ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ไม่ฟันธง!บึ้มพารากอนฝีมือคนเห็นต่าง กุมภาพันธ์ 10, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150202/200631.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558
ไม่ฟันธง!บึ้มพารากอนฝีมือคนเห็นต่าง

‘พล.อ.ประวิตร’ ไม่ฟันธง! ระเบิดหน้าสยามพารากอนฝีมือคนเห็นต่าง ย้ำต้องเพิ่มมาตรการคุมเข้ม หวั่นซ้ำรอย วอนทุกฝ่ายร่วมเป็นหูเป็นตา บอก คสช.ยังไม่คิดเลิกอัยการศึก

           2 ก.พ.58 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง กล่าวถึงเหตุระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าสยามเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งติดตามถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ซึ่งทราบแล้วว่ามีคนร้ายนำระเบิดซึ่งเป็นระเบิดถ่วงเวลาไปวางไว้ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราได้วางมาตรการป้องกันมาตลอดโดยเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเกี่ยวเนื่องกับการระวังป้องกันรวมถึงเจ้าหน้าที่ของทางห้างก็ได้เตือนมาโดยตลอดและเมื่อมีเหตุการณ์่นี้เกิดขึ้นก็จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มขึ้นเพื่อจะระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก
           พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คนที่มีความคิดต่าง ต่างได้แต่อย่าแสดงออกในลักษณะของความรุนแรงที่ทำให้เกิดความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและส่วนรวมของประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่าง ๆคนทำอย่างนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์มีแต่เสียความเชื่อมั่นของประเทศซึ่งขณะนี้ก็รู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลกำลังแก้ปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนทั้งเรื่องความยากจนและเศรษฐกิจ สิ่งที่รัฐบาลทำทุกอย่างไม่ใช่เพื่อตัวรัฐบาลเองแต่ทำให้ประชาชนและประเทศชาติเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นทุกคนต้องช่วยกันเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้
           “เราจำเป็นต้องร่วมมือร่วมใจกันทั้งประเทศเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าให้เกิดความสงบให้ได้ เกิดความปรองดองให้ได้ เพื่อเราจะได้มีประชาธิปไตยที่ถาวรทางคณะคสช.ตั้งความหวังไว้อย่างยิ่ง จึงกำหนดโรดแม็พชัดเจนและเดินไปอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นทำอย่างนี้ ผมไม่ทราบว่าจะทำไปทำไมทำให้เกิดความเสียหายในภาพรวมมากมายก็ต้องขอโทษถ้าประชาชนไม่ได้รับความสะดวก เราก็จำเป็นที่จะต้องทำให้มาตรการต่างๆเข้มขึ้นเพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม” พล.อ.ประวิตร กล่าว และว่ามาตรที่จะคุมเข้มนั้นเป็นไปในทุกจุดทั้งประเทศข้าราชการทุกคนก็ต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมด
           พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า ในส่วนของเบาะแสความรุนแรงที่ผ่านมานั้นไม่มี ก็ได้พยายามติดตามโดยตลอด แต่ความคิดต่างมีอยู่แล้วเราก็ไม่เคยคิดว่าจะมาใช้ความรุนแรง
           ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นหน่วยงานความมั่นคงประเมินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นกลุ่มคนเห็นต่าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เราพูดไม่ได้ บางคนอาจจะคิดร้ายหรืออาจจะเป็นปัญหาทางการเมืองหรือมีความคิดต่างสามารถคิดได้ร้อยแปด
           ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องมีการตรวจตราสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราก็ให้ความระมัดระวัง ป้องกัน ให้เพิ่มมาตรการต่าง ๆ มากขึ้นก็จำเป็นต้องมีการตรวจสิ่งต่าง ๆ ที่นำติดตัวไป ก็ขออภัยประชาชนด้วย และขอร้องให้ประชาชนทุกคนได้ช่วยกันกันเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เห็นอะไรไม่ชอบมาพากล หรืออะไรที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวมก็สามารถแจ้งได้ทันทีซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่การข่าวก็กำลังติดตาม ก็ให้เวลาเราทำงาน คิดว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้
           ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องคงกฏอัยการศึกและต้องบังคับใช้อย่างเข้มข้นต่อไปหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็แล้วแต่คุณคิด คุณคิดเองได้ ผมไม่ต้องตอบคิดเองได้ว่าสมควรหรือไม่ หรือจะทำอย่างไร ส่วนที่ก่อนหน้านี้สปช.บางรายเสนอให้ยกเลิกกฏอัยการศึกแล้วนำมาตรา 44 มาใช้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็คิดไป คสช.ก็ยังไม่ได้คิดในเรื่องเหล่านี้
           พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ส่วนมาตรการลงโทษผู้ก่อเหตุนั้นก็เป็นไปตามกฏหมาย ทำทุกอย่างตามกฏหมายรัฐบาลต้องสร้างมาตราการสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้ได้รัฐบาลก็พยายามเร่งรัดสรุปคดีส่วนการรักษาความปลอดภัยภายในทำเนียบรัฐบาลและบริเวณโดยรอบคงไม่ต้องเพิ่มมาตรใดๆ เพราะเจ้าหน้าที่ได้ดูแลและระวังอยู่แล้ว
 

‘นายกฯ’ประณามมือบึ้มพารากอน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150202/200620.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558
‘นายกฯ’ประณามมือบึ้มพารากอน

‘นายกฯ’ ประณามมือลอบวางระเบิดหน้าสยามพารากอน มอบ ‘พล.อ.ประวิตร’ ดำเนินการ เชื่อจนท.ควานหาตัวคนร้ายก่อเหตุบึ้มป่วนเมืองได้ บินโคราชถก นบข.รับฟังความเห็น-รปภ.เข้ม

            2 ก.พ.58 เมื่อเวลา 08.00 น. ที่กองการบิน กรมการขนส่งทางบก (ขส.ทบ.) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ถึงกรณีเหตุลอบวางระเบิดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยามสแควร์ ว่า ขณะนี้ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ไม่อยากให้เปิดพื้นที่ข่าวให้คนเหล่านี้มากนัก เป็นคนทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ขณะนี้เรากำลังเดินหน้าไปด้วยดี ซึ่งคงต้องไปสอบว่าใครเป็นผู้กระทำ และยึดโยงกับกลุ่มใดฝ่ายใด ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งตนได้รับรายงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. และได้สั่งการไปยังพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เพิ่มเติมไปแล้ว และคิดว่าคงจะหาหลักฐานได้
            ผู้สื่อข่าวถามว่า จากรายงานเบื้องต้น มีความเกี่ยวโยงกับการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจน ต้องรอดูก่อน และไม่ต้องถามว่าทำไมถึงเกิดเหตุ ต้องไปถามคนทำ ถามตนตอบไม่ได้ ซึ่งต้องไปดู ตนได้บอกไปแล้วว่า ต้องหาคนวางให้ได้ ซึ่งก็น่าจะหาได้ และต้องให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบต่อไป
            ส่วนในทางการข่าว มีการเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็ยังไม่มี แต่ต้องไปดูว่าใครที่ออกมาพูดจาใช้ความรุนแรงอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ต้องไปสอบว่ายึดโยงกันหรือเปล่า ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาไปดูในเรื่องนี้ด้วย สำหรับพวกที่ออกมาพูดจาทำนองว่าจะใช้ความรุนแรง ต่อต้านการปฏิบัติงานของรัฐบาล ซึ่งเรื่องอย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นเรื่องการทำผิดกฎหมาย ถึงจะมีความเห็นต่างทางการเมืองก็แล้วแต่ แต่ใช้ความรุนแรงอะไรไม่ได้ทั้งสิ้นเพราะมันผิดกฎหมาย ทุกคนต้องเข้าใจว่าการเมือง และการทำผิดกฎหมายเป็นคนละส่วนกัน ถ้าเขาทำผิดกฎหมายก็อย่าไปให้เครดิตกับเขามากนัก ควรให้เครดิตกับเจ้าหน้าที่”
            ต่อข้อถามที่ว่าเหตุที่เกิดมีการรายงานมาล่วงหน้าหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลังจากที่มีการพูดจาในลักษณะที่รุนแรงก็เกิดเหตุการณ์ ดังนั้นก็ต้องไปหาดูว่าใครพูด
            ส่วนหลังจากนี้จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยในที่สาธารณะเข้มงวดขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีมาตลอด และได้มีการสั่งการตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 1 ก.พ. แล้ว ก็คงจะเข้มข้นขึ้น สิ่งสำคัญประชาชนต้องช่วยกันเฝ้าระวังและดูไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เพราะเรื่องแบบนี้มีผลกระทบต่อประชาชนทั้งสิ้น และขอร้องว่าให้ช่วยกันประณามผู้ที่ก่อเหตุในครั้งนี้ เนื่องจากไม่เห็นแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่บริสุทธิ์ รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ประชาชนอยู่ดีกินดี เศรษฐกิจอยู่ระหว่างต้องปรับแก้หลายอย่าง ขณะนี้ก็ดำเนินการทุกอย่างแบบไม่หยุดหย่อน แต่ก็ยังมีคนที่ไม่ดี
            ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมผู้ก่อเหตุจึงเลือกพื้นที่ใจกลางเมืองในการลงมือ เป็นเพราะต้องการป่วน และลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไปทำในป่า เรื่องนี้จะถามทำไมวะ”
            ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เค้าลางตัวผู้ก่อเหตุแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีหลักฐานโดยใช้กล้อง เดี่ยวก็จับได้ หลักฐานอยู่ตามกล้อง ขอให้ใจเย็นๆ เวลาเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนก็ต้องให้เวลา และเป็นความลับ ถ้าไปกระโตกกระตากเดี๋ยวคนร้ายก็จะเกิดการแตกตื่น
            เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นการใช้กฎอัยการศึกก็ยังมีผลบังคับใช้ต่อไปใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมบอกแล้วว่าในระหว่างนี้มีกฎหมายหลายตัว ซึ่งเป็นอันตรายสำหรับผู้ที่ทำความผิด ซึ่งมาตรการลงโทษต่าง ๆ ก็ต้องมีการหารือกันต่อไปว่าทำอย่างไรจึงเข็ดหลาบ ซึ่งมันก็เกิดมาทุกครั้ง เกิดมาตั้งแต่ก่อน 22 พ.ค.57 ก็ต้องไปหามาว่าเป็นใคร”
            ก่อนหน้าที่เมื่อเวลา 07.40 น. ที่ขส.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุลอบวางระเบิดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยามสแควร์ ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้หวังอันตรายต่อชีวิต คงเป็นการป่วนมากกว่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็อยู่ระหว่างการค้นหาหลักฐานเดิ่มเติมในการตรวจสอบกล้องcctv ที่มีอยู่ในพื้นที่ อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้รับรายงานด้านการข้าวแต่รับทราบสถานการณ์ว่า จากสิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้มีการเพิ่มมาตรการในการดูแล ซึ่งหลังจากนี้ก็จะต้องเพิ่มมาตรการอและระมัดระวังไว้ก่อน โดยจะต้องเพิ่มมาตรการในทุก ๆ ส่วน ขณะนี้บ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี ทั้งเศรษฐกิจ และนักท่องเที่ยว ก็หวังว่าไม่น่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
‘นายกฯ’ บินโคราชถก นบข.รับฟังความคิดเห็น-รปภ.เข้ม!
            2 ก.พ.58 เมื่อเวลา 08.00 น. ที่กองการบิน กรมการขนส่งทางบก(ขส.ทบ.) กองทัพอากาศ ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และคณะ ออกเดินทางจากขส.ทบ. ไปยังท่าอากาศยานนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เพื่อประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2558 ณ ห้องประชุมสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา
            โดยพล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนลงพื้นที่ ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้จะมีการไปหารือในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว ซึ่งมีการประชุมมาตลอดอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้ถือเป็นการประชุมนอกสถานที่เป็นครั้งแรก ซึ่งจะมีการพูดคุยในหลายมิติเรื่องแรก คือ การช่วยเหลือในห้วงที่ผ่านมา และต้องการทราบว่าในพื้นที่มีปัญหาอย่างไร และมีการดูในทุกมาตรการ ทั้งมาตรการเร่งด่วนระยะยาว การส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ รวมถึงการพูดคุยเรื่องการตลาดและที่เลือกไปที่อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เพราะทราบว่าสหกรณ์ที่นี่มีความเข้มแข็งมาก จึงมีหลายประการที่จะไปพูดคุยว่าทำอย่างไรจะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นได้ในทุกสหกรณ์ โดยเฉพาะเรื่องการตลาด และการปลูกข้าวพันธุ์ไรท์เบอร์รี่ ซึ่งวันนี้เริ่มมีการผลิตและราคาสูงขึ้น จึงจะไปคุยว่าทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค และไม่ให้ความต้องการมากไปกว่าเดิม เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการหาตลาด แต่ก็น่าภาคภูมิใจที่พันธุ์ข้าวดังกล่าวคนไทยผลิตเอง ผสมพันธุ์ระหว่างข้าวหอมมะลิ กับพันธุ์กข.สีม่วงที่มีคุณภาพสูง มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงอยากให้คนไทยส่งเสริมในเรื่องดังกล่าวด้วย
            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมีการพูดคุยถึงการนำข้าวอีกมาจำหน่าย ซึ่งมีหลายช่องทาง รวมทั้งไปพูดคุยว่าจะหาข้าวราคาถูกมาจำหน่ายให้ประชาชนอย่างไร เพื่อเป็นการช่วยเหลือและทำอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบกับข้าวในช่วงฤดูกาล เนื่องจากเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกันอยู่ ซึ่งตนขอรับฟังจากผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งผู้มีรายได้น้อย และจะหารือด้วยว่าข้าวที่ผลิตในฤดูใหม่จะมีปริมาณเท่าไหร่ แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าการขายข้าวในขณะนี้มีความก้าวหน้า แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ การทุจริต การปลอมปน รวมถึงการทำข้างนาปรัง ซึ่งขณะนี้มีปัญหามาก ซึ่งรัฐบาลเคยรณรงค์แล้วว่าไม่สนับสนุนให้ปลูกข้าวนาปรัง ส่วนหนึ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพต่ำด้วย บวกกับปริมาณน้ำที่มีไม่เพียงพอ ซึ่งปีนี้น้ำที่มีอยู่ก็จะใช้ในภารกิจการผลักดันน้ำเค็ม และการทำน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภค
            ขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงมาตรการการดูแลรักษาความปลอดภัยในการลงพื้นที่ อ.พิมาย ของนายกรัฐมนตรี ว่า เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรขึ้น เพราะประชาชนคงเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อไปทำงาน ซึ่งถ้าสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบปั่นป่วนมันก็ไม่ไหว เดี๋ยวก็จะกลายเป็นปัญหากับทุกรัฐบาลไป แล้วจะทำงานกันไม่ได้
‘นายกฯ’ ส่งสารแสดงความเสียใจถึงรบ.ญี่ปุ่น-ครอบครัวตัวประกันที่ถูกสังหาร
            นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงรายงานข่าวเกี่ยวกับการสังหารตัวประกันชาวญี่ปุ่น นายเค็นจิ โกะโต วานนี้ (1 ก.พ.) ว่า รัฐบาลไทยได้มีสารแสดงความเสียใจไปยังรัฐบาลญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรีได้มีสารถึงนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีสารถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้กำลังใจแก่รัฐบาลญี่ปุ่นและประชาชนญี่ปุ่นโดยเฉพาะครอบครัวของผู้เสียชีวิต
            ทั้งนี้ หนังสือมีเนื้อหาว่า “In response to news reports on the killing of Mr. Kenji Goto, the Japanese national who was recently taken hostage, the Thai Government today (1 February 2015), issued condolence messages to the Japanese Government, from the Prime Minister of the Kingdom of Thailand to the Prime Minister of Japan, and from the Deputy Prime Minister and Minister of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand to the Minister of Foreign Affairs of Japan, to convey words of encouragement to the Japanese Government and her people, and especially to the family of the deceased.”
‘นายกฯ’ อารมณ์ดีกลับบ้านเกิดถกนบข. ชี้ต้องสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์
            เมื่อเวลา 09.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) ครั้งที่ 1/2558 ที่สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด อ.พิมาย จ.นครราชสีมา โดยมาเมื่อมาถึงนายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมข้าราชการให้การตอนรับและผู้ผ้าขาวม้าบริเวณเอวพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีสีน่ายิ้มแย้ม และกล่าวทักทายสื่อมวลชนอย่างอารมณ์ดีว่า “วันนี้อากาศดี อากาศหนาวเนอะ”
            โดยนายกฯ กล่าวก่อนการประชุมว่า ดีใจที่ได้เดินทางมาที่จ.นครราชสีมา ซึ่งถือเป็นบ้านเกิด ซึ่งตนได้ติดตามโดยตลอดว่ามีการทำตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนดอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ ซึ่งวันนี้จะต้องยกระดับให้มากขึ้น วันนี้ถือเป็นการประชุมนอกสถานที่ครั้งแรก ขอให้ทุกคนช่วยกัน และถือเป็นการให้กำลังกับเกษตรกรชาวโคราชและทุกจังหวัดในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรต่อไป
รปภ.เข้มก่อน ‘นายกฯ’ ลงพื้นที่โคราช ประชุมนบข.
            เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสหกรณ์การเกษตรพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ถึงการลงพื้นที่ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว(นบข.) ซึ่งถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกในปี 2558 โดยมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มงวด มีการเตรียมกำลังทั้งทหาร ตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21รอ.) รวมทั้งทหารจากกองกำลังสุรนารีกองทัพภาค 2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เจ้าหน้าที่อปพร. เจ้าหน้าที่ตรวจสอบวัตถุระเบิดหรืออีโอดียืนประจำจุดต่างๆ ส่วนการเข้ามาในพื้นที่จัดงานนั้นมีการติดตั้งเครื่องสแกนตรวจประชาชนที่จะเข้า-ออก รวมทั้งมีการตรวจค้นกระเป๋าหรือสิ่งของที่นำมาอย่างละเอียด นอกจากนี้สื่อมวลชนที่จะเข้าร่วมทำข่าวจะต้องลงทะเบียนรับบัตรเพื่อใช้สำหรับเข้า-ออกในพื้นที่  นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเครื่องมือเพื่อตรวจอุณหภูมิในร่างกายของผู้ที่จะเข้าไปร่วมในงานเพื่อคัดกรองโรคไข้หวัดใหญ่เนื่องจากเป็นพื้นที่ชุมชนโดยผู้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 38 % จะไม่ได้เข้า
            ขณะเดียวกันในพื้นที่ประชุมได้มีการเปิดศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมาชั่วคราวเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนและหน่วยรักษาพยาบาลเบื้องต้น สำหรับประชาชนที่มารอต้อนรับนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมาถึงสหกรณ์การเกษตร เพื่อประชุมนบข.ในเวลา 09.30 น.
 

ยุทธศาสตร์เขียนรธน.ใหม่จังหวะก้าวที่ถูกกำหนด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150202/200601.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558
ยุทธศาสตร์เขียนรธน.ใหม่จังหวะก้าวที่ถูกกำหนด

ยุทธศาสตร์เขียนรัฐธรรมนูญใหม่จังหวะก้าวที่ถูกกำหนด : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

               ต้นสัปดาห์นี้ นับแต่วันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” งดประชุมในวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นวางตารางการทำงานสัปดาห์ชนสัปดาห์แบบไม่มีหยุดพัก

เหตุผลของการพักยกรอบแรก “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” เฉลยความไว้ว่า เพื่อให้ “คณะอนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเบื้องต้น” ได้มีเวลาเขียนร่างรายมาตราในภาคและหมวดที่วางกรอบและหลักการซึ่งยังทำไม่แล้วเสร็จ เพื่อไม่ให้การประชุมพิจารณาร่างรายมาตราเป็นแบบตำข้าวสารกรอกหม้อ !

แต่ข้อเท็จจริงแล้ว.. การประชุมในจำนวน 12 ครั้งที่ผ่านมา มีบ่อยครั้งที่ กรรมาธิการพิจารณาร่างรายมาตราแบบวันต่อวัน เขียนเช้า พิจารณาบ่าย หรือเขียนตอนค่ำ แล้วให้ที่ประชุมพิจารณาเช้าวันถัดไป ดังเช่น ประเด็นของผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน ที่ควบรวมองค์กรอิสระ 2 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เป็นองค์กรเดียวกัน หรือการพิจารณาแก้ไขร่างบทบัญญัติที่ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในบททั่วไปเพื่อวางหลักการตรวจสอบขององค์กรตรวจสอบที่ต้องถูกตรวจสอบได้ เป็นต้น

และใช่ว่า… “ทีมยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเบื้องต้น” จะทำงานช้า หรือกรรมาธิการวางหลักการแห่งรัฐธรรมนูญไม่นิ่ง เพราะข้อเท็จจริงยังมีร่างรายมาตราที่เขียนเสร็จแล้ว และนอนรอการพิจารณา คือ บทบัญญัติในหมวดที่เป็นเรื่องทางการเมือง

เหตุผลสำคัญที่ยังต้องให้นอนรอ… คณะกรรมาธิการต่างรู้ดีว่าเพื่อคอยจังหวะแห่งสถานการณ์ทางการเมืองที่ นิ่งสงบ และรอ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” สยบความเคลื่อนไหวกลุ่มเห็นต่าง-กลุ่มการเมืองที่เดินเกมเป็นคลื่นใต้น้ำให้ได้ก่อน

เพราะบทบัญญัติในหมวดที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองนั้น ถือเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้ตลอดเวลา หากเร่งรัดพิจารณาเพื่อให้งานเสร็จตามแผน โดยไม่ดูทิศทางของคลื่น-ลมแล้ว อาจเป็นเหมือนสุมไฟในกองเพลิง ส่งผลต่อการทำงานส่วนอื่น ภายใต้การควบคุมของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.” ถูกเขย่า จนคลอน

ดังนั้น จังหวะก้าวของทีมยกร่างรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ เพื่อประคองลำน้ำ 5 สายให้ไหลไปสู่เป้าหมายอย่างไม่สะดุด !!

ขณะเดียวกัน “กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” ก็ต้องประคองตัวให้อยู่เหนือภาวะกดดันทั้งภายใน  คือ ความอ่อนล้าจากการประชุมแบบเช้าจรดดึก ถึงขั้นที่มีกรรมาธิการเอ่ยปาก “จะต้มร่างรัฐธรรมนูญกินแทนข้าวแล้ว” รวมถึงความขัดแย้งเล็กๆ ที่ก่อตัวจากมุมมองและความเห็นต่างที่ไม่ลงรอย เมื่อพักไปชั่วคราว อาจกลายเป็นความสงบและลบรอยบาดหมางได้… แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะความเห็นต่าง และการโต้แย้งอย่างไม่ให้เกียรติมีขึ้นบ่อย จนกลายเป็นการรอจังหวะสวนกลับ !!

นอกจากนั้น ยังมีภาวะกดดันภายนอก คือ การเฝ้าติดตามงานยกร่างรัฐธรรมนูญ โดย “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)” ฐานะผู้เสนอแนะความเห็นต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ ที่มักสอบถามความคืบหน้าในประเด็นที่เสนอว่าได้รับการเขียนหรือบัญญัติเป็นหลักการสำคัญหรือไม่ แม้ภาพรวมของการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นที่พอใจของ สปช.ที่มาติดตามงาน แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ สปช.จับตามอง คือ “ร่างรัฐธรรมนูญ ภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง” ซึ่ง “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” วางลำดับพิจารณาไว้ช่วง 23-27 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่งตรงกับช่วงที่

“ดร.บวรศักดิ์” จัดทริปยกร่างรัฐธรรมนูญไปไกลถึงชายหาดพัทยา โดยนัยแล้วเพื่อออกห่าง สปช. ที่คาดว่าจะเข้ามาสังเกตการณ์การประชุมเพื่อตามงานในวาระปฏิรูปอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น เพื่อประโยชน์และความสบายใจของคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ และภาคส่วนอื่นๆ จึงถูกกำหนดจังหวะก้าวต่อก้าวไว้เช่นนี้เอง

 

‘เสรี’ค้านสปช.ล่ารายชื่อค้านสหรัฐ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200582.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
'เสรี'ค้านสปช.ล่ารายชื่อค้านสหรัฐ

‘เสรี’ค้านสปช.ล่ารายชื่อค้านสหรัฐ แนะแสดงจุดยืนส่วนตัวได้ มะกันเลิกเดินสายมวลชนแดงอีสานแล้ว

              เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 58  นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสปช.เตรียมรวบรวมรายชื่อคัดค้านการกระทำของผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แทรกแซงกิจการการเมืองไทย ว่า ก็คงมีการพูดคุยกัน ซึ่งถือเป็นสิทธิที่จะกระทำได้ แต่สปช.ไม่มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ในดำเนินการเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ตนเห็นด้วยหากจะทำในนามส่วนตัว สามารถแสดงจุดยืนได้ แต่ถ้าดำเนินการในนามองค์กรสปช.ไม่สามารถทำได้ เพราะเรามีองค์กร และรัฐบาลที่รับผิดชอบเรื่องระหว่างประเทศอยู่แล้ว ทั้งนี้ตนไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ เข้ามาก้าวก่ายการบริหารงานในประเทศไทย
สหรัฐเลิกเดินสายมวลชนแดงอีสานแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยจะเดินทางไปพบกลุ่มมวลชนภาคอีสานนั้น เดิมมีกำหนดการพบกลุ่มมวลชนภาคอีสานทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นคนเสื้อแดง ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความรู้สึกของมวลชน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นางคริสตี้เคนนี อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ก็เคยเข้าไปรับทราบความเห็นประชาชนมาแล้ว

อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าเมื่อมีกระแสข่าวออกมาและทำให้ คสช.ไม่สบายใจ จึงทำให้กำหนดการพบกันดังกล่าวยกเลิกไป ทั้งนี้อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยรายหนึ่ง กล่าวว่า ช่วงนี้อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมทั้งแกนนำคนเสื้อแดง ได้รับการประสานจากหน่วยงานความมั่นคง สั่งกำชับห้ามให้ข่าว หรือออกมาให้สัมภาษณ์แง่ลบต่อรัฐบาลและคสช. ซึ่งพวกเราก็พร้อมปฏิบัติตามเพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย จะหยุดพูดสักพัก เพราะพูดไปคนที่มีอำนาจก็ไม่สนใจรับฟัง เนื่องจากเขามีโรดแม็ปอยู่แล้ว

“พรเพชร”เรียกประชุม5-6ก.พ.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีคำสั่งให้นัดประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครั้งที่ 9/2558 ในวันที่ 5 ก.พ.และครั้งที่ 10 /2558 ในวันที่ 6 ก.พ. โดยมีวาระเร่งด่วน คือ ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคาแห่งชาติ (กสทช.) ประเภทผู้ที่มีผลงานหรือความรู้ และความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ทางด้านกฎหมาย แทนตำแหน่งที่ว่าง รวมถึงพิจารณาร่างพ.ร.บ.สวนป่า (ฉบับที่..)พ.ศ… ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

และร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่..) พ.ศ… ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ รายงานประชุมลับสนช.ครั้งที่ 13-2558 ในวันที่ 2 ต.ค.เรื่องการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงผลการพิจารณารายงานการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณโครงการมหกรรมสินค้าเบอร์ 5 เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยด้วยการมอบคูปองส่วนลดสินค้าประหยัดพลังงาน มูลค่า 2,000 บาท สำหรับการประชุมสนช.ในวันที่ 6 ก.พ. มีวาระกระทู้ถามทั่วไป โดยนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสนช. ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
“เทียนฉาย” นัดประชุมสปช.2- 3ก.พ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีคำสั่งนัดประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ 7/ 2558 ในวันที่ 2 ก.พ.และครั้งที่ 8/2558 ในวันที่ 3 ก.พ.เวลา 11.00 น.โดยมีวาระรับทราบรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ วาระพิจารณาเรื่องด่วน คือ การพิจารณาร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ… ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาเสร็จแล้ว และการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสปช. เรื่อง จะทำอย่างไรให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว รวมถึงการพิจารณาตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน แทนตำแหน่งที่ว่างลง 1 ตำแหน่ง

เนื่องจากนายประสาร มฤคพิทักษ์ ลาออก ตั้งกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนยุติธรรม แทนตำแหน่งที่ว่างลง 1 ตำแหน่ง เนื่องจากนายเปรื่อง จันดา ลาออก รวมถึงตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา แทนตำแหน่งที่ว่างลง 1 ตำแหน่ง เนื่องจากนายกิตติ โกสินสกุล ลาออก สำหรับการประชุมในวันที่ 3 ก.พ. มีวาระรับทราบรายงานความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสปช. เรื่องจะทำอย่างไรให้มีการบังคับใช้กฎหมาย เป็นไปอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

 

เปิดร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค 
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. …. ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคได้ยกร่างเสร็จแล้ว และจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ นี้ คือ ให้มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็นในการกหนดมาตรการต่างๆเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์การอิสระดังกล่าวด้วย
               ทั้งนี้ในมาตรา 12 ของกำหนดให้ “คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” ประกอบด้วยกรรมการ 15 คน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 7 คนแรกให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกจากผู้แทนองค์การผู้บริโภคในด้านต่างๆ ต่อไปนี้ด้านละ 1 คน คือ ด้านการเงินและการธนาคาร ด้านการบริการสาธารณะ ด้านที่อยู่อาศรัย ด้านบริการสุขภาพ ด้านสินค้าและบริการทั่วไป ด้านสื่อสารและโทรคมนาคม และ ด้านอาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ ทั้งนี้กำหนดให้คำนึงถึงสัดส่วนของหญิงและชายที่ใกล้เคียงกันด้วย ส่วนกรรมการอีก 8 คน ให้เลือกกันเองจากผู้แทนองค์กรผู้บริโภคเขต โดยกำหนดขั้นตอนในการเลือกกันเองไว้
               ทั้งนี้ให้คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคมีวาระ 4 ปี และห้ามเป็นติดต่อกันเกิน 2 วาระ
               สำหรับคณะกรรมการสรรหากรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค มี 9 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโดยตำแหน่ง คือ นายกสภาทนายความ, อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งเลือกกันเองให้เหลือ 1 คน, นายกสมาคมผู้นำสตรีพัฒนาชุมชนไทย, ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน, นายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย, ประธานสภาองค์การพัฒนาเด็กและเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
               ทั้งนี้ในการประชุม สปช. เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เป็นประธาน ที่เสนอให้มีองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการฯไปยกร่างร่าง พ.ร.บ.นี้ภายใน 30 วัน
 

ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด1ก.พ.2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200577.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด1ก.พ.2558

ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่1ก.พ.2558

               ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่1ก.พ.2558 รางวัลที่ 1 – 155537 เลขท้าย 3 ตัว  083, 286, 813, 008 เลขท้าย 2 ตัว  79

 

‘สุริยะใส’ค้านมติยุบรวม‘กสม.-ผู้ตรวจการฯ’ กุมภาพันธ์ 9, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200567.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
‘สุริยะใส’ค้านมติยุบรวม‘กสม.-ผู้ตรวจการฯ’

“สุริยะใส” ค้านมติยุบรวม “กสม.-ผู้ตรวจการฯ” ระบุตัดช่องทางร้องทุกข์ชาวบ้านแคบลง แนะให้ปรับปรุงเขตอำนาจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

          วันที่ 1 ก.พ. 58  นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์คณะนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) คัดค้านกรณีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กับผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ตนไม่เห็นด้วยกับมติของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีมติให้ควบรวม กสม.กับผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน   ซึ่งจะเป็นการตัดช่องทางร้องทุกข์ของประชาชนให้แคบลง
          รวมถึงการตรวจสอบอำนาจรัฐจะมีความละเอียดน้อยลง แม้ว่าทั้ง 2 องค์กร จะทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนคล้ายกันในบางกรณีได้ แต่วัตถุประสงค์และเป้าหมายในการตรวจสอบข้อร้องเรียนแตกต่างกันอย่กสมางสิ้นเชิง กสม.จะเน้นการตรวจสอบสอบการละเมิดสิทธิและคุ้มครองส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินจะเน้นการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ขั้นตอนในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของทั้ง 2 องค์กรจึงมีรายละเอียดวิธีการที่แตกต่างกันออกไป  โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิและการใช้อำนาจมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับชาวบ้านคนยากคนจน คนชายขอบมีสถิติเพิ่มขึ้นทุกวัน การมีกลไก มีช่องทางที่หลากหลายให้ชาวบ้านพึ่งพาจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น
          นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า  ที่ผ่านมาแม้ทั้ง 2  องค์กรจะมีปัญหาในการทำงาน ก็ควรหาวิธีปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเขตอำนาจที่ไม่ทับซ้อนกัน ที่มาที่น่าเชื่อถือความรวดเร็วในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชน รวมทั้งอำนาจของทั้ง2 องค์กร ควรมีอำนาจผูกพันกับเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลมากกว่าที่ผ่านมา  ตนจึงอยากให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทบทวนมติดังกล่าว รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย การยุบทิ้งเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การสร้างองค์กรให้ได้รับการยอมรับนั้นเป็นเรื่องยากต้องใช้เวลา เพราะต้องมีกระบวนการทบทวนปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
 

‘วัชระ’ร้องศาลปค.กลางหลัง‘กบง.’ขึ้นราคาแก๊สLPG

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200565.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
‘วัชระ’ร้องศาลปค.กลางหลัง‘กบง.’ขึ้นราคาแก๊สLPG

“วัชระ” ร้องศาลปค.กลาง ไต่สวนฉุกเฉิน หลัง “กบง.”มีมติขึ้นราคาแก๊สแอลพีจี มีผลบังคับ 2 ก.พ.นี้

          วันที่ 1 ก.พ.58 เมื่อเวลา 11.00 น. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวภายหลังยื่นศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ไต่สวนฉุกเฉินและเพิกถอนมติกรณีที่ คณะกรรมการบริหารพลังงาน (กบง.) ที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช.เป็นประธาน ได้มีมติให้ปรับขึ้นราคาแก๊สแอลพีจีที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ เนื่องจากเห็นว่าภาคประชาชนได้รับความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมจากการขึ้นราคาแก๊สแอลพีจี และทำให้เอกชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาที่ปรับขึ้น แทนที่จะนำเงินดังกล่าวเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
          นายวัชระ กล่าวว่า มติ กบง.ในการประชุมครั้งที่ 2/2557 ให้ยกเลิกกำหนดราคา ณ โรงกลั่น ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ระดับ 333 เหรียญสหรัฐต่อตัน และเห็นควรให้ กบง.รับไปกำหนดราคา ณ โรงกลั่นของโรงแยกก๊าซธรรมชาติให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยการปรับสูตรราคา ทำให้ต้นทุนแอลพีจีมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือราคาหน้าโรงแยกก๊าซเพิ่มเป็น 498 เหรียญสหรัฐต่อตัน จะให้ราคาขายแก๊สแอลพีจีอยู่ที่ 16.11 บาท จากเดิมที่ราคา 10.16 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ามติ กบง.ไม่มีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต มีเพียงการรายงานผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น นอกจากนั้นมติของ กบง.จะทำให้เอกชนรายใหญ่ได้รับประโยชน์โดยมีกำไรเพิ่มขึ้นทันที 19,188,180,000 บาท
 

‘เนชั่นไบค์ไทยแลนด์ครั้งที่3’น่านเขียวทั้งเมือง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200563.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
‘เนชั่นไบค์ไทยแลนด์ครั้งที่3’น่านเขียวทั้งเมือง

จ.น่าน-กสิกรไทย-เนชั่น ร่วมกันจัดกิจกรรม เนชั่นไบค์ไทยแลนด์ครั้งที่ 3 “ปั่นรักษ์…ป่าน่าน” มีผู้ร่วมงานกว่า 1,000 คน

          วันที่ 1 ก.พ.58 เมื่อเวลา 07.00 น. ที่บริเวณลานพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน อ.เมือง จ.น่าน นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการบริษัทเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) นายอุกฤษ พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการบริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกันจัดกิจกรรม “ปั่นรักษ์…ป่าน่าน”  ซึ่งเป็นการรณรงค์ปั่นจักรยาน จากโครงการคนข่าวเนชั่นชวนปั่นจักรยานจากทั่วประเทศ หรือ เนชั่นไบค์ไทยแลนด์ครั้งที่ 3 โดยมีผู้ประกาศชื่อดัง เช่น นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นายธีระ ธัญไพบูลย์ นำทีม นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ปลูกป่าบริเวณริมถนน จำนวนกว่า 20 ต้น
          ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมปั่นจักรยานและปลูกป่า จำนวนกว่า 1,000 คน โดยทุกคนต่างใส่เสื้อสีเขียวสกรีนเป็นรูปคนปั่นจักรยาน ซึ่งเป็นเสื้อปั่นจักรยานรุ่นพิเศษจากธนาคารกสิกรไทย
          สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมให้ใช้รถจักรยานเพิ่มมาก เป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ ลดมลพิษและกระตุ้นเรื่องการออกกำลังกาย รวมทั้งช่วยกันปลูกป่าอีกด้วย
 

5รายการสินค้าแพง‘ข้าวแกง-อาหารตามสั่ง’อันดับ1

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200560.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
5รายการสินค้าแพง‘ข้าวแกง-อาหารตามสั่ง’อันดับ1

“ดุสิตโพล” ชี้ 5 รายการสินค้าแพง ข้าวแกง อาหารตามสั่ง แพงอันดับ 1 เป็นผลจากสภาพเศษฐกิจไม่ดี เรียกร้องให้ “ประยุทธ์” ช่วยแก้ปัญหา

          วันที่ 1 ก.พ.58  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน “สวนดุสิตโพล” ต่อปัญหาสินค้าแพงที่ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชนชนต้องดิ้นรนทำงานเพื่อหารายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายที่สูงมากขึ้น  โดยการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,264 คนระหว่างวันที่ 26-31 ม.ค. 58  สรุปผลได้ ดังนี้  สินค้าที่ประชาชนพบเห็นหรือซื้อแพงกว่าปกติ   คือ อันดับ 1 ข้าวแกง อาหารตามสั่ง กับข้าวถุง ร้อยละ 85.21 อันดับ 2 เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำมันพืช ร้อยละ 83.15 อันดับ 3 ผักสด ผลไม้ ร้อยละ 79.59 อันดับ 4 ค่าน้ำ ค่าไฟ ร้อยละ 78.24 อันดับ 5 ล็อตเตอรี่ ร้อยละ 75.32
          สำหรับสาเหตุที่ประชาชนคิดว่าทำให้สินค้าราคาแพง คือ 1 สภาพเศรษฐกิจไม่ดี เงินเฟ้อ ไม่มีสภาพคล่อง ร้อยละ 88.16 2 ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งสูง ร้อยละ 80.85 พ่อค้านายทุนฉกฉวยโอกาสเอาเปรียบ ร้อยละ 76.82 สินค้าขาดตลาด ความต้องการกับการผลิตไม่สอดคล้องกัน ร้อยละ 65.03 ปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลต่อประเทศ ร้อยละ 64.24
          ส่วนแนวทางแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงในมุมมองของประชาชน มีดังนั้  รัฐบาลเข้ามาดูแล กำหนดและควบคุมราคาสินค้า ร้อยละ 78.48 กระทรวงพาณิชย์จัดมหกรรมสินค้าราคาถูก ลดราคาสินค้า มีโปรโมชั่น ร้อยละ 77.53 ผู้ประกอบการลดต้นทุนการผลิต ไม่ค้ากำไรเกินควร ร้อยละ 71.84 ประชาชนต้องประหยัด ลดค่าใช้จ่าย ซื้อเท่าที่จำเป็น ร้อยละ 68.20 ใช้กฎหมายลงโทษพ่อค้าแม่ค้าที่เอารัดเอาเปรียบอย่างจริงจัง ร้อยละ 66.46
          สำหรับหน่วยงานที่ประชาชนหวังให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง อันดับ 1 รัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 82.44 อันดับ 2 คสช.โดยเฉพาะหัวหน้าคสช. ร้อยละ 80.46 อันดับ 3 กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 75.47 อันดับ 4 ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน พ่อค้าแม่ค้า ร้อยละ 73.50 อันดับ 5 ตัวประชาชนเอง ร้อยละ 67.64

…………………………………
(หมายเหตุ ภาพประกอบข่าว)

 

ปปช.หวั่นปมถอดถอน‘ปู’นำปท.สู่ความวุ่นวาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200559.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
ปปช.หวั่นปมถอดถอน‘ปู’นำปท.สู่ความวุ่นวาย

“มาสเตอร์โพลล์” เผยผลสำรวจปชช.กว่าร้อยละ 30 หวั่นปมถอดถอน”ยิ่งลักษณ์”นำปท.สู่ความวุ่นวาย และเสียงกว่าร้อยละ 85 หนุน”รบ.ประยุทธ์”ทำงานต่อไป

          วันที่ 1 ก.พ.58 มาสเตอร์โพลล์ (Master Poll) ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องสำรวจความคิดเห็นของแกนนำชุมชน ต่อผลงานเด่นกระทรวงและทางเลือกการเมืองของประเทศไทยในวันนี้
          รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์(Master Poll) เรื่อง สำรวจความคิดเห็นของแกนนำชุมชนต่อผลงานเด่นกระทรวงและทางเลือกการเมืองของประเทศไทยในวันนี้: กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 628 ชุมชน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 29 – 31 มกราคม 2558
          ผลการสำรวจพบว่าแกนนำชุมชนที่ถูกศึกษาเกือบร้อยละร้อยละ คือ ร้อยละ 92.8 ระบุติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนเป็นประจำอย่างน้อย 1 – 2 วันต่อสัปดาห์ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา  ในขณะที่ร้อยละ 7.1 ระบุติดตามน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง และร้อยละ 0.1 ระบุไม่ได้ติดตามเลย
          เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างแกนนำชุมชนถึงผลงานของกระทรวงต่างๆ ที่ได้ดำเนินการ โดยให้ระบุคะแนนจาก 0 ถึง 10 คะแนน พบว่า โครงการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) ของกระทรวงแรงงาน ได้ 8.40 คะแนน โครงการช่วยเหลือคนพิการและผู้สูงอายุ ของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ได้ 8.36 คะแนน โครงการแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ 8.30 คะแนน โครงการส่งเสริมปีการท่องเที่ยววิถีไทย ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ และรณรงค์ให้คนไทยเที่ยวไทยได้ 8.26 คะแนน โครงการแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงานในภาคประมงและภาคเกษตร ได้ 8.19 คะแนน โครงการแก้กฎหมายค้างาช้าง และนอแรด ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ 8.15 คะแนน โครงการสร้างรายได้ และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ได้ 7.91 และโครงการอบรมอาชีพเสริมด้านการเกษตรให้ประชาชน ได้ 7.87 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ตามลำดับ
          หลังจากนั้น คณะผู้วิจัยได้สอบถามความรู้สึกของแกนนำชุมชนที่มีต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาว่าอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ได้นั้น พบว่ามีประมาณ 1 ใน 3 ของแกนนำชุมชนที่ถูกศึกษาระบุความรู้สึกกังวลว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจนำไปสู่การเกิดความขัดแย้งรุนแรงบานปลายได้อีก ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแยกรายประเด็นพบว่า  กรณีผลการลงมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   แกนนำชุมชนร้อยละ 30.7 รู้สึกกังวล ในขณะที่ร้อยละ 69.3 ระบุไม่รู้สึกกังวล   สำหรับกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการถอดถอน  นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นพบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 34.1 ระบุรู้สึกกังวล ในขณะที่ร้อยละ 65.9 ไม่รู้สึกกังวล  กรณีการเดินทางลงพื้นที่พบแนวร่วมเสื้อแดงในภาคอีสานของ คณะเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย พบว่า แกนนำชุมชน ร้อยละ 35.1 ระบุรู้สึกกังวล ในขณะที่ร้อยละ 64.9 ไม่รู้สึกกังวล  กรณีการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งคืนประชาธิปไตยให้คนไทยของสหรัฐอเมริกา พบว่า แกนนำชุมชน ร้อยละ 33.5 ระบุรู้สึกกังวล ในขณะที่ร้อยละ 66.5 ไม่รู้สึกกังวล  และกรณี การออกมาแสดงท่าทีตอบโต้ประเทศสหรัฐอเมริกา ของคนไทยในสังคมนั้นพบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 30.1 ระบุรู้สึกกังวล  ในขณะที่  ร้อยละ 69.9 ไม่รู้สึกกังวล
          นอกจากนี้เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามแกนนำชุมชนถึงสิ่งที่อยากจะฝากบอกไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อความเข้าใจอันดีต่อกันนั้น พบว่า ร้อยละ 75.0 ระบุอยากบอกว่าขอให้เชื่อมั่นประเทศไทย  ร้อยละ 61.8 ระบุขอบคุณที่เป็นห่วงคนไทย  ร้อยละ 58.1 ระบุขอโอกาสให้ประเทศไทยและคนไทย ร้อยละ 56.8 ระบุคนไทยยังรักความสงบ  ร้อยละ 54.5 ระบุคนไทยยังแก้ไขปัญหากันเองได้  นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่อยากจะบอกอื่นๆ ได้แก่ ขอบคุณสำหรับไมตรีและความช่วยเหลือที่มีให้ตลอด   (ร้อยละ 54.0) เป็นเรื่องปกติของประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย (ร้อยละ 51.8) ขอให้เข้าใจ/เปิดใจยอมรับประเทศไทย (ร้อยละ 50.2) ประเทศไทยยังมีความปลอดภัย (ร้อยละ 40.3) และอยากบอกว่า เรายังเป็นเพื่อนกันเสมอ (ร้อยละ 36.3) ตามลำดับ
          สำหรับความต้องการรับทราบเหตุผลของประเทศสหรัฐอเมริกา กรณีที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความห่วงใยในสถานการณ์ของประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งคืนประชาชนประชาธิปไตยนั้น  ผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ  64.7 ระบุอยากทราบเหตุผลว่าทำไมเป็นเช่นนั้น ในขณะที่ร้อยละ 35.3 ระบุไม่อยากทราบ
          และเมื่อสอบถามความพึงพอใจต่อท่าทีของรัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการต่างประเทศที่ออกมาชี้แจงกรณีความห่วงใยของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 1.2 ระบุพอใจค่อนข้างน้อย-น้อย  ร้อยละ 2.5 ระบุปานกลาง ทั้งนี้แกนนำชุมชนร้อยละ 72.0 ระบุพอใจค่อนข้างมาก-มาก และร้อยละ 24.3 ระบุพอใจมากที่สุด  ทั้งนี้แกนนำชุมชนที่ถูกศึกษาได้ให้คะแนนความพึงพอใจต่อท่าทีของรัฐบาลในกรณีดังกล่าว มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.39 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
          ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาคือเมื่อสอบถามความคิดเห็นกรณีที่ คสช. มีการเชิญตัวอดีตนักการเมืองมาปรับทัศนคติ ว่าจะทำให้ยุติการเคลื่อนไหว และทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่นั้น ผลการสำรวจพบว่า  มากกว่า 2 ใน 4 หรือร้อยละ 78.4 เชื่อมั่นว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ยุติการเคลื่อนไหว และทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้  ในขณะที่ประมาณ 1 ใน 4 หรือร้อยละ 21.6 ระบุไม่เชื่อมั่นว่าจะเป็นเช่นนั้น
          ประเด็นสำคัญสุดท้าย เมื่อสอบถามความความต้องการของแกนนำชุมชนต่อทางเลือกทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้นั้น ผลการสำรวจพบว่าแกนนำชุมชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่ คือ ร้อยละ 85.6 ระบุต้องการให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานต่อไปก่อน ในขณะที่ร้อยละ 14.4 ระบุต้องการให้มีการเลือกตั้ง และให้รัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน
 

ระวัง…การเมืองสูตร’อัมโน’

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150201/200550.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558
ระวัง...การเมืองสูตร'อัมโน'

ระวัง…การเมืองสูตร’อัมโน’ : โดย…ธนิสา ตันติเจริญ

                         ตอนนี้ให้ไปดูฐานเสียงแต่ละพื้นที่ว่าเป็นของพรรคไหน หลังเลือกตั้งน่าจะเห็นหน้าตารัฐบาลได้เลย
                         การปฏิรูปการเมืองโดยผ่านการออกแบบ “ระบบเลือกตั้ง” ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังคงเป็นประเด็นที่เห็นขัดแย้งกันระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ที่นำโดย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มี นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธาน
                         กมธ.ปฏิรูปการเมืองฯ เสนอสูตรให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตรง ขณะที่ กมธ.ยกร่างฯ ไม่เห็นด้วย บอกว่าจะสร้างระบบที่เรียกว่า “ซูเปอร์ประธานาธิบดี” จึงเสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่ไม่มีพรรคการเมืองใดกุมเสียงข้างมากในสภาเพียงพรรคเดียวได้อีกต่อไป
                         ล่าสุดมีข่าวว่า กมธ.ปฏิรูปการเมืองฯ จะถกเรื่องนี้กับ กมธ.ยกร่างฯ อีกรอบ ในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์
                         อย่างไรก็ดี เท่าที่ตรวจสอบท่าทีล่าสุดของ นายสมบัติ พบว่ายังคงยืนกรานแข็งกร้าวเหมือนเดิม
                         เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม นายสมบัติ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทิศทางและอนาคตการเมืองไทย” ที่นิด้า ระบุตอนหนึ่งว่า สภาพปัญหาของระบบรัฐสภาในปัจจุบัน คือ 1.รัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดมีอำนาจเหนือทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถบงการฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างมากได้
                         2.อำนาจการตรวจสอบอ่อนแอ การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เป็นผล การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประพฤติมิชอบก็ทำไม่สำเร็จ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 เราไม่สามารถถอดถอนนักการเมืองได้สำเร็จ ทำให้นักการเมืองเหิมเกริม
                         3.กรณีที่ ส.ส.เสียงข้างมากมาจากการซื้อเสียงและเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้นายกฯ ต้องดูแล ส.ส. เกิดเป็นระบบอุปถัมภ์ แล้วใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณลงจังหวัด ทำให้เกิดการทุจริตอย่างกว้างขวาง งบประมาณที่ใช้เป็นงบลงทุน จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                         4.การทุจริตรุนแรงยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น ทำให้เกิด “สภาพรวยกระจุก จนกระจาย” คนรวยยิ่งรวยขึ้นและคนจนยิ่งจนลง 5.ฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทน้อย เพราะกฎหมายการเงินต้องเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ถ้า ส.ส.จะเสนอต้องให้นายกรัฐมนตรีรับรอง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่เพียงสนับสนุน ประกอบกับบทบาทการตรวจสอบโดยฝ่ายค้านก็ไม่เป็นผล บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติจึงไม่สามารถถ่วงดุลกับฝ่ายบริหารได้
                         “ผมจึงเสนอให้มีการประยุกต์หลักการแบ่งแยกอำนาจ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบ่งอำนาจออกเป็น 4 อำนาจ ดังนี้ อำนาจบริหาร คือ คณะรัฐมนตรี, องค์กรอิสระ, อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งก็คือสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา โดยให้ประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเลือกบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งในแต่ละอำนาจโดยตรง” นายสมบัติ กล่าว
                         ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง อธิบายว่า ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ไม่มีหน้าที่นิติบัญญัติ ไม่มีอำนาจยุบสภา ทำให้ไม่มีอำนาจเหนือสภา ฝ่ายบริหารตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติผ่านคณะกรรมาธิการตรวจสอบจริยธรรมพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                         ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเสนอกฎหมายทุกประเภท รวมทั้งกฎหมายการเงิน สภาไม่มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่มีอำนาจตรวจสอบการประพฤติมิชอบของฝ่ายบริหาร และมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลการเมือง
                         วุฒิสภามีอำนาจกลั่นกรองกฎหมาย เลือก, แต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ และถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                         สำหรับข้อดีของการประยุกต์หลักการแบ่งแยกอำนาจมีดังนี้ 1.ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติบุคคลที่สมัครเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ตลอดจนนโยบายได้ทั้งหมดก่อนการเลือกตั้ง 2.พรรคการเมืองต้องคัดเลือกคนดีเสนอให้ประชาชนพิจารณา เพื่อให้มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง 3.ฝ่ายบริหารทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ไม่ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติในสภา ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถทุ่มเวลาในการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนได้อย่างเต็มที่
                         4.ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพ โดยรัฐบาลมีเสถียรภาพทำให้มีโอกาสแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายนิติบัญญัติมีเสถียรภาพเพราะไม่มีการยุบสภา และบุคคลในฝ่ายใดประพฤติมิชอบจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
                         5.ฝ่ายรัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบแทน ส.ส. จึงไม่จำเป็นต้องจัดสรรรงบประมานเพื่อตอบแทนกันและกัน และ 6.การถ่วงดุลอำนาจมีประสิทธิภาพ
                         ขณะที่ข้อเสนอของ กมธ.ยกร่างฯ ที่ให้มีการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม (ระบบเยอรมัน) มีจุดเสี่ยงดังนี้ 1.ถ้าไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก จะเกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอไม่มีเสถียรภาพ 2.ถ้าพรรคแกนนำมีเสียงเกินครึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลผสมเสียงข้างมากเด็ดขาดจะทำให้เกิดเผด็จการจากการเลือกตั้ง รัฐบาลบงการได้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
                         3.พรรคใหญ่จะใช้กลยุทธ์ให้ผู้มีชื่อเสียงของพรรคลงสมัครแบบอิสระ หรือตั้งพรรคสาขา 4.นายทุนพรรคจะทุ่มซื้อเสียงคะแนนของพรรคเพื่อให้คะแนนพรรคเกิน 50% และมีสิทธิ์เด็ดขาดในการจัดตั้งรัฐบาล โอกาสเกิดแบบนี้มีมากที่สุด
                         สำหรับจุดเสี่ยงในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ 1.การถอดถอนที่กำหนดให้ ส.ส. (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) และ ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) จำนวน 650 เสียงเป็นผู้ตัดสินโดยใช้เสียงข้างมาก ถ้าพรรคแกนนำรัฐบาลผสมจัดตั้งรัฐบาลได้โดยมี ส.ส.สนับสนุนเกิน 330 เสียง การถอดถอนจะไม่มีโอกาสสำเร็จ 2.เมื่อการถอดถอนผู้ประพฤติมิชอบไม่สามารถกระทำได้ การทุจริตจะยิ่งมากขึ้น
                         นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วมีการเลือกตั้ง โอกาสที่จะมีกลุ่มการเมืองพรรคเดียวคล้ายกับ “อัมโน” ที่เป็นรัฐบาลผูกขาดของมาเลเซียมีสูงมาก โดยมีพรรคที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งเป็นหลัก และมีพรรคร่วมรัฐบาลอีก 3-4 พรรค และมีแนวโน้มผูกขาดเป็นรัฐบาลยาวนานพอสมควรหากไม่มีการทุจริตและบริหารงานดี แต่ถ้ามีการทุจริต มีการโกง ประชาชนก็จะออกมาคัดค้าน ประเทศชาติก็จะจมปลักกับความขัดแย้งเหมือนเดิม
                         “ตอนนี้ให้ไปดูฐานเสียงแต่ละพื้นที่และแต่ละภาคว่าพรรคไหนมีฐานเสียงพื้นที่ไหน หลังการเลือกตั้งก็น่าจะเห็นหน้าตารัฐบาลได้เลย”
                         นายสมบัติ ทิ้งท้ายเกี่ยวกับข้อเสนอการยุบองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยึดหลักการกระจายอำนาจ ฉะนั้นการตัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน่าจะเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะ อบจ. หากไม่มีก็จะต้องมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ของส่วนราชการ ยากมากที่จะไปแตะ เพราะว่าขณะนี้กระทรวงมหาดไทยก็ออกมาต่อต้านมาก จึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย
                         ฉะนั้นหากจะยังคง อบจ.ให้มีอยู่ต่อไป ก็ควรกำหนดขอบเขตของ อบจ.ให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต จะต้องมีการตรวจสอบให้มากขึ้นกว่าเดิม !
———————-
(ระวัง…การเมืองสูตร’อัมโน’ : โดย…ธนิสา ตันติเจริญ)
 

ซัด’ตร.’ทุจริต-สุนัขรับใช้การเมือง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150131/200544.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2558
ซัด'ตร.'ทุจริต-สุนัขรับใช้การเมือง

‘สปช.’ ซัด ‘ตร.’ ทุจริต-เครื่องมือการเมือง ต้องยกเครื่อง ‘วันชัย’ เสนอ 5 แนวทาง ‘พล.ต.ท.อำนวย’ โอดถูกกล่าวหาเป็นสุนัขรับใช้ แนะปรับโครงสร้าง ห้ามนักการเมืองจุ้น

                           31 ม.ค. 58  เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) จัดโครงการสัมมนา และรับฟังความคิดเห็น ประเด็นการปฏิรูปตำรวจ โดยนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธาน สปท. กล่าวเปิดงานตอนหนึ่ง ว่า การปฏิรูปตำรวจ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง เพราะตำรวจ คือ ศูนย์รวมของการทุจริตที่มากที่สุดในหน่วยงานราชการ ล่าสุดคือกรณีของ พล.ต.อ.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บังคับการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ในฐานความผิดซื้อขายตำแหน่งมูลค่า 3 – 5 ล้านบาท นาน 5 ปี แต่จำเลยรับสภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 2 ปีครึ่ง ซึ่งใช้โทษจริงก็ไม่ถึงอยู่ดี ฐานความผิดทุจริตกับบทลงโทษยังไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปตำรวจให้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองอีกด้วย
                           นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปช. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศมี 45 ด้าน การปฏิรูปตำรวจมีความสำคัญเป็นลำดับที่ 3 รองจากเรื่องการเมืองและการปราบปรามการทุจริต โดย กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มองว่า การปฏิรูปตำรวจจะต้องเชื่อมโยงกับ กมธ.อีก 4 ด้าน ได้แก่ กมธ.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน กมธ.ปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น กมธ.ปฏิรูปการทุจริตฯ และ กมธ.ปฏิรูปด้านสังคม และที่ผ่านมา ก็ได้ทำข้อเสนอต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไปแล้ว
                           นายวันชัย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ตำรวจส่วนใหญ่ดี มีเพียงส่วนน้อยที่ไม่ดีแต่มีอำนาจ ทาง กมธ.ของเราจึงได้มีแนวทางเบื้องต้น 5 ข้อ สำหรับการปฏิรูปตำรวจ 1. ตำรวจขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แต่งตั้งโยกย้าย ขาดระบบจริยธรรม การวิ่งเต้นโยกย้ายใช้เงินเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราควรปฏิรูปให้องค์กรตำรวจ มีความอิสระให้ห่างจากการเมือง 2. ต้องมีการกระจายอำนาจตำรวจเป็นตำรวจส่วนกลาง ตำรวจส่วนภูมิภาค หรือตำรวจส่วนท้องถิ่น โดยให้มีหน่วยงานควบคุมตามกฎหมายบัญญัติ 3. เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยให้มีหน้าที่กำกับดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามามีส่วนร่วม 4. จัดโครงสร้างตำรวจปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้มีขนาดกระทัดรัด ยกเลิกบางหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจ ปรับอำนาจการปราบปราม สืบสวนสอบสวนให้เป็นของหน่วยงานอื่นตามความเหมาะสม 5. สภากิจการตำรวจแห่งชาติ กำกับดูแลการทำงานของตำรวจโดยมีกรรมการที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านความมั่นคง ด้านยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการบริหารงานมากขึ้น นี่คือ สิ่งที่กรรมาธิการปฏิรูปต้องการเสนอ และดำเนินการให้สำเร็จ
                           พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร กล่าวว่า อุปสรรคสำคัญของการปฏิรูปตำรวจอยู่ที่ตัวตำรวจเอง เพราะที่ผ่านมา มีความพยายามปฏิรูปตำรวจมาแล้วหลายหน โดยเฉพาะในสมัยของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะมีการต่อต้านจากฝ่ายการเมือง และนายตำรวจอาวุโส ซึ่งประเด็นของการต่อต้านมีอยู่ประเด็นเดียวเท่านั้น คือ ความพยายามสงวนอำนาจเอาไว้ในมือของตำรวจ และฝ่ายการเมืองในศูนย์กลางอำนาจเท่านั้น สำหรับข้อเสนอในการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช.นั้น ในประการแรก คือ การให้อิสระกับตำรวจในการแต่งตั้งโยกย้าย ตนเห็นด้วยเต็มที่ เพราะหากเราแก้ไขเรื่องการโยกย้ายให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ปราศจากการแทรงแซง จะเป็นประโยชน์แก่องค์กรตำรวจเอง และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม จะต้องเจอการต่อต้านอย่างแน่นอน แต่จะมาในรูปแบบไหนต้องติดตาม และเตรียมรับมือไว้ให้ดี
                           พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวต่อว่า เรื่องการกระจายอำนาจในการบริหารราชการตำรวจ ก็มีความจำเป็น เพราะที่ผ่านมา มีการกระจุกอำนาจมาอย่างยาวนาน และทำความเสียหาย ซึ่งต้องเน้นเรื่องการกระจายงบประมาณลงไป ไม่ใช่กระจุกอยู่ที่ศูนย์กลาง และเรื่องนี้จึงเป็นที่มาไปสู่การต่อรองการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจตามที่ต่างๆ ด้วย รวมทั้งต้องปรับโอนงานที่ไม่ใช้งานของตำรวจไปสู่หน่วยงานอื่นๆ และประเด็นสุดท้าย การตรวจสอบการทุจริตของตำรวจเวลาเกิดเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชนที่ผ่านมา ตำรวจจะเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนด้วยกันเอง จึงทำให้เกิดการลูบหน้าปะจมูก มีการวิ่งเต้น และช่วยเหลือกัน จึงมักจะจบลงด้วยการลงโทษเบาๆ เท่านั้น และด้วยเหตุนี้เอง จึงมีนายตำรวจที่เคยมีความผิดยังได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญๆ อยู่ ซึ่งในต่างประเทศมีคณะกรรมการอิสระที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่ตำรวจเป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งการปฏิรูปคราวนี้ ตนหวังว่าเราทำระบบตรวจสอบดังกล่าวให้สำเร็จ
                           ขณะที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภาค 1 ในฐานะตัวแทน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. แสดงความเห็นว่า อยากให้การแสดงความเห็นต่อการปฏิรูปครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะรัฐบาลนี้ทำไม่สำเร็จ ก็คงไม่มีโอกาสได้ทำอีก ที่ผ่านมา มักวิจารณ์ตำรวจกันว่า เป็นสุนัขรับใช้นักการเมือง แต่ไม่เคยถามตำรวจเลยว่าอยากรับใช้หรือไม่ หรือมันมีสถานการณ์อะไรมาบีบบังคับ ซึ่งตนมองเห็นว่าการแก้ไขไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงองค์กรตำรวจได้ง่ายนิดเดียว คือ การปรับโครงสร้างไม่ให้มีตัวแทนจากฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กตช.ที่มีหน้าที่เสนอ และแต่งตั้ง ผบ.ตร. และ ก.ตร. ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งพลตำรวจ เพราะมันเป็นช่องทางที่ทำให้มีการวิ่งเต้นได้
                           “คณะทำงานของตำรวจที่รับผิดชอบในการแก้ไขกฎหมายเพื่อการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ได้มีการแก้กฎหมายให้นายกรัฐมนตรี ออกจากโครงสร้าง กตช. และ ก.ตร.มานานแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะไปนำเสนอต่อสภาไหน เพราะเป็นการริบอำนาจฝ่ายการเมือง เพราะทาง ผบ.ตร.เอง ก็พร้อมจะให้ตำรวจออกจากการกำกับของฝ่ายการเมือง ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจของ สปช. สามารถร่วมมือทำงานกับทาง สปช.ได้”
 

กทม.หวั่นโรค‘มือเท้าปาก’ระบาดกรุง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150131/200542.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2558
กทม.หวั่นโรค‘มือเท้าปาก’ระบาดกรุง

กทม.หวั่นโรค‘มือเท้าปาก’ระบาดกรุง พบยอดผู้ป่วยปี57 กว่า 8 พันราย เตือนเฝ้าระวังเด็กเล็ก-เสี่ยงเสียชีวิต เเนะปชช.อายุ 20-50ปีฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยักฟรี

             31 ม.ค.58 นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์ ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงสถานการณ์โรคมือเท้าปาก ว่า ในปี 2557 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากในกรุงเทพฯ กว่า 8,400 ราย แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ ซึ่งในปี 2558 กทม.อยากให้ผู้ป่วยจากโรคมือเท้าปากมีจำนวนลดลงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ต้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยเฉพาะจากผู้ปกครองและครูที่โรงเรียนที่ต้องคอยดูแลและสำรวจอาการของเด็กๆ เป็นประจำ เพราะโรคมือเท้าปากเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่จะเกิดกับเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 5 ปี แต่โรคนี้ก็มีโอกาสเกิดกับผู้ใหญ่ในผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงได้
             นพ.วงวัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การระบาดของโรคมือเท้าปาด จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวเป็นหลัก เชื้อไวรัสโรคมือเท้าปากจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดในระยะแรก จะมีไข้สูง มีผื่นที่คอและเท้า หากพบผู้ป่วยที่เป็นเด็กมีอาการดังกล่าวจะต้องนำไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที เนื่องจากเด็กเล็กจะมีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำอาจเสียชีวิตได้ ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคค่อนข้างดี เนื่องจากมีการเข้าควบคุมโรคในพื้นที่เสี่ยง หรือพบผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว
             นพ.วงวัฒน์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามแนวทางในการควบคุมโรคมือเท้าปาก กทม ได้แจ้งเตือนไปยังโรงเรียนต่างๆ และศูนย์ดูแลเด็กเล็กให้ทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ในห้องเรียน อาคาร และห้องน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อได้ง่าย อีกทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมือเท้าปาก สำหรับครูและผู้ปกครอง เพื่อให้สามารถสังเกตอาการป่วยของเด็ก หากพบว่ามีผู้ป่วยในโรงเรียนจะต้องเร่งรายงานมายังกทม.ทันที เพื่อจะได้ทำการเฝ้าระวัง ส่วนผู้ปกครองหากพบเด็กมีอาการดังกล่าวห้ามไปโรงเรียน เพราะจะแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นได้
กทม.ผวาโรคคอตีบ-บาดทะยัก เเนะปชช.อายุ 20-50 ปีเข้าฉีดวัคซีนฟรี
             นางวันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักอนามัยได้จัดฉีดวัคซีนให้ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 20-50 ปีฟรี เพื่อป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคคอตีบให้ประชาชน เนื่องจากโรคคอตีบเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันที่มีอัตราตายสูง โดยในปี 2555 ประเทศไทยพบการระบาดของโรคคอตีบในกลุ่มผู้ใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่างพบผู้ป่วยจำนวน 63 ราย เสียชีวิต 10 ราย และในปี 2556 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยจำนวน 14 ราย เสียชีวิต 4 ราย โดยในกรุงเทพฯพบผู้ป่วย 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งโรคคอตีบมักพบในกลุ่มผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน หรือไม่ได้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นทุก 10 ปี
             “ขอให้ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 20-50 ปี ไปรับบริการการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์กทม.ทุกแห่ง และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถึงวันที่ 30 เม.ย.นี้” ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กล่าว
 

พิจารณาร่างกม.ตั้งองค์การคุ้มครองผู้บริโภค2ก.พ.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150131/200541.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2558
พิจารณาร่างกม.ตั้งองค์การคุ้มครองผู้บริโภค2ก.พ.

สปช.เล็งพิจารณาร่างกม.ตั้งองค์การคุ้มครองผู้บริโภค 2 ก.พ.นี้ พบสาระสำคัญให้มีกก. 15 คน มาจากการสรรหาตัวแทน 7 ด้าน

             31 ม.ค.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีคำสั่งนัดประชุม สปช. ในวันที่ 2 ก.พ. เวลา 11.00 น. โดยมีวาระพิจารณาที่สำคัญ คือ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มี น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เป็นประธาน กมธ.ฯ ได้ยกร่างเสร็จแล้ว
             ทั้งนี้ในร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การจัดตั้งองค์การ ชื่อว่า “องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค” มีสถานะเป็นนิติบุคคลที่มีความเป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ให้ความเห็นในการตราและการบังคับใช้กฎหมายหรือกฎ ,ให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และมีหน้าที่ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค โดยให้มีสำนักงานอยู่ในกทม.หรือจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งและให้กิจการขององค์การไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ทั้งนี้ เลขาธิการองค์การฯ พนักงานและลูกจ้างขององค์การฯ ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมและกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ขณะที่คณะกรรมการองค์การฯ จะประกอบด้วย กรรมการ 15 คน มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้แทนจาก 9 องค์กร อาทิ นายกสภาทนายความ, เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น โดยคัดเลือกผู้แทนองค์กรบริโภค จำนวน 7 คน มาจาก 7 ด้านๆ ละ 1 คนได้แก่ ด้านการเงินและการธนาคาร, ด้านการบริการสาธารณะ, ด้านที่อยู่อาศัย, ด้านบริการสุขภาพ, ด้านสินค้าและบริการ, ด้านสื่อสารและโทรคมนาคม และด้านอาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และมาจากการเลือกกันเองของผู้แทนองค์กรบริโภคเขต จำนวน 8 คน โดยคณะกรรมการนั้นต้องคำนึงถึงสัดส่วนของเพศหญิงและชายที่ใกล้คียงกัน และไม่มีลักษณะต้องห้าม อาทิ เป็นผู้ประกอบการ,กรรมการบริหาร ผู้มีอำนาจในสถาบันประกอบการ หรือภายในระยะเวลา 3 ปีก่อนได้รับการเสนอชื่อ, ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ รวมถึงตำแหน่งในพรรคการเมือง
             ขณะที่อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการองค์การฯ ตามร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอมีทั้งสิ้น 13 ข้อ โดยมี 9 ข้อที่เกี่ยวกับงานภาพรวม ประชาสังคม ขณะที่อีก 4 ข้อเป็นเรื่องการบริหารภายในองค์การ โดยรายละเอียดงานต่อภาพรวมที่เกี่ยวกับประชาสังคมที่สำคัญ คือ สนับสนุนและช่วยเหลือองค์กรผู้บริโภคด้านต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็ง รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชนเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค, สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นจริง การโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย,สนับสนุนสิทธิร้องเรียนหรือการดำเนินคดีของผู้บริโภค องค์กรผู้บริโภคที่เดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของผู้ประกอบการ, ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีต่อศษลยุติธรรมหรือศาลปกครองเพื่อพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม คณะกรรมการอาจส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาตั้งพนักงานอัยการดำเนินคดีตามที่เห็นสมควรได้, ตรวจสอบการกระทำที่ละเลยการคุ้มครองผู้บริโภคแล้วรายงานไปยังหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ หรือ รัฐสภา, ส่งเสริมการศึกษาและวิจัย รวมถึงจัดประชุมรับฟังความเห็น จัดประชุมสมัชชาองค์กรผู้บริโภคอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อประเมินการดำเนินงานและตรวจตสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ
             สำหรับเงินและทรัพย์สินขององค์การ ในส่วนที่มาจากรัฐบาลได้กำหนดให้จัดสรรให้เป็นรายปีจากกฎหมายงบประมาณแผ่นดินประจำปี โดยมีข้อกำหนดการจัดสรรให้ไม่น้อยกว่า 3 บาทต่อหัวประชากร หรือหากมีจำนวนประชากร 65 ล้านคนต้องจัดสรรงบให้องค์การ จำนวน 195 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ในทุก ๆ 3 ปีต้องมีการกำหนดจำนวนอัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นไว้ในพระราชกฤษฎีกาและปรับตามดัชนีค่าครองชีพ นอกจากนั้นในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้กำหนดบทลงโทษสำหรับคณะกรรมการหรือกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ให้ต้องโทษจำคุยตตั้งแต่ 1 ปี – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น ถึง 2 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้จะมีประมวลจริยธรรมองค์การ เป็นระเบียบเพื่อควบคุมการทำงานอีกด้วย
 

‘มทภ.2’เตรียมพร้อมรปภ.‘นายกฯ’ลงพื้นที่โคราช

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150131/200540.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2558
‘มทภ.2’เตรียมพร้อมรปภ.‘นายกฯ’ลงพื้นที่โคราช

‘มทภ.2’ เตรียมพร้อมระบบรปภ. ‘นายกฯ’ ลงพื้นที่นครราชสีมา 2 ก.พ. เผยยังไม่พบกลุ่มเคลื่อนไหวต้านแต่ไม่ประมาท นำเหตุการณ์ขอนแก่นมาทบทวนเพิ่มความเข้มงวด

              31 ม.ค.58 พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อดูแลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะเดินทางลงพื้นที่อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ เพื่อพบปะเกษตรกร และประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่า ตนมีความมั่นใจในระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่ครั้งนี้ โดยได้มีการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนทั่วไปจะมีความเข้าใจดีว่านายกรัฐมนตรีทำงานเพื่อประชาชน ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่อาจจะออกมาแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านนายกรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้ทางการข่าวยังไม่มีรายงานปรากฎว่าจะมีกลุ่มใดออกมาเคลื่อนไหว แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ดูแลเรื่องนี้อยู่และไม่ประมาท
              ผู้สื่อข่าวถามว่าการลงพื้นที่จ.นครราชสีมาครั้งนี้ เกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนกับที่จ.ขอนแก่นหรือไม่ พล.ท.ธวัช กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เตรียมความพร้อมและเพิ่มความระมัดระวัง พร้อมกับนำเหตุการณ์ที่ขอนแก่นมาทบทวนเพื่อเป็นบทเรียน ทั้งนี้เชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาใด ๆ ขึ้น
 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,029 other followers

%d bloggers like this: