คมชัดลึก

All posts in the คมชัดลึก category

ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151122/217255.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2558
ตะลุยสำรวจ 'ฟาร์มสเตย์' วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร

ท่องโลกเกษตร : ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      หลังประสบความสำเร็จในการคิดค้นมะนาวสายพันธุ์ใหม่ “แป้นวโรชา” จนเป็นที่รู้จักของเกษตรกรทั่วประเทศสำหรับปราชญ์ชาวบ้านอย่าง “วโรชา จันทโชติ” เกษตรกรเจ้าของสวนมะนาววโรชาใน ต.ไผ่จำศีล อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ก็ได้เตรียมขยับขยายพื้นที่เพื่อเนรมิตศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบของฟาร์มสเตย์สำหรับใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวด้านการเกษตร หวังใช้องค์ความรู้เรื่องมะนาวมาต่อยอดสู่การทำเกษตรแบบครบวงจร
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้มุ่งหน้าสู่อ่างทองไปดูรูปแบบฟาร์มสเตย์ของปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตรวัยใกล้ 50 “วโรชา จันทโชติ” ที่กำลังปรับพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน หลังวัดม่วงใน ต.หัวตะพาน อ.วิเศษชัยชาญ ห่างจากสวนมะนาววโรชาประมาณ 1.5 กิโลเมตร เพื่อสร้างฟาร์มสเตย์แบบครบวงจรเพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรที่สนใจ ประกอบด้วยบ่อน้ำขนาดใหญ่  3 ไร่ บ่อน้ำขนาดเล็ก 2 งาน แปลงมะนาว พืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ กว่า 50 ชนิด มีบ้านที่อยู่อาศัย 1 หลังและเรือนพักสำหรับผู้มาศึกษาดูงานอีก 1 หลัง สามารถพักได้ประมาณ 30 คน
                      “สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับครับ” วโรชากล่าวทักทายกับทีมงานทันทีที่เดินทางถึงหน้าฟาร์มสเตย์ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง จากนั้นได้พาเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ พร้อมอธิบายถึงที่มาของคอนเซ็ปต์ในแต่ละจุดพร้อมประโยชน์ในการใช้สอย โดยทุกจุดจะเน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเห็นว่าบนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษนั้นเกือบจะไม่มีที่ว่างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย
                      “มันมีอะไรหลายอย่างที่ต่อยอดมาจากสวนเดิมนอกจากมะนาว ที่นั่นเราปลูกดาวเรืองให้ดูแล้ว มาที่นี่มาดูว่าการเพาะเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองทำอย่างไร ที่นั่นมีปลูกทานตะวัน มาที่นี่เอาเมล็ดไปทำถั่วงอกทานตะวัน ที่นี่จะต้องคิดในเรื่องการต่อยอด เป็นคอนเซ็ปต์ของฟาร์มเราเลย ตอนนี้จะทำอะไรก็แล้วแต่จะต้องมองเรื่องการตลาดมาก่อน ทำเพียงเพื่อเอามันอย่างเดียวไม่ได้”
                      หลังจากเกริ่นให้ฟังรูปแบบแนวคิดการทำฟาร์มสเตย์อยู่พักใหญ่ จากนั้นก็เดินลัดเลาะไปเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ ที่คุณวโรชาจัดแบ่งไว้เป็นโซนๆ โดยจุดแรกเป็นบ้านพักอาศัยของตัวเองและครอบครัว มีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้น ทรงเรือนไทยภาคกลาง ตั้งตระหง่านอยู่กลางสวน ชั้นบนสร้างเป็นที่พักอาศัย ส่วนชั้นล่างจะทำร้านนวดแผนไทยโดยกลุ่มแม่บ้านอสม.ในพื้นที่สลับสับเปลี่ยนกันมารับหน้าที่ให้บริการลูกค้าที่มาท่องเที่ยวและดูงาน หลังตระเวนเดินชมจนเกิดอาการเมื่อย
                      ส่วนอีกหลังตั้งอยู่ใกล้กันเป็นบ้านไม้ 3 ชั้น ทรงปั้นหยา หลังนี้จะใช้เป็นเรือนพักของผู้มาศึกษาดูงานที่ต้องการพักค้างคืน โดยจะเป็นห้องพักรวม แยกชาย-หญิง ชั้นล่างเป็นห้องพักผู้หญิง ส่วนชั้นบนเป็นผู้ชาย มีห้องครัวพร้อมสำหรับประกอบอาหารเองหรืออาจจะใช้บริการแม่ครัวของทางฟาร์มได้เช่นกัน ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นที่สำหรับพักผ่อน พูดคุยและกิจกรรมสันทนาการ อีกทั้งบรรยากาศดีสามารถมองเห็นตัวฟาร์มสเตย์ในมุม 360 องศา
                      “เราพยายามใช้พื้นที่บ้านทั้งสองหลังนี้ให้เกิดประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด อาจไม่สะดวกสบาย แค่พออยู่ได้แบบเรียบง่ายตามวิถีเกษตรกร ที่สำคัญพื้นที่ทุกตารางนิ้วเราจะใช้ให้เกิดเประโยชน์สูงสุดและเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ใครก็ตามที่มาดูงานที่นี่แล้วจะสามารถนำกลับไปใช้ได้ทันที” วโรชาแจงรายละเอียดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แต่ละโซน จากนั้นพาเดินตระเวนมาทางด้านในสุดจะเห็นบ่อน้ำขนาดใหญ่บนเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ที่คุณวโรชาบอกว่าบ่อแห่งนี้นอกจากจะใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาแล้วจะเป็นแหล่งพักน้ำสำหรับนำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภคในฟาร์มอีกด้วย
                      “น้ำบาดาลที่สูบขึ้นมาบางครั้งก็มีหินปูน มีสนิม ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เราก็เอามาพักที่บ่อนี้ก่อนนำมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมเสริมให้แก่ผู้มาใช้บริการฟาร์มด้วยการดัดแปลงเป็นบ่อตกปลาควบคู่กันไปด้วย ส่วนรายรอบบ่อก็จะปลูกไม้ผลรวมถึงปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินรอบๆ คันบ่อ”
                      หลังจากเดินชมบริเวณรายรอบบ่อใหญ่จากนั้นเดินทางยังบ่อเล็ก ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก โดยมีบ้านพักอาศัยสร้างกั้นอยู่ตรงกลาง โดยบ่อแห่งนี้คุณวโรชาตั้งใจให้เป็นบ่อเกษตรผสมผสาน ซึ่งในบ่อจะมีศาลากลางน้ำ เลี้ยงปลาดุกบิ๊กอุย ปลานิลและอีกหลายชนิด มีกรงเลี้ยงไก่ไข่และเป็ดไข่ มูลไก่ก็จะเป็นอาหารชั้นดีสำหรับปลาที่เลี้ยงไว้ ส่วนน้ำก็จะมีการระบายออกอาทิตย์ละครั้งเพื่อป้องกันน้ำเสีย ในขณะที่ในบ่อก็จะเลี้ยงเป็ดอีกด้วย
                      “ข้อดีอีกอย่าง ฟาร์มสเตย์เราตั่้งอยู่กลางท้องทุ่ง กลางคิืนเราเปิดไฟล่อแมลงให้บินมาแล้วตกลงไปในบ่อก็จะเป็นอาหารปลาได้อีกทางหนึ่ง” วโรชากล่าว พร้อมพาเดินวนมายังทางออกซึ่งจะมีการปลูกมะนาวไว้บริเวณปากทาง โดยปลูกไว้ในกระถางต้นไม้เพื่อให้รู้ว่ามะนาวสามารถปลูกได้ในทุกที่ ไม่จำเป็นต้องลงดินอย่างเดียว ส่วนใกล้ๆ กันก็จะเป็นพืชผักสวนครัวและพืชสมุนไพรนานาชนิด ปลูกในลักษณะสวนสมรม ไม่เป็นระเบียบเป็นแถวเป็นแนว ขอให้มีพื้นที่ว่างก็จะปลูกลงไป” เจ้าของฟาร์มสเตย์สรุปทิ้งท้ายก่อนจาก
                      ฟาร์มสเตย์วโรชา นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งใหม่ใน จ.อ่างทอง ที่รอคอยทุกคนไปสัมผัสในเร็ววันนี้ โดยมีพิธีทำบุญเปิดฟาร์มในวันเสาร์ 28 พฤศจิกายน 2558 และจะสามารถให้บริการอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เป็นต้นไป สนใจติดต่อคุณวโรชา จันทโชติ เจ้าของฟาร์มสเตย์วโรชา 09-2112-7822 ได้ตลอดเวลา
———————-
(ท่องโลกเกษตร : ตะลุยสำรวจ ‘ฟาร์มสเตย์’ วโรชา ยึดทฤษฎีใหม่ต่อยอดงานเกษตร : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2)

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151120/217211.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2558
อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2)

ทำกินถิ่นอาเซียน : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์

                      (ต่อจากฉบับที่แล้ว) การดำเนินงานตามแผน The Mass Guidance หรือ BIMAS Rice Intensification Program ของรัฐบาลอินโดนีเซียในสมัยราวกว่า 40 ปีก่อน ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติเขียว หรือที่เรียกว่า Green Revolution กล่าวคือ เป็นช่วงที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรืออีรี่ (IRRI) ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ค้นพบและเผยแพร่ข้าวพันธุ์ใหม่ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล เป็นข้าวที่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีได้ดีและให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงเมื่อมีการนำไปใช้ปลูกในพื้นที่ที่มีการชลประทานเป็นสำคัญ
                      การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงได้ส่งผลต่อการเพาะปลูกข้าวในประเทศอินโดนีเซียและในส่วนต่างๆ ของโลกที่เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเริ่มขึ้นของยุคสมัยที่มีการเพาะปลูกข้าวมากกว่าหนึ่งครั้งในรอบปี เกิดการตื่นตัวในการใช้ปัจจัยการผลิตสมัยใหม่และรวมถึงแรงกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวของเกษตรกรไปสู่การเพาะปลูกข้าวอย่างเข้มข้นมากขึ้นในพื้นที่ชลประทาน ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของอุปทานผลผลิตข้าวทั้งในระดับไร่นาและอุปทานผลผลิตโดยรวมเกิดขึ้นอย่างมาก
                      การขยายตัวของการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ใหม่หรือข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงในอินโดนีเซียในระยะเริ่มแรก มีทั้งที่นำเอาพันธุ์ข้าวที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติไปใช้ปลูกในอินโดนีเซียโดยตรง และการนำข้าวพันธุ์ใหม่ไม่ไวแสงไปผสมเข้ากับพันธุ์พื้นเมืองและได้เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ของตนเอง การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ไม่ไวแสงในอินโดนีเซียในช่วง พ.ศ.2512-2530 เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีการยอมรับเกือบเต็มพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน
                      ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียในช่วงเวลาดังกล่าวได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10.74 ล้านตันข้าวสาร ในปี 2510 เพิ่มขึ้นเป็น 24.97 ล้านตันข้าวสาร ในปี 2530 หรือเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว และทำให้การนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียได้ลดต่ำจาก 1.97 ล้านตันข้าวสาร ในปี พ.ศ.2520 มาเหลือ 5,000 ตัน ในปี พ.ศ.2530 อีกทั้งยังส่งผลให้การพึ่งพิงการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียลดลงไปพร้อมๆ กับการพึ่งพิงตนเองได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น
                      การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ใหม่เข้ามาในประเทศอินโดนีเซียในช่วงเกือบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ไปพร้อมๆ กับโครงการพัฒนาการเกษตรภายใต้โครงการ BIMAS ได้เป็นผลดีต่อการขยายตัวและการเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวในอินโดนีเซียอย่างมาก
                      นอกจากนี้ยังเป็นผลให้อินโดนีเซียก้าวสู่ความสำเร็จในการเพิ่มการพึ่งพิงการผลิตข้าวภายในประเทศได้สูงขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็สามารถลดการนำเข้าข้าวในแต่ละปีของอินโดนีเซียลงได้มากขึ้น อีกทั้งยังปรากฏด้วยว่าอินโดนีเซียได้ประสบผลสำเร็จช่วงสั้นๆ ในการพึ่งพิงตนเองได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีผลผลิตข้าวมากพอเหนือความต้องการใช้บริโภคภายในประเทศในปี พ.ศ.2527 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2551
                      ล่าสุดอินโดนีเซียมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 87 ล้านไร่ (อ่านต่อวันศุกร์หน้า)
——————–
——————–
(ทำกินถิ่นอาเซียน : อินโดนีเซียกับนโยบาย พึ่งพิงตนเองเรื่องข้าว (2) : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์)

‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217112.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
'เกษตรอินทรีย์' จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว

หนักเอาเบาสู้ : ‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      จากผู้หญิง 2 คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่อเมื่อทั้งสองได้สัมผัสชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผลพวงจากสารพิษตกค้างในอาหารเหมือนกัน นำมาสู่จุดเปลี่ยนชีวิตที่ทั้งคู่หวนสู่วิถีอินทรีย์เพื่อทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค
                      ชรพรรณ ปัญญาสุทธากุล หรือ ดอท สาวชัยนาท วัย 48 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายการพยาบาลหน่วยงานพิเศษ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี กทม. และณารินทร์ ทองยี่สุ่น หรือ ริน วัย 44 ปี เจ้าของธุรกิจร้านโชห่วยใน จ.นครปฐม
                      จุดที่ทำให้ทั้ง 2 มาเจอกัน เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน คุณรินเล่าว่า “ตอนที่เปิดร้านขายของชำมีญาติป่วยด้วยโรคมะเร็งแวะมาเที่ยวที่ร้าน เมื่อได้รับรู้อาการยิ่งสงสารเพราะเขาเป็นขั้นสุดท้าย ตอนนั้นคิดว่าทำอะไรให้ได้ก็อยากทำให้ ที่บ้านปลูกผักอินทรีย์เล็กๆ น้อยๆ เลยทำกับข้าวไปส่งให้บ้าง รู้จักกันได้ปีกว่าๆ เขาก็จากไป”
                      การเดินเข้าออกโรงพยาบาลดูแลญาติทำให้ได้รู้จักคุณดอท พยาบาลสาวผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ได้พบปะพูดคุย ถึงจุดหนึ่งทำให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการหวนคืนสู่วิถีอินทรีย์
                      ด้านคุณดอท เล่าว่า เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำ บวกกับภาพที่เห็นในแต่วันมีคนไข้เข้ามารักษาในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมากที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก็เยอะ คิดว่าเหตุหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากสารเคมีตกค้างในอาหาร หลังใช้เวลา 2 ปี เคลียร์ภาระตัวเอง ก็ยื่นใบลาออกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หันมาสร้างฐานชีวิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์
                      ทั้งสองจึงเริ่มต้นจากเพาะต้นอ่อนเมล็ดทานตะวันโต้วเหมี่ยว ผักบุ้ง กระเจี๊ยบ ฯลฯ ในพื้นที่ 3 ไร่ ของโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ได้พบกับสังคมเกษตรอินทรีย์ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น
                      ปัจจุบันพื้นที่ 3 ไร่นี้ถูกจัดสรรเป็นสัดเป็นส่วน ปลูกผักผลไม้กว่า 20 ชนิด เลี้ยงไก่แบบธรรมชาติกว่า 300 ตัว เลี้ยงปลา ทำนา เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ เลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำหมักชีวภาพ หมักมูลวัว มูลสุกร ทำสูตรอาหารไก่ เอาไว้ใช้เองอีกด้วย
                      “ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราลงทุน รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 2 หมื่นบาท ส่งขายให้โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ โดยเฉพาะต้นอ่อนที่ถือเป็นรายได้หลัก แต่เราตั้งเป้าไว้ว่าปีหน้าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน อนาคตคิดจะพัฒนาสวนนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์มีชีวิต เป็นที่พักผ่อนของผู้สูงอายุ คนรักษ์สุขภาพ” คุณรินคุยถึงเป้าหมาย
                      สำหรับผู้ที่สนใจแบ่งปันความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ เรียนวิธีเพาะต้นอ่อนกับคุณดอทและคุณริน เชิญได้ใน “มหกรรมวันสังคมสุขใจ” ครั้งที่ 2 วันที่ 18-20 ธันวาคม ที่สวนสามพราน จ.นครปฐม รายละเอียดติดต่อศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ 08-1854-0880 และ 08-4670-0930
——————–
(หนักเอาเบาสู้ : ‘เกษตรอินทรีย์’ จุดเปลี่ยนชีวิตสองสาว : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

กระปุกออมสินไผ่สหกรณ์ตาดข่า ‘หัตถกรรม’ เสริมรายได้สมาชิก

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217113.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
กระปุกออมสินไผ่สหกรณ์ตาดข่า 'หัตถกรรม' เสริมรายได้สมาชิก

ทำมาหากิน : กระปุกออมสินไผ่สหกรณ์ตาดข่า ‘หัตถกรรม’ เสริมรายได้สมาชิก : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      การนำวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่มาผลิตเป็นกระปุกออมสิน นอกจากเป็นการนำวัสดุท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าแล้วยังเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการออมให้แก่เด็กและเยาวชนอีกด้วย   อ.หนองหิน จ.เลย ถือแหล่งผลิตกระปุกออมสินจากกระบอกไม้ไผ่ โดยชาวบ้านได้ร่วมกันคิดและออกแบบผลิตภัณฑ์ก่อนจะรวมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพตั้งแต่ปี 2547 ในนาม “กลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง และกะลามะพร้าว” สังกัดสหกรณ์การเกษตรประชาสามัคคีตาดข่า จำกัด ปัจจุบัน วีระยุทธ แก้วโวหาร เป็นประธานกลุ่ม และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย เป็นเงินอุดหนุนให้กลุ่ม 40,000 บาท สำหรับนำไปซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและซื้อวัตถุดิบนำมาผลิตสินค้ารวมถึงเป็นทุนหมุนเวียนภายในกลุ่ม
                      อนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดเลย เปิดเผยว่า สินค้าหลักของกลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ วัตถุดิบหลักคือไม้ไผ่ ที่นำเอามาจากในป่าใกล้กับหมู่บ้าน และมีชาวบ้านบางรายปลูกต้นไผ่ไว้ในพื้นที่หัวไร่ปลายนา ไม้ไผ่จะถูกนำมาแปรรูปเป็นกระปุกออมสินและของใช้ของที่ระลึก ซึ่งขนาดของไม้ไผ่ที่จะนำมาแปรรูปได้นั้นมีขนาดอายุ 2 ปีขึ้นไป หากตัดไม้ที่มีอายุต่ำกว่านั้นจะมีปัญหาเรื่องการยุบตัวของไม้และปริแตก เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้า กลุ่มจะแบ่งงานให้สมาชิกแต่ละบ้านรับไปทำตามความถนัดหรือตามเวลาว่างที่แต่ละคนจะสามารถทำได้ ก่อนจะรวบรวมมาส่งไว้ที่เดียวที่บ้านประธาน สมาชิกจะมีรายได้เสริมครอบครัวละประมาณ 10,000-20,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดีกว่าการออกไปรับจ้าง ยอดการสั่งซื้อสินค้ามีต่อเนื่องตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีใกล้วันปีใหม่จนไปถึงเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่ลูกค้าโทรมาสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก สินค้าที่ขายดีได้แก่ กระปุกออมสินไม้ไผ่แบบทรงสูง และสั่งซื้อคราวละประมาณ 3,000-5,000 ชิ้น
                      “การทำกระปุกออมสินกระบอกไม้ไผ่ เป็นอาชีพที่ทุกคนสามารถทำได้อยู่กับบ้านในยามว่างที่เสร็จสิ้นหลังจากทำไร่ ทำนา ขั้นตอนการทำกระปุกออมสินไม้ไผ่ เมื่อตัดไม้ไผ่มาแล้วจะพักไม้ไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้ไม้อยู่ตัว ไม่ให้แตกหรือยุบตัว จากนั้นตัดเป็นท่อนๆ เป็นรูปร่างตามแบบ ก่อนจะนำมาขัดผิวเอาเปลือกไม้ไผ่ออก และแต่งรูปร่างแล้วจึงตกแต่งให้สวยงาม ใช้สีเมจิกวาดตัวลวดลายเป็นตัวการ์ตูนบนผิวไม้ไผ่ ซึ่งแต่ละวันลูกหลานของสมาชิกเมื่อกลับจากโรงเรียนจะมาล้อมวงกันวาดภาพ โดยใช้ทักษะฝีมือด้านศิลปะมาช่วยครอบครัวหารายได้เสริม หลังจากวาดภาพและตกแต่งสีสันจนสวยงามแล้ว นำกระบอกไม้ไผ่ไปเคลือบเงาด้วยแล็กเกอร์ ก่อนจะผึ่งแดดสักระยะหนึ่งเพื่อไล่ความชื้นไม่ให้เกิดเชื้อรา จากนั้นจึงรวบรวมและจัดส่งให้ลูกค้าได้ทันที”
                      สหกรณ์จังหวัดเลยระบุว่าขณะนี้มีกำลังการผลิตกระปุกออมสินของสมาชิกแต่ละบ้านเฉลี่ย 100 กระบอกต่อวัน สร้างรายได้วันละประมาณ 1,000 บาท หากมียอดสั่งซื้อจากลูกค้าจำนวน 3,000 ชิ้น จะใช้เวลาในการผลิตประมาณ 1 สัปดาห์ โดยจะขายส่งเป็นสินค้าทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ราคาตั้งแต่ 10 บาทถึง 100 บาท สินค้ามีทั้งกระปุกออมสินหลายขนาด หลายรูปแบบ ตามลักษณะและจินตนาการของผู้ผลิตซึ่งเป็นชาวบ้าน รูปแบบส่วนใหญ่จะเป็นทรงกระบอกตามลักษณะของไม้ไผ่ นอกจากกระปุกออมสินที่เป็นสินค้าขายดีแล้ว ทางกลุ่มยังผลิตเป็นแก้วน้ำ แก้วกาแฟ แก้วไวน์ กระติกน้ำ โคมไฟไม้ไผ่ ซึ่งได้นำกะลามะพร้าวมาเป็นส่วนประกอบตกแต่งด้วย
                      “กลุ่มจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า แต่สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือกระปุกออมสินไม้ไผ่ ซึ่งจะมีบริษัทห้างร้านและโรงเรียนสั่งซื้อไปแจกเป็นของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ หรือแจกให้นักเรียนไว้ใช้สำหรับการออมเงิน และยังมีร้านค้าสั่งซื้อไปวางจำหน่ายตามสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเลย”
                      สหกรณ์จังหวัดเลยย้ำด้วยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลยเข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือชาวบ้านมีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพเพื่อใช้เวลาว่างจากงานประจำมาสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและวัสดุในท้องถิ่นมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่าเพื่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ในครัวเรือน นอกจากนี้ยังจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคอยให้คำแนะนำและสนับสนุนด้านการตลาด โดยเชื่อมโยงกับสหกรณ์ต่างๆ ภายในจังหวัด สั่งซื้อสินค้ากระปุกออมสินจากกลุ่มดังกล่าวสำหรับแจกจ่ายและใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการออมให้แก่สมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งอีกด้วย
                      นับเป็นผลิตภัณฑ์เด่นฝีมือชาวบ้านที่นำวัสดุจากธรรมชาติอย่างไม้ไผ่มาเพิ่มมูลค่าด้วยการผลิตเป็นกระปุกออมสิน ปลูกสร้างจิตสำนึกในการออมให้แก่เด็กๆ อีกด้วย สนใจผลิตภัณฑ์สามารถติดต่อสอบถามและสั่งซื้อสินค้าได้ที่โทร.08-1058-3630 ได้ตลอดเวลา
——————–
(ทำมาหากิน : กระปุกออมสินไผ่สหกรณ์ตาดข่า ‘หัตถกรรม’ เสริมรายได้สมาชิก : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘เดื่อดิน’ เป็นยา

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151119/217114.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน 2558
ไม้ดีมีประโยชน์ : 'เดื่อดิน' เป็นยา

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘เดื่อดิน’ เป็นยา : โดย…นายสวีสอง

                      จะพบต้น “เดื่อดิน” ชื่ออื่น โมกเครือ เดื่อเถา ได้ทุกภาคของบ้านเรา สรรพคุณ เนื้อไม้ ต้มน้ำดื่มรักษาโรคประดง ผื่นคัน ผสมผลมะตูมอ่อน ว่านมหากาฬ ต้มน้ำดื่มรักษาเบาหวาน ใบ แก้เมื่อยขบ ฝี ริดสีดวงทวาร ราก แก้พิษภายใน ลมพิษ ยาระบาย เป็นต้น
                      เป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็ง ในวงศ์ Apocynaceae อาศัยเลื้อยพันไม้อื่น ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางเหนียว สีขาว สูงราว 1-3 เมตร
                      ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเวียนเรียงสลับตรงข้ามเป็นคู่ ทรงรี ขอบขนาน โคนมนสอบ ปลายเรียวแหลม สีเขียวปนส้ม ยาว 4-8 เซนติเมตร
                      ดอก เป็นช่อกระจุก ตามซอกใบที่ปลายยอด กลีบดอก 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกันคล้ายรูปดาว สีขาว
                      ผล เป็นฝักคู่ คล้ายกระบอก เมื่อแก่แห้งจะแตก
                      ขยายพันธุ์ ปักชำเถา ชอบดินทุกสภาพ แสงแดดเต็มวัน
——————–
(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘เดื่อดิน’ เป็นยา : โดย…นายสวีสอง)

ฟื้นผ้าลายโบราณ ‘ปะลางิง’ ต่อยอดสู่แบรนด์ดังแดนใต้

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151118/217051.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2558
ฟื้นผ้าลายโบราณ 'ปะลางิง' ต่อยอดสู่แบรนด์ดังแดนใต้

ทำมาหากิน : ฟื้นผ้าลายโบราณ ‘ปะลางิง’ ต่อยอดสู่แบรนด์ดังแดนใต้ : โดย…ธานี กุลแพทย์

                      ความสำคัญของผ้ามีมากกว่าการเป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม เพราะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงฐานะของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะผ้าลวดลายโบราณที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี เหตุนี้จึงเป็นปัจจัยทำให้ “ปิยะ สุวรรณพฤกษ์” เจ้าของแบรนด์ “ศรียะลา บาติก” อ.เมือง จ.ยะลา นำมาเป็นไอเดียต่อยอดชิ้นงานอันทรงคุณค่านี้ให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
                      ปิยะ เล่าว่า ความชอบในงานศิลป์บวกกับเป็นคนพื้นเพ จ.ยะลา จึงเสาะแสวงหาไอเดียใหม่ๆ เพื่อนำไปออกแบบเป็นลวดลายของผ้าบาติกที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร กระทั่งมีโอกาสได้ไปตามมัสยิดและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ได้สังเกตเห็นลวดลายที่แกะสลักอยู่ตามช่องหน้าต่างช่องลม รวมถึงลายฉลุข้างราวบันได จึงนำมาเป็นไอเดียออกแบบลวดลายบนผืนผ้า ควบคู่กับศึกษาที่มาของลายเหล่านี้ พบว่าครั้งอดีตเคยนำมาใช้ทำผ้าแล้วเช่นกัน จนชาวบ้านเรียกติดปากว่าลายผ้า “ปะลางิง” กระทั่งกาลเวลาผ่านไปลวดลายต่างๆ ก็เลือนหายไปจากสังคม
                      โดยที่ปิยะ บอกว่า วัฒนธรรมการใช้ผ้าของชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ มีความหลากหลายวัฒนธรรมผสมผสานกัน ทั้งไทยพุทธ ไทยมุสลิม ไทยเชื้อสายจีน ทำให้ในพื้นที่มีผ้าหลายประเภทเกิดขึ้น หนึ่งในนั้นคือลายปะลางิง การนำลายนี้มาต่อยอดอีกครั้ง ภายใต้แบรนด์ “ศรียะลา บาติก” เท่ากับเป็นจุดเริ่มต้นในการสืบสานวัฒนธรรมในพื้นที่”
                      ปัจจุบันผลงานจากแบรนด์ของเขาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ด้วยจุดเด่นที่เป็นลวดลายโบราณแล้วยังมีจุดขายนั่นคือการแกะบล็อกพิมพ์โดยใช้บล็อกไม้พร้อมกับการกดพิมพ์ด้วยมือทุกชิ้นงาน ทำให้ลวดลายที่ออกมาชัดเจน อ่อนช้อย สัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของลายผ้า ต่างจากบล็อกที่กดพิมพ์ด้วยเครื่องจักรที่ลายดูแข็งกระด้าง ทำให้มั่นใจได้ว่างานที่ผลิตออกมาแต่ละชิ้นอาจเรียกได้ว่ามีเพียงชิ้นเดียวในโลก
                      ทั้งนี้ นอกจากสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าแล้ว ยังมีผ้าคลุมผม ผ้าคาดเอว ผ้าพันคอ ผ้านุ่ง ผ้าคลุมไหล่ ในรูปแบบต่างๆ ตามความต้องการของท้องตลาด ทว่า ในส่วนของรูปแบบอาจไม่ต่างนักจากเสื้อผ้ากลุ่มบาติก แต่จุดสำคัญอยู่ที่ลวดลายโบราณที่สามารถสร้างแบรนด์สินค้าและเพิ่มมูลค่าได้เป็นอย่างดี
                      “สินค้าส่วนใหญ่จะทำมือเกือบทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่สวยงามและมีคุณค่าสมกับนำลวดลายโบราณมาประยุกต์ใช้ เราจึงไม่เน้นชิ้นงานมาก แต่จะให้ความสำคัญกับผ้าทุกผืนที่ผลิตออกมาต้องมีคุณภาพ และสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า” ปิยะกล่าว พร้อมยอมรับว่า ออเดอร์ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มข้าราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
                      ตลอดช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา “ปิยะ” สร้างสรรค์ผลงานให้แบรนด์ของตนเองกว่า 200 แบบจนได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้วันนี้เขาอยากหาผู้ร่วมเครือข่ายอนุรักษ์ลายผ้าและผลิตผ้าแบบฉบับโบราณ บวกกับอยากมีส่วนร่วมช่วยสังคมจึงเกิดไอเดียเข้าไปฝึกสอนทำผ้าบาติกให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อเป็นอีกหนึ่งสาขาในการประกอบอาชีพให้ผู้ต้องขังในวันพ้นโทษ ให้ใช้ชีวิตในสังคมโดยมีอาชีพติดตัวอีกด้วย
                      สำหรับผู้สนใจอยากเป็นเจ้าของชิ้นงานผ้าลวดลายโบราณที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ติดต่อที่กลุ่มศรียะลา บาติก โทร.08-4165-2312
———————
(ทำมาหากิน : ฟื้นผ้าลายโบราณ ‘ปะลางิง’ ต่อยอดสู่แบรนด์ดังแดนใต้ : โดย…ธานี กุลแพทย์)

‘มะละกอแขกดำ’ ทำเงิน เกษตรกร ‘บ้านนาสีนวล’

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151118/217049.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2558
'มะละกอแขกดำ' ทำเงิน เกษตรกร 'บ้านนาสีนวล'

เกษตรกรคนเก่ง : ‘มะละกอแขกดำ’ ทำเงิน เกษตรกร ‘บ้านนาสีนวล’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      จากที่ภาคอีสานมะละกอดิบส่วนใหญ่ถูกนำมาทำ “ส้มตำ” เมนูโปรดในชีวิตประจำวัน เกษตรกรแห่ง จ.มหาสารคาม จึงนำมะละกอพันธุ์แขกดำลูกผสมมาปลูกในพื้นที่ ด้วยให้ผลผลิตเร็ว ปลูกง่าย ต้นเตี้ย รสชาติกรอบอร่อย ทำให้ได้รับความนิยม สร้างงาน สร้างเงินได้อย่างมั่นคง
                      ไพบูลย์ พุฒเขียว วัย 49 ปี อยู่ที่บ้านเลขที่ 140 หมู่ 17 บ้านนาสีนวล ต.นาสีนวล อ.กันทรวิชัย เล่าว่า เดิมทีรับไข่ไก่จากเกษตรกรในหมู่บ้านไปเร่ขายทั้งใน จ.มหาสารคาม และ จังหวัดใกล้เคียง พร้อมปลูกพืชผักสวนครัวแบบผสมผสาน บรรจุถุงใส่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปเร่ขายตามหมู่บ้าน และตลาดนัด ขณะเดียวกัน ก็หาต้นพันธุ์พืชผักมาปลูกเพิ่มเติมในสวน รวมทั้งมะละกอพันธุ์แขกดำลูกผสม
                      “ปลูกมะละกอแขกดำเมื่อปี 55 วันนั้นเดินทางมาที่ จ.ขอนแก่น เห็นมีเมล็ดพันธุ์ขาย จึงนำมาทดลองเพาะในพื้นที่ 2 ไร่ ลงดินเพียง 3-4 เดือนก็ออกลูก ต้นเตี้ยมาก ต้องคลานเข้าไปเก็บ แต่ก็สะดวก เพราะทำให้เลือกเก็บผลที่พอเหมาะ”
                      ต่อเมื่อเห็นว่ามะละกอที่ปลูกเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่น ตลอดจนมีตลาดรองรับทั้งตลาดในหมู่บ้าน และตลาดนัดอีกหลายแห่ง ทำให้ไพบูลย์ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม กระจายปลูกกว่า 500 ต้น ในพื้นที่ที่มีอยู่กว่า 10 ไร่ โดยปลูกผสมไปกับพืชผักสวนครัวอื่นๆ
                      ส่วนการดูแลนั้น ไพบูลย์ บอกว่า ไม่ได้ดูแลมากนัก เน้นการรดน้ำให้น้ำไหลผ่าน ไม่ให้น้ำขัง เพื่อป้องกันรากเน่า ไม่กำหนดระยะห่างที่ชัดเจน เพราะปลูกแซมไปกับพืชผักสวนครัวอื่นๆ การบำรุงต้น ดอก ผล ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ใช้สารชีวภาพฉีดพ่นไล่แมลง ที่สำคัญช่วยลดรายจ่ายเรื่องยาฆ่าแมลงได้มาก ผักที่นำไปขายจึงล้วนเป็นผักปลอดสารพิษ
                      “ตลาดตอบรับดีมาก ลูกค้าถามซื้อต้นพันธุ์ จึงเพาะต้นพันธุ์ขายต้นละ 10 บาท มีลูกค้าเหมาซื้อจนเพาะไม่ทัน เพราะเรารับประกันกับลูกค้าว่าต้นพันธุ์ที่ซื้อไปจากสวนเป็นมะละกอตัวเมียทุกต้น ปลูกแล้วได้ผลผลิตแน่นอน”
                      หากเกษตรกรท่านใดสนใจเรียนรู้การปลูกมะละกอแขกดำลูกผสม ไพบูลย์บอก ไปดูเป็นต้นแบบได้ที่สวน ยินดีให้ความกระจ่างแก่ทุกๆ คน
———————
(เกษตรกรคนเก่ง : ‘มะละกอแขกดำ’ ทำเงิน เกษตรกร ‘บ้านนาสีนวล’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

สนองพระราชดำริลุ่มน้ำป่าสักตอนบน จัดการน้ำ ‘ระยะยาว’

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151117/216983.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
สนองพระราชดำริลุ่มน้ำป่าสักตอนบน จัดการน้ำ 'ระยะยาว'

ทำมาหากิน : สนองพระราชดำริลุ่มน้ำป่าสักตอนบน วางแผนพัฒนาจัดการน้ำ ‘ระยะยาว’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร

                      ลุ่มน้ำป่าสัก มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 9.76 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา เลย ชัยภูมิ และนครราชสีมาบางส่วน ประกอบด้วย 8 ลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ แม่น้ำป่าสักตอนบน ห้วยน้ำพุง แม่น้ำป่าสักส่วนที่ 2 แม่น้ำป่าสักส่วนที่ 3 ห้วยเกาะแก้ว ลำสนธิ แม่น้ำป่าสักตอนล่าง และห้วยมวกเหล็ก
                      ลุ่มน้ำวางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ตอนบนของลุ่มน้ำมีเทือกเขาเพชรบูรณ์ขนาบสองข้าง โดยแม่น้ำป่าสักที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ในเขต อ.ด่านซ้าย ทางตอนใต้ของ จ.เลย ไหลผ่าตรงกลางพื้นที่ตัว จ.เพชรบูรณ์ ลงมาผ่าน จ.ลพบุรี สระบุรี  โดยมีเขื่อนพระราม 6 เขื่อนทดน้ำและระบายน้ำแห่งแรกในประเทศไทยสร้างปิดกั้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนไหลลงบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา
                      ปัญหาของลุ่มน้ำป่าสักคือน้ำแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก อีกทั้งปริมาณน้ำที่หลากลงไปซ้ำเติมพื้นที่ปลายน้ำ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ท่วมแทบทุกครั้ง ในยามน้ำเหนือหลากลงมา
                      เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ถือกำเนิดด้วยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย เพราะมีการต่อต้านคัดค้านรุนแรงจากในพื้นที่ แม้เปิดโครงการได้ก็ต้องพยายามลดผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกินของราษฎร ด้วยการจำกัดขนาดความจุอ่างเพียง 960 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ทั้งที่มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยกว่า 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี  น้ำจะไหลลงเต็มอ่างอย่างรวดเร็ว จนต้องพร่องน้ำเป็นระยะๆ
                      ด้วยข้อจำกัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้กรมชลประทานศึกษาหาทางเก็บกักน้ำบริเวณลุ่มน้ำป่าสักตอนบน โดยกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตาม แผนระยะเร่งด่วน 7 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยหิน จ.ลพบุรี อ่างความจุ 2.25 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนั้นอยู่ในเขต จ.เพชรบูรณ์ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยป่าเลา ความจุ 8.40 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำก้อ ความจุ 20.58 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่  ความจุ 13.25 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยนา ความจุ 5.65 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำคลองลำกง ความจุ 48.52 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำห้วยเล็ง ความจุ 17.20 ล้านลูกบาศก์เมตร
                      “อ่างเก็บน้ำระยะเร่งด่วน 7 โครงการ ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดแล้ว โดยมีความจุรวมทั้งสิ้น 115.85 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยให้พื้นที่ลุ่มน้ำบริเวณนี้รอดพ้นจากอุทกภัยในฤดูน้ำหลากได้ค่อนข้างดี เหลือแต่ระบบส่งน้ำที่จะก่อสร้างในระยะต่อไป” ประพิศ จันทร์มา  ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน กล่าว พร้อมระบุแผนระยะปานกลางว่า ได้วางแผนก่อสร้าง อ่างเก็บน้ำห้วยชุนใหญ่ ความจุ 7.52 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก (ตอนล่างอ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์) ความจุ 61 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยท่าพล  ความจุ 12.82 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยชุนน้อย ความจุ 8.63 ล้านลูกบาศก์เมตร และระบบส่งน้ำต่อจากอ่างเก็บน้ำระยะเร่งด่วน รวมทั้งระยะกลาง
                      แผนระยะยาว ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 8 แห่งประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำห้วยผักเฮี้ย ความจุ 4 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำคลองน้ำหิน ความจุ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำบ้านเสลี่ยงแห้ง 3 ความจุ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำบ้านนางั่ว ความจุ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำจาง ความจุ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยชะเอม ความจุ 3.45 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำห้วยสะดวงใหญ่ ความจุ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร และ อ่างเก็บน้ำคลองบ้านหวาย ความจุ 3.12 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมความจุ 52.57 ล้านลูกบาศก์เมตร
                      “โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเหล่านี้ เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก โดยเฉพาะ จ.เพชรบูรณ์ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ลดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะเดียวกันมีแหล่งน้ำต้นทุนช่วยลดปัญหาขาดแคลนน้ำได้ดีขึ้น สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1 แสนไร่ จากที่มีอยู่เดิมประมาณ 1 แสนไร่” ประพิศ กล่าว
                      กล่าวโดยสรุป โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำป่าสักตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามแผนระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว จะทำให้ลุ่มน้ำป่าสักเพิ่มความจุแหล่งน้ำ 258.39 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ 171,150 ไร่ และพื้นที่ชลประทาน 157,050 ไร่ รวมทั้งลดผลกระทบน้ำแล้ง และท่วมซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำอีกด้วย
———————
(ทำมาหากิน : สนองพระราชดำริลุ่มน้ำป่าสักตอนบน วางแผนพัฒนาจัดการน้ำ ‘ระยะยาว’ : โดย…โต๊ะข่าวเกษตร)

จับตาตลาดกล้วยหอมทองพืชเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151116/216861.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2558
จับตาตลาดกล้วยหอมทองพืชเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต

จับตาตลาดกล้วยหอมทองพืชเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต : ดลมนัส กาเจรายงาน

             ปัจจุบันกล้วยหอมกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจยิ่ง สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ราคากล้วยหอมพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จะเห็นจากราคาขายปลีกตามท้องตลาด จากเดิมราคาผลละ 3 บาท ปัจจุบันราคาอยู่ที่ละ 5-12 บาท

หากดูข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ในปี 2556 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทั้งประเทศ 86,270 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ของภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.ปทุมธานี มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด 14,170.5 ไร่ ตามด้วย จ.เพชรบุรี 8,956 ไร่ ชุมพร 8,507 ไร่ สระบุรี 3,997 ไร่ และหนองคาย 3,254 ไร่ มีผลผลิตรวม 234,220 ตัน ใช้บริโภคภายในประเทศ 232,689 ตัน ส่งออกต่างประเทศ 1,531 ตัน

สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักเกษตรจังหวัดปทุมธานี ระบุว่า ที่ผ่านมาพื้นที่การปลูกกล้วยหอมใน จ.ปทุมธานี มีประมาณ 1.5 หมื่นไร่ โดยในปี 2557 มีพื้นที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตกว่า 9,000 ไร่ ได้ผลผลิตไร่ละ 5 ตัน ตลาดหลักส่วนใหญ่จะเป็นที่สี่มุมเมือง ตลาดไท โมเดิร์นเทรด และอีกส่วนหนึ่งส่งจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ หรือคอนวีเนียนสโตร์ โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ที่มีความต้องการกล้วยหอมทองคุณภาพวันละถึง 1 แสนผล

ทั้งนี้ นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่นอีเลฟเว่น ร้านอิ่มสะดวกของคนไทย กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพมาตรฐานและเป็นที่นิยมจากประชาชนมาโดยตลอด เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านี้ และผู้บริโภคจะสามารถหารือได้ทั่วประเทศผ่านสาขาร้านเซเว่นฯ ที่มีอยู่กว่า 8,600 สาขา

นอกจากนี้ มีบริษัท ทเวนตี้โฟร์ช้อปปิ้ง จำกัด เปิดช่องทางการจำหน่ายผ่านนิตยสารเซเว่นแค็ตตาล็อก ร้านสาขา ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ และอีคอมเมิร์ซ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ช็อปปิ้งสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง ในจำนวนนี้มีสินค้าเกษตรจำพวกกล้วยหอมทองมาจำหน่ายร้านเซเว่นฯ ปริมาณวันละเกือบ 1 แสนลูก และมีเป้าหมายที่จะจำหน่ายเพิ่มขึ้นให้ได้กว่า 1 แสนผล

ล่าสุด บริษัทได้พาสื่อมวลชนเปิดบ้านเยี่ยมชมสินค้าผลผลิตกล้วยหอมทอง ของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกล้วยหอมขนาดใหญ่อันดับสองของประเทศ ที่สามารถผลิตกล้วยหอมทอง ได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเน้นความสะดวก รับประทานครั้งละ 1 ผล และชอบกล้วยหอมในลักษณะสุกกำลังพอดี เปลือกมีสีเหลืองมากกว่าเขียว ซึ่งการจำหน่ายกล้วยลูกเดียวจึงกลายเป็นกระแสนิยมของคนไทยสังเกตได้จากปริมาณกล้วยหอมทองที่จำหน่ายผ่านเซเว่นฯ ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นทุกวัน

ด้าน นายเสน่ห์ สรรพคง ประธานสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรท่ายาง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2509 มีสมาชิกที่เป็นเกษตรกรราวๆ 360 ครอบครัว ส่วนใหญ่ปลูกกล้วยในพื้นที่กว่า 2,700 ไร่ โดยเฉพาะกล้วยหอมทอง ในจำนวนนี้มีเกษตรกรที่ร่วมโครงการปลูกกล้วยหอมปลอดสารพิษเพื่อส่งออกและส่งให้เซเว่นฯ จำนวน 300 ราย ในพื้นที่ 1,200 ไร่ ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นเดือนละ 15 ตัน ที่เหลือขายภายในประเทศโดยเฉพาะผลิตส่งให้ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นต้น

ส่วน นายมานะ บุญสร้าง หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปี ที่ธุรกิจของสหกรณ์ดำเนินงานหลากหลาย อาทิ รับฝากเงินออมทรัพย์, สินเชื่อในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการเกษตร, บริการ (ตลาดกลางการเกษตร ผักและผลไม้) และธุรกิจที่ส่งเสริมเกษตรกรท้องถิ่น โดยรวบรวมผลผลิตกล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า โดยส่งเสริมสมาชิกกลุ่มเรียนรู้วิธีการปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว และมีการตรวจเยี่ยมสมาชิกต่อเนื่อง

กระทั่งในปี 2556 ที่ผ่านมาเห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปเน้นคุณภาพ สะดวก รวดเร็วและพร้อมรับประทานได้ทันที การขายกล้วยเป็นหวี ทำให้ผู้บริโภคหลายคนรับประทานไม่ทัน จึงได้ลองเสนอขายกล้วยหอมทองในร้านเซเว่นฯ แบบบรรจุใส่ถุงลูกเดียว โดยช่วงแรกส่งขายเซเว่นฯ วันละ 900 ผล ล่าสุดปีนี้ปริมาณการส่งจำหน่ายเติบโตวันละ 2.8 หมื่นผล หรือประมาณวันละ 4-5 ตัน ภายใต้เครื่องหมายการค้า “อิ่มท้อง” ปีหน้าตั้งเป้าส่งขายในเซเว่นฯ 3.5 หมื่นตัน เนื่องจากยอดจำหน่ายผ่านร้านเซเว่นฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ตอนนี้สหกรณ์ท่ายาง ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง การปลูกกล้วยหอมทองคุณภาพดีที่ส่งจากสวนทุกลูก สู่ผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่นฯ เป็นหลักกว่า 80% ส่งออกราว 10% ที่เหลือส่งตลาดล่างและแปรรูป ทำเป็นขนมเค้ก เป็นต้น และหลังจากที่ส่งขายให้เซเว่นฯ แล้ว ทำให้ราคากล้วยหอมทองราคาดีขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรในท้องถิ่นมีรายได้ที่มั่นคง” นายมานะ กล่าว

ขณะที่ นายพุฒิภูมิ ทองประเสริฐ เจ้าของสวนกล้วยบ้านท่าทุ่งแฝก ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี บอกว่า มีที่ทำกิน 15 ไร่ เดิมปลูกมะนาวเห็นว่า มีปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องของโรค พอดีทางสหกรณ์การเกษตรท่ายาง มีการส่งเสริมปลูกกล้วยหอมทอง และประกันราคาที่กิโลกรัมละ 13 บาท จึงตัดสินใจปลูกกล้วยหอมทอง 10 ไร่ สร้างกำไรสุทธิอยู่ที่ไร่ละ 3 หมื่นบาท/ปี ล่าสุดมีการปรับราคาประกันที่ 14 บาท เนื่องจากตลาดต้องการสูงขึ้น ถือเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่นอีเลฟเว่น สามารถติดต่อบริษัทได้หลายช่องทาง อาทิ เว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านทางสำนักจัดซื้อของเซเว่นฯ เบอร์โทรศัพท์ 0-2677-9000

ตามสภาวิจัยตะลุย ‘เมืองน่าน’ ติวเข้มชาวบ้านปราบศัตรูชาเมี่ยง

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151115/216870.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558
ตามสภาวิจัยตะลุย 'เมืองน่าน' ติวเข้มชาวบ้านปราบศัตรูชาเมี่ยง

ท่องโลกเกษตร : ตามสภาวิจัยตะลุย ‘เมืองน่าน’ ติวเข้มชาวบ้านปราบศัตรูชาเมี่ยง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                      จ.น่าน ไม่เพียงเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย ทว่ายังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจที่สำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด ชา กาแฟ หรือแม้กระทั่งไม้ผลเมืองหนาวอย่างลำไยและสตรอเบอร์รี่ที่ว่ากันว่ามีรสชาติดีกว่าในพื้นที่อื่นๆ แต่ที่ผ่านมาการดูแลพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ให้เจริญเติบโต ปราศจากโรคและแมลงรบกวนนั้นต้องใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายทั้งเกษตรกรผู้ใช้และผู้บริโภค ทั้งยังมีปัญหาในเรื่องสารตกค้างในดิน มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย
                      จะเห็นว่า ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์ชีวินทรีย์แห่งชาติ ร่วมกับสถาบันการศึกษาในเครือข่าย นำนักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน ตลอดจนนักส่งเสริมการเกษตร เข้าไปอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมรณรงค์ให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนความคิดหันมาใช้วิธีการกำจัดศัตรูพืช โรคและแมลงโดยชีววิธีแทนการใช้สารเคมี นอกจากนั้นมีผลดีต่อสุขภาพ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและยังช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย
                      “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ ขึ้นเหนือเพื่อไปดูการเพิ่มมูลค่าชาอัสสัม (ชาเมี่ยง) และการบริหารศัตรูพืชโดยชีววิธี นำโดยรองเลขาธิการรักษาการแทนเลขาธิการ วช. “สุกัญญา ธีระกูรเลิศ” พร้อมด้วยผู้บริหาร นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้านใน จ.เชียงราย เพื่อนำองค์ความรู้ นวัตกรรมมาถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกชาอัสสัม (ชาเมี่ยง) ในพื้นที่ อ.บ่อเกลือ และใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชาอัสสัมคุณภาพส่งออกของจังหวัด ณ ห้องประชุมศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ จ.น่าน
                      น่านช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว ลมหนาวโชยมาเป็นระยะๆ ช่วงเช้าปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจุดหมายแรกไปดูการผลิตข้าวปลอดภัยและการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนป่าคาการเกษตรที่ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา ซึ่งเป็นศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปัจจุบันมี ประภาส อินต๊ะแสน เป็นประธานศูนย์ ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีจากตัวเมือง ทันทีที่ไปถึงที่ทำการศูนย์ รับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงานของศูนย์จากคุณประภาส ก่อนพาเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ อาทิแปลงปลูกข้าว เครื่องสีข้าวและขั้นตอนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งที่นี่ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ กข6 กข10 และสันป่าตอง1 โดยมีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่มาให้คำปรึกษาแนะ จนสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพส่งจำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียง
                      เสร็จจากเยี่ยมชมศูนย์ จากนั้นเดินทางไปยังแปลงนาข้าวของ สมเดช มหาวงศ์นันท์ อายุ 54 ปี เกษตรกรสมาชิกในเครือข่ายของศูนย์ใน ต.ท่าวังผา อ.ท่าวังผา ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ แบ่งเป็นปลูกข้าวหอมมะลิ105 จำนวน 3 ไร่ ข้าวเหนียวสันป่าตอง1 จำนวน 4 ไร่ ที่เหลืออีก 1 ไร่ปลูกข้าวก่ำ โดยใช้วิธีนาดำและไม่ใช้ยากำจัดศัตรูพืช แต่จะใช้วิธีแบบชีววิธีแทน ทำให้สามารถลดต้นทุนไปเกือบเท่าตัว ที่สำคัญทำให้สุขภาพของตัวเองดีขึ้นด้วย
                      จากนั้นเดินทางต่อไปยัง ต.พญาแก้ว อ.เชียงกลาง เพื่อดูการปลูกลำไยคุณภาพส่งออกของ ปรินทร การัตน์ ซึ่งเป็นเกษตรกรสมาชิกในโครงการเกษตรแปลงใหญ่ของ จ.น่านด้วย โครงการลำไยแปลงใหญ่มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 1,000 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเข้าร่วมกว่า 300 ราย ปัจจุบันมี บุญพร้อม สมศิริิ เกษตรอำเภอเชียงกลาง เป็นผู้จัดการโครงการ
                      หลังจากตระเวนเยี่ยมพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจของ จ.น่าน อย่างข้าวและลำไยแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ขึ้นสู่พื้นที่สูง เพื่อร่วมสัมมนาการเพิ่มมูลค่าชาอัสสัม (ชาเมี่ยง) และการบริหารจัดการศัตรูพืชโดยชีววิธี ให้แก่ชาวบ้านที่มีอาชีพปลูกชาตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ ห้องประชุมศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ต.ภูฟ้า อ.บ่อเกลือ ซึ่งเป็นสถานที่ในการอบรมสัมมนา จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชชีวินทรีย์แห่งชาติ ร่วมสถาบันการศึกษาในเครือข่ายเขตภาคเหนือตอนบน
                      การอบรมครั้งนี้ นอกจากเน้นภาคทฤษฎีและนำนวัตกรรมที่เป็นผลงานจากการวิจัยมาโชว์ให้เกษตรกรผู้ปลูกชาให้เห็นแล้ว ยังเชิญเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกชาโดยใช้ชีวินทรีย์ในการกำจัดโรคและแมลงที่มาทำลายใบชาอย่าง ร.ต.ท.ศุภชัย โพธิ์สุวรรณ เจ้าของไร่ชาดอยวาวี จ.เชียงราย และบุญทวี ทะนันไชย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกชาอัสสัม จ.น่าน เจ้าของผลิตภัณฑ์ชาแปรรูป “ทีพนา” มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังด้วย จากนั้นได้เยี่ยมชมแปลงปลูกชาอินทรีย์ในพื้นที่บริเวณโดยรอบศูนย์ภูฟ้าพัฒนา เพื่อจะให้ชาวบ้านได้เห็นของจริง ทั้งขั้นตอนและวิธีการดำเนินการอย่างครบวงจร
                      นับเป็นอีกก้าวในการส่งเสริมชาวบ้านทำการเกษตรบนพื้นที่สูง โดยใช้วิธีธรรมชาติในการปราบศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมี ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง ที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำหลายสายในปัจจุบัน
——————–
(ท่องโลกเกษตร : ตามสภาวิจัยตะลุย ‘เมืองน่าน’ ติวเข้มชาวบ้านปราบศัตรูชาเมี่ยง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)
%d bloggers like this: