Category Archives: คมชัดลึก

ไทยผนึกสิงคโปร์บินดับไฟป่า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150326/203636.html

การเมือง : ทัศนะ-บทความ
วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2558
ไทยผนึกสิงคโปร์บินดับไฟป่า

ไทยผนึกสิงคโปร์บินดับไฟป่า : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

             กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างสูงในการแก้ไขปัญหา “หมอกควัน” ในพื้นที่ภาคเหนือร่วมกับกองทัพบก และกองทัพอากาศสิงคโปร์ โดย พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศ ระบุว่า ภารกิจของ ทอ. คือ การบินเพื่อโปรยละอองน้ำลดหมอกควันในเขตเมือง ควบคู่ไปกับภารกิจค้นหาไฟป่าแล้วแจ้งพิกัดให้เครื่องบินบรรทุกน้ำเข้าดับไฟ

ทอ.ได้จัดอากาศยานเพื่อสนับสนุนภารกิจ ได้แก่ เครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT-67) จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติภารกิจโปรยน้ำสลายหมอกควัน และใช้กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ เป็นฐานบินโปรยน้ำ 4 เที่ยวต่อวันต่อเครื่อง รวมแล้ววันละ 8 เที่ยวบิน โดยแต่ละเที่ยวจะบรรทุกน้ำครั้งละ 3,000 ลิตร

เครื่องบินโจมตีและธุรการ แบบที่ 2 (AU-23 A) จำนวน 3 ลำ โดย 2 ลำแรกปฏิบัติภารกิจบินกระจายเสียงในพื้นที่ต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ไม่ให้ประชาชนเผาป่า และขอให้ช่วยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่หากพบว่ามีไฟป่าเกิดขึ้น ส่วนอีก 1 เครื่อง จะปฏิบัติภารกิจบินลาดตระเวนทางอากาศ เพื่อค้นหาจุดที่มีไฟป่า แล้วแจ้งพิกัด และข้อมูลให้อากาศยานบรรทุกน้ำเข้าไปดับไฟ เครื่องบิน AU-23 A จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับความร้อน คือ กล้อง FLIR (Forward Looking Infrared Radar) เมื่อพบจุดที่มีไฟป่าก็จะส่งสัญญาณภาพ VDL (Video Down Link) มายังศูนย์ประสานงานกองบิน 41 เพื่อแจ้งพิกัดให้เครื่องบินของ ทบ.ไทย และทอ.สิงคโปร์ เข้าไปปฏิบัติภารกิจดับไฟป่า

สำหรับภารกิจในส่วนของ ทบ.ไทย ได้จัดเฮลิคอปเตอร์ รุ่น MI 17 จำนวน 2 ลำ และ ฮ.รุ่น UH 1-H หรือ “ฮิวอี้” จำนวน 3 ลำ ขณะที่ ทอ.สิงคโปร์ ส่งชีนุก 2 ลำ มาช่วย

สิงคโปร์ส่งเครื่องบินเข้ามาสนับสนุนไทยในช่วงการฝึกโคปไทเกอร์ร่วมกับ ทอ.ไทย และทอ.สหรัฐอเมริกา โดยการฝึกโคปไทเกอร์มีการฝึกบรรเทาภัยพิบัติด้วย ทาง ทอ.สิงคโปร์จึงส่งเครื่องบินมาช่วยเหลือไทย ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจในการช่วยเหลือมิตรประเทศ และเป็นการฝึกในสถานการณ์จริงด้วย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาหมอกควันที่ผ่านมาเป็นเพียงการ “บรรเทา” ไม่ให้ปัญหาวิกฤติมากขึ้นเท่านั้น เพราะการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงต้องแก้ที่พื้นราบ โดยเฉพาะการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกของประชาชนในพื้นที่ และการเข้าไปดับไฟของหน่วยภาคพื้น โดยจากการบินที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่ที่เกิดเพลิงไหม้ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่ามากกว่าพื้นที่ราบ

ส่วนภารกิจในขั้นตอนต่อไป ทอ.ได้จัดเตรียม “เครื่องบินฝนหลวง” จำนวน 12 ลำ แบ่งเป็น เครื่องบินรุ่น AU-23 A จำนวน 6 ลำ เครื่องบิน BT-67 จำนวน 4 ลำ และเครื่องบินขับไล่รุ่น อัลฟ่าเจ็ตจำนวน 2 ลำ โดยเครื่องบินอัลฟ่าเจ็ตมีภารกิจพิเศษ คือ การบินขึ้นในระดับสูงไปโจมตี “เมฆเย็น” เพื่อสกัดก้อนน้ำแข็งที่จะทำให้เกิดลูกเห็บ

สำหรับภารกิจฝนหลวงคงเป็นการแก้ไขปัญหาในขั้นตอนต่อไป โดยที่ผ่านมายังไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากยังไม่มีกลุ่มเมฆฝนเพียงพอ โดยได้ประจำการฝูงบินฝนหลวงไว้ในพื้นที่ภาคเหนือ คือ กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ และกองบิน 1 จ.นครราชสีมา เพื่อเตรียมปฏิบัติภารกิจลดหมอกควัน และช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่เป้าหมายด้วย

‘อภัยโทษ’บางคนให้ข้อเท็จจริงก.ก.ปรองดอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203604.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
‘อภัยโทษ’บางคนให้ข้อเท็จจริงก.ก.ปรองดอง

‘อภัยโทษ’บางคนให้ข้อเท็จจริงก.ก.ปรองดอง

              25มี.ค.2558  ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราและบันทึกเจตนารมณ์ ในหมวดของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม มีประเด็นพิจารณาสำคัญ คือ การทบทวนการเขียนเจตนารมณ์ของส่วนที่ 2 เรื่องการปฏิรูปด้านต่างๆ หลังจากที่มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าการเขียนเจตนารมณ์ในส่วนปฏิรูปทำให้เกิดข้อจำกัดของการปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูป เนื่องจากในอนาคตไม่สามารถรู้ว่าจะมีอุปสรรค หรือปัญหาการดำเนินการใดๆ บ้าง ดังนั้นการเขียนเจตนารมณ์เพื่อเป็นกติกาปฏิบัติอาจทำให้เกิดข้อจำกัด และเป็นผลเสีย ดังนั้นที่ประชุมจึงได้ตั้งคณะทำงานเพื่อกลับไปพิจารณาและปรับให้เป็นบันทึกเจตนารมณ์รวมมากกว่าแยกเขียนทีละมาตราเฉพาะส่วนของการปฏิรูปด้านต่างๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาในหมวดการสร้างความปรองดอง ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการบันทึกเจตนารมณ์ โดยมีประเด็นสำคัญ คือ ใน มาตรา 298 ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดอง ใน (6) ว่าด้วยการอภัยโทษแก่บุคคลที่ให้ความจริงซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของกรรมการฯ โดยในเจตนารมณ์ได้กำหนดให้การอภัยโทษกับบุคคลนั้น ต้องเป็นเพียงบางบุคคลเท่านั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนและไม่ก่อให้เกิดการเหมารวมว่าบุคคลที่มาให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการอิสระฯ ทุกคนต้องได้รับการอภัยโทษ นอกจากนั้นหลักการสำคัญไม่ใช่เป็นการให้นิรโทษกรรมที่หมายถึงล้างกระทำผิดที่ผ่านมาทั้งหมด แต่เป็นเพียงระดับอภัยโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับมาตรา 298 นั้นยังได้เขียนเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่ของกรรมการอิสระฯ เพื่อสอดคล้องกับหลักความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านและหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่ต้องดำเนินการสร้างความปรองดอง โดย 1.ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรง 2.หาข้อเท็จจริงอันก่อให้เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งสอบสวนการกระทำผิดและละเมิดสิทธิมนุษยชนและดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบ 3.อาจให้มีการอภัยโทษในกรณีที่ได้ข้อเท็จจริงและความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในความรุนแรงซึ่งสำนึกผิด 4.เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายอย่างเป็นธรรม 5.บันทึกทรงจำเหตุการณ์ที่เป็นความรุนแรงนั้น เพื่อไม่ให้สังคมหวนกลับไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงอีก 6.ปฏิรูประบบและกระบวนการยุติธรรมและสร้างความเป็นธรรมในสังคม 7.ส่งเริมสันติวิธี ในการอยู่ร่วมกันของสังคม และ 8.ประสานรอยร้าวระหว่างกลุ่มบุคคลที่ขัดแย้งเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ในชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับการพิจารณาของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงบ่ายได้เข้าสู่บทสุดท้ายการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และบทเฉพาะกาล แล้ว แต่มีหลายประเด็นที่มีผู้ท้วงติงเกี่ยวกับการเขียนบทบัญญัติที่ยังขาดความชัดเจน เช่น การส่งร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในบทว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก่อนที่จะทูลเกล้าฯ, หลักเกณฑ์ของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่แบ่งระดับความยากของการแก้ไข รวมถึงการกำหนดให้สมาคมที่จัดตั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จดแจ้งเปลี่ยนวัตถุประสงค์เพื่อส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามกลุ่มการเมือง ทำให้ต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เมื่อที่ประชุมมีความพร้อมและได้ปิดประชุมไปเมื่อเวลา 16.30 น. และเหลือมาตราที่ต้องทบทวนและพิจารณาเจตนารมณ์อีก 5 มาตรา รวมถึงมาตรา 315 ว่าด้วยการนิรโทษกรรมให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้บทบัญญัติที่ว่า “บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รํฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้”

เลือกแล้ว!องค์คณะคดี’บุญทรง’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203602.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
เลือกแล้ว!องค์คณะคดี'บุญทรง'

‘วีระพล ตั้งสุวรรณ’ รอง ปธ.ศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดี ‘ยิ่งลักษณ์’ จำนำข้าว ร่วม 1 ใน 9 ผู้พิพากษาคดี ‘บุญทรง-พวก’ 21 ราย ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ-ฮั้วประมูล จีทูจี

                         25 มี.ค. 58  เมื่อเวลา 09.30 น.  ที่ห้องประชุมชั้น 3 ศาลฎีกา ถ.แจ้งวัฒนะ  นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกา ทั้งหมด 173 คน เพื่อลงคะแนนลับ เลือกผู้พิพากษา 9 คน เป็นองค์คณะ พิจารณาคดี หมายเลขดำ อม.25/2558 ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยที่ 1 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 21 ราย เป็นจำเลย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐานร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยทุจริตและฮั้วประมูลโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่เกิดเหตุช่วงระหว่าง 8 ก.ย. 54 – 22 ก.พ. 56 ซึ่งคดีดังกล่าวอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 58 ที่ผ่านมา
                         โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้คัดเลือกด้วยวิธีการลงคะแนนลับ จากจำนวนผู้พิพากษาที่วันนี้เข้าประชุมทั้งสิ้น 130 คน ผลคัดเลือกที่ได้เรียงตามลำดับคะแนน คือ
                         1. นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา
                         2. นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
                         3. นายวิรุฬห์ แสงเทียน ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา
                         4. นางทัศนีย์ จั่นสัญชัย ธรรมเกณฑ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา
                         5. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา
                         6. นางพฤษภา พนมยันตร์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา
                         7. นายวีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา
                         8. นางนวลน้อย ผลทวี ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา
                         9. นายอภิรัตน์ ลัดพลี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
                         ทั้งนี้หลังจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้เลือกผู้พิพากษาองค์คณะแล้ว ก็จะเสนอนายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เพื่อลงนาม ก่อนจะติดประกาศรายชื่อองค์คณะทั้ง 9 คน ไว้ที่หน้าห้องพิจารณาคดี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาคารศาลฎีกา ถ.แจ้งวัฒนะ ภายใน 5 วัน นับจากที่วันเลือกองค์คณะตามขั้นตอน เพื่อให้คู่ความได้รับทราบและตรวจสอบ หากจะมีการคัดค้านผู้พิพากษาองค์คณะคนหนึ่งคนใด ซึ่งสามารถยื่นคัดค้านได้ตั้งแต่วันที่มีการติดประกาศรายชื่อเป็นต้นไป จนก่อนจะเริ่มมีการไต่สวนพยาน
                         สำหรับองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน หลังจากนี้ ก็จะนัดประชุมกันภายใน เพื่อลงคะแนนลับเลือกผู้พิพากษา 1 คน เป็นเจ้าของสำนวนต่อไป และร่วมกันพิจารณาคำฟ้องว่าครบองค์ประกอบและอยู่ในเขตอำนาจศาลฎีกาฯ ที่จะประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีนี้หรือไม่ ในวันที่ 20 เม.ย.นี้ เวลา 10.00 น.
                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้พิพากษาองค์คณะฯ ทั้ง 9 คน คดีระบายข้าว ที่ได้รับเลือกวันนี้ พบว่า นายธนฤกษ์ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง , นายไสลเกษ ประธานแผนกคดีภาษีอากร , นายวิรุฬห์ ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ , นายชีพ และนายวีระพล รองประธานศาลฎีกา ก่อนหน้านี้ก็ได้รับเลือกให้เป็นองค์คณะฯ ในคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ละเว้นปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ส่วนนายวีระพล เองก็เป็นเจ้าของสำนวนพิจารณาคดีจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย คดีหมายเลขดำ อม.22/2558 จากกรณีที่ละเลยไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าว จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐบาลเป็นเงินกว่า 5 แสนล้านบาท อีกด้วย
                         ขณะที่นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา กล่าวว่า การเลือกองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คน ของแต่ละคดีนั้น ขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาจะเป็นผู้เลือกด้วยวิธีการลงคะแนนลับ แม้ว่าองค์คณะผู้พิพากษาจะมีรายชื่อซ้ำกันใน 2 คดีดังกล่าว แต่ก็ไม่มีผลต่อการพิจารณาคดีแต่อย่างใด โดยองค์คณะจะตัดสินไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน รวมทั้งระเบียบข้อกำหนดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ไม่ได้มีข้อห้ามแต่อย่างใด ส่วนจะนัดประชุมกันภายในเพื่อเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเมื่อใดนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวัน ขึ้นอยู่กับองค์คณะจะพร้อมพิจารณาเมื่อใด

ปชต.99%’ปึ้ง’แนะ’บิ๊กตู่’ไปเรียนเลขใหม่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203595.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
ปชต.99%'ปึ้ง'แนะ'บิ๊กตู่'ไปเรียนเลขใหม่

‘สุรพงษ์’ แนะ ‘ประยุทธ์’ กลับไปเรียนคิดเลขใหม่ หลังระบุ ประเทศไทยมี ปชต. 99 เปอร์เซ็นต์

                         25 มี.ค. 58  นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีประชาธิปไตย 99% ว่า ไม่ทราบว่าท่านใช้หลักการอะไรนำมาคิด ซึ่งต้องดูภาพรวมสถานการณ์ภายในประเทศ เศรษฐกิจ สังคม ว่านำมาประเมินแล้วได้ตัวเลขอย่างที่กล่าวไว้หรือไม่ ซึ่งไม่รู้ว่าท่านไปเรียนกับอาจารย์ท่านไหน คงต้องกลับไปเรียนคิดเลขใหม่
                         เมื่อถามว่า มุมมองต่อสถานการณ์ประชาธิปไตยในประเทศขณะนี้เป็นอย่างไร นายสุรพงษ์ กล่าวว่า มองจากการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังเห็นว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สังคมโลกยอมรับได้ เพราะการเขียนขึ้นมาว่า ส.ว.ต้องมาจากการสรรหาทั้งหมด โดยหลักการแล้ว เราไม่ควรกลับไปในอดีต เพราะว่าได้ก้าวข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ตอนนี้เรากำลังย้อนกลับไป เห็นว่า ไม่เป็นประโยชน์ และการที่พยายามเอาวิธีการเลือกตั้งแบบประเทศเยอรมันมาผสมผสานกับการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ผมในฐานะที่เป็นนักการเมือง มองว่า มีการตั้งธงเอาไว้แล้ว เพื่อต้องการเห็นพรรคการเมืองใหญ่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และคิดว่าตั้งใจให้เป็นรัฐบาลผสมมากกว่า ผมคิดว่า ฝ่ายการเมืองได้ออกมาสะท้อนความคิดเห็นในหลายๆ ประเด็นแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งวันนี้ กรรมาธิการยกร่างฯ ได้ไปฟังความคิดเห็นประชาชน และพวกเขาเข้าใจกับกฎกติกาใหม่ที่ท่านเขียนไว้หรือไม่ อยากให้เปิดใจในเรื่องนี้ หากประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ก็จะเกิดขึ้นตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้โฆษณาไว้ วันนี้ต้องยอมรับว่า ท่านมาบริหารประเทศร่วมปี ภายหลังจากที่ คสช.เข้ามา ตัวเลขการค้าการลงทุนลดลง หากประเทศไทยยังไม่มีประชาธิปไตยเต็มที่ ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับต่างชาติไม่ได้ และคนต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุน ก็ขอฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย

‘บิ๊กป้อม’เปรย‘ครม.สัญจร’แค่เปลี่ยนที่ประชุม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203594.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
‘บิ๊กป้อม’เปรย‘ครม.สัญจร’แค่เปลี่ยนที่ประชุม

“บิ๊กป้อม” เปรย ครม.สัญจรแค่เปลี่ยนที่ประชุม ไม่มีวาระเด็ด ส่วน มาตรการ รปภ. เป็นปกติ คงเดิม ไม่เพิ่ม ยืนยัน”โผทหาร”ไม่มีปัญหาให้รอโปรดเกล้าฯ

          วันที่ 25 มี.ค.58 เมื่อเวลา 12.00 น.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่จะใช้ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการครั้งที่ 1 ในวันที่ 27-28 มี.ค.นี้ ว่า สำหรับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุระเบิดจำนวนมากในพื้นที่นั้น ก็ไม่มีอะไร เป็นการขโมยมาซุกซ่อน ยืนยันว่าไม่มีผลต่อเรื่องการรักษาความปลอดภัย ความมั่นคงแต่อย่างใด สำหรับเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยนั้นก็เป็นไปตามปกติ เป็นไปตามระบบ ยังคงเดิม ไม่ต้องมีเพิ่มใดๆ และอย่าไปบอกว่าต้องเข้มข้นหรือเพิ่มเติม ยืนยันว่าไม่มีเพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ในการดำเนินการ
          ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมบริเวณชายหาดหัวหิน เพื่อจัดระเบียบนั้นจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยใดๆ หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่เป็นอะไรหากนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เพราะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว ทั้งตำรวจ ทหาร เขาก็ต่างทำหน้าที่อยู่แล้ว สำหรับการประชุมครม.นอกสถานที่ครั้งนี้ไม่มีประเด็นอะไรที่สำคัญมากนัก เพราะเป็นการเปลี่ยนสถานที่ประชุมครม.เท่านั้น “ครม.ทำงานมาหลายเดือนแล้ว ไม่ได้โงหัวเลย ก็ให้ไปเปลี่ยนที่บ้างครับ เพราะอยู่แต่ในทำเนียบ เจอก็แต่นักข่าวในนี้”

          พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปี 2558 ว่า ขณะนี้ต้องรอการโปรดเกล้าฯ อย่างไรก็ตามทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เมื่อตนอยู่ ไม่มีปัญหา ยืนยันว่าไม่มีใครทะเลาะกับใครแน่นอน

‘ปู’ลงนามอาลัย’ลีกวนยู’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203593.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
'ปู'ลงนามอาลัย'ลีกวนยู'

‘ยิ่งลักษณ์’ ลงนามไว้อาลัย เสียใจสุดซึ้งต่อ ปชช.สิงคโปร์ สูญเสีย ‘ลี กวน ยู’ ด้าน ‘ปึ้ง’ เผย ‘แม้ว’ เตรียมบินเคารพศพ ถ้าเจอ ‘บิ๊กตู่’ คงจะทักทาย – ยิ้มให้

                         25 มี.ค. 58  เมื่อเวลา 10.00 น.  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ , นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ และนายจุลพงษ์ โนนศรีชัย อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ เดินทางมาร่วมลงนามไว้อาลัย ต่อการอสัญกรรมของนายลี กวน ยู อดีตนายกสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นที่สถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย
                         ภายหลังการลงนาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวสิงคโปร์ ซึ่งท่านลี กวน ยู เป็นผู้นำประเทศ ที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศสิงคโปร์ ส่วนตัวรู้สึกประทับใจ โดยประเทศไทยกับสิงคโปร์ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมานาน จึงขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการสูญเสียบุคคลสำคัญในครั้งนี้
                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการลงนาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ร่วมสนทนาเป็นการส่วนตัวกับนางชัว เซี่ยน ซา เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ภายในห้องแบบปิด ประมาณ 5 นาที จากนั้นเดินทางกลับโดยปฏิเสธตอบคำถามผู้สื่อข่าวในเรื่องการเมือง
‘สุรพงษ์’ เผยอดีตนายกฯ เตรียมบินร่วมเคารพศพ
                         นายสุรพงษ์ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมเดินทางไปร่วมเคารพศพนายลี กวน ยู ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะไม่ไปร่วมในงานพิธีที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่จะไปร่วมงานพิธีศพในช่วงเวลาที่เปิดให้สาธารณชนเข้าร่วมงาน และคงเป็นตามที่โฆษกรัฐบาลได้พูดไว้ชัดเจนว่า คงจะไม่ได้เจอกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปร่วมงานในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ตามที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้เชิญผู้นำประเทศต่างๆ เข้าร่วมงานในวันดังกล่าว หรือถ้าเจอกัน ก็คงจะทักทาย อย่างน้อยก็ยิ้มให้ พล.อ.ประยุทธ์

‘ดร.เสรี’ผิดหวัง’สุขุมพันธุ์’สำราก!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203592.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
'ดร.เสรี'ผิดหวัง'สุขุมพันธุ์'สำราก!

‘ดร.เสรี’ ผิดหวัง ‘สุขุมพันธุ์’ สำราก ‘ทฤษฎีการสื่อสารในภาวะวิกฤต’ ผิดแทบทุกข้อ ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง EQ ต่ำ ทำตัวเป็นเทวดาเหนือประชาชน

                         25 มี.ค. 58  เมื่อเวลา 11.00 น.  ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวถึงสถานการณ์ฝนตกในกรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) ว่า สถานการณ์ฝนตกเมื่อวานนี้ อยู่ที่ 50 – 70 มิลลิเมตร ขอบคุณประชาชนที่ให้ข้อคิดเห็น และสะท้อนความกังวล ซึ่งมีทั้งเรื่องบวกและเรื่องลบมาให้ กทม. แต่เพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ ไม่ให้เกิดความสับสนมากเกินไป จึงตัดสินใจแถลงข่าวในวันนี้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน (24 มี.ค.) ทราบว่า จะมีฝนตก แต่ไม่ทราบว่าจะหนัก ตกหนักเกินความคาดหมาย ซึ่งไม่ได้ตกหนักในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว เมืองพัทยา และ จ.เชียงใหม่ ฝนตกหนักด้วยเช่นกัน เมื่อฝนตกทำให้ถนนเส้นทางหลักในกรุงเทพฯ ต้องใช้เวลาระบายน้ำ 1 – 2 ชั่วโมง ยกเว้นที่แยกอโศกมนตรี ต้องใช้เวลาระบายน้ำถึง 3 ชั่วโมง
                         ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ฤดูฝน เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา ปัญหาที่อยู่ในใจประชาชน และในใจของ กทม. คือ ปัญหาภัยแล้ง กทม.ได้ตั้งรับกับปัญหาภัยแล้ง เพราะไม่อยากให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรต้องขาดแคลนน้ำ หากจะมีการระบายน้ำออกจากคลอง จะต้องมีน้ำเหนือไหลลงมาก่อน แต่ขณะนี้ คลองต่างๆ ไม่ได้มีการพร่องน้ำ โดยเฉพาะคลองแสนแสบ เพื่อเตรียมรับมือฝนตกหนักเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) แต่ กทม.สามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกรณีน้ำท่วมที่ชั้นใต้ดินห้างสรรพสินค้า ตรงนี้ต้องการให้ผู้บริหารออกมาชี้แจงด้วยว่า สาเหตุที่น้ำท่วมเป็นเพราะปัญหาของอาคาร เป็นปัญหาในระบบระบายน้ำที่มีมานาน ไม่ใช่ปัญหาของ กทม. ที่เข้าไประบายน้ำไม่ได้ ส่วนกรณีน้ำท่วมพระราม 9 ซึ่งเป็นพื้นที่ของเอกชน กทม.ก็ไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหา เพราะยังมีหลายฝ่ายที่เข้าไปดำเนินการ แต่ กทม.ก็จะพยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาต่อไป
                         ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวอีกว่า อยากให้ทุกฝ่าย มีความเข้าใจตรงกัน ไม่ได้คาดการณ์ว่าฝนจะตกหนักขนาดนี้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นยังอยู่ในขอบเขตที่จำกัด หากมีข้อเสนอให้ กทม.พร่องน้ำ ก็จะไม่ยอม เพราะเป็นฝนนอกฤดู หากพร่องน้ำแต่มีปัญหาภัยแล้ง ก็จะไม่ทำเช่นกัน การพร่องน้ำจะเกิดขึ้นต่อเมื่อใกล้ฤดูฝนมาแล้วเท่านั้น แต่อากาศในช่วงนี้มีความแปรปรวน จึงสั่งให้ กทม.เตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่คงจะละเลยปัญหาภัยแล้งไม่ได้ เพราะฝนตกเมื่อวานเป็นเรื่องดีสำหรับกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ที่มีความแห้งแล้งมานาน จึงอยากให้ทุกคน มองทุกสิ่งอย่างมีเหตุผล ถ้าถามว่า กทม.ผิดพลาดหรือไม่ ก็ยอมรับว่า ผิดพลาด เพราะไม่มีใครคิดว่าฝนจะตกหนักขนาดนี้ จากนี้ กทม.จะรับมือฝนนอกฤดูด้วยวิธีอื่น แต่จะไม่ใช้วิธีการพร่องน้ำ พร้อมขอความร่วมมือไปยังเอกชน ถ้าพบว่าในซอย หรืออาคาร มีสภาพไม่พร้อม ขอให้แจ้งกับ กทม. เพื่อที่ กทม.จะเข้าไปดูให้ ไม่อย่างนั้นภาพจะออกมาว่า กทม.ละเลย
                         ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวด้วยว่า การแถลงข่าววันนี้ ไม่ใช่ว่ามาพูดเรื่องเมื่อวาน (24 มี.ค.) เป็นเรื่องหลัก เพราะสิ่งที่ประชาชนกังวลว่า กทม.จะรับมือฤดูฝนได้หรือไม่ แต่เหตุการณ์เมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) บ่งชี้ว่า กทม.ยังรับมือได้ เพราะขนาด กทม.ไม่ได้ตั้งทัพรับมือกับฝน ก็สามารถแก้ปัญหาได้ จึงไม่อยากให้ประชาชนกังวลมากเกินไป ที่ผ่านมา กทม.ร่วมมือกับรัฐบาลในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ยืนยันว่า ฤดูฝนที่จะมาถึง กทม.ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลต่อไป
                         “บางครั้งนึกว่าศัตรูจะมาข้างหน้า แต่เมื่อมาถึง เราก็รับมือได้ ยืนยันฝนนอกฤดู เรามีความพร้อมตั้งแต่ผมมารับตำแหน่งในครั้งแรก กทม.ได้ทำอะไรไว้มาก การระบายน้ำดีกว่าเมื่อก่อนที่ใช้เวลานาน แต่การระบายน้ำ 1 – 2 ชั่วโมงในขณะนี้ ถือว่าไม่นานเกินไป หากฝนตกในปริมาณ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ก็จะสามารถระบายได้ทันที แต่ถ้าเกิน 60 มิลลิเมตรขึ้นไป อาจจะต้องใช้เวลา เราเป็นเมืองน้ำ เป็นเมืองฝน ไม่มีจุดเสี่ยงเลยคงไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำท่วม ต้องไปอยู่บนดอย ใครจะว่าผม ผมไม่ได้ว่าอะไร ใครจะว่าผมว่าได้ที่ไม่เตือน กทม.เป็นความผิดของผมที่ไม่สามารถช่วยห้าง และพระราม 9 ได้ เพราะเอกชนไม่ได้ให้ความร่วมมือ เพราะมาอยู่ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่ถูกว่าอยู่แล้ว แต่อย่ามาว่าคนของ กทม. ถึงเราจะคาดการณ์ผิด แต่ก็แก้ปัญหาได้ทันที สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นข้อบกพร่อง ผมยอมรับ เพราะไม่มีใครสามารถสั่งฝนให้ตกมาก ตกน้อยได้ และไม่มีใครรับประกันได้ว่า เหตุการณ์เมื่อวานจะไม่เกิดขึ้น เพราะมีฝนตกลงมาเกินความคาดหมาย”
                         ผู้สื่อข่าวถามว่า หากวันนี้ และวันพรุ่งนี้ จะเกิดฝนตกหนักเช่นเดียวกับเมื่อวานนี้ จะเห็นภาพน้ำท่วมแบบเมื่อวานนี้อีกหรือไม่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า “ผมไม่ใช่เทวดาที่จะบอกได้ว่าจะเกิดภาพแบบเมื่อวานนี้อีกหรือไม่ แต่ถ้าผมเป็นเทวดา ก็เต็มใจที่จะตอบ”
                         ผู้สื่อข่าวถามว่า ในสังคมโซเซียลมีเดีย ได้สะท้อนการทำงานของผู้ว่าฯ กทม. ว่า ในช่วงฝนตกอย่างหนัก ผู้ว่าฯ กทม.อยู่ที่ไหน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า หากฝนตกหนัก ตัวเองไม่สามารถไปทุกพื้นที่ได้ หากจะลงพื้นที่ การจราจรจะติดขัดมากขึ้น ลูกน้องแทนที่จะทำงาน ก็ต้องมาดูแล ซึ่งหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาต้องทำหน้าที่บังคับบัญชา ไม่ใช่ไปโชว์ตัว หรือสร้างภาพ
วอนสังคมออนไลน์เสพข่าวจากข้อเท็จจริง-ไม่ใช้อารมณ์
                         นายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกประจำตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวกับทีมข่าวเว็บไซต์ FM.100.5 News Network ถึงกรณีสังคมออนไลน์ วิจารณ์การทำงานของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ถึงเหตุน้ำท่วมในกรุงเทพฯ หลายจุดวานนี้ ว่า อยากให้โลกโซเชียลเสพข่าวสารจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงอารมณ์ความคิดเห็น เพราะข้อเท็จจริงในขณะนี้ คือ ปริมาณฝนที่ตกลงมาเกินกว่ากำลังการระบายน้ำของท่อระบายน้ำใน กทม.ที่รับได้ในข้อจำกัดเพียง 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง หากจะมีการแก้ไขแบบยกเครื่องจริงๆ ต้องมีการเปลี่ยนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อระบายน้ำใน กทม.ใหม่ ให้สามารถรับน้ำได้ อาจจะประมาณ 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถนนหลายเส้นกำลังมีการปรับเปลี่ยน รวมทั้งอุโมงค์ระบายน้ำของ กทม.ที่บางซื่อ ก็คืบหน้าไปกว่า 30 เปอร์เซ็นต์แล้ว ในปลายปี 2559 ก็สามารถใช้งานได้สมบูรณ์แบบ
                         “เราไม่ได้แก้ตัว แต่ท่อระบายน้ำก็เหมือนซิงค์ในอ่างล้างจาน น้ำมากเกินไปก็ระบายน้ำไม่ทัน แต่ไม่อยากให้โลกโซเชียลสะท้อนอารมณ์มากเกินไป เรื่องนี้คิดว่าท่านผู้ว่าฯ กทม.ก็ไม่ได้เหนื่อย ไม่ได้ท้ออะไร แค่อยากให้ดูที่ข้อเท็จจริงมากกว่า อีกอย่างเวลาน้ำท่วมก็โพสต์รูปกัน แต่พอน้ำลดช่วงการทำงานหนักและสูบน้ำของเจ้าหน้าที่ ก็ไม่มีการโพสต์ภาพที่น้ำลดแล้วบ้าง เหมือนกับกรณีกล้องซีซีทีวีที่เราติด 50,000 จุดทั่วกรุง ไม่มีเสียงชื่นชม แต่ถ้าจุดไหนกล้องไม่ทำงาน เราก็โดนถล่ม”
‘ดร.เสรี’ ผิดหวัง ‘สุขุมพันธุ์’ สำราก !
                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 15.57 น.  ดร.เสรี วงษ์มณฑา ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ‘ดร.เสรี วงษ์มณฑา’ ถึงกรณี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แถลงข่าวสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่า
                         ” ฟังผู้ว่าฯ กทม. แถลงเรื่องน้ำท่วมแล้วผิดหวังจริงๆ เพราะสิ่งที่ท่านพูดออกมานั้นตรงกันข้ามกับทฤษฎีการสื่อสารในภาวะวิกฤตโดยสิ้นเชิง ผิดแทบทุกข้อ
                         1. Awareness รับรู้ว่ามีความผิดพลาดและเกิดวิกฤต ข้อนี้พอผ่าน
                         2. Acknowledgement เข้าใจว่าวิกฤตเกิดเพราะอะไร ข้อนี้ท่านไม่ได้คะแนน เพราะท่านโทษเทวดา ท่านบอกว่าท่านไม่ใช่เทวดา ท่านบอกให้เราไปปลูกบ้านบนดอยเพื่อไม่ต้องเจอน้ำท่วม
                         3. Admission ยอมรับความผิดพลาด ท่านยอมรับแค่ว่าท่านคาดการณ์ผิดเกี่ยวกับฝนผิดฤดู แต่ไม่มีการยอมรับว่ามีการดำเนินการอะไรผิดพลาดบ้าง ที่ทำให้รับมือไม่ทัน
                         4. Apology การกล่าวขอโทษประชาชนที่ต้องพบกับความลำบาก ท่านไม่ขอโทษอะไรทั้งนั้น ยืนยันว่าท่านไม่ใช่เทวดา ซึ่งไม่ได้ช่วยทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งที่กำลังโกรธ กำลังตำหนิกล่าวหาต่อว่าท่านหายโกรธ การสื่อสารในภาวะวิกฤตนั้นต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขอารมณ์ของสาธารณชน อย่าพูดจาอะไรที่จะเป็นการโหมไฟความโกรธของสาธารณชน และเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงกันข้ามโจมตี การแก้ไขวิกฤตเราต้องการแนวร่วม ดังนั้นต้องไม่พูดอะไรที่สร้างศัตรู
                         5. Amendment การแก้ไข แทนที่ท่านจะแก้ตัวและแถลงข่าวอย่างคนที่มีอารมณ์ฉุนเฉียวกับประชาชนที่ต่อว่าท่าน สิ่งที่ท่านควรจะพูดก็คือท่านได้วางแนวทางแก้ไขไว้อย่างไรบ้าง เพื่อให้ประชาขนได้เห็นวิสัยทัศน์และความสามารถของท่านในการแก้ปัญหา แต่เราไม่ได้เห็นภาพของการแก้ไขจากการแถลงของท่าน
                         6. Action ลงมือแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ จริงจัง ทุ่มเทอย่างเต็มที่และจะต้องมีรายงานให้ประชาชนทราบเป็นระยะๆ ว่าท่านได้ดำเนินการทำอะไรไปแล้วบ้าง การแก้ไขปัญหาก้าวหน้าไปอย่างไรบ้าง บัดนี้เรายังไม่ได้ยินข่าวความก้าวหน้าอะไร
                         6. alternatives ท่านควรจะบอกด้วยว่าจากเหตุวิกฤตในครั้งนี้ท่านได้บทเรียนอะไรบ้าง แล้วท่านจะให้มีการแก้ไขแนวทางในการป้องกันน้ำท่วมอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตแบบเดิมซ้ำซาก ไม่ใช่มาพูดว่าท่านไม่ใช่เทวดาที่จะบอกว่าฝนแบบเมื่อวานจะเกิดอีกหรือเปล่า ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีในการพยากรณ์อากาศได้ ท่านไม่คิดจะวางมาตรการในการใช้เทคโนโลยีนั้นบ้างหรือ
                         7. Aftermath ท่านจะต้องเตรียมเอาไว้ว่าเมื่อท่านแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ได้แล้ว ท่านจะต้องขอบคุณใครบ้างที่มีส่วนช่วยแก้ไขวิกฤต ท่านจะสรุปบทเรียนอย่างไร ท่านจะสื่อสารสร้างความมั่นใจให้ประชาชนมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านมีความพร้อมที่จะช่วยให้พวกเขาไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตเดิมนี้อีก
                         ใน 7 ขั้นตอนนี้ลองทบทวนดูเถิดว่าท่านทำอะไรถูกบ้าง หรือท่านคิดว่าท่านเป็นมา 2 สมัยแล้ว ท่านจะไม่ลงสมัครอีกจึงไม่สนใจว่าประชาชนจะคิดอย่างไรกับท่าน จึงไม่รู้จักควบคุมตัวเอง แสดงตนเป็นคน EQ ต่ำ ไม่สนใจอารมณ์ของสธารณชนที่รวมทั้งคนที่เลือกท่านด้วย จะลงต่อหรือไม่ลงต่อก็แสดงความสามารถในการทำงานและเป็นนักการเมืองที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ให้เป็นเกียรติเป็นศรีกับความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าเถอะค่ะ การแถลงข่าวคือการพูดอย่างคนที่สุภาพและเต็มใจที่จะแก้ปัญหา ไม่ใช่การออกมาสำรากแสดงความเกี้ยวกราดกับประชาชนที่ส่วนหนึ่งเป็นคนที่ลงคะแนนเสียงให้ท่าน แม้ท่านจะบอกว่าท่านไม่ใช่เทวดาที่จะหยั่งรู้ฟ้าดิน แต่การพูดของท่านดูเหมือนว่าท่านจะทำตัวเป็นเทวดาเหนือประชาชนนะ ผิดหวังจริงๆ “

อภิปราย’ร่างรธน.’สร้างสรรค์!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203591.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
อภิปราย'ร่างรธน.'สร้างสรรค์!

‘บวรศักดิ์’ ขอ ‘สปช.’ อภิปราย ‘ร่างรธน.’ อย่างสร้างสรรค์ – ให้ความรู้ ปชช. ‘กมธ.ยกร่างฯ’ หวั่นบรรยากาศเหมือนอภิปรายไม่ไว้วางใจ เล็งกำหนดกติกา อภิปรายครั้งเดียว

                         25 มี.ค. 58  ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ได้มีการหารือถึงข้อเสนอที่เตรียมจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) ในวันที่ 26 มี.ค. ซึ่งมีวาระพิจารณาเพื่อกำหนดกรอบการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของ สปช. ในวันที่ 20 – 26 เม.ย.นี้ โดยนายบวรศักดิ์ เสนอว่า สำหรับวันแรกของการประชุม จะขอชี้แจงกระบวนการ และเจตนารมณ์หลักของร่างรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็น โดยไม่ลงรายละเอียด รวมถึงทำความเข้าใจต่อประเด็นการทำงานของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความสัมพันธ์กับ สปช. แต่มีความอิสระต่อกัน โดย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีสิทธิ์พิจารณาประเด็นที่จะแก้ไขหรือไม่แก้ไข บนเหตุผลและหลักการ ประมาณ 15 นาที จากนั้นจะให้เป็นการชี้แจงรายละเอียดภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญในแต่หมวดของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าเวทีอภิปรายของ สปช.นั้น จะได้รับคำชมหรือไม่ แต่มองว่า การอภิปรายของ สปช.ควรต้องทำอย่างสร้างสรรค์ คือ อภิปรายในสิ่งที่ประชาชนได้รับประโยชน์ ในร่างรัฐธรรมนูญมีสิ่งที่ดีอะไรบ้าง และควรจะเติมประเด็นใด เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีสิ่งที่ดียิ่งขึ้น ส่วนตัวมองว่า หากจะชำแหละ ก็สามารถพูดชำแหละกันได้ คล้ายกับครูตรวจการบ้านนักเรียน เพียงแค่ลายมือไม่สวยก็เป็นเหตุที่นำมาพูดได้
                         ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำการคำนวณเวลาอภิปรายเสนอต่อที่ประชุม ว่า การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 20 – 26 เม.ย. และจะมีเวลารวมทั้งสิ้น 79 ชั่วโมง แบ่งเป็นของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อชี้แจงและอธิบาย จำนวน 15 ชั่วโมง , ให้ตัวแทน กมธ.ปฏิรูป ของ สปช.ทั้ง 18 คณะ เบื้องต้นคาดว่า จะมีตัวแทนคณะละ 3 – 4 คน อภิปรายคณะละ 2 ชั่วโมง รวมเป็น 36 ชั่วโมง ดังนั้นจะเหลือเวลาให้ สปช.ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของ กมธ. อภิปรายจำนวน 28 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 1,680 นาที หากคำนวณจำนวน สปช.ที่จะอภิปราย โดยตัด สปช.ที่อยู่ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ , ผู้ที่เป็นตัวแทนของ กมธ.ปฏิรูป 18 คณะ และไม่เป็นประธาน สปช. และรองประธาน สปช. จะเหลือ สปช.จำนวน 155 คน ซึ่งจะได้เวลาอภิปราย คนละ 10 นาที ทั้งนี้ควรกำหนดเงื่อนไข คือ การอภิปรายของ สปช. ทำได้เพียง 1 ครั้ง สำหรับ สปช.ที่เป็นตัวแทน กมธ.ปฏิรูป และใช้สิทธิ์อภิปรายในฐานะ กมธ.ปฏิรูป แล้วไม่ได้สิทธิ์อภิปรายอีก ขณะที่ลำดับการอภิปราย จะใช้วิธีการจับสลาก แต่หากมีสมาชิก สปช. ผู้ประสงค์อภิปรายมีจำนวนไม่ถึง 155 คน ให้จัดสรรเวลากันใหม่ โดยยึดจำนวนเวลา 1,680 นาที
                         ขณะที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ข้อเสนอเพิ่มเติม คือ การชี้แจงของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ควรเน้นการชี้แจงในประเด็นที่ สปช.ยังเข้าใจผิด หรือเป็นการบิดเบือนข้อมูล และหลีกเลี่ยงการชี้แจงในลักษณะตอบโต้ หรือโต้เถียงกันไปมา เพื่อให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาไม่มาก อย่างไรก็ตาม มีผู้เห็นว่าการให้เวลาอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญมากถึง 6 วันครึ่งนั้น นานเกินไป และอาจทำให้บรรยากาศการอภิปรายคล้ายกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่พยายามชี้ข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้มีผู้เสนอว่า ขอให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมตัวอภิปรายและชี้แจงให้ดี เพราะมีผู้ใหญ่ใน สปช. เช่น นายชัย ชิดชอบ สปช. ให้ความเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านในชั้น สปช.ได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการรับหมัดของ สปช.เพียงฝ่ายเดียว ควรเตรียม สปช.ที่สนับสนุน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ได้รับสิทธิ์อภิปรายด้วย นอกจากนั้นที่ประชุมยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เพราะอาจทำให้เกิดภาพโต้เถียงเละเทะ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ได้หารือ นายบวรศักดิ์ จะนำเข้าสู่ที่ประชุม วิป สปช. อีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
เตรียมถกก่อนแจง สปช.
                         เมื่อเวลา 09.30 น.  นายคำนูณ กล่าวถึง การพิจารณาทบทวนร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และบันทึกเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คาดว่า จะเสร็จสิ้นภายในวันนี้ ส่วนในวันที่ 26 – 27 มีนาคม จะเป็นการหารือภายใน 2 – 3 ประเด็น อาทิ กระบวนการทำงานในระหว่างวันที่ 20 – 26 เมษายนนี้ ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะเปิดอภิปรายแสดงความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะให้ กมธ.ยกร่างฯ รายใด จะเป็นผู้ชี้แจงและตอบคำถามของ สปช. ขณะเดียวกันที่ประชุมยังจะหารือในประเด็นการออกไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ภายหลังจากร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นแรกๆ ได้เสร็จสิ้น โดยจะเริ่มจากเวทีที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 3 – 4 เมษายนนี้ และเวียนจนครบทั้ง 4 ภาค พร้อมทั้งจะได้แบ่งงานในการออกไปรับฟังความเห็นในเวทีของนายประชา เตรัตน์ กมธ.ยกร่างฯ
                         นอกจากนี้ นายคำนูณ กล่าวอีกว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะมีการหารือรายละเอียดบทบัญญัติบางประเด็น ที่ได้ไปรับฟังเสียงสะท้อนมา และพิจารณาบางมาตราที่ยังมีการแขวนไว้ ส่วนในเรื่องสัดส่วนสตรีที่มีปัญหา จะมีการพิจารณาในวันที่ 31 มีนาคม เวลา 13.00 น. ซึ่งต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นในวันดังกล่าว เพราะมีการพูดคุยเรื่องนี้มาแล้ว 2 – 3 ครั้ง

‘นายกฯ’เยือนบรูไนเตรียมเซ็นMOUด้านการเกษตร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203588.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
‘นายกฯ’เยือนบรูไนเตรียมเซ็นMOUด้านการเกษตร

“นายกฯ” บินเยือนบรูไนอย่างเป็นทางการเช้านี้ มีกำหนดการเข้าเฝ้าฯ “สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งบรูไนฯ” และเตรียมเซ็นเอ็มโอยูด้านการเกษตร

          วันที่ 25 มี.ค.58 ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่วว่า  พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางเยือนบูรไน ดารุสซาลาม อย่างเป็นทางการระหว่าง วันที่ 25-26 มีนาคม 2558 นี้ โดยมีผู้บริหาร ระดับสูง อาทิ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น ร่วมคณะด้วย
          โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินทางเยือนบรูไนดารุสซาลาม อย่างเป็นทางการของ นายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นประเทศอาเซียนลำดับที่ 6 ตามเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำอาเซียน เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งแล้ว ยังเพื่อเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีบูรไนฯ ในฐานะผู้นำอาวุโสที่สุดของอาเซียน โดยจะมีการหารือทวิภาคีเพื่อกระชับความสัมพันธ์และยืนยันความร่วมมือกับบูรไนฯ ทั้งในกรอบทวิภาคีและระดับภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
          ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ไทยและบรูไนฯ มีความราบรื่นในทุกด้านและทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับราชวงศ์และรัฐบาล บูรไนฯ ยังมีความโดดเด่นทีสำคัญ คือ มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มั่นคง โดยสมเด็จพระราชาธิบดีทรงเป็นศูนย์รวมของประชาชนและการบริหารประเทศ และมีความมั่นคั่ง อุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรน้ำมันด้วย
          โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า  สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี ระหว่างการเยือน บรูไนดารุสซาลาม วันที่ 25 มี.ค. เวลา 10.20 น. นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร (บน. 6) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติบรูไนฯ และเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติบรูไนฯ เวลา 14.00 น .ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีพิธีต้อนรับ ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติบรูไนฯ
          หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งบรูไนฯ ณ พระราช วัง Istana Nurul Iman เพื่อหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ และร่วมเป็น สักขีพยานการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย – บรูไน ฯ ช่วงค่ำในวันเดียวกัน สมเด็จพระราชินีแห่งบรูไนฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ณ พระราชวัง Istana Nurul Iman นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทย โดยเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร (บน. 6) เวลา 10.25 น . ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2558 นี้

อนาคตในมือ‘กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150325/203573.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 มีนาคม 2558
อนาคตในมือ‘กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’

อนาคตในมือ‘กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

               การออกมาตำหนิร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในกระบวนการเขียนขึ้นโดย ดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิก สปช. นั้นน่าสนใจอยู่ไม่น้อย นั่นเพราะ “ดิเรก” ไม่ใช่คนแรกที่พูดถึงประเด็นเหล่านี้

ยิ่งไปกว่านั้นก็เพราะ “ดิเรก” มีสถานะเป็น สปช.ที่มีอำนาจชี้ขาดว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะถูกนำไปบังคับใช้หรือไม่

“ดิเรก” ยกสี่ประเด็นหลักขึ้นมาพร้อมระบุว่า “ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย” ซึ่งทั้งสี่ประเด็น ประกอบด้วย 1.นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส. หรือที่เรียกกันว่า “นายกฯ คนนอก” 2.ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม 3.ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และ 4.ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง

เสียงสะท้อนที่ออกมาจาก “ดิเรก” ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มร่าง ซึ่งกรรมาธิการยกร่างก็ยังยืนยันแนวคิดเช่นนี้ และจนถึงขณะนี้ใช่จะมีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้นที่แสดงอาการปฏิเสธร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากแต่เสียงเช่นว่าดังขึ้นอยู่ทั่วไป

มิพักต้องพูดถึงพรรคเพื่อไทย หรือ คนเสื้อแดง ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ออกอาการ ไม่ยอมรับที่มาของผู้มีอำนาจในขณะนี้ อยู่แล้ว แต่เสียงอื่นๆ เล่า ที่เคยแม้แต่เป็นคนสนับสนุนก็กลับเริ่มออกห่างและออกอาการตั้งแง่รังเกียจ

หลายคนออกมาบอกว่าแม้จะไม่มีอำนาจในการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านหรือไม่ แต่หากมีอำนาจก็จะไม่ยอมให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านอย่างแน่นอน เพราะเริ่มมองเห็นอนาคตการเมืองหลังรัฐธรรมนูญฉบับที่โครงสร้างอำนาจถูกล็อกไว้เพื่อบางกลุ่ม และยังมองเห็นได้ถึงอนาคตของความไม่พอใจและวิกฤติการณ์ครั้งใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ยาก

ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เราอาจเห็นนายกฯ คนนอกตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรก เราจะเห็น ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้งทั้งสภามาควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะเห็นศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจมหาศาล เขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

เราจะเห็นการเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน ทั้งกระบวนการเลือกและกระบวนการนับคะแนน จนที่สุดอาจนำมาซึ่งการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งเพียงเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการจำกัดพรรคการเมืองบางพรรคไม่ให้มี ส.ส.มากจนเกินไป

เราจะเห็นพรรคการเมืองถูกลดบทบาทลงแต่นักการเมืองจะออกไปตั้งกลุ่มการเมืองมากยิ่งขึ้น เพราะข้อจำกัดของพรรคการเมืองทำให้ทำงานการเมืองยากขึ้น เราจะเห็นการตั้งพรรค หรือกลุ่มการเมือง “นอมินี” เพื่อพยายามรวบรวมเสียงให้มากที่สุด

เราจะเห็นรัฐบาลผสม ที่พรรคหรือกลุ่มการเมืองเล็กๆ มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นโดยพรรคหลักอาจจะต้องสูญเสียตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญๆ หาไม่แล้วพวกเขาก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้

เราจะเห็นการตรวจสอบโดยระบบรัฐสภาอ่อนลง เพราะเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วเกิดชนะสภาก็ถูกยุบลง

ทั้งหมดทั้งมวลเราจะเห็นว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับประชาชนถูกทำให้อ่อนแอลง ขณะที่สิ่งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถูกทำให้เข้มแข็งขึ้น

แต่ที่น่าสนใจคือ นาทีนี้คนที่คัดค้านตกอยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วนยิ่งนัก เพราะใจหนึ่งก็ไม่ต้องการให้กฎหมายแม่บทเช่นนี้ออกมาบังคับใช้ แล้วถ้ากระแสสังคมกดดันมากๆ หรือ สปช. มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มิอาจปล่อยให้ออกมาใช้ได้แล้วตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ คราวนี้การเลือกตั้งที่มองว่าจะมีขึ้นในปี 2559 ก็จะยืดออกไป อย่างน้อยก็อีกหนึ่งปี เพราะกระบวนการทุกอย่างจะถูกเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การสรรหา สปช.

ซึ่งหมายความเช่นเดียวกันว่า “คสช.” โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะอยู่ในอำนาจไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปีเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หากเป็นเช่นนี้ ใช่ว่า คสช.จะสบายและชื่นชอบไปเสียทั้งหมด เพราะหากเป็นจริงกระแสความกดดันจะตีกลับไปที่พวกเขา เพราะต้องไม่ลืมว่าทั้ง “สปช.” และ “กรรมาธิการยกร่างฯ” ต่างก็มีกำเนิดจากต้นธารเดียวกันคือ “คสช.” และภาพที่ผ่านมาก็เห็นว่า แม่น้ำทั้ง 5 สาย ต่างก็ดำเนินไปในทางเดียวกัน

ไม่แปลกหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของ สปช. แล้วจะถูกมองว่าเป็นแผนการที่ถูกวางไว้ เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปเรื่อยๆ และเมื่อนั้นแรงดีดต้าน คสช. ก็จะยิ่งหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นทั้งจากในและนอกประเทศ

นาทีนี้สังคมไทยไม่ว่าจะฝ่ายไหนต่างก็ตกอยู่ในสภาวะกดดันด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับ “กรรมาธิการยกร่างฯ” ว่าจะเขียนอนาคตประเทศไทยอย่างไร

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,097 other followers

%d bloggers like this: