ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

‘ชวน’แนะอย่าดื้อยางราคาตก-ปรับตัว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150424/205243.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2558
'ชวน'แนะอย่าดื้อยางราคาตก-ปรับตัว

อดีตนายกฯ ชี้ราคายางพาราคงไม่พุ่งสูงขึ้นไป กก.ละ 170 – 180 บาท เหมือนเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว แนะชาวบ้านในภาคใต้ทำเกษตรผสมผสาน ปรับตัวเองเพื่อรองรับปัญหาในอนาคต

                               24 เม.ย. 58  นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงการครองชีพของคนไทย ว่า เนื่องจากขณะนี้เมื่อเดินทางไปที่ไหน ชาวบ้านจะถามตลอดว่าราคายางพาราจะขึ้นอีกไหม โดยตัวเองเป็นลูกชาวสวนยางพารา และตอนเด็กๆ ก็ต้องช่วยกันเก็บน้ำยางก่อนไปโรงเรียน จึงเข้าใจความรู้สึกของคนทำสวนยางพาราดี อย่างไรก็ตาม ก็เตือนชาวบ้านมาตลอดว่าภายในสวนยางพาราต้องปลูกผักอื่นๆ ด้วย อย่าไปเชื่อว่าราคายางพาราจะดีตลอด ฉะนั้น ชาวสวนยางพาราโดยเฉพาะภาคใต้ ต้องปรับตัว ถึงแม้จะเป็นคนหัวดื้อ ไม่อยากปรับ ก็ต้องปรับ เพราะคนทำสวนยางพาราในภาคใต้กับคนทำสวนยางพาราในภาคเหนือ หรือภาคอีสาน จะต่างกัน
                               ทั้งนี้ เนื่องจากคนทำสวนยางพาราในภาคเหนือ และภาคอีสาน ส่วนใหญ่จะมีอาชีพอื่นอยู่ก่อนแล้ว เมื่อราคายางพาราตกต่ำ ก็ไม่เดือดร้อนมากนัก ต่างกับคนภาคใต้ที่ยึดอาชีพนี้มาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว นอกจากนั้น ยังได้เคยแนะนำกับนายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า อย่าใช้วิธีแก้ปัญหาวิธีเดียวกันกับชาวสวนยางพาราในแต่ละภูมิภาค เพราะมีความแตกต่างกัน และจะไม่สำเร็จ อีกทั้งบางคนอาจได้รับประโยชน์ แต่บางส่วนก็อาจไม่ได้รับประโยชน์ โดยจากนี้ชาวบ้านอย่าไปตั้งความหวังว่าราคายางพาราจะสูงขึ้นไป 170 – 180 บาทต่อกิโลกรัม เพราะประเทศอื่นๆ ก็ปลูกยางพารา และสิ่งสำคัญ คือ ทุกคนต้องปรับตัวเอง

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘นายกฯ’ห่วงพายุฤดูร้อนสั่งดูแลปชช.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150424/205239.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2558
‘นายกฯ’ห่วงพายุฤดูร้อนสั่งดูแลปชช.

‘นายกฯ’ ห่วงพายุฤดูร้อน สั่งปภ.ผนึกกำลังทหารดูแลปชช. หารือ ‘ปธ.กมธ.กลางจีน’ สานความร่วมมือด้านความมั่นคง-พัฒนากองทัพ ย้ำเข้าใจสถานการณ์การเมืองไทย

           24 เม.ย.58 เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าจากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบนฉบับที่ 15 ลงวันที่ 23 เมษายน ระบุ บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยแล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้ในช่วงวันที่ 23-25 เมษายน 2558 บริเวณประเทศไทย มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง และภาคเหนืออาจมีลูกเห็บตกได้บางพื้นที่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีความห่วงใยประชาชนจึงสั่งการไปยังกระทรวงมหาดไทยในส่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดูแลประชาชนรับมือพายุฤดูร้อน ห่วงลูกเห็บทำลายบ้านเรือน พร้อมกับย้ำให้เจ้าหน้าที่ทหารทุกหน่วยเตรียมพร้อมส่งกำลังหนุนฝ่ายปกครอง
‘นายกฯ’ หารือ ‘ปธ.กมธ.กลางจีน’ ร่วมมือความมั่นคง-พัฒนากองทัพ
           เมื่อเวลา 11.00 น. พล.อ.อ. สวี่ ฉีเลี่ยง (H.E. ACM. Xu Qiliang) รองประธานคณะกรรมาธิการกลางแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสเยือนประเทศไทย
           โดยภายหลังการเข้าพบร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเยือนของพลอากาศเอกสวี่ ฉีเลี่ยง ในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหม โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่มีการร่วมมือและแลกเปลี่ยนในประเด็นความมั่นคงและการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวกับพลอากาศเอกสวี่ ฉีเลี่ยงว่าได้ทราบว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เดินทางเยือนจีนในช่วงวันที่ 8-10 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งได้พบกับพล.อ.อ.สวี่ ฉีเลี่ยงมาแล้วด้วย
           ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมาความสัมพันธ์ไทยจีนนั้นมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าอย่างโดดเด่นและแนบแน่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน มีการแลกเปลี่ยนการเยือนทั้งในระดับราชวงศ์ ผู้นำสูงสุด ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ในจีนและเน้นย้ำการเฉลิมฉลิงครบรอบ 40 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย จีน โดยพล.อ. ประยุทธ์ ได้ขอบคุณรัฐบาลจีนสำหรับการถวายการต้อนรับ การเสด็จเยือนจีนของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีระหว่างวันที่ 3-6 เม.ย.ที่ผ่านมาอย่างสมเกียรติ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นปีเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 5 รอบ
           ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันถึงนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับจีน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะมีการขยายความร่วมมือด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและความสำคัญระหว่างประาชาชน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณจีนที่เข้าใจในสถานการณ์ทางการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมาและได้ให้กำลังใจ สนับสนุนการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ทุกด้านกับไทยด้วย สำหรับการท่องเที่ยวนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณที่มีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งปีนี้เป็นโอกาสดีเนื่องจากไทยกำหนดให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยววิถีไทยและขอเชิญชวนชาวจีนมาประเทศไทย ซึ่งจะดูแลในเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ดีที่สุดและสนับสนุนชาวไทยให้ไปเที่ยวจีนมากขึ้นด้วย
           ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า พลอากาศเอก สวี่ ฉีเลี่ยง ได้นำความปรารถนาดีจากนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีนมามอบให้กับพลเอกประยุทธ์และคณะ โดยพลอากาศเอก สวี่ ฉีเลี่ยง ได้กล่าวถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าพระองค์ท่านได้สร้างคุณูปการในความสัมพันธ์ระหว่างไทย จีน และขอถวายความเคารพ ถวายพระพรแด่พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมทั้งถวายพระพรสมเด็จพระเทพฯ เนื่องในโอกาสพระชนมายุครบ 5 รอบ
           ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า พลอากาศเอก สวี่ ฉีเลี่ยง ระบุว่ามิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างไทย จีน มีมานานแล้ว โดยในบันทึกศิลาไทย จีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น 147 ปีก่อนคริสตศักราชที่มีการไปมาหาสู่กันและไม่เคยขาดสาย มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและดีขึ้นเรื่อยๆ และทราบดีถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในช่วงปี 2557 ที่มีสถานการณ์การเมืองตึงเครียด แต่กลังจากคสช.เข้ามาดำเนินการ สังคมไทยก็มีเสถียรภาพและความมั่นคงมาโดยตลอดและการปฏิรูปก็เดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ ซึ่งทางรัฐบาลและประชาชนจีนได้เคารพในเส้นทางเลือกของรัฐบาลและประชาชนไทยและหวังว่าประเทศไทยจะแก้ไขความขัดแย้งโดยการพูดจากันและมีพัฒนาการอย่างตลอด รวมถึงมีความมั่นคงในระยะยาวอยู่เย็นเป็นสุข
           ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า จีนได้มีการหารือก่อนหน้านี้กับพล.อ.ประวิตร ในเรื่องของข้อตกลงความร่วมมือของกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะมีการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป รวมไปถึงการจัดตั้งกลไกระหว่างกองทัพของทั้งสองฝ่ายและความร่วมมือทางยุทโธปกรณ์เพื่อส่งเสริมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้านฝ่ายไทยเองได้แสดงความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมืออย่างบูรณาการและเป็นรูปธรรม และไทยสนับสนุนแนวคิดจีนเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม และเส้นทางสายไหมทางทะเล พร้อมเชื่อมั่นว่าจีนจะมีบทบาทสำคัญ ในการเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และมุ่งหวังว่าความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์ระหว่างมหาอำนาจ จะช่วยส่งเสริมสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศที่เอื้อต่อการพัฒนาในภูมิภาค
           นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ และ พลอากาศเอก สวี่ ฉีเลี่ยง ได้พูดถึงเรื่องการร่วมมือกันทางด้านการทหารในทุกระดับชั้น ทั้งการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาการฝึกผสมร่วม การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหาร โดยเฉพาะความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่จีนมีความก้าวหน้ามาก โดยนายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณจีนที่ได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพไทย และขอให้จีนสนับสนุนในเรื่องการพัฒนานักวิจัยไทยด้วย เพื่อให้นักวิจัยไทยได้มีโอกาสศึกษาในเรื่องของเทคโนโลยรีของจีน และนำมาพัฒนาขีดความสามารถของการวิจัยไทยต่อไป ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการทำงานระหว่างรัฐบาล และกองทัพของทั้งสองประเทศ เพื่อวางแผนร่วมกันในการผลักดันความร่วมมือ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เสนอว่านอกจากความสัมพันธ์ทางการทูตที่เป็นช่องทางสื่อสารปกติระหว่างกันแล้วก็อยากให้มีช่องทางด่วนที่ระดับผู้บังคับบัญชาสามารถประสานงานกันได้ เพื่อให้การดำเนินความร่วมมือเป็นรูปธรรมโดยเร็วมากขึ้น
‘นายกฯ’ เตรียมบินถกอาเซียนซัมมิท ที่มาเลเซีย 26-28 เม.ย.
           24 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (อาเซียนซัมมิท) ครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์และเมืองลังกาวี โดยจะเดินทางจากที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ในเวลา 14.00 น. วันที่ 26 เมษายน และจะเดินทางกลับจากการประชุมในเวลา 12.45 น. ของวันที่ 28 เมษายน ซึ่งตรงกับวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯ จึงได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานการประชุมครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลแทน
           สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 26 และเป็นการประชุมครั้งแรกของปี ซึ่งจะเน้นประเด็นภายในอาเซียนเป็นหลัก โดยในปีนี้ มาเลเซียเป็นประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ซึ่งจะมี ดาโต๊ะ ซรี นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานการประชุม ภายใต้หัวข้อ (theme) “Our People, Our Community, Our Vision” – ประชาชนของเรา ประชาคมของเรา วิสัยทัศน์ของเรา
           การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 26 จะเป็นการทบทวนพัฒนาการการสร้างประชาคมอาเซียนและเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมอาเซียน การจัดทำวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี 2558 การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลไกอาเซียน และการสร้างความใกล้ชิดระหว่างอาเซียนกับประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับภาคส่วนต่างๆ ภายในอาเซียน
           สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีจะผลักดันการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีกฎกติกา และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตลอดจนส่งเสริมการเชื่อมโยงในทุกมิติ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจตามแนวชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวคิด 1+1 การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรเพื่อส่งเสริมให้ภูมิภาคเป็นคลังอาหาร ตลอดจนการรับมือกับผลกระทบเชิงลบจากความเชื่อมโยงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 9 เพื่อทบทวนแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ในวันที่ 28 เมษายน 2558 ณ เกาะลังกาวี อีกด้วย

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘วิชา’ชี้คสช.เปลี่ยนแปลงทุจริตวงราชการครั้งใหญ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150424/205233.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2558
‘วิชา’ชี้คสช.เปลี่ยนแปลงทุจริตวงราชการครั้งใหญ่

‘วิชา’ เผยหากไม่ได้ ‘คสช.’ คงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องทุจริตในวงราชการครั้งใหญ่ ป.ป.ช.เตรียมสอบพยาน ‘อภิสิทธิ์’ คดีสลายม็อบปี53

         24 เม.ย.58 นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงจำนวนข้าราชการที่ถูกร้องเรียนมายังสำนักงาน ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ต้องส่งรายชื่อข้าราชการที่พัวพันการทุจริตไปให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ว่า มีจำนวนมาก ซึ่งต้องยอมรับว่ามีบางส่วนที่ไม่ได้ขับเคลื่อนให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของป.ป.ช. โดยเฉพาะการชี้มูลที่มีการส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพวก อบต. อบจ. เทศบาล ที่มีจำนวนมาก ป.ป.ช.ถูกบ่นมากว่าทำไมเราไม่ได้ติดตามเรื่องหลังชี้มูลพวกเขาไปแล้ว ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการถอดถอนและกระบวนการที่ทำให้เกิดผลอย่างจริงจังอยู่ที่จังหวัด จึงได้ให้เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช.ไปติดตามตรงนี้ รวมทั้งยังมีพวกฝ่ายประจำระดับสูงบางรายที่ ป.ป.ช.ชี้มูลไปแล้วแต่ยังไม่มีการขยับจากตำแหน่ง แต่ก็ได้มีการประสานงานไปที่หน่วยงานต้นสังกัดแล้ว
         นอกจากนี้ ยังมีการพูดไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานในกระทรวงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะถ้าเขายังอยู่ในตำแหน่ง เขาจะยังทำลายทรัพยากรธรรมชาติได้ต่อ สิ่งที่คสช.ทำไม่ใช่การเอาผิดทางอาญา แต่เป็นเรื่องของการเคลื่อนย้ายบุคคลให้พ้นจากพื้นที่ที่ตัวเองควบคุมดูแล หากยังอยู่จะทำให้เกิดความเกรงกลัว และไปข่มขู่คุกคามได้ ดังนั้น การที่ป.ป.ช.เสนอรายชื่อบุคคลเหล่านี้ไปจะลดความเดือดร้อนของประชาชนลง และทำให้เครือข่ายที่เคยแจ้งเบาะแสมาเกิดกำลังใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขจริง ๆ เหมือนกรณีของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ที่เขามาหาเรา เพราะหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง หากไม่ได้ คสช.คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขยับใหญ่ขนาดนี้
         “วิธีการแบบนี้จะมีส่วนทำให้ดัชนีชี้วัดความโปร่งใสของไทยดีขึ้น เพราะทุกชาติ ขึ้นอยู่กับฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายนโยบายว่าเอาจริงเอาจังหรือไม่ ป.ป.ช.ทำได้แค่ไหนมันก็ได้คะแนนอยู่แค่นี้ถ้ารัฐบาลหรือผู้บริหารราชการแผ่นดินไม่รับลูก ไม่ทุบโต๊ะจริงจังว่าฉันทำจริงนะ เพราะทางองค์กรเพื่อความโปร่งนานาชาติก็เตือนมาแบบนี้ ซึ่งดีแล้ว” นายวิชา กล่าว
‘ป.ป.ช.’ พร้อมสอบพยาน ‘อภิสิทธิ์’ คดีสลายการชุมนุมปี53
         นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอพยานที่นายอภิสิทธิ์อ้างไว้มาให้ถ้อยคำ คือ นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะเดินทางมาด้วยตัวเองในวันที่ 28 เม.ย.นี้ และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่จะส่งคำชี้แจงมาเป็นลายลักษณ์อักษร จากนั้นป.ป.ช.จะพิจารณาว่าข้อมูลเพียงพอหรือไม่ หากไม่เพียงพอจะเชิญมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมได้ โดยจะพยายามเร่งให้รีบส่งหนังสือที่เป็นลายลักษณ์อักษรมา
         ส่วนข้อสงสัยที่จะสอบถามนั้นในส่วนของพล.อ.อนุพงษ์ จะพิจารณาประเด็นเรื่องการทำงานในพื้นที่ เพราะทหารทราบดีเรื่องการควบคุมกลไกต่าง ๆ ส่วนนายถวิลจะทราบดีเกี่ยวกับแผนยุทธการ ซึ่งเราต้องการทราบว่ามีการปรับเปลี่ยนวิธีการหรือไม่ เนื่องจากผู้คนที่ไปชุมนุมไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายทุกคน จึงต้องดูว่ายุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการปฏิบัติเป็นอย่างไร หลังจากสอบพยานทั้งสองคน ก็จะมาดูรายละเอียดที่ทางตำรวจไปดำเนินการมาใหม่ด้วย รวมทั้งในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งต้องยอมรับว่ามันพลิกไปพลิกมา ไม่นิ่ง ดังนั้น เมื่อตำรวจและดีเอสไอสอบอะไรไปเราต้องตามว่าได้เรื่องอย่างไร โดยเฉพาะที่มีการจับกุมชายชุดดำ 5 คน ได้ และส่งไปที่ศาล เราต้องการได้ถ้อยคำจากพยานเหล่านี้ด้วย
         ส่วนการเข้าให้ถ้อยคำเพื่อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของพระสุเทพ เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมานั้นค่อนข้างละเอียดมาก และมีคลิปวิดีโอมาด้วย ต้องยอมรับว่าชี้แจงได้เก่ง ส่วนจะต้องมาให้ถ้อยคำเพิ่มหรือไม่ คงต้องรอให้มีการสอบพยานที่นายอภิสิทธิ์อ้างไว้ทั้งสองคนก่อน
‘วิชา’ มั่นใจข้อมูลข้าวจีทูจีครบส่ง สนช.ถอดถอน
         24 เม.ย. นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีแถลงเปิดคดีถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ,นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ ,นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กรณีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า ป.ป.ช.ทำงานตามหน้าที่ อย่าไปพูดถึงเรื่องมั่นใจหรือไม่มั่นใจเลย หากข้อมูลไม่ครบถ้วนเราคงไม่ส่งไป สนช.

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘กรีนพีซ’แนะใช้วิกฤติเป็นโอกาสแก้ปัญหาเรื้อรังประมงไทย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150424/205229.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2558
‘กรีนพีซ’แนะใช้วิกฤติเป็นโอกาสแก้ปัญหาเรื้อรังประมงไทย

กรีนพีซแนะรบ.ใช้วิกฤติเป็นโอกาสแก้ปัญหาเรื้อรังประมงไทยย้ำอียูให้ใบเหลืองไม่ได้หมายความว่าไม่ใยดีไทยแต่เป็นการร้องขอให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความยั่งยืน

          วันที่ 24 เม.ย.58 นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป(อียู) ออกประกาศให้ใบเหลืองสินค้าประมงไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งเตือนไทยต่อกรณีที่ยังไม่มีมาตรการเพียงพอตามกฎ ระเบียบว่าด้วยการป้องกัน ต่อต้าน และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไร้การควบคุม หรือกฎระเบียบ (ไอยูยู) พร้อมกำหนดระยะเวลา 6 เดือนให้แก้ไขปัญหาว่า เรื่องใบเหลืองที่อียูให้กับประเทศไทยนั้นไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเคยมีกรณีที่คล้ายกัน อาหารทะเลหรือสินค้าประมงที่ส่งออกจากประเทศไทย มีคล้ายกัน โดยเฉพาะสหภาพยุโรปนอกจากมีประเด็นเรื่องการค้าประมงผิดกฏหมายแล้วยังมีประเด็นเรื่องการประมงที่ทำลายล้าง เช่น มีการประมงที่จับสัตว์น้ำที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้นำมาใช่ในเชิงพาณิชย์ สัตว์ที่หายาก จำพวกโลมา เต่าจึงไม่ได้เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้รับคำเตือนจากอียู
          นายธารากล่าวอีกว่า การที่อียูออกมาเตือนถือเป็นกรณี ที่มีการทบทวนมาอย่างดีแล้ว เพราะในอดีตก็ได้มีการพูดคุยกันมานานกับปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ได้ทำอะไรที่เพียงพอ ยังสะเปะสะปะส่วนระยะเวลา 6 เดือนนั้น อียูต้องการเห็นความคืบหน้าในเชิงที่ทำให้เห็นว่าจะรับประกันได้ว่าสินค้าสัตว์น้ำหรือสินค้าประมง ที่ส่งออกไปที่อียูปลอดจากการประมงที่ผิดกฎหมายหรือที่ทำลายล้าง ซึ่งหากเวลา 6 เดือนนี้ไทยไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ก็จะโดนใบแดงนั้นคือการห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยและจะส่งผลต่อการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารทะเล
          ส่วนในระยะเวลา 6 เดือนนี้ จะต้องเริ่มต้นทำอะไรนั้นผู้อำนวยการกรีนพีซกล่าวว่า ที่ผ่านมาเข้าใจว่ากรมประมงทำงานหนักพอสมควร แต่การแก้ปัญหาที่ผ่านมาคือกรมประมงยังไม่ได้คิดให้พ้นจากกรอบเดิมที่มีอยู่ คือ ทำให้เรือประมงที่ทำการประมงในประเทศไทยถูกต้องตามกฎหมายโดยการไปขึ้นทะเบียนเรือ มีการติดGPSเพื่อให้มีการติดตามตำแหน่งได้สะดวก และมีการบันทึกลงข้อมูลไว้ว่าเรือลำนี้ละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่หรือไม่
          “ ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือกรมประมงอาจจะใช้กรณีนี้เอามาเป็นข้ออ้างในการนิรโทษกรรมเรืออวนลากเถื่อนที่เดิมเคยยกเลิกไปแล้ว อาจนำกลับมารื้อฟื้นใหม่โดยเรืออวนลากเถื่อนที่กวาดสัตว์น้ำในประเทศไทย2พันกว่าลำ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายที่ทำงานเรื่องเกี่ยวกับประมง มองว่ากรมประมงไม่ควรทำแบบนี้ สิ่งที่ควรทำคือควรมีมาตรการให้ยกเลิกการใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ควรยกเลิกการใช้เครื่องมือพวกนี้ไปเลยจะเป็นทางออกที่ดี ”
          นายธารา กล่าวว่า กรมประมงไม่ควรโฟกัสเรื่องทำให้เรือประมงถูกกฎหมาย หากเกิดมีการสอดแทรกเอาเรืออวนเถื่อนเข้ามา จะกลับไปสู่วงจรเดิมคือทะเลถูกทำลาย ทะเลที่เสื่อมโทรมจะเสื่อมโทรมหนักขึ้น ผลประโยชน์ที่ได้คือลากเอาพวกสัตว์น้ำเล็กๆไปทำปลาป่น เพราะฉะนั้นกรมประมงไม่ควรมองแค่เรื่องการทำเรือ ควรสั่งห้ามเครื่องมือการประมงที่ทำลายล้างทุกชนิดในขนาดเดียวกันจะเป็นจุดแข็งที่สามารถไปคุยกับอียูได้ว่านี่เป็นมาตรการสำคัญที่ประเทศไทยสามารถทำได้
          นายธารา กล่าวอีกว่าประเทศไทยเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมอาหารทะเล การที่เป็นอันดับต้นของโลก ไม่ได้หมายความว่าต้องไปพึ่งพาวงจรที่ผิดกฎหมายทำลายธรรมชาติ ห่วงโซ่ซับพลายเชนเอาปลาอินโดนีเซีย เอาปลาจากแปซิฟิก บางครั้งก็ไม่มีการสืบว่าปลาเหล่านี้มาจากไหน ต้นตอของปลาว่าปลาตัวนี้จับมาได้อย่างไร
          ผู้อำนวยการกรีนพีซ กล่าวว่า ในบางกรณีสินค้าสัตว์น้ำ ที่มาจากทะเลลึกจะมีการขนถ่ายกลางทะเล ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศยังทำไม่ได้ เพราะเรือลำหนึ่งไปกวาดปลาจากทะเลแล้วแทนที่จะเอาเข้าฝั่งว่าจับปลาได้กี่ตัวแต่กลับขนถ่ายทางกลางทะเล และลำที่ถูกขนถ่ายจึงสามารถจับปลาต่อได้ ซึ่งในทางกฎหมายสากลถือว่าผิดกฎหมาย ประเทศไทยจำเป็นต้องขยายบทบาทของตัวเอง และจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และระดับภูมิภาคทำงานร่วมกับอียู หรือประเทศอื่นๆที่ทำประมงร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเล
          ผู้อำนวยการกรีนพีซ กล่าวด้วยว่า การให้ใบเหลืองของอียูไม่ได้แปลว่า เขาไม่สนใจใยดีอะไรกับประเทศไทย แต่นี่คือการเรียกร้องให้เกิดการทำงานร่วมกันเพื่อที่จะผลักดันการประมงที่ยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส มากกว่าบ่นรำพึงว่าอียูไม่ยุติธรรม เป็นการกีดกันทางการค้า ถ้ามัวแต่บ่นแล้วไม่ลงมือทำ อีก6เดือน ได้ใบแดง เศรษฐกิจก็จบเลย
          อุตสาหกรรมประมงของไทยไม่รู้จะไปรอดหรือไม่ ต้องมาข้ามปัญหาแล้วทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน แล้วรับฟังเสียงของประชาชนนี่เป็นวิกฤติ ที่ประเทศไทยควรตื่นตัวมากกว่าการร้องขอความเห็นใจ รวมถึงช่วงของการปฏิรูปที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะได้ใช้โอกาสนี้มาดูกฎหมายประมงว่ามีอะไรบ้างที่ควรต้องแก้ไข

…………………………………
(หมายเหตุ ภาพประกอบข่าว)

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

จุดยืนคนเนชั่น:เราไม่ร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มทุนครอบงำสื่อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150424/205228.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2558
จุดยืนคนเนชั่น:เราไม่ร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มทุนครอบงำสื่อ

จุดยืนคนเนชั่น:เราไม่ร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มทุนครอบงำสื่อ : หมายเหตุหน้าหนึ่ง โดยสุทธิชัย หยุ่น

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

เปิดถ้อยแถลง‘ป.ป.ช.’สอย‘บุญทรง-ภูมิ-มนัส’จีทูจีข้าวเก๊

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150424/205215.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2558
เปิดถ้อยแถลง‘ป.ป.ช.’สอย‘บุญทรง-ภูมิ-มนัส’จีทูจีข้าวเก๊

เปิดถ้อยแถลง‘ป.ป.ช.’สอย‘บุญทรง-ภูมิ-มนัส’จีทูจีข้าวเก๊

             เริ่มขึ้นตามกระบวนการตามกฎหมายสำหรับกระบวนการถอดถอน บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ “ภูมิ สาระผล” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ “มนัส สร้อยพลอย” อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ผู้ถูกกล่าวหากรณีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในลักษณะจีทูจีเก๊ โดยในช่วงเช้าวันที่ 23 เมษายน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เปิดพิจารณาเรื่องด่วนในการดำเนินกระบวนการถอดถอนบุคคลทั้งสามออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งการดำเนินการถอดถอนดังกล่าวเป็นการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้กล่าวหา และยังเป็นการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของ ป.ป.ช.ของผู้ถูกกล่าวหาด้วย

ทั้งนี้ “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช. แถลงเปิดสำนวนคดี ว่า เมื่อมีผู้ร้องเรียนพบการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ต่อมา ป.ป.ช.ได้ดำเนินการ พร้อมไต่สวนพยาน และผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม ประกอบด้วย นายภูมิ นายบุญทรง และนายมนัส รวมถึงข้าราชการทั้งหมด 21 ราย โดยเห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นการรับจำนำข้าวที่มีข้อท้วงติงตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มกระบวนการว่า จะก่อให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน โดยมีผู้ออกมาตรวจสอบ และตักเตือนให้ระงับยับยั้งทั้ง ป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และรัฐสภา ตลอดจนนักวิชาการ รวมทั้งที่ปรึกษารัฐบาล และรัฐมนตรีบางท่านที่อยู่ในรัฐบาลขณะนั้น อาทิ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นต้น แต่กลับไม่มีการฟังเสียงท้วงติงดังกล่าว

กรรมการ ป.ป.ช.แถลงต่อว่า กระบวนการทั้งหมดทำให้ระบบค้าข้าวทั้งประเทศเสียหาย โดยรัฐบาลชอบอ้างถึงการช่วยเหลือชาวนา หากผู้ใดคัดค้านจะกล่าวหาว่า ไม่สงสาร ไม่เห็นใจชาวนาที่ยากจน ซึ่งการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นการค้าขายที่มิใช่การกระทำแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง มีข้อพิรุธผิดปกติมากมาย เพราะไม่ได้ขายข้าวให้แก่รัฐบาลหรือตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ และที่สำคัญไม่ได้ส่งออกข้าวและทำสัญญาซื้อขายไปยังต่างประเทศ ดังนั้น การอ้างว่าขายแบบจีทูจี ถือว่าผิดวิธีมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังใช้วิธีรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด ทำให้เกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังระบายข้าวแบบจีทูจีในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เพราะเป็นราคาขายมิตรภาพ แต่ปรากฏว่า ข้าวยังเวียนอยู่ในประเทศ จึงเพิ่มมูลค่าเสียหายสร้างความเสียหายต่อระบบงบประมาณอย่างร้ายแรง

“ยังมีข้าราชการที่ยืนหยัดที่ต่อสู้เพื่อความจริงอย่างซื่อสัตย์สุจริตเป็นพยานบุคคลสำคัญให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยยืนยันว่า ไม่มีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เมื่อ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และรับฟังความผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดสรุปได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจจัดการหรือรักษาข้าว และการพิจารณาการซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐมีเจตนาร่วมกันกระทำผิดกฎหมาย พร้อมด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นภาคเอกชน ซึ่งกระบวนการทุจริตจำนำข้าวไม่สามารถทำได้โดยลำพัง เพราะต้องกระทำได้ 3 ฝ่าย คือ ข้าราชการประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นักธุรกิจภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนทุจริตทุกขั้นตอน”

พร้อมกันนี้ “วิชา” ยังย้ำถึงการกระทำความผิดของบุคคลทั้งสาม อย่างชัดเจนอีกว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง โดย ป.ป.ช.พิจารณาเห็นว่า การกระทำของนายมนัส นายภูมิ และนายบุญทรง ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจาก ครม.ให้เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่กลับไปดำเนินการเจรจาให้ความเห็นชอบในการทำสัญญาซื้อขายข้าวกับบริษัทกวางตุ้ง และบริษัทไห่หนาน ที่ไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลจีนในการทำจีทูจี และไม่ใช่หน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์กับการค้าขายข้าวโดยตรงจากรัฐบาลจีน ประกอบกับเงินที่นำมาชำระค่าข้าว ไม่ได้นำมาจากหน่วยงานทั้งสองแห่ง อีกทั้งยังไม่ขนข้าวตามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐออกนอกราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของการซื้อขายแบบจีทูจี ต้องเปิดแอลซี หรือเลตเตอร์ออฟเครดิต ไม่ใช่จ่ายเป็นเช็คเงินสดให้กรมการค้าต่างประเทศ หรือเอ็กซ์แวร์เฮ้าส์

“การกระทำดังกล่าวจึงมีความผิดทางอาญาฐานตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้เกิดประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดให้เป็นผู้ได้สิทธิ์ ได้ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ในการอนุมัติการพิจารณาหรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคา รู้ว่าการเสนอราคาครั้งนี้มีการกระทำความผิด แต่ละเว้นไม่ดำเนินการและฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐและทำการโดยมุ่งหมายไม่ให้เสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยกับผู้เข้าเสนอราคาให้เป็นผู้มีสิทธิ์ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4 มาตรา 10 และมาตรา 12” วิชา กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำจัดการรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายกับกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ และประเทศชาติอันเป็นส่วนรวมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างใด ในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายกับกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์และประเทศชาติ หรือปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี 42 มาตรา 123/1 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้องคดีและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ประทับฟ้องและนำไปสู่การพิจารณาคดีแล้ว

“จากการไต่สวนข้อเท็จจริงได้พบว่าแคชเชียร์เช็คที่นำมาชำระหนี้ค่าข้าวรัฐต่อรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นแคชเชียร์เช็คของผู้ประกอบการค้ามันสำปะหลัง ซึ่งเป็นเจ้าของเงินดังกล่าวเป็นจำนวนมากถึง 3,000 กว่าล้านบาท และเอกสารหลักฐานปรากฏว่า ผู้ประกอบการมันสำปะหลังเหล่านี้ เมื่อได้ส่งมอบแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศแล้วก็ได้เบิกมันสำปะหลังจากคลังสินค้าของรัฐบาล ป.ป.ช.จึงได้มีมติให้แสวงหาข้อเท็จจริงว่า ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐที่ไม่ได้เป็นความจริง เช่นเดียวกับการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอีกหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนั้นกระบวนการไต่สวนพบว่าได้มีบริษัทจีน คือ ตัวละครชุดเดิม และชุดใหม่รวมทั้งสิ้น 4 บริษัท เข้ามาทำสัญญาซื้อขายในลักษณะที่แบบตัวละครเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ราชการ หรือนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบธุรกิจในด้านการค้าข้าว มันสำปะหลัง เพราะฉะนั้น ป.ป.ช.กำลังดำเนินกระบวนการไต่สวนโดยเร่งด่วนเพื่อที่จะนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอาญาต่อไป”

ขณะเดียวกัน ในฟากของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคนต่างประสานเสียงแถลงเปิดคดีโดยยืนยันว่าทุกคนกระทำตามกระบวนการกฎหมายทุกขั้นตอน เริ่มที่ “บุญทรง” แถลงเปิดคดีโต้ว่า ไม่เห็นด้วยที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. และหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสภา เพราะเรื่องที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีทางการเมือง ดังนั้น ป.ป.ช.ควรรับฟังหลักฐาน และวางตัวเป็นกลาง แต่ปรากฏว่า ป.ป.ช.มีข้อพิรุธเร่งรีบดำเนินคดี ไม่ไต่สวนพยานตามที่ร้องขอจำนวนมาก ซึ่งการทำสัญญาระบายข้าวย่อมมีผู้ซื้อผู้ขาย แต่ ป.ป.ช.กลับไม่สอบพยานจากฝ่ายผู้ซื้อว่า เป็นตัวแทนของรัฐบาลจริงหรือไม่ และผู้ซื้อก็เป็นรายเดียวกันกับสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าผู้แทนคดีฝ่าย ป.ป.ช.ที่เป็นเจ้าของสำนวนมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล โดยชี้นำว่า คดีดังกล่าวและอดีตนายกรัฐมนตรีกระทำผิดก่อนชี้มูลด้วยซ้ำ ทำให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม จึงคัดค้านเพื่อให้เจ้าของสำนวนถอนตัว เพื่อคำนึงถึงจริยธรรม

“การทำหน้าที่ของผมคำนึงถึงปัญหาเร่งด่วน ก็คือ การเร่งระบายข้าวที่มีอยู่ในสต็อกของรัฐบาล โดยได้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กนข.) และข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. เพราะหากไม่ดำเนินการอาจถูกกล่าวหาว่า ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยข้อมูลการระบายข้าวแบบจีทูจีต้องเป็นความลับ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาไปใช้เป็นเครื่องมือ ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ มียุทธศาสตร์การกระบายข้าวที่ไม่แตกต่างกัน เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เดิมที่รัฐบาลที่ผ่านมาเคยปฏิบัติทุกยุคทุกสมัย แต่รัฐบาลของผมกลับถูกกลุ่มการเมืองจ้องโจมตี นำมาเป็นวาระทางการเมือง” บุญทรง กล่าวย้ำ

ส่วนข้อกล่าวหาว่าบริษัทที่มาเจรจาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีไม่ใช่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนนั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน 100% แต่บริษัทของจีนไม่เคยได้รับโอกาสมาชี้แจงจาก ป.ป.ช. จึงถือว่าเป็นการกระทำที่รับฟังความฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ทุกประการ แต่กลับถูกกล่าวหาตามความผิดประมวลกฎหมายถูกตั้งข้อหาร้ายแรง

“วันนี้ผมเหมือนมีชีวิตแขวนบนเส้นด้าย โทษที่ฟ้องร้ายแรงถึงขั้นจองจำตลอดชีวิต จึงขอแก้ข้อกล่าวหาเพื่อไถ่ชีวิตตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ ป.ป.ช.กล่าวอ้างว่า เป็นความยุติธรรมได้อย่างไร สำหรับผมคือการประหัตประหารทางการเมืองที่ผมไม่อาจสยบยอม และขอปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่จะสู้ต่อในกระบวนการยุติธรรม”

ขณะที่ “ภูมิ สาระผล” อดีต รมช.พาณิชย์ แถลงว่า การที่ ป.ป.ช.หยิบยกประเด็นการอนุมัติขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าราคาในประเทศ ถือเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากเหตุผลรองรับ ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าต่ำกว่าที่ผ่านมาก็ต้องมีหลักฐานมาแสดงว่าการขายข้าวรัฐต่อรัฐครั้งใดที่ได้ราคาสูงกว่า ยืนยันในความบริสุทธิ์และความสุจริต ไม่ได้ร่วมมือกับใครไปกระทำผิด แม้แต่ในรายงานและการไต่สวนของสำนวน ป.ป.ช.ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่า กระทำผิด มีแต่ความเห็นของอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ระบุว่า สมคบคิดร่วมกระทำผิด ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน ส่วนข้อกล่าวหาว่า ฮั้ว เป็นข้อกล่าวหาทางอาญาที่ร้ายแรง จึงอยากให้สมาชิกแยกแยะ ตรวจสอบรายละเอียดให้ชัด พร้อมให้ความเป็นธรรม มีพยานหลักฐานช่วงใดที่แสดงว่า ได้สมคบหรือแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะไม่มีพยานหลักฐานใดในสำนวน ป.ป.ช.เลย

ส่วน “มนัส สร้อยพลอย” อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงเปิดคดี ว่า ตลอดเวลาที่เป็นข้าราชการไม่เคยถูกสอบสวนวินัยทางราชการเลย ได้ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบและตามนโยบายของรัฐบาล และมติ ครม. แต่การทำหน้าที่เป็นเบี้ยตัวหนึ่งของฝ่ายการเมือง ทั้งที่เคยดำเนินการกระทำจัดการขายข้าวในรัฐบาลเดิมอย่างไร เมื่อมีรัฐบาลใหม่ออกมาก็ทำอย่างนั้น ตลอดเวลา 2 ปี 5 เดือนที่อยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศได้เสนอเอ็มโอยูกับประเทศฟิลิปปินส์จนสำเร็จ อีกทั้งในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ขายสต็อกข้าวในโครงการประกันราคาข้าวได้จำนวนมาก จึงหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสภาแห่งนี้

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

เนชั่นร้องสนช.-สปช.สอบมติกสท.ผิดกฎหมาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150424/205223.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2558
เนชั่นร้องสนช.-สปช.สอบมติกสท.ผิดกฎหมาย

ทีมผู้บริหารเนชั่น รุกยื่นหนังสือประธานสนช.และสปช.ร้องให้ตรวจสอบการทำงานของ กสท.กรณีรับรองมติ 3:2 ให้เอสแอลซีซื้อหุ้นเนชั่น 12.21%ไม่ผิด ชี้เป็นมติที่ผิดก.ม.

             เมื่อวันที่ 23 เมษายน คณะผู้บริหารเนชั่น นำโดย นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น  นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ น.ส.ดวงกมล โชตะนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป พร้อมด้วยประธานสหภาพฯ พนักงานเนชั่น ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์เนชั่น และตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค ได้เข้ายื่นหนังสือต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  ผ่านนายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 2 เพื่อขอให้พิจารณาบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างต่อการครอบงำสื่อจากกรณี มติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งผิดกฎหมายและขัดต่อหลักการปฏิรูปสื่อ อาจนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ ให้มีการครอบงำสื่อได้อย่างเสรี

นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า มติของคณะกรรมการ กสท. เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ให้การรับรองมติการประชุมคณะกรรมการ กสท. เมื่อวันที่ 23 มีนาคม กรณีบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) หรือ เอสแอลซี ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด เจ้าของทีวีดิจิทัลช่องข่าวสปริงนิวส์ เข้าซื้อหุ้นบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของทีวีดิจิทัลช่องข่าวเนชั่นทีวี ไปแล้ว 12.21% นั้นขัดต่อประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ ในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์เพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ. 2556 หรือ ประกาศหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัล

ทั้งนี้ ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม มีการออกเสียง 3 แบบจากกรรมการ 5 คน โดย 2 คนใช้สิทธิ์ “งดออกเสียง” คือ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. และ พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ งามสง่า กรรมการ ขณะที่กรรมการ 2 เสียง “ระบุว่าผิดหลักเกณฑ์” คือ ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ส่วนกรรมการอีก 1 คนออกเสียงว่า “ไม่ผิดหลักเกณฑ์” คือ ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ คะเแนนโหวตครั้งนี้จึงเท่ากับ งดออกเสียง 2, ระบุว่าผิด 2 และระบุว่าไม่ผิด 1 แต่ในการรับรองมติดังกล่าว กลับมีผลออกมาเป็นคะแนนโหวต 3:2 กลายเป็นไม่ผิด 3 และผิด 2 เพราะอ้างว่านับคะแนนจากองค์ประชุม ทั้งที่ในทางปฏิบัติสากล ไม่มีการประชุมที่ไหนใช้เสียงไม่ลงคะแนน ไปนับรวมกับเสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงเห็นว่ามติ กสท.เป็นมติที่ผิดกฎหมาย

จากมติกสท.ที่ผิดกฎหมายนี้ จะส่งผลเสียต่อวงการสื่อสารมวลชน และขัดต่อนโยบายการปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการกระจายการถือครองสื่อ ให้มีเจ้าของที่หลากหลาย ไม่ให้หลายสื่อเข้าไปเป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง ซึ่งมีหลักเกณฑ์ระบุไว้ชัดเจนในประกาศหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัล ที่ไม่ให้กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกัน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ถือครองช่องทีวีดิจิทัลประเภทเดียวกัน โดยถือหุ้นเกิน 10% เพื่อป้องกันปัญหาการครอบงำสื่อ ซึ่งเมื่อมติ กสท.ออกมาเช่นนี้ จึงเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้การครอบงำสื่อสามารถทำได้โดยง่าย

นอกจากนี้ ยังขัดต่อหลักจรรยาบรรณสื่อ ที่ต้องมีความเป็นกลาง นำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยข้อเท็จจริง ปราศจากการครอบงำ หรือชี้นำเพื่อผลประโยชน์ของนายทุน หรือเป็นเหตุให้สังคมเข้าใจผิด สร้างความแตกแยกขึ้นได้ หากสื่อหลายสื่อ โดยเฉพาะสื่อประเภททีวีดิจิทัลช่องข่าว หากบิดเบือนข่าวสารเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งในทางการเมืองและทางสังคม ก็นำมาซึ่งความเสียหายแน่นอน

สำหรับ กรณีกรรมการกสทช. 2 คน คือ ดร.ธวัชชัย  และ น.ส.สุภิญญา ที่ลงมติว่ากรณีเอสแอลซีซื้อหุ้นเนชั่น 12.21% เป็นการกระทำที่ผิดนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจโดยยึดมั่นในหลักการของข้อกฎหมาย ทั้งตามประกาศเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัล และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์  ที่มีข้อห้ามระบุไว้ชัดเจนในการถือหุ้นไขว้กันในกิจการสื่อประเภทเดียวกันเกินสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาครอบงำสื่อ และการปฏิรูปสื่อในภาพรวม ดังนั้น มติของ 2 กรรมการกสทช.ที่ระบุว่าผิด จึงเป็นการยึดหลักการตามข้อกฎหมาย

ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรง ทั้งการกำหนดกฎหมาย และการกำกับดูแลการปฏิบัติงานขององค์กรกำกับสื่ออย่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควรเร่งดำเนินการติดตามตรวจสอบความผิดปกตินี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการในการปฏิรูปสื่อ ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ สำหรับประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง มิเช่นนั้น กรณีเอสแอลซีกับเนชั่น จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่เปิดช่องให้กลุ่มทุนครองสิทธิ์ข้ามสื่อได้อย่างเสรี ซึ่งขัดทั้งพ.ร.บ.ประกอบกิจการฯ และร่างรัฐธรรมนูญ ที่ว่าด้วยเรื่องสื่อที่ต้องเป็นกลาง และสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน

ด้าน นายมานิจ กล่าวว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและ กมธ.ของ สปช.ที่เกี่ยวข้องจะร่วมพิจารณาตามที่เสนอ และยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชน ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเด็นเรื่องสิทธิการรับรู้ข่าวสารด้วย

ขณะที่นางสุวรรณา จิตต์ประภัสร์ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนยื่นหนังสือต่อ กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค และ กมธ.ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความรอบคอบต่อการกำหนดบทบัญญัติปฏิรูปสื่อมวลชนในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะรวมถึงประชาชนด้วย ดังนั้นในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญควรเพิ่มประเด็นเรื่องสิทธิของผู้บริโภคสื่อสารมวลชนที่เป็นจริง และถูกต้องด้วย ไม่ใช่กำหนดไว้เพียงให้มีการครอบงำสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว  อย่างไรก็ตาม ขอแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นของเนชั่น เพราะในกรณีที่ กสท.ประกาศรับรองมติในประเด็นถือหุ้นนั้น หากเทียบให้กรณีเนชั่นเป็นต้นของโดมิโน หากทุนสามารถล้มเนชั่นได้แล้ว อาจส่งผลไปยังสื่ออื่นๆ ให้ล้มตามไปด้วย

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘ใบตองเเห้ง’เเซวศปป.เชิญไปไม่ได้พูด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150423/205201.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2558
'ใบตองเเห้ง'เเซวศปป.เชิญไปไม่ได้พูด

‘อธึกกิต แสวงสุข’ โพสต์เเซว ไปสโมสร ทบ.ก็ไม่ได้พูด ไม่รู้ว่าทำไมโดนเชิญ เผยคนขอพูดมีเยอะจนทหารขอตัดบท เพราะจะใช้สถานที่จัดงานเเต่งงาน

                            23 เม.ย. 58  เมื่อเวลา 16.31 น.  นายอธึกกิต แสวงสุข หรือเจ้าของนามปากกา ‘ใบตองเเห้ง’ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Atukkit Sawangsuk’ หลังจากที่โดนเรียกมาพบเเละหารือในการประชุมแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ที่สโมสรกองทัพบก วิภาวีดีรังสิต ว่า
                            ” กลับมาแล้วครับ สโมสรทหารบก บรรยากาศดี มีกาแฟสด มีก๋วยเตี๋ยวเลี้ยง ฟาดซะ 2 ชาม แอบถามทหาร มีที่ให้ออกไปสูบบุหรี่หลังห้องชมัยมรุเชษฐ์ด้วย (เสธ.ทบ.ติดตลก บอกตอนแรกจะจัดคุยห้องชมัย แต่กลัวหลายคนนึกถึงวันที่ 22 พฤษภา)
                            มีผู้ได้รับเชิญ 83 คน มีคนไปเกือบ 40 ปชป.มี อภิสิทธิ์ ชำนิ วิรัตน์ เพื่อไทยมี จาตุรนต์ ภูมิธรรม พงศ์เทพ นปช.มี จตุพร ณัฐวุฒิ อ.ธิดา (ฯลฯ) พรรคอื่นมี ศุภชัย ใจสมุทร , สมศักดิ์ ปริศนา ส่วนอื่นๆ มี สมชาย หอมลออ , ไพโรจน์ พลเพชร , อ.พิชิต , อ.เอกชัย ฯลฯ สื่อมี ประดิษฐ์ มีก่อเขต
                            เป็นการเชิญไปให้ความเห็นโดยเน้นที่การปรองดองและรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนแรก ท่านประธาน (เสธ.ทบ.) จะให้พูดคนละ 5 นาที แต่มีคนต่อรองขอ 10 นาที ตอนแรกท่านชี้ให้พูด แต่ก็มีคนยกมือขอพูด ไปๆ มาๆ ประชุมจนบ่ายสาม กินก๋วยเตี๋ยวก็กินในนั้น เพิ่งได้พูดแค่สิบกว่าคน
                            เอาละสิ ผิดคาด ท่านประธานจะขอยุติ เพราะสโมสร ทบ.จะต้องใช้ห้องจัดเลี้ยงงานแต่ง แต่มีหลายคนไม่ยอม เพราะยังไม่ได้พูด บอกอุตส่าห์ให้ทหารขึ้นรถยีเอ็มซีไปส่งจดหมาย จะมาเลิกง่ายๆ ได้ไง (เป็นงั้นไป 555) สุดท้ายท่านต้องยอมขยายเวลาอีกครึ่ง ชม. โดยที่หลายคนก็ไม่ได้พูด ผมก็ไม่ได้พูด แต่ไม่เป็นไรจะเขียนเรื่องปรองดองซะเลย
                            ผมก็ไม่รู้เหมือนกันทำไมถึงได้รับเชิญ คงเพราะวิพากษ์รัฐธรรมนูญ เพราะเจตนาศูนย์ปรองดองเท่าที่ฟัง คือ ต้องการให้ ‘มีอะไรพูดเต็มที่ตรงนี้ ไม่อยากให้พูดออกสื่อในสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์’ แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้บอกว่าห้ามวิพากษ์วิจารณ์ (ท่านก็รู้อยู่ละว่าห้ามไม่ได้) แต่พยายามจะบอกว่า มีอะไรให้เสนอมา ยินดีรับฟัง พรรคการเมืองจะทำบันทึกความเห็นต่อรัฐธรรมนูญก็ได้ ถ้าอยากพูด เดี๋ยวจะเสนอจัดเวทีให้อีก โดยอาจเปิดให้สื่อเข้าด้วย เพราะร่างรัฐธรรมนูญยังไม่จบ ยังเสนอความเห็นได้
                            หลายคนก็เลยพูดซะเต็มเหนี่ยว โดยเฉพาะตัวแทนพรรคการเมือง และ นปช. ในที่ประชุมไม่ได้ห้ามเล่าหรอกนะ เพราะเนื้อหาก็ไม่ใช่ความลับ เป็นความเห็น (มีคนเสนอไม่ให้เอามาพูดข้างนอก แต่ท่านประธานก็ไม่ได้สั่งห้ามซะทีเดียว) เพียงแต่โดยมารยาท ผมจะมาเล่าว่าคนอื่นพูดอะไร ก็คงไม่ได้ เช่น จะถามว่าอภิสิทธิ์พูดอะไร ก็ต้องไปถามอภิสิทธิ์ ณัฐวุฒิพูดอะไร ก็ต้องถามณัฐวุฒิ
                            ท่านประธานบอกใครไม่ได้พูด ให้เขียนมา ฉะนั้นผมก็จะเขียนลงข่าวสด (แบบสร้างสรรค์ ฮิฮิ) ฉบับพรุ่งนี้นะ เพราะฉบับวันนี้เขียนด่าร่างรัฐธรรมนูญไปแล้วตั้งแต่ก่อนได้รับจดหมายเชิญ 55555 “

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘บิ๊กต็อก‘ฉุนดีเอสไออืดรอการเมืองเปลี่ยวขั้ว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150423/205200.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2558
‘บิ๊กต็อก‘ฉุนดีเอสไออืดรอการเมืองเปลี่ยวขั้ว

‘บิ๊กต็อก‘ฉุนดีเอสไอทำสำนวนอืด ค้างการสอบสวน 304 คดี ประชดไม่สรุปสำนวนคดี 89 ศพ ประวิงเวลารอการเมืองเปลี่ยวขั้ว ‘สังศิต’ชี้ข้าราชการเกียร์ว่างแก้โกงไม่ได้ผล

            23เม.ย.2558 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กคพ. ว่า ที่ประชุมมีมติรับสอบสวนคดีพิเศษ 2 คดี ประกอบด้วย กรณีการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบทับพื้นที่สุสานชุมชนชาวมอแกนบนพื้นที่เกาะเปลว ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองหยง พื้นที่ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วุทุ่ง จ.พังงา และกรณีองค์การคลังสินค้า(อคส.) กล่าวหาบริษัทเกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด ทุจริตโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/2555 และ ปี 2555/2556 โดยอคส.ประเมินมูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบในการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อออกกฎกระทรวงกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติม คือกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยที่ดิน กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งจะเร่งรัดเสนอครม.โดยเร็วที่สุด โดยกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับคดีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก หากกฎหมายดังกล่าวเป็นความผิดตามบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษแล้วจะทำให้สามารถรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษได้ทันทีไม่ต้องเสนอขออนุมัติที่ประชุมกคพ. ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจากการสอบสวนคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติพบว่าส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ

แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า พล.อ.ไพบูลย์ แสดงความไม่พอใจการทำงานของดีเอสไอ โดยเฉพาะสำนวนคดีที่ค้างการพิจารณาจำนวน 304 คดี ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกิดขึ้นในช่วงปี 53 และจะครบกำหนด 5 ปีในเดือนพ.ค.นี้ โดยขอให้อธืบดีดีเอสไอและรองอธิบดีดีเอสไอชี้แจง โดยเฉพาะคดีการเสียชีวิต 89 ศพ ที่การสอบสวนไม่แล้วเสร็จ จึงขอทราบข้อขัดข้องที่เป็นสาเหตุให้การสอบสวนคดีไม่มีความคืบหน้า สรุปสำนวนไม่ได้ หรือความล่าช้าเกิดจากพนักงานสอบสวนจงใจประวิงเวลาเพื่อรอการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ดังนั้นพล.อ.ไพบูลย์จึงสั่งการให้ดีเอสไอจำแนกคดีค้างการสอบสวนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ คดีที่ค้างไม่เกิน 1 ปี คดีที่ค้าง 1-3 ปีและคดีที่ค้างนานเกิน 3 ปีขึ้นไป และยังกำชับไปในพนักงานสอบสวนทุกสำนักคดีว่าบอร์ดกคพ.เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขาอาชีพ หลังจากนี้การรายงานผลการสอบสวนคดีต้องระบุแนบท้ายถึงจำนวนผู้ต้องหาและฐานความผิดเพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิช่วยตรวจสอบว่า สั่งฟ้องผู้ต้องหาครบทุกคนหรือไม่ และดำเนินคดีครบทุกฐานความผิดหรือไม่

 

“สังศิต”ชี้ข้าราชการเกียร์ว่างแก้โกงไม่ได้ผล

ที่โรงแรมรามากาเด้นส์ กทม. วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดสัมมนาวิชาการ หัวข้อ “การต่อต้านการคอร์รัปชั่นในประชาคมอาเซียน” โดยนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวตอนหนึ่งว่า ใน 10 ประเทศอาเซียน มี 2 ประเทศคือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ผ่านเกณฑ์ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ที่เหลือสอบตกหมด ในการเปิดประชาคมอาเซียนสิ่งที่ควรเรียนรู้มากที่สุดคือ สิงคโปร์ว่าทำไมถึงมีการคอร์รัปชั่นน้อยและมีดัชนีชี้วัดความโปร่งใสสูงเกือบที่สุดในโลก สำหรับรูปแบบการคอร์รัปชั่นในไทย มี 3 รูปแบบคือ 1.การคอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้าง เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขนักการเมืองกับเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือกันในการแต่งตั้งโยกย้ายจนสามารถควบคุมโครงสร้างองค์กรภาครัฐได้อย่างแบบเสร็จ ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างทำได้แบบเบ็ดเสร็จ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทบทุกแห่งมีเจ้าประจำของตัวเองหมด บริษัทอื่นเข้ามาไม่ได้ แม้แต่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง 7 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่า งานของภาครัฐเดินไม่ได้ 2.การคอร์รัปชั่นต่างระบบ เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ทำเองหรือจับมือกับนักการเมือง นักธุรกิจ เป็นการใช้จุดอ่อนหรือช่องโหว่กฎหมายหาประโยชน์เข้าตัวเอง โดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนชี้ช่องให้ และ3.การคอร์รัปชั่นเชิงระบบ เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่นักการเมืองมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่รัฐ จนกระทั่งออกมาเป็นมติครม. หรือออกมาเป็นกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตัวเองหรือพรรคพวก ซึ่งการคอร์รัปชั่นแบบนี้ในโลกไม่ค่อยมี แต่ประเทศไทยเป็นประเทศระดับแนวหน้า

นายสังศิต กล่าวว่า วันนี้ไทยมีรัฐบาลที่มาจากการใช้อำนาจทางทหาร พยายามที่จะฟื้นฟูประเทศ แก้ปัญหาการทุจริต ซึ่งยังเป็นปัญหาที่มีเดิมพันสูงว่าจะสามารถแก้ได้หรือไม่ ตนคิดว่ารัฐบาลเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะปัญหาที่หมักหมมมาเป็นเวลานาน ทั้งเรื่ององค์กรรับรองมาตรฐานการบินพลเรือนนานาชาติ (ICAO) หรือเรื่องการค้ามนุษย์ ที่นักการเมืองเข้ามาแล้วไม่ทำอะไร ปัญหามาอยู่ที่รัฐบาลนี้ สถานการณ์มาถึงจุดที่สุด ถ้าเราแก้ปัญหาไม่ได้ใน 6 เดือน เขาให้ใบแดง วิกฤตจะตามกันมาไม่หยุด ตนเห็นถึงความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ว่า ท่านอยากแก้ปัญหาจริง ๆ แต่จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การมีอำนาจทางการเมือง แต่อยู่ที่ข้าราชการจะทำงานให้ท่านหรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐจะทำงานให้ท่านหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ใส่เกียร์ว่าง ที่ผ่านมา 7 เดือนใส่เกียร์ว่าง เพราะทุกคนรู้ว่า รัฐบาลอยู่แค่ปีเดียว จึงไม่มีใครอยากทำงาน รอเลือกตั้ง เลยทำให้รัฐบาลทำอะไรไม่ค่อยสะดวก

 

เผยปฎิรูปตร.ต้องแยกงานสอบสวนออกจากสตช.

นายสังศิต กล่าวด้วยว่า สำหรับการปฏิรูปตำรวจอยากให้แยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะงานสอบสวนเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะไปถึงอัยการและศาล ส่วนตำรวจให้มีหน้าที่ไปสืบสวน เมื่อได้เรื่องมาแล้วให้พนักงานสอบสวนเป็นคนทำ ทุกวันนี้ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจ โดยตำรวจจะมีสมุด 2 เล่มเพื่อลงบันทึกรับแจ้งความคือ เล่มก. กับเล่มข. อย่างประชาชนเมื่อถูกลักทรัพย์ 10 คดีแล้วไปแจ้งความ ตำรวจจะลงในเล่มก.เพียงคดีเดียว อีก 9 คดีจะไปอยู่เล่มข. ที่เป็นเล่มหลอกประชาชนให้สบายใจว่ามาแจ้งความแล้ว เพราะผู้บังคับบัญชาของตำรวจแต่ละพื้นที่ต้องการให้จำนวนคดีในพื้นที่ตัวเองต่ำ ซึ่งจริงๆ คดีอาชญากรรมน่าจะมีไม่น้อยกว่าสิบเท่าจากจำนวนนั้น นอกจากนี้ การทำงานของตำรวจที่ดีที่สุดคือ ให้ไปเป็นตำรวจจังหวัด ให้สังคมทำหน้าที่กำกับตำรวจที่จะไปคุมหวยคุมซ่องจะทำได้ลำบาก เพราะคนในจังหวัดคุมได้

 

“วิชา”ยกย่อง2สตรียืนหยัดพูดความจริง

ขณะที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ในประเทศนี้ คนดีที่สุดอยู่ในประเทศนี้ และคนเลวมหาเลวก็อยู่ในประเทศนี้ ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมประเทศเราถึงไม่สามารถเดินหน้าไปได้ คนดีทำดีไปผลสุดท้ายก็ตายเปล่า แต่คนเลวตนไม่อยากจะพูดว่าใครเลว ใครดี เพราะไม่มีใครดีใครเลวไปกว่ากันเลยในวงการ ทำไมทุจริตโครงการจำนำข้าวเกิดขึ้นหนัก เพราะมีการร่วมมือกัน 3 ฝ่ายคือ 1.เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งควรจะยับยั้ง เป็นหลักให้กับประเทศ แต่กลับไปตามใจนักการเมือง พอเขาปูนบำเหน็จให้ ทุกอย่งาถูกหมด ที่ผิดบอกว่าถูก พูดให้ดำเป็นขาว ให้ขาวเป็นดำได้ตามนักการเมือง 2.นักการเมือง พวกเสือหิวเสือโหย พยายามทำทุกอย่างให้เกิดประโยชน์กับตัวเองในเวลาสั้น ๆ ที่มีอยู่ และ 3. นักธุรกิจ ตนไม่อยากจะโทษ เพราะวงการธุรกิจจำเป็นต้องร่วมสังฆกรรมกับเขา เพราะเมื่อก่อนอยู่ข้างหลังได้ไม่เต็มเม็ด

นายวิชา กล่าวช่วงหนึ่งว่า วันนี้การทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นการทุจริตที่เป็นมหากาพย์ แต่คนที่ออกมายืนหยัดคือ ข้าราชการประจำ อย่างน.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ตอนก่อนคสช. มาบริหารประเทศเคยถูกแขวนไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ถ้าคสช.ไม่มาคงยังไม่ได้ผุดได้เกิด คงถูกแขวนอยู่อย่างนั้น เคยเรียกท่านตอนเป็นผู้ตรวจราชการมาถามว่า การระบายข้าวที่เกิดขึ้นเป็นจีทูจีจริงหรือไม่ น.ส.ชุติมาในยุคที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังมีอำนาจเต็ม ท่านยืนยันว่า ระบบอย่างนี้ไม่ใช่จีทูจี จีทูจีเป็นอีกอย่าง ท่านพูดตรงไปตรงมา เรามีวีรสตรี 2 คน ได้แก่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ที่กล้าเปิดเผยตัวเลขความเสียหาย และน.ส.ชุติมา อย่างไรก็ตาม คนดีเมืองไทยมีเยอะ แต่คนกล้าเมืองไทยมีน้อย ถ้าเราแปรเปลี่ยนความดีให้เป็นความกล้า บ้านเมืองไทยไม่ต้องพึ่งแม่น้ำร้อยสาย เอาสายเดียวคือ แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลักของประเทศ ทำสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นให้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว สิ่งที่เราต้องการทุกวันนี้ในการปฏิรูป ไม่ใช่ไปเขียนอะไรไว้สวยหรู แต่เราต้องการคนทำจริง พูดแต่ไม่ทำเราไม่เอา สิ่งที่ต้องการคือ ของจริง คนจริง และทำจริง

นายวิชา กล่าวอีกว่า โมเดลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องเป็นโมเดลที่ผู้รับผิดชอบบ้านเมืองต้องนำไปใช้กับกระทรวงอื่น การตรวจสอบการทุจริตที่ไทยสอบตกมาตลอด หากรัฐบาลมีความจริงใจ ตั้งใจ และเข้มแข็ง ในการทำงาน ฉับพลันทันทีจะแก้ได้ เวลาเหลือน้อยแล้วคุณสมชาย หรือคสช. ท่านเอาจริง ทำจริง จัดการกับกระทรวงต่าง ๆ ที่เราเห็นได้ชัดเจนและอันตรายมากที่จะทำให้บ้านเมืองพินาศคือ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะไม่เหลือแล้ว ศธ.ดูแลเรื่องคน คนที่ดูแลเรื่องทรัพยากรธรรมชาติก็ชั่วร้ายพอกัน ปล่อยให้มีการปู้ยี้ปู้ยำ ยึดพื้นที่ตัวเอง อย่างเช่นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต สะท้อนใจมาก เพราะเป็นแผ่นดินไทยแท้ๆ แต่รัสเซียกลับตั้งบริษัทแล้วมายึด โดยสร้างรีสอร์ตไว้ กำลังจะออกเอกสารสิทธิ์ แต่ป.ป.ช.ท้วงไปและตั้งกรรมการสอบอยู่ขณะนี้ โดยห้ามไม่ให้มีการเคลื่อนย้าย ห้ามโอนเป็นอันขาด

“ที่ไหนสร้างไม่ถูกต้องทุบเลย ที่ประเทศเม็กซิโกก็มีโมเดลเช่นนี้มาแล้ว คือ มีการสร้างรีสอร์ตในพื้นที่มรดกโลก ทางการเขาก็บอกต้องออกไปทันที เหมือนกับที่คสช.กำลังทำที่โบนันซ่า ซึ่งไม่รู้ว่า จะกล้าไม่หรือไม่กล้า แต่เชื่อว่า ถ้าทำได้แบบนี้ ดัชนีความโปร่งใสที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติจะประเมินในเดือนธ.ค.58 นี้ ดีขึ้นแน่นอน ขอฟันธง” นายวิชา กล่าว

 

“บรรยง”ยกแบบสิงคโปร์เชื่อประเทศไม่โกงถึงรวย

ขณะที่นายบรรยง พงษ์พานิช คณะกรรมการการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.) กล่าวว่า มีงานวิจัยที่พูดถึงเรื่องทุจริตจำนวนมากที่ระบุว่า ประเทศที่มีคะแนนดัชนีชี้วัดความโปร่งใส(CPI) และคะแนนความมั่งคั่งนั้นมักไปในทิศทางเดียวกัน คือประเทศที่มั่งคั่งหรือกระจายรายได้ที่ดี คอร์รัปชั่นก็เกิดขึ้นน้อย มีคำถามคือ ประเทศที่รวยแล้วไม่โกง หรือไม่โกงแล้วถึงรวย นั้นตนจึงเชื่ออย่างหลัง โดยดูตัวอย่างจากประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ ทำไมถึงมีเศรษฐกิจดีที่สุดในโลก นั่นเป็นเพราะผู้นำประเทศอย่าง ลีกวนยู ที่กำหนดให้การปราบคอร์รัปชั่นเป็นวาระแรก และมุ่งมั่นทำตามนั้นมาตลอด ถึงแม้สิงคโปร์จะไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตย100เปอร์เซ็นต์ มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมากมาย แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังไม่ให้มีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น

นายบรรยง กล่าวว่า ประเทศมาเลเซียที่เมื่อก่อนขึ้นชื่อว่าคอร์รัปชั่นสูสีกับไทยหรืออาจมีมากกว่า แต่พัฒนาการในระยะหลังของเขานอกจากจะมีการตั้งหน่วยงานอิสระเช่นเดียวกับ ป.ป.ช.ของเราแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และเมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายบริหารยังได้ตั้งรมต.ประจำสำนักนายกฯ ขึ้นมาดูแลเรื่องทุจริตด้วย และในทุกกระทรวงจะมีเจ้าหน้าที่ที่ดูเฉพาะเรื่องนี้โดยตรง หากพบความผิดปกติก็สามารถรายงานได้โดยตรงถึงรมต.ประจำสำนักนายกฯ ไม่ต้องผ่านรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง

นายบรรยง กล่าวอีกว่า มาตรการในการป้องกันทุจริตนั้น ต้องมีการปลูกฝัง ป้องกัน และปราบปราม ซึ่งการปลูกฝังถือว่าจำเป็นในระยะยาวเพื่อมุ่งแก้อนาคต แต่ในขณะนี้ที่มีการปราบปรามก็คือการทำเรื่องในอดีต เช่น นำคนผิดมาลงโทษ ตราบใดที่ผลประโยชน์จากการคอร์รัปชั่น ยังมีมากกว่าโอกาสที่จะถูกจับได้ การคอร์รัปชั่นก็จะยังมีจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมีการจำกัดอำนาจผูกขาดและอำนาจรัฐทุกชนิด รวมถึงกรณีที่อนุญาตเจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้ดุลพินิจ เนื่องจากในทุกดุลพินิจนั้นมีราคาเสมอ และต้องเพิ่มความรับผิดชอบให้กับเจ้าหน้าที่ เมื่อมีตรงนี้มากขึ้นเท่าไหร่ คอร์รัปชั่นก็จะลดลงเท่านั้น

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘ชัย’ซัดร่างรธน.ไม่แก้-ฉิบหาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150423/205199.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2558
'ชัย'ซัดร่างรธน.ไม่แก้-ฉิบหาย

‘ชัย’ ชี้ ชาติจะฉิบหาย หากร่าง รธน.ไม่ปรับปมกลุ่มการเมือง-ระบบ ลต.-ที่มา ส.ว. ค้าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ-สร้างปัญหา ตีมึนแบ่ง 6 ภาค หวั่นขัดห้ามแบ่งแยกราชอาณาจักรไทย

                            23 เม.ย. 58  เมื่อเวลา 14.00 น. การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งมีวาระพิจารณาให้ข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอต่อที่ประชุม สปช. เป็นวันที่สี่ ได้เข้าสู่การพิจารณาภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง ในหมวด 3 ว่าด้วยรัฐสภา ต่อเนื่อง โดยข้อเสนอส่วนใหญ่ได้ขอให้ปรับจำนวนของ ส.ส. โดยมีข้อเสนอ อาทิ ให้ ส.ว.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 350 คน และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน , ให้มีเฉพาะ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 450 คน รวมถึงเสนอให้กลับไประบบเลือกตั้งให้ใช้รูปแบบเดิมเหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และไม่เอาระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ขณะที่ ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
                            โดยนายชัย ชิดชอบ อภิปรายในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง ว่า ขอปรับให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 450 คน มาจาก 450 เขต และไม่ต้องการให้มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะหาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยกย่องให้พลเมืองเป็นใหญ่ ควรให้ประชาชนได้สิทธิ์เลือกตั้งโดยตรง ขณะที่การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อแบ่งออกเป็น 6 ภาคนั้น ถือเป็นรูปแบบเลือกตั้งที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย และอาจจะขัดแย้งต่อหลักการที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ นอกจากนั้นเห็นว่าควรตัดประเด็นของการให้กลุ่มการเมืองสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งออกด้วย เพราะกังวลว่าจะเป็นกลุ่มที่ทำให้ชาติล่มจม
                            นายชัย กล่าวด้วยว่า ขณะที่บทบัญญัติที่กำหนดให้นายกฯ เป็นคนนอกก็ได้นั้น จะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าเงินจะซื้อ ส.ส.ทั้ง 450 คนไม่ได้ เพราะหากมีบุคคลหรือมหาเศรษฐีร่ำรวยหลักหมื่นล้านบาทที่ต้องการเข้าสู่อำนาจ เขาอาจใช้เงิน 10 ล้านบาทก็ได้ ขณะที่ที่มาของ ส.ว. ขอเสนอให้แก้ไข เป็นจำนวน 150 คน และมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด หากจะให้คงรายละเอียดแบบเดิมที่เสนอ เชื่อว่าจะสร้างปัญหา และความวุ่นวายแน่นอน อีกทั้งการลดจำนวนเพื่อเป็นลดการใช้งบประมาณ และนำงบประมาณที่มีนั้นไปพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชน ส่วนหลักเกณฑ์ของบุคคลที่เป็น ส.ว. ขอให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดขึ้นเอง โดยอาจกำหนดให้คนที่จบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก หรือเป็นดอกเตอร์ เป็นคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์สมัครเป็น ส.ว.ก็ได้
                            “สปช.ไว้วางใจให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่สิ่งที่ท่านทำนั้น เป็นสิ่งที่นอกกรอบ ดังนั้น สปช.ต้องทักท้วง และขอให้พิจารณาบนความรอบคอบเพื่ออนาคตของบ้านเมือง ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะออกไป สิ่งที่ คสช.ต้องการ คือ ให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุข หากมันยากจริงๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ต้องออก ใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ตลอดไปก็ได้ ผมมองว่า บ้านเมืองจะอยู่รอดก็อยู่ที่พวกเราที่นั่งอยู่ตรงนี้ ถ้ากฎหมายออกไปดี บ้านเมืองก็อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ถ้ากฎหมายออกไปรูปแบบนี้ ไม่สุขแน่ ฉิบหายบ้านเมือง”
                            จากนั้น พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ชี้แจงโดยทันทีว่า ข้อเสนอ เช่น ขอให้ปรับ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และปรับจำนวน ส.ว.ให้เหลือ 150 คน ได้รับข้อเสนอจาก สปช.หลายคน ซึ่งประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รับไปพิจารณาอีกครั้ง ช่วง 60 วันสุดท้าย ว่าหนทางใดจะดีที่สุดในการออกแบบสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ส่วนกรณีที่นายชัย ระบุว่า ชาติจะล่มจม เพราะกลุ่มการเมืองนั้น ยืนยันว่า กลุ่มการเมืองที่มีการเคลื่อนไหวในบ้านเมืองที่หลายฝ่ายระบุไว้นั้น ไม่เป็นไปตามความหมายของกลุ่มการเมืองที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะหากกลุ่มการเมืองต้องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องดำเนินการตามกฎหมายและกติกาในมาตรฐานเดียวกันกับที่ใช้บังคับกับพรรคการเมืองด้วย อาทิ ต้องจดแจ้งกลุ่มการเมือง มีอุดมการณ์ที่ชัดเจน เชื่อว่าหากกลุ่มการเมืองเหล่านั้นจะเล่นการเมือง สามารถทำได้ในระดับพรรคการเมือง เพราะมีเครือข่าย มีสมาชิกจำนวนมาก ดังนั้นความหมายของกลุ่มการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ใช่การให้สถานะที่ถูกต้องตามกฎหมายแก่กลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวใดๆ ในประเทศไทย หรือจะทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองได้

พฤษภาคม 13, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,171 other followers

%d bloggers like this: