยังคงเลื่อมใสศรัทธาสืบทอดต่อมาไม่เสื่อมคลาย

พระรอดขลัง พระพุทธสิกขิ หรือพระศิลาดำ ซึ่งพระนางจามเทวี อัญเชิญมาจากเมืองละโว้ ชาวเมืองเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระรอดหลวง หรือพระรอดลำพูน ซึ่งมีความสำคัญและเป็นแบบพิมพ์ในการจำลองทำพระเครื่องที่ลือชื่อ คือ พระรอดมหาวัน

ลำไยดัง ลำพูน เป็นจังหวัดที่มีการปลูกลำไยมากที่สุด เอกลักษณ์อันโดดเด่นของลำไยเมืองลำพูนคือ ผลโต เนื้อหนา เปลือกบาง รสหวาน กรอบ ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของลำพูน จนมีการเปรียบเปรยว่า ลำพูนคือลำไย ลำไยคือลำพูน มีผู้นำลำไยเข้ามาปลูกในไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้นำเมล็ดพันธุ์จากกรุงเทพฯ มาปลูกที่เชียงใหม่ จากนั้นจึงมีการขยายพันธุ์ไปทั่วภาคเหนือ

กระเทียมดี แม้กระเทียมจะปลูกได้แทบทุกภูมิภาค แต่กระเทียมของที่ใดก็ไม่สู้ของเมืองลำพูน แหล่งปลูกอยู่แถบอำเภอลี้ และอำเภอบ้านโฮ่ง ปัจจัยที่เอื้อแก่การปลูกกระเทียมคือ สภาพอากาศที่หนาวเย็น ความชื้นในอากาศต่ำ และดินเป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี เริ่มปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม และเก็บเกี่ยวราวปลายเดือนกุมภาพันธ์

ประเพณีงาม ในอดีต ลำพูนมีการสั่งสมวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่เกี่ยวโยงกับพุทธศาสนา ชาวลำพูนมีประเพณีสำคัญหลายประเพณี ดังเช่น ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย ในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 8 เรื่อยไปจนถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (ตามคติล้านนา) หรือราวเดือนพฤษภาคม ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน ประเพณีตานสลากย้อม หรือตานสลากภัตของหญิงสาวชาวยองที่กำลังเข้าสู่วัยครองเรือน ช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม งานประเพณีแห่แค่หลวง คือประเพณีถวายแค่ หรือไม้จุดคบไฟ แด่พระสงฆ์ช่วงวันยี่เป็ง หรือวันลอยกระทง

จามเทวี ศรีหริภุญชัย องค์ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญชัย พระนางเป็นปราชญ์ที่มีคุณธรรม ความสามารถ และกล้าหาญ ได้นำพุทธศาสนาศิลปวัฒนธรรมมาเผยแพร่ในดินแดนแถบนี้จนมีความรุ่งเรืองสืบมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของพระนางจามเทวี เล่าขานสืบเนื่องต่อกันมาเนิ่นนานหลายปีในตำนานต่างๆ ของชาวล้านนาจวบจนถึงปัจจุบัน ชาวลำพูนยังเคารพนับถือพระนางจามเทวี และยกย่องให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวลำพูนมีความภาคภูมิใจกับสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเป็นอันมาก แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นจามจุรี” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลกับจังหวัดลำพูน ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับต้นจามจุรี

ชื่ออื่น : ก้ามกราม (กลาง) ฉำฉา (กลาง, เหนือ) ตุ๊ดตู่ (ตราด) ลัง (เหนือ) สารสา (เหนือ) สำสา (เหนือ) เส่คุ่ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน)

ชื่อสามัญ : Rain tree, East Indian walnut, Monkey Pod

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Samanea saman (jacq.) Merr.

ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE

ถิ่นกำเนิด : อเมริกาเขตร้อน ไปจนถึงบราซิล

ข้อมูลทั่วไป :

จามจุรี ไม้อเนกประสงค์ โตเร็ว ตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล อายุเพียง 15 ปี เส้นรอบวงต้น จากความสูงระดับอก (DHB) 100 เซนติเมตร วัดเส้นรอบวงลำต้นได้ 100 เซนติเมตร เป็นพันธุ์ไม้ที่รู้จักกันแพร่หลาย พบเห็นง่ายตามสถานศึกษา ริมถนน วัด หรือสถานที่ราชการต่างๆ สันนิษฐานว่า Mr. H. Slade อธิบดีกรมป่าไม้คนแรก ได้นำต้นพันธุ์มาจากประเทศพม่า ปลูกครั้งแรกที่ที่ทำการป่าไม้เขตเชียงใหม่ ประมาณ ปี พ.ศ. 2443 แต่บางกระแสกล่าวว่า ต้นจามจุรีต้นแรกในประเทศไทย ปลูกอยู่ภายในโรงเรียนอัสสัมชัญ โดยบาทหลวงรอมิเอล นำพันธุ์มาจากเมืองไซง่อน ประเทศเวียดนาม ต่อมาเผยแพร่ปลูกตามแนวถนน เและในช่วงต้นนำมาปลูก นิยมใช้เลี้ยงครั่ง โดยเฉพาะทางภาคเหนือ จามจุรี พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดลำพูน เป็นต้นไม้ประจำโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นต้นไม้สถาบันประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถาบัน รู้จักกันในนามรั้วสีชมพู มีบันทึกถึงความผูกพันของมหาวิทยาลัยกับต้นจามจุรี อันเป็นที่มาของ “ลานจามจุรี” ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดลานจามจุรี วันที่ 26 มีนาคม 2539 ในวาระครบรอบ 79 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีบทเพลงหลายบทเพลงที่กล่าวถึง เช่น อุทยานจามจุรี จามจุรีศรีจุฬา จามจุรีประดับใจ ร่มจามจุรี และเพลงลาแล้วจามจุรี เป็นที่รู้จักของนิสิตลูกพระเกี้ยว และคนทั่วไปมานานกว่า 60 ปี ซึ่งมีบรรยากาศของความอบอุ่น ร่มเย็น และภาคภูมิใจ ดังคำที่ว่า “ใต้ร่มพฤกษา จุฬาฯ ร่มเย็น” จามจุรีนี้เป็นฉัตรกั้น ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2490 ในพิธีรับน้องใหม่ เริ่มมีการนำเอากิ่งก้านของจามจุรีมาทำซุ้ม และจัดทำใบจามจุรีมอบให้น้องใหม่คณะต่างๆ จึงมีการนำใบและดอกจามจุรีมาเป็นสัญลักษณ์ครั้งแรกของจุฬาฯ และในวันที่ 15 มกราคม 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปลูกต้นจามจุรี จำนวน 5 ต้น หน้าหอประชุม และพระราชทานพระราชดำรัสถึงความผูกพันของต้นจามจุรี ว่า ดอกจามจุรีสีชมพู เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย แม้ว่าจามจุรีจะเป็นไม้อเนกประสงค์ และยังมีการปลูกเพื่อผลทางเศรษฐกิจทั้งด้านแปรรูปและด้านหัตถกรรมเครื่องเรือน งานแกะสลัก แต่ทรงพุ่มที่แผ่กว้างครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ จึงเป็นข้อจำกัดที่จะปลูกในรั้วบ้าน เพราะกิ่งก้านสาขาเป็นอันตรายกับอาคารบ้านเรือน และร่มเงาที่แผ่กางก็จะเป็นคดีความกับชาวบ้านได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ สูง 20-30 เมตร แตกกิ่งต่ำ กิ่งมีขนาดใหญ่ เรือนยอดแผ่กว้าง โค้งตรงกลาง และลาดลงหาขอบคล้ายรูปร่ม กว้างได้ถึงประมาณ 30 เมตร เปลือกสีเทาหรือดำ ขรุขระ แตกเป็นร่องตามยาว ระหว่างร่องเปลือกมีลักษณะคล้ายไม้ก๊อก เปลือกในสีชมพูหรือน้ำตาลอ่อน กิ่งอ่อนมีขนประปราย

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ใบยาวประมาณ 25-40 เซนติเมตร ใบ ประกอบด้วยช่อใบ 4 คู่ ใบย่อย 2-10 คู่ ต่อ 1 ใบ ใบย่อยเกิดบนก้านใบซึ่งแยกจากก้านใหญ่ ใบย่อยรูปขนานเปียกปูน แต่เบี้ยว ใบย่อยด้านปลายใบใหญ่ที่สุด ใบย่อยหนาปานกลาง ด้านหน้าใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านหลังใบสีเขียวนวล และมีขนเล็กน้อย

ดอก ช่อดอกทรงกลม แต่ละช่อรวมกันเป็นช่อใหญ่เกิดที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเล็กมาก แต่ละช่อดอกมีดอกตัวเมียดอกเดียว และล้อมรอบด้วยดอกตัวผู้เป็นจำนวนมาก ดอกบานมีสีชมพู ซึ่งเป็นสีของเกสรตัวผู้ ออกดอกระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม

ผล ฝักแบน แก่แล้วไม่แตก ฝักแก่สีน้ำตาลดำ ภายในฝักมีเนื้อนิ่ม รสหวาน มี 15-25 เมล็ด/ฝัก เมล็ดสีน้ำตาลดำ ฝักแก่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เติบโตได้ดีในเขตร้อนที่มีฝนตกชุกปานกลางถึงฝนตกหนักตลอดปี เป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำ และความชุ่มชื้น เช่น ในหมู่เกาะอินดิสตะวันตกฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย และไทย

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือกต้น ป่นให้ละเอียด ใช้เป็นยารักษาแผล

เปลือกต้นและเมล็ด ใช้รักษาอาการท้องบิด ท้องเสีย

ใบ สรรพคุณเย็น ต้านพิษ แก้ปวดแสบ ปวดร้อน

เมล็ด รสฝาดเมา แก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน เรื้อน แก้เยื่อตาอักเสบ

ประโยชน์อื่น :

ต้น ใช้เลี้ยงครั่ง

ใบ เป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย ปรับปรุงสภาพดินเป็นไม้ประดับ

ด้านเนื้อไม้ ในปัจจุบันเนื้อไม้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแกะสลักไม้

ฝักแก่ สามารถนำมาใช้เป็นอาหารให้แก่วัว หรือควาย ได้

ใบที่ร่วงหล่นตามพื้น นำมาทำปุ๋ยหมักได้เป็นอย่างดี เพราะมีธาตุไนโตรเจนสูง ข้อควรระวังเมื่อรับประทานเมล็ดหรือน้ำยางเข้าไป จะทำให้เยื่อบุผนังกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ มีอาการอาเจียน และถ่ายอย่างรุนแรง

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

คนแปดริ้ว ปลูกจามจุรี ขายใบ รายได้เป็นแสน ไม่ต้องรดน้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดศัตรูพืช น้ำท่วมไม่ตาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

ดินและปุ๋ย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

คนแปดริ้ว ปลูกจามจุรี ขายใบ รายได้เป็นแสน ไม่ต้องรดน้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดศัตรูพืช น้ำท่วมไม่ตาย

ในการเพาะปลูกของเกษตรกร สิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญที่สุดคือความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะได้มาจากการที่มีอินทรียวัตถุสะสมอยู่ในดินมาก จุลินทรีย์ดินจะใช้อินทรียวัตถุเป็นสารอาหารแล้วปลดปล่อยแร่ธาตุหลักที่จำเป็นให้แก่พืชในปริมาณที่พืชต้องการอย่างเพียงพอ

เป็นที่ทราบกันดีในวงการเกษตรว่า ซากพืชอย่างใบไม้เป็นอินทรียวัตถุอีกชนิดที่มีคุณประโยชน์อันมหาศาลต่อดินอย่างมาก ถ้าลองคิดง่ายๆ ว่าในป่าตามธรรมชาติไม่เห็นต้องใส่ปุ๋ยหรือดูแลอย่างใดเลย แล้วทำไมต้นไม้ทุกชนิดจึงเจริญเติบโตงอกงามอย่างดี คำตอบที่เฉลยมีนิดเดียว เพราะใบไม้ เศษไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกัน เกิดการย่อยสลายอินทรียวัตถุทางชีวเคมีจนเป็นประโยชน์ต่อพืช

ถึงแม้ใบไม้ทุกชนิดจะมีประโยชน์ แต่ใบของต้นจามจุรีกลับมีคุณค่ามากกว่า ทั้งนี้เพราะต้นจามจุรี หรืออีกชื่อที่คุ้นเคยกันคือ ต้นก้ามปู หรือต้นฉำฉา เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านสาขามาก โตเร็ว เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์เดียวกับพืชตระกูลถั่ว เป็นพืชที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับแบคทีเรียที่ตรึงธาตุไนโตรเจนได้

ฉะนั้น ใบก้ามปู จึงมีธาตุไนโตรเจนมากถึง 2 เปอร์เซ็นต์ และสูงกว่าใบไม้ชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่พืชตระกูลถั่ว แล้วยังเป็นไม้อเนกประสงค์ที่สามารถนำส่วนต่างๆ ของต้นมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายกิจกรรม นอกจากนิยมปลูกเพื่อใช้เลี้ยงตัวครั่งเท่านั้น

จากคุณค่าของใบจามจุรีที่ช่วยเพิ่มธาตุอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่ดินปลูกต้นไม้ จึงทำให้วงการปลูกต้นไม้หันมาสนใจใบจามจุรีแห้งเพื่อนำไปผสมกับดินเป็นวัสดุสำหรับเพาะปลูก แล้วกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก จึงทำให้ผู้ที่อยู่บนเส้นทางค้าขายต้นไม้ต่างเสาะหาใบก้ามปูแห้งกันอย่างคึกคัก และหากท่านเป็นคนชอบปลูกต้นไม้แบบมือเปื้อนดิน จะสังเกตว่าในดินปลูกต้นไม้ของแม่ค้าหลายรายมักจะมีใบก้ามปูเป็นส่วนผสมแทบทุกถุง

มีชาวสวนต้นไม้ที่บ้านหนองว้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ปลูกต้นจามจุรีจำนวนมากเพื่อนำใบไปใช้ประโยชน์เป็นส่วนผสมวัสดุปลูกไม้เพาะ-ขยายเป็นอาชีพ ปลูกไปเรื่อยๆ ใบต้นจามจุรีมีมากจนใช้ไม่ทัน เลยกวาดใส่ถุงปุ๋ยวางขายหน้าร้าน ทว่า…กลับมีคนสนใจซื้อกันเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้อย่างดีปีละนับแสน จึงถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ “เปลี่ยนใบไม้เป็นเงิน”

ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน พร้อมกับ คุณศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเกษตรฉะเชิงเทรา ร่วมกันเดินทางลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อมุ่งไปที่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 3 บ้านหนองว้า ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านพักของ คุณสุชิน ศรีเกษม หรือ ลุงจ้อย กับ คุณวันทอง ศรีเกษม สามีภรรยาที่มีอาชีพเพาะ-ขยาย พันธุ์ไม้นานาชนิดเป็นหลัก

ทั้งนี้เพราะต้องการทราบว่าเหตุไฉนจึงได้นำใบจามจุรี ซึ่งเป็นใบไม้ที่ดูธรรมดา ปลูกอยู่ตามหัวไร่ปลายนา หรือตามข้างถนนมาสร้างรายได้ แต่น่าเสียดายคราวนั้นไม่ได้พบลุงจ้อยเพราะมีธุระกะทันหัน จึงมีโอกาสได้พูดคุยกับป้าวันทองแทน

เดิมทั้งสองคนมีอาชีพทำนาและปลูกผัก แต่กลับต้องล้มเหลวกับรายได้ จึงหันมายึดอาชีพเพาะ-ขยายพันธุ์ไม้ผล และไม้ประดับ มาจนถึงปัจจุบัน นานกว่า 30 ปี ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความรู้ หรือประสบการณ์มาก่อน

เริ่มทำกิ่งพันธุ์มะม่วง

เป็นหลัก แล้วจับงาน

ไม้ดอก ไม้ประดับเสริม

ป้าวันทอง บอกว่า เริ่มต้นด้วยการทำกิ่งพันธุ์มะม่วงจากพันธุ์เดียวจนมีความชำนาญ จึงเริ่มสรรหาพันธุ์มะม่วงอื่นอีกหลายชนิดมาเสริม ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์เขียวเสวย น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ฟ้าลั่น ทะวายเดือน 9 ขายตึก พิมพ์เสน กะล่อนทอง และอื่นๆ ใช้พื้นที่ทั้งหมดกว่า 20 ไร่ ทำกิ่งพันธุ์มะม่วงเป็นหลัก ขายกิ่งพันธุ์ราคากิ่งละ 50 บาท ปี 2538-2540 ขายดีมาก นอกนั้นเป็นไม้ไทยเก่าแก่ อย่างจำปี จำปา มณฑา ยี่หุบ ขายกิ่งพันธุ์อยู่ตั้งแต่ 20-50 บาท

สัญชาตญาณของชาวสวนทุกรายมักรู้ดีว่าพวกเขาควรที่จะเลือกทำพันธุ์ไม้อะไรในช่วงเวลาใดถึงจะอยู่รอด ซึ่งป้าวันทองคิดเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะป้าวันทองบอกว่ากิ่งพันธุ์ไม้ผลจะขายดีช่วงฝน พอเข้าหน้าแล้งขายไม่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้อยู่รอดจึงต้องเพิ่มไม้ประดับมาไว้ขายชดเชยในช่วงแล้ง เพื่อป้องกันรายได้ตก

การเปลี่ยนอาชีพหันมาทำไม้ใบและไม้ดอกทำให้ป้าวันทองเริ่มรู้จักกับใบจามจุรี เพราะต้องนำมาใช้ผสมกับดินใส่ในต้นไม้เหล่านั้นที่เพาะไว้ โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ทำต้นโป๊ยเซียนขาย ส่วนเหตุผลที่ทำไมจึงไม่ใช้ใบไม้ชนิดอื่นแทนใบจามจุรีนั้น ป้าวันทองชี้ว่าเพราะใบจามจุรีถือเป็นวัสดุปลูกที่ดีมาก ให้ธาตุอาหารที่ดีแก่ต้นไม้ และทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามดี เนื่องจากใช้ใบจามจุรีคลุกเคล้าดินใส่ในไม้ดอกทำให้ต้นไม้มีความสมบูรณ์ดีมาก ยิ่งนับวันความต้องการยิ่งมีมากขึ้น

ทั้งนี้เคยทดลองใช้ใบไม้ชนิดอื่นแล้ว แต่ไม่ดีเท่าใบจามจุรี อีกทั้งยังได้รับข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดด้วยว่า คุณสมบัติของใบจามจุรีมีธาตุอาหารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

ปลูกต้นจามจุรีเอง

เพื่อใช้ใบ แทนการสั่งซื้อ

เพราะมีปัญหาขาดแคลน

ป้าวันทอง เล่าว่า เมื่อก่อนสั่งซื้อใบจามจุรีผ่านทางพ่อค้าจากจังหวัดลพบุรีมาเป็นเวลานาน เรียกว่าหมดเงินกันไปหลายหมื่นบาทเชียว ระยะหลังพ่อค้าประสบปัญหาหลายอย่างกับการหาใบจามจุรีมาส่ง จึงทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจปลูกต้นจามจุรีเสียเอง ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าเพาะต้นกล้าอย่างไร กระทั่งพยายามลองหลายวิธีจนประสบความสำเร็จ สามารถปลูกได้

“ที่ผ่านมาซื้อใบจามจุรีจากทางพ่อค้าที่ลพบุรีมาใช้ราคากระสอบละ 25 บาท และซื้อจากเจ้านี้มานานหลายปี ใช้เงินซื้อหลายหมื่นบาท แต่พอถึงช่วงฝนลงจะขาดแคลน ทำให้เกิดปัญหามาก ขณะที่ระยะหลังคนที่มาส่งใบจามจุรีแจ้งว่าแหล่งเก็บใบจามจุรีมีพื้นที่น้อยลง อันทำให้ขาดแคลน ซึ่งบางครั้งพบว่ามีการปนกิ่งไม้และเศษใบไม้ชนิดอื่นเข้ามา

จึงมาคิดว่า ต้องทำอย่างไร จึงจะมีใบจามจุรีใช้ตลอดไม่ขาดแคลน และต้องเป็นใบที่มีความสมบูรณ์ เพราะคุณสมบัติของใบจามจุรีมีธาตุอาหารที่ดีกับพืชทุกชนิด ที่สำคัญไม่ย่อยสลายเร็ว ยิ่งไม้ใบอย่างว่านจะชอบมาก ถ้าคราวใดที่ขาดแคลนมักจะทดลองไปตัดหญ้ามาหมักผสมดินนำไปคลุมต้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า”

จากนั้นป้าวันทองเลยไปเสาะหาเมล็ดจากฝักต้นจามจุรีมาทดลองเพาะ ทั้งๆ ที่ยังทำไม่เป็น แต่เคยมีประสบการณ์เพาะเมล็ดไม้ผล ทำให้คิดว่าน่าจะเหมือนกัน ปรากฏว่าสำเร็จเพียงครึ่งเดียวของจำนวนที่ทดลอง เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงพยายามหาวิธีใหม่และเริ่มเรียนรู้จนชำนาญด้วยการแช่ในน้ำอุ่นเพราะจะเร็วกว่าในน้ำเย็น พอมีรากแล้วให้นำลงปลูกในถุงดำขนาดเล็กที่เตรียมดินไว้

“แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไม่รู้ว่าจะไปปลูกที่ไหน ถ้าเป็นที่นาเดิมเป็นพื้นที่ลุ่ม เสี่ยงน้ำท่วมขัง แต่พอมีคนมาบอกว่า ต้นจามจุรีเป็นไม้ทนน้ำ จึงตัดสินใจนำต้นที่เพาะกล้าแล้วมีความสมบูรณ์แข็งแรงไว้ไปลงทันที

เมื่อเข้าช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม น้ำเริ่มเข้ามาในแปลงที่ปลูก มองไม่เห็นต้นจามจุรีเลย ทำให้ใจคอไม่ดี คิดว่าถ้าต้นไม่ไปกับน้ำคงเป็นความโชคดี ครั้นพอน้ำแห้งปรากฏว่ารอด เพราะได้ปักหลักค้ำต้นไว้ ปลูกไว้จำนวน 5-6 ไร่ ตายเพียง 3-4 ต้น ภายหลังที่ประสบความสำเร็จจึงเพาะเมล็ดเพิ่มแล้วปลูกที่แปลงด้านนอกอีกรุ่น ในจำนวนพื้นที่ 17 ไร่”

ปัจจุบัน ต้นจามจุรีของป้าวันทองมีอายุมาแล้วกว่า 6 ปี ปลูกในพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 22 กว่าไร่ มีระยะปลูก 4 คูณ 4 เมตร เป็นระยะที่กำหนดเอง อาจไม่ตายตัว เธอชี้ว่าสามารถปรับเป็น 6 คูณ 6 หรือ 8 คูณ 8 เมตร ตามความเหมาะสม ทั้งนี้การปลูกห่างยิ่งทำให้กิ่งก้านใบแผ่ออกไปได้กว้างมากและเป็นประโยชน์ในเรื่องจำนวนใบ

แต่ในข้อดียังมีข้อเสีย เนื่องจากเพราะถ้าปลูกห่างแม้จะได้ต้นใหญ่ ทรงพุ่มใหญ่ แต่เกรงว่าต้นจะล้มเพราะไม้พันธุ์นี้ไม่มีรากแก้วยึด จึงควรให้กิ่งยันซึ่งกันและกัน

เป็นไม้ที่ปลูกง่าย ทนน้ำ

แทบไม่ต้องลงทุน ใส่ปุ๋ย

บำรุงต้น เพียง 3 ปี เก็บได้

การเก็บผลผลิตของอาชีพขายใบจามจุรีไม่ต้องทำอะไรที่ยุ่งยากมาก เพียงแค่ปล่อยให้ใบแก่ร่วงจากต้นแล้วใช้อุปกรณ์ที่เตรียมไว้ ได้แก่ ไม้กวาดด้ามยาวกับคราดพลาสติก จัดการกวาดทั่วทั้งแปลง กวาดมารวมกันเป็นกอง แล้วตักใส่กระสอบที่ป้าวันทองนำไปให้คนรับจ้างกวาด วันละ 100 กว่าใบ

ช่วงเวลาที่ใบเริ่มร่วงอย่างจริงจังมักอยู่ราวปลายเดือนตุลาคม หรืออาจเร็วกว่าถ้าฝนหมดก่อน ถ้าใบร่วงแล้วฝนตกลงมายังไม่เก็บ จะหมักไว้อย่างนั้นก่อน พอหมดฝนอากาศแห้งแล้วค่อยเก็บกวาดครั้งเดียวเลย โดยจะกวาดเรื่อยมาจนชนอีกฝน แต่ช่วงเวลาที่ใบร่วงมากเป็นพิเศษคือราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

สำหรับการดูแลบำรุงต้นจามจุรี ป้าวันทองเผยว่า เป็นต้นไม้ที่ปลูกไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องดูแลใส่ปุ๋ย บำรุงดินแต่อย่างใด เลี้ยงแบบปล่อยไปตามธรรมชาติ อาศัยน้ำฝนตามฤดู

“พอเข้าปีที่ 4 ต้นโตมาก กวาดมาใช้เอง 3 ปีแล้ว จึงเริ่มเก็บมาใช้งานก่อน พอนานวันพบว่า ใบจามจุรีมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย โดยในตอนแรกแบ่งให้คนรู้จักบ้าง แบ่งใส่ถุงขายให้กับลูกค้าที่มาซื้อต้นไม้ในราคากระสอบละ 20 บาท จากนั้นมีคนสนใจหาซื้อกันมากขึ้น”

ป้าวันทอง บอกว่า เมื่อปี 2556 ขายดีมาก โดยขายทั้งปีได้จำนวนมากถึง 4,000 กระสอบ ส่วนปี 2557 หากฝนน้อยคงเก็บขายได้มากกว่าปี 2556 ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ประมาณ 6,000 กระสอบ สำหรับปัจจุบันขายราคากระสอบละ 25 บาท ป้าวันทองบอกว่าขายหมดทุกปี คนที่มาซื้อส่วนมากเป็นกลุ่มที่ทำดินขาย นอกจากนั้น เป็นผู้ที่ซื้อนำไปใส่ดินถมที่บ้าง คนทำต้นไม้บ้าง

ด้วยลักษณะทางธรรมชาติของใบไม้ที่ร่วงหล่นเป็นประจำของจามจุรี จึงทำให้ต้องเก็บกวาดอยู่เสมอ แม้จะมีใบไม่มากก็ตาม ทั้งนี้ใบแก่และแห้งมากจนกรอบจะเป็นที่ต้องการ เพราะสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ป้าวันทองจำต้องจ้างแรงงานมากวาดใบไม้เป็นประจำ อย่างน้อย 2 คน และจ่ายค่าแรงเป็นกระสอบ กระสอบละ 4 บาท นอกจากนั้นแล้ว ยังมีค่ากระสอบใบละ 3 บาท ค่ายกใบละ 1 บาท และอื่นๆ อีก เพราะฉะนั้นถ้าคิดหักต้นทุนแล้ว ป้าวันทองจะมีรายได้กระสอบละประมาณ 15 บาท

เพาะต้นกล้าขาย

เสริมรายได้แบบคู่ขนาน

ไม่เพียงแค่การมีรายได้จากการขายใบเท่านั้น ป้าวันทองยังเพาะต้นกล้าจามจุรีขายด้วย โดยถ้าเป็นใส่ถุงดำขนาดเล็ก ขายราคาต้นละ 10 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนจากถุงเล็กมาใส่ถุงขนาดใหญ่เพราะต้นใหญ่ขึ้น ต้องขายราคาถุงละ 20 บาท เธอเผยว่าในปี 2557 เพาะต้นกล้าขายมาแล้วกว่าพันต้น

เหตุผลที่ต้องใช้ใบจามจุรีสำหรับการเพาะต้นไม้ของตัวเอง ป้าวันทองจึงกล้ารับประกันว่าในกระสอบทุกถุงเป็นใบจามจุรีล้วน ยืนยันว่าไม่มีใบไม้ชนิดอื่นปน เพราะในแปลงปลูกจะมีเฉพาะจามจุรีอย่างเดียวเท่านั้น

ส่วนอัตราหรือปริมาณการใช้มากน้อยเท่าไรเพื่อความเหมาะสมนั้น เจ้าของสวนต้นไม้รายนี้ระบุว่าสามารถใส่ต้นไม้ได้ทุกประเภท ไม่มีอัตราการใส่ที่แน่นอน ใส่ได้ตามที่ต้องการ เพราะไม่มีผลเสียแต่อย่างใด

ป้าวันทอง เผยว่า การเก็บใบจามจุรีขายเป็นอาชีพแบบป้านี้ไม่ค่อยพบเห็นเท่าไรนัก ที่ทราบยังไม่มีที่ไหนปลูกแบบนี้ และที่รู้จักมักเป็นกลุ่มที่กวาดตามแหล่ง สถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่ตามป่าแล้วนำมาขายให้คนทำดิน

จึงถือได้ว่าสวนของป้าวันทองเป็นรายแรก และรายใหญ่ที่สุดที่ปลูกต้นจามจุรีขายใบ และนับเป็นอาชีพที่เปลี่ยนใบไม้เป็นเงินอย่างเห็น เห็น…

สนใจต้องการเลือกพันธุ์ไม้ทั้งแบบไม้ผล ไม้ไทย ไม้ประดับ ไม้ดอก ที่หลากหลาย หรือสนใจวัสดุปลูกต้นไม้ที่มีคุณภาพ ติดต่อโดยตรงได้ที่ ป้าวันทอง และ ลุงจ้อย ศรีเกษม โทรศัพท์ (081) 855-0654 ทั้งนี้ ป้าวันทองบอกว่ามีเงื่อนไขเพียงว่า ต้องมาขนเอง

สุดยอดผลงานวิจัย ม. แม่โจ้ คว้า 3 รางวัลนานาชาติ

งาน 8th International Warsaw Invention Show (IWIS2014) ณ เมืองวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

รองศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ข้ามสี่ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 14-16 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ส่งผลงานเข้าร่วมจัดแสดงและประกวด ในงาน 8th International Warsaw Invention Show (IWIS2014) ณ เมืองวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ จำนวน 2 ผลงาน คือ เรื่อง New Hybrid Freshwater Catfish Strain for Fish Sausage with Omega-3, 6 and 9. (ปลาหนังลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ เพื่อวิสาหกิจชุมชนและไส้กรอกปลา โอเมก้า 3, 6 และ 9) ผลงานของ รองศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ และ เรื่อง New Device for Fixed Time Artificial Insemination in Cattle. (“P-sync” อุปกรณ์เหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบปลาสเตอร์ฮอร์โมนติดผิวหนัง) ผลงานของ อาจารย์ ดร. วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสามารถคว้าได้ถึง 3 รางวัล

ผลการประกวด

– งานวิจัย เรื่อง “P-sync” อุปกรณ์เหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบปลาสเตอร์ฮอร์โมนติดผิวหนัง ผลงานของ อาจารย์ ดร. วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทอง ซึ่งเป็นรางวัลเดียวของนักวิจัยของประเทศไทย

เป็นนวัตกรรมระดับประเทศด้านผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์เหนี่ยวนำการเป็นสัดสำหรับวัวเนื้อและวัวนม เป็นปลาสเตอร์ฮอร์โมนติดผิวหนังที่บริเวณรอบหาง ปล่อยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าสู่ร่างกายสัตว์ ทำให้สัตว์พร้อมสำหรับการผสมพันธุ์ ใช้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อสัตว์หรือติดเชื้อบริเวณที่ให้ฮอร์โมน สามารถใช้ทดแทนอุปกรณ์เหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบฝังหูและสอดในช่องคลอด

– งานวิจัย เรื่อง ปลาหนังลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ เพื่อวิสาหกิจชุมชนและไส้กรอกปลา โอเมก้า 3, 6 และ 9 ผลงานของ รองศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน และคณะ ได้รางวัลเหรียญเงิน และรางวัล Special Award

มีลักษณะเด่นคือ พัฒนาให้เป็นปลาสายพันธุ์ที่โตเร็ว คุณภาพเนื้อดี สามารถเพาะและขยายพันธุ์ได้ง่าย ควบคู่กับการจัดการกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับวิสาหกิจชุมชน และนำไปสู่การพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมทางการประมงในอนาคต ทดแทนสายพันธุ์แท้ที่มีข้อจำกัด โดยการนำมาแปรรูปเป็นไส้กรอก ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมในระดับนานาชาติ ไส้กรอกปลามีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ชนิดโอเมก้า 3, 6 และ 9 ในปริมาณ 329, 447 และ 9,565 มิลลิกรัม/100 กรัม ตามลำดับ ทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานไส้กรอกเป็นอาหารสุขภาพที่มีรสชาติดี ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อจากโปรตีนในเนื้อปลา และยังได้รับไขมันชนิดโอเมก้าที่ช่วยพัฒนาระบบประสาทและสมอง ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจได้อีกด้วย

เป็นผลงานแห่งความภาคภูมิใจที่การันตีคุณภาพด้านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศด้านการเกษตรในระดับนานาชาติ

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ข้าวหอมมะลิ ระบบ “GAP Plus” ที่ทุ่งกุลาร้องไห้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ข้าวหอมมะลิ ระบบ “GAP Plus” ที่ทุ่งกุลาร้องไห้

“ข้าว คือชีวิตของคนไทย” กว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา “ข้าวเป็นมากกว่าอาหาร” เพราะข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างงาน สร้างอาชีพ และนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว ข้าวยังมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตของคนไทย

ก่อนหน้านี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ประเมินอนาคตข้าวไทยเสี่ยงเผชิญภาวะถดถอย เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีชาวนาเลิกทำนากว่า 5 ล้านคน ทุกวันนี้ชาวนาไทยส่วนใหญ่ มีอายุเกิน 60 ปี แถมคนรุ่นใหม่ก็ไม่สนใจอาชีพทำนา แต่ต้องการทำอาชีพที่งานสบายและมีรายได้ดีกว่า

หากภาครัฐต้องการแก้ไขปัญหานี้ ก็ควรสนับสนุนให้เกษตรกรมีการปรับตัว ส่งเสริมการรวมกลุ่มผลิตข้าวคุณภาพดี เพื่อลดต้นทุน รวมทั้งจัดระบบน้ำชลประทานสำหรับการเพาะปลูก

ผนึกกำลัง ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทย

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิถีชาวนาไทยที่น่าจับตามองคือ โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิ ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรต่างๆ ประกอบด้วย บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราฉัตร มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และจังหวัดศรีสะเกษ

ที่ผ่านมา มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินงานตามรอยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะมีความมั่นคงในอาชีพของตน ส่วนภาครัฐ เศรษฐกิจของประเทศก็จะปรับตัวดีขึ้น ศักยภาพข้าว เกษตรกรชาวนาไทยจะแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สามารถตอบโจทย์ภารกิจองค์กร (เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยให้ก่อน โดยไม่คิดดอกเบี้ย)

ส่วน บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราฉัตร เข้ามาช่วยดูแลด้านการตลาด การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้บริษัทมีความมั่นใจในคุณภาพวัตถุดิบที่ได้รับ คุณภาพผลผลิตดีขึ้น อาทิ มีกลิ่นหอม มีเปอร์เซ็นต์ข้าวเต็มเมล็ดที่สมบูรณ์ ในขณะที่ประชาชนผู้บริโภค จะมีความมั่นใจคุณภาพข้าวที่ซื้อไปบริโภค เพราะสามารถย้อนทวนตรวจสอบกระบวนการผลิตได้ทั้งระบบ ตั้งแต่ข้าวสารที่บรรจุในถุง ไปจนแปลงนาที่ปลูกทุกแปลง ทั้งมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซมีเทน อีกด้วย

งานวันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ปีที่ 2 ครั้งนี้ ถือเป็นงานเฉลิมฉลองความสำเร็จการพัฒนาข้าวหอมมะลิไทยสู่ข้าวคุณภาพดีที่สุด (ข้าวเกรดพรีเมี่ยม) และความสำเร็จของเกษตรกรชาวนาไทย ที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน การจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคู่ค้าต่างประเทศจำนวนมาก ได้แก่ เกียรติจากคู่ค้าต่างประเทศ อาทิ บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ฝรั่งเศส เป็นต้น อีกทั้งมีทูตต่างประเทศ นักวิชาการ และสื่อมวลชน ทั้งไทยและต่างประเทศ สนใจเข้ามาร่วมศึกษาดูงานครั้งนี้กันอย่างคับคั่ง

คุณสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (ธุรกิจข้าว และอาหาร) เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่ “ทุ่งกุลาร้องไห้” เป็นแหล่งวัตถุดิบข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยอย่างยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในประเทศและระดับโลก จึงได้ร่วมจัดวันเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโลก ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แล้ว หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในปีแรก สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับชาวนาจากที่เคยผลิตข้าวหอมมะลิได้ เฉลี่ยไร่ละ 380 กิโลกรัม ที่ ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ สามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึงไร่ละ 430 กิโลกรัม ในขณะที่ ตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เพิ่มได้ถึงไร่ละ 420 กิโลกรัม ทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น

ฤดูทำนาปี 56/57 มีเกษตรกรจาก 2 พื้นที่ เข้าร่วมโครงการ รวม 191 ราย พื้นที่ทำนา 3,574 ไร่ แต่ในปีที่ 2 (57/58) จำนวนสมาชิกโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 444 ราย พื้นที่ทำนาเพิ่มเป็น 8,696 ไร่ สูงกว่าเดิมกว่าเท่าตัว ซึ่งได้รับใบรับรองการปลูกข้าวด้วยระบบ GAP โดยคาดว่าจะได้ผลผลิตเป็นข้าวเปลือกประมาณ 3,913 ตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 2,000 ตันข้าวสาร เพิ่มจากที่ผลิตได้ เมื่อปีที่แล้วประมาณ 2,387 ตันข้าวเปลือก ผลิตได้ประมาณ 1,525 ตันข้าวสาร

ระบบ “GAP Plus” ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิ ตามหลักการผลิตด้วยมาตรฐาน GAP Plus (Good Agriculture Practices Plus) เริ่มจาก คัดเลือกพื้นที่ปลูกข้าว เตรียมเมล็ดพันธุ์ เตรียมดินสำหรับปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ดูแลรักษา ตลอดจนเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสม และอบลดความชื้นที่ถูกหลักวิชาการ เพื่อทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น คุณภาพข้าวเปลือกก็จะดีขึ้น ด้วยระบบการจัดการที่ดีและเหมาะสม จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในโครงการ อีกทั้ง บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด สามารถตอบโจทย์ให้กับเกษตรกรได้อย่างชัดเจน เรื่องของราคาและตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน

การดำเนินงาน โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิ 57/58 เริ่มด้วย การขึ้นทะเบียนสมาชิกเกษตรกรที่สนใจ พร้อมที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ในการผลิตข้าวเปลือก ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมของบริษัท และจัดทำบัตรสมาชิก โดยมีเงื่อนไขว่า เกษตรกรเป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตทั้งหมด โดยบริษัทจัดหาเมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยให้ก่อน เกษตรกรชำระคืนในวันนำผลผลิตมาจำหน่ายให้บริษัท แต่ทางบริษัทไม่ได้มีข้อบังคับให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยของทางบริษัท

ต่อจากนั้น จัดอบรมสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ เรื่องการปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ตามหลัก GAP (ซึ่งเป็นระบบการปลูกจากกรมการข้าว) รวมไปถึงการสร้างกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิให้มีประสิทธิภาพ ในขั้นตอนนี้ บริษัทได้จัดทีมงานลงพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำในการปลูกข้าวกับเกษตรกร ผู้ร่วมโครงการ ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพจากกรมการข้าว การใช้ปุ๋ย สูตรไหน ใช้อย่างไร ใช้เวลาไหน ถึงจะส่งผลดีที่สุด

การจัดการพื้นที่นา หรือการควบรวมที่ดิน เพื่อบริหารปัจจัยการผลิตร่วมกัน เพิ่มประสิทธิภาพ และสะดวกต่อการจัดการอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งทำให้คุณภาพข้าวที่ได้ดีขึ้น การควบคุมวัชพืช การควบคุมน้ำในแปลงนา ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของข้าว นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสนับสนุน ได้แก่ การศึกษาดูงานเกี่ยวกับการผลิตข้าวเปลือกให้มีคุณภาพดี เพื่อให้ได้ศึกษาและนำความรู้มาประยุกต์ใช้ การจัดงานวันเก็บเกี่ยวในแปลงนาของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อประชาสัมพันธ์และขยายผลโครงการ เกษตรกรสมาชิกในโครงการทุกคน จะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองการปลูกข้าวด้วยระบบ GAP (Good Agriculture Practices) จากกรมการข้าว การดำเนินงานขั้นสุดท้าย “ระบบตลาดรองรับ และราคาที่เป็นธรรม” คือ บริษัทจะรับซื้อผลผลิตข้าวของเกษตรกรสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งปีการผลิต 57/58 บริษัทจะรับซื้อสูงกว่าราคาตลาด ตันละ 400 บาท

หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้ คือ คุณพิทักษ์ ศรีจันทร์ บ้านเลขที่ 80 หมู่ที่ 11 ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ผมมีพื้นที่แปลงนาทั้งหมด จำนวน 23 ไร่ ในอดีตผมปลูกข้าวได้ผลผลิต จำนวน 370 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังจากที่เข้าร่วมโครงการ ปลูกข้าวได้ผลผลิต จำนวน 450 กิโลกรัม ต่อไร่ (ความชื้นที่ 15 เปอร์เซ็นต์) จากการเข้าร่วมโครงการ และมีระบบการจัดการผลิตข้าวที่ดี สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตจากเดิมขึ้นอีก 80 กิโลกรัม ต่อไร่ ทั้งยังทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ประมาณการ 300-400 บาท ต่อไร่

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ผักน้ำเบตง ผักอินทรีย์ตามวิถีธรรมชาติ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เกษตรอินทรีย์วิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช ชมรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ Emai : ongart8117@gmail.com

ผักน้ำเบตง ผักอินทรีย์ตามวิถีธรรมชาติ

ผักน้ำเบตง เป็นเรื่องราวที่หาข้อมูลยากที่สุด มีน้อยมากที่สุด ถามใครก็ไม่รู้จัก ถึงรู้จักก็ไม่ละเอียดพอที่จะถามข้อมูลใดๆ ได้มาก ทำให้ต้องขวนขวายหาอย่างลำบาก จนกระทั่งได้ไปเจอ คุณไมตรี สุขเกษม และ คุณสมชาย ทองพูล เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงานจังหวัดยะลา ซึ่งคลุกคลีเกี่ยวกับเรื่องการเกษตรในจังหวัดยะลามานาน ทั้งสองท่านมีข้อมูลมากมายที่จะมานำเสนอจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในหน้าที่

มาจากฝรั่งเศส

ผักน้ำ มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส แล้วนำมาปลูกในประเทศจีน ต่อมาแพร่หลายมาทางมาเลเซีย ต่อมายังไทยแถวจังหวัดยะลา แต่ก่อนผักน้ำเบตงบริโภคกันเฉพาะหมู่คนจีนในจังหวัดยะลาเท่านั้น ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ผักชนิดนี้เพิ่งรู้จักเมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เอง ทางด้านเกษตรจังหวัดมีการส่งเสริมให้ปลูกและประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงการนำมาประกอบเป็นอาหารและสรรพคุณ กลายเป็นเมนูเด่นของจังหวัดยะลาในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวมาเที่ยวจะต้องถามหาผักน้ำเบตง

ประวัติ ของอำเภอเบตง

อำเภอเบตง เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดยะลา นับเป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ด้านเหนือติดต่อกับอำเภอธารโต จังหวัดยะลา ด้านตะวันออกติดต่อกับอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ทิศใต้ติดต่อกับรัฐเปรัก และทิศตะวันตกติดต่อกับรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย อยู่ห่างจากอำเภอเมืองยะลา ระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร คำว่า “เบตง” (Betong) มาจากภาษามลายูว่า “Buluh Betong” หมายถึง ไม้ไผ่ หรือ ไผ่ตง

เดิมเบตง ขึ้นอยู่กับเมืองรามัน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 หัวเมืองของมณฑลปัตตานี ต่อมาในปี พ.ศ. 2411 ได้ตั้งขึ้นเป็นอำเภอ ชื่อว่า “อำเภอยะรม” (ตั้งอยู่บ้านฮางุส หมู่ที่ 1 ตำบลเบตง) แบ่งการปกครองออกเป็น 6 ตำบล คือ ตำบลเบตง ตำบลยะรม ตำบลอิตำ ตำบลโกรเน ตำบลบาโลน ตำบลเซะ หรือ โกร๊ะ ต่อมาในปี พ.ศ. 2442 จากผลการปักปันเขตแดน ระหว่างไทย-มาลายา อาณานิคมของอังกฤษ เป็นเหตุให้ตำบลอิตำ ตำบลโกรเน ตำบลบาโลน ตำบลเซะ หรือ โกร๊ะ รวม 4 ตำบล ถูกตัดออกจากตำบลยะรม (เบตง) ไปรวมกับรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย อำเภอยะรม (เบตง) จึงเหลือการปกครองอยู่เพียง 2 ตำบล คือ ตำบลเบตง ต่อมาได้มีการจัดตั้งตำบลอัยเยอร์เวง และตำบลฮาลา จากหลักฐานปรากฏว่า มีตำบลอัยเยอร์เวง ในปี พ.ศ. 2462 และมีตำบลฮาลา ในปี พ.ศ. 2486

ต่อมาอีก 21 ปี ในปี พ.ศ. 2473 สมัยที่พระพิชิตบัญชาการเป็นนายอำเภอ ได้ย้ายที่ตั้งที่ว่าการอำเภอจากบ้านฮางุส หมู่ที่ 1 ตำบลเบตง มาตั้งอยู่ที่ บ้านกำปงมัสยิด หมู่ที่ 6 ตำบลเบตง พร้อมกับได้เปลี่ยนชื่อจาก “อำเภอยะรม” เป็น “อำเภอเบตง” ซึ่งเป็นภาษามลายู แปลความหมายว่า “ไม้ไผ่” (ที่ว่าการอำเภอหลังเก่า ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีตำรวจภูธรอำเภอเบตงปัจจุบัน) และในปี พ.ศ. 2481 ได้ตั้งตำบลตาเนาะแมเราะ ปี พ.ศ. 2482 ได้ยุบตำบลฮาลา ไปรวมกับตำบลอัยเยอร์เวง รวมทั้งได้ประกาศตั้งเทศบาลตำบลเบตง โดยครอบคลุมพื้นที่ตำบลเบตงทั้งหมด ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2527 กระทรวงมหาดไทย ประกาศตั้งตำบลธารน้ำทิพย์ ทำให้อำเภอเบตงมีการปกครอง รวม 5 ตำบล คือ ตำบลยะรม ตำบลอัยเยอร์เวง ตำบลตาเนาะแมเราะ ตำบลธารน้ำทิพย์ และอีกหนึ่งเทศบาลคือ เทศบาลตำบลเบตง

ต่อมาได้ย้ายที่ตั้งที่ว่าการอำเภออีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 มาตั้งอยู่ที่ปัจจุบัน โดยมี ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธานเปิดอาคารหลังใหม่ ปัจจุบัน อำเภอเบตง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ตำบล 27 หมู่บ้าน 1 เทศบาลเมือง (เทศบาลเบตง) 4 องค์การบริหารส่วนตำบล เนื่องจากการคมนาคมสมัยนั้นไม่สะดวก ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากจังหวัด จึงจำเป็นต้องมีการจัดตั้งศาลจังหวัดเบตง เมื่อ พ.ศ. 2482 และมีเพียงอำเภอเดียวเท่านั้นที่มีชื่ออำเภอในแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์และจักรยานยนต์ แทนชื่อจังหวัดยะลา

พื้นที่ของอำเภอเบตง ส่วนหนึ่งเป็นส่วนของเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เช่น การปลูกยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจของชาวเบตง นอกจากนั้น ยังมีการทำสวนผลไม้และดอกไม้อีกด้วย ประชากรในอำเภอเบตงมีจำนวน ประมาณ 55,500 คน ประกอบด้วยคนไทยหลากหลายเชื้อชาติ โดยเป็นคนไทย-มลายูมุสลิมเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ คนไทยเชื้อสายจีนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ (เชื้อสายฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว จีนแคะ กวางตุ้ง) และคนไทยพุทธ ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งที่ผ่านมาก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข เกิดการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมที่หลากหลายได้อย่างลงตัว ไม่เหมือนกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน

เริ่มจากปลูกกิน เป็นปลูกขาย

ผักน้ำเบตง เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ไม่ได้มีการปลูกเพื่อการจำหน่ายแต่อย่างใด เพียงแต่ชาวบ้านนำมาปลูกเพื่อใช้ประกอบอาหารในบ้านกินกันเท่านั้น บ้านไหนไม่ได้ปลูกก็มีการแบ่งปันหรือไม่ก็ซื้อหากันเล็กๆ น้อยๆ เพราะมีการปลูกกันได้ทั่วไป แม้ในตัวอำเภอเบตงเอง ซึ่งเป็นท้องนา บริเวณแถวๆ ข้างถนนในเมืองก็มีการปลูกกัน แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมของเมืองเข้ามาทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ผักน้ำเบตงไม่สามารถปลูกได้อีก จึงค่อยๆ ถอยร่นออกไปนอกเมือง ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากกว่า

ต่อมาการปลูกผักน้ำเบตงมีการปลูกเพื่อการค้ามากขึ้น แต่ละรายมีการปลูกจำนวนไม่มากนัก และมีปัญหาเรื่องหนอนใยผัก จึงมีการใช้สารเคมีฉีด แต่ก็ไม่สามารถกำจัดได้ ทำให้มีการระบาดของหนอนใยผักไปทั่ว จนกระทั่งเข้าใจถึงระบบธรรมชาติ พบว่า หนอนใยผักตอนกลางวันหลบลงไปอยู่ในน้ำทำให้ไม่สัมผัสกับสารเคมีที่ฉีด พอตอนกลางคืนหนอนใยผักก็ขึ้นมากินยอดและใบ ทำให้ไม่สามารถกำจัดได้หมด เกษตรกรผู้ปลูกจึงเปลี่ยนจากการฉีดยาตอนเช้าเป็นฉีดตอนเย็น ทำให้หนอนใยผักแทบสูญพันธุ์ไปจากเบตง สมัยนั้นแทบเรียกได้ว่า คนกินผักน้ำเบตงแกล้มกับยาฆ่าแมลงไปด้วย ปัจจุบันเกษตรกรใช้เชื้อ บีที ในการกำจัดหนอนแทนสารเคมีและใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดไล่แมลงซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพของทั้งคนปลูกและคนกิน

ปัจจัยสำคัญของการปลูกผักน้ำเบตง

คุณจกล๊ก แซ่ลี่ เกษตรกรผู้ปลูกผักน้ำเบตง อยู่บ้านเลขที่ 239 หมู่ที่ 2 (บ้านปิยะมิตร 2) ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผู้ปลูกผักน้ำเบตงมาประมาณ 15 ปี เล่าว่า การปลูกผักน้ำเบตงให้มีการเจริญเติบโตที่ดีจะต้องมีปัจจัย 3 อย่าง คือ หนึ่ง น้ำจะต้องเป็นน้ำสะอาด เย็น และเป็นน้ำที่ไหลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน้ำที่ปลูกในปัจจุบันเป็นน้ำเย็นที่ไหลลงมาจากเขา สอง คืออุณหภูมิจะต้องไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส ปัจจุบันที่เบตงอุณหภูมิที่ปลูกอยู่ระหว่าง 22-25 องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับการเจริญเติบโตของผักน้ำเบตง สาม คือสภาพแวดล้อมทั่วไปทั้งหมด ไม่ว่าแสงหรือความชื้น

ซึ่งเรื่องปัจจัยเหล่านี้ คุณสมชาย ทองพูล เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงานของจังหวัดยะลาบอกว่า “แสงที่จ้าเกินไป ไม่เหมาะกับผักน้ำเบตง และการปลูกในสภาพที่ไม่เหมาะสม ผักน้ำเบตงจะเจริญเติบโตไม่ดี ผักจะเหนียวและมีรสขม ไม่เหมาะกับการบริโภค ช่วงที่ผักน้ำเบตงให้ผลผลิตมากที่สุดคือ ในช่วงหน้าหนาวตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และยืนยันว่าปัจจุบันผักน้ำเบตงเป็นผักปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ในปัจจุบันยังไม่มีการรับรองจากหน่วยงานราชการ”

การเตรียมพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมคือ การทำแปลงแบบขั้นบันได ลดหลั่นลงมาเป็นช่วงๆ เพื่อให้น้ำไหลผ่านทุกๆ แปลง การกั้นเป็นคันขึ้นมา ถ้าปั้นจากดินเหมือนคันนาปกติ เมื่อฤดูน้ำหลากคันจะชำรุดได้ง่าย ปัจจุบันเกษตรกรมักนำก้อนหินขนาดย่อมๆ มาเสริมให้แข็งแรงเพื่อรับแรงน้ำหลากในฤดูฝนแทน สภาพดินที่เหมาะสมคือเหมือนกับดินท้องนา แต่ถ้าปลูกไปนานๆ ควรจะใส่อินทรียวัตถุเพื่อปรับสภาพให้ดินดีขึ้น ส่วนต้นกล้าที่ใช้คือใช้ได้ทั้งต้นที่ตัดมาแล้วติดราก กับเฉพาะโคนต้นที่มีรากติด ปักดำลงไปเป็นแนวห่างกันประมาณ 1 คืบ เพื่อให้เจริญเติบโตได้เต็มที่ เมื่อครบ 20 วัน จะฉีดน้ำหมักชีวภาพเพื่อไล่แมลงและเร่งการเจริญเติบโต และจะฉีดน้ำหมักชีวภาพอีกทุกๆ 10 วัน จนกระทั่งเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกจะใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน จึงจะเก็บเกี่ยวได้ และทุกๆ 1 ปี ควรรื้อแปลงผักน้ำเบตงทั้งหมดเพื่อปลูกใหม่ ถ้าปลูกในสถานที่ที่เหมาะสมจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 5-6 รุ่น ต่อปี

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

ผักน้ำเบตง จะตัดต้นจำหน่ายประมาณ 45-60 วัน วิธีตัดจะใช้มีดคมๆ ตัดส่วนยอดที่ความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ล้างน้ำทำความสะอาด โดยใช้หนังสือพิมพ์ห่อเพื่อรักษาความชื้น มัดละ 1 กิโลกรัม แล้วนำใส่ลังโฟมที่มีน้ำแข็งโรยอยู่ด้านล่างเพื่อรักษาอุณหภูมิ จะสามารถรักษาผักน้ำไว้ได้นานถึง 7 วัน หรือจนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมด ราคาจำหน่ายอยู่ประมาณ 30-50 บาท ต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดหรือช่วงฤดูกาล

คุณไมตรี สุขเกษม เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงานจังหวัดยะลาบอกเราว่า “เนื่องจากการผลิตผักน้ำเบตงต้องอาศัยปัจจัยของธรรมชาติมาก จึงทำให้สถานที่ที่เหมาะกับการปลูกผักชนิดนี้ลดน้อยลง ผลผลิตจึงน้อยลงตามไปด้วย ปัจจุบันคุณจกล๊ก จำหน่ายให้พ่อค้าในพื้นที่อำเภอเบตงเพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งแทบจะไม่พอกับความต้องการบริโภคในอำเภออยู่แล้ว ขณะนี้ถ้าแม่บ้านไปจ่ายตลาดช่วงสายๆ หน่อย ก็จะไม่สามารถหาซื้อผักน้ำเบตงได้”

ผักน้ำเบตงเป็นผักอวบน้ำ เหมาะสำหรับเอามาผัดน้ำมันหอย หรือผัดหมูสับ ซึ่งเป็นเมนูเด็ดของจังหวัด ส่วนการนำมาแกงจืดกับหมูสับ หรือใส่ต้มเลือดหมูหรือเครื่องในก็เหมาะ บางท่านนิยมนำมาเป็นผักใส่สุกี้ เนื่องจากผักน้ำเบตงมีรสชาติหวานหอม สรรพคุณทางยาของผักน้ำเบตงจะมีสรรพคุณแก้ร้อนใน และช่วยในการขับถ่าย

สนใจข้อมูลเรื่อง ผักน้ำเบตง สามารถติดต่อได้ที่ คุณไมตรี สุขเกษม เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน และ คุณสมชาย ทองพูล เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน เบอร์โทรศัพท์ (081) 609-5825 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา เบอร์โทรศัพท์ (073) 231-370 ส่วน คุณจกล๊ก แซ่ลี่ ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากบริเวณที่เป็นแปลงปลูกและบ้านไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

สวนเบญจมาศ กับ 20 ปี บนเส้นทาง “ฝรั่ง-ชมพู่” ออร์แกนิก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สวนเบญจมาศ กับ 20 ปี บนเส้นทาง “ฝรั่ง-ชมพู่” ออร์แกนิก

“เบญจา ริ้วทองชุ่ม” วัย 50 ปี เจ้าของสวนเบญจมาศ เป็นเกษตรกรเกษตรอินทรีย์อีกคนที่ส่งผลผลิตให้กับโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ ซึ่งสาวเก่งคนนี้ปลูกผลไม้หลากชนิด และพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว คุณเบญจาจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งในแวดวงเกษตรอินทรีย์ (เรียนจบ ม.3) และได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรอยู่ประจำเพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการทำเกษตรอินทรีย์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ผู้คนบ้านเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก

สวนของ คุณเบญจา ริ้วทองชุ่ม มีพื้นที่ 7 ไร่ อยู่ที่บ้านหนองเหลือม ตำบลหนองเหลือม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ซึ่งในสวนของเธอมีผลไม้ อาทิ ฝรั่ง มะเฟือง กล้วย ชมพู่ และพืชผักสวนครัว อย่าง พริก และชะอม ทำให้มีรายได้ทุกวัน

เคยทำเกษตรเคมีมาก่อน

สำหรับฝรั่งนั้นมีถึง 5 สายพันธุ์ คือ แป้นสีทอง แป้นไส้แดง กิมจู ไร้เมล็ด และฮ่องเต้ โดยฝรั่งแป้นไส้แดง ลูกหนึ่งหนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ส่วนชมพู่มี 9 สายพันธุ์

แม้จะปลูกผลไม้หลายชนิดแต่ที่เป็นรายได้หลักก็คือ ฝรั่ง ซึ่งนอกจากจะส่งสามพรานฯ แล้ว เธอยังส่งไปขายในห้างโลตัสด้วย โดยจะมีผู้ประกอบการนำคนงานมาตัดแล้วส่งไปขายในห้างโลตัสอีกทอดหนึ่ง ขณะที่ชะอมและชมพู่ก็ยังเป็นตัวทำเงินด้วย

คุณเบญจา ย้อนความให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการทำเกษตรอินทรีย์ว่า เมื่อปี 2539 มี เอ็นจีโอ เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรแถวนี้ปลูกพืชผักอินทรีย์กัน สุดท้ายชาวบ้านไม่ทำกัน เหลือตัวเองทำอยู่รายเดียว แต่ช่วงนั้นยังไม่รู้วิธีการทำปุ๋ยหมักสูตรต่างๆ จึงได้ไปขอคำแนะนำจากผู้รู้หลายคน อาทิ คุณนคร บุ๋นวิเศษ และ คุณสุธรรม จันทร์อ่อน อดีตผู้ใหญ่บ้านที่มีความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ให้สูตรปุ๋ยหมักปราบพวกหนอน เพลี้ย และแมลงต่างๆ รวมทั้งการทำฝรั่งให้หวานและลูกเกลี้ยงสวย

ทั้งนี้ช่วงที่มี เอ็นจีโอ มาส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์ เมื่อปี 2541 ก็ได้พาคุณเบญจา และเกษตรกรหลายรายไปดูโครงการชั่งหัวมัน ที่จังหวัดเพชรบุรี อันเป็นโครงการพระราชดำริ ซึ่งเน้นการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการกำจัดศัตรูพืชต่างๆ

คุณเบญจา ยอมรับว่า ก่อนจะทำเกษตรอินทรีย์เคยทำเกษตรเคมีมาก่อน แต่สุดท้ายรู้ถึงพิษภัยของเกษตรเคมี

สำหรับการส่งฝรั่งให้ห้างโลตัสนั้น คุณเบญจา บอกว่า ส่งมา 10 กว่าปีแล้ว โดยขายในราคาประกัน กิโลกรัมละ 35 บาท ทั้งปี แม้บางช่วงฝรั่งกิมจูอยู่ที่กิโลกรัมละ 40-50 บาท ก็ตาม เป็นฝรั่งลูกขนาดเล็ก ประมาณ 8-10 ลูก ต่อกิโลกรัม ซึ่งจะมีการตรวจหาสารเคมีทุกอาทิตย์

แนะวิธีทำ

ให้ฝรั่งออกลูกทั้งปี

คุณเบญจา นั้นถือเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องฝรั่งคนหนึ่ง เพราะในบางช่วง ฝรั่งทั่วไปจะไม่ออกลูก แต่สวนของคุณเบญจา มีฝรั่งขายทั้งปี เธอบอกเคล็ด (ไม่) ลับว่า ได้ความรู้มาจาก อาจารย์บุญเกิด ที่ทำสวนฝรั่งอยู่ราชบุรี ให้คำแนะนำมาว่า ถ้าต้องการให้ฝรั่งออกลูกทั้งปีโดยไม่ขาดต้นเลย คือต้องตัดแต่งกิ่งให้รู้ด้วยว่าชุดนี้จะออกเมื่อไร อย่างชุดที่ห่อก็ตัดกิ่งและห่อด้วย ที่สำคัญเวลาที่โน้มกิ่งจะต้องค่อยๆ โน้ม 5 ยอด ต่องวด ฝรั่งจะออกผลเรื่อยๆ เพราะฝรั่งยิ่งโน้มกิ่งแล้วตัดยอดจะยิ่งออกลูก

เกษตรกรบางคนทำไม่เป็น จะห่อลูกฝรั่งหมดเลย แต่ของสวนเบญจมาศจะค่อยๆ ทยอย เพราะการห่อฝรั่งมีเทคนิค ถ้าโน้มกิ่งลงมาหมดจะมีชุดเดียว ดังนั้น จะต้องค่อยๆ ทำเป็นทีละชั้น

นอกจากจะมีเทคนิคในการทำให้ฝรั่งออกลูกทั้งปีแล้ว คุณเบญจา ยังมีเคล็ด (ไม่) ลับ ในการทำให้ฝรั่งมีรสชาติหวานและลูกสวยงามด้วย ซึ่งใครได้รับประทานฝรั่งของสวนเธอแล้ว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “สุดยอด” รสชาติดี หวาน กรอบ ผิวสวย รับประทานแล้วสบายใจ

คุณเบญจา เปิดสูตรให้ฟังว่า ใช้ปุ๋ยคอกประมาณ 2-3 เดือน ต่อครั้ง ถ้าเป็นฝรั่งใช้เป็นขี้วัวนม เอามาหมักกับน้ำหมักชีวภาพพวกที่เป็นรกหมู ปลา ก่อน ซึ่งฝรั่งรสหวานจะได้ตรงนี้ และหากจะให้ฝรั่งผิวสวยให้ใช้นมหมักกับไข่ สัดส่วน นม 1 กิโลกรัม กับไข่ 30 ฟอง และน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม น้ำมะพร้าวอ่อน 2 ลูก แล้วนำไปฉีดที่ลูกฝรั่งทีละลูกเลย ใส่กระบอกฉีด โดยต้องฉีดก่อนที่จะห่อลูกฝรั่ง รอให้โตสักประมาณเท่านิ้วโป้งแล้วถึงจะฉีด แต่ฝรั่งบางลูกผิวอาจจะขรุขระหน่อย เพราะไม่ได้ใช้สารเคมี เนื่องจากเวลาหน้าฝน มดจะคาบไข่เข้าไปอยู่ในลูกฝรั่ง ทำให้ผิวลาย

สำหรับการห่อฝรั่งของสวนคุณเบญจา ก็ไม่ธรรมดา เพราะต้องห่อถึง 2 ชั้น เริ่มจากการห่อด้วยถุงพลาสติกก่อน จากนั้นห่อทับด้วยกระดาษ ซึ่งการทำเช่นนี้ คุณเบญจา อธิบายว่า 1. กระดาษจะช่วยพรางแสง ทำให้ฝรั่งมีผิวสวย 2. ถ้าห่อแค่ถุงพลาสติกอย่างเดียว แมลงวันทองสามารถเจาะได้ ทำให้เป็นหนอนข้างใน เพราะถุงพลาสติกบาง แมลงวันทองต่อยได้ ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของฝรั่ง วิธีแก้คือ ใช้ดาวเรืองตำแล้วเอาไปผสมน้ำฉีด เพราะดาวเรืองจะกลบกลิ่นที่แมลงชอบทั้งหมดเลย

ขายตลาดนัด มีลูกค้าประจำ

การทำฝรั่งอินทรีย์ หรือผลไม้อินทรีย์นั้น จะต้องฉีดไล่แมลงในช่วงเย็น โดยใน 5 วัน ฉีด 1 ครั้ง เพราะช่วง 5 วัน กลิ่นต่างๆ จะหมดไป

สูตรกำจัดแมลงอีกอย่างคือ เอากะเพราไปตำชุบสำลีแล้วเอาไปแขวนไว้ ล่อให้แมลงเข้าในขวดที่แขวนไว้ ทำให้แมลงออกไม่ได้ และถ้าจะให้แมลงเมาก็เอาเหล้าขาวใส่ไว้ข้างล่างใต้ขวด แล้วใช้สำลีชุบน้ำใบกะเพราแขวนไว้ แมลงจะได้ทั้งเหล้าทั้งกลิ่น พอแมลงเมาแล้วเดี๋ยวมดจะมากินแมลงพวกนั้นเอง

ในการทำขวดล่อแมลง คุณเบญจา บอกว่า เว้นระยะห่าง 3 ต้น เพราะไม่ได้ใช้เคมี จึงต้องวางถี่หน่อย เนื่องจากกลิ่นพวกนี้ไปไม่ไกล

สำหรับการเก็บผลผลิตในสวนของคุณเบญจานั้น มีให้เก็บทุกวัน ขณะที่เธอก็มีแหล่งขายหลายที่ ทั้งส่งต่อและไปขายเองที่ตลาดนัด ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์มากว่า 10 ปี ทำให้ลูกค้าทั้งใกล้และไกลเชื่อถือและเป็นลูกค้าประจำกัน

“เป็นความภูมิใจของเกษตรกรแบบเรา เพราะทุกวันอาทิตย์ที่ไปขายที่ตลาดนัดใกล้บ้าน ทุกครั้งจะขายดีมากเลย ฝรั่งขายกิโลกรัมละ 20-25-30 บาท แม้ไม่ได้ติดป้ายว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ แต่คนรู้เพราะเราทำมานาน”

ในการตัดฝรั่งส่งสามพรานฯ นั้น คุณเบญจา บอกว่า ช่วงแรกทางสามพรานฯ ยังไม่แน่ใจว่าเป็นอินทรีย์จริงหรือไม่ ถึงขั้นนำพนักงานมาขุดดินเพื่อพิสูจน์เลย แต่พอรู้ว่าเป็นเกษตรอินทรีย์จริงๆ คุณอรุษ นวราช หรือ คุณโอ เจ้าของสามพรานฯ ก็บอกให้นำผลผลิตทุกอย่างที่ปลูกมาขายให้สามพรานฯ ได้เลย ลูกค้าประจำอีกกลุ่มของสวนเบญจมาศ คือ หมอและพยาบาลโรงพยาบาลนครปฐม

สวนเบญจมาศ นอกจากจะโดดเด่นในเรื่องฝรั่งแล้ว ผลไม้อีกอย่างที่ผู้คนต่างติดใจในรสชาติก็คือ ชมพู่ ซึ่งมีถึง 9 สายพันธุ์ รวมทั้งหมดมี 100 ต้น โดยเฉลี่ยชมพู่ขายได้ กิโลกรัมละ 35-40 บาท

คุณเบญจา เล่าว่า ปกติวิธีการบังคับชมพู่ให้ออกผลนั้น เกษตรกรบางรายใช้ยาไปป้ายที่ต้น หรือจะฟันให้มันออกผล แต่สวนนี้ใช้วิธีให้อดน้ำ ยกตัวอย่าง ช่วงฤดูฝน ถ้าฝนลงก็ใช้ผ้ายางไปปูไว้ เพื่อให้ต้นได้น้ำน้อยลง คือไม่ให้กรอกต้น ให้ชมพู่อดน้ำสัก 15 วัน แล้วค่อยให้น้ำ จากนั้นจะเริ่มออกดอกแล้ว หรือถ้าฝนเยอะจะหมักสมุนไพรใส่เข้าไป ประกอบด้วย หัวไชเท้า+น้ำตาลทรายแดง+น้ำตาลกลูโคส ต้องหมักอย่างน้อย 3 เดือนครึ่ง

คุณเบญจา เปิดสูตรบำรุงชมพู่อีกว่า ชมพู่เป็นผลไม้ที่ชอบขี้หมู จึงเอาขี้หมูมาเทกองแล้วหมักกับปลาทะเล หรือ หอยเชอรี่ แล้วใส่รำลงไปอย่างน้อย 4 เดือน ก็จะได้น้ำหมัก แต่สูตรนี้จะไม่ใช้กากน้ำตาลนะ ใช้เป็นน้ำตาลทรายแดงหมัก เพราะดีกว่าและเร็วกว่า คือนำไปคลุกแล้วก็เอาไปใส่

นอกจากนี้ จะหมักขนุน กล้วย และมะละกอ เพื่อเร่งสีผลไม้ ซึ่งถ้าอยากให้ชมพู่มีสีแดงก็ใช้น้ำฝางต้มกับน้ำเปล่าก่อน แล้วเทลงไปหมักไปกับผลไม้ จากนั้นนำไปฉีดแต่จะไม่ออกสีแดงแปร๊ด

ใช้สารพัดน้ำหมัก

คุณเบญจา บอกว่า เวลาที่ผลไม้มีปัญหาจะใช้น้ำหมัก ซึ่งเป็นน้ำหมักหลายแบบ ถ้าหมักอย่างเดียวจะเอาไม่อยู่ จะต้องสลับกัน อย่างถ้าเป็นชมพู่ จะเป็นไรขาวๆ เกาะอยู่ที่ใบ และหนอนกินใบ ส่วนฝรั่งจะเป็นเพลี้ย เกิดจากในถุง มดจะคาบไข่เพลี้ยเข้าไปไว้ในถุง จะแก้ปัญหาด้วยการนำน้ำปูนขาวมาแช่ แล้วเอาไปฉีดกับสมุนไพรที่หมัก ก็คือ หัวพวงชมพู ต้นหิรัญญิการ์ที่มียาง สาบเสือ พริก กระเทียม ไปตำรวมกัน ใช้สมุนไพรที่ 3 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง แล้วใส่แป้งข้าวหมากไป 1 ลูก เพราะว่าหนอนบางตัวเอาไม่อยู่ ต้องทำให้เมา

“ที่ทำแล้วได้ผล หนอนที่ต้นชะอม พอไปฉีด สักพักมันจะหมุนคว้างหล่นไปอยู่ที่ดิน หรือจะเป็นยาฉุนกับพริก 1 ถัง และบอระเพ็ด 1 ถัง ใช้ฉีดกับฝรั่งอย่างเดียว เอาไปฉีดชมพู่ไม่ได้ เพราะจะถูกดูดซึม ทำให้ชมพู่มีรสขม หมักมะกรูด 1 ถัง สามารถไล่เพลี้ยได้ แล้วก็ไพล ส่วนการแก้เชื้อราจะหมักไว้ 3 ตัว มีเปลือกแคบ้าน หมักมังคุด 1 ถัง จะสับหรือไปทุบก็ได้ ถึงหน้ามังคุด จะซื้อแล้วก็นำไปหมักเก็บไว้ นั่นแหละแก้เชื้อรา ส่วนขมิ้นก็เอาไปตำแล้วหมัก บางครั้งใช้ใบมะรุม เอามาตำคั้นน้ำ แล้วนำผักที่เราจะปลูก นำมาจุ่มก่อนปลูก ซึ่งจะช่วยฆ่าเชื้อราในดินได้”

ตอนนี้สวนของคุณเบญจา อยู่ในระหว่างการขอใบรับรองจากสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) นับเป็นเกษตรกรอินทรีย์อีกคนที่เป็นต้นแบบที่ดี เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงมาเกือบ 20 ปี

สนใจอยากเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะวิธีการที่จะทำให้ฝรั่งและผลไม้ต่างๆ ออกผลดกและมีรสชาติหวาน ปราศจากแมลงรบกวน โทร.ไปปรึกษาได้ที่ (085) 704-8249

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ชมสวน “ผลไม้เมืองหนาว-เลี้ยงสัตว์” แบบเกษตรพอเพียง ของ “ภูมินิยมฟาร์ม” บนดอยแม่สลอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ชมสวน “ผลไม้เมืองหนาว-เลี้ยงสัตว์” แบบเกษตรพอเพียง ของ “ภูมินิยมฟาร์ม” บนดอยแม่สลอง

นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา กรมพัฒนาชุมชนได้จัดประกวดหมู่บ้านโอท็อป (OTOP Village Champion : OVC) เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นทั่วไทยได้รวมพลัง นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างคุณค่า สร้างอาชีพ และรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นทั่วไทย กรมพัฒนาชุมชนได้ทุ่มเทงบประมาณและความรู้ พัฒนาต่อยอดหมู่บ้านโอท็อปที่มีศักยภาพให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว 60 หมู่บ้าน

ล่าสุดในปีนี้ กรมพัฒนาชุมชนได้พัฒนาต่อยอดจัดทำโครงการ “สุดยอดเส้นทางท่องเที่ยวหมู่บ้านโอท็อป ด้วยการเชื่อมโยงหมู่บ้านท่องเที่ยวโอท็อปที่อยู่ใกล้เคียงกันให้สามารถส่งต่อกันได้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสนุกกับการท่องเที่ยวได้อย่างคุ้มค่าและช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่หมู่บ้านโอท็อปไปพร้อมๆ กัน

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ กรมพัฒนาชุมชนเชิญชวนผู้สนใจแอ่วเมืองเหนือ ในเส้นทาง “อุ่นไอในสายหมอก” ไปสัมผัสลมหนาวร่วมกันได้ที่ หมู่บ้านสันติคีรี จังหวัดเชียงราย-บ้านยาง จังหวัดเชียงใหม่ และบ้านแม่ปิง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งแต่ละจุดมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ยังคงวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมชนเผ่าในชุมชน มีภูมิประเทศสวยงามและมีสถานบริการเอื้อต่อการท่องเที่ยว

สำหรับผู้ที่ใจชื่นชอบด้านการเกษตร คงจะสนุกสนานกับการท่องเที่ยวในหมู่บ้านสันติคีรี ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิตชาคุณภาพดี และเป็นแหล่งผลิตพืชผัก ไม้ผลเมืองหนาวหลายชนิด และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านปศุสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลี้ยงไก่ดำพื้นเมืองและสุกรลูกผสมเหมยซาน วัตถุดิบสำคัญในเมนูอาหารจีนลื่อชื่อของดอยแม่สลอง

หากใครอยากเที่ยวและได้ความรู้ด้านการเกษตรอย่างเต็มอิ่ม ขอแนะนำให้แวะไปที่ “ภูมินิยมฟาร์ม” ของ “อาช่าย” หรือ คุณโสภณ ชีวินประภาศรี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 8 บ้านป่าคาสามัคคี ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โทร. (081) 288-6603, (089) 954-0807, (087) 013-0404

จุดเริ่มต้นชีวิตเกษตรกร

คุณพ่อของอาช่าย เป็นหนึ่งในกลุ่มชาวจีนอพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ สมัยกองพล 93 ล่มสลาย มายังประเทศไทย ครอบครัวอาช่ายมาตั้งรกรากอยู่บ้านป่าคาสามัคคี โดยนำไก่กระดูกดำเข้ามาด้วย เพื่อเลี้ยงเป็นรายแรกๆ ในชุมชนแห่งนี้ ชาวจีนอพยพนิยมนำเนื้อไก่ดำไปบริโภคในลักษณะไก่ดำตุ๋นยาจีน เพื่อเป็นอาหารโปรตีนบำรุงสุขภาพแล้ว ยังใช้มูลไก่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงดินและเลี้ยงไก่เนื้อออกขาย สร้างรายได้เพิ่มให้กับครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง

ตั้งแต่วัยเด็ก อาช่ายจะช่วยพ่อแม่ทำงานทำสวน ทำไร่ ปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น กะหล่ำ ขิง หอมหัวใหญ่ ฯลฯ เมื่อแยกออกสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง อาช่ายมีที่ดินทำกิน 90 ไร่ เลี้ยงสัตว์เป็นรายได้หลัก เช่น สุกรพันธุ์พื้นเมือง ไก่กระดูกดำ สร้างผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ เพราะชาวเขาทั่วไปนิยมกินไก่ดำเป็นยา และใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนี้ อาช่ายยังปลูกชา ข้าวโพด สาลี่ ท้อ ลิ้นจี่ ต้นไหน ฯลฯ มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัวในแต่ละปี

ต่อมา อาช่าย หันมาเลี้ยงสุกรขุน พันธุ์ลาร์จไวน์ แลนด์เรซ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะใช้อาหารสำเร็จรูป ทำให้มีต้นทุนการเลี้ยงสูง ช่วงปี 2535 โครงการพัฒนาเกษตรที่สูงและสำนักงานปศุสัตว์อำเภอแม่ฟ้าหลวง ได้นำพันธุ์สุกรลูกผสมเหมยซานมาให้ชาวบ้านในท้องถิ่นแห่งนี้ได้ทดลองนำไปเลี้ยง ปรากฏว่า มีอาช่าย เพียงรายเดียวที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงสุกรลูกผสมเหมยซาน สามารถขยายพันธุ์แม่พันธุ์สุกรเหมยซานได้มากกว่า 50 ตัว นับเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เลี้ยงสุกรเหมยซานที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงราย

อาช่าย เล่าถึงเคล็ดลับความสำเร็จว่า เริ่มจากสร้างเล้าสุกรให้อยู่ในทิศตะวันออกและทิศตะวันตก สร้างโรงเรือนให้มีความโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องถึงพื้นคอกได้ เพราะสุกรที่ไม่โดนแดดจะเติบโตได้ช้ากว่าสุกรที่ได้รับแสงแดด ควรใช้หญ้าสดพันธุ์บานากราสเป็นอาหารเสริมเลี้ยงสุกร เพื่อลดกลิ่นมูลสุกร รวมทั้งล้างทำความสะอาดคอกทุกวัน เพื่อสุขอนามัยที่ดีและช่วยกำจัดกลิ่นมูลสุกร ขยายพันธุ์โดยใช้วิธีผสมเทียม โดยซื้อน้ำเชื้อมาจากฟาร์มที่ได้รับมาตรฐานของกรมปศุสัตว์

ส่วนเทคนิคการเลี้ยงไก่ดำของอาช่าย จะเน้นเรื่องการเลี้ยงอาหาร เพื่อให้ไก่เติบโตอย่างสมบูรณ์ ขายได้น้ำหนักดี โดยทั่วไป ไก่ดำเพศเมีย อายุ 4 เดือนกว่า จะถูกใช้เป็นแม่พันธุ์ ขณะที่พ่อพันธุ์ ที่ใช้ต้องมีอายุ 5 เดือน เมื่อแม่ไก่พันธุ์วางไข่และฟักไข่ ต้องจัดหาอาหารข้นมาเสริมให้แม่ไก่ ไม่ต้องออกไปหากินไกลจากรังฟัก หลังจากลูกไก่ฟักออกมาเป็นตัวแล้ว จะปล่อยลูกไก่อยู่กับแม่ไก่ ประมาณ 2 วัน จึงค่อยแยกออกมาเลี้ยงในกรงอนุบาลที่มีแสงแดดส่องถึง ให้อาหารเม็ดสำเร็จรูป ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากนั้นปล่อยไปแยกสู่กรงเลี้ยงสำหรับไก่ขุน ใช้ปลายข้าว ข้าวโพดป่น และอาหารหมูรวม เป็นอาหารเลี้ยงไก่ในกลุ่มนี้ ส่วนแม่ไก่หลังจากแยกลูกแล้ว ต้องคอยบำรุงอาหารและน้ำอย่างเต็มที่ในช่วง 1 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะปล่อยให้หากินตามปกติ แม่ไก่จะเริ่มออกไข่ชุดใหม่ภายใน 15 วัน อาช่ายประสบความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงสัตว์ เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานราชการ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น ระดับชาติ ลำดับที่ 2 เมื่อปี 2544

เส้นทางทำกินในวันนี้

อาช่าย วัย 56 ปี บอกว่า ทุกวันนี้ ผมลดปริมาณการเลี้ยงสัตว์ลงทั้งหมด หลังเจอปัญหาเรื่องการตลาดในช่วงที่ผ่านมา เพราะสุกรมักเจอปัญหาราคาขึ้นๆ ลงๆ เสี่ยงต่อการขาดทุน นอกจากนี้ ในปี 2547 เกิดวิกฤตไข้หวัดนก แม้ท้องถิ่นแห่งนี้จะไม่เจอปัญหาไข้หวัดนก แต่ชาวบ้านไม่กล้ากินไก่ทำให้ขายไก่ไม่ได้ เจอปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ผมปรับตัวหันมาลงทุนทำเกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เน้นเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคในครัวเรือน เมื่อเหลือจึงค่อยนำออกขาย ทำให้ผมทำงานได้อย่างมีความสุขเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน อาช่าย เลี้ยงแม่พันธุ์สุกรเหมยซาน แค่ 3 ตัว เน้นผลิตลูกสุกรส่งขายตลาดในท้องถิ่น ส่วนไก่ดำ จากเดิมที่เคยเลี้ยงไก่ดำส่งขาย เดือนละ 200 ตัว ก็ลดปริมาณการเลี้ยงไก่ลงเหลือแค่พอกินในครอบครัวก่อน เมื่อเหลือจึงค่อยนำออกขายในตลาดท้องถิ่น ปัจจุบันรายได้หลักของครอบครัวมาจากการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกผัก ประเภทผัก ไม้ผลเมืองหนาว เช่น องุ่น ลูกไหน บ๊วย ท้อ ฯลฯ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โครงการหลวง ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวอาช่ายดีขึ้น

องุ่นไร้เมล็ด คือสินค้าตัวใหม่ที่อาช่ายตั้งใจจะขยายพื้นที่ปลูกในอนาคต อาช่าย บอกว่า เจ้าหน้าที่โครงการหลวงได้สนับสนุนสายพันธุ์องุ่นไร้เมล็ดและอุปกรณ์โรงเรือน รวมทั้งสอนเทคนิคการปลูกองุ่นอย่างใกล้ชิด ทำให้องุ่นที่ปลูกจำนวน 36 ต้น สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรุ่นแรกได้แล้ว 30 ต้น โดยเก็บผลผลิตได้มากกว่า 700 กิโลกรัม ขายในราคากิโลกรัม 120 บาท ส่วนผลผลิตรุ่นที่ 2 จะเก็บเกี่ยวได้อีกครั้งในเดือนมกราคม 2558 อาช่ายคาดว่าจะสามารถขายองุ่นได้ในราคาสูงขึ้นกว่ากิโลกรัมละ 200 บาท

สำหรับองุ่นไร้เมล็ดที่โครงการหลวงนำมาส่งเสริมให้อาช่ายปลูกก็คือ พันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ที่ปลูกดูแลง่ายและให้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ อาช่ายปลูกองุ่นในช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูร้อน และคอยตัดแต่งกิ่งเพื่อสร้างกิ่งหลักให้ได้ภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคม เพื่อให้กิ่งหลักที่เกิดมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแรง ดูแลจัดทรงให้ต้นองุ่นอย่างเป็นระบบและเหมาะสม เพื่อให้องุ่นให้ผลผลิตที่ดีและสะดวกต่อการปฏิบัติดูแลรักษา

สิ่งที่อาช่ายเรียนรู้จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โครงการหลวงก็คือ การตัดแต่งกิ่ง เป็นขั้นตอนสำคัญมาก เพราะจะทำให้ต้นองุ่นให้ผลผลิต และสร้างกิ่งสำหรับตัดแต่งเอาผลผลิตในครั้งต่อไป การตัดแต่ง ครั้งที่ 1 เน้นตัดยาว เพื่อมุ่งเอาผลผลิตในช่วงที่มีคุณภาพดีที่สุด คือฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง หลังจากการจัดทรงต้นและตัดแต่งสร้างกิ่งในเดือนมกราคม กิ่งจะแก่ เริ่มตัดแต่งในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม วิธีการตัดแต่งกิ่งแบบยาว ให้เหลือตาบนกิ่ง ประมาณ 5-10 ตา ขึ้นกับความสมบูรณ์ของตาและใช้สารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ทาที่ตา 2-3 ตา จากปลายกิ่งเพื่อช่วยให้แตกตา และให้ผลผลิต โดยต้องรักษาไม่ให้ตาที่อยู่โคนกิ่งแตกออกมา เพื่อไว้ใช้ในการตัดแต่ง ครั้งที่ 2 ต่อไป

ส่วนการตัดแต่ง ครั้งที่ 2 เป็นการตัดแต่งแบบสั้น เพื่อสร้างกิ่งใหม่ทดแทนกิ่งเดิมและเอาผลผลิต มักทำในช่วงเดือนมกราคม มุ่งตัดแต่งกิ่งเดิมอีกครั้งให้สั้นลง เหลือ 2-3 ตา จากนั้นพ่นสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ทำลายการพักตัวของตา จะทำให้กิ่งที่เกิดใหม่ที่อยู่ใกล้กับกิ่งโครงสร้างเช่นเดิม โดยยังให้ผลผลิตได้ดี หากกิ่งที่เกิดใหม่มีจำนวนมากเกินไป จะต้องตัดแต่งกิ่งออกให้เหลือแค่กิ่งที่ต้องการเท่านั้น เมื่อกิ่งแก่ประมาณเดือนกรกฎาคม-กันยายน ก็ตัดแต่งเอาผลผลิตต่อไป โดยเป็นการตัดแต่ง ครั้งที่ 1 แบบตัดแต่งยาว วิธีการดังกล่าวจะทำให้กิ่งยืดยาว ห่างออกจากกิ่งหลัก ประมาณปีละ 5 เซนติเมตร

การเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตองุ่นที่มีคุณภาพสูง ทางโครงการหลวงให้คำแนะนำแก่เกษตรกรว่า ก่อนเก็บเกี่ยว ควรเก็บผลที่ปลายช่อมาวัดความหวาน สำหรับองุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ในฤดูหนาวที่ผลผลิตมีคุณภาพดี จะมีความหวาน ประมาณ 18-20 องศาบริกซ์ แต่ในฤดูฝนจะมีความหวาน ประมาณ 14-16 องศาบริกซ์ ต้นองุ่นมักมีปัญหาเรื่องโรคราน้ำค้าง จากเชื้อรา วิธีป้องกันคือ ฉีดพ่นด้วย ริดโดมิลโกลด์ เอพรอล หรือ อาลีเอท ส่วนโรคราแป้งเกิดจากเชื้อรา การป้องกันกำจัดต้องตรวจสอบแปลงอยู่เสมอ และป้องกันกำจัดตั้งแต่เริ่มพบการระบาด โดยใช้สารเคมีประเภทสัมผัส เช่น คูมูลัส-ดีเอฟ ดาโคนิล และแอนทราโคล

ชา คือหนึ่งสินค้าเด่นที่สร้างรายได้หลักให้แก่ครอบครัวแห่งนี้ อาช่าย เล่าว่า ครอบครัวผมปลูกชาพันธุ์อัสสัม ที่มาจากไต้หวัน ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน หลังจากนั้น ได้ต้นชาพันธุ์ดีมาปลูกเพิ่มเติมอีก คือ ชาอู่หลง เบอร์ 12 และชาอู่หลงก้านอ่อน เบอร์ 17 ครั้งแรกผมปลูกต้นชา โดยมีระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 3 เมตร เพราะต้องการนำวัวมาเลี้ยงกินหญ้าภายในสวนชา ปรากฏว่า ต้นชาโตเกินไป จึงตัดสินใจไถต้นชาทิ้ง ก่อนปลูกต้นชา รอบที่ 2

“ต้นชาเป็นพืชที่แปลกอย่างหนึ่ง จากประสบการณ์การปลูกชาของผมพบว่า สำหรับต้นชาอายุ 1 ปี หากเลี้ยงไม่รอด สามารถปลูกซ่อมได้ แต่ต้นชาอายุ 3 ปี เมื่อตายลงหากเมื่อนำชาต้นใหม่มาปลูกซ่อมในแปลงปลูกเดิม แม้จะดูแลรักษาอย่างดีเพียงใดก็ตาม ต้นชาที่ปลูกใหม่มักไม่รอดอยู่ดี ผมต้องตัดใจไถแปลงปลูกชาชุดเก่าทิ้งทั้งหมดก่อน จึงลงมือปลูกต้นชาชุดใหม่ลงไป จึงจะได้ผลดีตามที่ต้องการ” อาช่ายกล่าว

หากใครสนใจเรื่องการปลูกพืชและไม้ผลเมืองหนาว ติดต่อขอเยี่ยมชมฟาร์มได้ตามที่อยู่ข้างต้น อาช่าย ใจดีมาก ยินดีแบ่งปันความรู้ด้านการเกษตรแก่ผู้สนใจอย่างเต็มที่

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เพาะเห็ดกระด้างขาย มีรายได้เดือนละหลายหมื่น ฟาร์ม ผู้ใหญ่ประจักษ์ อันทะศรี ที่จังหวัดมหาสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

เทคโนโลยีการเกษตร

อำพล ศิริคำ

เพาะเห็ดกระด้างขาย มีรายได้เดือนละหลายหมื่น ฟาร์ม ผู้ใหญ่ประจักษ์ อันทะศรี ที่จังหวัดมหาสารคาม

เห็ดกระด้าง หรือบางพื้นที่เรียก เห็ดบด หรือ เห็ดลม เป็นเห็ดที่มีรสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร มักจะพบขึ้นตามขอนไม้ที่ตายแล้ว แต่ปัจจุบันหายาก จึงมีการนำมาเพาะเลี้ยงภายในโรงเรือน สนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ผู้เพาะเลี้ยงมีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้น อย่างเช่น

คุณประจักษ์ อันทะศรี อายุ 53 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองอุ่ม อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 8 ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ที่หันมาเอาดีในการเพาะเห็ดกระด้างและสามารถยึดเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ผู้ใหญ่ประจักษ์ ให้ข้อมูลว่า มีพื้นที่ 11 ไร่ ทำการเกษตรหลายอย่างในรูปแบบไร่นาสวนผสม แบ่งเป็นที่นา 6 ไร่ ปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน มีสระน้ำประจำไร่นา 3 บ่อ สำหรับเลี้ยงปลานิล ปลาดุก เลี้ยงกบในกระชัง โดยมีพ่อแม่พันธุ์ 10 คู่ เลี้ยงไก่ไข่ 50 ตัว และที่สำคัญยังทำฟาร์มเห็ดด้วย ในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งเป็นอาชีพที่ทำให้มีรายได้และผลตอบแทนที่ดี

เริ่มเพาะเห็ดมาตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมา โดยมีแรงบันดาลใจมาจากชาวบ้านบ้านเหล่า ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย ว่าชาวบ้านเหล่าไม่มาทำงานก่อสร้างแล้ว เพราะเปลี่ยนไปเพาะเห็ดขาย ลงทุน 1 แสน ได้กำไรเท่าตัว จึงไปดูงานการเพาะเห็ดตามที่ต่างๆ หลายจังหวัด เช่น นครราชสีมา กาฬสินธุ์

จากนั้นจึงมาทำการเพาะ โดยซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเปิดดอกขาย โดยสร้างโรงเรือน ขนาดกว้าง 4.5 เมตร ยาว 10 เมตร ความสูงเสาข้าง 160 เซนติเมตร เสากลางสูง 190 เซนติเมตร มุงหลังคาด้วยผ้าพลาสติกสีขาวคลุมทับด้วยซาแรนสีดำ 80 เปอร์เซ็นต์ และมุงทับด้วยไพหญ้า (โดยไม่ต้องยึด) ใช้ไพหญ้าประมาณ 100 ไพ/โรงเรือน ส่วนด้านข้างล้อมด้วยผ้าพลาสติกและซาแรนสีดำ ภายในโรงเรือนทำเป็นชั้นวาง จุก้อนเชื้อเห็ดได้ 5,000 ก้อน

ขั้นตอนการเปิดดอก

การเปิดดอกเห็ดบดเริ่มจาก นำก้อนเชื้อที่ผ่านการบ่มมาแล้ว ประมาณ 60 วัน เชื้อเดินเต็มถุง นำมากองวางทับกันบริเวณทางเดินในโรงเรือน (ยังไม่ต้องวางบนชั้น) เป็นเวลา 2 คืน เรียกวิธีการกองรวมกันนี้ว่า “การพังก้อน” เพื่อให้เชื้อตื่นตัว

จากนั้นนำขึ้นวางบนชั้น เมื่อเรียงครบทุกก้อนแล้วให้เปิดจุกที่ปากถุงออก นำผ้าพลาสติกและซาแรนที่อยู่ด้านข้างลง ทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้ก้อนเชื้อแข็งตัว (จับกัน) วันถัดมาเปิดขยายปากถุงก้อนเชื้อเห็ดออกให้กว้าง จะเริ่มเห็นตุ่มดอกเห็ด ให้ใช้มีดปาดปางถุงออก (หัวไหล่ถุง) วันถัดมาให้รดน้ำแบบพ่นฝอยที่ก้อนเชื้อเห็ด

จากนั้นอีก 3-4 วัน จะออกดอกให้เก็บได้ โดยใช้มีดตัดชิดโคน ตัดก้อนใดให้ตัดทุกดอกในก้อนนั้น ไม่ว่าจะดอกเล็กหรือดอกใหญ่ต้องตัดให้หมด ซึ่งจะใช้เวลาในการเก็บดอกเห็ด 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับการออกดอกของเห็ด (ในห้วงของการเก็บดอกเห็ด ให้รดน้ำวันละ 3 เวลา คือ 6 โมงเช้า เที่ยง และ 6 โมงเย็น) เมื่อเริ่มเก็บดอกเห็ดให้เปิดผ้าพลาสติกและซาแรนที่อยู่ด้านข้างขึ้น สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร รอบๆ โรงเรือนตลอด 3 วัน เมื่อรวมผลผลิตแล้วจะได้น้ำหนักประมาณ 100-150 กิโลกรัม จากนั้นเห็ดจะออกดอกน้อย ต้องพักก้อนและใช้วิธีกระตุ้นให้ออกดอก

โดยเปิดผ้าพลาสติกและซาแรนที่อยู่ด้านข้างขึ้นสูงสุด เป็นเวลา 7 วัน รดน้ำวันละ 1 ครั้ง แต่งหน้าก้อนเห็ดโดยใช้มีดตัดโคนเห็ดออก ปล่อยทิ้งไว้ครบ 7 วัน แล้วรดน้ำให้เปียก วันละ 3 เวลา และนำผ้าพลาสติกและซาแรนด้านข้างลง อบเป็นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 2 วัน จากนั้นเปิดรดน้ำตอนเช้า 1 ครั้ง แล้วปิดไว้ ปล่อยทิ้งไว้ 2 คืน เปิดผ้าพลาสติกด้านข้างขึ้น สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร รอบๆ โรงเรือน รดน้ำ 1 ครั้ง (ไม่ต้องเอาผ้าพลาสติกลง)

เข้าไปตรวจสอบถ้าเห็นตุ่มดอกเห็ดในถุง 70-80 เปอร์เซ็นต์ ให้รื้อผ้าพลาสติกขึ้นสูงสุด และเปิดจั่วเพื่อให้อากาศเข้า คืออุณหภูมิเท่ากันทั้งภายในและนอกโรงเรือน เก็บดอกเห็ดอีก 2-3 วัน หรืออาจถึง 1 สัปดาห์ แล้วพักก้อนและบ่มไปเรื่อยๆ

โดยเฉลี่ยจะเก็บเห็ดเดือนละประมาณ 2 ครั้ง ครั้งละ 100 กิโลกรัม เป็นเวลา 5 เดือน หรือประมาณ 1,000 กิโลกรัม

ผู้ใหญ่ประจักษ์ บอกว่า ปัจจุบันมีเห็ดบดอยู่ 8 โรง จะทำให้มีผลผลิตออกสัปดาห์ละ 200-300 กิโลกรัมราคาขายกิโลกรัมละ 100 บาท หมุนเวียนไปเรื่อยๆ และเห็ดนางฟ้า 4 โรง จะทยอยเปิดดอกเหลื่อมกันไปเรื่อยๆ (ไม่พร้อมกัน) แต่ละโรงจะเปิดห่างกันประมาณ 1 สัปดาห์ โดยเฉลี่ย สัปดาห์ละ 50 กิโลกรัม/โรงเรือน ดังนั้น ช่วงเห็ดออกมาก (พีก) จะมีเห็ดออกสัปดาห์ละ 200 กิโลกรัม ราคาส่ง กิโลกรัมละ 60 บาท ขายปลีก 80 บาท

นอกจากนี้ ยังผลิตก้อนเชื้อเห็ดจำหน่ายด้วยทั้งเห็ดบดและเห็ดนางฟ้า ราคาก้อนละ 10 บาท เท่ากัน แต่ถ้าสั่งตั้งแต่ 5,000 ก้อน ขึ้นไป ราคาก้อนละ 8 บาท อยู่ใกล้ส่งให้ฟรี ถ้าไกลคิดค่าน้ำมัน ซึ่งต้องคุยกันเป็นรายๆ ไป ยินดีให้คำแนะนำในการเพาะด้วย

ท่านที่เคารพครับ!!! จะเห็นว่าการเพาะเห็ดบด หรือเห็ดกระด้างนี้ มีข้อดีหลายอย่างคือ ไม่ว่างงาน ทำง่าย ทำในร่ม ตลาดต้องการสูง มีรายได้พอดี สมควรพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มรายได้

ท่านใดสนใจสอบถามรายเอียดการเพาะได้ที่ ผู้ใหญ่ประจักษ์ อันทะศรี บ้านหนองอุ่ม อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 8 บ้านหนองอุ่ม ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (089) 274-8931, (094) 274-6205 (คุณอารีรัตน์/ลูกสาว)

พฤษภาคม 16, 2015 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,166 other followers

%d bloggers like this: