ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

จดหมาย จากเมืองไทย ฉบับที่ 5 สิงหาคม 18, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

จดหมาย จากเมืองไทย ฉบับที่ 5

เจริญพร ชาววัดพุทธปัญญา และชุมชนคนรักธรรม

ในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 เมื่อฉันเพลที่วัดชลประทานเสร็จแล้ว ท่านเจ้าคุณพิศาลสิกขากร เจ้าคณะอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ได้ให้ลูกศิษย์ขับรถมารับ เพื่อไปบรรยายธรรมแก่นักเรียน โรงเรียนการกุศลวัดกรงทอง อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

อาตมาได้รู้จักกับท่าน เมื่อคราวไปทอดกฐินวัดพระมหาชนก เมื่อปี พ.ศ. 2557 คราวนั้นอาตมาได้แสดงธรรมเป็นภาษาอังกฤษแก่ชาวพุทธนานาชาติ ที่มาร่วมทอดกฐินในวันนั้น เมื่อแสดงธรรมเสร็จแล้ว ท่านกล่าวว่า ถ้าอาตมามาเมืองไทยเมื่อไร ขอให้แจ้งให้ทราบ จะได้จัดให้แสดงธรรมแก่นักเรียนที่โรงเรียนของท่าน ซึ่งเป็นโรงเรียนการกุศลที่ท่านเป็นผู้รับอนุญาต

เมื่ออาตมากลับมาเมืองไทย ยังจำความตั้งใจและการนิมนต์ที่ท่านเคยมี จึงหาโอกาสสนองความตั้งใจของท่านทันทีที่มีเวลาว่างอยู่ 2 วัน

เมื่อเดินทางไปถึงวัดใหม่กรงทอง ท่านเจ้าคุณให้การต้อนรับอย่างดี จัดสถานที่พักให้ สะดวก สบาย แล้วท่านก็สั่งพระภิกษุให้มาดูแลเป็นอย่างดี

ท่านออกไปงานศพของญาติธรรมของวัด กลับมาร่วม 4 ทุ่ม นั่งคุยกันต่อจนดึกพอสมควร จึงปิดไฟจำวัด

รุ่งเช้าขึ้นมา ญาติโยมชาววัดใหม่กรงทอง ได้นำข้าวต้ม ทั้งประเภทข้าวต้มกับ และข้าวต้มโจ๊กมาถวาย เลือกฉันตามอัธยาศัย มีกล้วยน้ำว้างามๆ มาด้วย นับว่า เช้านี้พบอาหารเช้าที่ดี เลือกฉันแต่พอดี เพราะมีงานรออยู่ ถ้าฉันอิ่มเกินไป เวลาบรรยายธรรมจะง่วงเสียเอง แล้วผู้ฟังจะง่วงขนาดไหน ไม่ต้องกล่าวถึงแน่

รอบเช้า เริ่มบรรยายแก่นักเรียน ชั้น ม.6 เวลา 09.30-11.10 น. จำนวนนักเรียนประมาณ 700 คนได้ บรรยายเรื่องข้อคิดก่อนสู่โลกกว้าง ได้แนะแนวการเลือกอาชีพ และการเรียน โดยใช้หลัก 4 ประการ คือ

1. เลือกวิชาที่ชอบที่สุด

2. มีพื้นฐานที่ดี

3. มีอาชีพรองรับ

4. มีความสุขกับการทำงาน

สำหรับนักเรียน จะใช้หลักการนี้สำหรับเลือกวิชาที่จะเรียนต่อได้ เพื่อให้ตรงกับความชอบและพื้นฐานการเรียน หากรู้สึกชอบวิชาใดแล้ว ยังไม่มีพื้นฐานของวิชาที่ชอบมารองรับเพียงพอ จะได้ปรับหรือเสริมฐานที่ยังไม่แกร่ง ให้แกร่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะได้ศึกษาวิชาที่ชอบนั้นอย่างมีความสุขและเพลิดเพลินกับการศึกษา และการฝึกฝนในวิชานั้นๆ อันจะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การประกอบอาชีพนั้นอย่างมีความสุขด้วย เมื่อมีความสุขกับการประกอบอาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานก็จะเพิ่มมากขึ้น จะเป็นที่มาของการพัฒนาทั้งความรู้ การงาน และอาชีพ อันเป็นเหตุแห่งความก้าวหน้าของอาชีพนั้นๆ

อาตมาได้บรรยายธรรมในหัวข้อดังกล่าวที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ทั้งในภาคเช้าและภาคบ่าย รวมเวลาบรรยายประมาณ 4 ถึง 5 ชั่วโมง

ช่วงท้ายของการบรรยาย ทั้งระดับ ม.3 และ ม.6 นักเรียนได้ขอให้บรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษ 5 หรือ 10 นาที นักเรียนจะฟังกันเงียบด้วยความสนใจ จบแล้วนักเรียนก็บอกว่า แปล ด้วย เพราะจับความได้ไม่หมด จึงได้ตอบสนองเจตนาอยากรู้ อยากเห็นของนักเรียนด้วยการแปลให้อีกรอบหนึ่ง

เสร็จสิ้นการบรรยาย กลับมาพักที่กุฏิท่านเจ้าคณะอำเภอ ก็เริ่มจับไข้ มีอาการร้อน พยายามดื่มน้ำเยอะๆ จึงค่อยบรรเทา แล้วก็หลับไปด้วยพิษไข้

ตื่นเช้าขึ้นมาอาการไข้ยังมี ได้ฉันข้าวต้ม และดื่มน้ำกะเพรา อาการไข้บรรเทาลงบ้างแต่ก็ยังไม่หายสนิท พยายามดื่มน้ำเพื่อจะได้บรรเทาความร้อนภายใน

ฉันอาหารเสร็จ ลูกศิษย์ของท่านพระครูได้ขับรถจากปราจีนบุรี มาส่งที่วัดปัญญานันทาราม คลองหก เข้าพักที่วัดปัญญานันทาราม พิษไข้กลับมาอีก พยายามดื่มน้ำและพักผ่อน รู้สึกว่าอาการจะไม่บรรเทา ตกตอนเย็นท่านมิ่งขวัญมานวดให้ อาการดีขึ้น แต่อาการไข้ยังมี

พยายามดื่มน้ำจนหลับไป ตื่นเช้าขึ้นมาดีขึ้น แต่ไม่ถึงกับหายขาด ฉันอาหารเช้า แล้วท่านมิ่งขวัญนิมนต์บรรยายธรรมกับนักเรียน ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ เสร็จแล้วเดินทางเข้าวัดชลประทานรังสฤษฏ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

มาถึงวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ได้เข้าพบท่านเจ้าอาวาส และฉันอาหารเพลกับท่านพระปริยัติพุทธิวิเทศ ท่านมหารวย ท่านมหาสุจินตนินท์ แล้วสนทนาธรรมกับท่านมหาอาการ ท่านมหาเฉลิมเกียรติ์ ท่านมหาวัลย์ สหายธรรมเก่าๆ แห่งวัดชลประทานด้วยความรู้สึกเป็นสุข ด้วยการรำลึกถึงวันเก่าๆ ในอดีต สมัยยังหนุ่มแน่น เคยสอนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ร่วมกัน เคยจัดบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนร่วมกันทุกปี เป็นการระลึกถึงความดีอย่างมีความสุขทีเดียว

ช่วงบ่าย คุณวีระ สมความคิด และ คุณประดิษฐ์ หุ่นสุวรรณ มาเยี่ยมสนทนาธรรม และเหตุการณ์บ้านเมืองยุคปฏิรูป ได้รับฟังความคิดเห็นทั้งจากคุณวีระ และคุณประดิษฐ์ เกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชั่น และเรื่องความเคลื่อนไหวด้านพลังงานในแนวลึกอย่างแจ่มแจ้งในทุกประเด็น เป็นการสนทนาที่มีประโยชน์มาก

พร้อมกันนี้ คุณวีระ สมความคิด ได้แจ้งให้ทราบว่า จะเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อพบปะสนทนากับมิตรสหายที่เคยรู้จักกัน โดยจะได้พบปะมิตรสหายในแอลเอ ประมาณ วันที่ 1 มีนาคม 2558 แต่ยังไม่ทราบแน่นอนว่าที่ไหน คงจะมีการแจ้งให้ทราบในเวลาไม่ช้านี้

ก่อนจากกัน อาตมาได้แสดงความยินดีที่คุณวีระได้พบอิสรภาพ และอวยพรให้การต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น ประสบความสำเร็จเพื่อความรุ่งเรืองมั่นคงของประเทศชาติ เพื่อลูกหลานและคนรุ่นใหม่ในภายภาคหน้าต่อไป

การสนทนาเสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณบ่าย 3 โมง ได้ไปเยี่ยมท่านเจ้าอาวาสที่กุฏิ ท่านกรุณาให้พักผ่อนที่กุฏิของท่าน ก่อนเดินทางไปเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวต่อไปในตอนเย็น ซึ่งจะได้นำเอาเรื่องราวการเยือนพุทธศาสนิกชนบ้านพี่เมืองน้อง มาเล่าสู่กันฟังต่อไป

 

กรมตรวจฯ งัด 4 มาตรการ เข้มข้น สกัดทุจริต-พัฒนาสหกรณ์อย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150458&srcday=2015-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 597

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

กรมตรวจฯ งัด 4 มาตรการ เข้มข้น สกัดทุจริต-พัฒนาสหกรณ์อย่างยั่งยืน

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน มีสหกรณ์หลายแห่งมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีการทุจริต และมีการทำธุรกรรมนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์มีความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อสมาชิก ขบวนการสหกรณ์และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยปัญหาหลัก เกิดขึ้นจาก 2 สาเหตุ คือ ปัญหาการทุจริต ซึ่งเกิดจากผู้บริหาร และฝ่ายจัดการกระทำทุจริตด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การยักยอกทรัพย์ การฉ้อโกง และการปลอมแปลงเอกสาร เป็นต้น กับอีกปัญหา คือ การนำเงินของสหกรณ์ดำเนินการในธุรกรรมที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่กำหนดในข้อบังคับของสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาทุจริตไม่ให้เกิดขึ้นอีกในขบวนการสหกรณ์ ควบคู่กับการเดินหน้าพัฒนาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งแบบยั่งยืน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้ออกมาตรการเข้มข้นในการพัฒนาระบบสหกรณ์ 4 มาตรการ เร่งด่วน คือ

มาตรการที่หนึ่ง มาตรการป้องกัน แบ่งเป็นมาตรการป้องกันระยะสั้นและมาตรการป้องกันระยะยาว ในส่วนมาตรการระยะสั้น ประกอบด้วย การจัดชั้นสหกรณ์เป็นกลุ่มดี พอใช้ ต้องแก้ไข อาจถูกสั่งเลิก/ต้องเลิกตามกฎหมาย หรือตั้งใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้มข้นและความถี่ในการตรวจสอบตามชั้นสหกรณ์ มีการสร้างทีมตรวจสอบสหกรณ์เฉพาะกิจ กรณีที่มีเบาะแสหรือสัญญาณบอกเหตุ ว่ามีการทุจริต เข้าไปตรวจสอบเพื่อระงับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น และแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน การพัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้สอบบัญชีให้ได้มาตรฐานวิชาชีพ การจัดตั้งโรงเรียนผู้สอบบัญชี การพัฒนาความรู้ด้านกฎหมายและการบังคับใช้ ส่วนมาตรการป้องกันระยะยาว จะเน้นเสริมสร้างธรรมาภิบาลของสหกรณ์ เริ่มตั้งแต่การปลูกจิตสำนึก ให้มีความตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสหกรณ์

ส่วน มาตรการที่สอง เน้นการแก้ไขปัญหาทุจริต/การกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์สหกรณ์ อาทิ หากมีการตรวจสอบพบ หรือมีเบาะแสว่าเกิดทุจริต จะต้องสั่งการตามอำนาจหน้าที่ โดยสั่งการให้กรรมการ ผู้ตรวจสอบกิจการร่วมกันสอบสวน ค้นหาหลักฐานการกระทำการทุจริตและให้ผู้รับผิดชอบชดใช้เงิน หรือร้องทุกข์ หรือฟ้องคดี หากสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี นายทะเบียนสหกรณ์ หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ กล่าวถึง กรณีตรวจพบมีการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำการไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ด้วยว่า หน่วยงานที่กำกับดูแล ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้ชัดเจน

มาตรการที่สาม เป็นมาตรการเฝ้าระวัง นอกจากการตรวจสอบบัญชีแล้ว กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้ทำหน้าที่กำกับสหกรณ์ และติดตามอย่างต่อเนื่องในสหกรณ์ที่มีการกระทำความผิด ไม่ว่าจะกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือดำเนินการไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์ก็ตาม หรือมีสัญญาณบอกเหตุ ที่อาจเกิดความผิดพลาดบกพร่อง โดยแจ้งให้สหกรณ์แก้ไขให้ถูกต้องอย่างทันท่วงที หากสหกรณ์ไม่แก้ไข ก็ให้ใช้มาตรการตามกฎหมาย สั่งการให้สหกรณ์ดำเนินการได้ทันที

มาตรการที่สี่ เป็นมาตรการที่เน้นสนับสนุนและส่งเสริม อาทิ ส่งเสริมให้สหกรณ์ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ เพื่อให้เกิดหลักประกันที่มั่นคงแก่การดำเนินงานของสหกรณ์ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาความมั่นคงของสหกรณ์ โดยแหล่งที่มาของเงิน อาจได้จากการให้สหกรณ์ส่งเงินสำรองที่กันไว้จากกำไรสุทธิประจำปีที่ผ่านมาเข้ากองทุน โดยใช้วิธีทยอยส่งเป็นรายปีจนครบจำนวน เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะทางการเงินของสหกรณ์ ซึ่งการสนับสนุนวิธีนี้ ต้องมีการแก้ไขกฎหมายสหกรณ์

นายวิณะโรจน์ กล่าวต่อว่า นอกจากมาตรการดังกล่าวแล้ว กรมยังมีมาตรการส่งเสริมให้สหกรณ์เข้าระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) อีกด้วย เพื่อจะได้ทราบและเข้าถึงข้อมูลของสมาชิกที่จะกู้เงิน และทำให้การบริหารสินเชื่อของสหกรณ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในประเทศไทย มีความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ นับตั้งแต่การจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นแห่งแรก เมื่อปี 2459 จวบจนถึงปัจจุบัน มีจำนวน 8,161 สหกรณ์ สมาชิก 11.27 ล้านครอบครัว ปริมาณธุรกิจรวม 2.25 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น ร้อยละ 16.48 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) มีเงินฝาก 6 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าระบบสหกรณ์นั้น มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนให้ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในขณะที่สหกรณ์ที่มีปัญหาหรือไม่มีความเชื่อมั่น เพียง 2% เท่านั้น ซึ่งก็มีทั้งสหกรณ์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ที่ยังไม่มีความรู้เรื่องสหกรณ์ และสหกรณ์ที่มีปัญหาทุจริต จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังสามารถมีความเชื่อมั่นกับระบบสหกรณ์อยู่ ดังนั้น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะเร่งเดินหน้าเพื่อผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อระบบสหกรณ์ให้กลับคืนมาโดยเร็ว เพราะหากระบบสหกรณ์เข้มแข็ง เศรษฐกิจของประเทศก็เข้มแข็งตามมา

“นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งเดินหน้าพัฒนา และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสหกรณ์ ด้านความโปร่งใสทางการเงินการบัญชี การสร้างการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ เป็นการเร่งด่วน เพื่อให้สหกรณ์เป็นกลไกในการขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้เข้าถึงการพัฒนาในระดับฐานราก และมุ่งหวังที่จะพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งและมั่นคง เป็นที่พึ่งและเสริมสร้างประโยชน์สู่มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง” นายวิณะโรจน์ กล่าว

นายวิณะโรจน์ กล่าวด้วยว่า โดยเฉพาะในปีนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ก้าวสู่ปีที่ 63 ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งความเป็นเลิศในด้านคุณภาพ” โดย กรมจะมุ่งสร้างมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ให้เข้มแข็ง พัฒนาโปรแกรมระบบบัญชี เพื่อเป็นเครื่องมือแก่สหกรณ์ดำเนินธุรกิจให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ การเร่งพัฒนาสหกรณ์และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ขบวนการสหกรณ์มีความเข้มแข็งและมั่นคง เป็นที่พึ่งและเสริมสร้างประโยชน์สู่มวลสมาชิกได้อย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้ เป็นภารกิจที่ท้าทายกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่เราจะต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดกันต่อไป

 

ชาวบ้านในพื้นที่ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จังหวัดน่าน อยู่ดีกินดี มีอาชีพมั่นคง สิงหาคม 4, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

สารคดีพิเศษเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพฯ

ธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์

ชาวบ้านในพื้นที่ ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จังหวัดน่าน อยู่ดีกินดี มีอาชีพมั่นคง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2538 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรบ่อเกลือสินเธาว์ บ้านบ่อหลวง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทรงพบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรที่มีความด้อยโอกาสทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จึงมีพระราชดำริให้สำนักงานโครงการส่วนพระองค์ฯ ดำเนินการช่วยเหลือการพัฒนาในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ โดยเริ่มพัฒนาที่โรงเรียนประถมศึกษาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงขยายไปยังศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” โดยประสานความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนดำเนินการโครงการอบรมและพัฒนาอาชีพราษฎรในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือและอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ผลการประเมินโดยภาพรวมในช่วงเวลานั้นพบว่า เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงโปรดฯ ให้จัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เพื่อใช้เป็นต้นแบบการพัฒนาและการถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาไปสู่พื้นที่ และราษฎรในเป้าหมายท้องที่อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตามพระราชปณิธานของพระองค์

หลังจากนั้น ในช่วง ปี พ.ศ. 2545-2549 และ 2552-2554 ได้มีการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาศูนย์ภูฟ้าพัฒนา โดยรูปแบบการดำเนินโครงการในระยะนั้นเป็นการดำเนินงานตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งยังขาดการบูรณาการดำเนินโครงการในภาพรวม ขาดความสอดคล้องและไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันของแนวทางการดำเนินงานและงบประมาณ ทำให้ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินโครงการอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2557 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและอาชีพ โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี พ.ศ 2557-2559 ที่สอดคล้องกับกรอบระยะเวลาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) และเพื่อให้การดำเนินงานด้านเกษตรกรรมและอาชีพภายใต้โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดน่าน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ จึงมุ่งเน้นการบูรณาการทำงานด้านเกษตรกรรมและอาชีพ ภายใต้โครงการให้เกิดความเป็นรูปธรรม

โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมและอาชีพโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ ที่ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยรูปแบบการดำเนินโครงการในส่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นได้เชื่อมโยงแผนแม่บทการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและอาชีพโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ กับแผนปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ เพื่อลงสู่เกษตรกรในพื้นที่โครงการ สำหรับวิธีการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมและอาชีพภายใต้โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ ในระดับพื้นที่ ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมปฏิบัติงานในโครงการ ได้แก่ คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมและอาชีพโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดน่าน และศูนย์อำนวยการและประสานงานขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมและอาชีพ โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ มีหน้าที่ในการพิจารณาจัดทำและปฏิบัติงานตามแผนงาน/โครงการให้บรรลุเป้าหมายตามกรอบแผนแม่บทศูนย์ภูฟ้าพัฒนา รวมถึงการพิจารณาแก้ไขปัญหาอุปสรรค และประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน สนองพระราชปณิธาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงและใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนา เพื่อส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของราษฎรและพื้นที่บนที่สูง เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องด้านการตลาด เพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ศึกษาธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และเพื่อการศึกษาวิจัย ถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน โดยมีจุดมุ่งหมาย “คนอยู่ร่วมกับป่า” ดังนั้น เพื่อการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์โครงการจึงได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในกรอบแผนแม่บท ในระยะเวลา 3 ปี พ.ศ. 2557-2559 ที่จำแนกแผนแม่บทออกเป็น 4 ยุทธศาสตร์ ตามพื้นที่ดำเนินโครงการ ได้แก่

1. พื้นที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา (พื้นที่สาธิตด้านการเกษตร)

2. พื้นที่แปลงเกษตรกรในศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ จำนวน 1,200 ไร่ เกษตรกร จำนวน 127 ราย

3. แปลงเกษตรกรต้นแบบ จำนวน 22 ราย ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

4. พื้นที่ตำบลภูฟ้า (6 หมู่บ้าน) อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

5. โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ตำบลดงพญา ดำบลบ่อเกลือเหนือ ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จำนวน 13 กลุ่มบ้าน/หมู่บ้าน เกษตรกร จำนวน 112 ราย

6. พื้นที่ที่มีพระราชดำริให้ดำเนินการ (บ้านสบปืน หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน พื้นที่ จำนวน 150 ไร่ และบ้านห้วยกานต์ หมู่ที่ 1 ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน พื้นที่ จำนวน 170 ไร่) โดยในแผนแม่บทได้กำหนดงบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน รวมทั้งสิ้น 25,694,118 บาท ประกอบด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 5,848,348 บาท

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 1,674,820 บาท

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 17,720,950 บาท และ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการที่ดี 450,000 บาท

โดยมีหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการดำเนินโครงการในแต่ละยุทธศาสตร์ตามแผนแม่บทดังกล่าว โดยจัดสรรงบประมาณจากหน่วยงานต้นสังกัด โดยมีหน่วยงานในระดับพื้นที่ร่วมบูรณาการดำเนินโครงการ 13 กรม ได้แก่

1. กรมการข้าว (ศูนย์วิจัยข้าวแพร่)

2. กรมหม่อนไหม (ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน)

3. กรมส่งเสริมการเกษตร (สำนักงานเกษตรจังหวัดน่าน และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน : พืชสวน)

4. กรมพัฒนาที่ดิน (สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 น่าน และสถานีพัฒนาที่ดินน่าน)

5. กรมวิชาการเกษตร (ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน)

6. กรมปศุสัตว์ (สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดน่าน)

7. กรมประมง (สำนักงานประมงจังหวัดน่าน และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดน่าน)

8. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน)

9. กรมส่งเสริมสหกรณ์ (สำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน)

10. กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์)

11. กรมชลประทาน (โครงการชลประทานน่าน)

12. สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน) และ

13. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขต 2 พิษณุโลก : สศข.2)

โดย สศข.2 ร่วมบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการที่ดี ตามแผนแม่บท ดำเนินการ “จัดทำรายงานการติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมและพัฒนาอาชีพภายใต้โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ ปีงบประมาณ 2557”

วัตถุประสงค์ของการติดตามโครงการในครั้งนี้คือ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินกิจกรรมตามแผนปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมบูรณาการในโครงการ เพื่อติดตามผลการนำความรู้/ปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการของเกษตรกรไปประยุกต์/ปฏิบัติจริง และเพื่อให้ข้อเสนอแนะในการกำกับดูแลการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงแผนงาน/โครงการในระยะต่อไป โดยมีขอบเขตการติดตามเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายของโครงการ อาทิ กลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการผลิตพืช-ปศุสัตว์-ประมง การผลิตต้นกล้า-เมล็ดพันธุ์ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต-บรรจุภัณฑ์ การจัดฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ การศึกษาดูงาน และการได้รับการซ่อมแซมบำรุงรักษาระบบท่อส่งน้ำโครงการ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรมของเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโครงการจากหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการดำเนินโครงการ ในขณะที่ขอบเขตด้านระยะเวลาของข้อมูลคือ การติดตามผลการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามแผนปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีงบประมาณ 2557 ที่สอดคล้องกับแผนแม่บทการพัฒนาด้านการเกษตรกรรมและอาชีพโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ (ระยะ 3 ปี พ.ศ. 2557-2559) สำหรับกรอบแนวคิดในการติดตามผลการดำเนินการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและอาชีพโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ ได้มุ่งเน้นการติดตามความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมบูรณาการในพื้นที่เป้าหมายตามกรอบแผนปฏิบัติงานที่กำหนดในปีงบประมาณ 2557 รวมถึงการสอบถามถึงความพึงพอใจของเกษตรกรในพื้นที่โครงการ การนำความรู้ /ปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไปประยุกต์/ปฏิบัติจริง ตลอดจนเสนอแนะข้อมูลให้หน่วยงานต่างๆ นำไปพัฒนาและปรับปรุงแผนงาน/โครงการในระยะต่อไป โดยประเด็นการติดตามผลการดำเนินโครงการ พิจารณาทาง

1. ด้านการบริหาร ได้แก่ การบริหารจัดการ การจัดประชุมติดตามแผนการดำเนินงาน และการรายงานผลการดำเนินงานโครงการ

2. ด้านปัจจัยนำเข้า ได้แก่ การใช้จ่ายงบประมาณ และความพร้อมของบุคลากร

3. ด้านผลได้ ได้แก่ ผลการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานตามกรอบแผนปฏิบัติงาน การได้รับความรู้จากการส่งเสริม/การอบรมความรู้ของเกษตรกร ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อการดำเนินโครงการโดยภาพรวม ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อการส่งเสริม/ฝึกอบรม/รับปัจจัยการผลิต ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน และการนำความรู้/ปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุนไปประยุกต์ปฏิบัติจริงของเกษตรกร

ผลการติดตามโดยภาพรวม พบว่า

1. ด้านการบริหารจัดการ ได้แก่ การบริหารจัดการ การจัดประชุมติดตามแผนการดำเนินงาน พบว่า รูปแบบการดำเนินโครงการในส่วนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ได้เชื่อมโยงกับแผนแม่บทการพัฒนาด้านเกษตรกรรมและอาชีพโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ กับแผนปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ เพื่อลงสู่เกษตรกรในพื้นที่โครงการ ได้ดำเนินงานโดยแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานหลายคณะร่วมปฏิบัติงานในพื้นที่ และรายงานผลการดำเนินงานโครงการในระดับพื้นที่ โดยศูนย์อำนวยการและประสานงานขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมและอาชีพ โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งให้มีหน่วยงานต่างๆ ในระดับจังหวัดทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการบูรณาการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ โดยหน่วยงานที่เป็นแกนกลางจะมีฐานข้อมูลการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ของทุกหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการในพื้นที่นั้นๆ และเป็นผู้รวบรวมสรุปแผน/ผลการดำเนินงานจัดส่งให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่านเพื่อนำเสนอปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้รับทราบผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ ได้มีหน่วยงานภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมดำเนินโครงการด้วย อาทิ ประชาสัมพันธ์โครงการผ่านหลายช่องทาง ทั้งผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน และเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์

2. ด้านปัจจัยนำเข้า ได้แก่ การใช้จ่ายงบประมาณแต่ละหน่วยงานได้ใช้งบฯ ปกติของหน่วยงานต้นสังกัด มีเพียงบางหน่วยงานที่ไม่มีงบฯ ดำเนินกิจกรรมในโครงการเป็นการเฉพาะ เนื่องจากไม่ทราบว่าหน่วยงานตนเองมีภารกิจร่วมบูรณาการดำเนินโครงการในปีแรก แต่หน่วยงานดังกล่าวได้บริหารจัดการโดยจัดสรรงบประมาณจากส่วนอื่นๆ เพื่อดำเนินงาน และมีบางหน่วยงานที่ไม่ได้รับงบประมาณจากต้นสังกัดตามแผนที่กำหนดไว้ ปัญหาที่พบด้านการใช้จ่ายงบประมาณโดยภาพรวมคือ เกือบทุกหน่วยงานไม่ได้รับงบประมาณที่เพียงพอต่อการดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการจากหน่วยงานต้นสังกัด ทำให้ส่งผลกระทบต่อผลการปฏิบัติงานหรือผลได้จากโครงการ รวมถึงการไม่ได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินงานจากแหล่งภายนอก อาทิ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา มูลนิธิต่างๆ หรือหน่วยงานนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ เมื่อพิจารณาด้านความทันเวลาของงบประมาณ พบว่า การจัดสรรงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณค่อนข้างล่าช้า และบางหน่วยงานไม่ได้รับการจัดสรรตามแผนที่กำหนด ส่งผลกระทบต่อแผนปฏิบัติงานให้ล่าช้าและไม่เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรที่แจ้งความประสงค์ขอรับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตไว้ ทำให้ผลได้ที่เกิดขึ้นของหลายหน่วยงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งเกษตรกรบางรายไม่สามารถนำปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุน หรือองค์ความรู้ต่างๆ ไปใช้ปฏิบัติจริงได้ทันในฤดูกาลนี้ ส่วนเมื่อพิจารณาจำนวนงบประมาณตามแผนแม่บท และการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อดำเนินงาน พบว่า งบประมาณที่แต่ละหน่วยงานนำมาใช้ดำเนินการในพื้นที่โครงการ เป็นงบฯ ที่ได้รับการจัดสรรจากงบฯ ปกติของหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งไม่มีหน่วยงานใดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณตามที่ขอรับการจัดสรรตามแผนแม่บท เมื่อเปรียบเทียบจำนวนงบประมาณตามแผนแม่บทกับการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อดำเนินงาน พบว่า งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนแม่บทเพื่อใช้ในการดำเนินโครงการ ในปีงบประมาณ 2557 รวมทั้งสิ้น 25,694,118 บาท แต่จากการติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้โครงการในระดับพื้นที่จากทุกหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการโครงการ พบว่า งบประมาณที่แต่ละหน่วยงานนำมาใช้ดำเนินการในพื้นที่โครงการ เป็นงบฯ ที่ได้รับการจัดสรรจากงบปกติของหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งไม่มีหน่วยงานใดในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณตามที่ขอรับการจัดสรรตามแผนแม่บท เมื่อพิจารณาทางด้านการจัดสรรงบประมาณของแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อดำเนินโครงการ พบว่า มีการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 5,288,630 บาท คิดเป็น ร้อยละ 29.65 ของงบประมาณที่ได้กำหนดไว้ในแผนแม่บท ปี 2557 และหากพิจารณาการเบิกจ่ายงบประมาณจริงที่ใช้ดำเนินการในพื้นที่เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ได้รับจากการจัดสรรจากหน่วยงานต้นสังกัดโดยภาพรวม พบว่า ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อใช้ในการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 7,618,817.50 บาท คิดเป็น ร้อยละ 144.06 ของงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรทั้งหมด (5,288,630 บาท) และคิดเป็น ร้อยละ 29.65 ของงบประมาณตามที่ได้กำหนดไว้ในแผนแม่บท เมื่อพิจารณาผลการติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ ในปี 2557 รายหน่วยงาน พบว่า มี 7 หน่วยงาน หรือคิดเป็น ร้อยละ 53.84 ของหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการงานในโครงการทั้งหมด (13 หน่วยงาน) มีการเบิกจ่ายงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรทั้งหมด ส่วนอีก 3 หน่วยงาน หรือคิดเป็น ร้อยละ 23.08 มีการเบิกจ่ายงบประมาณต่ำกว่างบประมาณที่ขอรับการจัดสรรจากหน่วยงานต้นสังกัด ที่เหลืออีก 3 หน่วยงาน หรือคิดเป็น ร้อยละ 23.08 มีการเบิกจ่ายงบประมาณสูงกว่างบประมาณที่ขอรับการจัดสรรจากหน่วยงานต้นสังกัด หากพิจารณาความพร้อมของบุคลากร พบว่า ทุกหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการโครงการ ได้มอบหมายให้บุคลากรของหน่วยงานตนเองเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินกิจกรรมภายใต้แผนงาน/โครงการ โดยมีหลายหน่วยงานจ้างบุคลากรเพิ่มเพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่โครงการเป็นการเฉพาะ เช่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน สำนักงานประมงจังหวัดน่าน สถานีพัฒนาที่ดินน่าน ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ น่าน ฯลฯ ปัญหาที่พบด้านบุคลากรโดยภาพรวมคือ จำนวนบุคลากรของแต่ละหน่วยงานมีค่อนข้างน้อย ประกอบกับแต่ละหน่วยงานมีภารกิจประจำค่อนข้างมาก ทำให้บุคลากรที่รับผิดชอบโครงการของแต่ละหน่วยงานจำเป็นต้องปฏิบัติงานหลายด้าน จึงอาจส่งผลกระทบต่อผลการปฏิบัติงาน อาทิ การปฏิบัติงานอาจล่าช้าไม่ตรงตามแผนที่กำหนด หรือดำเนินการได้ไม่ครบตามเป้าหมาย นอกจากนี้ บางหน่วยงานเห็นว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการขาดรถยนต์ที่มีสมรรถนะที่เหมาะสมต่อการเดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ที่มีเส้นทางคมนาคมที่ไม่สะดวก

3. ด้านผลได้ พบว่า ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่แต่ละหน่วยงานสามารถดำเนินการกิจกรรมตามแผนที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทฯ โดยพยายามมุ่งเน้นการกระจายการสนับสนุนปัจจัยให้ทั่วถึงในทุกพื้นที่ แต่อาจมีบางกิจกรรมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอจากหน่วยงานต้นสังกัด

ส่วนความพึงพอใจของเกษตรกรในพื้นที่โครงการที่มีต่อการดำเนินโครงการโดยภาพรวม พบว่า เกษตรกรมากกว่า ร้อยละ 65 พึงพอใจมากต่อการดำเนินงาน อีกร้อยละ 35 พึงพอใจปานกลาง เนื่องจากเห็นว่า การส่งมอบปัจจัยการผลิตบางชนิดล่าช้า ไม่ทันฤดูกาลเพาะปลูก รวมทั้งไม่มีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลบำรุงรักษาปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุน และขาดการติดตามผลหรือตรวจเยี่ยมเกษตรกรหลังการสนับสนุนปัจจัยการผลิต สำหรับบริเวณจุดชมวิว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่วนใหญ่มากกว่า ร้อยละ 80 พึงพอใจปานกลาง เนื่องจากเห็นว่า พืชพันธุ์ที่นำมาจัดแสดงบริเวณจุดชมวิวยังไม่มีความหลากหลาย สีสันไม่สะดุดตา ต้นไม้ที่นำมาปลูกเป็นพันธุ์พืชที่หาดูได้ทั่วไป อีกทั้งในบางช่วงเวลายังมีพื้นที่ว่างที่ไม่มีการปลูกพืชทำให้พื้นที่ดูโล่ง ไม่สวยงามมากนัก แต่คาดว่า ในช่วงฤดูหนาวปลายปี 2557 จุดชมวิวน่าจะมีสีสันขึ้น เพราะพืชพันธุ์หลายชนิดจะเริ่มให้ผลผลิต เป็นจุดดึงดูดความสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี อาทิ ต้นหม่อน ต้นแก้วมังกร แปลงผักเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของเกษตรกร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ยังคงต้องการให้แนวทางการปรับภูมิทัศน์ดังกล่าวไม่ขัดกับวัตถุประสงค์เดิมของการจัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ที่เกี่ยวกับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อขยายพันธุ์ รวมทั้งการมุ่งเน้นที่จะเป็นศูนย์สาธิตและศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ส่วนทางด้านโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา พบว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการแปรรูปชาอู่หลงอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วยน้ำว้า ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลหม่อน แต่ยังคงประสบปัญหาด้านการผลิตและการตลาดในช่วงฤดูที่ผลผลิตหม่อนออกสู่ตลาดมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการผลผลิตทั้งทางด้านการแปรรูป การจัดเก็บผลผลิตในตู้แช่ การขนส่ง และช่องทางการจำหน่ายที่ยังค่อนข้างแคบ ผลผลิตส่วนใหญ่ยังส่งจำหน่ายได้เพียงในจังหวัดน่าน ผลผลิตหม่อนเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วต้องรีบจัดเก็บในตู้แช่เพื่อคงคุณภาพ เพราะเป็นผลไม้ที่เน่าเสียง่าย ซึ่งขณะนี้พบว่า ตู้แช่ผลผลิตยังมีไม่เพียงพอ อีกทั้งไม่มีรถห้องเย็นเพื่อขนส่งผลผลิตสู่ตลาด และเมื่อสอบถามเกษตรกรที่นำผลผลิตไปจำหน่ายให้แก่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา พบว่า เกษตรกรเกือบทุกรายพึงพอใจมากต่อการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรให้แก่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา เนื่องจากสามารถจำหน่ายได้ราคาสูง เช่น ผลหม่อน รับซื้อในราคา 45 บาท/กิโลกรัม กล้วยน้ำว้า 5-10 บาท/หวี ฯลฯ ทำให้ลดปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ หรือไม่มีตลาดรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร สำหรับแนวโน้มในอนาคตของโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อาจมีแผนงานการจัดทำโรงแปรรูปกะเทาะเมล็ดกาแฟในบริเวณพื้นที่ศูนย์ เนื่องจากปัจจุบัน เกษตรกรในพื้นที่โครงการหันมาสนใจปลูกกาแฟอาราบิก้ามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสืบเนื่องจากโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกกาแฟทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน (บริษัท เจริญโภคภัณฑ์) เพราะสภาพพื้นที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกกาแฟสายพันธุ์ดังกล่าว (เหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 700 เมตร หากพิจารณา ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อการส่งเสริมการผลิตพืช-สัตว์ โดยภาพรวม พบว่า เกษตรกรประมาณ ร้อยละ 70 พึงพอใจมากต่อการส่งเสริมการผลิตพืชและสัตว์ เนื่องจากเห็นว่า เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตด้านการจัดหาต้นพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเฉพาะด้านพืช ได้สนับสนุนชนิดพืชที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีตลาดรับซื้อแน่นอน อีกทั้งคุณภาพของปัจจัยการผลิตที่นำมาสนับสนุนมีคุณภาพดี ที่เหลืออีกร้อยละ 30 พึงพอใจปานกลาง เนื่องจากเห็นว่า ปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุนบางชนิดไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร บางรายเห็นว่ามีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการ หรือไม่ได้รับปัจจัยครบถ้วนตามที่แจ้งความประสงค์ไว้ และเมื่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับปัญหาด้านการส่งมอบปัจจัยที่ไม่ครบถ้วน พบว่า มีสาเหตุหลายประการ อาทิ งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไม่เพียงพอ การเบิกจ่ายงบประมาณจากต้นสังกัดล่าช้า ส่งผลให้การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ล่าช้าตามไปด้วย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการของบางหน่วยงานมีภารกิจประจำจำนวนมาก ทำให้ไม่มีเวลาดำเนินงานภายใต้โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามพระราชดำริฯ ได้อย่างเต็มที่

สำหรับ ความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ในด้านต่างๆ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยภาพรวม พบว่า เกษตรกรมากถึง ร้อยละ 80 พึงพอใจปานกลางต่อการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ เนื่องจากว่าการเข้ารับการอบรมถ่ายทอดความรู้ในด้านต่างๆ ทำให้ตนเองมีความรู้และทักษะในด้านต่างๆ อาทิ การผลิต การตลาด การทำบัญชีต้นทุนอาชีพ ฯลฯ แต่หลักสูตรที่นำมาจัดอบรมบางหลักสูตรยังไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติจริงได้เพียงบางหลักสูตรตามศักยภาพของเกษตรกรแต่ละราย ที่เหลืออีกประมาณ ร้อยละ 20 พึงพอใจมากต่อการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการเพิ่มพูนความรู้ด้านการผลิตให้แก่ตนเอง อีกทั้งมีความเชื่อมั่นต่อความรู้/ความชำนาญของวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ โดยเกษตรกรมากกว่า ร้อยละ 80 มีความเข้าใจในเนื้อหาและหลักสูตรที่จัดอบรม และมีความพึงพอใจมากต่อสถานที่และระยะเวลาการจัดอบรม

ส่วนความพึงพอใจของเกษตรกรที่มีต่อเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน โดยภาพรวม พบว่า เกษตรกรมากถึง ร้อยละ 90 พึงพอใจมากต่อการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานที่เข้ามาดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ทั้งทางด้านการสนับสนุนพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และประมง ที่ให้ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง ที่เหลืออีกเพียงประมาณ ร้อยละ 10 พึงพอใจปานกลาง เนื่องจากเห็นว่า เจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนปัจจัยการผลิตทั้งพืชและสัตว์ให้แก่เกษตรกรควรให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาด้วย นั่นคือ ควรเข้ามาติดตามผล ตรวจเยี่ยม และให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง

หากพิจารณาผลการนำความรู้/ปัจจัยต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไปประยุกต์ใช้และปฏิบัติจริง พบว่า เกษตรกรที่ได้รับปัจจัยการผลิตมากกว่า ร้อยละ 85 ได้นำปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุนไปผลิตในพื้นที่จริง ส่วนที่เหลืออีกประมาณ ร้อยละ 15 ยังไม่ได้นำปัจจัยที่ได้รับการสนับสนุน เช่น ต้นกล้ากาแฟอาราบิก้า หรือไม้ผลอื่นๆ ไปปลูกในพื้นที่ เนื่องจากการจัดส่งปัจจัยของบางหน่วยงานล่าช้าทำให้ไม่ทันต่อช่วงการเพาะปลูกของเกษตรกร จึงมีเกษตรกรบางรายที่ฝากต้นกล้าไว้ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา เพื่อให้ดูแลรักษาก่อนที่จะนำไปปลูกในฤดูกาลต่อไป

ส่วนทางด้านการนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้จริง พบว่า เกษตรกรประมาณ ร้อยละ 83 ได้นำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมถ่ายทอดความรู้ไปประยุกต์ใช้กับแปลงของตนเอง แต่มีเพียง ร้อยละ 10 ที่นำความรู้ที่ได้รับไปแบ่งปันและสร้างเครือข่ายความรู้ให้แก่เพื่อนเกษตรกรชุมชน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ ร้อยละ 17 ยังไม่ได้นำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดไปประยุกต์ใช้ เนื่องจากยังไม่มีเวลา และความรู้ที่ได้รับในบางหลักสูตรมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก อาทิ การผลิตปุ๋ยใช้เอง และการทำบัญชีต้นทุนอาชีพ ฯลฯ

ปัญหาอุปสรรคที่พบโดยภาพรวมยังคงมีหลายประการ อาทิ ทางด้านการผลิต พบว่า เกษตรกรในหลายพื้นที่มีความต้องการทำการเกษตรแต่สภาพพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำใช้ในการเกษตรช่วงฤดูแล้ง เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีระบบน้ำเสริมในแปลง รวมถึงเส้นทางคมนาคมเข้าไปในแปลงนาหรือแปลงกิจกรรมการเกษตรของเกษตรกรแต่ละรายในพื้นที่โครงการค่อนข้างลำบากในช่วงฤดูฝน ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หลายๆ หน่วยงานอาจติดขัด ล่าช้า หลายหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ เห็นว่าบุคลากรมีไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่เนื่องจากเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโครงการของแต่ละหน่วยงานติดภารกิจประจำมาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติในพื้นที่โครงการให้ล่าช้าออกไป อีกทั้งเห็นว่าไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการดำเนินงาน หรืองบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน พฤติกรรมของเกษตรกรบางกลุ่มในบางพื้นที่เคยชินกับพฤติกรรมการผลิตแบบเดิมๆ ทำให้การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ สร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้ไม่มากนัก เกษตรกรมีการนำไปปฏิบัติจริงน้อย และยังขาดการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกลุ่มเกี่ยวกับการช่วยเหลือตนเองหรือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยยังคงต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือในทุกขั้นตอน ช่วงระยะเวลาการดำเนินงาน (อบรมถ่ายทอดความรู้) ในบางกิจกรรมของหน่วยงานไม่ตรงกับช่วงที่ผลผลิตของเกษตรกรออกสู่ตลาด อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้แก่สินค้าวิสาหกิจชุมชน เช่น ข้าวสาลี ลูกชิด (ต๋าว) ส่วนปัญหา ด้านการตลาด พบว่า ช่องทางการตลาดสินค้า/ผลิตภัณฑ์ของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ยังค่อนข้างจำกัดเฉพาะในจังหวัดน่าน มีการส่งออกไปตลาดภายนอกจังหวัดไม่มากนัก อีกทั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ยังคงเป็นที่รู้จักน้อยสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ที่จะนำมาพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์ ส่วนปัญหา ด้านอื่นๆ คือ ด้านงบประมาณไม่เพียงพอต่อการเข้าไปดำเนินการปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ดำเนินการส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณด้านน้ำมันเชื้อเพลิงค่อนข้างสูง และยังคงมีหลายหน่วยงานได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานค่อนข้างน้อย ทำให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ หรือไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

ข้อเสนอแนะโดยภาพรวม ด้านการผลิต เห็นว่า หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนควรส่งเสริม/สนับสนุนองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางด้านวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวกับหม่อนผลสด ควรให้ความรู้หรือจัดให้มีการศึกษาดูงานเกี่ยวกับการแปรรูปหม่อนผลสดเป็นน้ำหม่อน ไอศกรีมหม่อน เค้กหม่อน ฯลฯ เพื่อพัฒนาคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการขยายตลาด เพื่อกระจายสินค้าสู่ช่องทางการตลาดอื่นๆ ควรจัดอบรมให้ความรู้ด้านระบบสหกรณ์แก่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โครงการเพื่อให้รู้จักการดำเนินงานร่วมกัน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควรจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่หลากหลายด้านการผลิต ทั้งทางด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่นำไปประยุกต์ใช้กับวิถีเกษตรผสมผสานของตนเอง ควรจัดส่งปัจจัยการผลิตให้ตรงกับช่วงฤดูกาลเพาะปลูกของเกษตรกร ควรสนับสนุนปัจจัยให้ตรงกับความต้องการของเกษตรกรเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับงบประมาณและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร ควรถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องการปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวให้แก่เกษตรกรได้รับทราบ รวมทั้งควรออกติดตามผลการดำเนินงานเพื่อตรวจเยี่ยมเพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรคและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรเพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงการดำเนินกิจกรรมการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วน ด้านการตลาด เห็นว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานที่มีศักยภาพด้านการส่งเสริมการตลาดควรเข้ามาช่วยเหลือด้านการขยายช่องทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน และในช่วงฤดูหนาว ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ควรเตรียมพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวในทุกๆ ด้าน อาทิ ที่พัก ห้องอาหาร ร้านกาแฟ และเบเกอรี่บริเวณจุดชมวิว โดยมุ่งพัฒนาสินค้า/ผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมีปริมาณที่เพียงพอ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ ส่วนด้านอื่นๆ เห็นว่า หน่วยงานที่ร่วมบูรณาการโครงการควรดูแลด้านการจัดสรรงบประมาณ และจำนวนบุคลากรให้เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่

 

14 ปี ร้านภูฟ้า พสกนิกรซาบซึ้งน้ำพระราชหฤทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

สารคดีพิเศษเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพฯ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

14 ปี ร้านภูฟ้า พสกนิกรซาบซึ้งน้ำพระราชหฤทัย

เปิดมาย่างเข้าปีที่ 14 แล้ว สำหรับร้านภูฟ้า อันเป็นหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ที่มีฐานะยากจน ให้มีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ นอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรม ปัจจุบันมี 18 สาขา แยกเป็นกรุงเทพฯ 15 สาขา ต่างจังหวัด 3 สาขา โดยมี คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ เป็นประธานคณะทำงานดำเนินงานร้านภูฟ้า

คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ ฉายภาพร้านภูฟ้าตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคตให้ฟังว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ คือ 1. เป็นร้านธรรมดา 2. ต้องมีความโปร่งใส 3. ให้ทุกคนตระหนักไว้เลยว่า เป็นร้านที่ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เด็กและเยาวชน ในถิ่นทุรกันดารให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานเป็นหลักใหญ่ของร้านภูฟ้าเลย ตอนตั้งร้านได้รับพระราชทานทุนจากกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) มา 600,000 บาท

ทรงแนะนำให้คำปรึกษาตลอด

ทั้งนี้ ร้านภูฟ้า จะมีการประสานงานกับสำนักงานส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งมีหน้าที่เข้าไปดูว่า ชาวบ้านมีความสามารถทำอะไรก็ส่งเสริมให้ทำอาชีพนั้นๆ เช่น ชาวกะเหรี่ยง หรือชาวเขาที่จังหวัดน่าน บอกว่า ชอบทอผ้า ทางโครงการจะซื้อด้ายตามที่ชาวบ้านต้องการ โดย ตชด. จะแบกขึ้นไปให้ พอทำเสร็จ ตชด. ก็เอาเงินไปจ่าย แล้วแบกผ้าลงมา ทำแบบนี้ตลอด กระทั่งตั้งร้านภูฟ้าเมื่อปี 2544

เมื่อโปรดให้มีร้านภูฟ้า พระองค์ตั้งพระราชหฤทัยว่า ร้านนี้ต้องสนับสนุนงานพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร อะไรที่อยู่ในข่ายนี้สามารถใช้เงินจากภูฟ้าได้ทั้งสิ้น โดยให้ร้านทำบัญชีให้เรียบร้อย เวลาจะพระราชทานตรงไหนก็ผ่านมาทางสำนักงานส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริ เช่น ในแต่ละปีที่พระราชทานอาหารกลางวัน ทางโรงเรียนจะแจ้งมาว่า ปีนี้ทางโรงเรียนมีเด็ก สามเณรกี่คน โรงเรียนเปิดกี่วัน คูณออกมาก็ส่งมาเบิกที่ร้านภูฟ้า จากนั้นโอนเงินไปให้

“ในพระทัยของพระองค์ท่านคือ อะไรที่ทำให้ชาวบ้านเขามีชีวิต มีรายได้ที่มั่นคง สามารถพัฒนาตนเองได้ก็จงทำ นี่เป็นหน้าที่ของร้านภูฟ้า พระองค์ท่านรับสั่งตั้งแต่วันแรกเลยว่า ภูฟ้าเปิดขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านมีแหล่งขาย”

ช่วง 13 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีปัญหาอะไร พระองค์ท่านจะทรงแนะนำให้คำปรึกษาตลอด อย่างตอนดำเนินการใหม่ๆ มีปัญหาชาวบ้านได้รับเงินช้า เนื่องจากต้องส่งผ่านสินค้ากันหลายทอด พระองค์ท่านได้มีพระราชดำริให้ร้านภูฟ้ารีบทำ ให้เงินไปถึงมือชาวบ้านให้ได้เร็วที่สุด

คุณหญิงสุชาดา บอกอีกว่า สิ่งที่ร้านภูฟ้าประสานงานกับสำนักงานส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือป้อนข้อมูลการตลาดให้ เช่น ตอนที่ทำใหม่ๆ เสื้อของชาวกะเหรี่ยง ผ้าจะแข็งมาก แต่ทนมาก เรียกว่า ใช้จนชั่วชีวิต ซักแล้วซักอีกถึงจะนุ่ม ใช้ได้ดี ซึ่งทางร้านจะบอกว่า ผ้าแข็งไป มีทางที่จะทำให้นุ่มไหม พูดง่ายๆ คือ เวลาที่ซื้อด้ายไปให้ชาวบ้านควรเลือกเส้นเล็กกว่านั้นหน่อย ให้นุ่มกว่านั้นหน่อย จะไปผ่านกระบวนการกรรมวิธีอะไรที่ทำให้ด้ายนุ่มกว่านั้นหน่อย เวลาที่ชาวบ้านทอจะไม่เจ็บมือมากด้วย แล้วเวลาตัด ต้องนึกว่า ชาวกะเหรี่ยงคอเล็ก ตัดออกมาแหลมเกินไป ลูกค้าใส่กันไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ก็ได้บอกให้แก้ไข

อีกตัวอย่างหนึ่ง ชาวบ้านทอผ้าห่มมา ซึ่งขายดีมาก ปีหนึ่งขายได้เกือบหมื่นผืน คนชอบมาก เพราะราคาแค่ 200 กว่าบาท แล้วนุ่มสบาย เอาไปที่ไหนก็ได้ ทิ้งไว้ในรถสักผืน หรือจะเอาไปปูนั่งก็ได้ แต่ทางร้านต้องแนะนำว่าให้ปรับโทนสีหน่อย ให้ออกโทนสีอ่อนๆ วางตรงไหนจะได้ไม่สะดุดตาจนเกินไป ส่วนลายสวยแล้ว

บางครั้งลงไปภาคใต้ เป็นเครื่องเงินชิ้นโตๆ แต่ขายไม่ได้ เพราะว่าราคาแพงมาก จึงต้องบอกตรงๆ ว่า ร้านภูฟ้าไม่ได้ขายของแพง เป็นร้านที่ทุกคนเข้าแล้วสบายใจ ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระองค์ท่านเหมือนกัน อย่างเช่น สาขาที่ศิริราช ตรงอาคารที่พักแพทย์ พยาบาล ชาวบ้านเดินมาซื้อของได้สบาย เพราะฉะนั้น ของที่ร้านภูฟ้าจะเป็นสินค้าที่มีราคาย่อมเยา ราคาปกติ

สนพระราชหฤทัย และรอบรู้เรื่องเกษตร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานหลักการไว้ว่า ของที่ร้านต้องไม่แพง แต่ว่ามีคุณภาพดี เพราะฉะนั้นถ้าเป็นของกินต้องพยายามให้ได้ อย. ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านตรัสว่า ถ้าเป็นอาหาร ความปลอดภัยต้องมี ต้องมีการตรวจสอบ เช่น ทำสลัดขายต้องดูแลเหมือนกัน ของที่เป็นเสื้อผ้าก็ต้องดูแลในเรื่องของสุขภาพด้วยเช่นกัน

คุณหญิงสุชาดา แจกแจงว่า ร้านภูฟ้ามีหน้าที่ในการทำการตลาด มีหน้าที่ในการขายให้ได้ มีหน้าที่พัฒนาในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ได้ประสานงานกับชาวบ้านเหมือนกับเวลาที่ติดต่อกับซัพพลายเออร์ แต่คนที่สำนักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเป็นคนที่ดิวกับชาวบ้านคือ ชาวบ้านใช้เวลาเท่าไรในการทำงานชิ้นนี้ จะคิดราคาตามเวลาที่ทำ ทางร้านรับมาตามราคาที่ส่งมาให้ แล้วจ่ายเงินให้ชาวบ้าน ในขณะเดียวกันก็ขายสินค้านี้ให้ได้

ที่ผ่านมาพระองค์ท่านทรงเห็นว่าคงจะยาก เลยพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ทุกปี แล้วทรงบอกว่า ทางร้านคิดจะทำอะไรกับภาพวาดฝีพระหัตถ์ก็แล้วแต่ เพื่อจะขายให้ได้ เพื่อจะมีรายได้ส่วนเกิน มากกว่ารายจ่าย พระองค์ท่านทรงเห็นว่า เด็กเยาวชนและชาวบ้านยังต้องการความช่วยเหลืออีกเยอะ อย่างที่ จังหวัดน่าน พระราชทานอาหารกลางวันให้กับนักเรียน สามเณร ในแต่ละปีประมาณ 8,000 คน แล้วยังพระราชทานนมสด พระองค์ท่านตรัสว่า เด็กต้องโต สามเณรต้องแข็งแรง ขาดเหลืออะไร พระองค์ก็พระราชทาน ฉะนั้นต้องบอกว่า ทุกคนที่ซื้อสินค้าร้านภูฟ้าก็มีส่วนในการทำตรงนี้ด้วย

ตลอดระยะเวลาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินตามที่ต่างๆ เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรว่าทรงเป็นกันเองและไม่ถือพระองค์ อย่างในงานสัมมนาทางวิชาการ “รักษ์ป่าน่าน” ครั้งที่สอง ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน และมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ ทรงทอดพระเนตรบู๊ธที่นำกบมาจัดแสดง พร้อมตรัสว่า “กบผัดเผ็ดอร่อยดี”

เรื่องนี้คุณหญิงสุชาดา ซึ่งตามเสด็จอยู่ด้วยเล่าว่า มีคนที่ตามเสด็จในวันนั้นกราบบังคมทูลว่าขากบเอาไปทอดอร่อยมากเลย พระองค์ท่านก็ทรงตอบว่า “ใช่ๆ” ที่ผ่านมาทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงกบเพื่อใช้เป็นอาหาร

“พระองค์ท่านทรงเป็นธรรมชาติมากๆ อย่างบางครั้งทรงไปดูชาวบ้านเลี้ยงสุกร ซึ่งจะมีกลิ่น พระองค์ท่านก็ไม่สนพระทัย ทรงลุยไปเลย ไม่ได้มองว่าพื้นมันเลอะ”

เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนพระราชหฤทัยและทรงรอบรู้เรื่องการเกษตรยิ่งนัก ดังที่คุณหญิงสุชาดาบอก “ทรงรู้เรื่องเกษตรเยอะ เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สนพระทัยเรื่องนี้มาก ในวังสวนจิตรลดา ล้วนเป็นพื้นที่ทดลองงานทั้งนั้น โรงงานนมผง มีที่เลี้ยงวัว แล้วก็โรงงานโน่น นี่ นั่น นี่คือ โรงงานของพระองค์ท่าน มีกษัตริย์พระองค์ใดบ้าง ที่มีพระราชวังทำแบบนี้ ที่สุดแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เลยสนพระทัยเรื่องนี้ เพราะตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอด ทรงซึมซับเรื่องพวกนี้เข้ามาในพระทัยตลอด ไม่รู้จะหาเจ้าฟ้าองค์ใดที่ทรงพระปรีชาและทรงงานเยอะขนาดนี้”

งานเกษตรอย่างหนึ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงผลักดันมาตลอดคือ เรื่องพันธุกรรมพืช พระองค์ท่านเป็นคนจุดประกายความคิด ทรงระบุว่า พันธุกรรมพืชต้องรักษา แม้พระองค์ท่านเป็นนักอักษรศาสตร์ ไม่ได้เรียนเป็นนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ต้น แต่ทรงเห็นว่าการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเป็นสิ่งจำเป็น จึงมีการจัดตั้งโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2530 พระองค์ทรงสนใจเรื่องเกษตรทุกเรื่องเลย

ทรงห่วงใยดูแลข้าราชบริพาร

คุณหญิงสุชาดายังได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่ข้าราชบริพารซาบซึ้งในน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือการที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยและดูแลข้าราชบริพารใหญ่น้อยที่จังหวัดน่านอย่างดียิ่ง แม้จะเสด็จไปปีละครั้งก็ตาม

“พระองค์ท่านทรงรักเด็กมาก และทรงดูแลไปหมด อย่างข้าราชบริพารในตำหนักทองน้อย ซึ่งข้าราชบริพารที่เป็นผู้หญิงคนนี้ มีลูกชายหนึ่งคน สามีเป็นทหารเสียชีวิตในการรบ ได้พระราชทานชุบเลี้ยงมาตลอด เด็กคนนี้พระองค์ท่านเป็นห่วงว่าแล้วแม่จะอยู่อย่างไร ถ้าให้ลูกเป็นทหาร ก็เหมือนกับว่าจะได้มีโอกาสดูแลแม่ แต่ลูกกลับอยากจะเป็นเกษตรกร พอดีจุฬามหาวิทยาลัยที่จังหวัดน่าน เปิดหลักสูตร การจัดการทรัพยากรการเกษตร เด็กคนนี้ก็เข้าไปเรียน และเพิ่งเรียนจบแล้วได้รับปริญญาเมื่อกลางปีที่แล้ว

พระองค์ท่านยังทรงเป็นห่วงเป็นใย รับสั่งถามเด็กคนนี้ว่า ตกลงจะเอาอย่างไร จะเป็นเกษตรกรแน่ใจแล้วหรือ หากจะไปเป็นทหารก็ได้เพราะจบปริญญาตรีแล้ว นิสิตคนนี้กราบบังคมทูลว่า ขอเป็นเกษตรกร พระองค์ท่านก็พระราชทานที่ดิน แล้วทรงเป็นห่วงอีกว่า ไม่มีน้ำ เลยพระราชทานซื้อที่ดินต่อไปให้ถึงแหล่งน้ำ พร้อมพระราชทาน ควาย 2 ตัว เพื่อให้เริ่มต้นตั้งหลักชีวิต เพื่อจะได้ดูแลแม่ด้วย ท้ายที่สุดทรงปลูกบ้านให้ด้วย เพราะจะได้เอาแม่ที่แก่แล้วมาอยู่ด้วย จะได้ดูแลแม่ คือทรงลึกไปถึงรายละเอียด นี่คือสิ่งที่พระองค์ท่านใส่พระทัย”

คำบอกเล่าของคุณหญิงสุชาดาทั้งหมดนี้ คงทำให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นชัดเจนแล้วว่า ร้านภูฟ้าสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทให้ลืมตาอ้าปากได้จริงๆ ดังนั้น เพื่อช่วยให้โครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป คงต้องช่วยกันอุดหนุนร้านนี้กันมากขึ้น เพราะเท่ากับว่าได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านที่มีฐานะยากจนในบ้านเรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน

 

ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ แห่งแรกของภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

สารคดีพิเศษเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพฯ

ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ แห่งแรกของภาคเหนือ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมและเปิดอาคารเรียน ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ บ้านน้ำบ่อสะเป่ ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 ตามโครงการโรงเรียนสีเขียว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 60 พรรษา

บ้านน้ำสะเป่ เป็นหย่อมบ้านของบ้านไร่ หมู่ที่ 3 ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย ก่อตั้งเมื่อปี 2514 โดย นายนะตะ เป็นผู้นำคนแรกที่อพยพมาตั้งอยู่ 15 ครัวเรือน ขยายครอบครัวเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ มีประชากร 231 หลังคาเรือน ชาย 408 คน หญิง 403 คน รวมทั้งสิ้น 811 คน เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าลีซอและไทยใหญ่

ส่วนใหญ่จะไม่มีสัญชาติไทย คิดเป็นร้อยละ 72.51 จากทั้งหมด 811 คน มีขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อถือ คือการนับถือผีบรรพบุรุษ การเรียกขวัญ ประเพณีการผูกข้อมือ ลักษณะของหมู่บ้านเป็นพื้นที่ลาดเอียงบนไหล่เขา ถนนเข้าหมู่บ้านเป็นดินลูกรัง ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีระบบน้ำประปา แหล่งน้ำอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน สภาพดินลูกรังฝุ่น ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ ปลูกพืชไม่เจริญเติบโต หมู่บ้านตั้งอยู่ห่างไกลจากส่วนราชการ ระยะทางห่างจากโรงพยาบาลปางมะผ้า 12 กิโลเมตร ห่างจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านกึ๊ดสามสิบ 15 กิโลเมตร ไม่มีศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนระดับประถมศึกษา เด็กนักเรียนต้องเดินเท้าไปเรียนที่โรงเรียนบ้านไร่ ระยะทาง 15 กิโลเมตร

จากสภาพปัญหาของหมู่บ้านน้ำบ่อสะเป่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ได้มีหนังสือสั่งการให้กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 33 ดำเนินการจัดตั้งศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ศกร.ตชด.) บ้านน้ำบ่อสะเป่ เดิมใช้ชื่อว่า ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวงน้ำบ่อสะเป่ ใช้พื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน จำนวน 3.2 ไร่ ต่อมาได้มีราษฎรบริจาคที่ดินเพิ่มอีก 2 ราย คือ นายเบหย่า เลาหมี่ บริจาคที่ดิน 2.2 ไร่ นายอะส่า หย่าจ่า บริจาคที่ดิน 8 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด 14 ไร่ ในระยะแรกนั้น ทำการเรียนการสอนระดับปฐมวัย และชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2557 มีนักเรียนเข้าเรียนครั้งแรก 50 คน ชาย 23 คน หญิง 27 คน มีตำรวจตระเวนชายแดนเป็นครูผู้สอน 3 คน คือ ร.ต.ท. ยอดชัย สร้อยเพชร เป็นครูใหญ่ ครูผู้สอน ได้แก่ ส.ต.ต. ธนภูมิ คุณยศยิ่ง ส.ต.ต. วรายุทธ อุดยะเขื่อน และ นางกฤษณา สุรามิตร

ต่อมา บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่ประสบผลสำเร็จจากโครงการโรงเรียนสีเขียว ที่ได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2553 จนปัจจุบันนับเป็นปีที่ 5 มุ่งมั่นที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาสังคมและชุมชนบนพื้นฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน สนับสนุนด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อมและพลังงานทางเลือก ในปี 2557 นับเป็นปีที่ 5 ของโครงการโรงเรียนสีเขียว บริษัทจึงได้บริจาคเงิน จำนวน 9 ล้านบาท สร้างสถานศึกษาเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ในปี 2558 สร้างโรงเรียนและสาธารณูปโภคที่บ้านน้ำบ่อสะเป่ ก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารอื่นๆ ได้แก่ อาคารเรียน จำนวน 1 หลัง 6 ห้องเรียน บ้านพักครู 1 หลัง 4 ห้องพัก อาคารโรงอาหาร ห้องน้ำชาย-หญิง ระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต่อมา คณะกรรมการเฉลิมพระเกียรติฯ มีมติให้เปลี่ยนชื่อศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านน้ำบ่อสะเป่ เป็น “ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ” โดยมีวิสัยทัศน์ มุ่งพัฒนาด้านการศึกษา นำพาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นพื้นฐานของการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน

นอกจากอาคารเรียนแล้ว บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงพลังงาน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน อาสาสมัครกลุ่มต่างๆ องค์การบริหารส่วนตำบลสบป่อง โรงพยาบาลปางมะผ้า โครงการรุ่งอรุณแสงทอง สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1 ลำปาง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงแม่ฮ่องสอน สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ ทำการฝึกหัดให้กับราษฎรทำบล็อกประสานซีเมนต์เพื่อใช้ในงานก่อสร้าง ฝึกสร้างถังน้ำดินซีเมนต์ ขนาด 20,000 ลิตร จำนวน 4 ถัง เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ในโรงเรียนและชุมชน โดยใช้ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ สูบน้ำจากแหล่งน้ำที่อยู่ห่างไกล ประมาณ 3 กิโลเมตร ให้ความรู้การจัดการขยะและน้ำเสียในโรงเรียน ฝึกวิชาชีพการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การเลี้ยงกบ การเพาะเห็ดในเรือนโรง โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ การเลี้ยงสุกรพื้นเมือง จัดตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านและกรรมการสถานศึกษา ฯลฯ

ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ บ้านน้ำบ่อสะเป่ นับเป็นสถานศึกษาต้นแบบแห่งแรกของภาคเหนือ อยู่ในความรับผิดชอบของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 ค่ายสมเด็จพระบรมราชชนนี ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2558 มีแผนงานที่จะก่อสร้างสถานศึกษารูปแบบนี้อีก 2 แห่ง คือที่ ศกร.ตชด. บ้านหลุกข้าวหลาม ตำบลปางมะผ้า และ ศกร.ตชด. บ้านห้วยมะโอ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

แม่โจ้…ก่อเกิด อกท. สานต่อความฝัน – ผลักดันสู่ความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

สารคดีพิเศษเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพฯ

สุจิตตรา ราชจันทร์

แม่โจ้…ก่อเกิด อกท. สานต่อความฝัน – ผลักดันสู่ความสำเร็จ

“จบแล้วจะทำอะไร…เข้าเรียนต่อแม่โจ้ ใช่มั้ย?”

ชาวแม่โจ้ต่างรู้สึกปลาบปลื้ม ซาบชึ้ง เมื่อได้ยิน พระสุรเสียงของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ตรัสถามนักศึกษา ระดับ ปวส. วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ เรื่องการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โดยทรงนึกถึง แม่โจ้ เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ครั้งที่ 36 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NBT เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแม่โจ้หลายอย่าง ดังนี้

แม่โจ้…ก่อเกิด อกท.

องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกที่แม่โจ้ เมื่อปี พ.ศ. 2504

ในปี พ.ศ. 2503 กรมอาชีวศึกษา จัดให้มีการอบรมผู้บริหารเรื่องโครงการเกษตรภายใต้การนิเทศ โดยจัดทุนให้โรงเรียนเกษตรกรรม โรงเรียนละ 1 แสนบาท เพี่อใช้ปรับปรุงพื้นที่ให้นักเรียนทำโครงการเกษตร จึงถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมในการก่อตั้งองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทยขึ้น โดยอาจารย์สุรพล สงวนศรี และ อาจารย์ประสงค์ วรยศ ซึ่งขณะนั้นสอนอยู่ที่โรงเรียนเกษตรกรรมเชียงใหม่ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน) ได้ร่วมกันร่างธรรมนูญและแนวทาง เพื่อจัดตั้งองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) โดยอาศัยรูปแบบของ FFA ของประเทศสหรัฐอเมริกาผสมผสานกับ FFP ของประเทศฟิลิปปินส์เป็นหลัก เมื่อมีเอกสารคู่มือแล้วก็ได้ประชุมนักศึกษาเพื่อชี้แจงความมุ่งหมาย อุดมการณ์และวิธีการของ อกท. แล้ว อกท. หน่วยแม่โจ้ จึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2504 ในยุคนั้นจัดว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสม เพราะผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ (เดิมเป็นโรงเรียนเกษตรกรรมเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้) สมัยนั้นคือ อาจารย์วิภาต บุญศรีวังซ้าย ที่เคยไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับ FFA มีความเข้าใจในอุดมการณ์ขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี

จากนั้นได้เจริญรุดหน้าเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) หน่วยแม่โจ้ ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ณ สนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2515

เป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่เปรียบมิได้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ทรงเยี่ยม อทก. หน่วยแม่โจ้ อีกครั้งหนึ่งที่วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์แม่โจ้ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2516 ณ หอประชุมวิทยาลัยฯ (อาคารแผ่พืชน์ในปัจจุบัน)

แม่โจ้…สานต่อความฝัน

นักศึกษาระดับ ปวส. ด้านเกษตรทั่วประเทศ ใฝ่ฝันเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่แม่โจ้

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นสถาบันการศึกษาที่เปิดโอกาสให้กับผู้จบการศึกษาทางสายวิชาชีพ ระดับ ปวส. เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เป็นการเปิดโอกาสพิเศษ เพิ่มทางเลือกให้กับนักศึกษาเรียนดีในส่วนภูมิภาคให้สามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐบาลและเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีชื่อเสียงทางด้านการเกษตร ดังนั้น “แม่โจ้” จึงเป็นเหมือนสถาบันในฝันของนักศึกษาระดับ ปวส. ด้านการเกษตรทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิก อทม. ที่หวังว่าจะเข้ามาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี พิเศษไปกว่านั้นชาวแม่โจ้ได้รู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนักเมื่อได้ยิน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์อุปถัมภ์องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ที่ทรงนึกถึงแม่โจ้ เป็นสถาบันการศึกษาต่อของนักศึกษา ระดับ ปวส. โดยพระองค์ได้ตรัสถามถึงแนวทางการศึกษาต่อของ นางสาวนุจรี หรี่เรไร นักศึกษาระดับ ปวส. 1 วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ ว่า “จบแล้วจะทำอะไร…ศึกษาต่อที่ไหน…เข้าแม่โจ้ใช่มั้ย?” และถามถึงแนวทางการเทียบเข้าศึกษาต่อในปัจจุบันจากระดับ ปวส. ต่อเนื่อง เป็นปริญญาตรี

แม่โจ้…ผลักดันสู่ความสำเร็จ

แม่โจ้ เป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งมั่นพัฒนาบัณฑิตสู่ความเป็นผู้อุดมด้วยปัญญา อดทน สู้งาน เป็นผู้มีคุณธรรม และจริยธรรม เพื่อความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาของสังคมไทยที่มีการเกษตรเป็นรากฐาน

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นสถาบันการศึกษาด้านการเกษตรที่สำคัญของประเทศ มีวิสัยทัศน์เป็น “มหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความเป็นเลิศทางการเกษตรในระดับนานาชาติ” เปิดสอนครั้งแรก เมื่อ วันที่ 7 มิถุนายน 2477 จาก “โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาคเหนือ” ได้พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งยกฐานะและเปลี่ยนชื่อเป็น “มหาวิทยาลัยแม่โจ้” เมื่อ ปี พ.ศ. 2539 จวบจนปัจจุบัน ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมและประเทศชาติจำนวนมาก ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นพัฒนาบัณฑิตสู่ความเป็นผู้อุดมด้วยปัญญา อดทน สู้งาน เป็นผู้มีคุณธรรม และจริยธรรม เพื่อความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาของสังคมไทยที่มีการเกษตรเป็นรากฐาน ซึ่งอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของบัณฑิตแม่ โจ้คือ “เป็นนักปฏิบัติที่เชี่ยวชาญและทันต่อการเปลี่ยนแปลง”

และในงานประชุมวิชาการระดับชาติ อกท. ครั้งที่ 36 ได้มีศิษย์เก่าแม่โจ้ ซึ่งเป็นสมาชิก อกท. กราบบังคมทูลถวายรายงานต่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 3 ท่าน ได้แก่

คุณชนินทร์ วงษ์แสง ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 47 สมาชิกศิษย์เก่า อกท. ดีเด่น ระดับชาติ ประจำปี 2557 เป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต เคยรับราชการครูวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี จังหวัดชัยภูมิ และเป็นผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 100% ตราทับทิมทอง โรงงานแม่โจ้การเกษตร เป็นเจ้าของรีสอร์ท รีสอร์ท ภูสะแกราช อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และยังประกอบธุรกิจอีกหลายประเภท

คุณชิน เถียรทิม ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 52 สมาชิก อกท. ดีเด่น จากหน่วยนครสวรรค์ ประสบความสำเร็จในชีวิต ประกอบการด้านวิจัยพันธุ์พืช ผลิต และส่งออก จีน อินโดนีเซีย ไต้หวัน กลุ่มลูกค้าพืชสวน

คุณบัญชา ฉานุ ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่น 55 สมาชิก อกท. ภาคกลาง ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้ริเริ่มเกษตรปลอดสารพิษ เลี้ยงสุกร ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2557 Smart Farmer ด้านการเพาะเห็ดฟาง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้แทนเกษตรกรในหน่วยงานต่างๆ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เช่น คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานเห็ดฟาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ Smart Farmer ต้นแบบ ด้านการเพาะเห็ดฟาง ที่ปรึกษากระบวนการผลิตพืชปลอดภัย (GAP เห็ดฟาง) ได้รับรางวัลที่ 1 เกษตรกร GAP ดีเด่นระดับจังหวัด ปี พ.ศ. 2555

“แม่โจ้” จึงเป็นสถาบันการศึกษาที่มากกว่าแค่การเรียนการสอน แต่เป็นสถาบันที่มีเรื่องราว มีประวัติศาสตร์ด้านการเกษตรที่ได้ริเริ่ม และเกิดขึ้นที่แม่โจ้ เป็นสถาบันที่ต่อเติมฝันให้เยาวชนได้มีแหล่งศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ เป็นสถาบันที่ได้ผลักดัน สนับสนุนนักศึกษา สร้างนักศึกษาที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน ได้ผลิตบัณฑิตคุณภาพออกไปรับใช้สังคมมาตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า

แม่โจ้…ก่อเกิด อกท.

แม่โจ้…สานต่อความฝัน

แม่โจ้…ผลักดันสู่ความสำเร็จ

ข้อมูลเพิ่มเติม…http://www.fft.or.th/fft55/index.php?name=aboutus&file=history

 

ม. แม่โจ้ สร้างแหล่งอาหารโปรตีน เพื่อชาวไทยภูเขาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

สารคดีพิเศษเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพฯ

ธงชัย พุ่มพวง

ม. แม่โจ้ สร้างแหล่งอาหารโปรตีน เพื่อชาวไทยภูเขาอย่างยั่งยืน

สภาพโดยทั่วไปในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง หรือปกากะญอ เส้นทางคมนาคมทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล เป็นถนนลูกรังลัดเลาะไปตามไหล่เขาสูงชัน การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก ช่วงฤดูฝนต้องใช้วิธีเดินหรือรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ สภาพความเป็นอยู่ยากจนแร้นแค้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของความเป็นอยู่ชาวไทยภูเขาหลายพื้นที่ ได้มีพระราชดำริเข้าไปช่วยเหลือหลากหลายโครงการ เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งด้านสุขอนามัย โภชนาการ พลังงาน รวมถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ ได้น้อมนำพระราชดำริ ในการเสริมสร้างด้านโภชนาการ ดำเนินงานโครงการสร้างอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำแก่ชาวไทยภูเขาและอนุรักษ์ปลาไทยพื้นเมือง เพื่อให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาได้มีความรู้ สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น ลดต้นทุนการผลิต และขยายผลไปสู่เกษตรกรรายอื่นจนถึงเยาวชนในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อให้ได้สัตว์น้ำเป็นอาหารโปรตีน ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงจำหน่ายภายในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง อันจะเป็นการสร้างฐานะความเป็นอยู่ของตนเองและชุมชนให้ดีขึ้น

ผศ.ดร. อภินันท์ สุวรรณรักษ์ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ เล่าให้ฟังว่า ในปี 2537 ได้เริ่มเข้าไปสำรวจพื้นที่ในตำบลต่างๆ ของอำเภออมก๋อย โดยเฉพาะเลือกพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลและเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร คณะทำงานได้เลือกหมู่บ้านปิตุคี หมู่ที่ 11 ตำบลยางเปียง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำห้วยปิตุคี มีน้ำไหลตลอดทั้งปี เป็นหมู่บ้านนำร่องหรือหมู่บ้านต้นแบบ ระยะแรกจัดประชุมชาวบ้านเพื่อชี้แจงโครงการ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากการสื่อสารที่ชาวไทยภูเขาใช้ภาษากะเหรี่ยงต้องอาศัยล่ามแปล จึงเปลี่ยนวิธีการเป็นการสื่อสารแบบตัวต่อตัว บุคคลที่พอจะสามารถสื่อสารได้ แม้จะพูดภาษาไทยได้ไม่ชัดเจนมากนักคือ นายโตเล อภิบาลกุญชร เป็นเกษตรกรประเภทหัวไวใจสู้ และเป็นผู้นำอย่างไม่เป็นทางการของหมู่บ้าน เมื่อสื่อสารกันจนเป็นที่เข้าใจแล้วว่าเราจะทำอะไรในหมู่บ้าน เขาเองจะต้องทำอะไรบ้าง จึงเริ่มต้นการปฏิบัติงาน เริ่มสร้างบ่อดินเพื่อเลี้ยงปลานิล ปลาไน ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลายี่สก เลี้ยงแบบรวมกัน จำนวน 1 บ่อ เนื่องจากเป็นปลาประเภทกินพืชเป็นอาหาร เศษพืชผักจากแปลงเกษตรหรือเหลือใช้ก็นำมาเป็นอาหารได้ ไม่ต้องหาซื้ออาหารเม็ดสำเร็จรูปมาใช้เลี้ยง เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนการเลี้ยง เมื่อปลาโตขึ้นส่วนหนึ่งนำไปทำเป็นอาหารและขายในหมู่บ้าน ปลาอีกส่วนหนึ่งที่ตัวโตพร้อมจะเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ก็เก็บไว้ทำพันธุ์ จากนั้นได้ฝึกปฏิบัติให้นายโตเล ผสมพันธุ์ปลาด้วยตนเอง เริ่มสร้างบ่อเพาะพันธุ์ปลาด้วยซีเมนต์บล็อก พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ระยะแรก บ่ออนุบาลลูกปลา ใช้เวลา 2 ปี นายโตเลก็สามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ปลาได้เอง นายโตเลจึงขยายบ่อปลาได้อีก 3 บ่อ ชาวบ้านในหมู่บ้านเห็นว่าการเพาะและเลี้ยงปลาแบบนี้ สามารถทำกันเองได้ทุกขั้นตอน จึงเกิดเป็นกลุ่มประมงอาสา สมาชิกเริ่มขุดบ่อปลาเพิ่มขึ้น เริ่มเรียนรู้การผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์ ไม่ต้องสั่งซื้อลูกปลามาจากพื้นราบที่อยู่ไกลและมีโอกาสตายมาก จนถึงขณะนี้เกษตรกรชาวไทยภูเขาบ้านปิตุคี 35 ครัวเรือน มีบ่อเลี้ยงปลา 25 บ่อ ในเมื่อทุกคนสามารถเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลาได้แล้ว กลุ่มประมงอาสาจึงมีจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์พันธุ์ปลาพื้นเมือง ตั้งเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ ร่วมกันตั้งข้อบังคับเครือข่ายลุ่มน้ำแม่หาด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2556 ห้ามทุกคนในหมู่บ้านจับปลาธรรมชาติในลำห้วยปิตุคี ลำห้วยแม่หาด ลำห้วยสาขาอื่นๆ ที่เป็นแหล่งต้นน้ำ โดยกำหนดเขตตลอดลำน้ำแม่หาด ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำแม่หาด และน้ำห้วยแม่อมเลาะ ตั้งกฎระเบียบไว้ว่า หากมีการกั้นน้ำหรือขวางทางน้ำ ปรับ 500 บาท หากมีการระเบิดปลา เบื่อปลา ใช้ประทัด หย่อนแก๊ส ใช้ไฟช็อร์ตปลา ครั้งละ 1,000 บาท ต่อคน ต่อครั้ง หากมีการกระทำความผิดมากกว่า 1 วิธี จะต้องเพิ่มอัตราการปรับตามความเป็นจริง

คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ จึงมอบหมายให้ นายรตพล วัฒนศิริเสรีกุล นักศึกษาระดับปริญญาโทด้านการประมง เป็นผู้ให้คำแนะนำและขยายผลไปยังหมู่บ้านและตำบลอื่น ในปี 2557 สามารถเผยแพร่ความรู้ควบคู่การปฏิบัติ ขยายบ่อเลี้ยงปลาและบ่อขยายพันธุ์ปลาในเขตอำเภออมก๋อย 47 หมู่บ้าน ประมาณ 500 บ่อ นอกจากโครงการสร้างความมั่นคงด้านอาหารโปรตีนจากสัตว์น้ำแล้ว ในด้านพลังงานที่ใช้ในหมู่บ้าน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้จัดทำโครงการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับศูนย์การเรียนรู้ชุมชน บ้านปิตุคี จำนวน 1 ชุด สำหรับระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ประจำบ้าน มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กประจำทุกบ้าน โดยการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดส่งเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษา อำนวยความสะดวกเป็นประจำทุกตำบล ตำบลละ 1 คน สำหรับโครงการความมั่นคงด้านอาหารฯ ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี 2558 จะได้ขยายพื้นที่ไปดำเนินการแก่ชาวไทยภูเขาที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอเชียงดาว

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้หมู่บ้านปิตุคี เป็นหมู่บ้านนำร่องด้านการเกษตรทุกๆ ด้าน ร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มีการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ จึงได้รวมกลุ่มจัดตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาให้แก่เยาวชนบ้านปิตุคีได้มีโอกาสเรียนต่อ ด้วยวิธีการจัดหาเงินกองทุนจากการออกร้านนิทรรศการ รับบริจาคจากบุคคลภายนอก ศิษย์เก่า ฯลฯ จัดตั้งเป็นกองทุน ใช้ชื่อว่า “กองทุนอภินันท์ อภินันทนาการ” คัดเลือกเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน มุ่งหวังในการดูแลอนาคตของหมู่บ้าน ตั้งใจเรียน มีความสนใจในวิชาชีพแขนงต่างๆ เช่น การประมง พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ช่างยนต์ และศาสตร์แขนงต่างๆ ที่มีความสำคัญกับชุมชน ได้มีโอกาสในการเรียนหนังสือ ส่งเข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน ปัจจุบัน มีเด็กในอุปการะภายใต้กองทุนฯ จำนวน 8 คน โดยทางกองทุนได้ช่วยเหลือการติดต่อประสานงาน ดูแลค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ระหว่างการศึกษา เช่น ค่าเทอม ค่าครองชีพบางส่วน และหาช่องทางในการศึกษาระดับที่สูงขึ้น โดยกองทุนจะส่งเสียจนกระทั่งจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วส่งเรียนต่อในระดับประโยควิชาชีพหรือประโยควิชาชีพชั้นสูงในวิทยาลัยเกษตรกรรม หรือวิทยาลัยการอาชีพต่อไป เมื่อเยาวชนรุ่นนี้เรียนจบกลับมาพัฒนาบ้านเกิด มีรายได้บางส่วนส่งคืนให้แก่กองทุนฯ เพื่อมอบให้แก่เยาวชนรุ่นต่อๆ ไปอย่างไม่มีสิ้นสุด

ประวัติความเป็นมา หมู่บ้านปิตุคี

บ้านปิตุคี เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “ปิ๊ตุ๊คี” ในอดีตที่คาดว่ามากกว่า 100 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นชนเผ่าลัวะ หรือละว้า สันนิษฐานได้จากเครื่องประดับ อัญมณีที่ขุดพบได้ในบริเวณหมู่บ้าน เขาเรียกกลุ่มนี้ว่า “กะว่าเว่โก” คำว่า กะว่า หมายถึง คนลัวะ คำว่า เว่ หมายถึง เมือง คำว่า โก หมายถึง ลำห้วย พื้นที่บริเวณนี้สมัยก่อนนั้นถือว่าเจริญรุ่งเรืองมากยุคหนึ่ง คนลัวะที่มาอาศัยพักอยู่จะสร้างวัด สร้างเจดีย์สวยงาม ตั้งรกรากทำมาหากินอยู่นานมาก ต่อมาชาวลัวะได้อพยพย้ายถิ่นฐานออกไปที่อื่นโดยไม่ทราบสาเหตุ ชาวกะเหรี่ยงบางกลุ่มจึงอพยพเข้ามาอยู่แทนที่ อยู่ได้ไม่นานก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น เหตุที่ย้ายเพราะมีคนเมืองเข้ามาขุดเหมืองแร่อยู่ใกล้หมู่บ้าน ชาวบ้านกะเหรี่ยงที่อพยพออกไป แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ไปตั้งที่อยู่อาศัย 2 หย่อมบ้าน หย่อมบ้านแรกมีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 6 หลัง เรียกว่า “เคอะโก” คำว่า เคอะ หมายถึง ชื่อของต้นไม้ขนาดใหญ่ คำว่า โก หมายถึง ลำห้วย ตามสภาพพื้นที่อาศัยอยู่มีต้นไม้อยู่ มีลำห้วยไหลผ่าน ชาวบ้านอาศัยอยู่ได้ 4 ปี ก็ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านปิตุคีปัจจุบัน เนื่องจากมีเหตุคนตายทุกปี อีกหย่อมบ้านหนึ่งได้ย้ายไปตั้งอยู่บนยอดดอยและเรียกที่อยู่อาศัยท้องถิ่นว่า “ซิโย่เซาะแทะ” คำว่า ซิโย่ หมายถึง การฟันต้นไม้แล้วเว้นที่ตรงกลางเพื่อการใช้สอย มีชาวบ้านอาศัยอยู่ 9 หลังคา อยู่ได้ประมาณ 2 ปี ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านปิตุคีปัจจุบัน สาเหตุการย้ายเนื่องจากพื้นที่ซิโย่เซาะแทะ เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่บนดอยสูง อากาศหนาวเย็นมาก ไม่เหมาะสมกับการทำมาหากิน ปัจจุบันพื้นที่เคอะโกและพื้นที่ซิโย่เซาะแทะ ก็ยังมีร่องรอยให้รู้ว่าในอดีตมีชนเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่ และเป็นพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านปิตุคีด้วย

สภาพหมู่บ้านปิตุคี อยู่ในเขตหมู่ที่ 11 ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงสะกอ สภาพพื้นที่ของหมู่บ้านเป็นป่าดงดิบ มีพื้นที่ราบเล็กน้อยสำหรับสร้างบ้าน ล้อมรอบด้วยภูขาสูง มีสภาพอากาศเย็นชื้นตลอดทั้งปี

คำว่า ปิ๊ตุ๊ หมายถึง พื้นที่สร้างบ้านหลังเล็กๆ ทำจากไม้ไผ่ คำว่า คี หมายถึง ต้นน้ำ รวมความหมายแล้ว ชาวบ้านชอบสร้างบ้านไม้ไผ่ริมน้ำ บ้านปิตุคี ได้รับรางวัลชมเชย โครงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำขุนแม่หาด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2553 และมีกระแสรับสั่งกับ นายโตเล อภิบาลกุญชร ความว่า “…อย่างเราอายุมากแล้ว ไม่ต้องทำอะไร ให้ทำเศรษฐกิจพอเพียง มีข้าวเต็มหลอง ปลาเต็มบ่อ มีหมู มีไก่ มีผักกิน แค่นี้ก็พอแล้ว”

 

ปลูกมะนาว โดยใช้กิ่งเสียบยอด บนต้นตอส้มต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกมะนาว โดยใช้กิ่งเสียบยอด บนต้นตอส้มต่างประเทศ

ในแวดวงของนักวิชาการเกษตร และเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดกพิเศษ (พันธุ์แป้นดกพิเศษมีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่าแป้นรำไพ 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากัน ขนาดผลใหญ่ และมีการติดผลเป็นพวง) เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด

เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ในแต่ละปีสามารถออกดอกและติดผลได้ปีละ 4-5 ครั้ง อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นสายพันธุ์มะนาวที่กระตุ้นการออกดอกได้ง่ายที่สุด ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบาง และมีปริมาณน้ำในผลมาก ทรงผลแป้น มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

ที่สำคัญ มะนาวทั้ง 2 สายพันธุ์ ดังที่ได้กล่าวมา สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก

ในช่วงเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมา นับเป็นช่วงปีทองของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาว ที่สามารถขายผลผลิตได้ราคาแพง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 เรื่อยมาจนถึงเดือนมีนาคม 2558 ราคามะนาวแพงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คาดว่าในเดือนเมษายน 2558 ผู้บริโภคอาจจะต้องซื้อมะนาวในราคาแพงกว่า 10 บาท คาดกันว่า จะแพงที่สุดในรอบ 10 ปี เนื่องจากได้มีการสำรวจผลผลิตมะนาวในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2558 มีผลผลิตน้อยมาก

นอกจากมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษแล้ว ปัจจุบัน ที่สวนคุณลี ยังมีพันธุ์ “มะนาวแป้นดกไต้หวัน” ซึ่งมีลักษณะของใบใหญ่ และให้ผลผลิตดกมาก ผลใหญ่มาก น้ำมาก และทนทานต่อโรคแคงเกอร์ มีเกษตรกรชาวสวนมะนาว ปลูกมะนาวพันธุ์แป้นดกไต้หวันแซมไปในสวนมะนาวแป้นดกพิเศษ เมื่อผลผลิตแก่และนำไปจำหน่ายพ่อค้า แยกไม่ออกว่าเป็นพันธุ์อะไร

จุดเด่นที่สุดของมะนาวแป้นดกไต้หวัน คือผลจะมีขนาดใหญ่มาก ได้ไซซ์โม่ง และจัมโบ้เป็นส่วนใหญ่

ที่ผ่านมาในอดีต การปลูกมะนาวของเกษตรกรไทย นิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำ โดยคิดว่า ต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรง เพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ มักจะพบปัญหาว่า ต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่มีภาระเลี้ยงผลมาก

อีกทั้งกิ่งตอนมะนาวเกือบทั้งหมดที่ขยายพันธุ์มาปลูก มักจะมีโรคไวรัสทริสเตซ่า และโรคกรีนนิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรมเร็ว ผลผลิตต่ำ และมีอายุสั้นลง อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าและรากเน่าได้ง่าย

การทำสวนมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้น อายุไม่ยืนยาว เฉลี่ยอายุประมาณ 3-5 ปี ก็ตาย เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกใหม่

ถ้าคิดการลงทุนปลูกใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่มะนาวจะมีอายุอย่างน้อย 10 ปี ขึ้นไป ควรจะใช้ต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ทรอยเยอร์ สวิงเกิล ฯลฯ เป็นต้นตอ ซึ่งมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่า ต้านทานโรครากเน่าและโคนเน่าได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง และมีรากแก้ว

ที่สวนคุณลี ได้มีพื้นที่ปลูกมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษหลายร้อยต้น รุ่นแรก ได้ตัดต้นส้มพันธุ์ทับทิม ที่เสียบยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ออก เพราะรสชาติเปรี้ยวมาก ถึงแม้จะติดผลดก ตัดสินใจเอายอดมะนาวแป้นดกพิเศษเสียบยอด ผลปรากฏว่า ให้ผลผลิตหลังจากเสียบยอดไปได้ 1 ปี และติดผลดกมาก ในปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยเกิดน้ำท่วมใหญ่ ในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2558 แปลงมะนาวที่เสียบยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์แปลงนี้ ถูกน้ำท่วมขังอยู่นานกว่า 2 อาทิตย์ ผลปรากฏว่าหลังจากน้ำแห้ง ไม่มีต้นมะนาวตายแม้แต่ต้นเดียว

สรุปได้ว่า การปลูกมะนาวบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ทนสภาพน้ำท่วมได้อย่างดี ปัจจุบันนี้อายุต้นเกือบ 10 ปีแล้ว ต้นมะนาวยังออกดอกและติดผลดกทุกปี

ต่อมาทางสวนคุณลี ได้มีการทดลองนำต้นตอส้มต่างประเทศที่มีชื่อว่า โวลคาเมอเรียน่า (volkameriana) มาใช้เป็นต้นตอ เพื่อเสียบยอดมะนาวแป้นดกพิเศษ ปกติแล้วมีการนำต้นตอส้มพันธุ์นี้ใช้เสียบยอดส้มเขียวหวานและส้มสายน้ำผึ้ง เพื่อผลิตส้มปลอดโรค แต่ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร โดยปกติในทางวิชาการแล้ว ต้นตอส้มโวลคาเมอเรียน่าจะมีความทนต่อสภาพดินเค็มและดินด่างได้ดีระดับหนึ่ง และจัดเป็นต้นตอในกลุ่มของเลมอน (lemon)

เมื่อสวนคุณลีได้นำมาใช้เป็นต้นตอเพื่อเสียบยอดมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษ ผลปรากฏว่า เมื่อนำไปปลูกลงแปลง พบว่า ต้นเจริญเติบโตเร็วมาก ออกดอกและติดผลเมื่อต้นอายุได้เพียง 8 เดือน เท่านั้น ลำต้นตรง ทรงพุ่มสวยงามมาก และให้ผลผลิตดกเมื่อต้นอายุได้เพียง 3-4 ปี เท่านั้น

ในอนาคต ทางสวนคุณลีได้มีการนำต้นตอส้ม JC ซึ่งศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย นำมาเป็นต้นตอเพื่อเสียบยอดส้มสายน้ำผึ้ง

ความจริงแล้วต้นตอส้ม JC นี้ ได้มีการนำเมล็ดมาจากประเทศอินโดนีเซีย ได้มีการสอบถามกับ รศ.ดร. รวี เสรฐภักดี ผู้เชี่ยวชาญในการบังคับมะนาวออกฤดูแล้ง ท่านหนึ่งของประเทศไทย ได้บอกว่า ต้นตอ JC นี้ เป็นต้นตอเดียวกับพันธุ์ Rangpur lime ซึ่งเป็นต้นตอที่ต้นใหญ่และแข็งแรง มีความเป็นไปได้ เมื่อเอามะนาวแป้นดกพิเศษมาเสียบยอดบนต้นตอส้ม JC หรือ Rangpur lime น่าจะได้ผลดี ไม่แพ้ตอโวลคาเมอเรียน่า

มีงานวิจัยจากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ปทุมธานี ได้มีการศึกษาถึงอิทธิพลของต้นตอส้มบางชนิด ที่มีต่อการเจริญเติบโตของมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ ด้วยวิธีการนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นรำไพมาเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ

ผลจากการศึกษาและวิจัยพบว่า กิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์แป้นรำไพ ที่เสียบยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ (Troyer) มีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตมากที่สุด กิ่งพันธุ์มะนาวแป้นรำไพที่เสียบยอดไป มีการเจริญเติบโตสูงสุดในด้านความยาวกิ่งแขนง

เทคนิคในการเสียบยอด ให้ใช้ต้นตอส้มทรอยเยอร์ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร ตัดยอดต้นตอส้มให้สูงจากพื้นดิน ประมาณ 15 เซนติเมตร จากนั้นนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ หรือแป้นดกพิเศษ เสียบยอดด้วยวิธีการผ่าลิ่ม ให้แผลมีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 45 วัน ยอดที่เสียบจะแตกยอดใหม่ออกมา

แต่การวิจัยในครั้งนั้น ไม่ได้มีการทดลองกับต้นตอส้มโวลคาเมอเรียน่า และ Rangpur lime แต่ในทางปฏิบัติจริง การใช้ต้นตอส้มโวลคาเมอเรียน่า ผลปรากฏว่า ต้นมะนาวเจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตดกมาก ทางราชการก็ยอมรับ และนำไปเสียบยอดมะนาวให้กับเกษตรกร จนปัจจุบันหาต้นตอส้มโวลคาเมอเรียน่าไม่ได้แล้ว

ยากจะหลีกเลี่ยง สารปราบศัตรูพืช

โดยธรรมชาติของต้นมะนาวเอง จัดเป็นพืชที่มีโรคและแมลงศัตรูระบาดทำลายมาก ทำให้ยากจะหลีกเลี่ยงต่อการใช้สารปราบศัตรูพืช แต่ยังเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในขณะนี้มีสารปราบศัตรูพืชหลายชนิดที่มีค่าความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมากกว่าแต่ก่อน และอาจจะใช้เพียงชนิดเดียว สามารถป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูมะนาวได้หลายชนิดไปพร้อมกัน

อย่างกรณีของแมลงศัตรูที่สำคัญของมะนาวคือ หนอนชอนใบ แนะนำให้มีการฉีดพ่นสารโปรวาโด โดยใช้อัตราเพียง 1-2 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร หรือ 10-20 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร แต่ถ้ามีการระบาดของเพลี้ยไฟที่รุนแรง นอกจากจะใช้สารเคมีในกลุ่มของฟิโพรนิล (เช่น เฟอร์แบน) แล้ว อาจจำเป็นต้องใช้สารปราบศัตรูพืชที่มีชื่อว่า “เอ็กซอล” จะช่วยป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จัดการสวนถูกต้อง ส่วนสำคัญต่อความสำเร็จ มะนาวนอกฤดู

สิ่งที่ชาวสวนมะนาวและนักวิชาการเกษตรไม่ควรมองข้ามในการบังคับให้มะนาวออกนอกฤดูนั้น เรื่องของการจัดการสวน เป็นหัวใจที่มีความสำคัญ ซึ่งสรุปได้ดังนี้

– โครงสร้างของดิน ดินที่มีลักษณะเป็นทราย มีการระบายน้ำที่ดี จะมีผลทำให้การชักนำการออกดอกได้ดีกว่าดินที่อุ้มน้ำสูง และดินเหนียว

– ขนาดของพุ่มต้น ควรเตรียมแปลงปลูกในลักษณะของแนวแถวยกสูงเป็นแบบลูกฟูก อันที่จะช่วยให้เกิดการระบายน้ำได้ดีขึ้น การชักนำการออกดอกจะง่ายกว่า

– ขนาดของพุ่มต้น มะนาวที่มีขนาดพุ่มต้นที่เล็กกว่า สามารถชักนำการออกดอกเพื่อการผลิตนอกฤดูได้ดีกว่า ต้นตอบสนองต่อสภาพการงดน้ำได้เร็วมากขึ้น (ใช้เวลาสั้นกว่า)

– การปฏิบัติเพื่อชักนำการออกดอก ควรจะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติ และนิสัยการออกดอก กิ่งมะนาวจะไม่มีการออกดอก หากว่ากิ่งนั้นยังคงมีผลติดอยู่ เมื่อเป็นดังนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องทำลายดอกหรือผลในช่วงที่ไม่ปรารถนาออกทิ้งไปก่อน กิ่งจึงจะสามารถออกดอกได้

การเปลี่ยนแปลงจากตาใบไปเป็นตาดอก ยังสามารถควบคุมได้ด้วยปุ๋ยทางใบ ที่มีธาตุโพแทสเซียม (K) สูง ในระยะที่ตาผลิก่อน มีความยาวยอดมากกว่า 7.5 เซนติเมตร การพ่นปุ๋ยทางใบที่มีธาตุ N:P:K ในสัดส่วน 1:1:3, 1:1:4, 1:1:5 หรือ 1:2:5 ในระยะยอดอ่อนผลิ จะมีบทบาทช่วยให้การสร้างตาดอกดีมากยิ่งขึ้น

ปัญหา ทำมะนาวนอกฤดู ไม่สำเร็จ

ปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้ชาวสวนมะนาวไม่ประสบความสำเร็จในการผลิตมะนาวนอกฤดู ที่พอสรุปได้ดังต่อไปนี้

1. ชาวสวนไม่มีความตั้งใจจริง โดยเฉพาะในวงจรที่ 2 ถ้าต้นมะนาวจะมีผลผลิตเต็มต้นในทุกกิ่ง โอกาสชักนำให้ออกดอกในระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จะเป็นไปได้ยากขึ้น ทั้งนี้ ธรรมชาติของมะนาวและส้ม จะไม่มีการออกดอกจากกิ่งที่มีผลติดอยู่

2. ชาวสวนมะนาวโดยส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจวงจรการออกดอก-ติดผลของมะนาวอย่างแท้จริง ทำให้ไม่อาจนำเทคนิคดังกล่าวไปใช้ได้

3. ชาวสวนผู้ปลูกมะนาว หวังพึ่งเพียงกรรมวิธีที่เป็นสูตรสำเร็จอย่างง่ายๆ

4. สภาพต้นมะนาวขาดความสมบูรณ์ ไม่เหมาะสมสำหรับการผลิต การผลิตมะนาวนอกฤดู จำเป็นต้องใช้หลายๆ กรรมวิธีมาประมวลร่วมกันจึงจะได้ผลดี จากประสบการณ์ที่ได้เคยแนะนำให้ชาวสวนปฏิบัติ มักได้ผลไม่มากนักตามที่คาดหวัง เนื่องจากชาวสวนยังคงยึดถือวิธีที่ได้กระทำกันอยู่

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในการปลูกมะนาวเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันนี้ ตลาดมีความต้องการมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดกพิเศษมากที่สุด และการเลือกใช้กิ่งพันธุ์มะนาว ได้เปลี่ยนจากการใช้กิ่งตอน มาใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และอายุยืนยาวกว่าปลูกด้วยกิ่งตอน

หากต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นดกพิเศษบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

 

พฤกษาหมอต้นไม้ แต่..คนไข้ไม่เคยมาหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาหมอต้นไม้ แต่..คนไข้ไม่เคยมาหา

“ถ้าเราดูแลต้นไม้เหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ในวันที่เขาหายไป เราก็คงเสียใจ ซึ่งเราไม่ต้องรอให้ถึงวันนั้น แค่ดูแลเพื่อนที่อยู่มาตั้งนาน ให้อยู่เป็นเพื่อนเราต่อไป”

เป็นข้อความปิดท้าย คลิปรายการ จากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่ออกอากาศ เมื่อ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 เวลา 22.05 น. ในเรื่อง “หมอต้นไม้” ผู้รักษาสิ่งแวดล้อมเมือง กรณีที่ท่าน อาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำคณะอาสาสมัคร ลูกศิษย์ และผู้ร่วมอุดมการณ์ปั่นจักรยาน เอกลักษณ์พ่วงตะกร้ามีล้อตาม ใส่เครื่องมือ อุปกรณ์รักษาดูแลต้นไม้ ไปตามถนนริมคูเมืองเชียงใหม่ หรือที่ที่มีต้นไม้ใหญ่บาดเจ็บ เสียหาย หักโค่น เพื่อเยียวยา

“หากความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง ต้นไม้ก็เปรียบเหมือนญาติที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ เมื่อไม่มีต้นไม้ จึงเกิดความรู้สึกว่า ต้นไม้มีความสำคัญ ถึงเวลานั้นมันก็สายเกินไป”

เป็นข้อความ ท้ายบทความ เรื่อง การศัลยกรรมต้นไม้ใหญ่ เขียนโดย อาจารย์วิเชียร ไชยประดิษฐกุล หัวหน้าสวนสราญรมย์ กองสวนสาธารณะ กรุงเทพมหานคร ที่ได้จัดตั้งหน่วยรักษาพยาบาลต้นไม้ โดยเฉพาะการศัลยกรรมต้นไม้ เป็นหน่วยเคลื่อนที่ปฏิบัติการเฉพาะกิจ เรียกว่า “หมอต้นไม้” ซึ่งตีพิมพ์ไว้ในหนังสือ “มิ่งไม้เกษตรกลางบางเขน” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นอกจากนั้น ยังมีคลิปสัมภาษณ์ หมอต้นไม้อีกท่าน ที่เจ้าตัวไม่ยอมรับ เพียงแต่ออกตัวว่า ขอเป็นเพียงคนตัดต้นไม้ หรือดูแลต้นไม้ก็พอ ชื่อ “ครูต้อ” หรือ คุณธราดล ทันด่วน พูดคุยกับ คุณกาละแมร์ พัชรศรี เกี่ยวกับการตัดต้นไม้ใหญ่ การย้ายตำแหน่งปลูกเพื่อความเหมาะสมในพื้นที่ให้สอดคล้องกับตึกอาคาร สำนักงาน โดยมีโครงการส่งเสริมเผยแพร่วิชาการ โครงการฝึกอบรมผู้ดูแลต้นไม้ ร่วมกับหน่วยงานหนึ่งในสถาบันจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดตามรายละเอียดได้จาก You Tube

และมีอีกคลิปในรายการทีวี ใช้ชื่อเรื่องว่า “จอมยุทธโอสถพฤกษา” ก็มีการสัมภาษณ์ อาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย ปฏิบัติการ พร้อมทั้งสาธิตหลักการวิธีการดูแลรักษาต้นไม้ป่วยไข้เช่นกัน ทำให้ได้ทราบถึงสิ่งที่ควรจะทำความเข้าใจ และปลูกจิตสำนึกในการร่วมกันธำรงรักษา เพื่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในบ้านเมือง ในเมืองใหญ่จะมีนิเวศที่เหมาะสม

อานิสงส์และแรงบันดาลใจจากหลายๆ เหตุการณ์ ที่เป็นประโยชน์ ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อจะเผยแพร่ให้ผู้สนใจ และมีจิตใจอาสาอารักษ์ และรักที่จะช่วยกันปกป้องรักษาต้นไม้ใหญ่ ซึ่งไม่สามารถเรียกร้อง หรือร้องเรียน หรือเคลื่อนย้ายตัวเองไปหาผู้ที่จะช่วยเหลือ เยียวยาแผลบาดเจ็บ หักโค่น มีโรคแมลง มด ปลวก รบกวน ก็ต้องรอให้ใครสักคนมาเห็น หรือรอ “หมอต้นไม้” มาพบเห็นเพื่อเยียวยา หรือศัลยกรรมบาดแผล ซึ่งถ้าหากติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่กล่าวมา ก็จะพบว่า มีเรื่องราวเกี่ยวข้องที่ให้ความรู้ น่าส่งเสริม และสนใจศึกษารายละเอียดอย่างยิ่ง

สิ่งมีชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ว่า คน สัตว์ และพืช ย่อมมีการเจ็บป่วย เป็นธรรมชาติธรรมดา พืช ต้นไม้ ที่เราปลูกเลี้ยง หรือที่เจริญเติบโตตามธรรมชาติ ก็ย่อมจะมีอาการบาดเจ็บ หรือป่วยไข้ได้เช่นกัน หรืออย่างน้อยก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นได้ ด้วยสาเหตุปัจจัยหลายๆ ประการ และการแสดงออกถึงอาการป่วย ก็แตกต่างกันไป

มีเอกสารเป็นคู่มือเล่มเล็กๆ ชื่อ “ต้นไม้ป่วย…เราช่วยได้” เผยแพร่จาก สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม ได้รวบรวมลักษณะอาการป่วย หรืออาการผิดปกติต่างๆ ของต้นไม้ รวมถึงแนวทางการแก้ไขเยียวยาอาการเหล่านั้น อันจะนำสู่ความรู้ ความเข้าใจถึงสาเหตุ และผลกระทบที่มีต่อสุขภาพต้นไม้ เพื่อจะนำสู่การรักษาเยียวยาได้อย่างถูกต้อง โดยได้กล่าวถึงเรื่องราวเชิงวิชาต่อไปนี้ เกี่ยวกับอาการป่วยของต้นไม้

อาการผิดปกติ เนื่องจากสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ใบไหม้ ขาดธาตุอาหาร ต้นเหี่ยว

อาการผิดปกติ เนื่องจากสิ่งมีชีวิต ได้แก่ จากแมลงศัตรูพืช จากโรคพืช และจากการทำลายของพืชชั้นสูง หรือพื้นที่ไม่เหมาะสม และสาเหตุอื่นๆ ซึ่งมีรายละเอียดเนื้อหา คำแนะนำ ทั้งพืชที่เป็นไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักสวนครัว ไม้ผล และไม้ยืนต้น

นอกจากนั้น ยังมีคำแนะนำที่เป็นทางเลือกในการควบคุมและกำจัดโรค และแมลงศัตรูพืชต้นไม้ ด้วยสารสกัดจากพืช เพื่อการป้องกันรักษาอาการผิดปกติของต้นไม้ ในการลดการใช้สารเคมี นั่นคือ การใช้สารสกัดจากพืชด้วยกันเอง ซึ่งนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าแล้ว ยังปลอดภัยต่อผู้ใช้ ทั้งผู้ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ผู้บริโภค หรือผู้รักต้นไม้ทั้งหลาย รวมทั้งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ที่สำคัญคือ เราสามารถทำใช้เองได้ เช่น สารสกัดจากขมิ้นชัน ตะไคร้หอม สาบเสือ หนอนตายหยาก และสะเดา

มีคนให้คำจำกัดความของเมืองเชียงใหม่ เกี่ยวข้องกับต้นไม้ เปรียบได้ว่าเป็น “วนานคร” โชคดีที่มี “หมอต้นไม้” อยู่ในเมือง อาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ต้นไม้ ไปหาหมอไม่ได้ หมอต้นไม้ ต้องไปหาผู้ป่วยเอง อาจารย์ปั่นจักรยาน พร้อมกระเป๋าร่วมยา พร้อมที่จะปฐมพยาบาล หรือทำศัลยกรรมผู้ป่วยที่ต้องดูแลต่อเนื่องยืดเยื้อได้ หรือพยายามที่จะออกสำรวจทำบันทึก บรรยายอาการผิดปกติของต้นไม้ใหญ่ ทั้งรอบๆ คูเมืองเชียงใหม่ และทั่วๆ ไป ที่มีข่าวคราวต้นไม้บาดเจ็บ หรือเจ็บป่วย

หมอต้นไม้ ผู้รักษาสิ่งแวดล้อมเมือง ช่วงหนึ่งอาจจะต้องวางมือจาก Remote projector หรือ power point หรือแบบแปลน แผนผังเชิงสถาปัตยกรรม หันไปจับ มีด ค้อน สิ่ว เลื่อย หรืออุปกรณ์อื่นๆ ใส่ตะกร้าท้ายรถ ปั่นจักรยานไปหา “พฤกษาอาพาธ” ต้นไม้ในวัด หรือ “พฤกษาทุพลภาพ” ถ้าเป็นต้นไม้ป่วยอาการหนัก ตรวจสอบอาการป่วยจาก Record Form เพื่อทำศัลยกรรมบาดแผล หรือปรุงยาต้นไม้ใหญ่บางต้น นอกจากจะเต็มไปด้วยกาฝาก เกาะดูดแย่งอาหารแล้ว อาจจะมีผู้รักความสวยงาม สร้างระบบนิเวศ โดยการใช้พุ่มกอกล้วยไม้เกาะติด รัดเชือก หรือตอกตะปูตรึงความงามติดไว้ ในมุมมองของท่านอาจารย์บรรจง ถือว่าลักษณะเหล่านี้ก็เป็นผู้ป่วยได้

การทำศัลยกรรมบาดแผล เปลือก หรือโพรงต้นใหญ่ๆ จะใช้เทคนิควิชาการตามหลักการ แต่มีวัสดุวิทยาศาสตร์ที่เข้ามามีบทบาทเติมเต็มโพรง โดยใช้โฟมมาฉีด หรือฉีดอัดลงไปในโพรง แล้วเทน้ำยาตัวทำละลายให้โฟมพองตัวขึ้นเต็ม ปล่อยให้แห้ง แล้วตัดแต่งตามต้องการ ก็จะช่วยไม่ให้น้ำเข้าไปขังในโพรงแช่อยู่ ทำให้เกิดเชื้อรา ป้องกันกิ่ง ต้น นั้นๆ เน่า หรือแห้งตาย รวมทั้งเทคนิค วิธีการตัดโดยเลื่อย ที่เรียกว่า ต้องตัด 3 ครั้ง หรือ 3 เลื่อย และต้องป้องกันระวังไม่ให้เปลือกฉีกแยกออก

หมอต้นไม้แห่งล้านนา จอมยุทธโอสถพฤกษา วินิจฉัยโดยใช้ ค้อนยาง หรือไฟเบอร์ เคาะ ฟังเสียงว่าเป็นโพรงในลำต้น กิ่ง ก้าน หรือไม่ บาดแผลต่างๆ ในเรือนร่างของต้นไม้เหล่านั้น ถูกเยียวยา หรือหากพบหลืบโพรง ที่มีปลวกซ่อนตัวอยู่ภายใน ก็จะต้องถูกเชิญออกไปอย่างไร้เยื่อใย และถูกปิด หรือที่เป็นโพรงน้ำขัง ก็จะต้องดูดซับน้ำออก หรือใช้ถ่านดูดซับความร้อน ปิดด้วยวัสดุ ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก อาจารย์บรรจง มีความประสงค์อยากจะเปิดเป็นหลักสูตรวิชาการ ในระดับวิชาหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการศึกษาเพียงส่วนหนึ่ง หรือหัวข้อหนึ่งในวิชา ซึ่งการที่จะเกิดความสำเร็จในความคาดหวังครั้งนี้ ก็ต้องอาศัยพันธมิตร คนร่วมมือ อาศัยอุดมการณ์ และเริ่มด้วยทุนที่ใจ ส่วนศัตรูของต้นไม้ก็คือ คนตัดต้นไม้ไปขายนั่นเอง หมอต้นไม้ แห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ซึ่งไม่เคยมีผู้ป่วยมาหา แต่มีเครื่องยา พร้อมที่จะไปทุกที่ด้วยจักรยานคู่ชีพ

มีข้อคิด ข้อสังเกต จากครูต้อ ธราดล ทันด่วน ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นหมอต้นไม้อีกท่าน ได้กล่าวถึงภาระที่ได้ปฏิบัติ เป็นสิ่งที่มีความสุข อยู่กับต้นไม้ใหญ่ ขุด เจาะ โยกย้าย ทำด้วยความรัก ทะนุถนอมและอดทน รอวันฟื้นคืนชีพของต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาหลายสิบเมตร แต่เมื่อถูกตัดทอน เหลือเพียงท่อนไร้กิ่งใบ เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่เหมาะสม เช่น ใกล้อาคาร ระหว่างสำนักงาน หรือจุดใดจุดหนึ่ง ที่ต้องการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ไว้ บางต้นต้องอดทนเฝ้ารอเป็นปี หรือเกือบ 2 ปี จะมีความมั่นใจว่า รอดแน่ๆ

นอกจากนั้น ยังได้แสดงความรู้สึกเป็นเหมือนตัวแทนของต้นไม้ที่ถูกย้ายจากป่า เข้ามาอยู่ในเมือง คงจะแปลกถิ่น ทั้งสถานที่ บรรยากาศ เพื่อนๆ รอบต้นก็แปลกตา แล้วยังต้องทำตัวให้เข้ากับคนเมืองให้ได้อีก เช่น กิ่งเปราะหัก กิ่งใบเกะกะทางรถ เกี่ยวสายไฟฟ้า โทรศัพท์ เพราะอยู่ในป่าไม่เคยยุ่งกับใคร ต้นไม้ที่ยืนต้น ยื่นกิ่งก้านแผ่ดอก ใบ เปรียบเสมือนเสื้อผ้าหน้าผมของเมือง อย่างกรณีของข่าวคราวที่เคยมีเรื่องราว ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 ที่ต้นจามจุรียักษ์ ถูกโค่น ที่ซอยสุขุมวิท 47 ก็เป็นข่าวดังทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่มีคนระดมพลังเกือบหมื่นคนผ่านสื่อ ที่จะหยุดยื้อให้พ้นคมเลื่อยไฟฟ้า

การตัดต้นไม้ใหญ่ อายุนับเกือบร้อยปี หรือร้อยกว่าปี หรือที่เป็นต้น ซึ่งเป็นที่รักหวงของผู้คนทั่วไป นอกจากจะต้องอาศัยเทคนิคเชิงวิชาการแล้ว แต่สำหรับผู้ปฏิบัติการ คือเจ้าหน้าที่ผู้ลงคมเลื่อย เฉือนเนื้อไม้ ก็ยังต้องอาศัยความรู้สึก บวกความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรารู้จักกันว่า “รุกขเทวดา” จุดธูปเทียนขอขมา ขออนุญาตบอกกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์ใดๆ ที่ต้องตัดโค่น หรือเคลื่อนย้าย ต้นไม้ใหญ่บางต้น เมื่อถูกตัดโค่น ถูกตัดราก ขุดโคน ย้ายไปปลูกอีกพื้นที่ เหลือเพียงลำต้น เป็นพญาไร้ใบ ถูกรถบรรทุก รถเครน เชิญไปอยู่หลุมแปลงใหม่ มักจะถูกห่อหุ้มด้วยกระสอบป่าน หรือวัสดุเก็บความชื้น พันไว้รอบต้น ติดสปริงเกลอร์ให้วัสดุชุ่มชื้นตลอด อาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะพ้นวิกฤต

ปัจจุบัน มีคลินิกตรวจโรค หรือให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อแก้ไขอาการ “ป่วย” ของต้นไม้หลายรูปแบบ ซึ่งจะพบหมอต้นไม้ ได้แก่

– ศูนย์หมอต้นไม้ กรุงเทพมหานคร ภายในสวนสราญรมย์ ถนนเจริญกรุง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

– ส่วนบริหารศัตรูพืช สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทรศัพท์ (02) 955-1626

– คลินิกพืช กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ (02) 579-9583

– ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทรศัพท์ (02) 579-1026, (02) 942-8394

– คลินิกสุขภาพพืช ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ (034) 351-327 (มีนักวิชาการประจำ)

สำหรับผู้ที่อยากจะใกล้ชิดกับ “รุกขเทวดา” อยากจะสัมผัสต้นไม้ใหญ่ยืนต้น มีวิชาชีพหนึ่งที่เรียกกันว่า “รุกขกร” (Arborist) เพราะเคยมีการเสนอให้เปิดเรียนวิชา “รุกขกรรม” (Arboriculture) ให้เมืองไทยมีองค์ความรู้ เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ใหญ่ แต่ถ้าหากท่านผู้ใดอยากจะเป็น “ศัลยแพทย์พฤกษา” ก็ลองไปปรึกษา ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ก็แล้วกันนะ คุณหมอต้นไม้

เพลง รอนาทีสมรัก

มนูญ เทพประทาน ขับร้อง

ยอดยากอย่างเดียวที่ฉันเคยเจอ คือหัวใจเธอแกร่งเกินเหนือหัวใจคน

เอ่ยปากฝากรักนับวันก็นานเต็มทน เธอไม่เคยสักหนจะยอมคล้อยตามออเออ

ยอดยิ่งสิ่งเดียวที่ฉันยืนยัน คือหัวใจมั่น ฉันมีพร้อมจะมอบเธอ

เกือบสิบปีแล้ว ฉันคอยพร่ำเพียรพร่ำเพ้อ พร่ำวอนขอรักเธอ แต่เธอเมินเหมือนคนชังกัน

ต้นไม้ใหญ่ เอาขวานมาสับ ฉับฉับให้ลึก ไม้ค่อยสึก ค่อยทรุด จนโค่นลงพลัน

แต่ใจเธอถูกคมลิ้นฉันเกี้ยวทุกวัน อัศจรรย์ไม่เคยสะท้านฤดี

ยอดยากอย่างเดียวที่ฉันจนใจ ไม่รู้ทำไม ใจเธอถึงแข็งนักนี่

โปรดเถิดเชื่อฉัน ลองๆ รักกันสักที ฝืนๆ ก็ยังดี เผื่ออาจมี นาทีสมยอม

ถ้าเอ่ยชื่อ มนูญ เทพประทาน อาจจะหาคนรู้จักไม่มากนัก แต่ถ้าเอ่ยชื่อ เพลง “ผิดทางรัก” เชื่อว่า เป็นเพลงโปรด และถูกนำมาขับร้องหลายรุ่นอายุคน

เพิ่งจะรู้ว่า หัวใจคนเท่าเพียงกำปั้น ซึ่งเพียงเท่าแค่ปุ่มปม ตุ่มตาของกิ่งไม้สักต้น แต่ทำไมถึงแกร่งเกินท่อนไม้ใหญ่ที่สู้แดดลมฝนได้หลายปี แสดงว่า คมลิ้น ก็ไม่ได้คมไปกว่าคมมีดมากนัก ดังคำเตือนเพื่อการอนุรักษ์ต้นไม้ว่า “ปลูกต้นไม้ กว่าจะโตใช้เวลาหลายปี แต่เพียง 1 นาที โค่นล้มได้”

ลิ้นคนที่หวานคมนัก ทำไมถึงเกี้ยวเป็นสิบปี แต่เธอคนดีก็ยังเมินเหมือนคนชัง อย่างนี้เรียกว่า หน้าแตก หมอไม่รับเย็บ

แต่ “ต้นไม้ใหญ่ เอาขวานมาสับ ฉับฉับให้ลึก ไม้ค่อยสึก ค่อยทรุด จนโค่นลงพลัน” แม้ไม่ระบุว่า เป็นไม้เนื้ออ่อน หรือเนื้อแข็ง ก็ยังทรุดลงด้วยคมขวาน ไฉนเลยจะสู้เลื่อยยนต์ เลื่อยไฟฟ้าได้ สงสารต้นไม้นี้จัง อย่างนี้ไม่มีทางที่หมอจะใจร้ายไม่รับเย็บ แต่จะมี “หมอต้นไม้” รีบปั่นจักรยานมาช่วยเยียวยา ใส่เฝือกค้ำยันหัวใจให้แน่นอน

 

สัตบรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010458&srcday=2015-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 596

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

สัตบรรณ

สัตบรรณ เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัดดังนี้คือ เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์ แต่ละท่อนของคำขวัญ มีความหมายดังนี้

เมืองประมง จังหวัดสมุทรสาคร มีชายฝั่งทะเลค่อนข้างยาว 41.8 กิโลเมตร จึงมีการประกอบอาชีพทําการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอาชีพหลัก ผลผลิตจากการประมงทะเล ส่วนใหญ่ได้รับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ บริเวณอ่าวไทย ทะเลอันดามัน และมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งทะเลด้านประเทศเวียดนาม ทำให้สมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพทางการประมงสูงมาก ทั้งยังเป็นแหล่งธุรกิจการประมงขนาดใหญ่ครบวงจร มีทั้งการทําประมงทะเล การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมห้องเย็น เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นศูนย์กลางในการจําหน่ายสินค้าสัตว์น้ำ สินค้าประมงทะเลที่สําคัญของประเทศ โดยมีสะพานปลา 3 แห่ง และยังเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำของผู้ทําการประมง และผู้ค้าสัตว์น้ำอีกด้วย

ดงโรงงาน ด้วยศักยภาพในการทําการประมงของชาวประมงสมุทรสาครดังกล่าว ส่งผลให้จังหวัดสมุทรสาคร มีโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกับผลผลิตทางการประมงมากมาย เช่น โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ โรงงานน้ำแข็ง โรงงานอุตสาหกรรมผลิตกระป๋อง โรงงานกล่องกระดาษ พลาสติก อุตสาหกรรมการต่อเรือ เป็นต้น

ลานเกษตร “ลานเกษตร” เป็นคำที่สะท้อนอดีตและรากเหง้าเดิมของสมุทรสาคร ความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ ซึ่งเป็นของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้แก่บรรพบุรุษชาวสมุทรสาคร ดินแดนปากแม่น้ำท่าจีน เป็นแหล่งอาหาร (พืชผัก ผลไม้ กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ) สำคัญสำหรับท้องถิ่น เคยบรรทุกลงเรือเข้ามาค้าขายถึงบางกอกและธนบุรีมานานนับร้อยปี เป็นตำนานและเป็นเรื่องราวในอดีตที่สำคัญมาก

เขตประวัติศาสตร์ สมุทรสาคร มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย เช่น อุทยานประวัติศาสตร์พันท้ายนรสิงห์ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ ณ บริเวณสถานที่ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์หัวเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือหัก สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พันท้ายนรสิงห์ รับราชการเป็นนายท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ) แห่งกรุงศรีอยุธยา ในคราวที่คัดท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัย เมื่อเรือพระที่นั่งถึงบริเวณคลองโคกขาม คลองคดเคี้ยวมาก เป็นเหตุให้หัวเรือชนกิ่งไม้ใหญ่ริมคลองโคกขาม ทำให้โขนเรือหักตกลงในน้ำ พันท้ายนรสิงห์กราบบังคมทูลพระเจ้าเสือ ให้ประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาล พระเจ้าเสือทรงจำฝืนพระทัยตามพระราชกำหนดที่วางไว้ จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ และให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา แล้วนำศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับหัวเรือพระที่นั่งเอกชัยที่หักขึ้นพลีกรรมไว้บนศาล เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ภายในอุทยานเป็นที่ตั้งของศาลพันท้ายนรสิงห์ สิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทำความภาคภูมิใจให้กับชาวสมุทรสาครเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นสัตบรรณ” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลกับจังหวัดสมุทรสาคร ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับต้นสัตบรรณ

ชื่ออื่น : พญาสัตบรรณ หัสบัน จะบัน บะซา ปูลา ปูแล ตีนเป็ด ตีนเป็ดขาว ตีนเป็ดไทย ต้นตีนเป็ด

ชื่อสามัญ : Devil Tree, White Cheesewood, Devil Bark, Dita Bark, Black Board Tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alstonia scholaris (L.) R. Br.

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

ถิ่นกำเนิด : เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถพบได้ในทุกภาคของประเทศไทย

ข้อมูลทั่วไป :

ต้นสัตบรรณ หรือที่นิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งคือ พญาสัตบรรณ จัดเป็นไม้มงคลนาม ปลูกเพื่อเป็นสิริมงคล เพราะคนไทยโบราณเชื่อว่า การปลูกต้นพญาสัตบรรณไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีเกียรติ จะทำให้ได้รับการยกย่องและการนับถือจากบุคคลทั่วไป ซึ่งความหมายของต้นก็มาจากคำว่า พญา ซึ่งมีความหมายว่า ผู้เป็นใหญ่ที่ควรยกย่องและเคารพนับถือ ส่วนคำว่า สัต ก็มีความหมายถึง สิ่งที่ดีงาม ความมีคุณธรรมนั่นเอง

ถึงแม้จะเป็นไม้มงคลนาม มีการแนะนำให้ปลูกประจำบ้าน เพื่อพบพานแต่สิ่งดีๆ แต่สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ มักจะมี 2 ด้านเสมอ เช่นเดียวกันกับการปลูกต้นพญาสัตบรรณ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ประโยชน์หรือโทษ ข้อดีคือ นอกจากจะเป็นไม้มงคลนามแล้ว ชื่อมีความหมายไปในทางที่ดี ปลูกง่าย ตายยาก ทรงสวย ต้นตรง โตเร็ว ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มสวยงาม ใบหนา ให้ร่มเงาได้ดี แต่พอถึงระยะออกดอก กลับกลายเป็นข้อเสียหรือเป็นโทษไปได้ ดอกไม้ทั่วๆ ไป คนส่วนใหญ่จะชื่นชอบกันมาก ชอบตรงความสวยสด งดงาม หรือชอบตรงกลิ่นหอม แต่พอพูดถึงเรื่องกลิ่นหอม บางคนแย้งว่า ทำไมต้องกลิ่นหอม เพราะไอ้ที่บอกว่ามีกลิ่นหอมนั้น ไม่เห็นจะหอมเลย แถมเหม็นอีกต่างหาก อันนี้ก็เป็นนานาจิตตัง ดอกพญาสัตบรรณก็เช่นเดียวกัน มีทั้งผู้ที่ชื่นชอบและไม่ชื่นชอบ น่าจะขึ้นอยู่กับจำนวนดอกและจำนวนต้นของพญาสัตบรรณที่ปลูกไว้ ถ้าปลูกต้นเดียว ขนาดไม่โตมากนัก ยามออกดอก ผู้ปลูกก็จะบอกว่า ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ หรือกลิ่นกรุ่นๆ แต่ถ้ามีหลายๆ ต้น และอากาศเย็นติดต่อกันหลายๆ วัน พญาสัตบรรณจะพร้อมใจกันออกดอกเต็มต้น ไม่มีต้นไหนไม่ออก โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน ถ้าสภาพอากาศนิ่ง ไม่มีลมพัด ดอกจะส่งกลิ่นฉุนออกมามากเป็นพิเศษ กลิ่นฉุนจัดจนแสบจมูก ทำให้วิงเวียนศีรษะ ท้องเดิน ถ้าผู้สูงอายุหรือคนแก่ๆ ได้กลิ่น อาจทำให้เป็นลมไปตามๆ กันก็ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า ทำอย่างไร ให้ต้นพญาสัตบรรณไม่ออกดอก (ธรรมดามักจะมีคำถาม-ทำอย่างไร ให้ต้นไม้ออกดอก) อาจจะเป็นการยากกว่าการทำให้ต้นไม้ออกดอกแน่นอน เพราะนั่นคือธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตต้องรักษาเผ่าพันธุ์ แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป มีวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือ ใช้วิธีตัดแต่งกิ่ง โดยเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป เพื่อให้แตกกิ่งใบใหม่ เพราะทราบกันดีแล้วว่า ต้นพญาสัตบรรณจะออกดอกต้นฤดูหนาว ดังนั้น หลังการตัดแต่งแล้วจะออกดอกได้น้อย หรือออกดอกไม่ทันตามช่วงฤดูกาลปกติ ถ้าหากปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำทุกปี ต้นพญาสัตบรรณจะแลดูสวยงาม ไม่สูงเทอะทะ ดูแลง่าย และไม่มีดอกที่จะส่งกลิ่นเหม็นฉุนจนแสบจมูกอีกต่อไป

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น เป็นไม้ยืนต้นสูงขนาดใหญ่ ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขาเป็นชั้นๆ สูงประมาณ 12-20 เมตร เปลือกต้นหนา เปราะ ผิวต้นมีสะเก็ดเล็กๆ สีขาวปนน้ำตาล เมื่อกรีดจะมียางสีขาว

ใบ ออกจากแกนเดียวกัน เป็นวงคล้ายนิ้วมือ เป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น แผ่นใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบเป็นติ่งเล็กน้อย ใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ด้านล่างสีขาวนวล

ดอก สีเขียวอ่อนหรือขาวอมเหลือง เป็นช่อตามปลายกิ่ง ปากท่อของกลีบดอกมีขนยาวปุกปุย ดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็ม ช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอก ประมาณ 7 กลุ่ม ปกติออกดอกเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม

ผล เป็นฝักยาว ฝักคู่หรือเดี่ยว เป็นเส้นๆ กลมเรียวยาว ประมาณ 20-30 เซนติเมตร เมื่อแก่จะแตก มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เป็นไม้กลางแจ้ง

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือกต้น เป็นยาขม ช่วยให้เจริญอาหาร ลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวาน แก้หวัด แก้อาการไอ รักษาหลอดลมอักเสบ ต้มน้ำดื่ม ช่วยรักษาโรคมาลาเรีย รักษาโรคบิด ท้องร่วง ท้องเดินเรื้อรัง โรคลำไส้และลำไส้ติดเชื้อ ขับพยาธิไส้เดือน ขับน้ำเหลืองเสีย ขับน้ำนม ต้มน้ำอาบ ช่วยรักษาผดผื่นคัน

ยาง รักษาแผลที่เป็นตุ่มหนอง ยางจากต้น ใช้หยอดหูแก้อาการปวดหู ใช้อุดฟัน บำรุงกระเพาะ รักษาโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง

ใบอ่อน ชงดื่ม รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือโรคลักปิดลักเปิด แก้ไข้ รักษาโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ใช้พอกเพื่อดับพิษต่างๆ ในประเทศอินเดีย มีการใช้ใบและยางสีขาว รักษาแผลเปื่อย และอาการปวดข้อ

ดอก ช่วยแก้ไข้เหนือ ไข้ตัวร้อน แก้โลหิตพิการ กระพี้ สรรพคุณ ช่วยขับผายลม

ประโยชน์อื่น เนื้อไม้หยาบ อ่อน แต่เหนียว ใช้ทำหีบใส่ของ หีบศพ ทำโต๊ะ เก้าอี้ ฝักมีดของเล่นเด็ก รองเท้าไม้ หรือไม้จิ้มฟัน เนื้อไม้ใช้ทำฟืน หรือใช้ทำโครงส่วนต่างๆ ของบ้าน เช่น เสาบ้าน เป็นต้น ในบอร์เนียว นำเนื้อไม้ไปทำทุ่นของแหและอวน และสารสกัดจากน้ำมันหอมระเหยของดอกสัตบรรณ สามารถใช้ไล่ยุงได้

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,328 other followers

%d bloggers like this: