ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ตั้ง’วรพล’เป็นกก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คสช.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150706/209266.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2558
ตั้ง'วรพล'เป็นกก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คสช.

แต่งตั้ง นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

                     6 ก.ค. 58  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาhttp://www.mratchakitcha.soc.go.th/ ได้ประกาศ คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2558 เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
                     อาศัยอํานาจตามความในข้อ 1 (13) ของคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 2/2558 ลงวันที่ 9 มกราคม 2558 จึงได้แต่งตั้ง นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
                     ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2558
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘บิ๊กต๊อก’ปัดเปิดเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ให้‘14นศ.’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150706/209245.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2558
‘บิ๊กต๊อก’ปัดเปิดเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ให้‘14นศ.’

‘พล.อ.ไพบูลย์’ มั่นใจหน่วยความมั่นคงรับมือสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย ชี้ไม่จำเป็นเปิดเรือนจำชั่วคราวหลักสี่ให้ ‘14 นศ.’ เหตุเรือนจำปกติรองรับได้

          6 ก.ค.58 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณี 14 นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ เดินหน้าเรียกร้องให้ดำเนินคดีโดยศาลพลเรือน ว่า กรณีดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ ยืนยันว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เคยบอกว่าเข้ามาบริหารประเทศด้วยประชาธิปไตย แต่จำเป็นต้องเข้ามาเพื่อปลดล็อคประเทศ ซึ่งกระบวนการปรองดองหลายรูปแบบไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตั้งแต่ปฏิวัติวันที่ 22 พ.ค.57 มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและได้ผ่อนปรนอย่างต่อเนื่อง เช่น การยกเลิกบังคับใช้กฎอัยการศึก และมีการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อเดินสายรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกกลุ่ม ในส่วนของแกนนำหลายคน คสช.ก็เปิดโอกาสให้ออกมาพูดโดยไม่ได้เข้าไปปิดกั้นเหมือนช่วง 3-4 เดือนแรก แต่คนบางกลุ่มกลับไม่ใช้ช่องที่เปิดให้ ยังเลือกที่จะกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งยอมรับหน่วยงานความมั่นคงมีความกังวลว่าจะมีการนำไปขยายประเด็นเพื่อให้บานปลาย แต่ขณะนี้เชื่อว่ายังสามารถจัดการปัญหาได้
          สำหรับข้อเสนอให้เปิดใช้เรือนจำชั่วคราวหลักสี่อีกครั้ง พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ตนมองว่ายังไม่จำเป็น เพราะกลุ่มดังกล่าวไม่ได้มีจำนวนมาก เรือนจำปกติยังสามารถรองรับได้
ยธ.จ่อเสนอ ครม.ห้ามขายเหล้าพื้นที่ใกล้สถานศึกษา
          6 ก.ค. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงมาตรการจัดการปัญหาสถานบันเทิงใกล้สถานศึกษา ว่าจะใช้ 2 แนวทางคือบังคับใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว กรณีที่พบว่ามีสถานบันเทิงอยู่บริเวณใกล้สถานศึกษาโดยต้องปิดกิจถาวรทันที ส่วนเรื่องการจัดโซนนิ่งสถานบริการใกล้สถานศึกษาอยู่ระหว่างการบรรจุเป็นวาระพิจารณาของครม.เพื่อให้ประกาศนิยามพื้นที่ใกล้เคียงสถานศึกษามีผลตามกฎหมาย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
          ทั้งนี้ รัฐบาลจะไม่ออกกฎหมายบังคับว่าเป็น 300-500 เมตร เพราะไม่ต้องการให้กระทบกับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากสถานบริการแห่งใดเปิดเกินเวลา ส่งเสียงดังรบกวน หรือเปิดขายเหล้าให้เยาวชนจะถูกปิจกิจการถาวร และห้ามออกใบอนุญาตใหม่

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘บิ๊กตู่’ย้ำนศ.ต้องขึ้นศาลทหาร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150706/209241.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2558
'บิ๊กตู่'ย้ำนศ.ต้องขึ้นศาลทหาร

‘ประยุทธ์’ ย้ำ 14 นศ.ต้องขึ้นศาลทหารเท่านั้น ซัดเขียน ก.ม.มาก็จะแหกทุกดอก ไม่สนข่าวลือโอนเงินหมื่นล้านไปนอก ปัดยกเลิกโครงการ 30 บาท

                     6 ก.ค. 58  เมื่อเวลา 11.20 น.  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินคดีกับ 14 นักศึกษา กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ที่เคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหาร ว่า ต้องแก้ปัญหาด้วยกฎหมาย ด้วยกระบวนการยุติธรรม
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีดังกล่าวต้องขึ้นศาลทหารเท่านั้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กฎหมายประกาศไว้อย่างไร ต้องรู้ว่าทหารเขาทำอย่างไรในยามที่ไม่ปกติ หรือเมื่อที่ต้องใช้อำนาจพิเศษ เพราะมีการประกาศออกมาแล้ว ว่าคดีใดที่จะต้องขึ้นศาลทหาร ไม่ใช่ประกาศมาหลังจากเกิดการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหว โดยหลังจากนี้ต้องว่าไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ว่าจะดูแลได้แค่ไหน แต่ก็มักจะขุดคุ้ยให้ได้ เขามีการประกาศคำสั่ง คสช.แล้ว เวลาเขียนข่าวก็เขียนให้มันชัด ว่ากี่เรื่องที่ขึ้นศาลทหาร 1. คดีอาญามาตรา 112 และ 2. ขัดคำสั่ง คสช. ซึ่งหมายถึงกฎหมายตามคำสั่ง คสช.ทุกฉบับ
                     “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะแต่งตั้ง ซื้อโน่นซื้อนี่ เขียนกันให้พัลวัน มันได้อะไรกับประเทศชาติบ้าง ผมอยากจะรู้นัก เขาเขียนกฎหมายมาก็จะแหกกฎหมายทุกดอก ผมถามว่ากฎหมายเหล่านี้ใช้กับคนอื่นด้วยหรือเปล่า คนอื่นเขาโดนด้วยหรือเปล่า เมื่อขัดขืนกฎหมาย คสช. แล้วเขาโวยวายไหมเล่า ทำไมจะต้องให้พื้นที่ อย่างนี้ทุกวันๆ กลัวมันจะไม่เดือดร้อนหรืออย่างไร กลัวจะไม่ปลุกขึ้นมาทั้งประเทศหรืออย่างไร ชอบแบบนั้นใช่หรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์โมโห ก่อนจะกล่าวต่อว่า มีเรื่องอื่นจะถามอีกหรือไม่ จากนั้นจึงเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที
ไม่สนข่าวลือโอนเงินหมื่นล้านไปนอก
                     พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวในสื่อโซเชียลมีเดีย ระบุ พล.อ.ประยุทธ์ มีการโอนเงินหมื่นล้านไปไว้ในบัญชีต่างประเทศ ว่า ก็ไม่รู้ว่าใครไปเขียนในโซเชียลมีเดีย ถามว่าเขียนแล้วมันใช่ไหม ลองใช้สมองวิเคราะห์สิ ถ้าจะเชื่อก็ตามใจ
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ได้บอกไว้ว่าต้นตอมาจากที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังตามว่ามาจากไหน
                     เมื่อถามต่อว่า เหมือนว่าระยะนี้จะมีการปล่อยข่าวสร้างความเสียหายแก่รัฐบาลบ่อยครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พอแล้ว เดี๋ยวเขาก็หากันเอง เพราะคนดีๆ ก็เยอะแยะ ผมไม่ได้ทำจริง แล้วจะไปเดือดร้อนอะไร อยากจะว่าก็ว่าไป ไอ้คนที่มีคดีอยู่ในศาลนั้นไปสนใจเขาบ้าง
                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงสายที่ผ่านมากระแสข่าวดังกล่าวที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในช่วงเช้านั้น ได้ถูกลบออกไปแล้วในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ใกล้ได้ตัวมือโพสต์ข่าวลือพาดพิงนายกฯ
                     พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงนี้จะพบว่ามีการส่งข้อมูลเท็จ ข้อมูลข่าวลือ ข่าวลวง ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่า เป็นการดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการของผู้ไม่หวังดี จึงขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลด้วยความรอบคอบ ด้วยหลักเหตุและผล รวมทั้งตรวจสอบกับแหล่งสื่อมวลชนกระแสหลักที่เชื่อถือได้ ซึ่งการปล่อยข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย ผู้ปล่อยแทบจะไม่ต้องรับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูล และผลกระทบที่จะเกิดกับบุคคลที่ตกเป็นข่าวเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร และต้องช่วยกันจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ให้หลาบจำ
                     พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ใกล้ได้ตัวมือโพสต์ข่าวใส่ร้ายพลเอกประยุทธ์ และภรรยา รวมถึงมือโพสต์ล่วงละเมิดกรณีอื่นๆ อีก ซึ่งจะดำเนินตามกฎหมายตามระเบียบ ซึ่งกรณีข่าวสารวิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความคิดเห็นต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งท่านนายกฯ รับฟัง และยอมรับความเห็นต่าง ไม่ว่าจะมาจากส่วนใด แต่การกุข่าว จงใจใส่ร้าย โดยปราศจากข้อเท็จจริง ท่านนายกฯ ก็สมควรได้รับสิทธิ์ปกป้องตัวท่านเช่นกัน
ชม ‘สตช. – ผู้ว่าฯ สระบุรี’ นำกำลังกวดขันสถานบันเทิง
                     พลตรีสรรเสริญ เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ แสดงความชื่นชมแนวทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ออกกวดขันสถานบันเทิงที่เปิดเกินเวลาและอาจเป็นแหล่งมั่วสุมของการใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะสถานบันเทิงที่เปิดใกล้สถานศึกษาและมีเยาวชนเข้าไปใช้บริการ และขอให้ดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องต่อไป ซึ่งนายกฯ แสดงความชื่นชมต่อการปฏิบัติการของ สตช. เมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา และการดำเนินงานของผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ที่บูรณาการงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ออกกวดขันดำเนินการกับสถานบันเทิงที่ปล่อยให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปมั่วสุมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยขอให้พื้นที่อื่นๆ ได้นำแนวทางนี้ไปประยุกต์ปฏิบัติเพื่อดูแลเยาวชนของชาติ คืนนักเรียนสู่ห้องเรียน ให้เด็กเยาวชนมุ่งเน้นแสวงหาความรู้มากกว่าข้องแวะกับอบายมุข ที่มีแต่จะฉุดอนาคตของชาติไปในทางไม่สร้างสรรค์
ยันไม่เคยคิดยกเลิกโครงการ 30 บาท
                     พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในพิธีแสดงความยินดีแก่ส่วนราชการที่ได้รับรางวัล พร้อมทั้งชมนิทรรศการผลงานของหน่วยงานที่เคยได้รับรางวัล United Nations Public Service Awards (UNPSA) โดยรางวัลนี้มอบให้กับหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการให้บริการสาธารณะด้วยความเป็นมืออาชีพ แบ่งออกเป็น 5 สาขา ได้แก่ การป้องกันและต่อต้านการคอร์รัปชั่นในการบริการสาธารณะ การพัฒนาการให้บริการประชาชน การส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายผ่านกลไกด้านนวัตกรรม ประเภทการเสริมสร้างการจัดการความรู้ในภาครัฐ และการส่งเสริมการตอบสนองความเท่าเทียมกันในการให้บริการสาธารณะ
                     ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการขององค์การต่างๆ ที่ได้รับรางวัล นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า งานสาธารณสุขเป็นเรื่องสำคัญ รัฐบาลไม่เคยคิด ยกเลิกโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เพียงแต่ปัจจุบันประเทศมีปัญหาทั้ง 5 กลุ่มงาน คือ ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมวิทยา งานด้านความมั่นคง กระบวนการยุติธรรม และอื่นๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ ในการบริหารงานและแก้ไขปัญหา ทั้ง 5 กลุ่มนี้ เป็นจำนวนมาก ซึ่งบางกลุ่มต้องทำอย่างต่อเนื่องและยังไม่เห็นผลในทันที และบางโครงการต้องดำเนินการต่อเนื่อง บางเรื่อง ยังรู้ทิศทางไปทางใด โดยเฉพาะงานด้านการประกันสังคมรัฐบาลต้องเข้าไปดูแลก่อน และหากอนาคตเมื่อมีความเข้มแข็ง ประเทศมีรายได้ ก็ต้องมาดูกันอีกที ขณะนี้ เราต้องบริหารจัดการให้ได้ก่อน ไม่ใช่ว่า จะให้เงินจำนวนมากๆ ลงไปก็จะทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้ อย่างที่หลายฝ่ายมีความเป็นห่วง และกังวลอาจจะเป็นเหมือนประเทศกรีซ
                     “วันนี้ มันก็จะไปกันไม่ได้อยู่แล้วทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ผมไม่เคยบอกหรือพูดเลยว่าจะยกเลิก มันจะยกเลิกไปได้อย่างไร บ้าไปแล้ว ผมไม่ยกเลิกหรอกโครงการ 30 บาท ใครจะไปยกเลิก อย่างไรก็ตามก็ขอให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพทางการแพทย์และพยาบาลเข้าถึงการรักษาพยาบาลประชาชนที่ห่างไกลให้ทั่วถึง”
                     จากนั้นนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมมาถึงบูธกรมชลประทาน และได้พูดคุยกับอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมให้คำแนะนำ เรื่องการบริหารจัดการน้ำว่าจะต้องเร่งทำความเข้าใจให้ประชาชนพื้นที่ ให้ทราบถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และการวางแผนในอนาคต รองรับปัญหาหากเกิดกรณีทั้งน้ำท่วม หรือน้ำแล้ง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
เปิดสัมนา Nikkei Bangkok Forum
                     เมื่อเวลา 13.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานพิธีเปิดสัมมนา Nikkei Bangkok Forum โดยกล่าวในตอนหนึ่ง ว่า วันนี้โลกมีความขัดแย้งพอสมควร ดังนั้นเราต้องใช้เวลานี้สร้างเศรษฐกิจให้เกิดความสำคัญดีกว่าการเสียเวลาไปกับความขัดแย้ง และวันนี้ไทยถือเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องดูแลมนุษยชาติและประชาคมโลก เพื่อเดินไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ข้าราชการวันนี้ไม่ใช่ทำงานให้เกิดความโปร่งใสอย่างเดียว แต่ต้องทำงานเชิงรุก ชดเชยเวลาที่เสียไป อย่าทำงานแบบปกติเหมือนก่อนที่ตนจะเข้ามา เพื่อรักษาความเชื่อมั่น การค้า การลงทุนกับต่างประเทศ ไว้ให้ได้ ในเรื่องการเชื่อมโยงโครงข่ายต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้การค้าขายเจริญเติบโต ซึ่งไทยยินดีที่จะรับข้อเสนอและความต้องการต่างๆ ของญี่ปุ่นมาพิจารณา เพื่ออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจ ซึ่งวันนี้ไทยมีคู่มือการบริการผ่านช่องทางบีโอไอและทางจังหวัดที่มีการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษและสั่งการไปแล้วว่าการให้บริการต่างๆ 1 เดือนต้องได้คำตอบ วันนี้ยอมรับว่าไทยไม่สามารถแข่งขันกับญี่ปุ่นได้ แต่ขอให้เอาไทยไปด้วย
                     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจดีว่าตนเข้ามาอย่างไรและต้องอยู่อย่างไร แต่ยืนยันว่า จะทำให้ทุกอย่างดีที่สุด ดีกว่าคนอื่นๆ ที่มาปกติ จะรักษาฐานเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและคนอื่นๆ ให้ก้าวหน้า ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำลายใคร วันนี้ไม่ได้ทำลายใครสักคน เว้นแต่คนที่ไม่ถูกต้อง ที่ต้องดำเนินการด้วยวิธีทางกฎหมาย ไม่อย่างนั้นจะเสียเวลาเปล่า จะไม่ทำให้ใครเสียผลประโยชน์
                     นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เสถียรภาพของประเทศต้องขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางการเมือง เพื่อที่จะเดินหน้าสู่เศรษฐกิจได้ ยืนยันวันนี้ประเทศไทยมีความสงบสุข ยกเว้นที่มีการเขียนกันไปมา ซึ่งขออย่าวิตกกับสื่อและโซเชียลมีเดีย และขอให้เข้าใจตนด้วย วันนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ ถ้าเรามีความจริงใจต่อกัน พูดจากันก็จะเข้าใจกัน เราต้องลดอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ ยืนยันว่า ตนจะไม่ทำให้ถอยหลัง แต่จะเดินหน้าไปอย่างเหมาะสม ตนจะใช้เวลาที่มีอยู่สร้างวิกฤตให้เป็นโอกาสและทำทุกอย่างให้ที่สุด

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘ผบ.ทบ.’ยัน‘รบ.-คสช.’ไม่มองนศ.เป็นศัตรู

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150706/209231.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2558
‘ผบ.ทบ.’ยัน‘รบ.-คสช.’ไม่มองนศ.เป็นศัตรู

‘พล.อ.อุดมเดช’ ยัน ‘รัฐบาล-คสช.’ ไม่ได้มองนศ.เป็นศัตรู ย้ำยึดกฎหมายขึ้นศาลทหาร เชื่อปชช.เข้าใจ เตือนกลุ่มโหนกระแสหวังสถานการณ์จุดติด ให้หยุดกระทำ

          6 ก.ค.58 เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ท่าอากาศยานกรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัชมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนักศึกษา 14 คน ครบฝากขังผลัดแรกในวันที่ 7 ก.ค.นี้ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มองนักศึกษาเป็นศัตรูหรืออะไร นักศึกษาก็เป็นลูกหลาน ตนเห็นภาพของแต่ละคน อายุก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องศึกษาเล่าเรียนและเป็นอนาคตที่ดีของชาติได้ต่อไป แต่การที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนักศึกษาจำนวน 14 คนนั้น เพราะมีการปฏิบัตินอกกรอบ มีส่วนที่ก่อให้เกิดความไม่สงบและขัดต่อกฎหมาย ต่อระเบียบที่ คสช.วางไว้เพื่อให้เกิดความสงบ โดยก่อนหน้านี้ก็เริ่มต้นด้วยการตักเตือนมาตามลำดับ แต่ก็ยังกระทำในสิ่งที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ และความมั่นคงในอนาคต สุดท้ายปล่อยให้กฎหมายดำเนินการ โดยทางฝ่ายความมั่นคงได้มอบหมายให้ทางตำรวจไปดำเนินการ ภายใต้การกำกับการดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่รับคำสั่งมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
          พล.อ.อุดมเดช กล่าวอีกว่า เรื่องนี้จะปล่อยปละละเลยไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมายและคำสั่งของ คสช.ที่ได้ระบุไว้ ไม่เช่นนั้นปัญหาจะพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปนำไปสู่กลุ่มก้อนที่มากมาย และเกิดความไม่สงบ เราเห็นหายนะที่อยู่เบื้องหน้า คงไม่อยู่เฉยๆและปล่อยปละละเลยไป ตนมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจดี แต่ไม่ได้แสดงออก จะมีแสดงออกก็เพียงบางกลุ่มที่เห็นว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษาจะเป็นตัวนำกลายเป็นประเด็นในสิ่งที่จะต่อต้านและต่อสู้รัฐบาล ขอยืนยันว่าทางรัฐบาล และคสช. ไม่ได้มองเห็นประชาชนทุกกลุ่มเป็นศัตรู จึงไม่ได้ต่อสู้กับใคร เพียงแต่ต้องดูแลความสงบให้เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องในอนาคต สำหรับกรณีนักศึกษาทั้ง 14 คนที่ถูกควบคุมตัวนั้น ต้องปล่อยให้เป็นตามขั้นตอนตามกฎหมาย ทางตำรวจก็ต้องดำเนินการต่อไปเพื่อไปสู่ศาลทหาร การรวบรวมสำนวนต่างๆต้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้มีคนออกมาแสดงความคิดเห็นมาพอสมควรแล้วต่อกรณีดังกล่าว
          พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า นักศึกษาทั้ง 14 คน แน่นอนว่าจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ด้วยความเป็นนักศึกษา เป็นเยาวชน ทางออกยังพอมี ในส่วนที่จะพิจารณาในกรณีที่เป็นเยาวชน โทษทัณฑ์ต่างๆก็คงไม่มากมายอะไร แต่เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย ตนไม่ขอก้าวล่วง แต่ในแง่มุมของกฎหมายสามารถพิจารณาได้จากการเป็นเยาวชนอยู่ได้บ้าง ตนคิดว่าทางฝ่ายกฎหมาย ตำรวจ และศาล ตลอดจนถึงผู้ควบคุมทางฝ่ายกฎหมาย คงจะมองกรณีนี้อยู่และเร่งคิดหาทางออกที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามฐานความผิดมีอยู่จริง กลุ่มที่ต่อต้านก็โหนกระแสเข้ามา คณาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ดีๆ หลายท่านคิดด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตนก็ทราบ ไม่อยากให้ทำอะไรที่รุนแรง ตนก็เชื่อว่าทางผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็ฟังอยู่และหาหนทางที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา แต่จะให้ยกไปเสียเลยก็ทำไม่ได้ เพราะเป็นกฎหมาย บางท่านบริสุทธิ์ใจ บางท่านจะมีอะไรอยู่หรือเปล่า ตนก็ไม่แน่ใจ แต่หลายท่านที่มีชื่อออกมาแสดงความคิดเห็น ก็ย่อมรู้ว่าคิดเห็นอย่างไร แต่ตนขอว่า อะไรก็ตามที่จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อยขอให้ช่วยกัน
          “บางคนก็กระโดดเข้าสู่กระแส โหนไปตามกระแสนั้นๆ เชื่อว่าจะเป็นจุดหนึ่งที่จะทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย หรือรัฐบาลกระเพื่อม ขอให้หยุด ขอเถอะครับ ครูบาอาจารย์ ผมก็เคารพรัก เจอกันภายนอกก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทาย ไม่ได้เป็นศัตรูกัน บางอย่างท่านเอาไปให้ข้อคิดเห็นสนับสนุน จนทำให้คิดว่าสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งดี ซึ่งมันไม่ใช่เวลานี้ มีอยู่ท่านหนึ่งพูดผ่านสื่อโดยเปรียบเทียบว่า หมอกำลังจะผ่าตัดคนไข้ และมีคนไปดึงมีดผ่าตัดของคุฯหมอออกมา ไม่ให้คนป่วยพ้นจากโรคภัย เทียบกันสถานการณ์ตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่มีคนไปยื้อไว้ ขออย่าสนับสนุนเลย ให้รัฐบาลมีเวลา มีโอกาสทำงานต่อไป อีกไม่นานจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นำไปสู่การเลือกตั้ง ทุกคนอยากไปถึงตรงนั้นทั้งหมด นายกฯเอง ตำรวจ ทหาร” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
          เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวตาม 14 นักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวเริ่มลามไปในจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน จะรับมืออย่างไร พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เท่าที่ทราบมีที่ จ.เชียงใหม่ ที่มีส่วนหนึ่งสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนักศึกษา 14 คน ประมาณ 30-40 คน รวมกับมวลชนในพื้นที่อีกเท่าตัวกลายเป็น 100 กว่าคน ก็ผสมปนเปกันไป แต่ยังดีว่ายังรับฟังเจ้าหน้าที่ที่ไปขอร้องว่า สามารถแสดงออกได้ แต่ให้อยู่ในห้วงเวลาที่เหมาะสม เขาก็แยกย้ายกันไป ตนก็อยากให้ช่วยกัน แสดงออกให้อยู่ในกรอบพอที่จะรับได้ สามารถทำได้พอเหมาะพอควร แต่ถ้าเป็นการแสดงออกที่มากเกินไปเหมือนในช่วงที่ผ่านมา เช่นไปเขียน หรือนำสิ่งต่างๆไปปิดรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แสดงมารยาทไม่ดี ก็ต้องเข้าไปสู่กฎหมาย นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ที่เห็นว่าการดำเนินการต่างที่กลุ่มนักศึกษากระทำ จะทำให้เกิดความไม่สงบ ก็ได้แสงสัญลักษณ์โดยการติดกระดาษให้ยุติ ขอร้องให้หยุดเคลื่อนไหว ก็ถือเป็นเรื่องดี ซึ่งตนก็ไม่อยากให้คน 2 กลุ่มนี้มาสู่การปะทะทางความคิดเห็น แต่อยากให้นักศึกษาที่เคลื่อนไหว ได้รับทราบความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ด้วยว่าคิดเห็นอย่างไรต่อการกระทำดังกล่าว
‘ผบ.ทบ.’ ตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรนารี ให้กำลังใจกำลังพลปฏิบัติงาน
          6 ก.ค.58 เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ท่าอากาศยานกรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน จ.ศีรษะเกษ และจ.สุรินทร์ ว่า เป็นการเดินทางตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ กองกำลังสุรนารี ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ที่รับผิดชอบการป้องกันตามแนวชายแดนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ โดยสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะมีการประสานงานและความสัมพันธ์ที่ดีกับทางฝั่งกัมพูชา จะมีเพียงปัญหาชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้ามาตัดไม้ ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย และแจ้งให้ทางประเทศกัมพูชาได้รับทราบ นอกจากนี้ยังมีในส่วนการลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งมีผลการจังกุมมากพอสมควร เพราะมีการเปลี่ยนเส้นทางจากที่เคยลักลอบขนผ่านเส้นทางทางทิศเหนือของไทย มาเป็นด้านฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือแทน ทั้งนี้ทางทหาร ได้มีการร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้องในการจับกุม
‘ผบ.ทบ.’ แจงส่ง กกล.รส.4 ทัพภาค ลงพื้นที่พบชาวบ้านสร้างความอุ่นใจ
          เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ท่าอากาศยานกรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือภัยแล้วว่า กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ภาคต่างๆพยายามลงพื้นที่เพื่อให้ความอบอุ่นกับประชาชนในพื้นที่ เข้าไปเยี่ยมเยือน รับฟังปัญหาต่างๆ เพื่อรับทราบถึงปัญหา โดยรัฐบาลมองว่าควรใช้กลไกที่มีอยู่คือ ศูนย์ดำรงธรรม ประชาชนสามารถไปร้องเรียนได้ นอกจากนี้ปัญหาที่ได้รับทราบจากประชาชนคืออุปสรรคในการทำมาหากินของประชาชน ทั้งภัยแล้ง ความเป็นเจ้าของที่ดิน หนี้สิน ซึ่งส่วนใดที่รัฐบาลแก้ไขได้ก็จะรีบดำเนินการ ซึ่งเปอร์เซ็นในการแก้ไขจากการร้องเรียนของประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรม ก็มีเปอร์เซ็นที่สูงพอสมควร ดีกว่ารัฐบาลเก่าที่ผ่านมา แต่เรื่องภัยแล้งเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้ ซึ่งในส่วนของทหารเองจะพัฒนาในเรื่องการขุดลอกคู คลอง และพัฒนาแหล่งเก็บน้ำต่างๆตามแผนบริหารจัดการน้ำที่กำหนด รวมถึงการขุดบ่อบาดาล
          พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องการจัดสินค้าราคาถูกในพื้นที่ต่างๆ ในทุกกองทัพภาค ให้ทั่วถึง ประชาชนจะได้หาซื้อสินค้าราคาถูก ตลอดจนให้ทหารเปิดหน่วยขายอาหารราคาถูกด้วยเช่นกัน ตามนโยบายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนการแก้ปัญหาเรื่องฝนหลวงก็ยังดำเนินการต่อไป

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

โพลล์หนุนเดินหน้าปราบเรือประมงผิดก.ม.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150706/209230.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2558
โพลล์หนุนเดินหน้าปราบเรือประมงผิดก.ม.

‘มาสเตอร์โพลล์’ เผยผลสำรวจชี้หนุนเดินหน้าปราบเรือประมงผิดกฎหมาย ค้านม็อบ เชื่อ 6 เดือนปลดใบเหลือง

         6 ก.ค.2558 รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์ (Master Poll) เรื่อง แกนนำชุมชนคิดอย่างไรต่อการปลดใบเหลืองอียู กับความวิตกกังวลในการขาดแคลนอาหารทะเล: โดยศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชนทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,079 ตัวอย่างระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2558
         เมื่อถามถึงการรับรู้รับทราบเกี่ยวกับการบังค้บใช้ พรบ.การประมงเพื่อ แก้ไขปัญหาใบเหลืองจากสหภาพยุโรปเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ทำให้เรือประมงบางส่วนต้องหยุดออกเรือหาปลานั้นพบว่า แกนนำชุมชนส่วนใหญ่คือร้อยละ 83.5 ระบุทราบข่าวมาก่อน ในขณะที่ร้อยละ 16.5 ระบุยังไม่ทราบข่าว/เพิ่งทราบ ทั้งนี้แกนนำชุมชนประมาณ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 73.7 ทราบมาก่อนแล้วว่ารัฐบาลได้มีการผ่อนปรนให้เวลาเรือประมงได้ปรับปรุงเรือของตนให้ถูกกฎหมาย ในขณะที่ร้อยละ 26.3 ระบุยังไม่ทราบ/เพิ่งจะทราบ
         ทั้งนี้ เมื่ถามถึงผลดีผลเสียจากการดำเนินการปราบปรามจับกุมเรือประมงที่มีเครื่องมือประมงผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัด จนทำให้เรือประมงบางส่วนหยุดการออกเรือหาปลา นั้นผลสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละเก้าสิบ (ร้อยละ 91.2) เห็นว่ามีผลดีมากกว่า โดยระบุว่ามีผลดีคือ จะได้ปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปได้ /ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติจะปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาหลายปัญหาในคราวเดียวกัน ทั้งการทำประมงเถื่อน การค้ามนุษย์ แรงงานเถื่อน และการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แกนนำชุมชนร้อยละ 8.8 ระบุเห็นว่ามีผลเสียมากกว่า เนื่องจากการทำให้อาหารทะเลมีราคาแพงขึ้น หรือเกิดการขาดแคลนอาหารทะเล การขาดรายได้ของชาวประมง และการนำไปสู่ความขัดแย้งได้ในที่สุด
         สำหรับความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาของอาหารทะเลที่อาจมีราคาแพงขึ้น รวมถึงอาจจะะมีการขาดแคลนอาหารทะเลนั้น ผลสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 61.1 รู้สึกวิตกกังวลในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ประมาณ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 38.9 ระบุว่าไม่รู้สึกวิตกกังวลใดๆ โดยให้เหตุผลว่า เห็นว่าเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้น อีกไม่นานก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ /มีอาหารทะเลจากแหล่งอื่นทดแทนอยู่แล้ว/เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมราคา และไม่ได้เกิดภาวะขาดแคลนได้/ปกติก็ไม่ได้บริโภคอาหารทะเลอยู่แล้ว/ราคาของอาหารทะเลมีขึ้นลงเป็นปกติอยู่แล้ว/อยู่อย่างพอเพียงมีเท่าไหร่ก็กินเท่านั้น
         เมื่อสอบถามความคิดเห็นกรณีที่มีกลุ่มเรือประมงในบางพื้นที่ที่มีเครื่องมือประมงผิดกฏหมาย ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้มีมาตรการผ่อนปรน เพื่อให้สามารถออกเรือหาปลาได้ตามปกตินั้น พบว่าตัวอย่างมากกว่า 2 ใน 3 หรือร้อยละ 74.7 ระบุไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และอาจสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงเห็นว่ารัฐบาลได้ให้เวลาในการปรับปรุงมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการผ่อนปรนต่อไปอีก ในขณะที่แกนนำชุมชนร้อยละ 25.3 ระบุเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นอาชีพหลักของชาวประมงที่ต้องทำมาหากิน/ชาวบ้านอาจเดือดร้อนจากการขาดรายได้/กลัวเกิดภาวะขาดแคลนอาหารทะเล/ขยายเวลาออกไปอีกบ้าง คงไม่ส่งผลกระทบมากนัก/อยากให้รับฟังปัญหาของชาวประมงมากกว่านี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีความยุติธรรม
         เมื่อได้สอบถามถึงความต้องการต่อรัฐบาลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ที่เป็นประเด็นอยู่ในสังคมขณะนี้นั้น ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนมากกว่า 2 ใน 3 คือร้อยละ 76.0 ระบุต้องการให้เดินหน้าปราบปรามเรือประมงที่ผิดกฎหมายต่อไป เพื่อแก้ไขปัญหาใบเหลืองสินค้าประมงของไทยจากสหภาพยุโรปให้ได้ ในขณะที่ร้อยละ 24.0 ระบุต้องการให้ผ่อนปรนให้เรือประมงที่ผิดกฎหมายสามารถออกเรือหาปลาได้ตามปกติก่อน เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนอาหารทะเล
         ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่าแกนนำชุมชนกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 59.1 ระบุยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปได้ภายในเวลา 6 เดือนตามที่กำหนด โดยให้เหตุผลที่ยังคงเชื่อมั่นว่า เป็นเพราะ เห็นความพยายามของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหานี้ /รัฐบาลดำเนินการอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนชัดเจน/เชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาล/นายกรัฐมนตรีมีเหตุผลและเด็ดขาด จะต้องจัดการปัญหานี้ได้ในที่สุด/รัฐบาลพูดจริง ทำจริง แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตามแกนนำชุมชนร้อยละ 12.1 ระบุว่าไม่เชื่อมั่นแล้ว เนื่องจากปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการสะสางมากกว่านี้/คิดว่าเวลาในการแก้ไขปัญหาน้อยเกินไป รัฐบาลต้องทำหลายเรื่อง อาจจะไม่ทัน/ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนในเรื่องนี้ และร้อยละ 28.8 ระบุยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้หรือไม่
         ประเด็นสำคัญสุดท้ายคือ เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามถึงผลดี-ผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลของข่าวเกี่ยวกับการหยุดเดินเรือออกหาปลาของกลุ่มเรือประมงที่มีเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 50.4 ระบุส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล อย่างไรก็ตามแกนนำชุมชนร้อยละ 40.2 ระบุส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล และพบว่าแกนนำชุมชนร้อยละ 9.4 ระบุว่าไม่ได้สนใจติดตามข่าวนี้

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

แผนปฏิรูปสื่อยุค‘คสช.’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150706/209210.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2558
แผนปฏิรูปสื่อยุค‘คสช.’

แผนปฏิรูปสื่อยุค‘คสช.’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย ขนิษฐา เทพจร

           การแสดงออกของ “ผู้มีอำนาจ-ผู้ปกครอง” บางคน กับ “สื่อมวลชน” ที่นำเสนอข่าวสารและความเคลื่อนไหวของตัวแทนประชาชนกลุ่มที่แสดงความรู้สึกตัวเอง ต่อความไม่ยินดีกับการใช้อำนาจผ่านกลไกที่ขัดกับประชาธิปไตย ทำให้ตอนนี้คำว่า เสรีภาพสื่อ ดูเหมือนจะห่างไกลออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโฟกัสไปยังการปฏิรูปสื่ออันควรปราศจากการแทรกแซงใดๆ ก็ยิ่งน่าหวั่นเกรงว่าจะสำเร็จหรือไม่

ทั้งนี้ยอมรับได้ว่า การปฏิรูปสื่อมวลชนเป็น 1 ใน 11 เรื่องที่ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ให้ความสำคัญ ระดับกำหนดไว้ในมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพราะมูลเหตุแห่งการจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างที่มีการชุมนุมทางการเมืองและยุยงความขัดแย้ง แต่การปฏิรูปสื่อมีเสียงท้วงจากคนทำสื่อหลายแขนงว่า อย่าทำแบบเหมารวมและวางบรรทัดฐานให้ “ทุกสื่อ” ต้องตั้งแถวตรง!

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. ที่มี อ.จุมพล รอดคำดี เป็นประธาน และมีคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนอดีตสื่อ-นักธุรกิจสื่อ-นักโฆษณา-นักวิชาการด้านสื่อ และประชาชนที่ทำงานด้านสื่อ ได้นำเสนอแผนปฏิรูป ที่ 32-33-34 ว่าด้วยการปฏิรูปสื่อมวลชน ระดับปฏิบัติการ

โดยมีสาระสำคัญของแผน คือวาระ 32 การกำกับดูแลสื่อเริ่มจากออกกฎหมาย แก้กฎหมาย รวมถึงระเบียบในการกำกับสื่อ อาทิ กฎหมายจัดตั้งองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อเป็นองค์กรกลาง ทำหน้าที่ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพ สวัสดิการ ปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระ จากนั้นเป็นช่วงการจัดตั้งองค์กรกลางให้เข้ามาทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ทำประมวลจริยธรรมวิชาชีพที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงวางระบบกลไกกำกับกันเองของสื่อ และโดยประชาชนพร้อมปรับปรุงการกำกับกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคมและสารสนเทศ โดยองค์กรรัฐที่เป็นอิสระ

วาระ 33 สิทธิเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ เริ่มจากการทำกฎหมายเพื่อประกันเสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร สร้างธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน รวมถึงมีกลไกกำกับดูแลสื่อโดยประชาชน ขณะเดียวกันต้องสร้างมาตรฐานวิชาชีพ โดยให้ผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมีพันธสัญญากับองค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อ ต้องมีสังกัดที่ระบุโดยใบรับรองหรือบัตรประจำตัว รวมถึงมีพันธสัญญาในการปฏิบัติตนตามประมวลจริยธรรมมาตรฐาน โดยองค์กรตนสังกัดเป็นผู้กำกับดูแล ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาต้องปลูกฝังจิตวิญญาณวารศาสตร์และจริยธรรม ผ่านการสอนและอบรม ส่วนกลไกภารกิจเพื่อประชาชนและสร้างจิตสำนึกต้องวางระบบและกลไกที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนด้านบทบาทสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เนื้อหามีประโยชน์ต่อสาธารณะ รวมถึงการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์

วาระ 34 การป้องกันการแทรกแซงและครอบงำสื่อ ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน โดยจัดให้มีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อ คุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กรสื่อ และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ขณะที่สมาคมผู้ประกอบการสื่อควรจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เจ้าของทุนสื่อแสดงความรับผิดชอบและคำนึงถึงการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากนั้นในประเด็นสวัสดิภาพและสวัสดิการต้องมีระบบอุดหนุนบุคลากรสื่อเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ขณะที่สื่อขนาดเล็ก ต้องมีกองทุนพัฒนากิจการสื่อสาธารณะเพื่อชุมชน ขณะที่กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังสื่อต้องมีกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมระดับองค์กรและวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

โดยแผนปฏิบัติการทั้ง 3 วาระจะอยู่ในช่วง 1-9 ปี โดยมีองค์กรภาครัฐ ประชาชน องค์กรภาครัฐที่เป็นอิสระกำกับดูแล ขณะที่เป้าหมายและความสำเร็จตั้งไว้ที่ระบบที่เอื้อให้สื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเสรีภาพมีอิสระตอบสนองการรับรู้ข่าวสารและเข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้านของประชาชน ตามหลักสิทธิพื้นฐาน

แต่ต้องยอมรับว่า แผนปฏิบัติการ หรือแผนปฏิรูปสื่อ ที่ได้จากการระดมความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เป็นแผนที่ทำให้เกิดสื่อที่ดี ตามอุดมคติของผู้มีอำนาจและความคาดหวังระดับบนของวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ภายใต้ความจริงที่ธุรกิจสื่อต้องยังชีพด้วยทุน และคุณภาพของข้อมูล ข่าวสาร ถือเป็นปัจจัยสำคัญ การยกระดับกฎ ให้เป็นกรอบการทำหน้าที่ให้อยู่สูงกว่าอุดมการณ์และเนื้อหาที่มีคุณภาพ ทำให้ค้านกับความเป็นจริง ที่สื่อมวลชนต้องมีอิสระในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร

การปฏิรูปอะไรก็ตามภายใต้กรอบที่กดให้ศิโรราบกับอำนาจโดยไม่ปล่อยให้องค์ความรู้และหลักวิชาอยู่เหนืออำนาจเหล่านั้น ประสบการณ์ในอดีตได้บอกผ่านมาหลายครั้งแล้วว่า ไม่มีทางสำเร็จได้

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , , | ใส่ความเห็น

ปชช.สนใจภัยเเล้งมากกว่านศ.ประท้วง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150705/209192.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558
ปชช.สนใจภัยเเล้งมากกว่านศ.ประท้วง

ปชช.สนใจภัยเเล้งมากกว่านศ.ประท้วง สระบุรีน้ำแห้งคลองทำถนนทรุด เร่งซ่อมใช้ชั่วคราว อยุธยาน้ำในคลองแห้งทำถนนพังทรุดเพิ่ม

               5ก.ค.2558 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจ ท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ มีหลายประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นข่าว การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษา ร่างรัฐธรรมนูญ ภัยแล้ง สินค้าแพง ฆาตกรรมเสี่ยสมยศ วิกฤติหนี้กรีซ และอีกหลายเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนอยู่ขณะนี้ เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการนำเสนอข่าวของสื่อให้สอดคล้องกับความ ต้องการของประชาชน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,468 คน ระหว่าง วันที่ 29 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2558 สรุปผลได้ ดังนี้

“10 ข่าว” ที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษเมื่อจำแนกแต่ละข่าวที่ประชาชนสนใจ มีเหตุผลดังนี้

อันดับ 1 ภัยแล้ง เหตุผลที่สนใจ เพราะส่งผลกระทบต่อประเทศ เศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรและด้านอื่นๆ, สงสาร เห็นใจ เกษตรกรไทยที่ได้รับความเดือดร้อน พืชผลเสียหาย เป็นหนี้ ไม่มีรายได้, เป็นห่วงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะหมดไป ฯลฯ

อันดับ 2 นักศึกษาประทว้งเหตุผลที่สนใจ เพราะเป็นการจุดกระแส และทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง, ส่งผลกระทบต่อรัฐบาล และภาพลักษณ์ของประเทศ, อยากรู้สาเหตุ ข้อเท็จจริง ใครผิด-ใครถูก มีกระแสข่าวต่างๆ ออกมาท้ังดี และไม่ดี ฯลฯ

อันดับ 3 สินค้าแพงเหตุผลที่สนใจ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และการดำรงชีวิตประจาวัน, อยากให้รัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาโดยเร็ว, จะได้วางแผนได้ถูก ซื้อของกินของใช้เท่าที่จำเป็นหรือจะซื้อตุนไว้ ฯลฯ

อันดับ 4 ร่างรัฐธรรมนญูเหตุผลที่สนใจ เพราะเป็นกฎหมายสูงสุดและสาคัญยิ่งต่อประเทศ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย, อยากเห็น บ้านเมืองสงบสุข เจริญก้าวหน้า ประชาชนหยุดการทะเลาะเบาะแว้ง, อยากได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา ประชาชน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ฯลฯ

อันดับ 5 เสี่ยสมยศถูกฆาตกรรมเหตุผลที่สนใจ เพราะอยากรู้ข้อเท็จจริง สาเหตุการตาย ใครเป็นผู้บงการ อยากให้ตำรวจจับตัวคนร้ายให้ได้, เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะในวงการตลกของไทย, เป็นคดีสะเทือนขวัญ คนร้ายก่อเหตุอย่างอุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ฯลฯ

อันดับ 6 การเลือกตั้งเหตุผลที่สนใจ เพราะบ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไปได้ เป็นประชาธิปไตย ต่างชาติให้การยอมรับ, ประชาชนจะได้ใช้สิทธิ์ใช้เสียงอย่างเต็มที่ ตัดสินใจเลือกนักการเมืองด้วยตนเอง, อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ฯลฯ

อันดับ 7 วิกฤติหนี้กรีซเหตุผลที่สนใจเพราะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกกลัวว่าประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบไปด้วย, เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศทั่วโลก รัฐบาลควรนำมาเป็นบทเรียน, รู้สึกสงสารและเห็นใจประเทศกรีซ ฯลฯ

อันดับ 8 โจร/ขโมยเหตผุลที่สนใจเพราะเป็นภัยสังคมมีข่าวใหเห็นใหติดตามทุกวัน, จะได้รู้ข้อมูลข่าวสารรู้จักป้องกันตัวเองหรือดูแลคนในครอบครัวให้ปลอดภัยมากขึ้น, มีหลายคดีที่เป็นข่าวดัง แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ ฯลฯ

อันดับ 9 ธนาคารไทยพาณิชย์เหตผุลที่สนใจเพราะเป็นข่าวดังที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์มีกระแสต่อต้านจากสังคม, รอติดตามว่าทางธนาคารจะแก้ปัญหาอย่างไร เนื่องจากมีการขู่ว่าจะปิดบัญชี, มีลูกหลานเรียนอยู่ใน ม.ราชภัฏ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ

อันดับ 10 หนี้ของประเทศเหตุผลที่สนใจ เพราะอยากรู้จำนวนเงินที่ประเทศไทยยังคงเป็นหน้ีอยู่นำไปใช้ในเรื่องใดบ้าง, อยากรู้แนวทางและวิธีการ แก้ปัญหา, กังวลว่าจะมีการเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่มข้ึน เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาหนี้ฯลฯ

ภัยแล้งสระบุรีน้ำแห้งคลองทำถนนทรุด

เกิดถนนทรุด บน ถนน สาย หนองแค-หนองเสือ ฝั่งซ้ายกม.ที่16-17เรียบคลองระพีพัฒน์ต.หมู่ที่8ต.หนองโรงอ.หนองแค จ.สระบุรี  ทั้งนี้นายประกิต หมีเปรม นายกอบต.หนองโรง อ.หนองแค จ.สระบุรี เผยว่า เริ่มเมื่อเวลา ประมาณ20.30น.วันที่4กรกฏาคมถนนบริเวณดังกล่าว เกิดแตกร้าวก่อน เจ้าหน้าที่เอาแผงเหล็กของ อบต.หนองโรงมาปิดกั้นห้ามมิให้รถวิ่งผ่าน ให้ไปวิ่งถนนฝั่งขวาแทน และ ถนนเริ่มทรุดลงเมื่อเวล่า22.30น. ถนนก็ค่อยๆ ทรุดลงเรื่อย จนเช้า เป็นทางยาว กว่า200เมตร เกือบ300เมตร เกือบหมดเลนถนนที่กว้างกว่า4เมตร

ช่วงที่ลึกสูงสุด มีความลึกกว่า3เมตร และแนวถนนยังแตกร้าว พร้อมที่จะทรุดลงอีกเรื่อยๆไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย สาเหตุ มาจากถนนดังกล่าว อยู่ติดเลียบคลองระพีพัฒน์ เนื่องจาก เกิดภัยแล้ง ทำให้น้ำในคลองระพีพัฒน์ลดลง ไม่มีน้ำดันถนนไว้เมื่อคลองน้ำแห้ง ทำให้ดินไหลลงคลอง ถนนก็ทรุดลงและมีแนวโน้มว่า ถนนจะทรุดลงเรื่อยๆ ทั้งนี้ได้ปิดกั้นห้ามิให้ใช้เส้นทางนี้แล้ว ให้ประชาชนไปใช้ถนนฝั่งขวาแทน

เร่งซ่อมถนนใช้ชั่วคราว
               นายประศักดิ์บัณฑุนาค รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท ลงตรวจสอบพื้นที่ เร่งสั่งเครื่องมือหนักขูดตักผิวถนนที่เสีย รถเกรดเกรดดินให้เรียบ เร่งทำในทันที่ ขุดตักดินที่ไม่ใช้ดินถนนออก ทำทางขึ้นลง ทั้งสองปลายทาง บดอัดดินเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สัญจร ไป-มา ได้ อย่างเร็ววัน ให้รถเล็ก สามารถใช้ได้ชั่วคราวไปก่อน ภายในวันพุธ และจากนั้นก็จะลาดยางคลุ่มผิวถนนป้องกันฝุ่น ให้รถเล็ก ใช้ได้ไปก่อนส่วนรถใหญ่ให้เลี่ยงไปใช้ถนนอีกเส้นตรงข้ามกัน และให้ปิดป้ายแจ้งเตือนทั้งสองปลายทาง ถนนขาด ให้ผู้ที่จะใช้ส้นทางทราบ มีป้ายบอกทางเลี่ยงคาดว่าภายในสัปดาห์เดียว รถเล็กสามารถสัญจรได้ทำป้ายแจ้งเตือนตลอด โดยร่วมมือกับฝ่ายปกครองท้องถิ่นตำรวจ ประชาชนช่วยกันให้พ้นหน้าฝน ค่อยวางแผนทำทางใหม่
อยุธยาน้ำในคลองแห้งทำถนนพังทรุดเพิ่ม 
               ผู้สื่อข่าวรับแจ้งถนนสายลาดบัวหลวง-ไม้ตรา ช่วง ม.3ต.สามเมือง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดทรุดตัวอย่างหนักทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาไม่ได้ และหวั่นจะเกิดอันตราย จึงเดินทางไปตรวจสอบ
               พบว่าจุดที่มีการทรุดตัวเป็นถนนสายหลักลาดยางแอสฟร้านท์ เส้นทางห่างจากหน้าอำเภอลาดบัวหลวงประมาณ3กม ตั้งแต่หน้ามัสยิสนูรุ้ลฮิดายะฮ์ หรือสุเหร่าใหม่ ขนานไปตามคลองพระยาบรรลือ ความยาวประมาณ60เมตร โดยถนนดังกล่าวมีความกว้างประมาณ6เมตร และยังมีช่องทางจักรยานอีกประมาณ1เมตร สภาพของการพังทลายมีการสไลด์ของดินชั้นล่างลงไปลึกกว่า2เมตร แม้ว่าจะมีการสร้างแนวเขื่อนป้องกันก็ตาม
               นายเอกวิทย์ ขุนทอง ผญ.บ.หมู่1ต.สามเมือง ซึ่งอยู่พื้นที่ติดกันและได้รับมอบหมายจากนายประสาน กิจตรีเชื้อ กำนัน ต.สามเมือง ให้มาประสานกับทางอำเภอ เปิดเผยว่าถนนเส้นนี้สร้างมาเมื่อประมาณปี2555และเสร็จเมือประมาณปลายปี57ระยะทางยาวกว่า40กม.สร้างจากต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ยาวมาถึง ต.ไม้ตรา อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนหน้านี้สับดาห์ที่ผ่านมาถนนเส้นนี้เกิดรอยร้าวช่วงกลางถนน และมีการแจ้งให้ทางอำเภอและหมวดการทางทราบแล้ว จนกระทั่งเมื่อคืนวันที่4กค ที่ผ่านมาถนนทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุมาจากระดับน้ำในคลองลดลงอย่างมาก ประมาณ2เมตร ทำให้ดินใต้แนวถนนทรุดลง อีกทั้งส่วนหนึ่งนอกจากน้ำในคลองน้อยแล้ว ยังมาจากการที่เกษตรกรเร่งสูบน้ำเพื่อทำนา เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางชลประทานได้แจ้งงดการจ่ายน้ำจนถึง พ.ค.จนครบระยะเวลาเกษตรกรจึงทำการปลูกข้าวทันที ทั้งที่ไม่มีน้ำจึงต้องเร่งสูบน้ำ จนน้ำแห้งคลอง
               ด้านนายธงชัย วิจิรรณพัสดุ ผ.อ.หมวดบำรุงทางหลวงชนบทเสนา เดินทางมาที่เกิดเหตุ และได้ให้คนงานทำป้ายสัญลักษณ์ ห้ามรถผ่านเด็ดขาด โดยเปิดเผยว่าในวันที่6กค จะเร่งดำเนินการซ่อมแซมทันที โยจะซ่อมให้สามารถใช้ถนนได้ชั่วคราว คาดใช้เวลาไม่เกิน3วัน และขณะนี้ได้ออกสำรวจความเสี่ยงในการเกิดการทรุดตัวถนนเส้นเดียวกันนี้ พบว่ายังมีอีกหลายจุด ซึ่งจะเร่งป้องกันการทรุดตัว โดยยังพบว่ามีอีกหลายเส้นทางที่เป็นคลองชลประทานที่น้ำแห้งมีโอกาสเกิดการทรุดตัวเพิ่มขึ้นด้วย

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘มัลลิกา’ปลง‘สมยศ’ไม่ถอดยศ‘แม้ว’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150705/209186.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558
‘มัลลิกา’ปลง‘สมยศ’ไม่ถอดยศ‘แม้ว’

“มัลลิกา” ปลง กรณี “สมยศ” ไม่ถอดยศ “ทักษิณ” รอโยน ผบ.ตร.คนใหม่ ชี้ ยอมถูกร้องผิดอาญา 157 เพื่อแลกอะไรบางอย่างหรือไม่

          วันที่ 5 ก.ค.58 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน เปิดเผยว่า ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับบุคคลระดับนำทางสังคมหลายฝ่ายระหว่างที่เรียนหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมืองของมหาวิทยาลัยรังสิต
          ล่าสุดยืนยันว่า ทิศทางของแต่ละคนรู้สึกผิดหวังกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กรณีการเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตามที่กรรมการเสนอและเชื่อว่า ผบ.ตร.จะปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นภาระผบ.ตร.คนใหม่ที่จะมาแทนปลายปีนี้มากกว่า
          ดังนั้นในเวลาไม่กี่เดือนที่เหลืออาจจะต้องมีบางฝ่ายเก็บรายละเอียดร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ดำเนินการสอบอาญาในมาตรา 157 ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ หาก ผบ.ตร.จะแลกอะไรบางอย่างกับการถูก ป.ป.ช.สอบก็คงต้องปลง
          “ ไม่ค่อยแปลกใจกับ ผบ.ตร.คนนี้ และเชื่อว่าคงไม่ได้อะไรกับการเรียกร้องเรื่องการถอดยศ เพราะพันธกิจนี้แทบจะไม่ได้เป็นเป้าหมายการทำงานของ พล.ต.อ.สมยศ หรือแม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์เลย ไม่เช่นนั้นคงจัดการเสร็จไปตั้งแต่แรกเหมือนกับการถอดยศตำรวจรายอื่นๆ ที่ทำผิดและเป็นไปตาม ระเบียบตร.ไปแล้ว

จากประสบการณ์นั้นขอเรียกว่า พฤติกรรมแหกตา คือ จะดีไปจนกว่าได้อำนาจ พอได้ตำแหน่งแล้วจะดีหรือไม่ดีก็ได้และไม่จำเป็นต้องดีในสายตาของคนอื่นนี่เป็นสัญชาตญาณของข้าราชการบางคน จะเอาอะไรกับคุณสมยศ เพราะสมัยเป็นตำรวจยุคเดินตามคุณมนตรี พงษ์พานิช กับสมัยเดินกับคุณเนวินหรือสมัยนี้ที่เดินกับ พล.อ.ประวิตร ก็เห็นร่องรอยแล้วว่าชีวิตเขาจะอยู่อย่างไรต่อไป คนเราก็คงใช้ความคิดในกรอบของตัวเองวางผังอนาคตของตัวเองโดยไม่สนสังคมและคนอื่นอนาคตหลังเดือนตุลาคมนี้ต่างหากที่ พล.ต.อ.สมยศคำนึงถึงมากกว่าเสียงสะท้อนจากสังคมหรือระเบียบวินัยใด ตำรวจเวลาแก่แล้วก็แบบนี้ล่ะ ปลง”  นางมัลลิกา กล่าว

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘วินธัย’ปัดตอบข่าว‘บิ๊กตู่’เตรียมปล่อยตัว‘14นศ.’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150705/209185.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558
‘วินธัย’ปัดตอบข่าว‘บิ๊กตู่’เตรียมปล่อยตัว‘14นศ.’

“วินธัย”ปัดตอบข่าว “บิ๊กตู่”เตรียมปล่อยตัว “14 นศ.” ยกเหตุขอตรวจสอบข้อมูลก่อน

          วันที่ 5 ก.ค.58 พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เตรียมปล่อยตัว 14 นักศึกษา กลุ่มประชาธิปไตยที่ถูกจับกุมนำตัวส่งเข้าเรือนจำภายหลังจัดกิจกรรมต่อต้านคสช. เพื่อต้องการประคับประคองสถานการณ์ให้เกิดความสงบ ตัดตอนปัญหาที่เริ่มลุกลามกระทบโรดแม็พและต่ออายุรัฐบาลว่า ตนยังไม่ทราบและยังได้รับรายงานข้อมูลเรื่องดังกล่าว และไม่ทราบว่ากระแสข่าวดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน พร้อมกับปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นกรณีที่ 14 นักศึกษาเรียกร้องขอขึ้นศาลพลเรือนแทนศาลทหาร

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

‘พท.’ห่วงภัยแล้ง-ศก.ทรุด-จับ14นศ.ทำรบ.สั่นคลอน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150705/209183.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2558
‘พท.’ห่วงภัยแล้ง-ศก.ทรุด-จับ14นศ.ทำรบ.สั่นคลอน

“เพื่อไทย” ชี้ เศรษฐกิจครึ่งปีหลังน่าห่วง ส่งออกทรุด บวก ภัยแล้ง-หวั่นจับ14 นักศึกษา อาจทำเสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน

          วันที่ 5 ก.ค.58 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยและอดีตส.ส.กทม. กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ขอเตือนคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดนี้ให้เตรียมตัวรับมือให้ดี ภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังนี้ อย่าลอยตัวและอย่าเห็นว่ามีแนวหน้ารับทุกเรื่องอย่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว จะสบายๆ ที่สำคัญหากทำงานแบบคิดว่าไม่มีฝ่ายค้านตรวจสอบแล้วจะทำงานแบบ ชิลๆ ได้ สุดท้ายการเมืองจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ปากท้องประชาชน ต่างหากจะเป็นเรื่องใหญ่กว่า
          ทั้งนี้จากการติดตามการทำงานโดยทีมเศรษฐกิจพรรคเห็นว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังนี้ ส่อแววอาการหนัก เห็นได้จากรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงต่ำสุดในรอบ 12 เดือน ประกอบการส่งออกที่ติดลบ ตลอด 5 เดือน และยอดขายรถยนต์ 5 เดือนในประเทศถดถอยอย่างหนัก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่อ่อนด้อยในการบริหารเศรษฐกิจของครม.ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เข้าสู่ภาวะครม.ที่โลกลืม และยิ่งมาเจอกับภาวะภัยแล้ง ที่ตลอดเวลาได้ยินแต่ความเสียหายแต่ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะมีแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรยิ่งน่ากังวลใจ หากปล่อยครม.ชุดโลกลืมทำต่อระวัง3 เดือนเศรษฐกิจไทยเจ๊ง
          นอกจากนี้ในอีก 3 เดือนข้างหน้านี้ ผลกระทบจากภัยแล้ง ราคาสินค้าการเกษตร ทุกชนิดตกต่ำ จะส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรลดลงอย่างน่าใจหาย และจะเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังประกอบกับนโยบายด้านราคาสินค้าการเกษตรที่ยังแกว่งไกว 1 ปียังไม่มีอะไรชัดเจนแล้วเกษตรกรเหล่านี้จะอยู่ได้อย่างไร รังแต่จะเพิ่มสถิติเกษตรกรฆ่าตัวตายมากขึ้น และยิ่งจะตอกย้ำปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้ดิ่งเหวเร็วขึ้น และจะส่งผลต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและอาจทำให้เกิดภาวะรัฐบาล “บักโกรก ไส้แห้ง ถังแตก ตูดขาด”ได้
          นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ไม่เข้าใจว่าที่ผ่านมา ไปตำหนิโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่ออะไร ทั้งๆที่เป็นเรื่องน้ำใจของรัฐที่ต้องดูแลสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับคนจน แต่กลับมีข่าวซื้อเรือดำน้ำเป็นเงินถึง 36,000 ล้านบาทในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ครม.ของ รัฐบาล คสช.ต้องคิดให้มาก ประชาชน เฝ้าจับตามองท่านอย่างใกล้ชิดอยู่
          “เห็นการทำงาน ของ ครม.ตลอดปีที่ผ่านมา บอกเลย ว่าเข้าใจ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกอาการหงุดหงิด เพราะแบกรับคนเดียวทุกเรื่องจริงๆ ถ้าเอาอารมณ์หงุดหงิด ของผู้นำมาหารด้วยจำนวน ครม. แบ่งๆกันไปตามหน้าที่รับผิดชอบแต่ละกระทรวง พล.อ.ประยุทธ์คงจะอารมณ์ดีขึ้นมาก และหากวันนี้ มีการออกข้อสอบให้ ประชาชน ใส่ชื่อครม.ว่าจำใครได้บ้าง มีผลงานอะไรบ้าง เชื่อเลยว่าสอบตกยกประเทศ” นายจิรายุ กล่าว
          นายจิรายุ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง อีกเรื่อง คือกรณีที่กลุ่มบริษัทรถยนต์ ออกมาแสดงความกังวล จากรายงานตัวเลขยอดขายที่ตกลงอย่างหนัก ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ขายไปได้เพียงแค่ 308,787 คัน ลดลงถึง 15.9% และยังส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง เป็นผลจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ระมัดระวังเรื่องการลงทุนและใช้จ่าย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนพฤษภาคมยังคงปรับตัวลง จากความกังวลต่อความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยเชิงลบ ส่งผลให้การส่งออกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และส่งผลกระทบให้การลงทุนของภาคเอกชนยังคงชะลอตัว ประกอบกับกำลังซื้อที่ยังไม่ขยายตัวอันเป็นผลมาจากรายได้เกษตรกรที่ทรงตัวในระดับต่ำ ทำให้สภาพคล่องในระบบและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนลดลง ซึ่งคำเตือนจากภาคธุรกิจเหล่านี้
ทั้งนี้ยังประกอบกับแรงกดดัน เรื่องนักศึกษา 14 คน จาก UN สหประชาชาติ สหภาพยุโรป EU และสหรัฐ จะทำให้ความมั่นใจของต่างประเทศลดลงไปอีก และจะทำให้การลงทุนจากต่างประเทศหายไป และอาจจะโดนมาตรการการกีดกันการค้าเพิ่มเติม และจะเป็นการตอกย้ำการส่งออกให้แย่ลงอีก และจะทำให้เศรษฐกิจทรุด ซึ่งจะส่งผลทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนได้

กรกฎาคม 23, 2015 Posted by | การเมือง, คมชัดลึก | , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,258 other followers

%d bloggers like this: