ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ Curcumin จากขมิ้นชัน

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=732

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ Curcumin จากขมิ้นชัน

การศึกษาผลของ curcumin จากขมิ้นชันต่อภาวะดื้ออินซูลินและฤทธิ์ลดน้ำตาลในหนูแรทเพศผู้ที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus) ด้วยการกินอาหารไขมันสูง นาน 60 วัน โดยป้อนขมิ้นชัน ขนาด 80 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรทกินพร้อมอาหารไขมันสูง นาน 60 วัน เพื่อศึกษาผลการป้องกันของ curcumin และป้อน curcumin ขนาด 80 มก./กก.น้ำหนักตัว ให้แก่หนูแรทที่เป็นเบาหวาน (หลังจากกินอาหารไขมันสูง 60 วัน) ต่อไปอีก 15 วัน เพื่อศึกษาผลการรักษาของ curcumin การทดลองพบว่า curcumin ช่วยลดน้ำตาลในเลือดและชะลอการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน โดยคาดว่ามีผลเกี่ยวข้องฤทธิ์ต้านการอักเสบของ curcumin ที่ช่วยลดระดับ tumor necrosis factor-α ในเลือดของหนูแรทที่กินอาหารไขมันสูง และออกฤทธิ์ยับยั้งการสลายไขมัน ทำให้ปริมาณกรดไขมันอิสระในเลือดลดลง ซึ่งผลการป้องกันและลดน้ำตาลในเลือดของ curcumin นี้ให้ผลดีเทียบเท่ากับการให้ยา rosiglitazone (ยารักษาโรคเบาหวานสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2) ขนาด 1 มก./กก.น้ำหนักตัว แก่หนูแรท แสดงให้เห็นว่า curcumin มีฤทธิ์ในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้เสริมการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

Food Chem Toxicol 2011; 49:1129-40


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | ใส่ความเห็น

ฤทธิ์ของสารสกัดเมล็ดโมกหลวงในการต้านการทำงานของเอนไซม์ alpha-glucosidase และลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=731

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ของสารสกัดเมล็ดโมกหลวงในการต้านการทำงานของเอนไซม์ alpha-glucosidase และลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ

สารสกัดน้ำ:เมทานอล (2:3) ของเมล็ดโมกหลวง (สารในกลุ่มฟีนอลและฟลาวโวนอยด์) เมื่อนำมาทดสอบในหนูแรทที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ พบว่าเมื่อทดสอบในหลอดทดลองสารสกัดเมล็ดโมกหลวงสามารถต้านการทำงานเอนไซม์ alpha-glucosidase จากลำไส้เล็ก โดยที่ค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งได้ครึ่งหนึ่ง (IC50) มีค่าเท่ากับ 0.52 มก./มล. และสารสกัดเมล็ดโมกหลวงขนาด 200, 400 และ 800 มก./กก.สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทได้เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่ไม่มีความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด (acarbose 3 มก./กก.) นอกจากนี้การศึกษาด้านความปลอดภัยของสารสกัดนี้พบว่าสามารถใช้ได้ถึง 6.4 กรัม/กก. น้ำหนักตัว จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัดเมล็ดโมกหลวงสามารถต้านการดูดซึมแป้งในลำไส้เล็ก ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-glucosidase ทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารในหนูแรทที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการที่จะทำการศึกษาในคนต่อไป

J of Ethnopharmacol 2011;135:194-6.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , , | ใส่ความเห็น

สารสกัดเปลือกต้นเบิร์ชใช้รักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=730

ย่อยข่าวงานวิจัย

สารสกัดเปลือกต้นเบิร์ชใช้รักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี

การศึกษาในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังจำนวน 42 ปี อายุระหว่าง 20-71 ปี ที่มีค่าเอนไซม์ของตับ (ALT:alanine aminotransferrase) สูงกว่าค่าปกติ 1.5 เท่า โดยให้ผู้ป่วยรับประทานสารสกัดเปลือกต้นเบิร์ช (Betula alba  ) ชนิดแคปซูลขนาด 20 มก./แคปซูล จำนวน 8 แคปซูล/วัน (2 เม็ดในตอนเช้า 3 เม็ดก่อนอาหารกลางวัน และ 3 เม็ดในตอนเย็น) นาน 12 สัปดาห์ พบว่าระดับ ALT ลดลง 54% จนถึงค่าปกติ และระดับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (HCV RNA) ลดลง 43.2% นอกจากนี้ยังพบว่าหลังรับประทานยาแคปซูลสารสกัดเปลือกต้นเบิร์ชนาน 12 สัปดาห์ อาการอ่อนล้าลดลง 83% อาการแน่นอึดอัดท้องลดลง 67% ความเครียดลดลง75% และอาการท้องอืดอาหารไม่ย่อยลดลง 100% จากก่อนการทดลอง จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัดเปลือกต้นเบิร์ชสามารถป้องกันการถูกทำลายของตับในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังได้ แต่การศึกษาในครั้งนี้ยังไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบจึงควรจะมีการศึกษาทางด้านคลินิกต่อไป

Phytomedicine 2011;18(10):807-10.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | ใส่ความเห็น

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori และยับยั้งเอนไซม์ urease ของสาร resveratrol และไวน์แดง

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=729

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori  และยับยั้งเอนไซม์ urease ของสาร resveratrol และไวน์แดง

การศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori  จำนวน 17 สายพันธุ์ ของสาร resveratrol พบว่าสารดังกล่าวสามารถยับยั้งเชื้อได้ทั้ง 17 สายพันธุ์ โดยมีเส้นรอบวงของการยับยั้งเชื้อ 16 – 22 มม. และมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่สามารถยับยั้งเชื้อได้ 25 – 100 มคก./มล. ส่วนการทดสอบฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ urease พบว่าทั้งสาร resveratrol และไวน์แดง สามารถยับยั้งฤทธิ์ของเอนไซม์ urease ของเชื้อ H. pylori  แบบ non-competitive โดยการออกฤทธิ์จะขึ้นกับความเข้มข้นที่ใช้ จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าทั้งสาร resveratrol และไวน์แดง น่าจะมีประสิทธิภาพและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ H. pylori

Food Research International 2011;44:964-69


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | ใส่ความเห็น

ฤทธิ์ต้านเชื้อราและสารก่อมะเร็งของน้ำมันจากใบขมิ้น

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=728

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ต้านเชื้อราและสารก่อมะเร็งของน้ำมันจากใบขมิ้น

การทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อราและสาร aflatoxin ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งของน้ำมันหอมระเหยจากใบขมิ้นชัน (Curcuma longa  L.) โดยใช้ความเข้มข้นของน้ำมัน 0.01 – 1.5% (v/v) ในอาหารเลี้ยงเชื้อ Yeast Extract Sucrose (YES) บ่มร่วมกับสปอร์ของเชื้อรา Aspergillus flavus  ที่แขวนตะกอนอยู่ 106 โคนิเดีย/มล. จากผลการทดลองพบว่าประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อและการสร้างสารพิษจะขึ้นกับขนาดที่ใช้ โดยขนาด 1.0 และ 1.5% (v/v) สามารถยับยั้งการสร้างสาร aflatoxin ได้ 95.3% และ 100% ตามลำดับ ซึ่งสามารถยับยั้งการสร้าง aflatoxins ได้ทั้งชนิด B1 และ G1 การวิเคราะห์ทางเคมีด้วย GC–MS พบว่าส่วนประกอบหลักที่อยู่ในน้ำมันคือ α-phellandrene, p-cymene และ terpinolene ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะนำน้ำมันหอมระเหยจากใบขมิ้นชันมาพัฒนาเป็นสารกันบูดต่อไป

Food and Chemical Toxicology 2011;49:1188 – 92


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | ใส่ความเห็น

ฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะรุมต่อการยับยั้งการแพร่กระจายและเหนี่ยวนำให้เกิดการตายแบบ apoptosis ของเซลล์มะเร็ง

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=727

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะรุมต่อการยับยั้งการแพร่กระจายและเหนี่ยวนำให้เกิดการตายแบบ apoptosis ของเซลล์มะเร็ง

สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 25 – 200 มคก./มล. จากใบมะรุมมีฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง KB ได้ โดยการยับยั้งเพิ่มขึ้นตามขนาดความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น สารสกัดมีผลเหนี่ยวนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งแบบ apoptosis โดยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเซลล์ ได้แก่ เซลล์หดตัวเล็กลง หลุดออกจากพื้นผิวง่าย ผนังเซลล์เป็นตุ่ม ดีเอ็นเอหนาแน่น เกิดการแตกของดีเอ็นเอ และเพิ่มการสร้างอนุมูลอิสระ (reactive oxygen species) เมื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากใบ พบว่าประกอบด้วยสารสำคัญ คือ quercetin และ kaempferol

Food Chem Toxicol 2011;49:1270-5.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | ใส่ความเห็น

ฤทธิ์ลดน้ำตาลของสาร geraniin จากเปลือกเงาะ

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=726

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ลดน้ำตาลของสาร geraniin จากเปลือกเงาะ

การทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสาร geraniin ซึ่งเป็นสารกลุ่ม ellagitannin ที่แยกได้จากเปลือกเงาะ พบว่าสาร geraniin มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ Galvinoxyl และ 2,2′-azino-bis (3-ethylbenzthiazoline-6-sulphonic acid) (ABTS) โดยค่าความเข้มข้นของสารที่ยับยั้งอนุมูลอิสระได้ครึ่งหนึ่ง (IC50) = 1.9 และ 6.9 µM ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการลดน้ำตาล โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alpha-glucosidase, alpha-amylase และ aldol reductase (IC50 = 0.92, 0.93 และ 0.14 µg/ml ตามลำดับ) ได้ดีกว่ายารักษาเบาหวาน acarbose และ quercetin สาร geraniin ความเข้มข้น 20 µg/ml มีผลยับยั้งการสร้าง Advanced Glycation End-product (AGE) ในโปรตีน Bovine serum albumin (BSA) ได้ 96% ซึ่งให้ผลดีกว่าสารสกัดจากชาเขียว แสดงว่าสาร geraniin จากเปลือกเงาะ มีศักยภาพในการที่จะนำมาพัฒนาเป็นยาต้านเบาหวาน

Food Chemistry 2011;127:21-7.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , , | ใส่ความเห็น

ฤทธิ์กระตุ้นสมรรถภาพทางเพศของสารสกัดจากคาธา (Catha edulis F.)

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=725

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์กระตุ้นสมรรถภาพทางเพศของสารสกัดจากคาธา (Catha edulis  F.)

ศึกษาฤทธิ์ของคาธาต่อสมรรถภาพทางเพศของหนูแรทเพศผู้ โดยในการทดลองแบ่งหนูออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม ป้อนสารละลาย Tween 80 (3% v/v) กลุ่มที่ 2 3 และ 4 ป้อนสารสกัดคาธา ซึ่งสกัดด้วย Chloroform และ diethyl ether สัดส่วน 1:3 (v/v) ขนาด 100 200 และ 300 มก./กก. ตามลำดับ และกลุ่มที่ 5 ป้อนสาร cathinone ขนาด 5 มก./กก. เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ทำการทดสอบพฤติกรรมทางเพศของหนูที่เปลี่ยนแปลงไป และตรวจวัดค่าฮอร์โมนเพศในเลือด รวมถึงการนับจำนวนเชื้ออสุจิและพยาธิสภาพของระบบสืบพันธุ์ ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดคาธาขนาด 100 มก./กก. มีผลให้หนูแรทมีระยะเวลาในการเริ่มมีปฏิสัมพันธ์จนถึงการขึ้นคร่อมตัวเมียครั้งแรก (mount latency, ML) และระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีปฏิสัมพันธ์จนถึงการสอดใส่อวัยวะเพศครั้งแรก (intromission latency, IL) ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ในขณะที่ หนูแรทที่ป้อนด้วยสารสกัดคาธาขนาด 200 มก./กก. มีระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีปฏิสัมพันธ์จนถึงการสอดใส่อวัยวะเพศครั้งแรก และความถี่ในการสอดใส่อวัยวะเพศ (intromission frequency, IF) ลดลง แต่ช่วงเวลาหลังจากการหลั่งจนถึงการมีปฏิสัมพันธ์ครั้งต่อไป (post-ejaculatory latency, PEL) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนูในกลุ่มที่ป้อนด้วยสารสกัดคาธาขนาด 300 มก./กก. มีค่า IF และระยะเวลาในการเริ่มหลั่งอสุจิ (ejaculation latency, EL) ลดลง แต่ค่า IL PEL ML และความถี่ในการขึ้นคร่อมตัวเมีย (mount frequency, MF) เพิ่มขึ้น และหนูแรทกลุ่มที่ป้อนด้วยสาร cathinone ขนาด 5 มก./กก. มีค่า MF และ LF สูงสุด แต่มีค่า EL และ IF ลดลงเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการวัดค่าฮอร์โมนในเลือดพบว่าหนูแรทกลุ่มที่ป้อนด้วยสารสกัดคาธาขนาด 100 มก./กก. มีปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testoseterone) เพิ่มสูงขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แต่แรทกลุ่มที่ป้อนด้วยสารสกัดคาธาขนาด 200 และ 300 มก./กก. กลับมีค่าลดลง 18% และ 50% ตามลำดับ ในขณะที่สารสกัดคาธาขนาด 100 มก./กก. ไม่มีผลต่อปริมาณฮอร์โมน cortisol ในเลือด แต่สารสกัดคาธาขนาด 200 และ 300 มก./กก. มีผลทำให้เพิ่มขึ้น 83% และ 164.5% ตามลำดับ นอกจากนี้ผลการนับจำนวนเชื้ออสุจิพบว่า สารสกัดคาธามีผลลดจำนวนอสุจิเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และไม่พบความเสียหายในอวัยวะสืบพันธุ์ของหนู ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสารสกัดคาธามีฤทธิ์กระตุ้นแรงจูงใจในการมีเพศสัมพันธุ์ของหนูแรทอย่างอ่อน และประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อกินในปริมาณที่มากขึ้น

J Ethno. 2011; 134: 977-983


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | ใส่ความเห็น

ชาดำช่วยลดน้ำตาลในเลือด

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=724

ย่อยข่าวงานวิจัย

ชาดำช่วยลดน้ำตาลในเลือด

การศึกษาปัจจัยสภาพภูมิอากาศของแหล่งปลูกชาและเกรดของใบชาต่อฤทธิ์น้ำตาลในเลือดของชาดำ โดยใช้ชาดำเกรด Broken Orange Pekoe Fanning (เศษใบชา) จากแหล่งปลูกที่มีความสูงต่างกันในประเทศศรีลังกา คือ High-grown (ปลูกในพื้นที่สูงมากกว่า 1,220 ม.จากระดับน้ำทะเล), Medium-grown (ปลูกในระดับความสูง 610-1,220 ม.จากระดับน้ำทะเล) และ Low-grown (ปลูกในพื้นที่ต่ำกว่า 610 ม.จากระดับน้ำทะเล) โดยป้อนชาดำที่ความเข้มข้น 60, 120 และ 480 มก./มล. ป้อนให้หนูแรทปกติ และหนูแรทที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานโดย Streptozotocin ติดต่อกัน 14 วัน ผลการศึกษาพบว่าชาดำสามารถลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ทั้งในหนูปกติและหนูที่เป็นเบาหวาน โดยจะออกฤทธิ์มากขึ้นเมื่อได้รับในความเข้มข้นที่สูงขึ้น และฤทธิ์ลดน้ำตาลนี้ไม่ขึ้นกับความสูงของแหล่งปลูกชา นอกจากนี้ยังพบว่าชาดำออกฤทธิ์ลดการดูดซึมกลูโคสที่ลำไส้เล็ก ยั้บยั้งการทำงานของ α-glucosidase และ α-amylase นอกจากนี้ชาดำยังออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน ซึ่งช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน (insulin sensitivity) และแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบในหลอดทดลอง โดยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษในสัตว์ทดลองเมื่อป้อนในความเข้มข้น 480 มก./มล. ติดต่อกันนาน 50 วัน จากการศึกษานี้จะเห็นได้ว่าแหล่งปลูกใบชาและคุณภาพของใบชาไม่มีผลต่อฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของชาดำ

J Ethnopharmacol 2011; 135: 278-86


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | 1 ความเห็น

สารคาทีชินในชาช่วยป้องกันการเกิดภาวะความผิดปกติของผนังหลอดเลือด และต้านการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งในผู้ที่สูบบุหรี่

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=723

ย่อยข่าวงานวิจัย

สารคาทีชินในชาช่วยป้องกันการเกิดภาวะความผิดปกติของผนังหลอดเลือด และต้านการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งในผู้ที่สูบบุหรี่

การศึกษาในผู้ชายที่สูบบุหรี่จำนวน 30 คน ที่มีประวัติในการสูบบุหรี่ 20 มวน/วัน นาน 1 ปี หรือมากกว่า และมีสุขภาพดีไม่เป็นโรคเบาหวาน หัวใจและหลอดเลือด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับเครื่องดื่มที่ไม่มีสารคาทีชิน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในระดับกลาง (80 มก./วัน) กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในระดับสูง (580 มก./วัน) นาน 2 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในระดับสูงมีการตอบสองต่ออะเซตทิลโคลีน (acethylcholine) เพิ่มขึ้นทำให้การไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นเมื่อวัดภายหลังจากการดื่มชาไป 2 ชม. 1 และ 2 สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ ไม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้กลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในระดับสูงจะเพิ่มสารไนตริออกไซด์ในกระแสเลือด และลดระดับสารอนุมูลอิสระ เช่น dimethylarginine, malondealdehyde, C-reactive protein เป็นต้น ซึ่งเป็นผลให้ป้องกันการเกิดภาวะความผิดปกติของผนังหลอดเลือด และต้านการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวได้ จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าการรับประทานเครื่องดื่มที่มีสารคาทีชินในระดับสูงสามารถป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวในผู้ที่สูบบุหรี่ได้โดยไปเพิ่มระดับไนตริออกไซด์และลดระดับสารอนุมูลอิสระในกระแสเลือด

Circulation Journal 2010;74:578-87.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

มีนาคม 16, 2012 Posted by | ข้อมูลสมุนไพร, ย่อยข่าวงานวิจัย | , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,261 other followers

%d bloggers like this: