ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

‘9ผู้พิพากษา’ชี้ชะตา’ยิ่งลักษณ์’ กุมภาพันธ์ 26, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150225/201999.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
'9ผู้พิพากษา'ชี้ชะตา'ยิ่งลักษณ์'

‘9ผู้พิพากษา’ชี้ชะตา’ยิ่งลักษณ์’ : เกศินี แตงเขียวรายงาน

 

ในที่สุดที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก็ได้ฤกษ์ตั้ง “ 9 ผู้พิพากษาฎีกา” เป็นองค์คณะรับผิดชอบคดีมหากาพย์ โครงการรับจำนำข้าว ที่สร้างความเสียหายให้รัฐ 6 แสนล้านบาท ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” โดยการคัดเลือก ด้วยวิธีการลงคะแนนลับ ที่ได้มีการพิมพ์รายชื่อผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 173 คน ลงในบัตรลงคะแนน แจกเพื่อให้ผู้พิพากษาระดับชั้นศาลฎีกาที่เข้าร่วมประชุมทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกผู้พิพากษา 9 คนเป็นองค์คณะคดีดังกล่าว

ปรากฏว่า “นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์” ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา ได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 โดยประธานแผนกคดีภาษีผู้นี้ เติบโตในสายการทำงานมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ครั้งแรกเป็นเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงยุติธรรม ในส่วนกรมควบคุมความประพฤติ ก็มีความมุมานะ เข้าสอบคัดเลือกเป็นผู้พิพากษา ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรง และได้รับความก้าวหน้าในการดำรงตำแหน่งตลอดมา

ส่วนที่ได้คะแนนอันดับ 2 “นายวิรุฬ แสงเทียน” ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา ก็ปฏิบัติหน้าที่ตามสายงานกระทั่งเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์ฯ ตั้งแต่ปี 2556

อันดับ 3 “นายธนฤกษ์ นิติเศรณี” ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ศิษย์เก่านิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นแรกๆ เมื่อเข้าสู่สายงานผู้พิพากษาดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับ กระทั่งเป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับผิดชอบเขตอำนาจศาลภาคเหนือตอนล่างพื้นที่ จ.ตาก กำแพงเพชร, นครสวรรค์ ก่อนจะนั่งเก้าอี้ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อเดือนตุลาคม 2556

อันดับ 4 “นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง” ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ก่อนปี 2556 ที่จะปฏิบัติหน้าที่ประธานแผนกคดีเลือกตั้งฯ ก็เคยนั่งเก้าอี้ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ดูแลศาลพื้นที่ภาคตะวันตก โซนกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ก็ยังเป็นคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม หรือ ก.บ.ศ.ในชั้นศาลฎีกา ที่มีหน้าที่ออกระเบียบหรือประกาศ หรือมีมติเพื่อการบริหารราชการศาลยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับงาน บริหารราชการและงานธุรการของสำนักงานศาลยุติธรรม ให้เป็นไปตามนโยบายของประธานศาลฎีกา รวมทั้งมีอำนาจยับยั้งการบริหารราชการของศาลยุติธรรมหรือสำนักงานศาลยุติธรรมที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ ประกาศ หรือมตินั้นด้วยและให้ความเห็นชอบในการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการและการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ของศาลยุติธรรมต่อคณะรัฐมนตรี

อันดับ 5 “นายศิริชัย วัฒนโยธิน” รองประธานศาลฎีกา คนที่ 4 นั้นก็เป็นศิษย์เก่านิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งนอกจากความก้าวหน้าทางสายงานแล้ว ปัจจุบัน นายศิริชัย ยังได้รับเลือกเป็น คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม หรือ ก.ต.สัดส่วนศาลฎีกาด้วย โดย ก.ต.มีอำนาจหน้าที่พิจารณาโยกย้ายตำแหน่งผู้พิพากษา และการพิจารณาโทษทางวินัยผู้พิพากษาที่ถูกกล่าวหาร้องเรียนกระทำผิดจริยธรรม

อันดับ 6 “นายชีพ จุลมนต์” รองประธานศาลฎีกา คนที่ 5 ศิษย์เก่านิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกคน ซึ่งในสายงานผู้พิพากษาก็เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารสำคัญ อย่างประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ซึ่งนายชีพ มีบุคลิกเงียบ ขรึม และเป็นผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการกฎหมาย

โดยในช่วงที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ก็มีทำความเห็นแย้ง จากกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษาศาลอาญา ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร กับพวกรวม 5 คน ตกเป็นจำเลย คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องจากกรณีการเลี่ยงเก็บภาษีโอนหุ้นกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ กับพวก โดยอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาท่านนี้ มีความเห็นต่างจากองค์คณะว่า นายศิโรตม์ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ขณะที่การทำบันทึกความเห็นแย้งนั้น ก็เป็นอำนาจตามกฎหมายที่สามารถทำได้ และการทำบันทึกความเห็นแย้งคำพิพากษานั้น ยังเป็นระบบการตรวจสอบกันเองของศาลในการพิพากษาคดีซึ่งจะทำให้คู่ความและสาธารณชนเห็นถึงการใช้เหตุผลทางกฎหมายในมุมต่างกันด้วย

อันดับ 7 “นายวีระพล ตั้งสุวรรณ” รองประธานศาลฎีกา คนที่ 3 นั้นเมื่อปี 2554 ขณะเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้รับเลือกที่ประชุมใหญ่ศาลฎีการ่วมองค์คณะคดีทุจริตซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม.มูลค่า 6,687,489,000 บาท

ในปี 2555 ยังได้รับเลือกในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้เป็นหนึ่งในองค์คณะพิจารณา คดีที่อัยการสูงสุด ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกอีก 26 รายที่เป็นอดีตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่แบงก์กรุงไทย เป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากที่มีการปล่อยกู้ ให้บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด และบริษัทในเครือ โดยปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างไต่สวนพยาน แต่ในส่วนคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ยังหลบหนีคดี ศาลได้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความไว้ชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวมา

อันดับ 8 “นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย” ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา ถือเป็นผู้พิพากษาหญิงท่านเดียว ที่ได้รับเลือกมาร่วมเป็นองค์คณะ 9 ท่าน พิจารณาพิพากษาคดีจำนำข้าว ซึ่งนางอุบลรัตน์ เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์ฯ ตั้งแต่ปี 2556

อันดับ 9 “นายธานิศ เกศวพิทักษ์” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงรองประธานศาลฎีกาคนที่ 2 เมื่อปี 2554 ก่อนจะมาเป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

ในปี 2549 ยุครัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี นายธานิศ เคยเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2549 ซึ่งได้ร่วมพิจารณาพิพากษาคดียุบพรรคไทยรักไทย ที่ขณะนั้นตุลาการรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ 9 เสียงให้ยุบพรรคแต่ในประเด็นจะนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 มาย้อนหลังใช้บังคับเพื่อกำหนดโทษการตัดสิทธิ์การเมืองกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 5 ปี แต่นายธานิศ เป็น 1 ใน 3 ตุลาการรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วยว่าจะนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 มาใช้ย้อนหลัง

นอกจากนี้เมื่อเดือนกันยายน 2551 นายธานิศ ยังได้รับเลือกที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นองค์คณะร่วมพิพากษา คดีที่นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุดขณะนั้น ยื่นฟ้องยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท และได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์ และล่าสุดเมื่อปี 2554 นายธานิศ ขณะดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา ก็ยังเป็นองค์คณะคดีทุจริตซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. และยังได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีด้วย ซึ่งมีคำพิพากษาจำคุก 12 ปี นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542

ขณะเดียวกัน องค์คณะ 9 ผู้พิพากษา คดีฟ้อง อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กรณีโครงการรับจำนำข้าว ปรากฏว่ามีผู้พิพากษา 5 คน คือ วีระพล ตั้งสุวรรณ, ศิริชัย วัฒนโยธิน, ชีพ จุลมนต์, ธนฤกษ์ นิติเศรณี และธนสิทธิ์ นิลกำแหง ยังมีชื่อเป็นองค์คณะพิจารณาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) ยื่นฟ้อง “นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพี่เขย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับพวกรวม 4 คน ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ปี 2551

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนตั้ง 9 ผู้พิพากษาดังกล่าว….หากจำเลยจะยื่นคัดค้านผู้พิพากษาที่จะมาเป็นองค์คณะผู้พิพากษา ก็สามารถทำตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาตรา 16 ที่บัญญัติ “หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะคัดค้านผู้พิพากษาคนใดที่ได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาในองค์คณะผู้พิพากษา เนื่องจากมีเหตุอันจะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ให้ยื่นคําร้องต่อศาลก่อนเริ่มการไต่สวนพยานหลักฐานในคดี โดยให้องค์คณะผู้พิพากษา ไต่สวนตามที่เห็นสมควร แล้วมีคําสั่ง ยอมรับหรือยกคําคัดค้าน ซึ่งคําสั่งนั้นถือเป็นที่สุด และให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการคัดค้านผู้พิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ขณะที่การคัดค้านผู้พิพากษาจะกระทําไม่ได้หากได้เริ่มการไต่สวนพยานหลักฐานไปแล้ว เว้นแต่ผู้คัดค้านจะสามารถแสดงต่อศาลได้ว่ามีเหตุสมควรทําให้ไม่สามารถคัดค้านได้ก่อนนั้น”

จากนี้ต้องลุ้นว่า !!! เมื่อปรากฏรายชื่อเช่นนี้แล้ว ฝั่งทีมทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะใช้สิทธิตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการยื่นคัดค้านผู้พิพากษาท่านหนึ่งท่านใดเป็นองค์คณะฯ ที่จะพิจารณาพิพากษาคดีหรือไม่ ด้วยเหตุผลอย่างหนึ่งอย่างใด….

 

‘ดิเรก’ย้ำ‘อดีต38ส.ว.’พร้อมแจงสนช.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150225/201997.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
‘ดิเรก’ย้ำ‘อดีต38ส.ว.’พร้อมแจงสนช.

‘ดิเรก’ เผย ‘อดีต 38 ส.ว.’ พร้อมแจง ‘สนช.’ รับหากถูกถอดถอนต้องพ้นตำแหน่งสปช.ทันที ด้าน ‘พีรศักดิ์’ ยันสนช.พิจารณาตามกฏหมายและข้อบังคับ

           25 ก.พ.58 ที่รัฐสภา นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี หนึ่งใน 38 อดีต ส.ว. ที่ถูกยื่นถอดถอนกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเราได้พูดคุย ทำความเข้าใจกับบุคคลที่จะแถลงเปิดสำนวนคดีแล้วว่าให้พูดด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย โดยขอให้ทุกคนพูดอย่างใจเย็น ไม่โต้เถียง เชื่อว่าบรรยากาศไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนมีเรื่องใดที่จะโต้แย้งข้อกล่าวหาเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ตอนนี้ไม่มี ทุกอย่างปฏิบัติไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นจะชี้แจงไปตามโจทย์ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ตามขั้นตอนทุกประการ
           เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ว่า มติจะออกมาจะแตกต่างกับคดีของนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเหมือนกัน นายดิเรก กล่าวว่า เรื่องของคดีทุกคนมีความกังวล เหมือนกันหมด แต่ตนมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า เราทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงจะปรากฏจากความเป็นจริง ก็คิดว่าจะเป็นข้อบ่งชี้ให้ทางสนช.รับทราบกัน อีกทั้งคดีของนายนิคมและสมศักดิ์ กับคดีนี้ต่างกัน เพราะคดีของเราไม่มีเรื่องการทุจริต
           เมื่อถามต่อว่า ถ้ามีการลงมติถอดถอนจะมีผลต่อตำแหน่งสปช.หรือไม่ นายดิเรก กล่าวว่า ถ้าลงมติถอนถอนก็กระทบกับตำแหน่งสปช.โดยจะต้องออกจากตำแหน่ง สปช.
           ด้านนายพีรศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.คนที่ 2 กล่าวว่า อดีตส.ว.ที่ถูกยื่นถอดถอน และปัจจุบันเป็นสนช.ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมสนช. ไม่ได้ห้ามไม่ให้อยู่ในห้องประชุมหรือไม่ให้ลงมติ แต่เท่าที่ได้พูดคุยกันเบื้องต้น เท่าที่ทราบสมาชิกคนดังกล่าว จะลาการประชุม และในวันลงมติก็จะลาการประชุมเช่นกัน อย่างไรก็ตามหากลงมติถอดถอนก็ต้องพ้นจากตำแหน่งสนช.ทันที ส่วนการลงมติถอดถอน อดีต 38 ส.ว.จะยึดบรรทัดฐานเดียวกันกับคดีของนายสมศักดิ์ และนายนิคมหรือไม่นั้น คงไม่ใช่บรรทัดฐาน เพราะต้องดูข้อเท็จจริงในแต่ละสำนวนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ข้อบังคับที่ใช้ในกระบวนการถอดถอน เป็นข้อบังคับเดียวกัน คือข้อบังคับการประชุมของสนช. ปี 2557
 

‘บิ๊กป้อม’ยัน‘คสช.’ไม่ได้กดดัน มธ.ไล่‘สมศักดิ์’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150225/201992.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
‘บิ๊กป้อม’ยัน‘คสช.’ไม่ได้กดดัน มธ.ไล่‘สมศักดิ์’

“บิ๊กป้อม”ยัน”คสช.”ไม่ได้กดดัน มธ.ไล่”สมศักดิ์”ชี้เป็นไปตามกฎระเบียบมหาวิทยาลัย

          วันที่ 25 ก.พ.58 ที่กระทรวงกลาโหม เมื่อเวลา 9.20 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนการประชุมสภากลาโหมถึงกรณีที่ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาระบุเหตุผลการถูกให้ออกจากราชการเป็นเพราะทหารกดดันอย่างหนักหลังการรัฐประหารว่า ความเป็นจริงแล้วเป็นไปตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.)หรือทหารแต่อย่างใด ขณะนี้ทหารเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยเท่านั้น กลับกลายเป็นคนถูกโจมตี ซึ่งการดำเนินการของมหาวิทยาลัยเป็นไปตามกฎ ระเบียบ และกฎหมาย หากไม่มีตรงนี้ก็ไม่สามารถทำได้

           เมื่อถามถึง ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะที่เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เกรงกันว่าจะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทุกอย่างต้องทำไม่ให้มีการลิดรอน การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เกิดความชัดเจนและเป็นสากล จะไปทำนอกคอกอย่างนั้นได้อย่างไร ต้องไปดูว่าในต่างประเทศทำกันอย่างไร ซึ่งในทุกประเทศมีพระราชบัญญัติลักษณะนี้ แต่ประเทศไทยยังไม่มี ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดพื้นที่การชุมนุม และพื้นที่ห้ามชุมนุม ตลอดจนระยะเวลา ข้อเรียกร้อง รวมถึงสาเหตุการชุมนุมว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ไม่ใช่ใครจะนึกว่าจะมาชุมนุมก็มา จะใช้พื้นที่ใดก็ใช้ ต้องทำให้ถูกฎระเบียบ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องเกิดขึ้น และยืนยันว่าไม่ได้เพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่มากขึ้น แต่การที่มาชุมนุมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต้องมีเหตุและผล ต้องไม่กีดขวางการจราจร หรือกระทบบุคคลอื่น ผู้ที่ชุมนุมต้องไปอยู่ในพื้นที่ที่รัฐกำหนดให้

“คสช.”โต้ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล”  บิดเบือนข้อมูลทหารไล่ล่า ยัน “คสช.”ไม่เอี่ยว มธ.ไล่ออก

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อมวลชนนำข้อมูลของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก หลังจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีคำสั่งไล่ออก โดยอ้างถึงหนังสือชี้แจงกับทางมหาวิทยาลัยฯ ว่ามีทหารไปที่บ้าน และส่งคนตามรังควานญาติ ซ้ำยังยัดข้อหาหมิ่นเบื้องสูงฯ จนไม่ได้รับความยุติธรรมว่า เรื่องดังกล่าว นายสมศักดิ์ คงให้ข้อมูลไม่ครบ และบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง เพราะตั้งแต่ต้นปี 2557 ก่อนที่ คสช. จะเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ นายสมศักดิ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาในความผิดคดีอาญาอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งนายสมศักดิ์ มีโอกาสที่จะแก้ข้อกล่าวหาได้ตั้งแต่แรก แต่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการเหล่านั้น จากนั้นในช่วงหลังที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ ถึงมาถูกกล่าวหาเพิ่มเติมในเรื่องการฝ่าฝืนประกาศคำสั่ง คสช.
          โฆษก คสช. กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมานายสมศักดิ์ ไม่ได้แสดงถึงเจตนาที่อยากมาพิสูจน์หรือแก้ต่างในข้อกล่าวหาตามช่องทางกระบวนการ ซึ่งเมื่อไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ เจ้าหน้าที่จะต้องพยายามติดตามตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สำหรับการดำเนินการของมหาวิทยาลัยต่อกรณีดังกล่าว มีเหตุผลและเป็นไปตามกฎระเบียบของทางมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการให้ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวของนาย สมศักดิ์ เป็นเพียงการกล่าวอ้างในมุมมองของตนเองเท่านั้น

“รมว.กลาโหม” ถกสภากลาโหม ให้เหล่าทัพช่วยขับเคลื่อนงาน คสช. เร่งช่วยภัยแล้ง
          พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนการประชุมสภากลาโหมว่า ได้เน้นย้ำไปทางกองทัพในการสนับสนุนและผลักดันนโยบายรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ แต่เรื่องดังกล่าวตนได้สั่งการโดยตรงไปยังผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมไปแล้วให้ช่วยขับเคลื่อนงานรัฐบาล โดยเหล่าทัพร่วมมือกับหน่วยงานระดับท้องถิ่นในการผลักดันใช้งบประมาณ และโครงการต่างๆ ให้มีความก้าวหน้า และ แก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยทหารก็เปรียบเหมือนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) ที่จะขับเคลื่อนงานของท้องถิ่นให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่เหล่าทัพดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตาม จะเน้นย้ำเรื่องการบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากภัยแล้ง โดยให้เหล่าทัพช่วยเหลือในการแจกจ่ายน้ำอุปโภค และบริโภคในพื้นที่ขาดแคลน ต้องเห็นใจว่าปีนี้แล้งมาก สำหรับในส่วนของชาวนาขอให้งดการปลูกข้าวนาปรังไว้ก่อน และ ในที่ประชุมวันนี้จะสอบถามความคืบหน้าจาก ผู้บัญชาการเหล่าทัพในเรื่องดังกล่าวด้วย
 

‘สมศักดิ์ เจียมฯ’แจงเหตุไม่สามารถปฏิบัติราชการ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150225/201991.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
'สมศักดิ์ เจียมฯ'แจงเหตุไม่สามารถปฏิบัติราชการ

‘สมศักดิ์ เจียมฯ’แจงเหตุไม่สามารถปฏิบัติราชการ

            25ก.พ.2558ผู้สื่อข่าวรายงาน นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แจงเพจเฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul  แจงกรณีคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไล่ออกจากอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระบุว่า นี่เป็นหนังสือชี้แจงของผม ที่ส่งให้ทางมหาวิทยาลัย เมื่อต้นเดือนนี้ เมื่อทราบว่ามีการตั้งคณะกรรมการดำเนินการสอบสวนทางวินัย

ทั้งนี้นายสมศักดิ์ยกเหตุแห่งการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22  พฤษภาคม 2557  ได้สั่งให้บุคคลจำนวนมากเข้าไปรายงานตัว แต่ตัวเขาไม่ไป จึงไม่สามารถที่จะอยู่ปฏิบัติราชการเพื่อให้คณะบุคคลดังกล่าวมาจับกุมตัว ถือว่านี่คือการปฏิบัติหน้าที่สูงสุดที่ในฐานะพลเมืองหรือข้าราชการคนหนึ่งหรือ“ชาวธรรมศาสตร์” ผู้หนึ่ง จะพึงปฏิบัติได้ ในการต่อต้าน

“ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งแน่นอนว่า ผมจะไม่มีโอกาสโดยสิ้นเชิงที่จะได้รับการปฏิบัติต่ออย่างยุติธรรมตามหลักกฎหมาย ผมจึงมีความจำเป็นและมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะรักษาชีวิต ร่างกาย และอิสรภาพของตน ด้วยการไม่ยินยอมให้คณะทหารที่ยึดอำนาจอย่างกบฏจับกุมและทำร้าย”  นายสมศักดิ์ระบุ

 

‘ประยุทธ์’ตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศล‘พระเทพฯ’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150225/201990.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
‘ประยุทธ์’ตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศล‘พระเทพฯ’
‘ประยุทธ์’ตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศล‘พระเทพฯ’
‘ประยุทธ์’ตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศล‘พระเทพฯ’

“ประยุทธ์”ตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศล”สมเด็จพระเทพฯ”ผุดไอเดีย”เรือจ้างรับส่งนักท่องเที่ยว” ด้าน”สุขุมพันธุ์”เผยตลาดน้ำของไม่พอขาย สร้างรายได้วันละหมื่น

          วันที่ 25 ก.พ.58 เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ตลาดน้ำวิถีไทย คลองผดุงกรุงเกษม บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ข้างทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 61 รูป ทางเรือ โดยใช้เรือไม้โบราณจำนวน 31 ลำ เคลื่อนออกจากบริเวณท่าเรือวัดมกุฎกษัตริยารามราชวรวิหารมุ่งหน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อรับบิณฑบาตจากนายกฯและประชาชนในคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสมหามงคลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 60 พรรษา โดยมีคณะรัฐมนตรีและ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการ และประชาชน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือ เป็นไปอย่างคักคักโดยมีประชาชนให้ความสนใจร่วมตักบาตรเป็นจำนวนมาก ขณะนี้นายกฯและ ครม.ต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือทักทายประชาชนที่เข้าร่วมอย่างเป็นกันเอง ซึ่งในพิธีดังกล่าวนี้ทาง กทม.ได้เชิญสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะ 10 รูป นำประกอบพิธีสงฆ์และเจริญน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีทำบุญตักบาตร นายกรัฐมนตรี ได้มีการหารือกับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ โดยเสนอแนวคิดให้มีการปรับปรุงคลองผดุงกรุงเกษมเป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำ และจัดให้มีเรือรับจ้างเพื่อรับ-ส่งนักท่องเที่ยว
          ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เปิดเผยว่า แนวคิดเรื่องการจัดให้มีเรือรับจ้างสัญจรในคลองผดุงกรุงเกษมนั้น สามารถทำได้เฉพาะหน้าแล้งเท่านั้น เนื่องจากในช่วงฤดูฝนคลองผดุงกรุงเกษมมีวัตถุประสงค์หลักในการทำหน้าที่ระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวกทม.ไม่สามารถดำเนินการเองได้ จึงคาดว่าจะเปิดให้เอกชนที่สนใจมาดำเนินการร่วมกับกทม. ทั้งนี้เบื้องต้นกทม. อาจจัดเป็นโครงการนำร่องใน 3 เดือนแรกก่อน เพื่อประเมินผลตอบรับ ส่วนตลาดน้ำที่จะสิ้นสุดในวันที่ 1 มีนาคมนั้น ที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ทุกคนพึงพอใจ และคาดว่ากว่าจะถึงวันที่ 1 มีนาคม จะมีผู้ประชาชนเข้ามาเที่ยวยังตลาดน้ำฯไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนคน ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้ให้แม่ค้าส่วนใหญ่ได้ถึงประมาณวันละ 10,000 บาท นอกจากนี้สินค้าต่างๆยังไม่พอต่อการจับจ่ายด้วย อย่างไรก็ตามพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาค้าขายจำเป็นต้องกลับพื้นที่ขายเดิมจึงไม่มีการขยายวันเวลาเพิ่มขึ้น แต่จะใช้พื้นที่ดังกล่าวเปิดเป็นตลาดขายสินค้าเกษตรที่มาจากเกษตรกรโดยตรง อาทิ ข้าวและผัก ซึ่งคาดว่าจะ
เปิดตลาดเป็นครั้งแรก ประมาณวันที่ 10 มีนาคมนี้ และจัดเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจให้ประชาชนทั่วไป แต่จะไม่ทำเป็นตลาดสำเร็จรูปอีก

 

 

‘สุวพันธุ์’ยัน‘เราไม่ประมาทไอเอส’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150225/201975.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
‘สุวพันธุ์’ยัน‘เราไม่ประมาทไอเอส’

สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ : เราไม่ประมาท‘ไอเอส’ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยทีมข่าวความมั่นคง

           เหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย ทวีปยุโรป รวมทั้งเป้าหมายในการก่อการร้ายอันดับ 1 อย่างสหรัฐอเมริกา ทำให้ทั่วโลกตระหนักตรงกันว่า ภัยจากการ “ก่อการร้าย” ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป และแม้แต่ไทยที่เป็นประเทศเปิด เป็นเมืองสวรรค์แห่งการท่องเที่ยว และไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงในการก่อการร้ายก็ใช่ว่าจะวางใจได้อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ผอ.สขช.) ในฐานะกำกับดูแลสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุเรื่องการก่อการร้ายสากลในบ้านเรา โดยผลจากการสืบสวนติดตามการเคลื่อนไหวต่างๆ ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุ หรือความรุนแรงเกิดขึ้นในประเทศไทย

กระนั้น แม้จะยังไม่มีสัญญาณบอกเหตุ แต่ไทยก็ไม่ได้ตั้งตนอยู่ในความประมาท โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้แนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือในเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะงานทางด้าน “ข่าวกรอง” ซึ่งเขาเป็นผู้กำกับดูแล โดย สขช.มีการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข่าวทางลับ และทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ โดยภารกิจของประชาคมข่าวกรองตามแนวทางของหัวหน้า คสช.มีภารกิจสำคัญอยู่ 4 ด้าน คือ 1.มาตรการข่าวกรอง จะต้องเข้มแข็ง และติดตามสถานการณ์ได้อย่างทันเวลา

2.มาตรการเฝ้าตรวจ และแจ้งเตือน โดยเฉพาะมาตรการการเข้าเมือง หน่วยข่าวที่รับผิดชอบเรื่องการเข้าเมืองจะมีความร่วมมือกันในการทำงาน โดยเฉพาะตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในการทำหน้าที่เฝ้าตรวจ

3.มาตรการรักษาความปลอดภัย ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงจะต้องทำงานร่วมกันภายใต้ศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ (ศมบ.) กระทรวงกลาโหม มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นผู้กำกับดูแล โดยหน่วยปฏิบัติของหน่วยข่าวจะเข้าไปอยู่ในศูนย์ดังกล่าวเพื่อวางมาตรการและประสานงานไปยังหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ

4.มาตรการร่วมมือกับภาคประชาชน-ภาคเอกชน เนื่องจากในปัจจุบันการเผยแพร่ลัทธิการใช้ความรุนแรงแบบ “สุดโต่ง” อย่างกว้างขวางทำให้เกิดผู้ก่อการร้ายใหม่ๆ ขึ้นมา โดยไม่ได้สังกัดกลุ่ม หรือองค์กรต่างๆ ซึ่งเราจะต้องอาศัยเครือข่ายภาคประชาชนในการแจ้งเหตุ โดยหน่วยข่าวกรอง และหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้พยายามที่จะดำเนินการให้มากขึ้น

เมื่อถามว่า สิ่งใดที่ไทยต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษระหว่างการเดินทางเข้าออกประเทศ เส้นทางการเงิน หรือการเผยแพร่แนวคิด และปลุกระดมในอินเทอร์เน็ต อดีต ผอ.สขช.มองว่า ทุกเรื่องมีความสำคัญพอๆ กัน ซึ่งเราจะต้องสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็ง ไม่ใช่สังคมที่อยู่ด้วยความเกลียดชัง ด้วยการดูหมิ่น หรือดูถูกกัน

“แต่เรายังโชคดีสังคมบ้านเรายังไม่ใช่สังคมของการดูหมิ่นเหยียดหยาม เป็นสังคมพุทธที่เดินทางสายกลาง ไม่สุดโต่ง แต่ในโลกไซเบอร์การแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนในโลกไซเบอร์เพื่อชักนำให้คนมีความคิดที่รุนแรง หรือสุดโต่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราจะต้องช่วยกันไม่ให้สังคมมีสภาพแวดล้อมเหมือนในบางสังคม”

ส่วนการปลุกระดมผ่านอินเทอร์เน็ต และในโซเชียลมีเดียของกลุ่มก่อการร้ายรุ่นใหม่อย่าง “ไอเอส” ได้มีการเผยแพร่ หรือชักชวนคนไทยด้วยหรือไม่นั้น เขายอมรับว่า เรื่องพวกนี้มันแพร่โดยที่ใครก็เข้าถึงได้ ซึ่งอะไรที่เราพอจะบล็อกได้ก็บล็อกกันไป และที่สำคัญคือ ไม่เอาความคิดเหล่านี้ไปขยายผล โดยหน่วยงานความมั่นคงมีหน่วยงานในการเฝ้าติดตามในเรื่องเหล่านี้อยู่

“ที่ผ่านมาเราไม่พบเรื่องการชักชวนแบบเฉพาะเจาะจงในบ้านเรา โดยหากพบบุคคล หรือสิ่งที่บอกเหตุต้องสงสัยทางหน่วยข่าวจะเข้าไปตรวจสอบทั้งหมด แต่ถ้าตรวจสอบพบว่าไม่ได้ทำก็จบไป ซึ่งถึงแม้จะมีการใช้ชื่อแฝงเราก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ทั้งหมด”

สำหรับในพื้นที่เปราะบางต่อการปลูกฝังแนวความคิดอย่างใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น อดีต ผอ.สขช. ยืนยันว่า ยังไม่ปรากฏว่าเข้ามาชักชวนคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เราก็มีมาตรการป้องกันในเรื่องนี้อยู่ โดยในระดับพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ก็มีความตระหนักในเรื่องนี้อยู่แล้ว

ทั้งนี้ สขช.ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการข่าว และทำงานร่วมกับกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และยังดึงเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมลงพื้นที่มา 4 วัน ได้พบปะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรับฟังปัญหาในพื้นที่ ส่วนใหญ่ต้องการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเราจะใช้เครือข่ายภาคประชาชนเข้าไปร่วมทำความเข้าใจ

“แต่ผมต้องบอกว่า เราจะไม่ประมาท เราจะทำทุกวิถีทาง และใช้ทุกเครื่องมือเท่าที่มีขีดความสามารถของหน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยข่าวเพื่อป้องกัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เกี่ยวข้องกับภัยก่อการร้ายภายนอกประเทศ”

ด้านความคืบหน้าในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขภายหลังจากนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนมาเลเซีย และเหมือนจะไม่คืบหน้านั้น เขาออกตัวว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ทราบว่า ขณะนี้มีความก้าวหน้าไปมากทั้ง 3 ฝ่าย คือ ไทย มาเลเซีย และกลุ่มขบวนการ ซึ่งต่างคนต่างเตรียมการ โดยเฉพาะในส่วนของฝ่ายไทยได้มีการเตรียมการ และพบปะกันเป็นระยะ

“ในส่วนที่ผมรับผิดชอบ คือ ใช้สำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการรวบรวม และสนับสนุนข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในการทำให้การพูดคุยสันติสุขเดินไปข้างหน้าได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ ส่วนกรอบเวลาในการพูดคุยในรอบใหม่ผมยังไม่ทราบในรายละเอียด แต่คิดว่าในปีนี้จะมีการพูดคุยกัน”

อดีต ผอ.สขช. ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายของประชาคมอาเซียน (เออีซี) ทั้ง 10 ชาติด้วยว่า สำนักข่าวกรองของประเทศสมาชิกอาเซียนมีประชาคมข่าวกรองอาเซียน และมีการทำงานร่วมกันมานานกว่า 10 ปี โดยมีผู้แทนทำหน้าที่ประสานงานซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทำร่วมกัน ทั้งการฝึกอบรม สัมมนาเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ในหัวข้อที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกอาเซียน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทั้งในระดับเฉพาะหน้า ในระดับยุทธศาสตร์ และยังมีการเยือนระหว่างกันของระดับหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทั้ง 10 ประเทศ

ทั้งนี้ ข้อดีของการประสานงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน คือ ทำให้ได้มุมมองที่หลากหลายมากขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่แต่ละประเทศจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของข่าวกรอง

ส่วนในมิติงานด้านความมั่นคงก็มีการประสานงานกันระหว่างผู้ช่วยทูตทหารแต่ละเหล่าทัพ และความร่วมมือชายแดนที่กองทัพดำเนินการอยู่ รวมถึงการเยือนของกองทัพทั้ง 10 ประเทศ ที่ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง เพราะทุกฝ่ายตระหนักร่วมกันว่า ต้องการให้ภูมิภาคนี้เกิดความสงบ

สำหรับความร่วมมือของประชาคมอาเซียนในการต่อต้านภัยจากก่อการร้าย โดยเฉพาะในกรณีของไอเอส อดีต ผอ.สขช. ระบุว่า ที่มีการจับกุมมากๆ คือ ที่มาเลเซีย ส่วนเราก็ร่วมมือกับทุกชาติโดยได้ร่วมกันใช้มาตรการต่างๆ ในการเฝ้าระวัง และติดตามในทุกมิติ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และสอบถามกันตลอด เพราะความคิดสุดโต่งเป็นเรื่องที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้

 

จากวัดปากน้ำถึงวัดบวรฯ จับแรงสะเทือนมติมส.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150225/201976.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
จากวัดปากน้ำถึงวัดบวรฯ จับแรงสะเทือนมติมส.

จากวัดปากน้ำถึงวัดบวรฯ จับแรงสะเทือนมติมหาเถรสมาคม : ไตรเทพ ไกรงูรายงาน

              “ตามพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งมีพระลิขิตลงวันที่ 26 เมษายน 2542 นั้น ชี้ชัดว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือ หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ”

คือหัวข้อสำคัญในการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือวาระดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ความกระจ่างแก่พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

และในเวลาอันรวดเร็วแบบม้วนเดียวจบ มส.มีบทสรุปหลังการประชุมว่า “ธัมมชโย ไม่อาบัติปาราชิก ตามพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งมีพระลิขิตลงวันที่ 26 เมษายน 2542″

มติ มส.ครั้งนี้ ถือว่าเป็นไปตามความคาดหมายของวัดพระธรรมกาย ซึ่งรู้มาล่วงหน้ามานานถึง 4 ปีแล้ว ถ้าจับความเคลื่อนไหวกันให้ดี จะพบว่าไม่มีปฏิกิริยาในแนวระดมลูกศิษย์แสดงพลังเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มาแต่อย่างใด อย่างมากที่เห็นก็คือ การออกประกาศตอบโต้สภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยยืนยันว่า หล่วงพ่อธัมมชโยไม่ปาราชิก และเรื่องจบไปแล้ว

ที่บอกวัดพระธรรมกายรู้ล่วงหน้ามานาน 4 ปีแล้วว่า มส.คิดอย่างไรกับวัดพระธรรมกายนั้นก็เพราะว่า เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2554 พระราชภาวนาวิสุทธิ์ อธิมุตธรรมวรากร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี หรือ หลวงพ่อธัมมชโย ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระเทพญาณมหามุนี ศรีธรรมโกศล โสภณภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

เป็นสัญญาณจากมหาเถรสมาคม ที่ส่งถึงวัดพระธรรมกายโดยตรง นั่นก็คือการให้คำรับรองสถานภาพของพระธัมมชโยเรียบร้อยไปแล้ว

กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถึงสายสัมพันธ์อันยาวนานแน่นแฟ้นระหว่างวัดปากน้ำกับวัดพระธรรมกาย ที่ผ่านมานั้น สังคมพุทธรับรู้กันว่า หลวงพ่อสดพระมงคลเทพมุนี แห่งวัดปากน้ำคือต้นธารของธรรมกาย หากแต่คงน้อยคนนั้นที่จะทราบว่า เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบันคือ พระอาจารย์ของพระธัมมชโยโดยตรง

โดยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2512 นายไชยบูลย์ สุทธิผล หรือ พระเทพญาณมหามุนี บรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยมีพระเทพวรเวที (ปัจจุบันคือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์ธรรมคณี เป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระวิเชียรกวี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ธมฺมชโย” แปลว่า “ผู้ชนะโดยธรรม”

ความสำคัญของพระอุปัชฌาย์ คือมีหน้าที่หลัก 2 อย่างคือ เป็นผู้รับผิดชอบและรับรองผู้บวชในพิธีบรรพชาอุปสมบทและเป็นผู้รับปกครองดูแล แนะนำ ตักเตือนและติดตามความเป็นอยู่ของผู้ที่ตนบวชให้ เหมือนบิดาปกครองดูแลบุตร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “พระอุปัชฌาย์ที่จะพิจารณาเหมือนบิดาปกครองดูแลบุตร”

แน่นอนที่สุดว่า มติ มส.ครั้งนี้ เป็นที่ถูกใจของศิษย์วัดพระธรรมกาย แต่ขัดความรู้สึกศิษย์วัดบวรฯ เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ว่ากันว่า พระราชพิธีออกพระเมรุถวายพระเพลิงสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเกี่ยวเนื่องอยู่กับการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 กำลังจะเป็นเงื่อนไขหนึ่ง ซึ่งสายวัดบวรเชื่อว่า สามารถทำให้สมเด็จพระรัชมังคลาจารย์  (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งกำลังจะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เพราะถือว่ามีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงที่สุดทุกด้าน ต้องรักษาการไปอีกนานหลายปีได้เช่นกัน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลรักษาการขณะนั้นได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักพระราชวัง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรมศิลปากร กรมการศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะศิษย์วัดบวรฯ เป็นต้น เพื่อประชุมวางแนวทางกำหนดงานพระราชพิธีออกพระเมรุถวายพระเพลิงสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่สำนักนายกรัฐมนตรี

การประชุมวันนั้นได้กำหนดงานพระราชพิธีออกพระเมรุถวายพระเพลิงสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไว้ในวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2557 แต่ถูกคัดค้านจากคณะศิษย์วัดบวรฯ อย่างรุนแรง

ในวันเดียวกันนั้นเอง เป็นวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ประกาศยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล นั่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้กำหนดงานพระราชพิธีออกพระเมรุถวายพระเพลิงพระสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เลื่อนออกไป นั่นหมายถึง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำก็ยังต้องรักษาการสมเด็จพระสังฆราชต่อไปอีกเช่นกัน

ในอีกด้านหนึ่ง กลับมีกระแสข่าวหนาหูว่า “มส.เตรียมร่างมติเสนอให้มีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 โดยไม่ต้องให้กำหนดงานพระราชพิธีออกพระเมรุถวายพระเพลิงสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่จะมีขึ้นในปี 2558 ผ่านพ้นไปก่อน เช่น ธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติในอดีต”

ทั้งนี้ ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช นั้น ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม โดย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 ตามมาตรา 7 ใจความว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง วรรคสอง เมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระสังฆราชไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบตามมติของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

ส่วนใน พ.ศ.2559 ศิษย์สายวัดปากน้ำรู้ข่าวว่า คณะศิษย์สายวัดบวรฯ จะเสนอให้รื้อฟื้นพิธีหนึ่งขึ้นมาในพระราชพิธีบำเพ็ญกุศลพระศพ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งจะส่งผลให้รักษาการสมเด็จพระสังฆราชต้องรักษาการต่อไปอีก 5 ปี รวมกับปี 2558 เข้าด้วยจะเป็นเวลา 6 ปี

กรณีการจะสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใหม่ หรือไม่นั้น ในอดีตที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์อะไรตายตัว

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 7 สิ้นพระชนม์ เมื่อ พ.ศ.2396 รัชกาลที่ 4 ทรงไม่โปรดที่จะแต่งตั้งพระสงฆ์รูปใด ให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเลยตลอดรัชกาล จนถึงกลางสมัยรัชกาลที่ 5 กว่าจะมีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 8 เมื่อ พ.ศ.2434 ทิ้งระยะเวลาที่สยามไม่มีพระสังฆราชตั้งแต่ปี พ.ศ.2396-2434  นับรวมปีที่สยามประเทศไม่มีพระสังฆราชในตอนนั้นนานถึง 38 ปี

นั่นคือประวัติศาสตร์ปีที่ผ่านมายาวนานถึง 162 ปี ที่ยามนี้ ชาวพุทธทั้งหลายคงเฝ้ามองกันอย่างจดจ่อว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า กงล้อประวัติศาสตร์จะหมุนซ้ำรอยเดิม

เป็นความจดจ่อ ที่ต้องจับตาไปพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นที่สะท้อนออกมาจากรอบรั้ววัดปากน้ำ กับวัดบวรฯ ไปพร้อมๆ กัน

 

ตรวจสอบจริยธรรม‘หลุมพราง’ในรัฐธรรมนูญ?

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150225/201970.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
ตรวจสอบจริยธรรม‘หลุมพราง’ในรัฐธรรมนูญ?

ตรวจสอบจริยธรรม‘หลุมพราง’ในรัฐธรรมนูญ? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

              การเดินหน้าวางระบบการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ นักการเมืองจะขยับตัวยากยิ่งขึ้น ตั้งแต่กระบวนการเข้าสู่อำนาจ กระบวนการใช้อำนาจ และยังถูกตรวจสอบการใช้อำนาจ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตรวจสอบครั้งนี้ เพิ่มส่วนที่เรียกว่า การตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ขึ้นมาอีก และผู้ใดไม่ปฏิบัติตามอาจจะถูก “สมัชชาคุณธรรม” ดำเนินการตรวจสอบ และส่งเรื่องให้ กกต. นำรายชื่อผู้นั้นไปให้ประชาชนทำประชามติในการเลือกตั้งครั้งต่อไปและนำมาซึ่งการถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ขณะที่ในส่วนของข้าราชการระดับสูง หรือผู้ช่วยรัฐมนตรี ก็จะนำไปสู่กระบวนการถอดถอนต่อไป

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “อะไรคือมาตรฐานทางจริยธรรม?” ?เพราะบางเรื่องยังก้ำกึ่งระหว่าง “จริยธรรมส่วนตัว” กับ “จริยธรรมของตำแหน่ง” ทำให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนด  “5 ควร – 6 ไม่” ขึ้นมาวางไว้เป็นแนวทาง

โดยข้อควรปฏิบัติประกอบด้วย 5 ประการ 1.ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ไม่เอาประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือประโยชน์ส่วนตนพรรคหรือกลุ่ม 2.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน 3.แสดงความเห็น การอภิปราย หรือให้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือน 4.แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเมื่อตนหรือผู้อยู่ในอำนาจครอบงำทำผิดและสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน และ 5.เมื่อพบการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย รัฐธรรมนูญ หรือประมวลจริยธรรมต้องคัดค้านการกระทำ และแจ้งเรื่องไปยังองค์กรตรวจสอบที่มีหน้าที่ทราบเพื่อดำเนินการ

สำหรับ 6 ข้อ “ไม่ควรปฏิบัติ” ได้แก่ 1.ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน หรือประโยชน์ของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองหรือการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ 2.ละเมิดหลักการทางศีลธรรม ศาสนา และประเพณี 3.ใช้วาจาไม่สุภาพ ก่อให้เกิดความเกลียดชังและแตกแยกของสังคม 4.ยอมให้บุคคลใด หรือคณะบุคคลใดสั่งการ ครอบงำ หรือชี้นำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 5.ใช้อำนาจมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนระยะยาว และ 6.เลี่ยง หรือ ชี้นำให้บุคคลอื่นเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รวมถึงไม่แสดงความเห็นในทำนองดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยเจตนารมณ์สำคัญ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

เหล่านี้เหมือนเป็นบัญญัติ 11 ประการของนักการเมือง แต่สิ่งที่น่าถามคือ ทั้ง 11 ข้อนั้นใช้ได้จริงหรือไม่ หรือถูกวางกรอบเอาไว้กว้างเกินไปเผื่อตีความหรือไม่ และกระบวนการดังกล่าวหากมีการตีความครอบคลุมให้กลั่นแกล้งจะทำอย่างไร?

ต่อไปการขยับเขยื้อนการแสดงความเห็นของนักการเมืองในฐานะตัวแทนของประชาชน อาจจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป เพราะอาจจะถูกตีความได้ว่า ก่อให้เกิดความเกลียดชังของคนในสังคม หรืออะไรคือการละเมิดหลักศาสนาและประเพณี หรือหากแค่พบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วไม่แจ้งองค์กรตรวจสอบก็อาจจะถูกประหารทางการเมืองได้

ทั้งนี้ ยังต้องมีคำถามตามมาว่า คนที่จะเข้ามาเป็น “สมัชชาคุณธรรม” ที่จะมีอำนาจหน้าที่นี้คือใคร เพราะพวกเขาไม่ใช่มีอำนาจเพียงการรอคนอื่นมารอเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจตั้งเรื่องขึ้นมาเองด้วยซ้ำไป

คำตอบคือ ทั้งหมดมาจากการสรรหา ซึ่งประกอบด้วย 1.คณะมนตรี 5 คน ที่มาจากการสรรหาของ ส.ว. 2.สมัชชาคุณธรรม 50 คน ที่มาจากคณะกรรมสรรหาที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะมนตรีทั้ง 5 คน

เมื่อพฤติการณ์ยังต้องถูกตีความ แต่กรรมการที่จะมาตีความยังถูกตั้งคำถามว่า เป็นใครมาจากไหน รวมถึงถูกสรรหามาทั้งสิ้น โอกาสที่จะไม่ได้รับความยอมรับก็มีไม่น้อย และองค์กรแห่งนี้จะกลายเป็นองค์กรที่มีบทบาทในอนาคต เหมือนกับที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เคยเป็นมา

จึงไม่แปลกที่หากรัฐธรรมนูญออกมาบังคับใช้ข้อกำหนดที่ถูกกล่าวมาทั้งหมดจะถูกครหาว่าเป็นอีกหนึ่ง “หลุมพราง” ที่ถูกวางไว้ !

 

‘วิษณุ’เผยนำปม‘ธัมมชโย’เข้ามส.ถกอีกครั้ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150224/201974.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558
‘วิษณุ’เผยนำปม‘ธัมมชโย’เข้ามส.ถกอีกครั้ง

‘วิษณุ’เชิญพศ.ถกย้ำรบ.ชี้โทษ‘ธัมมชโย’ไม่ได้ เผยนำเข้าที่ประชุมมส.อีกครั้งคราวต่อไป พศ.แจงพระลิขิต‘สังฆราช’ไม่ใช่พระบัญชา

                เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 24 ก.พ.2558 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)และผู้เกี่ยวข้องหารือวงเล็กเกี่ยวกับผลประชุมของมหาเถรสมาคม(มส.)เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนายวิษณุ เปิดเผยหลังการหารือว่า ทาง พศ.นำเอกสารต่างๆพร้อมเล่าที่มาของเรื่องดังกล่าวให้ทราบข้อมูล โดยการประชุมของมหาเถรสมาคมมื่อวันที่ 20 ก.พ.นั้น ที่ประชุมไม่ได้มีมติเกี่ยวกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ซึ่งต่างจากที่ปรากฎเป็นข่าวและการประชุมดังกล่าวเนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)เชิญผู้แทนสำนักพุทธฯไปชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องวัดธรรมกาย และนำเรื่องกลับมารายงานให้มหาเถรสมาคมรับทราบว่าสปช.ถามอะไรและได้ตอบอะไรไปบ้าง ตนเดาว่าอาจมีกรรมการบางคนอภิปรายว่ามีความผิดหรือไม่มีก็เป็นได้ แต่ที่ประชุมมีมติเพียงรับทราบการรายงานต่อสปช.และการตั้งกรรมการเพื่อตรวจสอบและรวบรวมเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและนำกลับมารายงานให้มหาเถรสมาคมทราบเท่านั้น

นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวว่ามติมหาเถรระบุว่าไม่มีความผิดนั้น ตนได้สอบถามแล้วว่าพบว่าไม่มีคำว่าปาราชิกหรือไม่ปาราชิกปรากฏในมติของมส. จึงแนะนำให้ปรึกษากันในกรรมการมหาเถรสมาคมว่าจะชี้แจงอย่างไร โดยทราบว่าในการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมครั้งต่อไปจะมีการนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมเพื่อให้รับรองมติ จากนั้นจึงแถลงให้ทราบต่อไป รัฐบาลขอย้ำว่าเรื่องใดที่กล่าวหาว่าผิดพระธรรมวินัยอาบัติปาราชิกหรือไม่เป็นเรื่องของคณะสงฆ์จัดการกันเอง ถ้าเรื่องใดถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายทางโลก เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเข้าไปจัดการในจุดนั้นๆ

“วันนี้ต้องแยกให้ออก แต่เราเอาทุกเรื่องมาปนกันทำให้มหาเถรสมาคมถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม เพราะไม่มีโอกาสออกมาแก้ตัวตอนนี้ แต่ต่อไปจะชี้แจงอย่างไรก็ว่ากันไป วันนี้เอาทุกอย่างมารวมกันตั้งแต่เรื่องที่ดิน การต้องอาบัติปาราชิกเรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เรื่องยกเครื่องมหาเถรสมาคทจนถึงการยุบกรรมการปฏิรูปศาสนาต้องแยกเป็นเรื่องๆ ส่วนเรื่องที่ดินเป็นเรื่องก้ำกึ่งระหว่างบ้านเมืองกับพระธรรมวินัยต้องแยกจากกัน และได้มอบให้ไปดูว่าถวายใครบ้าง เพราะความผิดในแต่ละเรื่องโทษก็หนักเบาไม่เหมือนกันทั้งทางบ้านเมืองและในทางพระ มีลำดับโทษไม่เหมือนกัน ทั้งผมและรัฐบาลวินิจฉัยไม่ได้ว่าการกระทำนั้นผิดพระธรรมวินัย หากผิดว่าเข้าข่ายไหน คนที่วินิจฉัยคือพระ”นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวระหว่างพระลิขิตกับพระบัญชา นายวิษณุ กล่าวว่า ตนได้เห็นพระลิขิตทั้ง 5 ฉบับ และมีคำตอบแล้วแต่ไม่อยากพูดอะไรในตอนนี้ ขอตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

ด้านนายสมชาย สุรชาตรี ผู้ตรวจราชการและโฆษก พศ. กล่าวว่า ที่ประชุมมหาเถรฯไม่ได้หารือกรณีพระธัมมชโยสมควรต้องปาราชิกหรือไม่ มีแต่เพียงการรับทราบตามที่พศ.รายงานคณะกรรมการพิทักษ์พระพุทธศาสนา แล้วก็มีลำดับเหตุการณ์ ท่านก็บอกว่าไปเขียนใหม่ให้มันดีตามปกติ การประชุมมหาเถรฯไม่มีการลงมติเรื่องต่างๆด้วยเสียงข้างมาก-ข้างน้อย เหมือนสภาผู้แทนราษฎร โดยเมื่อสงฆ์มีมติจะให้ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม นำผลการประชุมมาเผยแพร่ ส่วนที่มีข่าวว่ามีมติว่าพระธัมมชโยไม่ต้องปาราชิกนั้น ก็ไม่ทราบว่าออกมาได้อย่างไร บอกได้เพียงว่าการประชุมครั้งนั้นยังไม่มีมติใดๆออกมา

เมื่อถามว่าการคืนเงินของพระธัมมชโยเกิดขึ้นหลังจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกฯมีพระลิขิตออกมาแล้ว ถือว่าผิดปาราชิกหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เมื่อก่อนยังไม่มีระเบียบว่าด้วยการถือครองที่ดินสำหรับพระ พอมีพระลิขิตออกมา ก็นำเข้าที่ประชุม ตอนนั้นยังไม่เป็นสำนักพระพุทธศาสนาฯยังเป็นกรมศาสนาไปร่างกฎหมายออกมา ส่วนกรณีที่มีพระลิขิตออกมาก่อนที่จะมีการคืนทรัพย์ โดยทรัพย์ที่ว่านั้นปรากฎว่าเป็นชื่อของพระธัมมชโยไม่ใช่ชื่อของวัด ถามว่าผิดไหม ก็คงไม่ผิด ถ้าทรัพย์นั้นเป็นชื่อของพระ มีสิทธิ์ถือครองได้ แต่ถ้าลาสิกขา หรือมรณภาพโดยที่ไม่มีการทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์นั้นจะตกเป็นทรพย์สินของวัดโดยทันที แต่ถ้ามีญาติโยมมอบที่ดินให้วัดแล้วหนีไปแล้วโอนเป็นชื่อตัวเองแบบนั้นถือ ว่าปาราชิกทันที ถือว่าเจตนาลักทรัพย์“ที่พูดคนมักมองว่าพูดเป็นเหมือนโฆษกวัดพระธรรมกาย แต่ไม่ใช่ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ พูดได้เพียงพยานหลักฐานที่มี จะพูดไปมากกว่าที่มีไม่ได้”นายสมชายกล่าว

เมื่อถามว่ามีการตรวจสอบหรือไม่ว่าการโอนทรัพย์สินของพระธัมมชโยเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือเป็นเพราะมีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ นายสมชาย กล่าวว่า บริสุทธิ์แน่นอน เพราะสมเด็จพระสังฆราชฯ เขียนเจตนา คือในหนังสือ เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2542 ปีเดียวกับที่มีพระลิขิต โดยในหนังสือเขียนว่าแสดงเจตนาต้องการโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นของสงฆ์ การมีหนังสือแสดงเจตนาถือว่าทำด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่มีใครบังคับ เมื่อถามต่อว่าการมีหนังสือยินยอมเกิดขึ้นก่อนหรือหลังจากที่มีพระลิขิต นายสมชาย กล่าวว่า ยินยอมหลังที่มีพระลิขิต เพราะพระลิขิตออกมาเมื่อวันที่ 26 เม.ย.2542 ที่จริงพระธัมมชโยไม่ต้องโอนก็ได้ เพราะทรัพย์สินดังกล่าวเป็นชื่อของเขาในปี 2542 มีพระลิขิตออกมา 3 ฉบับหลังวันที่ 9 พ.ค.2542แต่พระลิขิตที่ออกมาก่อนหน้านั้นไม่มีการรับรอง ไม่มีการเซ็นต์รับรองสำเนาเลยไม่ได้ดู เอามาดูแค่พระลิขิตที่ออกเมื่อวันที่26 เม.ย. เท่านั้น โดยพระลิขิตในวันที่ 26 เม.ย.2542 นั้นเขียนถึงเรื่องของคำสอนของวัดพระธรรมกายที่บิดเบือนจากคำสอนของ พระพุทธเจ้า และพูดถึงเรื่องการโอนที่ดิน แต่ก็มีวรรคสองที่เขียนว่า “ไม่คิดที่จะให้มีโทษ แต่ถ้าถือแล้วเจตนาไม่คืน ถือว่ามีเจตนาเป็นปาราชิก” พระลิขิตนั้นเป็นของจริง เพราะมีเลขาลงนาม และมีลายเซ็นต์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ และมีคนรับรองสำเนา คนรับรองสำเนาคือเลขาพระสังฆราช ทั้งนี้ตามหลักฐานพบว่าที่ดินของวัดมีทั้งประชาชนบริจาคให้ และมีส่วนที่วัดซื้อมาพื่อขยายพื้นที่วัดโดยใช้เงินของวัดซื้อ
นายสมชาย กล่าวว่า มหาเถรสมาคมเคยประชุมโดยได้ยกหนังสือของพระธัมมชโยเข้าที่ประชุม มีมติออกมาว่าให้กรมการศาสนาและเจ้าคณะภาคที่ 1 ไปดำเนินการตามที่พระธัมมชโยมีเจตนา และได้มีการมอบให้ไปดำเนินการเรื่องอื่นๆอีก อาจจะเป็นเรื่องการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนา และระหว่างที่จะดำเนินการตามมติดังกล่าวของมหาเถร มีคนไปฟ้องร้องคดีอาญา และเมื่อมีการดำเนินคดีทางโลกแล้ว คดีทางพระสงฆ์จะต้องหยุดลงทันที ตอนนี้มีคนตีความว่า พระลิขิตคือคำสั่งหรือเปล่า จริงๆแล้วถ้าสมเด็จพระสังฆราชมีคำสั่งจะเรียกว่า พระบัญชา ส่วนพระลิขิตนั้นคือหนังสือที่ส่งถึงหน่วยงานต่างๆทั่วไป แต่ก็ยังมีคนตีความว่า จดหมายของสมเด็จพระสังฆราชต้องทำตามไม่ใช่หรือ อย่าลืมสมเด็จพระสังฆราชเป็นส่วนหนึ่งในกรรมการของมหาเถรสมาคม เมื่อมีพระลิขิตออกมาถึงกรมการศาสนา กรมศาสนาก็นำเข้าสู่มหาเถรสมาคมอยู่ดี มหาเถรสมาคมก็ต้องมีหน้าที่พิจารณาว่าดำริเรื่องอะไร และเป็นคำสั่งหรือไม่ ส่วนเรื่องที่บอกว่าอย่างนี้พระธัมมชโยก็ปาราชิกแล้ว เรื่องนี้ต้องดูกันที่เจตนา”นายสมชายกล่าวถามว่าอำนาจของสมเด็จพระสังฆราชสามารถตัดสินได้หรือไม่ว่าใครจะปาราชิก หรือว่าต้องผ่านการพิจารณาของหมาเถรสมาคมอยู่ดี นายสมชายกล่าวว่า คำว่าปาราชิกโดยอัตโนมัตินั้น ความผิดต้องปรากฏชัด เช่น นอนกับผู้หญิงแล้วจับได้คาหนังคาเขา ถ้าจับไม่ได้ คาหนังคาเขา ก็ถือว่าไม่อัตโนมัติ

เมื่อถามอีกว่าหากเป็นพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชฯแสดงว่าไม่ว่าเรื่องอะไรต้องมีผลทันทีหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า มีผลทันที และต้องไปดูด้วยว่าเรื่องนั้นเข้าตามกฎนิคหกรรม หรือ กฎที่ใช้ลงโทษพระสงฆ์ หากสงฆ์กระทำความผิดหรือไม่ นอกจากนั้นต้องไปดูเรื่องอื่นๆ เช่น คำสอนที่เคยเป็นประเด็นว่า นิพพานเป็นอนัตตา เพราะมีคนร้องเข้ามา แต่เรื่องแบบนี้พิสูจน์ได้ยากและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เหมือนการอวดอุตริ ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสังเกตว่าการรื้อคดีของพระธัมมชโยขึ้นมาถูกอาจเป็นการลดความน่าเชื่อถือเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เพื่อไม่ให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช นายสมชาย กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความคิดเห็นของตน เป็นเรื่องที่ทุกคนคิดไปได้ โดยส่วนตัวแล้วมองว่าตามหลักในการจะเป็นพระสังฆราช คณะสงฆ์ได้เขียนกฎหมายไว้ว่าให้มหาเถรสมาคมเสนอต่อสมเด็จพระราชาคณะ ที่มีความอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

ขับ‘ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ออกจากอาจารย์มธ.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150224/201962.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558
ขับ‘ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ออกจากอาจารย์มธ.

ขับ‘ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ออกจากอาจารย์มธ. อ้างเหตุไม่ปฏิบัตหน้าที่เป็นเวลานาน

           24 ก.พ. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2558 ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิยาลันธรรมศาสตร์ได้ลงในคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ 356/2558 เรื่องลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยมีใจความว่า ด้วย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ตำแหน่งอาจารย์สังกัดภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขที่อัตรา 2793 ได้กระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยมีพฤติการณ์เมื่อได้รับบันทึกฉบับลงวันที่ 18 พ.ค.2557 จากหัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ แจ้งให้ทราบถึงการพิจารณาการอนุมัติการลาไปปฏิบัติงานในประเทศ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการระหว่าง 1 ส.ค.57 – 31 ก.ค.58 ว่าด้วยการพิจารณาเป็นไปด้วยความล่าช้า

และระยะเวลาล่วงเลยไปถึง 6 เดือนแล้วยังไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติจากมหาวิทยาลัย และแจ้งให้ ดร.สมศักดิ์ กลับมาปฏิบัติราชการ และรับมอบหมายภาระงานสอนในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2557 ให้จำนวน 2 วิชา คือ ประวัติศาสตร์ไทย 3 และประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังปี 2475 แต่ ดร.สมศักดิ์ ไม่กลับมาปฏิบัติราชการตามที่ภาควิชากรแจ้งไว้ ต่อมาเมื่อคณะศิลปะศาสตร์ได้บันทึกลงวันที่ 26 พ.ค. 57 แจ้งให้ดร.สมศักดิ์ กลับมาปฏิบัติราชการโดยด่วน แต่ก็ยังเพิกเฉยไม่มาปฏิบัติราชการ โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า ดร.สมศักดิ์ ไม่ได้ยื่นเรื่องขอลาประเภทอื่น นอกจาการยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ โดยขอให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.57 ต่อมามหาวิทยาลัยได้พิจารณาไม่อนุมัติการลาไปปฏิบัติงาน ในประเทศ

ทั้งนี้พฤติการณ์การกระทำของดร.สมศักดิ์ ดังกล่าวถือเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามระเบียบ แบบแผนของทางราชการในเรื่องการลา และการปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชื่อเสียงมหาวิทยาลัยและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเงินเดือนและสวัสดิการอื่นๆ ที่มหาวิทยาลัยและคณะศิลปศาสตร์ได้จ่ายให้แก่ ดร.สมศักดิ์ ในระยะเวลาระหว่างนั้นเป็นความผิดวินัยร้ายแรงตามมาตรา 39 วรรค 5 แห่งพ.รงบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ในสถาบันอุดมศึกษาพ.ศ. 2547 และเป็นการละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 57 จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ตามข้อ 55 (6) ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ. 2551 แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์(ฉบับที่2) พ.ศ. 2555 ด้วยสมควรได้รับโทษไล่ออกจากราชการ

ฉะนั้นอาศัยตามความมาตรา 51 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ในสถาบันอุดมศึกษาพ.ศ. 2547 ข้อ 54 ข้อ 57 และข้อ 61(2) (8) ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ พ.ศ.2551 แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 จึงให้ลงโทษไล่ อาจารย์ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ออกจากราชการ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2557 ซึ่งเป็นวันละทิ้งหน้าที่ราชการเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 23 ก.พ. 2558

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,058 other followers

%d bloggers like this: