การเมือง

All posts in the การเมือง category

ถอดรหัส‘สมคิด-ประเวศ’สัมพันธ์นั้น‘ลึก’กว่าที่คิด

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160109/220209.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559
ถอดรหัส‘สมคิด-ประเวศ’สัมพันธ์นั้น‘ลึก’กว่าที่คิด

ถอดรหัส‘สมคิด-ประเวศ’สัมพันธ์นั้น‘ลึก’กว่าที่คิด

            “ผมขอชื่นชมนายกฯ ที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยความรวดเร็ว และทำให้โครงการประชารัฐที่ของบจาก สสส. มีความก้าวหน้า และหลังจากที่ผ่านการพิจารณาอีก 2-3 เดือนการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐจะเดินหน้า”

เป็นคำพูดของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หลังจากเข้าพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือปัญหาการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐที่ติดขัดอยู่ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2559

ท่าทีของ “หมอพลเดช” ศิษย์หมอประเวศคนหนึ่ง อาจจะต่างจากอารมณ์ของ “พันธมิตร สสส.” ที่ยังคุกรุ่นอยู่กับคำสั่งปลดบอร์ด สสส. 7 คน

ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานให้ “หมอพลเดช” ได้พบนายกฯ ประยุทธ์คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

ความสัมพันธ์อันแตกร้าว ระหว่าง คสช. กับเครือข่ายหมอประเวศ กรณีปลดบอร์ด สสส. ทำให้มีเสียงวิจารณ์ทำนองว่า เป็นการผลักมิตรให้ไปหาฝ่ายตรงข้าม แต่ในข้อเท็จจริง “หมอประเวศ-สมคิด” มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน หลายคนอาจไม่ทราบ

ภาพของ นพ.ประเวศ วะสี นั่งคู่กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บนเวทีจุดประกาย “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ปีที่แล้ว กลับตามมาด้วยข้อสงสัยว่า ราษฎรอาวุโสหรือนักยุทธศาสตร์ภาคประชาสังคม กับนักกลยุทธ์นักการตลาด โคจรมาพบกันได้อย่างไร?

ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ระหว่าง “สมคิด” เว้นวรรคการเมือง ได้อาศัยช่วงเวลานี้เดินสายพูดคุยกับผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ และในนั้นมี “หมอประเวศ” รวมอยู่ด้วย

จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ทำให้หมอประเวศกับสมคิด ได้ริเริ่มให้มีการจัดตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” ในปี 2552 โดยยึดหลักคิดของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ว่า “ไปหาชาวบ้าน อยู่กับเขา เรียนรู้จากเขา วางแผนกับเขา ทำงานกับเขา เริ่มจากสิ่งที่เขารู้ สร้างจากสิ่งที่เขามี สอนโดยชี้ให้เห็น เรียนจากการทำ”

หลังจากนั้น มีการก่อตั้งมูลนิธิสัมมาชีพ โดยคณะกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิ ได้แก่ นพ.ประเวศ วะสี ประธาน, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองประธาน, สำราญ ภูอนันตานนท์ รองประธาน, นพ.มงคล ณ สงขลา รองประธาน, บุญเกียรติ โชควัฒนา, อิสระ ว่องกุศลกิจ, สุวิทย์ เมษินทรีย์ กรรมการ ฯลฯ

ส่วนประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ คือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นักธุรกิจรุ่นใหม่ และประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

“สนธิรัตน์” ทำงานร่วมกับสมคิดมายาวนาน ถูกวางตัวให้แกนหลักของมูลนิธิสัมมาชีพ ที่ได้แสวงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่นร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

ในเชิงอุดมการณ์ มูลนิธิสัมมาชีพ หวังจะทำหน้าที่ประสาน และเชื่อมโยงชุมชน ภาคีพัฒนาและภาคธุรกิจ ให้มาทำงานร่วมกัน สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ขึ้นมา

ตัวแทนภาคธุรกิจหลักๆ ในมูลนิธิสัมมาชีพ คือ บุญเกียรติ โชควัฒนา และ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล และประธานสภาหอการค้าไทย

ปัจจุบัน อิสระ เป็นสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ และเป็นแม่งานใหญ่ในการจัดงานประกายสานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก

มูลนิธิสัมมาชีพ จึงเป็นจุดนัดพบของภาคประชาสังคมกับภาคธุรกิจ ที่ถูกต่อยอดมาเป็น “ประชารัฐ” ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

การปรากฏตัวของ “นักธุรกิจใหญ่” ในประชารัฐฉบับรัฐบาล คสช. จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอุดมการณ์ของสัมมาชีพ หรือหน่ออ่อนประชารัฐ ก็มีจุดเริ่มต้นจากตัวแทน “กลุ่มทุนใหญ่” กับภาคประชาสังคม ร่วมกันจุดไฟฝันเพื่อสร้างความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

วันนี้ กรรมการและที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ กระจายตัวอยู่ในรัฐบาลประยุทธ์หลายคน อาทิ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, สำราญ ภูอนันตานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, สมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรม

ดังนั้น ความขัดแย้งระหว่าง คสช.กับ สสส. จึงมีคนวงในเครือข่ายราษฎรอาวุโสว่า ไม่น่าจะถึงขั้นแตกหัก เพราะรองนายกฯ สมคิด กับหมอประเวศ ต่อสายพูดคุยกันได้ทุกโมงยาม

เหนืออื่นใด นักยุทธศาสตร์ภาคประชาสังคมกับนักกลยุทธ์การตลาด ยังหวังที่จะเห็น “อุดมการณ์สัมมาชีพ” เบ่งบานบนแผ่นดินไทย
“ประชารัฐ”ในตำนาน

อีเวนท์เปิดตัวประชารัฐครึกโครมใน พ.ศ.นี้ อาจเป็นเรื่องใหม่ของหลายๆ คน แต่ผู้ที่เกาะติดข่าวสารมานาน จะรู้ว่า “ประชารัฐ” เป็นเรื่องเดิมที่กลุ่มเอ็นจีโอพยายามผลักดันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ

กาลครั้งโน้น พรรคไทยรักไทย ได้ชัยชนะแบบเหนือความคาดหมาย ด้วยนโยบายประชานิยม ทั้งนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน, พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ

“หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ได้นัดหมาย “หมอหงวน” นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ กับ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป มาพูดคุยกันที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ระหว่างนั้นพรรคไทยรักไทย กำลังเตรียมนโยบายการบริหารประเทศ

วันนั้น “หมอมิ้ง” แจกแจงว่า “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ดูแลนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนตัวเขาอยู่สำนักนายกดูแลนโยบายกองทุนหมู่บ้าน

“พี่ (หมอหงวน-หมอพลเดช) มาทำงานช่วยกันนะ เราได้อำนาจรัฐแล้ว จะทำอะไรก็ทำ” หมอมิ้งกล่าวกับรุ่นพี่

สรุปว่า หมอหงวนประกบหมอเลี้ยบ ที่สาธารณสุข ส่วนหมอพลเดชช่วยงาน “หมอมิ้ง” ที่กองทุนหมู่บ้าน พฤษภาคม 2554 มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยมีเอ็นจีโอระดับหัวกะทิ เข้าไปเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, เอนก นาคะบุตร, นพ.พลเดช ปิ่นประทีป, พภ.สุบิน ปณีโต, อัมพร ด้วงปาน และมุกดา อินต๊ะสาร

ถัดมา หมอมิ้งร้องขอให้หมอพลเดชไปช่วยงานที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ สทบ.

หมอพลเดชจึงได้ประสานกับ ภูมิธรรม เวชยชัย ที่เป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย เพื่อให้กลไกมหาดไทยกับภาคประชาชน มาร่วมกันขับเคลื่อนกองทุนหมู่บ้าน

หลังจากถกเถียงกันหลายรอบ หมอพลเดชจึงสรุปในที่ประชุมว่า “ผมเสนอให้ใช้ยุทธศาสตร์ประชารัฐครับ” บรรดานักปกครองขานรับกันเกรียวกราว โดยบอกเหตุผลมีคำว่า “ประชารัฐ” มีอยู่ในเพลงชาติไทย

ยุทธศาสตร์ “รวมพลังประชารัฐ ขับเคลื่อนกองทุนหมู่บ้าน” จึงดำเนินไปด้วยการสนับสนุนของกระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี

หมอพลเดชบันทึกไว้ว่า “เราขับเคลื่อนงานเครือข่ายประชารัฐ เพื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้าน 74,000 แห่ง ใน 926 อำเภอ-เขตทั่วประเทศกันอย่างคึกคักสนุกสนานมาก”

ยุททธศาสตร์ประชารัฐ ได้ถักทอเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประสานงานภาคประชาสังคมลงไปเชื่อมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนถึงระดับตำบล-หมู่บ้านได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศเป็นครั้งแรก

ผ่านไปได้ปีเศษ มีปรับ ครม.ในรัฐบาลทักษิณ หมอมิ้งขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี และไม่ได้ดูแลกองทุนหมู่บ้านโดยตรง โดยมี ยงยุทธ ติยะไพรัช มาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและเข้ามารับผิดชอบแทน จึงทำให้หมอพลเดชโบกมือลา

‘บิ๊กตู่…กู๊ดกาย’

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160109/220207.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559
‘บิ๊กตู่...กู๊ดกาย’

‘บิ๊กตู่…กู๊ดกาย’ : จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

            “…ปีหน้าผมก็จะให้ของขวัญตัวเองเหมือนกัน ปีหน้าผมจะพูดให้น้อยลง หงุดหงิดน้อยลง ทะเลาะกับนักข่าวน้อยลง ต้องทำตัวเป็น Good Guy แล้วนะ ไม่ได้แล้ว 2 ปีแล้ว ที่ผมดุเดือดมากหน่อย 2 ปี เพราะว่าเป็นช่วงเริ่มต้นไงเพราะงั้นช่วงปีต่อไปเป็นเรื่องการปฏิรูป ผมบอกแล้วทุกอย่างต้องเริ่มจากตัวเองก่อน ผมปฏิรูปตัวผมเองด้วย ทุกคนที่ทำให้ผมหงุดหงิด ทำให้ผมต้องพูดเยอะ ปฏิรูปตัวเองด้วยนะ อย่าให้ผมทำคนเดียว”

คำพูดนี้ที่ทำให้นึกถึงท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย “เราจะตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” แต่ทว่านี่ไม่ได้แต่งออกมาเป็นเพลง แต่เป็นการกล่าวด้วยน้ำเสียงธรรมดาแต่หนักแน่นไร้ดนตรีบรรเลงของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ที่พูดทิ้งท้ายในรายการคืนความสุขฯ เมื่อค่ำวันปีใหม่ 1 มกราคม 2559 ที่ถ่ายทอดสดทางทีวีและวิทยุทุกสถานี ยืนยันหนักแน่นว่าจะ “ปฏิรูปตัวเอง” เพื่อลบภาพที่เป็นคนดุดัน เสียงดัง ขี้หงุดหงิด ให้ได้

“บิ๊กตู่” พูดแบบนี้ก็เป็นที่จับตาทันทีของกระจิบกระจอกข่าว เมื่อทำเนียบรัฐบาลกลับมาเปิดทำการตามปกติในศักราชใหม่ก็ “สัมผัสได้” ถึงความเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับลุคให้เป็น “บิ๊กตู่ กู๊ดกาย”

จากปกติที่พบเจอ เมื่อมีโอกาสให้สัมภาษณ์ต่อนักข่าว บิ๊กตู่ก็จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงในการให้สัมภาษณ์กว่าจะโบกลือลาบ๊ายบายสลายโต๋ หนำซ้ำบรรยากาศการให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งยังมีกลิ่นอายได้ถึงอุณหภูมิที่แสนจะครุกรุ่น ดุเดือดและเสียงดังจนภาพและข่าวออกมาสู่ประชาชนก็จะเห็นแต่ภาพความเกรี้ยวกราดของนายกฯ

หรือถ้าจะเป็นภารกิจในลักษณะของการกล่าวปาฐกถา บรรยายพิเศษ มอบนโยบาย หรือให้โอวาท ก็จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ก็เช่นกัน คือกว่าจะพูดจบก็มีเรื่องพาดพิงทำให้ตัวเองอารมณ์ขึ้นและหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดในหลายต่อหลายเวที

แต่นั่นคือ “ภาพลักษณ์เก่า” !!

เพราะนับตั้งแต่ 4 มกราคม 2559 วันแรกของการเปิดทำการตามปกติของทำเนียบรัฐบาล ที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ก็เข้าปฏิบัติภารกิจตามปกติ และถูกจับจ้องเป็นพิเศษว่าจะ “ปรับลุค” ตามที่ลั่นวาจาได้หรือไม่อย่างไร และจะยืนระยะได้นานเท่าไร แต่เรียกได้ว่าทุกการให้สัมภาษณ์หลังปีใหม่ที่ผ่านมา ทั้งถูกจับตา และ “จับเวลา” แทบจะทุกครั้ง

จึงมีโอกาสจับเวลาเป็นสถิติตัวเลขเฉพาะการให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ในช่วงสัปดาห์แรกหลังปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 4-8 มกราคม มีระยะเวลาที่ “พูดน้อยลง” น่าสนใจ คือ

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม ใช้เวลาสัมภาษณ์เพียง 2.47 นาที วันอังคารที่ 5 มกราคม 7.30 นาที วันที่พุธที่ 6 มกราคม 5 นาที  วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 8 นาที และศุกร์ที่ 8 มกราคม ในงานเลี้ยงปีใหม่ของสื่อมวลชนทำเนียบ พูดเยอะหน่อยประมาณ 30 นาที

เรียกว่าทั้งสัปดาห์ “ตู่นิวลุค” ให้สัมภาษณ์สื่อประมาณ 52 นาที เท่านั้น

ในแง่ของระยะเวลาในการพูด “เปี๊ยนไป๋” จริงๆ แต่ในแง่ของอารมณ์ก็ยังมีให้เห็นบ้างในบางประเด็นที่ถูกถามถึง อย่างเช่น การตอบคำถามเรื่องการแจกปฏิทินปีใหม่ของพรรคเพื่อไทย ที่มีรูป “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” อยู่ในปฏิทิน แม้จะตอบไม่ยาวมาก แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงและอารมณ์ที่ยังแฝงไปด้วยความดุดันอยู่ไม่น้อย แต่สุดท้ายยังสามารถยั้งตัวเองไว้ไม่ให้ต่อความยาวสาวความยืด

วิถีที่เปลี่ยนไปของผู้นำได้รับการอธิบายจาก พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลที่บอกถึงปรากฏการณ์นี้ว่า “การพูดน้อยลงของนายกฯ คิดว่าท่านคงพิจารณาแล้ว แต่คำที่บอกว่าท่านพูดน้อยลงไม่ได้หมายความว่าท่านจะหมายถึงการไม่ตอบคำถามอย่างเดียว เพียงท่านจะไม่ตอบทุกเรื่องเหมือนที่ผ่านมา คงไม่ลงรายละเอียดทุกเรื่องเหมือนที่ผ่านมา คงจะไม่ตอบทุกเรื่องเหมือนที่ผ่านมา ท่านคงจะเลือกหยิบเฉพาะประเด็นที่สำคัญที่คิดว่ามีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับสังคม มีความจำเป็นจะต้องตอบคำถามนี้ให้สังคมเกิดความกระจ่างในเนื้อหาสาระ”

ภายใต้สิ่งที่เปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรมาทดแทน เพราะในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของปี 2559 เมื่อวันที่ 5 มกราคม มีข้อสั่งการของ “บิ๊กตู่” ที่น่าสนใจ ในการมอบหมายให้ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง ตลอดจนอธิบดี ช่วยให้ข่าวต่อสื่อมวลชน และให้ทุกกระทรวงแต่งตั้ง “โฆษกกระทรวง” ของตัวเองอย่างเป็นทางการและปฏิบัติงานอย่างจริงจัง

“ของเดิมรัฐมนตรีอาจจะตั้ง ปลัดอาจจะตั้ง แต่ ครม.ก็ไม่ได้รับทราบ มีหน้าที่ในการปฏิบัติแต่ผ่านมาระยะหนึ่งก็ไม่ได้ปฏิบัติเต็มที่ ดังนั้น การบีบบังคับให้ปฏิบัติเต็มที่คือทำให้ดูเป็นทางการว่า ครม.ได้เห็นชอบรายชื่อโฆษกทุกกระทรวง เห็นชอบ มีตัวตน มีหมายเลขโทรศัพท์ ต่อไปก็เป็นหน้าที่ประสานงานระหว่างโฆษกกระทรวงกับโฆษกรัฐบาล เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใคร มีตัวเลือกมากขึ้น”

แต่การมีโฆษกกระทรวงนั่นไม่ได้หมายความว่าปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี จะมีเวลาว่างมากขึ้น เพราะนายกฯ บอกว่าเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องเฉพาะทางที่บางครั้งคนเป็นโฆษกก็ไม่สามารถอธิบายชี้แจงได้เข้าใจได้ เพราะถ้าเป็นข้อมูลลึกท่านจะต้องช่วยโฆษกอธิบายเพิ่มเติมด้วย เพราะทุกคนต้องทำหน้าที่ทั้งการบริหาร บังคับบัญชาและทำหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ด้วย ซึ่งโฆษกกระทรวงที่ได้รับการชื่นชมในการเป็นต้นแบบในการทำงาน ได้แก่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีการทำงานกันแบบบูรณาการงานกันข้ามกรมได้อย่างดี อันเนื่องมาจากมีการวางแผนงานและการให้ความร่วมมือกันภายในกระทรวงในหลายยุคที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จะว่าไปคำสั่งให้ ปลัดกระทรวง โฆษกกระทรวง ออกมาแอ็กชั่นในการให้ข่าวต่อสื่อมากขึ้นไม่ใช่คำสั่งใหม่และไม่ใช่เรื่องใหม่ของการประชาสัมพันธ์งานรัฐบาล เพราะย้อนไปในการประชุม ครม.ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2558  นายกฯ ก็เคยสั่งลักษณะนี้มาครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ก็ปฏิบัติได้บ้างไม่ได้บ้าง คือสั่งให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ปลัดกระทรวง อธิบดีกรม แถลงข่าวด้วยตัวเองภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น ให้เชิญนักข่าวมาทำข่าวแถลง “อย่าหนีนักข่าว”

รวมถึงข้าราชการการเมืองอื่นๆ เช่น ที่ปรึกษาฯ ผู้ช่วยฯ หรือกระทั่งเลขานุการของรัฐมนตรี ก็สามารถช่วยให้ข้อมูลสื่อมวลชนด้วย เพราะ “บิ๊กตู่” บอกว่า “เขาตั้งให้มาทำงาน ไม่ได้ให้มาอยู่เฉยๆ เพราะทุกกระทรวงจะให้นายกฯ พูดแทนหมดคงไม่ไหว”

ได้ดีเพราะเมีย-ผิดโรงแรม

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160109/220204.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 9 มกราคม 2559
ได้ดีเพราะเมีย-ผิดโรงแรม

ได้ดีเพราะเมีย-ผิดโรงแรม : ล้วงตับการเมือง โดยสำนักข่าวเนชั่น

            ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นักการเมืองคนดังเปิดบ้านพักส่วนตัวย่านลาดปลาเค้าให้มิตรสหายใกล้ชิดเข้าอวยพรปีใหม่

บรรยากาศเรียบง่ายเป็นกันเองพร้อมด้วยคนกันเองเป็นจำนวนมากอย่ง “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที นำทีมอดีต ส.ส.กทม.เพื่อไทยเข้าอวยพรขอให้ “คุณหญิงหน่อย” มีความสุขมากๆ อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้น้องๆ

โดยคุณหญิงในฐานะผู้ใหญ่ใจดีก็มอบพระพุทธเจ้าน้อยรุ่นเติมบุญเติมทรัพย์ให้ลูกก๊วนได้รับโชคเติมทั้งบุญทั้งทรัพย์ตลอดปี พร้อมอวยพรใครที่เคยเป็นรมต.ขอให้ได้กลับมาบริหารประเทศ ใครที่เคยเป็นส.ส.ก็ขอให้ได้กลับมาเป็นส.ส.

แต่ไฮไลท์อยู่ที่ “เก่ง” การุณ โหสกุล ที่เพื่อนๆ ขอพรให้ได้เป็นเถ้าแก่

เมื่อได้รู้ได้ยิน “หญิงหน่อย” ก็ชำเลืองมอง “เก่ง การุณ” ซึ่งมาอวยพรด้วยชุดกางเกงสลิมฟิตพับขา จึงสวนกลับอย่างอารมณ์ดี “อย่างเจ้าเก่งถ้าไม่มีเมียคงจะเป็นอะไรไม่ได้สักอย่าง ลำพังพับขากางเกงยังพับไม่เท่ากันเอาเป็นว่าปีนี้ให้รักเมียมากๆ เป็นพอ”

อวยพรอย่างนี้โดนใจทำเอา “ชนากานต์ โหสกุล” ศรีภรรยาหุบยิ้มไม่ลงเลยทีเดียว

ผิดโรงแรม

เรื่องทำงานเช้ามาก นี่ต้องยอมซูฮกให้ “รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ–ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่ใครๆ ก็ทราบกิตติศัพท์กันดีว่าท่านรองนายกฯ เป็นคนทำงานเช้ามากๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากได้เป็นทีมงานท่านแล้วยังมาทำงานหลัง 07.30 น.ถือว่าสายแล้วนะจ๊ะจะบอกให้

ส่วนใครที่ถูกเชิญประชุมมอร์นิ่งบรีฟยามเช้าพร้อมโจ๊กร้อนๆ ก็ต้องแหกขี้ตาตื่นมาให้ทันเช่นกัน และจะว่าไปแม้กระทั่งกระจอกข่าวคนโสดเองก็ยอมสารภาพแต่โดยดีว่าไม่เคยทันได้เห็นอาจารย์สมคิดเข้าทำงานที่ทำเนียบเลยสักวัน เพราะมาหลัง 07.30 น.ตลอด และด้วยความที่เป็นคนทำงานเช้ามาก

ล่าสุดมีเรื่องเม้าท์จากพี่น้องสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ที่ล่าสุดเพิ่งจัดสัมมนาใหญ่ประจำปี ภายใต้ชื่องาน “เศรษฐกิจไทยปี 59 มองไปข้างหน้า โอกาสและความท้าทาย” เมื่อ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้เชิญ “ดร.สมคิด” มาปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2559” ในเวลา 09.00 น.

แน่นอนว่าเชิญคนระดับนี้กับงานระดับนี้มีหรือท่านรองนายกฯ จะพลาดเรื่องเวลา มีที่ไหน 07.30 น. ไปถึงโรงแรมก่อนคนจัดงานซะอีก แต่ท่านรองก็คงแปลกใจ ทำไมมีงานใหญ่แต่ไฉนโรงแรมไม่มีความคึกคัก ชอบมาพากลแปลกๆ จึงโทรถามคนจัดงานว่า มาถึงแล้ว ทำไมงานเงียบจัง ปลายสายจึงบอกว่าท่านอยู่ที่ไหน คำตอบที่ได้จากท่านรองคือ อยู่โรงแรม “เซ็นทาราแอทเซ็นทรัลเวิลด์” ปลายสายก็งง เอ๊า อาจารย์ ผิดที่แล้ว งานเขาจัดอยู่ที่ “โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว” ว่าแล้วท่านรองฯ ก็สั่งคนขับรถรีบบึ่งตีรถแหวกการจราจรจากราชประสงค์มาห้าแยกลาดพร้าวได้ทันเวลา 9 โมง และประหนึ่งว่ามีเวลาอยู่บนรถระหว่างเดินทางจากโรงแรมหนึ่งมาอีกโรงแรมหนึ่งนานมากพอที่จะเปิดดูข้อมูลเพิ่มเติม พอได้ขึ้นเวทีกล่าวปาฐกถา จึง “จัดเต็ม” พูดเป็นชั่วโมง คล้ายๆ ว่าแก้เขินที่ไปผิดโรงแรม จนทีมข่าวที่ไปทำข่าวกลับมาแกะข่าวจนมือหงิกเลยคร้าบอาจารย์

‘ปู’เปิดแปลงผักข้างบ้านให้สื่อชมอวยพรวันเด็ก

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220188.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
‘ปู’เปิดแปลงผักข้างบ้านให้สื่อชมอวยพรวันเด็ก

‘ปู’เปิดแปลงผักข้างบ้านให้สื่อชมอวยพรวันเด็ก พร้อมอวยพรวันเด็กอยากให้เลือกรับข่าวทางโซเชียล

            เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 ม.ค.2559 ที่บ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดแปลงผักที่อยู่ข้างบ้าน ซึ่งใช้เวลาว่างหลังจากพ้นตำแแหน่งนายกฯ มาปลูกผักปลอดสารพิษชนิดต่างๆ ให้สื่อมวลชนเข้าชม พร้อมอธิบายวิธีการปลูก และสาธิตการปรุงน้ำสลัดผักให้สื่อมวลชนดู ซึ่งเป็นการเปิดแปลงผักเป็นครั้งแรกให้สื่อมวลชนเข้าชม บรรยากาศเป็นไปอย่างกันเอง ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารมาสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาเศรษฐกิจปี 2559 ว่า ภาพรวมเป็นห่วงเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนา ชาวสวนยางพาราที่ประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ที่ประสบปัญหาเศรษฐภายในประเทศ และภัยแล้ง จึงขอฝากรัฐบาลให้การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร            น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเริ่มนัดไต่สวนพยานนัดแรกในวันที่ 15 ม.ค.ว่า ตนจะเดินทางไปศาลในวันดังกล่าวด้วยตัวเอง จะพยายามเดินทางไปฟังการสืบพยานโจทก์และจำเลยในทุกนัด ยกเว้นกรณีติดภารกิจจำเป็นจริงๆ ก็จะพิจารณาเพื่อขออนุญาตไม่เดินทางไป ส่วนกรณีการเรียกค่าเสียหายในคดีความผิดทางละเมิดนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิด กระทรวงคลัง ว่า จะอนุญาตให้สืบพยานเพิ่มหรือไม่ ตามที่ได้ขอไป 18 ปาก ยืนยันว่า ไม่ได้ขอไป 4 รอบ ตามที่เป็นข่าว ไม่ใช่การยื้อเวลาในการพิจารณาคดี แต่เนื่องจากคณะกรรมการฯจะปิดรอบการพิจารณาทุกสิ้นเดือน บางครั้งข้อมูลมีรายละเอียดมาก เกี่ยวข้องกับหลายบุคคล จึงต้องขอสืบพยานเพิ่ม ส่วนกรณีที่คณะกรรมการฯ ระบุว่า สามารถส่งข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษรได้นั้น เราไม่ทราบว่า คณะกรรมการฯต้องการคำตอบอะไร จึงต้องเห็นคำถามก่อน จึงจะตอบในรายละเอียดได้

เมื่อถามว่า คดีการเรียกรับผิดทางละเมิดจะส่งผลกระทบต่อคดีอาญาหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ขณะนี้คดีความรับผิดทางละเมิดยังไม่จบ จึงไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร แต่โดยหลักการแล้วเห็นว่า ควรให้การพิจารณาคดีอาญาเสร็จสิ้นก่อนจึงจะพิจารณาการเรียกรับผิดทางแพ่ง หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมเยี่ยงประชาชนคนหนึ่งที่ควรได้รับ ส่วนจะขออนุญาตเดินทางออกนอกประเทศอีกหรือไม่นั้น คงแล้วแต่โอกาส แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่การหนีคดี เพราะมีภารกิจต้องมาเบิกความต่อศาล ตลอดทั้งปี 59 คงต้องเดินทางมาศาลทั้งปี

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอวยพรเนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2559 ว่า เด็กและเยาวชน เป็นความหวังของประเทศชาติ ขอให้เด็กและเยาวชนตั้งใจเรียน โตมาอย่างมีคุณภาพ เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ และบ้านเกิดได้ เวลานี้โลกโซเซียลมีข่าวสารมากมาย อยากให้เลือกที่จะเรียนรู้ข่าวสารต่างๆ

เนื่องในวันเด็กนักข่าวทำเนียบฯแต่งชุดนร.

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220181.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
เนื่องในวันเด็กนักข่าวทำเนียบฯแต่งชุดนร.

เนื่องในวันเด็กนักข่าวทำเนียบฯแต่งชุดนร. ‘บิ๊กตู่’ร่วมงานปีใหม่สื่อนั่งคุยเปิดใจวัยเรียน ความรัก ครอบครัว ยันไม่เคยโกรธสื่อ ไม่ขอเขียนเชียร์

            เมื่อเวลา 11.45น.2559   ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลองวันปีใหม่ 2559 ที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลจัดขึ้น โดยมีรูปแบบคืองานวันเด็ก ซึ่งผู้สื่อข่าวบางส่วนได้มีการแต่งตัวย้อนวันเป็นเด็กร่วมงานเพื่อเป็นสีสัน

พล.อ.ประยุทธ์ ได้ร่วมโต๊ะรับประทานอาหารและพูดคุยกับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเอง โดยเล่าถึงวัยเด็ก ว่า ตนเริ่มเกเรบ้าง ปีนรั้วไปกินขนมตอนกลางคืนรอบโรงเรียน ซึ่งปีนรั้วลำบากแต่เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเอาตัวรอดได้ ส่วนเรื่องแฟนตนคบทีละคน เพราะต้องให้เกียรติ แต่เชื่อในบุพเพสันนิวาส ทุกคนมีชะตากรรม มีคู่อยู่แล้ว นักเรียนนายร้อยส่วนใหญ่มีแฟนตอนปี 3 ส่วนใหญ่เป็นครูเป็นหมอเพราะอยู่ในวงราชการพบกันบ่อย ส่วนแฟนคนแรกของตนจำไม่ได้แล้ว เพราะแฟนไม่ใช่ภรรยา และปกติตนเป็นคนพูดเก่ง โรแมนติก คิดแต่สิ่งดีๆ มองต้นไม้ใบหญ้าก็เอามาเขียนเป็นกลอน ชอบเบียนหนังสือและชอบภาษาไทย ส่วนภรรยาที่มาเจอกันเพราะตนเรียนภาษาอังกฤษเพื่อไปต่างประเทศสัปดาห์ละครั้งวันละ 1-2 ชั่วโมง และอายุก็ไล่เลี่ยกัน แต่งงานกันตอนอายุ 34 ปี สมัยเป็นร้อยเอก จะหวานแหววกันไม่ได้เพราะตนต้องอยู่ชายแดน วันนี้เปิดความลับหมดเลย และอย่าทำให้ภรรยาตนหงุดหงิด ส่วนที่ตนมีอารมณ์ฉุนเฉียวนั้น ตั้งแต่เป็นผู้บังคับหน่วยซึ่งถ้าดีด้วยก็จะเละเทะ แต่กับสื่ออาละวาททุกวันเพราะสื่อยั่ว ส่วนมารดาตนเป็นครูชอบเข้มงวด สอนภาษาไทย ไม่เคยโดดเรียน ไม่เคยเข้าห้องผู้ปกครอง ไม่ชอบความขัดแย้งเพราะไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ง่าย ไม่เคยโดดเรียน เรียนทุกวัน เล่นบอล ศูนย์หน้า

จากนั้นผู้สื่อข่าวนำกล้วยให้นายกรัฐมนตรีรับประทานพร้อมระบุว่าจะได้ทำงานได้อย่างราบรื่น พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวว่า ปีนี้จะยากขึ้น เพราะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง และได้มีการถามถึงครอบครัวของผู้สื่อข่าว จากนั้นจึงเล่าถึงบุตรสาวของตน ว่าไม่อยากให้ไปไหนเพราะเป็นห่วงว่าจะลำบาก ภรรยาก็ลำบาก ส่วนแฟนของลูกสาวนั้น เขาบอกว่าถ้ามีแฟนต้องหาให้ดีกว่าพ่อ แต่ไม่ดีกว่า ไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ที่ผ่านมาก็มีคนมาจีบลูกสาวตน แต่ตอนนี้ไม่เห็นแล้ว ลูกแฝดเลี้ยงยาก ต้องเอาเหตุผลเข้าสู้ ทั้งนี้นายกฯ ได้กล่าวว่า เด็กสมัยนี้เอาหัวใจมาก่อนความรู้สึก ต้องเอาเหตุผลและสมองมาด้วย เอาความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ เป็นรักแรกพบไม่ดี

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ ทุกคนมีเวลาพักผ่อน ส่วนตนก็มีเวลา แต่ไม่ได้หยุดคิดเพราะต้องเตรียมขับเคลื่อนงานในปี 2559 เพราะถ้าเริ่มไม่ได้ ต่อไปก็จะเดินหน้าไม่ได้ ขอความร่วมมือให้เป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอีก ส่วนตัวอยากให้ประชามติผ่านและเลือกตั้งโดยไม่มีความรุนแรง แต่หากอยากให้เป็นแบบเดิมก็แล้วแต่ แต่ตนไม่อยากให้มีการใส่ความกันมาก เพราะเราไม่ได้ทำการเมือง ตั้งแต่วันแรกก็ยังไม่รู้ว่าทำมาถึงวันนี้ได้อย่างไร มีทางง่ายๆ กับทางลำบาก ตนเลือกทางลำบากแต่มีเหตุผลว่าเข้ามาทำไม ทำเพื่อใคร ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับตนไม่เป็นไร แต่ขอให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตของประชาชน

นายกฯ กล่าวว่า ที่ตนตัดสินใจเข้ามาเพราะคนจน ซึ่งต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่อย่างไร ไม่ใช่ใช้แต่เงิน วันนี้จะลำบากถ้าไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อยากให้เข้าใจในภาพรวม ความมั่นคงเป็นบ่อเกิดของทุกอย่าง บ้านเมืองสงบ มีเรื่องความเชื่อมั่น ขอให้ช่างน้ำหนักสิ่งที่ผมทำ หรือท่านหวังจากรัฐบาลอื่น

ส่วนราคายาง ถ้าขึ้นราคาให้ใครจะเป็นคนจ่ายเงิน ตอนนี้ก็กำลังเร่งให้ แต่ไม่ได้พูดออกมา ยืนยันว่าเข้าใจความลำบากของเกษตรกรชาวสวนยาง แต่ตอนรายได้ดีก็ไม่บ่น ตอนนี้ก็ขอให้ช่วยกันให้ความร่วมมือ เราใช้งบประมาณอย่างเดียวไม่ได้ หากใช้ในส่วนนี้เกษตรกรอื่นก็จะตามมา ตอนนี้กำลังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนข้อเสนอที่ให้นำยางไปทำถนนและพยุงราคายางและข้อเสนอของเกษตรกรที่ให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลทำอยู่นำไปทำถนน แต่ตอนนี้ราคาถนนสูงขึ้น 15 % ถ้าอุดหนุนราคายางให้ได้ 60 บาท จะกลายเป็นอัดยายซื้อขนมยาย ค่ายางและค่าถนนจะแพงขึ้น เสียทั้ง 2 อย่าง ตอนนี้ไม่ขอบอกว่ากำลังทำอะไร ขอให้เป็นไปตามระบบ และใช้งบประมาณไปกว่า 2.5 แสนล้านบาทแล้ว ตนไม่อยากให้กลไกต้องบิดเบือน แต่กำลังสร้างกลไกเพื่อนำไปสู่การผลิตให้ได้ ทั้งนี้ในอดีตเคยสั่งให้มีการลดการผลิต ลดการปลูกแต่ก็ไม่สำเร็จ เกษตรกรจะยอมไหม เรื่องนี้มีการพูดมานาน พูดแล้วก็ไม่มีใครเชื่อ ตนรู้ใครพูดใครทำอยู่เพราะเขาเชื่อนักการเมืองท้องถิ่นมากกว่า ที่ผ่านมามีการส่งเสริมการปลูกยาง บุกรุกป่าเพื่อปลูกยางบนเขา เมื่อสั่งตัดก็หาว่าทำร้ายคนจน จึงต้องทำให้เกิดจากความสมัครใจ ส่วนการชุมนุมประท้วง ตนสั่งการไปแล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรไปแล้วเมื่อวานนี้ ตนก็รักเกษตรกรทุกคน แต่ไม่มีเงินจะให้ทำอย่างไร ทุกเรื่องถ้าเรียกร้อง ประท้วง ข่มขู่ตนไม่ทำให้ แต่จะทำในแบบของตน ไปประท้วงบนถนนก็โดนคดี ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย อย่าหาว่ารังแกคนจน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนอยากอยู่กับสื่อทำเนียบฯ เพราะถือว่าเป็นสมาชิกร่วมกัน แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุย อยากให้ทุกคนได้รู้ เราไม่สามารถได้อะไรทุกอย่าง และปีกว่าที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้หมด หมดหน้าที่กลับบ้านนอน ดูลูกหลานโตมา ซึ่งน่ากังวลว่าวันหน้าจะมีงานทำไหม ไม่รู้จะทำเพื่ออะไร อยากทำให้เป็นมรดก สื่อน่ารักทุกคน ไม่ได้โกรธใครเลย อยากให้สร้างสังคมให้ปลอดภัย ไม่ได้อยากให้เขียนสนับสนุนตน แต่ขอให้นำเสนอสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำด้วยให้คนได้ตัดสินใจ หนังสือพิมพ์เขียนให้อีกฝ่ายอยู่ข้างหน้า แต่เขียนให้ตนอยู่ข้างใน ใครพูดก่อนคนเห็นก็เชื่อไปแล้ว ต้องสร้างใหม่ให้คนมีเหตุมีผล ไม่ใช่เขียนให้ทะเลาะกัน บอกแค่ฝ่ายไหนบอกว่ายังไง ทำไมเราต้องทำให้เกิดความขัดแย้ง

นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังอวยพรวันปีใหม่ให้ผู้สื่อข่าวให้มีความสุข ให้โอกาสและให้อภัยทุกคน และขอรวยอย่างพอเพียง เคยซื้อล็อตเตอร์รี่หรือไม่ มันถูกกันง่ายหรือไง ถ้าใครได้แบ่งหน่อย มีคนไม่ซื่อ มันก็เหมือนเดิมมาจองก็เหมือนเดิมนอมินี แก้แล้วก็เหมือนเดิม สังคมไม่ร่วมมือ ตอนนี้ตนหาวิธีการอยู่ ให้โควต้า 25 ล้านใบ ผู้พิการ อีก 25 ให้ทั่วไป ผู้พิการบอกยังไม่พอ ตนต้องไปไล่
สื่อสภาจัดเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่

สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2559 โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ( กรธ.) นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท. นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกสปท.มาร่วมงานและรับประทานอาหารร่วมกับสื่อมวลชน พร้อมกันนี้ยังได้นำอาหารมาร่วมงานด้วย อาทิ นายมีชัย ได้นำก๋วยจั๊บร้านอร่อยจากย่านเยาวราช นายพรเพชรได้นำขนมหวาน ขณะที่ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปท.ได้นำผลไม้และขนมมาร่วมงานด้วย

‘บิ๊กป้อม’เชื่อพ.ร.บ.ชุมนุมฯค้ำคอม็อบ

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220166.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
'บิ๊กป้อม'เชื่อพ.ร.บ.ชุมนุมฯค้ำคอม็อบ

‘ประวิตร’ ย้อน ‘ม็อบ’ ราคาน้ำมันลง จะให้ราคายางขึ้นได้อย่างไร เชื่อ ไม่มีเคลื่อนไหว เพราะมี ‘พ.ร.บ.ชุมนุมฯ’ ค้ำคอ เผย เตรียมแถลงแก้ค้ามนุษย์ 11 ม.ค.นี้

                      8 ม.ค. 59  เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีม็อบชาวสวนยางพาราเตรียมจะเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหาราคาตกต่ำ ว่า เราจะชี้แจงเขาว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาทุกอย่าง เขาต้องเข้าใจ ถ้ามาก็อยากถามว่ามาแล้วได้อะไร ตอนนี้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงและลงพื้นที่แก้ปัญหาอยู่แล้ว ฝ่ายความมั่นคงก็ได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจว่ารัฐบาลได้แก้ทุกปัญหาที่ประชาชนเดือดร้อน แต่ถ้ารัฐบาลปล่อยปละละเลยค่อยว่ากัน แต่นี่ทำทุกอย่างแล้วจะให้ทำอย่างไร ในเมื่อราคาน้ำมันลงขนาดนี้ จะให้ราคายางสูงขึ้นได้อย่างไร ไม่น่าจะต้องคิดอะไรมาก เราต้องมองว่าจะช่วยกันอย่างไร
                      เมื่อถามว่า เป็นห่วงที่จะมีผู้ชุมนุมหลายกลุ่มเข้ามาทั้ง สสส.และสวนยาง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมไม่ห่วง เขาไม่เข้ามาหรอก เข้ามาแล้วจะได้อะไร มาก็ไม่ได้อะไร ผิดกฎหมายด้วย เพราะมี พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ แต่ถ้ารัฐบาลไม่สนใจ น่าจะต้องมา นี่รัฐบาลสนใจทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถ้าจะมากดดัน แค่นี้ก็กดดันจะตายอยู่แล้ว”
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแถลงแก้ค้ามนุษย์ 11 ม.ค.นี้
                      พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ว่า วันนี้ได้พิจารณาเกี่ยวกับ ทริปรีพอร์ต เพื่อประเมินการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้อธิบายต่อที่ประชุมถึงการดำเนินการเพิ่มเติมส่วนใดไปบ้าง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในเอกสารที่จะรายงานไปยังสหรัฐอเมริกา โดยหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้แถลงข่าวว่า แต่ละส่วนได้ดำเนินการอะไรเพิ่มเติมไปบ้างในวันที่ 11 ม.ค.นี้ ทั้งเรื่องประมง การค้ามนุษย์ การใช้แรงงานเด็ก การค้าประเวณี เพื่อให้รู้ว่าเราได้ทำงานอะไรไปบ้าง ส่วนการส่งรายงานทริปรีพอร์ตนั้น เราจะดำเนินการส่งให้สหรัฐฯ ในวันที่ 19 ม.ค.นี้ ถือเป็นรายงานครั้งแรก และจะส่งไปอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งเราทำอย่างดีที่สุด เหมือนกรณีเอียร์ซ่า ที่ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างได้ผล
                      เมื่อถามถึงการแก้ปัญหากระบวนการค้ามนุษย์ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราทำอยู่แล้วทุกอย่างและคิดว่าตอนนี้มันหยุดลงแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุม ชี้แจง ประชาสัมพันธ์ ถือว่ามีความก้าวหน้าไปมาก ส่วนเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานทางทะเล ได้มอบหมายกองทัพเรือติดตามอยู่ ขณะนี้ก็ยังเงียบอยู่
                       ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การจัดแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าวได้มีการแบ่งงานให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะเชิญผู้สื่อข่าวทั้งไทยและเทศเข้าร่วมรับฟัง รวมถึงจะมีการจัดบอร์ดนิทรรศการโดยมีเจ้าหน้าที่คอยชี้แจง ซึ่งเรื่องที่จะแถลงข่าวนั้น คือ เรื่อง ทริปรีพอร์ตและการทำประมงผิดกฎหมาย โดยทริปรีพอร์ตจะส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาในวันที่ 13 ม.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงานต่างๆ ที่ดำเนินการมีความก้าวหน้าหลายเรื่อง มีการจับกุมผู้กระทำผิดในคดีใหญ่ๆ ได้มากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเราเน้นในทุกเรื่อง แต่ทางสหรัฐฯ ให้ความสำคัญในเรื่องการจับกุมเป็นพิเศษ
                      “ภาพรวมดีขึ้นมาก เพราะเป็นระบบและเราก็อยากได้ตัวเลขคดีให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเราก็หวังว่าจะหลุดจากเทียร์ 3 เพราะเรามีการปรับเรื่องกฎหมาย การเยียวยาผู้เสียหาย และการป้องกัน หากยังไม่หลุดจากเทียร์ 3 ก็ต้องดูว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะใช้อำนาจทางบริหารขอยกเว้นการคว่ำบาตรหรือไม่ เพราะถ้ายังอยู่ในระดับเทียร์ 3 ต่ออีก การคว่ำอาจจะมีตามมา ผมว่าขณะนี้ดีกว่าทุกปี ลูกบอลกลับไปอยู่ที่สหรัฐฯ ตอนนี้แรงกดดันจะไปอยู่ที่เขา 2 เรื่อง คือ 1. เราทำดีขึ้นเรื่อยๆ หากผลประเมินยังอยู่ที่เดิม คนประเมินจะถูกประเมิน และ 2. มีหลายประเทศทำได้แย่กว่าเรา แต่สถานภาพดีกว่าเรา อย่างนี้จะเป็นแรงกดดัน 2 ต่อ”

‘ชวน’พบ‘กรธ.’ชงขยายเวลาหย่อนบัตรเลือกตั้ง

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220152.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
‘ชวน’พบ‘กรธ.’ชงขยายเวลาหย่อนบัตรเลือกตั้ง

“ชวน” เข้าพบ “กรธ.” ชงขยายเวลาหย่อนบัตรเลือกตั้ง แนะทบทวนเลือกตั้งตั้งล่วงหน้าใหม่ หวั่นมีช่องทุจริต ด้าน“สุพจน์” ชี้เป็นเรื่องดี ฟังจากผู้ปฏิบัติจริง

วันที่ 8 มกราคม 2559  เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมด้วยนายนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ความเห็นประกอบการร่างรัฐธรรมนูญต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ.คนที่1 เนื่องจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ติดภารกิจ
          โดยนายชวน เผยภายหลังเข้าพบ กรธ. ว่าวันนี้ไม่ได้มายื่นหนังสืออะไรต่อ กรธ.แต่มาเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำงาน ในฐานะนักปฏิบัติที่ทำงานจริง อีกทั้งได้ฝากให้ กรธ.ช่วยร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องระยะเวลาการใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง เนื่องจากเวลา 08.00 – 15.00 น. ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกประชาธิปไตยกำหนดเวลากัน ซึ่งสมัยก่อนอาจมีปัญหาเรื่องความไม่สะดวกโดยเฉพาะไฟฟ้า แต่สมัยนี้ไม่มีแล้วจึงเสนอให้ขยายเวลาลงคะแนนเลือกตั้งให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้
         เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยการลงคะแนนโดยใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุย เพราะไม่ทราบว่าจะออกมาเป็นอย่างไร จึงไม่สามารถวิจารณ์ล่วงหน้าได้ แต่ในฐานะปฏิบัติก็ได้ชี้แจงกับ กรธ.ว่า ปัญหารัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญไม่ดี แต่เกิดจากผู้ปฏิบัติไม่ยึดหลักรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าผู้มีร่างมีประสบการณ์รู้ว่าปัญหาจะเกิดอย่างไร โดยตนเอง เคยเป็น ส.ส.มาจากประชาชนเลือกตั้ง ก็นำข้อเท็จจริงในภาคปฏิบัติมาเล่าให้ กรธ.ฟัง
         นายชวน ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองจัดประชุมหรือจัดกิจกรรมทางการเมืองได้ว่า เมื่อเป็นดุลพินิจของคสช.เราต้องเคารพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีปัญหาอะไร
         ด้านนายสุพจน์กล่าวว่า การที่นายชวนมาให้ข้อมูลถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะท่านเคยเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดและเป็นผู้ปฏิบัติมาแล้ว ซึ่งนายชวนมาเสนอความเห็นเกี่ยวกับระยะเวลาในการใช้สิทธิเลือกตั้งว่าควรที่จะขยายเวลาออกไปโดยอาจให้ลงคะแนนถึงช่วงเวลา 17.00น. หรือ 18.00 น. น่าจะเหมาะสมกว่าให้การลงคะแนนสิ้นสุดเวลา 15.00 น. โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันเทคโนโลยีกว้างไกล มีไฟฟ้า ไม่ได้ทำให้ผู้มาลงคะแนนเกิดความลำบาก นอกจากนี้ยังมีการเสนอเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่วงหน้าว่าควรมีการปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตกันได้หรือไม่ ส่วนเรื่องระบบการเลือกตั้งที่ กรธ.ออกแบบไว้นั้น นายชวนไม่ได้ติงอะไร เพราะระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมเป็นสิ่งใหม่ ซึ่งจะต้องมีการชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ

ผบ.ตร.ลั่นใช้ก.ม.กำราบม็อบยาง

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220150.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
ผบ.ตร.ลั่นใช้ก.ม.กำราบม็อบยาง

‘จักรทิพย์’ รู้ตัวคนร้ายยกเค้าบ้านญาติ ‘ตั๊น’ แล้ว เชื่อได้ทรัพย์สินคืนครบ เตือน ‘ถาวร’ ร่วมม็อบยาง อย่าทำผิด ก.ม.ชี้ต้องกำราบ ไม่มีเกรงใจ ป้องกันอันธพาลกำเริบ

                      8 ม.ค. 59  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีคนร้ายยกเค้าบ้าน ม.ล.ชโยทิต กฤดากร น้าชายของ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร หรือ ตั๊น อดีตแกนนำ กปปส. ภายในซอยรามคำแหง 12 ซึ่งคนร้ายกวาดทรัพย์สินทั้งนาฬิกายี่ห้อดัง เครื่องเพชร รวมมูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท เมื่อวานนี้ เบื้องต้นสงสัยว่าจะฝีมือของคนรับใช้เก่า 2 คนที่ลาออกไปตั้งแต่วันที่28 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา
                      ล่าสุด ได้รับทราบความคืบหน้าจาก พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ว่า ทราบเบาะแส และรู้ตัวแล้วว่าคนร้ายเป็นใคร แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากจะกระทบต่อรูปคดี
                      “ทรัพย์สินที่หายไปนั้นน่าจะได้กลับคืนมาครบ ซึ่งคดีนี้ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เชื่อว่าจะสามารถจับได้ในเร็ววันนี้แน่นอน” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุ
                      ส่วนกรณีที่มีคนร้ายยกเค้าบ้านญาติเจ้าสัวซีพี กวาดทรัพย์สินทั้งนาฬิกา เครื่องเพชร หลายรายการ มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ย่านทองหล่อนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการอยู่ จะจับได้ช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของคดี ที่ผ่านมายังไม่ได้พูดคุยกับทางเจ้าสัวซีพี เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนสืบสวนดำเนินการอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วง
รวบ 2 ผัวเมียลักทรัพย์ได้แล้ว
                      ขณะที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก ได้จับกุม 2 ผัวเมียที่เป็นคนรับใช้เก่าของ ม.ล.ชโยทิต ได้แล้วที่ จ.กำแพงเพชร โดยก่อนหน้านี้ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบหาข้อมูล ปรากฏว่า 1 ใน 2 ผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนรับใช้ ได้โทรศัพท์ติดต่อมาหาคนรับใช้ภายในบ้านของ ม.ล.ชโยทิต พร้อมกับยอมรับว่าเป็นคนขโมยทรัพย์สินดังกล่าวไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแกะรอยและนำกำลังเข้าจับกุม และนำตัวสองสามีภรรยาไปสอบเค้นภายในสถานที่แห่งหนึ่ง จากนั้นได้มีการนำตัวไปตามหาทรัพย์สินมีค่าตามโรงรับจำนำต่างๆ ที่สองสามีภรรยารับสารภาพว่าได้นำทรัพย์สินที่ขโมยได้ไปจำนำไว้หลายที่กว่า 10 แห่งด้วยกัน โดยเงินที่ได้ในการจำนำของมีค่าแต่ละชิ้นไม่เกิน 20,000 บาท
                      สำหรับทรัพย์สินที่ขโมยมาได้นั้น เป็นการทยอยขโมยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 ซึ่งทาง ม.ล.ชโยทิต มักจะมีการวางทรัพย์สินไว้ตามจุดต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ได้มีการนำเก็บไว้ภายในตู้เซฟแต่อย่างใด ทำให้สองสามีภรรยาอาศัยโอกาสหยิบฉวยได้ง่าย
                      อย่างไรก็ตาม ภายหลังนำตัวไปค้นหาทรัพย์สินตามโรงรับจำนำต่างๆ คาดว่า ภายในเย็นวันนี้ (8 ม.ค.) จะมีการนำตัวมาแถลงอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
ผบ.ตร.เตือน ‘ถาวร’ เคลื่อนไหว ‘ราคายาง’ อย่าทำผิด ก.ม.
                      พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. เตรียมร่วมกับกลุ่มเกษตรกรสวนยาง 17 จังหวัดภาคใต้ เคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำนั้น
                      พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ตนมองว่านายถาวรเป็นนักกฎหมาย รู้กฎหมายและขั้นตอนอยู่แล้ว ส่วนการนำเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะเป็นการท้าทายตำรวจหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบแนวคิดของท่าน ซึ่งขณะนี้ก็มี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะออกมาแล้ว คิดว่าท่านรู้อะไรควรหรือไม่ควร ผมไม่ต้องแนะนำแม้จะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการประสานงานมาจากนายถาวร ส่วนวันที่ 12 ม.ค.นี้ ที่กลุ่มสวนยางจะมีการประชุมกำหนดแนวทางการชุมนุมนั้น ได้ให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ภาค 9 ไปดูแลแล้ว ซึ่งหากมีการปฏิบัติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่าฝ่าฝืนเพราะถ้าไม่มีคนกำราบ อันธพาลก็กำเริบ กฎหมายไม่มีการเกรงใจอยู่แล้ว
สั่ง ‘พงศพัศ’ ดูแลความเรียบร้อยวันเด็ก 70 จุดทั่ว กทม.
                      พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยว่า ในมาตรการดูแลความปลอดภัยทุกมิติในช่วงของวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2559 ที่จะถึงในวันพรุ่งนี้ ซึ่งได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูแลความเรียบร้อยทั้ง 70 จุดทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกำชับให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบังคับการต่างๆ ในพื้นที่ ให้ดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งปกติเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลก็ทำหน้าที่อย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ที่จะมีการจัดกิจกรรมสำคัญๆ ก็มีที่ สนามเสือป่า และในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีการจัดกิจกรรม ก็มี ตชด.ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี
                      พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยอีกว่า ส่วนมาตรการป้องกันมิจฉาชีพแอบแฝงเข้ามาก่อเหตุในช่วงวันเด็ก ก็ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำงานอย่างเคร่งครัด ตรวจสอบแก๊งลักเด็ก แก๊งโจรกรรม หรือมิจฉาชีพอื่นๆ เชื่อว่าปัญหาที่ประชาชนเป็นห่วงเหล่านี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) จะสามารถรักษาความปลอดภัยได้ จึงอยากฝากเตือนผู้ปกครองที่นำบุตรหลานที่มาเที่ยวช่วงวันเด็ก ขอให้เขียนชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ติดไว้กับเด็กด้วย เพื่อป้องกันการสูญหาย นอกจากนี้ยังมีศูนย์ติดตามคนหายเพื่อบริการประชาชนด้วย ส่วนด้านการจราจร ไม่มีเรื่องน่าเป็นห่วง ถ้าเส้นทางไหนมีการจราจรติดขัด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้าไปช่วยเหลือและบริการอยู่แล้ว

นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160108/220131.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559
นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย

นโยบายภาษีและฐานะการคลังไทย : กระดานความคิด โดยดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์

           มีคำถามกันมากว่าปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาได้หรือไม่ และได้มากแค่ไหน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ส่วนหนึ่งเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะภาคการผลิตที่สร้างรายได้หลักให้แก่ประเทศ มีการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนจากต่างชาติหดตัวลงมาก และมีการเคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่ได้เปรียบกว่าในเรื่องต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพทางการผลิต ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้ายังต้องรอดูปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ

ดังนั้น รัฐบาลจึงดูมีทางเลือกที่ไม่มากนัก ที่จะต้องหันมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อสร้างกำลังซื้อ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดกำลังการผลิตต่อไป โดยภาครัฐก็จะใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ และกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อนำเม็ดเงินในงบประมาณอัดฉีดลงไปอีกครั้งในระบบเศรษฐกิจ ผ่านการดำเนินการในโครงการการลงทุนขนาดใหญ่ และผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดภาครัฐก็จะสามารถเก็บภาษีส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้มาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ถามว่า ทางเลือกของการใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการขาดดุลการคลังแบบนี้ จะเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซาและเหมาะกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวในประเทศไทยที่กำลังเผชิญอยู่นี้หรือไม่ คำตอบอาจไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจนนัก แต่เมื่อหันไปดูประเทศอื่นๆ ก็เห็นตัวอย่างที่น่าสนใจในแนวคิดเรื่องการบริหารนโยบายภาษีและการคลัง ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้หลักของภาครัฐ

ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งทราบดีว่า ฐานะการคลังของสหรัฐก็อยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดีนัก และสถานการณ์บังคับให้ใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ เพื่อนำเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดียวกับไทย

นโยบายของพรรคเดโมแครตก็จะดูชัดเจนว่า แนวทางการหาเม็ดเงินใหม่ๆ เพื่อลดการขาดดุล ก็คือการขึ้นภาษีเฉพาะกลุ่ม หรือภาษีคนรวย ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนของคนรวยในสหรัฐมีประมาณ 1% แต่กลับมีสัดส่วนรายได้ที่สูงมาก ดังนั้นเมื่อเก็บภาษีส่วนนี้มาได้ ก็จะนำเม็ดเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น คนชั้นกลาง (ที่ไม่โดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม) ก็จะมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการผลิตการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม แนวคิดของพรรครีพับลิกัน ก็ออกมาคัดค้านการขึ้นภาษีคนรวย โดยมองว่าเรื่องนี้ไม่ช่วยอะไร โดยมีข้อเสนอว่า หากจะหาเม็ดเงินเพิ่ม ก็ควรขยายฐานการจัดเก็บภาษีทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา รวมถึงการยกเลิกการลดหย่อนภาษีบางตัว ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลมีเงินมาอุดหนุนการขาดดุลงบประมาณได้เช่นกัน ซึ่งดูไปแล้ว ข้อเสนอของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ก็มีข้อดีข้อเสียที่ควรนำมาพิจารณาประยุกต์ใช้เป็นแนวคิดเชิงนโยบายของประเทศที่พัฒนาแล้วได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อมาดูฐานะการคลังของประเทศไทย จากเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 (ฉบับปรับปรุง) พบว่าในปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลเตรียมตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ที่ 2,720,000 ล้านบาท และมีประมาณการรายได้สุทธิ 2,330,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขาดดุลงบประมาณ 390,000 ล้านบาท

อีกทั้งเมื่อดูรายได้ทางตรงจากภาษีของกรมจัดเก็บรายได้ทั้งสาม พบว่า กรมศุลกากร หลังจากที่เข้าสู่ช่วงการเปิดเขตการค้าเสรี ภาษีนำเข้าทั้งหมดถูกปรับลดเกือบเหลือ 0% ทำให้รายได้จากภาษีศุลกากรมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก เพียง 4% ของรายได้รวม ส่วนกรมสรรพากรมีรายได้ในสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 68% และสรรพสามิตจะมีรายได้ในสัดส่วนประมาณ 18%

อย่างไรก็ตาม รายได้ของสรรพากรในปี 2559 ประเมินไว้ว่าจะลดลง 70,200 ล้านบาท หรือลดลง 3.6% กรมศุลกากรก็ประเมินลดลง 1,600 ล้านบาท หรือลดลง 1.4% โดยมีกรมสรรพสามิต เป็นกรมเดียวที่ประมาณการไว้ว่า จะมีรายได้จัดเก็บเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2558 โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 74,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 18%

หากนำกรอบแนวคิดจากข้อเสนอนโยบายภาษีของสองพรรคการเมืองสหรัฐมาพิจารณาเบื้องต้นแล้ว จะพบว่าในกรอบข้อจำกัดของไทย หากมีการขึ้นภาษีในส่วนของภาษีส่วนบุคคลหรือภาษีนิติบุคคล ก็อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ที่จะจัดเก็บได้ในระยะยาว หรือหากจะทำจริงก็ควรเป็นการขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บจะดีกว่า หรือดูเรื่องยกเลิกการลดหย่อนภาษีบางตัวก็น่าจะดีกว่า ภาษีศุลกากรก็จัดเก็บได้น้อยลงทุกปีตามข้อตกลงการค้าเสรี ดังนั้น การขึ้นภาษีสรรพสามิตจึงดูเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด เพราะโดยหลักการ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตก็มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมการบริโภคสินค้าและบริการซึ่งมีเหตุผลสมควรที่จะต้องรับภาระภาษีสูงกว่าปกติอยู่แล้ว เช่น บริโภคแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ มีลักษณะเป็นสินค้าและบริการที่ฟุ่มเฟือย หรือเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการขึ้นภาษีในส่วนนี้ดูจะเป็นรายได้เพียงทางเดียวที่มีแนวโน้มสามารถจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นในปีหน้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าภาษีบาป เช่น เหล้าและบุหรี่

อย่างไรก็ดีรัฐบาลควรจะต้องพิจารณาถึงผลที่จะเกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง เพราะผลของการจัดเก็บภาษีสินค้าเหล่านี้ในอัตราที่สูงนั้นจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปบริโภคสินค้าที่มีราคาถูกมากขึ้น ซึ่งทางกรมสรรพสามิตก็เคยประสบปัญหาเรื่องนี้มาแล้วกับสินค้าบุหรี่ ซึ่งทำให้เกิดการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ลดลง และราคาที่สูงเกินไป หรือในกรณีของสุรานำเข้าจากต่างประเทศ ภาษีที่สูงเกินไปอาจไปกระตุ้นให้มีการลักลอบนำเข้าและซื้อขายสินค้าที่ไม่ถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ภาครัฐจะเป็นผู้เสียประโยชน์จากเม็ดเงินภาษีที่หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้น เพื่อเพิ่มรายได้จากภาษีในส่วนนี้และพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรต้องเร่งดำเนินการในผลักดันร่างกฎหมายประมวลภาษีสรรพสามิตให้ออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยเร็ว ซึ่งในระยะยาว ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับฐานระบบภาษีให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ระบบการคำนวณภาษีจากราคาขายปลีกแนะนำ แทนที่จะใช้จากราคานำเข้าที่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการบางรายสามารถแจ้งราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริงได้ หรือการนำสินค้าผ่านเขตปลอดอากร โดยฐานภาษีถูกคำนวณในอัตราที่บิดเบือนและไม่ก่อให้เกิดความโปร่งใส

นอกจากนั้น หากเปลี่ยนมาใช้ระบบราคาขายปลีกแนะนำ ก็จะไม่ส่งผลต่อการได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างผู้ประกอบการในประเทศกับต่างประเทศ และรัฐเองก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีเลยด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้เอง การปฏิรูปภาษีสรรพสามิตจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เพื่อภาครัฐจะได้มีเม็ดเงินนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป รัฐบาลก็จะยิ่งเสียโอกาสในการนำเม็ดเงินกลับเข้าอัดฉีดสู่ระบบเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่ระดับการสูญรายได้อย่างไม่มีความจำเป็น

‘สุขุมพันธุ์’โว ยอดคนดูไฟทะลุล้านคน

Published มกราคม 9, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160107/220140.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม 2559
'สุขุมพันธุ์'โวยอดคนดูไฟทะลุล้านคน

“สุขุมพันธุ์”โว ยอดคนดูไฟทะลุล้านคน ลั่นไม่สนใจอดีตส.ส.ปชป.ขุดคุ้ย

           7ม.ค.59 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงโครงการจัดงานกรุงเทพแสงสีแห่งความสุข งบประมาณท39.5 ล้านบาท โดยใช้หลอดไฟแอลอีดี 5 ล้านดวง ติดตั้งบริเวณลานคนเมืองตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 ถึง 31 มกราคม 2559 ว่า ในวันธรรมดามีผู้เข้ามาชมประมาณ 2 หมื่นคน โดยทั้งหมดตั้งแต่เปิดงานมามีผู้เข้าชมอยู่ที่ 1.2 ล้านคนแล้ว ก็เป็นจำนวนที่บ่งชี้ว่าประชาชนให้ความสนใจ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาชมก็มีความสุขจากการมาเยือน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีมีอดีตส.ส.ประชาธิปัตย์(ปชป.) ออกมาตรวจสอบการทำงานของกทม.นั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ระบุเพียงว่า “ผมไม่สนใจครับ” ก่อนที่ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จะเดินออกจากการให้สัมภาษณ์ทันที

%d bloggers like this: