Category Archives: เทคโนโลยีชาวบ้าน

ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์ ว่าด้วยวัฒนธรรม, รัฐ และรูปการจิตสำนึก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์ ว่าด้วยวัฒนธรรม, รัฐ และรูปการจิตสำนึก

วันเวลาผ่านไปอย่างเที่ยงตรง สิ่งที่คิดไว้ ว่าจะทำตัวรับปีใหม่ ทั้งทำดีและเป็นคนดี ก็ขออย่าได้ลืม

ทุกวันนี้ สังคมบ้านเมือง เป็นสังคมก้มหน้าเขี่ย ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

ต้องไม่ลืมว่า ระหว่างก้มหน้าเขี่ย อาจจะมีผู้ประสงค์ร้ายคอยจังหวะก่อคดี ซึ่งก็เป็นไปได้ง่าย โดยที่เจ้าตัวมัวแต่เขี่ย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีข่าวกระชากกระเป๋าสุภาพสตรี ขณะเดินเขี่ยโทรศัพท์มือถือ

นี่คือตัวอย่าง ว่าช่วงเวลาไหน ควรจะทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร

เทคโนโลยีนั้น ถ้าใช้เป็นก็ประโยชน์ หากใช้ไม่รู้จักเวล่ำเวลา มันก็จะเป็นโทษ

การใช้เทคโนโลยี ต้องไม่ขาดจิตสำนึกดีในการใช้

ปีใหม่นี้ ก็อยากจะให้ช่วยกันทำแต่ในสิ่งที่ควรทำ เพื่อสังคมส่วนรวมจะได้ไม่วุ่นวาย

จะดีมาก ถ้าเปลี่ยนจากก้มหน้าเขี่ย มาก้มหน้าอ่านหาความรู้จากหนังสือ

ปักษ์นี้จะชวนอ่าน “ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์ ว่าด้วยวัฒนธรรม, รัฐ และรูปการจิตสำนึก”

เขียนให้อ่านโดย ปราชญ์นิธิ เอียวศรีวงศ์ คำนำเสนอโดย ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล

“…คุณสมบัติข้อสำคัญของ นิธิ ที่ทำให้เขาเป็นนักคิด นักวิจารณ์ ที่ดีที่สุดในเวลานี้คือ ฐานความรู้ และภูมิปัญญาเกี่ยวกับสังคมไทย ที่ศึกษาสั่งสมมานับสิบปี จนหล่อหลอมเป็นแนวคิดมุมมองที่ไม่ค่อยเหมือนใคร

นอกจากนั้น นิธิ ยังมีความสามารถในการใช้ภาษาความเรียงที่กระชับ ชัดเจน อย่างมีรสชาติ รวมถึงความสามารถที่จะใช้ และเล่นกับแนวคิด และทฤษฎีทางวิชาการจากตะวันตกทั้งเก่าใหม่ และตามสมัยนิยม โดยไม่ลืมที่จะย่อยแนวคิดเหล่านั้น จนกลายเป็นของเขาเองในภาษาไทยเสียก่อน…”

ศ.ดร. ธงชัย ท่านเขียนไว้ในคำนำเสนอถึง ปราชญ์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ไว้อย่างนั้น

แต่จะจริงอย่างท่านกล่าวมาหรือไม่ ก็อยากให้ไปหาซื้อมาอ่าน

ความรู้เรื่องนี้ จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ โดย สำนักพิมพ์มติชน

ขณะนี้ วางจำหน่ายแล้วตามแผงหนังสือทั่วไป ในราคา 180 บาท

สำนักพิมพ์มติชน ยังแจ้งมาอีกว่า เวลานี้กำลังทยอยตีพิมพ์ความรู้ของ ปราชญ์นิธิ ออกมาอีกหลายเล่ม หลายเรื่อง

แฟนพันธุ์แท้ของ ปราชญ์นิธิ เตรียมเก็บตังค์ไว้ซื้อหากันได้

ถึงแม้เวลานี้ โลกจะก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่การอ่านหนังสือหาความรู้ ก็ยังเป็นพื้นฐาน

หนังสือ จึงยังไม่หายไปจากโลกนี้

เรื่อง : “อริกสิกร”

คอลัมน์ : กวีชาวบ้าน

โดย : โสด ใหม่สด

จับฆ่ายาเบื่อ…โอ้ยเหลือร้าย

จุดหมายให้วอดมอดอาสัญ

ให้สุดสิ้นมลายสูญสายพันธุ์

ว่ามันไร้ประโยชน์…โทษสิ้นดี

แต่ขม, โข่ง, ปัง…ยังพิทักษ์

อนุรักษ์ให้ขยายอย่าหน่ายหนี

ให้อยู่คู่หนอง คลองนที

ไม่ราวีเข่นขับ…ให้ดับแนว

จึงจับเอาขังยังถังเขียว

ให้ตายเหนียวเน่าเหม็นตั้งเป็นแถว

หมักไว้ได้ยามไปตามแกว

เป็น “ปุ๋ย” แล้วรองไปใส่พืชพรรณ

จึงเรา โข่ง, ปัง, ทั้งไอ้ขม

นิยมไมตรีเป็นศรีขวัญ

เป็นมิตรสนิทสนมกลมเกลียวกัน

กลับห้ำหั่นแต่ “เชอรี่” นี้ อธรรม

ยังดี…ยังพอมีคนที่รัก

พิทักษ์เลี้ยงชุป…อุปถัมภ์

(แต่) เลี้ยงไว้ให้อยู่เป็นคู่กรรม

แล้วก็นำไปต้มขาย จำหน่ายกินฯ

สวัสดีปีใหม่ 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

สวัสดีปีใหม่ 2558

ปีพุทธศักราช 2557 ผ่านไป ปีพุทธศักราช 2558 เข้ามา ตามกงล้อแห่งกาละที่หมุนไป ตามกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงแห่งสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ กาลเวลาเพิ่มอายุให้แก่สรรพสัตว์และสรรพสิ่ง กาลเวลาเป็นผู้กำหนดความดำรงอยู่และความสิ้นไปแห่งสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง เมื่อสมมติแห่งการเวลาหนึ่งกำลังจะผ่านไป และกาลเวลาหนึ่งกำลังจะผ่านมา แม้ดูเหมือนว่า จะไม่มีอะไรแตกต่าง แต่หากมองให้ลึกซึ้ง เวลาแต่ละปีที่ผ่านไปนำความแตกต่างมาสู่ชีวิต สรรพสิ่ง และสรรพสัตว์อย่างมากมาย

เมื่อปีเก่าผ่านไป และปีใหม่เข้ามา มนุษย์ทั้งหลายที่มีชีวิตร่วมกันกับสรรพสัตว์และสรรพสิ่งล้วนให้ความสนใจในมิติของตนๆ และใช้เวลาที่ผ่านพ้นไปและผ่านมานี้เรียนรู้ศึกษาปรับปรุงวิถีชีวิตให้สะดวกสบายราบรื่นมากขึ้น ส่วนจะเป็นไปตามที่ปรารถนาหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยากแก่การควบคุมและบังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจปรารถนา เพราะสรรพสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยของแต่ละอย่างที่ปรุงแต่งขึ้นมาตามอัตลักษณ์ของตนๆ

ในวาระที่ขึ้นปีใหม่ขอนำเอาพระพุทธธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้มามอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่ท่านผู้อ่านทั้งหลายที่ติดตามอ่านคอลัมน์ธรรมะตลอดมา

พระไตรปิฎกบาลีสยามรัฐภาษาไทย เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7 สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ข้อที่ 265 หน้า 68 พระพุทธเจ้าตรัสวิถีแห่งความสวัสดีเอาไว้ว่า

นอกจากปัญญาและความเพียร

นอกจากความสำรวมอินทรีย์

นอกจากความสละวางโดยประการทั้งปวง

เรายังไม่เห็นความสวัสดีแห่งสัตว์ทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้

สำนวนของพระไตรปิฎกอาจจะเข้าใจได้ยาก หากทำความเข้าใจกันง่ายๆ แบบภาษาที่บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ก็หมายความว่า ข้อปฏิบัติให้ถึงความสวัสดี ประกอบไปด้วย ธรรมะเหล่านี้คือ

1. ปัญญา ความรอบรู้

2. ความพากเพียร

3. ความสำรวมอินทรีย์

4. ความสละวางโดยประการทั้งปวง

อธิบายเพิ่มเติมหัวข้อธรรมในแต่ละหัวข้อเพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น ดังนี้

1. ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการรู้หนังสือ รู้จักศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่าน รู้จักทำหน้าที่การงานจากความรู้ที่ได้เล่าเรียนฝึกฝนมา เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเขา ไม่ใช่ของเรา เข้าใจสมมติสัจจะเพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสารเพื่อการดำรงชีวิตอย่างราบรื่น และเข้าใจปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงสูงสุดเพื่อเข้าถึงความปล่อยวาง ไม่สำคัญมั่นหมายสิ่งใดมาเป็นของตนหรือของใคร แต่สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยและดับไปตามเหตุปัจจัยตามความเป็นจริงที่ดำรงอยู่นั่นเอง

2. ความพากเพียร เป็นคุณธรรมที่สำคัญ ต่อการแสวงหาปัจจัยสี่ อันได้แก่ เสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ตลอดถึง ปัจจัยเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งหลายที่เข้ามาส่งเสริมชีวิตให้ได้รับความสะดวกสบาย ล้วนได้มาเพราะความพากเพียรพยายามทั้งสิ้น การศึกษาเล่าเรียนวิชาการทุกชนิด การฝึกฝนวิชาการต่างๆ ให้คล่องแคล่วชำนาญที่จะนำมาประกอบในอาชีพการงานให้เจริญก้าวหน้า หรือการฝึกฝนจิตให้คุ้นเคยสนิทอยู่กับความสงบ มีสติและสัมปชัญญะมากพอที่จะป้องกันกิเลสอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ รักษาจิตให้อิสระมีความสวัสดี ล้วนต้องมีความพากเพียรพยายามทั้งสิ้น

3. การสำรวมอินทรีย์ พระพุทธเจ้าทรงตรัสการสำรวมอินทรีย์ไว้ในธรรมะเครื่องถึงความเจริญทั้งปวง เพราะการสำรวมอินทรีย์ คือประตูสู่การรับรู้และเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นฝ่ายกุศล คือ ดีบ้าง ฝ่ายอกุศล คือ ไม่ดีบ้าง เป็นกลางๆ ที่ยังไม่โน้มไปทางดี หรือทางชั่วบ้าง การสำรวมอินทรีย์ คือการใช้ตาดูด้วยความระมัดระวัง ใช้หูฟังด้วยความระมัดระวัง ใช้จมูกดมกลิ่นด้วยความระมัดระวัง ใช้ลิ้นลิ้มรสด้วยความระมัดระวัง ใช้กายถูกต้องสัมผัสด้วยความระมัดระวัง จิตรับธรรมารมณ์ด้วยความระมัดระวัง ดั่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ใดจะระวังจิต ผู้นั้นจะพ้นจากบ่วงแห่งมาร กล่าวคือ ถ้าระวังจิตอย่างดีด้วยสติและสัมปชัญญะ ก็จะไม่มีกิเลสเข้ามาครองรบกวนจิต เปิดรับธรรมะเข้ามาไว้ในให้สถิตในจิต จะทำ จะพูด จะคิดสิ่งใด ก็เป็นไปในทางที่ถูกต้องดีงามทั้งหมด ความทุกข์ไม่มี ความสวัสดีก็ปรากฏ

4. ความสละวาง หรือ ความปล่อยวาง เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาจริงๆ ขณะใดที่จิตหมกมุ่น ครุ่นคิดอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลายๆ เรื่อง ด้วยความปักใจ วกไปวนมา ไม่ย้ายจิตไปไหน หากเป็นเช่นนี้นานๆ เข้า ก็เริ่มหนักใจ กลุ้มใจ วิตกกังวล เสียใจ เศร้าใจ ทุกข์ใจ ประดังเข้ามา จะทำอย่างไรก็ไม่หายทุกข์ เหมือนบ้าน หรือห้องนอนที่รกไปด้วยข้าวของจนหาที่นั่งที่นอนมิได้ ไม่มีทางอื่นที่จะทำให้นั่งได้นอนได้อย่างเพียงพอ นอกจากนำเอาสิ่งของที่รกเหล่านั้นออกไปจากห้องนอนให้มีช่องว่าง จิตมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ถ้ารกมาก ก็หนักมาก ทางที่จะสร้างความเบาจิตก็คือ นำเอาขยะที่สุมอยู่ในใจออกไป ที่เรียกกันว่า ปล่อยวางนั่นแหละ เวลาที่คิดอะไร แบกอะไรเอาไว้มากๆ จะหนักใจ พอปล่อยวางได้ จะรู้สึกถึงความโล่งโปร่งสบายใจทันที พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ความปล่อยวาง เป็นทางแห่งความสวัสดี คือ ความสุข ความสบาย ความสงบ อันเป็นเหตุแห่งความสุขแท้ของชีวิต ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี

ขอความสุขสวัสดี ตามหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าจงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนผู้ใฝ่และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมทั้งหลายในวาระปีใหม่และตลอดไปเทอญ

กระทรวงเกษตรฯ งัดแผนรับมือปัจจัยเสี่ยง ปี 58

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 591

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

สาวบางแค

กระทรวงเกษตรฯ งัดแผนรับมือปัจจัยเสี่ยง ปี 58

ภาวะการเกษตรของไทย ในปี 2558 จะเติบโตหรือเสี่ยงติดลบ ยังเป็นประเด็นปัญหาที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เพราะในภาพรวม กำลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ แถมยังเกิดภาวะภัยแล้งในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคอีสาน อย่างไรก็ตาม คุณอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเชื่อมั่นว่า ปี 2558 ไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่แค่ไหน สินค้าเกษตรยังมีความสำคัญเพราะเชื่อมโยงกับเรื่องอาหารทั้งของคนและของสัตว์ พลังงาน และภาคอุตสาหกรรม

ประการต่อมา ไม่มีสินค้าเกษตรตัวไหนอยู่ในโซนเสี่ยง บางตัวอาจจะอยู่ในโซนน่าห่วงแต่จะสามารถดูแลจัดการได้ นอกจากนี้ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป อาเซียนซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก และการเปิดตลาดใหม่ๆ คาดว่า การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปในปีนี้จะมีโอกาสเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น

ด้าน คุณเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจการเกษตรปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัว 2-3% โดยกลุ่มพืชจะขยายตัวมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ 2.2-3.2% โดยเฉพาะกลุ่มข้าวนาปี มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ ส่วนกลุ่มปศุสัตว์ จะขยายตัว 1.5-2.5% ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ และโคนม

ส่วนสถานการณ์การระบาดของโรคตายด่วนในฟาร์มกุ้งเริ่มคลี่คลายลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/2557 ทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น คาดว่า กลุ่มประมง จะขยายตัว 1-2% และสาขาป่าไม้ ขยายตัว 2.5-3.5% ข้าว ซึ่งเป็นพืชหลักของประเทศ คาดว่าจะมีความต้องการใช้และส่งออกใกล้เคียงกับปี 2557 ทั้งนี้ รัฐบาลไม่มีนโยบายแทรกแซงราคาข้าวเปลือก จะส่งผลให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

หันไปมองทาง “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” องค์กรกลางที่จัดขึ้นภายใต้เจตนารมณ์การมีส่วนร่วม กำหนดนโยบายแห่งรัฐในการรักษาประโยชน์สำหรับเกษตรกรทั่วประเทศ ก่อนสิ้นปี 2557 คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ระดมสมาชิกสภาเกษตรกรจากทุกจังหวัด ผู้แทนองค์กรเกษตรกร เครือข่ายองค์กรเอกชนเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการประจำปีเพื่อระดมความคิดการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมเสนอรัฐบาล เพื่อเร่งเดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมโลก

ซึ่ง คุณปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศรับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ พร้อมสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐบาล สภาเกษตรกรแห่งชาติ และชุมชนเกษตรกรให้เกิดความเข้มแข็ง หนุนการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการลงทุนและใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพิ่มขึ้น

เพื่อสร้างความยั่งยืนในอาชีพเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งดำเนินงานใน 3 ด้าน คือ

1. สร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตกับการบริโภคภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสินค้ายางพารา มันสำปะหลัง ข้าว และสินค้าอื่นๆ โดยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น

2. ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการผลิตในประเทศให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันผลิตสินค้าในอาเซียนเพิ่มขึ้น จึงต้องมีการพัฒนาคุณภาพการผลิตเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง และ

3. ส่งเสริมให้แรงงานในภาคเกษตรมีหลักประกันคุณภาพ เนื่องจากปัจจุบันแรงงานในภาคอื่นๆ มีหลักประกันคุณภาพ แต่แรงงานในภาคเกษตรยังไม่มีหลักประกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและดูแลแรงงานภาคเกษตรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

นวัตกรรม “กระถางแก้มลิง” กับการบังคับมะนาวออกนอกฤดู

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05014010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

นวัตกรรม “กระถางแก้มลิง” กับการบังคับมะนาวออกนอกฤดู

ท่านที่ชอบปลูกต้นไม้จะรู้สึกว่าต้องใช้เวลาใส่ใจกับมันอยู่ไม่น้อย ทำให้ผู้มีภาระงานประจำใช้เป็นเหตุผลที่ทำให้ขาดโอกาสในการปลูกพืช แต่ด้วยเทคโนโลยีของ “กระถางแก้มลิง” จะทำให้ทุกคนสามารถปลูกพืชได้ในเวลาและพื้นที่อันจำกัด โดยเฉพาะพืชล้มลุกที่ให้ผลเร็วหรือไม้ผลก็ปลูกได้

กระถางแก้มลิง ถือเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการปลูกพืชได้หลายชนิด ซึ่งอาศัยหลักการของน้ำใต้ดิน

โดยนำกระถางเปล่าที่ออกแบบ ให้มีช่องด้านข้างเป็นช่อง ซึ่งเจาะไว้สูงจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อใช้ระบายน้ำออก แล้วนำกระถางที่มีขนาดเล็กกว่าคว่ำลงไปในกระถางใบแรก พร้อมทั้งติดท่อขนาดสูงกว่ากระถางใบแรกนั้นไว้ใส่น้ำหรือดูดน้ำออก

จากนั้นใส่หินปิดก้นกระถางใบที่คว่ำเพื่อไม่ให้วัสดุปลูกร่วงลงไปในก้นกระถางใบใหม่

แล้วจึงใส่วัสดุปลูกลงไปจนมิดกระถางใบเล็ก หินนี้อาจเลือกเป็นหินก่อสร้างหรือหินภูเขาไฟ ขนาดไม่ใหญ่มาก แล้วตามด้วยดินปลูกเล็กน้อย

นำกิ่งพันธุ์ลงปลูก จากนั้นจึงใส่ดินที่เหลือลงไปจนเต็มขอบกระถาง จากนั้นหาไม้มาค้ำและมัดกิ่งเพื่อป้องกันกิ่งพันธุ์โยก อันอาจทำให้รากขาด

สุดท้ายเอาน้ำใส่ทางท่อน้ำจนน้ำไหลออกทางรูระบายน้ำ เสร็จแล้วรดน้ำที่โคนต้น เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

นับเป็นวิธีการปลูกอย่างง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน เมื่อผิวดินแห้ง ดินที่แทรกอยู่ระหว่างหินซึ่งแช่น้ำอยู่จะดูดความชื้นจากน้ำทางด้านล่างขึ้นมาใช้

พืชที่จะนำมาใช้ปลูกลงในกระถางแก้มลิง อาจเลือกพืชสวนครัว ไม้ยืนต้นที่ต้องการผลผลิตเร็ว ไม้ประดับ ไม้กระถางทั่วไป หรือแม้แต่พืชสวนที่มีเนื้อที่ปลูกจำกัด

ทั้งนี้ อาจศึกษาเทคนิควิธีการปลูกพืชแต่ละชนิดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่าการปลูกลงดิน ในที่นี้เจ้าของผลงาน “กระถางแก้มลิง” คือ อาจารย์นภพล รัตนสุนทร อาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคนิคนครนายก และเป็นผู้จัดการคลินิกเทคโนโลยีวิทยาลัยเทคนิคนครนายก

โดยได้ทดลองปลูกต้นมะนาวในกระถางแก้มลิง แบบระยะชิด 1.5×1.5 เมตร ซึ่งทำให้ประหยัดพื้นที่ปลูก ทั้งยังสามารถควบคุมผลผลิตที่ได้นอกฤดูกาล ผู้ปลูกอาจปลูกไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน เป็นไม้ประดับ หรือสามารถปลูกเชิงพาณิชย์ก็ได้

การปลูกมะนาว ถือว่าเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรหรือคนที่ต้องการทำเกษตรต้องการปลูก ด้วยปัจจัยด้านราคามะนาวที่ค่อนข้างมีราคาแพงมากในช่วงขาดแคลน อย่างช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนในแต่ละปี บางปีมะนาวมีราคาสูงถึงผลละ 5-10 บาท ทีเดียว ซึ่งนักวิชาการทางด้านเกษตร ต่างช่วยกันแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ จึงมีการปลูกมะนาวให้ออกนอกฤดูด้วยเทคนิควิธีต่างๆ รวมกัน วิธีการปลูกที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ยุ่งยากเหมือนเดิม

มีการแก้ปัญหาการปลูกมะนาวด้วยวิธีต่างๆ เช่น การปลูกมะนาวในวงท่อซีเมนต์ เพื่อตัดปัญหาเรื่องการควบคุมปริมาณน้ำ แต่การปลูกมะนาวในวงท่อซีเมนต์ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายต้นได้ จึงมีการปลูกในรูปแบบของมะนาวกระถางขึ้น เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย และเหมาะกับชาวกรุงที่อยากจะปลูกมะนาวไว้กินเองอีกด้วย เพื่อตอบสนองคนเมืองที่อยากปลูกมะนาว ด้วยวิถีชีวิตของคนเมือง อาจมีเวลาในการดูแลใส่ใจรดน้ำมะนาวได้ไม่สม่ำเสมอ จึงได้มีการปลูกมะนาวในกระถางแก้มลิงขึ้น

เคล็ดลับในการควบคุมผลผลิต

เคล็ดลับในการควบคุมผลผลิตมะนาวในกระถางแก้มลิงนี้ ได้มาจากการทดลองปลูกมะนาว ในถัง 20 ลิตร ซึ่งสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องรดน้ำถึง 2 สัปดาห์ หรือถ้าใช้ขวดน้ำเปล่า 6 ลิตร จะไม่ต้องรดน้ำได้นานถึง 7 วัน

นอกจากนี้ ยังสามารถบังคับให้ออกดอกนอกฤดูได้ โดยให้ปุ๋ยเป็นระยะตามปกติที่มะนาวต้องการ ตกแต่งทรงพุ่มให้ใหญ่ ประมาณ 1 เมตร ก็เพียงพอ

ดังนั้น ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถวางกระถางได้ 600 กระถาง ทั้งนี้ยังมีพื้นที่เหลือสำหรับเดินได้อีก เมื่อมะนาวโตเต็มที่และบำรุงได้ดี จะให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่ากระถางละ 80-100 ลูก ต่อ 1 ฤดูกาล เมื่อคูณด้วยจำนวนต้นแล้วจะได้ประมาณ 50,000 ลูก และถ้าบังคับให้มะนาวมีผลผลิตในช่วงหน้าแล้งที่มะนาวขาดตลาด โดยหากคำนวณราคาขายที่ลูกละ 3 บาท จะได้ยอดขายที่ประมาณ 150,000 บาท หรือจะขายทั้งกระถางก็สะดวก ทำให้ได้ราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

ต้นมะนาวที่โตเต็มที่และมีผลผลิตสามารถขายได้ในราคาที่สูงถึง ต้นละ ประมาณ 1,000-2,000 บาท หากเราปลูกมะนาวในกระถางแก้มลิงจะอยู่ได้นานถึง 3-4 ปี และถ้าขยันตัดแต่งกิ่งมะนาวก็จะมีอายุนานขึ้น หรือถ้าต้นใหญ่ขึ้นก็สามารถเอามาปลูกลงดินได้ต่อไป

ในช่วงแรกของการปลูกมะนาว รากมะนาวยังเดินไม่เต็มที่ ควรรดน้ำบ่อยๆ แต่หลังจาก 1 เดือนไปแล้ว รากจะงอกผ่านช่องของชั้นหินไปดูดน้ำที่อยู่ด้านล่าง จึงค่อยเว้นระยะการรดน้ำออกไปได้นานขึ้น

สำหรับการใส่ปุ๋ย สามารถใช้ปุ๋ยของผักไฮโดรโปนิกส์ได้ (ปุ๋ย A, B) ส่วนด้านบนให้เสริมด้วยปุ๋ยคอก วิธีนี้จะทำให้โรคแมลงและศัตรูพืชน้อยลง เนื่องจากมะนาวในกระถางแก้มลิงจะมีทรงพุ่มเล็ก ต้นเตี้ย ดูแลรักษาง่าย ทำให้ลดการใช้สารเคมีฆ่าแมลง แต่จะใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นได้อย่างทั่วถึง สามารถเดินดู กำจัดหนอนและเด็ดใบส่วนเสียทิ้งได้รอบต้น

การบังคับมะนาวให้ออกผลนอกฤดู

การบังคับมะนาวในกระถางแก้มลิงให้ออกผลนอกฤดูนั้น จะอาศัยเทคนิคง่ายๆ โดยใช้หลักการว่า ถ้ามะนาวขาดน้ำจะสลัดใบร่วง เพื่อลดการคายน้ำ จนเมื่อกลับให้น้ำใหม่ ก็จะรีบผลิดอกออกผล ด้วยเหตุนี้ถ้าต้องการให้มะนาวออกดอก เราก็จะใช้สายยางมาดูดน้ำก้นกระถางจากท่อที่เราโผล่ปากไว้ให้หมด แล้วนำถุงพลาสติกมาคลุม รอประมาณ 5-7 วัน ใบจะเหี่ยวร่วงไป

จากนั้นจะปล่อยน้ำเข้าทางท่อเดิม พร้อมให้ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ที่เน้นธาตุอาหาร P และ N สูง เมื่อติดดอกติดผลก็เพิ่มปุ๋ย K เข้าไปเพื่อบำรุงลูก หรืออาจใช้ปุ๋ยทั่วไป สูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในน้ำ ซึ่งสามารถควบคุมได้ดี และประหยัดปุ๋ยมากกว่าใส่ลงในดิน หรืออาจใส่ปุ๋ยคอกจากมูลวัว มูลไก่ มูลหมู ที่มีขายตามท้องตลาดลงในดินด้วย เพื่อให้ได้ผลผลิตสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ที่สำคัญต้องหมั่นตัดแต่งกิ่งให้สั้น แค่ขนาดทรงพุ่มประมาณ 1 เมตร เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มียอดอ่อนให้ติดดอก หรือถ้ามีก็จะยาวเกินไป ความสูงของต้นไม่ควรสูงเกินคนปฏิบัติงาน เพื่อความสะดวกในการดูแล และทำให้ต้นทุนถูกลง

การปลูกมะนาวในกระถางแก้มลิง เป็นตัวอย่างหนึ่งของนวัตกรรมในการปลูกพืช ที่สามารถประยุกต์ไปใช้ได้กับพืชชนิดอื่น ซึ่งจะช่วยไม่ให้เราต้องใช้สารเคมีพิษในการกำจัดแมลง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเพื่อบริโภคเอง หรือทำเป็นเชิงพาณิชย์ ที่ช่วยประหยัดพื้นที่และสามารถควบคุมการผลิตได้ดังที่กล่าวไว้แล้ว

นวัตกรรมชิ้นนี้เป็นผลงานหนึ่งของอาจารย์นภพล รัตนสุนทร ที่นำมาแสดงในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2557 ซึ่งจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 23-26 มิถุนายน 2557ที่ผ่านมา ณ อิมแพค เมืองทองธานี โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเจ้าของผลงานเองก็มีนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อวงการเทคโนโลยีการเกษตรอยู่หลายชิ้น นอกไปจากกระถางแก้มลิงนี้แล้วยังมีกระถางแก้มลิงสำเร็จรูปพร้อมใช้งานที่ผลิตด้วยกระถางดินเคลือบราชบุรีที่สวยงามเพื่อปลูกไม้ประดับอีกด้วย รวมทั้งยังมีอุปกรณ์อื่นๆ พร้อมเผยแพร่ เช่น เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องบีบน้ำมันงาขนาดเล็ก และอื่นๆ อีก เป็นต้น

ชิ้นงานดังกล่าวนี้เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากความร่วมมือของคลินิกเทคโนโลยีวิทยาลัยเทคนิคนครนายก กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่สนับสนุนงบประมาณ เพื่อการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ประชาชน เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ โดยอาศัยแนวคิดมาจากการทำเกษตรกรรมตามวิถีธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงปัจจัยในการสร้างสมดุลทางธรรมชาติ ที่ใช้เทคนิคการให้คำปรึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ตามระเบียบวิธีการวิจัย อันนำไปสู่การต่อยอดนวัตกรรมใหม่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์นภพล รัตนสุนทร คลินิกเทคโนโลยีวิทยาลัยเทคนิคนครนายก ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000 โทรศัพท์ (086) 099-7755 หรือ facebook : นภพล นครนายก และสวนเกษตรชีวภาพ สวนพอดี และ Email : nayok_c@hotmail.com

ขั้นตอนการปลูกมะนาวในกระถางแก้มลิง

1. นำกระถางเปล่าที่ออกแบบ

2. ให้มีช่องด้านข้างเป็นช่อง ซึ่งเจาะไว้ประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อใช้ระบายน้ำออก

3. แล้วนำกระถางที่มีขนาดเล็กกว่า คว่ำลงไปในกระถางใบแรก

4. พร้อมทั้งติดท่อขนาดสูงกว่ากระถางใบแรกนั้นไว้ใส่น้ำและดูดน้ำออก

5. จากนั้นใส่หินปิดก้นกระถางใบที่คว่ำ เพื่อไม่ให้วัสดุปลูกร่วงลงไปในก้นกระถางใบใหม่

6. แล้วจึงใส่วัสดุปลูกลงไปจนมิดกระถางใบเล็ก หินนี้อาจเลือกเป็นหินก่อสร้างหรือหินภูเขาไฟ ขนาดไม่ใหญ่มาก

7. แล้วตามด้วยดินปลูกเล็กน้อย

8. นำกิ่งพันธุ์ลงปลูก

9. จากนั้นจึงใส่ดินที่เหลือลงไปจนเต็มขอบกระถาง

10. เสร็จแล้วรดน้ำที่โคนต้น

11. สุดท้ายเอาน้ำใส่ทางท่อน้ำ จนน้ำไหลออกทางรูระบายน้ำที่เจาะไว้

12. จากนั้นหาไม้มาค้ำและมัดกิ่ง เพื่อป้องกันกิ่งพันธุ์โยก อันอาจทำให้รากขาด เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับกิ่งพันธุ์มะนาว “แป้นดกพิเศษ” เสียบยอดบนตอส้มทรอยเยอร์ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

วีเอ็นยู เตรียมพร้อม จัด “Agri-Food Business Week Asia 2015″

วีเอ็นยู เตรียมพร้อมสำหรับการจัดงาน Agri-Food Business Week Asia งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเกษตร-ปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งรวมงานถึง 3 งาน ไว้ด้วยกัน คือ “VIV Asia”, “Agri-Asia” และ “Horti ASIA”

งาน VIV Asia คืองานแสดงสินค้าและสัมมนาด้านปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นเวทีสำหรับการเจรจาธุรกิจการเพาะเลี้ยงปศุสัตว์ สัตว์น้ำ และสัตว์ปีก ที่เป็นห่วงโซ่อาหาร เพื่อช่วยให้กลุ่มผู้ผลิต ผู้ซื้อ และผู้เข้าร่วมแสดงงานทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มโอกาสในการพบปะเจรจา และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยงานนี้จะถูกจัดขึ้นในระหว่าง วันที่ 11-13 มีนาคม 2558

ส่วนงาน Horti ASIA และ Agri-Asia ทั้ง 2 งานนี้ ถูกจัดขึ้นร่วมกัน ระหว่าง วันที่ 17-19 มีนาคม 2558 หลังจากงาน VIV Asia งานนี้ นอกจากจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมพืชสวนและไม้ดอกแล้ว ยังมีนวัตกรรมพืชไร่ เครื่องจักรกลเทคโนโลยีการเกษตร ที่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยวจนถึงหลังเก็บเกี่ยว คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่มีความต้องการจะเพิ่มมูลค่าสินค้าในตลาดหรือขยายโอกาสทางธุรกิจ

ภายในงาน ท่านจะพบกับบริษัทชั้นนำทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรและปศุสัตว์ กว่า 1,200 บริษัท จาก 40 ประเทศ โดยงานนี้เป็นการรวมกลุ่มของผู้คนมากมายจากหลายสาขาอาชีพ ในแวดวงเกษตรและปศุสัตว์ที่มีความประสงค์ที่จะพบกับผู้ประกอบการในแวดวงธุรกิจเดียวกันจากหลากหลายประเทศทั่วโลก พร้อมกันนี้มีหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจมากมายภายในงาน เช่น การจัดการน้ำและพลังงานจากธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการเลี้ยงสัตว์โดยใช้ผลผลิตที่เหลือทิ้งจากซากพืช เป็นต้น

งาน Agri-Food Business Week Asia ได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านปศุสัตว์ พืชสวนและพืชไร่ ของอาเซียน และภูมิภาคเอเชีย ดั้งนั้น ผู้จัดงาน วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ ยุโรป (เนเธอร์แลนด์) และ วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค (ประเทศไทย)

จึงได้ร่วมมือกันดึงกลุ่มนักลงทุน ผู้ค้าและผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตร-ปศุสัตว์ จากทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย และทวีปตะวันออกกลาง มาพบปะกันเพื่อเจรจาและขยายโอกาสทางธุรกิจภายในงานนี้ ทั้งนี้ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมชมและสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของการจัดงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเกษตร-ปศุสัตว์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อนำไปสร้างโอกาสในธุรกิจของตนเอง ผ่านงานประชุมและสัมมนาจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศที่มาร่วมบรรยายในประเด็นที่น่าสนใจต่างๆ ได้ภายในงาน Agri-Food Business Week Asia 2015 ได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สามารถติดตามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ http://www.viv.net/ http://www.hortiasia.net/ http://www.agri-asia.com หรือ โทร. (02) 670-0900

แย้มปีนัง?แค่แย้มยังแจ่มพริ้ม…ถ้าหากยิ้มคงเพริดแพร้ว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

แย้มปีนัง?แค่แย้มยังแจ่มพริ้ม…ถ้าหากยิ้มคงเพริดแพร้ว

ขาวอมม่วง เบ่งบาน นานทนเหลือ

หอมเหลือเชื่อ ถึงปีนัง ยังกล่าวขาน

ดอกห้าแฉก น่าโลม โฉมสะคราญ

พุ่มเลื้อยผ่าน อยากดมดอม หอมปีนัง

ชื่ออื่น : หอมปีนัง บานทน หอมนาน

ชื่อสามัญ : Indian Rubber Vine, Cream fruit, Petal-Tips Flower

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cryptostegia grandiflora R.Br.

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

ถิ่นกำเนิด : เขตร้อนตั้งแต่เอเชีย-แอฟริกา

ข้อมูลทั่วไป :

กลิ่นหอม อวล ฟุ้ง จรุงใจทั่วอุทยานพฤกษา แห่งนี้ พาให้หมู่มวลชื่นชมพรรณบุปผาสดชื่นรื่นรมย์ไปตามๆ กัน พร้อมสงสัยว่าเป็นกลิ่นของไม้ดอกชนิดใด บางคนที่คุ้นเคยกับเจ้าของกลิ่นดังกล่าวเป็นอย่างดี เฉลยว่า เป็นไม้ดอกหอม…รูปโฉมสะคราญ ชวนกันเบ่งบาน?ยิ้มรับลมหนาว หรือเป็นไม้ดอกเลื้อยสีสันอ่อนหวาน กลิ่นหอมเย็นชื่นใจ อวดดอกงามตลอดปี คำตอบคือ แย้มปีนัง

แย้มปีนัง เป็นไม้ดอกหอมที่เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย ดอกสีหวานสวยงาม ออกดอกง่ายและออกดอกได้ตลอดทั้งปี ส่งกลิ่นหอมตลอดทั้งวัน และจะยิ่งหอมแรงในช่วงเช้าและค่ำ และดอกบานได้ทน จนได้ชื่อเรียกอื่นอีกว่า หอมนาน และบานทน…แย้มปีนังเป็นไม้ดอกหอมที่หลายคนหมายตาไว้ว่าปลูกประดับบ้านมาก ชอบที่ดอกสวยแปลกตา กลิ่นหอมเย็นอวลทั้งวัน ทำให้เจ้าของสดชื่น อารมณ์แจ่มใสเบิกบาน เพราะไม้ดอกหอมหลายๆ ชนิด มีความแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของกลิ่นหอม หอมมาก หอมน้อย บางชนิดหอมจนเวียนหัว บางชนิดหอมกลางวัน บางชนิดหอมกลางคืน บางชนิดหอมทั้งวันทั้งคืน บางชนิดหอมแต่ไม่สวย บางชนิดสวยแต่ไม่ค่อยหอม ซึ่งมีไม่กี่ชนิด ชนิดที่เมื่อปลูกแล้วทำให้บรรยากาศรอบๆ บ้าน หรือสถานที่ปลูกอื่นๆ หอมทั้งวันหอมทั้งคืน และแย้มปีนังก็เป็นหนึ่งในบรรดาไม้ดอกหอมที่มีคุณสมบัติดังกล่าว

แย้มปีนัง มีชื่ออื่นๆ อีกหลายชื่อ ได้แก่ หอมนาน บานทน หอมปีนัง บานบุรีม่วง ฯลฯ ชื่อ หอมนาน ก็เพราะดอกหอมตลอดทั้งวัน แม้จะหอมแรงเฉพาะช่วงเช้าและค่ำก็ตาม ส่วนชื่อ บานทน นั้น ก็เพราะดอกบานได้หลายวัน แต่ชื่อ แย้มปีนัง หรือ หอมปีนัง นี่ซิ ชวนให้สงสัย หลังจากพยายามค้นคว้าที่มาของชื่อ แย้มปีนังและหอมปีนัง ไม่มีบอกไว้ ได้แต่คาดเดาเอาว่าคงจะแย้มบานเป็นจำนวนมากครั้งแรกที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย และหอมฟุ้งจรุงใจอยู่ที่นี่ จนผู้พบเห็นจากประเทศไทยถูกตาต้องใจนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์เพิ่มจำนวน พาให้สมาชิกที่ชื่นชอบไม้รอเลื้อยดอกหอมต้นนี้หอมไกลไปตามๆ กัน

กลิ่นและสีสันดอกแย้มปีนัง มองไกลๆ คล้ายกุหลาบ โดยธรรมชาติเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย แต่สามารถทำเป็นไม้ต้นได้โดยการตัดแต่งที่ถูกวิธี หากมีการดูแลรักษาที่ดี จะมีดอกจำนวนมากในแต่ละครั้งที่ออกดอก และค่อยๆ ทยอยบาน จึงสามารถชมความงามได้หลายวัน อีกอย่างหนึ่งคือแย้มปีนัง ทนทานต่อโรคแมลงศัตรูได้เป็นอย่างดี

แย้มปีนัง ดอกสวย หอมทั้งวันทั้งคืน ออกดอกตลอดปี ทนทานต่อศัตรูพืช เหล่านี้นับเป็นคุณสมบัติที่ดีเลิศ แต่ความสวยงาม ความดีทั้งหลายที่แย้มปีนังมีอยู่นั้น อีกด้านที่ตรงข้ามกันคือ ความเป็นพิษที่มีอยู่ในแย้มปีนัง ส่วนที่เป็นพิษคือ เมล็ดและยางจากเปลือก หลังจากเคี้ยวหรือกลืนส่วนที่มีพิษเข้าไป จะอาเจียน ท้องเสีย ปวดศีรษะ มองเห็นไม่ชัด มึนงง ชีพจรเต้นช้าหรือไม่สม่ำเสมอ ความดันโลหิตลด และอาจเสียชีวิตได้ จากคุณสมบัติดังกล่าวชาวพื้นเมืองในแอฟริกา พลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยใช้หัวลูกศรจุ่มยางนี้แล้วยิงสัตว์ป่าหรือคนที่จะเข้ามาทำร้ายได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้รอเลื้อยขนาดกลาง ลำต้น แตกกิ่งก้านจำนวนมาก พุ่มแน่นทึบ

ใบ ลักษณะของใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน โค้งปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ใต้ใบมีสีชมพูอมแดง หน้าใบมันเงาเขียวเข้ม ลักษณะใบหยักโค้งเล็กน้อย

ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง ช่อละ 5-20 ดอก ดอกรูปแตร สีขาวอมม่วงชมพู มีกลิ่นหอม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน เป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก ขอบกลีบบิดหรือมีรอยจีบและหยักเว้า มีรยางค์เป็นเส้นสีม่วงเข้มยื่นออกมารอบปากหลอด ดอกบานเต็มที่กว้าง 4-5 เซนติเมตร ดอกย่อยทยอยบาน ดอกบานอยู่ได้หลายวัน มีกลิ่นหอม ดอกออกประมาณเดือนมกราคม-มีนาคม ดอกย่อยทยอยบาน และบานอยู่ได้หลายวัน ดอกออกประมาณเดือนมกราคม-มีนาคม

ผล เป็นฝักคู่ มีเมล็ดภายในฝัก

เมล็ด มีสีน้ำตาล และมีขนปกคลุม

การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ หรือตอนกิ่ง

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต ชอบแดดจัดแต่ไม่ทั้งวัน ประมาณครึ่งวัน จะทำให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี ช่วยให้ออกดอกดกตลอดปี แต่หากแดดมากไปจะทำให้ใบมีลักษณะซีด ไม่เงางามเขียวสด ชอบดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ต้องการน้ำปานกลาง แดดเต็มวัน

สรรพคุณทางสมุนไพร ลดความดันโลหิตสูง

เมล็ด บำรุงหัวใจ

หัว ขับลม แก้จุกเสียด แก้ภูมิแพ้ ลดความดันโลหิตสูง ส่วนที่ใช้ส่วนหัวเป็นยาคือ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ต้านเชื้อรา ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด กระตุ้นให้กล้ามเนื้อลายหดตัว รายงานผลการทดลอง ในปี ค.ศ. 2001 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า แย้มปีนังนั้น มีฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตสูงได้ ปี ค.ศ. 2003 ประเทศจีนพบว่า มีสารทำให้เกิดฤทธิ์ในการลดความดันโลหิตสูง

เมล็ด ใช้สกัดให้สารชื่อ G-strophanthin หรือ ouabain เตรียมเป็นยาแผนปัจจุบันใช้รักษาโรคหัวใจ ตามตำรายาพื้นบ้านใช้รักษาโรคหนองใน และมีความเป็นพิษสูง แต่ไม่สามารถนำมารับประทานได้หากไม่สกัดเพราะมีพิษมาก ทำให้ถึงตายได้ อาการเป็นพิษ คือคลื่นไส้ ท้องเสีย หัวใจเต้นแรงและเร็ว ต้องรีบทำให้อาเจียน และนำส่งโรงพยาบาลทันที

จำปีศรีเกษม และ ยี่หุบปีเมืองกาญจน์ ที่ หนองหว้าพันธุ์ไม้ พนมสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

ไม้ดอกไม้ประดับ

มนัส ช่วยบำรุง

จำปีศรีเกษม และ ยี่หุบปีเมืองกาญจน์ ที่ หนองหว้าพันธุ์ไม้ พนมสารคาม

พ.ศ. 2533 เป็นปีแรกของการย่างก้าวบนเส้นทางอาชีพการเพาะเลี้ยงไม้ไทยจำหน่าย ของ คุณสุชิน หรือ ลุงจ้อย และ คุณวันทอง หรือ ป้าวันทอง ศรีเกษม สองสามีภรรยา พร้อมกับก่อเกิดสวนพันธุ์ไม้ไทย ภายใต้ชื่อว่า “หนองว้าพันธุ์ไม้” ที่วันนี้ได้เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไม้ไทยคุณภาพ เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

“ที่มาทำตรงนี้เพราะใจรัก เดิมนั้นผมมีอาชีพเป็นกุ๊ก ไปทำงานมาทั่ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ช่วงไม่อยู่บ้าน ป้าเขาก็จะเอาต้นไม้มาปลูก ผมกลับมาก็ซื้อเพิ่มเติม เก็บจากที่อื่นมาปลูกไว้บ้าง ซึ่งหลายต้นได้กลายเป็นแม่พันธุ์ในวันนี้”

สำหรับหนองว้าพันธุ์ไม้นั้น ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 2/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โทร. (081) 855-0654 พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 20 ไร่ ประกอบไปด้วยไม้ไทยโบราณหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ยี่หุบปี ยี่หุบขาว จำปูน มณฑา สายหยุด บัวสวรรค์ นมแมว พุด ไม้ไทยดอกหอม เช่น ราตรีหอม มะลิวัน ยี่หุบปี

นอกจากนี้ ยังมีการคัดสายพันธุ์ จนได้จำปีพันธุ์ที่เจ้าของสวนตั้งชื่อให้ว่า จำปีศรีเกษม ตามนามสกุลของ คุณสุชิน ศรีเกษม หรือ ลุงจ้อย ด้วย

ไม้เด่น ของหนองหว้าพันธุ์ไม้

คุณวันทอง ศรีเกษม หรือ ป้าวันทอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่หนองหว้าพันธุ์ไม้นั้นมีไม้ไทยที่เป็นสายพันธุ์เด่นอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ จำปีศรีเกษม เบอร์ 2 และยี่หุบปีเมืองกาญจน์

โดยเฉพาะยี่หุบปีเมืองกาญจน์นั้น ได้รับความนิยมจากลูกค้า ติดต่อสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก

ส่วนจำปีศรีเกษม เบอร์ 2 นั้น ยังไม่ได้เปิดจำหน่าย เนื่องจากยังมีกิ่งพันธุ์ในจำนวนที่น้อยอยู่ แต่ได้เปิดให้ลูกค้าที่มาติดต่อได้ชื่นชมกับความสวยงามของจำปีสายพันธุ์นี้ได้

สำหรับยี่หุบปีเมืองกาญจน์ได้เริ่มนำมาขยายพันธุ์ได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว เนื่องจากความต้องการของลูกค้าที่สนใจสั่งซื้อ อีกทั้งยังเห็นว่าดอกของจำปีสายพันธุ์นี้มีขนาดใหญ่จึงเริ่มนำมาขยายพันธุ์

ยี่หุบปีเมืองกาญจน์นั้นสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการตอนกิ่ง วิธีการทาบกิ่ง และวิธีการเสียบยอด แต่ที่หนองหว้าพันธุ์ไม้ได้เลือกวิธีการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง

เริ่มจากการควั่นเปลือกบริเวณกิ่งออกก่อนจะแกะเนื้อสีเขียวที่หุ้มกิ่งออกเช่นกัน แล้วจึงขูดเนื้อเยื่อเจริญออก ควั่นออกประมาณ 2 นิ้ว บริเวณกิ่งที่ต้องการนำมาตอน เมื่อเสร็จแล้วจึงนำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำไว้มาหุ้มบริเวณที่ควั่นกิ่งเตรียมไว้ก่อนใช้เชือกฟางมัดหัวท้ายก็เป็นอันเสร็จ

ยี่หุบ จะเริ่มแทงรากออกจากกิ่งตอนเมื่อครบ 1 เดือน หรือ 1 เดือน 20 วัน

“เมื่อเราเห็นว่ามีรากเยอะแล้วก็สามารถตัดได้เลย แต่ถ้ารากยังมีน้อยอยู่ก็คอยให้รากออกแน่นก่อนแล้วจึงตัด นำมาชำต่อในถุงดำที่ใส่ดินร่วนผสมแกลบดำ ทิ้งไว้อีกประมาณ 1-2 เดือน ก็สามารถจำหน่ายเป็นต้นพันธุ์ยี่หุบปีเมืองกาญจน์ได้แล้ว” ป้าวันทอง กล่าว

ป้าวันทอง กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับจำปีศรีเกษม เบอร์ 2 นั้น ได้เพาะพันธุ์ไว้ แต่ยังไม่ได้จำหน่าย โดยเป็นไม้กลายพันธุ์มาจากต้นจำปีศรีเกษม เบอร์ 1

“เป็นพันธุ์ที่เราพบในสวน โดยจำปีศรีเกษม เบอร์ 1 นั้นก็กลายมาจากต้นจำปีธรรมดา มีใบลายสีเขียวขาว เมื่อคนงานไปเห็นจึงได้นำเอาตอจำปาไปทาบกิ่งออกมา แล้วนำมาจำหน่าย แต่ยังมีใบเขียวออกแซมอยู่บ้าง ต้องคอยตัดออกในบางครั้ง” ป้าวันทอง กล่าว

หลังจากที่ได้ขยายพันธุ์จำปีศรีเกษม เบอร์ 1 ไปได้ประมาณ 2 ปี จำปีสายพันธุ์นี้ก็เกิดกลายพันธุ์อีก โดยคนงานไปพบกิ่งจำปีที่มีสีแปลก ยาวออกมาประมาณ 80 เซนติเมตร จึงได้ทาบกิ่งออกมาเพาะชำ และตั้งชื่อให้ว่า จำปีศรีเกษม เบอร์ 2

จำปีสายพันธุ์นี้มีลักษณะใบด่างเขียวแกมขาว-เหลืองผสมอยู่ในใบเดียวกัน ใช้วิธีการขยายพันธุ์ได้ทั้งวิธีการเสียบยอด หรือวิธีการทาบกิ่ง

เน้นใช้ต้นตอจำปา

อีกเทคนิคหนึ่งที่น่าสนใจคือ การใช้รากของต้นจำปามาเป็นต้นตอในการขยายพันธุ์ไม้ไทยที่ปลูก โดยลุงจ้อย กล่าวว่า จะใช้รากของต้นจำปาที่อยู่บริเวณผิวดิน ใช้รากที่มีลักษณะแข็งและแก่แล้ว จึงนำมาทาบกับต้นหรือกิ่งของต้นจำปีหรือจำปา

สำหรับการผลิตตอจำปานั้นสามารถทำได้ด้วยการนำรากที่มีลักษณะแข็งของต้นจำปามาตัดให้มีความยาว ประมาณ 7-8 นิ้ว ก่อนนำไปจุ่มกับน้ำยาเร่งรากเพื่อเร่งให้รากของจำปางอกได้ไวขึ้น เวลาจุ่มนั้นต้องคอยสังเกตดูว่ารากของต้นจำปาที่ตัดมานั้นมีส่วนโคนอยู่ด้านใด หากใช้ด้านที่ไม่ใช่โคนรากปลูกลงไปในดินเมื่อนำไปทาบแล้วจะไม่ติด

หลังจากนั้น จึงนำรากของต้นจำปาที่แช่น้ำยาเร่งรากแล้วมาเพาะลงในถุงดำที่ใส่ขุยมะพร้าวไว้ รอให้รากงอก ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 อาทิตย์ รากของจำปาจะเริ่มงอกออกมาก่อนจะนำไปปาดทาบกับกิ่งพันธุ์จำปี จำปาหรือกิ่งพันธุ์ที่ต้องการขยาย ใช้เทปกาวพันรอบรอยที่ทาบ ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน เพื่อให้กิ่งที่ทาบติดสนิท ก็ได้ต้นพันธุ์เพิ่มแล้ว

ลุงจ้อย กล่าวต่อไปว่า เมล็ดจำปาสามารถนำมาเพาะเป็นต้นตอได้เช่นเดียวกัน แต่จะใช้ระยะเวลานาน ส่วนต้นจำปีนั้นไม่มีเมล็ดจึงต้องใช้ต้นตอจำปาทาบกับกิ่งของต้นจำปีเพื่อขยายพันธุ์แทน เนื่องจากจำปีนั้นไม่มีเมล็ด จึงใช้ต้นตอจำปามาทาบเพื่อย่นระยะการเจริญเติบโตของต้นจำปีแทน

สำหรับต้นตอจำปานั้นใช้สำหรับการส่งอาหารให้กับกิ่ง ส่วนกิ่งพันธุ์ที่นำมาทาบนั้นแล้วแต่ความต้องการของตัวผู้ทาบเอง ซึ่งตอนนี้จะใช้การทาบกิ่งกับจำปา จำปี จำปีแขก จำปูน ยี่หุบ

หากต้องการนำเมล็ดจำปามาเพาะเป็นต้นตอนั้น จะต้องนำเมล็ดจำปามาแกะเปลือกก่อน เพื่อเอาเมล็ดที่อยู่ภายใน โดยจำปา 1 เมล็ด จะมีเมล็ดภายในประมาณ 3-6 เมล็ด เมื่อแกะออกเสร็จแล้วจึงนำมาล้างด้วยน้ำสะอาด ก่อนนำเมล็ดมาเพาะลงในดินเป็นต้นกล้าจำปาได้

สำหรับสูตรปุ๋ยที่ใช้คือ สูตรเสมอ 16-16-16 โดยใส่ไม่มากนัก เนื่องจากไม้ที่ใช้นั้นใช้สำหรับขยายพันธุ์หรือทำกิ่ง การที่เราใส่ปุ๋ยมากจะทำให้การต่อการติดตาสามารถทำได้ยาก ส่วนมากจะใช้ปุ๋ยคอกเป็นหลัก หากไม้ใส่ปุ๋ยมากเมื่อนำไปเสียบยอดหรือทาบกิ่งจะทำให้เน่าได้ง่าย

ตลาดไม้ไทย

ขณะนี้ ดีหรือไม่

ลุงจ้อย กล่าวว่า ตลาดไม้ไทยในปัจจุบันไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่นิยมปลูกไม้กินผล กินใบกันมาก ไม้ไทยในช่วงที่เศรษฐกิจดี สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างมาก หากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีจะขายต้นไม้ได้ดีทุกชนิด จนมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย คนที่ไม่ชอบเลี้ยงไม้ไทยก็หันมาเลี้ยงกันมาก ลูกค้าบางรายซื้อไปเลี้ยงได้ 2 เดือน แล้วต้นไม้เกิดตายก็ยังกลับมาซื้อต้นไม้ชนิดเดิมไปปลูกอีก

ที่หนองหว้าพันธุ์ไม้ตอนนี้ปลูกลีลาวดีไว้เยอะมาก จำนวนหลายพันต้น จำปีศรีเกษม เบอร์ 2 จำปีจิ๋ว พิกุลด่าง ปลูกไม้ไทยไว้หลากหลายชนิด แล้วแต่ความต้องการของตลาด หากตลาดไม้ไทยในช่วงนั้นมีความต้องการตัวไหนมากเราก็ปลูกในจำนวนที่มาก นอกจากนั้น ยังมีหม่อนใบ ดีปลี ส้มกิมจ๊อ ลิ้นกระบือด่างด้วย อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ลำดวนทะวายและจำปูน ซึ่งในช่วงนี้ปลูกไม่พอแก่การจำหน่าย

สำหรับราคาไม้ไทยที่จำหน่ายอยู่นั้น จำปา ขายในราคา 50 บาท ยี่หุบปี ราคา 100-200 บาท หากซื้อจากร้านขายพันธุ์ไม้ทั่วไป ยี่หุบปีมีราคาสูงถึงต้นละ 1,000 บาท โดยถือคติว่า ขายให้ลูกค้าเราแบ่งกันกิน เราถือว่าเราทำมีจำนวนมาก เราก็ขายถูก หากทำได้น้อยก็จะขายราคาเพิ่มขึ้นนิดหน่อย เอากำไรไม่มาก ลูกค้าเราอยู่ได้ เราก็อยู่ได้

“จริงๆ แล้วไม้ไทยเป็นไม้ที่ทุกคนชอบอยู่แล้ว แต่ถ้าใครใจรักก็สามารถทำได้ ปลูกแล้วมันขายได้ทุกตัว ขอให้ใจรักอย่างเดียว ต้องสำรวจดูว่าเราชอบตัวไหน พื้นที่ปลูกเหมาะสมกับการปลูกไม้อะไร แต่ไม้ไทยในอนาคตดีแน่นอนด้วย เพราะไม้ไทยนั้นมีความเป็นเอกลักษณ์ มีความหอม โดยเฉพาะดอกที่ให้กลิ่นหอม แม้กระทั่งว่านของไทยเองก็ยังมีกลิ่นที่หอม สำหรับที่หนองหว้าพันธุ์ไม้หากใครมีพื้นที่แล้วต้องการปลูกไม้ไทยสามารถมาเก็บเมล็ดไม้ไทยจากแปลงปลูกเพื่อนำกลับไปปลูกที่บ้านได้แบบไม่ต้องเสียสตางค์” ลุงจ้อย กล่าวในที่สุด

บทที่สิบ บนโลกใบเล็ก กับความเงียบของลมหายใจ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05035010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

ทุกมุมสวน ล้วนมีเรื่องราว

ยุคคล จิตสำรวย

บทที่สิบ บนโลกใบเล็ก กับความเงียบของลมหายใจ

วันเวลาเลื่อนผ่านไปจากเรา ดังปุยเมฆหม่นบนฟ้าคราม ท่ามกลางกระแสลมและการหมุนไปอย่างไม่เคยหยุดลง ของโลกใบนี้

ในวันฝนพรำ ผมมองผ่านลูกกรงเหล็กของหน้าต่างบ้านออกไปข้างนอก ปล่อยความคิดให้ล่องลอย ทบทวนถึงเรื่องราวของวันวาน

สะเดาต้นใหญ่ริมหน้าต่าง ติดดอก บานเต็มต้นอันสูงใหญ่ของมัน ร่วงหล่นจากไป เปลี่ยนเป็นผลที่ดกเป็นช่อ จากสีเขียวอ่อนจนเป็นสีส้มสุกปลั่ง และร่วงหล่นลงเกลื่อนผืนดินในที่สุด

นี่คือความเปลี่ยนแปลง ที่หากไม่สังเกตก็แทบจะมองไม่เห็น และรู้สึกได้

หน่ออ่อนๆ เล็กๆ สีเขียวของมัน เริ่มงอกโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดิน แตกใบอย่างรวดเร็ว ตรงนั้น ตรงนี้ จนแน่นเต็มไปหมด การสืบทอดซึ่งเผ่าพันธุ์ของสะเดาป่าต้นนี้ เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ เหมือนกับต้นไม้อื่นๆ ในสวนนี้

กว่าจะทำความเข้าใจกับเรื่องราวในกาลก่อนของพวกมันได้นั้น ความคิดของผมก็ล่องลอยย้อนกลับไปถึงคืนวันเมื่อปีที่ผ่าน…วันที่ผมตัดสินใจ และกลับมาอยู่ที่นี่

ผมผูกเปลนอนอยู่ใต้ร่มเงาของมันอยู่หลายเดือน สะเดาต้นนี้ โดดเด่นอยู่ท่ามกลางเพื่อนพ้องต่างเผ่าพันธุ์ บริเวณโคนต้น เตียนโล่ง มีแค่เพียงมะลิดินกลุ่มเล็กๆ ที่ชูช่อดอกสีขาวกระจิริด และผลสีแดงสดใส ขนาดแทบมองไม่เห็น ไม่มีลูกหลานเล็กๆ ของมันขึ้นอยู่เลย ทั้งๆ ที่แม่บอกผมว่า มันติดดอก ออกลูกทุกปี ญาติๆ และคนแถวนี้ ต่างก็มาเก็บเอาช่อดอกอ่อน ยอดอ่อนของมันไปกิน ไปขาย จนแทบทุกคนในแถบนั้นรู้จักมัน แต่ก็ไม่เคยมีใครสนใจจะนำลูกหลานของมันไปปลูกเอาไว้ในสวนของพวกเขา

สะเดาต้นเล็กๆ ของวันนี้ หายไปไหนกันหมดหนอ…เมื่อวันวาน

ผมได้แต่ถามตัวเอง

รับรู้แต่เพียงว่า สะเดาต้นนี้ ยังคงยืนต้นตระหง่านต่อไป ไม่มีความเศร้าโศกใดๆ ทั้งสิ้นเกิดขึ้นกับมัน ต่อจากการจากพรากของลูกหลาน ที่ผมเชื่อแน่ว่า มีการจากไปของพวกมันอย่างแน่นอน

ด้วยภาพของต้นอ่อนสะเดาจำนวนมาก ที่มองเห็นในวันนี้

มีแต่มนุษย์เท่านั้นแหละกระมังครับ ที่ดีใจ ในการก่อเกิด และเสียใจ ในการจากพราก

จากสิ่งอันเป็นที่รัก…ในทางตรงข้าม กับสิ่งที่ตนเกลียดชัง ผมค่อนข้างเชื่อเช่นนั้นแล้ว ในตอนนี้

เพราะในสวนร้างแห่งนี้ ผมได้ยินแค่เพียงเสียงแห่งลมหายใจ ที่มิได้บ่งบอกสถานะแห่งสุขและทุกข์ที่กล่าวถึงนั้นเลย

มีแต่ลมหายใจของผมเท่านั้น ที่ยังคงโง่งม ส่งเสียงแห่งความสุขและความทุกข์อย่างที่มันเคยเป็น แม้จะลดน้อยถอยลงไปบ้างแล้วก็ตาม

สะเดา เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นสูงได้ถึง 15 เมตร เปลือกลำต้น แตกเป็นร่องลึก ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปใบหอก ขอบใบหยักฟันเลื่อย แผ่นใบเรียบ สีเขียว ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง เรียงสลับ เป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นของบ้านเรา พบเห็นกันได้ทั่วไปตามหัวไร่ปลายนา

ดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งขณะแตกใบอ่อน ผลทรงกลม ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลืองส้ม ภายในมีเมล็ด ใช้ขยายพันธุ์ อัตราการเจริญเติบโต ค่อนข้างเร็ว ทนต่อสภาวะแห้งแล้งครับ

สะเดา เป็นทั้งพืชอาหารสมุนไพร อีกทั้งยังเป็นยาปราบศัตรูพืชที่ใช้กันมานาน

ลำต้นของสะเดา ขนาดใหญ่ ใช้ในงานก่อสร้างได้เป็นอย่างดี

นี่คือ ข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ไม้ที่เรียกกันว่า สะเดา ครับ

แดดสายสาดส่องลงมา หลังจากฝนขาดเม็ดไปเมื่อครู่ แมวเด็กและแมวเฒ่า ออกไปเดินเล่นในสวนเช่นทุกวัน แม้จะต้องเปียกปอนกลับมาด้วยหยาดน้ำฝน ที่ยังคงเกาะติดเปียกชุ่มใบหญ้า

พวกมันสองตัว หายเข้าไปในสวนร้าง เหมือนราวกับว่าถูกกลืนกินไปในห้วงเวลาแห่งอดีตนั้นเทียว

ผมเคยแอบเดินตามเข้าไปดูพวกมัน ว่าเข้าไปทำอะไรกันบ้าง สิ่งที่ผมเห็น พวกมันแค่เพียงเดินไปมา มองดูโน่นนี่ แมวเฒ่า มักนอนเล่นบนขอนไม้ที่มีแดดส่องถึง ขณะที่แมวเด็ก วิ่งเล่น จับสัตว์เล็ก เช่น จิ้งหรีด ผีเสื้อ ได้บ้างไม่ได้บ้าง เฝ้ามองดูนก กระรอก นานๆ ก็จะวิ่งมาหาแมวเฒ่า ที่คอยมองดูอยู่เงียบๆ

ในหลายครั้งที่มันสองตัวเข้าไปในสวน แล้วผมก็ไม่เห็นพวกมันอีกเลย แม้จะร้องเรียกก็ตาม จวบจนเย็นย่ำ หรือฝนตกหนัก พวกมันจึงจะกลับมา

ผมจ่อมจมอยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยมแคบๆ นานเกินไปแล้ว คงถึงเวลาที่จะต้องจัดการกับลมหายใจอันแปลกแยกของตัวเองเสียที

ขอเพียงสงบเงียบ กลมกลืนไปกับลมหายใจแห่งสวนร้างแห่งนี้ ก็พอแล้วครับ

หนาวนี้…ไปชม ทุ่งลาเวนเดอร์ และดอกทิวลิป พร้อมกับดอกไม้สวยๆ ที่เขาค้อ เพชรบูรณ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

ไม้ดอกไม้ประดับ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

หนาวนี้…ไปชม ทุ่งลาเวนเดอร์ และดอกทิวลิป พร้อมกับดอกไม้สวยๆ ที่เขาค้อ เพชรบูรณ์

ฤดูหนาวมาถึงแล้ว!!

ช่วงเวลานับจากนี้เป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ทุกคนรอคอย…เพราะจะได้ออกไปสัมผัสกับบรรยากาศหนาวสุดขั้วของหลายพื้นที่ และที่ดูจะเป็นใจมากไปกว่านั้นเมื่อราคาน้ำมันหลายชนิดปรับลดลง แน่นอน…สาวกแบ๊กแพ็กจึงตระเตรียมวางแผนเดินทางกันไว้ล่วงหน้าทันที

ขณะเดียวกันหลายพื้นที่ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นรู้กันเป็นอย่างดีว่าพื้นที่ของตนเป็นเป้าหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และพร้อมรับมือด้วยการวางแผนต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเต็มที่ไม่แพ้กัน

เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่หลายคนต่างรู้จักดีถึงสภาพอากาศที่หนาวเย็น และเป็นสถานที่อีกแห่งที่มีการเตรียมรับมือนักท่องเที่ยวที่กำลังจะหลั่งไหลไปชมเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะกับการได้เชยชมทะเลหมอกบริเวณจุดชมวิวที่เป็นไฮไลต์สำคัญ

สำหรับทีมงานเทคโนฯ หลังจากได้ฉลองครบรอบ 27 ปี ไปเมื่อไม่นาน เห็นจะพลาดกับทริปนี้ไม่ได้ จึงได้ออกเดินทางไปเขาค้อเพื่อไปเก็บความงามทางธรรมชาติและที่น่าสนใจคือ ดอกไม้ช่วงหน้าหนาวมาฝากท่านผู้อ่านเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ในฉบับนี้

พวกเราเดินทางไปที่ เนริสา รีสอร์ท เพราะสืบทราบมาว่าเป็นสถานที่พักตากอากาศระดับห้าดาว ที่ได้เนรมิตพื้นที่ภายในบริเวณกว่าครึ่งให้เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาวชื่อดังนานาพันธุ์จากต่างประเทศ ซึ่งหาชมได้ยาก อย่าง ลาเวนเดอร์ ทิวลิป บลูซัลเวีย พีทูเนีย ฮอลลี่ฮ็อก ฯลฯ เป็นต้น มาปลูกรวมกันไว้

แล้วยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับดอกไม้เหล่านั้นอย่างใกล้ชิด พร้อมถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึกในโอกาสปีใหม่ ด้วยการตกแต่งสถานที่อย่างอลังการ เพื่อรองรับแขกที่เข้ามาพักในรีสอร์ทได้ชื่นชม นอกจากนั้น ยังเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาชมด้วยอัตราค่าเข้าที่ไม่แพง

ภายในพื้นที่ทั้งหมด 8 ไร่ ของที่เนริสา รีสอร์ท มีการออกแบบด้านหนึ่งให้เป็นบ้านพักขนาดต่างๆ จากเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ปลูกบนเนินลาดชันไต่ระดับ พร้อมตกแต่งสถานที่อย่างหรูหราและคลาสสิก

ส่วนอีกด้าน บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ มีชื่อว่า “เนริสา การ์เด้น” ซึ่งได้ออกแบบจัดสวนดอกไม้เมืองหนาวจากต่างประเทศนานาพันธุ์ เป็นกลุ่ม เป็นชนิดอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นลานเนินลาเวนเดอร์ แปลงดอกทิวลิป แปลงไม้ดอกที่ปลูกร่วมกันเป็นสิบชนิด ทั้งนี้ไม่เพียงนักท่องเที่ยวได้เชยชมดอกไม้สวยและแปลกตาเท่านั้น บางจุด บางมุมยังสามารถบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกคู่กับเครื่องตกแต่งที่จัดวางผสมผสานกับเหล่าไม้ดอกเหล่านั้นไว้อย่างลงตัว

คุณเสาร์ จันทร์เรือง ผู้จัดการรีสอร์ท คุยให้ทีมงานฟังว่า ที่นี่สร้างมา 3 ปี แต่มาทำเป็นลานทุ่งดอกไม้ฤดูหนาวปีแรก เหตุผลที่เจ้าของรีสอร์ทตัดสินใจทำสวนดอกไม้เมืองหนาวในครั้งนี้เพราะมองว่าสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติบนเขาค้อจะน้อยลงทุกที หรืออาจมีแต่ไม่ค่อยจูงใจให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาบนเขาค้อ แต่นักท่องเที่ยวกลับเดินทางขึ้นเหนือซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก และใช้เวลาเที่ยวหลายวัน

ดังนั้น ทางรีสอร์ทพยายามหาจุดเด่นเพื่อสร้างความสนใจ เลยใช้ความสวยของดอกไม้ต่างประเทศที่เป็นดอกไม้ฤดูหนาวมาจัดแต่งเป็นสวน พร้อมกับออกแบบสถานที่ให้มีจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจ

การเลือกพันธุ์ไม้ดอกชื่อดังและหายาก อย่าง ลาเวนเดอร์ ทิวลิป ฮอลลี่ฮ็อก ลิ้นมังกร บลูซัลเวีย พีทูเนีย ดอกหน้าแมว ดาวกระจาย ฯลฯ ที่ล้วนแต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการดูแล เพราะไม่ใช่เป็นไม้ที่ทนทาน จึงทำให้ทีมงานต้องใช้เวลาในการเตรียมงาน และปรับปรุง ออกแบบพื้นที่นานเกือบปี

“การดูแลยากมาก เพราะดอกไม้ประเภทนี้มีอายุสั้น เช่น ดาวกระจาย เพาะมา 2 เดือน แต่พอบานแล้วอยู่ได้เพียง 1 เดือน แล้วจะโรย อย่างทิวลิปใช้เวลาเพาะเดือนกว่า แต่อยู่ได้เพียง 7 วัน ตายหมด แม้แต่ลาเวนเดอร์ที่มีความยุ่งยากมาก ใช้เวลาเพาะนานถึง 7 เดือน ใช้จำนวนเมล็ดพันธุ์ลาเวนเดอร์เพาะไว้ถึงกว่า 2 แสนเมล็ด แต่ได้ใช้งานที่สมบูรณ์จริงเพียงหมื่นต้นเท่านั้น เมื่อถึงช่วงปลูกยังต้องสร้างโรงเรือนคลุมด้วยพลาสติกทั้งหมดไว้จนกว่าจะเปิดให้ดูเมื่อต้นเดือนธันวาคม”

คุณเสาร์ให้รายละเอียดการเตรียมพันธุ์ต้นกล้าว่า ไม้ดอกทุกชนิดต้องสั่งเมล็ดพันธุ์มาเอง แต่บางชนิด เช่น ทิวลิป ต้องสั่งเป็นหัวจากต่างประเทศผ่านบริษัทในเมืองไทยเข้ามาและทำพันธุ์ที่กรุงเทพฯ พอได้พันธุ์จึงนำมาเพาะไว้บนเขาค้อ ซึ่งมีโรงเพาะต้นกล้าจำนวนมาก และมีทิวลิปเป็นหมื่นหัวที่เตรียมไว้เปลี่ยนแทนต้นเก่า

ด้วยความที่ไม้เหล่านี้เป็นพืชเมืองหนาว ยากแก่การดูแลเมื่อนำมาปลูกในบ้านเรา ดังนั้น ระหว่างทางจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมไปกับการบำรุงความสมบูรณ์ของต้น ต้องรดน้ำ ใส่ปุ๋ย เติมดิน ตัดแต่งกิ่งใบที่เสียหายหรือทรุดโทรมออกไปเพื่อให้มีกิ่งใหม่แตกออกมา และต้องทำเช่นนี้ทั้งวัน ทุกวัน

“ปุ๋ยที่ใช้เป็นสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 จะละลายน้ำด้วยสัดส่วน 3 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วยังใช้ปุ๋ยเขียวที่เร่งการแตกกิ่ง เป็นปุ๋ย สูตร 25-5-5 สัดส่วน 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ใช้ราดแล้วรดน้ำตาม ห้ามโดนใบ จะให้ปุ๋ยกับต้นไม้สัปดาห์ละครั้ง แต่ไม้บางอย่าง เช่น ลาเวนเดอร์ ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ย”

ผู้จัดการรีสอร์ทเผยว่า ต้นไม้และอื่นๆ ที่มีการจัดวางออกมาสวยงามเช่นนี้ เป็นฝีมือการออกแบบของผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ทเป็นผู้ดำเนินการเองร่วมกับพนักงาน โดยไม่มีการว่าจ้างมืออาชีพมาทำแต่อย่างใด อีกทั้งตัวคุณเสาร์เองเคยผ่านอาชีพเกษตรกรรมมาหลายอย่าง ดังนั้น จากพื้นฐานทักษะและความชำนาญเป็นทุนเดิมอยู่ เพียงแต่หาความรู้เพิ่มเติมแล้วมีการปรับประยุกต์ใช้เท่านั้น

จุดเด่นของเนริสา การ์เด้น ไม่เพียงมีกลุ่มดอกทิวลิปเป็นไฮไลต์แล้ว ทุ่งลานลาเวนเดอร์ยังถือเป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยม เพราะตรงบริเวณต้นลาเวนเดอร์มีเสน่ห์ตรงความหอมที่คุณสามารถสัมผัสกับต้นได้จริง แล้วท่านจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมรัญจวนของกลิ่นลาเวนเดอร์เมื่อท่านได้ใช้มือลูบผ่านใบจะมีกลิ่นติดมือทันที ซึ่งคุณไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน แล้วยังไม่เคยคิดว่าบนเขาค้อจะมีต้นทิวลิปและลาเวนเดอร์ของจริงไว้ให้เชยชมอย่างใกล้ชิดเช่นนี้

การจัดให้ดูไม้ดอกเมืองหนาวที่เนริสา รีสอร์ท จะให้บุคคลที่เปิดห้องพักเข้าดูฟรี ส่วนนักท่องเที่ยวภายนอกที่สนใจและมีความต้องการเข้าชมทางรีสอร์ท จะคิดค่าบริการ ผู้ใหญ่คนละ 100 บาท เด็กคนละ 50 บาท แต่ที่น่าสนใจในการเข้าชมดอกไม้ของเนริสา รีสอร์ท แห่งนี้ คือผู้เข้าชมทุกคนสามารถจับต้องสัมผัสกับดอกไม้หายาก ราคาแพง แบบชัดๆ และใกล้ชิดเชียว

หนาวนี้ หากใครสนใจต้องการไปสัมผัสกับความเย็นจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เขาค้อ อย่าลืมแวะไปชมความงามพร้อมกับเก็บภาพประทับใจของไม้ดอกเมืองหนาวนานาพันธุ์ที่ท่านอาจยังไม่เคยพบเจอ ลองแวะไปที่เนริสา รีสอร์ท เนริสา การ์เด้น

หากมาจากเส้นนางั่ว ถึงแยกรื่นฤดี ให้เลี้ยวซ้าย แต่ถ้ามาจากทางหล่มสักหรือทางแคมป์สน พอถึงแยกรื่นฤดี ให้ตรงมา เพียง 50 เมตร เป็นทางโค้งทางขวามือจะพบป้าย เนริสา รีสอร์ท หรือสอบถามเส้นทางได้ที่โทรศัพท์ (084) 933-3633 หรือ Facebook : http://www.facebook.com/narisaresort

มณีนุช แก่นท้าว ทำสวนมะนาว เสริมรายได้ ที่สารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

เทคโนโลยีการเกษตร

อำพล ศิริคำ

มณีนุช แก่นท้าว ทำสวนมะนาว เสริมรายได้ ที่สารคาม

ท่านที่เคารพครับ!!! มะนาว เป็นเครื่องปรุงรสที่ตลาดต้องการสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ขาดแคลน สามารถทำรายได้ให้กับเจ้าของระดับน่าพอใจ อย่างเช่น

คุณมณีนุช แก่นท้าว อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ที่ 17 บ้านนาสีนวน ตำบลนาสีนวน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ผู้จัดการร้านยำแซบ เสริมไทยคอมเพล็กซ์ จังหวัดมหาสารคาม

คุณมณีนุช เล่าให้ฟังว่า จบการศึกษาสาขาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นทำงานเป็นพนักงานฝ่ายขายสถาบันภาษาเกือบปี จากนั้นไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝึกหัดที่เซเว่นไม่ถึงปีก็ได้งานใหม่ เป็นผู้จัดการสาขาที่ปิโตรเลียมไทย สาขาเมืองเก่า จังหวัดขอนแก่น ทำอยู่ 2 ปี จึงมาเป็นผู้จัดการร้านยำแซบที่เสริมไทยคอมเพล็กซ์ เป็นเวลา 9 เดือน

แรงบันดาลใจ หรือแนวคิด

ช่วงที่เป็นผู้จัดการปิโตรเลียมไทย มีความคิดว่า อยากมีเงินหรือมีรายได้มากกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน และอยากให้พ่อมีงานทำอยู่ที่บ้าน โดยไม่ต้องไปเร่ขายไข่ (4-5 วัน ค่อยกลับบ้านครั้ง) จึงหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ตอนแรกคิดจะทำหลายอย่าง เช่น เปิดร้านขายทุกอย่าง 20 บาท ที่บ้าน หรือปลูกไผ่เลี้ยง หรือปลูกพุทรา

ต่อมาเห็นการโฆษณาทางเว็บไซต์ว่า “มะนาวเงินล้าน” สนใจมาก จึงศึกษาหาความรู้และความเป็นไปได้ คิดอยู่ 6 เดือน จึงตัดสินใจบอกพ่อแม่ว่าจะขอใช้ที่ดินที่เคยปลูกมันสำปะหลัง มาปลูกมะนาว จึงถูกพ่อแม่ต่อต้านและถามกลับว่า ปลูกแล้วจะไปขายที่ไหน จะคุ้มมั้ย จึงตอบว่าได้ศึกษามาแล้ว และจะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด พอบอกว่าจะลงทุนเอง พ่อแม่ก็เลยยอม

นำเงินเก็บ

จากน้ำพักน้ำแรงมาลงทุน

โดยนำเงินที่เก็บสะสมได้มาลงทุน โดยลงทุนครั้งแรก 65,000 บาท เป็นค่าต่อไฟฟ้าเข้าสวน ซื้อท่อซีเมนต์และต้นพันธุ์ ส่วนค่าแรงในการวางท่อและอื่นๆ ไม่มี เพราะใช้แรงงานในครัวเรือน

คุณมณีนุช บอกว่า ปลูกมะนาว เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 จำนวน 150 ต้น เป็นพันธุ์แป้นพิจิตร 1, แป้นรำไพ, ตาฮิติ ปลูกในท่อซีเมนต์ (เทปูนทำฐานแล้วนำท่อมาวาง) โดยปลูกระยะห่าง 3.5×3.5 เมตร นำส่วนผสมดินและปุ๋ยคอกใส่ลงในท่อ แล้วปลูก จัดทำระบบน้ำโดยเจาะบ่อบาดาล ให้น้ำด้วยระบบมินิสปริงเกลอร์ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ทุก 15 วัน ฉีดพ่นน้ำหมักหอยเชอรี่เป็นระยะๆ ฉีดพ่นสารกำจัดแมลงเป็นครั้งคราว ขึ้นอยู่กับการระบาด

หลังปลูกประมาณ 1 ปี ก็เริ่มเก็บผลได้ ในเดือนสิงหาคม ราคา 7 ลูก 10 บาท จากนั้นราคาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ, เดือนตุลาคม 5 ลูก 10 บาท, เดือนพฤศจิกายน 3 ลูก 10 บาท, เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2 ลูก 10 บาท, เดือนมีนาคม- เมษายน ลูกละ 7-10 บาท ขณะนี้มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท และเพิ่มขึ้นทุกเดือน ยังเหลือผลให้ได้เก็บอีกหลายเดือน

นอกจากนี้ ยังได้ผลิตต้นพันธุ์ออกจำหน่ายด้วย โดยเพาะต้นมะขวิดเป็นต้นตอ แล้วนำยอดพันธุ์ดีมาเสียบยอด ขายต้นละ 80 บาท ผลิตไม่พอกับความต้องการ และวางแผนจะปลูกอีก 150 ต้น

คุณมณีนุช บอกว่า ทุกวันนี้ ทำงานที่ร้านยำแซบ เวลา 12.00-24.00 น. และหยุดทุกวันจันทร์ ดังนั้น ช่วงเช้าก็จะมาดูแลสวน โดยเฉพาะการเสียบยอดเก่งกว่าทุกคนในบ้าน

ท่านที่เคารพครับ!!! มะนาว ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับเกษตรกร หากท่านใดสนใจจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ คุณมณีนุช แก่นท้าว ติดต่อได้ที่ โทร. (095) 803-2004, (083) 456-7975, (094) 541-2982 (คุณพ่อ/สมบุญ) หรือเฟซบุ๊ก “สวนมะนาวบ้านไร่มะนาวหวาน มหาสารคาม”

ส้มเช้ง…ส้มที่ถูกลืม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05041010158&srcday=2015-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 27 ฉบับที่ 590

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช ongart04@hotmail.com-rok

ส้มเช้ง…ส้มที่ถูกลืม

พูดถึง ส้มเช้ง เด็กรุ่นหลังมักจะไม่ค่อยรู้จักกันแล้ว จำได้ว่าสมัยก่อนส้มเช้งวางขายคู่กับส้มเขียวหวานบางมด ทุกตลาดหรือแผงขายผลไม้ถ้ามีส้มเขียวหวานก็จะมีส้มเช้งวางคู่ ถึงแม้จำนวนจะไม่มากเท่าส้มเขียวหวาน แต่ก็เห็นวางคู่กันตลอดเมื่อถึงฤดูส้มเช้ง แต่เนื่องจากส้มเช้งมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวไม่อร่อยเท่าส้มเขียวหวาน และวิธีปอกเปลือกยุ่งยาก คือต้องใช้มีดหั่นเป็นสี่หรือแปดชิ้นแล้วลอกเปลือกเขียวออก ซึ่งแตกต่างกับส้มเขียวหวานที่ใช้เล็บจิกและปอกด้วยมือได้ ความสะดวกสบายในการปอกอย่างหนึ่งกับรสชาติที่ด้อยกว่าส้มเขียวหวานอีกอย่างหนึ่งทำให้ส้มเช้งไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ส้มเช้งจึงค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ เกษตรกรชาวสวนก็เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่น ทำให้มีโอกาสที่จะเห็นส้มเช้งวางขายยากขึ้น ไม่จำเป็นต้องพูดถึงส้มซ่าและส้มจุกซึ่งหายไปนานก่อนหน้านี้

ยิ่งในปัจจุบันมีส้มจีนผลเล็กๆ ที่ไม่มีเมล็ดเข้ามาถล่มตลาดส้มในไทยช่วงหน้าหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ และส้มสีเหลืองสวยอย่างส้มแมนดาริน ทั้งของจีน ออสเตรีย และแอฟริกา ซึ่งเป็นสินค้าตามข้อตกลง เอฟทีเอ เข้ามาแย่งตลาดกันได้ทั้งปี โดยเฉพาะมักจะวางขายในห้างใหญ่ๆ แล้วยังจะมีใครนึกถึงส้มเช้งได้อีก อีกหน่อยมีการเปิดเสรีอาเซียน สินค้าเกษตรชนิดไหนที่ไทยปลูกแล้วมีต้นทุนสูงหรือคุณภาพสู้เขาไม่ได้ คงจะมีการเลิกปลูกกันแน่นอน เกษตรกรต้องมีการปรับตัวกันพอสมควร ไม่งั้นอยู่ทานกระแสเขาไม่ไหว

รสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว

คุณสมบัติที่ดีของส้มเช้งคือ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ไม่หวานจัดเหมือนส้มเขียวหวาน จะถูกใจสำหรับคอส้มเช้งโดยเฉพาะ กลิ่นของส้มเช้งก็เป็นกลิ่นเฉพาะเป็นที่ชื่นชอบมากสำหรับบางคน เปลือกของส้มเช้งค่อนข้างหนา ทำให้ซื้อเก็บไว้ได้นาน โดยเฉพาะถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นานนับเดือน เรียกว่าเก็บจนลืมก็แล้วกัน ส้มเช้งที่เก็บไว้นานเปลือกจะเริ่มเหี่ยว แต่ก็จะทำให้ส้มมีความหวานเพิ่มขึ้นอีกหน่อย สวนส้มเช้งในสมัยก่อนปลูกกันมากในจังหวัดสมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานครของเรานี่เอง ปัจจุบันเห็นปลูกกันน้อยเต็มที แต่ก็มีการกระจายพันธุ์ปลูกไปทางภาคเหนือบ้างไม่มาก อย่างเช่น ที่จังหวัดตาก และจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะของไร่กำนันจุล มีมาให้ชิมกันปีละครั้งทุกปี แต่ถ้าอยากจะชิมกันทั้งปี ผลิตภัณฑ์ของไร่กำนันจุลก็มีน้ำส้มเช้งแบบเข้มข้นใส่ขวดบรรจุขาย สามารถซื้อมาดื่มได้ตลอด เมื่อก่อนถ้าคิดถึงส้มเช้งคราวใดก็มักจะไปอุดหนุนอยู่เรื่อย วันนี้ถึงวัยหวาน ไม่อยากลำบากกินยาเสียค่าหมอ นานๆ กินสักหนเป็นดี

ปลูกทำไม ส้มเช้ง

ผมยิงคำถามแรกกับ คุณประสิทธิ์ จันทร์กลัด เจ้าของสวนส้มเช้ง ถ้ามันเป็นอย่างที่พรรณนามาแล้วตามข้างบนนั่น ปลูกทำไมส้มเช้ง คุณประสิทธิ์ ตอบคำถามว่า “ปัจจุบันส้มเช้งมีการปลูกกันน้อยรายนัก เนื่องจากเมื่อก่อนปลูกกันมากที่บางมด สาเหตุที่เลิกปลูกกันเนื่องจากน้ำเค็มหนุนเข้าคลองบางมด ทำให้ส้มตายและที่ดินส่วนใหญ่แปรสภาพเป็นบ้านจัดสรร ผมทำสวนส้มมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ตอนนั้นมีทั้งส้มเขียวหวานและส้มเช้ง คนที่ทำส้มเช้งเดี๋ยวนี้มีอยู่แค่สองสามรายในเขตบางบอน คนที่จะเริ่มทำสวนส้มเช้งใหม่ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากไม่มีต้นพันธุ์และไม่มีความรู้เรื่องการปลูกส้มเช้ง เพราะไม่ได้ปลูกกันมานาน เมื่อสวนมีน้อย ราคาก็ดีเป็นธรรมดา”

สวนส้มเช้งของ คุณประสิทธิ์ จันทร์กลัด เบอร์โทรศัพท์ (089) 794-8054 อยู่ข้างคลองหนามแดง ในเขตบางบอน กรุงเทพมหานครนี้เอง ส้มเช้งปลูกบนพื้นที่ เพียงแค่ 17 ไร่ ไม่ได้มีมากมาย 40-50 ไร่ ที่ขายได้ราคาหลายร้อยล้านแบบของบางคนหรอก เดิมแถบนี้มีการปลูกพืชผัก ผลไม้มากมาย เพราะสมัยก่อนถือว่าเป็นชานเมือง ผู้คนค่อนข้างบางตา มีแต่ชาวไร่ ชาวสวนประกอบอาชีพเกษตรกรรม สวนส้มของคุณประสิทธิ์ขุดเป็นร่องสวน กว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 120 วา หรือ 240 เมตร ส่วนที่เป็นคลองน้ำ กว้างประมาณ 3 เมตร ปลูกส้มเช้ง 10 ไร่ ในร่องหนึ่งจะมีส้มเช้ง ร่องละ 56-57 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 7 ไร่ ก็จะปลูกส้มเขียวหวานอีก 200 ต้น และส้มโอหลากหลายสายพันธุ์

ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชที่ใช้

ยาที่ใช้ส่วนมากจะเป็นสารเคมีที่ป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย เชื้อรา และจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อป้องกันการดื้อยา ส่วนไวท์ออยล์ใช้เพื่อทำให้ผลสวย ฉีดพ่นทั้งต้นแค่ครั้งเดียว ฉีดมากนักไม่ดี โดยปกติคุณประสิทธิ์จะจ้างแรงงานมาฉีด แต่ถ้าจังหวะนั้นหาไม่ได้ก็จะฉีดเอง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันสารเคมีอย่างครบครับ เพราะรู้ฤทธิ์เจ้าพวกนี้แล้วว่ามันมีมากมายเพียงไหน เมื่อฉีดเสร็จแล้วก็จะถอดอุปกรณ์ทั้งหมด และอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กินโซดากับใบรางจืด แล้วก็นอนพักสักหน่อย หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นมาทำงานหนักๆ เพื่อให้เหงื่อออก เป็นการขับสารพิษที่เข้าไปตามรูขุมขน เพราะเห็นว่าเพิ่งเข้าไปไม่นานก็จะให้เหงื่อเป็นตัวผลักดันออกมา แหม! คิดได้ไงนี่ แกบอกว่าอายุมากแล้วต้องเซฟหรือปลอดภัยไว้ก่อน ทันสมัยซะ

ส่วนปุ๋ยที่ใส่บำรุงต้นพืชนั้นใช้ปุ๋ยชีวภาพซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หว่านปีละ 2 ครั้ง ส่วนปุ๋ยเคมีใช้ปุ๋ย สูตร 27-7-7 สามเดือนครั้ง ถ้าต้นยังมีขนาดเล็ก อายุ 1-3 ปี จะใช้ปุ๋ยเคมีร่องละ 1 ลูก แต่ถ้าต้นมีขนาดใหญ่ก็จะใช้ปุ๋ยเคมีสูตรนี้ 2 ลูก ต่อร่อง เพราะต้นใหญ่แล้วรากจะขยายไปได้ไกล เราใช้ปุ๋ยเพื่อให้ต้นมีความเจริญเติบโตเต็มที่ คุณประสิทธิ์บอกว่า ต้องบำรุงต้นให้สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าต้นไม่สมบูรณ์มาใส่ปุ๋ยเร่งลูกยังไงก็ไม่ใหญ่ สำหรับปุ๋ยสูตรเสมอไม่เคยใช้เลยสำหรับสวนนี้ เพราะมีปุ๋ยชีวภาพให้อยู่แล้ว สำหรับปุ๋ยเคมีจึงใช้เฉพาะปุ๋ยตัวหน้าสูงอย่างเดียว พอส้มเริ่มอายุได้ 3 ปี มันจะหวานเองโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยหวานอีก

ส้มเช้ง 3 สายพันธุ์

ส้มเช้ง ที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยดั้งเดิมมี 2 พันธุ์ สันนิษฐานว่าคนจีนนำมาจากประเทศจีนในสมัยก่อน คือพันธุ์ตูดสตางค์ และพันธุ์สาแหรก สำหรับพันธุ์ตูดสตางค์มีความแตกต่างกับพันธุ์สาแหรกโดยให้หงายดูที่ก้นผล จะเห็นเป็นรูปวงกลมคล้ายเหรียญบาทที่ก้น ลูกจะเล็กกว่าพันธุ์สาแหรกเล็กน้อย ทรงค่อนข้างแป้นกว่า ลูกค่อนข้างดกต้องค้ำกิ่งเพื่อกันกิ่งฉีก จะมีรสหวานและเปลือกบางกว่า ส่วนพันธุ์สาแหรก ลูกจะใหญ่ รูปทรงสวยงามกว่า เปลือกหนา ถ้าซื้อไหว้เจ้าต้องพันธุ์สาแหรก ลูกสวยกว่า เพราะเจ้าสัมผัสแค่ตาเจ้าชอบ แต่ถ้าซื้อกินเอง แนะนำให้เลือกพันธุ์ตูดสตางค์เพราะเรากินจริง ไม่ได้กินทิพย์เหมือนเจ้า จึงต้องการรสชาติดีกว่า แต่ที่จริงแล้วก็แตกต่างกันไม่เท่าไหร่หรอกครับ ส้มเช้งอร่อยต้องอาศัยปัจจัยการปลูกอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่เป็นเพราะสายพันธุ์อย่างเดียว

ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มาใหม่ผลค่อนข้างใหญ่กว่าพันธุ์อื่นแต่รสชาติอร่อยสู้ 2 พันธุ์แรกไม่ได้ เนื้อค่อนข้างฟ่าม ส้มสายพันธุ์นี้มาจากประเทศมาเลเซีย เราจึงเรียกว่า ส้มมาเลย์ หรือเรียก ส้มกิ๊ก คุณสมบัติที่ดีคือ ลูกดกกว่าพันธุ์อื่น และสามารถติดผลได้ตลอดทั้งปี คุณประสิทธิ์บอกว่า เพื่อนที่พิจิตรเคยปลูกส้มสายพันธุ์นี้ พอส้มออกลูกก็ต้องตัดทิ้ง เพราะรสชาติใช้ไม่ได้เลย หนำซ้ำยังฟ่ามอีกด้วย

ปลูกน้อย ราคาดี

ส้มที่ผมไปเห็นที่สวนคุณประสิทธิ์วันนั้นมีอายุประมาณ 2 ปีครึ่ง ซึ่งต้นค่อนข้างสมบูรณ์มาก คุณประสิทธิ์เล่าว่า เก็บเมื่อสารทจีน เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา น้ำหนัก 1,144 กิโลกรัม ได้เงินมาครึ่งแสนกว่าๆ ส้มปกติคิดเป็น 3 เกรด ใหญ่ กลาง เล็ก ถ้าเล็กกว่านี้ถือว่าตกไซซ์ ส้มเช้งขนาด 4-5 ลูก ต่อกิโลกรัม ถือเป็นขนาดใหญ่ ส่วนขนาด 6-7 ลูก ต่อกิโลกรัม ถือเป็นขนาดกลาง ส่วน 8-10 ลูก ต่อกิโลกรัม ถือว่าเป็นขนาดเล็ก และถ้าเล็กกว่านี้ถือว่าตกไซซ์ การบรรจุชาวสวนจะบรรจุเข่งละ 22 กิโลกรัม ในการไหว้ส้ม ชาวไทยเชื้อสายจีนมักจะใช้ส้มสีออกเหลืองในเทศกาลตรุษ สารท ส่วนถ้าใช้ในงานแต่งงานจะใช้ส้มสีเขียว

คุณประสิทธิ์บอกว่า ที่สวนขายเฉพาะส้ม ไม่ขายกิ่งพันธุ์เพราะไม่ต้องการให้มีการขยายไปมากนัก ถึงส้มเช้งดูแลยาก แต่ถ้าขยายกันมากๆ ยังไงๆ ก็จะมีผลผลิตออกมาล้นตลาด ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทั้งหมดสิ้นเนื้อประดาตัวกันอีก เพราะฉะนั้น ขอๆ กันไว้ก่อนนะครับ ผมว่าคิดเป็นนะครับ เพราะเดี๋ยวปลูกกันเยอะแยะ ผลผลิตออกมาล้นตลาด พอไปบอกรัฐบาลช่วย รัฐบาลก็ช่วยไม่ได้ เดี๋ยวต้องติดต่อแม่ค้าจากดาวอังคารมาซื้อ จะพายุ่งกันใหญ่

และต้องขอขอบคุณ คุณสมเกียรติ อังคุณี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการเกษตร และ คุณสรวรรณ ภูธรารักษ์ เจ้าพนักงานการเกษตรปฏิบัติงาน ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ของสำนักงานเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร เบอร์โทรศัพท์ (02) 450-3281 ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและประสานงานไว้เป็นอย่างสูง

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,202 other followers

%d bloggers like this: