Category Archives: คมชัดลึก

‘ทรภ.3’ระดมช่วยชาวโรฮิงญาลุยปฏิบัติการเพื่อ‘มนุษยธรรม’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150604/207428.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2558
‘ทรภ.3’ระดมช่วยชาวโรฮิงญาลุยปฏิบัติการเพื่อ‘มนุษยธรรม’

‘ทรภ.3’ระดมช่วยชาวโรฮิงญา ลุยปฏิบัติการเพื่อ‘มนุษยธรรม’ : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

               กว่า 1 สัปดาห์แล้ว กับภารกิจ “ฐานปฏิบัติการลอยน้ำ” ของ “เรือหลวงอ่างทอง” ในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมชาวโรฮิงญา ที่เดินทางเข้ามาในอาณาเขตน่านน้ำไทย โดยภารกิจครั้งนี้มีการประกอบกำลังจาก 3 เหล่าทัพ คือ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ

โดยมี พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้ควบคุมศูนย์อำนวยการลาดตระเวน และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย หรือ “ศอ.ยฐ.” ซึ่งกำหนดระยะเวลาการปฏิบัติภารกิจไว้ 2-3 สัปดาห์ ก่อนที่จะถอนกำลังกลับหน่วยที่ตั้งตามปกติ

การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวจะใช้กำลังจาก “ทัพเรือภาคที่ 3″ เป็นกำลังหลัก โดยใช้เรือหลวงอ่างทองเป็น “เรือแม่” ในการจัดตั้งฐานปฏิบัติการลอยน้ำบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งเป็นรอยต่อของน่านน้ำไทยและพม่า

ภารกิจของทัพเรือภาคที่ 3 คือ การจัดกำลังทางเรือ (เรือ อากาศยาน และหน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง) ลาดตระเวนเฝ้าตรวจในพื้นที่ที่คาดว่าจะมีเรือผู้อพยพเดินทางเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบ (พื้นที่ด้านบกตั้งแต่หมู่เกาะสุรินทร์-ชายฝั่ง จ.ระนอง และพื้นที่ด้านใต้ตั้งแต่เกาะหลีเป๊ะ-ชายฝั่ง จ.สตูล) โดยประสานการปฏิบัติกับ กอ.รมน.ภาค 4 สย.1

ยุทโธปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วย กำลังทางเรือ 7 ลำ คือ ร.ล.สายบุรี, ร.ล.อ่างทอง, ร.ล.ทยานชล, ร.ล.มันกลาง, เรือ ต.993, เรือ ต.220 และเรือ กร.304 กำลังทางอากาศยาน 4 เครื่อง ประกอบด้วย เครื่องบินลาดตระเวนตรวจการณ์แบบที่ 1 จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องบินลาดตระเวนตรวจการณ์ชี้เป้าแบบที่ 1 จำนวน 1 เครื่อง และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 4 จำนวน 2 เครื่อง

พล.ร.ท.สายันต์ ประสงค์สำเร็จ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 กล่าวถึงภารกิจครั้งนี้ว่า กองทัพเรือได้จัดกำลังทางเรือออกปฏิบัติภารกิจตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อปฏิบัติภารกิจในการค้นหา ให้ความช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้อพยพชาวโรฮิงญาในพื้นที่รับผิดชอบด้านทะเลอันดามัน

“การปฏิบัติภารกิจที่ผ่านมาของทัพเรือภาคที่ 3 ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งการจัดกำลังทางเรือ และกำลังทางอากาศในการลาดตระเวน ค้นหา และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตามที่รัฐบาลมอบหมายมายังกองทัพเรือ ซึ่งจากการปฏิบัติในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังไม่พบผู้อพยพชาวโรฮิงญาเข้ามาในพื้นที่แต่อย่างใด”

อย่างไรก็ตาม ทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมให้ความช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยธรรม ส่วนระยะเวลาในการปฏิบัติงานยังกำหนดไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล แต่คิดว่าน่าจะปฏิบัติภารกิจในช่วง 2-4 สัปดาห์ เพราะขณะนี้ฝั่งทะเลอันดามันเข้าสู่ฤดูมรสุมตะวันตกที่จะทำให้ฝนตกมากขึ้น และจะมีคลื่นลมแรง ซึ่งถ้าเปรียบไปก็เหมือนกับช่วงไฮซีซั่น และโลว์ซีซั่น

“เปรียบไปก็เหมือนกับช่วงไฮซีซั่นในพื้นที่จ.ภูเก็ต ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงสิ้นเดือนเมษายน จะเป็นช่วงอากาศดี ชาวโรฮิงญาจึงใช้ช่วงเวลานี้เดินทาง ส่วนช่วงที่เหลือจะเป็นโลว์ซีซั่นจะมีคลื่นลมแรง เป็นอันตรายต่อการเดินทาง ชาวโรฮิงญาจึงยังไม่เดินทางเข้ามา”

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 กล่าวยืนยันว่า ทัพเรือภาคที่ 3 มีความพร้อมในการดูแลด้านมนุษยธรรม เพราะตามปกติก็มีการฝึกตามวงรอบอยู่แล้ว และต้องการให้เห็นถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่า ถ้าใช้ระยะเวลาปฏิบัตินานเกินไปจะกระทบเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งจะทำให้เป็นภาระต่อประเทศมากขึ้น

‘ตู่’จี้‘นายกฯ’พูดให้ชัดสานต่ออำนาจ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150603/207405.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558
‘ตู่’จี้‘นายกฯ’พูดให้ชัดสานต่ออำนาจ

‘จตุพร’ จี้ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ประกาศจุดยืนให้ชัดสานต่ออำนาจ เตือนอย่าเล่นของร้อน ชี้เนื้อหาร่างรธน.ส่อก่อหายนะ แนะ ‘กมธ.ยกร่างฯ’ เร่งแก้ไข

        3 มิ.ย.58 ที่สโมสรทหารบกวิภาวดี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวภายหลังเข้าร่วมการเสวนาว่า ทาง พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก ได้เปิดกว้างให้แสดงความคิดเห็นและนำเสนอภายใต้แนวทาง มั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน ตามนโยบายต่างๆ ที่ทาง คสช.ได้ดำเนินการ พร้อมให้ทุกฝ่ายแสดงถึงข้อห่วงใยในเรื่องการเมือง โดยเฉพาะในกรณีการร่าง รธน. เศรษฐกิจ สังคม ในทุกมิติ เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ อย่างไรก็ดี พล.อ.ฉัตรเฉลิม ได้นัดหมายให้พุดคุยกันอีกในโอกาสต่อไป
        “ในส่วนของผมได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องของ รธน. ที่จะกลายเป็นวิกฤติในอนาคต และจะทำให้ประเทศได้รับผลเสียหายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะวนื้อหาในปัจจุบันจะทำให้ประเทศต้องกลับมาเป็นแบบนี้อีก ในระหว่างทางก็จะเกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ นอกจากนี้ผมยังได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องพีชทีวีที่ถูกปิด ซึ่งจากการที่ กสทช. ได้ให้เหตุผลโดยอ้างคำพูดขอผมว่า อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู บรรยากาศบ้านเมืองจะมีความน่ารักกว่านี้ เพียงอาศัยข้อความประโยคนี้ก็มาปิดสถานีดังกล่าว ผมได้ฝากเรียนไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ช่วยพิจารณาว่า ถ้อยคำเช่นนี้หรือที่จะใช้เพิกถอนใบอนุญาต แม้ว่าเราจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน แต่ไม่ใช่การทำลายล้าง หรือ การเผชิญหน้า” นายจตุพร กล่าว
        นายจตุพร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในที่ประชุมยังได้มีการหารือในอีกหลายประเด็น บรรยากาศเป็นไปด้วยดี เชื่อว่า การเปิดเวทีในลักษณะแบบนี้จะเป็นประโยชน์ ส่วนเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองนั้น ได้ชี้แจงไปว่าเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างและไม่ได้มีลักษณะของการเผชิญหน้า และแต่ละฝ่ายก็ไม่ต้องการซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศ เพียงแต่หน้าที่ของแต่ละฝ่ายต้องรับฟัง เมื่อรับฟังแล้วก็มีการเสนอไปยังผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมา ก็จะได้ประโยชน์ และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ยืนยันว่าความเห็นต่างไม่ใช่การทำลายล้าง หรือการเป็นศัตรู แต่จะเป็นประโยชน์ประเทศโดยรวม ถ้ามองกันอย่างเข้าใจ สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. ที่ผ่านมาก็ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า ในเมื่อคนไทยให้โอกาส คสช. ให้แก้ไขปัญหาของประเทศตามโรดแม็พ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องอดทนตามวันเวลา ที่ คสช.ได้ขอโอกาสไว้ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็จะอยู่ภายใต้บรรยากาศที่สร้างสรรค์ และในช่วงที่ผ่านมา ทางกลุ่ม นปช. เองก็ยึดมั่นตามนั้น และไม่ได้มีวาระซ้อนเร้น เพราะไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียอีก
        “หากปีหน้าการเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้นผมได้แสดงความคิดเห็นในที่ประชุมว่า คสช.ต้องการอะไร ถ้าหากต้องการให้บ้านเมืองสงบก็อยากให้เขียน รธน.ที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตย หรือต้องการที่จะอยู่ต่อก็ควรบอกกันตรงๆ ผมไม่ได้กลัวว่าถ้า คสช.อยู่ในอำนาจนาน จะเป็นผลดีต่อผู้ที่อยู่ในอำนาจนั้น เพราะอำนาจมันเป็นของร้อน ถ้าต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้า และไม่อยากให้กลับมาที่จุดเดิม ก็ขอให้ตั้งต้นที่ รธน. ส่วนการทำประชามติ รธน.นั้น เป็นเพียงการชะลอกับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าโชคดี ก็สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาร่าง รธน.ได้ในชั้นกรรมาธิการยกร่าง ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปทำประชามติ แต่ถ้าหากคณะกรรมาธิการยกร่างไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหา การทำประชามติก็เป็นเพียงการชะลอความหายนะที่จะเกิดในอนาคต ผมเชื่อว่าข้อวิตกกังวลในเรื่องการทำประชามติ ของหลายๆฝ่าย เป็นเพราะกลัวว่า จะเป็นการแสดงความไม่พอใจในทุกมติ จะมาลงที่การทำประชามติรับร่างรธน.ฉบับนี้ ดังนั้นแนวทางที่ถูกต้องอยากให้ร่าง รธน.เป็นประชาธิปไตยเพื่อสร้างผลดีให้กับทุกฝ่าย” นายจตุพร ระบุ

‘บิ๊กตู่’ปัดเลขสั่งหวยงวดหน้าไปคิดเอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150603/207402.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558
'บิ๊กตู่'ปัดเลขสั่งหวยงวดหน้าไปคิดเอง

‘ประยุทธ์’ ไม่รู้หวยออกทะเบียนรถตัวเอง งวดหน้าเลขอะไรก็ไปคิดกันเอาเอง ย้ำทุกฝ่ายเดินหน้ายุทธศาสตร์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ปัดไล่ล่า ขรก.

                        3 มิ.ย. 58  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 3/2558 ถึงทะเบียนรถเบนซ์ส่วนตัว ทะเบียน ญค 1881 กรุงเทพมหานคร ให้โชคกับบรรดาคอหวย ว่า “ผมไม่รู้ รถทะเบียนอะไร” เมื่อถามว่า แล้วงวดหน้าจะออกทะเบียนรถคันไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ผมไม่รู้ เพราะผมไม่ได้เป็นคนให้ออก เลขอะไรก็ไปคิดกันเอาเอง”
ย้ำทุกฝ่ายเดินหน้ายุทธศาสตร์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ปัดไล่ล่า ขรก.
                        พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 3/2558 กล่าวก่อนการประชุม ว่า ขอย้ำว่าสิ่งที่สำคัญในขณะนี้ คือ ทุกคนต้องช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนและสังคมได้เห็นถึงการทำงานของหน่วยราชการ โดยไม่ปล่อยให้สื่อและสังคมเข้าใจไปในทางที่เสียหาย โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ ที่ข้าราชการระดับสูงหลายคนในที่นี้ถูกกล่าวถึงและพาดพิงอยู่ ส่วนตัวเข้าใจดีว่าข้าราชการทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ และอดทนต่อแรงกดดันรอบด้าน ที่ผ่านมาการตัดสินใจบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่อยากทำ แต่ต้องทำด้วยเหตุผลความจำเป็นบางประการ ดังนั้นขอให้ข้าราชการทุกคนให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี แล้วปรับเปลี่ยนเป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อช่วยรัฐบาลทำงานด้วยความเข้มแข็งต่อไป
                        พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมว่า “เป็นข้าราชการต้องมีความซื่อตรง อย่าทุจริตให้เป็นที่อับอายขายหน้าแก่ตนและครอบครัว ต้องช่วยกันจัดระบบให้ปรากฏความโปร่งใส มีความชัดเจน ไม่ให้ใครเขามาดูถูกดูหมิ่น อีกอย่างผู้บริหารต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน ซึ่งมีบุญคุณใหญ่หลวง พระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์ในทุกรัชกาล หากเราไม่เรียนรู้ ไม่ซาบซึ้ง ไม่เข้าใจ แล้วจะรักชาติ รำลึกบุญคุณชาติได้อย่างไร”
                        จากนั้นเวลา 13.15 น.  พล.อ.ประยุทธ์ แถลงข่าวภายหลังการประชุม ว่า วันนี้เป็นการประชุมบูรณาการหน่วยงานทั้งหมดโดยกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ โดยมีเลขาธิการ ก.พ.ดำเนินการประชุม ประจำทุกเดือน จะมีการประชุมหารือกับส่วนราชการ ทุกกระทรวง ในฐานะข้าราชการ ตนเองมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนข้าราชการ และขับเคลื่อนกับ ครม. แต่ทั้งทีมข้าราชการ และ ครม.ก็ต้องไปด้วยยุทธศาสตร์ นโยบายเดียวกัน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน วันนี้ก็ได้มีการพูดถึงประเด็นปัญหาที่เราต้องสรุปให้ได้ว่า วันนี้ประเทศเราอยู่ตรงไหน มีปัญหาตรงไหนบ้าง ตนจึงได้สั่งการว่า ขอให้เกิดความชัดเจนในทุกกระทรวง โดยคำว่าอดีต คือ ก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเราได้แก้ไขไปบ้างแล้วหลังจาก 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าจบไปแล้วในนาม คสช. ด้วยคำสั่งเดียว เช่น ไปจัดระเบียบต่างๆ มา เขียนเพียงคำสั่งเดียว ก็ทำได้ทั้งหมด นั่นคืออดีต เป็นการแก้ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน โดยการพึ่งกฎหมาย อาชญากรรม อาวุธสงคราม นั่นคือจบไปแล้ว ถ้าไม่มีก็อย่าให้มันเกิดขึ้นมาอีก ต่อไปคือเรื่องของปัจจุบัน ซึ่งกำลังทำในวันนี้อยู่ เพราะฉะนั้นในอดีตที่ยังเป็นปัญหาในเรื่องของโครงสร้าง การสร้างการแข่งขัน เพิ่มขีดความสามารถ เรื่องพลังงาน ก็เป็นเรื่องที่ต้องปฏิรูปและเริ่มทำในสมัยนี้
                        “การปฏิรูปตำรวจก็เริ่มทำในสมัยนี้ ให้ทำงานได้ จับโจรได้ก่อนให้ไปดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมให้ได้ เอาคนผิดมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ไปรังแกใคร เป็นไปตามหลักฐาน ข้อกล่าวหา และให้ผู้ถูกกล่าวหามาสู้คดี เมื่อมาสู้คดี เขาก็มีวันออก มีวันจบ และพ้นจากข้อกล่าวหา แต่ถ้าไม่สู้คดีแล้วมาบอกว่า ถูก มันไม่ได้ ผมไม่ยอมตรงนี้ ก่อน 22 พฤษภาคม 2557 จะต้องชัดเจนขึ้น เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไปสู้กันมา ต่อไปวันนี้เราจะนั่งทำเพื่อวันนี้ คือการเริ่มต้นการปฏิรูป หลายกระทรวงมีนโยบายใหม่ๆ และนโยบายเร่งด่วนผมก็มีให้ วันนี้เราบริหารงานตามนโยบายเร่งด่วนที่ผมอยากให้เกิด ลดความเหลื่อมล้ำ ให้ความเป็นธรรม ให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงกระบวนการทางกฎหมาย คนจนต้องมีสิทธิ์ มีเสียง มีตัวตน ให้คนมองเห็นเช่นเดียวกับประเทศไทย เราจะต้องทำให้ทุกประเทศเห็นตัวตนของประเทศเราว่ามีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้ เราจะไปเดินตามเขาทุกอย่างไม่ได้ เพราะเราเองก็เป็นประเทศ เป็นประชาคมหนึ่ง ที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากันเพียงแต่เรามีปัญหาอยู่บ้าง เพราะรายได้จำกัด เพราะรายได้มาจากการเกษตร ก็ต้องดูแลเราตรงนี้ด้วย
                        ส่วนอะไรที่ต้องทำเพื่อความยั่งยืน จำเป็นต้องออกกฎหมายก็ต้องทำ การจัดระเบียบของเก่า ที่เริ่มเกเรขึ้นมาใหม่ ก็ต้องแก้ไข สื่อชอบมาพูดว่า แล้วเดี๋ยวก็เกิดขึ้นอีก อย่างการจัดระเบียบรถตู้ ทำไมพวกท่านไม่ไปเตือนรถเหล่านั้นว่าอย่าทำแบบนี้บ้าง สื่อจะมาไล่เจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว มันไม่ได้ สื่อต้องช่วยผมแบบนี้ ต้องสร้างการรับรู้และจิตสำนึก ถือเป็นหน้าที่ของสื่อ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว หรือติชมเพียงอย่างเดียว วันนี้ต้องเข้าใจผมบ้างว่าอะไรคือเจตนาดี ไม่ใช่อะไรก็สื่อก็ต้องพูดแต่ข้อเท็จจริง ตำหนิติเตือนได้เพราะรัฐบาลและนายกฯเป็นคนของสังคม ต้องติติงได้ ด่าได้ ว่าได้ ต้องอดทน และต้องพูดจาเพราะๆ จะมาบังคับผมอย่างเดียวหรือ ผมบอกแล้วว่าผมไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อย่ามาว่าผมมากนัก ผมโดนอยู่แล้ว แต่ผมกำลังทำสิ่งใหม่ๆ ให้ท่าน”
                        พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในวันที่ 4 มิถุนายนนี้ก็จะไปพูดคุยกับแม่น้ำทั้ง 4 สายที่รัฐสภา สปช. สนช. และ กมธ.ยกร่างฯ โดย คสช.จะไปเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น ไปฟังดูสิว่าจะว่าอย่างไรกันบ้าง ว่าใครทำอะไรไปแล้วอย่างไร ทางกระทรวงในฐานะ ครม. จะไปชี้แจงว่า 5 กลุ่มงานหลักได้ทำอะไรไปแล้วบ้างที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่จะส่งต่อให้รัฐบาลหน้า สปช. สนช. สงสัยอะไรก็ถามมา เพราะบางครั้งก็ไม่รู้ เพราะต่างคนต่างทำงาน บางอันรู้ บางอันไม่รู้ บางอันก็เริ่มต้นใหม่ บางอย่างก็ทำไปแล้วรวมทั้งเรื่องการปฏิรูปตำรวจ มีทั้งหมด แต่มันจะต้องคุยกันในตอนท้ายว่า จะต้องเขียนอะไรบ้าง ในสิ่งเหล่านี้ จะเขียนในรัฐธรรมนูญหรือบทเฉพาะกาล หรือในกฎหมายลูกที่จะทำ ปฏิรูปโครงสร้างต่อ อย่างเรื่องการปฏิรูปตำรวจไม่ใช่เขียนบรรทัดเดียวแล้วจบ มันจะต้องปฏิรูประบบการสอบสวน การจับกุมดำเนินคดี พื้นที่คนละพื้นที่ กฎหมายคนละฉบับ ถ้ากรณีจับกุมความผิดตามกฎหมายกระทรวงจะทำอย่างไร หรือผิดตามกฎหมายอาญาใครจะทำ ไม่ใช่พูดกันสองคำแล้วจบ ขอให้เข้าใจตนบ้าง ทั้งหมดก็จะนำไปเล่าให้ที่ประชุมแม่น้ำ 4 สายฟังแล้วเขาก็จะนำสิ่งเหล่านี้ไปคิดต่อว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ สปช.คิดในวันนี้ จะไปเกิดตรงนู้น ถ้ามาเกิดตรงนี้ก็เท่ากับว่าเขาซ้อนกับตนซึ่งเป็นรัฐบาลอยู่และเป็น คสช.ด้วย ตนทำอยู่แล้ว และตั้ง สปช.ขึ้นมาเพื่อให้ทำในวันหน้า นำสิ่งที่ตนสั่งไปเขียนเป็นกฎหมาย เป็น พ.ร.บ.ไปทำให้เป็นกฎหมายที่ทันสมัย อะไรที่ไม่ทันสมัย แล้วต้องทำต้องใช้งานก็ต้องปฏิรูปก่อน ตนก็ใช้มาตรา 44 ทำแต่ พ.ร.บ. พ.ร.ก. ต้องไปออกที่ สนช. เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในวันข้างหน้า และที่ตนต้องพูดเยอะและพูดมากก็เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติ
                        นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น้ำหนักการพูดคุยในวันนี้ คือการดูแลผู้ที่มีรายได้น้อย ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้คือรัฐบาล มีหน้าที่ขจัดความเหลื่อมล้ำในชนชั้นของสังคมให้ได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเท่าเทียมกันหมด เป็นไปไม่ได้เพราะเกิดมาก็ไม่เท่ากันแล้ว นิ้วมือนิ้วเท้าก็ไม่เท่ากัน แต่กฎหมายจะทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันได้ ตามขีดความสามารถที่ทุกคนมีอยู่ ด้วยความพอเพียง แต่ปัญหาคือสังคมเจริญเร็วเกินไป คนของเราไม่เข้มแข็งพอ และยังไม่มีความต่อเนื่องจึงได้สั่งการให้ทุกกระทรวงช่วยกัน โดยให้รัฐมนตรีเป็นผู้กำกับ ตนต้องการให้ปลัดกระทรวงไปส่งต่อซึ่งไม่ใช่ว่าตนต้องการที่จะไปไล่ล่าฆ่าฟันข้าราชการ เพียงแต่ต้องการกระตุ้นโดยมาเล่าให้ฟังว่าต้องการให้ทำอะไร และไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาเขาไม่ทำ เพียงแต่ต้องการให้เขาทราบถึงแนวทางว่าตนตื่นมาคิดอะไรบ้าง ต้องการแก้ปัญหาให้คนทั้งประเทศอย่างไร ส่วนสั่งไปแล้วจะเกิดงานแค่ไหนไม่รู้ จะเกิดในยุคที่ตนอยู่ก็เพียงเท่าที่ตนอยู่ในโรดแม็พที่วางไว้ วันข้างหน้าจะล้มอีกหรือเปล่า ก็ไม่รู้ รวมถึงใครจะมาทำต่อ ตนก็ไม่รู้ เพราะรัฐมนตรีที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้คงไม่ได้กลับมาเป็นอีก จึงไม่ค่อยมีใครกล้ามาเสี่ยงกับตน รัฐมนตรีทุกคนวันนี้ถือว่ากล้าหาญ
                        “ส่วนใหญ่เรียกกันว่าพวกผมเป็นข้าราชการการเมือง แต่ผมไม่ใช่นักการเมือง นักการเมืองต้องพูดเก่งกว่านี้ วันนี้ที่บอกว่าผมเก่งก็เพราะผมเก่งแบบมีเรื่องราว ผมไม่ได้เก่งแบบเลอะเทอะเปรอะเปื้อน น้ำท่วมทุ่งไม่มี ฟังผมให้ครบแล้วกัน วันนี้ถือว่าผมพูดมีสาระใช่หรือไม่ พอพูดแบบนี้สื่อก็ไปเขียนอีกว่า หัวหน้า คสช.ชอบแต่คำยกยอปอปั้น ทีเวลาด่าไม่พูดกัน ด่ากันทุกวัน พอวันนี้ก็จะมาพูดอีกว่านายกฯ ชอบปอปั้น อย่ามาไม่จริงใจกับผม ผมรู้ว่าใครจริงใจหรือไม่จริงใจกับผม นักข่าวจริงใจกับผมทุกคน เว้นแต่บรรณาธิการกับเจ้าของหนังสือพิมพ์ เอาไหมผมจะตั้งบริษัทหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ให้พวกสื่อมาอยู่กับผม ดูซิว่าประเทศจะเดินหน้าไหม โดยคุณสมบัติข้อหนึ่ง คือ 1. มีความรู้ความสามารถ มีขีดความสามารถก่อน 2. สวยไหม เพราะสื่อจะต้องไปพบคน ไม่สวยเขาก็ไม่ฟัง แม้แต่โฆษก พิธีกร ตนยังเคยถามว่าคัดตัวกันอย่างไร ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า 1. เป็นคนเก่ง โดยชี้แจงด้วยว่าคนเก่งฝึกได้ แต่คนสวยฝึกไม่ได้ แต่ผมจะเลือกคนที่ไม่สวย และไม่ต้องมาทำศัลยกรรมภายหลัง เพราะไม่ชอบให้มาหลอกลวง”
                        ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุม ครม.วันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีมติให้ทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่ใช่ ผมบอกว่าถ้าเขาจะต้องทำประชามติ ก็ให้เขาทำได้ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ผมไม่ได้มีมติอะไรให้กับเขาก็เป็นความต้องการของประชาชนที่ต้องการทำประชามติ ก็ทำไปสิ หน้าที่ของผมคือ ครม.เห็นชอบหรือไม่ ถ้าเขาจะทำประชามติ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ก็ต้องไปหาช่องทางและวิธีการก่อน เพื่อนำไปสู่ สนช.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มีมติว่าให้เขาทำหรือไม่ทำ อยากทำก็ทำ ผมก็จะแก้รัฐธรรมนูญให้ ถ้าตัดสินใจมา ผมก็แก้รัฐธรรมนูญให้อยู่แล้ว วันนี้ผมอยู่ได้ด้วยรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่ด้วยอำนาจ”
                        เมื่อถามว่า ต้องรอให้ สปช.พิจารณารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก่อนหรือไม่จึงจะตัดสินใจมำประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า ใช่ ขั้นตอนเป็นเช่นนั้น คือ 1. สปช.รับหรือไม่รับร่างฯ ถ้าไม่รับร่างก็ต้องแก้ไข โดยตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ขึ้นมาใหม่ แต่ก็ต้องมาดูว่าถ้าจะให้ กมธ.ยกร่างฯ ชุดปัจจุบันยังอยู่ ต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วใครจะมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หรือใช้กฎหมายเดิมได้หรือไม่ ตนก็ได้ให้เขาไปคิดกันมา ตนมีหน้าที่เพียงแก้รัฐธรรมนูญให้เท่านั้น ฉะนั้น สนช. สปช. หรือ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ต้องกังวลว่าจะไมีงานทำ เดี๋ยวก็หาทำกันจนได้ เพราะทุกคนต่างก็มีความหวังดี แต่ก็มีข้างหนึ่งไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาอีก อีกข้างหนึ่งอยากกลับมาที่เดิม มีอำนาจมากมายที่จะทำอะไรทั้งดีและไม่ดีได้
                        “ผมถามว่าประชาชนต้องการอะไร ต้องการความขัดแย้งอีกหรือไม่ ต้องการให้มีความเหลื่อมล้ำ มีรายได้แตกต่าง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพสูงขึ้นทุกวัน”
ขอนแก่นโอดขายฝืดแผงลอตเตอรี่80บาท

นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย พล.ต.ต.จิตรเจริญ ศรีวนิชย์ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น และตัวแทนทหาร ได้ประชุมตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจในการปฏิบัติตามคำสั่ง คสช.ที่ 11/2558 ในมาตรการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจำหน่ายสลากกินแบ่ง และการฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาอย่างเคร่งครัด โดยมีตัวแทนจำหน่ายทั้งบุคคลทั่วไป และผู้พิการจำนวน 300 ราย เข้าร่วมประชุม

นายลำดวน มณีแจ่ม เจ้าของร้าน บอกว่า ได้เปิดขายสลากงวดวันที่ 16 มิ.ย.ตั้งแต่เมื่อวานหรือวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่การขายไม่คึกคักแตกต่างจากที่ผ่านมา ซึ่งที่ร้านเป็นผู้ขายแบบไม่มีโควตา เคยขอมาตลอดยกครอบครัวไปขอก็ไม่เคยได้ จึงเป็นผู้ขายที่ไม่มีโควตาหาซื้อจากคนอื่นมาขายและขายต่อตามราคาหน้าร้านมาโดยตลอด และมาเปิดแผงที่นี่ได้กว่า 2 ปีแล้ว ที่ผ่านมาจะรับมาขายงวดละ 200 เล่ม แต่งวดนี้ลดปริมาณลงเหลือ 100 เล่ม

“ดูแล้วขายส่งก็คงไม่ได้ เพราะคนจะไปขายต่อในราคา 80 บาท ก็คงไม่มีกำไร ซึ่งตั้งแต่เปิดขายมาค่อนข้างเงียบ ซึ่งดูแล้วคนซื้อก็คงพอใจ แต่คนขายก็คงขายฝืดขึ้นเพราะทุกคนขายราคาเท่ากันหมด ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้งวดหน้าก็คงลดจำนวนลงเหลืองวดละ 30-40 เล่ม ซึ่งเชื่อว่า ไม่ผิดกติกาเพราะขายในนราคาที่กำหนด 80 บาท” นายลำดวนกล่าว

อุดรธานีร้านขายล็อตเตอรี่ยัน80บาทก็อยู่ได้

บรรยากาศการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ 16 มิถุนายน ที่ทาง คสช.และ สนง.สลากกินแบ่งรัฐบาล กำหนดให้ร้านค้าและผู้ค้าสลากฯ ต้องจำหน่ายในราคาไม่เกินใบละ 80 บาท ทั่วประเทศโดยที่ร้านโชคดี ที่บริเวณสี่แยกหอนาฬิกา ถ.ประจักษ์ศิลปาคม เทศบาลนครอุดรธานี ที่เริ่มนำสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ 16 มิถุนายน มาวางจำหน่าย ขณะที่ร้านอื่น ๆ ที่เปิดขายสลากฯในบริเวณนี้ ยังไม่นำสลากฯมาวางจำหน่าย ซึ่งทางร้านโชคดีได้ติดป้ายราคาขายไว้ที่หน้าแผงในราคา 80 บาท แต่ไม่มีการนำสลากเลขชุดมาวางจำหน่าย ขณะที่มีลูกค้าที่นำสลากที่ถูกรางวัลมาขึ้นเงิน และมีบางส่วนที่มาซื้อสลากฯ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มวางสลากฯจำหน่าย

นางวัลยุ์ธัญญา พรายจันทร์ เจ้าของร้านโชคดี เปิดเผยว่า ทางร้านขายสลากในราคาใบละ 80 บาท ตามประกาศของรัฐบาล โดยสลากฯนี้เป็นทั้งสลากตามโควต้าของตน 5 เล่ม นอกนั้นเป็นสลากที่หาซื้อมา รวมถึงโควต้าของลูกน้อง ซึ่งงวดนี้ยังไม่ได้ซื้อสลากฯจากยี่ปั้ว แต่เมื่อเริ่มงวดใหม่นี้ เราไม่มีสลากเลขชุดจำหน่าย แต่คงต้องดูงวดนี้ก่อน ที่งวดหน้าเราคงต้องซื้อมาขาย เพราะสลากน่าจะไม่พอขาย จากการที่พวกเราถูกลดโควต้าลงจาก 10 เล่ม เหลือเพียง 5 เล่มเท่านั้น ซึ่งงวดนี้เรายังไม่กล้านำสลากมาลงขายเยอะ

“ส่วนกำไรต่องวดจะลดลงเยอะหรือไม่คงไม่เกี่ยว ซึ่งคงต้องดูว่าลูกค้าที่ตอบสนองในราคา 80 บาท หากขายดี ก็คงต้องลงสลากเพิ่มโดยหาซื้อกับทางยี่ปั้ว ที่เราขายเราใบละ 73 บาท ที่เราจะได้กำไรคู่ละ 7 บาท ส่วนเลขชุดทางยี่ปั้วจะขายให้ราคา 7,350 บาท ต่อชุด 10 ใบ ซึ่งกำไรใบละ 6 บาทกว่า เราก็อยู่ได้ ขณะที่สลากธรรมดาได้เพิ่มใบละ 50 สตางค์ โดยเราจะใช้ปริมาณสลากเป็นตัวควบคุมตัวเลขกำไรขาดทุน หากจบงวดนี้หากตัวเลขไม่ดี ก็อาจจะเพิ่มจำนวนสลากจากยี่ปั้ว แต่ทั้งนี้คงต้องดูด้วยว่า จะไปเบียดบังผู้ค้าคนอื่นหรือไม่”

ขณะที่ประชาชนที่มาหาซื้อสลากงวดใหม่ บอกว่า การควบคุมราคาขายสลากเป็นเรื่องดี ที่ทำให้คนจนสามารถซื้อของถูกลง ปกติติตนก็ซื้อเสี่ยงโชคทุกงวด แต่ถึงสลากจะลดราคาลงก็จะยังคงซื้อจำนวนเท่าเดิม ส่วนราคาสลากที่ขาย 80 บาท ก็คงอยู่ที่รัฐบาลว่าจะทำได้นานหรือไม่ ถ้ารัฐบาลเห็นใจคนจนก็คงทำได้นาน

น่านประชุมชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการ

ที่ห้องประชุมวาณุรักษ์ วิทยาลัยเทคนิคน่าน นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามแนวทางการปฎิรูประบบการบริหารจัดการสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้กับตัวแทนจำหน่ายของจังหวัดน่านและผู้ที่มีรายชื่อสำรอง รวมทั้งผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ โดยมีผู้แทนจำหน่ายและผู้ค้ารายย่อย เข้าร่วมรับฟังกว่า 300 คน

ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้ชี้แจงว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของรัฐบาลที่มีการกำหนดราคาต้นทุน และราคาขาย คู่ละ 80 บา อย่างชัดเจน ที่แต่ผ่านมาพบว่ามีการนำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปขายมีราคา 100-120 บาท กันอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นการแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลในขณะนี้

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์  ได้แต่งตั้งพล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อกำหนดแนวทางในการควบคุมราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลคู่ละ 80 บาท ภายในวันที่ 16 มิถุนายน 2558 ตามนโยบายรัฐบาล โดยมีมติอนุมัติแผนการปรับโครงสร้างการจัดสรรเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนี้

1.จัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลาก 60% เป็นเงินรางวัล 2. ปรับสัดส่วนรายได้นำส่งคลังจาก 28% เหลือ 20% ของรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำให้รัฐรายได้ลดลง 1,500 ล้านบาทต่อปี 3.จัดสรรเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล 3% เป็นค่าใช้จ่ายสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 4.จัดสรรรายได้ 3% เป็นรายได้ “กองทุนสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อการพัฒนาสังคม” 5.จัดสรรรายได้ 14% เป็นส่วนลดให้กับตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล

จากการปรับโครงสร้างการจัดสรรเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล จะทำให้ตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยมีต้นทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลลดลง จากเดิมคู่ละ 74.40 บาท ลดลงเหลือ 70.40 บาทต่อคู่ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยมีกำไรเพิ่มขึ้น จากเดิมกำไรคู่ละ 5.60 บาท เพิ่มขึ้นเป็นคู่ละ 9.60 บาท สำหรับตัวแทนจำหน่ายประเภท มูลนิธิ – สมาคมนิติบุคคล ต้นทุนเดิมคู่ละ 72.80 บาท ปรับลดเหลือ 68.80 บาทต่อคู่ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายกลุ่มนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน และเพื่อป้องกันการนำสลากกินแบ่งรัฐบาลมารวมชุดขายเกินราคาได้ยกเลิกการจ่ายรางวัลแจ็กพอต และนำเงินรางวัลดังกล่าวมากระจายเพิ่มให้กับผู้ที่ถูกรางวัลที่ 1 แทน เช่น เดิมถูกรางวัลที่ 1 รับเงินคู่ละ 4 ล้านบาท เพิ่มเป็นคู่ละ 6 ล้านบาท ทำให้แรงจูงใจในการรวมชุดลดลง ขณะเดียวกันประชาชนก็ต้องรักษาสิทธิของตนด้วย อย่าสนับสนุนคนที่ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา ถ้าไม่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา รัฐบาลไม่เสียหาย เพราะสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลขายขาด เงินเข้ารัฐแล้ว ขายไม่หมดก็ไม่รับซื้อคืนเป็นภาระของ

เลื่อน‘คืนความสุข’5มิ.ย.มา5โมงเย็น

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150603/207401.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558
เลื่อน‘คืนความสุข’5มิ.ย.มา5โมงเย็น

‘สรรเสริญ’ เผย ‘นายกฯ’ สั่งเลื่อนออกอากาศรายการคืนความสุขฯ 5 มิ.ย.เร็วขึ้น มาเป็นเวลา 17.00 น. เปิดทางคนไทยชมสดพิธีเปิดซีเกมส์ ที่สิงคโปร์

            3 มิ.ย.58 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้เลื่อนช่วงเวลาการออกอากาศรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ประจำวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2558 เป็นเวลา 17.00 น. แทนช่วงเวลาเดิมคือ 20.30 น. เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมชมการถ่ายทอดสด พิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ จากประเทศสิงคโปร์ ในช่วงเวลา 18.30 – 22.00 น. และร่วมกันส่งใจไปเชียร์กองทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันครั้งนี้
            “ท่านนายกฯฝากถึงกองทัพนักกีฬาไทย ว่า ทุกท่านถือเป็นตัวแทนประเทศไทยในการไปร่วมมหกรรมกีฬาในระดับภูมิภาค ขอให้แสดงศักยภาพ ความสามารถอย่างเต็มที่ตามที่ได้มุ่งมั่นฝึกซ้อมมา อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการแสดงออกซึ่งความมีน้ำใจนักกีฬา ความยึดมั่นเคารพในระเบียบกติกา และวินัยของนักกีฬาไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตานานาชาติ และท่านนายกฯ ขอให้นักกีฬา และทีมงานทุกท่าน ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้ และนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทยและประเทศไทย” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

‘ประวิตร’ปัดถอดยศล้างแค้น’ทักษิณ’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150603/207383.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558
'ประวิตร'ปัดถอดยศล้างแค้น'ทักษิณ'

‘ประวิตร’ ปัดถอดยศล้างแค้น ‘ทักษิณ’ ทำตาม ก.ม. ชี้ ‘พล.ท.มนัส’ ยังเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา แต่งตั้ง ‘ผบ.ทบ.’ มีขั้นตอนอยู่แล้ว ใครก็กำหนด ลต.ไม่ได้ ต้องทำตามโรดแม็พ

                        3 มิ.ย. 58  เมื่อเวลา 10.00 น.  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการ ตนไม่เกี่ยวข้อง
                        ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวใต้ดินที่อาจมีเหตุขึ้นมาหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เพราะทำทุกอย่างไปตามขั้นตอน ทำตามกฎหมาย และพยายามสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้ได้มากที่สุด ไม่ได้เป็นการไปล้างแค้น หรือไปตามกล่าวโทษใคร เราทำตามกฎหมายทุกอย่าง
                        เมื่อถามว่า ทางการข่าวประเมินหรือไม่ว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงที่รัฐธรรมนูญกำลังเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในขณะนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะตนไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงตอบไม่ได้
                        เมื่อถามว่า มีความกังวลในเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเราทำงานตามขั้นตอน ตามโรดแม็พ คสช. เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้แน้นย้ำมาตลอด รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ระบุชัดว่า หากร่างรธน.ฉบับใหม่ผ่านหรือไม่ แล้วจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป เขียนไว้ละเอียด ชัดเจน ดังนั้นขอให้ไปอ่าน รธน. ไม่น่าจะมาถามตน
                        เมื่อถามต่อว่า หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า กมธ.ยกร่างฯ จะไม่แก้ไขตามข้อเสนอต่างๆ ของหลายฝ่าย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร เพราะจะยอมหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะเป็นผู้ลงมติ
                        เมื่อถามว่า ส่วนตัวเห็นควรให้มีการปรับแก้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนเห็นชอบตามที่ ครม.ได้มีมติไปแล้ว เพราะได้มีการหารือและมีมติพร้อมกัน
                        เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า แม่น้ำ 5 สาย ควรไปพร้อมกันทั้งหมดหากมีการคว่ำร่างรธน. พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไปด้วยกันไม่ได้ เพราะ คสช.เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำ 5 สาย ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเข้าไปดูในเรื่องยกร่างรธน. แต่ ครม.อาจจะเกี่ยวข้องบ้าง
เผย ‘พล.ท.มนัส’ ยังเป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา
                        พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เข้ามอบตัวคดีเกี่ยวข้องการค้ามนุษย์ ว่า เป็นเรื่องของตัวบุคคลที่ยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา เพราะมีหลักฐานที่ทางตำรวจดำเนินการ ซึ่งจะต้องมีนายทหารพระธรรมนูญเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในการมอบตัวด้วย เพื่อรับรองทางผู้บังคับหน่วยว่าเป็นคนของกองทัพบก อย่างไรก็ตาม การที่ พล.ท.มนัส ถูกออกหมายจับ น่าจะมีหลักฐานเชื่อมโยงกับผู้ที่ถูกจับไปแล้ว ซึ่งข้อมูลจากทางตำรวจถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ดำเนินการ โดยไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ และถือเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ พล.ท.มนัส ดำรงตำแหน่งพันเอกในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า อาจจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินการบางส่วนตั้งแต่ตอนนั้น
                        ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกระทรวงกลาโหมจะตั้งคณะกรรมการ เพื่อขยายผลไปยังกำลังพลคนอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. ได้ตั้งกรรมการสอบขึ้นมาอยู่แล้ว ส่วนเรื่องทางคดีเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะดำเนินการ ไม่เกี่ยวข้องกับทหารที่จะต้องไปขยายผล
                        ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ท.มนัส ดำรงตำแหน่งมานานแล้ว ไม่มีระแคะระคายบ้างหรือ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่มี มนัสก็ทำงานดี เท่าที่ทราบเป็นคนที่ตั้งใจทำงานในภาพรวม ถือว่าทำงานให้ประเทศชาติมาเยอะ”
                        เมื่อถามถึงการแก้ปัญหาโรฮิงญาที่มีมากในช่วงนี้ รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหามีมากหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ เพราะเป็นปัญหาของประเทศต้นทาง ต้องไปดูที่สาเหตุว่า พวกที่เขาออกมาเพราะอะไร อยู่ไม่ได้เพราะอะไร และควรมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ก็ต้องแก้ไขกันที่ประเทศต้นทาง ประเทศใหญ่ๆ ต้องยื่นมือเข้ามาช่วย ส่วนการประชุมเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่ตนจะเป็นประธาน จะมีการพิจารณาในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ดำเนินการมา
                        เมื่อถามถึงกรณีที่ชาวโรฮิงญาก่อความไม่สงบขึ้นในค่ายพักพิงที่ จ.สุราษฎร์ธานี พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นธรรมดา เมื่อเป็นมนุษย์ย่อมมีโกรธ มีอยาก สำหรับไทยให้ความช่วยเหลืออย่างนี้มานานมากแล้ว สามารถแก้ปัญหาไปได้มาก ไทยปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน เพราะหลายประเทศจับตาดูไทยอยู่ เราทำขนาดนี้เขายังหาว่าเราไม่ให้ความสำคัญ ยืนยันว่า งานด้านความมั่นคงต้องดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนเองก็อยู่กับปัญหานี้มานาน อาทิ ผู้อพยพชาวกัมพูชา เวียดนาม หรือชาวม้ง ส่วนกรณีที่โรฮิงญาเรียกร้องจะไปอยู่ประเทศมาเลเซียนั้น ก็ต้องไปถามทางมาเลเซียอย่ามาถามตน
                        เมื่อถามว่า ที่ผ่านมารัฐบาลจริงจังกับการแก้ไขการค้ามนุษย์ คิดว่าไทยจะสามารถปลดล็อกจากระดับเทียร์ 3 ได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไทยไม่ได้เป็นคนปลดเอง เพียงแต่เราทำให้ดีที่สุด ซึ่งการปลดเป็นหน้าที่ของประเทศที่ให้คะแนน และล่าสุดทางสหรัฐอเมริกา ก็มีความพอใจในการแก้ปัญหานี้ของไทย ถือว่าเราทำงานได้ผล ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ไทยจะมีโอกาสในการถูกปลดออกจากเทียร์ 3 ได้
แต่งตั้ง ‘ผบ.ทบ.’ มีขั้นตอนอยู่แล้ว
                        พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหาร ประจำปี 2558 ในส่วนของกองทัพบก โดยเฉพาะตำแหน่ง ผบ.ทบ. ที่คนปัจจุบันกำลังจะเกษียณอายุ ว่า เรื่องนี้คงไม่ต้องจับตาแต่อย่างใด เพราะการดำเนินการพิจารณาเขามีขั้นตอนอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ในเรื่องนี้มีกรรมการพิจารณาแต่งตั้งอยู่ โดยพิจารณาจากเรื่องอาวุโส ความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสม
                        ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะ รมว.กลาโหม ได้มอบนโยบายในการพิจารณาแต่งตั้งอย่างไร รมว.กลาโหม กล่าวว่า ตนไม่ได้มอบนโยบายใดๆ เนื่องจาก ผบ.ทบ.ดำเนินการอยู่
                        ผู้สื่อข่าวถามว่า คราวนี้จะมีสายอื่นที่นอกจากบูรพาพยัคฆ์ได้ขึ้นบ้างหรือไม่ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เพราะมีขั้นตอนอยู่แล้ว คนที่ได้รับการพิจารณามี 4 – 5 คน นอกเหนือจากนี้ก็คงไม่ใช่
ใครก็กำหนดเลือกตั้งไม่ได้ ต้องทำตามโรดแม็พ
                        พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง ว่า “ผมกำหนดไม่ได้ บอกไปตั้งแต่ต้นแล้วว่า มีโรดแม็พอยู่แล้ว ใครก็กำหนดไม่ได้ แม้แต่นายกฯ เอง ก็บอกไม่ได้ เพราะขั้นตอนมีอยู่ก็ต้องไปตามขั้นตอน”
‘ระเบิด’ ถูกทิ้ง เป็นของเก่า
                        พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีตำรวจตรวจพบวัตถุระเบิดที่ลานจอดรถ บช.น.และอีกหลายพื้นที่ใน กทม. ว่า ตำรวจได้รายงานให้ตนทราบแล้ว ซึ่งส่วนมากระเบิดที่พบเป็นของเก่า แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับกลุ่มที่สร้างสถานการณ์ ส่วนที่พบหลายที่นั้นเนื่องจากผู้ที่มีครอบครองไม่สามารถจะเก็บเอาไว้ได้ จึงนำมาทิ้ง เกรงว่าอะไรจะเข้าตัวก็เอาออกมาไว้ก่อน คิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก

‘ปู’ไม่เกี่ยวคืนพาสปอร์ต’แม้ว’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150603/207378.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558
'ปู'ไม่เกี่ยวคืนพาสปอร์ต'แม้ว'

ป.ป.ช.เผยเบื้องต้น ‘ยิ่งลักษณ์’ ไม่เกี่ยวข้องคืนพาสปอร์ต ‘ทักษิณ’ 9 มิ.ย. ‘ปู’ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเยียวยา ‘เสื้อแดง’ ส่ง ‘วิชัย’ แถลงเปิดคดีถอดถอน 248 ส.ส.

                        3 มิ.ย. 58  นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีขอถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกหนังสือเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมิชอบ ว่า กรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมที่จะสรุป และรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหรือไม่ ภายในเดือน มิ.ย.นี้
                        อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รายงานว่า ในระดับเจ้าหน้าที่ที่ไต่สวนได้สรุปว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่จะเป็นตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ส่วนปลัดกระทรวงที่ถูกกล่าวถึงนั้นจะเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ จะพิจารณาในข้อมูลหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งเพื่อดูว่ามีข้อมูลเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมหรือไม่
9 มิ.ย. ‘ปู’ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเยียวยาแดง
                        นายปานเทพ กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรี รวม 34 คน จ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. 2548 – 2553 โดยมิชอบ ว่า กรณีดังกล่าวมีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน เป็นองค์คณะไต่สวน และมีนายวิชา มหาคุณ เป็นกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวน ทราบว่าล่าสุดได้มีการส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาไปยังผู้ถูกกล่าวหาทุกคนแล้ว โดยให้มารับทราบข้อกล่าวหาและอาจให้ถ้อยคำเบื้องต้นได้ระหว่างวันที่ 9 – 30 มิ.ย. เจ้าตัวอาจมาเองหรือส่งทนายความมารับทราบข้อกล่าวหาก็ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ประสานมาแล้วว่า จะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 9 มิ.ย.นี้
ส่ง ‘วิชัย’ แถลงเปิดคดีถอดถอน 248 ส.ส.
                        นายปานเทพ กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดวันแถลงเปิดสำนวนถอดถอนอดีต ส.ส.จำนวน 248 คน กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.มิชอบ ในวันที่ 26 มิ.ย. ว่า รายชื่อที่ ป.ป.ช.ส่งไปยัง สนช. เป็นรายชื่อของ ส.ส.ที่ถูกชี้มูลทั้งหมด รวมถึง ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน เพื่อให้ สนช.พิจารณาถอดถอน ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนและเป็นเหมือนกับกรณีถอดถอนอื่นๆ ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ โดยในการแถลงเปิดสำนวนต่อ สนช.นั้น ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้ทำหน้าที่
                        อย่างไรก็ตาม ในส่วนกรณีคดีอาญาของ ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นเตรียมที่จะแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องประมาณ 4 – 5 คน

‘บวรศักดิ์’สั่งงด‘นักข่าว’เกาะติดงานยกร่างรธน.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150603/207376.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558
‘บวรศักดิ์’สั่งงด‘นักข่าว’เกาะติดงานยกร่างรธน.

‘บวรศักดิ์’ สั่งงด ‘นักข่าว’ เกาะติดงานยกร่างรธน. อ้าง 4 เดือนที่ผ่านมาให้สิทธิเต็มที่แล้ว ขณะที่ ศปป.ถกปรองดองรอบ2 ตัวแทนพรรคการเมือง-นักวิชาการ-ภาคปชช.ร่วม

        3 มิ.ย.58 ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรธน. เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งมีวาระมีรับฟังคำชี้แจงประกอบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ จากผู้เสนอและผู้รับรองคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สอง ในลำดับของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ช่วงเช้าเป็นลำดับของกลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่นำโดย นายมนูญ ศิริวรรณ สปช. และช่วงบ่ายเป็นลำดับชี้แจงของกลุ่มสื่อมวลชนและการคุ้มครองผู้บริโภค ที่นำโดย นายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช.

        ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระการพิจารณา นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อที่ประชุมว่า เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระในการพิจารณา และการสอบถามของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีมติขอร้องผู้สื่อข่าวด้วย ที่ผ่านการได้มีการเปิดโอกาสเข้ามาในห้องประชุมเป็นเวลา 4 เดือนเศษก่อนหน้านี้ โดยหลังจากนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอยากจะพูดเต็มที่ ขอให้ในห้องประชุมมีเฉพาะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและเจ้าหน้าที่เท่านั้น จากนั้นได้กล่าวเชิญผู้สื่อข่าว และช่างภาพออกจากห้องประชุม
        รายงานข่าวจาก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งก่อนเข้าวาระรับฟังคำชี้แจง หารือในกรอบการทำงานและได้หารือถึงกติกาที่จะให้ผู้สื่อข่าว ยกเว้นช่างภาพนิ่งและช่างภาพสถานีโทรทัศน์เข้าติดตามการพิจารณาการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของสปช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายบวรศักดิ์ เป็นผู้ยกประเด็นให้ที่ประชุมหารือ และ มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้หารือและพิจารณาถึงผลดีและผลเสียต่อกรณีที่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าติดตามการประชุมในห้องประชุม โดยเสียงของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เห็นไปทางที่ไม่ควรให้ผู้สื่อข่าวเข้าติดตามการพิจารณาในห้องประชุมเหมือนช่วงที่ผ่านมา พร้อมยกเหตุผลประกอบ คือ 1.เพื่อความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและลดความกดดัน , 2.บางประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปหรือตกผลึกร่วมกันอาจทำให้เกิดการพาดพิงถึงบุคคลภายนอกได้ และ 3.การประชุมที่ได้ข้อสรุปแล้วจะให้สิทธิโฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้รับมอบหมายแถลงข่าวกับสื่อมวลชน ทำให้นายบวรศักดิ์ กล่าวสรุปว่าจะงดให้ผู้สื่อข่าวเข้าติดตามการประชุมหลังจากนี้
‘บวรศักดิ์’ ประเมินปรับร่างรธน.โค้งสุดท้าย รับเจอแรงกดดันมาก
        เมื่อเวลา 14.30 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการรับฟังคำชี้แจงประกอบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลุ่มที่ยื่นคำขอแก้ไขว่า ได้รับฟังรายละเอียดที่มีคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้การพิจารณายังไม่มีประเด็นที่นำไปสู่การตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้น ขณะที่การเสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่มีแนวโน้มตรงกัน เช่น การตัดกลุ่มการเมืองนั้น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทั้งนี้มีข้อเสนอว่าเมื่อตัดกลุ่มการเมืองออกจาก ควรกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.มีความเป็นอิสระ คือ ลงสมัครได้โดยไม่สังกัดพรรคการเมือง อาจทำให้เกิดกรณีที่พรรคการเมืองอาจส่งนอมินีลงรับเลือกตั้งในส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เพื่อให้ได้จำนวนส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมาก ดังนั้นต้องหามาตรการเพื่อป้องกัน โดยส่วนตัวมองว่าเมื่อตัดกลุ่มการเมืองออก ควรกำหนดให้พรรคการเมืองสามารถก่อตั้งได้ง่ายที่สุด เช่น ลดจำนวนสมาชิกพรรค จากเดิมกำหนดกติกาให้มี 5,000 คน และมีสาขาพรรคครบ 4 ภาค อาจลดเหลือให้ใช้จำนวน 500 คน หรือให้มีสาขาพรรคเพียง 1 ภาค เท่านั้นเป็นต้น ทั้งนี้มีข้อเสนอให้ปรับบทบัญญัติว่าด้วยการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วยการลงคะแนนลับ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแล้วมองว่าต้องพิจารณาประวัติศาสตร์ สังคมวิทยาร่วมด้วย หากแก้ไขให้ส.ส.ลงมติไม่ไว้วางใจแบบลับอาจพบว่ามีการจ่ายเงินเพื่อซื้อเสียงจำนวนมาก
        นายบวรศักดิ์ กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่ขอความร่วมมือสื่อมวลชนงดการติดตามการพิจารณาการยกร่างรัฐธรรมนูญภายในห้องประชุม ว่า เป็นการขอความร่วมมือจริง เพราะในช่วงโค้งสุดท้ายของการปรับร่างรัฐธรรมนูญก่อนส่งให้สปช. ลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบย่อมมีความเห็นที่แตกต่างและมีแนวโน้มของแรงกดดันที่จะมาสู่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บรรณาธิการข่าวยกประเด็นพาดหัวซึ่งเป็นคนละแบบกับเนื้อหาข่าวและเพื่อความเป็นอิสระของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงขอความร่วมมือผู้สื่อข่าว ทั้งนี้ในการพิจารณาประเด็นการกำหนดกติกาเข้าทำข่าวนั้น ยอมรับว่าเสียงส่วนใหญ่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นด้วย และมีเพียง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพียง 1 คนเท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย
ศปป.ถกปรองดองรอบ 2 ตัวแทนพรรคการเมือง-นักวิชาการ-ภาคปชช.ร่วม
        3 มิ.ย.58 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) จัดเสวนาปรองดองสมานฉันท์เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนในสังคมไทย ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “อนาคตของประเทศไทย” โดย ศปป.ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมือง นักวิชาการ และตัวแทนกลุ่มภาคประชาชนเข้ามาร่วมพูดคุยหารือ เพื่อเสนอแนวทางเดินหน้าปฏิรูปประเทศ โดยมีพล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบก เป็นประธานในเวทีการพูดคุย พร้อมด้วยพล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ในฐานะผอ.ศปป. เข้าร่วมเสวนา
        สำหรับบรรยากาศก่อนเข้าประชุม ได้มีนักวิชาการ นักการเมือง ทยอยเข้า ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายเสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการอิสระ นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ นายกิตตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำ กปปส. นายเจิ่มศักดิ์ ปิ่นทอง สภาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในการประชุมหารือไม่อนุญาตสื่อมวลเข้าร่วมรับฟังให้อยู่นอกพื้นที่อาคารเท่านั้น
‘โฆษก กมธ.ร่างรธน.’ แจงปมงดนักข่าวเกาะติดประชุมร่างรธน.
        นายปกรณ์ ปรียากร โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวชี้แจงต่อกรณีที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอร้องผู้สื่อข่าวงดเข้าติดตามการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ประเด็นดังกล่าวขณะนี้ยังกำหนดเฉพาะในส่วนวาระการรับฟังคำชี้แจงประกอบคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญจากผู้เสนอและผู้รับรองคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ส่วนการพิจารณาลงรายมาตราที่จะเกิดขึ้นในลำดับถัดไปนั้น เบื้องต้นอาจของดการเข้าฟังการพิจารณาในห้องประชุมเป็นรายประเด็นที่ยังไม่มีการตกผลึกหรือต้องใช้การพิจารณารายละเอียดที่อาจมีบางส่วนพาดพิงถึงบุคคลที่สามเท่านั้น แต่บางประเด็นอาจให้เข้าฟังการพิจารณาเหมือนเดิม ขณะที่การเปิดเผยรายละเอียดของการพิจารณาจะยึดการแถลงข่าวเป็นหลัก ทั้งนี้ยืนยันว่าการงดสื่อมวลชนเข้าฟังการพิจารณาบางประเด็นไม่เกี่ยวข้องกับการปิดกั้นการทำงานหรือการตีกรอบการตรวจสอบของสื่อมวลชน

เมื่อ‘ทักษิณ’ห่างจากมวลชน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150603/207373.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558
เมื่อ‘ทักษิณ’ห่างจากมวลชน

เมื่อ‘ทักษิณ’ห่างจากมวลชน : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

              เมื่อ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ออกมาเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเกาหลีใต้ วิพากษ์การทำรัฐประหารในประเทศไทย ว่าเป็นความร่วมมือของคนหลายฝ่าย หลายพวก เข้าทำนอง “รุมกินโต๊ะ” และแน่นอนว่าล่วงล้ำก้ำเกินเข้าไปในอาณาเขตที่ คสช.ยอมไม่ได้ จึงทำให้เกิดปฏิบัติการ “เอาคืน” ตามมาติดๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นการถอนพาสปอร์ต หรือถอดยศ และทำให้คนที่เกี่ยวข้องกับเขาหนาวๆ ร้อนๆ ว่าจะโดนหางเลขด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ขณะนี้ยังมีคดีค้างอยู่ในศาล

ทำให้ “ทักษิณ” ต้องออกมาผ่อนคลายสถานการณ์ โดยการโพสต์ภาพตัวเองนั่งสมาธิ พร้อมข้อความว่า “หลังจากได้อุ้มหลานที่สิงคโปร์ วันนี้กลับมาอยู่ดูไบแล้ว ได้มีเวลานั่งสมาธิ เช่นเดียวกับวันว่างทุกวันที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ได้เพิ่มการแผ่เมตตา ให้แก่ผู้มีอำนาจทั้งหลาย ได้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง เพื่อจะได้มีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่บริหารแต่อำนาจและสร้างความแตกแยกให้มากยิ่งขึ้น”

“สำหรับผมเชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง” คือทุกสิ่งไม่มีอยู่จริง เมื่อเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป พาสปอร์ตก็เช่นกัน ก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่โตอะไรกันมากมาย ผมก็ยังเป็นคนเดิมจนกว่าจะลาโลกไป อยากให้คนไทยมีเมตตาต่อกัน กฎหมายและปืนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นอกจากเมตตา เท่านั้น”

ขณะที่ “ยิ่งลักษณ์” ก็โพสต์เฟซบุ๊ก เป็นรูปที่เธอใช้เวลาว่างในการปลูกเห็ด พร้อมทั้งข้อความในเชิงธรรมะว่า “ว่างเว้นจากงาน ก็หางานอดิเรกใหม่ นอกจากปลูกผักปลอดสารพิษแล้ว ก็มาต่อด้วยการเพาะเห็ดรับประทานเองที่บ้าน ทำให้ร่างกายได้พัก และทานของเพื่อสุขภาพบ้าง ก็รู้สึกดีนะคะ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตเรียบง่าย ธรรมดาๆ คือความสุขที่เกิดมาข้างใน มากกว่าความสุขที่เป็นของนอกกาย ไม่จีรัง ยั่งยืนค่ะ ทำให้อดคิดถึง พี่น้องเกษตรกรไม่ได้ ตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง ขอส่งกำลังใจไปถึงด้วยนะคะ”

นัยว่าต้องการให้เห็นชีวิตธรรมดา ที่ไม่ต้องการความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งต่างจากขั้วตรงข้ามที่รุกไล่ ไม่เพียงแต่ผู้ที่มีอำนาจเท่านั้นหากแต่ผู้สนับสนุนกลับดาหน้าออกมาอย่างพร้อมเพรียง และเรียกร้องให้ดำเนินการ “ขั้นกว่า” กับพวกเขา

ขณะที่ฝ่ายที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ แม้จะมีความรู้สึกกับการกระทำเช่นนี้อยู่บ้าง แต่กลับไม่แสดงอะไรออกมา เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงจำนวนมาก ที่แทบจะไม่เคลื่อนไหว มีเพียงคนที่ใกล้ชิดกับ “ทักษิณ” เท่านั้นที่ออกมาขยับ

ขณะที่รัฐเองนั้นก็ใช่ว่าจะวางใจถึงขนาดมีหนังสือให้ระวังสถานการณ์หลังจากที่ “ถอนพาสปอร์ต-ถอดยศ”

คำถามคืออะไรที่ทำให้สถานการณ์อยู่ในสถานะเช่นนี้  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการควบคุมสถานการณ์และมวลชนอย่างดีเยี่ยมของ คสช.  ซึ่งนับจากวันที่พวกเขาเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ ได้เข้าไปควบคุมความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แกนนำถูกจับตาและไม่เปิดโอกาสได้เคลื่อนไหว หรือหากใครเคลื่อนไหวก็จะถูกเชิญไปปรับ “ทัศนคติ” โดยไม่เว้นว่าเป็นการเคลื่อนไหวระดับชาวบ้าน หรือเคลื่อนไหวระดับแกนนำทางความคิด

แต่อีกสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือท่าทีของ “ทักษิณ” ที่ผ่านๆ มา เป็นการผลักมวลชนให้ออกห่างจากตัวเขาไปเรื่อยๆ ทั้งที่ในอดีตเขามี “ประชาชน” เป็นดั่งผนังทองแดงกำแพงเหล็ก และประชาชนก็มีเขาเป็นเหมือนสัญลักษณ์ประชาธิปไตย

แต่เวลาที่ผ่านไปเขากลับไม่ได้แสดงศักยภาพของผู้นำประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ข่าวลือเรื่องการเจรจาต่อรองหรือ “ซูเปอร์ดีล” ออกมาเรื่อยๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เข้าเค้าว่าข่าวลือคล้ายจะจริง

จนกระทั่งการรวบรัดเสนอ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย” ทำให้มวลชนเห็นว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้คิดอะไรที่ไกลกว่าตัวเอง และด้วยความต้องการเช่นนั้นทำให้ผู้ที่สมควรจะได้รับนิรโทษกรรม กลับไม่ได้เพราะทั้งหมดถูกนำไปผูกติดกับตัว “ทักษิณ” เสียแล้ว
หรือกระทั่งเมื่อเกิดการรัฐประหาร “ทักษิณ” กลับไม่ได้แสดงความพยายามที่จะต่อสู้กับอำนาจที่มาโดยไม่ถูกต้อง มีแต่การเรียกร้องให้หยุดรอ และไม่ได้มีท่าทีว่ากลุ่มการเมืองของพวกเขาจะหวงแหนอำนาจที่ประชาชนมอบให้มาแต่อย่างใด

ด้วยวิธีคิดและการกระทำเช่นนี้ทำให้เขาลอยออกห่างจากมวลชนออกไปเรื่อยๆ

น่าเชื่อว่าหากมีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในครั้งต่อไป “ทักษิณ” จะไม่ใช่ตัวชูโรงหรือเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เหมือนที่ผ่านมา หากแต่เขาจะเป็นเพียงผู้ติดสอยห้อยตามขบวนประชาชนเท่านั้น

‘เตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น’ มหาชัย ครูผู้สืบทอดสูตรต้นตำรับ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150127/200180.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 27 มกราคม 2558
'เตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น' มหาชัย ครูผู้สืบทอดสูตรต้นตำรับ

ทำมาหากิน : ‘เตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น’ มหาชัย ครูผู้สืบทอดสูตรต้นตำรับ : โดย…มานพ พฤติวโรดม

                             เป็นธรรมดาของการต่อสู้ของชีวิตไม่ว่าจะในเส้นทางอาชีพใดย่อมเสาะแสวงหาสู่จุดสูงสุดเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่า เช่นเดียวกับคนในวงการด้านการศึกษาที่ผ่านตำแหน่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติมาเกือบครึ่งทางชีวิตแต่ฐานะทำท่าจะไปไม่รอดทำให้อาจารย์โยธิน เพ็งอ้น วัย 43 ปี ชาว ต.ดอนไก่ดี อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร และอาจารย์นิวรณ์รณ เพ็งอ้น วัย 42 ปี สองคู่ชีวิตข้าราชการครู จึงตัดสินใจหันหลังเบนเข็มมายึดอาชีพค้าขายดีกว่า หันเลือกช่องทางเป็นเถ้าแก่ตัวเอง
                             กระทั่งคัดเลือกเช่าที่ดินปักหลักเพื่อเปิดร้าน “ก๋วยเตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น 2” ที่บนเส้นทางตัดใหม่ริมถนนพุทธสาคร หมู่ 11 ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน ทำให้แต่ละเดือนสามารถทำรายได้ให้ครอบครัวดีกว่า ตามที่ประเมินแล้ว ปรากฏว่าเมื่ออยู่ตัวดีกว่ากินเงินเดือนหลายเท่า แม้จะต้องเหนื่อยเพิ่มมากหน่อยฟันกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ต้องหมั่นดูแลบริการลูกค้าสม่ำเสมอ จนปัจจุบันมีขาประจำทั้งลูกค้าขาจรหมุนเวียนมาอุดหนุนอย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะช่วงเที่ยงๆ โต๊ะแทบไม่พอนั่ง
                             อาจารย์โยธินเล่าว่า เคยผ่านชีวิตการเป็นครูผู้ให้ความรู้และทั้งผู้บริหารแต่ทว่าด้วยเหตุที่กินเงินเดือนทำให้การใช้จ่ายถูกจำกัดและไม่คล่องตัวนักบางเดือนก็เพียงพอ บางเดือนก็ติดขัดเหมือนกัน จึงคิดหน้าคิดหลังถึงอนาคตกระทั่งตัดสินใจเลือกค้าขายเป็นเถ้าแก่ตัวเอง ด้วยการเลือกเฟ้นข้างเส้นทางตัดใหม่ริม “ถนนพุทธสาคร” ที่มองแล้วว่าทำเลดี มาเช่าที่ปักหลักเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น 2 ส่วนเรื่องค่าเช่าก็ไม่เบาอยู่แต่ก็พอรับได้ อย่างไรก็ตามกล่าวได้ว่า ขณะนี้หักลบกลบเงินลงทุนบวกเงินผลกำไรแล้วนั้น เหลือมากกว่ากินค่าแรงหลายเท่า
                             “ช่วงชีวิตราชการครูเคยสอนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กทม. รับเงินเดือนประจำ 1 หมื่นบาทเศษ ต่อมาได้ไปเป็นรอง ผอ.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศบ้านแพ้ว กินเงินเดือนราว 1.9 หมื่นบาท แต่ก็ไม่คล่องตัวก่อนจะอำลาชีวิตข้าราชการครูทั้งคู่ มาช่วยกันเป็นพ่อค้าแม่ขายในที่สุดโดยมี 2 ทายาทบุตรสาวในวัยเรียนมาช่วยกันดูแลร้านด้วย”
                             เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น 2 บอกด้วยว่า สำหรับก๋วยเตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น 2 นี้ถือเป็นสาขาที่ 2 ขณะเดียวกันอีกร้านคือก๋วยเตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น สาขา 1 (ริมคลองปากซอยถนนสุคนธวิช 22 เขตท่าเสา) ปัจจุบันยังขายอยู่โดยมีคุณแม่คอยให้บริการลูกค้าอยู่เป็นสาขาต้นตำรับ ขณะนี้ยังคงรักษาคุณภาพสูตรเด็ดที่เป็นของดีมาตั้งแต่โบราณ มาถึงวันนี้กว่า 30 ปีแล้ว ทำให้ยังคงมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสายในแต่ละวัน
                             “สำหรับก๋วยเตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น 2 ที่ได้สืบทอดอาศัยต้นฉบับสูตรโบราณ เริ่มต้นในราคาต่อชามละ 15 บาท เน้นรักษาคุณภาพเนื้อหมู นุ่มอร่อย น้ำแกงรสชาติคงเส้นคงวา ยังมีบริการลูกชิ้นปิ้ง ที่คัดเลือกของดีมีคุณภาพมาเสียบไม้ย่าง แถมห่อหมกปลาช่อน มานำเสนอทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค”
                             ก๋วยเตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น นับเป็นอีกต้นตำรับก๋วยเตี๋ยวสูตรโบราณที่ผ่านมาคิดค้นจากรุ่นสู่รุ่น ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ครอบครัว “เพ็งอ้น” จนถึงปัจจุบัน
———————-
(ทำมาหากิน : ‘เตี๋ยวเรือเอี้ยมจุ๊น’ มหาชัย ครูผู้สืบทอดสูตรต้นตำรับ : โดย…มานพ พฤติวโรดม)

ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทยความหวังให้เป็นเลิศในเอเชีย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150126/200089.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2558
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทยความหวังให้เป็นเลิศในเอเชีย

ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทยความหวังให้เป็นเลิศในเอเชีย : ดลมนัส กาเจรายงาน

               แม้ประเทศไทยจะเสียแชมป์ส่งออกข้าวในตลาดโลกมาแล้ว 2 ปี แต่เป็นการเสียแชมป์ที่เกิดมาจากความผิดพลาดด้านนโบายของรัฐบาล ที่นำโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท ที่สูงกว่าท้องตลาด ทำให้ไม่สามารถระบายข้าวสู่ตลาดโลกได้ แต่หากย้อนไปอดีตจะพบว่า ประเทศไทย เป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกมายาวนานกว่า 30 ปี ในแต่ละปีไทยจะส่งออกข้าวประมาณปีละ 8-10 ตัน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะผลิตข้าวมากที่สุดในโลก หากแต่ไทยเป็นประเทศที่ผลิตข้าวมาอันดับที่ 6 รองจากประเทศจีน ซึ่งมีผลผลิตกว่าปีละ 140 ล้านตัน อย่างล่าสุดฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 จีนผลิตข้าวจำนวน 142.35 ตัน คาดว่าในปี 2557/2558 จีนจะมีผลผลิตข้าว 144.50 ตัน ตามด้วยอินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ เวียดนาม และไทย ซึ่งมีผลผลิตปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 20.46 ตัน คาดว่าฤดูกาลหน้า 20.50 ล้านตัน (ดูกราฟฟิก)

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ไปทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศยุทธศาสตร์ข้าวไทยชัดเจนเป็นฉบับที่ 3 สำหรับการพัฒนาข้าวไทยในรอบปี 2558-2562 บนเวทีเสวนา และเปิด “โครงการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชีย” จัดโดย เบเตอร์ ไรค์ อินเทีนทีฟ เอเชีย (Better Rice Initiative Asia) หรือ เบรีย หรือโครงการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชีย ร่วมกับโครงการภายใต้องค์การความร่วมมือด้านอาหารของเยอรมัน หรือ จีเอฟพี และบริษัทไบเออร์ ครอปซายน์ ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จ.อุบลราชธานี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดร.อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวระหว่างเปิดงานว่า เบรีย เป็นองค์กรที่ส่งเสริมการผลิตข้าวอย่างยั่งยืนและคุณภาพข้าวที่ดีขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารของโลก เมื่อประชากรโลกที่มีอยู่กว่า 7,000 ล้านคน ในปัจจุบัน จะเพิ่มขึ้นมากกว่า 9,000 ล้านคน ในปี 2593 หรือ 27 ปีข้างหน้า สำหรับประทศไทยนั้นถือว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ผลิตอันดับที่ 6ของโลก ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายของรัฐบาลไทยที่สอดคล้องกับโครงการเบรีย ที่ประเทศไทยกำหนดยุทธศาสตร์ข้าวไทยและจะดำเนินการใน 6 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และร้อยเอ็ด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคกลางที่ พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี

“วิสัยทัศน์สำหรับข้าวของรัฐบาลคือ ไทยเป็นผู้นำการค้าข้าวในตลาดโลกและกลไกตลาดมีประสิทธิภาพสามารถสร้างความสมดุลให้แก่ทุกภาคส่วนและเป็นแหล่งผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพ ชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีองค์กรชาวนามีความเข้มแข็ง” ดร.อภิชาติ กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การผลิตข้าวสำหรับปี 2558-2562 ดร.อภิชาติ ระบุว่า จะมุ่งเน้นไปที่ 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ คือ การบริหารจัดการพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิตข้าวให้เหมาะสม, การเพิ่มประสิทธิภาพ, การผลิตข้าวการยกระดับคุณภาพ และการเพิ่มมูลค่าข้าว, การสร้างความเข้มแข็งแก่ชาวนาและองค์กรชาวนา นอกจากนี้ยังกำหนดกลยุทธ์การตลาดข้าว ประกอบด้วย แผนพัฒนาข้าวที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าวส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการผลิตและการค้าให้ได้มาตรฐานสากลพัฒนาศักยภาพระบบการค้าข้าวสร้างค่านิยมการบริโภคข้าวการสร้างนวัตกรรมข้าว และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์

ด้าน นายชาญพิทยา ฉิมพาลี อธิบดีกรมการข้าว ได้เสนอโครงการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวเพื่อแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมโดยรวม และสร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน มีเนื้อหาว่า ประเทศไทยมีปริมาณผลผลิตข้าวเกินความต้องการ 4.43 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 2.92 ล้านตันข้าวสารต่อปี แต่กระนั้นประสิทธิภาพการผลิตต่ำ โดยเฉพาะข้าวที่ปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมถึง 11.2 ล้านไร่ จำเป็นต้องบริหารอุปทานให้สอดคล้องกับอุปสงค์ โดยลดปริมาณข้าวคุณภาพต่ำ เพิ่มข้าวคุณภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวสำหรับ “ตลาดเฉพาะ” หรือ “Niche Market” มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ของชาวนา

ขณะที่ นายสินชัย สวัสดิชัย ผู้จัดการสำนักงานประจำประเทศไทยและพม่า บริษัท ไบเออร์ ครอปซายน์ ระบุว่า ไบเออร์ฯ เป็นพันธมิตรภาคเอกชนของ เบรีย นอกเหนือจากกรมการข้าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และอื่นๆ บริษัทต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการเพิ่มผลผลิตข้าวและลดต้นทุนการผลิตในการทำนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นับเป็นอีกมิติหนึ่งในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาข้าวไทยที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มีความตั้งใจในการยอกระดับคุณภาพของข้าวไทยทุกมิติ เพื่อให้ข้าวไทยเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกและยกฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยอยู่ดีกินดีอีกด้วย
เน้นอุตสาหกรรมข้าวไทยให้ดีขึ้น

นายสุริยัน วิจิตรเลขการ ผู้อำนวยการโครงการ เบรีย ภูมิภาค กล่าวว่า เบรียอยู่ภายใต้ จีเอฟพี ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนาการผลิตข้าวและโภชนาการข้าว โดยการใช้วิธีการแบบองค์รวมห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเสริมสร้างรายได้ของผู้ผลิตและโภชนาการของครอบครัวเกษตรกรผู้ยากจน ความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการส่งเสริมการให้บริการทางการเกษตร จะช่วยเพิ่มระดับการผลิตในการเพาะปลูกข้าว เบรียจะช่วยให้ประเทศที่โครงการดำเนินอยู่บรรลุการพัฒนาทางภาคเกษตรและอาหารแห่งชาติ ทั้งนี้ เบรียมีการดำเนินการในประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

ดังนั้นการจัดเสวนาและเปิดโครงการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชียของเบรีย เพื่อเป็นเวทีที่เปิดกว้างให้แก่เกษตรกรจากศูนย์ข้าวชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องและภาครัฐได้หารือเกี่ยวกับปัญหาและแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์อย่างตรงไปตรงมา โดยมีวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่าข้าวไทยและบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนต่างๆ และเกษตรกร เพื่ออุตสาหกรรมข้าวไทยที่ดีขึ้นนั่นเอง

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,214 other followers

%d bloggers like this: