คมชัดลึก

All posts in the คมชัดลึก category

‘ดาว์พงษ์-ธีระเกียรติ’เข้ากระทรวงครูวันแรก

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150824/212188.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2558
‘ดาว์พงษ์-ธีระเกียรติ’เข้ากระทรวงครูวันแรก
‘ดาว์พงษ์-ธีระเกียรติ’เข้ากระทรวงครูวันแรก
‘ดาว์พงษ์-ธีระเกียรติ’เข้ากระทรวงครูวันแรก

‘ดาว์พงษ์-ธีระเกียรติ’ ถือฤกษ์ 13.29 น. เข้ากระทรวงครูวันแรก รมว.ศึกษาฯเผย ‘นายกฯ’ สั่งการบ้านดูงานปฏิรูป-ปราบทุจริต ระบุยังไม่มีนโยบายใหม่ขอเดินหน้าทำงานต่อ

      24 ส.ค.58 เวลา 13.29 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางเข้าทำงานที่ ศธ.เป็นวันแรก โดยเข้าสักการะพระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามมิศรจักรี สัฏฐีอนุสรณ์ศึกษาทรงรังสรรค์ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ ศาลพระภูมิเจ้าที่และพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่6โดยพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ และผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.และข้าราชการให้การต้อนรับ
       จากนั้นเวลา 14.00 น. พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้เข้าห้องประชุมเพื่อพบผู้บริหารและข้าราชการ ศธ.และรับฟังรายงานภารกิจของแต่ละหน่วยงานพร้อมกล่าว ว่า รู้สึกอบอุ่นและสบายใจที่ได้มาทำงานในหน้าที่ใหม่ แต่วันนี้ยังไม่ขอมอบนโยบายอะไร แต่พรุ่งนี้ (25 ส.ค.) ขอให้เลขาธิการ5องค์กรหลัง เข้าพบเพื่อรายงานการดำเนินการตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลรวมถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกัน การสื่อสารภายในองค์กรนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ขอให้รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.ตั้งกรุ๊ปไลน์(Line)ผู้บริหารระดับ10 และ11ขึ้น เพื่อที่ต่อไปจะได้สื่อสารและการทำงานมีความรวดเร็วมากขึ้น
       รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการแบ่งงานกับ รมช.ศึกษาธิการ ทั้ง2คนนั้นเบื้องต้นขอให้คงไว้ตามเดิม โดย นพ.ธีระเกียรติ ขอให้ดูแลงานในส่วนที่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีต รมช.ศึกษาธิการเคยรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการทำงานให้ตนดำเนินการใน2เรื่องหลัก คือ การปฏิรูปการศึกษา และการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน
       ซึ่งปัญหาทุจริตนั้นมีแทรกซึมไปทุกกระทรวง แต่เท่าที่ถามจากปลัด ศธ.ทราบว่าข้าราชการศธ.เกิน90%ถือว่ามีปัจจัยบวก คือไม่มีปัญหาทุจริต รวมทั้งได้หารือกับพล.ร.อ.ณรงค์พิพัฒนาศัย รองนายกฯ อดีตรมว.ศึกษาธิการ ก็ทราบว่าที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตหลายๆ เรื่องไปค่อนข้างมากแล้ว เมื่อเข้ามาก็จะสานต่อและดูว่าในเรื่องอะไรที่ยังมีปัญหาติดขัดก็แก้ไข เช่นเดียวกับปัญหาของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) องค์การค้าฯ ก็จะดำเนินการต่อด้วย
       “นายกฯให้การบ้านมาพอสมควรซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลานี้ผมคงยังไม่มีนโยบายอะไรใหม่ เพราะถ้ามีข้าราชการคงทำงานไม่ทัน เช่นการปฏิรูปการศึกษา ก็มีรายละเอียดอื่นๆที่แฝงไว้ในการปฏิรูป ซึ่งได้ย้ำให้ผู้บริหารองค์กรหลักไปดูถึงปัญหาต่าง ๆและขอให้ดูลงลึกถึงรายะลเอียดให้ชัดเจน เพราะเลขาธิการแต่ละแท่งต้องเข้าใจและอธิบายกับผมได้ ซึ่งการที่ผมได้มาอยู่ที่นี่มีทั้งคนให้กำลังใจต้อนรับ มีทั้งคนท้าทายและปรามาส ก็คงต้องมาสู้กันหน่อย เพราะงานการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องมาช่วยกันซึ่งหากว่าตามจริงผมมีประสบการณ์ด้านการศึกษามาพอสมควร เพราะคุณแม่เป็นครู คุณตาเป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชน เคยไปสอนวิชาพลศึกษาให้กับเด็กอยู่บ่อยครั้ง และยังเคยเป็นผู้บังคับบัญชาโรงเรียนวิวัฒพลเมืองกองพลทหารราบที่11ทำให้พอรู้บ้างว่าครูคิดอะไร และเด็กต้องการอะไร ไม่ใช่เป็นมือใหม่เลยทีเดียว แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้เชียวชาญ ส่วนนโยบายเดิม ยืนยันว่าจะสานต่อทุกเรื่อง แต่ต้องมาลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนควรทำก่อน โดยยึดนโยบายของนายกฯเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ต้องเป็นที่ยอมรับของคนในศธ.”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
       รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ส่วนการการเสนอรายชื่อผู้บริหารระดับ11แทนตำแหน่งที่เกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้นั้น หากพล.ร.อ.ณรงค์ส่งชื่อให้นายกฯพิจารณาแล้ว ก็คงเป็นไปตามนั้น ขึ้นอยู่กับนายกฯจะตัดสินใจอย่างไร ส่วนตัวไม่มีใครอยู่ในใจ ไม่รู้จักใครเป็นพิเศษ ทุกอย่างต้องเอาผลงานมาดูกัน
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการรับฟังรายงานจากผู้บริหาร รศ.นพ.กำจร ได้รายงานสถานการณ์มีที่โทรศัพท์เข้ามาป่วนเมื่อวันที่21ส.ค.ที่ผ่านมารวมทั้งมาตรการในการรักษาความปลอดภัย ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้สั่งการให้ ปลัด ศธ.มอบหมายให้ผู้บริหารคนใดคนหนึ่งรับผิดชอบงานดูแลและวางมาตรการรักษาความปลอดภัยภายใน ศธ. ทั้งหมดโดยให้ใช้รูปแบบเดียวกับทหาร ที่แบ่งระดับความปลอดภัยทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการ เน้นย้ำว่าไม่ได้ให้ทำเพราะความตื่นกลัวแต่ถือเป็นการเตรียมความพร้อม โดยหลังจากพบกับผู้บริหารเรียบร้อย ก็ได้เข้าห้องทำงาน รมว.ศึกษาธิการ เซ็นต์แฟ้มงานวันแรกตามธรรมเนียม ก่อนลงมาเยี่ยมชมสถานที่ ห้องทำงานต่างๆภายในกระทรวง รวมถึงห้องผู้สื่อข่าวประจำ ศธ.ด้วย
       ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดถือฤกษ์13.29น.พล.อ.ดาว์พงษ์ ระบุว่า ตนไม่ได้ถือฤกษ์อะไรเพียงแต่ช่วงเช้าตนไปอำลาข้าราชการที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ช่วงบ่ายจึงมาที่ ศธ.ซึ่งจากนี้ขอเวลาสักนิดให้ตนได้ศึกษาการทำงาน

 

สพฐ.รับลูก’บิ๊กตู่’ลดชม.ชั้นประถมเหลือ840ชม.ต่อปี

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150824/212182.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2558
สพฐ.รับลูก'บิ๊กตู่'ลดชม.ชั้นประถมเหลือ840ชม.ต่อปี

สพฐ.รับลูก’บิ๊กตู่’ลดชม.ชั้นประถมเหลือ840ชม.ต่อปี : เกศกาญจน์ บุญเพ็ญรายงาน

            หลัง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการเฉียบขาดให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงไปจัดการแก้ไขปัญหา “การปรับโครงสร้างเวลาเรียน” หรือ “การลดชั่วโมงเรียน” ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เด็กได้มีเวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกับพ่อแม่ ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างเหมาะสมตามวัย ไม่ใช่แต่ละวันเวลาหมดไปกับการท่องตำราหรือทำการบ้านเพียงอย่างเดียว รวมถึงให้ ศธ.เร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานรองรับด้วย

ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เด้งรับลูกใบสั่งนายกฯ เดินหน้าปรับลดชั่วโมงเรียน โดยแจ้งแนวปฏิบัติการจัดโครงสร้างเวลาเรียน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ให้โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ใช้เป็นแนวทางการจัดการศึกษาให้แก่เด็กและให้เริ่มปีการศึกษา 2558 ในระดับประถมศึกษา

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า การปรับลดชั่วโมงเรียนนั้น สพฐ.สามารถทำได้ทันที เพราะมีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย ในระหว่างที่การยกร่างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ยังไม่เสร็จ คาดว่าต้องใช้เวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมานายกฯ มีความห่วงใยและต้องการให้เร่งดำเนินการปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับนักเรียนโดยเร็ว เพราะไม่ต้องการให้เด็กเรียนอัดแน่นจนเกินไปและมีเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ มากขึ้น

“การปรับลดเวลาเรียนจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย แต่เบื้องต้น สพฐ.ก็ได้กำหนดกรอบโครงสร้างเพื่อให้โรงเรียนนำไปประยุกต์ใช้ ปรับเวลาเรียนให้ยืดหยุ่นเหมาะสมตามบริบทของแต่ละโรงเรียนและให้เริ่มทำในระดับประถมศึกษาทันทีที่เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558” ดร.กมล กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.บอกด้วยว่า สำหรับกรอบโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องไม่เกินปีละ 1,000 ชั่วโมง ดังนี้ รายวิชาพื้นฐาน 840 ชั่วโมงต่อปี แบ่งเป็น ภาษาไทย ป.1-ป.3 จำนวน 200 ชั่วโมงต่อปี ป.4-ป.6 จำนวน 160 ชั่วโมงต่อปี คณิตศาสตร์ ป.1–ป.3 จำนวน 200 ชั่วโมงต่อปี ป.4-ป.6 จำนวน 160 ชั่วโมงต่อปี วิทยาศาสตร์ ป.1-ป.6 จำนวน 80 ชั่วโมงต่อปี สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.1-ป.6 จำนวน 120 ชั่วโมงต่อปี สุขศึกษาและพลศึกษา ป.1-ป.6 จำนวน 80 ชั่วโมงต่อปี ศิลปะ ป.1-ป.6 จำนวน 80 ชั่วโมงต่อปี การงานอาชีพและเทคโนโลยี ป.1-ป.3 จำนวน 40 ชั่วโมงต่อปี ป.4-ป.6 จำนวน 80 ชั่วโมงต่อปี และภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ป.1-ป.3 จำนวน 40 ชั่วโมงต่อปี ป.4-ป.6 จำนวน 80 ชั่วโมงต่อปี กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 120 ชั่วโมงต่อปี รายวิชา/กิจกรรมเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อปี

ขณะที่ นายอำนวย พุทธมี ผู้อำนวยการโรงเรียนพญาไท เล่าว่า โรงเรียนพญาไทเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล มีการจัดการเรียนการสอนทั้งหลักสูตรอิงลิชโปรแกรมและมินิอิงลิชโปรแกรม ซึ่งตามกรอบโครงสร้างเวลาเรียนและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ที่ 1,200 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งในปีการศึกษา 2558 ก็ยังคงกรอบเวลาเดิมไว้ แต่เฉพาะโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระฯ โรงเรียนจะยึดตามแนวทางของ สพฐ.ที่ 840 ชั่วโมงต่อปีแล้วไปปรับลดเวลาเรียนต่อสัปดาห์ของรายวิชาเพิ่มเติม อาทิ วิชาภาษาจีน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การค้นคว้าเพื่อการเรียนรู้ ฯลฯ และเน้นนำไปบูรณาการในช่วงเวลาของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน อาทิ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ เป็นต้น

“แนวทางที่ สพฐ.ชี้แนะมานั้นก็เปิดโอกาสและยังให้อิสระแก่โรงเรียนบริหารจัดการได้ตามความเหมาะสม โดยเด็กต้องไม่เรียนมากจนเกินไป แต่ได้ความรู้ครบถ้วน ซึ่งยืนยันว่าในด้านคุณภาพการศึกษาไม่มีผลกระทบแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่โรงเรียนทุกแห่งและ สพฐ.ให้ความสำคัญ” ผอ.โรงเรียนพญาไท กล่าว

สอดคล้องกับ นายบัณฑิต พัดเย็น ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิตประถม กล่าวว่า เข้าใจว่าเจตนาของ สพฐ.ที่กำหนดโครงสร้างเวลาเรียนไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง ในระดับประถมไว้เป็นแนวทางให้โรงเรียนนำไปปรับบูรณาให้เหมาะสมตามสภาพและบริบทของชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ แต่เป้าหมายเพื่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ แต่สำหรับโรงเรียนราชวินิตประถมเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล ยังคงต้องยึดโครงสร้างเวลาเรียนรวมอยู่ที่ 1,200 ชั่วโมง แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนเข้มงวดหรืออัดแน่นวิชาการแก่เด็กจนไม่มีเวลา ไปทำกิจกรรมอื่นๆ แต่จะปรับและยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของการเรียนในแต่ละกลุ่มสาระฯ เน้นสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานเพื่อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข สนุกและไม่เบื่อ ที่สำคัญตามโครงสร้างเวลาดังกล่าวเด็กของโรงเรียนราชวินิตไม่ต้องไปเรียนพิเศษหรือกวดวิชาหลังเลิกเรียนด้วยถึงเวลาพ่อแม่ผู้ปกครองมารับลูกตรงกลับบ้านได้ทันที

ด้านนักวิชาการศึกษา รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ให้ความเห็นว่า การปรับลดเวลาเรียนควรทำอย่างยิ่ง แต่ส่วนตัวเห็นว่าแม้จะปรับลดเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระฯ เหลือ 840 ชั่วโมงต่อปีสำหรับเด็กประถมก็ยังเป็นเวลาที่สูงอยู่ เพราะประเทศที่พัฒนาการศึกษาส่วนใหญ่โครงสร้างเวลาเรียนเด็กประถมอยู่ที่ 700-750 ชั่วโมงต่อปี ทั้งนี้ การปรับลดเวลาเรียนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่โรงเรียนต้องหันมาให้ความสำคัญคือ ต้องบูรณาการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น และทำอย่างเข้มข้น เน้นการเรียนที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งจะช่วยเสริมทักษะการคิดให้เด็ก และส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาดีขึ้น

“ความจริงคุณภาพการศึกษาไทยในกลุ่มอาเซียนไม่ได้แย่หรือรั้งท้ายอย่างที่พูดกัน หรือถ้าเทียบกับประเทศเวียดนามก็อยู่ในระดับใกล้เคียง ยกเว้นสิงคโปร์และมาเลเซียเท่านั้นที่เราเป็นรอง เพราะต้องยอมรับเขาจัดระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ดังนั้นเราก็ต้องใช้โอกาสนี้ส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนสอนแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นตัวช่วยยกระดับคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาไทย” รศ.ดร.ประวิต กล่าว

ปรับลดชั่วโมงเรียน แต่ “ไม่ลดคุณภาพการศึกษา” จะสามารถตอบโจทย์ “บิ๊กตู่” ได้หรือไม่ บทพิสูจน์ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของทั้ง “คุณครู และ ผู้บริหารสถานศึกษา” เน้อ!!

มพ.จัดโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150824/212167.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2558
มพ.จัดโครงการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม

มหาวิทยาลัยพะเยาจัดโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมโดยการเจริญภาวนาในแนวทาง’ระลึกรู้สึกใจ’

           24ส.ค.2558 งานวินัยและพัฒนานิสิต กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยพะเยา จัดโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม โดยการเจริญภาวนา ในแนวทาง “ระลึกรู้สึกใจ” เพื่อให้นิสิตเป็นผู้มีความเพียร ความอดทน มีความเสียสละ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อน รุ่นพี่และอาจารย์ ด้วยการฝึกปฏิบัติการเจริญภาวนาในแนวทาง “ระลึกรู้สึกใจ” สามารถนำไปปฏิบัติในการดำรงชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคต

โดยมี ดร.พรชัย นุชสุวรรณ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานเปิดโครงการ ดร.สำราญ ทองแพง รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา เป็นผู้กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจากอาจารย์อรนุช หลิมประเสริฐ พร้อมคณะวิทยากร ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธเฉลิมพระเกียรติ เป็นวิทยากรบรรยาย เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องเรียน CE 07208 อาคารเรียนรวม CE มหาวิทยาลัยพะเยา

ตั้งกก.สอบครูร.ร.ดังตบหัวนร.

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150822/212091.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2558
ตั้งกก.สอบครูร.ร.ดังตบหัวนร.

สพม.เขต 31 ตั้ง กก.สอบ เตรียมสั่งย้าย รองผอ.ร.ร.ดัง บันดาลโทสะตบหัวแกนนำ ขณะพาเพื่อน นร.ประท้วงคัดค้านเก็บค่าเอสเอ็มเอส

                      22 ส.ค. 58  จากการเผยแพร่ภาพวิดีโอคลิปในโลกออนไลน์ กรณีนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา รวมตัวกันอยู่บริเวณสนามโรงเรียนเรียกร้องให้ผู้บริหารโรงเรียนออกมาชี้แจงกรณีที่โรงเรียนเรียกเก็บเงินเพิ่มจากนักเรียนหลายรายการ โดยเฉพาะค่าเอสเอ็มเอส (ข้อความทางโทรศัพท์มือถือ) ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เกิดความสงสัยไม่รู้ว่าโรงเรียนนำเงินที่เรียกเก็บไปพัฒนาโรงเรียนด้านไหน จึงรวมตัวกันชุมนุมขอคำชี้แจงจากผู้บริหารโรงเรียน
                      ขณะเดียวกัน ผู้บริหารโรงเรียนได้เดินเข้ามาเจรจาพร้อมทั้งสั่งให้นักเรียนแยกย้ายไปเข้าห้องเรียนตามเดิม แต่เด็กนักเรียนยืนยันว่าจะให้ผู้บริหารโรงเรียนออกมาชี้แจงให้ทราบก่อน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่รองผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นอย่างมาก จนแสดงอารมณ์โกรธและใช้ถ้อยคำดุด่ากลุ่มนักเรียนที่ออกมาประท้วง ท่ามกลางความไม่พอใจและเสียงโห่ไล่ของนักเรียนอยู่ตลอดเวลา ทำให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนคนดังกล่าวเดินเข้าไปหาเด็กนักเรียน ก่อนจะใช้ฝ่ามือตบที่ศีรษะเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งอย่างแรง 1 ครั้ง จนครูอีกคนหนึ่งต้องเข้ามาห้ามเพราะเกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลายออกไปนั้น
                      ล่าสุด บ่ายวันนี้ (22 ส.ค.) นายรณชัย สุขสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 31 เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 31 ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และจะสรุปผลการสอบสวนให้เสร็จไม่เกิน 1 สัปดาห์ ขณะที่ต้นสังกัดเตรียมพิจารณาสั่งย้ายผู้บริหารโรงเรียนคนดังกล่าวไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นเป็นการชั่วคราวจนกว่าผลการสอบสวนจะเสร็จสิ้น
                      “ผู้บริหารได้ยอมรับว่าได้กระทำการดังกล่าวจริง เพราะบันดาลโทสะ เนื่องจากเจรจากับกลุ่มนักเรียนที่ประท้วงไม่เป็นผลและถูกโห่ไล่ โดยพร้อมจะปฏิบัติการตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาหากมีคำสั่งจากต้นสังกัดให้ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาอื่น”
                      รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 31 กล่าวอีกว่า ได้มีคำสั่งให้ชะลอโครงการเอสเอ็มเอส ซึ่งเป็นโครงการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ระหว่างโรงเรียน เด็กนักเรียน และผู้ปกครอง โดยเตรียมคืนเงินที่โรงเรียนได้เรียกเก็บมาแล้วบางส่วนเป็นจำนวนเงินประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งจะสามารถคืนเงินให้แก่เด็กนักเรียนได้ภายในสัปดาห์หน้า
                      ด้านนายเอ (นามสมมติ) เด็กนักเรียนที่ถูกทำร้ายร่างกาย กล่าวว่า หลังเกิดเหตุมีอาจารย์ และผู้ใหญ่บางท่าน ได้มาขอไม่ให้ตนเข้าแจ้งความเอาผิดกับผู้บริหารโรงเรียนท่านนี้ แต่ตนพร้อมผู้ปกครองไม่ยอมความแน่นอน เพราะถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ แต่เดิมตนได้ทำคลิปวิดีโอสอบถามเรื่องอุปกรณ์การเรียนที่รัฐจัดสรรให้ เนื่องจากได้อุปกรณ์การเรียนไม่ตรงกับหนังสือคู่มือที่โรงเรียนแจกมา รวมถึงไม่ครบตามจำนวนเงินที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรมาให้ อีกทั้งยังมีการเรียกเก็บเงินค่าอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าปีการศึกษาก่อนๆ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ สุดท้ายจึงตัดสินใจปรึกษากับเพื่อนนักเรียนที่มีความคิดคล้ายกัน เพื่อสอบถามอาจารย์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา จนถูกทำร้ายร่างกาย
                      “สิ่งที่ทำไปทุกอย่าง เกิดขึ้นจากความคิดของผมแต่เพียงผู้เดียว ที่ต้องการให้ทางโรงเรียนชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ให้แก่นักเรียนได้รับทราบ เพราะถือเป็นสิทธิ์ที่นักเรียนควรรู้ และรับทราบ เนื่องจากครอบครัวต้องแบกภาระค่าใช้จ่าย ยืนยันว่าไม่มีผู้ใดอยู่เบื้องหลัง หรือหวังผลใดๆ ทั้งสิ้น และไม่ได้ตั้งใจให้เหตุการณ์บานปลายขนาดนี้ แต่ที่เสียใจที่สุดก็คือการกระทำของคณะผู้บริหารที่ยังนิ่งเฉย อีกทั้งยังมีการใช้ถ้อยคำด่าทอ จนกระทั่งใช้กำลังทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถรับได้ จำเป็นที่จะต้องแจ้งความอย่างแน่นอน”
                      พร้อมกันนี้ นายเอยังได้โพสต์เฟซบุ๊กของตัวเอง ช่วงเช้าวันเดียวกัน เพื่อชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มเด็กนักเรียนดังกล่าวเป็นการชุมชนเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารโรงเรียนออกมาชี้แจง กรณีที่ทางโรงเรียนได้มีการเรียกเก็บเงินจากนักเรียนหลายรายการ โดยเฉพาะมีการเรียกเก็บเงินค่าเอสเอ็มเอส ซึ่งที่ผ่านมาเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทางโรงเรียนนำเงินที่เรียกเก็บไปพัฒนาโรงเรียนในด้านไหน และผู้บริหารก็ไม่ได้มีการชี้แจงแต่อย่างใด
                      ทั้งนี้ อยากขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจ โดยเฉพาะศิษย์เก่า และคณะครู ว่าเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ก็รักโรงเรียนเช่นเดียวกัน ขอให้หยุดการดุด่าว่ากล่าวกัน แต่ขอให้ทางโรงเรียนออกมาชี้แจงให้เด็กนักเรียนทุกคนเข้าใจก็จบแล้ว
                      ต่อมานายเอ พร้อมด้วยบิดาและมารดา ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา เพื่อลงบันทึกประจำวัน ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อกับทางโรงเรียน เพื่อขอสัมภาษณ์คณะผู้บริหารโรงเรียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ได้รับการปฏิเสธจากครูเวรที่รับสาย อ้างว่าวันนี้เป็นวันหยุดราชการ

‘ณรงค์’อำลาศธ.ฝาก’ดาว์พงษ์’สานต่อ

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150821/212032.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2558
'ณรงค์'อำลาศธ.ฝาก'ดาว์พงษ์'สานต่อ

‘ณรงค์’ ขอบคุณ ขรก.ศธ.ร่วมงาน 1 ปีแม้จะสั้นแต่ผูกพัน ฝาก ‘ดาว์พงษ์ – ธีระเกียรติ’ เร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา โทรศัพท์ขู่ระวังเกิดเหตุร้าย ปลัด ศธ.สั่งเฝ้าระวัง

                     21 ส.ค. 58  ที่ห้องศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสผู้บริหาร 5 องค์กรหลักและข้าราชการ ศธ. ทยอยเข้าพบเพื่ออำลา จากนั้นได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ฝากงานที่ยังค้างอยู่กับข้าราชการ อะไรที่เห็นว่าดี ก็ขอให้ช่วยกันสานต่อ แต่ถ้าอะไรที่เห็นว่าไม่ดี จะยกเลิกหรือทบทวนใหม่ ตนก็ไม่ว่าอะไร พร้อมกันนี้ได้ขอบคุณข้าราชการ ศธ.ทุกคน แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 1 ปีที่ทำงานกันมา แต่ก็มีความผูกพัน ขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อการศึกษาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป
                     “ส่วนงานที่อยากจะฝาก พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ มีหลายเรื่อง แต่หลักๆ คือ เรื่องของการปฏิรูปการศึกษาที่ยังค้างอยู่ การผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาในโครงการคุรุทายาท และโครงการทุนช่างเทคนิคและบัณฑิตนักปฏิบัติ การจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้กับโรงเรียนเอกชน รวมทั้งการปรับปรุงการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพ ครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) องค์การค้าของ สกสค. และคุรุสภา ที่อยากจะให้ช่วยกำกับดูแลเป็นพิเศษ”
ฝาก ‘ดาว์พงษ์ – ธีระเกียรติ’ เร่งเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา
                     ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. ว่า ในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา การทำงานของผู้บริหารชุดเดิมนั้นเป็นในลักษณะเชิงตั้งรับ แต่นับจากนี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนที่ต้องเห็นผลการเปลี่ยนแปลง และหากเป็นเช่นที่ พล.ร.อ.ณรงค์ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ อาจจะถือไม่เรียวเข้ามา ศธ. ตนเชื่อว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ จะเข้ามาเขย่างานปฏิรูปการศึกษาให้เดินหน้าได้ด้วยบุคลิกที่เด็ดขาด ส่วน นพ.ธีระเกียรติ นั้นตนเปรียบเทียบว่าเป็นตัวจี๊ดมีความสดใหม่และไฟแรง ดังนั้น รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน จะเข้ามาขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาที่เวลานี้โรดแม็พต่างๆ ก็ได้วางไว้เรียบร้อยแล้ว ขาดเพียงการผลักดันให้เกิดผลเท่านั้น
                     “ขอฝาก พล.อ.ดาว์พงษ์ และ นพ.ธีระเกียรติ ว่าในส่วนงานบริหารราชการแผ่นดินให้ข้าราชการประจำทำ แต่ขอให้ทั้ง 2 ท่านมาวางกรอบปฏิรูปว่าระยะเวลา 1 ปีนี้จะทำเช่นไร ส่วนเรื่องปราบทุจริตที่มีใน ศธ. อย่างไรเสียก็ต้องสานต่อ เป็นเรื่องสำคัญรองลงมาจากการปฏิรูปการศึกษา และถือว่าการปราบทุจริตเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ พล.ร.อ.ณรงค์ ดังนั้นเมื่อมีการส่งต่องาน ผมก็เชื่อว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ ก็จะฟันต่อผู้ที่ทำผิด ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการปฏิรูปวิชาชีพครู เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลา 1 ปีจากนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนทีมสังคมและการศึกษาด้วย”
                     อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวต่อว่า คาดว่า รมว.ศึกษาธิการท่านใหม่ คงจะไม่เปลี่ยนนโยบายมากนัก เพราะที่สุดแล้วจะต้องอิงกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษา ก็ต้องมาทำเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ ทหารอาจจะไม่มีความเข้าใจในเรื่องการศึกษาที่มากพอ ตนเห็นว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ ควรจะต้องมีทีมที่ปรึกษาซึ่งมีความเชี่ยวชาญงานการศึกษาโดยเฉพาะ เพราะการศึกษาไม่สามารถใช้คำสั่ง หรือใช้วิธีทุบโต๊ะได้ ต้องการคนที่มีความเข้าใจถึงวัฒนธรรมของ ศธ.ด้วย เช่นนี้จะช่วยให้การขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาประสบผลสำเร็จได้
                     “การที่ผมวิจารณ์ให้ความเห็นไม่ได้ต้องการมาเป็นที่ปรึกษา ถึงเชิญมาผมก็ไม่เป็นเพราะผมเป็นนักวิชาการศึกษา หน้าที่ผมต้องการช่วยวิพากษ์วิจารณ์สะท้อนปัญหาเท่านั้น ทั้งนี้ อยากเสนอด้วยว่าจากนี้อย่ามีการปรับเปลี่ยน รมว.ศึกษาธิการ อีก และขอให้มอบภารกิจชัดเจนว่าให้ทำงานวางรากฐานปฏิรูปการศึกษาให้ชัดเจน”
ขู่ระวังเหตุร้ายใน ศธ.
                     เมื่อเวลา 14.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีชายลึกลับโทรศัพท์เข้ามาที่สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. ข่มขู่ให้ระวัง ว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นที่ ศธ. และขอให้ตรวจสอบบริเวณรอบกระทรวงให้ดี
                     รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวว่า ตนรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยก่อนหน้านั้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตามมาตรการที่วางไว้ล่วงหน้า มีการติดกล้องวงจรปิดเพิ่มทั้งในพื้นที่ที่มองเห็นและไม่เห็น เบื้องต้นคาดว่าอาจจะเป็นกลุ่มที่ต้องการก่อกวน และตั้งใจจะสร้างกระแสทำให้เกิดความหวาดกลัว ดังนั้น จึงไม่อยากให้ทุกคนเกิดความวิตกกังวลมากเกินไป

ธัญบุรีพัฒนาผู้ประกอบการดึงเอสเอ็มอีแบงก์ยกผลิตภาพการผลิต

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150821/212010.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2558
ธัญบุรีพัฒนาผู้ประกอบการดึงเอสเอ็มอีแบงก์ยกผลิตภาพการผลิต

ธัญบุรีพัฒนาผู้ประกอบการดึงเอสเอ็มอีแบงก์ยกผลิตภาพการผลิต : รายงานโดยชุลีพร อร่ามเนตร

             “หน้าที่มหาวิทยาลัยไม่ใช่ผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติคุณภาพ มีความรู้ ทำงานเป็น แต่ต้องให้บริการวิชาการ มีบทบาทพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า มทร.ธัญบุรี มีนโยบายในการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเข้าไปช่วยยกระดับผลผลิต คุณภาพ เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาเอสเอ็มอีให้มีความยั่งยืน ก้าวกระโดดไปเป็นธุรกิจขนาดใหญ่” รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวถึงจุดเริ่มของโครงการพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity Improvement Loan) ภายใต้ความร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์

ซึ่งความร่วมมือกับทางเอสเอ็มอีแบงก์ ให้คำปรึกษาแนะนำแบบโคชชิ่ง เสนอแนะแนวทางพัฒนาธุรกิจด้านต่างๆ เช่น การผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาและการจัดการองค์กร รวมถึงฝึกอบรม เน้นด้านที่เกี่ยวกับ Digital for Productivity จัดทำรายงานวิเคราะห์ธุรกิจ (Business Model) แก่สถานประกอบการเอสเอ็มอี ภาคกลางรวม 29 จังหวัด 900 ราย 31 กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรม กลึง หล่อ ปั้ม ชุบ โลหะ กลุ่มอุตสาหกรรมการขนส่ง กลุ่มอุตสาหกรรม การค้าปลีก กลุ่มอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร กลุ่มอุตสาหกรรม การผลิตเครื่องจักรเครื่องมืออุปกรณ์ เป็นต้น

“การเติบโตเอสเอ็มอีที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกันของสถาบันการศึกษาและสถาบันการเงิน หรือสถาบันอื่นๆ เป็นการสร้างนักอุตสาหกรรม นักพัฒนาอุตสาหกรรม และนักนวัตกรรม โดยการลงพื้นที่ให้คำแนะนำ คำปรึกษา ช่วยเหลือต่างๆ มหาวิทยาลัยมอบให้อาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จเข้าไปช่วย ทั้งด้านการลดค่าใช้จ่ายในการผลิต ลดปัญหาการผลิต และลดการสูญเสียของการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพสินค้า ลดต้นทุน ขณะเดียวกัน เอสเอ็มอีแบงก์สนับสนุนเงินทุน 16 ล้านบาท ทำให้เกิดการพัฒนา แก้ปัญหาตรงเป้าหมาย และมีความต่อเนื่อง เพราะมีทั้งผู้เชี่ยวชาญ งบประมาณ และมีองค์ความรู้ในดำเนินงาน”

ทั้งนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีล้วนมีความรู้ระดับสูง มุ่งสร้างมาตรฐาน คุณภาพผลผลิตเป็นสำคัญ โครงการดังกล่าวเข้าไปช่วยเติมเต็ม ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีมีความรู้ แก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงปรับเปลี่ยนความคิดนักธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ทำอุตสาหกรรมกลุ่มเดียวกันให้มองเป็นคู่ค้าไม่ใช่คู่แข่ง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ จับคู่แลกเปลี่ยนความรู้ และถ่ายทอดความรู้จากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปสู่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อย

นอกจากนั้นยังมุ่งให้ทั้งความรู้และคำปรึกษาในเชิงการผลิต วิศวกรรมการผลิต เชิงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดีไซน์การบรรจุภัณฑ์ ช่วยพัฒนาผู้ประกอบการทั้งด้านการผลิต เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดทำธุรกิจเชิงตลาดออนไลน์ จากคณะบริหารธุรกิจ ทั้งสาขาการตลาด การจัดการ การบัญชี และเศรษฐศาสตร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพ ปูพรมการพัฒนาการตลาดในกลุ่มสังคมออนไลน์

“การที่มหาวิทยาลัยส่งอาจารย์ นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วม ลงพื้นที่ไปในแต่ละภาคอุตสาหกรรมเป็นเสมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ให้นักศึกษา คณาจารย์ได้ประสบการณ์ มุ่งมองความคิด และที่สำคัญยังเป็นโจทย์วิจัยให้คณาจารย์ในการพัฒนาองค์ความรู้ ต่อยอด งานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ขณะที่นักศึกษาได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการที่ดี ได้เรียนรู้ทั้งตัวอย่างที่ถูกและผิด ได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติจริง”

ทุกโครงการของมหาวิทยาลัยคำนึงถึงโอกาสของศิษย์เก่าได้เข้ามาศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพราะการผลิตบัณฑิตไม่ใช่เพียงเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปี แล้วจบ แต่ต้องเพิ่มเติมศักยภาพ ความรู้ความสามารถของพวกเขาตลอดเวลา มหาวิทยาลัยได้พัฒนาการเรียนการสอน เน้นการปฏิบัติลงมือจริง เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาจบออกไปอยากเป็นเจ้าของกิจการ สามารถทำเป็น คิดเป็น และรู้จักทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม การเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ดีต้องไม่หยุดนิ่งต่อการพัฒนา เทคนิคการผลิต และคุณภาพการผลิตเอสเอ็มอีต้องมุ่งการพัฒนาสินค้าบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงเอสเอ็มอีต้องมุ่งหาตลาดไม่ใช่เฉพาะภายในประเทศ แต่ต้องเป็นตลาดในสังคมออนไลน์ และตลาดอาเซียน

สุพจน์ อาวาส กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า ธนาคารต้องการส่งเสริมสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีศักยภาพ มีความเข้มแข็งในทุกด้าน โดยได้รับงบประมาณจากกระทรวงอุตสาหกรรมในการผลักดันพัฒนาเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเอสเอ็มอี โดยอาศัยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่มีบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสิทธิภาพในการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในการปรับโครงสร้าง หรือดูแลเกี่ยวกับการทำธุรกิจเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันเป็นการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ซึ่งทุกโครงการของมหาวิทยาลัยคำนึงถึงโอกาสของศิษย์เก่าได้เข้ามาศึกษา ค้นคว้าเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพราะการผลิตบัณฑิตไม่ใช่เพียงเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย 4 ปี แล้วจบ แต่ต้องเพิ่มเติมศักยภาพ ความรู้ความสามารถของพวกเขาตลอดเวลา มหาวิทยาลัยได้พัฒนาการเรียนการสอน เน้นการปฏิบัติลงมือจริง เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาจบออกไปอยากเป็นเจ้าของกิจการ สามารถทำเป็น คิดเป็น และรู้จักทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม การเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ดีต้องไม่หยุดนิ่งต่อการพัฒนา เทคนิคการผลิต และคุณภาพการผลิตเอสเอ็มอีต้องมุ่งการพัฒนาสินค้าบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงเอสเอ็มอีต้องมุ่งหาตลาดไม่ใช่เฉพาะภายในประเทศ แต่ต้องเป็นตลาดในสังคมออนไลน์ และตลาดอาเซียน

โครงการพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity Improvement Loan) เป็นอีกหนึ่งโครงการในการพัฒนาศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ธุรกิจที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยนั่นเอง

‘เรียงร้อยถ้อยคำ รำพันถึงแม่’

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150820/211956.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2558
'เรียงร้อยถ้อยคำ รำพันถึงแม่'

เปิดโลกการศึกษามุสลิมตอน: ‘เรียงร้อยถ้อยคำ รำพันถึงแม่’

            อยากบอกแม่ให้รู้ว่าลูกรัก ลูกตระหนักรักแม่แท้แค่ไหน

ยากลำบากมากมายสักเท่าไหร่ ลูกไม่เคยหวั่นใจเพราะเพื่อแม่

อยากบอกแม่ให้รู้ว่าลูกสู้ แม้จะอยู่กับน้ำตาก็ไม่แพ้

ขอเพียงได้ทำเพื่อแทนคุณแม่ แม้ลูกจะแพ้…ลูกก็ภูมิใจ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2558 สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร งานวันแม่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร สำหรับปีนี้ เป็นปีแห่งการจัดงานที่สมบูรณ์ที่สุดของการรวมตัวนักศึกษาทั้งคณะกรรมการและน้องๆ นักศึกษาที่มีความชำนาญทางด้านเทคโนโลยีทีทันสมัย รวมถึงการประสานงานกับนักศึกษาที่เมืองไทยเพื่อให้งานวันแม่ในครั้งนี้สมบูรณ์ที่สุด และก็สมบูรณ์ที่สุดจริงๆ

เมื่อเวทีสุดอลังการงานสร้าง ฉาก แสง สีเสียง และคลิป ดำเนินขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนักศึกษากว่า 300 คน นิ่งเงียบเหมือนไม่มีผู้คน พร้อมๆ กับน้ำตาที่รินไหลอาบแก้มไปพร้อมๆ กัน เพราะเสียงพูดซึ่งออกมาจากความรู้สึกของแม่ ที่มีต่อลูกของนักศึกษาบางคน คือ ตัวแทนของเสียงแห่งความรักของแม่ของพวกเรานักศึกษาไทยในประเทศอียิปต์

“นายพีรศักย จันทวรินทร์” เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร กล่าวว่า “คำว่า “แม่” ทุกชนชาติ ทุกภาษาจะมีคำว่าแม่บัญญัติขึ้นมา คำคำนี้แสดงถึงตัวแทนของความรักที่บริสุทธิ์ และยิ่งใหญ่ ผมรู้สึกดีใจที่ได้เห็นการจัดงานในวันนี้ โดยเฉพาะจัดเวทีได้สวยงาม สัมผัสได้ถึงความผูกพัน ความรักระหว่างนักศึกษากับผู้เป็นแม่ เมื่อได้อ่านบทความของน้องๆ นักศึกษา จะมีคำว่าพ่อแม่อยู่เสมอ ซึ่งสิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าพวกน้องๆ ทุกคนมีความตระหนักในเรื่องความกตัญญูต่อพ่อแม่มาก ขอชื่นชมนักศึกษาสุภาพสตรีที่มาร่วมงานวันแม่ในครั้งนี้มาก ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

ขณะที่ “อิสมาแอล สิงหาด” นายกสมาคม ปี 2558 บอกว่าทุกครั้งที่ได้นึกถึงภาพของแม่ ผู้มีแต่รอยยิ้ม ไม่มีคำบรรยายใดๆ ที่จะให้พอกับความยิ่งใหญ่ของความรักที่แม่ พ่อ มอบให้ สิ่งที่ผมทำได้ก็คือ ทำทุกวันนี้ให้ดีที่สุด และแบ่งเบาภาระของแม่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ขอบคุณมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ที่ให้โอกาสได้มาศึกษาได้เดินทางอยู่ในกรอบศาสนา ค่าใช้จ่าย ที่พักพิง แบ่งเบาภาระพ่อแม่ และได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ ขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ที่สนับสนุนให้มีการจัดงานวันแม่ เพื่อให้เราได้รำลึกถึงความรักของแม่

และทันทีที่คลิปเสียง แม่น้องมูบีน หรือ อนิรุตม์ โตสมบูรณ์ โฆษกและพิธีกรของสมาคม ดังขึ้น “อดทนนะมูบีน แม่เป็นกำลังใจให้ลูกนะ แม่รู้ว่าลูกของแม่เป็นคนอย่างไร ใครจะว่าลูกแม่อย่างไร แม่ก็ยังรักลูกของแม่เสมอ และยังเป็นเด็กดีของแม่ตลอดไป แม่รักลูกนะมูบีน” ทำเอาน้องมูบีนถึงกับร้องไห้ไม่หยุด ไม่มีคำพูดและคำกล่าวใดๆ เพียงแค่บอกกับแม่ผ่านงานในวันนั้นว่า ลูกจะทำให้ดีที่สุด เท่าที่ลูกจะทำได้ และก็ไม่มีรักใดที่จะยิ่งใหญ่เท่ากับความรักของแม่ที่แม่มอบให้ ลูกจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อแม่ เพื่อครอบครัวของเรา แม่สู้มาจนวันนี้ได้ผมจะสู้เพื่อแม่ต่อไป

ภายในวันงานเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความรัก เป็นน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม เพื่อความฝัน เพื่อความหวังของพ่อแม่และความตั้งใจของลูกๆ แม้จะลำบากเพียงใดก็ไม่ย่อท้อ เพื่อความสำเร็จที่แม่รอคอย งานวันแม่แห่งชาติในปีนี้ ทั้งบนเวทีที่นำเสนอเรื่องราวของนักศึกษามาพูดคุยถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก และความรักของลูกที่มีต่อแม่ เป็นการจัดงาน การนำเสนอเรื่องราวดีๆ ที่ทำให้พวกเรานักศึกษามุสลิมไทยในอียิปต์รักแม่มากยิ่งขึ้น

ขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ ขอบคุณสถานเอกอัครราชทูตฯ ขอบคุณคณะกรรมการสมาคม ที่ร่วมด้วยช่วยกันจัดกิจกรรมดีๆ และมีประโยชน์อย่างนี้ให้แก่สังคมนักศึกษาไทยในไคโร วันนี้ “ร้องไห้หนักมาก”

แข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ2015ไทยซิว1ทอง1ทองแดง10ชมเชย

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150819/211877.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2558
แข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ2015ไทยซิว1ทอง1ทองแดง10ชมเชย

แข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ2015 ไทยซิว1ทอง1ทองแดง10ชมเชย : ฐาปนิจ ศรีบุญมารายงาน

               ปิดฉาก WorldSkills 2015 ไทยคว้า 1 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง 10 เหรียญรางวัลยอดเยี่ยมจากการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 43 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ หรือ WorldSkills ครั้งที่ 43 ที่เมืองเซาเปาโล สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา

โดยตัวแทนเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลได้ทั้งสิ้น 12 รางวัล 1 เหรียญทอง จาก กิตตินันท์ ศรสงคราม สาขางานกลึงอัตโนมัติ (CNC Turning)  1 เหรียญทองแดงจาก ศุภรัตน์ รัตนพันธุ์ สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม (Welding) และ 10 เหรียญรางวัลยอดเยี่ยม จากการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ในสาขาบริการอาหารและเครื่องดื่ม (Restaurant Service), สาขาเมคคาทรอนิกส์ ประเภททีม 2 คน (Mechatronics), สาขาโพลีแมคานิกส์ระบบอัตโนมัติ (Polymechanics/Automation), สาขาปูกระเบื้อง (Wall and Floor Tiling), สาขาแต่งผม (Hairdressing), สาขาประกอบอาหาร (Cooking), สาขาแฟชั่นเทคโนโลยี (Fashion Technology), สาขาระบบความเย็น (Refrigeration and Air Conditioning), สาขากราฟฟิกดีไซน์ (Graphic Design Technology) และสาขาเสริมความงาม (Beauty Therapy)

“กิตตินันท์” ซึ่งได้เหรียญทอง สาขางานกลึงอัตโนมัติ เป็นตัวแทนบริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า ดีใจมาก การฝึกซ้อมเก็บตัวเป็นประโยชน์มาก ทำให้แก้ปัญหาหน้างานได้อย่างดี มีค่ากว่าเหรียญทอง ที่ได้เรียนรู้จากการเก็บตัว ได้มิตรภาพ การทำงานร่วมกัน โพรเซสฝึกซ้อมต่อไปเรื่อยๆ

ขณะที่ “ศุภรัตน์” ปัจจุบันเรียนปี 2 แผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก ให้สัมภาษณ์ว่า การฝึกซ้อมทำให้สามารถแก้ปัญหาหน้างานไปได้ มีปัญหาตรงการปรับตัวกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่คุ้นเคย ที่ซ้อมมาจากไทย จะเก็บประสบการณ์ไปบอกรุ่นน้องรุ่นต่อๆ ไป เคยเข้าแข่งขันในกลุ่มอาชีวะระดับภาคจนได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ล่าสุดได้รับเลือกจากการแข่งขันทักษะฝีมือแรงงานที่กระทรวงแรงานให้เข้ามาเก็บตัวฝึกซ้อมเป็นเวลาทั้งหมด 6 เดือน ก่อนเป็นตัวแทนไปแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียนที่เวียดนามและได้เหรียญทองมาครอง

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ผู้นำทีมชาติไทย กล่าวว่า ประเทศไทยส่งเยาวชนร่วมแข่งขันทั้งหมด 23 คน ได้รางวัลรวม 12 รางวัล ถือว่าเกินครึ่งแล้ว สำหรับใบเซอร์ติฟิเคต 10 รางวัล คิดจากคะแนนเกิน 500 เท่ากับเป็นคะแนนที่ยอดเยี่ยมในระดับสากลแล้ว การแข่งขันนี้ถือเป็นสนามที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นสนามแข่งขันระดับโลก เป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก อยากให้นำประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขันไปปรับใช้ในการทำงานต่อไป สำหรับผู้ที่ได้เหรียญทองจะได้รับเงินรางวัลคนละ 3 แสนบาท เหรียญเงิน 2 แสนบาท เหรียญทองแดง 1 แสนบาท ส่วนผู้ที่ได้รับใบรับรองความสามารถจะได้รับเงินรางวัลคนละ 5 หมื่นบาท

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเดินทางไปประเทศบราซิลเพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจเยาวชนไทยที่ไปการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า ความสามารถของเยาวชนไทยไม่ธรรมดา เพราะมีคู่แข่งถึง 54 ประเทศ และหลายๆ ประเทศมีศักยภาพสูง การต่อยอดด้านอาชีพของเยาวชนกลุ่มนี้คงทำได้ไม่ยาก เนื่องจากมีทักษะฝีมือที่ดีอยู่แล้ว และมองว่าอนาคตจะต้องหาแนวทางเพิ่มจำนวนเยาวชนที่มีทักษะฝีมือช่างสาขาต่างๆ ให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมต้องการช่างฝีมือจำนวนมาก ทั้งนี้ได้หารือกับเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน ในการยกระดับทักษะฝีมือของเยาวชนไทยให้มีมาตรฐานมากขึ้น

ผลการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 43 ณ เมืองเซาเปาโล สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เหรียญทอง สาขา CNC Turning (สาขางานกลึงอัตโนมัติ)

– นายกิตตินันท์ ศรสงคราม

เหรียญทองแดง สาขา Welding (สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม)

– นายศุภรัตน์ รัตนพันธุ์

ใบรับรองความสามารถฝีมือผ่านเกณฑ์มาตรฐานจากการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 43 สาขา Polymechanics and Automation (สาขาโพลีแมคคานิกส์และระบบอัตโนมัติ)

– นายอดิศักดิ์ สกุลเดียว

สาขา Mechatronics (สาขาเมคคาทรอนิกส์) ประเภททีม 2 คน

– นายธีรัช จันจองคำ

– นายปฏิภาณ ห่วงศร

สาขา Wall and Floor Tiling (สาขาปูกระเบื้อง)

– นายธงไชย งามสมสุข

สาขา Hairdressing (สาขาแต่งผม)

– น.ส.ยุวะดี สนิทพจน์

สาขา Beauty Therapy (สาขาเสริมความงาม)

– น.ส.เฉลิมชนก ผายพิมพ์

สาขา Fashion Technology (สาขาแฟชั่นเทคโนโลยี)

– น.ส.อรวรรณ เพชรนิล

สาขา Cooking (ประกอบอาหาร)

– นายหัสพงศ์ เมธีวัชรธนาภรณ์

สาขา Restaurant Service (สาขาบริการอาหารและเครื่องดื่ม)

– นายดนัยกานต์ ศรีสุข

สาขา Refrigeration and Air Conditioning (สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น)

– นายปณชัย ศรีพิมาน

สาขา Graphic Design Technology (สาขากราฟฟิกดีไซน์)

– นายณัฐภณ นพวรรณ

‘ความคิดสร้างสรรค์’ปัจจัยสร้าง‘อำนาจต่อรอง’ในเวทีโลก

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150817/211741.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2558
'ความคิดสร้างสรรค์'ปัจจัยสร้าง‘อำนาจต่อรอง’ในเวทีโลก
'ความคิดสร้างสรรค์'ปัจจัยสร้าง‘อำนาจต่อรอง’ในเวทีโลก
'ความคิดสร้างสรรค์'ปัจจัยสร้าง‘อำนาจต่อรอง’ในเวทีโลก

‘ความคิดสร้างสรรค์’ปัจจัยสร้าง‘อำนาจต่อรอง’ในเวทีโลก : ภัทร อภิวัฒนกุล และณาคิน เหลืองนวล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ รายงาน

             ศ.ท็อดด์ ลูบาร์ธ อาจารย์มหาวิทยาลัยปารีส หนึ่งในคณะนักวิจัยโครงการพัฒนาเครื่องมือติดตามกระบวนการคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์ขององค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD กล่าวใจความตอนหนึ่งในการบรรยายว่าด้วยเรื่อง “เครื่องมือในประเมินความคิดสร้างสรรค์” ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นทักษะการเรียนรู้ที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ที่ตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการ เพราะเป็นทักษะเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทุกช่วงวัยประกอบด้วย ความสามารถในการแก้ปัญหา การประกอบอาชีพ และการพัฒนาสังคม

“นิยามความคิดสร้างสรรค์จึงรวมถึงความสามารถในการตอบสนองหรือการแก้ไขปัญหา การพัฒนาสิ่งที่แปลกใหม่จากความคิดเดิมๆ  การปรับปรุงแนวคิดให้เหมาะกับบริบทและเท่าทันการพัฒนา เพื่อยกระดับสู่การสร้าง “นวัตกรรม” ใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดการค้า”

สอดคล้องกับรายงานของ The Martin Prosperity Institute (MPI) ในหัวเรื่อง “ความคิดสร้างสรรค์กับความสำเร็จ” พบว่า ดัชนีความคิดสร้างสรรค์นานาชาติ (Global Creativity Index) ของประเทศไทยนั้น อยู่ในอันดับที่ 71 จาก 82 ประเทศ ที่ได้รับการประเมินตามหลังประเทศในภูมิภาคเดียวกันอย่างสิงคโปร์ (9) มาเลเซีย (48) และฟิลิปปินส์ (54) ซึ่งดัชนีนี้ใช้ปัจจัยหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ 3Ts ได้แก่ 1.Technology (เทคโนโลยี) 2.Talent (พรสวรรค์) และ 3.Tolerance (ความใจกว้าง) เป็นตัวชี้วัด

สาเหตุหลักที่คะแนนดัชนีความคิดสร้างสรรค์นานาชาติของประเทศไทย อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำนั้น เนื่องจาก อัตราส่วนของอาชีพในกลุ่ม “ชนชั้นสร้างสรรค์” มีสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งอาชีพในกลุ่มชนชั้นสร้างสรรค์ ประกอบไปด้วยอาชีพในสาย 1.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2.ธุรกิจและการจัดการ 3.สาธารณสุขและการศึกษา และ 4.ศิลปะ วัฒนธรรม และการแสดง ซึ่งอาชีพเหล่านี้ เป็นกลุ่มแรงงานสำคัญที่ส่งผลอย่างมากต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

“ประเทศที่มีดัชนีความคิดสร้างสรรค์นานาชาติอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกอย่างสิงคโปร์นั้น มีสัดส่วนของอาชีพในกลุ่มชนชั้นสร้างสรรค์สูงถึงร้อยละ 47.3 ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลก ในขณะที่ประเทศไทย มีสัดส่วนนี้เพียง 14.66 เท่านั้น” ศ.ลูบาร์ธระบุ

เหนืออื่นใดรายงานยังพบด้วยว่า ประเทศที่มีดัชนีความคิดสร้างสรรค์นานาชาติสูง จะส่งผลให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการ ดัชนีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และดัชนีความสุขของคนในประเทศสูงขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้ความไม่เท่าเทียมกันภายในประเทศลดลงอีกด้วย

“ขณะที่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตบัณฑิตจากสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มากเป็นอันดับที่ 1 ของโลก แต่เหตุที่ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางนวัตกรรมได้นั้น เนื่องจากขาดหลักสูตรที่สร้างให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างเพียงพอ”

ทว่าในทางปฏิบัติ “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่สามารถสอนผ่านตำราได้ แต่ต้องอาศัยการลงมือคิดปฏิบัติ ผ่านการเชื่อมโยงกับกิจกรรมต่างๆ เช่น วิธีการคิดแบบหมวก 6 ใบ (Six Thinking Hats) หรือ กระบวนการคิดการที่นำสิ่งของหนึ่งสิ่งแตกเป็นแนวคิดใหม่ๆ และการรวบรวมสิ่งต่างๆ ออกมาเป็นแนวคิดใหม่ (Divergent and Convergent Thinking Process) ซึ่งจะกระตุ้นให้เด็กเกิดกระบวนการคิดริเริ่ม และพัฒนาไปสู่ความเคยชิน จนสามารถหยิบทักษะดังกล่าวออกมาใช้ได้ตามสัญชาตญาณ ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ ที่ถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียน

“ความคิดสร้างสรรค์ในเด็กจึงนำไปสู่การพัฒนาการสร้างทักษะที่หลากหลายซึ่งมีความจำเป็นสำหรับอาชีพในอนาคต เช่น อาชีพผู้จัดการในธุรกิจยุคใหม่ จำเป็นต้องมีทักษะในการแก้ไขปัญหา ทำงานเป็นทีม ทักษะในการประยุกต์ใช้แล้วนำไปสู่ข้อสรุปที่ดีที่สุด หรือถ้าคุณเป็นเซลส์ขายรถ คุณก็ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการขายรถให้ลูกค้าจนได้ ฉะนั้นในแต่ละอาชีพก็ต้องการทักษะในการแก้ปัญหาที่แตกต่าง และนี่เป็นทักษะของความคิดเชิงสร้างสรรค์ที่จำเป็นสำหรับการตลาดในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นเท่านั้น ที่จะทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม” ศ.ลูบาร์ธ กล่าว

กระบวนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้น จะสามารถทำได้ดีที่สุดในวัยเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ ประถมศึกษาปีที่ 5 และมัธยมศึกษาปีที่ 2 เนื่องจากเป็นระดับชั้นที่เด็กมีความกดดันจากสภาพแวดล้อมในวัยเรียนน้อยที่สุด ทั้งการปรับตัวจากการเลื่อนสู่ระดับชั้นที่สูงขึ้น สู่บทเรียนที่ยากขึ้นรวมถึงความเครียดจากการเตรียมพร้อมสำหรับการสอบเพื่อเลื่อนขึ้นในระดับชั้นต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความเชื่อผิดๆ ว่า ความคิดสร้างสรรค์สร้างได้เฉพาะการเรียนศิลปะ หรือกลายเป็นเรื่องพรสวรรค์พิเศษเฉพาะใครบางคนนั้น จริงๆ แล้ว ความคิดสร้างสรรค์แฝงตัวอยู่ในสิ่งต่างๆ รอบตัวเราทุกคน การได้ฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์ จนผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสิ่งต่างๆ จะนำไปสู่การต่อยอดได้ไม่รู้จบ สิ่งสำคัญคือ ต้องอาศัยความเข้าใจและการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนผู้เรียน ผู้สอนและพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้เรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้

เพราะทุกวันนี้ตลาดโลก สามารถผลิตสินค้าที่เหมือนกันในราคาต่ำและรวดเร็ว แต่ความคิดสร้างสรรค์จะสร้างความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ของสินค้า และนำมาซึ่งความแตกต่างสู่ตลาดการค้าใหม่ๆ ได้ การสอนในศตวรรษที่ 21 ที่ประสบความสำเร็จจึงต้องมุ่งสู่การสร้างและจุดประจายให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไรตั้งแต่ในห้องเรียน

 

‘บิ๊กตู่’ชมนศ.แชมป์โลกพาวเวอร์พ้อยมทร.ธัญบุรี

Published มกราคม 12, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150814/211650.html

การศึกษา-สาธารณสุข-สิ่งแวดล้อม : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2558
'บิ๊กตู่'ชมนศ.แชมป์โลกพาวเวอร์พ้อยมทร.ธัญบุรี

‘บิ๊กตู่’ชมนศ.แชมป์โลกพาวเวอร์พ้อยมทร.ธัญบุรีเชื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กไทยอีกหลายหมื่น หวังยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยเก่งกระจายสู้ระดับโลก

            14ส.ค.58 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝากแสดงความชื่นชม นายทวีลาภ สุวัฒนพันธุ์กุล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ซึ่งสามารถคว้าแชมป์โลก Microsoft PowerPoint 2013 มาครองได้เป็นผลสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย สถาบัน และครอบครัว

“ท่านนายกรัฐมนตรีฝากชื่นชมในความสำเร็จครั้งนี้ และเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาความสามารถของเด็กไทยอีกหลายหมื่นคน ทั้งนี้ท่านนายกเชื่อว่าเด็กไทยที่มีความสามารถมีเป็นจำนวนมาก สะท้อนจากผลการแข่งขันเชิงวิชาการหรือเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ ที่มักจะได้รับรางวัลแทบจะทุกเวที”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายกอยากเห็นคือ ระบบการศึกษาที่สามารถสร้างเด็กเก่ง เด็กมีความสามารถ กระจายไปอย่างทั่วถึงในทุกระดับ ทุกภูมิภาค และทุกสถาบันการศึกษา ไม่ใช่มีเด็กเก่งกระจุกอยู่ในเพียงบางสถาบัน หรือบางพื้นที่ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยทั้งระบบ นอกจากนี้ท่านยังฝากว่าเด็กไทยยุคใหม่ควรเก่งทั้งการสอบแข่งขัน และการนำความรู้ความสามารถไปประยุกต์ ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ สร้างนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ มทร.ธนบุรี ได้ส่ง นักศึกษา 2 คนคือ นายทวีลาภ และน.ส.โชติรส คำพิชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีมัลติมีเดีย คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน เข้าร่วมแข่งขันกลุ่ม ACA ประเภท โปรแกรม Adobe Photoshop เข้าร่วมการแข่งขัน The 2015 Microsoft office Specialist World Championship ซึ่งจัดโดย certiport ณ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา มีตัวแทนจาก 46 ประเทศเข้าร่วมแข่งขัน

%d bloggers like this: