ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ มีนาคม 31, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 586

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ

ถ้าเป็นคน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ก็เรียกได้ว่า เป็นสาวเป็นหนุ่มเต็มวัย

27 ปี ถือเป็นวัยฉกรรจ์ เนื้อหนังเต่งตึง หนักแน่น

ได้ข่าวว่า บรรณาธิการท่านหวงนักหวงหนา และประกาศว่า จะไม่ยอมให้ลูกเศรษฐีคนไหนมาดองด้วย

ยกเว้นลูกชาวบ้าน ที่เป็นเกษตรกรเท่านั้น (ฮา)

เพราะท่านบรรณาธิการถือว่า เงินทองของมายา ข้าวปลาเป็น (กิน) จริง

รูปโฉมใหม่ของเทคโนโลยีชาวบ้าน ท่านบรรณาธิการพานิชย์ กำลังจะพาออกจากร้านเสริมสวย

แฟนานุแฟนเทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อเห็นโฉมหน้าแล้ว อย่าลืมเขียนจดหมายไปคุยกันบ้าง

หรือหากใครมีข้อมูลเนื้อหาดีดี ก็ส่งไปร่วมแจม ให้ท่านบรรณาธิการพิจารณาได้

ทุกความรู้นั้น มีคุณประโยชน์ต่อทุกผู้คนที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

เป็นเกษตรกร ยิ่งต้องหาความรู้ และความรู้ทั้งหลายนั้นมีอยู่รอบตัว มิใช่มีอยู่เฉพาะในห้องเรียนสี่เหลี่ยม

หากรู้จักมองหาให้เห็น และคิดเป็น

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ เป็นความรู้เรื่องวิถีชีวิตของคนโบราณ

เรื่องนี้ “บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละ” ท่านเฉลิม ยงบุญเกิด แปลจากเอกสารจีน

วิถีชีวิตของคนโบราณ เป็นอยู่อย่างไร แตกต่างจากวิถีปัจจุบันอย่างไร

บันทึกของ โจวต้ากวาน ทูตจีนที่เข้ามาอยู่ในเมืองเขมรพระนคร เมื่อพุทธศตวรรษที่ 19 ให้ได้รับรู้

ขณะเดียวกัน ภาพสลักรอบระเบียงของปราสาทบายน ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือสิ่งที่แสดงความยิ่งใหญ่ และมั่งคั่ง ของอาณาจักรเขมรพระนคร

เป็นภาพสลักที่แสดงให้เห็นประเพณีพิธีกรรม ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นปกครอง ไพร่ฟ้า และข้าทาส ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง อย่างที่ทูตจีนบันทึกไว้

การเรียนรู้อดีต และเข้าใจ จะทำให้การดำเนินชีวิตในปัจจุบันและอนาคตไม่ขัดข้อง หรือมีอุปสรรค

วิถีชีวิตของคนโบราณหลายเรื่อง ยังนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน หรือแม้แต่ต่อไปในอนาคต

บางเรื่องใช้ในอดีตได้ แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

บันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจนละ เมื่อพิมพ์ครั้งแรกนั้น พ.ศ. 2510

พิมพ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 โดยสำนักพิมพ์มติชน จำหน่ายในราคา 105 บาท

ถึงจะผ่านมาแล้วหลายวัน ก็คงจะไม่ช้านักกับการขอแสดงความยินดีกับซีไรท์คนใหม่

รวมเรื่องสั้นของ คุณแดนอรัญ แสงทอง ชื่อ “อสรพิษ และเรื่องอื่นๆ” พิมพ์โดย สำนักพิมพ์สามัญชน ได้รับรางวัลสำหรับปีนี้

ส่วนผู้ที่ไม่ได้ ก็ไม่ใช่ว่าเขียนไม่ดี ก็อย่าน้อยเนื้อต่ำใจเลิกราผลิตงานเขียน

อันที่จริงแล้ว รางวัลไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าใครเขียนดีกว่าใคร

แต่ความรู้จากเรื่องที่เขียน คนอ่านทั่วไปจะบอกเองว่า

ชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี

คอลัมน์ : กวีชาวบ้าน

เรื่อง : วันวานที่บ้านนา

โดย : จวน ชูส่งแสง

ย้อนวันเยือนเดือนสิบสองน้ำนองหลั่ง

น้ำปริ่มฝั่งคันนายอดหญ้าไหว

ผักน้ำแรกแตกยอดระบำใบ

เอื้องอ่อนใสยั่วยิ้มอยู่ริมคลอง

ออกพายเรืออีโปงโยงราวเบ็ด

เกี่ยวเหยื่อเสร็จดักไซใกล้ใกล้หนอง

ลอยอวนดักทางปลามาช่ำชอง

ก่อนม่านทองปิดฟ้าคราค่ำคืน

ลมพัดพายฉายฉ่ำน้ำฉ่ำฉาย

กระเซ็นสายลอยลำเย็นฉ่ำชื่น

ใต้ต้นจิก ต้นหว้า คาเหยียดยืน

ฝูงปลาตื่นน้ำกระจายใต้เบ็ดราว

ข่ายผลุบโผล่จมมิดเหยื่อติดข่าย

ทุ่นสายส่ายน้ำเหลื่อมกระเพื่อมขาว

กำกุ้งนาติดไซนัยน์ตาวาว

ปลาติดเบ็ดเกล็ดพราวมือคาวคา

คือวันชื่น คืนสบาย หลายปีผ่าน

แต่วันวาน หายไป ให้เสดสา

หายไปไหน ไม่รู้ หอยปูปลา

ทั้งวันหา เหนื่อยใจ ไม่ได้เลย

*เรืออีโปง : เรือซึ่งใช้ท่อนไม้ขุดตรงกลางให้เป็นเร่อง

เสดสา : หมายถึง ความลำบาก (คำใต้)

 

ย้อนอดีต สมัยเป็นนักเรียนแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 586

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.Skytemple.org

ย้อนอดีต สมัยเป็นนักเรียนแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์

เจ้าชายอภัย เลี้ยงดูชีวกด้วยความรัก ทะนุถนอมจนเจริญเติบโตเป็นหนุ่ม ตั้งแต่เวลาที่รู้เดียงสา ชีวกเฝ้าถามเจ้าชายอภัยอยู่เสมอๆ ว่า ใครคือบิดา มารดา ของเกล้ากระหม่อม

เจ้าชายอภัย ตอบด้วยความกรุณาเสมอว่า ลูกเอ๋ยแม้พ่อก็ไม่รู้จักว่าใครคือมารดาของเจ้า แต่พ่อนี้แหละคือพ่อของเจ้า เพราะพ่อได้เลี้ยงเจ้ามา

แม้ชีวกจะได้รับความรักเมตตาจากเจ้าชายอภัยประดุจว่า เป็นบิดาแท้ๆ แต่ชีวกก็รู้สึกว่า ตนเองเป็นกำพร้าอยู่นั่นเอง

แทนที่ชีวกจะน้อยเนื้อต่ำใจใฝ่ต่ำ เพราะตนเองเกิดมามีปมด้อยขาดทั้งพ่อและแม่ หรือคิดว่าตนเองเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าฟ้าแห่งมคธแล้ว ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานผลาญทรัพย์สินของบิดาเลี้ยงเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ตนเองขาดแคลน หรือหาความอบอุ่นให้แก่ตนเองในทางที่ผิด แต่ชีวกกลับพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยความดำริชอบว่า คนที่ไม่มีศิลปวิทยาจะพึ่งราชสกุลนั้นยาก อย่ากระนั้นเลย เราควรเรียนศิลปวิทยาเอาไว้

ขณะนั้นแม้ชีวกจะพึ่งราชสุกลมีความเป็นอยู่เยี่ยงเจ้าชายน้อย แต่ก็ตระหนักหลักแหลมว่า หากไม่มีศิลปวิทยาจะพึ่งคนอื่นต่อไปก็ไม่ง่ายนัก จึงตัดสินใจหาความรู้ใส่ตัว เพื่อจะได้พึ่งตัวเองต่อไปในภายภาคหน้า เพราะการพึ่งตนเองเป็นการพึ่งพาที่ยั่งยืน ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตนเป็นที่พึ่งของตนนั่นเอง

ความคิดแบบนี้ของชีวกโกมารภัจจ์ นับเป็นความดำริชอบประกอบด้วยกุศลอย่างแท้จริง เมื่อความดำริชอบเกิดขึ้นแล้ว การทำ การพูด อื่นๆ ที่จะตามมาก็ล้วนเป็นความถูกต้องชอบธรรมต่อไปตามเหตุปัจจัยและจิตที่ตั้งไว้แล้วอย่างถูกต้อง

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อความคิดของชีวก ตกผลึกดีแล้ว จึงแอบเดินทางออกจากกรุงราชคฤห์โดยมิได้บอกลาเจ้าชายอภัยแต่อย่างใด เขาเดินทางรอนแรมเป็นเวลาหลายวันจนถึงกรุงตักสิลา อันเป็นเมืองที่มีสถาบันการศึกษาที่เรืองนามในสาขาต่างๆ มากมาย ในสมัยนั้น

ชีวกได้ทราบว่า นายแพทย์ทิสาปาโมกข์ มีชื่อเสียงในการรักษาผู้ป่วยจนเป็นที่รู้จักกันทั่วทิศ จึงได้เข้าไปมอบตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ท่านนี้ โดยการแสดงเจตนารมณ์ให้อาจารย์ทราบว่า ท่านอาจารย์ครับ ผมใคร่จะศึกษาศิลปวิทยาครับ

อาจารย์ทิสาปาโมกข์ จึงรับเป็นศิษย์ว่า พ่อชีวก ถ้าเช่นนั้น เธอจงศึกษาเถิด

จากนั้น ชีวกโกมารภัจจ์ จึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชาแพทย์จากอาจารย์ด้วยความตั้งใจดี ด้วยความรัก ความพอใจ ในวิชาที่เรียน ขยันหมั่นเพียรทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เอาใจใส่งานน้อยใหญ่ที่อาจารย์มอบให้ ทำความเข้าใจปรับปรุงประยุกต์ทั้งความรู้และงานภาคสนามอย่างเพลิดเพลินและสนุกกับความรู้ใหม่ๆ ที่ได้รับมาจากอาจารย์และการศึกษาค้นคว้า

พระวินัยปิฎกภาษาไทย เล่ม 5 พรรณนาคุณสมบัติของนักเรียนแพทย์ชีวกไว้ว่า ชีวกโกมารภัจจ์ เรียนได้มาก เรียนได้เร็ว ทรงจำได้ดี ที่เรียนแล้วก็ไม่ลืมเลือน (หน้า 182)

เวลาผ่านไป 7 ปี ชีวกจึงคิดว่า เราเรียนได้มาก เรียนได้เร็ว เรียนได้ดี ที่เรียนแล้วก็ไม่ลืมเลือน และเรียนมาถึง 7 ปีแล้ว ก็ยังไม่จบสักที เมื่อไร เราจะจบศิลปวิทยานี้เสียที คิดดังนี้แล้ว จึงเข้าไปหาอาจารย์ ถามว่า เมื่อไรผมจะจบศิลปวิทยานี้เสียทีขอรับ

นายแพทย์ทิสาปาโมกข์ ไม่ได้บอกว่า เมื่อไรจะจบศิลปวิทยา แต่ได้ให้งานภาคสนามชิ้นหนึ่งว่า พ่อชีวก ถ้าเช่นนั้นเธอจงถือเสียมแล้วเดินไปรอบๆ กรุงตักสิลา ในระยะ 1 โยชน์ พบสิ่งที่ไม่ใช่ตัวยา จงเก็บนำมาด้วย (พระวินัยปิฎก เล่ม 5 หน้า 182)

คำสั่งงานนี้ของท่านอาจารย์ทิสาปาโมกข์คือ ข้อสอบไล่จบการศึกษานั่นเอง แต่ท่านออกข้อสอบด้วยความชาญฉลาด แทนที่จะให้นักศึกษาไปรวบรวมต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นยามาอธิบายสรรพคุณให้ฟัง แต่กลับให้หาต้นไม้ใบหญ้าสิ่งที่มิใช่ตัวยามาให้ดู

ชีวกโกมารภัจจ์ คว้าเสียมเดินทางไปรอบๆ เมืองตักสิลา ในรัศมี 1 โยชน์ หรือ 400 เส้น ขุดค้นต้นไม้ใบหญ้าทุกชนิดที่ได้พบเห็นชนิดพลิกแผ่นดินจนไม่มีเหลือ ต้นไม้ใบหญ้าแต่ละต้นที่ได้พบก็ศึกษาทั้งลำต้น ทั้งกิ่ง ทั้งราก ทั้งใบ ดอก ผล ไม่ให้มีส่วนเหลือเพื่อศึกษาว่า แต่ละส่วนของต้นไม้ใบหญ้าแต่ละชนิดมีสรรพคุณ หรือมีโทษแตกต่างกันอย่างไร

หลังจากเดินขุดค้นศึกษาจนทั่วถึง ไม่มีหลงเหลือ จึงแบกเสียมกลับมาหาอาจารย์ แล้วรายงานผลการขุดค้นศึกษาวิจัยภาคสนามว่า ท่านอาจารย์ครับ ผมเดินไปรอบๆ กรุงตักสิลา ในระยะ 1 โยชน์แล้ว ไม่พบเห็นสิ่งใดที่ไม่เป็นตัวยาแม้สักอย่างเดียว

นั่นก็หมายความว่า ต้นไม้ใบหญ้าทุกชนิดบริเวณรอบๆ เมืองตักสิลา รัศมี 1 โยชน์นั้น ล้วนเป็นยาแทบทั้งสิ้น การออกข้อสอบของอาจารย์เป็นการแสวงหาความรู้อย่างบริสุทธิ์ ไม่ต้องใช้เครื่องมือมาก ประหยัด ไม่ต้องใช้ภาชนะบรรจุต้นไม้ใบหญ้ามานำเสนอแต่อย่างใด บอกความคิดรวบยอดได้ว่า ต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นเป็นยาทั้งสิ้น ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม มิได้ถูกตัด ถอน หรือทำลาย เพื่อนำมาแสดงประกอบการนำเสนอแต่อย่างใด เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปในเวลาเดียวกัน

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาสมัยโบราณเน้นการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยพึ่งพาอาศัย ส่งเสริมซึ่งกันและกัน แต่มิใช่ทำลายสิ่งหนึ่งเพื่อให้สิ่งหนึ่งดำรงอยู่ได้ จึงเป็นการศึกษาที่สมดุลของชีวิตธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสรรพสิ่ง

ท่านอาจารย์ทิสาปาโมกข์ได้รับรายงานการขุดค้นและวิจัยแล้ว จึงประกาศผลการศึกษาวิจัยของนักศึกษาแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์ว่า พ่อชีวก เธอเรียนได้ดีแล้ว ความรู้เท่านี้พอครองชีพได้แล้ว (182)

คำประกาศผลสอบนี้ชี้ว่า การศึกษาของชีวกโกมารภัจจ์ ครบถ้วนจบบริบูรณ์ตามหลักสูตรของสถาบันการแพทย์ศึกษาตักสิลาทุกประการ

คำประกาศของอาจารย์ทิสาปาโมกข์แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งที่บอกว่า เธอเรียนได้ดีแล้ว หมายความว่า คะแนนหรือเกรดการศึกษาของชีวกโกมารภัจจ์ อยู่ในขั้นเรียนดี หรือถ้าเทียบเกรดปัจจุบันก็คือ เกรดเอ

คำประกาศส่วนที่สอง บอกว่า ความรู้เท่านี้พอเลี้ยงชีพได้แล้ว หมายความว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของการศึกษาคือ ให้มีความรู้จนไปประกอบอาชีพให้เลี้ยงชีพได้ การศึกษาเพื่อการเลี้ยงชีพแบบนี้จึงอยู่ที่ความรู้แท้ ที่ได้รับจากกระบวนการศึกษา มิใช่อยู่ที่ใบประกาศ หรือแผ่นกระดาษรับรองเพียงอย่างเดียว แต่การศึกษาที่แท้ต้องมีคุณภาพใช้เลี้ยงชีพได้ พึ่งตนเองได้ อย่างยั่งยืน

เมื่อชีวกจบการศึกษาแล้ว จึงลาอาจารย์ทิสาปาโมกข์กลับบ้านกลับเมือง แม้ชีวกจะผ่านการศึกษาด้านปฏิบัติการ และวิชาการแล้ว แต่อาจารย์ยังมีกิจกรรมสุดท้ายคือ การทำข้อสอบว่า วิชาที่ชีวกเรียนจบไปนั้นจะเลี้ยงชีพตนเองได้จริงหรือไม่ ฉะนั้น ในวันเดินทางกลับ อาจารย์จึงให้เสบียงอาหารติดตัวเพียงเล็กน้อย แม้ชีวกจะเดินทางเร็วแค่ไหน เสบียงอาหารที่น้อยนิด ก็จะหมดลงระหว่างทาง และจุดนั้นนั่นเองคือ จุดทดสอบว่า เมื่อเสบียงหมดลง บัณฑิตจากตักสิลาอันเลื่องชื่อจะเอาชีวิตรอดอย่างไร…

 

ม. เกษตรฯ ตั้ง สถานีตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและคุณภาพอากาศ แห่งแรกของไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011157&srcday=2014-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 586

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ผกามาศ ธนพัฒนพงศ์

ม. เกษตรฯ ตั้ง สถานีตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและคุณภาพอากาศ แห่งแรกของไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน รศ. วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี ได้เป็นประธานแถลงข่าว “โครงการติดตามลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน และมลสารทางอากาศสำหรับประเทศไทย” ซึ่ง คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พัฒนาระบบตรวจวัดสภาพอากาศ รวมทั้งลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน มลพิษในชั้นบรรยากาศ จัดตั้งเป็นสถานีวิจัยเพื่อการตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและคุณภาพอากาศ

รศ. วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “โครงการติดตามลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและมลสารทางอากาศสำหรับประเทศไทย” ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาเทคโนโลยีในการสำรวจ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูล ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและภูมิอากาศ” ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เมื่อปี 2555 โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีหน้าที่ในการพัฒนาระบบตรวจวัดอากาศ รวมถึงลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน มลพิษในชั้นบรรยากาศ และได้มอบหมายให้คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

ดร. ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ และรักษาการคณบดีคณะสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สถานีวิจัยเพื่อการตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและคุณภาพอากาศ นับเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของประเทศไทยที่ใช้ในการวิจัยอิทธิพลของมลสารในบรรยากาศต่อลักษณะอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินในเขตเมือง แตกต่างกับสถานีอุตุนิยมวิทยาทั่วไปคือ “ขอบเขตของการศึกษา” เนื่องจากอุตุนิยมวิทยาเป็นการศึกษาสภาพอุตุนิยมวิทยาในระดับผิวพื้น แต่ขอบเขตการศึกษาของอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินนั้น ครอบคลุมชั้นบรรยากาศที่อยู่ด้านบนในแนวดิ่งด้วย ดังนั้น ผลการตรวจวัดในลักษณะดังกล่าวจึงมิได้ถูกนำไปใช้เพื่อรายงานลักษณะอุตุนิยมวิทยาในชีวิตประจำวัน หากแต่นำไปใช้เพื่อการวิเคราะห์ลักษณะชั้นบรรยากาศที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของมลสารในบรรยากาศ

ส่วนการตรวจวัดมลสารในบรรยากาศ เป็นการตรวจวัดในลักษณะเดียวกับอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน (เก็บข้อมูลตามระดับความสูง) เพื่อนำข้อมูลมลสารในบรรยากาศ และข้อมูลลักษณะชั้นบรรยากาศ มาใช้วิเคราะห์ปรากฏการณ์ หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยข้อมูลมลสารจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศดังกล่าวมิได้ถูกใช้เพื่อรายงานผลกระทบของมลสารทางอากาศที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ที่อาศัยในระดับความสูงของการหายใจ (Breathing zone) ข้อมูลการตรวจวัดทั้งหมดจะถูกนำเข้า/วิเคราะห์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อการพยากรณ์ลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา Weather forecast สำหรับประเทศไทย

ด้าน ผศ.ดร. สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัยโครงการติดตามลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและมลสารทางอากาศสำหรับประเทศไทยนั้น ต้องการที่จะตรวจวัดลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดิน และความเข้มข้นมลสารในบรรยากาศ ที่ระดับความสูงจากระดับพื้นดินที่แตกต่างกัน รวมถึงวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองในบรรยากาศตามระดับความสูง เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการพยากรณ์สภาพอากาศ ทั้งนี้ เนื่องมาจากปัญหาของการเกิดมลสารในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณ ซึ่งมีผลต่อปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิความร้อน การเจริญเติบโตของพืช การเกิดฝน และลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา

ดังนั้น ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม จึงได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ให้ดำเนินการและเป็นผู้รับผิดชอบในการวิจัยเรื่องดังกล่าว โดยจัดตั้งสถานีวิจัยเพื่อการตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและคุณภาพอากาศ ซึ่งมีลักษณะเป็นเสาสูง ขนาดความสูง 117 เมตร ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บตัวอย่าง ตรวจวัดลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาที่ระดับความสูงแตกต่างกัน 5 ระดับ คือ 10 30 50 75 และ 110 เมตร รวมทั้งความกดอากาศและปริมาณรังสีดวงอาทิตย์สุทธิ และแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ตรวจวัดความเข้มข้นของสารและฝุ่นละอองแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ที่ระดับความสูง 30 75 และ 110 เมตร ตรวจวัดมวลของก๊าซเรือนกระจก และเก็บตัวอย่างฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 10 ไมโครเมตร ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของฝุ่นละอองในรอบวัน จากนั้นนำไปวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบออนไลน์ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพยากรณ์ลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา

ผศ.ดร. สุรัตน์ บัวเลิศ เผยว่า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จะต้องมีการควบคุมคุณภาพข้อมูล จัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลหลัก และดำเนินการรายงานข้อมูลมลสารในบรรยากาศที่เกี่ยวข้องกับลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา (Air pollution meteorology) ต่อสาธารณชนในช่องทางที่เหมาะสม รวมทั้งวิจัยเพื่อประเมินระดับของอิทธิพลของมลสารทางอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ต่อลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินสำหรับใช้ในการวางแผนจัดการแบบยั่งยืนต่อไป

 

“มันเทศสีม่วง โอกินาว่า” มีชื่อเสียงระดับโลก มีนาคม 13, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05016151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“มันเทศสีม่วง โอกินาว่า” มีชื่อเสียงระดับโลก

เป็นที่สังเกตว่า ในอดีตการบริโภคอาหารของประชากรโลกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของรสชาติและความอร่อยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันหรือโปรตีนสูง

แต่ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้ว มีประชากรเริ่มหันมาเน้นบริโภคอาหารสุขภาพกันมากขึ้น เน้นในเรื่องคุณค่าของอาหารและประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับเป็นหลัก

อย่างกรณีของ มันเทศ ซึ่งเป็นพืชหัวที่คนไทยหลายคนยังมองว่าด้อยค่าและเป็นอาหารสำหรับคนยากจนเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในมันเทศซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศญี่ปุ่นไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้มีงานศึกษา วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มันเทศที่มีความก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมาก

ขณะเดียวกันประชากรทางแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็หันมาบริโภคมันเทศกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในบางประเทศให้ความสนใจมากกว่าบริโภคมันฝรั่งด้วยซ้ำไป

ปกติแล้ว แหล่งคาร์โบไฮเดรตของคนไทยจะได้จากการบริโภคข้าวเป็นหลัก ในกลุ่มของผู้สูงอายุในทางการแพทย์แผนไทยได้มีคำแนะนำให้ผู้สูงอายุบริโภคมันเทศทดแทนข้าวในบางมื้อ เนื่องจากในหัวมันเทศจะมีแป้งแล้ว ยังมีวิตามินและสารที่เป็นประโยชน์อีกหลายชนิด อาทิ สารเบต้าแคโรทีน สารแอนโทไซยานิน และสารสเตียรอยด์ที่มีประโยชน์อยู่สูง (ในวงการแพทย์เชื่อว่าสารสเตียรอยด์มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและช่วยป้องกันโรคถุงลมโป่งพองในลำไส้ได้)

ในรายละเอียดของการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในหัวมันเทศ พบว่า สารสำคัญที่มีอยู่อย่างน้อย 2 ชนิด คือ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ที่ช่วยในการบำรุงสายตาและมีส่วนช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งได้ มันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานินมากกว่ามันเทศสายพันธุ์อื่นๆ เช่นกัน

เชื่อว่า สารแอนโทไซยานิน นั้น จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ ทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษและช่วยชะลอความแก่ชรา

ในต่างประเทศมีรายงานว่า มีการใช้มันเทศเนื้อสีม่วงเป็นคาร์โบไฮเดรตแทนข้าวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม มันเทศเนื้อสีม่วง จึงมีราคาค่อนข้างแพง ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ในบ้านเราจะขายมันเทศเนื้อสีม่วงถึงผู้บริโภคในราคาที่แพง

เกาะโอกินาว่า มันเทศขึ้นชื่อ

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่ เกาะโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกาะแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเกษตรกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น

ถ้าเป็นไม้ผล มะม่วง ที่เกาะแห่งนี้ผลิตส่งขายทั่วประเทศญี่ปุ่นและปลูกในสภาพโรงเรือน

ในกลุ่มพืชผัก “มะระขี้นกยักษ์” ของโอกินาว่ามีชื่อเสียงระดับโลก

ในกลุ่มพืชไร่ “อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ

ส่วนพืชหัวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มันเทศ โดยเฉพาะมันเทศเนื้อสีม่วง มีรสชาติอร่อยระดับโลก ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้อสีม่วงเข้ม และเนื้อมีความนุ่มนวล ในขณะที่มันเทศเนื้อสีม่วงของที่อื่นส่วนใหญ่จะพบเนื้อแข็งกว่านี้

สวนคุณลี ได้หัวพันธุ์มันเทศเนื้อสีม่วงมาจากเกาะโอกินาว่า มาทดลองปลูกในอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ผลปรากฏว่า มีการลงหัวที่ดีและมีคุณภาพไม่แตกต่างจากที่ปลูกบนเกาะโอกินาว่า

สิ่งที่ต้องยอมรับและเกษตรกรไทยควรนำเอามาเป็นแบบอย่างจากเกษตรกรรมญี่ปุ่น ยกตัวอย่าง มันเทศเนื้อสีม่วง หรือคนไทยที่ไปเที่ยวเกาะโอกินาว่า จะเรียกมันแดงนั้น นอกจากจะมีการจำหน่ายเพื่อการบริโภคสดแล้ว ยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขบเคี้ยว อาทิ Kitkat มันสีม่วง กูลิโกะมันสีม่วง ฯลฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า

ข้อเสนอแนะที่สำคัญ

สำหรับผู้ปลูกมันเทศ

เกษตรกรไทยจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการปลูกมันเทศในอดีตที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษา โดยเฉพาะเรื่องของการให้น้ำ น้ำมีผลต่อการลงหัวของมันเทศ ถ้าต้นมันเทศได้น้ำสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาลงหัว จะได้มันที่ได้น้ำหนักและหัวขนาดใหญ่

ท่อนพันธุ์มันเทศที่ตัดจากต้นมันเทศมาขยายพันธุ์ต่อ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกตัดจากยอดมาเพียง 1 ท่อน เท่านั้น ถ้าตัดยอดที่ 2-3 จากต้นเดียวกัน จะมีผลต่อการให้ผลผลิต

ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า เมื่อใช้ยอดมันเทศเป็นท่อนพันธุ์นั้น ควรจะใช้เพียง 3 รุ่น ควรจะเปลี่ยนมาขยายพันธุ์จากหัวเพื่อปลูกในรุ่นต่อไป

แมลงและโรคศัตรูมันเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการระบาดไม่มากเท่ากับพืชอีกหลายชนิด แต่ที่เห็นว่าเป็นศัตรูที่มีความสำคัญยิ่งก็คือ “ด้วงงวงมันเทศ” เกษตรกรจะต้องเน้นในการป้องกันการระบาดจะดีกว่าพบการระบาดแล้ว ถึงจะมีการฉีดพ่นสารเคมี เมื่อพบการระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากมาก สิ่งที่ต้องพิจารณาและระมัดระวังเป็นพิเศษที่เสี่ยงต่อการระบาดของแมลงชนิดนี้ก็คือ การปลูกมันเทศซ้ำที่เดิมและการป้องกันและกำจัดในช่วงระยะเวลาที่ต้นมันเทศลงหัว

การปลูกมันเทศ ไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม เมื่อปลูกมันเทศไปแล้ว 1 รุ่น พื้นที่นั้นควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ถั่วเขียว ปอเทือง ทดแทนหลังจากที่ต้นถั่วเขียวมีอายุต้นได้ 45 วัน หรือระยะที่ออกดอกให้ไถกลบทั้งต้น จะได้ปุ๋ยพืชสดอย่างดีแล้วค่อยปลูกมันเทศต่อไป

เทคนิคในการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดโรคแมลงสำหรับการปลูกมันเทศ โดยเฉพาะถ้าฉีดเพื่อป้องกันและกำจัด “ด้วงงวงมันเทศ” จะต้องฉีดน้ำยาให้ชุ่มโชกถึงดิน

การเตรียมแปลง

ปลูกมันเทศสีม่วง

ปลูกมันเทศให้ลงหัวได้ดีนั้น ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เรื่องโครงสร้างของดิน ถึงแม้ว่ามันเทศจะปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินร่วนปนทรายมีความเหมาะสมที่สุด สภาพดินที่ปลูกมีผลต่อการลงหัวของมันหรือรูปร่างของหัวมัน

พื้นที่ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยคอก เช่น มูลวัว มูลไก่ ฯลฯ ในอัตรา 1-2 ตัน หรือใส่ปุ๋ยคอกหลังการเตรียมแปลงเสร็จแล้ว โดยหว่านบนสันร่องแปลง

ยกตัวอย่าง พื้นที่แปลงปลูกมันเทศที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดต่อเนื่องมาหลายปี ทางชมรมเผยแพร่ความรู้การเกษตรได้มีการหว่านเมล็ดปอเทืองลงไปในแปลงก่อนที่จะเตรียมแปลงปลูกมันเทศ หลังจากต้นปอเทืองเริ่มออกดอกจะไถกลบทันทีเป็นปุ๋ยพืชสด

ในการเตรียมแปลงปลูก ให้ไถดะก่อน 1 ครั้ง และทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นไถพรวนแปลง 1-2 รอบ หรือใช้โรตารี่ติดรถไถตีดินให้ดินมีความละเอียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้น ให้ยกร่องแปลงปลูกขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 70-100 เซนติเมตร สูง 30-50 เซนติเมตร (ความสูงของแปลงยิ่งมีความสูง ยิ่งส่งผลต่อการลงหัวมันดี) ส่วนความยาวของแปลงปลูกขึ้นกับสภาพพื้นที่ ถ้าจะให้เหมาะสมควรจะปลูกแบ่งเป็นแปลงเล็กๆ โดยแปลงมีความกว้าง 40 เมตร และยาว 80 เมตร เพื่อสะดวกและง่ายต่อการจัดการ

การจัดระบบน้ำ

ในแปลงปลูกมันเทศ

โดยปกติทั่วไปสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันเทศทั่วประเทศ มักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบน้ำในแปลงปลูก ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนอาจจะพึ่งเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าปลูกในฤดูแล้งอาจจะมีการให้น้ำแบบท่วมแปลงบ้างเท่านั้น

แต่การปลูกมันเทศสมัยใหม่ ควรจะมีการจัดระบบน้ำที่ดี

ในแปลงปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศของชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร จะมีการวางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ซึ่งมีรัศมีกระจายน้ำได้ 3-4.5 เมตร

ระบบน้ำดังกล่าว มีข้อดีตรงที่ต้นมันเทศได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้ต้นมันเทศตั้งตัวได้เร็ว พบเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง แต่จะพบข้อเสียตรงวัชพืชจะขึ้นเร็ว ทำให้มีต้นทุนในการกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้น

สำหรับการให้น้ำแบบอื่นๆ อย่างกรณีของการให้น้ำแบบท่วมร่อง ถ้าสภาพดินปลูกเป็นดินเหนียว เมื่อดินแห้งดินจะแข็งและจับตัวกันแน่น มีผลต่อการลงหัวของมันเทศ ทำให้ผลผลิตลดลง

การเตรียม

ท่อนพันธุ์มันเทศ

ในการตัดท่อนพันธุ์ ควรจะตัดให้มีความยาวราว 30 เซนติเมตร จะไม่ลิดใบทิ้ง หรือลิดทิ้งก็ได้ เนื่องจากยอดมันเป็นพืชที่แตกยอดออกมาใหม่ได้ง่าย ถ้าลิดใบทิ้งก็จะทำให้เสียเวลา แต่ยอดมันเทศเมื่อลงปลูกจะตั้งตัวได้เร็วกว่าไม่ลิดใบ การตัดยอดใช้ส่วนที่เป็นยอดจะดีที่สุด สำหรับท่อนที่ 2-3 ลงไป สามารถปลูกให้ผลผลิตได้เช่นกัน แต่การให้หัวจะน้อยลงไปตามลำดับ

เมื่อตัดท่อนพันธุ์มาแล้ว ควรจะมัดรวมกันเป็นท่อนหรือเป็นกำ เอาใบตองหรือกระสอบปุ๋ยห่อมัดเอาไว้ ควรนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาฆ่าแมลงในกลุ่ม “คาร์โบซัลแฟน” เช่น ไฟท์ช็อต จุ่มแช่ไว้นานราว 5-10 นาที จะช่วยลดเรื่องแมลงที่จะติดไปกับท่อนพันธุ์ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้น ให้นำมัดท่อนพันธุ์วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำ เช้า-เย็น ประมาณ 2-3 วัน ยอดท่อนพันธุ์ก็จะมีรากออกมา แสดงว่าท่อนพันธุ์พร้อมปลูกแล้ว

ถ้าจะให้ดี ท่อนพันธุ์มันเทศที่จะตัดควรจะตัดจากต้นที่มีอายุไม่เกิน 45 วัน หรือก่อนที่จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อหยุดยอด ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ จะใช้ท่อนมันเทศ ประมาณ 8,000-16,000 ยอด

การปลูกมันเทศ

สายพันธุ์ต่างประเทศ

ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือปลูก ควรจะมีการให้น้ำในแปลงปลูกอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้น จะปลูกได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการเตรียมหลุมปลูกแบ่งได้ 3 วิธี คือปลูกแบบใช้จอบขุด ปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อน หรือจะปลูกแบบนำท่อนพันธุ์เสียบลงแปลงปลูกเลย

จากการทดลองปลูกทั้ง 3 วิธี พบว่าวิธีปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อนได้ผลดีกว่าวิธีการอื่น เพราะทำได้ง่ายรวดเร็ว ไม่เสียแรงในการขุดดินและท่อนพันธุ์ไม่ช้ำ

ระยะปลูกระหว่างต้น ประมาณ 25-30 เซนติเมตร หากใช้จอบขุดปลูกบนสันร่อง หลุมที่ปลูกควรมีความลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ควรจะวางยอดท่อนพันธุ์ทำมุม 45 องศา ฝังลึกลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนพันธุ์มันเทศและให้ข้อโผล่พ้นดินขึ้นมา ประมาณ 2-3 ข้อ หลังจากนั้น กลบดินให้แน่นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ท่อนพันธุ์โยกคลอน

แต่หากปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำ จะปลูกท่อนพันธุ์มันเทศให้เป็นคู่บนสันร่อง โดยใช้ไม้แหลมกระทุ้งนำไปก่อนทำมุม 45 องศา จากนั้นเสียบท่อนพันธุ์ลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนมันเทศ

ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ ทางชมรมจะใช้ท่อนพันธุ์มันเทศ ประมาณ 11,000-12,000 ยอด ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง

สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ พันธุ์มันเทศสีม่วง ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

 

ขึ้นดอยมูเซอ…พาเที่ยว ชิม “อะโวกาโด” ไม้ผลที่ให้คุณค่ามากมาย แต่น่าเสียดายความนิยมยังน้อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

สกู๊ปพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ขึ้นดอยมูเซอ…พาเที่ยว ชิม “อะโวกาโด” ไม้ผลที่ให้คุณค่ามากมาย แต่น่าเสียดายความนิยมยังน้อย

ผ่านมาถึงช่วงปลายปี บรรดาผลไม้นานาชนิดที่ทยอยพาเหรดออกมาช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ เกือบทุกจังหวัด ทุกภาค ค่อยจางหายไป พร้อมไปกับการเริ่มต้นวัฏจักรรอบใหม่ตามธรรมชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผลผลิตที่จะเกิดขึ้นในฤดูกาลหน้า

ต้นเดือนกันยายน ฝนยังไม่หมด เพราะประเทศไทยจะยังคงได้รับอิทธิพลจากร่องความกดอากาศต่ำที่เลื่อนกลับลงมาทางใต้แล้วจะพาฝนพาดผ่านมาตกในบริเวณจากภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ จึงทำให้จังหวัดในแถบนั้นมีฝนตกชุกอีกครั้งในช่วงสิงหาคม-กันยายน

ถึงแม้ฝนจะยังตก แต่ทีมงานเทคโนฯ จำเป็นต้องเดินทางฝ่าสายฝนจากเส้นทางกรุงเทพฯ ตามถนนพหลโยธิน เพื่อไปพบพระ (มิได้มีนัดหมายพิเศษกับพระรูปใด แต่จะไปอำเภอพบพระ จังหวัดตาก) เพราะทราบมาว่า ที่นั่นปลูกอะโวกาโดแหล่งใหญ่อีกแห่งในประเทศ อีกทั้งผลผลิตกำลังจะหมดลงอีกไม่นาน

“อะโวกาโด” ไม่ใช่ไม้ผลของไทย แต่จากข้อมูลระบุว่า มิชชันนารีชาวอเมริกัน นำเข้ามาปลูกที่จังหวัดน่าน เมื่อ ปี 2507 อีกทั้ง ดร. อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ หัวหน้าสถานีฝึกนิสิตเกษตรปากช่อง ยังได้นำพันธุ์อะโวกาโด (Persea americana Mill.) จากมลรัฐฮาวาย จำนวน 9 สายพันธุ์ เข้ามาปลูกที่สถานีฝึกนิสิตเกษตรปากช่อง (สถานีวิจัยปากช่อง)

ต่อมา ในปี 2518 ได้นำพันธุ์อะโวกาโดมาปลูกอีก จำนวน 14 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ บูช 7 (Booth-7) บูช 8 (booth-8) แคทาลีนา (Catalina) โชเควท (choquette) ฟุค (Fuchs) ฮอลล์ (Hall) แฮสส์ (Hass) ลูลา (Lula) มอนโร (Monroe) เนเดียร์ (Nadir) ปีเตอร์สัน (Peterson) ซิมเมอร์ (Simmonds) เทเลอร์ (Taylor) และพันธุ์วอลดิน (Waldin)

ปัจจุบัน สถานีวิจัยปากช่อง ยังคงรวบรวมพันธุ์อะโวกาโดไว้ เพื่อใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการคัดเลือกพันธุ์ ทดสอบพันธุ์ และปรับปรุงพันธุ์ในอนาคต สำหรับตอบปัญหาให้กับเกษตรกรเกี่ยวกับพันธุ์ที่เหมาะสมที่จะปลูกในสภาพอากาศของประเทศไทยในแต่ละพื้นที่

ความจริงไม้ผลที่มีเปลือกสีเขียว มีรูปร่างผลคล้ายสาลี่ หรือรูปไข่ จนถึงรูปกลมชนิดนี้ จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับกระวาน อบเชย เบย์ลอเรล เป็นที่นิยมรับประทานกันมากในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา เพราะมีสารอาหารที่ประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลาย มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก

ด้วยความที่ อะโวกาโด มีเนื้อเป็นมันเนย รสชาติจืด หารับประทานยากและมีราคาแพง จึงไม่เป็นที่โปรดปรานของบรรดานักชิมไม้ผลในประเทศไทยเท่าใดนัก แต่ระยะหลังกลับพบว่ากระแสความนิยมบริโภคอะโวกาโดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เหตุผลส่วนหนึ่งอาจมาจาก พบว่าเป็นไม้ผลที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย และบางสำนักด้านอาหารยกให้อะโวกาโดเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย หรือมองอีกลักษณะหนึ่งการรับประทานอะโวกาโดควรให้ความสำคัญกับประโยชน์และคุณค่ามากกว่าความอร่อยจากรสชาติ ด้วยเหตุนี้ทำให้คนไทยหันมารับประทานอะโวกาโดกันมากขึ้น

ทริปการเดินทางมาจังหวัดตากในคราวนี้ ทีมงานตั้งใจพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ อะโวกาโด ตั้งแต่เรื่องเผ่าพันธุ์ พื้นที่การปลูก รวมไปถึงตลาดจำหน่าย ในลักษณะเที่ยว…ชิม ความหลากหลายของพันธุ์อะโวกาโด ที่มีหน่วยงานภาคราชการ 2 หน่วยงาน อย่าง กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ดูแลรับผิดชอบจากแหล่งปลูกในพื้นที่ลักษณะที่ต่างกัน

เหตุผลประการหนึ่งจากความสำเร็จของการปลูกอะโวกาโดที่จังหวัดตาก อาจเป็นเพราะพื้นที่จำนวนมากทางภาคตะวันตกของจังหวัดซึ่งมีความเหมาะสม เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และภูเขาสูงที่ติดกับรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า จึงเป็นที่นิยมปลูกอะโวกาโดสร้างรายได้กัน ฉะนั้น ทีมงานจึงต้องบุกขึ้นไปยังแหล่งปลูก ผ่านอำเภอแม่สอด พบพระ และอุ้มผาง

ผอ. ศูนย์วิจัยฯ ตาก

พาทัวร์ อะโวกาโด

กระนั้นการเดินทางหากขาดผู้นำที่มีความชำนาญด้านพื้นที่แล้ว คงไม่ต่างอะไรกับเรือที่ขาดหางเสือ สำหรับทริปนี้ทีมงานได้รับความกรุณาจาก คุณประยูร สมฤทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก ทำหน้าที่เป็นเนวิเกเตอร์นำทาง และเมื่อพวกเราเดินทางมาถึงตาก จึงได้มุ่งหน้าไปที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตากทันที ตามที่ได้นัดหมายกับท่าน ผอ. ประยูร ไว้

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก ตั้งอยู่หมู่บ้านมูเซอ เลขที่ 65 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมือง จังหวัดตาก หากเดินทางมาตามเส้นทางสายจังหวัดตาก-แม่สอด ศูนย์จะอยู่ที่หลักกิโลเมตรที่ 27 หรือตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ตามถนนพหลโยธิน ประมาณ 450 กิโลเมตร ถ้ายังสับสน ลองโทรศัพท์ไปถามเส้นทางได้ที่ (055) 512-131

ศูนย์แห่งนี้เริ่มก่อตั้งเมื่อ ปี 2502 ในช่วงเริ่มก่อตั้งมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่ทดลองปลูกกาแฟทางภาคเหนือ และตั้งชื่อ “สถานีกาแฟดอยมูเซอ” ภายหลังได้มีการทดลองปลูกพืชชนิดอื่น จึงได้เปลี่ยนชื่อต่อมาอีกหลายชื่อ ได้แก่ สถานีกสิกรรมดอยมูเซอ สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตตาก และกระทั่งปัจจุบันใช้ชื่อศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตากหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ)

ตลอดทางที่เข้ามาในบริเวณศูนย์จะมีทิวสนสีเขียวปลูกเป็นทิวยาว อีกทั้งด้านในศูนย์มีเรือนรับรองสำหรับการสัมมนา และด้วยความที่เป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง จึงทำให้ผู้คนหลั่งไหลเดินทางมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่มีอากาศหนาวเย็น ฉะนั้น ภายในศูนย์จึงมีพื้นที่เหมาะกับการตั้งแคมป์บริเวณลานด้านนอก เพื่อสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว นอกจากนั้น ยังมีโรงปลูกกล้วยไม้ และบริเวณที่ปลูกต้นกาแฟด้วย

ผอ. ประยูร จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ ปี 2521 ครั้งแรกเริ่มทำงานที่นิคมสร้างตนเองกิ่วลม จังหวัดลำปาง อยู่ฝ่ายส่งเสริมดูแลเรื่องพืชและประมง ก่อนย้ายมาที่ตาก ใน ปี 2525 เพื่อมารับผิดชอบด้านพืชสวน ที่ดอยมูเซอ ครั้งแรกที่มาประจำมีหน้าที่ดูแลด้านผัก ต่อมา ใน ปี 2528 ได้รับมอบหมายให้ศึกษาเรื่อง อะโวกาโด อีก และทำเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในตอนเริ่มจับงาน อะโวกาโด ผอ. ประยูร ยอมรับว่ายังไม่มีความรู้มาก่อนเลย ทำให้ท่านต้องนำเอกสารตำราจากประเทศที่ปลูกอะโวกาโดหลายแห่งมาค้นคว้า โดยระบุว่าตำราของออสเตรเลียอ่านเข้าใจง่ายทางด้านภาษามากกว่า ฉะนั้น ท่านจึงต้องลงมือปฏิบัติจริงควบคู่ไปกับกางตำราศึกษา ซึ่งกว่าจะรู้จักอะโวกาโดอย่างละเอียด ต้องใช้เวลาศึกษาทุกอย่างเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปี เพราะต้องนำข้อมูลแต่ละด้านมาเชื่อมต่อกันตั้งแต่ต้นชนปลาย และถึงแม้จะมีความรู้ แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะลึกได้ในบางเรื่อง แต่ในขณะนี้ ผอ. ประยูร นับเป็นอีกหนึ่งกูรูที่รู้จัก อะโวกาโด ได้ทุกมิติ

“ภายหลังที่มีการนำมาปลูกที่ดอยมูเซอแล้ว จากบันทึกการทำงานของศูนย์วิจัยฯ สมัยนั้น พบว่า มีปัญหาด้านการปลูกที่ไม่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อได้เข้ามารับผิดชอบด้านอะโวกาโดเต็มตัว จึงได้ลงมือหาข้อมูล ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ และต้องยอมรับว่า ครั้งแรกยังด้อยประสบการณ์มาก จึงทำให้ไม่รู้ว่าการคัดพันธุ์อะโวกาโดให้มีคุณภาพควรทำอย่างไร ได้เน้นยึดตามหน่วยงานมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ หรือ โคเด็กซ์ (CODEX) ที่ระบุว่า เนื้อต้องเหนียว มีสีเหลือง เปลือกหนา และไม่มีไฟเบอร์ จากนั้นจึงเริ่มคัดพันธุ์ตามสเปคดังกล่าว”

จนกระทั่งได้รู้ว่า อะโวกาโด มีดอก Type (ชนิด) A, B แต่พอใช้ตำราไทย ใช้ชื่อว่า ดอก ก, ข ซึ่งความจริงแล้ว Type คือที่มาของเผ่าพันธุ์ อย่างที่เรามักเรียกเผ่ามูเซอ เผ่าอีก้อ ทั้งนี้ อะโวกาโด ในปัจจุบัน มี 3 Type (ชนิด) ได้แก่ 1. เม็กซิกัน 2. กัวเตมาลา และ 3. เวสต์อินเดียน

เม็กซิกัน มีเนื้อแฉะ ให้ผลผลิตน้อย เปลือกบาง ไม่เหมาะกับการขนส่ง นิยมนำไปใช้เป็นต้นตอ เพราะมีข้อดีคือ ต้านทานโรคเน่า ใบเน่า ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรงของอะโวกาโด แต่ข้อดีของเม็กซิกันคือ มีดุ๊ก 6-7 ที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นต้นตอได้ดี มีไขมันมากที่สุด แล้วยังทนอากาศเย็นได้ดีที่สุด

กัวเตมาลา อันนี้เป็นเผ่าการค้า มีลักษณะผลผิวขรุขระ มีเปลือกหนา สีผิวอาจเปลี่ยนจากสีอ่อนไปสู่เขียวเข้มหรือม่วงเมื่อผลแก่ ซึ่งบางพันธุ์อาจไม่เปลี่ยนสีผิว เมล็ดเรียบเล็กค่อนข้างกลม เนื้อหนา ไขมันสูง ชอบอากาศหนาวเย็นปานกลาง

เวสต์อินเดียน ผิวผลเรียบเป็นมัน สีเขียวอมเหลือง เปลือกหนา เมล็ดอยู่ในโพรงเมล็ดอย่างหลวมๆ รสหวานอ่อน ไขมันน้อย ชอบอากาศร้อน

เพราะฉะนั้นแต่ละชนิดจึงมีคุณลักษณะและคุณสมบัติต่างกันไป แต่อาจมีเหมือนกันในบางประการ ส่วนลักษณะดอกของ Type A, B จะต่างกัน ถ้าดอกของ A จะเป็นตัวเมียที่พร้อมจะผสมตั้งแต่เช้า-เที่ยง จะมีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน แต่ไม่ผสมกัน

ดังนั้น ถ้าปลูกเดี่ยวจึงไม่มีผล แต่อาจติดผลได้เฉพาะในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นเท่านั้น จึงมักพบเห็นในลักษณะดังกล่าวบ่อยในเขตการปลูกบนพื้นที่ราบสูง ส่วน Type B ตัวผู้พร้อมผสมตอนเช้า แต่ตัวเมียพร้อมผสมตอนบ่าย ดังนั้น หากต้องการให้มีผลผลิตมาก จึงต้องปลูกสลับกัน

สำหรับพันธุ์อะโวกาโดที่คุ้นเคยในท้องตลาด ได้แก่ พันธุ์แฮสส์ (Hass) ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระมาก ผิวสีเขียวเข้ม เมื่อสุกอาจเป็นสีเขียวหรือม่วงเข้ม ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนัก ประมาณ 200-300 กรัม เนื้อสีเหลือง เมล็ดเล็กถึงขนาดกลาง ช่วงเก็บเกี่ยวผล เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ มีไขมัน 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นพันธุ์การค้า อันดับ 1 ของโลก

บูช 7 (Booth-7) ผลค่อนข้างกลม ผลขนาดกลาง น้ำหนัก ประมาณ 300-500 กรัม ผิวผลขรุขระ สีเขียว เปลือกหนา เนื้อสีเหลืองอ่อน รสดี เมล็ดขนาดกลาง ติดอยู่ในช่องเมล็ดแน่น เมื่อสุกแก่จะมีรอยจุดสีน้ำตาล มีไขมัน 7-14 เปอร์เซ็นต์ ช่วงเก็บเกี่ยวผล ประมาณเดือนตุลาคมถึงธันวาคม อายุ 5 ปี 249 ผล ต่อต้น

ปากช่อง 3-3 (Pakchong 3-3) เป็นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด ผลขนาดใหญ่ ประมาณ 600-700 กรัม เนื้อค่อนข้างเละ ปริมาณเนื้อมาก ผลรูปร่างค่อนข้างกลม บริเวณขั้วผลมีสีแดง เมื่อสุกสีม่วงเข้ม รสปานกลาง ช่วงเก็บเกี่ยวผล เดือนตุลาคมถึงธันวาคม อายุ 5 ปี 110 ผล ต่อต้น

Duke 7 (ดุ๊ก) ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระ ผิวสีเขียวเข้ม เป็นพันธุ์ต้านทานต่อโรครากเน่า เหมาะในการทำเป็นต้นตอ แต่ได้ต้นต่อที่มีขนาดเล็ก เมล็ดขนาดเล็ก น้ำหนักผล ประมาณ 150-300 กรัม รสปานกลาง ช่วงเก็บเกี่ยวผล เดือนตุลาคมถึงธันวาคม

Fuerte (เฟอร์เต้) ผลรูปแพร์ ผิวขรุขระเล็กน้อย ผิวสีเขียวเข้ม เนื้อสีเหลืองครีม เมล็ดขนาดกลาง น้ำหนักผล ประมาณ 150-300 กรัม รสดี ช่วงเก็บเกี่ยวผล เดือนตุลาคมถึงธันวาคม เป็นพันธุ์การค้าของโลก

“ส่วนพันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อการค้าในตอนนี้คือ แฮสส์ (Hass) บางครั้งมีการนำไปเสียบยอดขายได้ ต้นละ 200-300 บาท เพราะพันธุ์นี้มีข้อดีหลายอย่าง ที่เหมาะกับการปลูกเชิงการค้าที่ทางโคเด็กซ์กำหนด ส่วนพันธุ์อื่นอย่างบัคคาเนียร์ เฟอร์เต้ ยังใช้ไม่ได้” ผอ. ประยูร กล่าว

แนะ…เสียบยอด

เป็นวิธีที่ดี แต่ต้องใส่ใจให้มาก

ในประเทศไทยปลูกอะโวกาโดได้ทุกจังหวัด แต่ ผอ. ประยูร ชี้ว่า ควรเลือกสายพันธุ์เผ่าให้เหมาะสมที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ปลูก อีกทั้งควรมีการบริหารจัดการให้ดี จุดอ่อนของอะโวกาโดคือ ต้องใส่ใจ เพราะมีรากอยู่ผิวดิน ซึ่งการถางหญ้าอาจมีส่วนทำให้รากเกิดความเสียหาย แล้วอาจทำให้เชื้อราเข้าไปในรากได้ง่าย ดังนั้น การใส่ปุ๋ยอาจจะต้องเจาะใส่หลุม และไม่ควรใช้ยาฆ่าหญ้ามากเกินไป

ด้านวิธีการขยายพันธุ์ ผอ. เห็นว่า การเสียบยอดจะดีกว่า ทั้งนี้ เนื่องจากการเพาะเมล็ดอาจเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ ซึ่งอาจกลายพันธุ์ไปในทางดีหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม วิธีการเสียบยอดจะเป็นวิธีที่ดี แต่ราคากิ่งพันธุ์อาจสูงไปหน่อย เนื่องจากกระบวนการเสียบยอดเป็นเรื่องที่ลำบากมาก คนที่เสียบยอดต้องทำแบบใกล้ชิดทุกช่วงเวลา เพราะต้นตอมีราคาถึง 25 บาท ถ้าหากเสียบล้มเหลวก็เสียหายทันที และใช่ว่าจะทำสำเร็จทุกกิ่ง เพราะการเสียบยอดมีกรรมวิธีและขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้ความพิถีพิถัน ดังนั้น ความชำนาญจึงเป็นเรื่องสำคัญ การขาดความชำนาญจึงมีโอกาสเสี่ยงสูงมาก หรือแม้แต่วิธีติดตาก็เช่นกัน

“เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า การขยายพันธุ์ด้วยวิธีเสียบยอดดีที่สุด และควรเสียบให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าโคนต้น 60 เซนติเมตร และมีโอกาสรอดมากกว่า จึงแนะนำว่าถ้าเป็นมืออาชีพแล้ว ควรขยายพันธุ์ในแปลง อายุต้นที่ใช้เสียบยอด ไม่ควรต่ำกว่า 1 ปี ต้นอะโวกาโดจะใช้เวลาเจริญเติบโตประมาณ 3 ปี จึงให้ผลผลิตได้ และผลผลิตรุ่นแรกคงได้ราว 10-20 ผล ต่อต้น แต่ถ้าใช้วิธีปลูกแบบสลับพันธุ์ระหว่างแถว อาจทำให้มีผลดกมาก”

รุ่นแรกอย่าให้ดก

เพราะต้นจะโทรมเร็ว

สำหรับระยะปลูกอาจขยับจากระยะเดิม 8×8 เมตร ให้เหลือสัก 5×5 เมตร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนต้น ต่อไร่ ให้มากขึ้น แล้วยังทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นด้วยเช่นกัน แต่การย่นระยะปลูกลงมามีข้อเสียคือ ทรงพุ่ม อาจเบียดกัน ทางแก้ไขคือเพียงแต่คอยตัดแต่งกิ่งอย่าให้ทรงพุ่มเบียดกัน และควรให้มีความโปร่งเพื่อให้แสงแดดลอดผ่านได้สะดวก ข้อสำคัญอย่าปล่อยให้ต้นสูงมาก เพราะลำบากในช่วงเก็บผล ควรตัดแต่งเป็นทรงพุ่มแบบครึ่งวงกลม เวลาตัดแต่งกิ่งอาจใช้ปูนแดงทาที่รอย อย่าไปใช้สี เพราะเป็นการสิ้นเปลือง

“เคยทดลองปลูกอะโวกาโดเพื่อให้ผลผลิตเต็มที่ ประมาณ 1,600 ผล ต่อต้น แต่ถ้าไม่โด๊ปต้นจะตาย เนื่องจากให้ผลมากเกินไป เพราะฉะนั้นเมื่อแรกเริ่มให้ผลผลิต ควรจำกัดไว้ต้นละประมาณ 10-20 ผล ก่อน เพราะฉะนั้นถ้าปลูกดอก A, B คือแฮสส์กับเฟอร์เต้ ถ้าปลูกใกล้กันสลับแถวกัน เวลามีการผสมจะได้ผลดกมาก จนเฟอร์เต้กลายเป็นมูเซอ ที่อยู่ใน Type B”

ต้องการให้ชาวบ้านใส่ใจ

กับการปลูกแบบมีคุณภาพ

สำหรับเป้าหมายของกรมวิชาการเกษตรคือเน้นที่คุณภาพ เพราะที่ผ่านมาได้สอน อบรมชาวบ้านไปหลายรุ่นแล้ว มีพื้นที่ที่ชาวบ้านปลูกทั้งหมดราว 2,000 ไร่ และมักนิยมปลูกตามแนวชายแดนกัน แต่ชาวบ้านที่อบรมไปแล้วกลับไม่ค่อยใส่ใจกับการปรับปรุงคุณภาพ คงมีเพียงเกษตรกรที่พบพระเท่านั้นที่เริ่มศึกษารายละเอียดเชิงลึกกันบ้าง เพราะพวกเขาเหล่านั้นใส่ใจให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เพราะต้องมีเนื้อเหนียว สีสวย ผลสวย

“อีกประเด็นที่ทำให้ อะโวกาโด ขาดคุณภาพคือ มักมีชาวบ้านเก็บผลก่อนถึงเวลาแก่ เพื่อจะได้รีบนำมาขาย จะได้ราคาดี คล้ายกับปัญหาการเก็บทุเรียนอ่อนมาขาย เพราะข้อเสียนี้จะทำให้ลูกค้าที่มาซื้อไปรับประทานแล้วกลับไม่ประทับใจ และมักบ่นว่า อะโวกาโด ที่ดอยมูเซอไม่อร่อย ขาดคุณภาพ ทำให้เสียชื่อเสียง

กรณีอย่างนี้ยกเว้นกลุ่มที่ปลูกส่งขาย ที่จะเน้นปลูกแบบคุณภาพอยู่แล้ว เพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน เพราะฉะนั้นเมื่อนำของคุณภาพไปขายจะได้ราคาที่สูง ยิ่งขายแบบอิงมาตรฐานของโคเด็กซ์แล้วยิ่งได้ราคาสูง อย่างที่เห็นขายกัน ผลละ 70-80 บาท”

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก แนะว่าการเก็บผลอะโวกาโดในช่วงเวลาที่เหมาะสมจะช่วยลดการสูญเสีย ดังนั้น วิธีดูอะโวกาโดว่าสุกหรือไม่ ให้สังเกตที่ก้านขั้วผล ว่ามีสีเหลืองหรือยัง หรืออีกวิธีให้ดูที่สีผิว ถ้าผลสุกสีผิวจะเข้มมาก แต่ถ้าสีผิวอ่อนแสดงว่ายังดิบ เนื้อแข็ง อีกเรื่องคือ การเก็บผลอะโวกาโด คนไทยยังไม่ชำนาญและยังเก็บไม่ถูกต้อง เพราะควรจะเก็บผลที่ติดขั้วมาด้วย การดึงขั้วผลออก อาจทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถ้าดึงทั้งก้านขั้ว โอกาสจะเน่าใช้เวลานาน

“การเก็บผลผลิตอะโวกาโด อย่าง พันธุ์แฮสส์ จะออกดอกราวเดือนตุลาคม-มกราคม แล้วจะไปเก็บได้อีกครั้ง ราวเดือนกันยายนหรือตุลาคมของปีถัดไป จะเห็นว่าช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม จะเริ่มมีผลผลิตออกแล้ว แต่ถ้าเป็นพันธุ์เบามักออกก่อนประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ทั้งนี้ ระยะเวลาเก็บผลผลิตขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แต่มักจะอยู่ ระหว่าง 8-9 เดือน

ช่วงที่ได้ผลผลิตครั้งแรกในราวปีที่ 3 อาจยังได้จำนวนน้อย ประมาณ 20-30 ผล ต่อต้น หรือราว 5 ผล ต่อกิโลกรัม และ 1 ต้น น่าจะได้ประมาณ 6 กิโลกรัม และน่าจะมีรายได้ ประมาณต้นละ 200 บาท ถ้าปลูกสัก 25 ต้น คงมีรายได้ประมาณ 5,000 บาท หลังจากนั้น ในช่วงสัก 10 ปี เมื่อต้นมีขนาดใหญ่ การให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ประมาณ 600-900 ผล ต่อต้น ใน 1 ต้น น่าจะได้ประมาณ 100 กิโลกรัม ดังนั้น ถ้าขาย 3 กิโลกรัม ในราคา 100 บาท ก็น่าจะได้สัก 3,000 บาท ต่อต้น และในพื้นที่ 1 ไร่ อาจมีรายได้จากอะโวกาโด ประมาณ 40,000-50,000 บาท”

ระบบน้ำ ไม่จำเป็น

เพียงแต่ใส่ใจช่วงเริ่มปลูก

ผอ. ประยูร กล่าวถึงปัญหาที่ผลอะโวกาโดขนาดเล็กร่วงหล่น เป็นผลมาจากการให้น้ำน้อยเกินไป ปุ๋ยอาจไม่พอ และการไว้ลูกจำนวนมากเกินไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ควรมีการเด็ดผลออกบ้าง เพื่อรักษาความเหมาะสมของต้น นอกจากนั้น ยังชี้ว่าแอนแทรกโนสคือโรคสำคัญที่มักเกิดเป็นรอยช้ำที่ผล ถ้าหากราคาขายอะโวกาโดสูง อาจเป็นการจูงใจให้ผู้ปลูกหันมาห่อผล เพื่อป้องกันโรคดังกล่าวได้ และคนที่คิดจะปลูกเป็นอาชีพควรใส่ใจ

“การให้น้ำช่วงแรกมีความสำคัญ แต่อาจไม่จำเป็นต้องถึงกับวางระบบ เพียงดูแลให้น้ำอย่างเพียงพอในช่วงระยะแรก เพราะอะโวกาโดไม่ชอบน้ำขังและแฉะ เมื่อต้นโตได้ระยะหนึ่งสามารถทิ้งช่วงการให้น้ำได้ตามความเหมาะสม”

ถ้าถามว่า ปลูกและดูแลง่ายหรือยาก คงตอบว่าพืชทุกชนิดไม่ต่างกัน สำหรับการปลูกเพื่อหวังประโยชน์นั้น ไม่ว่าจะปลูกพืชอะไร คงต้องใส่ใจเต็มที่ สำหรับอะโวกาโดก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องให้ความสนใจและใส่ใจ แต่ไม่ถึงกับทุกระยะ ทุกเวลา และไม่จุกจิก เพียงแต่คุณต้องศึกษาว่าช่วงเวลาการปรับเปลี่ยนของการเจริญเติบโตอยู่ในจังหวะใด แล้วจึงควรมีการสนใจเรื่องการดูแลบำรุงต้นให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเท่านั้น

ปุ๋ย จะใช้เฉพาะช่วงออกดอก ราวเดือนตุลาคมถึงธันวาคม จะใส่ปุ๋ยคอก สูตร 12-24-12 พอเก็บเกี่ยวประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมให้ใส่อีกครั้ง หลังจากนั้น พอเก็บต้นไหน ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ที่ต้นนั้น หรือบางครั้งอาจใส่ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณเดือนกรกฎาคม อาจใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ส่วนปริมาณคงใช้ไม่มาก ประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ปุ๋ยคอกควรใส่ อาจเป็นขี้วัว หรือขี้ไก่ และห้ามใส่ปุ๋ยคอกสด ควรทิ้งไว้สัก 6-7 เดือน จึงนำมาใช้

มอง…ลงทุนแล้วคุ้มค่า

เพราะต้นทุนไม่จุกจิก

ถ้าลงทุนมองดูว่าคุ้มค่า เสียอย่างเดียวมีการให้ความรู้เกี่ยวกับอะโวกาโดน้อยเกินไป ถ้าเมื่อไรมีการโหมประชาสัมพันธ์กันมาก จนทำให้คนทั่วไปสนใจหันมาบริโภคกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว คิดว่าจะมีการปลูกเพิ่มมากขึ้นอีกหลายแห่ง และคนที่ปลูกจะต้องแข่งขันในด้านคุณภาพมากขึ้น เพราะราคาขายเป็นที่จูงใจ

การลงทุนมีเพียงเรื่องต้นพันธุ์ที่หนัก แต่ถ้าเป็นมืออาชีพแล้ว มักใช้วิธีลดค่าใช้จ่ายด้วยการปลูกต้นพันธุ์ไว้ในแปลง แล้วไปเสียบยอด แต่อาจเหนื่อยหน่อย เพราะต้องคอยเดินดูในแปลงตลอด เพื่อสังเกตยอดที่เสียบแต่ละอันว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง สิ่งที่ดีสำหรับวิธีนี้คือ ต้นจะเจริญเติบโตเร็ว ทำให้ประหยัดเวลา สำหรับการปลูกในเรือนเพาะชำในถุงอาจต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น

“ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้รับรู้ถึงประโยชน์และคุณค่าให้มากที่สุด เพราะเมื่อใดที่ผู้บริโภคตื่นตัวหันมารับประทานอะโวกาโดเพิ่มมากขึ้นเมื่อไร คนปลูกคงเพิ่มตามจำนวนความต้องการแน่นอน อย่างตอนนี้บางคนยังไม่รู้จักผลอะโวกาโดเลย รู้จักแต่ชื่อ หรือบางรายยังไม่รู้เลยว่า ต้องรับประทานอย่างไร สิ่งเหล่านี้จึงเป็นอุปสรรคต่ออนาคตการปลูก”

สถานที่จำหน่ายอะโวกาโดที่ตาก มีที่ตลาดดอยมูเซอ เพราะเป็นผลผลิตจากชาวบ้าน โดยขายในราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท และบางร้านขาย 4 กิโลกรัม 100 บาท ส่วนมากเป็นพันธุ์ผสม และยังไม่ค่อยได้คุณภาพดีเท่าไร แต่ถ้าปลูกเชิงการค้ามักส่งเข้าห้างโดยตรง

ให้ประโยชน์ทั้งภายในและ

ภายนอกร่างกายมากมาย

ด้านประโยชน์และคุณค่าของอะโวกาโด ผอ. ประยูร ชี้ว่า อะโวกาโด 1 ผล เท่ากับ ไข่ไก่ 4 ฟอง ซึ่งการบริโภคไข่มากเกินไปอาจเสี่ยง เพราะมีคอเลสเตอรอลสูง แต่อะโวกาโดกลับให้วิตามินอีสูง นอกจากรับประทานผลสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพได้หลายอย่าง

อีกทั้งยังสามารถใช้แปรรูปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้อีก ยิ่งถ้าเป็นลำไส้จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้ ช่วยเคลือบกระเพาะ ช่วยชะลอความแก่ สามารถใช้ทาผิวแทนโลชั่นได้ ทั้งเป็นการช่วยป้องกันแสง ยูวี อีกด้วย จึงเห็นว่าเป็นไม้ผลที่สร้างคุณค่าได้หลายด้าน การรับประทานผลสดสามารถรับประทานได้วันละ 1 ใน 4 ของผลแต่ละวัน ซึ่งส่วนที่ยังไม่รับประทานสามารถห่อใส่ตู้เย็นไว้รับประทานคราวต่อไปได้โดยไม่เสีย หรืออาจแบ่งรับประทานวันละครึ่งผล

“เพราะฉะนั้นถ้าคุณกำลังอยู่ในวงการอาชีพเกษตร หากกำลังมองหาพืชชนิดอื่นที่ต้องการปลูกเพิ่ม ขอแนะนำอะโวกาโดให้เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดที่มองว่าในอนาคตกำลังได้รับความสนใจ และถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามมาที่ศูนย์ได้ หรือหากมีโอกาสเดินทางมาจังหวัดตากให้แวะมาดูของจริงได้” ผอ. ประยูร กล่าว

?

เยี่ยมสถานีทดลองพืชสวน

ดูแปลงเพาะวิจัยอะโวกาโด

สถานที่แรก ที่ท่าน ผอ. ประยูร นำทีมงานมาชมคือ สถานีทดลองพืชสวนพบพระ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ และเป็นสถานที่ทดลองเพาะปลูกพืชหลายชนิด รวมถึงต้นอะโวกาโดที่ปลูกไว้ครั้งแรก ใน ปี 2542

ภายในสถานีแห่งนี้พบว่า มีต้นอะโวกาโดที่ปลูกเพื่อการวิจัยจำนวนมาก แต่ละต้นล้วนมีรูปร่างทรงต้นใหญ่โต ทั้งนี้ เพราะปลูกมานานกว่า 15 ปี แล้วยังพบว่าแต่ละต้นกำลังออกผลทั้งขนาดเล็กและใหญ่ บางผลร่วงลงมาที่พื้นเน่าเสีย เพราะอาจเป็นผลมาจากการติดโรค หรือบางผลอาจแก่จัด

เพื่อเป็นการพิสูจน์รสชาติความอร่อย จึงได้มีการผ่า ปอก อะโวกาโด ให้ทีมงานชิมกันสดๆ ในสวน ซึ่งต้องบอกเลยว่าเนื้อมีรสมัน คล้ายรับประทานถั่วต้ม แล้วไม่มีเส้นใย แต่ยังไม่เท่านั้น ท่าน ผอ. ประยูร ลงทุนเป็นพรีเซ็นเตอร์ควักเนื้ออะโวกาโดทาที่ผิวหน้าและแขน เพื่อยืนยันว่าสามารถทาได้ทันทีโดยไม่เหนียวเลอะเทอะ อีกทั้งยังดูดซึมลงใต้ผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งดีกว่าการทาโลชั่นเสียด้วยซ้ำ

อย่างต้นที่มีผลขนาดเล็กกำลังให้ผลผลิตเป็นพวง ผอ. ประยูร บอกว่า เป็นพันธุ์แฮสส์ (Hass) มีลูกดก ขนาดน้ำหนักประมาณ 250 กรัม จะแก่และเก็บได้ประมาณเดือนตุลาคม (สัมภาษณ์ วันที่ 2 กันยายน 2557)

ระหว่างเดินสำรวจในแปลงปลูก เจ้าหน้าที่สถานีท่านหนึ่งถือผลอะโวกาโดที่มีรูปร่างแปลกกว่าผลอื่นมาให้ดู ซึ่งการที่ผลอะโวกาโดที่มีรูปร่างลักษณะแปลกเช่นนี้ ผอ. ประยูร ให้รายละเอียดว่าเกิดจากการปลูกผสมหลายพันธุ์อยู่ในแปลงเดียว จึงมีการผสมข้ามพันธุ์ไป-มา

นอกจากนั้น ท่านชี้ให้เห็นว่า การปลูกต้นอะโวกาโดเป็นอาชีพควรใส่ใจกับการดูแลเอาใจใส่ หากต้องการให้อะโวกาโดของคุณได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จงอย่าเพียงแค่ “ดู และ แล” เท่านั้น ควรมีการรักษาด้วย เพราะเพียงแค่ดูกับแลเฉยๆ อาจยังไม่พอ ควรมีการรักษาให้ต่อเนื่องด้วยถึงจะสมบูรณ์

ดังนั้น หากต้นใดมีใบและทรงต้นทึบ แสงแดดไม่สามารถลอดผ่าน ควรมีการตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสม และเปิดช่องให้แสงแดดผ่านได้ทั่วทั้งต้น เนื่องจากถ้าส่วนใดที่ได้รับแสงแดดลอดผ่านจะมีลูกได้ง่าย ต่างกับบางส่วนที่มืดทึบแสงน้อย ยากต่อการมีลูก ดังนั้น แสงแดดจึงมีความสำคัญต่อการให้ผลผลิต เพราะถ้าทำได้เช่นนั้น การลงทุน 1-2 ปี น่าจะได้ทุนคืนแล้ว

สถานีทดลองพืชสวนพบพระ ไม่เพียงแค่การปลูกอะโวกาโดเพื่อการวิจัยเท่านั้น แต่หากท่านใดสนใจต้นพันธุ์ มีจำหน่ายในราคาต้นตอละ 25 บาท ถ้าต้องการ ต้องสั่งซื้อล่วงหน้าได้ที่ศูนย์ โทรศัพท์ (055) 512-131

เยี่ยมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพฯ ตาก

ดูการส่งเสริมปลูกอะโวกาโดและพืชเศรษฐกิจ

จากนั้นทีมงานพร้อม ท่าน ผอ. ประยูร เดินทางต่อไปยังเป้าหมายที่ 2 นั่นคือ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) หรือศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูง จังหวัดตาก กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมี คุณธนากร โปทิกำชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ต้อนรับและให้ข้อมูล

สำหรับภารกิจแนวทางการทำงานของศูนย์แห่งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขาบนพื้นที่สูง รับผิดชอบการส่งเสริมอาชีพการเกษตรให้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขาบนพื้นที่สูง โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชที่ถูกต้องและเหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่และชุมชน ได้เน้นการบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนั้น ยังมีความรับผิดชอบในกรอบหน้าที่ต่างๆ ได้แก่ ด้านพัฒนาบุคลากรของศูนย์ให้มีความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ ในการส่งเสริมการปลูกพืชหรือการทำการเกษตรบนพื้นที่สูง และนำองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาของโครงการหลวง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรชาวไทยภูเขา โดยการจัดพื้นที่เพาะปลูกพืช ให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และชุมชน

มีการพัฒนาแปลงสาธิตเรียนรู้ ให้เกษตรกรผู้สนใจสามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ ส่งเสริมปลูกพืชเศรษฐกิจ รวมทั้งคัดเลือกสายพันธุ์พืชที่เหมาะสมบนพื้นที่สูง ที่มีลู่ทางการตลาดดี สามารถสร้างรายได้วิเคราะห์พื้นที่และชุมชนของศูนย์ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบในการจัดทำแผนแม่บทยุทธศาสตร์การส่งเสริมการเกษตรบนพื้นที่สูง และขยายความร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงและภาคเอกชนต่างๆ เพื่อหาตลาดจำหน่ายผลผลิต รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐาน GAP

รวมทั้งการปฏิบัติร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมการทำการเกษตรปลอดภัย มีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสานแทนการใช้สารเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิตและช่วยรักษาสภาพแวดล้อมด้วย

คุณธนากร กล่าวว่า ช่วงนี้ผลผลิตอะโวกาโดของอำเภอพบพระ มีมาก ความจริงบริเวณนี้เป็นแหล่งที่มีศักยภาพในการผลิตอะโวกาโดที่มีคุณภาพสูงมาก ที่สำคัญพื้นที่อำเภอพบพระมีจุดเด่นเรื่องไม้ผล คือจะมีผลผลิตที่ออกก่อนโครงการหลวงถึง 2 เดือน ยิ่งอะโวกาโดเป็นพืชที่มีคุณค่าหลายด้าน ทำให้สามารถขับเคลื่อนในเชิงอุตสาหกรรมไปสกัดเป็นวิตามินอี และผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้หลายชนิด

จากภารกิจหน้าที่การส่งเสริมอาชีพการเกษตรให้กับเกษตรกรชาวไทยและชาวไทยภูเขาบนพื้นที่สูง จึงทำให้ในศูนย์เกษตรที่สูงแห่งนี้ได้มีการนำพันธุ์อะโวกาโดมาจำนวนมากจากหลายแห่ง จะพิจารณาดูว่าชนิดใดที่ประสบความสำเร็จ สามารถปลูกในเชิงพาณิชย์ แล้วจึงนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ปลูกจริง จากนั้นจะได้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพันธุ์ที่เหมาะสมกับอาชีพอย่างกว้างขวางต่อไป

คุณธนากร เคยมีประสบการณ์ผ่านงานโครงการหลวงมาหลายแห่ง ดังนั้น เมื่อมาประจำที่ศูนย์แห่งนี้จึงได้นำแนวทางของโครงการหลวงมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ และบอกว่าพื้นที่ของพบพระถือเป็นแหล่งปลูกอะโวกาโดที่มีคุณภาพและมีผลผลิตได้เร็ว อีกทั้งยังมีสายพันธุ์ต้นตอที่แข็งแรง ทนทาน เพราะมีต้นทุนเดิมในพื้นที่อยู่แล้ว ดังนั้น ที่เหลือจึงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงอะไรมาก

ผอ. ประยูร เสริมว่า ที่ผ่านมาได้พยายามส่งเสริมทั้งความรู้และเทคนิคการปลูกให้แก่ชาวบ้านอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนชาวบ้านยังให้ความสำคัญน้อยทางด้านการปลูกเพื่อคุณภาพ ทั้งนี้น่าจะเกิดจากขาดการประชาสัมพันธ์ถึงคุณค่าและประโยชน์ของอะโวกาโดน้อยมาก จนทำให้ชาวบ้านยังไม่เห็นความจำเป็นของการพัฒนาคุณภาพ

สำหรับวิธีขยายพันธุ์อะโวกาโด ที่ศูนย์รับผิดชอบอยู่ คุณธนากร บอกว่ามี 2 วิธี ที่เป็นเทคโนโลยีถ่ายทอดคือการเปลี่ยนในถุง และเปลี่ยนในแปลง ทั้งนี้จะมีทั้งข้อดี/เสีย ต่างกัน ทั้งนี้ความแตกต่างระหว่างสองแปลง คือ แปลงแรกจากถุงนำไปปลูกลงดิน มีข้อดีตรงที่สามารถบริหารจัดการได้ง่าย ซึ่งถ้ารูปทรงมีเหมือนกันทุกต้น ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่เหลือคงเป็นเรื่องการวางผังการปลูกให้เหมาะสม พร้อมกับการจัดการดูแลให้เต็มที่เท่านั้น

ส่วนแปลงสอง จะใช้วิธีเสียบยอด ซึ่งมีข้อดี คือรวดเร็ว แต่ต้องมีการบริหารจัดการในแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางใดที่ถ่ายทอดจะให้ชาวบ้านพิจารณาตัดสินว่าจะเลือกใช้วิธีใดที่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ชี้ว่าการปลูกในแปลงจะต้องควบคุมปัจจัยหลายอย่าง เขามองว่าวิธีปลูกแบบแรกเป็นการง่ายกว่า ทั้งนี้การเสียบในแปลงก็มีข้อดี คือรากจะได้เดินเร็ว ต้นโตเร็ว แต่ต้องคอยหมั่นดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ดังนั้น ถ้าปลูกไม่มากอาจพอทำได้เพียงลำพัง แต่ถ้าปลูกจำนวนมากเชิงธุรกิจอาจต้องมีการบริหารจัดการให้ดี

นักวิชาการให้รายละเอียดแปลงต้นกล้าว่าเป็นการเปลี่ยนต้นกล้าจากถุง แล้วมาปลูก รุ่นนี้เข้าฝนที่ 2 แล้ว และยังไม่ได้แต่งทรง เพราะรอเข้าช่วงหนาวก่อน แล้วจึงนำกิ่งที่ตัดไปเสียบยอดในอีกแปลง แล้วค่อยแต่งทรง เพื่อจะให้กิ่งหลักเจริญเติบโตขึ้นเป็นลักษณะ 3 กิ่ง กับ 4 กิ่ง และบอกเหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะราคากิ่งพันธุ์แพง จึงมองว่าน่าจะหาประโยชน์ให้ได้เต็มที่ แล้วยังเป็นการลดต้นทุนด้วย

ผอ. ประยูร เสริมว่า เป็นความคิดที่ดีมาก เพราะจะได้ใช้ประโยชน์จากกิ่งล่างสุดในการเสียบยอด เพราะฉะนั้นการเป็นผู้ปลูกอะโวกาโดที่มีคุณภาพควรเริ่มต้นด้วยการเป็นนักคิดเสียก่อน และเสริมต่ออีกว่า การปลูกอะโวกาโดอย่าเพียงแค่มีเป้าหมายต้องการขายผลอย่างเดียว ควรมีการทำกิ่งพันธุ์ ต้นพันธุ์ไว้ด้วย เพราะเป็นการทำอาชีพที่ครบวงจร

คุณธนากร กล่าวยอมรับข้อดีของการปลูกอะโวกาโดตามแนวทางของ ท่าน ผอ. ประยูร ซึ่งเป็นแบบ Type A, B สลับแถวว่า เพื่อให้มีการผสมเกสรข้ามกัน แต่มีบางคนปลูกเพียงต้นเดียวได้ลูกติดผล อันนั้นเป็นเพราะเป็นช่วงอากาศหนาว จึงเป็นเช่นนั้น แต่กลับมาเถียงว่าทำไมต้องปลูกสลับแถว แบบใช้ 2 Type ซึ่งเป็นความยุ่งยาก

ความจริงมีสายพันธุ์อะโวกาโดจำนวนมากถึงกว่า 20 สายพันธุ์ แต่ทางศูนย์จะรวบรวมไว้เฉพาะพันธุ์ที่สำคัญทางการค้าจำนวน 8 สายพันธุ์ เท่านั้น และที่สถานีจะกำหนดปลูกแปลงทดลองอะโวกาโดไว้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มพรีเมี่ยมกับสแตนดาร์ด ซึ่งพรีเมี่ยมคือ แฮสส์กับพิ้งเคอตัน สำหรับสแตนดาร์ดคือ ปีเตอร์สัน บู๊ธ บัคคาเนียร์ เป็นต้น ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมด 70 ไร่ แบ่งเป็นปลูกอะโวกาโด จำนวน 25 ไร่

นอกจากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง) จะปลูกอะโวกาโดแล้ว ยังปลูกพืชอื่น เช่น พลับหวาน กาแฟ (ไม่มาก) เพราะที่ศูนย์จะเน้นปลูกพืชเชิงอนุรักษ์บนพื้นที่สูง พยายามให้เกษตรกรทำเกษตรแบบวิถีเชิงอนุรักษ์ให้ได้ อีกทั้งยังส่งเสริมภูมิปัญญาในการปลูกพืช ที่เรียกว่า “การปลูกพืชเหลื่อม” อย่างการปลูกข้าวโพดร่วมกับพริก หรือข้าวโพดกับถั่วลิสง เป็นต้น

ทั้งนี้ คุณธนากร ได้พาทีมงานไปเยี่ยมชมแปลงปลูกพืชเหลื่อมของชาวบ้านในโครงการนำร่องเป็นไร่ที่ปลูกพืชเหลื่อมโดยปลูกข้าวโพดกับพริกพันธุ์ซุปเปอร์ฮอตในแปลงเดียวกัน พอถึงช่วงเวลาเก็บข้าวโพดล้มต้นเหลือแต่พริก เป็นพันธุ์พริกที่ชาวบ้านเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เอง ต้นพริกเจริญงอกงามเพราะได้ปุ๋ยในดินจากข้าวโพด

คุณธนากร บอกว่า สำหรับเกษตรกรต้นแบบที่สนใจมีอยู่ 7 ราย และในกลุ่มนี้มีความสนใจจริงจังถึงกับติดต่อไปหาศูนย์เพื่อขอความรู้ และมีจำนวน 2 ราย ที่ปลูกล่วงหน้าไปแล้ว โดยไปซื้อต้นกล้ามาจากทางโครงการหลวง ดังนั้น อีกไม่นานมีการขยายพื้นที่ในลักษณะนี้ไปยังหลายตำบล

ส่วนแปลงนำร่องตัวอย่างเป็นของ คุณเยน พิทยเชียร บ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 11 ตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก 63160 เกษตรกรหัวไว ใจสู้ และใช้ต้นกล้าตามโครงการอะโวกาโดพันธุ์ดี จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตาก (เกษตรที่สูง)

“เป็นพื้นที่ของชาวบ้าน จำนวน 5 ไร่ ใช้ต้นกล้าเปลี่ยนยอดพันธุ์ปลูกเนื้อที่ 2 ไร่ ส่วนอีก 3 ไร่ ปลูกต้นสต๊อก เพื่อจะได้นำกิ่งยอดพันธุ์จาก 2 ไร่ มาขยายในพื้นที่ 3 ไร่ เป็นวิธีการขยายพันธุ์ที่ชาวบ้านได้รับการถ่ายทอดมาจากทางศูนย์และปลูกมาฝนที่ 2 เป็นพันธุ์แฮสส์ ร่วมกับอีกหลายพันธุ์ในแปลงที่มีจำนวน ประมาณ 200 กว่าต้น เพื่อปลูกเชิงพาณิชย์

แต่ละพันธุ์ล้วนผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถปลูกได้ในสภาพพื้นที่เหมาะสม ส่วนการวางระบบน้ำอาจไม่จำเป็น เพียงแต่ช่วงแรกที่เริ่มปลูกควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ต้องชุ่ม เมื่อต้นโตแข็งแรงอาจปล่อยให้ใช้น้ำฝนตามฤดูกาลได้”

ท้ายสุด คุณธนากร ฝากบอกว่า เหตุที่ต้องการมาส่งเสริมการปลูก เพราะว่าอะโวกาโดพันธุ์ท้องถิ่นขาดคุณภาพ กลิ่นไม่หอมและมีเสี้ยน อีกทั้งชาวบ้านมักเก็บผลผลิตขณะที่ยังไม่แก่จัด จึงทำให้รสชาติขาดความอร่อย เมื่อนำไปขายผู้บริโภคชิมแล้วเกิดความไม่ประทับใจ เกิดทัศนคติที่ไม่ดีทันที จึงขาดความน่าสนใจ ทั้งๆ ที่เป็นไม้ผลที่มีคุณค่ามากและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ฉะนั้น จากนี้ไปหากคนปลูกใช้พันธุ์ดี ปลูกอย่างมีคุณภาพแล้วเก็บผลผลิตเมื่อแก่จัด 3 องค์ประกอบนี้ จะผลักดันให้อะโวกาโดบนพื้นที่ของชาวบ้านทุกแห่งสามารถจำหน่ายแข่งขันด้วยคุณภาพกับอีกหลายประเทศได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนปลูก หรือท่านใดที่สนใจต้องการหาซื้อผลผลิตและต้นพันธุ์ ติดต่อได้ที่ ผอ.ประยูร สมฤทธิ์ โทรศัพท์ (081) 373-0941 หรือ คุณธนากร โปทิกำชัย โทรศัพท์ (081) 724-8013

…และนี่ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจเกินร้อยของภาคราชการ 2 หน่วยงาน ที่ผนึกกำลังร่วมมือกัน ในอันที่จะผลักดันสร้างอะโวกาโด เพื่อให้มีคุณภาพ สร้างรายได้ที่ดีกับผู้ปลูก และสร้างคุณค่าประโยชน์มากมายกับผู้บริโภค

แวะตลาดดอยมูเซอ

ซื้อ อะโวกาโด กลับบ้าน

เสร็จจากการดูแปลงนำร่องของเกษตรกร ทีมงานเดินทางลงมาอีกครั้ง เพื่อแวะมาดูตลาดชาวเขาดอยมูเซอที่เป็นแหล่งจำหน่ายอะโวกาโด

ตลาดชาวเขาดอยมูเซอ ปัจจุบัน มี 2 แห่ง คือตลาดเก่าและใหม่ ซึ่งอยู่ห่างกันเพียง 1 กิโลเมตร เท่านั้น เพียงแต่อยู่กันคนละฝั่งถนน ตั้งอยู่ริมถนนสายตาก-แม่สอด ถ้าหากเดินทางลงมาจากแม่สอดจะถึงตลาดเก่าอยู่ทางซ้ายมือ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 28 (สังเกตจากร่มกันแดดที่วางเรียงรายเป็นแถวยาว) ต่อจากนั้นเพียง 1 กิโลเมตร ทางฝั่งขวามือจะพบตลาดมูเซอใหม่ (อันนี้มีป้ายเห็นชัดเจน)

เมื่อเดินทางมาถึงตลาดพบว่า บางร้านยังพอมีอะโวกาโด ซึ่งตั้งราคาขายไว้ 3 กิโลกรัม 100 บาท หรือบางร้าน ขาย 4 กิโลกรัม 100 บาท

เจ๊อ้วน เป็นแม่ค้าขายอะโวกาโด บอกว่า รับมาจากทางพบพระบ้าง ทางมูเซอบ้าง มาส่งที่ร้านโดยเจ้าของสวนบ้าง หรือบางครั้งเป็นพวกรับจ้างเก็บแล้วนำมาส่งขาย สำหรับช่วงนี้ใกล้จะหมดแล้ว (2 กันยายน 2557) เทศกาลผลผลิตอะโวกาโดจะเริ่มมีขายตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ยิ่งเดือนสิงหาคมจะมีมาก พอถึงเดือนกันยายนใกล้หมด พันธุ์ที่ขายมี 2 พันธุ์คือ พันธุ์โกโก้ และพันธุ์แฮสส์

เจ๊อ้วน บอกว่า พันธุ์ที่ขายทั่วไปคือ โกโก้ และขายดี ส่วนพันธุ์แฮสส์เนื้อจะเหนียวและแห้ง มีราคาแพง จะขายกิโลกรัมละ 100 บาท แต่ที่ตามห้าง ขายผลละ 80-90 บาท และมีผลผลิตออกช้ากว่าโกโก้ ทั้งนี้ จำนวนอะโวกาโดที่ขายของแต่ละร้าน ปีละประมาณ 1 ตัน รับมาขายคราวละ 100-200 กิโลกรัม ลูกค้าที่ซื้อเป็นนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวต่างชาติชอบมาก พอเห็นขายราคาถูกซื้อกันมากมาย และพวกเขานิยมบริโภคสด ไม่ต้องเติมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลทราย

จากนั้น เจ๊อ้วน จัดแจงให้เด็กที่ร้านปอกอะโวกาโดให้ทีมงานชิมกันสดๆ แหม!…ต้องบอกว่า รสชาติมัน อร่อย แถมบางคนขอน้ำตาลใส่ลงไปหน่อยเพื่อสร้างรสชาติ

ถามเจ๊อ้วนว่า ที่ผ่านมาคิดว่าลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักอะโวกาโดดีแค่ไหน?? เจ๊อ้วน เล่าว่า มีลูกค้าหลายรายที่ยังไม่รู้จักอะโวกาโดเลย พอมาเห็นที่ร้าน เจ๊อ้วนจะบรรยายสรรพคุณให้รู้กัน เพราะเป็นไม้ผลที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย สามารถทำเป็นอาหาร อย่าง สลัด หรือทำเป็นขนม อย่าง ไอศกรีม หรือแม้แต่ใช้หมักผม ยังทำให้เส้นผมสวยเป็นเงางามและแข็งแรงด้วย

ถึงแม้ อะโวกาโด จะเป็นไม้ผลที่มีรสชาติไม่ถูกลิ้นคนไทยสักเท่าไร แต่เมื่อมองดูจากประโยชน์มากมายอย่างนี้ หวังว่าคนไทยจะหันมาบริโภคอะโวกาโดกันมากขึ้น โดยอาจปรับความเหมาะสมของเมนูอาหารให้มีความคลาสสิกเพื่อให้สอดคล้องกันกับรสชาติอะโวกาโด อย่างเช่น อาจนำมาจิ้มน้ำพริกแทนผัก นำมาใส่สลัด ใส่ในลอดช่องน้ำกะทิ ลองใส่ในไอศกรีม เท่านี้คิดว่าท่านคงได้ประโยชน์จากอะโวกาโด

ขณะเดียวกัน ถ้าทุกคนเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาบริโภคอะโวกาโด-กันเพิ่มมากขึ้น กำลังใจของคนปลูกต้องเพิ่มมากขึ้น ทุกคนจะทุ่มเทปลูกด้วยคุณภาพกันมากขึ้นกว่าเดิม และเมื่อใดที่จำนวนอะโวกาโดมีอยู่ทั่วไปในตลาด เมื่อนั้นราคาอะโวกาโดคงไม่แพงอย่างในตอนนี้เป็นแน่

เป็นอันว่า ทริป เที่ยว…ชิม อะโวกาโด ที่จังหวัดตาก ของทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เสร็จเป็นที่เรียบร้อย พวกเราออกเดินทางพร้อมกับอะโวกาโดจากร้านเจ๊อ้วนกลับกรุงเทพฯ ไปฝากคนทางบ้านกัน เพราะจากนี้พวกเราทุกคนต่างรู้ว่าคุณค่าและประโยชน์ของอะโวกาโดนั้นมีมากมาย แล้ววันนี้ท่านรู้จัก อะโวกาโด ดี…แค่ไหน??

 

คัดเค้า…ใครคลอเคลีย เคียงคู่ คงคลั่งไคล้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

คัดเค้า…ใครคลอเคลีย เคียงคู่ คงคลั่งไคล้

คิดเคล้าคลึง ครวญคร่ำ คอยเคียงคู่

คลับคล้ายอยู่ อย่างเคลิ้มไป ไม่คัดค้าน

คงครอบคลุม พุ่มลูบคลำ หอมคืบคลาน

คัดเค้าบาน พวงคล้อย คอยเคลียคลอ

ชื่ออื่น : คัดเค้าหมู คัดเค้าหนู ตังขุย ตังผี ตังหยู มะกั่งหผี หูชะลวง ลิเถือน หนามลิดเค้า จีเค้าพระยาเท้าเอา

ชื่อสามัญ : Siamese randia

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oxyceros horridus (Lour.)

ชื่อวงศ์ : Rubiaceae

ถิ่นกำเนิด : เอเชียเขตร้อน ประเทศไทยพบบริเวณป่าดิบชื้นโปร่ง บริเวณภาคกลางและภาคเหนือ

ข้อมูลทั่วไป :

ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักดอกคัดเค้าผ่านเพลงพื้นบ้านภาคกลาง (แต่บางข้อมูลเขียนว่า เป็นคำพังเพย) ที่มีเนื้อร้องว่า “แม่ดอกโสนบานเช้า พ่อดอกคัดเค้าบานเย็น?” ก็มีผู้สงสัยอีกนั่นแหละ เพราะที่เคยได้ยินบ่อยกว่ากลับเป็นเนื้อเพลงที่ว่า “แม่ดอกโสนบานเช้า พ่อดอกสะเดาบานเย็น” ก็เลยไถ่ถามกันว่า เนื้อเพลงไหนถูกต้องกันแน่ อันไหนมาก่อน อันไหนมาหลัง ทราบเพียงว่า แม่ดอกโสนบานเช้า พ่อดอกสะเดาบานเย็น นั้นเป็นท่อนแรกของเพลง โสน สะเดา ซึ่งประพันธ์ โดย ครูไพบูลย์ บุตรขัน และมีนักร้อง ร้องกันหลายคู่ เริ่มจาก คู่แรกคือ พร ภิรมย์ ร้องคู่กับ ผ่องศรี วรนุช ต่อมาเป็น พยงค์ มุกดา กับ ศรีสอางค์ ตรีเนตร ยอดรัก ร้องคู่กับ สุนารี และสุดท้ายร้องโดย กัปตัน ภูธเรศ กับ เปาวลี พรพิมล ร้องเป็นเพลงประกอบละคร เรื่องสายฟ้ากับสมหวัง ทำให้หลายคนคิดว่ามีการแปลงเนื้อเพลงจาก “แม่ดอกโสนบานเช้า พ่อดอกสะเดาบานเย็น” ไปเป็น “แม่ดอกโสนบานเช้า พ่อดอกคัดเค้าบานเย็น…” หรือไม่

และทหารเรือเมื่อก่อนชอบเอามาร้องเล่นเป็น

ดอกโสนบานเช้า ดอกคัดเค้าบานเย็น

ดอกประดู่เป็นคู่เล่น เช้าเช้าเย็นเย็น…ไม่เห็นมา

ดอกโสนโรยร้าว ดอกคัดเค้าโรยรา

ดอกประดู่ไม่เห็นมา ใครจะซับน้ำตาให้เอย…

แต่อย่างไรก็ตาม อาจารย์เรืองอุไร กุศลาศัย ได้เขียนถึงดอกคัดเค้าไว้ใน “หนังสือดอกไม้หอมเมืองไทย” ว่า

ดอกเอ๋ยดอกคัดเค้า ครึ่งลำเถาครึ่งต้นทนทานเหลือ

หนามแหลมโค้งโง้งงอกออกคู่เครือ หวังแผ่เผื่อป้องกันภยันตราย

เพราะดอกเจ้าขาวลออบริสุทธิ์ หอมแรงดุจเด็ดดมสมมาดหมาย

แต่เย็นย่ำคุงค่ำ ณ คืนปลาย กลิ่นกระจายซาบซึ้งติดตรึงเอยฯ

ทำให้เราได้รู้ว่า คัดเค้า เป็นไม้รอเลื้อย มีความทนทาน มีหนามแหลมโค้งขึ้นเหมือนเขาควาย ยาวไม่เกิน 1 นิ้ว แหลมคม แข็งแรง เหนียวอึดยึดแน่นทนนาน…ไม่หักหรือหลุดง่าย ทำให้มีการขนานนาม คัดเค้า ว่าเป็นต้นไม้ที่เป็น…ภูมิปัญญาไทยต้นไม้จับโจร ชาวบ้านมักจะปลูกต้นคัดเค้าให้พันเลื้อยขึ้นตามแนวรั้วบ้าน เพราะด้วยความเชื่อว่า นอกจากเป็นต้นไม้จับโจรแล้ว ยังสามารถช่วยกันผีได้ด้วย เพราะนอกจากจะได้เถา ได้ใบ ช่วยบังตาแล้ว ยังได้ทีเด็ดหรืออาวุธของคัดเค้า…คือ หนาม ต้นคัดเค้ามีลักษณะเป็นกับดักที่ดีมากตามธรรมชาติสร้างสรรค์ คือมองข้างนอกจะดูเป็นเถาไม้รั้วเลื้อยสวยๆ หอมๆ…สวยใสไร้พิษสง แต่ถ้ายื่นมือเข้าไปในพุ่ม ก็จะติดกับดักหนามเกี่ยว เหนี่ยวไว้ ถ้าคิดจะชักมือหรือดึงกลับออกมาก็จะโดนคมหนามโค้งจิก ข่วน…สาหัสแน่ๆ น่าจะเหมือนตกไปในพงลวดหนาม และหนามแหลมโค้ง ที่ออกจากโคนใบคล้ายเขาควาย ข้อละ 1 คู่ นับเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของคัดเค้าที่จดจำได้ง่าย

นอกจากเป็นต้นไม้จับโจรแล้ว คัดเค้า ยังได้สมญานามอีกหลายชื่อตามคุณสมบัติที่มีอยู่ เช่น ไม้หอม ยาไทยใกล้ตัว หรือ ความหอมอย่างไทย จากป่าไทย หรือ สมุนไพรไทย ต้านโรค บำรุงสุขภาพ หรือ คัดเค้า เป็นทั้งยาและไม้ประดับ

เรื่องการบานของดอกไม้ 2 ชนิด ตามเนื้อเพลง “แม่ดอกโสนบานเช้า พ่อดอกคัดเค้าบานเย็น?” ทำให้หลายคนมีความเชื่อว่า ดอกโสนบาน ต้องบานตอนเช้าๆ และดอกคัดเค้าต้องบานตอนเย็นๆ แต่เอาเข้าจริง เห็นเจ้าดอกไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้ บานตลอดทั้งวัน แต่บางคนก็บอกว่าเคยเห็นดอกโสนบานตอนเย็น ส่วนดอกคัดเค้านั้นไม่รู้จักและไม่เคยเห็นต้นจริงๆ ได้ยินจากเนื้อเพลงเท่านั้น เลยไม่รู้บานตอนไหน ความจริงดอกคัดเค้าเป็นดอกไม้ไทยที่ได้รับความนิยม และรู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยในอดีต โดยเฉพาะแฟนเพลงลูกทุ่งจะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะมีเพลงลูกทุ่งยอดนิยมเพลงหนึ่งชื่อเพลง “แสบหัวใจ” ผู้แต่งเพลงยังนำดอกคัดเค้ามาเปรียบเทียบกับสตรีที่สวยสดงดงาม ดังเนื้อเพลง ซึ่งมีว่า “โอ้แม่ดอกคัดเค้า น้องจะเอาคนไหนบอกมา…” เป็นต้น แต่ช่วงหลังๆ รู้จักกันน้อยลง ถึงกระนั้นก็ตามยังมีกล่าวถึงดอกคัดเค้าใน เพลง หมดหัวใจยกให้เธอ ซึ่งเป็นเพลงประกอบละครเรื่อง ต้มยำลำซิ่ง ทาง ช่อง 3 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เนื้อเพลงท่อนนี้คือ “…ดอกโสนบานเช้า ดอกคัดเค้าบานเย็น แต่บานไม่เว้น ก็คือดอกรักในหัวใจ…” ร้องโดย ภัทรภณ โตอุ่น คำร้อง/ทำนอง โดย สำอาง บางกอก และเรียบเรียงโดย ปิยะวุฒิ ณ บางช้าง นับเป็นการนำเสนอหรือประชาสัมพันธ์ให้มีการรู้จักดอกคัดเค้ากันมากขึ้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้พุ่ม หรือไม้พุ่มรอเลื้อย ไม่ผลัดใบ บริเวณข้อมีหนามโค้งแหลมเกิดเป็นคู่ๆ อยู่ตรงข้ามกัน ออกจากโคนใบคล้ายเขาควาย ข้อละ 1 คู่ เป็นเอกลักษณ์ของคัดเค้าที่จดจำได้ง่าย เรือนยอดไม่เป็นระเบียบ กิ่งก้านหนาแน่นแตกตั้งฉากกันออกตรงข้าม อาจตัดแต่งรูปทรงได้ เปลือกนอกสีเทา มีรูระบายอากาศมาก แตกร่องตื้นๆ ยาวตามลำต้น เปลือกในสีขาว

ใบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปใบกลมรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนาเหนียวแข็งเป็นมัน หลังใบเรียบสีเขียวเข้มและเป็นมัน ท้องใบเรียบลื่นและมีสีอ่อนกว่า

ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกดอกเป็นกระจุกบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่ง หรือบริเวณปลายกิ่ง แต่ละช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 10-25 ดอก ดอกย่อยมีขนาดเล็กสีขาวและมีกลิ่นหอม ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ลักษณะคล้ายดอกเข็ม ดอกมีกลีบดอก 5 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่กลีบดอกจะบิด ที่โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้น กลีบเลี้ยงสีขาวอมสีเขียว โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกแหลม ดอกจะบานพร้อมกันทั้งช่อ ดอกเริ่มบานสีขาวนวล เปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลในวันต่อมา กลิ่นหอมแรงช่วงเย็นถึงกลางคืน ออกดอกช่วงปลายฤดูฝนจนถึงช่วงฤดูหนาว แต่บางข้อมูลระบุออกดอกในช่วงฤดูหนาว (ธันวาคมถึงมกราคม) หรือออกดอกในช่วงฤดูร้อน (เมษายนถึงพฤษภาคม)

ผล ผลเป็นพวง หรือเป็นกลุ่ม ทรงกลมหรือรี ฉ่ำน้ำ ผิวเรียบและเป็นมัน ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ เด็กๆ ชอบนำผลคัดเค้ามาเล่นเป็นลูกกระสุนเครื่องยิง ที่เรียกว่า อีโบ๊ะ หรือ อีโพละ

เมล็ด มีขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ

การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด ปักชำ และตอนกิ่ง

สภาพแวดล้อมเหมาะกับการเจริญเติบโต ชอบแดด เติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำได้ดี มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณทางสมุนไพร

ทั้งต้น แก้เสมหะ และโลหิต บำรุงโลหิต แก้ไข้

เปลือก ต้น แก้เสมหะและโลหิตซ่าน รีดมดลูก แก้เลือดออกในทวารทั้งเก้า

หนาม แก้ฝีประคำร้อย แก้พิษฝีต่างๆ ลดไข้ ลดความร้อน แก้ไข้พิษไข้กาฬ

แก่น ฝนน้ำรับประทานแก้ไข้

ใบ แก้โลหิตซ่าน แช่น้ำดื่มแก้ไข้

ราก แก้ไข้ และเลือดออกตามไรฟัน แก้เสมหะ ช่วยขับเลือด ขับลม

ดอก แก้โลหิตในกองกำเดา แก้เลือดออกตามไรฟัน

ผล ปรุงเป็นยาต้มฟอกโลหิตระดูที่เน่าร้ายของสตรี เป็นยาขับประจำเดือน ฟอกเลือด บำรุงโลหิต

รากและผล ขับระดู บำรุงโลหิต ขับฟอกโลหิต แก้ท้องเสีย

รากหรือแก่น ฝนน้ำกินแก้ไข้

ประโยชน์อื่นๆ : ยอดอ่อน นำมาปรุงอาหาร เช่น ยำใส่มะพร้าวคั่ว ผลอ่อน และผลแก่ ใช้รับประทานเป็นผักเหนาะหรือผักสดร่วมกับน้ำพริก โดยรับประทานสดหรือนำมาลวกให้สุก ผลคัดเค้ามีสารจำพวกไตรเทอร์ปีนซาโปนินที่มีฤทธิ์เป็นยาเบื่อปลา ผล มีสารจำพวกไตรเทอร์ปีนซาโปนิน มีฤทธิ์เบื่อปลา

 

พฤกษาสูงยาวสุดสอย แต่ ด้วง-หนอน ตัวน้อย…สอยถึง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาสูงยาวสุดสอย แต่ ด้วง-หนอน ตัวน้อย…สอยถึง

พฤกษ์ใดสล้างลูก เหลือหลาย

ฝูงวิหคกลุ้มกราย แกล่ใกล้

ยามผลหล่นกระจาย กำจัด

นกบ่มาจับไม้ ที่ต้นสักตัว

จากโคลงโลกนิติ บทที่ 315 อ่านแล้วชวนให้คิดปลงถึงต้นมะพร้าวยอดด้วน ที่ยืนเดี่ยวโดดโด่ สูงยาวไร้ใบ เหมือนเพลงของ วงดิอิมพอสซิเบิ้ล ที่ขึ้นต้นว่า “ต้นไม้ไร้นกเกาะ ดูไม่เหมาะเพราะไร้ชีวา ผืนดินในถิ่นท้องนา ถ้าไม่โดนไถไหนเลยดินจะดี แก่งหินน้ำซัดสาด คลื่นเชยหาดดูแล้วเปรมปรีดิ์ ฝีพายไม่จ้ำวารี กอไผ่ไม่สีดูไม่มีชีวิตชีวา…ฯลฯ”

ปรากฏการณ์จริงสองเหตุการณ์ ต่างกรรมต่างวาระ แต่เป็นสัจธรรมในบทโคลงและวรรณกรรมในบทเพลง ที่บ่งบอกว่า ชีวิตที่มีชีวา หรือชีวิตไร้ชีวา มีความเหมือนและต่างกันอย่างไร โดยไม่ต้องอธิบายคำตอบ บทกวีนิพนธ์ในโคลงโลกนิติ เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ) ได้เคยชำระสอบทานและจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก เมื่อ ร.ศ. 123 (พ.ศ. 2447) สำหรับใช้เป็นหนังสือแบบเรียน และได้พิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้ง เพื่ออนุรักษ์วรรณกรรมอันเป็นสมบัติของชาติให้คงอยู่สืบไป และได้รับการคัดสรรเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่าหาอ่านได้ยาก ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จัดทำเป็นหนังสือชุดวรรณกรรมรกษิต และคำสอน นำมาจัดพิมพ์เผยแพร่ ก็นับเป็นวรรณกรรมงานพิมพ์อายุกว่าร้อยปี เพราะได้ทรงนิพนธ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว สำหรับอีกปรากฏการณ์ อีกเหตุการณ์เป็นบทเพลงที่มาจากเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง คู่รัก ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 ขับร้องโดย คุณเศรษฐา ศิระฉายา คำร้องและทำนอง ประพันธ์ โดย ครูสุรพล โทณะวณิก อายุเพลง 36 ปี ผ่านมาแล้ว แต่ให้ข้อคิดที่ดี ฟังเพลงแล้วมีชีวิตชีวา

ได้จินตนาการทั้งบทโคลง และบทเพลง ถึงต้นมะพร้าวยอดด้วน ไร้ใบ ไร้นกเกาะ รอวันโค่นล้มไร้ทิศทาง โดยที่อาจจะไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุที่แท้จริงของต้นมะพร้าวยืนต้นตาย อาจจะโทษเทพยดา หรืออ้างว่าฟ้าผ่า เพราะความสูงระดับยอดมะพร้าว คงไม่มีเจ้าของผู้ใดปีนขึ้นไปตัดยอดทอนใบ รานกิ่งก้านมะพร้าวแน่ๆ หรือไม่คิดสอยยอด สอยผลจนตายแน่นอน ความลับเปิดเผยเมื่อล้มลงมาปรากฏว่า อนิจจา…ยอดด้วน นั้น เต็มไปด้วย ด้วงแรด ดักแด้ และหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว ทั้งในยอดด้วน และโคนราก

ด้วง ดักแด้ ฟังดูน่ารัก น่าเอ็นดู แต่พฤติกรรมสัมพันธ์กับต้นมะพร้าว กลายเป็นศัตรูตัวร้าย สามารถทำให้ต้นมะพร้าวล้มทั้งยืน หรือยืนต้นตายได้ แมลงศัตรูมะพร้าวสำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ หนอนหัวดำมะพร้าว แมลงดำหนามมะพร้าว ด้วงแรด ด้วงงวง ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต และจำนวนต้นมะพร้าวต่อพื้นที่ปลูกกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างมาก แม้แต่แหล่งท่องเที่ยวที่มีต้นมะพร้าวเป็นสัญลักษณ์ดึงดูดนักท่องเที่ยว ก็ยังมีผลกระทบจากเจ้าด้วงหนอน แมลงดักแด้ตัวน้อยๆ นี้ได้

เมื่อเอ่ยถึง ต้นมะพร้าว เรามักจะรู้จักในมุมมองของทิวทัศน์ ความโดดเด่น ริมหาดชายทะเลโอนเอนแกว่งไกว ให้อารมณ์ผ่อนคลายและอิสระ แม้มีต้นเดียวแต่ไม่รู้สึกว่าโดดเดี่ยว กลับแฝงมุมมองเป็นเด่นสง่า เพราะธรรมชาติของมะพร้าว มักจะอยู่รวมกลุ่มเป็นทิวแถว แต่หากจะเอ่ยถึงประโยชน์ คุณค่าของมะพร้าวแล้ว กลายเป็นว่าได้รับฉายาพฤกษาประโยชน์เกินร้อย ดังที่เคยกล่าวถึงมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมา ในฉบับที่ 432 วันที่ 1 มิถุนายน 2551 เขียนเรื่อง มะพร้าว ใช้เพลง พี่ยังไม่แก่หรอกน้อง ขับร้องโดย สุรพล สมบัติเจริญ ประกอบ ฉบับที่ 525 วันที่ 15 เมษายน 2555 พฤกษากะทิข้น คั้นจนเหลือกากพร้าว ใช้เพลง กากมะพร้าว ของ จุ๊บ เดชา ประกอบ ฉบับที่ 526 วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 พฤกษาโนเน มะพร้าวนาฬิเกร์ ในทะเลขี้ผึ้ง ใช้เพลง ยอดมะพร้าว ของ สุรชัย จันทิมาธร ประกอบ ฉบับที่ 566 วันที่ 1 มกราคม 2557 พฤกษากะลา ของดีไม่ต้องทาสี ใช้เพลง กะลาทาสี ของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ ประกอบ ทุกฉบับที่กล่าวถึงผ่านมาแล้ว จะมองเห็นคุณค่าสารพัด รู้จักมะพร้าวหลายมุมมอง แม้แต่ปริศนาคำทาย ยังมีคำถามว่า อะไรเอ่ย หล่นตุ๊บ ได้ตังค์ปั๊บ แต่สำหรับฉบับนี้ อยากจะนำเสนออีกมุมมองว่า แม้เป็นพฤกษามีคุณค่าขนาดนี้แล้ว ยังมีศัตรูซุกซ่อนอยู่ภายใน ทั้งต้น ทั้งราก ทั้งยอดได้ ดังนั้น ณ วันนี้ ผลมะพร้าวที่หล่นตุ๊บลงมา อาจจะกลายเป็นผลที่ถูกหนอนด้วงเจาะขั้ว เจาะทะลายหลุดมาหรือไม่

เมื่อเอ่ยถึงศัตรูสำคัญของมะพร้าว ค้นหาเรื่องราวพบว่า มีเอกสารวิชาการเผยแพร่ประกอบการอบรม การบรรยาย และแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดทางชีววิธีมากมาย หลายเรื่อง หลายชื่อที่ผู้ดำเนินงานธุรกิจ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว หรือหน่วยงานเกี่ยวข้องมีโอกาสศึกษาวิธีการป้องกันได้ เช่น

– การใช้ราเขียวเมตาไรเซียม ควบคุมด้วงแรดมะพร้าว โดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

– แตนเบียนดักแด้ แมลงดำหนามมะพร้าว สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช

– การเพาะเลี้ยงแตนเบียนฯ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช

– การใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม และกับดักฟีโรโมน ในการควบคุมด้วงแรด ศัตรูมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน กรมวิชาการเกษตร เมษายน 2557

– การเพาะเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากแตนเบียนหนอนหัวดำมะพร้าวโกนิโอซัส นีแฟนติดีส (Goniozus nephantidis) กรมวิชาการเกษตร สิงหาคม 2556

– เอกสารประกอบการอบรม เรื่องการจัดการแมลงศัตรูมะพร้าว ที่เกาะสมุย กรมวิชาการเกษตร สิงหาคม 2556

เอกสารที่กล่าวถึงทั้งหมด เป็นเอกสารเผยแพร่แจกฟรีสำหรับผู้สนใจ และเกษตรกรผู้ประกอบการสวนมะพร้าว ซึ่งเป็นแนวทางในการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว จึงขอสรุปเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เราจะได้รู้จักศัตรูตัวสำคัญ

หนอนหัวดำมะพร้าว เป็นแมลงศัตรูพืชต่างถิ่นที่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย มีการหาวิธีควบคุมการระบาดหลายวิธีการ ตั้งแต่การตัดทางใบมะพร้าวที่ถูกทำลาย แล้วนำไปเผาไฟ ฝังดิน หรือแม้แต่การพ่นชีวภัณฑ์บีที (Bacillus thuringiensis) การใช้แตนเบียน แต่การควบคุมทุกวิธีก็มีข้อจำกัด กรมวิชาการเกษตร จึงศึกษาหาวิธีการทดสอบการกำจัด และเผยแพร่ แนะนำวิธีการที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร

สำหรับในพื้นที่ที่มีต้นมะพร้าวจำนวนมาก เช่น เกาะสมุย พบว่า มีแมลงศัตรูมะพร้าว 4 ชนิด ระบาดเป็นพื้นที่กว้าง เช่น ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงงวง แมลงดำหนามมะพร้าว และหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งพอจะสรุปบทบาทพฤติกรรมให้เป็นที่รู้จักกัน

ด้วงแรดมะพร้าว เป็นแมลงศัตรูสำคัญทั้งมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน มี 2 ชนิด คือ ด้วงแรดชนิดเล็ก และด้วงแรดชนิดใหญ่ โดยทั่วไปพบชนิดเล็กทุกภาคในประเทศ สำหรับด้วงแรดชนิดใหญ่ พบตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปทางภาคใต้ รวมทั้งพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยปกติจะไม่ระบาดมากสำหรับต้นมะพร้าว หรือต้นปาล์มน้ำมันที่ยังยืนต้นปกติ แต่หากเจ้าของสวนปล่อยปละละเลย ต้นที่ตายโดยโดนวาตภัย น้ำท่วม หรือโค่นล้มทิ้งไว้ ต้นตอที่ตายเหล่านั้นจะเป็นแหล่งขยายพันธุ์ด้วงแรดให้ระบาดทำลายต้นดีๆ ได้ โดยเจาะโคนทางใบมะพร้าวหรือปาล์มน้ำมัน ทำให้ใบหัก เจาะทำลายยอดอ่อน มีรอยขาดแหว่ง กัดเนื้อเยื่ออ่อน เข้าวางไข่ ทำให้ยอดเน่าตาย แหล่งขยายพันธุ์ได้ดีตั้งแต่ต้นตอมะพร้าว ปาล์มน้ำมัน กองขยะซากเปลือกมะพร้าว กองมูลสัตว์ กากเมล็ดกาแฟ เมล็ดพืช โดยมีพัฒนาการ วัฏจักรวงจรชีวิตตั้งแต่ ไข่ หนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย กลายเป็นด้วงปีกแข็งสีดำเป็นมันวาว ขนาดกว้างกว่า 2 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร แยกเพศได้ ตัวเต็มวัยเพศผู้มีเขาคล้ายแรด เพศเมียเขาสั้นกว่า ท้องปล้องสุดท้ายมีขนหนา วงจรชีวิต จากไข่ถึงตัวเต็มวัย 4-9 เดือน โดยเฉลี่ยอายุ 6 เดือน มีพฤติกรรมชอบซ่อนตัว จึงพบในที่มืดภายในรูเจาะบนต้นมะพร้าว หรือในหลืบยอด อาจจะพบ 1 ตัว หรือเป็นกลุ่ม ออกหากินพลบค่ำ ก่อนตะวันขึ้น วงพื้นที่บินไกล 2-4 กิโลเมตร

สำหรับ ดักแด้ มักจะพบในซากท่อนมะพร้าว ปาล์มน้ำมันที่ผุพัง โดยหนอนวัยสุดท้ายจะสร้างโพรงรูปไข่ เพื่อเข้าดักแด้ หรืออาจจะสร้างรังที่กองวัสดุผุพังอื่นๆ อาจจะลงลึกในดินระดับมากกว่า 1 เมตร ก็ได้ ใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน ก็ออกหากิน

มีการศึกษาพฤติกรรมชีวิตหนอน ลักษณะหนอนของด้วงแรด สามารถสังเกตได้คือ หนอนจะงอตัวเป็นอักษร “C” บางครั้งเห็นส่วนหัวกับส่วนท้ายลำตัวเกือบชนกัน ถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ก็อาจจะคงสภาพอายุยาวนานได้เป็นปีจึงเปลี่ยนสภาพ

ด้วงแรด สามารถแพร่กระจายได้ทั่วไป เพิ่มจำนวนได้ตลอดปี จากการศึกษาพบว่า โดยทั่วไปจะผสมพันธุ์และวางไข่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม และจะพบความเสียหายอยู่ระหว่างพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม มีวิธีป้องกันกำจัดด้วงแรดมะพร้าว ด้วยการควบคุมโดยวิธีเขตกรรม การควบคุมโดยวิธีกล การควบคุมโดยวิธีใช้กับดักล่อฟีโรโมน และควบคุมโดยชีววิธี ซึ่งศึกษารายละเอียดวิธีการต่างๆ ได้จากเอกสารที่กล่าวไว้

การควบคุมกำจัดด้วงแรดมะพร้าวด้วยราเขียวเมตาไรเซียม เป็นวิธีป้องกันกำจัดด้วยชีววิธี ได้ผลในระยะยาว ไม่มีสารพิษตกค้าง ราเขียวมีชีวิตอยู่ได้ข้ามปี ใช้ประโยชน์คือ ทำให้เกิดโรคกับแมลง ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชที่มีวงจรชีวิตที่อาศัยในดิน เช่น กลุ่มหนอน ด้วงต่างๆ รวมถึงกลุ่มตั๊กแตน มวน และเพลี้ยกระโดด การเข้าทำลายแมลงโดยผ่านทางผนังลำตัวแมลงเมื่อมีความชื้น เส้นใยหรือโคนิเดียของราเขียวที่ติดกับลำตัวแมลง ก็ถูกกระตุ้นให้เกิดการงอก แล้วแทงทะลุผ่านผนังลำตัวเข้าสู่ภายใน ทำลายดูดซึม และทำลายเนื้อเยื่อ แมลงที่ตายด้วยเชื้อรานี้จะแห้งตาย เรียกว่า “มัมมี่”

สำหรับ แตนเบียน ซึ่งมีความสัมพันธ์คู่อาฆาตทำลายเฉพาะหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว ตัวเต็มวัยจะใช้อวัยวะวางไข่แทงเข้าไปวางไข่ในลำตัวหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว ทำให้เคลื่อนไหวช้า และกินอาหารน้อยลง แล้วตายในที่สุด มีลักษณะเป็นหนอนตายซาก แข็ง แบน เป็นสีน้ำตาลเข้ม เรียกว่า “มัมมี่” เช่นกัน โดยภายในมัมมี่จะมีดักแด้แตนเบียน 20-100 ตัว จึงมีการเพาะเลี้ยงแตนเบียนปริมาณมาก แล้วนำออกปล่อยไว้ในสวนมะพร้าว เพื่อควบคุมหนอนดำหนามมะพร้าว

ต้นมะพร้าวลำต้นสูงยาว ยอดแหลมสุดสวย การจะกำจัดศัตรูต้นมะพร้าวโดยวิธีฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลง หนอน ด้วง ดักแด้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่การใช้ “โจรฆ่าโจร” โดยชีววิธี โดยวิธีกล ก็ต้องใช้กลยุทธ์ส่งหน่วยพิฆาตตัวน้อยฆาตกรรมเหล่าฆาตกรพฤกษาอีกต่อ ตั้งแต่เชื้อรา จนถึงแตนเบียนตัวนิด ออกปฏิบัติการพิชิตหนอนตัวยาวให้กลายเป็นมัมมี่ ถ้าหากเกษตรกรสวนไหน หรือเจ้าของต้นมะพร้าวท่านใดพบเจอหนอนมะพร้าวตัวยาวนี้ ขออย่าได้หวัง หรือคิดเลยว่า โชคดีเจอ “รถด่วน” หรือ “หนอนไม้ไผ่” ในยอดมะพร้าว “ไม่ใช่” แน่นอน

เพลง มะพร้าวอ่อน

คำร้อง-ทำนอง ไพบูลย์ บุตรขัน

ขับร้อง เรียม ดาราน้อย

มาแล้วจ้า มาแล้วจ้า แม่ค้าขายมะพร้าวอ่อน อากาศร้อนๆ น้ำมะพร้าวอ่อน กินแล้วชื่นใจ ชื่นใจ ชื่นใจ ชื่นใจ (สร้อยซ้ำ)

มะพร้าวน้ำหอม รสชาติกลมกล่อมซาบซ่านหวานใน ผัวกินเมียหวาน ไม่ต้องใส่น้ำตาลกินได้ เชิญซิคะ คุณขา ไม่ซื้อไม่หาไม่ว่าอะไร

เชิญซื้อไปชิม ถ้าเนื้อไม่นิ่มไม่เอาเงินใคร จวนหมดแล้วคุณขา รีบมาซื้อหาไวไว เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก มะพร้าวบ้านนอกเนื้อนิ่มหวานใน

(สร้อยซ้ำ มาแล้วจ้า…)

มะพร้าวอ่อนๆ ใครซื้อแถมช้อนให้ก็ยังได้ เชิญลิ้มชิมเสีย จะได้หายเหนื่อยเพลียอ่อนใจ ใครมาซื้อไปชิม แม่ค้าแถมยิ้มให้คุณชมก็ยังไหว

คุณคะ คุณขา อุดหนุนแม่ค้า สินค้าคนไทย แม่ค้าตาหวาน เขาจะได้กลับบ้านไวไว เหลือมะพร้าวสองสามลูก วันนี้ขายถูกไม่ต้องเอากำไร (สร้อยซ้ำ มาแล้วจ้า…มาแล้วจ้า…)

เมื่อเอ่ยชื่อ ครูไพบูลย์ ผู้แต่ง แล้วเอ่ยนามผู้ขับร้อง คุณเรียม ดาราน้อย หากไม่เอ่ยอายุเพลง ก็เกรงว่าหลานๆ รุ่นใหม่จะเข้าใจผิด เพราะความจริงเป็นเพลงอายุรุ่นคุณย่า ใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง “สวนสน” นำแสดงโดย คุณพิศมัย วิไลศักดิ์ ยอดชาย เมฆสุวรรณ ช้องมาศ ภุมรา ถ้าหนูเกิดทันก่อนสี่สิบปีที่ผ่านมา คงจะทันได้ดูหนังกลางแปลง

คุณย่าเรียม ดาราน้อย อดีตนักร้องลูกทุ่ง แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน โด่งดังมาตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2500 ไม่กี่ปี ขับร้องเพลงนี้หลัง พ.ศ. 2510 แต่ปัจจุบัน มี คุณลัดดาวัลย์ ประวัติวงศ์ และ คุณคัทลียา มารศรี ขับร้องด้วย

มะพร้าวอ่อนไม่ต้องอธิบายคุณสมบัติความหวานชื่นใจ ต้องปีน ต้องสอย จึงจะได้มาดูดดื่ม มะพร้าวทึนทึก อาจจะร่วงหล่นเองได้บ้าง แต่ที่น่าเสียใจยิ่งกว่ามะพร้าวยอดด้วนหนอนเจาะคือ “มะพร้าวอ่อนกระรอกเจาะ” จะหอมหวานเพียงใด หล่นลงมาก็กินไม่ลง เสียด๊าย เสียดาย!

 

“ลุงณะ สับปะรดสี” จากนักการ สู่เจ้าของสวนไม้ประดับ ที่มหาสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

ไม้ดอกไม้ประดับ

มนัส ช่วยบำรุง

“ลุงณะ สับปะรดสี” จากนักการ สู่เจ้าของสวนไม้ประดับ ที่มหาสารคาม

สับปะรดสี เป็นหนึ่งในไม้ประดับที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความงดงามในตัวเอง ประกอบกับมีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ อีกทั้งมีแมลงรบกวนน้อย จึงทำให้มีผู้สนใจปลูกอย่างต่อเนื่อง จนเป็นหนึ่งในไม้ประดับที่ตลาดต้องการ

คุณกฤษดิ์ษณะ นานคงแนบ หรือ ลุงณะ เป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในความงดงามของสับปะรดสี จึงได้คัดสรรสายพันธุ์สับปะรดสีที่สวยงามมาปลูกประดับไว้ที่สวนไม้ดอกไม้ประดับของตนเองในจังหวัดมหาสารคาม

ในวันนี้ สับปะรดสี ที่ปลูกไว้ไม่ได้เป็นเพียงไม้ประดับที่สร้างความพึงพอใจให้กับเจ้าของเท่านั้น แต่ได้พัฒนาก้าวมาเป็นสวนเพาะขยายพันธุ์สับปะรดสีแหล่งใหญ่ของจังหวัดมหาสารคาม

สวนของลุงณะ ตั้งอยู่ที่ โรงเรียนบ้านหนองโก เลขที่ 294 หมู่ที่ 1 บ้านหนองโก ตำบลหนองโก อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม

โดยผู้เป็นเจ้าของได้กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงสับปะรดสีว่า…

“จริงๆ แล้ว ตนเองมีอาชีพหลักเป็นนักการภารโรง อยู่ที่โรงเรียนบ้านหนองโก แต่ด้วยใจรักในการปลูกต้นไม้ จึงเริ่มสะสมพันธุ์ไม้ต่างๆ เรื่อยๆ มา”

ลุงณะ เล่าเพิ่มเติมว่า พื้นเพดั้งเดิมนั้นเป็นคนอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สอบบรรจุได้ในตำแหน่งนักการภารโรงที่โรงเรียนบ้านหนองโก อำเภอบรบือแห่งนี้ ผนวกกับมีภรรยาเป็นคนจังหวัดมหาสารคาม จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่อำเภอบรบืออย่างถาวร”

ด้วยความสู้ชีวิตไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ลุงณะได้ใช้เวลาว่างปลูกไม้ประดับจำนวนไม่มากนักในบริเวณพื้นที่ของโรงเรียนบ้านหนองโก

ผนวกกับความชื่นชอบส่วนตัวในการเพาะพันธุ์กล้าไม้ หรือไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่างๆ ทำให้ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองโก ให้ใช้สถานที่ที่บริเวณบ้านพักครูเป็นแปลงเพาะพันธุ์กล้าไม้ได้

ลุงณะ กล่าวต่อว่า “เริ่มต้นปลูกไม้ดอกไม้ประดับครั้งแรก เมื่อ ปี 2538 ไม้ประดับที่ปลูกคือ โป๊ยเซียน ไม้มงคล กล้วยไม้ตระกูลหวาย โดยใช้พื้นที่บริเวณหน้าบ้านพักครู จำนวน 3 งาน เป็นแปลงปลูก ต่อมาในปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โป๊ยเซียนเลยชะงักกันไปหมดเลย ภายหลังจึงเลี้ยงไม้มงคลและไม้ดอก ซึ่งในตอนนี้ผมเริ่มเลี้ยงสับปะรดสีรวมกับไม้ชนิดอื่นแล้ว”

พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

ด้วย สับปะรดสี

เมื่อผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ ลุงณะจึงเริ่มสนใจปลูกสับปะรดสีมากขึ้น ด้วยความขยัน เรียนรู้พร้อมกับการทำด้วยใจรัก ทำให้ลุงณะเลือกปลูกสับปะรดสีเพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยังปลูกไม้ชนิดอื่นด้วย

โดยในปี พ.ศ. 2554 ลุงณะ ได้ปลูกสับปะรดสีเป็นไม้ประดับหลักของสวน ซึ่งในขณะนี้เองได้มีการตั้งชื่อแปลงปลูกไม้ประดับแห่งนี้ว่า “สวนลุงณะ”

“ผมเลี้ยงด้วยใจรักมากกว่า ผมไม่ได้เลี้ยงเพราะธุรกิจ สาเหตุที่เลือกปลูกสับปะรดสีนี้ เนื่องจากประทับใจไม้ประดับชนิดนี้ที่มีความแข็งแรง ปลูกแล้วไม่ค่อยตาย ขายได้กำไรดี ไม่ต้องดูแลมาก แมลงก็ไม่ค่อยมีรบกวน จึงเลือกปลูกไม้ประดับชนิดนี้”

ลุงณะ ใช้วิธีการซื้อต้นพันธุ์สับปะรดสีเก็บสะสมจากสวนต่างๆ ที่ได้ไปพบ รวมถึงเพาะพันธุ์จากต้นที่ซื้อมาแล้ว มาเก็บสะสมไว้จนมีเป็นจำนวนมาก

“ถ้าไปเจอสวนนึงเราถูกใจ เขาขายต้นละ 500 บาท เราซื้อมา 3 ต้น แล้วนำมาขยายพันธุ์ต่อ เรามาเลี้ยงเพื่อที่จะขยายพันธุ์เมื่อถึงเวลาขายเราจะไม่ขายถึง 500 บาท เราขายถูกลง เพราะถ้าขาย 500 บาท คนที่อยากจะเลี้ยงต่อไป ก็ไม่สามารถซื้อได้”

ด้วยความอุตสาหะ ขยันปลูก ขยันสะสม ทำให้ได้ต้นพันธุ์สับปะรดสีในจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเงินลงทุนนั้น ลุงณะได้ลงทุนไปเรื่อยๆ ไม่ได้ซื้อต้นพันธุ์เก็บในคราวเดียวกัน

“เราไม่ได้ลงทุนครั้งเดียว ค่อยๆ สะสมเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย สะสมอยู่เรื่อยๆ เพราะถ้าทุ่มทีเดียวจริงๆ ไม่ไหว เพราะบางสายพันธุ์ราคามันสูง ถึงตอนนี้ถ้าเป็นจำนวนเงินคิดเฉพาะสับปะรดสี ก็ลงทุนไปประมาณ 300,000-400,000 บาท โดยไม่ได้นับรวมไม้มงคลหรือไม้ชนิดอื่น” ลุงณะ กล่าว

เพาะขยายพันธุ์อย่างไร

สับปะรดสี เป็นไม้ประดับที่มีสายพันธุ์สำคัญอยู่ 2 สายพันธุ์ นั้นคือ สายพันธุ์ดอก หรือสายพันธุ์ใบ โดยใช้วิธีการขยายพันธุ์โดยการแยกหน่อและการเพาะเมล็ด

ลุงณะ กล่าวว่า การเพาะพันธุ์นั้นที่สวนลุงณะเราใช้ขุยมะพร้าวในการปลูก แต่จะใช้ขุยมะพร้าวแห้งๆ มาปลูกเลยไม่ได้ ต้องเอาขุยมะพร้าวมาแช่น้ำไว้อย่างน้อยประมาณ 3-4 คืน จึงสามารถปลูกได้

สำหรับสับปะรดสีที่สวนจะไม่ใช้ดินปลูก เป็นขุยมะพร้าวล้วนๆ ตอนเราแยกหน่อนี้จะไม่มีราก มีแต่ต้นเพียงอย่างเดียว สับปะรดสีจะมาแตกรากตอนหลัง ซึ่งเป็นธรรมชาติของเขา

เมื่อตัดหน่อสับปะรดสีออกมาจากต้นแม่แล้ว สามารถนำมาเสียบในกระถางใส่มะพร้าวสับที่แช่น้ำไว้แล้วได้ทันที โดยรากของสับปะรดสีจะงอกออกมาตามธรรมชาติ

ที่สวนลุงณะใช้วิธีการแยกหน่อ ไม่ได้ใช้วิธีการเพาะเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่ เวลาสับปะรดสีออกดอกเขาจะให้หน่อด้วย โดย 1 ต้น จะให้หน่อ ประมาณ 7-8 กิ่ง แต่จริงๆ แล้ว ยังสามารถออกหน่อได้มากกว่านั้น

“ต้นสับปะรดสีนี้ ต้นแม่เขาจะให้หน่อจนถึงที่สุด ถึงแม้เหลือเป็นใบสุดท้ายเขาก็ยังให้หน่ออยู่ ซึ่งระยะที่ต้นสับปะรดสีให้หน่อ อายุประมาณ 5 เดือน ขึ้นไป” ลุงณะ กล่าว

เลี้ยงสับปะรดสี

ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก

สับปะรดสี เป็นไม้ดอกที่เน้นใบให้มีสีสันสวยงาม รวมถึงมีการฟอร์มใบให้สวยงาม ที่สวนลุงณะใช้วิธีการใส่ปุ๋ยปริมาณน้อย เพื่อให้ใบตั้งช่ออยู่ในขนาดที่พอดี

“สำหรับเทคนิควิธีการเลี้ยงต้นสับปะรดสีให้ฟอร์มสวยๆ ต้องไม่ใส่ปุ๋ยมาก เพราะสับปะรดสีนี้แปลกกว่าไม้ประดับชนิดอื่น สับปะรดสีเมื่อใส่ปุ๋ยมากแล้วใบจะไม่ค่อยเป็นทรง ใบจะงามยาวมาก หากใส่ปุ๋ยน้อย ใบจะสั้นลง มีฟอร์มใบที่สวย

ปุ๋ยเราไม่ใส่ ถ้าต้องการใส่ปุ๋ยจริงๆ ควรใส่ออสโมโค้ส ปุ๋ยละลายช้า (ปุ๋ย 3 เดือน) แต่ที่นี่ไม่ได้ใส่ ใช้ปุ๋ยเร่งต้นแทน เพื่อที่จะเอาหน่อ ใส่ครั้งเดียวพอ แล้วก็ปล่อยเขาตามธรรมชาติ แต่ถ้าปลูกจำนวนต้นน้อย ต้องใส่ปุ๋ยเพื่อต้องการให้หน่อสมบูรณ์แล้วนำมาแยกอีกทีหนึ่ง แล้วแต่ผู้เลี้ยงว่าจะใช้วิธีไหนในการเพาะเลี้ยง” ลุงณะ กล่าว

ที่สวนลุงณะนี้ มีสับปะรดสีปลูกมากกว่า 80 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดคือ สับปะรดสีพันธุ์นีโอ แอ๊คเมีย ไซยาเนีย โดยใช้วิธีแยกหน่อปลูกทั้งหมด

ลุงณะ กล่าวว่า ข้อสังเกตสำหรับสับปะรดสีตระกูลแอ๊คเมียดอกจะยาวขึ้นชูช่อ ถ้าเป็นตระกูลนีโอดอกจะอยู่ในคอกลางใบ ดอกจะบานอยู่ประมาณ 6 เดือน ซึ่งหลังจากนั้นสีดอกจะซีดลง โดยเวลาที่เรามองหาหน่อ เราจะดูที่เป็นแก่นหน่อ นำมีดมาตัดแล้วอนุบาลได้เลย

สำหรับผู้ที่เพิ่งหัดเลี้ยงสับปะรดสีมือใหม่ ลุงณะ แนะนำพันธุ์ไม้ขีดไฟ ดองเกอร์ ด้วยเป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศรวมถึงแมลงได้อย่างดี

“พันธุ์ไม้ขีดไฟ ราคาจะไม่สูงมาก ขยายพันธุ์ง่าย เหมาะสำหรับเด็กๆ หรือผู้ที่หัดเล่นมือใหม่ อีกชนิดหนึ่งคือพวกตระกูลดองเกอร์ จะเลี้ยงง่าย เป็นไม้ที่ตายยาก” ลุงณะ กล่าว

สับปะรดสี

มีตลาดดีหรือไม่

ลุงณะ กล่าวว่า “สำหรับสับปะรดสีที่สวนลุงณะ จะใช้หน่อปักชำไว้ประมาณ 3 เดือน เมื่อครบ 3 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ ยกเว้นสำหรับลูกค้าบางรายที่เมื่อเราตัดหน่อ เขาก็มารับต่อไปเลยก็มี

แต่ถ้าเป็นไม้ฟอร์มใหญ่ อย่างน้อยต้องใช้ระยะเวลา 2-3 เดือน จึงจะสามารถจำหน่ายได้ บางสายพันธุ์เป็นพันธุ์ไม้เยื่อต้นเล็ก ก็จำหน่ายอยู่ที่ต้นละ 20 บาท

บางต้นแพงมาก มีราคาจำหน่ายอยู่ประมาณ ต้นละ 2,000-3,000 บาท จัดอยู่ในตระกูลยักษ์แดง สาเหตุที่แพงนั้นเพราะ ขยายพันธุ์ได้ยาก หน่อมีขนาดเล็ก ใช้ระยะเวลาเพาะพันธุ์นาน จึงจะจำหน่ายได้ สำหรับพันธุ์นีโอหรือแอ๊คเมียจะส่งอยู่ที่ต้นละ 40-50 บาท”

ด้วยคุณภาพของสับปะรดสีที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี ทำให้มีลูกค้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก จนทำให้ในบางครั้งมีจำนวนไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย

“เวลาขาย มีลูกค้ามารับเองถึงที่ แต่ถ้าบางครั้งซื้อจำนวนมากเกินไป ก็ไม่ขายเหมือนกัน เพราะเราจะต้องเหลือต้นพันธุ์ไว้เพาะหน่อ”

“เราเลี้ยงด้วยใจรัก ถ้าคุยถูกใจ ถูกคอกัน ซื้อต้นแถมต้นก็ได้ โดยผมจะดูความต้องการของลูกค้า คือคุณมีเงินใช่ว่าคุณจะซื้อต้นไม้ของผมได้ ต้องเป็นคนรักต้นไม้จริง” ลุงณะ กล่าว

นอกจากเป็นผู้มีอัธยาศัยดี จำหน่ายสับปะรดสีในราคาที่ถูกแล้ว ลุงณะ ยังจำหน่ายสับปะรดสีให้กับเด็กๆ ที่มีความสนใจซื้อในราคาที่ถูกกว่าที่จำหน่ายให้กับผู้ใหญ่ด้วย

ลุงณะ กล่าวว่า เด็กนักเรียนที่มาซื้อสับปะรดสีจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าของผู้ใหญ่ เช่น ต้นขนาดเดียวกัน ขายเด็ก 20 บาท แต่ขายผู้ใหญ่ 40 บาท เพราะเด็กไม่มีรายได้

ทั้งนี้ เพราะต้องการให้โอกาสเด็ก แต่เด็กต้องเลี้ยงเป็น เลี้ยงจริง ก่อนจะได้ไปผมต้องอธิบายก่อน เพราะสับปะรดสีบางสายพันธุ์สู้แดดได้ บางสายพันธุ์สู้แดดจัดไม่ได้ เด็กจะต้องเข้าใจแล้วจึงนำไปเลี้ยงได้

“ก่อนที่จะเลี้ยงสับปะรดสี ควรได้รับคำแนะนำก่อน หากนำไปตากแดดจะทำให้ใบเสียหาย โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่เป็นเนื้อเยื่อรับแดดได้ประมาณ 50% แต่ถ้าไม่ใช่พันธุ์เนื้อเยื่อ ก็สามารถรับแดดได้ประมาณ 70-100% เพราะฉะนั้นผู้ที่จะซื้อต้องศึกษาก่อน ไม่ใช่นำไปตากแดดเลย ใบจะไหม้ แต่สำหรับบางท่านที่ต้องการจะนำไปจัดสวนกลางแจ้ง เราก็มีต้นไม้ที่สามารถออกสู้แดดได้จำหน่ายให้” ลุงณะ กล่าวทิ้งท้าย

จากความตั้งใจ รวมถึงมีความรักในงานปลูกไม้ประดับที่ทำ ลุงณะจึงเป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่พัฒนากิจกรรมเพาะสับปะรดสีที่ตนเองชื่นชอบเป็นอาชีพเสริม หาเงินเลี้ยงชีพได้ ดังนั้น หากสนใจสับปะรดสีของลุงณะ หรือ คุณกฤษดิ์ษณะ นานคงแนบ ติดต่อได้ที่ โทร. (089) 571-1649

 

พันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร แห่งแอร์ออร์คิดส์ ชี้…เทรนด์สีกล้วยไม้ ที่ตลาดต้องการ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

พันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร แห่งแอร์ออร์คิดส์ ชี้…เทรนด์สีกล้วยไม้ ที่ตลาดต้องการ

การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า ถือเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จใช้เป็นแนวทางการแข่งขันในตลาด และหลักการดังกล่าวถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ บริษัท แอร์ออร์คิดส์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกกล้วยไม้รายใหญ่ของประเทศไทยกำลังใช้เป็นจุดแข็งในการแข่งขัน โดยเฉพาะตลาดส่งออกกล้วยไม้ ที่มีมูลค่าการส่งออกรวมไม่ต่ำกว่าปีละ 2,500 ล้านบาท

นอกเหนือการผลิตกล้วยไม้คุณภาพออกจำหน่าย การพัฒนาสายพันธุ์เป็นหนึ่งสิ่งเป้าหมายสำคัญ ที่ บริษัท แอร์ออร์คิดส์ จำกัด ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของสีดอก เพื่อให้มีความแปลกใหม่และแตกต่างจากที่มีการปลูกกันโดยทั่วไปในประเทศไทย

ทั้งนี้ ในกลุ่มของกล้วยไม้ที่ส่งออก ถือว่ากล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย สายพันธุ์ Sonia เป็นสายพันธุ์ที่มีการปลูกและส่งออกมากที่สุด โดยถึงร้อยละ 60-70% ส่งออกไปยังประเทศจีน

“กล้วยไม้หวายตัดดอกในกลุ่มของสีม่วงขาว เป็นสายพันธุ์ที่มีการปลูกมากที่สุด ดังนั้น บริษัท แอร์ออร์คิดส์ จำกัด มองว่า หากไม่ต้องการเข้าไปแข่งขันในตลาดของกลุ่มดอกม่วงขาว จำเป็นต้องพัฒนาสายพันธุ์ โดยเฉพาะเรื่องของสีดอกให้มีความแตกต่าง และไปเน้นปลูกกล้วยไม้สีดังกล่าว เช่น สีเขียว สีขาว สีแดง เพื่อให้เกิดความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับผู้ปลูกและส่งออกรายอื่นๆ”

คุณพันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ บริษัท แอร์ออร์คิดส์ จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 23/1 หมู่ที่ 3 ตำบลนราภิรมย์ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม โทร. (034) 963-003, (085) 168-7077, (089) 494-9090 กล่าวถึงเป้าหมายที่ดำเนินการ

“ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากที่การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ได้รับความเสียหายอย่างมากจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา หลังจากนั้น ทุกคนก็หันมาเร่งการผลิตกล้วยไม้ออกมามาก ซึ่งปรากฏว่ามีปัญหาด้านราคาตามมา ดังนั้น การฉีกแนวทำให้เกิดความแตกต่าง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำ เพื่อทำให้สามารถแข่งขันในธุรกิจได้”

คุณพันธพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับความต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ปัจจุบันพบว่า หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นต้นมา เดิมนั้นตลาดต้องการกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย สายพันธุ์ Sonia ในกลุ่มสีม่วงขาวมากถึง ร้อยละ 60 แต่ขณะนี้ความต้องการเปลี่ยน โดยสีม่วงขาว เหลือความต้องการแค่ประมาณ ร้อยละ 40 ในส่วนของ ร้อยละ 20 ที่เปลี่ยนไป ปรากฏว่าไปมีความต้องการในกลุ่มของกล้วยไม้สีขาวล้วน

“สาเหตุอะไร ที่ทำให้ความนิยมเปลี่ยน หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คาดว่า มาจากมีเยอะมากเกินไป ไปที่ไหนก็เจอแต่สีม่วงขาว จึงทำให้เกิดความต้องการที่จะไปเลือกใช้กล้วยไม้สีสันใหม่ๆ เช่น เขียว ชมพู ขาว เป็นต้น และเหตุที่กล้วยไม้สีขาวมาแรง หนึ่งคือ สามารถนำไปย้อมให้เป็นสีอื่นได้ ไม่ว่า ชมพู เขียว ฟ้า เหลือง ส้ม ได้หมด จึงทำให้เกิดตลาดใหม่ คือ ตลาดกล้วยไม้ย้อมสีขึ้นมา”

“เดิมนั้นความต้องการใช้กล้วยไม้สีขาวในตลาด ซึ่งโดยมากจะนิยมนำไปใช้ประดับในงานแต่งงานและงานศพ มีประมาณ ร้อยละ 10 แต่เมื่อเกิดตลาดกล้วยไม้ย้อมสีขึ้นมาในตลาดต่างประเทศ ตอนนี้ความต้องการใช้ได้เพิ่มขึ้นมาถึง ร้อยละ 40 เพราะตลาดกล้วยไม้ย้อมสีใหญ่และกว้างมากขึ้น”

ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ บริษัท แอร์ออร์คิดส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงการปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ว่า เมื่อตลาดมีความต้องการที่เปลี่ยนไปดังกล่าว ทางเลือกของเกษตรกร ที่ทำได้คือ หนึ่ง ยังเลือกปลูกกล้วยไม้สีม่วงขาวเหมือนเดิม และ สอง เปลี่ยนมาปลูกกล้วยไม้สีขาว

“แต่จะเลือกแบบไหนนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาตัดสินใจอย่างรอบคอบของเกษตรกร เพราะทุกอย่างมีความเสี่ยงว่าสิ่งที่ตัดสินใจนั้นถูกต้อง ทันสถานการณ์ ทันต่อความต้องการของตลาดหรือไม่”

“ในวันนี้ทุกคนที่ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้นั้นต่างรู้อยู่แล้วว่า ต้องลดต้นทุน แต่ถ้าจะไปลดต้นทุนด้วยการประหยัดปุ๋ย ประหยัดยา ถ้าเป็นเช่นนั้นในเชิงของผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ถือว่าพลาด เพราะจะพบว่า กล้วยไม้ไม่ค่อยออกดอก เมื่อถึงช่วงกล้วยไม้ราคาดีแล้วค่อยมาอัดปุ๋ย อัดยา แบบนั้นถือว่าไม่ทัน”

ดังนั้น สิ่งที่แนะนำคือ การเน้นด้านบริหารจัดการสวนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น เมื่อต้องฉีดปุ๋ย ฉีดยา กล้วยไม้ต้องได้รับเต็มที่ทั่วถึงจริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนงานทำอย่างไรก็ได้ อีกทั้งการซื้อปุ๋ย ยา มาใช้ ก็ต้องเลือกของที่มีคุณภาพดีจริง โดยรวมแล้วต้องคำนวณถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและรายได้ที่จะได้รับว่า การบริหารจัดการดูแลในรูปแบบไหนที่จะทำให้คุ้มค่าที่สุด” ผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ บริษัท แอร์ออร์คิดส์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย

 

“ท่ามะพลาโมเดล” เกษตรกรแฮปปี้ ขายมังคุดรวย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052151057&srcday=2014-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 585

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“ท่ามะพลาโมเดล” เกษตรกรแฮปปี้ ขายมังคุดรวย

นักวิชาการของอิสราเอลท่านหนึ่ง ชี้ว่าจุดอ่อนของเกษตรกรไทยที่สำคัญคือ ไม่มีการรวมกลุ่มกันเพื่อการต่อรอง แต่มาวันนี้เป็นเรื่องน่ายินดี ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดศูนย์เรียนรู้การเกษตรท่ามะพลา ตำบลท่ามะพลา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ได้มีการรวมตัวกันเกือบ 200 ราย เพื่อผลิตมังคุดที่มีคุณภาพระดับส่งออก พร้อมใช้ระบบประมูล ทำให้มังคุด เบอร์ 1 ของกลุ่มปีนี้ขายได้ในราคา 120 บาท ต่อกิโลกรัม

ซึ่งถือเป็นราคาที่ดีเมื่อเทียบกับทุกๆ ปี ที่ผ่านมา และเคยทำสถิติสูงสุด อยู่ที่กิโลกรัมละ 168 บาท

ขายผ่านการประมูลได้ราคาดี

วันก่อน คุณนำชัย พรหมมีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พาคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางล่องใต้ ไปดูกิจกรรมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดศูนย์เรียนรู้การเกษตรท่ามะพลา ซึ่งมี คุณสมพงษ์ จินาบุญ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิก 184 ราย มีพื้นที่ปลูก 950 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 1,000 ตัน ต่อปี ส่วนใหญ่ราคาเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้ผ่านการประมูล อยู่ที่ 50-80 บาท ต่อกิโลกรัม รวมแล้วทั้งกลุ่มมีรายได้ประมาณ 52 ล้านบาท ต่อปี เรียกว่าเป็นเศรษฐีกันเป็นแถว

ถือได้ว่าวิสาหกิจฯ แห่งนี้เป็นแห่งเดียวของประเทศที่ใช้ระบบการประมูลผลผลิต โดยให้ผู้ประกอบการส่งออกร่วมแข่งขันประมูลราคามังคุดทุกวัน

นับเป็นกลุ่มวิสาหกิจฯ ที่มีความแข็งแรงกลุ่มหนึ่งของบ้านเรา ซึ่ง คุณนำชัย บอกว่า ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเองก็มีนโยบายให้เกษตรกรปลูกผลไม้ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ นำ “ท่ามะพลาโมเดล” นี้ไปใช้ เพราะนอกจากจะทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาดีแล้ว ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ได้รับประทานผลไม้ที่มีคุณภาพและปลอดภัยอีกด้วย

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดศูนย์เรียนรู้การเกษตรท่ามะพลาแห่งนี้ เดิมเป็นกลุ่มมังคุดคุณภาพ หมู่ที่ 7 ตำบลท่ามะพลา เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตตามมาตรฐานแก๊ป (GAP) มาตั้งแต่ ปี 2547 และสมาชิกทุกคนได้รับการรับรองแหล่งตามมาตรฐาน GAP (Q) ทุกแปลง

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมีการรวมตัวกันได้ จนทำให้ขายมังคุดได้ในราคาดี สมาชิกก็เคยเจอปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำกันมานานหลายปีแล้ว เพราะบางปีผลผลิตออกมาหลายพันตันหรือถึงหมื่นตัน ส่งผลให้มังคุดราคาตก เหลือเพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาท กระทั่ง ปี 2552 มีการรวมกลุ่มกันนำมังคุดไปขาย ปรากฏว่าขายได้ในราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป โดยขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท ขณะที่ทั่วไปขายได้กิโลกรัมละ 9-10 บาท

เบอร์ 1 ส่งออกเป็นหลัก

จากนั้นจึงมีการระดมความคิดเห็นของสมาชิกและสรุปร่วมกันว่า จะต้องรวมกลุ่มและจำหน่ายผลผลิตในรูปของการประมูล โดยสมาชิกต้องรวบรวมมังคุดที่มีคุณภาพและต้องมีปริมาณที่เพียงพอของแต่ละวัน และต้องคัดแยกเกรดต่างๆ ตามมาตรฐานให้ชัดเจน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการทั้งส่งออกต่างประเทศและภายในประเทศเข้าแข่งขันประมูล

ทั้งนี้ ใน ปี 2553 ทางกลุ่มได้ขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน โดยใช้ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลท่ามะพลา เป็นที่ทำการกลุ่ม และใช้วัดท่ามะพลาเป็นสถานที่จัดประมูล

คุณสมพงษ์ อธิบายถึงกระบวนการผลิตมังคุดคุณภาพเพื่อการส่งออกของกลุ่มว่า เป็นกลุ่มผลิตมังคุดต้นแบบที่ผ่านมาตรฐาน GAP และได้ตราสัญลักษณ์ Q ทุกแปลง พอ ปี 2553 มังคุดจากกลุ่มขายได้ในราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาท ต่อกิโลกรัม เนื่องจากเน้นการผลิตเพื่อการส่งออกให้ตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมใช้กระบวนการคัดเกรด ซึ่งมีอยู่ 6 เกรด และเป็นมาตรฐานของกลุ่มที่ใช้ในการประมูลผลผลิตจนถึงปัจจุบัน

“การประมูลนี้จะทำให้เกษตรกรได้เปรียบ แต่ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ต้องปรับตัวในการผลิตมังคุดให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งการคัดเกรด แยกเกรด จะทำให้ผู้ส่งออกลดต้นทุน ที่สำคัญมังคุดของกลุ่มรับประกันได้ว่ากินได้ทุกลูก”

สำหรับ มังคุด เบอร์ 1 ผิวมัน หูเขียว น้ำหนัก 80 กรัม ขึ้นไป เน้นส่งออกอย่างเดียว เบอร์ 2 ผิวมัน เบอร์ 3 ผิวมัน หูเขียว น้ำหนัก 56-79 กรัม เบอร์ 4 ผิวมันลาย น้ำหนัก 56 กรัม ขึ้นไป เบอร์ดำ 55 กรัม ลงมา และเบอร์ดำมีสีคล้ำถึงดำ ราคาจะลดหลั่นกัน อย่างเบอร์ดำ ต่ำสุดปีนี้อยู่ที่ 27-30 บาท ต่อกิโลกรัม

แนะเทคนิคผลิตมังคุดคุณภาพ

คุณสมพงษ์ แจกแจงถึงเทคนิคการผลิตมังคุดคุณภาพว่า เริ่มตั้งแต่การตัดแต่งกิ่งหลังการเก็บเกี่ยว จากนั้นใส่ปุ๋ยบำรุงต้นสูตรเสมอ พอใส่ปุ๋ยเสร็จรอการแตกยอดอ่อนชุดใหม่ พร้อมเฝ้าระวังหนอนกินยอดอ่อน โดยใช้สารไซเพอร์เมทริน 35% ในปริมาณ 80-100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร หลังจากใบชุดแรกเริ่มจะเป็นใบเพสลาด ให้ใช้ปุ๋ยเร่งดอก สูตร 8-24-24 หรือ 9-24-24 ตัวใดตัวหนึ่ง เป็นตัวเร่งการออกดอกให้เร็วขึ้นกว่าปกติ และคอยกำจัดเพลี้ยไฟ ทั้งนี้ ช่วงมังคุดเริ่มออกดอกเป็นช่วงที่เพลี้ยไฟทำลายหูมังคุด ทำให้เกิดเป็นสนิม ไม่สวย ดังนั้น ต้องใช้สารอะบาเม็กติน ในอัตรา 250 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งในและนอกทรงพุ่ม

ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมังคุดฯ ให้คำแนะนำอีกว่า ช่วงติดผลอ่อนต้องระวังในการใช้สารเคมี อย่าใช้ยาร้อนฉีด เพราะจะมีผลต่อผิวมังคุดที่เริ่มมีดอกบาน ให้ใช้สารฟิโปรนิล 5% ผสมกรดอะมิโน เพื่อเพิ่มความเข้มให้แก่หูและผิวของมังคุด หลังจากนั้น 7-10 วัน ให้ใช้สารอิมิดาครอพริด ชนิดผง 70% อัตราการใช้ 50 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นทั้งในและนอกทรงพุ่ม ป้องกันเพลี้ยไฟครั้งสุดท้าย ก่อนที่มังคุดจะติดผลอ่อน

การผลิตมังคุดคุณภาพของกลุ่มนี้ ต้องเอาใจใส่ทุกขั้นตอน โดยเฉพาะช่วงที่มังคุดเริ่มจะโตและสร้างเนื้อ ต้องให้ปุ๋ยทางดินควบคู่ไปด้วย โดยใช้สูตร 13-13-21 ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของผลอ่อน เมื่อมังคุดมีขนาดโตขึ้นเท่าเหรียญ 10 บาท หรือน้ำหนัก 40-50 กรัม ขึ้นไป ผิวเริ่มแข็งจะมีไรแดงเข้าทำลายผิว ทำให้ผิวลายส่งออกไม่ได้ ดังนั้น ต้องใช้สารอีไทออน 50% อัตราการใช้ 300 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทุกผล พร้อมให้น้ำควบคู่กันไป จนกว่าจะเก็บเกี่ยว

คัดเกรด 2 รอบ

วันนั้นได้มีโอกาสไปดูการคัดแยกมังคุด ซึ่งแม้สมาชิกจะคัดแยกมารอบหนึ่งแล้ว แต่ทางกลุ่มจะมาคัดแยกอีกรอบหนึ่ง โดยมีคณะกรรมการคัดเกรด 2-3 คน แต่ละคนเชี่ยวชาญมาก พอหยิบมังคุดลูกที่มีปัญหา จะรู้ทันทีว่าเป็นมังคุดที่ตกจากพื้น รวมทั้งบางลูกที่ตกเกรดมียาง หรือหูไม่สวย

สำหรับขั้นตอนการจัดการประมูลมังคุดคุณภาพ มีดังนี้

1. ผลผลิตมังคุดจากสมาชิกต้องผลิตมังคุดให้ได้คุณภาพตามที่ได้ตกลงกันไว้

2. ผลผลิตที่นำเข้าสู่กลุ่ม ต้องมีการแยกเกรดเรียบร้อย

3. ขั้นตอนการตรวจสอบผลผลิตจากคณะกรรมการฝ่ายตรวจสอบ

4. ผู้ประกอบการเข้ายื่นซองประกวดราคา

5. รวบรวมผลผลิตที่คณะกรรมการได้แยกเกรดเรียบร้อยแล้ว เพื่อทำการประมูล

6. ผลผลิตที่ผ่านการตรวจสอบชั่งน้ำหนักให้กับสมาชิก

7. เวลา 18.00 น เปิดซองประกวดราคา

8. ประกาศผลการประกวดราคาของแต่ละวัน

9. กลุ่มจัดการประสานสมาชิกและผู้ประมูล กลุ่มได้รับค่าบริหารจัดการ

ต่อไป ถ้าเกษตรกรผลไม้ในส่วนอื่นๆ ของบ้านเรา นำ “ท่ามะพลาโมเดล” ไปใช้ รับรองเกษตรกรแฮปปี้แน่ เพราะมีอำนาจต่อรองกับแม่ค้า พ่อค้า ได้ แต่ผลไม้ที่ว่านั้นต้องมีคุณภาพและมาตรฐานตามหลักสากลด้วย

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,099 other followers

%d bloggers like this: