เกษตร_

All posts in the เกษตร_ category

เปิดสวนสัตว์ให้เด็กเข้าฟรีทั่วประเทศ

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160105/219962.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 5 มกราคม 2559
เปิดสวนสัตว์ให้เด็กเข้าฟรีทั่วประเทศ

เปิดสวนสัตว์ให้เด็กเข้าฟรีทั่วประเทศ เสริมเรียนรู้คำขวัญนายกฯ’เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต’

           องค์การสวนสัตว์เปิดสวนสัตว์ให้เด็กเข้าฟรีทั่วประเทศ ได้แก่ สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา สวนสัตว์ขอนแก่น และ สวนสัตว์อุบลราชธานี

นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 ว่าองค์การสวนสัตว์โดยสวนสัตว์ทั้ง 7 แห่ง เปิดให้เด็กเข้าฟรี ถือเป็นการสร้างความสุขให้เด็กและเยาวชน (เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 135 ซม.)ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์) ในการมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เน้นการสร้างความสุขให้เด็กและให้ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้องค์การสวนสัตว์ ยังได้ร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติที่ทำเนียบรัฐบาลร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่า เพ้นส์รูปหน้าสัตว์ พับกระดาษรูปสัตว์เกมส์ทายชื่อสัตว์ และแจกของขวัญ ของรางวัล

“สำหรับการจัดกิจกรรมงานวันเด็กแห่งชาติ ในเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559 นี้องค์การสวนสัตว์ ได้มีนโยบายให้สวนสัตว์ที่อยู่ในความดูแลทั้ง 7 แห่ง เปิดให้เด็กเข้าฟรีตลอดทั้งวัน โดยแต่ละสวนสัตว์มีการจัดกิจกรรมที่เสริมสร้างองค์ความรู้ให้เด็กและเยาวชนที่มาเที่ยวชมพร้อมแจกของรางวัลมากมาย นอกจากนี้องค์การสวนสัตว์ยังได้ร่วมจัดกิจกรรมการสร้างความสุขให้กับเด็กภายใต้Theme“การสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม”ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการสอดแทรกให้เด็กได้ตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่ามากยิ่งขึ้น” นายเบญจพล กล่าว

‘ว่านกีบแรด’ลดความดัน:ไม้ดีมีประโยชน์

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160105/219916.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 5 มกราคม 2559
'ว่านกีบแรด'ลดความดัน:ไม้ดีมีประโยชน์

‘ว่านกีบแรด’ลดความดัน : ไม้ดีมีประโยชน์โดยนายสวีสอง

           พบเห็นได้ทั่วไปสำหรับ “ว่านกีบแรด” หรือว่านกีบม้า ปากูดาฆิง โด่คเว่โข่ ผักกูดยักษ์ ทางใต้มลายูเรียกดูกู มีชื่อสามัญ Giant fern จัดอยู่ในวงศ์ MARATTIACE  ว่านกีบแรด จัดเป็นพรรณไม้จำพวกเฟิร์น มีความสูงได้ประมาณ 60-180 เซนติเมตร โคนต้นพอง อยู่ติดกับพื้นผิวดิน มีหัวลักษณะเป็นกีบอยู่ใต้ดิน มีสีน้ำตาลแก่ ภายในจะเป็นสีเหลืองคล้ายขมิ้น

พรรณไม้ชนิดนี้ปลูกเลี้ยงยาก พบได้ทั่วทุกภาคของไทย ตามป่าชื้น ป่าดิบเขาที่มีร่มเงาและมีความชื้นสูง ใบเป็นแบบขนนก 2 ชั้น ยาวประมาณ 1.8-4.5 เมตร และกว้าง  2 เมตร  ใบย่อยมีขนาดกว้างประมาณ 1-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา อวบน้ำ มีเมล็ดสีน้ำตาล หลังใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน ทางภาคใต้จะใช้หัวตากแห้งใช้ต้มกับน้ำดื่มช่วยควบคุมน้ำน้ำตาลในโรคเบาหวานและใช้เป็นยาลดความดัน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ

พลิกนาร้างฟื้นข้าวโบราณ’ข้าวช่อขิง’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160105/219917.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 5 มกราคม 2559
พลิกนาร้างฟื้นข้าวโบราณ'ข้าวช่อขิง'

พลิกนาร้างฟื้นข้าวโบราณ’ข้าวช่อขิง’ผลิตภัณฑ์ทำเงินกลุ่มสตรีมุสลิมพรุชิง : สุพิชฌาย์ รัตนะ

         ข้าวดีมีคุณภาพครบวงจรที่นาทีนี้มาแรงแซงทุกโค้ง ต้องยกให้ “ข้าวช่อขิง” ข้าวพันธุ์โบราณท้องถิ่นของภาคใต้ตอนล่าง ผลผลิตที่ถูกปลุกกระแสการบริโภคนิยม โดยกลุ่มสตรีฟื้นฟูนาร้างบ้านพรุชิง ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ที่รวมตัวกันพลิกฟื้นนาร้างให้กลายเป็นนาข้าวโบราณพันธุ์ดี พันธุ์หายาก ที่ขึ้นแท่นเป็นพืชบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่อยู่คู่ผืนนาของ อ.เทพา จสงขลา

ฮาลีส๊ะ หมันหมาด ประธานกลุ่มสตรีฟื้นฟูนาร้างบ้านพรุชิง ผู้กุมบังเหียนนำทัพสตรีมุสลิมไถหว่าน ดำนาปลูกข้าวจนเขียวขจี กว่า 300 ไร่ และที่สำคัญสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชุมชน “ข้าวช่อขิง” ที่ไม่ใช่แค่มีรายได้เพิ่มแต่ช่วยขยับความปลื้มปริ่มให้ทุกคนภาคภูมิใจที่มีคำชื่นชมหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ

ฮาลีส๊ะ เล่าให้ฟังว่า กว่าจะเป็นนาข้าวชาวบ้านต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายปีเพราะไม่ใช่แค่นาที่ร้าง แต่คนก็ร้างความรู้และร้างฝีมือในการทำนาไปนานเช่นกัน ทุกอย่างจึงต้องค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เรียนรู้และที่สำคัญคือทำให้เห็น หลังจากที่มีโอกาสเข้าร่วมอบรมหาอาชีพสร้างรายได้เสริมที่เหมาะสมให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้ลืมตาอ้าปากพ้นจากความยากจน หนึ่งในนั้นคือโครงการพลิกนาร้างของกองอำนวยการรักษาความมั่นภายในภาคที่ 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4สน.) ที่เดินหน้ารณรงค์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอรอยต่อสงขลา ประกอบด้วย อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย หันมาใช้ประโยชน์จากผืนนาอีกครั้ง

“กรีดยางได้ตังค์ก็เอาไปซื้อข้าว แล้วถ้าปลูกข้าวได้ด้วยก็น่าจะดีเพราะมีข้าวให้กินได้ทั้งปี” ข้อความจุดประกายความหวังที่มองหาอาชีพเสริมจึงเริ่มต้นขึ้น “ฮาลีส๊ะ” บอกว่า รวมกลุ่มกันครั้งแรกมีสมาชิกประมาณ 15 คนเมื่อปี 2551 เริ่มต้นทำนำประมาณ 10 ไร่ปัจจุบันมีนาข้าวเพิ่มเป็น 300 ไร่และสมาชิกเพิ่มเป็น 60 คน โดยการเรียนรู้ที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายเข้ามาช่วยเหลือทั้งให้องค์ความรู้ นวัตกรรมใหม่ๆ และช่องทางการตลาด โดยเฉพาะวิทยาลัยชุมชนสงขลาที่แนะนำให้ปลูกพันธุ์ข้าวโบราณ “ช่อขิง” ที่ได้ผลเกินคาดหวังเพราะวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ข้าวบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น แต่ยกระดับชั้นเป็นสินค้าของดีประจำอำเภอเทพาที่มีผู้บริโภคออเดอร์จับจองสินค้าแบบข้ามปี

นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์การเกษตรนิคมเทพาที่ช่วยเหลือรับซื้อข้าวเพื่อจำหน่ายต่อทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด “ข้าวที่ไหนๆ ก็ปลูกได้เอาไว้กิน แต่ถ้าสามารถเพิ่มระดับการปลูกข้าวที่หายากคุณภาพดีจะทำให้มีผลพลอยได้คือรายได้เสริมจากการขายด้วยและในพื้นที่ของเทพาก็มีประวัติการปลูกข้าวพันธุ์ดีที่แต่เริ่มสูญพันธุ์จึงนำกลับมาทดลองปลูกและได้รับตอบรับที่ประสบความสำเร็จ

บุงอห์ แห่เหล็บ สมาชิกกลุ่มสตรี บอกว่า ชาวนาที่นี่จะปลูกข้าวปีละ 1 ครั้งเนื่องจากต้องอาศัยน้ำในช่วงฤดูฝนเพราะระบบชลประทานยังเข้าไม่ทั่วถึงจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปี พันธุ์ข้าว “ช่อขิง” จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะเบิกทางวิถีการทำนารอบใหม่เพราะเป็นพันธุ์ข้าวที่อึดทนได้ทั้งน้ำแล้งและน้ำหลาก “ข้าวช่อขิงที่นี่เป็นเกษตรอินทรัพย์ 100% สิ่งที่พิสูจน์ได้คือนาข้าวที่นี่มีไส้เดือนช่วยพรวนดิน แถมเก็บเกี่ยวและสีเองเพราะมีโรงสีข้าวประจำกลุ่มเพื่อให้ทุกขั้นตอนตรวจสอบได้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์มีจำหน่ายทั้งข้าวเปลือก ข้าวสารและผลิตภัณฑ์รูปแบบขนาดต่างๆ เป็นทางเลือกก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค ราคาเริ่มต้นถุงละ 50 บาท”

สำหรับคุณสมบัติข้าวช่อขิงเป็นข้าวสีม่วงแดงคล้ายกับข้าวสังข์หยดของ จ.พัทลุง ความหอม ความนุ่มเหนียวและความอร่อยก็คล้ายกัน โดยมหาวิทยาลัยมหิดลตรวจสอบคุณค่าทางธาตุอาหารพบคุณสมบัติมีคุณค่าทางธาตุอาหารสูงกว่าข้าวหอมมะลิหลายเท่าตัว สนใจอุดหนุนผลิตภัณฑ์ ติดต่อที่ทำการกลุ่มสตรี เลขที่ 126 หมู่ 7 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา หรือโทร. 08-9296-1679 หรือ 09-3381-0174

เพื่อเกษตรกรอาชีพปลูก’ไผ่’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160105/219918.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 5 มกราคม 2559
เพื่อเกษตรกรอาชีพปลูก'ไผ่'

เพื่อเกษตรกรอาชีพปลูก’ไผ่’ : เส้นทางอาชีพโดยสุรัตน์ อัตตะ surat_a@nationgroup.com

          หลังหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ก็เข้าสู่วิถีการดำเนินชีวิตตามปกติ นับเป็นการก้าวขึ้นมาอีกขั้นสำหรับเกษตรกรที่มีอาชีพปลูกไผ่ เมื่อสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยรศ.ชูเกียรติ รักซ้อน ผอ.สำนักส่งเสริม  อนันต์ ภู่สิทธิกุล ประธานมูลนิธิคลังสมองสหกรณ์ไทย Mr.Hozumi Katsutoshi ประธานบริษัท HOZUMI GOUKIN Co., Ltd. และ ประสพสิน แม้นทิน ประธานสหกรณ์ผู้ปลูกไผ่กาญจนบุรี จำกัดได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการภายใต้ “โครงการเพิ่มศักยภาพการจัดการเทคโนโลยีและธุรกิจไผ่” ณ ศูนย์ประชุมอาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อขยายผลและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกไม้ไผ่ในประเทศไทยนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ไผ่ทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น และเพื่อทดสอบองค์ความรู้และเทคโนโลยีการแปรรูปไม้ไผ่ตลอดจนการนำไผ่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการสนับสนุน ส่งเสริม และถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการเทคโนโลยีและธุรกิจไผ่ผ่านกลไกสหกรณ์สู่เกษตรกรต่อไป

และขอแสดงคามยินดีกับนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่คว้ารางวัลชนะเลิศในการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม้ จัดโดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการ “Transformation เปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่ตกยุค (ไม่มีเอาท์)” เป็นโครงการที่อ.อ.ป. จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ไม้สักสวนป่า อ.อ.ป. ให้มีความทันสมัย เป็นที่ยอมรับสู่ตลาดสากล และสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากไม้สักสวนป่าอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนยังเป็นการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ไม้สักจากสวนป่า อ.อ.ป. ให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น รวมถึงยังเป็นการส่งเสริมให้นิสิตและนักศึกษามีโอกาสแสดงความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์ไม้อีกทางหนึ่ง

ซึ่งการประกวดการออกแบบผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากนิสิต นักศึกษา จากสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าประกวดแข่งขัน จำนวน 142 ชิ้นงาน โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศคือ นายวิษณุ ยอดวารี นักศึกษาปี 4 จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ด้วยการนำเสนอผลงานภายใต้แนวคิด “Partifunction” ได้แรงบันดาลใจมาจาก Lift style การใช้ชีวิตของคนเมืองในคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ที่จำกัด ทั้งในเรื่องของการใช้งาน การแบ่งพื้นที่ภายในห้อง และสามารถสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นภายในห้องจากไม้สัก ซึ่งผลงานจากการประกวดแข่งขันครั้งนี้ ทางอ.อ.ป.จะนำรูปแบบผลงานมาประยุกต์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้เครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ ให้มีรูปแบบที่ทันสมัย เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดผู้ซื้อต่อไปในอนาคตอีกด้วย

ผุดโต้รุ่งเมืองกาญจน์อาหารปลอดภัยส่งเสริมท่องเที่ยววิถีไทย

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160105/219919.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 5 มกราคม 2559
ผุดโต้รุ่งเมืองกาญจน์อาหารปลอดภัยส่งเสริมท่องเที่ยววิถีไทย

ผุดโต้รุ่งเมืองกาญจน์อาหารปลอดภัยส่งเสริมท่องเที่ยววิถีไทยสู่นานาชาติ : ทีมข่าวเกษตร

           กาญจนบุรีจับมือหลายภาคส่วน ผลักดันโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว “โต้รุ่งเมืองกาญจน์ อาหารปลอดภัย ส่งเสริมท่องเที่ยววิถีไทยสู่นานาชาติ” หวังยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และสุขอนามัยในการประกอบอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว โดยนำร่องพื้นที่แรกที่ตลาดโต้รุ่ง เมืองกาญจนบุรี

ศักดิ์ สมบุญโต ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ปี 2559 เป็น “ปีท่องเที่ยววิถีไทย” จังหวัดมีการขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยโครงการ “โต้รุ่งเมืองกาญจน์ อาหารปลอดภัย ส่งเสริมท่องเที่ยววิถีไทยสู่นานาชาติ” เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหารในตลาดโต้รุ่งในจังหวัดกาญจนบุรีให้มีคุณภาพ มาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มีต่ออาหาร มีรสชาติถูกปากและถูกหลักอนามัย อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการท่องเที่ยววิถีไทยในมุมมองวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย ในการเที่ยวชมสัมผัสชีวิตของชุมชนในตลาดของท้องถิ่นในจังหวัดกาญจนบุรี โครงการดังกล่าวได้เกิดขึ้นจากการผนึกพลังของหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย จ.กาญจนบุรี ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี สาธารณสุขจังหวัด และเทศบาลเมืองกาญจนบุรี โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเชิงวัฒนธรรมด้านอาหารไทยและวัฒนธรรมวิถีชีวิตแบบคนไทย เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้ท่องเที่ยวอย่างสุขใจ สบายใจ และมั่นใจในมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารทุกด้านอย่างครอบคลุม อาทิ ด้านวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่จะนำมาประกอบเป็นอาหาร จะต้องเป็นวัตถุดิบที่ปลอดภัยจากสารตกค้างไม่ว่าจะเป็นผักสด หรือเนื้อสัตว์ รวมถึงเครื่องปรุงอาหาร และบรรจุภัณฑ์ที่จะนำมาใส่อาหารให้กับผู้บริโภค

สำหรับกิจกรรมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการด้านอาหาร ณ บริเวณตลาดโต้รุ่ง ในเบื้องต้นมีการอบรมผู้ประกอบการค้าอาหารในตลาดโต้รุ่งไปแล้วจำนวน 56 ร้านค้า จำนวน 113 คน ซึ่งหลักสูตรการอบรมประกอบไปด้วย 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ ด้านสุขาภิบาลอาหาร ด้านการบริหารจัดการและการสร้างภาพลักษณ์ รวมไปถึงการบริการและการต้อนรับและการสื่อสารกับนักท่องเที่ยว โดยมีการตรวจประเมินผลหลังการอบรมตามเกณฑ์มาตรฐานอาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean food Good Teste) จากกรมอนามัย 12 ข้อ เช่น รถเข็นแผงลอยอยู่สูงจากพื้นอย่างน้อย 60 ซม.อาหารปรุงสุก มีการปกปิดอาหาร ผู้สัมผัสอาหารแต่งกายสะอาด สวมผ้ากันเปื้อนและหมวกคลุมผม ตรวจเกณฑ์ทางแบคทีเรียจากการตรวจอาหาร 10 ตัวอย่าง ไม่ใช้ภาชนะโฟม และต้องมีใบอนุญาตจำหน่ายอาหารในที่หรือทางสาธารณะและปฏิบัติตามเทศบัญญัติของเทศบาลเมืองกาญจนบุรี พ.ศ.2544 นอกจากนี้ยังต้องมีป้ายบอกเมนูอาหารอย่างน้อย 2 ภาษาผู้ขายอาหารสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง และมีราคาที่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตามตลาดโต้รุ่งถือเป็นพื้นที่นำร่องของจังหวัด และจะขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ที่มีความเข้มแข็งและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่อไป นอกจากการจัดระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหารแล้ว ทางจังหวัดจะมีการผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีมากยิ่งขึ้นไปอีก

งานวิจัยภาคเกษตรไทยยุคเออีซีต้องขับเคลื่อนเพื่อความเป็นหนึ่ง

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160104/219795.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2559
งานวิจัยภาคเกษตรไทยยุคเออีซีต้องขับเคลื่อนเพื่อความเป็นหนึ่ง

งานวิจัยภาคเกษตรไทยในยุคเออีซี ต้องขับเคลื่อนเพื่อความเป็นหนึ่ง : รศ.ดร.พีระเดช ทองอำไพ

          หลายปีแห่งการรอคอย ในที่สุดประเทศในอาเซียนก็ได้รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบ มีความร่วมมือกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง แต่สิ่งที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องของเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ต่อไปนี้การเคลื่อนย้ายแรงงาน สินค้าและบริการต่างๆ จะเป็นไปได้สะดวกมากขึ้น นั่นก็หมายความว่า การแข่งขันต่อไปนี้ไม่ได้เป็นการแข่งขันเฉพาะคนภายในประเทศด้วยกันเอง แต่ต้องคำนึงถึงความสามารถของประเทศสมาชิกรอบข้างเราด้วย หากเราไม่มีขีดความสามารถในด้านใด ก็อาจเสียเปรียบประเทศที่มีความแกร่งทางด้านนั้นได้

ประเทศสมาชิกอาเซียนของเราส่วนใหญ่เน้นหนักทางด้านการเกษตร และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงงาน ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่มีอยู่ รวมทั้งแรงดึงดูดในการลงทุนจากต่างประเทศในบางด้าน แต่ว่าไทยก็ได้เปรียบในเรื่องของความสามารถของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงานด้านพืชสวนและปศุสัตว์ ซึ่งมีขีดความสามารถในการผลิตและการปรับตัวได้ดีมาก

นอกจากนี้ วิชาการด้านการเกษตรของเราก็ค่อนข้างก้าวหน้ากว่าประเทศอื่น จนกระทั่งหลายๆ ประเทศต้องมาเรียนรู้ดูงานจากเรา แต่เรื่องนี้ก็ประมาทไม่ได้เพราะว่าอีกไม่นานหากรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นให้ความสำคัญด้านวิชาการมากขึ้น ก็จะส่งผลให้เกิดการพัฒนางานด้านนี้อย่างรวดเร็วจนกระทั่งสักวันหนึ่งเราคงต้องไปดูงานที่ประเทศเหล่านั้นก็เป็นไปได้

การที่จะใช้วิชาการเข้ามาช่วยในการพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศนั้น มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร รวมไปถึงการหาทางเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ เพื่อให้โดยรวมแล้วมีกำไรมากขึ้นหรือมีรายได้ต่อพื้นที่สูงขึ้น เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หากต้องสู้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ผลิตสินค้าเหมือนกับเรา

อีกช่องทางหนึ่งคือ การหาช่องว่างในตลาด แล้วเติมเต็มในส่วนนั้น โดยการผลิตสินค้าที่มีคุณลักษณะเฉพาะหรือมีคุณภาพสูง สำหรับตลาดที่มีกำลังซื้อสูงเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดเหล่านี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนักและไม่สามารถรองรับผลิตผลได้มากมาย การหวังพึ่งตลาดเฉพาะจึงมีโอกาสเป็นไปได้น้อย

นอกจากเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีทั่วๆ ไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นหนึ่งหรือเป็นผู้นำในอาเซียนได้ก็คือเรื่องของการพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ซึ่งเรื่องนี้ได้มีกลุ่มของนักวิชาการไทยหลายสิบคนพัฒนามาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ทำให้เรามีพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีคุณภาพมากขึ้นและได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศ รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนาพันธุ์มีความจำเพาะกับพื้นที่และสภาพแวดล้อมมาก

ดังนั้นการหาพืชหรือสัตว์ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย หรือพูดให้แคบลงคือในพื้นที่ภาคต่างๆ ของประเทศไทย จำเป็นต้องมีการพัฒนาพันธุ์ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ การพัฒนาพันธุ์เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความอดทนเป็นอย่างมาก รวมทั้งต้องมีแรงสนับสนุนทั้งด้านทุนวิจัยและสถานที่ค่อนข้างมากและต่อเนื่อง แต่ว่าที่ผ่านมาบางครั้งงานด้านนี้ถูกละเลย ด้วยเหตุผลที่ว่ากว่าจะได้ผลงานต้องใช้เวลานาน จึงไม่เห็นผลทันตา ดังนั้นผู้ที่ดูแลนโยบายต่างๆ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับงานด้านนี้เพราะไม่เห็นผลงานในยุคที่ตนเองมีอำนาจ ยังโชคดีที่เมืองไทยมีนักวิชาการที่มีอุดมการณ์และมุ่งมั่นในการพัฒนางานด้านนี้อยู่มากพอสมควร จึงสามารถผลิตผลงานออกมาในรูปของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยขณะนี้

ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมก็จะมีข้าวพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกกันอยู่ทั่วประเทศ แม้กระทั่งพันธุ์ที่รู้จักกันดีเช่นขาวดอกมะลิ 105 หรือที่เรียกกันว่าข้าวหอมมะลิก็คือหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาพันธุ์ข้าวโดยนักวิชาการของไทย รวมถึงข้าวอื่นๆ อีกมากมายที่เผยแพร่ออกมาในนามของข้าว กข. แล้วตามด้วยหมายเลขต่างๆ หรือพันธุ์ข้าวที่เป็นชื่อจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีปรับปรุงพันธุ์ข้าวแล้วตามด้วยหมายเลข เช่น ปทุมธานี 1 ชัยนาท 1 สุพรรณบุรี 1 เป็นต้น รวมไปถึงพันธุ์ข้าวดั้งเดิมหรือข้าวพื้นเมืองที่มีการคัดสรรและเผยแพร่ออกมาอย่างเช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวลืมผัว

นอกจากข้าวที่พัฒนาโดยกรมการข้าวแล้วก็ยังมีข้าวที่พัฒนาโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหรือโดยความร่วมมือกับกระทรวงอื่น อย่างเช่น ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล ปิ่นเกษตร +4 ข้าวหอมชลสิทธิ์ เป็นต้น ส่วนข้าวที่พัฒนาให้เหมาะกับการปลูกในภาคเหนือก็พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนได้ข้าวพันธุ์ กข.-แม่โจ้ 2 ออกมาเผยแพร่ให้เกษตรกรภาคเหนือได้ปลูกกัน

ถัดจากเรื่องข้าวก็เป็นเรื่องของข้าวโพด ทั้งข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวโพดสีต่างๆ ซี่งมีการพัฒนามานานทั้งในภาคราชการและเอกชน แต่ที่มีชื่อเสียงมากคือการพัฒนาข้าวโพดสุวรรณ 1 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งใช้กันแพร่หลายในหลายประเทศ รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นให้นักวิชาการต่างๆ สนใจในการพัฒนาข้าวโพดกันอย่างกว้างขวาง ถึงแม้ปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมต่างๆ ออกมาใช้มากมาย แต่ข้าวโพดสุวรรณ 1 ก็เป็นข้าวโพดในตำนานของไทยไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนข้าวโพดหวานก็มีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นรวมทั้งภาคเอกชนได้พัฒนาจนก้าวหน้าไปอย่างมาก และมีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วไป พันธุ์ข้าวโพดของไทยจึงเป็นที่รู้จักและแพร่หลายทั่วไปไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในหลายๆ ประเทศ

มันสำปะหลังก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเกษตรศาสตร์ 50 หรือห้วยบง 60 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพัฒนาอื่นๆ อีก 8 พันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจนกลายเป็นพันธุ์หลักของประเทศในขณะนี้ และก็แน่นอนว่าแพร่หลายไปในหลายประเทศเช่นกัน

ในส่วนของพืชอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพริก มะเขือเทศ แตงกวา ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และอื่นๆ อีกมาก รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างปาล์มน้ำมัน ก็มีการพัฒนาจนได้พันธุ์ที่ดีขึ้น เหมาะสมสำหรับประเทศไทย และมีการปลูกอย่างแพร่หลายในประเทศขณะนี้ โดยนักวิชาการจากหลายๆ สถาบันทั่วประเทศ ทำให้ความก้าวหน้าของการพัฒนาพันธุ์พืชของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้านการพัฒนาพันธุ์สัตว์ของเราก็ไม่น้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไก่พื้นเมือง โคนม โคเนื้อ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าในปัจจุบันเรามีโคนมที่ให้น้ำนมมากขึ้นกว่าเดิม มีเนื้อโคขุนที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น แต่ที่น่าห่วงคือหากไม่มีการส่งเสริมงานด้านนี้อย่างต่อเนื่องหรือสร้างแรงจูงใจที่ดีพอ ในที่สุดนักวิชาการด้านการปรับปรุงพันธุ์ของไทยก็จะลดน้อยลง ซี่งเมื่อถึงวันนั้น จุดแข็งด้านนี้ของเราก็จะหมดไป โอกาสในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ก็น่าจะน้อยลงไปด้วย

ฉะนั้นจะต้องเน้นงานด้านนี้ เพื่อเป็นจุดเด่นหรือจุดแข็งของประเทศต่อไป และควรต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งทางด้านงบประมาณการวิจัย อุปกรณ์เครื่องมือวิจัยต่างๆ รวมทั้งการสร้างกำลังคนทางด้านนี้อย่างเพียงพอ

ฤา..ให้ธุรกิจภาคเกษตรหนีไปต่างแดน

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160101/219627.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2559
ฤา..ให้ธุรกิจภาคเกษตรหนีไปต่างแดน

รุกอีกก้าว(ทบทวนร่าง) พ.ร.บ.จีเอ็มโอ ฤา..ให้ธุรกิจภาคเกษตรหนีไปต่างแดน : โดย…ดลมนัส กาเจ

                     แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งให้ยกเลิกการพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความปลอดภัยทางชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ พ.ศ. ….” หรือเรียกว่า “พ.ร.บ.จีเอ็มโอ” ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ก็ตาม แต่กลุ่มฝ่ายผู้เห็นด้วยให้มี พ.ร.บ. ฉบับนี้ ประกอบด้วย สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยมั่นคงยั่งยืนแห่งชาติ (สกช.) ที่มีสมาชิกประกอบด้วยผู้แทนกลุ่มองค์กรวิชาชีพ สมาคมทางวิชาการเกษตร ภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ รวมทั้งชมรมเกษตรกรเทคโนโลยีก้าวหน้า และสมาชิกสภาเกษตรกรระดับอำเภอ/จังหวัด ยังมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง
                     ล่าสุด เมื่อช่วงปลายปี 2558 ได้มีการเปิดแถลงการณ์ที่ห้องประชุมอาคารเคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ เรียกร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาให้มีการสนับสนุนการบังคับใช้ พ.ร.บ.จีเอ็มโอโดยเร็ว และสนับสนุนให้เกษตรกรที่เดือดร้อนจากปัญหาการเพาะปลูก มีสิทธิ์เข้าถึงและเลือกใช้พืชจีเอ็มร่วมกับการเกษตรวิธีอื่น เช่นเดียวกับการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ โดยมี นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตระกูล ประธานสมาพันธ์เกษตร ปลอดภัยมั่นคงยั่งยืนแห่งชาติ เป็นผู้อ่านแถลงการณ์
                     นายพรศิลป์ กล่าวว่า วันนี้การปลูกข้าวโพดมีปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าจนสร้างปัญหาการส่งออกเนื้อสัตว์หากไม่รีบดำเนินการจะเกิดปัญหาเดียวกับการเกิดปัญหาปลาป่นไม่ยั่งยืน พื้นที่ปลูกข้าวโพดมีโอกาสถูกโจมตีจากยุโรปมีถึง 40% ใน 7 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพด 7.5 ล้านตัน หากต้องให้เกษตรกรลงมาปลูกในพื้นที่ที่ถูกต้องอีก จึงจำเป็นที่จะต้องแก้โจทย์ใหญ่ว่า ควรจะทำอย่างไร ที่จะเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น หรือเพิ่มพื้นที่ปลูกใหม่ หรือจะนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ
                     อย่างไรก็ตาม หากมีการนำเข้า ในวันนี้ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ปลูกพืชจีเอ็ม และรวมทั้งมีการเตรียมการในเมียนมาร์ และกัมพูชาด้วยแล้ว อาหารเราต้องนำเข้าคือพืชจีเอ็มทั้งหมด แต่ประเทศไทยเริ่มคิดเริ่มจะทดลองในวันนี้ต้องใช้เวลานาน 5-7 ปี โดยภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เวลาในการวางแผนธุกิจ หากเป็นเช่นนี้อาจต้องโยกย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่น จึงขอเรียกร้องว่าต้องมองนโยบายด้วย ทางด้านภาคเอกชนจะได้รู้ว่าจะไปทางไหน
                     รศ.ดร.จวงจันทร์ ดวงพัตรา นายกสมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย มองว่า เทคโนโลยีชีวภาพว่าด้วยการตัดแต่งพันธุวิศวกรรม จีเอ็มโอเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช เมื่อวันนี้ไม่มีกฎหมายหรือพ.ร.บ.มารองรับ ทำได้แค่ห้องปฏิบัติการ หรือต้องขอทำเป็นกรณีๆ ไป เท่ากับถูกปิดกั้นทางวิชาการ เพราะการขอทดลองภาคสนามแต่ละครั้งไม่ได้ หากพิจารณาในแง่กฎหมายแล้ว (ร่าง) พ.ร.บ.นี้ จะช่วยป้องกันสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยป้องกันไม่ให้มีการปล่อยปละละเลย รวมถึงจะช่วยให้มีการพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวไกลขึ้น
                     ในนุมมองของนักวิชาการ อย่าง รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ประเทศไทยล้าหลังมากในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งที่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่มีการศึกษาพัฒนาเรื่องพืชแต่วันนี้ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีความก้าวหน้าไปไกลแล้ว แต่ไทย นักวิชาการได้ทดลองไว้อยู่แต่ในเรือนกระจกกลับไม่ได้รับอนุญาตให้ทดลองภาคสนาม
                     “(ร่าง)พ.ร.บ.นี้ มีทั้งข้อดีและข้อจำกัด รวมทั้งข้อพึงระวังต่างๆ อยู่แล้ว ตั้งแต่ในเรื่องของการวิจัย และการผลิต แต่วันนี้กลับถูกเก็บปิดไว้ในลิ้นชัก ถูกดอง ทำไมไม่เปิดโอกาสให้ (ร่าง)พ.ร.บ.นี้ผ่านขั้นตอนในการพิจารณาของสภานิติบัญัติ (สนช.) แล้วไปแก้ที่ตรงนั้น ผมยืนยันว่า พืชจีเอ็มกับพืชอินทรีย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่มีหลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าละอองข้าวโพดอาหารสัตว์จะปลิวไปไกลมากจนเกิดปัญหา แต่แท้จริงละอองข้าวโพดปลิวแพร่กระจายไม่เกิน 5 เมตร คนที่ค้านไม่พูดเรื่องจริงทั้งหมด ต่อไปหากมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากประเทศเพื่อนบ้าน ผู้คัดค้านต้องช่วยออกมารับผิดชอบด้วย” รศ.ดร.เจษฎา กล่าว
                     ส่วนนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ สมาชิกสภาเกษตรกรและปราชญ์เกษตร จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า วันนี้ เกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุมาก พื้นที่น้อยลง เกษตรกรไทยกว่า 6 ล้านครอบครัวยังไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับจีเอ็มโอ เพราะถูกปิดกั้นมาตลอด และเป็นเรื่องน่าเสียใจมากที่ไทยเสียโอกาส แต่กลับต้องนำเข้าถั่วเหลืองซึ่งก็เป็นพืชจีเอ็มจากต่างประเทศมีมูลค่ากว่าปีละ 7 หมื่นล้านบาท ทำไม่เราไม่วิจัยเอง ผมรอพืชจีเอ็มในบ้านเรามานานถึง 20 ปี กลับถูกดอง
                     ขณะที่ นายธรรมนูญ ยิ่งยืน สมาชิกสภาเกษตรกร จ.นครราชสีมา มองว่า (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ควรดองไว้ ควรเปิดโอกาสให้เกษตรกรเป็นผู้มีส่วนร่วมด้วย เพราะอย่าลืมว่า ทุกวันนี้เกษตรกรไทยไม่มีความมั่นคงในอาชีพ กำลังล่มสลายทั้งจากสถาบันครอบครัว และสภาวะหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ควรให้เกษตรกรมีทางเลือกบ้าง ขอความเป็นธรรมแก่เกษตรกรด้วย ปัจจุบันประสบทั้งปัญหาแรงงาน ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง และภัยแล้ง ฉะนั้นสิ่งที่จะพึ่งได้ คือการนำเทคโนโลยีการผลิต เช่นในต่างประเทศได้มีการทำข้าวโพดทนแล้งกันแล้ว
                     เช่นเดียวกับนายสุริยา ศรสังข์ สมาชิกสภาเกษตรกรตำบลนิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี ให้เหตุผลว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศ ต้องเจอกับปัญหาโรคโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน จำเป็นต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก แม้จะรู้ว่าการใช้สารเคมีในปริมาณมากจะส่งผลกระทบต่อทั้งตัวคนและสิ่งแวดล้อมก็จำเป็นต้องใช้ จึงเชื่อมั่นว่าการใช้พืชจีเอ็มจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แต่ตอนนี้ (ร่าง)พ.ร.บ.จีเอ็มโอ กลับต้องหยุดไป เพราะฝ่ายต่อต้านสร้างภาพให้น่ากลัว และมีการตอกย้ำอย่างต่อเนื่องด้วย
                     นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนที่ภาคการเกษตรไทยจะตกขบวนหรือสายเกินไป!
———————
(รุกอีกก้าว(ทบทวนร่าง) พ.ร.บ.จีเอ็มโอ ฤา..ให้ธุรกิจภาคเกษตรหนีไปต่างแดน : โดย…ดลมนัส กาเจ)

สถานการณ์ภาคเกษตรไทยหลังเออีซี

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160101/219628.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 1 มกราคม 2559
สถานการณ์ภาคเกษตรไทยหลังเออีซี

บทความพิเศษ : สถานการณ์ภาคเกษตรไทยหลังเออีซี : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ

                     การรวมตัวกันของประเทศสมาชิก 10 ประเทศภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นเป็นประชาคมอาเซียน เป็นหนึ่งเดียวภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งวันที่ 31 ธันวาคม 2558 และนับจากต้นปี 2559 เป็นต้นไป ทุกประเทศต้องปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันที่จะเปิดเสรีทั้งด้านการค้าและการลงทุนเชื่อมต่อกันภายในภูมิภาคเกิดการรวมกันเป็นฐานการผลิตและการเป็นตลาดอันเดียวกัน ซึ่งภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเสรีด้านตลาดการค้าและการลงทุน
                     อาเซียนมีพื้นที่การเกษตรโดยรวมประมาณ 793 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ประเทศอินโดนีเซียมีพื้นที่การเกษตรมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 42.9 ของพื้นที่การเกษตรของอาเซียน รองลงมา 4 ลำดับ ได้แก่ประเทศไทย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม (ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรของ 4 ประเทศรวมกันคิดเป็นร้อยละ 44.55) สำหรับประเทศสิงคโปร์และบรูไนเกือบจะไม่มีพื้นที่การเกษตรเลย หรือมีในจำนวนน้อยมาก ส่วนประเทศลาวและกัมพูชามีพื้นที่รวมกันเพียงร้อยละ 6.32
ไทย-เวียดนามรายใหญ่ผลิตข้าว
                     ข้าวเป็นพืชอาหารหลักของประชากรในอาเซียนและเอเชียพื้นที่การเกษตรของอาเซียนจึงถูกนำมาใช้ในการผลิตข้าวมากที่สุด องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติรายงานว่าในปี 2557 มีพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวประมาณ 304.73 ล้านไร่และมีผลผลิตรวม 209.89 ล้านตันข้าวเปลือกหรือ 117 ล้านตันข้าวสาร ในจำนวนนี้มีการใช้บริโภคภายในภูมิภาค 103 ล้านตันข้าวสาร และมีผลผลิตส่วนเกินที่จะต้องส่งออกไปนอกภูมิภาค 14 ล้านตันประเทศผู้ส่งออกข้าวที่สำคัญของอาเซียนได้แก่ไทยและเวียดนาม ส่วนเมียนมาร์และกัมพูชามีปริมาณการส่งออกไม่มากนัก สำหรับสปป.ลาว ผลิตได้พอกินพอใช้ภายในประเทศเป็นสำคัญ ส่วนประเทศผู้นำเข้าข้าวที่สำคัญในอาเซียนได้แก่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งผลิตได้ไม่เพียงพอ สำหรับสิงคโปร์และบรูไนก็ต้องนำเข้าข้าวเช่นกันเพราะเกือบจะไม่มีการใช้พื้นที่ปลูกข้าวในประเทศทั้งสอง
                     อย่างไรก็ตามภายใต้นโยบายการค้าเสรีในอาเซียนนั้นสินค้าข้าวยังเป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มของสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงสำหรับประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่ยังคงภาษีนำเข้าสินค้าข้าวไว้ที่ระดับหนึ่งพร้อมๆ กับการกำหนดโควตาของการนำเข้าทั้งภายใต้กลไกของรัฐและเอกชนทำให้การค้าสินค้าข้าวในอาเซียนยังไม่เป็นการค้าเสรีภายในประเทศสมาชิกอย่างแท้จริง แม้ว่าจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2559 ก็ตาม
อินโดฯ-มาเลเซีย เจ้าพ่อปาล์มน้ำมัน
                     อาเซียนนอกจากการเป็นแหล่งผลิตพืชอาหารแล้วยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมที่สำคัญของโลกอีกด้วยโดยเฉพาะสินค้ายางพารา อาเซียนเป็นแหล่งผลิตยางธรรมชาติได้เป็นอันดับหนึ่งของโลกโดยมีปริมาณการผลิต 8.73 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 73 ของผลผลิตยางธรรมชาติของโลก ในจำนวนนี้เป็นผลผลิตจากไทยสูงสุด รองลงมาได้แก่อินโดนีเซียและมาเลเซีย ผลผลิตยางธรรมชาติดังกล่าวในอาเซียนส่วนมากเป็นการส่งออกไปนอกอาเซียนในรูปของวัตถุดิบทำให้ทั้งสามประเทศเป็นคู่แข่งทางการค้าในตลาดส่งออกนอกอาเซียน ในส่วนของปาล์มน้ำมันอาเซียนเป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันแหล่งใหญ่ของโลกประมาณ 228.58 ล้านตัน หรือร้อยละ 86.53 ในจำนวนนี้มีอินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่หรือร้อยละ 94 ของผลผลิตปาล์มในอาเซียนทั้งหมดและทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดการค้าน้ำมันปาล์มของโลกด้วยเช่นกัน
มัน-อ้อยไทยผลิดมากที่สุด-เวียดนามผู้นำกาแฟ
                     สำหรับมันสำปะหลังอาเซียนมีผลผลิต 76.53 ล้านตัน หรือมีสัดส่วนร้อยละ 29 ของผลผลิตมันสำปะหลังโลก ทั้งนี้มีไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ประมาณร้อยละ 40 และรวมถึงการเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก โดยส่งออกในรูปของผลิตภัณฑ์มันเส้นและมันอัดเม็ดซึ่งเป็นการแปรรูปขั้นต้น การนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และเอทานอลมีไม่มากนัก ส่วนเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตรองลงไป
                     การผลิตอ้อยโรงงานในอาเซียนมีปริมาณ 192.3 ล้านตัน และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายเป็นหลักสำคัญ ในจำนวนนี้ไทยเป็นแหล่งผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายรายใหญ่ของอาเซียน ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่มีผลผลิตอ้อยรองลงมาได้แก่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียตามลำดับ สำหรับสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอาเซียนมีการผลิตประมาณ 39.88 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.92 ของผลผลิตข้าวโพดโลก ในจำนวนนี้มีอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมแป้งข้าวโพดและการผลิตอาหารสัตว์ปีกซึ่งมีการผลิตและใช้ในแต่ละประเทศและในอาเซียนเป็นสำคัญนอกจากพืชที่กล่าวถึงดังกล่าวแล้วการผลิตกาแฟโดยเฉพาะจากประเทศเวียดนามได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอันดับสองของโลกรองจากบราซิล
สิ้นค้าจากภาคปศุสัตว์-ประมงไทยนำ
                     ส่วนการผลิตพืชผักและผลไม้การผลิตปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำส่วนมากจะใช้ภายในประเทศสมาชิกและภายในภูมิภาคอาเซียนเป็นสำคัญ มีการส่งออกไปยังตลาดทั้งในอาเซียนและนอกอาเซียนบ้างแต่มีมูลค่าไม่มากนักทั้งนี้เพราะในแต่ละประเทศจะมีมาตรฐานและความปลอดภัยของตนเองซึ่งในหลายกรณีได้ใช้มาตรฐานและความปลอดภัยดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการจำกัดการค้าระหว่างกันในกรณีของสัตว์ปีกแปรรูปและสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปพบว่าประเทศไทยเป็นผู้นำในการส่งออกสินค้าเนื้อไก่สดและแปรรูปและสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปโดยเฉพาะกุ้งสดแปรรูปและรวมถึงอาหารทะเลกระป๋องไปยังตลาดอาเซียนและนอกอาเซียน ส่วนเวียดนามมีการผลิตสินค้าเนื้อปลาสวายจากการเพาะเลี้ยงส่งออกทั้งในตลาดอาเซียนและนอกอาเซียนสร้างมูลค่าได้จำนวนมากเช่นกัน
ถั่วเหลือง-ข้าวสาลีต้องนำเข้า
                     สินค้าเกษตรที่ต้องนำเข้าอย่างมากในอาเซียนได้แก่ข้าวสาลีและถั่วเหลือง เป็นต้น ภูมิอากาศและสภาพภูมินิเวศที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้ประเทศในอาเซียนไม่สามารถผลิตข้าวสาลีให้เป็นพืชเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้การผลิตถั่วเหลืองของหลายประเทศแม้จะมีการเพาะปลูกกันบ้างแต่อุปทานของผลผลิตมีไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ทั้งการใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการผลิตน้ำมันพืชจากถั่วเหลืองและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จึงต้องนำเข้า
                     ในอีกด้านหนึ่งของพันธะข้อตกลงสู่ตลาดการค้าเสรีอาเซียนนั้น มีข้อตกลงว่าด้วยมาตรฐานสินค้าและความปลอดภัยภายในภูมิภาคหรือที่เรียกว่า อาเซียน สแตนดาร์ด ซึ่งแต่ละประเทศมีความจำเป็นจะต้องพัฒนามาตรฐานสินค้าของแต่ละประเทศสมาชิกให้เข้าสู่มาตรฐานอาเซียน ในกลุ่มของสินค้าเกษตรและอาหารมีการร่วมกำหนดมาตรฐานระดับความปลอดภัยและการตรวจสอบสินค้านำเข้าเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐานตัวสินค้าตามชนิดของสินค้า เช่น มาตรฐานทุเรียน มะม่วง สับปะรด มะละกอ เงาะ มังคุด เป็นต้น
ทุกประเทศต้องพัฒนามาตรฐานสินค้า
                     มาตรฐานระบบเช่นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อาเซียน (อาเซียน ออแกนิก สแตนดาร์ด) มาตรฐานการปฏิบัติการเกษตรที่ดีอาเซียน (อาเซียน จีเอพี) และรวมถึงมาตรฐานเกี่ยวกับสารพิษตกค้างซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มมาตรฐานทั่วไปทั้งนี้มาตรฐานดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสินค้าและความปลอดภัยในกลุ่มของประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นอันหนึ่งอันเกียวกันและนำไปสู่การเชื่อมโยงและยกระดับการค้าทั้งในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคให้เกิดความเชื่อถือและเกิดการขยายตัวทางการค้าสินค้าเกษตรและอาหารตามมา
                     การนั้นการเป็นประชาคมอาเซียนแม้จะสร้างความหวังของการเป็นฐานการผลิตและการตลาดอันเดียวกัน พร้อมกับมีการยกระดับมาตรฐานสินค้าและความปลอดภัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันแล้วก็ตาม แต่การที่ประเทศสมาชิกในภูมิภาคยังมีองค์ประกอบของเกษตรกรขนาดเล็กเป็นจำนวนมากอยู่ในภาคการเกษตร อีกทั้งการผลิตสินค้าเกษตรหลักๆ ของประเทศสมาชิกทั้งหลายมีลักษณะของสินค้าที่คล้ายคลึงกันและเป็นสินค้าที่แข่งขันกันในตลาดจึงอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวของภาคการเกษตรและเกษตรกรของแต่ละประเทศการปรับตัวดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับว่าประเทศสมาชิกในอาเซียนจะร่วมมือพัฒนาทำให้กลไกตลาดภายในอาเซียนทำงานได้อย่างเสรีในการจัดสรรทรัพยากรการผลิตและการกระจายสินค้าให้เป็นกลไกตลาดอันเดียวกันได้อย่างไร
                     หากอาเซียนทำข้อจำกัดดังกล่าวให้เกิดเป็นผลสำเร็จได้ย่อมเชื่อได้ว่าภาคการเกษตรของอาเซียนจะสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นภาคที่มีความมั่งคั่งและสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรตามมา
———————
(บทความพิเศษ : สถานการณ์ภาคเกษตรไทยหลังเออีซี : โดย … รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอวุโสสถาบันคลังสมองของชาติ)

วช.ร่วมแถลงผลการดำเนินงานรอบ 1 ปี หวังตอบสนองชุมชนคนรากหญ้า

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151231/219595.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2558
วช.ร่วมแถลงผลการดำเนินงานรอบ 1 ปี หวังตอบสนองชุมชนคนรากหญ้า

วช.ร่วมแถลงผลการดำเนินงานรอบ 1 ปี หวังตอบสนองชุมชนคนรากหญ้า : โดย…ทีมข่าวเกษตร

                      สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำผลงานเด่นร่วมแถลงผลการดำเนินงานในรอบ 1 ปีของรัฐบาล ในกลุ่มสังคมศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีสารสนเทศ และพลังงาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล หวังตอบสนองชุมชนระดับรากหญ้า
                      สุกัญญา  ธีระกูรณ์เลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงผลงานของ วช.ที่นำมาร่วมในการแถลงผลงานของรัฐบาลในครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาการวิจัยของประเทศยังไม่ตอบสนองต่อปัญหาสำคัญของประเทศเท่าที่ควร ทั้งนี้ เนื่องจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน เช่น ความไม่เป็นระบบของหน่วยงานวิจัย การขาดเอกภาพในการดำเนินการ การวิจัยมีความซับซ้อน ผู้ใช้ประโยชน์ไม่สามารถเข้าถึงงานวิจัยได้ และขาดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังโดยเฉพาะชุมชนรากหญ้า
                      จากปัญหาดังกล่าว วช. ได้มีการพัฒนาระบบการวิจัยให้เข้มแข็ง โดยการปฏิรูประบบวิจัยจากความร่วมมือเป็นเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ หรือ คอบช. ซึ่งคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญ 9 มิติ ได้แก่ นโยบาย การสนับสนุนทุนวิจัย งบวิจัย สถาบันวิจัย บุคลากรการวิจัย โครงสร้างปฏิรูป มาตรฐาน การจัดการผลผลิตและประเมินผล ผลสำเร็จของการปฏิรูประบบวิจัยก่อให้เกิดการบูรณาการ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยกันมากขึ้น เกิดผลงานที่สามารถนำไปแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ วช.ยังได้ผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ในการเพิ่มศักยภาพ การแข่งขันของประเทศเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและภาคเอกชนในด้านต่างๆ ได้แก่การวิจัยในกลุ่มเรื่องข้าวเช่นเทคโนโลยีชีวภาพ ในการสร้างพันธุ์ข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่าสูง การทดสอบการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งและการจัดการที่เหมาะสมในการผลิตข้าว กลุ่มสัตว์เศรษฐกิจเช่นการแก้ปัญหาโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) ในอุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้ง กลุ่มยางพาราเช่นการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมการวิจัยและพัฒนายางล้อตันประหยัดพลังงาน กลุ่มพลาสติกชีวภาพเช่นการพัฒนางานวิจัยด้านพลาสติกชีวภาพ ในการผลิตภัณฑ์ถ้วยกาแฟทนร้อน-เย็น พอลิเมอร์เกรดทางการแพทย์ กลุ่มความมั่นคงเช่นอากาศยานไร้คนขับแบบปีกหมุน 4 ใบพัด กลุ่มพืชสวนพืชไร่เช่นการผลิตมะขามหวานเชิงพาณิชย์ใน จ.เพชรบูรณ์ กลุ่มวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์เช่นนวัตกรรมชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้างแบบรวดเร็ว เป็นต้น
                      นอกจากนี้ วช.ยังได้ส่งเสริมการวิจัยเพื่อชุมชนสังคม โดยการบูรณาการเชื่อมโยงและผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้จากการวิจัย ผลการวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีพร้อมใช้ ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในพื้นที่ชุมชนสังคม โดยการจัดสรรงบประมาณแก่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ชุมชนกว่า 20 มหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค นอกจากการขับเคลื่อนผลักดันผลการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์แล้ว วช. ยังได้มีการจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานและนวัตกรรมสู่กลุ่มเป้าหมายให้มีการนำไปใช้ประโยชน์และแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ การส่งเสริมสนับสนุนนักวิจัยและนักประดิษฐ์ ให้ผลิตผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ที่มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุมชน เช่นการแปรรูปเปลือกหอยเป็นปุ๋ยน้ำและสารปรับปรุงดินเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับการปลูกข้าวแบบน้ำตม การทำข้าวตอกหอมเพื่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าด้านเซลล์แสงอาทิตย์ต้นทุนต่ำเป็นต้น
                      วช.มุ่งหวังว่าการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยของประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยในด้านต่างๆ จะทำให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยความร่วมมือจากหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนักวิจัยและผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง
——————–
(วช.ร่วมแถลงผลการดำเนินงานรอบ 1 ปี หวังตอบสนองชุมชนคนรากหญ้า : โดย…ทีมข่าวเกษตร)

สรรค์สร้าง ‘ศาลพระภูมิ’ ศิลปะทำเงินกลุ่ม ‘เรือนไทย’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151230/219548.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 30 ธันวาคม 2558
สรรค์สร้าง 'ศาลพระภูมิ' ศิลปะทำเงินกลุ่ม 'เรือนไทย'

ทำมาหากิน : สรรค์สร้าง ‘ศาลพระภูมิ’ ศิลปะทำเงินกลุ่ม ‘เรือนไทย’ : โดย…พรนภา สวัสดี

                      การสร้างสรรค์ “ศาลพระภูมิ” สิ่งประดิษฐ์จากไม้สักทองฝีมือกลุ่มอาชีพเรือนไทยพัฒนา ต.บางลำภูล่าง กทม. นำโดย นางสมทรง ภูวสวัสดิ์ ที่เริ่มต้นผลงานด้วยคนเพียง 4-5 คน สืบต่อเรื่อยมากว่า 80 ปี และแม้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัย ทว่างานฝีมือทุกชิ้นยังคงไว้ซึ่งการอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรมไทย ปัจจุบันกลายเป็นผลิตภัณฑ์โกอินเตอร์ที่สร้างรายได้หลักล้านบาทต่อปี
                      นางสมทรง ภูวสวัสดิ์ ประธานกลุ่มอาชีพเรือนไทยพัฒนา วัย 75 ปี กล่าวว่า ก่อนมาเป็นศาลพระภูมิไม้สักทองอย่างปัจจุบันนี้ เดิมเริ่มต้นจากรุ่นพ่อแม่ทำศาลหลังเล็กๆ ที่เรียกว่าศาลขวัญข้าว เพื่อบูชาพระแม่โพสพ ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปจึงมีการพัฒนาดัดแปลงให้มีรูปแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทว่า สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็ยังคงเน้นงานศิลปะแบบไทยเป็นหลัก
                      “คนไทยสมัยก่อนเวลาสร้างบ้านมักนำศาลพระภูมิมาตั้งไว้ที่หน้าบ้าน เพราะเชื่อว่าเทวดาที่สถิตอยู่จะดูแลรักษาอาณาเขตที่ดิน ปกป้องคุ้มครองเจ้าของบ้านและบริวารให้อยู่เย็นเป็นสุข มีแต่ความเจริญ รุ่งเรือง แต่ปัจจุบันแม้ความเชื่อของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนไป ทว่าร้อยละ 80 ยังคงเชื่อว่าการสร้างบ้านใหม่จะต้องมีการตั้งศาลพระภูมิ” นางสมทรง แจง
                      พร้อมยอมรับว่านั่นจึงเป็นเหตุผลให้เธอและสมาชิกกลุ่มอีกว่า 10 ชีวิต ยังคงยึดอาชีพสร้างศาลพระภูมิจนถึงปัจจุบัน โดยมีตลาดจำหน่ายคือร้านสังฆภัณฑ์ทั่วประเทศ อีกทั้งมีจำหน่ายไปยังต่างประเทศ ซึ่งหลักๆ คือสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เยอรมนี ส่วนในประเทศอาเซียนจะเป็นในรูปของการที่บริษัทต่างๆ มาซื้อ และนำออกไปจำหน่ายอีกที
                      “กลุ่มเรามีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามที่ลูกค้าต้องการ อาทิ แบบสามมุข เรือนไทยประยุกต์ เรือนคู่ เรือนเดี่ยว โดยไม้ที่ใช้ทำเป็นไม้สักทองเกรดเอทั้งหมดซื้อจากโรงเลื่อย จ.พระนครศรีอยุธยา สนนราคามีหลายระดับให้เลือกตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักแสนบาท ส่วนรายได้ต่อปีประมาณหลักล้านบาท” ประธานกลุ่มแจง
                      พร้อมเสริมว่า แม้ในช่วง 1-2 ปีหลังมานี้มีรายได้จะต่ำลงบ้าง เป็นผลกระทบมาจากด้านการเมือง เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำให้แต่เดิม โดยเฉพาะชาวนาที่จะต้องเปลี่ยนศาลในทุกๆ ปีที่ปลูกข้าวก็กลายมาเป็นไม่ค่อยเปลี่ยน เพราะรายได้ลดน้อยลง
                      อย่างไรก็ตาม นางสมทรงย้ำว่า แม้ช่วงนี้รายได้จะลดต่ำลงบ้างแต่กลุ่มยังคงยึดมั่นจะประกอบอาชีพนี้ต่อไป เพราะเป็นอาชีพที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตา ยาย และย้ำในอนาคตจะช่วยกันพัฒนาให้มีการเติบโตเพิ่มยิ่งขึ้น ตราบเท่าที่คนไทยยังมีความเชื่อและศรัทธา งานศิลปะประดิษฐ์เหล่านี้ก็จะต้องอยู่คู่ประเพณีวัฒนธรรมไทยต่อไปตราบเท่านาน
                      สำหรับท่านที่สนใจผลงานทั้งขอรับทราบรายละเอียดขั้นตอนวิธีการทำ หรือสนใจในสินค้า นางสมทรงบอกให้ติดต่อได้ที่กลุ่มอาชีพเรือนไทยพัฒนา 377 ซอยเจริญนคร 46 ต.บางลำภูล่าง อ.คลองสาน กทม. โทรศัพท์ 0-2437 6248/ 0-4779 1828 ตัวเธอและสมาชิกยินดีให้ความกระจ่างแก่ทุกคนด้วยความยินดี
———————
(ทำมาหากิน : สรรค์สร้าง ‘ศาลพระภูมิ’ ศิลปะทำเงินกลุ่ม ‘เรือนไทย’ : โดย…พรนภา สวัสดี)
%d bloggers like this: