ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

หนักเอาเบาสู้ : สุรศักดิ์ สิริศักดาวุฒิ มีนาคม 22, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131214/174761.html#.Uy1RfaiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556

//

หนักเอาเบาสู้ : สุรศักดิ์ สิริศักดาวุฒิ

หนักเอาเบาสู้ : จากลูกจ้างทำกรอบรูปสู่นักประดิษฐ์ ผลิตหนุมานเปเปอร์มาเช่ขายต่างชาติ : โดย…ภัสราภรณ์ มูลชัยลังการ์

                            กว่าจะได้เป็นเจ้าของ “ร้านเฮาทำผลิตและจำหน่าย” หนุมานเปเปอร์มาเช่” ย่านถนนเชียงใหม่-สันกำแพง บ้านบ่อสร้าง ต.ต้นเตา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ในวันนี้ได้ “สุรศักดิ์ สิริศักดาวุฒิ” ลองผิดลองถูกกับการผลิตอย่างอื่นมากมาย ตั้งสมัยเป็นนักเรียน จนถึงวันนี้ผลิตภัณฑ์ “หนุมานเปเปอร์มาเช่” ของเขาเป็นที่ยอมรับของลูกค้าและสามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวเป็นอย่างดี

สุรศักดิ์ เริ่มต้นจากอาชีพรับจ้างผลิตกรอบรูป และของใช้จากกระดาษสา นำไปฝากขายที่ร้านย่านถนนเส้นบ่อสร้าง-สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มาได้ระยะหนึ่งจนถึงจุดอิ่มตัวและเกิดความรู้สึกว่าธรรมดาไป กระทั่งปี 2547 จึงเริ่มที่จะสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง จนได้แนวคิดของ “ศิลปะการแสดงโขนไทย” หลังจากนั้นจึงวางแผนผลิตหุ่นกระดาษในแบบฉบับของตัวเองขึ้น ด้วยการใช้วัสดุจากกระดาษหนังสือพิมพ์เหลือใช้

“แรกๆ ที่ลองผิดลองถูก จึงอยากจะพลิกแพลงให้เป็นชิ้นงานที่มีมิติ จากนั้นนำกระดาษที่มีอยู่มาต่อยอดให้เกิดเป็นตุ๊กตาที่มีแขน ขาจับต้องได้ ครั้งแรกที่ลองทำคือปั้นเป็นตุ๊กตารูปคนล้อเลียน แต่มันไม่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แต่ด้วยที่ส่วนตัวผมชอบวรรณกรรมไทยหลายเรื่องและสนใจในศิลปะการแสดงโขน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเปเปอร์มาเช่ตัวละครโขนขึ้นมา เพราะมองว่าโขนเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ และเป็นเอกลักษณ์ของไทยด้วย” ศุรศักดิ์ กล่าว

สำหรับวิธีการทำนั้น อันดับแรกต้องทำบล็อกขึ้นมาโดยการปั้นด้วยดิน พอเสร็จก็นำปูนปาสเตอร์มาหล่อทิ้งไว้ให้แห้งก็จะได้บล็อกตามที่เราปั้นแล้วนำไปตากแดด นำกระดาษที่แช่น้ำไว้มาแปะเป็นชั้นๆ เพื่อให้แข็งแรง จากนั้นใช้กระดาษผสมกาวปั้นให้เป็นรูปทรงตากแดดให้แห้ง แล้วนำกระดาษทรายมาขัด เสร็จแล้วลงสีใช้สีอะคริลิก วาดหน้ารอสีแห้งแล้วนำมาแต่งตัวโดยใช้กระดาษสาตัดเป็นเครื่องแต่งกาย โจงกระเบน ซึ่งการประดิษฐ์ 1 ตัวใช้เวลาสองวัน ส่วนราคาเป็นตัวแยกตามขนาด คือขนาดเล็กราคาตัวละ 500 บาท ขนาดกลางราคาตัวละ 700-800 บาท และขนาดใหญ่ราคาตัวละ 1,500 บาทขึ้นไป หากจะเป็นชุดราคาจะอยู่ที่ 2,500 บาทขึ้นไป

“ช่วงแรกมัวแต่ลองผิดลองถูกกว่าจะนำมาขายในปี 2550 ได้ผลตอบรับจากลูกค้าดีพอสมควร ตอนหลังผมนำไปประกวดในงานต่างๆ ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงระดับประเทศ จนได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทงานรีไซเคิล ลดโลกร้อน เมื่อนำไปแสดงตั้งโชว์งานไหนก็จะมีแต่คนรับซื้อ ตอนนี้ทุกวันอาทิตย์หนุมานเปเปอร์มาเช่ของผม จะนำไปตั้งขายที่ถนนคนเดินท่าแพ จ.เชียงใหม่ ภายใต้แบรนด์ “เฮาทำ” ลูกค้าส่วนมากเป็นลูกค้าต่างชาติ อาทิ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ทุกวันอาทิตย์ผมมีรายได้อยู่ที่ 5,000 บาทขึ้นไป” สุรศักดิ์ กล่าว

“สุรศักดิ์ สิริศักดาวุฒิ” นับเป็นคนสู้ชีวิตอีกคนหนึ่งจากเริ่มเป็นลูกจ้างจนสามารถเป็นเจ้าของกิจการร้าน “เฮาทำ” ผลิต “หนุมานเปเปอร์มาเช่” เลี้ยงครบครัว หากใครสนสอบถามได้ที่โทร.08-5716-1115

—————————-

(หนักเอาเบาสู้ : จากลูกจ้างทำกรอบรูปสู่นักประดิษฐ์ ผลิตหนุมานเปเปอร์มาเช่ขายต่างชาติ : โดย…ภัสราภรณ์ มูลชัยลังการ์)

 

‘Mr.Leaf’ผลิตภัณฑ์จากใบตองตึง1เดียวในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131214/174759.html#.Uy1QwqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด
วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556

‘Mr.Leaf’ผลิตภัณฑ์จากใบตองตึง1เดียวในไทย

ทำมาหากิน : ‘Mr.Leaf’ ผลิตภัณฑ์จากใบตองตึง หนึ่งเดียวในไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลก : โดย…ศุภชัย วิเศษสรรค์

จากความหวังที่อยากเป็นเจ้าของกิจการเองมากกว่าการรับจ้าง ทำให้ “ปรเมศร์ สายอุปราช” ตัดสินใจลาออกจากอาชีพข้าราชการเป็นอาจารย์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.ลำปาง ทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากภูมิปัญหาชาวบ้าน โดยใช้บ้านต้วเองย่านถนนจามเทวี ต.เวียงเหนือ ในเขตเทศบาลนครลำปาง มาแปรรูปใบตองตึงที่ชาวเหนือนิยมนำไปมุงหลังคาบ้าน ทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ประจำวันและของชำร่วยจำพวก กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่นามบัตร กระเป๋าใส่พาสปอร์ต กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่ไอแพด กระเป๋าเป้ หมวก ร่ม รูปภาพติดผนัง กรอบรูป โคมไฟ เสื้อ รวมถึงรองเท้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า หรือแบรนด์ “Mr.Leaf” ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

ปรเมศร์บอกว่า หลังจากที่เรียนจบคณะครุศาสตร์คอมพิวเตอร์ ชีวิตเริ่มต้นด้วยการยึดอาชีพรับราชการอยู่ในวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.ลำปาง แต่ตลอดระเวลาที่เรียนหนังสือระดับอุดมศึกษาคิดเสมอว่าอยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงได้ตัดสินใจลาออกจากราชการในปี 2547 หันมาทำเว็บไซต์ขายสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำจากกระดาษสาและฟางข้าว เช่น กระเป๋า ดอกไม้ประดิษฐ์ เป็นต้น ปรากฏว่าขายดีมาก เนื่องจากช่วงนั้นกระแสอีคอมเมิร์ช กำลังมาแรง รวมทั้งสินค้าโอท็อปกำลังเป็นที่นิยม และมีโอกาสไปเรียนกับอาจารย์ชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับเส้นใยพืชธรรมชาติ จึงต่อยอดหาวัสดุทางธรรมชาติมาผลิตสินค้าเป็นของตัวเอง

“จากการค้นคว้าหาข้อมูลจนพบว่าใบตองตึง ที่ชาวบ้านภาคเหนือสมัยโบราณใช้มุงหลังคาบ้าน ใช้ห่อข้าวเหนียว ห่อของจิปาถะต่างๆ มีคุณสมบัติสามารถกันน้ำได้ดี มีความเหนียวทนทาน จึงนำมาทดลองทำเป็นกระเป๋าถือ โดยใช้เวลาทดลองศึกษาอยู่นานนับปี ช่วงนั้นเกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ทั้งเนื้อกระเป๋ากรอบ, แห้ง, รับแรงดึงไม่ได้ และขาดง่าย จนเงินทุนที่หมุนเวียนหมดไปหลายแสนบาท ในที่สุดต้องไปสมัครเป็นข้าราชการครูอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ทิ้งผลิตภัณฑ์จากใบตองตึง ผมพยามยามจนสามารถสร้างแบรนด์ Mr.Leaf ได้สำเร็จเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย” ปรเมศร์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

แม้ผลิตภัณฑ์จากใบตองตึงภายใต้แบรนด์ Mr.Leaf ประสบผลสำเร็จในด้านคุณภาพและรูปแบบที่แปลกใหม่ แต่ปรเมศร์ บอกว่า เจอปัญหาที่ไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้า ส่งผลให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและไม่กล้าซื้อไปใช้ เขาต้องพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพพร้อมส่งเข้าประกวดในโครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล (โอท็อป) จนได้รับการคัดเลือกเป็นค้าโอท็อป 3 ดาว ประเภทของใช้ ของประดับตกแต่งและของที่ระลึก กลุ่มดาวเด่นสู่สากล และรางวัลกรีน โปรดักส์ ( Green Production) จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2554 เป้นตัวช่วยการันตีคุณภาพสินค้าได้เป็นอย่างดี

ผลิตภัณฑ์จากใบตองตึงภายใต้แบรนด์ Mr.Leaf มีหลากหลาย เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่นามบัตร กระเป๋าใส่พาสปอร์ต กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่ไอแพด กระเป๋าเป้ หมวก ร่ม รูปภาพติดผนัง กรอบรูป โคมไฟ เสื้อ รวมถึงรองเท้า สินค้าที่ได้รับความนิยมมาก คือ กระเป๋าถือ ขายกันในราคาใบละ 450-750 บาท ส่วนสินค้าอย่างอื่นมีราคาตั้งแต่ 120-4,000 บาท โดยสินค้าทุกชิ้นมีอายุการใช้งาน ปรเมศร์ การันตีว่าได้ตลอดชีวิต

“สินค้าของเราไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เป็นงานแฮนด์เมดรายเดียวในประเทศไทยและรายเดียวในโลกก็ว่าได้ สินค้าของเรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ละตัวจะมีลวดลายของใบตองตึงที่สวยงามแตกต่างกันไป เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถกันแดดกันฝนได้ดี มีความทนทาน รวมถึงรับน้ำหนักได้ดี อาทิ กระเป๋าใส่ของ สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 5 กก. ตอนนี้สินค้าแบรนด์ Mr.Leaf ของเรามีตลาดหลักในต่างประเทศ 80% โดยสหรัสอเมริกา 50% รองมาคือยุโรป 30% คาดว่าปีหน้า จะมีรายได้มากกว่าปี 2555 ถึงร้อยละ 40 เพราะมีออเดอร์มาตลอดทั้งปี ส่วนตลาดในประเทศ 20% ส่วนใหญ่เป็นการออกงานจัดบูธในงานแสดงสินค้ามากกว่า” ปรเมศร์ กล่าว

ส่วนวัตถุดิบใบตองตึงจะรับซื้อจากชาวบ้านในราคา กก.ละ 20 บาท โดยชาวบ้านจะเก็บได้ช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน เนื่องจากต้นตองตึงเป็นไม้ป่าผลัดใบจะเก็บได้เฉพาะช่วง 2 เดือนเท่านั้น จะเน้นเฉพาะใบสีเขียว แล้วนำมาสต็อกเก็บไว้ ส่วนขั้นตอนการทำจะนำใบตองตึงมาตากแห้ง ผ่านขั้นตอนการอบเชื้อราเพื่อทำให้ใบตองตึงไม่เกิดเชื้อราและนิ่ม ย้อมสีธรรมชาติ แล้วนำมาตัดเย็บทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างประณีต รวมถึงเคลือบลามิเนตเพื่อให้สินค้ากันแดดกันฝนและมีอายุการใช้งานได้ยาวนานอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์จากใบตองตึงภายใต้แบรนด์ “Mr.Leaf” ของ  ปรเมศร์ สายอุปราช นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบผลสำเร็จอีกผลิตภัณฑ์หากใครสนใจสอบถามได้ที่โทร.08-6182-3589 หรือทางเว็บไซต์ mrleaf.lampangmarket.com

————————-

(ทำมาหากิน : ‘Mr.Leaf’ ผลิตภัณฑ์จากใบตองตึง หนึ่งเดียวในไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลก : โดย…ศุภชัย วิเศษสรรค์)

 

สปาออแกนิกส์’โฮมยูส’ส่งถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131213/174703.html#.Uy1QM6iSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2556

สปาออแ​กนิกส์’โฮมยูส’ส่งถึงบ้​าน

ทำมาหากิน : ปั้นสปาออแ​กนิกส์ ‘โฮมยูส’ มุ่งกลุ่มรั​กสุขภาพ-จัดส่งถึงบ้​าน : โดย…ธานี กุลแพทย์

เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าให้มีทางเลือกในการใช้ผลิตภัณฑ์สปาเพื่อความงาม ความสดชื่น มากยิ่งขึ้น เป็นแรงผลักให้ “อ้อม” หรือ “ตวงภาคย์ วิไลเนตร” แห่งร้าน บาลารีโฮมสปา กิจการเล็กๆ แต่แน่นด้วยคุณภาพแห่งเมืองลพบุรี ได้ต่อยอดนำวัตถุดิบพืชสมุนไพรในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สปา “ออแกนิกส์ โฮมยูส” ใช้ในร้าน มุ่งกลุ่มลูกค้าผู้รักสุขภาพ อีกทั้งจัดเซตผสมสูตรส่งตรงถึงบ้านเพื่อความสะดวกของลูกค้า โดยเฉพาะบอดี้สครับสูตรมะรุม สูตรฟักข้าว สูตรเฉพาะของร้านที่ได้รับความสนใจจากผู้รักความงามไม่น้อย

“ตวงภาคย์ วิไลเนตร” เจ้าของร้านบาลารีโฮมสปา เล่าให้ฟังว่า กิจการร้านตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 เป็นร้านขนาดเล็กที่มีเตียงนวดสำหรับผิวหน้า 3 เตียง และห้องนวดตัว 2 ห้อง เป็นกิจการที่ดูแลเรื่องความงามด้านผิวพรรณตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าทั้งของสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ โดยผลิตภัณฑ์สปาจะใช้วัตถุดิบที่มีส่วนผสมของพืชธรรมชาติ สมุนไพรในท้องถิ่นทั้งหมด นำมาผลิตเป็นสูตรเฉพาะของร้าน มีหลากหลายชนิด ที่โดดเด่นคือ บอดี้สครับ (Body Scrub) สูตรมะรุม สูตรฟักข้าว สูตรน้ำผึ้งทานตะวัน อีกทั้งสครับกลุ่มธัญพืช เช่น ถั่วเขียว ลูกเดือย เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา เมล็ดข้าวโพด และสครับกลุ่มสมุนไพร เช่น เสลดพังพอน ว่านหางจระเข้ ใบบัวบก เป็นต้น โดยทั้งหมดจะถูกนำมาผ่านกระบวนการผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญ

“ผลิตภัณฑ์บอดี้สครับของร้านที่เด่นคือสูตรมะรุม เป็นการนำเอามะรุมเข้ามาใช้ในเรื่องความงาม ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่ามะรุมมีวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 7 เท่า เมื่อนำมาใช้จะช่วยให้ผิวพรรณสดใสมากขึ้น เช่นเดียวกับฟักข้าวที่ทำเป็นสครับขัดผิว ด้วยพลังวิตามินของฟักข้าวมีมาก โดยเฉพาะวิตามินเอชนิดเบต้าแคโรทีนที่มากกว่าแครอท 10 เท่า ชนิดไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า แถมยังมีวิตามินซี มากกว่าส้มถึง 60 เท่า เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง เพราะจะช่วยให้ผิวชุ่มชื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” อ้อมกล่าว

พร้อมระบุว่าล่าสุดร้านได้ทำผลิตภัณฑ์สปา ออแกนิกส์ โฮมยูส เป็นทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าด้วยนำวัตถุดิบพืชเกษตรที่หาง่ายในท้องถิ่นมาต่อยอดแปรรูปเป็นสินค้าที่ไม่ใช้สารเคมีเจือปน แม้ก่อนหน้านี้ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นจะมีสารเคเจือปนบ้าง ทว่าเพื่อสนองตอบผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพ จึงผลิตขึ้นภายใต้การควบคุมดูแลของนักวิจัยจากหลายๆ แห่งเข้ามาช่วยปรับปรุง โดยมีตัวเองเป็นผู้ถูกทดลองในคุณภาพของผลิตภัณฑ์แต่ละสูตร จึงทำให้มั่นใจในสินค้าที่ผู้บริโภคจะซื้อหาไปใช้

“วัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สปาออแกนิกส์ทั้งหมด เกษตรกรในพื้นที่จะจัดส่งมาให้คัดกรองมาเป็นอย่างดีทั้งเรื่องของการผลิตที่ต้องปลอดสา ตั้งแต่การปลูก การดูแลรักษาจนถึงขั้นเก็บเกี่ยว ซึ่งนอกจากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เข้ามาใช้บริการเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้อีกทางด้วย”

ด้านการตลาดนั้นทางบาลารีโฮมสปา ได้จัดทำในลักษณะโฮมยูส (Home Use) คือลูกค้าสามารถโทรสั่งซื้อสินค้าได้และทางร้านจะบริการจัดส่งให้ถึงบ้านในราคาเพียง 300 บาทต่อถุง มีทั้งแบบผงและแบบสดผสมให้เสร็จเพื่อให้ลูกค้าพร้อมใช้ได้ทันที สำหรับผู้ที่สนใจอยากทดลองใช้ผลิตภัณฑ์สปาออแกนิกส์ ติดต่อไปได้ที่บาลารีโฮมสปา ถ.พระปิยะ อ.เมือง จ.ลพบุรี โทรศัพท์ 08-2958-8884 หรือ E-mail : loveloveseasky@gmail.com

—————————–

(ทำมาหากิน : ปั้นสปาออแ​กนิกส์ ‘โฮมยูส’ มุ่งกลุ่มรั​กสุขภาพ-จัดส่งถึงบ้​าน : โดย…ธานี กุลแพทย์)

 

‘กระเชา’เปลือกเป็นยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131213/174695.html#.Uy1PsKiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2556

‘กระเชา’เปลือกเป็นยา

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กระเชา’ เปลือกเป็นยา : โดย…นายสวีสอง

“กระเชา” หรือชื่ออื่น ขะจาว เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ พบมากในภาคเหนือ อีสาน รวมถึงภาคกลาง เปลือกมีสรรพคุณทางยา รักษาโรคเรื้อนของสุนัข กันตัวไร และเป็นยาแก้ปวดตามข้อ เป็นต้น

เป็นไม้ยืนต้น ในวงศ์ ULMACEAE ลำต้นเปลาตรงสูงเต็มที่ไม่เกิน 25 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาลมีตุ่มเป็นช่องอากาศจุดกลมๆ ขนาดเล็ก

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามกิ่ง กว้าง 5-7 เซนติเมตร ยาว 7-14 เซนติเมตร ก้านใบมีขนละเอียดปกคลุม โคนมน ปลายแหลม มีเส้นแขนงใบเห็นชัดเจน  8-12 คู่

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ แต่ละช่อมีดอกย่อยขนาดเล็กรวมกันเป็นกระจุก

ผล ทรงกลมออกแบนลักษณะเป็นรูปโล่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร มีปีกล้อมรอบ

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ชอบดินร่วน ความชื้นและแสงแดดพอเหมาะ

—————————–

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘กระเชา’ เปลือกเป็นยา : โดย…นายสวีสอง)

 

ฝ้ายคำ’ปลูกหน้าบ้านดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131212/174620.html#.Uy1PPqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2556

‘ฝ้ายคำ’ปลูกหน้าบ้านดี

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ฝ้ายคำ’ ปลูกหน้าบ้านดี : โดย…นายสวีสอง

ช่วงหน้าหนาวถ้านั่งรถตามเส้นทางแม่ริม-สะเมิง จ.เชียงใหม่ เห็นต้น “สุพรรณิการ์” ทางภาคเหนือเรียกว่า “ฝ้ายคำ” ออกดอกบานสะพรั่ง สีเหลืองทั้งต้น ตลอดสองข้างทาง

เป็นพรรณไม้เก่าแก่ยุคพุทธกาล มีความเชื่อว่า เป็นไม้มงคล  หากปลูกไว้หน้าบ้าน จะทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยคุ้มครองให้คนในบ้านอยู่ดีมีความสุข มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ในวงศ์ COCHLOSPERMACEAE สูงเต็มไม่เกิน 15 เมตร แตกกิ่งก้านพุ่มโปร่ง เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาลเข้ม

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามกิ่ง และลำต้น รูปทรงรี  กว้าง 5-10 ซม. ยาว 10-15 ซม.  ขอบใบหยัก

ดอก  ออกมาเป็นช่อยาวราว 20-30 ซม. มี 2 ชนิด คือชนิดดอกซ้อนเป็นชั้น และไม่ซ้อน ขอบกลีบเป็นคลื่น  ทั้งกลีบดอกและเกสรดอกสีเหลืองสด  ดอกแห้งทำเป็นบำบุงกำลัง

ผล ทรงกลมรี  มีเส้นผ่าศูนย์กลาง  2-3  ซม.ยาว 5-7 ซม. ผลแก่เปลือกสีดำ และแตก 3-5 พู ด้านมีเมล็ดสีดำ

การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือตอนกิ่งก็ได้ สามารถปลูกลงดินหรือในกระถางขนาดใหญ่ก็ได้

————————

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ฝ้ายคำ’ ปลูกหน้าบ้านดี : โดย…นายสวีสอง)

 

‘ข้าวหลามแม่ทอม’โอท็อปดังสงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131212/174617.html#.Uy1O06iSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2556

‘ข้าวหลามแม่ทอม’โอท็อปดังสงขลา

ทำมาหากิน : ‘ข้าวหลามแม่ทอม’ สินค้าพื้นบ้าน สู่โอท็อประดับพรีเมียมดังสงขลา : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หรือสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นในภูมิภาคได้พาเหรดปรับตัวพัฒนารูปแบบและรูปลักษณ์หวังยกระดับสินค้าให้เทียบชั้นสินค้าพรีเมียม หรือสินค้าแบรนด์เนมดัง ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ “ข้าวหลามแม่ทอม” อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ผลงานชิ้นโบแดงของ “กลุ่มข้าวหลามแม่ทอม” โดยมี “หนูวิน กุลนิล” ประธานกลุ่ม หัวเรี่ยวหัวแรงหลักขับเคลื่อนความสำเร็จ ที่กล้าตัดสินใจฉีกกรอบสินค้าพื้นบ้านให้กลายเป็นของฝากที่ผู้รับต้องติดใจทั้งรูปแบบ สีสันที่สวยงามของบรรจุภัณฑ์และที่สำคัญรสชาติอร่อย

หนูวิน เล่าว่า ในอดีตชาวบ้านตำบลแม่ทอมยึดอาชีพการทำข้าวหลามขายมาอย่างยาวนาน แต่เป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ไม่เป็นกลุ่มก้อน กระทั่งปี 2544 จึงรวมกลุ่มชาวบ้านที่ยึดอาชีพเดียวกันมาผลิตร่วมกัน ในนามกลุ่มข้าวหลามแม่ทอมอย่างเป็นทางการ พร้อมขอขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าโอท็อปของจังหวัดสงขลา และเข้าสู่กระบวนการคัดสรรได้รับการพิจารณาให้เป็นสินค้าโอท็อป 2 ดาวในปีแรก

จากนั้นก็พัฒนาคุณภาพเรื่อยมา จนเลื่อนชั้นเป็นสินค้า 4 ดาว และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นระดับ 5 ดาว ซึ่งมั่นใจว่าจะมีข่าวดีเร็วๆ นี้ หลังจากที่ได้พัฒนารูปแบบการบรรจุหีบห่อ หรือแพ็กเกจใหม่ที่ในถุงกำมะหยีสีแดงสด พร้อมระบุฉลากบ่งบอกคุณสมบัติพร้อมที่อยู่ที่ติดต่อไว้ครบครัน ทำให้ดูแปลกตาน่ามอง และสามารถสร้างความแปลกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างโดนใจ

วันนี้ “ข้าวหลามแม่ทอม” จึงเป็นที่ถูกกล่าวขานถึงการพัฒนาการที่เหนือชั้นสามารถบุกยึดตลาดสินค้าประเภทของฝากยอดนิยมที่ถูกอกถูกใจทั้งผู้ให้และผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการที่มักนำไปเป็นของฝากผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยรูปโฉมที่ทั้งสวย อร่อย และเข้ากับยุคสมัยใหม่ และที่สำคัญวิวัฒนาการครั้งนี้ได้เพิ่มมูลค่าสินค้าช่วยสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มได้เป็นอย่างดี

จากของฝากพื้นบ้านธรรมดาๆ ที่จำหน่ายราคากระบอกละ 20 บาท ปัจจุบันจำหน่ายในแพ็กเกจใหม่เป็นชุด ชุดละ 100 บาท ประกอบด้วยข้าวหลาม 2-3 กระบอก ตามขนาดความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่เทศกาลสำคัญ “ข้าวหลามแม่ทอม” จึงกลายเป็นของฝากที่ได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งสามารถเลือกได้ 5 ไส้ คือ ถั่วดำ เผือก ใบเตย ข้าวโพด และไม่มีไส้

“ช่องทางจำหน่ายสินค้าจะผลิตตามออเดอร์เฉลี่ยครั้งละประมาณ 40-50 กิโลกรัมต่อวัน นอกจากนี้ยังตระเวนออกร้านไปตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเดินทางทุกครั้งได้เตรียมอุปกรณ์ทำแบบสดๆ โดยเฉพาะเตาเผาที่ออกแบบพิเศษสำหรับการเผาข้าวหลาม ทำให้ข้าวหลามแม่ทอมขายดี เพราะร้อน ได้ทุกสถานที่” หนูวิน กล่าว

สำหรับผู้สนใจอยากลิ้มลองรสชาติข้าวหลามแม่ทอม หรือต้องการอุดหนุนเป็นของฝาก ติดต่อกลุ่มข้าวหลามแม่ทอมได้ที่ 42 หมู่ 4 ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา 90110 หรือ โทร.08-9976-6545 ได้ทันที

—————————

(ทำมาหากิน : ‘ข้าวหลามแม่ทอม’ สินค้าพื้นบ้าน สู่โอท็อประดับพรีเมียมดังสงขลา : โดย…สุพิชฌาย์ รัตนะ)

 

ใช้’ลูกเหม็น’ไล่’แมลงวันทอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131212/174619.html#.Uy1NjqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2556

//

ใช้’ลูกเหม็น’ไล่’แมลงวันทอง’

ทำมาหากิน : ใช้ ‘ลูกเหม็น’ ผูกไว้ที่ต้นพุทรา ภูมิปัญญาไล่ ‘แมลงวันทอง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                         “ที่วังน้ำเขียวตอนนี้ไม่มีพืชใดดีไปกว่าพุทรานมสด” คำยืนยันจากลุงชูชีพ ยิ่งนอก เกษตรกรวัย 57 ปี เจ้าของไร่ชัยชนะ @ชลลดาพุทรานมสดแห่งบ้านทรัพย์ไทรทอง ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่ยึดอาชีพปลูกข้าวโพดมาค่อนชีวิต แต่ปัจจุบันหันมาเอาดีในการทำสวนพุทรานมสด บนเนื้อที่เพียง 3 ไร่เศษจนประสบความสำเร็จและสามารถปลดเปลื้องหนี้สินเกือบล้านที่กู้จาก ธ.ก.ส. สาขาวังน้ำเขียวในเวลาไม่ถึง 6 ปี

ลุงชูชีพเล่าว่า ก่อนหน้านี้มีอาชีพทำไร่ข้าวโพด แต่หลังจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ได้เข้ามาสนับสนุนให้แก่เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน อ.วังน้ำเขียว ทดลองปลูกพุทรานมสดเมื่อ 6 ปีที่แล้วสลับกับการปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่ทำสืบทอดกันมายาวนาน แต่หลังจากเห็นว่าพุทรานั้นให้ผลผลิตดี มีตลาดรองรับที่ชัดเจน ขายได้ในราคาที่สูง จนในที่สุดก็เลิกปลูกข้าวโพดหันมาทำไร่พุทรานมสดอย่างเต็มตัว

“เมื่อ 6 ปีที่แล้วทาง ส.ป.ก.เข้ามาให้การสนับสนุนให้ปลูกพุทรานมสด โดยเจียดพื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 3 ไร่ ทดลองปลูกดู ปรากฏว่าให้ผลผลิตดีมาก และมีตลาดรองรับที่ชัดเจน จากนั้นก็ได้ปลูกมาอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้ได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 5 ไร่เศษ โดย ธ.ก.ส.สาขาวังน้ำเขียวจะให้การสนับสนุนในเรื่องเงินทุน”

เจ้าของไร่พุทรานมสดยอมรับว่าการปลูกพุทราไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นพืชตัวใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน โดยในระยะแรกต้องเจอกับศัตรูตัวร้ายแมลงวันทองมาชอนไชเจาะผลผลิตจนได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด จากนั้นก็หาวิธีการแก้ปัญหาสารพัด ไม่ว่าจะปลูกพืชสมุนไพรไล่แมลงบริเวณโดยรอบ แต่ก็ไม่ได้ผล จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่ลูกเหม็น โดยนำมาผูกติดไว้กับต้นพุทราทำให้แมลงวันทอง ซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายของพุทราไม่กล้าเข้ามาทำลายผลผลิตอีกต่อไป

“สวนพุทราลุงเป็นสวนอินทรีย์ จะไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยาปรายศัตรูพืชเลย ปุ่ยที่ใส่ก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำเองผสมกับนมวัวสดๆ ส่วนขั้นตอนการทำใช้นมวัว 60 ลิตร กากน้ำตาล 10 ลิตร จุลินทรีย์ 10 ลิตรแล้วหมักไว้ประมาณ 30 วัน จากนั้นนำมาผสมกับน้ำ อีเอ็ม 1 ลิตรต่อน้ำ 10 ลิตรแล้วนำไปรดต้นพุทรา 10 วันครั้ง” ลุงชูชีพอธิบายขั้นตอนการทำน้ำหมักจุลินทรีย์นมสด

ส่วนขั้นตอนการปลูกนั้น เขาบอกว่าในพื้นที่ 1 ไร่จะปลูกต้นพุทราได้ประมาณ 60 ต้น ระยะห่าง 5X5 เมตร ใช้เวลา 1-2ปี พุทราก็จะให้ผลผลิต ในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น ถ้าบางต้นลูกดกก็ให้ปลิดผลทิ้งให้เหลืองไว้เพียงต้นละไม่เกิน 50 กิโลกรัม จึงจะดี เพราะจะให้ผลผลิตโตเต็มที่ ส่วนเรื่องการตลาดนั้นไม่มีปัญหา ขณะนี้ผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

“ที่หน้าสวนเราขายอยู่ที่กิโลละ 50 บาท ไซส์ใหญ่นะ ถ้าเป็นลูกเล็กกิโลละ 60 บาท เขาบอกว่าลูกเล็กอร่อยกว่า หวานกรอบกว่า ตอนนี้ก็มีออเดอร์เข้ามาทุกวัน ทั้งในพื้นที่และพ่อค้าจากกรุงเทพฯ เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 500 โล พุทราจะให้ผลผลิตปีละครั้ง โดยจะออกในช่วงนี้แหละเริ่มตั้งแต่พฤศจิกายนถึงมกราคม ส่วนรายได้หักค่าใช้จ่ายต้นทุนก็อยู่ที่ปีละ 3 แสน” เจ้าของไร่ชัยชนะ & ชลลดา กล่าว พร้อมย้ำว่าหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะทำการดูแลตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยบำรุงดินเพื่อเตรียมให้ในการให้ผลผลิตในปีต่อไป

นับเป็นอีกก้าวของเกษตรกรในการแก้ปัญหาศัตรูพุทราอย่างแมลงวันทองด้วยการใช้ลูกเหม็นไล่และหากใครมีโอกาสแวะเวียนไปแถววังน้ำเขียวช่วงนี้ มีโอกาสก็ลองชิมพุทรานมสดอินทรีย์สดๆ จากไร่ได้หรือต้องการคำแนะนำขั้นตอนการปลูกโทร.08-7239-2004 ลุงชูชีพ ยิ่งนอก ยินดีให้คำแนะนำอย่างหมดเปลือก

—————————

(ทำมาหากิน : ใช้ ‘ลูกเหม็น’ ผูกไว้ที่ต้นพุทรา ภูมิปัญญาไล่ ‘แมลงวันทอง’ : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

 

เกษตรกรคนเก่ง : ‘ทองม้วน จันทร์อ้วน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131211/174549.html#.Uy1NGKiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 ธันวาคม 2556

เกษตรกรคนเก่ง : ‘ทองม้วน จันทร์อ้วน’

เกษตรกรคนเก่ง : ‘ทองม้วน จันทร์อ้วน’ นำปลูกข้าวอินทรีย์เลี้ยงชีพ : โดย…ภาวดี ชุปวา

สมาชิกเกษตรศูนย์ข้าวชุมชน อ.เมือง จ.บึงกาฬ นางทองม้วน จันทร์อ้วน กระดูกสันหลังของชาติ ยอมรับว่าการทำนาเมื่อก่อนนั้นยากลำบากมาก เพราะกว่าจะได้เก็บเกี่ยว ได้ผลผลิตต้องใช้ความอดทนสูง เพราะผลผลิตจะได้มากน้อยขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศเป็นตัวแปรด้วย ทว่าตลอดการทำนานั้นเสมือนยิ่งทำยิ่งขาดทุน จึงหันมาปลูกข้าวอินทรีย์พร้อมเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายจ่ายแจกให้เพื่อนเกษตรกร

“ทองม้วน” เล่าอีกว่า หลังทำนามากว่า 15 ปี แต่ละฤดูกาลผลผลิตไม่เป็นตามที่คิด จึงปลูกข้าวโพดเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ทว่าก็ไม่คุ้มกับการลงทุน ยิ่งช่วงหน้าแล้งน้ำไม่พอทำเกษตร ส่งผลให้ไม่มีทั้งข้าว ข้าวโพด ส่งขายให้ศูนย์ข้าวในอำเภอ จึงหันปลูกข้าวอินทรีย์ที่ใช้วิธีทางธรรมชาติ คือระยะเวลาปลูกสั้นกว่าข้าวชนิดอื่น อีกทั้งได้ผลผลิตดี แถมเก็บเมล็ดพันธุ์จำหน่ายให้เพื่อนเกษตรกร

“จากปัญหาหน้าแล้งทำการเกษตรไม่ได้ เกษตรจังหวัดจึงส่งเสริมให้ปลูกข้าวพันธุ์ กข 12 ที่สำนักงานแจกจ่ายให้เกษตรกรทดลองปลูก สามารถเก็บเกี่ยวได้ไว ในพื้นจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งทดลองปลูกบนพื้นที่ 8 ไร่ ได้ผลผลิตที่ดีใน 2 ปีแรก ต่อมาก็ปลูกข้าวพันธุ์นี้มาตลอด โดยรับจากสหกรณ์การเกษตรมาปีละ 2 กระสอบ กระสอบละ 25 กิโลกรัม ซึ่งสามารถปลูกได้ถึง 8 ไร่ต่อกระสอบ” ทองม้วน กล่าวอย่างมีความสุขต่อผลงานการเป็นเกษตรกรปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ ทองม้วน ยังเล่าต่ออีกว่า แต่ละปีการขายผลผลิตได้กำไรเป็นเงินกว่า 5 หมื่นบาทต่อต่อไร่ เพราะข้าวพันธุ์ กข 12 ปลูกไม่ยาก กอใหญ่ ต้นสูง ให้ผลผลิตไว เป็นข้าวที่ทำให้ชีวิตการเป็นเกษตรกรไม่ลำบากและไม่ขาดทุน ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งในเดือนธันวานี้ก็จะเก็บเกี่ยวอีก 8 ไร่

หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากทดลองปลูกข้าวพันธุ์ กข 12 หรืออยากได้เมล็ดพันธุ์ อีกทั้งต้องการทราบรายละเอียดขั้นตอนการผลิตสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์ข้าวชุมชนหรือสหกรณ์การเกษตรจังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ 08-0182-2189

———————–

(เกษตรกรคนเก่ง : ‘ทองม้วน จันทร์อ้วน’ นำปลูกข้าวอินทรีย์เลี้ยงชีพ : โดย…ภาวดี ชุปวา)

 

ศิลปะผ้าพื้นเมืองคน’ชนเผ่า’รายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131211/174550.html#.Uy1MnaiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป

วันพุธที่ 11 ธันวาคม 2556

//

ศิลปะผ้าพื้นเมืองคน’ชนเผ่า’รายได้งาม

ทำมาหากิน : ศิลปะผ้าพื้นเมืองคน ‘ชนเผ่า’ งาน ‘แฮนด์เมด’ ทำรายได้งาม : โดย…เบญจพร ไชยวงค์

                          ย่านตลาดวโรรส อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งขายผ้าพื้นเมือง หรือผ้าแม้วทำมือจากชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และยังเป็นที่พักสินค้าชนเผ่าจากเวียดนาม สปป.ลาว และจีน แต่ละวันจะมีกลุ่มลูกค้าชาวไทย ชาวต่างชาติแวะเวียนมาซื้อขายสินค้ากันอย่างคึกคัก ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่ปักหลักผลิตและจำหน่ายสินค้าแฮนด์เมดของคนบนดอยทั้งขายปลีกขายส่ง ต่างมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

ฉวีวรรณ หาญมูลศรี เจ้าของร้านฉวีวรรณ เล่าว่า พ่อค้าแม่ขายที่นี่ต่างมีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน คือเกิดจากความชอบในงานประดิดประดอยผ้าพื้นเมือง บวกกับเห็นช่องทางทำกิน จึงได้เข้ามาขายที่ตลาดแห่งนี้ โดยแต่ละคนมีอายุการขายที่ยาวนานแตกต่างกันไปตั้งแต่ 5-30 ปี โดยผ้าพื้นเมืองที่นำมาจำหน่ายมีทั้งปักลายเองและรับมาขายต่อ โดยรับมาจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น สปป.ลาว เวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยผ้าพื้นเมืองจะมีเอกลักษณ์เป็นงานฝีมือ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความสวยงามบนลายผ้าจึงแตกต่างกันไป เมื่อพ่อค้าแม่ค้ามารวมตัวกันขายที่นี่ ด้วยการนั่งผลิตชิ้นงานควบคู่กับการขายพร้อมๆ กัน จึงทำให้ที่ตลาดแห่งนี้กลายเป็นย่านแห่งธุรกิจขายผ้าพื้นเมืองขนาดใหญ่ที่จะมีลูกค้าทั้งชาวไทยชาวต่างชาติซื้อไปใช้เอง หรือนำไปขายยังต่างประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย ขณะที่บางรายจะรับซื้อจากที่นี่เพื่อไปขายต่อที่ถนนคนเดิน และตลาดจตุจักรในกรุงเทพฯ “สินค้าที่ผลิตขึ้นมีหลากหลาย ทั้งกระโปรง กระเป๋า ชุดแซก หมอน เสื้อกั๊ก ขณะที่ลวดลายที่ปรากฏบนผ้าทอนั้นเป็นงานปักมือ ที่ใช้เวลานาน ต้องอาศัยความประณีตและฝีมือเฉพาะตัว โดยแต่ละผืนใช้เวลาปักร่วมปี อีกทั้งเนื้อผ้าเป็นผ้าเขียนเทียนที่ต้องให้ผู้เฒ่าผู้แก่ช่วยวาดให้ แต่บางผืนก็ใช้จักรปักลวดลายแต่ส่วนใหญ่แล้วเอกลักษณ์ของผ้าแม้วคือการปักด้วยมือ” ฉวีวรรณ กล่าว

ทางร้านได้ทำธุรกิจนี้มาเกือบสิบปีแล้ว มีการเติบโตมาเรื่อยๆ และพยายามปรับเปลี่ยนสินค้าให้มีคุณภาพให้ตอบสนองความต้องการของตลาด โดยช่วงที่ขายดีจะเป็นฤดูหนาวมีคนสนใจซื้อจำนวนมาก เพราะอบอุ่นเวลาสวมใส่ และราคาไม่แพง โดยแต่ละปีจะมีรายได้กว่า 4-5 แสนบาท อีกทั้งร้านยังได้ยกระดับสินค้าในร้านเป็นโอท็อประดับ 3 ดาว เพราะเป็นเครื่องหมายการันตีสินค้า และปี 2558 เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ได้วางแผนพัฒนาผ้าพื้นเมือง หรือผ้าแม้ว ให้มีลวดลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

ด้าน “วัชราพร แซ่กือ” เจ้าของร้านวัชราพร บอกว่า ได้ทำผ้าพื้นเมืองขายมากว่า 30 ปี โดยส่วนตัวชอบงานเย็บปักถักร้อย แรกเริ่มจึงขายผ้าม้งที่บ้านคือดอยปุย จากนั้นได้ขยับขยายเข้ามาขายใน อ.เมืองเชียงใหม่ ย่านไนท์บาซาร์ ถนนคนเดิน และตลาดวโรรส โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็นผ้าพื้นเมืองที่ทำมือจากชนเผ่าม้ง อ.เชียงคำ จ.พะเยา ซึ่งถือว่ามีความสวยงาม ทำให้สินค้าได้รับความสนใจจากลูกค้าชาวต่างประเทศที่รับสินค้าไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง โดยรายได้ช่วงที่ขายดีจะเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 1,000-3,000 บาท

เช่นเดียวกับ “สุรพงศ์ แสงประเสริฐ” เจ้าของร้านสกุณา กล่าวว่า ได้เปิดร้านขายผ้าพื้นเมืองมากว่า 10 ปี เน้นจำหน่ายผ้าใยกันชงเป็นม้วนๆ โดยลูกค้าส่วนใหญ่มีทั้งซื้อปลีกและซื้อเพื่อนำไปจำหน่ายทั้งในกรุงเทพฯ จังหวัดใหญ่ๆ หรือต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น ซึ่งสินค้าในร้านจะเป็นกระโปรง ผ้าซิ่น กระเป๋า ขณะที่ลายผ้าพื้นฐานเป็นลายผ้าม้งอยู่แล้วแต่จะเป็นลายที่แตกต่างกันไป เช่น ม้งเวียดนาม ม้งจีน โดยมีรายได้เฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 บาท

————————

(ทำมาหากิน : ศิลปะผ้าพื้นเมืองคน ‘ชนเผ่า’ งาน ‘แฮนด์เมด’ ทำรายได้งาม : โดย…เบญจพร ไชยวงค์)

 

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ผักไผ่’ เป็นยา-อาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131211/174551.html#.Uy1L8aiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 ธันวาคม 2556

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ผักไผ่’ เป็นยา-อาหาร

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ผักไผ่’ เป็นยา-อาหาร : โดย…นายสวีสอง

เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์สำหรับ “ผักไผ่” เนื่องจากเป็นทั้งผักจิ้มน้ำพริก และยังมีประโยชน์ต่อร่างกายคือยอดมีสรรพคุณเป็นยาขับลมในกระเพาะและช่วยให้เจริญอาหาร

จัดอยู่ในประเภทไม้ล้มลุก ในวงศ์ POLYGONACEAE คือมีทั้งส่วนเลื้อยตามพื้นดินและตั้งตรง สูง 1-1.5 เมตร ลำต้นมีข้อปล้องและมีรากงอกออกตามข้อในส่วนที่เลื้อยบนดิน

ใบ  เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับตามลำต้น ทรงใบหอก กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 10-16 เซนติเมตร โคนใบสอบ ปลายแหลม ขอบเรียบ

ดอก ออกเป็นช่อยาวที่ปลายยอด แต่ละช่อมีดอกย่อยเล็กออกเรียงสลับรอบแกน มีกลีบเลี้ยงสีขาวตัดลายเขียวอ่อน กลีบดอกมี 5 กลีบสีขาว

ผล เป็นผลแห้งขนาดเล็กสีน้ำตาล ด้านในมีเมล็ดกลมขนาดเล็กคล้ายกับแมงลัก

ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด ปักชำ ชอบความชื้น แสงแดดเต็มวัน

————————

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ผักไผ่’ เป็นยา-อาหาร : โดย…นายสวีสอง)

 

จาก’รักษ์น้ำ’สู่โรงสีข้าวกล้องชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131210/174470.html#.Uy1KbqiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม 2556

//

จาก’รักษ์น้ำ’สู่โรงสีข้าวกล้องชุมชน

ทำมาหากิน : จาก ‘รักษ์น้ำ’ สู่โรงสีข้าวกล้องชุมชน ต่อยอดองค์ความรู้สู่บ้าน ‘แป้นใต้’ : โดย…ภาวิตา ปาณัณณพ

                            การสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถแก้ไขปัญหาและยืนได้ด้วยตนเองอย่างมั่นคงนั้น นอกจากต้องมีความรักความสามัคคี การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และความตั้งใจในการเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังแล้ว ผู้นำที่เข้มแข็งย่อมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญ ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ชุมชนเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และใช้ศักยภาพของชุมชนได้อย่างเต็มที่

แม่หลวงเล็ก วริษา จิตใหญ่ ผู้นำชุมชนบ้านแป้นใต้ ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง หนึ่งในผู้หญิงเก่งและเป็นผู้นำที่ชุมชนบ้านแป้นใต้ภาคภูมิใจ เล่าว่า ชุมชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต.บ้านสา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพหลัก โดยเน้นปลูกข้าวไว้รับประทานในครัวเรือน และหากมีผลผลิตเพียงพอก็จะส่งขาย ดังนั้นเพื่อเพิ่มผลผลิต ทุกครัวเรือนจึงใช้สารเคมีในการเกษตร ส่งผลให้ผู้คนในชุมชนร้อยละ 90 มีปัญหาสุขภาพ และยังตรวจพบสารเคมีในเลือดในระดับที่อันตราย ชุมชนจึงเริ่มลด ละ เลิกการใช้สารเคมีในการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชผักสวนครัวที่ชุมชนรับประทานเป็นประจำ

การดูแลสุขภาพของชุมชนบ้านแป้นใต้ไม่ได้หยุดเพียงแค่การลดการใช้สารเคมีในการเกษตรเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว ด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างข้าวกล้องอีกด้วย จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่างชุมชนบ้านแป้นใต้และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ในเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง หรือปูนลำปาง ที่ใช้แนวทางการบริหารจัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบของบริษัท ในการส่งเสริมให้ชุมชนบ้านแป้นใต้พูดคุยกันเพื่อตกผลึกถึงปัญหาสุขภาพที่ชุมชนประสบ และแนวทางการแก้ไขที่ชุมชนสามารถทำได้เอง โดยต้องเป็นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

“โรงสีในพื้นที่ชุมชนบ้านแป้นใต้ส่วนใหญ่เป็นโรงสีข้าวขาว เราจึงอยากจัดตั้งโรงสีข้าวกล้อง เพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมารับประทานภายในครัวเรือน และสามารถส่งขายเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งทางปูนลำปางที่ส่งเสริมชุมชนบ้านแป้นใต้ในการทำวิจัยเรื่อง ‘การฟื้นฟูและอนุรักษ์วิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการ ‘เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต’ ได้สนับสนุนชุมชนให้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชน ‘โรงสีข้าวกล้องเพื่อชุมชนตำบลบ้านสา’ เพื่อให้ชุมชนของเราเกิดการเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการร่วมกัน และพัฒนาสู่ชุมชนต้นแบบที่สามารถเผยแพร่องค์ความรู้สู่ชุมชนอื่นได้”

แม่หลวงเล็กเล่าต่อว่า เริ่มแรกมีการจัดตั้งคณะทำงาน 16 คน เพื่อบริหารจัดการโรงสีข้าวกล้อง กำหนดกฎระเบียบเบื้องต้น และสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจในชุมชน โดยมีปูนลำปางเป็นที่ปรึกษา และกำหนดค่าสีข้าวให้เป็นไปตามราคาตลาด โดยสีเฉพาะข้าวกล้องเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ดำเนินธุรกิจโรงสีข้าวขาว

โดยข้าวที่ชุมชนบ้านแป้นใต้นำมาผลิตเป็นข้าวกล้องเป็นข้าวอินทรีย์ที่ปลูกในพื้นที่ของชุมชนบ้านสามขา ซึ่งข้าวที่ได้จากการสีจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีเบต้าแคโรทีน สามารถป้องกันมะเร็งและผิวหนังเหี่ยวย่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ข้าวกล้องจากบ้านแป้นใต้จะสามารถสร้างรายได้ให้ทั้งชุมชนบ้านสามขาและบ้านแป้นใต้ได้เป็นอย่างดี

จากเดิมที่ผู้คนในชุมชนประสบปัญหาสุขภาพ บ้านแป้นใต้กลายเป็นชุมชนเข้มแข็งที่มีโรงสีข้าวกล้องเป็นของตัวเอง เกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เป็นแบบอย่างแนวคิดดีๆ ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดความคิดและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ และเมื่อชุมชนและสังคมเข้มแข็ง ก็จะสามารถแก้ปัญหาในอนาคตของตนเองได้อย่างยั่งยืน

————————–

(ทำมาหากิน : จาก ‘รักษ์น้ำ’ สู่โรงสีข้าวกล้องชุมชน ต่อยอดองค์ความรู้สู่บ้าน ‘แป้นใต้’ : โดย…ภาวิตา ปาณัณณพ)

 

‘ลำบิด’ไม้ปลูกประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131210/174472.html#.Uy1J9KiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 10 ธันวาคม 2556

‘ลำบิด’ไม้ปลูกประดับ

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ลำบิด’ ไม้ปลูกประดับ : โดย…นายสวีสอง

เป็นพรรณไม้ที่สวยอีกชนิดสำหรับ “ลำบิด” เหมาะปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะทรงต้นเป็นพุ่มสวย ยิ่งเมื่อผลสุกสีแดงสวยงามมาก ผลกินได้รสชาติหวานปะแล่ม บางพื้นที่เรียก “ไคร้มด”

เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง ในวงศ์ EBENACEAE ลำต้นตรงแตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม สูง 2-15 เมตร เปลือกสีเทา

ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ทรงรี โคนใบสอบ ปลายมน เนื้อใบหนา ขอบเรียบ มีเส้นแขนงใบ 8-12 คู่ ก้านยาวร 2 ซม.

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกเพศผู้และเมียอยู่ต่างต้น กลีบรองดอกและกลีบดอกที่ปลายแยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาวอมเหลือง ตรงกลางติดโคนมีเกสรผู้ 6-12 อัน

ผล กลมรีๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 ซม. ผลแห้งเปราะ ผิวเกลี้ยง

ขยายพันธุ์ ด้วยเมล็ด หรือตอนกิ่ง ชอบขึ้นตามโขดหินชายทะเลและป่าดิบ

————————–

(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ลำบิด’ ไม้ปลูกประดับ : โดย…นายสวีสอง)

 

‘ขนมปิ้งโบราณ’อาหารพื้นบ้านสู่โอท็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131209/174413.html#.Uy1Ht6iSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2556

//

‘ขนมปิ้งโบราณ’อาหารพื้นบ้านสู่โอท็อป

ทำมาหากิน : ขนมปิ้งโบราณ ‘แม่สายพิมพ์’ จากอาหารพื้นบ้านสู่โอท็อป : โดย…สรศักดิ์ ทับทิมพราย

                          ในเขต อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เป็นอีกอำเภอหนึ่งที่เป็นแหล่งผลิตขนมไทยโบราณมากมาย จากเดิมที่ชาวบ้านทำขึ้นมาเพื่อบริโภคในครัวเรือน แต่ปัจจุบันมีขนมไทยโบราณหลายอย่างของ อ.ท่าวุ้ง กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชาวบ้านทำขึ้นมาเพื่อจำหน่าย อย่าง “ขนมปิ้งแม่สายพิมพ์” ผลิตโดย “วรรณชนก ทรัพย์สุทธิ” (แม่สายพิมพ์) แม่ค้าวัย 51 ปี จากหมู่ 2 ต.ท่าวุ้ง อ.ท่าวุ้ง ก็เป็นขนมโบราณพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งแต่ปัจจุบันกลายเป็นสินค้าที่รับการคัดเลือกเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ของ จ.ลพบุรี ทำให้วรรณชนกทำเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

วรรณชนก เล่าว่า เดิมประกอบอาชีพค้าขายไข่ ส่วนสามีประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง แต่รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว จึงหันมาทำขนมปิ้งสูตรโบราณขาย เมื่อ 20 ปีก่อน เพราะในยามว่างก็เป็นคนชอบทำขนมอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ทำกินเองในครอบครัว หากมีเวลาว่างจะไปช่วยคุณแม่กับยายขายที่วัดท่าราบ ใน อ.ท่าวุ้ง และช่วงนั้นเองได้ฝึกหัดการทำขนมปิ้งมาจากคุณแม่และคุณยาย ที่ทำขนมปิ้งที่มีชื่อเสียงใน อ.ท่าวุ้ง จากนั้นได้พัฒนาสูตรเรื่อยๆ เพื่อให้เข้ายุคใหม่ จนชำนาญและหันมาทำขนมปิ้งขายเป็นอาชีพในปัจจุบัน โดยมีสมาชิกในครอบครัวช่วยกันทำประมาณ 3-4 คน นอกจากจะมีขนมปิ้ง ยังทำขนมไทยอีก 7-8 อย่าง

“ตอนนี้เราทำในลักษณะของครอบครัว มีอุปกรณ์ครบอย่างเตาอบใช้ขนาดใหญ่ เป็นเตาแก๊สมาใช้ปิ้งขนมแทนเตาไฟ ที่ใช้ถ่านไม้ เพราะเตาอบที่ใช้แก๊สสามารถปิ้งขนมได้ครั้งละหลายๆ ถาดเพื่อความสะดวกรวดเร็ว เพราะทุกวันนี้ขนมปิ้งที่ปิ้งออกมาขายวันละ 250-300 ชิ้น ขายชิ้นละ 20 บาท สร้างรายได้วันละ 5,000-6,000 บาท หักต้นทุน 65-70% ที่เหลือเป็นกำไรสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย ที่สำคัญทุกวันนี้ที่บ้านกลายเป็นที่เรียนรู้ของเด็ก มีนักเรียน นักศึกษา ที่มาขอศึกษาดูงานเกี่ยวกับวิธีการทำขนมต่างๆ โดยเฉพาะขนมปิ้งเป็นประจำ นอกจากนี้ได้เชิญให้ไปเป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการทำขนมในการทำขนมปิ้งให้แก่ชุมชนและสถาบันการศึกษาอีกด้วย” วรรณชนก กล่าว

ด้าน เกรียงศักดิ์ เหลืองวิลัย นายกเทศมนตรีตำบลท่าวุ้ง บอกว่า เทศบาลได้สนับสนุนให้ขนมไทย ขนมโบราณให้มีแบรนด์ เป็นของตัวเอง เพราะให้ประชาชนที่ซื้อหาไปรับประทานจะได้จำชื่อว่าขนมที่ซื้อไปเป็นขนมของใคร ยี่ห้ออะไร พร้อมกันนั้นทางเทศบาลได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ใส่ขนมให้เป็นเอกลักษณ์ของขนมไทย อ.ท่าวุ้ง แต่ละเจ้าด้วย อย่างขนมปิ้ง ซึ่งไทยเป็นขนมที่ขึ้นชื่อของ อ.ท่าวุ้ง ใช้แบรนด์ว่า “ขนมไทยโบราณแม่สายพิมพ์” ซึ่งปัจจุบันเป็นขนมไทยโบราณที่ขายดีมาก มีการสั่งซื้อจำนวนมาก

“การที่เทศบาลเข้ามาดูแลการผลิตขนมไทย เพราะทางเทศบาลเห็นว่า นับวันขนมไทยจะสูญหายไป เนื่องจากผู้รับประทานน้อย หากไม่ช่วยกันทำให้ขนมไทยโบราณอยู่ได้ ผู้ผลิตก็จะหายไป สูตรขนมดีๆ ของคนไทยก็จะสูญหายไปด้วย” เกรียงศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ นลิณี ศรีสุวรรณ ลูกค้าจาก ต.บางงา อ.ท่าวุ้ง บอกว่า  ชอบรับประทานขนมปิ้งของแม่สายพิมพ์ ที่อร่อยหวานหอม ใช้มะพร้าวกระเทิน ที่ยังไม่แก่จัด นำมาผสมแป้ง น้ำตาล แล้วนำมาปิ้ง จึงไม่มีกลิ่นเหม็นหืน หวานไม่มาก เหลืองกรอบอร่อย ทุกครั้งจะซื้ออย่างน้อย 5 ชิ้น ราคา 100 บาท ถือว่าไม่แพง และที่สำคัญเป็นขนมปิ้งสูตรโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของคนโบราณเอาไว้ได้ด้วย

สำหรับสูตรขนมปิ้งแม่สายพิมพ์ มีมะพร้าว 4 กก. หรือประมาณ 10 ลูก ใช้มะพร้าวดำเนิน หรือทึนทึก คือมะพร้าวที่เริ่มจะแก่ น้ำตาลปี๊บ 1 กก. น้ำตาลทราย 2 กก. แป้งข้าวเหนียว 2 กก. แป้งข้าวเจ้า 1 กก. น้ำมันบัว ใช้สำหรับทาถาด หากสนใจสามารถสอบถามได้ที่เบอร์ 0-3662-2302

———————-

(ทำมาหากิน : ขนมปิ้งโบราณ ‘แม่สายพิมพ์’ จากอาหารพื้นบ้านสู่โอท็อป : โดย…สรศักดิ์ ทับทิมพราย)

 

‘อากาศหนาว’ลางร้ายเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131209/174416.html#.Uy1HQKiSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2556

//

‘อากาศหนาว’ลางร้ายเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา

มหันตภัยที่มากับอากาศหนาว ลางร้ายเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา : ดลมนัส กาเจ … รายงาน

                          ก่อนหน้านี้ นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล อธิบดีกรมประมง ได้ออกมาเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำกันแล้วว่า ช่วงที่สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงจากปลายฝนเข้าสู่ฤดูหนาวนั้นจะกระทบโดยตรงกับสุขภาพของสัตว์ อย่างกุ้งต้องเฝ้าระวังโรคตัวแดงดวงขาว และโรคหัวเหลืองที่จะระบาดในช่วงหน้าหนาว และจะสร้างความเสียหายให้แก่อุตสาหกรรมกุ้งอีกระลอก เช่นเดียวกับปลา ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทั้งในกระชังและบ่อดินต้องระวังเช่นกัน

เนื่องเพราะปัจจุบันเกษตรกรหันมาเลี้ยงปลาตามแม่น้ำ ลำคลอง เขื่อน และบ่อดินจำนวนมาก โดยเฉพาะปลานิล ปลาทับทิม และปลาอื่นๆ ในพื้นที่หลายจังหวัดแทบทุกภาคของประเทศไทย และในแต่ละปีเกษตรกรจะประสบปัญหาปลาตายเป็นจำนวนมาก

ในรายการ “เกษตรทำกินกับคมชัดลึก” ช่วง “ภัยเกษตรกร” ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง “คมชัดลึกทีวี” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2556 เวลา 16.00-17.00 น.นายนพดล ภูวพานิช ผู้อำนวยการวิจัยแลพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ได้สะท้อนถึงปัญหาการเลี้ยงปลาทั้งในกระชัง และในบ่อช่วงอากาศหนาวว่า เป็นช่วงที่มีผลกระทบต่อสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก เพราะปลาจะกินอาหารน้อยลง สภาพร่างกายจึงอ่อนแอ หากให้อาหารมากเมื่อปลากินไม่หมดก็จะเกิดเป็นกรด, แก๊ส น้ำขุ่น และเกิดแบคทีเรียในน้ำ ทำให้ปลาเกิดโรคได้ง่าย

สำหรับโรคปลาที่จะเกิดขึ้นในช่วงหน้าหนาว อาทิ โรคตัวด่าง หรือคอลัมนาริส ในปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน ปลาบู่ และปลาสวยงามอีกหลายชนิด ปลาที่เป็นโรคนี้จะมีแผลด่างขาวตามลำตัว มักเกิดกับปลาหลังจากการย้ายบ่อ การลำเลียงหรือการขนส่งเพื่อการนำไปเลี้ยง หรือในช่วงที่อุณหภูมิของอากาศมีการเปลี่ยนแปลงในรอบวันมาก ปลาที่ติดโรคนี้จะตายเป็นจำนวนมากและรวดเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง

อีกโรคหนึ่งที่พบกันมากคือ โรคไวรัส เคเอชวี เป็นโรคระบาดที่เกิดกับปลาคาร์พและปลาไน ปลาป่วยมีอาการซึม อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตามลำตัวมีเมือกมาก มีแผลเลือดออกตามลำตัวและด้านท้อง บางครั้งพบแผลตื้นๆ ร่วมด้วย ในปลาที่มีการติดเชื้ออย่างรุนแรงพบอาการเหงือกเน่าและมีคราบสีขาวอมเหลืองแทรกอยู่ เนื่องจากเซลล์เหงือกตาย ปลาอ่อนแอกินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร ว่ายน้ำเสียการทรงตัว ลอยอยู่ใกล้ผิวน้ำ และตายอย่างช้าๆ 50-100% สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีสารพันธุกรรมชนิดดีเอ็นเอ ดำรงชีวิตที่อุณหภูมิต่ำนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีโรคอียูเอส หรือโรคอิพิซูโอติก อัลเซอร์เรทีพ ซินโดรม ลักษณะอาการมีแผลลึกตามลำตัวและส่วนหัว แผลเป็นเส้นใยของเชื้อราฝังอยู่ พบได้ในปลาหลายชนิด ทั้งที่อยู่ในธรรมชาติ หรือปลาที่เลี้ยงในเขตน้ำจืดและน้ำกร่อย เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลากระสูบ ปลาแรด ปลาสลิด เป็นต้น ซึ่งมักจะเกิดโรคขึ้นในช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำ หรือฤดูหนาวของทุกปี

ด้าน นายกิตติพศ งามเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ผู้คร่ำหวอดในวงการเลี้ยงปลาในกระชังของซีพีเอฟ ระบุว่า การเลี้ยงปลาในกระชังช่วงฤดูหนาว เกษตรกรต้องระวังคือ ปลากินอาหารน้อย และมีปัญหาน็อกตาย เพราะการเลี้ยงปลาจะอยู่ที่อุณหภูมิ 26-30 องศาเซลเซียส แต่ในช่วงฤดูหนาวอากาศจะลดต่ำลงมาก กระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของสัตว์น้ำ เพราะปลาเป็นสัตว์เลือดเย็น จึงมีอุณหภูมิร่างกายเท่ากับสภาพแวดล้อม ทำให้ระบบเมตาบอลิซึ่มในร่างกายของปลามีความผิดปกติ รวมถึงระบภูมิคุ้มกันที่จะลดต่ำลงด้วย

ดังนั้นเกษตรกรต้องปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับปลา และต้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพปลาทั้งที่เลี้ยงในกระชังและบ่อดิน เนื่องจากช่วงนี้อากาศหนาวเย็น ทำให้เกิดโรคได้ง่าย โดยเฉพาะปลาที่เป็นแผลตามลำตัวที่เกิดจากแบคทีเรีย โดยจะพบทุกปีในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น สร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรในหลายพื้นที่ เกษตรกรควรป้องกันปัญหาดีกว่ามาแก้ไขภายหลัง ซึ่งอาจสายเกินแก้ คืออย่าปล่อยปลาหนาแน่นจนเกินไป เลือกปล่อยลูกปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และควรสังเกตการกินอาหารที่อาจลดลง จึงต้องลดปริมาณอาหารให้น้อยลง แต่บ่อยครั้ง เท่าที่ปลากินหมด และหลีกเลี่ยงการให้อาหารเช้าตรู่และก่อนค่ำ นอกจากนี้เกษตรกรควรผสมวิตามินซีและสารกระตุ้นภูมิต้านทานในอาหารให้ปลากินครั้งละ 3 วัน ส่วนการเลี้ยงในบ่ออาจนำปูนขาวหรือเกลือ มาละลายน้ำเทลงในบ่อปริมาณ 50-60 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรีย ทั้งไม่ควรสูบน้ำเข้า-ออกภายในบ่อ และไม่ควรย้ายหรือลำเลียงปลาที่เลี้ยงไปยังที่อื่นโดยเด็ดขาดด้วย

ขณะที่ นายณรงค์ ภูล้นแก้ว เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังบ้านโคกกลาง ต.หัวหิน อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ บอกว่า ปีนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาวมากนัก เพราะเพิ่งเข้าฤดูหนาว และอากาศก็ยังไม่หนาวจัด แต่กระนั้นก็ไม่ประมาท เพราะทุกปีเมื่อเข้าฤดูหนาวมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาปลาน็อกและเกิดโรค แต่ปีนี้ในเขื่อนลำป่าวมีปริมาณมากพอ และสภาพของน้ำใสสะอาดจึงช่วยบรรเทาได้

ทั้งหมดนี้คือมหันตภัยสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาที่จะต้องระวังก่อนที่เกษตรกรจะได้ความเสียหายในช่วงฤดูหนาวนี้

———————-

การป้องกันโรคระบาดในบ่อเลี้ยง

1. ถ้าพบปลาป่วยเป็นโรคระบาดในธรรมชาติในช่วงปลายฤดูฝนต่อกับฤดูหนาวให้รีบปิดบ่อ หรืองดการเติมน้ำเข้าบ่อโดยทันที

2. ในระหว่างที่ปิดน้ำ จำเป็นต้องลดปริมาณอาหารที่ให้ปลากินเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย

3. ควบคุมคุณภาพของน้ำในบ่อโดยใช้ปูนขาวในอัตรา 60-100 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร

4. ในกรณีที่น้ำในบ่อเริ่มเน่าเสียโดยมีแก๊สผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อ ให้สาดเกลือบริเวณที่มีแก๊สประมาณ 200-300 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร

5. เมื่อพบว่าปลาในธรรมชาติหายป่วยแล้ว และอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นหรือสิ้นสุดฤดูหนาวแล้ว จึงทำการถ่ายเทน้ำและเพิ่มปริมาณอาหารของปลาได้ตามปกติ

กรณีปลาในบ่อเลี้ยงป่วยด้วยโรคระบาดควรปฏิบัติดังนี้

1. ห้ามทำการเปลี่ยนน้ำหรือถ่ายเทน้ำ ปิดทางเข้า-ออกของน้ำให้สนิท

2. ช้อนปลาที่ตายหรือป่วยใกล้ตายออกเท่าที่จะทำได้ และทำลายโดยการฝังดินหรือเผาทิ้ง

3. ให้งดอาหารหรือลดปริมาณอาหารลง

4. สาดปูนขาวลงในบ่อเลี้ยงในอัตรา 60-100 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร และอาจจะต้องสาดปูนขาวซ้ำอีกในอัตราเดียวกันทุกๆ 3-4 สัปดาห์

5. ในกรณีที่มีแก๊สผุดขึ้นมาจากพื้นก้นบ่อให้สาดเกลือ 200-300 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร

6. เมื่อพบว่าปลาในธรรมชาติหายป่วยแล้ว จึงทำการเปิดถ่ายน้ำ และให้อาหารตามปกติ

หากพบปัญหาทางที่ดีควรแจ้งเจ้าหน้าที่ของกรมประมง หรือสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด โทร.0-2579-4122, 0-2579-6803

———————-

(มหันตภัยที่มากับอากาศหนาว ลางร้ายเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา : ดลมนัส กาเจ … รายงาน)

 

กระปุกออมสิน’เณรน้อยออมบุญ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20131207/174204.html#.Uy1Gv6iSyig

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : คอลัมน์เด็ด
วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2556

กระปุกออมสิน’เณรน้อยออมบุญ’

หนักเอาเบาสู้ : กระปุกออมสิน ‘เณรน้อยออมบุญ’ สู่แนวคิดธุรกิจ ‘ชนกานต์กุณต์’ : โดย…ณต ทิพยางกูร

จากธุรกิจทำกระปุกออมสินธรรมดาๆ ใน จ.ลำปาง สู่การทำกระปุกออมสิน “เณรน้อยออมบุญ” ที่ทำรายได้ให้เจ้าของได้ถึงปีละหลักล้านกว่าบาท และด้วยเป้าหมายที่อยากจะให้คนไทยหันมาเก็บออมและทำบุญกันให้มากๆ จึงเกิดเป็นของดีของเมืองลำปาง ที่ป้อนเข้าสู้ตลาด ของใช้และของตกแต่งบ้านไปทั่วทั้งประเทศไทย และยังรวมไปถึงต่างประเทศอีกด้วย และด้วยการลองผิดลองถูก จึงเกิดมาเป็นผลงานคุณภาพ แต่ก็ถือว่าในจุดเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ กลับได้เสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

ชนกานต์กุณต์ วงค์ศิริธนากร เจ้าของธุรกิจ “เณรน้อยออมบุญ” กล่าวถึงแนวความคิดที่ได้เข้ามาทำธุรกิจนี้ เกิดจากเมื่อก่อนครอบครัวที่บ้านทำกระปุกออมสินและถ้วยตราไก่ใน จ.ลำปางอยู่แล้ว แต่สินค้าก็ไม่ได้ติดตลาดสักเท่าไร และน้องสาวได้เรียนจบมาทางด้านเซรามิก จึงพยายามที่จะยกระดับการทำกระปุกออมสินตัวเดิมให้สามารถเจาะเข้าไปยังตลาดให้ได้มากกว่านี้

“ตอนแรกก็คิดไม่ออกว่าจะเปลี่ยนรูปแบบของสินค้าอย่างไรดีให้คนหันมาสนใจ แต่ก็คิดได้ว่า “ทำอะไรก็ได้ให้มันแตกต่างจากคนอื่นที่เขาทำอยู่ก่อนแล้ว” จึงเกิดความคิดที่ว่าคนไทยมักจะชอบทำบุญกันเยอะอยู่แล้ว จึงมีแนวคิดที่ว่าถ้าเอาพระมาอยู่กับเราในบ้านก็น่าจะดี และถ้าเอากระปุกออมสินกับเณรน้อยมารวมกันก็น่าจะเป็นตัวออมสินที่น่ารัก ด้วยทุนเดิมที่ทำเกี่ยวกับเซรามิกอยู่แล้ว และไอเดียจากการ์ตูนเณรน้อย จึงเกิดมาเป็นตุ๊กตาเณรน้อยถือบาทที่รอให้คนเอาเงินมาใส่นั่นเอง

ปัจจุบัน “เณรน้อยออมบุญ” จำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณตัวละ 150 บาท มีรูปแบบของตัวหุ่นให้เลือกกันอย่างมากมาย หลากหลายอิริยาบถในการใช้ชีวิตประจำวันของเณร ที่ใช้วัตถุดิบจาก จ.ลำปาง คือ ดินขาวเนื้อละเอียดคุณภาพดีของเมืองลำปาง ซึ่งราคาของหุ่นแต่ละรุ่นแต่ละตัวนั้นก็จะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวหุ่นเอง แล้วแต่ลูกค้าจะสั่งมาให้เอาขนาดไหน โดยจะเจาะตลาดไปที่ตลาดทั่วไปที่คนทุกระดับสามารถซื้อได้

“เณรน้อยออมบุญ” สามารถสร้างรายได้ให้ ชนกานต์กุณต์ ถึงปีละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ชอบในความน่ารักและในความคิดที่ไม่เหมือนใคร โดยในกลุ่มของตลาดที่ซื้อขายจะเน้นไปที่การขายไปทั่วทั้งประเทศ และมีวัดที่อยู่ในต่างประเทศส่งไปเอาไว้ที่วัด รวมไปถึงชาวต่างชาติที่ชอบในความน่ารักของตัวหุ่น

ส่วนอุปสรรคของการทำสินค้าชนิดนี้คือ ในช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยวที่ลูกต้องการสินค้าอย่างมาก บุคลากรที่เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตตัวหุ่นนั้น ก็มีไม่เพียงพอที่จะรองรับการผลิตให้ได้ตามความต้องการของลูกค้าที่สั่ง เนื่องจากสินค้าชนิดนี้มีขั้นตอนในการผลิตที่ต้องใช้มือทำอย่างละเอียดทุกขั้นตอนเพื่อให้ได้ซึ่งงานที่มีคุณภาพ จึงทำให้ใช้ระยะเวลานานในการผลิตหุ่นแต่ละตัว

สนใจผลิตภัณฑ์ออมสินเณรน้อยน่ารักเป็นของฝากดีๆ ที่สามารถนำเอาไปให้คนรู้จักหรือคนรัก เพื่อนำไปเป็นของตกแต่งบ้าน หรือหุ่นเตือนสติให้นึกถึงเรื่องของการทำบุญ สามารถติดต่อได้ที่ 08-5707-2525

————————–

(หนักเอาเบาสู้ : กระปุกออมสิน ‘เณรน้อยออมบุญ’ สู่แนวคิดธุรกิจ ‘ชนกานต์กุณต์’ : โดย…ณต ทิพยางกูร)