ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for the ‘คมชัดลึก’ Category

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131129/173767.html#.Uy0-lKiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2556

‘เสลา’ไม้มงคลดอกสวย

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘เสลา’ ไม้มงคลดอกสวย : โดย…นายสวีสอง

ด้วยเรือนยอดของ “เสลา” ไม้มงคลประจำ จ.นครสวรรค์ เป็นทรงพุ่ม แถมช่วงออกดอกยิ่งสวยงาม เพราะจะเห็นสีม่วงอมชมพูบานสะพรั่งเต็มต้น จึงทำให้ไม้ชนิดนี้ถูกนำปลูกเป็นไม้ประดับตามสำนักงาน สวนสาธารณะ เป็นต้น

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ในวงศ์ LYTHRACEAE สูงเต็มที่ 20 เมตร กิ่งก้านห้อยลง เปลือกต้นสีเทาดำมีรอยแตกเป็นทางยาว

ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามตามกิ่ง ทรงขอบขนาน โคนใบมน ปลายแหลมเป็นติ่งยาว ขอบเรียบ ตามผิวใบมีขนทั้ง 2 ด้าน

ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ตามกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยอัดแน่น กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย มี 6-8 กลีบดอก ทั้งสีม่วง ม่วงอมชมพู ม่วงอมขาว

ผล ทรงกลมรี ผิวแข็ง ผลแก่แห้งแตกตามยาว มี 5-6 พู มีเมล็ดมาก

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ขึ้นได้ทุกสภาพดิน ความชื้นเหมาะสม แสงแดดเต็มวัน

————————–

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘เสลา’ ไม้มงคลดอกสวย : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131129/173766.html#.Uy0-MqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2556

ทำมาหากิน : ศูนย์กระดาษสา’จินนาลักษณ์’

ทำมาหากิน : ศูนย์กระดาษสา ‘จินนาลักษณ์’ พัฒนาต่อยอดแหล่งเที่ยวเมือง : โดย…ธานี กุลแพทย์

กว่า 20 ปีกับกิจการผลิตกระดาษสาของ บริษัท จินนาลักษณ์ มัลเบอร์รี่สาเปเปอร์ จำกัด ที่นำโดย นางจินนาลักษณ์ ชุ่มมงคล กลยุทธ์การตลาดก็ได้เปลี่ยนไปตามสภาวะเศรษฐกิจประเทศ จากที่ผลิตเป็นแผ่นจำหน่าย แบรนด์ “จินนาลักษณ์” ก็ได้พัฒนาต่อยอดด้วยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กระดาษสาหลากสไตล์ ล่าสุด ได้ยกระดับพื้นที่ผลิตเป็นแหล่งท่องเที่ยว ในโครงการพัฒนาขีดความสามารถของกระทรวงอุตสาหกรรม

“จินนาลักษณ์” บอกว่า บริษัทจินนาลักษณ์ มัลเบอร์รี่สาเปเปอร์ จำกัด ตั้งขึ้นเมื่อปี 2534 อยู่ที่ 235 หมู่ 1 ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย เริ่มจากทำธุรกิจผลิตกระดาษสาก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากกระดาษสา ต่อด้วยผลิตภัณฑ์กระดาษจากหญ้าแฝก ในหลากหลายสไตล์ทั้งกล่องกระดาษ ถุงกระดาษ หมวก เสื้อผ้า ฯลฯ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์กว่า 3,000 รายการ

“เรามีพนักงานประจำ 20 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว และกระจายงานสู่ชาวบ้านตามความถนัดเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ขณะที่การทำตลาดเน้นผลิตเพื่อค้าส่ง 70% และค้าปลีก 30% ทว่า ปี 2555 ที่ผ่านมา เราเน้นทำตลาดค้าปลีกมากขึ้น โดยได้เปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สวนโคมตุง บริเวณถนนคนเดิน จ.เชียงราย โดยใช้ยี่ห้อว่า “จินนาลักษณ์” เน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทยผสานความเป็นล้านนา”

ทว่า เธอยอมรับว่าการรังสรรค์ชิ้นงานที่ผ่านมา เป็นไปค่อนข้างไร้ทิศทาง โดยไม่ได้มองเรื่องดีมานด์ซัพพลายของตลาดเท่าที่ควร ผลที่ตามมาคือมีสินค้าเหลือในสต็อกอันเป็นปัญหาต่อเนื่อง กระทั่ง ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค ตามนโยบาย One Province One Agro-Industrial หรือ OPOAI ของกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อต้นปี 2556 ซึ่งบริษัทเข้าร่วม โดยเลือกแผน 6 คือกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาดเพื่อการขยายตลาดให้เพิ่มมากขึ้น

จากที่ทีมที่ปรึกษาโครงการ เข้าสำรวจสถานประกอบการและเก็บข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ พบปัญหา 4 เรื่อง คือ ไม่มีการทำตลาดชัดเจน ทีมงานขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดการจดสิทธิบัตรด้านเทคนิคการผลิต และ เป้าหมายการขายของบริษัทยังไม่ชัดเจน ดังนั้น ทีมที่ปรึกษาจึงได้วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาดในระยะสั้น กลาง และยาว ด้วยจัดอบรมหลักสูตร “ขอบเขต บทบาท และเทคนิคการตลาด” แก่ทีมงานเพื่อให้ได้รับรู้ เข้าใจในโครงสร้างต้นทุน ตลาด สภาวะการแข่งขัน ประเมินคู่ค้าและองค์กร ฯลฯ

โดยการปฏิบัติ “จินนาลักษณ์” บอกว่าดำเนินไปใน 3 แผนการตลาด คือ พัฒนาสินค้าใหม่ เช่น ประยุกต์ใช้สินค้าค้างสต็อก โดยนำมาพัฒนาเป็นที่ ครอบแก้วกาแฟ ซึ่งคาดจะมียอดขายถึงธันวาคม 2556 จำนวน 4.8 หมื่นชิ้น คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 1.44 แสนบาท การปรับปรุงโชว์รูมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยจัดโปรแกรมนำเสนอการผลิตการะดาษสา เป็นศูนย์รวมผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญนักท่องเที่ยวได้ลงมือสร้างสินค้าด้วยตัวเอง โดยคิดค่าบริการคนละ 299 บาท คาดจะเพิ่มรายได้ปีละเกือบ 1.8 ล้านบาท โดยคิดผู้สนใจ 6,000 คน จากจำนวนนักท่องเที่ยว/ปี กว่า 2.9 ล้านคนที่ไปเที่ยวเชียงราย และ การทำตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ คาดเพิ่มยอดขายได้ 1,500 แผ่น ของกระดาษสาแผ่น หรือ 1.8 หมื่นแผ่น/ปี คิดเป็นมูลค่า 4.5 แสนบาท/ปี

จากการเข้าร่วมโครงการ เธอย้ำนอกจากจะเพิ่มยอดขายให้บริษัทได้กว่า 2.3 ล้านบาท/ปีแล้ว ยังมั่นใจแนวโน้มผลิตภัณฑ์ “จินนาลักษณ์” จะสดใสมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของพื้นที่ อย่างไรก็ตาม สนใจผลิตภัณฑ์ในทุกบริบท แวะเยี่ยมชมได้ที่บริษัท หรือ โทร.09-0750-8432 และ 0-5367-5395

————————-

(ทำมาหากิน : ศูนย์กระดาษสา ‘จินนาลักษณ์’ พัฒนาต่อยอดแหล่งเที่ยวเมือง : โดย…ธานี กุลแพทย์)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131128/173682.html#.Uy09t6iSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2556

‘สันโสก’ต้มดื่มแก้พิษ

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘สันโสก’ ต้มดื่มแก้พิษ : โดย…นายสวีสอง

จะพบต้น “สันโสก” ได้ตามป่าโปร่ง ป่าละเมาะ ทั้งต้นมีสรรพคุณทางยา โดยนำต้มน้ำดื่ม รักษาวัณโรค แก้พิษ ต้มน้ำอาบแก้โรคผิวหนัง แก้คัน ตำพอกหูด แผลสด ฆ่าเหา แต่เปลือกมีสารยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด และมีฤทธิ์ต้านสารพิษที่ทำลายตับ

เป็นไม้พุ่มกึ่งล้มลุก ในวงศ์ RUTACEAE ลำต้นตรงสูง 1.5-3 เมตร เปลือกต้นเรียบ แตกกิ่งก้านมาก

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับตามกิ่ง ใบย่อยทรงรี โคนใบแผ่กว้าง ปลายมน ขอบเรียบ ตามผืนใบมีขนละเอียด

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อย 35-60 ดอก ดอกย่อยมี 3-4 กลีบสีเขียวอมเหลือง กลางดอกมีอับเรณูสีเหลือง ออกดอกตลอดปี

ผล เป็นรูปไข่ ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีส้มอมชมพู ผิวเกลี้ยงมีลักษณะฉ่ำน้ำ

ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด เติบโตในทุกสภาพดิน ความชื้นและแสงแดดเต็มวัน

————————

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘สันโสก’ ต้มดื่มแก้พิษ : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131128/173680.html#.Uy09SqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2556

//

ปลูกถั่วเหลืองบำรุงดินในไร่อ้อย

ปลูกถั่วเหลืองบำรุงดินในไร่อ้อย นวัตกรรมเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน : ดลมนัส กาเจ … รายงาน

                             หากดูตัวเลขในการปลูกถั่วเหลืองในประเทศไทยพบว่าในปี 2532 มีเกษตรกรปลูกถั่วเหลืองมากที่สุดมีถึง 3.01 ล้านไร่ สามารถผลิตถั่วเหลืองได้ปีละ 6.25 แสนตัน แต่หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายนำเข้าถั่วเหลืองได้อย่างเสรี จากเดิมที่รัฐบาลกำหนดตั้งแต่ปี 2525-2537 การนำเข้าถั่วเหลืองต้องขออนุญาต ส่งผลให้ราคาถั่วเหลืองในประเทศไทยราคาตกต่ำ ในที่สุดเกษตรกรต้องหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนที่มีรายได้ดีกว่า

แม้รัฐบาลจะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ถั่วเหลืองขึ้นมา มีระยะเวลาดำเนินตั้งปี 2553-2556 แต่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน การปลูกถั่วเหลืองภายในประเทศมีผลผลิตปีละไม่ถึง 1 แสนตัน ขณะที่ความต้องการมีถึง 2 ล้าน ล่าสุดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ให้เปิดตลาดเสรีนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) คราวละ 3 ปี (ปี 2557-2559) อัตราภาษีนำเข้าในโควตาร้อยละ 0 นอกโควตาร้อยละ 80

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ถั่วเหลือง ได้มีเอกชน อย่างบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรกรปลูกถั่วเหลืองหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ มาตั้งแต่ปี 2553 ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี นอกจากเกษตรกรจะมีรายได้จากการขายถั่วเหลืองแล้วสิ่งที่ตามอย่างไม่น่าคาดคิดคือหลังจากที่เกษตรกรได้ปลูกถั่วเหลืองมา 3 ปี พบว่าสภาพดินที่นาของเกษตรกรจากเดิมที่ผลผลิตข้าวหอมมะลิได้ไร่ 300-350 กก.พบว่าเพิ่มเป็นไร่ 600 กก.ลดการใช้ปุ๋ยเคมีจากเดิมไร่ละ 50 กก.เหลือเพียงไร่ละ 10-20 กก.เท่านั้น เพราะถั่วเหลืองเป็นพืชที่เพิ่มจุลินทรีย์ให้หน้าดินเป็นอย่างดี

ล่าสุดกลุ่มมิตรผล ร่วมกับชมรมผู้ส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองในประเทศไทย บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตร บริษัท กรีนสปอต จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำนมถั่วเหลืองตราไวตามิ้ลค์ และสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว ดำเนินโครงการนำร่องปลูกถั่วเหลืองในไร่อ้อยช่วงบำรุงดิน ตามแนวทางการปลูกอ้อยยุคใหม่ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในดิน และสร้างความยั่งยืนของเกษตรอุตสาหกรรมไทย ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะส่งเสริมเกษตรชาวไร่อ้อยที่เครือข่ายกับกลุ่มมิตรผลและพื้นที่ของกลุ่มมิตรผลเองอย่างน้อย 20% จากพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 2 ล้านไร่

นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า การส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองในช่วงบำรุงดินหรือหลังช่วงที่ตัดอ้อยแล้วระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน นอกจากจะร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรแล้ว ถั่วเหลืองจะช่วยพืชที่เพิ่มไนโตรเจนในดินให้อ้อยด้วย จะทำให้การปลูกในฤดูถัดไปให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นและต้นทุนในการใช้ปุ๋ยลดลง รวมทั้งช่วยตัดวงจรของโรคและแมลง ถือเป็นการทำไร่อ้อยด้วยระบบชีววิธีที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนในภาคเกษตกร

“ที่ผ่านมาเราได้เริ่มที่ภาคอีสานเมื่อปีที่แล้ว พบว่าสภาพดินของเกษตรกรดีขึ้น จากเดิมที่ปลูกอ้อยได้ไร่ละ 15 ตัน สามารถเพิ่มผลผลิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 18 ตัน ส่วนถั่วเหลืองได้ไร่ละ 200-250 กก.ขายในราคา กก.ละ 18 บาท เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มหลังหักจากต้นทุนแล้วจะได้ไร่ละกว่า 3,800 บาท มีเท่าไรมีคนซื้อทั้งหมด ตอนนี้เรามาขยายพื้นที่ในภาคกลางที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เป็นพื้นที่ของเราเอง ตั้งเป้าจะมีเกษตรกรร่วมโครงการราว 20% ของพื้นที่ปลูกอ้อยที่อยู่ในเครือข่ายของกลุ่มมิตรผลราว 2 ล้านไร่” นายกฤษฎา กล่าว

ด้าน นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางสยามคูโบต้าได้ดำเนินโครงการส่งเสริมปลูกถั่วเหลืองหลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปีใน จ.ศรีสะเกษ มาตั้งแต่ปี 2553 พบว่าพื้นที่นาของเกษตรกรมีสภาพดินดีขึ้น สามารถปลูกให้ผลผลิตขึ้นเท่าตัว เกษตรกรที่ร่วมโครงการนอกจากจะมีรายได้จากการขายผลผลิตถั่วเหลืองแล้ว ยังลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยเคมีที่ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งด้วย ในส่วนของโครงการนี้ สยามคูโบต้าจะเน้นไปที่เครื่องจักรกลการเกษตรที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยังช่วยทดแทนแรงงานคนที่หายากด้วย สยามคูโบต้าจึงมีการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรให้เหมาะสม อย่างรถเกี่ยวนวดถั่วเหลืองมีการเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองได้อย่างมีประสิทมธิภาพ

ส่วนนายธรรมศักดิ์ จิตติมาพร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนสปอต จำกัด กล่าวว่า เกษตรกรที่ร่วมโครงการปลูกถั่วเหลืองในไร่อ้อยช่วงบำรุงดิน ไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องของตลาด เพราะบริษัท กรีนสปอต ซึ่งผลิตน้ำนมถั่วเหลืองจะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมดในราคาที่เป็นธรรม เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่และมีรายได้ที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

เช่นเดียวกับ นายวิชิต วิทยฐานกรณ์ นายกสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว กล่าวว่า ปัจจุบันการปลูกถั่วเหลืองในประเทศมีปริมาณไม่ถึงแสนตัน ในขณะที่ความต้องการใช้ถั่วเหลืองมีปริมาณสูงถึง 2 ล้านตัน ดังนั้นการปลูกถั่วเหลืองในไร่อ้อยช่วงบำรุงดินมีเท่าไรจะรับซื้อทั้งหมดในราคาประกันตก กก.ละ 16-19 บาท ที่สำคัญถั่วเหลืองที่ปลูกภายในประเทศเป็นถั่วเหลืองที่ตัดแต่งทางพันธุวิศวกรรม หรือพืชจีเอ็มโอแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง

ขณะที่ นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการทดลองการปลูกถั่วเหลืองในไร่อ้อยช่วยบำรุงดิน จะเป็นมิติใหม่ในด้านการจัดการสร้างสมดุลทางการเกษตรขึ้น เพราะการนำพืชเศรษฐกิจชั้นนำ 2 ชนิด คือ อ้อยและถั่วเหลืองมาสู่กระบวนการจัดการอย่างลงตัว ถือเป็นโครงการที่ดี ในฐานะผู้บริหารองค์การภาครัฐที่รับผิดชอบดูแลในด้านนโยบายพืชผลทางการเกษตร รู้สึกชื่นชมเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มธุรกิจภาคเอกชนได้รวมตัวกัน เพื่อส่งเสริมสินค้าทางการเกษตรในประเทศ และมีความตระหนักในเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร โดยการส่งเสริมแหล่งผลิตวัตถุดิบเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าและยังช่วยเพิ่มศักยภาพการใช้พื้นดินในการเพาะปลูกให้อุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนด้วย

การส่งเสริมการปลูกถั่วเหลืองในช่วงบำรุงดินหรือหลังช่วงที่ตัดอ้อย ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรแล้ว ยังทำให้สภาพดินในไร่อ้อยอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

———————-

(ปลูกถั่วเหลืองบำรุงดินในไร่อ้อย นวัตกรรมเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน : ดลมนัส กาเจ … รายงาน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131128/173681.html#.Uy082qiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2556

กรมหมอดินเสริม3พืชพลังงาน

ทำมาหากิน : กรมหมอดินเสริม 3 พืชพลังงาน โซนนิ่งเกษตรจัดการแบบยั่งยืน : โดย…จุฬาลักษณ์ อำนาจสมบูรณ์

                             ในอดีตที่ผ่านมาเกษตรกรไทยมีการปลูกพืชแบบทุนนิยม ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรล้นตลาดจำนวนมาก ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ กระทบทั้งต่อภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ด้วยปัญหาดังกล่าวกรมพัฒนาที่ดินร่วมกับสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย จึงได้ดำเนินโครงการ “นำร่องการพัฒนาที่ดินเพื่อปลูกพืชและการปรับปรุงดินให้มีคุณภาพและเพิ่มผลผลิตที่เหมาะสมสำหรับมันสำปะหลังตามแนวคิด “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้เกษตรกร

สุรเดช เตียวตระกูล รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการเพิ่มของประชากรโลกทำให้หลายประเทศเตรียมรองรับภาวะแก่งแย่งทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารและพลังงานอย่างมหาศาล ขณะที่พื้นที่ในการผลิตไม่สามารถเพิ่มตามได้ ฉะนั้นเพื่อสร้างความยั่งยืนทางพลังงานและการใช้พื้นที่ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดจำเป็นต้องจัดระบบ “โซนนิ่งภาคเกษตร” ขึ้น เพื่อให้เกษตรกรรู้จักวางแผนการผลิตแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ พร้อมทั้งยกระดับความสามารถด้านการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิตทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยพยายามที่จะเปลี่ยนมันสำปะหลัง อ้อย หรือหญ้าเนเปียร์ มาเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งการผลิตพลังงานทดแทนส่วนใหญ่นิยมใช้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีแป้งและน้ำตาลสูง

“โซนนิ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อดูศักยภาพของดินที่สามารถนำมาใช้ในการปลูกพืชแบบใด เอาข้อมูลมาดูว่าดิน น้ำ อากาศเฉลี่ยในแต่ละปีว่ามีสภาพอย่างไรเพื่อที่จะให้เกิดความยั่งยืนและเกิดการผลิตที่ต่อเนื่อง กรมพัฒนาที่ดินจึงเน้นการส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลัง การปลูกหญ้าแฝก และการปลูกหญ้าเนเปียร์ที่สามารถนำมาสกัดเป็นก๊าซเอทานอล ที่ถือเป็นหนึ่งทางเลือกพลังงานทดแทนของคนไทย เพื่อเพิ่มผลผลิตที่เหมาะสมตามแนวคิด “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” โดยเน้นการพัฒนาให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้”

ด้าน สุรชัย หมื่นสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 3 นครราชสีมา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในฐานะที่ประเทศไทยมีความสามารถในการผลิตอาหารของโลก ก็สามารถผลิตพลังงานทดแทนได้แต่ขณะนี้ต้นทุนการผลิตยังไม่คุ้มเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันเบนซินในปัจจุบัน ในอนาคตข้างหน้าเมื่อปริมาตรของน้ำมันในโลกลดลงราคาก็จะปรับเพิ่มขึ้น พลังงานทางเลือกเป็นแนวทางให้ลดการนำเข้าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ อีกทั้งรัฐบาลไทยมีการนำนโยบายมาเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจากการปลูกข้าว มาเป็นการปลูกพืชพลังงานตัวอื่น พร้อมทั้งการเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน โดยใช้ปุ๋ยหมัก ใช้ปุ๋ยพืชสด และฟื้นฟูสิ่งมีชีวิตในดินอย่างจุลินทรีย์ให้สามารถปลดปล่อยธาตุอาหารในดิน หรือตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ดี

“เกษตรกรสามารถเลือกได้ว่าจะปลูกพืชชนิดใดในพื้นที่ของตนให้ได้กำไรในแต่ละปี โดยกรมพัฒนาที่ดินจะคอยให้ข้อมูลและติดตามผลเป็นระยะ เป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เกษตรกรมีการพัฒนา ส่งผลดีโดยรวมต่อการเกษตรและการทำงานอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น”

ส่วน พิษณุ เดชโยธิน หัวหน้ากลุ่มพัฒนารายได้และทรัพย์สิน กล่าวว่า “โครงการ 5 ไร่ได้มากกว่า” ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินงานภายในระยะเวลา 3 ปีต่อรุ่น เพื่อให้เกษตรกรมีทักษะการทำเกษตรแบบยั่งยืน มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 180,000บาทต่อครัวเรือนต่อปี โดยแปลงของเกษตรกร 5 ไร่ต่อคน แบ่งเป็น 3 ไร่ปลูกพืชไร่, 1 ไร่เป็นบ่อปลา, 1 ไร่ปลูกผัก ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลราคาสินค้าที่มักผันผวนอยู่เสมอ ทำให้การทำตลาดสินค้าเกษตรได้ง่ายขึ้น

การพัฒนาดินเพื่อปลูกพืชทางเลือก นับเป็นการเพิ่มผลผลิตทางพลังงานทดแทนเพื่อชาวไทย อีกทั้งเป็นการเพิ่มบทบาทของเกษตรกรให้โดดเด่น และลดการนำเข้าเชื้อเพลิงในอนาคตเพื่อตอบรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

————————–

(ทำมาหากิน : กรมหมอดินเสริม 3 พืชพลังงาน โซนนิ่งเกษตรจัดการแบบยั่งยืน : โดย…จุฬาลักษณ์ อำนาจสมบูรณ์)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131127/173611.html#.Uy08XqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2556

‘ย่านพาโหม’เป็นยา-อาหาร

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ย่านพาโหม’ เป็นยา-อาหาร : โดย…นายสวีสอง

“ย่านพาโหม” แม้ว่ายางเปลือกต้นจะมีกลิ่นเหม็น แต่ยอดอ่อน ดอก กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริกได้ อีกทั้งมีสรรพคุณทางยา อาทิ รากต้มน้ำใช้บ้วนปากแก้ปวดฟัน ริดสีดวงทวาร ต้นแก้ตานซาง ขับลม เจริญอาหาร ส่วนใบ แก้พิษงู รำมะนาด เป็นต้น

เป็นพรรณไม้เลื้อยขนาดเล็กในวงศ์ RUBIACEAE ลำต้นเรียวยาว เปลือกต้นมียางสีขาว กลิ่นเหม็น

ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงกันข้ามตามกิ่ง ทรงรีกึ่งใบหอกขอบขนาน โคนสอบ ปลายแหลม ตามเส้นกลางใบมีขนละเอียดมาก

ดอก ออกเป็นช่อขนาดเล็กตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง มีกลีบรองดอก 5 กลีบ ปลายแหลม ดอกสีแดงอมม่วง มี 5 กลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายกลีบแผ่กว้าง

ผล เป็นฝักยาวสีเขียว ทรงกรมผิวเกลี้ยง ด้านในมีเมล็ดสีเทาแก่หรือดำ

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด เถาปักชำ ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี แสงแดดเต็มวัน

————————–

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ย่านพาโหม’ เป็นยา-อาหาร : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131127/173607.html#.Uy07tqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2556

//

ทำมาหากิน : เพิ่มค่า’กระติบข้าว’

ทำมาหากิน : ตั้งกลุ่มเพิ่มค่า ‘กระติบข้าว’ สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน ‘บ้านยางคำ’ : โดย…ปัญญาพร สายทอง

                                ผลิตภัณฑ์จักสาน เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาสู่รุ่นลูกหลาน อย่างงานของ กลุ่มจักสานกระติบข้าวบ้านยางคำ หมู่ 13 ต.ยางคำ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ที่มี นายกองมี หมื่นแก้ว เป็นประธานกลุ่ม ที่นำภูมิปัญญาดั้งเดิมปรับให้ทันสมัย ควบคู่การอนุรักษ์วัฒนธรรมของท้องถิ่น โดยเฉพาะจุดเด่นของ ต.ยางคำ เพื่อให้ลูกหลานได้ช่วยกันรักษาเอาไว้สืบไป

นายกองมี เล่าว่า กลุ่มก่อตั้งปี 2541 เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ให้คงอยู่และเป็นการเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว ระยะแรกๆ จะมีเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุโดยจะทำช่วงเวลาว่าง ต่อมามีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงหมู่บ้าน และต้องการจำนวนมาก สมาชิกจึงขยายออกไปสู่คนทุกเพศ วัย เดิมจะสานเฉพาะกระติบข้าวทรงกลม แต่ปัจจุบันมีรูปทรงให้เลือกมากมาย มีทุกขนาด ใช้สำหรับเป็นของที่ระลึกใส่เครื่องประดับ เช่น ปิ่นโตไร้สาย กระติบข้าวรูปหัวใจ ภาชนะต่างๆ โดยการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ได้รับการส่งเสริม สนับสนุนจากเครือข่าย KBO จ.ขอนแก่น ได้รับการคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนระดับ 4 ดาว (ปี 2556)

นอกจากนี้ได้ร่วมกับกลุ่มนักวิจัย นำโดย ผศ.ดวงจันทร์ นาชัยสินธุ์ สายวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ โปรแกรมบรรจุภัณฑ์และนิทรรศการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงพื้นที่ศึกษาพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนให้หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระติบเดี่ยว กระติบของฝาก กระติบปิกนิก กล่องข้าว และอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ “ไผ่ตะวัน” ซึ่งก็ได้รับการยอมรับจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยราคาสินค้ามีตั้งแต่ 70 บาทขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความละเอียดของชิ้นงาน

“จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ คือ มีรูปทรง ลวดลาย ขนาดของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีความประณีต สามารถใช้เป็นของฝาก ของที่ระลึก สีที่ย้อมเป็นสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ที่หาได้ในชุมชน มีหลายลวดลาย ทั้งลายคุบ ลายสองยืน ลายข้างกระแต ลายสาม ลายโบว์ ลายผีเสื้อ ลายปลา ลายลูกเต๋า ฯลฯ ล่าสุดได้คิดลายตัวอักษรทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษใส่ลงไปรอบกระติบข้าว” นายกองมี เล่า

พร้อมยอมรับว่า เหล่านี้ได้สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ชุมชนเป็นอย่างมากเนื่องจากมีความเป็นเอกลักษณ์ของตำบลในการใช้เป็นของฝากและของที่ระลึกให้ผู้มาเยี่ยมเยียน ซึ่งจากการรวมกลุ่มทำให้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น รวมทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีในชุมชน อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาแก่เยาวชนรุ่นหลัง กลุ่มจึงมีตัวแทนไปสอนในหมวดงานอาชีพที่โรงเรียนบ้านยางคำ ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน

ส่วนขั้นตอนการสาน นายกองมี บอกว่า ไม่ยากและไม่ง่ายแต่ต้องมีความตั้งใจ ก่อนอื่นต้องเตรียมอุปกรณ์ คือ ไม้ไผ่ มีด ก้านตาล สีธรรมชาติ ซึ่งจะเลือกไม้ไผ่อายุ 2-3 ปี ตัดเป็นท่อนๆ นำมาจักเป็นตอกเส้นเล็ก/ใหญ่ ขนาดความยาวตามความต้องการ การจักตอกเป็นเส้นเล็กๆ จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีความละเอียด ประณีต สวยงาม จากนั้นนำเครื่องจักสานที่เสร็จเรียบร้อยไปรมควันเพื่อป้องกันมอด ส่วนการย้อมสีต้องใช้เฉพาะสีธรรมชาติเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยของผู้ซื้อ

ปัจจุบันการผลิตสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เนื่องจากผู้สานส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและชาวบ้านที่ว่างจากการทำนา ทำให้จำนวนสินค้าและความต้องการไม่เพียงพอดังกล่าว อย่างไรก็ตามกลุ่มยังคงเดินหน้าผลิตสินค้าต่อไปและคาดว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่สนใจแวะชมผลิตภัณฑ์งานทำมือได้ที่กลุ่มจักสานกระติบข้าว 153 หมู่ 13  ต.ยางคำ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น และศูนย์แสดงจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อป อ.หนองเรือ โทร.08-5683-1757

—————————–

(ทำมาหากิน : ตั้งกลุ่มเพิ่มค่า ‘กระติบข้าว’ สู่ผลิตภัณฑ์ชุมชน ‘บ้านยางคำ’ : โดย…ปัญญาพร  สายทอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131127/173609.html#.Uy07SaiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน 2556

เกษตรกรคนเก่ง : ‘กฤษฎา คุณากรประพันธ์’

เกษตรกรคนเก่ง : ‘กฤษฎา คุณากรประพันธ์’ เลี้ยงหมูยั่งยืนด้วยคอนแทรคฟาร์ม : โดย…ธานี กุลแพทย์

ปัจจุบันวงการ “ปศุสัตว์” ได้ปรับเปลี่ยนเทคนิค วิธีการหลากหลาย ทั้งระบบบริหารจัดการ เทคโนโลยี เข้ามาใช้เพื่อยกระดับภาคปศุสัตว์ให้มีมาตรฐาน ดัง “กฤษฎา คุณากรประพันธ์” เกษตรกรหนุ่มวัย 34 ปี เจ้าของกิจการฟาร์มสุกรขุน “บ่อพลอยฟาร์ม” อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ที่หันมาใช้ระบบคอนแทรคฟาร์ม จนนำธุรกิจสู่ความยั่งยืน

“กฤษฎา” เล่าถึงที่มาของอาชีพเกษตรกรว่า หลังเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปี 2547 มีความคิดว่าอยากมีกิจการของตัวเอง จนไปเยี่ยมญาติที่ทำฟาร์มหมูขุนกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อย หรือคอนแทรคฟาร์ม จึงศึกษารูปแบบการเลี้ยงอย่างจริงจังและพบว่ามีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการโดยเริ่มจากเลี้ยงหมูขุน 500 ตัว ด้วยเงินลงทุน 1.8 ล้านบาท สร้างโรงเรือน สำนักงาน-บ้านพัก ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ต่อเมื่อเลี้ยงได้ 2 รุ่น มีผลผลิตดี มีรายได้แน่นอน จึงขยายการเลี้ยงเพิ่มเป็น 5 โรงเรือนในปัจจุบัน มีความจุรวม 3,100 ตัว พร้อมนำระบบไบโอแก๊สแบบ UASB มาใช้

“บางคนอาจมีคำถามว่า ทำไมกล้าลงทุน เพราะใช้เม็ดเงินไม่น้อย แต่ผมมองว่าเราอยู่ในธุรกิจที่ไม่มีความเสี่ยง เพราะมีบริษัทซีพีเอฟ ซึ่งมีเทคโนโลยี วิชาการ ความรู้ต่างๆ ที่ทันสมัย ทำให้มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จได้หากดำเนินการอยู่ภายใต้มาตรฐาน” กฤษฎา กล่าว

พร้อมระบุว่า ที่อาชีพนี้ปลอดความเสี่ยง เพราะบริษัทเข้ามารับผิดชอบเรื่องวัตถุดิบ พันธุ์ อาหาร ยา-วัคซีน จัดการเรื่องการขาย เกษตรกรมีหน้าที่ดูแลหมูให้ดีเท่านั้น ทำให้ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ย 2.4 ล้านบาท/ปี ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.5 แสนบาท/ปี โดยจุดที่ทำให้ต้นทุนต่ำคือไฟฟ้าที่ได้จากระบบไบโอแก๊ส ที่ช่วยลดต้นทุนได้ถึง 70% ปัจจุบันบ่อพลอยฟาร์มได้จดทะเบียนเป็น “หจก.พิกพาวเวอร์ ฟาร์ม” ถือเป็นการพัฒนาให้การทำฟาร์มเลี้ยงหมูสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน พร้อมรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

————————–

(เกษตรกรคนเก่ง : ‘กฤษฎา คุณากรประพันธ์’ เลี้ยงหมูยั่งยืนด้วยคอนแทรคฟาร์ม : โดย…ธานี กุลแพทย์)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131126/173527.html#.UywFlqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2556

ทำมาหากิน : เจลมาส์กหน้า’สาหร่ายเตา’

ทำมาหากิน : เจลมาส์กหน้า ‘สาหร่ายเตา’ สองรางวัลงานวิจัยเด่น ม.แม่โจ้ : โดย…ประภาภรณ์ เครืองิ้ว

“เตา” หรือเทาน้ำ (Spirogyra  spp.) เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียว ลักษณะเป็นเส้นสายซึ่งพบเจริญได้ดีในแถบภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศไทย โดยชาวบ้านนำมาบริโภคเป็นอาหารพื้นบ้านมาเป็นเวลานาน เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อันประกอบด้วย คาร์โบไฮเดต ไขมัน โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ และด้วยสรรพคุณดังกล่าว ส่งผลให้ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ และรศ.ดร.วิวัฒน์ หวังเจริญ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมทีมงาน ได้ทำการค้นคว้าวิจัยสรรพคุณของเตา จนทำให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ภายใต้งานวิจัย “เจลมาส์กหน้าสาหร่ายเตา”

ดร.ดวงพร กล่าวถึงที่มาของผลงานวิจัยชิ้นนี้ว่า เกิดจากการเล็งเห็นว่า เตา เป็นพืชที่น่าจะมีสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ จึงมีการศึกษาทางพฤกษเคมี พบว่า เตา มีสารประกอบกลุ่มฟีโนลิกและโพลีแซคคาไรด์ มีประโยชน์ต่อผิว และยังพบว่า สารสกัดน้ำของสาหร่ายเตามีสารกลุ่มฟีโนลิก ได้แก่ คาเทชิน กรดแกลลิก กรดแทนนิก รูตินและเคอร์ซิติน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบและฤทธิ์ในการต้านเอนไซม์ไทโรสิเนส ซึ่งเอนไซม์ชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดกระ ฝ้า และจุดด่างดำ โดยไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว จึงมีการพัฒนามาเป็นเจลมาส์กหน้าสาหร่ายเตา เพื่อเป็นการต่อยอดผลงานวิจัยที่ได้ศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสาหร่ายน้ำจืด

เจ้าของผลงานวิจัยชิ้นนี้เปิดเผยต่อว่า เจลมาส์กหน้าสาหร่ายเตาถูกผลิตมาจากวัตถุดิบหลักจากสาหร่ายเตาธรรมชาติ ประกอบกับกระบวนการผลิตตามมาตรฐานเครื่องสำอางเพื่อลดอันตรายจากการใช้สารเคมี ที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงของผู้ใช้ในระยะยาวได้ โดยพัฒนาเป็น 2 แบบ ให้เหมาะสมกับใบหน้าสำหรับเพศหญิงและเพศชาย ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งรูปร่างและส่วนผสมที่ใช้ คณะผู้วิจัยได้พัฒนานวัตกรรมนี้ โดยยึดหลักให้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและหลักการของเสียเหลือศูนย์ (zero waste) โดยหลังการใช้แล้ว สามารถนำเจลไปปลูกต้นไม้ได้ จะเห็นได้ว่าเจลมาส์กหน้าสาหร่ายเตาเป็นนวัตกรรมที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและการนำไปใช้ประโยชน์ของสาหร่ายเตาพื้นบ้านให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางได้ทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติได้

หลังจากนี้คณะผู้วิจัยจะมีการนำสาหร่ายเตาไปทำการศึกษาวิจัยสรรพคุณด้านการแพทย์ต่อ เนื่องจากพบว่าสาหร่ายเตามีสรรพคุณในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ให้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งจะมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่อไป ขณะเดียวจากการศึกษาวิจัยที่มีแนวโน้มความต้องการสาหร่ายเตามากขึ้น ทางคณะวิจัยจึงมีความต้องการเตา เพื่อมาสร้างผลิตภัณฑ์ เบื้องต้นมีการส่งเสริมเกษตรกรบ้านนาคูหา ต.สวนเขื่อน อ.เมือง จ.แพร่ ให้มีการดำเนินการตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงเตาขึ้น โดยจะมีการรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 100-200 บาท ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

เนื่องจากในอนาคตสาหร่ายเตาจะเป็นที่ต้องการในตลาดมากขึ้นด้วย รวมทั้งทางคณะผู้วิจัยยังได้ดำเนินการนำสาหร่ายชนิดอื่นๆ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอีกหลายชนิด ทั้งครีมสคับขัดผิวกาย ซึ่งเป็นสูตรที่ผสมผสานสาหร่านสไปรูลิน่า และวิตามินอี ที่จะเพิ่มความชุ่มชื่นและความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ลดเลือนริ้วรอย ช่วยในการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และช่วยในการสร้างเซลล์ผิว ทำให้ผิวกระจ่างใส, ลิปปาล์ม ด้วยสูตรพิเศษจากไขผึ้งและน้ำมันบริสุทธิ์จากธรรมชาติ หลายชนิด จะช่วยบำรุงริมฝีปากให้มีความชุ่มชื่น ป้องกันริมฝีปากแห้งแตกได้เป็นอย่างดี

สำหรับผลงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้รับ 2 รางวัล ในการประกวดผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ในงานระดับนานาชาติ Korea International Women’s Invention Exposition 2013 (KIWIE 2013) อีกด้วย สนใจผลิตภัณฑ์สาหร่ายเตา หรือ ต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงเตา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร.0-5387-3470-2 หรือ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล 08-6654-6966 ในวันและเวลาราชการ

—————————

(ทำมาหากิน : เจลมาส์กหน้า ‘สาหร่ายเตา’ สองรางวัลงานวิจัยเด่น ม.แม่โจ้ : โดย…ประภาภรณ์ เครืองิ้ว)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131126/173526.html#.UywFHqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2556

‘พุดป่า’ดอกหอมเย็น

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘พุดป่า’ ดอกหอมเย็น : โดย…นายสวีสอง

จะพบเห็น “พุดป่า” ได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ยิ่งช่วงฤดูดอกบานกลิ่นหอมเย็นของดอกก็จะขจรขจายไปทั่วผืนป่าทีเดียว

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ในวงศ์ RUBIACEAE สูงราว 5 เมตร ทรงพุ่มแผ่กิ่งก้านกว้าง ลำต้นตรง เปลือกสีเทา ตามต้นมีตุ่มเล็ก

ใบ เป็นใบเดี่ยวทรงรี กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร สีเขียว โคนใบสอบ ปลายแหลม ขอบเรียบ มีเส้นแขนงใบ 10-14 คู่

ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ตามปลายกิ่ง สีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นรูปถ้วย โคนเป็นหลอด มีกลีบเรียงเวียนไปทางซ้ายเหมือนพัด 6-8 กลีบ ออกดอกสิ่งกลิ่นหอมทั้งปี

ผล ทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร ปลายผลมีรอยกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีดำ ด้านในมีเมล็ดมาก

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง เจริญเติบโตในทุกสภาพดิน ชอบความชื้นและแสงแดดปานกลาง

—————————

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘พุดป่า’ ดอกหอมเย็น : โดย…นายสวีสอง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131125/173370.html#.UywEn6iSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2556

วางแผนแก้ผลไม้ใต้ตอนบนปี57

วางแผนแก้ผลไม้ใต้ตอนบนปี 57 ชูไม้ผลเด่นเจาะตลาดต่างแดน : สุวรรณี บัณฑิศักดิ์ … รายงาน

รัฐเตรียมวางแผนตลาดผลไม้ 3 จังหวัดใต้บนในฤดูการผลิตหน้า  เน้นชูผลไม้เด่นแต่ละจังหวัด เงาะโรงเรียนสุราษฎร์ มังคุดเมืองคอนและทุเรียนชุมพร หวังลดปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ตอนบนประกอบไปด้วย ชุมพร สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชนั้น นับเป็นพื้นที่หลักของผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ ในขณะภาครัฐเอง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้พยายามหาแนวทางช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ ทั้งเน้นการส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพให้เป็นที่ต้องการตลาด ส่งเสริมการบริโภคในประเทศทุกภูมิภาค เฟ้นหาตลาดต่างประเทศรองรับ

“ปีนี้นับว่าผลไม้บางประเภทไม่ประสบปัญหามากนัก หากเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่เป็นแหล่งผลิตเงาะสายพันธุ์โรงเรียนได้ชื่อว่าหวาน กรอบ ล่อน อร่อยไม่เหมือนที่อื่น โดยแหล่งผลิตชื่อดังในพื้นที่ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี นับว่าราคาพุ่งสูงพอสมควร เกษตรกรชาวสวนเงาะลืมตาอ้าปากได้ ที่สำคัญยังสามารถส่งออกได้ราคาดีอีกด้วย”

ทวีป อรรถพรพงษ์ เกษตรอำเภอบ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ผลไม้ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเงาะสายพันธุ์โรงเรียนที่ได้ชื่อว่าหวาน กรอบ ล่อน อร่อย เป็นที่รู้จักกันดีของคนทั่วไป โดยแหล่งผลิตหลักอยู่ในพื้นที่ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งแต่ละปีผลผลิตจะออกสู่ท้องตลาดประมาณ 3 รุ่น

“ปีนี้รุ่นแรกออกปลายเดือนมิถุนายน ประมาณ 20% รุ่นที่ 2 ช่วงเดือนสิงหาคม ประมาณ 60% และรุ่นที่ 3 อีก 20% ออกช่วงเดือนกันยายน ซึ่งทั้ง 3 รุ่น ผลผลิตประมาณ 2 หมื่นตัน โดยช่วงแรกๆ เกษตรกรหวาดหวั่นว่าราคาอาจจะตกต่ำได้เนื่องจากในช่วงเดียวกันกลับมีผลผลิตจากที่อื่นเข้ามาตีตลาดและพยายามสร้างจุดขายว่าเป็นเงาะโรงเรียนที่มาจาก อ.บ้านาสาร ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้อาจจะทำให้สูญเสียความเป็นแบรนด์เนมของเงาะนาสารได้”

ทวีปให้รายละเอียดต่อว่า ที่สำคัญปีนี้เกษตรกรชาวสวนเงาะร่วมกับอำเภอบ้านนาสารและสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านนาสาร เน้นการส่งออกเงาะโรงเรียนพื้นที่ อ.บ้านนาสารไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบเอเชีย โดยเฉพาะจีน ฮ่องกง ไต้หวัน รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา ที่ชื่นชอบในรสชาติของเงาะโรงเรียน จึงทำให้มีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นพื้นที่ อ.บ้านนาสาร เกษตรกรส่วนหนึ่งปลูกเงาะสายพันธุ์สีทอง ซึ่งมีรสชาติอมเปรี้ยว อมหวาน ส่งออกประเทศในโซนยุโรป โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส มีออเดอร์เข้ามาแล้วเช่นกัน พร้อมเน้นย้ำให้เอาผลผลิตเฉพาะในพื้นที่ อ.บ้านนาสาร ซึ่งรสชาติเป็นที่ชื่นชอบของชาวฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก ซึ่งผลผลิตเงาะของอำเภอบ้านนาสาร ทั้งสายพันธุ์เงาะโรงเรียนและสีทอง มีรสชาติที่แตกต่างจากที่อื่น ส่วนหนึ่งมาจากสภาพของดินน้ำที่อุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการส่งออกอย่างมาก

“ออเดอร์การส่งออกปีนี้ประมาณ 5% ของผลผลิตทั้งหมด ที่สำคัญตลาดเริ่มกว้างมากขึ้น ส่วนราคาในปีนี้ถือว่าโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีราคาจากสวนโดยเฉลี่ยกิโลกรัมละ 18-22 บาท” เกษตรอำเภอบ้านนาสารเผยข้อมูล

ขณะที่ วารินทร์ เพชรโกษาชาติ เกษตรกรชาวสวนเงาะโรงเรียนในอ.นาสาร รายหนึ่ง ยอมรับว่าปีนี้ถือว่าราคาเงาะพอจะรับได้ แต่ถ้าช่วงปีไหนต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10 บาท เกษตรกรอาจจะอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนเงาะโรงเรียนจะอยู่ที่กิโลกรัมละเกือบ 10 บาทแล้ว ทั้งนี้ ในแต่ละปีจะต้องรอดูตลาดเป็นระยะ อีกทั้งหากไม่มีเงาะจากที่อื่นเข้ามาตีตลาด ราคาเงาะก็จะพุ่งสูงขึ้น

มีรายงานว่าสำหรับในส่วนของ จ.นครศรีธรรมราช โดยเฉพาะมังคุด หากช่วงไหนมีผลผลิตมากก็วิกฤติเช่นกัน แต่รัฐยังมีทางออกคือการแปรรูปไม่ว่าจะเป็นมังคุดคัด มังคุดกวด ส่งเสริมการบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย และเฟ้นหาตลาดรองรับแต่เนิ่นๆ ก็ไม่เป็นปัญหามากนัก ซึ่งไม่แตกต่างไปจาก จ.ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของทุเรียนมีคุณภาพ โดยตอนนี้ภาครัฐก็สนับสนุนการแปรรูปหลากหลายส่งขายทั้งในและต่างประเทศ โดยแปรรูปเป็นทุเรียนทอด ทุเรียนอบกรอบ บรรจุภัณฑ์อย่างสวยงามและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศบางประเทศ

อย่างไรก็ตามในปีนี้แม้ว่าบางจังหวัดปัญหาราคาตกต่ำเบาบางไปบ้าง แต่ยังมีผลไม้บางตัวโดยเฉพาะลองกองที่ยังหาทางออกไม่ได้มากนัก เพราะห้วงปีนี้ผลผลิตออกสู่ท้องตลาดพร้อมกัน 3 จังหวัดและยังหาแนวทางแปรรูปไม่ได้ มีเพียงการบริโภคในประเทศอย่างเดียว ภาครัฐเองจึงจำเป็นต้องมาช่วยเหลือโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นชอบในหลักการโครงการป้องกันแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคใต้ ที่สนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.)

โดยมีเป้าหมายผลผลิต 43,190 ตัน วงเงิน 189.755 ล้านบาท มีพื้นที่ดำเนินการ 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, สงขลา, ปัตตานี, ยะลาและนราธิวาส ประกอบด้วยมาตรการดำเนินงาน 2 มาตรการ คือ 1.กระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต 2.ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการบริโภคโดยพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ประสานสำนักประชาสัมพันธ์เขต 5 เน้นการประชาสัมพันธ์รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ท้องถิ่น อีกทั้งหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของรัฐต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเป้าหมายปี 2557 จะเน้นการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐสื่อสารอย่างต่อเนื่องเพื่อเน้นให้มีการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ท้องถิ่น ส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ท้องถิ่น อีกทั้งการเจาะตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น ตลอดจนการทำสวนผลไม้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว มีทั้งชม ชิม ผลไม้สดๆ จากต้น สร้างรายได้งามแก่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้ไม่น้อย

—————————

(วางแผนแก้ผลไม้ใต้ตอนบนปี 57 ชูไม้ผลเด่นเจาะตลาดต่างแดน : สุวรรณี บัณฑิศักดิ์ … รายงาน)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131123/173204.html#.UywEHqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด
วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2556

‘อาโก’กาแฟโบราณทำเงิน

หนักเอาเบาสู้ : ‘อาโก’ กาแฟโบราณทำเงิน เส้นชีวิต ‘เพ็ญพิมล ทองคำ’ : โดย…ดุลภณ ทองสุกฉวี

“อาโก กาแฟโบราณ” กาแฟที่มีความแตกต่างไม่เหมือนใคร ทั้งรสชาติที่เข้มแบบโบราณ และความหอมอร่อยแบบกาแฟสด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟสดก็สามารถลิ้มลองรสชาติของ “อาโก กาแฟโบราณ” ได้ด้วยราคาที่ย่อมเยากว่าแต่ยังได้อรรถรสเหมือนดื่มกาแฟสด หรือผู้ที่ชื่นชอบกาแฟโบราณเพราะเห็นว่าราคาไม่แพงมากนักในการดื่มกาแฟ ก็ยังคงรสชาติความเข้มแบบกาแฟโบราณ แต่หอมอร่อยแบบกาแฟสดในราคาที่ไม่แพงมากนักได้เช่นเดียวกัน

เพ็ญพิมล ทองคำ ผู้ริเริ่มธุรกิจแฟรนไชส์ “อาโก กาแฟโบราณ”เคยทำงานด้านการตลาดมา 15 ปีเต็ม ในความรับผิดขอบงานประชาสัมพันธ์และงานด้านส่งเสริมการตลาดของโรงพยาบาล จนกระทั่งสุดท้ายได้รับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดก่อนที่จะออกมาทำธุรกิจส่วนตัวในด้านเครื่องดื่มและกาแฟสดที่ตลาดนัดสวนจตุจักรอีก 5 ปีเต็ม ด้วยยอดการขายเดือนละเกือบแสนบาท ในตอนนั้นแม่ค้า พนักงานและผู้บริหารของกองอำนวยการของตลาดนัดสวนจตุจักรต้องแวะมาดื่มเป็นลูกค้ากาแฟที่ร้านของเธอประจำ และต่อมาหักเหออกมาทำโรงเรียนกวดวิชา
จนกระทั่งได้ออกมาทำระบบแฟรนไชส์กาแฟ ซึ่งในระหว่างนั้นเธอได้ศึกษาข้อมูลและทดสอบรสชาติกาแฟโบราณที่เกิดขึ้นมากมายในท้องตลาดปัจจุบัน และค้นพบว่ายังขาดความเข้มข้นของรสชาติกาแฟและความหอมอร่อยของกาแฟจากประสบการณ์ที่ได้ขายกาแฟมา จึงได้ศึกษาข้อมูลและประวัติการทำกาแฟโบราณในสมัยก่อน ซึ่งกาแฟในสมัยก่อนนั้นไม่ได้ผสมธัญพืชข้าวโพด ถั่ว งาเหมือนในปัจจุบัน เป็นแค่เพียงในยุคสมัยหนึ่งกาแฟมีราคาแพง จึงมีผู้นำข้าวโพด ถั่ว งามาผสม เพื่อให้ต้นทุนถูกลง

เธอจึงคิดที่จะทำธุรกิจ “อาโก กาแฟโบราณ” ขึ้น คุณเพ็ญพิมล ได้ตั้งชื่อแบรนด์ว่า “อาโก” ซึ่งได้มาจากการที่คนสมัยก่อนคนมลายูทาง จ.ยะลา เรียกคนจีนที่ขายกาแฟว่า “อาโก” และจุดเด่นของ “อาโก กาแฟโบราณ” อยู่ที่ตัวกาแฟคือกรรมวิธีที่คั่วบดแบบโบราณ เป็นกาแฟแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ผสมธัญพืช จึงยังคงรสชาติความเข้มข้นแบบกาแฟโบราณและมีความหอมอร่อยแบบกาแฟสดในราคาที่ใครๆ ก็ดื่มได้ โดยแพ็กเกจจิ้งที่ใช้ในการขายมีทั้งบรรจุใส่แก้ว หรือถุงกระดาษที่ใส่ความเย็นได้

หากท่านใดได้ลิ้มลองรสชาติชองกาแฟ “อาโก กาแฟโบราณ” ท่านจะลืมรสชาติของกาแฟที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน หากท่านใดสนใจธุรกิจแฟรนไชส์ “อาโก กาแฟโบราณ” สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.08-6793-9099 รับรองว่าธุรกิจกาแฟของคุณจะมีความแตกต่างจากกาแฟโบราณที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาดปัจจุบัน และเรายังมีแผนการตลาดในการทำโปรโมชั่นแผนส่งเสริมการขายให้ผู้ร่วมธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่อง

————————

(หนักเอาเบาสู้ : ‘อาโก’ กาแฟโบราณทำเงิน เส้นชีวิต ‘เพ็ญพิมล ทองคำ’ : โดย…ดุลภณ ทองสุกฉวี)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131123/173202.html#.UywDuKiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด
วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2556

แปลงเล้าไก่สู่โรงเพาะเห็ดหลินจือ

ทำมาหากิน : แปลงเล้าไก่สู่โรงเพาะเห็ดหลินจือ แก้วิกฤติรายได้ชาวบ้าน ‘เขาจันทร์’ : โดย…กัลยา ขำนุรักษ์

ผลจากเห็ดหลินจือที่มีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง ทำให้มีการนำมาเป็นตัวยาในการบำบัดโรคและบำรุงร่างกายได้สารพัด โดยเฉพาะคนจีนโบราณเชื่อว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง มีความจำที่ดี ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ผิวพรรณเปล่งปลั่งหรือแม้กระทั่งยังช่วยชะลอความแก่ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่มีความต้องการในตลาดสูงและยังสามารถขายได้ราคาดีเมื่อเทียบกับเห็ดชนิดอื่นๆ

หนูแดง จันทร์เต็ม ประธานกลุ่มเพาะเห็ดวิสาหกิจชุมชนบ้านเขาจันทร์ ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเพาะเห็ดหลินจือ ว่าเดิมมีอาชีพเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาชีพเสริมหลังจากทำสวนยาง แต่ต้องประสบปัญหาไข้หวัดนกระบาดเมื่อปี 2545 สูญเงินไปกว่า 5 แสนบาท จนต้องเลิกเลี้ยงไก่ไข่ จากนั้น ส.ป.ก.ได้เข้ามาให้คำแนะนำการเพาะเห็ดจึงใช้โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่มาปรับปรุงให้เป็นโรงเพาะเห็ด เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้านที่ประสบปัญหาเดียวกัน รวมทั้งได้รับการสนับสนุนสินเชื่อเงินกองทุนในการจัดการซื้อปัจจัยการผลิตรายละ 20,000 บาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ต่อปี เพื่อให้นำมาลงทุนในการทำโรงเรือนเพาะเห็ดและก้อนเชื้อต่างๆ

“ช่วงแรกยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากชาวบ้านยังไม่มีความรู้และความเข้าใจในขั้นตอนและวิธีการเพาะเห็ด จนศึกษาและพัฒนาด้วยตนเองมาเรื่อยๆ และได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้นำชุมชน เมื่อชาวบ้านเริ่มพัฒนาตนเองจนเข้มแข็งจึงได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นเมื่อปี 2542″

ประธานกลุ่มเพาะเห็ดเผยต่อว่า ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 20 คน มีอาชีพการเพาะเห็ดชนิดต่างๆ แต่จะเน้นหนักไปที่เห็ดหลินจือ เนื่องจากสามารถขายได้ดี เป็นที่ต้องการของตลาด ประกอบกับเห็ดหลินจือมีราคาสูง ทำให้ชาวบ้านมีขวัญและกำลังใจที่จะเพาะเห็ดหลินจือเป็นอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัวอีกทางหนึ่ง

สำหรับการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และเงินทุนส่วนหนึ่งจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดในพื้นที่บ้านของสมาชิกแต่ละรายเริ่มแรกปลูกเห็ดนางฟ้าภูฏาน, เห็ดนางโรมฮังการี และเห็ดโคนญี่ปุ่น ผลตอบรับจากการเพาะเห็ดดังกล่าวประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง แต่การเพาะเห็ดดังกล่าวกลับไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ต่อมากลุ่มได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาการบริหารงานของกลุ่มเพาะเห็ดหลินจือในพื้นที่อื่นจากการสนับสนุนของกลุ่มยุทธศาสตร์จังหวัดพัทลุง ได้เห็นวิธีการจัดการ การบริหารงานกลุ่ม ทำให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความสนใจการเพาะเห็ดหลินจือเนื่องจากเห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่ตลาดมีความต้องการจำนวนมากและมีราคาสูง

“ความน่าสนใจของเห็ดหลินจือ คือ เป็นเห็ดที่ขายได้ราคาดี ขณะเดียวกันตลาดยังมีความต้องการสูง ด้วยสรรพคุณทางยาของเห็ดและคุณค่าทางโภชนาการสูง ถึงแม้จะมีราคาสูงผู้บริโภคพร้อมจ่ายได้ โดยสรรพคุณของเห็ดหลินจือที่ทราบกันโดยทั่วไปคือ สามารถแก้โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ ไขมันในเส้นเลือด สายตาดีขึ้น และยังช่วยให้หน้าใสอีกด้วย”

หนูแดงย้ำด้วยว่า ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มจะซื้อเชื้อเห็ดมาทำก้อนเอง การเพาะเห็ดหลินจือ 1 โรงเรือน บรรจุได้ 4,000 ก้อน  สามารถผลิตได้ 2 ครั้งต่อปี โดยแต่ละก้อนออกผลผลิตได้ถึง 3 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 แต่ละก้อนสามารถออกดอกสดได้ 4 ดอกต่อขีด หรือดอกละ 25 บาท รุ่นที่ 2 ออกดอกสด 6 ดอกต่อขีด หรือดอกละ 15 บาท และรุ่นที่ 3 ออกดอก 10 ดอกต่อขีด หรือตกดอกละ 10 บาท และดอกแห้งราคา 200 บาทต่อขีด กิโลกรัมละ 2,000 บาท

“การทำก้อนไม่มีเทคนิคอะไรพิเศษ แต่จะเน้นที่การดูแลรักษา การจัดการในโรงเรือน แต่เนื่องจากขณะนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นได้เพียงปีกว่า แม้จะสามารถผลิตเห็ดหลินจือป้อนตลาดได้บางส่วน แต่ยังประสบปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาคุณภาพของเห็ด โดยเฉพาะการป้องกันการเกิดเชื้อรา เนื่องจากเห็ดหลินจือเป็นเห็ดที่ไม่ชอบน้ำ การจัดการในโรงเรือนต้องระมัดระวังและดูแลเรื่องฝนเป็นพิเศษ ไม่ให้มีน้ำขังอยู่ที่พื้น รวมทั้งการโดนแสงแดดด้วย”

แม้การเพาะเห็ดของกลุ่มจะแยกกันผลิต แต่กลุ่มก็ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ปัจจุบันกลุ่มที่มีเงินออมสามารถหยิบยืมกันได้โดยไม่มีดอกเบี้ย นอกจากกลุ่มจะเน้นการเพาะเห็ดหลินจือเป็นหลักแล้ว ยังมีการเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ หมุนเวียนกันไปด้วย ฉะนั้นการรวมกลุ่มเพื่อเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริมจะสามารถสร้างรายได้ที่ดีให้สมาชิกในกลุ่ม แต่ทุกคนก็ยังต้องพัฒนาและหาเทคนิคใหม่ๆ มาใช้เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดให้มากยิ่งขึ้นต่อไป

————————

(ทำมาหากิน : แปลงเล้าไก่สู่โรงเพาะเห็ดหลินจือ แก้วิกฤติรายได้ชาวบ้าน ‘เขาจันทร์’ : โดย…กัลยา ขำนุรักษ์)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131122/173245.html#.UywDR6iSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2556

‘ตุ๊กตาดินยิ้ม’โกอินเตอร์ขายผ่านเฟซบุ๊ก

ทำมาหากิน : ‘ตุ๊กตาดินยิ้ม’ จากบ้านป่าตาล สินค้าโกอินเตอร์ขายผ่านเฟซบุ๊ก : โดย…อดิเทพ ชาอ้าย

ในยุคแห่งการพัฒนาเทคโนโลยี ดูเหมือนว่าคนไทยเรามีการตื่นตัวในการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการสื่อสารที่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย มาประยุกต์กับกิจการด้านการค้า อย่างกลุ่มผู้ผลิต  “ตุ๊กตาดินยิ้ม” ในนามกลุ่มประติมากรรมดินเผาบ้านป่าตาล ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและเฟซบุ๊กขายสินค้า ปรากฏว่าได้ความสนใจจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ทำให้สมาชิกมีรายได้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างดี

ธนพล สายธรรม  ประธานกลุ่มประติมากรรมดินเผาบ้านป่าตาล เล่าถึงที่มาของตุ๊กตาดินยิ้มว่า หมู่บ้านป่าตาลเป็นหมู่บ้านเก่าแก่มีอายุกว่า 300 ปีแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร เช่น ปลูกข้าว ถั่วเหลือง และกระเทียม พอสมาชิกของหมู่บ้านเริ่มมากขึ้น ชาวบ้านจึงย้ายไปตั้งหมู่บ้านในบริเวณใกล้เคียง บ้างก็เริ่มจับงานด้านปั้นดินเผา จำพวกหม้อน้ำ น้ำต้น กระปุกออมสิน และเผาโดยใช้เตาโบราณ พอเริ่มชำนาญเรื่องเครื่องปั้นดินเผาแล้ว จึงเกิดอาชีพการทำอิฐมอญขึ้นเกือบทุกหลังคาเรือน

กระทั่งมาประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนปี 2540-2542 การก่อสร้างหยุดชะงัก ทำให้ชาวบ้านกว่า 400 หลังคาเรือนหยุดกิจการเหลือเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น จนวิกฤติเศรษฐกิจผ่านพ้นไปนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “ดุษฎี ลักมณี” เข้ามาเป็นผู้บุกเบิกกิจการตุ๊กตาดินเผา โดยมีลูกจ้างเป็นคนในหมู่บ้านประมาณ 2-3 คน

ต่อมาผู้บุกเบิกย้ายออกไปจากหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงทดลองปั้นตุ๊กตาขายเอง ปรากฏว่าขายดี คนในหมู่บ้านจึงเริ่มสนใจ และปั้นขายตามๆ กัน เริ่มตุ๊กตาหมู และได้ฝึกปั้นมาเรื่อยๆ จนมีความคิดที่ว่า ตุ๊กตาดินเผาควรมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงคิดว่าน่าจะใส่รอยยิ้มลงไปในตุ๊กตาเหล่านั้น ปรากฏว่าได้รับความนิยม ชาวบ้านรายอื่นๆ ก็เริ่มใส่รอยยิ้มลงไปในตุ๊กตาเช่นกัน จึงได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน โดยใช้ชื่อว่า หมู่บ้านป่าตาล มหัศจรรย์ ดินยิ้ม จนถึงปัจจุบัน

“งานทำตุ๊กตาดินยิ้ม เป็นงานฝีมือ ควบคู่กับการใช้จินตนาการของผู้ผลิต ทำให้ตุ๊กตาของแต่ละบ้านผลิตออกมาแตกต่างกัน รอยยิ้มก็จะแตกต่างกันไป เช่น ยิ้มน้อย ยิ้มกว้าง ยิ้มร่าเริง ยิ้มเปิดเผย โดยตุ๊กตาเหล่านี้ขายดี จนปัจจุบันนี้มีชาวบ้านกว่า 30 หลังคาเรือนผลิตตุ๊กตาดินยิ้มออกมาจำหน่าย บางคนมีเตาเผาเอง แต่บางคนใช้วิธีไปจ้างคนอื่น โดยตุ๊กตาที่ชาวผลิตออกมามีขนาดตั้งแต่ 20-150 ซม.ราคาขายเริ่มที่ตัวละ 50-10,000 บาท” ธนพล กล่าว

สำหรับตุ๊กตาในร้านของเขา เป็นหนึ่งในกลุ่มประติมากรรมดินเผาบ้านป่าตาล ใช้ชื่อว่า “บ้านดินยิ้ม” มีภรรยาและพี่สาวช่วยกันดูแลกิจการรวมเป็น 3 คน แต่สามารถปั้นตุ๊กตาขนาดใหญ่สูง 25 นิ้วได้ประมาณ 10 ตัวต่อสัปดาห์ มียอดขายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 หมื่นบาทส่งขายทั่วประเทศ และเคยมีออเดอร์จากลูกค้าชาวต่างประเทศนำไปขายที่ประเทศฝรั่งเศส มาเลเซีย จีน และญี่ปุ่น โดยจะอาศัยการขายสินค้าและซื้อสินค้าผ่านทางเฟซบุ๊ก แม้ว่าจะเป็นกิจการเล็กๆ แต่เมื่อนำไปต่อยอดและพัฒนากำลังการผลิตก็สามารถสร้างกำไรได้ดีพอสมควร

“ตุ๊กตาดินยิ้ม” นับเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่คนรุ่นใหม่ใช้ความเจริญด้านวิทยาการสมัยใหม่ ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและเฟซบุ๊ก เป็นสะพานสู่ลูกค้า จนทำให้กิจการเจริญรุ่งขึ้นมาเรื่อยๆ และสามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี หากท่านใดสนใจอาชีพนี้ทางกลุ่มประติมากรรมดินเผาบ้านป่าตาล มีโครงการที่จะเปิดสอนการปั้นตุ๊กตาดินเผาให้คนทั่วไป สามารถติดต่อได้ที่ 08-6421-0899

———————

(ทำมาหากิน : ‘ตุ๊กตาดินยิ้ม’ จากบ้านป่าตาล สินค้าโกอินเตอร์ขายผ่านเฟซบุ๊ก : โดย…อดิเทพ ชาอ้าย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131122/173244.html#.UywCnaiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2556

‘หญ้าหวาน’เหมาะคนเบาหวาน

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘หญ้าหวาน’ เหมาะคนเบาหวาน : โดย…นายสวีสอง

มีพรรคพวกเป็นเจ้าของสวนมะนาว “เพชรเกษตร” อยู่แถวคลองสิบสอง อ.ธัญบุรี ปทุมธานี ได้นำ “หญ้าหวาน” มาปลูก ตอนนี้หันไปเอาดีในการทำผลิตภัณฑ์น้ำหญ้าหวาน ผสมกับต้นมิ้น ทำให้รสชาติหวานจากหญ้ามีรสเมนทอล ปรากฏว่าขายดีมาก เพราะเป็นสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ต้นหญ้าหวานที่ว่านี้ หากเด็ดมาเคี้ยวจะมีรสหวานทั้งต้น และหวานกว่าน้ำตาลอีก เพราะมีสารสตีวิโอไซด์ (Stevioside) แต่ไม่ทำให้อ้วน ไม่เพิ่มน้ำตาลและแคลอรี่ในร่างกาย  เหมาะกับผู้ที่จะลดน้ำหนัก และผู้ป่วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงบริโภคแทนน้ำตาลได้

เป็นพืชพุ่มเตี้ยกึ่งล้มลุก แต่มีอายุได้ถึง 3 ปี มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Stevia rebaudiana. Bertoni ลำต้นตรงสูงราว 15-30 ซม.

ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงกันข้ามตามต้น รูปทรงรี กว้างราว 1-1.5 ซม.ยาว 2-3 ซม. โคนในใบสอบ ปลายใบแหลมมน ขอบใบหยัก

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด แต่ละดอกมีกลีบรองดอกสีเขียวเป็นหลอดหรือกวยหงาย ภายในกลีบเลี้ยงมีดอกย่อยขนาดอัดกันแน่น 4-6 ดอก เวลาบานมีกลีบดอก 5 กลีบสีขาวนวล

ผล เป็นผลแห้งด้านมีเมล็ดเป็นฝอยขนาดเล็กมาก

การผสมพันธุ์ นิยมปักชำ ไม่ชอบน้ำท่วมขัง

—————————-

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘หญ้าหวาน’ เหมาะคนเบาหวาน : โดย…นายสวีสอง)



  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่