สหกรณ์สวนยางวิศิษฐ์ กับทางออกช่วงราคาตก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สหกรณ์สวนยางวิศิษฐ์ กับทางออกช่วงราคาตก

“ปัญหาราคาที่เกิดขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะลดต่ำลงไปเรื่อยๆ ในส่วนของการดำเนินงานของสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือสมาชิกนั้น ได้กำหนดแนวทางคือ การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกแล้วดำเนินการจัดส่งตรงไปยังโรงงานผู้รับซื้อเอง แม้ว่าจะไม่ได้รับราคาดีเท่าที่ควร แต่ก็ได้รับราคาที่เป็นธรรม โดยไม่ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา”

“อีกมาตรการหนึ่งที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคตอันใกล้คือ การผลิตเป็นยาง SCR 20 เพราะได้มีการประชุมระดับภาคอีสาน 20 จังหวัดในส่วนของสหกรณ์ เพื่อส่งออกเอง อันจะเป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราขึ้นมาได้”

คุณณัฐพล คำมี ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางตำบลวิศิษฐ์ จำกัด ตำบลวิศิษฐ์ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ กล่าวถึงแนวทางการตั้งรับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกสวนยางในขณะนี้

ทั้งนี้ สหกรณ์กองทุนสวนยางตำบลวิศิษฐ์ จำกัด นั้นเกิดขึ้นด้วยการรวมตัวกันแบบธรรมชาติ และได้ดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดความเข้มแข็ง อีกทั้งคณะกรรมการบริหารยังมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินการสหกรณ์ที่ก้าวไกล จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทุ่มเท

การหาหนทางออกเพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในอาชีพ จึงนับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องมีการร่วมมือกันเพื่อให้สามารถก้าวพ้นปัญหาที่เกิดขึ้น

“เพราะเรามองว่า แม้รัฐบาลจะมีการให้ความช่วยเหลือ โดยตั้งงบประมาณ 10,000 ล้านบาท ให้สหกรณ์ต่างๆ กู้ยืมเพื่อมาใช้ในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก แม้จะมีเงินมาช่วย แต่อย่างไรเราก็ยังต้องยืนด้วยลำแข้งของตนเอง ด้วยการประสานงานต่างๆ เพื่อให้สามารถหาตลาดที่ได้ราคาที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางใดๆ”

ขณะที่ในส่วนของสมาชิกสหกรณ์ฯ จะต้องพัฒนาตนเองอย่างไรในภาวะปัจจุบัน ประธานณัฐพลกล่าวว่า สหกรณ์ได้มีนโยบายในการส่งเสริมให้สมาชิกได้เน้นในการพัฒนาคุณภาพของยาง เพราะถ้าเกษตรกรผลิตยางที่ไม่มีคุณภาพออกจำหน่าย ราคาจะยิ่งต่ำลงไปกว่านี้ อย่างเช่น ยางก้อนถ้วย ซึ่งสมาชิกผลิตจำหน่ายกันมาก จะวัดกันที่ค่า DRC หรือความเข้มข้นของเนื้อยาง ถ้าค่า DRC สูง เกษตรกรจะได้ราคาที่ดีขึ้น และเกษตรกรต้องดูแลความสะอาด ไม่มีสิ่งเจือปน ทำให้มีคุณภาพ เมื่อนั้นราคาจะขยับขึ้นมาสูงขึ้น

ด้วยมุมมองดังกล่าวในวันนี้ สหกรณ์กองทุนสวนยางตำบลวิศิษฐ์ จำกัด จึงเดินหน้าผลักดันให้สมาชิกที่เป็นเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ซึ่งมีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 6,000 ไร่ ดำเนินการพัฒนาคุณภาพผลผลิต พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพยางพาราที่จะจำหน่ายออกสู่ท้องตลาด โดยล่าสุดได้รวมกับ บริษัท เกษตรไทยไชโย จำกัด ผู้ผลิตกรดออร์แกนิก ตราเสือ ดำเนินการอบรมให้ความรู้สมาชิกเกี่ยวกับการผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพ

“ด้วยทุกวันนี้สิ่งสำคัญที่เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราต้องคิดคือ จะผลิตยางคุณภาพดีอย่างไร และลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างไร ดังนั้น การหานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วย อย่างการปรับเปลี่ยนไปใช้กรดออร์แกนิก ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มคุณภาพยางที่ผลิตออกจำหน่าย โดยเฉพาะการทำให้ค่า DRC สูงขึ้น อันจะส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายเนื่องจากการใช้กรดที่มีฤทธิ์แรง สิ่งเหล่านี้ทางสหกรณ์จึงมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกร”

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าในวันนี้การหาทางออกเพื่อช่วยให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกอยู่ได้ท่ามกลางสภาวะราคาตกต่ำ จึงเป็นบทบาทสำคัญที่ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางตำบลวิศิษฐ์ จำกัด ได้เน้นดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“อีกปัญหาที่เราเจอกันมากในการทำสวนยางพาราคือ ปัญหาหน้าต้นยางตายนึ่ง ซึ่งไม่สามารถกรีดน้ำยางได้ ต้องใช้เวลากว่า 3 ปี กว่าจะแก้ไขรักษาให้กลับมากรีดยางได้ใหม่ ดังนั้น ผมจึงมองว่า ทำอย่างไร จะป้องกันไม่ให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาดังกล่าว เพราะหากเกิดอาการดังกล่าวแล้ว นั่นหมายความว่า รายได้ที่จะได้รับหายไป ทั้งนี้ต้นเหตุของปัญหาน่าจะมาจากการใช้กรดที่มีฤทธิ์รุนแรง การที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้กรดออร์แกนิกจึงน่าเป็นอีกช่องทางในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากอาการดังกล่าว”

“ตอนนี้เรามีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ประมาณเดือนละ 200 ตัน ดังนั้น ถ้าสมาชิกสามารถผลิตยางคุณภาพ จะเป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้สมาชิกทั้งหมดสามารถอยู่ในอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป” คุณณัฐพลกล่าวทิ้งท้าย

สวนแก้วมังกร ที่ไต้หวัน ขายได้ กิโลกรัมละ 90 บาท!!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

สวนแก้วมังกร ที่ไต้หวัน ขายได้ กิโลกรัมละ 90 บาท!!!

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ทางคณะของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จังหวัดพิจิตร ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานเกษตรที่ไต้หวันอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 ของการมาดูงานที่ไต้หวัน

การดูงานในครั้งนี้ได้มีโอกาสเข้าดูงานวิจัยพันธุ์มะม่วงที่ศูนย์ปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไทนาน ได้รับความกระจ่างในเรื่องสายพันธุ์มะม่วงไต้หวันที่มีการนำมาปลูกในประเทศไทยอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การดูงานเกษตรในครั้งนี้ได้เข้าเยี่ยมชมแปลงปลูก “แก้วมังกร” เมืองไทจง ไต้หวัน ซึ่งเป็นแปลงแก้วมังกรที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน

จากการสอบถามเจ้าของสวนได้อธิบายว่า ตนเองปลูกแก้วมังกรมาได้เพียง 6 ปี แต่ด้วยความตั้งใจ

ก่อนหน้าที่จะมาปลูกแก้วมังกร เขาเองเคยปลูกผักกะหล่ำปลีมาก่อน แต่ด้วยความสนใจ มุ่งมั่น เอาใจใส่ จึงได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ที่สำคัญส่วนหนึ่งได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลในเรื่องของเงินลงทุน

ครั้งแรกลงทุนไป ประมาณ 30 ล้านบาท โดยลงทุนเรื่องของโครงสร้างและโรงเรือน ที่ส่วนหนึ่งต้องกางมุ้งและมีระบบการให้ไฟแก่แก้วมังกร เพื่อเป็นการบังคับให้แก้วมังกรออกตามต้องการหรือให้แก้วมังกรออกดอกและติดผลทั้งปี

ด้วยที่สวนแก้วมังกรแห่งนี้สามารถขายแก้วมังกรได้ราคาสูง เฉลี่ยกิโลกรัมละ 90 บาท ตลอดทั้งปี ทั้งขายตรงและขายผ่านระบบการประมูลในตลาดเช้าของไต้หวัน

เจ้าของสวนชาวไต้หวันยังบอกอีกว่า ในช่วงเทศกาลวันสำคัญ อย่างช่วงตรุษจีนนั้น สามารถขายแก้วมังกรได้สูงถึงกิโลกรัมละ 400 บาท นั่นสร้างความน่าทึ่งให้กับคณะดูงานเป็นอย่างมาก

เจ้าของสวนยังพาคณะเยี่ยมชมสวนแก้วมังกรโดยทั่ว พบว่า สวนแก้วมังกรมีการจัดการสวนที่ดีมาก

เจ้าของสวนแก้วมังกรรายนี้ได้เล่าว่า เนื้อที่การปลูกแก้วมังกรของเขามีทั้งหมด ประมาณ 44 ไร่ รูปแบบแปลงปลูก มีทั้งปลูกแบบกลางแจ้ง และปลูกในโรงเรือนที่สามารถเปิดหรือปิดหลังคาโรงเรือนที่เป็นตาข่ายได้ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการผลิตให้เป็นได้ตามที่ต้องการ

โดยมีการใช้แสงไฟเพื่อเร่งการเจริญเติบโต โดยตอนกลางคืนจะเปิดไฟไว้ตลอด เพื่อให้แก้วมังกรคิดว่าเป็นตอนกลางวัน ซึ่งเป็นเทคนิคการทำให้แก้วมังกรออกผลตลอดทั้งปี (หรือทำนอกฤดู)

การทำการเกษตรที่ไต้หวัน ผลไม้ทุกชนิดจะนิยมห่อผลด้วยถุงห่อ เพื่อผลิตผลไม้ที่มีความปลอดภัย และเพื่อให้ผลมีสีผิวสวยงามมากขึ้น โดยในขั้นตอนการห่อผลจะใช้ถุงห่อที่ออกแบบมาเฉพาะในการห่อผลแก้วมังกร ซึ่งทำให้การห่อแก้วมังกรทำได้โดยง่ายและรวมถึงการแกะถุงออกได้ง่ายในการเก็บเกี่ยว

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องราว เช่น รูปแบบการปลูก โครงสร้างโรงเรือน การตัดแต่งดอก การเก็บเกี่ยว และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากการศึกษาดูงานที่สวนแก้วมังกรที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน

ขั้นตอนการปลูกแก้วมังกรในไต้หวัน

การปลูกแก้วมังกรด้วยกิ่งปักชำ ใช้ระยะปลูกระหว่างต้นเพียง 30 เซนติเมตร เท่านั้น ยึดลำต้นแก้วมังกรให้เลื้อยขึ้นตั้งตรง โดยใช้ไม้ไผ่ทำเป็นหลัก

ลักษณะโครงสร้างของค้างแก้วมังกรที่ไต้หวัน เน้นเรื่องความคงทนและแข็งแรง

โครงสร้างค้างที่ใช้เหล็กและใช้ลวดสลิงในการปลูกแก้วมังกรแล้วเดินระบบน้ำผ่านกลาง

ที่สวนแก้วมังกรแห่งนี้ได้มีการประหยัดเนื้อที่ด้วยการปลูกแก้วมังกรแบบ 2 ชั้น คือได้ผลผลิตทั้งจากด้านบนและด้านล่าง

ผลผลิตแก้วมังกรที่ปลูกแบบ 2 ชั้นนี้ จะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว เป็นแนวคิดที่จะเพิ่มผลผลิต ในพื้นที่การเกษตรอันจำกัดของไต้หวัน

นอกจากนั้น เกษตรกรไต้หวันเน้นการจัดการด้วยเครื่องจักร เน้นการทำงานที่สะดวกและรวดเร็ว สังเกตว่าช่องว่างระหว่างแถวนั้น เครื่องจักรขนาดเล็กสามารถเข้าไปทำงานได้สะดวก

การตัดปลายกิ่ง เพื่อกระตุ้นให้ออกดอก

แก้วมังกร เป็นพืชที่ออกดอกง่ายและติดผลดก แต่ถ้าจะให้ได้คุณภาพควรมีการตัดแต่งดอกออก ไว้ผลให้พอเหมาะ เพื่อให้ผลแก้วมังกรได้คุณภาพ

หลังการบังคับให้ออกดอก ต้องมีการตัดแต่งปลายกิ่งออกเพื่อช่วยเรื่องของการสะสมอาหารให้แก่ผลแก้วมังกร และเป็นการเปิดแดดให้ส่องผ่าน ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก หลังจากแก้วมังกรออกดอก นับไปอีก ประมาณ 45 วัน ผลผลิตก็จะแก่เก็บเกี่ยวได้

สวนแก้วมังกรที่ไต้หวันสังเกตว่าจะเลือกไว้ผลแก้วมังกรส่วนของปลายกิ่ง และอยู่ในระดับความสูงที่คนงานสามารถห่อผลและเก็บผลหรือทำงานได้ง่าย หลังการบังคับให้ต้นแก้วมังกรออกดอก ดอกจะออกมาจำนวนมาก ควรต้องมีการคัดเลือกดอกที่สมบูรณ์ไว้เพียงดอกเดียวต่อกิ่งหรือติดผลเพียงผลเดียวต่อยอด

แก้วมังกร เป็นพืชที่ออกดอกและติดผลมาก ฉะนั้นต้องมีการเลือกไว้ผลที่เหมาะสม จึงจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

เกษตรกรไต้หวันใช้มีดตัดแต่งดอกแก้วมังกรที่มีจำนวนมากต่อกิ่งทิ้ง ตัดให้เหลือดอกที่สวยสมบูรณ์ที่สุดไว้เพียงดอกเดียวต่อกิ่ง

วิธีการตัด เพียงเฉือนเบาๆ ดอกก็ขาด…

การตัดแต่งดอกที่ดีมีความเหมาะสมบริเวณชายกิ่งจะทำให้การห่อผลง่ายและเก็บเกี่ยวผลผลิตง่ายด้วย สังเกตว่าการไว้ดอกให้ติดผลจะเน้นไว้ส่วนของปลายกิ่งและให้อยู่ระดับเดียวกัน

การห่อผลแก้วมังกร ที่ไต้หวัน

ชาวสวนผลไม้ไต้หวันเน้นการห่อผลไม้ทุกชนิดด้วยถุงห่อ เพื่อทำให้ผลไม้ผิวสวย แล้วเน้นการผลิตผลไม้ที่ปลอดภัยจากสารเคมีและป้องกันศัตรูพืชทำลาย

ถุงห่อแก้วมังกรจะออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้ห่อผลแก้วมังกร และก้นถุงจะมีรูระบายอากาศ 2 รู พับถุงห่อคลุมผลให้มิดชิด แล้วใช้ตัวหนีบผ้า หนีบถุงห่อให้แน่น เพื่อสะดวกต่อการห่อและการเก็บผล หลังจากห่อผลได้เพียง 25-30 วัน ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้

การเก็บผลผลิตที่แปลงปลูก

หลังจากห่อผลแก้วมังกรได้ 25-30 วัน แก้วมังกรก็แก่ พร้อมเก็บจำหน่าย

ก่อนการเก็บผล เกษตรกรจะเดินแกะถุงห่อออกก่อนทั้งแถว จากนั้นการเก็บ เกษตรกรจะใช้รถขนาดเล็กขนผลผลิตใส่เดินไปตามทางเดินของแปลง

การเก็บผลแก้วมังกรทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะการจัดรูปแบบของแปลงปลูกและการใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยทำงาน การเก็บผลแก้วมังกรค่อนข้างง่าย ส่วนหนึ่งเพราะตำแหน่งไว้ผลที่ระดับคนเก็บไม่ต้องเอื้อมตัด ใช้กรรไกรปลายแหลมยาวในการตัดผลแก้วมังกรออกจากต้น

การคัดแยกผลผลิตด้วยเครื่องคัด

เมื่อขนย้ายผลแก้วมังกรมาจากแปลงก็จะเอาเข้ามาในโรงคัดผลผลิต เกษตรกรนำผลแก้วมังกรเข้าเครื่องคัดน้ำหนักเพื่อให้ได้ตามเกณฑ์ที่จะขายส่งตลาดนั้นๆ

เครื่องคัดน้ำหนักทำให้เกษตรกรสามารถแยกขนาดได้อย่างรวดเร็วและแบ่งเกรดในการจัดส่งได้อย่างง่ายดาย การทำงานของเครื่องคัดแยกน้ำหนัก ผลผลิตแก้วมังกรจะมีความสม่ำเสมอกัน สามารถเลือกใส่ตะกร้าหรือบรรจุลงกล่องได้อย่างง่ายดาย

เครื่องคัดน้ำหนัก จะตั้งค่าน้ำหนักเอาไว้ เมื่อผลไปตามช่องที่กำหนด ผลแก้วมังกรก็จะกลิ้งตกลงไป ผลแก้วมังกรมีขนาดที่สม่ำเสมอ

เกรดที่ส่งตลาดก็จะนำมาบรรจุตะกร้าส่งขายภายในวันนั้นๆ เกรดที่บรรจุกล่อง ติดสติ๊กเกอร์สวนพร้อมส่งขายภายในวันนั้นๆ เช่นกัน

ผลผลิตส่วนหนึ่งจะถูกเก็บรักษาในห้องเย็น ที่อุณหภูมิ 2-4 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นข้อดีมากสำหรับเกษตรกรที่สามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 1 เดือน

ในโรงคัด เกษตรกรก็เฝ้าระวังแมลงวันผลไม้ที่จะมาต่อยผลแก้วมังกรขณะคัด โดยจะใช้ผลแก้วมังกรผ่าครึ่งผลล่อ แล้ววางแผ่นกาวไว้ใกล้ๆ เพื่อดักจับ

ส่วนรสชาติแก้วมังกรนั้นหวาน รับประทานอร่อยมาก เนื้อแน่น ซึ่งที่ไต้หวันยังคงนิยมรับประทานแก้วมังกรเนื้อสีขาวเป็นหลัก

แก้วมังกร เป็นผลไม้สุขภาพชนิดหนึ่งที่คนไต้หวันนิยมรับประทาน โดยผลผลิตทั้งหมดของสวนแห่งนี้ขายภายในไต้หวันทั้งหมด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 90 บาท

การเก็บรักษาแก้วมังกรในห้องเย็น

เป็นการยืดอายุแก้วมังกร จะเก็บที่อุณหภูมิ 2-5 องศา จะอยู่ได้ 1 เดือน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย การปลูกแก้วมังกรในไต้หวัน

ยกตัวอย่างเช่น

– มีการเปิดไฟให้ในตอนกลางคืน เพื่อบังคับให้ออกดอกตลอดทั้งปี สามารถกำหนดให้ผลผลิตออกช่วงที่มีราคาแพง ช่วงเทศกาล อย่าง ตรุษจีน กิโลกรัมละ 400 กว่าบาท

– ในแปลงปลูกมีการเลี้ยงผึ้ง เพื่อช่วยในการผสมเกสรดอกแก้วมังกร เกษตรกรไต้หวันจะใส่ใจในเรื่องของการบำรุงดินปลูก โดยการใส่วัสดุบำรุงดิน

– มีการกลางมุ้งให้ในบางช่วง เช่น ช่วงที่มีมรสุมเพื่อป้องกันฝนที่มักตกหนักมากในไต้หวัน

ระยะที่ปลูกแก้วมังกรในไต้หวัน

จะปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร และระหว่างแถว 3 เมตร และมีการใช้ปุ๋ยหมักเป็นหลัก

วัสดุที่ใช้ปลูก ขี้ไก่ ขี้เลื่อยยางพาราที่เอาไปทำเห็ด แล้วก็คลุมด้วยวัสดุปลูก เช่น เปลือกถั่ว

การคืนทุนของเกษตรกรรายนี้ ระยะเวลาคืนทุนใน 3 ปี โดยการลงทุนครั้งแรกจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ค่าใช้จ่ายในการกางมุ้งกับค่าไฟ รัฐบาลช่วย 30%

โดยการให้ฟรี ในไต้หวันขอให้เรามีความตั้งใจที่จะทำจริง รัฐบาลช่วยเหลือหมด ขอแค่เรามีการเสนอแผนงานที่เราจะทำมา…

บทที่สี่…อารมณ์ของสวน…เป็นดั่งธารน้ำไหล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว

ยุคคล จิตสำรวย

บทที่สี่…อารมณ์ของสวน…เป็นดั่งธารน้ำไหล

เสียงโครมครืนของธารน้ำตก ดังแว่วมาแต่ไกล นั่นคือ เรื่องราวหลังจากที่ผมและเพื่อนๆ ปีนป่ายไปบนก้อนหินฝ่าเปลวแดดด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาเกือบครึ่งค่อนวัน ด้วยความมุ่งมั่นรวมกันว่า เพียงอีกไม่นานนัก เราก็จะได้พบกับความฉ่ำเย็น ณ เป้าหมายของการเดินทางที่วางเอาไว้แล้ว ก่อนหน้านี้ ผมบอกกับตัวเองเช่นนั้น

นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งของการเดินทางไปในผืนป่าที่ผมชื่นชอบ การปลอบประโลมให้กำลังใจกับตัวเอง ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผม เพียงเพราะรู้ดีว่า ในท่ามกลางความเหนื่อยยากและอุปสรรคนานาที่กำลังเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นสิ่งซึ่งผมหลีกเลี่ยงได้ยาก หรือไม่ได้เลย ในหลายๆ ครั้ง การพุ่งชนโดยตรงกับปัญหาจึงเป็นวิธีการเดียวและสุดท้ายที่ผมเลือกเสมอ

ไม่ว่าอุปสรรคที่กล่าวถึงนั้น จะมาสู่เราในลักษณะใดก็ตาม เป้าหมายที่วางเอาไว้ต่างหากเล่า ที่จะยังคงรอคอยเราอยู่อย่างมั่นคงแน่วแน่เสมอ แม้ว่าอาจมีบางครั้ง ที่เป้าหมายดังว่านั้น มิได้ยิ่งใหญ่อย่างที่ใจเราคิดเอาไว้ ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มต้นออกเดินทาง

เชื่อเถอะครับ จิตวิญญาณ สัญชาตญาณ (หรืออื่นๆ ตามแต่จะเรียกกันนั้น) ในการที่จะเดินทาง สำรวจ ค้นคว้าและเข้าถึงพื้นที่อันเราไม่คุ้นเคย บนโลกใบนี้ มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในตัวผมและเพื่อนๆ ของผมเท่านั้น

เพียงแต่การแสดงออกของจิตวิญญาณ สัญชาตญาณของแต่ละคน อาจมีรูปแบบและเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป แต่เป้าหมายก็คือสิ่งเดียวกัน ซึ่งก็คือความท้าทายในระดับต่างๆ ที่รอเราอยู่เบื้องหน้า เท่านั้นเองครับ

ผมและเพื่อนๆ อาจต้องใช้เวลาหลายๆ วันพร้อมกับความเหนื่อยยากนานัปการ ในการที่จะเข้าถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้

ในขณะที่อีกหลายๆ คน แค่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เพื่อเข้าถึงจุดหมายเดียวกันนั้น ด้วยพาหนะที่พิเศษมากๆ เช่น อินเตอร์เน็ต หรืออื่นๆ แม้ว่าความปีติยินดีในการเข้าถึงเป้าหมายดังว่า จะแตกต่างกันด้วยอารมณ์หรือความรู้สึก ที่มิอาจอธิบายได้โดยมิติทางกายภาพอย่างที่ใครๆ เขาว่ากันไว้ ก็ตามที

การปีนภูเขาทั้งวัน เพียงเพื่อเยี่ยมเยือนรังพญาเหยี่ยว แล้วหันหลังกลับอย่างไม่แยแสกับการทักทาย จึงมิอาจเทียบเคียงได้กับการเดินทางไปสู่ดวงดาวอันไกลโพ้น ในโลกสมมุติด้วยพาหนะที่เป็นแค่เพียงแป้นคีย์บอร์ดบางเบา

ผมรู้สึกเช่นนั้น

เพียงบรรลุถึงเป้าหมาย ความเหนื่อยยากทุกข์ทนก็จะลบเลือนหายไป เหลืออยู่แค่เพียงความสุขกับการดื่มด่ำอารมณ์ของตัวเองเท่านั้น

ต่อหน้าธารน้ำอันฉ่ำเย็น มีฝูงปลาว่ายวน ท่ามกลางเสียงโครมครืนของมวลน้ำที่ไหลหลั่งลงมาจากโตรกผาสูงชัน

ผมและเพื่อนๆ ดิ่งจมอยู่กับความสุขนั้น ตราบกระทั่งบอกตัวเองได้ว่า เพียงพอแล้ว

การเดินทางกลับสู่สภาวะปกติก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เป็นเช่นนี้เสมอมา

ชีวิตของนักจัดสวน ของผู้คนที่รักธรรมชาติ รักต้นไม้ ก็เป็นเช่นนี้เหมือนๆ กัน เพียงประสบกับความพึงพอใจ ในสวน ในต้นไม้ ของตน ก็จะจมดิ่งอยู่กับความสุขนั้นตราบนานเท่านาน แม้ว่าความพึงพอใจดังว่าจะแลกมาด้วยความทุกข์ ความยากลำบากและมูลค่าในการเปลี่ยนผ่าน ก่อนหน้านั้น มากมายเพียงใดก็ตามที

และในที่สุด ก็จะหันหลังให้กับความสุข ความพึงพอใจนั้น เพื่อหันไปเสาะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับสวนของตนอีกครั้งและอีกครั้ง

ผมจึงอยากจะบอกว่า อารมณ์ของสวน ของคนรักสวน รักต้นไม้นั้น ก็มิได้แตกต่างจากแผ่วผ่านของธารน้ำไหลไปได้แต่อย่างใด ล้วนต้องเปลี่ยนแปลง ล้วนมิอาจจบสิ้นลงได้ จากสวนสู่สวน จากรุ่นสู่รุ่น เสมือนการบุกเบิกพื้นที่ใหม่ให้กับตนเอง ดั่งเช่นที่บรรพบุรุษของเราต่างก็เคยทำกันมา ต่างกันเพียงแค่อาณาหรือบริบท ของการบุกเบิกที่ได้หุบแคบลงแล้ว ด้วยสภาวะอันเปลี่ยนไปของโลก ที่มิเคยหยุดหมุนลง เช่นเดียวกัน

ธารน้ำไหลในสวนของพวกเรา จึงอาจเหลือเพียงน้ำตกประดิษฐ์เล็กๆ หรือน้ำพุที่ผุดพรายขึ้นมาจากหมู่ก้อนหิน ในสวนจัดตามรูปแบบต่างๆ ที่ประดิดประดอยกันออกมาตามจินตนาการ ของแต่ละคน จะแนบเนียนหรือไม่ อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับทักษะ ประสบการณ์ และศิลปะในการมองชีวิต มองธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่เท่าเทียมกันในมนุษย์แต่ละคน

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ผมพบว่า ไม่ว่าเราจะจัดการอย่างไรกับสวนในบ้านของเรา ก็มิอาจสวยงามทรงคุณค่าทัดเทียมกับสวนของธรรมชาติที่จัดสรรให้มากับโลก ให้กับพวกเราสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ใช้ร่วมกัน ไม่ว่าเราจะพยายามเรียนรู้ที่จะเข้าถึงมันในทุกวิถีทางแล้วก็ตาม

ณ เวลานี้ สวนทุกสวนที่ผมเคยจัดให้กับใครต่อใครมา ก็อาจสวยงามไม่แม้เพียงจะเทียบเท่ามอสส์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งบนแผ่นหิน ที่เรามักพบเห็นถูกทอดเอาไว้อย่างดาษดื่นไร้ค่า แค่นั้นเองครับ

สิ่งสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นมาด้วยน้ำมือเรา มักมีส่วนทำลายสวนสวยจากธรรมชาติของโลกเหล่านั้นให้ลดน้อย ถอยศักยภาพลงไปเสมอๆ ตราบใดที่เรายังพยายามจะแยกตัวตนของเราออกมาจากธรรมชาติเดิมๆ อย่างที่มันเคยเป็น

การเกิดมามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ของเรา จึงมีเรื่องราวที่ควรคิดคำนึง มากกว่าสิ่งที่เราพบเห็นเป็นอยู่และกระทำอยู่ เช่นในเวลานี้ เพียงเพื่อต่อเนื่องระยะเวลาให้กับเผ่าพันธุ์ของตนเอง ให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ผู้เกิดมาบนโลกใบเดียวกันกับเรา

แม้ในที่สุดแล้ว โลกใบนี้จะเหลืออยู่แค่เพียงหุ่นยนต์สวมเสื้อผ้ากลุ่มหนึ่ง เดินไปมาอยู่บนผืนดินอันแห้งแล้ง ไร้ซึ่งสีสัน

และสวนสวยๆ หลากชนิด ที่ถูกบรรจุเอาไว้ในภาชนะซึ่งถูกตีตรา อันสามารถอ่านได้แค่เพียงเครื่องมือที่เราใช้กันในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น

ท่านทั้งหลายเชื่อหรือไม่ว่า ความจริงของโลกในอนาคต น่าจะเป็นเช่นนี้เอง

ถ้าหากเรา…

รำเพย…รำพึงถึงรำเพย เผลอใจเผย…นารีรำพัน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

รำเพย…รำพึงถึงรำเพย เผลอใจเผย…นารีรำพัน

รำพึงใจ ใฝ่เพ้อ เผลอครวญคิด

สวยมีพิษ นิจจา น่าฉงน

เหลืองส้มขาว สีดอกไร้กลิ่นปน

รำพันล้น นารีบ่น ผลรำเพย

ชื่ออื่น : กะทอก กระบอก บานบุรี ยี่โถฝรั่ง แซน่าวา แซะศาลา รำพน นารีรำพึง นารีสะดุ้ง

ชื่อสามัญ : Yellow oleander, Lucky bean, Trumpet flower, Lucky nut

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Thevetia peruviana (Pers.) K. Schum.

ชื่อวงศ์ : Apocynaceae

ถิ่นกำเนิด : เขตร้อนของอเมริกา

ข้อมูลทั่วไป :

รำเพย ความหมายจากพจนานุกรม ฉบับแปล ไทย-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง พัดอ่อนๆ เรื่อยๆ มักพากลิ่นหอมของดอกไม้มาด้วย (ใช้แก้ลม) อีกความหมายหนึ่งคือ ชื่อไม้ต้นชนิด Thevetia peruviana Schum. ในวงศ์ Apocynaceae มียางขาว ใบคล้ายยี่โถ ดอกสีเหลือง รูปกระบอกปากบาน ผลมีพิษ ถิ่นเดิมอยู่ในอเมริกาแถบร้อนชื้น ดอกกระบอก หรือ ยี่โถฝรั่ง ก็เรียก และรู้จักรำเพยจากเพลงยอดฮิต คือ เพลงลมรำเพย เพลงฮิตจากค่าย GMM แกรมมี่… ลมรำเพยเจ้าเอย เจ้าเคยคิดถึงคนรักบ้างไหม เจ้าพัดมาไกล จะไปหาใครหนใด…และ เพลงลมรำเพย ซึ่งร้องโดย พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ และ อรวี สัจจานนท์…จากไปแล้วดังลมรำเพย โอ้อกเอ๋ยไม่หวนกลับหลัง ดั่งราตรีที่ลืมรุ้งราง…ซึ่งเป็นเพลงที่สะท้อนสังคมการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนที่จากบ้านมาหางานทำ…และในเนื้อเพลงจำนวนมาก มักจะมี คำว่า รำเพย และเป็นลมรำเพย อยู่ด้วย เช่น เพลงระบำยอดหญ้า ซึ่งฮิตมากๆ สมัย 40-50 ปี มาแล้ว ของ ดอกไม้ป่า…ลมรำเพยแผ่วพลิ้วสยิวใบหญ้า โอนเอนไปอ่อนมาถลาเล่นลม เจ้าสะบัดพัดใบไปตามเพลง ท่วงทำนองเร้าเร่งตามแรงลม ถึงคราวเจ้าเชื่องช้า ก็น่าชม เหมือนมวลหมู่ระบำ ชำนาญสม น่ารักน่าชมจริงเจ้า…

รำเพย เป็นต้นไม้มาจากแดนไกล คือมาจากเขตร้อนของทวีปอเมริกา เข้ามาตั้งแต่ รัชกาลที่ 3 โดยคณะสงฆ์ที่เดินทางไปประเทศศรีลังกาได้นำต้นรำเพยจากศรีลังกาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงโปรดต้นไม้ต้นนี้มาก จึงพระราชทานชื่อ “รำเพย” จึงถือว่า รำเพยเป็นไม้มงคล และเป็นต้นไม้ประจำโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งมีสีประจำโรงเรียนคือ สีเขียว และสีเหลือง สีใบและสีดอกรำเพย ชาวเทพศิรินทร์เรียกตัวเองว่า ลูกแม่รำเพย

เดิมสีดอกรำเพยมีสีเหลืองเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบว่าได้มีการพัฒนาสายพันธุ์รำเพย ทำให้ดอกมีสีใหม่เพิ่มขึ้น คือสีส้มอ่อน และสีขาวสะอาดตา สวยงามน่ารักมาก และมีสายพันธุ์ใบด่างด้วย บางข้อมูลบอกไว้ว่า ดอกรำเพย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีบางคนบอกว่าไม่เคยได้กลิ่นเลย พยายามดมกลิ่นดอกรำเพยหลายครั้งและจากหลายต้น ไม่เคยได้กลิ่นเลยสักครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าดอกรำเพยส่งกลิ่นเป็นเวลา และสำหรับผู้เขียนเอง ก็ไม่เคยดมดอกรำเพยที่ปลูกไว้เหมือนกัน แต่จากกาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เห่ชมไม้) แสดงว่าดอกรำเพยมีกลิ่นรวยริน

รวยรินกลิ่นรำเพย

คิดถึงเคยเชยกลิ่นปราง

นั่งแนบแอบเอวบาง

ห่อนแหห่างว่างเว้นวัน

ชมดวงพวงมาลี

ศรีเสาวภาคย์หลากหลายพรรณ

วนิดามาด้วยกัน

จะอ้อนพี่ชี้ชมเชย

มีคนกล่าวถึง รำเพย ว่าสวย แต่มีพิษแอบแฝงอยู่ ความสวย เริ่มจากมีทรงพุ่มที่สวยงาม อ่อนช้อย ใบเรียว แคบยาว ทำให้ดูเหมือนเป็นฝอยๆ สีเขียวสดเป็นมัน เรียงสลับตามปลายกิ่งที่อ่อนโยน พลิ้วไหว แม้ลมพัดเพียงแผ่วเบา ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล น่ารัก สดชื่น และผ่อนคลาย ส่วนผลของรำเพยนั้น ผู้พบเห็นจะต้องเข้าไปบันทึกภาพ เพราะมีรูปร่างแปลกประหลาด ผลซึ่งมีรูปสามเหลี่ยมหรือบางคนเห็นเป็นสี่เหลี่ยมค่อนข้างกลม สีเขียวเป็นมัน เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ มีรอยผ่ากลางจากหัวผลลงไปจดปลายผล ระหว่างกลางผลมีรอยนูนขวางรอบผล ทำให้ดูคล้ายรูปใบหน้าทหารใส่หมวกเหล็ก แปลกตายิ่ง จากลักษณะของผลทำให้บางท้องถิ่นเรียกชื่อรำเพย เป็น นารีรำพึง นารีสะดุ้ง หรือ นารีสะเทิ้น ก็มี ส่วนนารีหรือผู้หญิงจะรำพึง หรือจะสะดุ้ง หรือจะสะเทิ้น เพราะเหตุอะไร ท่านผู้อ่านกรุณาลองดูได้จากลักษณะของผล

ส่วนความเป็นพิษนั้น มาจากยางสีขาวเหมือนน้ำนมของทุกส่วนของรำเพย ไม่ว่าจะเป็นลำต้น ใบ และผล สารพิษดังกล่าวเป็นพวก glycosides thevetin, thevetoxic มีสารออกฤทธิ์คล้ายดิจิตาลิส ซึ่งส่งผลกระทบถึงหัวใจโดยตรง ทำให้สัตว์เกิดอาการหัวใจเต้นอ่อนลง จะทำให้เกิดอันตรายต่อระบบหัวใจโดยอาจทำให้หัวใจวายตายได้ทีเดียว เป็นพิษระคายเคืองผิวหนัง เกิดผื่นคัน สำหรับการเกิดพิษนั้น เมื่อน้ำยางถูกผิวหนัง จะมีอาการแพ้เป็นผื่นคัน แดง แสบ และถ้าเคี้ยวเมล็ดจะรู้สึกชาที่ลิ้นและปาก มีอาการปวดแสบปวดร้อน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อาจท้องเสีย ง่วงนอน ม่านตาขยาย ความดันลดลง หัวใจเต้นผิดปกติ ชีพจรเต้นช้าลง ถ้ามีอาการมากและรักษาไม่ทันท่วงทีอาจตายได้ (เด็กรับประทาน 1-3 เมล็ด ผู้ใหญ่รับประทาน 8-12 เมล็ด อาจตายได้)

แต่ถึงแม้จะมีพิษ แต่ด้วยความงามดังกล่าว ถ้าผู้ปลูกระมัดระวัง ทั้งสัตว์เลี้ยงและเด็ก ไม่ให้ไปสัมผัสและนำผลหรือเมล็ดมาเล่น หรือรับประทาน ก็คงไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด จึงทำให้ยังคงมีความนิยมปลูกต้นรำเพยไว้รอบๆ บ้าน หรือรอบๆ สถานที่ราชการ หรือในที่สาธารณะทั่วๆ ไป ให้เห็นกันอยู่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น เป็นไม้พุ่มยืนต้น สูง 3-7 เมตร ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่รอบกิ่ง ใบรูปใบหอกเรียวแคบหรือรูปแถบ กว้าง 0.6-0.8 เซนติเมตร ยาว 7.5-14 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ก้านใบสั้น ส่วนพันธุ์ที่มีใบด่าง ใบเป็นสีเขียวอ่อนปนสีเหลืองอ่อน หรือสีขาวมองเห็นอย่างชัดเจน เวลามีใบดกจะเป็นพุ่มน่าชมยิ่ง

ดอก สีเหลือง ส้มและขาว ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง ช่อละ 3-4 ดอก กลีบเลี้ยงสีเขียวสั้น 5 กลีบ เป็นแฉกคล้ายรูปดาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ยาว 5-7.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน ดอกบานเต็มที่ กว้าง 3-4 เซนติเมตร

ผล ผลสด รูปสี่เหลี่ยมค่อนข้างกลม ปลายผลแบน มีรอยหยักเป็น 2 แฉก ขนาดประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีสันนูนเป็นแนวยาว สีเขียว เมื่อแก่สีดำ มีเมล็ดเดียว เป็นพิษทั้งผล

การขยายพันธุ์ : ปักชำ เพาะเมล็ด และตอนกิ่ง

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต : นิยมปลูกกลางแจ้งเพื่อให้ร่มเงา หรือปลูกเป็นแนวบังสายตา ชอบแดดจัด ทนแล้งได้ดี ปลูกง่ายขึ้นได้ในทุกสภาพ เจริญเติบโตได้ดีในดินทรายทุกสภาพ

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือก ใช้รักษาไข้มาเลเรีย แก้ไข้ เป็นยาถ่าย ใช้เพิ่มความดันโลหิตสูง

ใบและเมล็ด ใช้เป็นยาถ่าย ยาทำแท้ง

ลุงแอ๊ด กับ หน้าวัวตัดดอก ที่ชุมพร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

ไม้ดอกไม้ประดับ

มนัส ช่วยบำรุง

ลุงแอ๊ด กับ หน้าวัวตัดดอก ที่ชุมพร

“ที่หันมาปลูกดอกหน้าวัว เพราะเห็นว่ามีตลาดดีอยู่แล้ว และที่สำคัญราคาของไม้ดอกจะไม่ตกมากเหมือนราคาพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่น แต่ต้องคำนึงถึงค่าจ้างแรงงาน กำลังคนของเราด้วย ว่ามีเพียงพอหรือไม่”

คุณธรรมนิจ ชอุ่มผล หรือ ลุงแอ๊ด อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร ที่ผันชีวิตมาเป็นเกษตรกรเจ้าของสวนดอกหน้าวัว ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 71/1 หมู่ที่ 2 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ให้มุมมองแนวคิดในการเริ่มต้นทำธุรกิจเพาะเลี้ยงหน้าวัวตัดดอกจำหน่าย

ลุงแอ๊ด ซึ่งปัจจุบันเกษียณอายุราชการมาได้ 4 ปีแล้ว เล่าว่า ก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจฟาร์มหน้าวัวนั้นได้ทำฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่อยู่ก่อนแล้ว แต่เนื่องจากประสบปัญหาแมลงวันจากมูลไก่รบกวนจึงได้ล้มเลิกกิจการฟาร์มไก่ไข่ไป แต่ยังเหลือตัวฟาร์มอยู่ ไม่ได้รื้อทิ้ง ผนวกกับในช่วงนั้นน้องสาวแนะนำให้ปลูกหน้าวัวตัดดอกจำหน่าย

“น้องสาวมีประสบการณ์ทำฟาร์มหน้าวัวตัดดอกขายมาก่อน มีรายได้ดีมาก จึงเริ่มมีความสนใจในอาชีพเกษตรกรรมอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังได้ไปศึกษาดูแปลงตัวอย่างปลูกหน้าวัวตัดดอกที่จังหวัดกระบี่ เมื่อได้ไปศึกษาดูงานแล้วคิดว่าตนเองสามารถทำได้ เมื่อกลับมาจึงเริ่มรื้อหลังคาโรงเรือนเลี้ยงไก่ออก ขึงซาแรนปรับสภาพพื้นที่ให้เหมาะกับการเพาะเลี้ยงต้นหน้าวัว เพื่อเปลี่ยนมาทำเป็นฟาร์มหน้าวัวตัดดอกจำหน่ายแทน”

เริ่มต้นทำธุรกิจฟาร์มหน้าวัวตัดดอก

ลุงแอ๊ด เล่าให้ฟังว่า เพิ่งเริ่มทำฟาร์มหน้าวัวตัดดอก หน้าวัวที่ปลูกไว้มีอายุประมาณ 7 เดือน ทำเป็นอาชีพเสริม ซึ่งอายุของหน้าวัวที่สามารถตัดดอกขายได้ต้องมีอายุประมาณ 5-6 เดือนขึ้นไป โดยต้นหน้าวัวมีอายุอยู่ที่ 6 ปี สำหรับต้นพันธุ์สั่งซื้อจากฮอลแลนด์ ซึ่งราคาแยกตามสี ประมาณ 1.4 ยูโร 1.25 ยูโร 1.8 ยูโร ต้นหน้าวัวที่ปลูกในฟาร์มเป็นพันธุ์ Pistache, Rosa, Tropical

สาเหตุที่เลือกปลูกหน้าวัวพันธุ์นี้ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงชอบอากาศร้อนชื้นซึ่งเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของจังหวัดชุมพรที่มีฝนตกชุกอยู่เกือบตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ ลุงแอ๊ดสั่งต้นพันธุ์มาทั้งหมด 12,000 ต้น แต่ปลูกแค่ 5,700 ต้น เนื่องจากมีพื้นที่แปลงปลูกไม่พอกับจำนวนต้นหน้าวัวที่เหลือ จึงให้น้องสาวกับหลานปลูกในอีกแปลงหนึ่ง รวมราคาค่าต้นพันธุ์ที่สั่งซื้อเป็นจำนวนเงิน 370,000 บาท

หน้าวัวเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงมากนัก ชอบพื้นที่โล่ง ลุงแอ๊ดใช้ซาแรน 60 เปอร์เซ็นต์ ขึง 2 ชั้น คลุมโรงเรือน ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับทำโรงเรือน ประมาณ 150,000 บาท จำนวน 3 โรงเรือน ด้วยมีโรงเรือนเมื่อครั้งเลี้ยงไก่ไข่เก่าอยู่ก่อนแล้ว จึงรื้อหลังคาปรับรูปแบบเปลี่ยนเป็นฟาร์มหน้าวัวได้ ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนในการสร้างฟาร์มเพาะเลี้ยงใหม่ได้เป็นอย่างมาก รวมค่าต้นทุน ประมาณ 600,000 บาท

ลุงแอ๊ด อธิบายต่อไปว่า “ขั้นตอนการเตรียมดินปลูกหน้าวัวนั้นทำได้ไม่ยาก สามารถปลูกบนพื้นดินได้ โดยไม่ต้องยกพื้นแปลงปลูก เริ่มจากทำร่องระยะความกว้าง ประมาณ 1.3 เมตร เอาซาแรนปูรองพื้น แล้วเอาถ่านไม้รองอีกชั้นหนึ่ง ใช้ถ่านไม้แทนดิน ความสูงของถ่านไม้ที่ใช้รอง ประมาณ 15-30 เซนติเมตร เพื่อให้รากของต้นหน้าวัวยึดติดกับถ่านแล้วจึงนำต้นหน้าวัวลงปลูก”

ต้นหน้าวัวที่ลุงแอ๊ดปลูกนี้ แยกปลูกในโรงเรือนละ 1 ชนิด เพื่อความสะดวกในการตัดจำหน่าย สำหรับแปลงปลูก 1 แปลง ปลูกต้นหน้าวัวได้ 4 แถว โดยเว้นระยะระหว่างแถว-ต้น ประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้หน้าวัวเจริญเติบโตออกดอกได้อย่างเต็มที่ สำหรับความยาวของแปลงปลูกขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ของโรงเรือน รวมถึงความสะดวกของตัวเกษตรกรเอง

ด้วยโรงเรือนเพาะเลี้ยงหน้าวัวของลุงแอ๊ด ส่วนหนึ่งพัฒนามาจากฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ รวมถึงเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงในบางโรงเรือนจึงมีการก่ออิฐซีแพค 2 ก้อน สูงกว่าพื้นดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมถึง ฉาบด้วยปูนเป็นคานรองพื้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำเป็นแปลงปลูก ใช้วิธีการปลูกแบบเดียวกับการปลูกหน้าวัวบนพื้นดิน

ใช้ถ่านไม้แทนดิน ป้องกันเชื้อรา

“ถ่าน จะดีตรงที่จะไม่มีรา ดีกว่ากะลาปาล์ม กากมะพร้าว ต้นหน้าวัวจะใช้รากยึดถ่านเพียงอย่างเดียว เหมือนกับกล้วยไม้ที่ใช้อิฐหักปลูก ถ่านเขาจะเผาเอาความชื้นออกหมดแล้ว จะดีที่สุด เคยใช้อิฐหัก กะลาปาล์ม แต่ถ่านนี่ดีที่สุด”

โดยถ่านที่ใช้เป็นถ่านไม้โกงกาง มีราคาที่สูง ลุงแอ๊ดซื้อถ่านมาในราคา 70,000 บาท เนื่องจากในท้องถิ่นไม่มีจำหน่าย จึงไปซื้อถ่านที่อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง โดยขอใบอนุญาตจากกรมป่าไม้ ซึ่งถ่านจะต้องใส่เพิ่มอยู่ตลอดเพื่อพยุงต้น ถ้าซื้อถ่านไม้โกงกางภายในจังหวัดชุมพรจะมีราคาที่แพงมาก

การใส่ปุ๋ยบำรุง ว่ายากก็ยาก ว่าง่ายก็ง่าย

ปลูกหน้าวัวต้องดูแลเรื่องการให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยละลายช้าทุกๆ 3 เดือน (ปุ๋ยออสโมโค้ท) พร้อมกับให้ปุ๋ยทางใบ ฉีดยากันรากเน่า 5 วัน ต่อ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อราที่ทำให้ต้นหน้าวัวเน่า

ส่วนการรักษาอุณหภูมิภายในฟาร์มหน้าวัว มีการให้น้ำ 2 ครั้ง ต่อวัน เช้า-เย็น การให้น้ำจะให้ด้วยระบบสปริงเกลอร์ พยายามอย่าให้แปลงปลูกแห้งมาก ถ้าช่วงอากาศร้อนจะให้น้ำ 3 ครั้ง ต่อวัน”

ฟาร์มหน้าวัวของลุงแอ๊ด ไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมชมแปลง เนื่องจากหากเป็นเกษตรกรทำฟาร์มหน้าวัวตัดดอกเหมือนกันอาจเป็นพาหะนำเชื้อโรคเข้ามาแพร่ภายในฟาร์มเลี้ยงได้

ตอนนี้นอกจากลุงแอ๊ดจะทำธุรกิจฟาร์มหน้าวัวตัดดอกแล้ว ยังปลูกปาล์มน้ำมัน รวมถึงทำมะนาวทะวายอยู่ด้วย

ปลูกหน้าวัว ไม่เกิน 2 ปี คืนทุน

ลุงแอ๊ดกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับธุรกิจฟาร์มหน้าวัวตัดดอกนี้ไม่ถึง 2 ปี เงินต้นที่ลงทุนก็หลุดแล้ว ที่เหลืออีก 4 ปี ก็เป็นกำไร มีรายจ่ายแค่ค่าดูแลแปลงปลูกกับค่าปุ๋ย ค่ายาบำรุงไม่มากนัก

ดอกหน้าวัวหลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 4 เดือน หน้าวัวจะเริ่มออกดอกโดยตัดขายเป็นขนาดไซซ์ S M L เล็ก กลาง ใหญ่ ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของไซซ์ รวมถึงความสมบูรณ์ของดอก ซึ่งราคาจะเริ่มต้นที่ 4 บาท ไปจนถึง 18 บาท หน้าวัวจะมีอายุที่สามารถตัดขายได้อยู่ประมาณ 6 ปี สำหรับพื้นที่ปลูกของลุงแอ๊ด มีเนื้อที่ประมาณครึ่งไร่ ปลูกหน้าวัวตัดดอก 5,700 ต้น

ดอกหน้าวัวที่ผลิตได้จากฟาร์มของลุงแอ๊ด ดอกขนาดเล็ก ไม่ได้ขนาด จะส่งขายให้กับร้านรับจัดดอกไม้ในจังหวัดชุมพร ในราคาดอกละ 4-6 บาท ซึ่งจะรับซื้อไว้ทั้งหมด ส่วนดอกขนาดใหญ่ไซซ์ M ขึ้นไป จะแพ็กบรรจุในถุงพลาสติกใส่กล่องส่งทางรถไฟไปให้กับร้านรับจัดดอกไม้ในกรุงเทพฯ ที่รับจัดดอกไม้ในโรงแรมต่อไป

สำหรับร้านรับซื้อดอกหน้าวัวนั้น น้องสาวของลุงแอ๊ดเป็นผู้ติดต่อแนะนำทำตลาดให้ เนื่องจากเคยปลูกดอกหน้าวัวตัดดอกขายมาก่อน รวมถึงน้องเขยเคยทำงานอยู่ในโครงการพัฒนาส่วนพระองค์จังหวัดชุมพร มีความรู้ด้านการเกษตร จึงสามารถช่วยสนับสนุนความรู้ในการปลูกหน้าวัวให้กับลุงแอ๊ดได้เป็นอย่างมาก

ลุงแอ๊ด กล่าวทิ้งท้ายว่า?

“ปลูกหน้าวัวตัดดอก 5,000 ต้น คิดกำไรไม่มาก ประมาณ 80% ของ 5,000 ต้น ตัดดอกได้อย่างน้อยประมาณ 4,000 ดอก ต่อเดือน สมมติราคาดอกละ 10 บาท ก็จะได้กำไรประมาณ 40,000 บาท ต่อเดือน ก็สามารถอยู่ได้อย่างสบายแล้ว”

สำหรับผู้สนใจสอบถามขั้นตอนการเพาะเลี้ยงดอกหน้าวัว สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณธรรมนิจ ชอุ่มผล (ลุงแอ๊ด) เลขที่ 71/1 หมู่ที่ 2 ตำบลนาทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โทร. (081) 895-0457

ธ.ก.ส. เผยยอดประกันภัยนาข้าว กว่า 8 แสนไร่

คุณลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2557 เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัญหาภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผลผลิตของตนเอง โดยมอบหมายให้ ธ.ก.ส. ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารโครงการประกันภัยข้าวและเป็นตัวกลางระหว่างเกษตรกรผู้เอาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัย พร้อมตั้งเป้าหมายพื้นที่นาข้าวที่จะเข้าร่วมโครงการ 1.5 ล้านไร่

ผลการดำเนินงานขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 54,236 ราย พื้นที่นาข้าว 812,396.75 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 54.28% ของเป้าหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการถึง 73% ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่เอาประกัน ซึ่ง ธ.ก.ส. จะให้เจ้าหน้าที่เร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกรถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้ โดยเฉพาะการได้รับเงินชดเชยความเสียหายเมื่อประสบภัยธรรมชาติจากรัฐบาล ไร่ละ 1,113 บาท แล้วยังได้เงินชดเชยจากการประกันภัยตามโครงการ อีกไร่ละ 1,111 บาท รวมเป็นเงินชดเชย ไร่ละ 2,224 บาท

“ภัยธรรมชาติมักเกิดรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี การที่เกษตรกรได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐเมื่อรวมกับการทำประกันภัย นอกจากช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระหนี้สินแล้ว เกษตรกรยังมีเงินทุนเพียงพอสำหรับทำการผลิตรอบใหม่ได้โดยไม่ต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้น ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ เบี้ยประกันที่จ่ายยังไม่สูงมากเพราะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงอยากให้เกษตรกรที่ยังไม่ทำประกันภัยข้าวนาปีให้รีบทำประกันภัยก่อนถึงวันสิ้นสุดโครงการ วันที่ 31 ธันวาคมนี้ ทั้งนี้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมาและได้ทำประกันภัยไว้นั้น ให้ดำเนินการแจ้งความเสียหายที่สำนักงานเกษตรอำเภอเพื่อทำแบบรายงานข้อมูลความเสียหาย (กษ.02) และแจ้งขอรับค่าสินไหมทดแทนได้ที่ สำนักงาน ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ” คุณลักษณ์กล่าว

สำหรับเงื่อนไขการดำเนินโครงการครั้งนี้กำหนดให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยตามลำดับความเสี่ยงของพื้นทื่ ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ พื้นที่เสี่ยงต่ำที่สุด พื้นที่เสี่ยงต่ำมาก พื้นที่เสี่ยงต่ำ พื้นที่เสี่ยงปานกลาง และพื้นที่เสี่ยงสูง โดยคิดอัตราค่าเบี้ยประกันภัย รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์อยู่ที่ 129.47 บาท ต่อไร่ 247.17 บาท ต่อไร่ 376.64 บาท ต่อไร่ 472.94 บาท ต่อไร่ และ 510.39 บาท ต่อไร่ ตามลำดับ โดยเกษตรกรจะจ่ายค่าเบี้ยประกัน ในอัตราเพียง 60 บาท ต่อไร่ 70 บาท ต่อไร่ 80 บาท ต่อไร่ 90 บาท ต่อไร่ และ 100 บาท ต่อไร่ ที่เหลือรัฐจะเป็นผู้อุดหนุนค่าเบี้ยประกันแทนเกษตรกร ในอัตรา 69.47 บาท ต่อไร่ 177.17 บาท ต่อไร่ 296.64 บาท ต่อไร่ 382.94 บาท ต่อไร่ และ 410.39 บาท ต่อไร่ ตามลำดับ

นอกจากนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการที่เป็นประโยชน์ ธ.ก.ส. จะร่วมอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้กับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าอีกไร่ละ 10 บาท ทำให้เกษตรกรจ่ายค่าเบี้ยประกันภัย เพียง 50-90 บาท ต่อไร่ ซึ่งการประกันภัยจะคุ้มครองความเสียหายตามหลักเกณฑ์การประเมินความเสียหายของภาครัฐที่เกิดจากน้ำท่วม ภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บและไฟไหม้ โดยได้รับชดเชย 1,111 บาท ต่อไร่ ยกเว้นศัตรูพืชและโรคระบาด ได้รับการชดเชย 555 บาท ต่อไร่

“โครงการดังกล่าว ช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงและยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้ภาครัฐจะยังคงให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนขั้นพื้นฐานแก่ผู้ประสบภัย แต่สำหรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม ประเทศที่พัฒนาส่วนใหญ่จะใช้แนวทางการสนับสนุนผ่านการจัดทำประกันภัย ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดภาระงบประมาณแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้รู้จักการบริหารความเสี่ยงภัยด้วยตนอง ตลอดจนส่งเสริมกลไกตลาดประกันภัยภาคการเกษตรให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนมากขึ้นด้วย” คุณลักษณ์กล่าว

อินทผลัม ปลูกได้ ให้ผลผลิตดี ที่ทุ่งกุลาฯ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เทคโนโลยีการเกษตร

รันตี วงศ์ตะนาวศรี

อินทผลัม ปลูกได้ ให้ผลผลิตดี ที่ทุ่งกุลาฯ

ชีวิตคนเรานี่ก็แปลกนะคะ มีขึ้นลงผันผวนชวนให้เศร้า เคล้าเสียงหัวเราะได้เรื่อยๆ ช่วงอดทนให้ผ่านพ้นจากความทุกข์ยากมันช่างยาวนานซะเหลือเกิน จั่วหัวมาเป็นชุดทำให้รู้สึกลำเค็ญแบบบอกไม่ถูก ไม่ใช่อะไรหรอกคะพี่น้อง รันตีนั่งคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาต้องเจออะไรหลายอย่างที่ยากลำบาก พบเจอพวกอยากใหญ่แต่ใจแคบ พวกวิสัยทัศน์สั้น มันสมองน้อยเดินตามต้อยๆ เป็นงานหลัก รันตีฝ่าฟันมาเยอะค่ะ แต่เผอิญว่ารันตีเรียนมาน้อยเลยสะกดคำว่าถอยไม่เป็น นี่โดนไหมคะ!! กว่าจะเข้าเรื่องได้ (ฮา) ฉบับนี้รันตีอาสาพาออกเดินหน้าไปยังทุ่งกุลาร้องไห้ วันนี้ที่นั่นไม่มีใครต้องเสียน้ำตาอีกแล้ว หรือจะมีก็เป็นน้ำตาแห่งความยินดีและภูมิใจ ตามรันตีไปดูกันเลยจ้า

ทุ่งกุลาฯ เคยทุกข์หนักหนา เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง

สำหรับคนที่ไม่รู้จักและไม่เคยไปทุ่งกุลาร้องไห้ ที่นี่เป็นที่ราบขนาดใหญ่ในเขตอีสานใต้ มีพื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ อยู่ในเขตจังหวัดสุรินทร์ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ยโสธรและร้อยเอ็ด สภาพเดิมมีปัญหาความแห้งแล้งในฤดูแล้ง และน้ำท่วมในฤดูฝน รวมทั้งคุณภาพดินส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและเป็นดินเค็ม ไม่ค่อยเหมาะต่อการทำการเกษตร ประชาชนในพื้นที่มีความยากจน กรมพัฒนาที่ดินได้เริ่มจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2514 สภาพปัจจุบันของทุ่งกุลาร้องไห้ 90% เป็นที่ลุ่ม เกษตรกรใช้พื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ทำนาถึง 80% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่มีปัญหาผลผลิตต่ำ เนื่องจากดินขาดความสมบูรณ์ เป็นทรายจัด บางส่วนเป็นดินเค็มและดินบางส่วนเป็นกรด มีปัญหาการควบคุมปริมาณน้ำ คือตอนต้นฤดูเพาะปลูกจะขาดน้ำและมีน้ำท่วมตอนปลายฤดูเพาะปลูก จากปัญหาต่างๆ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหาจนวันนี้ชาวทุ่งกุลาฯ ไม่มีน้ำตาอีกต่อไปค่ะ ที่นี่ได้กลายเป็นพื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิที่สำคัญของประเทศ มีเกษตรกรกว่า 200,000 ครัวเรือน ที่ผลิตข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้ออกไปสู่ตลาดต่างๆ ทั่วโลก

เปลี่ยนนาข้าว เป็นอินทผลัม

พาท่านมายัง บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 9 บ้านน้อยพัฒนา ตำบลดงครั่งใหญ่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มาพบกับ คุณสมภพ ลุนาบุตร โทร. (087) 248-2928 ผู้พลิกวิถีจากนาข้าวมาทดลองปลูกอินทผลัมท่ามกลางคำติฉินนินทาว่าจะไปรอดหรือไม่กับพืชตัวใหม่ในทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้ “เดิมผมทำนามาก่อน แต่ในหน้าแล้งที่นี่จะมีเกลือขึ้นมาที่ผิวหน้าดิน ดินชั้นล่างก็เป็นดินทรายไม่กักน้ำ ทำให้ผลผลิตข้าวไม่ดี นอกจากนั้น ในเขตนี้ยังมีการเผาตอซังข้าว ทำให้ดินเสื่อมโทรมยิ่งขึ้นไปอีก ผมจึงอยากลองเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ บ้าง และมีพี่น้องในเขตพื้นที่นี้บางรายก็หันไปปลูกยางพารากันบ้างแล้ว ผมก็เลยอยากปลูกอะไรที่แตกต่างออกไป” คุณสมภพเริ่มต้นเล่า “มีช่วง ปี 2548 ผมได้ดูข่าวสวนอินทผลัมของโกหลัก เลยสนใจพืชชนิดนี้และหาข้อมูลมาเรื่อยๆ จนไปเจอเพื่อนที่สกลนครปลูกเอาไว้และให้ผลผลิตดี จึงได้ความรู้จากเพื่อนมาและเริ่มลงมือปลูกจริงจังบนที่ดินของตัวเอง เมื่อ ปี พ.ศ. 2554 โดยได้ถมที่ดินให้สูงขึ้นอีกประมาณ 1 เมตร แล้วปลูกอินทผลัมพันธุ์เคแอล 1 หรือพันธุ์แม่โจ้ 36 บนพื้นที่ 3 ไร่

ต้นพันธุ์ ต้นละ 800 บาท

คุณสมภพบอกว่า “ผมไปศึกษาวิธีการปลูก การดูแลรักษาอินทผลัมที่สวนอินทผลัมบ้านนาดอกไม้ ของ คุณจเร ชีวธรรม จนแน่ใจว่าเราเองก็น่าจะทำได้ จึงซื้อต้นอินทผลัมจากสวนของคุณจเรมาปลูกรอบแรก จำนวน 60 ต้น ราคาต้นละ 800 บาท เป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดทั้งหมด หลังจากแน่ใจว่าปลูกได้ ผมก็ซื้อต้นอินทผลัมมาปลูกเพิ่มอีก โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 7 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร ทำให้ปลูกได้จำนวนไร่ละ 35 ต้น พื้นที่ทั้งหมด 3 ไร่ ของผม ปลูกได้จำนวน 109 ต้น ตอนปลูกผมก็อยากทดลองจึงใช้ขนาดหลุมปลูกแตกต่างกัน บางหลุมขุด 50×50 เซนติเมตร 80×80 เซนติเมตร แล้วรองก้นหลุมด้วยขี้ไก่อัดเม็ดผสมภูไมท์ซัลเฟตและโดโลไมท์ สุดท้ายก็พบว่าขนาดของหลุมปลูกไม่มีผลกับการเจริญเติบโตของต้นอินทผลัม”

ดูแลรักษาไม่ยาก

การดูแลรักษาต้นอินทผลัมนั้น คุณสมภพเล่าให้ฟังว่า “เรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญ สวนของผมโชคดีที่มีลำห้วยอยู่ใกล้กับสวน จึงใช้น้ำห้วยมารด 7-10 วันครั้ง การให้ปุ๋ยหลังปลูกปีแรก ผมใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เดือนละครั้ง วิธีใส่ให้วัดจากโคนต้นออกมา 1 ฟุต แล้วขุดหลุมใส่ปุ๋ย ประมาณ 3 ขีด ต่อต้น ส่วนปุ๋ยคอกจะให้ขี้ไก่อัดเม็ดทุกๆ 3 เดือน ปริมาณ 5 กิโลกรัม ต่อต้น มีภูไมท์ซัลเฟตและโดโลไมท์โรยโคนต้น แล้วใช้ฟางคลุมทับหน้าดินรอบโคนต้น การให้ปุ๋ยปีที่ 2 ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 เดือนละครั้ง โดยเพิ่มปริมาณเป็นประมาณ 5 ขีด ต่อต้น ปุ๋ยคอกก็ให้ในอัตราเดิม ส่วนแรงงานก็ใช้คนในครอบครัว 4 คน ช่วยกันดูแล” ศัตรูที่สำคัญของอินทผลัม คุณสมภพเล่าว่า “ด้วงเจาะยอด เป็นศัตรูสำคัญ ต้องใช้การสังเกต เฝ้าดูอาการ หากพบร่องรอยการเข้ากัดยอดจะต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นและอุดรูของด้วงด้วยดินน้ำมัน จะลดความเสียหายได้”

ติดผลหลังปลูก 2 ปี

อินทผลัมที่ปลูกชุดแรกของคุณสมภพเริ่มออกดอกตั้งแต่ปลูกไปได้เพียง 1 ปี “จากที่พยายามมาระยะหนึ่งจนมีหลายคนดูถูกดูแคลนผมที่ปลูกอินทผลัมก่อนใครๆ ความพยายามก็เริ่มให้ผล หลังปลูกไปได้ 1 ปี อินทผลัมก็เริ่มออกดอก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นตัวผู้ ต้นตัวเมียก็ออกดอกเหมือนกันแต่ดอกจะร่วงหมดก่อนจะผสม เมื่อเห็นดอกผมก็ดีใจแล้วว่าผมทำได้ ผมปลูกอินทผลัมบนทุ่งกุลาร้องไห้ได้ ลบคำสบประมาทได้แน่นอน” คุณสมภพเล่าถึงความภูมิใจ อินทผลัมนั้นเป็นพืชผสมพันธุ์ข้ามต้น ดอกตัวเมียและดอกตัวผู้อยู่กันคนละต้น ดังนั้น การปลูกอินทผลัมในสวนจึงจำเป็นต้องมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียปลูกอยู่ด้วยกัน “พอปีที่ 2 อินทผลัมชุดแรกจำนวน 60 ต้น เป็นต้นตัวเมีย 30 ต้น ต้นตัวผู้ 21 ต้น และมีอีก 9 ต้น ที่ไม่ออกดอก ผมจึงเริ่มผสมเกสรครั้งแรก วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 จนติดผลต้นละ 50-60 กิโลกรัม”

มีการกลายพันธุ์ เพราะใช้ต้นพันธุ์จากการเพาะเมล็ด

อินทผลัม เป็นพืชผสมข้ามต้นจึงต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ในสวนเดียวกัน และที่สำคัญหากปล่อยให้ดอกอินทผลัมผสมกันเองตามธรรมชาติโดยลมหรือแมลงนั้นจะทำให้ได้ผลผลิตน้อยและไม่สมบูรณ์เต็มที่ ดังนั้น จะต้องมีการช่วยผสมเกสร ซึ่งทำได้โดยเก็บเกสรตัวผู้เอาไว้ก่อน โดยใช้ถุงพลาสติกคลุมยอดดอกทั้งหมด แล้วเขย่าเพื่อให้ละอองเกสรดอกตัวผู้หล่นอยู่ในถุง จากนั้นจึงไล่อากาศภายในถุงออกให้หมด ปิดปากถุงให้แน่นแล้วไปเก็บไว้ในตู้เย็น รอเวลานำไปผสมกับเกสรตัวเมีย ต้นตัวเมียจะออกจั่นเหมือนตัวผู้ แต่เวลาจั่นแตกดอก ดอกตัวเมียจะมีดอกเป็นช่อเม็ดกลมๆ เมื่อจั่นเริ่มแตกให้นำละอองเกสรตัวผู้ที่เก็บไว้มาผสมกับเกสรตัวเมีย ใช้เกสรตัวผู้ใส่ในถุงพลาสติก ประมาณ 1/3 ช้อนชา ต่อ 1 ช่อดอกตัวเมีย ใช้เกสรตัวผู้ที่แยกใส่ถุงพลาสติกครอบช่อจั่นตัวเมียแล้วเขย่าให้ละอองเกสรตัวผู้ฟุ้งกระจายและติดกับเกสรตัวเมีย ทำแบบนี้ประมาณ 1-2 วัน ก็จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณมาก ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการช่วยผสมควรเป็นช่วงเช้า เนื่องจากอากาศไม่ร้อนจัดและความชื้นในอากาศมีน้อย เนื่องจากผลอินทผลัมเป็นผลที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น คุณภาพของผลอินทผลัม ทั้งในเรื่องของขนาดหรือรสชาติอาจจะแย่ลงหรือใกล้เคียงต้นแม่พันธุ์เดิมหรือดีขึ้นก็ได้ “ต้นที่ให้ผลผลิตแล้วมีการกลายพันธุ์ไป 1 ต้น โดยให้ผลกลมเหมือนพันธุ์บาฮี (Bahi) ผมรอดูอย่างใจจดใจจ่อว่าต้นที่เหลือจะให้ผลรสชาติดีเหมือนพันธุ์เคแอล 1 หรือเปล่า หลังจากผสมเกสรไปแล้ว 2 เดือน ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ผลผลิตที่ได้มีรสชาติหวานอร่อย ไม่ติดรสฝาดทุกต้นครับ” คุณสมภพเล่า

คุณสมภพฝากบอกว่า “ประสบการณ์เกี่ยวกับอินทผลัมกินสดของผมพบว่า การปลูกและดูแลไม่ยุ่งยาก จะมีปัญหาแมลงบ้างก็ไม่มาก มีปัญหาผลผลิตติดเยอะมากจนช่อผลหักก็ยังพอแก้ไขได้ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับเกษตรกรรายย่อยคือ อย่าเห็นแก่ราคาขายผลสด กิโลกรัมละ 500 บาท แล้วปลูกถี่ ปลูกจำนวนต้นมากเกินไปจนดูแลได้ไม่ทั่วถึง ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าไว้หลายปี เช่น การใช้สารเคมีให้เหมาะสม เมื่อต้นอินทผลัมสูงมากขึ้นจะจัดการอย่างไร หากวางแผนได้และทำได้ตามนั้น อินทผลัมก็เป็นพืชที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรรายย่อยในบ้านเราครับ”

เมืองไทยของเรามีความสมบูรณ์สูงมาก ทั้งดิน น้ำ ลม ฟ้า อากาศ ตรงไหนไม่ค่อยดี ปรับนิดเสริมหน่อยก็ยังทำเกษตรได้สมบูรณ์ เมืองไทยถ้าจะยังขาดก็คงขาดผู้นำทุกระดับ (ต้องย้ำ ทุกระดับ พูดเลย) ที่เสียสละและจริงใจกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เกษตรกร ตาสี ยายสา น้ามา ป้าแช่ม จึงยังล้มลุกคลุกฝุ่นอยู่เช่นนี้อีกนาน ลากันไปก่อน พบกันใหม่ในเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มนี้ สวัสดีเจ้าค่ะ

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. รายงานการศึกษาเรื่องปัญหาการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้. http://www.senate.go.th/senate/report_detail.php?report_id=23

คลัสเตอร์กลุ่มข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้. http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.

php?id=5264&s=tblrice

ศูนย์บริการข้อมูลและสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส http://www.dailynews.co.th/agriculture/189835, http://www.kasetporpeang.com ข้อมูล วีรพันธุ์ นิลวัตร ข่าว มีนาคม 2556

ปลูก “ทุเรียนหมอนทอง” ให้เป็นเศรษฐี แบบ ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล ที่ชุมพร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ปลูก “ทุเรียนหมอนทอง” ให้เป็นเศรษฐี แบบ ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล ที่ชุมพร

ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้พบหรือสนทนากับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ จนถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเกษตรกรบ้านเรา ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนหรือไม่ก็พอมีพอกิน ไม่มีเหลือเก็บ น้อยคนนักที่จะสามารถสร้างฐานะมั่งคั่งขึ้นมาได้จากการทำอาชีพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดินนี้ได้

ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตร ชักชวนให้ไปดูสวนทุเรียนของ “คุณฉัตรกมล มุ่งพยาบาล” ที่ตำบลพะโต๊ะ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร บนพื้นที่ 45 ไร่ และยังมีสวนทุเรียนอีก 15 ไร่ ที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร

ปีหนึ่งมีรายได้หลายล้าน

เกษตรกรหนุ่มผู้นี้ที่มีดีกรีถึงปริญญาโท โดยจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งในสวนของเขาปลูกผลไม้หลายอย่างและพืชอื่นๆ ด้วย อย่างเช่น ปาล์มน้ำมัน กล้วยน้ำว้า ไผ่ตง ส้มโชกุน และทุเรียนหลายพันธุ์ แต่หลักๆ คือ “หมอนทอง” ซึ่งเป็นพันธุ์ส่งออกที่ได้ราคาดี โดยในปีหนึ่งๆ เขามีรายได้จากการขายทุเรียนส่งนอกหลายล้านบาท ประเทศที่นำเข้าเป็น อันดับ 1 คือ จีน

ด้วยความรู้ ความสามารถ และยังอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในวงการเกษตร ทำให้เขาได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย อาทิ เกษตรกรทำสวนดีเด่นของจังหวัดชุมพร ปี 2557 และได้รับคัดเลือกเกษตรกรดีเด่นรองชนะเลิศระดับประเทศ สาขาอาชีพการทำสวน ในฐานะสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นั่งเก้าอี้เลขาธิการสมาคมชาวสวนไม้ผลจังหวัดชุมพร และเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มไม้ผลคุณภาพบ้านห้วยเหมือง รวมถึงมีตำแหน่งต่างๆ อีกมาก

นอกจากนี้ สวนของเขายังเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการคุณภาพทุเรียน และศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออก

เรียกว่า เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่มีคุณภาพคับแก้วจริงๆ ที่สำคัญเขายังนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ต่างๆ ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

สาเหตุที่เขาทำสวนผลไม้จนสามารถสร้างฐานะได้อย่างมั่นคงนั้น มีหลายปัจจัยด้วยกัน ส่วนหนึ่งเพราะเรียนจบทางด้านเกษตรมา และเมื่อจบก็ทำงานกับบริษัทขายปุ๋ยเคมีอยู่หลายปี กระทั่งตัดสินใจมาทำยึดอาชีพเกษตรกรรมเต็มตัว ในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน โดยเป็นแปลงผลิตทุเรียนที่ตรงตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) เป็นต้นแบบของการส่งออก

นอกจากนี้ ยังใช้ระบบการบริหารจัดการที่ดี อาทิ ทำระบบ QR Code เพื่อให้สามารถตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับถึงแหล่งผลิตได้ ผลิตทุเรียนนอกฤดู รวมถึงเน้นการรวมกลุ่มเกษตรเพื่อให้มีอำนาจต่อรองในการส่งออก ซึ่งทำให้เขาและสมาชิกสามารถขายทุเรียนได้ถึงกิโลกรัมละ 120 บาท

ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

“หลักยึดในการทำอาชีพเกษตรของผมคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง และปรัชญาขอซูนวูที่ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ที่สำคัญจะต้องเป็นคนที่รักอาชีพเกษตร ชอบจะเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้เราพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง”

คุณฉัตรกมลเล่าว่า สาเหตุที่ทุเรียนในสวนลูกใหญ่และมีคุณภาพดี (ทุเรียนหนามเขียว) นั้น เป็นเพราะได้เรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตัวเองมาหลายปี และเอาใจใส่ในทุกขั้นตอน ซึ่งยังใช้ปุ๋ยเคมีอยู่บ้าง แต่เป็นเกษตรแบบปลอดภัย โดยในการปรับปรุงบำรุงดินจะเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ร่วมกับปุ๋ยอนินทรีย์ และเพิ่มคุณภาพผลผลิต เช่น ช่วงหลังเก็บเกี่ยว ใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ในการเพิ่มความพรุน เพิ่มออกซิเจน (O2) ให้ดิน จุลินทรีย์จะได้เพิ่มมากขึ้น

ช่วงเพิ่มผลผลิตจะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มขนาดความหวานโดยใส่ปุ๋ยเคมีตามความเหมาะสมของต้น เพิ่มผลผลิตการให้แต่ละต้น ทั้งนี้ใช้การตัดหญ้ามากกว่าการใช้สารกำจัดวัชพืช เพื่อรักษาความชุ่มชื้น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ในการลดการชะล้างหน้าดิน

ส่วนการป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยวิธีผสมผสาน เช่น ช่วงแล้งมีการระบาดของแมลงปากดูด ก็ใช้น้ำสปริงเกลอร์มากหน่อย ก็จะลดปัญหาโรคแมลงปากดูดไปได้

ช่วงฤดูฝน เกิดโรคใบไหม้ เนื่องจากการกดทับดิน เหยียบย่ำหน้าดิน ห้ามเข้าแปลงช่วงหน้าฝนถ้าไม่จำเป็น ถ้าเป็นช่วงฤดูแล้ง ปลายพุ่มน้ำไปไม่ถึงผลทำให้ใบไหม้ สำรวจแก้ไข ต่อน้ำให้ทั่วถึง จะลดปัญหาปลายใบไหม้

สำหรับการจัดการสวนใช้ระบบการจัดการแบบเกษตรดีที่เหมาะสมนั้น คุณฉัตรกมลเน้นปลูกไม้ยืนต้นรอบสวน เพื่อเพิ่มออกซิเจน (O2) ลดภาวะโลกร้อน และเป็นไม้ใช้สอยในอนาคตได้ โดยไม่ทำลายป่าไม้ เพราะว่ามีการปลูกไม้ทดแทน เช่น ปลูกกล้วยน้ำว้ารอบสวน

“กล้วยน้ำว้า เป็นแหล่งเก็บความชื้น กั้นพังทลายของดิน ลดการสร้างหน้าดินได้ระดับหนึ่งในสวน ยังเพิ่มรายได้เสริมให้กับสวนด้วย และปาล์มน้ำมันที่ปลูกรอบสวนนั้น เพื่อดูดซับธาตุหลักและรองของพืชที่ไหลลงมาช่วงฝนตก ซับหน้าดิน ส่วนการปลูกปาล์มน้ำมัน ช่วยจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยคนไทยช่วยชาวโลก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

แนะตัดแต่งทุเรียนทรงพีระมิด

สมาร์ทฟาร์มเมอร์รายนี้ยังบอกอีกว่า การทำให้ทุเรียนมีคุณภาพดีอีกอย่าง คือการตัดแต่งทรงพุ่มแบบพีระมิด ซึ่งจะช่วยการให้ตำแหน่งของกิ่งตั้งฉากกับลำต้นได้อย่างเหมาะสม ส่งผลถึงการติดผลการแขวนผลได้ในปริมาณเหมาะสมกับขนาดของลำต้น และยังช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้อย่างดียิ่ง

ทั้งนี้ การจัดการกิ่งทุเรียนในทรงพุ่มทำได้ตั้งแต่ทุเรียนอายุ 3 ปี เป็นต้นไป โดยตัดแต่งกิ่งใบช่วงล่างของลำต้นให้มองเหมือนสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน จะทำให้กิ่งส่วนนี้ใหญ่ แขวนน้ำหนักได้ดี กิ่งใหญ่ คือ อ้วน การวางตำแหน่งของทรงก็ดี ผลก็อยู่ใกล้ใบ ทำให้แหล่งอาหารของพืชติดผลดี เลี้ยงลูกได้มาก ลูกใหญ่ น้ำหนักดี ส่วนด้านบนเว้นไว้เป็นรูปพีระมิดต่อยอดโดยไม่ต้องไปตัดแต่งกิ่ง ส่งผลให้ต้นไม้สูง ทำให้เก็บเกี่ยวง่าย การเจริญเติบโตด้านบนจะเป็นไปอย่างช้าๆ ตามธรรมชาติ แต่จะทำให้กิ่งด้านล่างมีขนาดใหญ่

คุณฉัตรกมล แนะนำเกษตรกรรายอื่นๆ ด้วยว่า หากจะปลูกทุเรียนหรือพืชอื่นๆ ให้เป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและยั่งยืนนั้น จะต้องประกอบด้วย หนึ่ง ศึกษาพฤติกรรมของพืชและพันธุ์ทุเรียน ตรงตามความต้องการของตลาด สอง ศึกษาสารเคมี ฮอร์โมนและปุ๋ย สาม ศึกษาฤดูกาลของพืชในพื้นที่ทั้งในจังหวัดภาคใต้ ภาคตะวันออก สี่ ศึกษาฐานข้อมูลการผลิต และปริมาณ ห้า ศึกษาภูมิศาสตร์ของพื้นที่ และ หก มีกลุ่มเครือข่ายการผลิตอาชีพเดียวกัน

“ต้องเรียนรู้พฤติกรรมของพืชที่เราปลูกอย่างรู้ลึก รู้จริง ต้องมีฐานข้อมูลของการผลิต และการตลาดด้วย”

คุณฉัตรกมลยังอธิบาย ถึงการนำทฤษฎี รู้เขา รู้เรา มาใช้ว่า จะต้องรู้ว่าทุเรียนมีพฤติกรรม กล่าวคือ เรียนรู้จุดอ่อนของทุเรียนแล้วแก้ปัญหา เช่น ทุเรียนจะพ้นระยะปลอดภัยในการติดผล หลังดอกบานเมื่ออายุ 2 เดือน อันเกิดจากสาเหตุทุเรียนแตกใบอ่อน ผลลัพธ์คือ ผลทุเรียนร่วง หรือผลเบี้ยว

แนวทางแก้ไข ทำให้ใบอ่อนที่แตกออกมาในระยะนี้แก่เร็ว เพื่อใช้คุมยอดโดยใช้สารเมพิควอต คลอไรด์ 25% EC หรือมีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล 10% หรือ 15% wp รวมถึงการใช้ธาตุแมกนีเซียม ผสมกับปุ๋ยเกล็ด 0-52-34 หรือ 0-42-56 อีกที เพื่อให้ใบอ่อนแก่เร็ว จะช่วยลดปัญหาได้ เป็นต้น

ฟังคุณฉัตรกมลเล่าถึงผลผลิตและราคาต่อกิโลกรัมที่เคยขายได้ถึง 120 บาท ทำเอาหลายคนอยากไปเป็นชาวสวนทุเรียนกันบ้าง เพราะปีหนึ่งๆ ได้หลายล้านบาท

สนใจอยากเรียนรู้วิธีการปลูกทุเรียนหมอนทองส่งนอกให้ได้คุณภาพและราคาดี ติดต่อได้ที่ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการคุณภาพทุเรียน โทร. (081) 607-4090

มันเทศเงินล้าน ที่ควนพัง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เทคโนโลยีการเกษตร

นิพนธ์ สุขสะอาด

มันเทศเงินล้าน ที่ควนพัง

ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพื้นที่ป่าพรุผืนใหญ่ ปัจจุบันเป็นพื้นที่ว่างเปล่า อยู่ในเขตสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ มีน้ำท่วมซ้ำซาก และท่วมขังในช่วงฤดูฝน ช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม ในช่วงแล้งมีสภาพน้ำเปรี้ยว ไม่สามารถปลูกพืชยืนต้นได้ เกษตรกรไม่มีรายได้ที่แน่นอน และไม่มีอาชีพที่มั่นคง

แต่มีข้อดีเรื่องดินที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุมาก โรค/แมลงศัตรูพืชมีน้อย เนื่องจากน้ำท่วมขังนาน เป็นการตัดวงจรชีวิตของแมลงศัตรูพืช

จากสภาพปัญหาหลายๆ ด้าน และศักยภาพที่พอมีอยู่ เกษตรอำเภอเข้ามาส่งเสริมให้ปลูกพืชฤดูแล้ง ปลูกมันเทศ และพืชอายุสั้นอื่นๆ เกษตรกรแต่ละรายทำรายได้นับแสน นับล้านบาทกันเลย

คุณเจือ สิริพร เกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้ง ที่ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์ เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานเกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกรที่มีพื้นที่ว่างเปล่า ในหมู่ที่ 2, 5 และหมู่ที่ 8 ตำบลควนพัง เนื่องจากพื้นที่นี้มีน้ำท่วมซ้ำซาก ปลูกพืชยืนต้นไม่ได้ โดยการนำแนวนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร มาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ ตามความต้องการของเกษตรกร และผลิตพืชที่ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

“โดยในปี 2557 ส่งเสริมให้ปลูกมันเทศ ฟักทอง ถั่วลิสง พริกขี้หนู และถั่วฝักยาว ฯลฯ เห็นผลชัดเจนแล้ว ได้ผลผลิตมากมาย และหลากหลายเต็มทุ่ง คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่นี้ ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท” เกษตรจังหวัดกล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ได้นำรูปแบบการทำงานของกรมส่งเสริมการเกษตรรูปแบบใหม่ (MRCF) มาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยพิจารณาจากศักยภาพของพื้นที่ ความต้องการของเกษตรกร และชนิดพืชที่สามารถปลูกได้ดีในพื้นที่และมีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

เริ่มตั้งแต่การจัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน/ตำบล ซึ่งมีผู้นำชุมชน หน่วยงานต่างๆ และเกษตรกรในพื้นที่ เข้ามาร่วมกันวิเคราะห์พื้นที่ และหาทางออกร่วมกันในการคลี่คลายปัญหา และจัดทำแนวทางพัฒนาอาชีพเพื่อให้เกษตรกรมีงานทำและมีรายได้ที่มั่นคง เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

จากการวิเคราะห์พื้นที่นี้พบว่า ไม่เหมาะแก่การปลูกไม้ผล หรือไม้ยืนต้น แต่เหมาะแก่การปลูกพืชอายุสั้น หรือพืชฤดูแล้ง เพราะมีความเหมาะสม ทั้งเรื่องดิน แหล่งน้ำสำรอง แรงงาน องค์ความรู้และประสบการณ์ของเกษตรกร และความต้องการของตลาดสินค้าเกษตร จึงได้ข้อสรุปว่า จะทำโครงการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้ง ในช่วงที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-กันยายน กำหนดพืชที่จะปลูกตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ตามความต้องการของตลาด และตามที่เกษตรกรมีความถนัด

ส่วนทางราชการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชฤดูแล้ง การจัดตั้งกลุ่ม การจัดหาตลาด สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ น้ำมันเชื้อเพลิง และการประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

พืชที่เกษตรกรต้องการ และสำนักงานเกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ส่งเสริมให้ปลูก ได้แก่ แตงโม ฟักทอง พริกขี้หนู มันเทศ ถั่วลิสง และถั่วฝักยาว

สมาชิกผู้ร่วมโครงการที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานเกษตรอำเภอแล้ว จำนวน 262 ราย ผลการดำเนินงานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา การปลูกพืชดังกล่าวผ่านมาเพียง 1 รุ่น พื้นที่ปลูก รวมประมาณ 2,600 ไร่ ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจมาก สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกร ไม่ต่ำกว่า 32 ล้านบาท หรือถ้าคิดเป็นรายได้ทั้งปี ไม่น่าจะต่ำกว่า 100 ล้านบาท

โดยเฉพาะ มันเทศ ซึ่งมีความเหมาะสมกับพื้นที่อย่างยิ่ง สามารถเจริญเติบโตได้ดี ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องรดน้ำ ทำรายได้รายละนับล้านบาท

ส่วนพืชไร่พืชผักอื่นๆ ที่เกษตรกรปลูกเป็นรายได้เสริม แต่ไม่ได้นับจด เช่น เผือก บวบ มะระ มะเขือพวง ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่ง

คุณจรูญ นวลศรี เกษตรกรผู้ร่วมโครงการ ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลควนพัง ผู้มีประสบการณ์และปลูกมันเทศจนประสบผลสำเร็จ ได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองปลูกมันเทศพันธุ์แครอตและพันธุ์โกปี้ ในพื้นที่ 50 ไร่

เตรียมแปลงปลูกโดยการไถยกร่องทันทีหลังน้ำลด จัดหายอดพันธุ์เตรียมไว้ให้พร้อม เริ่มปลูกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์โดยไม่ต้องรดน้ำ เนื่องจากดินยังคงมีความชุ่มชื้น และมันเทศเป็นพืชทนแล้ง สามารถเจริญเติบโตได้ดี โดยเฉพาะดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ มันเทศจะลงหัวได้ดี หัวดกใหญ่ และให้น้ำหนักดี

การดูแลรักษาแบบง่ายๆ คือการกำจัดวัชพืช ซึ่งก็มีไม่มากนัก

จนกระทั่งมันเทศมีอายุครบ 3 เดือน ก็เก็บเกี่ยวได้

โดยจะตัดยอดมันส่วนหนึ่งเก็บไว้ทำพันธุ์ ขุดโดยใช้รถไถแบบเดินตามขนาดเล็ก ใช้ผาลเดี่ยวไถเข้าระหว่างกลางร่องมัน ผลผลิตหัวมันจะถูกพลิกขึ้นมาจากดินอย่างง่ายดาย เพราะดินร่วนซุยดี หลังจากนั้นจะใช้แรงงานคนเก็บ ทำความสะอาดเพียงตัดเถาและรากทิ้ง โดยไม่ต้องล้าง

ส่งขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อถึงแปลง ผลผลิตที่ได้ ขายในราคาเฉลี่ย กิโลกรัมละ 10 บาท ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวต่อปี เกินกว่า 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีหรือยาปราบศัตรูพืชใดๆ ผลผลิตที่ได้จึงเป็นมันเทศที่ปลอดภัยจากสารเคมีแน่นอน

ทางด้าน คุณสุรพล จารุพงศ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการนำนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร (MRCF) มาใช้ในการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่และจากการลงพื้นที่ตำบลควนพัง อำเภอร่อนพิบูลย์ เพื่อตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้ร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้งพบว่า เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่เกษตรกรไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง และมีรายได้ไม่แน่นอน แต่หลังจากที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่แบบเน้นหนัก วิเคราะห์พื้นที่ วิเคราะห์ปัญหา และทำประชาคมร่วมกันหลายรอบ จนได้ข้อสรุป และจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกพืชฤดูแล้ง และประสบผลสำเร็จตามที่เห็น

“นับเป็นความสำเร็จและความภาคภูมิใจร่วมกัน ที่ได้สร้างความอยู่ดี กินดีให้กับพี่น้องเกษตรกร อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งจะได้หาทางช่วยเหลือสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรกลุ่มนี้ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม การแปรรูป และการนำพืชพันธุ์ใหม่ๆ ให้มาทดลองปลูกอีกด้วย” คุณสุรพลกล่าวในที่สุด

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นความโชคดีของพี่น้องเกษตรกรชาวควนพัง จริงๆ ครับ ที่ได้ฝ่าวิกฤติให้กลายเป็นโอกาส ได้ร่วมคิดวิเคราะห์ วางแผน ร่วมแรงร่วมใจ ขยัน อดทน มีเกษตรอำเภอที่เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ มีผู้กำกับนโยบายที่มีวิสัยทัศน์ดี จึงสร้างความสำเร็จ สร้างความสุข และรอยยิ้ม ให้กับเกษตรกรได้อย่างน่าชื่นชม

ท่านใดสนใจจะหาซื้อมันเทศ หรือผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ในพื้นที่ที่ปลอดภัยจากสารพิษของตำบลควนพัง เพื่อบริโภค หรือเพื่อจำหน่าย ติดต่อผ่าน ผู้ใหญ่บุญโชค ศรีสุรางค์ โทร. (085) 788-9884 หรือที่ เกษตรอำเภอร่อนพิบูลย์ คุณเจือ สิริพร โทร. (089) 289-2405 ได้ทุกวันครับ

โรงพักพอเพียง สอนตำรวจทำการเกษตร แหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน ที่ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เศรษฐกิจพอเพียง

สุพจน์ สอนสมนึก

โรงพักพอเพียง สอนตำรวจทำการเกษตร แหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน ที่ อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร

ตำรวจ ทำเศรษฐกิจพอเพียงทั้งโรงพัก เป็นตัวอย่างแก่ชาวบ้าน แถมมาติดต่อราชการ มีผลไม้ให้กินอิ่ม

เมื่อเอ่ยถึง สถานีตำรวจ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โรงพัก” มักพากันถามว่ามีเรื่องอะไร แต่วันนี้จะพาท่านเดินทางไปพบกับสถานีตำรวจพอเพียง อยู่ที่อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร เป็นโรงพักเดียวของจังหวัดสกลนคร ที่มีเนื้อที่ กว่า 20 ไร่

พ.ต.อ. พาชื่น ภาณุพินทุ ผกก.สภ. โพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร เล่าความเป็นมาของโครงการ โรงพักพอเพียง แห่งนี้ว่า เมื่อมารับตำแหน่งที่นี่ เมื่อ 2 ปีก่อน ก็เห็นพื้นที่มีจำนวนมาก และไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ ประกอบกับชอบอาชีพทำการเกษตร เบื้องต้นก็เห็นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนเลี้ยงเป็ด ไก่ ตามหน้าห้องแถว และพื้นที่ว่าง จึงเกิดความคิดในเรื่องการทำเกษตร และน้อมนำเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ อย่างน้อยหากทุกคนทำก็จะทำให้ไม่ต้องไปซื้อ ผักสวนครัว ประเภทที่เก็บมาปรุงอาหารได้เลย และเน้นทุกอย่างจะทำแบบภูมิปัญญาชาวบ้านให้สภาพแวดล้อมเอื้อกัน

ที่มาของโครงการ

จากนั้นได้ผู้กำกับฯ สอบถามเจ้าหน้าที่ ว่าเงินส่วนต่างๆ ที่ได้มาของโรงพักที่เป็นส่วนกลาง พบว่า มีอยู่จำนวน 30,000 บาท จึงได้เรียกประชุมทำความเข้าใจว่า จะทำโรงพักนี้เป็นโรงพักเศรษฐกิจพอเพียง ให้ทุกคนทุกนายมีส่วนร่วมกัน ใครที่ว่างเว้นจากหน้าที่เวรยาม ก็ให้มาปรับปรุงพื้นที่ช่วยกัน

กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด มีจำนวน 40 นาย จึงได้แบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 10 นาย เพื่อทำกิจกรรม

จากนั้นได้นำเงินกองกลางส่วนหนึ่งไปหาซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ไก่งวงมาเลี้ยงภายในบริเวณสถานี โดยมีการจัดซื้อตาข่ายสีเขียวมาขึงกันพื้นที่ ให้อยู่ในบริเวณที่เหมาะสม จัดหาหัวอาหารและให้กินหญ้าที่สนาม และได้มีการปรับบ่อน้ำที่มีอยู่ จำนวน 3 บ่อ เพื่อเลี้ยงปลา

จากนั้นได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไถพรวนที่ดิน นำมะละกอมาปลูก จำนวน 100 ต้น และนำปลาดุก 7,000 ตัว ปล่อยลงบ่อ

จัดทำโรงพาะเห็ด โดยใช้วัสดุภายในสถานี 1 โรง เพาะเห็ดนางฟ้า เห็ดบด

จัดแปลงและหามะนาวพันธุ์ดีมาปลูก 200 ต้น และปลูกกล้วยจำนวนหนึ่งรอบๆ บริเวณพื้นที่ จากนั้นนำไม้ยืนต้นที่กินได้ มะม่วง ลำไย ฯลฯ ปลูกรอบพื้นที่

ที่เกาะกลางถนนทางเข้าโรงพัก ปลูกพริกและเพกา รอบๆ ปลูกตะไคร้ ข่า และยังมีบ่อเพาะกบ เลี้ยงกบจำหน่ายและกินเองในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก

พ.ต.อ. พาชื่น บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นนั้น ต้องพยายามทำความเข้าใจกับทุกคน และให้ช่วยกันเต็มที่ เมื่อผลผลิตออกมาทำให้ทุกคนพอใจ แม้ในช่วงแรก บางคนจะทำการเกษตรไม่เป็น ต้องศึกษาจากเพื่อนร่วมงาน ว่าก่อนลงมือทำควรเตรียมอะไรบ้าง

ปัจจุบันที่แห่งนี้มีไก่งวงทั้งหมด อยู่ที่ 220 ตัว มะนาวเริ่มให้ผลผลิต สามารถเก็บกินได้ รวมทั้งกล้วยและปลา โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า เมื่อแก่จะนำมาห้อยไว้ที่ศาลาพัก ผู้มาติดต่อราชการสามารถกินได้ฟรี เมื่อเวลาหิว เมื่อหมดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะนำมาแขวนไว้ใหม่ เป็นการบริการที่กินและอิ่มได้

จากกิจกรรมเหล่านี้ ทำให้ผลผลิตที่ออกมามีมากมาย เวลาเดินเข้ามาที่สถานราชการแห่งนี้จะมีของที่กินได้ ตั้งแต่ทางเข้าเป็นต้นมา เหมือนไม่ใช่โรงพัก ยิ่งเมื่อเข้ามาในบริเวณสถานี จะพบไก่งวง ส่วนหนึ่งเดินหากินผักหญ้า อีกส่วนหนึ่งจะขังไว้ในพื้นที่เรือนไก่

เมื่อผลผลิตออกมามาก นอกจากจะแจกจ่ายชาวบ้านที่มาติดต่อราชการแล้ว ที่โรงพักแห่งนี้ก็จะนำไปจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าสินค้าประเภทเดียวกันในตลาด และที่เน้นคือการปลอดสารเคมี พืชผักทุกชนิดไม่มีการใช้สารเคมีมาปนแต่อย่างใด

สิ่งที่จะทำรายได้ให้กับทางโรงพักมาเป็นทุนต่อไป คือไก่งวง ขณะนี้มีจำนวนมาก เพาะออกมาแทบทุกวัน จะนำไปขายทั้งไข่ และตัวที่ประกอบอาหารได้ นอกจากนั้น ยังเพาะพันธุ์ จำหน่ายราคากันเองให้กับชาวบ้านที่ต้องการนำไปเลี้ยง เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง และเงินที่ได้มาต่อยอดเพื่อทำกองทุนต่อไป

ส่วนมะนาว ขณะนี้เริ่มให้ผลผลิต ออกผลกันมาก ชาวบ้านมาติดต่อราชการ มาเห็นก็ขอไปกินในครอบครัว ซึ่งตำรวจก็เก็บให้ เป็นการสร้างงานมวลชนไปในตัว แต่ก็มีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาซื้อเพื่อไปขายเช่นกัน ซึ่งทางสถานีก็ขายราคาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ได้ถูกแล้วไปกดเอากับผู้บริโภค อย่างนี้ไม่ขายให้

ปัจจุบันเมื่อมีงานต่างๆ ทางสถานีจะนำผลผลิตเหล่านี้ออกมาทำอาหาร เช่น เมื่อมีผู้บังคับบัญชา หรือแขกมาเยี่ยม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำอาหารต้อนรับ ไก่ดำ ไก่งวง กบ ปลา มีครบ

ตลอดจนพืชผัก ผลไม้ แทบไม่ต้องซื้อ สิ่งที่ซื้อคือ น้ำปลาเท่านั้น

ทำให้ผู้มาเยือนมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สถานีตำรวจที่นี่ ยังเปิดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวบ้าน สามารถมาดูมาศึกษาได้ฟรี แถมมีผลไม้และกิ่งพันธุ์อื่นแถมให้ด้วย เพื่อนำไปปลูกเพาะที่บ้าน

“ขณะนี้กำลังฝึกหัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนกิ่ง ทาบ กิ่ง พันธุ์ไม้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ เพื่อนำมาปฏิบัติ ตลอดจนออกไปแนะนำชาวบ้าน ส่วนงานหน้าที่ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าใช้เวลาที่ว่างให้เกิดประโยชน์ ลูก เมียตำรวจที่ไม่มีงานทำก็ออกมาช่วย ทำให้มีงานทำ แม้ไม่มีค่าจ้าง อย่างน้อยก็ทำให้ประหยัด ไม่ต้องไปซื้อหา อยากได้อะไรก็เก็บมากินมาใช้ได้ สามีก็ไม่ต้องไปดิ้นรน และเกิดข้อครหาในการทำหน้าที่ มีแต่ได้กับได้ อย่างไรก็ตาม หากได้ย้ายออกไปก็จะพยายามให้คนที่อยู่เดิมสานต่อ เพราะเป็นแนวทางที่ทำให้เกิดความสามัคคี มีรายได้ เศรษฐกิจพอเพียง เราต้องทำให้ชาวบ้านเห็นก่อน ไม่ใช่ไปบอกเขาแล้วตัวเองทำไม่เป็น หากท่านที่มีโอกาสผ่านก็สามารถแวะชมได้ และหากสถานีหรือโรงพักใดอยากทำก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ สามารถสอบถามหรือดูงานฟรี” ผู้กำกับฯ บอก

ผู้สนใจติดต่อ พ.ต.อ. พาชื่น ภาณุพินทุ ผกก.สภ. โพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร โทร. (081) 639-9096 ทุกวัน

ยินดีให้คำปรึกษาฟรี

เอ็ดเอื้อ สีหนาท อดีตครูกันทรวิชัย ทำเกษตรผสมผสาน รายได้มากกว่าเงินบำนาญ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056011057&srcday=2014-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 584

เศรษฐกิจพอเพียง

อำพน ศิริคำ

เอ็ดเอื้อ สีหนาท อดีตครูกันทรวิชัย ทำเกษตรผสมผสาน รายได้มากกว่าเงินบำนาญ

เอ็ดเอื้อ สีหนาท อายุ 71 ปี อดีตครูโรงเรียนกันทรวิชัย อยู่บ้านเลขที่ 179 หมู่ที่ 4 บ้านหนองแวง ตำบลโคกพระ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สมรสกับ คุณเสงี่ยม สีหนาท มีลูกด้วยกัน 2 คน โทร. (080) 767-3211

ครูเอ็ดเอื้อ และ คุณเสงี่ยม สีหนาท ซึ่งเป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านและเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart farmer) และเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน เล่าให้ฟังว่า เป็นครูอยู่หลายโรงเรียน แต่มาเกษียณอายุราชการที่โรงเรียนกันทรวิชัย ปี 2546 แล้วว่างไม่ได้ทำอะไรเป็นเวลา 4 ปี จนกระทั่งปี 2550 ลูกมาซื้อที่นา ซึ่งมีสระน้ำอยู่แล้วบางส่วน จึงได้ปรับปรุงพื้นที่ทำการเกษตรหลายอย่าง ปัจจุบันมีพื้นที่ 7 ไร่ 2 งาน โดยแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน ดังนี้

1. ทำนา 3 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ ได้ผลผลิตประมาณ 1,900 กิโลกรัม ไม่ขาย เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน

2. สระน้ำในไร่นา 6 บ่อ พื้นที่ 2 ไร่ ใช้เลี้ยงปลาและปลูกผักบุ้ง เลี้ยงปลาดุก 2 บ่อ ปีละ 2 รุ่น ใช้น้ำหมักชีวภาพผสมน้ำสาดลงในบ่อเป็นระยะๆ เพื่อบำบัดน้ำภายในบ่อ ผลผลิตทยอยขายในชุมชน วันละ 5-10 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 80 บาท มีรายได้ปีละประมาณ 40,000 บาท และปล่อยปลาสวายเลี้ยงในบ่ออีก 1 บ่อ จำนวน 1,000 ตัว ยังไม่ได้จับขาย

ส่วนบ่อที่เหลืออีก 3 บ่อ ได้ปลูกผักบุ้งขาว เก็บขายในช่วงฤดูฝน ทุกวันๆ มีแม่ค้าจากตลาดกันทรวิชัยมารับ บางครั้งก็นำไปส่งให้ วันละ 300-500 บาท

การเลี้ยงปลาดุกกับปลูกผักบุ้งจะสัมพันธ์กัน คือเมื่อจับปลาดุกแต่ละครั้ง ปีละ 2 ครั้ง จะใช้วิธีสูบน้ำออก โดยสูบใส่บ่อที่ปลูกผักบุ้งทำให้ผักบุ้งงาม

3. ที่ดอน 1 ไร่ 2 งาน ปลูกพืชหลายชนิด เช่น ปลูกไผ่เลี้ยง 120 กอ เก็บหน่อขาย ราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท มีรายได้ปีละกว่า 10,000 บาท, ตะไคร้ กว่า 300 กอ รายได้ปีละกว่า 10,000 บาท, ชะอมและผักสวนครัวอีกหลายชนิด, ปลูกยูคาลิปตัสบนคันนาและบนคันบ่อกว่า 500 ต้น

ตัดแต่งกิ่งไม้มาทำฟืนขาย มีรายได้กว่า 10,000 บาท ตัดแต่งกิ่งไม้ภายในฟาร์ม เช่น กิ่งยูคาลิปตัส ไม้ผล ไม้ยืนต้นที่ปลูกภายในฟาร์ม มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ สำหรับทำฟืนและเชื้อไฟ เป็นการนำสิ่งเหลือใช้ภายในฟาร์มมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มรายได้ โดยทำเป็นมัด บรรจุกระสอบขายโดยมีแม่ค้ามารับซื้อที่ฟาร์ม เฉลี่ยเดือนละกว่า 10,000 บาท

4. ที่อาศัย และคอกสัตว์ 1 ไร่

เลี้ยงเป็ด มีพ่อแม่พันธุ์ 20-30 ตัว ให้ลูกหลายร้อยตัวต่อปี ขายกิโลกรัมละ 65-70 บาท และไก่พื้นเมือง ขายกิโลกรัมละ 90 บาท ไม่พอขาย มีรายได้ปีละประมาณ 40,000 บาท ส่วนมูลเป็ด ไก่ เป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี นำกลับไปใส่พืชหลากหลายชนิด ลดค่าปุ๋ยเคมีลงได้ นอกจากนี้ ยังเจาะบ่อบาดาลเพื่อผันน้ำขึ้นมาใช้เพียงพอตลอดปี

ครูเอ็ดเอื้อ บอกว่า ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำการเกษตร มีรายได้ทุกวัน แต่ละเดือนมีรายได้มากกว่าเงินบำนาญ เสียอยู่อย่างเดียวคืออายุมาก ถ้าอายุ 40-50 ปี น่าจะดี

คุณเสงี่ยม บอกว่า เป็นอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านด้วย นอกจากทำการเกษตรในฟาร์มแล้วยังแปรรูปปลาร้า ทำเป็นแจ่วบองออกจำหน่าย ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ความพิเศษของแจ่วบอง “ตราผู้ใหญ่เสงี่ยม” คือทำจากปลาร้าที่หมักไม่น้อยกว่า 1 ปี เป็นแจ่วบองที่สุกแล้ว คือปลาร้าที่บดแล้วจะนำไปนึ่งให้สุก เครื่องเทศและสมุนไพรที่นำมาปรุงก็ผ่านการอบฆ่าเชื้อแล้วก่อนที่จะนำมาปรุงให้เป็นเนื้อเดียวกัน จึงได้รสชาติที่อร่อย

ขณะนี้บรรจุกระปุก 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก โหลละ (12 กระปุก) 100 บาท ขนาดกลาง โหลละ 130 บาท และขนาดใหญ่ กระปุกละ 50 บาท ขายภายในอำเภอกันทรวิชัยหลายแห่ง, อำเภอเมืองมหาสารคาม , อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ ยังส่งขายเป็นกิโลกรัมให้กับแม่ค้าไปบรรจุเองเป็นยี่ห้อของเขาเอง ที่จังหวัดระยอง และภาคใต้ โดยเฉลี่ยผลิตเดือนละประมาณ 150 กิโลกรัม

ท่านที่เคารพครับ จะเห็นว่า การทำไร่นาสวนผสมหรือเกษตรผสมผสานยังคงเป็นทางเลือกที่ดีเสมอสำหรับเกษตรกร ไม่เว้นแม้แต่ครูที่เกษียณอายุราชการ รวมทั้งการทำแจ่วบองที่สะอาด รสชาติอร่อย สนใจสอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อแจ่วบองได้ที่ โทร. (080) 767-3211