ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for the ‘การใช้ยาสมุนไพร’ Category

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6632.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 53-008
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 53
เดือน-ปี : 09/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ผศ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล

Thu, 01/09/2526 – 00:00 — Anonymous

สมุนไพรที่รักษาโรคกลากเกลื้อน

ชื่อสมุนไพร                                                                       
วิธีใช้


กระชาย                                           

เหง้า ตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อย ทาหลายๆ ครั้งจนหาย

กระเทียม                                          

หัว กระเทียม 3-4 กลีบ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็นหรือนำมาผสมกับน้ำมะพร้าว เล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็น 2-3 ครั้งจนกว่าจะหาย

ข่า                                                     

เหง้า แก่ ขนาดยาว 1 นิ้ว ตำให้ละเอียดผสมเหล้าโรงเล็กน้อยทาหลายๆ ครั้งจนกว่าจะหาย

ชุมเห็ดเทศ                                       

ใบ สด 3-4 ใบ ตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำปูนใส หรือน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง

ชุมเห็ดไทย                                      

ใบ สด 10-20 ใบ ตำผสมกับเหล้าโรงเล็กน้อย ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้งจนหาย
 เมล็ด 1 กำมือ โขลกกับน้ำมะพร้าว ทาวันละ 2-3 ครั้งจนหาย


สมุนไพรที่รักษาโรคผื่นคัน

ชื่อสมุนไพร                                                                             วิธีใช้

กะเบา                                                       

เนื้อในเมล็ด 5-10 เม็ด ตำให้ละเอียด ทาบริเวณที่เป็น

ขมิ้นชัน                                                     

เหง้า สด หรือแห้ง บดให้ละเอียด ผสมน้ำปูนใส ทาบริเวณที่มีผื่นคัน

สำมะงา                                                     

กิ่งและใบสด 3-4 กำมือ สับเป็นท่อน ต้มอาบแก้คัน

เหงือกปลาหมอ                                      

ใบสดและต้นสด 3-4 กำมือ สับเป็นท่อน ต้มอาบแก้คัน

พลู                                                             

ใบ สด โขลกผสมกับเหล้าโรง ทาบริเวณที่คัน

หนาด                                                        

ใบ ต้มน้ำอาบแก้คัน


สมุนไพรที่สมานแผล


ชื่อสมุนไพร                                                                           วิธีใช้


บัวบก                                                                       

ต้นสด ตำพอกปิดบาดแผล

สาบเสือ                                                                   

ใบ และ ยอดอ่อน ขยี้ทาพอกแผลสด

ขมิ้นชัน                                                                    

เหง้า สดหรือแห้ง บดให้ละเอียด ผสมน้ำปูนใสทา

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6633.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 53-009
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 53
เดือน-ปี : 09/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ประเสริฐ พรหมณี

Thu, 01/09/2526 – 00:00 — Anonymous

ยาแผนโบราณต้องใช้น้ำกระสายยา เพราะหมอโบราณมีความประสงค์จะให้ยาที่ต้องใช้น้ำกระสายนั้น มีฤทธิ์หรือสรรพคุณแรงพอที่จะต้านทานโรคหรือให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บเร็วขึ้น จึงต้องใช้น้ำกระสายยา หรือใช้น้ำกระสายยาเพื่อให้ยานั้นกินง่ายขึ้น เพื่อความสะดวกต่อผู้ใช้ เพราะยาโบราณกินยากกลิ่นและรสไม่น่ารับประทาน ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้น้ำกระสายยา น้ำกระสายยาได้จากสิ่งต่อไปนี้

น้ำกระสายยาได้จากน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก
 ไม่มีเชื้อโรค เป็นน้ำสำหับละลายยากิน ทั้งยาเม็ดและยาผงแล้วกลืนลงไปพร้อมกับยานั้น ทำให้กลืนงายและยาไม่ติดคอน้ำกระสายยาได้จากต้นไม้ ใบหญ้า หรือแร่ธาตุและสัตว์ เอาสิ่งดังกล่าวที่ต้องการอย่างหนึ่งมาต้ม ฝน หรือตำ แล้วบีบคั้นเอาน้ำหรือสิ่งเหล่านั้นมาเจือปนหรือผสมกับยากิน ประโยชน์ของน้ำกระสายยา เพื่อให้กลืนกินยาได้ง่าย ไม่ฝืดคอ ไม่ติดคอคนไข้และลดความขมของยาลงได้บ้าง เพื่อให้ฤทธิ์ยานั้นตรงตามจุดหมาย หรือตรงตามความประสงค์ของหมอ และนำฤทธิ์หรือสรรพคุณยาวิ่งไปได้เร็ว หมอโบราณถือว่าน้ำกระสายยานี้เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้โรคหายเร็วขึ้น

เมื่อได้กล่าวถึงน้ำกระสายยาแล้วว่ามีความสำคัญอย่างไรบ้าง ต่อไปนี้ก็จะกล่าวถึงน้ำกระสายยาแก้โรคและแก้ไข้ต่างๆ ซึ่งหมอโบราณเคยใช้สืบต่อกันมาและมีสรรพคุณดี เมื่อถึงคราวจำเป็นอาจจะใช้ได้ทันที โดยที่เรามียาหอมอยู่หนึ่งขนาน อาจเป็นยาหอมอะไรก็ได้ที่มีอยู่ และให้เปลี่ยนเป็นน้ำกระสายยาเองตามอาการของโรค

น้ำกระสายยาแก้โรคต่างๆ

แก้ไข้ตัวร้อน เอาน้ำดอกไม้ละลายกิน
แก้หอบ เอาลูกประคำดีความต้มเอาน้ำละลายยากิน
แก้ร้อนในกระหายน้ำ เอารากบัวหลวง ต้มเอาน้ำละลายยากิน
แก้สวิงสวายครั่นเนื้อครั่นตัว ใช้น้ำซาวข้าวหรือน้ำจันทน์เทศ ละลายยากิน
แก้บิด เอาหัวกระทือ หัวไพล หรือหัวกระชายหมกไฟ ฝนเอาน้ำละลายยากิน
แก้ท้องเดิน ใช้เปลือกแคแดงและเปลือกมะเดื่อชุม ต้อมเอาน้ำละลายยากิน
ถ่ายไม่หยุด เอาทับทิมทั้ง 5 คือ ต้น ดอก ราก ลูก ใบ ต้นกับน้ำปูนใส เอาน้ำละลายยากิน
แก้เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารไม่มีรส เอาเถาบอระเพ็ด ก้านสะเดา ลูกผักชี ต้มเอาน้ำ ละลายยากิน
แก้อาเจียน เอาลูกยอต้ม เอาน้ำ ละลายยากิน
แก้สะอึก เอรารากทรงบาดาล รากมะกล่ำเครือ รากมะอึก ต้มเอาน้ำละลายยากิน
แก้ขัดเบา เอาแก่นสน ไม้สัก สารส้ม เท่าๆ กัน ต้มเอาน้ำละลายยากิน
แก้นอนไม่หลับ เอารากชุมเห็ดไทย น้ำตาลกรวด ต้มเอาน้ำละลายยากิน
แก้ไข้สตรีมีครรภ์ ออกดำ ออกแดง เอาลูกผักชี ชะเอม บดเป็นผงละลายน้ำมะพร้าวอ่อนรุมไฟละลายยากิน
แก้กระษัย เบาแดง เอากาฝาก มะม่วงพรวน ต้มเอาน้ำละลายยากิน
ให้เจริญอาหาร เอาโกศหัวบัว ชะเอมเทศ ต้มเอาน้ำละลายยากิน
แก้ซางขึ้นปากคอเด็ก เอาดีงูเหลือม ละลายน้ำ เอาน้ำละลายยากิน
แก้ผิดสำแดง หรือแสลง เอาเหมือดคน พญามือเหล็ก รากมะปราง เปรี้ยว- มะปรางหวาน ฝนกับน้ำซาวข้าวละลายยากิน
แก้ไข้ ใจหงุดหงิด เอาหญ้าฝรั่นต้มเอาน้ำเป็นกระสาย
แก้น้ำลายเหนียว เอาเมล็ดเทียนดำห่อผ้า ต้มเอาน้ำละลายยากิน

ตัวอย่างน้ำกระสายยาที่หมอโบราณเคยใช้สืบเนื้อต่อกนมาและได้ผล หมอโบราณยังใช้กันมาทุกวันนี้ ท่านผู้อ่านที่สนใจจะใช้นำกระสายยาดังกล่าวนี้บ้างก็ได้ เพราะบางอย่างเป็นของหาง่ายทำใช้ได้ง่าย เพราะบางท่านก็มียาหอมประจำตัวอยู่แล้ว ถ้าได้น้ำกระสายยาที่ดี ตรงกับอาการที่เป็นก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น โดยผู้เขียนยินดีและไม่สงวนสิทธ์

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6599.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 52-008
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 52
เดือน-ปี : 08/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ผศ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล

Mon, 01/08/2526 – 00:00 — Anonymous

สมุนไพรที่ใช้แก้ไอ และขับเสมหะ

ชื่อสมุนไพร                                                                      วิธีใช้


มะแว้งต้น                                       
ผล แก่ 10-20 ผล กินแก้ไอ ขับเสมหะ เป็นยาขมเจริญอาหารเด็กใช้ 2-3 ผล ตำกวาดคอ 
มะแว้งเครือ
ใช้เหมือนมะแว้งต้น

มะนาว                                          

น้ำ มะนาว 2-3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับเกลือเล็กน้อยจิบบ่อยๆ

เสนียด                                         

ใบ สด 45 ใบ ตำแล้วคั้นน้ำผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำที่คั้นจากขิงสดหรือใช้ใบสด 1 กำมือ ต้มกับพริกไทย 10-20 เม็ด น้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว กินครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ รักษาโรคหลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง ปัจจุบันมีบริษัททางเยอรมันนำไปทำยาชื่อ Bisoloon เป็นยาขับและละลายเสมหะเรื้อรัง

สมุนไพรที่ใช้แก้ไข้ขับปัสสาวะ

ชื่อสมุนไพร                                                                     วิธีใช้

บอระเพ็ด                                       

ผง ต้มบอระเพ็ดแห้ง 1-2 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย แบ่งดื่ม 2-3 ครั้งต่อวัน หรือใช้

เถาสด ดองกับเหล้า ความแรง 1 ต่อ 10 กินครั้งละ 1 ช้อนชาไม่ควรใช้กับคนที่เป็นโรคหัวใจ เด็กต่ำกว่า 3 ขวบ หญิงมีครรภ์คนที่เป็นไทฟอยด์และคนเป็นโรคปอดบวม

หญ้าใต้ใบ                                     

ต้น สดๆ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยครึ่งดื่มครั้งละครึ่งถ้วย

ลูกใต้ใบ  ใช้เหมือนหญ้าใต้ใบ

ผักเบี้ยใหญ่                                   

ยอด สด 4 ยอด (ยอดอ่อนยาว 7 ซม.) หรือตัดประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วย 10-15 นาที ได้สารละลายสีเหลือง ดื่มทั้งหมดหรือใช้เมล็ด 1 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว 15 นาที ดื่มทั้งหมด เป็นยาลดไข้ ขับปัสสาวะ
ข้อควรระวัง กินมากอาจทำให้เป็นโรคเบาหวานได้

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6600.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 52-009
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 52
เดือน-ปี : 08/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ประเสริฐ พรหมณี

Mon, 01/08/2526 – 00:00 — Anonymous

โรคป่วง เป็นชื่อโรคตั้งแต่สมัยโบราณ หรือหมอโบราณตั้งชื่อโรคไว้เมื่อสมัยก่อน อาการของป่วง เป็นโรคที่น่ากลัวอยู่ไม่ใช่น้อย โรคนี้ถึงแม้จะไม่ติดต่อกัน แต่ก็ทำให้คนที่เป็นโรคนี้ตายได้ เพราะมีอาการถ่ายอย่างแรงมากและอาเจียน คนไข้อาจตายได้เพราะเสียน้ำในร่างกาย

อาการของโรคป่วง
 ตำราวิชาหมอโบราณว่าไว้ ให้หมอพิจารณาถึงรู้พิจารณาดูโดยกิริยา อาการไข้มีมาต่างๆกัน อย่าสำคัญว่าปีศาจ เหตุคือ ธาตุผิดสำแดง หมายถึงคนกินอาหารไม่เลือกและไม่เคยกับธาตุ โบราณเรียกว่าผิดสำแดงหรือแสลง เมื่อโรคนี้เกิดขึ้นคือ เกิดจากอาหารที่กินเข้าไปแล้วเกิดโทษ เรียกง่ายๆ ก็อาหารเป็นพิษนั่นเอง มีอาการทำให้ปวดท้อง ลงท้องเป็นน้ำ มีลมออกบ้าง อาการอาเจียนก็มีตามมา กับมีอาการปวดท้องบ้างอาการคล้ายอหิวาตกโรค แต่อาการเสียกำลังน้อยกว่ากันมาก เพราะน้ำอาหารที่ย่อยแล้วที่อยู่ในต่อมที่เก็บดูดไว้มิได้ถ่ายออกมาด้วย แต่เป็นเสมหะจึงเป็นพิษ ตามผิวกระเพาะอาหาร และลำไส้ไม่มีตัวโรคที่ทำให้ติดต่อโรคป่วงไม่ติดต่อกันเมื่อลงท้องมากอาการเป็นตะคริวจะจับปลายมือปลายเท้า คือ มีอาการเกร็งมาก เจ็บปวดและเข้าท้องด้วยก็ได้ จึงอาจตายได้ เหมือนกัน ลงท้องมาก อาเจียนมาก โบราณเรียกว่า สันนิบาตสองคลอง คือ ทั้งลงและ ทั้งราก 

การช่วยคนเจ็บ ถ้าอาเจียนให้จิบยาแก้อาเจียนบ่อยๆ ก็ได้ และถ้ามีอาการเป็นตะคริวต้องใช้ความอบอุ่นเข้าช่วย เช่น ถุงน้ำร้อนหรือขวดน้ำร้อน ก้อนอิฐเผาไฟห่อผ้าพออุ่นๆ วางตรงที่เป็นตะคริว การใช้ยาหม้อแก้อาเจียนก็ใช้ได้ดี ช่วยให้ลำไส้เป็นปกติได้ดีด้วย ถ้ากำลังคนไขไม่ดี อ่อนเพลียมาก หรือการรักษาไม่ดี อาจตายได้ เพราะขวัญไม่มีกำลังดี อาจกินอาหารมากเกินไป อาหารไม่ย่อย เกิดโทษเป็นโรคแทรกถึงตายก็เคยมีถ้ามีอาการลงท้องและอาเจียนมากควรนำส่งโรงพยาบาล หรือให้หมอแผนปัจจุบันช่วยด้วย

ยาหม้อแก้อาเจียนมีตัวยาดังนี้

แว่นสน จันทน์เทศ เทพชาโร ขิงแห้ง แห้วหมู ลูกผักชี มะตูมอ่อน รากช้าพลู หญ้าตีนนก รากแฝกหอม หัวหอม หัวตะไคร้ ผลยอเผาไฟพอสุก หนักสิ่งละ 15 กรัม หรือพอสมควร
ตัวยาทั้งหมดรวมกันต้มให้เดือดจิบบ่อยๆ

ยาหม้อแก้ป่วงมีตัวยาดังนี้

กำมะถันเหลือง ผิวส้มโอ รากต่อไส้ รากหวายลิง นมจาก เอาน้ำหนักเท่าๆกัน
ตัวยาทั้งหมดรวมกัน ต้มให้เดือด
กินครั้งละ 3-4 ช้อนโต๊ะ ทุก 2-3 ชั่วโมง

ป้ายกำกับ:

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6581.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 51-010
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 51
เดือน-ปี : 07/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ประเสริฐ พรหมณี

Fri, 01/07/2526 – 00:00 — Anonymous

โรคโทสันทฆาต เป็นโรคที่เรียกชื่อกันตามภาษาชาวบ้านและวงการหมอโบราณแต่กาลก่อน ผู้เขียนได้เขียนอาการและยารักษาแบบโบราณ ให้ผู้ที่สนใจติดตามเรื่องของหมอโบราณในหนังสือ “หมอชาวบ้าน” เพื่อการรักษาตนเองและการสาธารณสุขมูลฐานซึ่งให้ความรู้หลายอย่างที่น่าสนใจ

ประการหนึ่ง
ของโรค “โทสันทฆาต” ย่อมบังเกิดได้ทั้งชายและหญิง ท่านว่าสตรีประจำเดือนไม่มาตามปกติ คือ ประจำเดือนขาดหายไปเป็นเดือนๆ แล้วมีอาการเจ็บปวดหลัง 14-15 วัน แล้วก็มีอาการเป็นลมในท้อง จุกแน่นหน้าอกดุจขาดใจ ยิ่งกินยาโบราณที่มีรสเผ็ดร้อนลงไปยิ่งทำให้มีอาการมากขึ้นอีก และทำให้ประจำเดือนตกออกมาเป็นล่มเป็นก้อน มีเลือดตกออกมาทางทวารหนัก ทวารเบา บางทีก็เป็นดังน้ำหมากจางๆ บางทีเป็นน้ำขาวดังดินสอพอง

อาการดังนี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าชาย ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อแรกบังเกิดโรคดังนี้ ย่อมเป็นไข้พิการต่างๆ คือตกต้นไม้ และล้มลงถูกกระทบกระแทกขัดขวางอย่างแรงหรือเรียกว่าโรคพิฆาตถูกทุบถองโบยตี ซึ่งเป็นสาหัสฟกช้ำในอกใจ โลหิตช้ำใน ย่อมให้เจ็บร้อนในอก เสียดแทงเจ็บสันหลังก็มี มีอาการให้กระทำโทษต่างๆ ภายใน ในการฟกช้ำอาจเกิดเป็นเม็ดและช้ำภายใน โลหิตไม่กระจายออก ทำให้เส้นต่างๆ อักเสบ กระดูกสันหลังได้รับความกระทบกระเทือน

หมอโบราณบางทีก็เรียกว่า “อาสันทฆาต” เหตุว่าเกิดเพราะไข้พิฆาตบอบช้ำ และโรคนี้ถ้าหมอให้การรักษาไม่ถูกต้องก็อาจตายได้ และโรคนี้รักษาไม่หาย นานเข้าหมอก็เรียกว่า “ตรีสันทฆาต” เพราะความชอกช้ำที่ได้รับแต่ครั้งแรก มักจะทำให้เกิดเป็นเม็ดขึ้นในดี, ตับ, หัวใจ และลำไส้ โบราณเรียกว่า “เม็ดกาฬ” จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการอุจจาระเป็นโลหิต คลั่งเพ้อจุกเสียด ท้องขึ้นพองเหมือนท้องมาน ถ้าอาการเป็นเช่นนี้แล้ว หมอโบราณว่าหมดทางรักษา

ถ้ารู้ตัวว่าเป็นโรคโทสันทฆาตก็ต้องรับรักษาเสียเมื่อมีอาการเริ่มเป็นอย่างทิ้งไว้นาน โบราณถือว่าการกระทบกระแทกฟกช้ำอย่างแรง เลือดที่ช้ำไม่กระจายจะเป็นโทษแก่ร่างกาย หรือสตรีที่ประจำเดือนไม่มาก็เป็นโทสันทฆาตได้ แต่ที่ท่านไม่มีอาการดังกล่าวก็ไม่เป็นโรคโบราณดังกล่าวนี้ก็ได้ แต่ถ้าท่านมีอาการดังกล่าวขึ้นมาก็ควรรักษาและปรึกษาหมอก่อน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ยารักษา
มีตัวยาดังนี้ เถาระค้าน ผักแพวแดง หัวดองดึง หัวว่านน้ำ มหาหิงคุ์ ยาดำ โกศจุฬาลัมภา โกศสอ โกศพุงปลา หัวอุตพิด ชะเอมเทศ ดอกดีปลี แก่นแสมทะเล หนักสิ่งละ 15 กรัม พริกไทยหนัก 195 กรัม

วิธีทำ

เอายารวมกันบดให้ละเอียด

วิธีใช้

ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานมื้อละ 2-3 เม็ดวันละ 3 เวลาก่อนอาหาร แก้อาการและโรคโทสันทฆาตนั้นแล

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6559.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 50-009
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 50
เดือน-ปี : 06/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ผศ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล

Wed, 01/06/2526 – 00:00 — Anonymous

“ข้อมูลสมุนไพรเป็นรายงานการวิจัยเชิงเอกสารของโครงการพัฒนาเทคนิคการทำยาสมุนไพร ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น การแปล และเรียบเรียง จากหนังสือสมุนไพรไทย อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อาฟริกา จีน ส่วนสรรพคุณตำรับยาและวิธีใช้รวมทั้งรายงานทางคลินิก มาจากพจนานุกรมสมุนไพรจีนฉบับสมบูรณ์ เพราะจีนได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากการทดลองใช้และเสนอรายงานผลการรักษาผู้ป่วยไว้อย่างเป็นระบบ

ข้อมูลที่เสนอเหล่านี้ยังจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ทดลอง ปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ยืนยันให้แน่นอนอีก แต่คิดว่าการเสนอข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการโน้มนำ กระตุ้น หรือท้าทายให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรของไทยเราให้กว้างขวางยิ่งขึ้น”

ชื่ออื่น ผักกะโฉม (ภาคกลาง) อัมกบ (เชียงใหม่) จุ้ยห่วยเฮียง (แต้จิ๋ว) สุ่ยหุยเซียง (จีนกลาง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Limnophila rugosa (Roth.) Merr. (Herpestis rugosa Roth.) วงศ์ Scro phulariaceae
(Limnophila roxburghii G. Don.)

ลักษณะต้น
เป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียว มีกลิ่นหอม ลำต้นแตกแขนง สูง 30-60 เซนติเมตร ต้นอ่อนมีขนปกคลุม พอแก่ขนจะร่วงหมด

ใบเดี่ยวออกตรงกันข้าม ใบรียาว 4-8 เซนติเมตร กว้าง 2-3 เซนติเมตร ปลายใบมน หลังใบมีรอยย่น และมีขนปกคลุม ท้องใบมีต่อมเล็กๆ จำนวนมาก ก้านใบสั้น

ดอกเล็กยาว 8 มิลลิเมตร ไม่มีก้านดอก กลีบดอกติดกันเป็นท่อกลม ตรงปลายแยกเป็น 2 แฉกคล้ายรูปปาก ปากบนแยก 2 พู ปากล่างแยก 3 พู กลีบดอกสีน้ำเงินปนม่วงมีแต้มสีเหลืองตรงกลาง มีเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย 1 อัน มักขึ้นริมคู คันนา และที่ชื้นแฉะ

ส่วนที่ใช้ ทั้งต้น ใบ

สรรพคุณ

ทั้งต้น
 ขับเสมหะ แก้ไข หอบ ปวดท้องโรคกระเพาะ แน่นท้อง แน่นหน้าอก ลดอาการบวมน้ำและแผลพุพอง
ใบ ขับปัสสาวะ เข้ายาธาตุช่วยเจริญอาหาร ใบมีกลิ่นคล้ายใบโหระพา ใช้แต่งกลิ่นอาหาร และทำหัวน้ำหอม

ตำรับยาและวิธีใช้
1. ใช้ต้นแห้ง 6-15 กรัม ต้มน้ำกินสำหรับอาหารเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร
2. แผลพุพอง ใช้ต้นสดจำนวนพอควร ตำพอกหรือต้มน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6560.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 50-010
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 50
เดือน-ปี : 06/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ประเสริฐ พรหมณี

Wed, 01/06/2526 – 00:00 — Anonymous

อันว่าลักษณะอาการของไข้เหือดเมื่อเริ่มจับไข้ ให้ตัวร้อน ปวดศีรษะ ให้ผิวหนังเบ่งแดงไปทั่วตัว ให้เมื่อยไปทั่วร่างกาย ให้ร้อนภายใน ให้คอแห้งเจ็บคอ กระหายน้ำ ให้ไอ จามบ่อยๆ มีเม็ดผุดขึ้นตามตัว แต่เม็ดยอดไม่แหลมเหมือนหัด ถ้าขึ้นในตาทำให้ตาแดงมีขี้ตามาก

อาการที่จัดไข้นั้น ไม่จับ เซื่อมซึมเหมือนไข้อื่นๆ เป็นแต่ไม่มึนมัวหน้าตาอยู่เสมอๆ เมื่อเม็ดผุดออกมาเห็นแล้ว อาการที่ตัวร้อน ปวดศีรษะมึนมัวหน้าตานั้น ก็จะค่อยคลายลง บางทีลุกขึ้นนั่งเดินได้
นี่เป็นลักษณะไข้เหือด

ไข้เหือดอาจเป็นพิษได้มากเพราะเมื่อเริ่มเป็นไข้นั้น คนไข้กินของแสลงเข้าไป (หมอโบราณพูดถึงเรื่องของแสลง แต่ปัจจุบันอาจไม่มี) เช่น กินของหมักของดอง บูดเปรี้ยวต่างๆ ข้าวเหนียว น้ำตาล น้ำกะทิ น้ำมัน เนื้อสัตว์สดๆ มีคาวจัด เผือกมัน และผักดิบๆ เพราะคนไข้เจ็บป่วยไฟธาตุอ่อนไม่สามารถย่อยอาหารได้ดี ทำให้ท้องขึ้นเฟ้อ อุจจาระทำพิษต่างๆ เป็นทวีคูณมากยิ่งขึ้น อาการจึงมีพิษมากดังนี้ ให้ตัวร้อนจัด ให้เซื่องซึมมึนมัวเป็นกำลัง เมื่อเม็ดเหือดผุดเห็นแล้วตัวก็ยังร้อนอยู่ อาการมึนซึมยังไม่หาย จนเม็ดจมแล้ว ตัวก็ยังร้อนอยู่ หรือเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น

อาการอย่างนี้เมื่อเม็ดยุบหรือจมหมดแล้ว มักจะทำให้ท้องเสีย อุจจาระเหลว และอุจจาระบ่อยๆ บางทีมีเสมหะปนออกมาด้วย และมีเมือกมัน เหม็นเน่า บางครั้งเหมือนมีหนองและเลือดติดมากับอุจจาระด้วย อาการคล้ายไข้รากสาด เป็นเพราะพิษของแสลงและพิษร้อนภายใจ ทำให้ลำไส้อักเสบ ทำให้อุจจาระไหลเน่าบางทีเป็นสีน้ำล้างเนื้อ

คัมภีร์หมอโบราณว่าไว้ เมื่อไข้นี้หายแล้ว กินของแสลงดังกล่าวเข้าก็กลับมีพิษทางท้อง ลำไส้ และอุจจาระได้ แต่การรักษาทางแผนใหม่ คงไม่มีของแสลง

นี่ผู้เขียนเป็นหมอโบราณก็เขียนอย่างโบราณ เพื่อคนจะได้รู้บ้าง และอะไรๆ ของเก่าๆ ที่ยังดีอยู่ก็มี จึงได้เขียนเปิดเผยให้ได้รู้ ได้สังเกตดูอาการว่าตรงกับที่บอกไว้หรือไม่

ยาโบราณที่รักษาโรคนี้คือ
ยาต้ม รากซิซี่ รากหญ้านาง รากคนฑา รากท้าวยายม่อม รากมะเดื่อชุมพร
วิธีทำ เอาน้ำหนักประมาณสิ่งละ 30 กรัม หรือย่างละ 1 กำมือ ต้ม
วิธีใช้ ผู้ใหญ่กินมื้อละ 3-4 ช้อนโต๊ะ เด็กมื้อละ 2 ช้อนชา ถึง 1 ช้อนโต๊ะ กินได้ทุก 3-4 ชั่วโมง

ยาผง
 ผักกระโฉม ใบสันพร้าหอม ใบฝ้ายแดง ใบสันพร้ามอญ ใบพรมมิ ใบพิมเสน หญ้าใต้ใบ
วิธีทำ เอาน้ำหนักเท่าๆ กัน ทำความสะอาดตัวยาให้ดี บดทำผง
วิธีใช้ ผู้ใหญ่กิน 1 ช้อนกาแฟ เด็ก ครึ่งช้อนกาแฟ กินละลายน้ำสุก ทุก 4 ชั่วโมง
ถ้าจะแก้เหือดที่ท้องเสีย ให้ละลายกับน้ำใบชาต้มกิน
สรรพคุณ
แก้ไข้เหือด ไข้หัด ไข้สุกใสดำแดง แก้ซาง เด็กตัวร้อน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ แก้ตัวร้อนปวดศีรษะ

หมายเหตุ

ยาผลบดให้สะอาดดีแล้วเก็บใส่ขวดที่สะอาดปิดจุกขวดให้แน่น เก็บใช้ได้เป็นปี
ตัวอย่างดังกล่าหาได้ไม่ยาก ทำไว้กินดีราคาไม่แพง ผู้เขียนก็ทำไว้กินเอง

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6508.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 49-009
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 49
เดือน-ปี : 05/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ผศ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล

Sun, 01/05/2526 – 00:00 — Anonymous

“ข้อมูลสมุนไพรเป็นรายงานการวิจัยเชิงเอกสารของโครงการพัฒนาเทคนิคการทำยาสมุนไพร ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น การแปล และเรียบเรียง จากหนังสือสมุนไพรไทย อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อาฟริกา จีน ส่วนสรรพคุณตำรับยาและวิธีใช้รวมทั้งรายงานทางคลินิก มาจากพจนานุกรมสมุนไพรจีนฉบับสมบูรณ์ เพราะจีนได้ทำการรวบรวมข้อมูลจากการทดลองใช้และเสนอรายงานผลการรักษาผู้ป่วยไว้อย่างเป็นระบบ

ข้อมูลที่เสนอเหล่านี้ยังจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ทดลอง ปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ยืนยันให้แน่นอนอีก แต่คิดว่าการเสนอข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการโน้มนำ กระตุ้น หรือท้าทายให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรของไทยเราให้กว้างขวางยิ่งขึ้น”



ชื่ออื่น 

หญ้าขนหมู (แม่ฮ่องสอน), ซาเช่า (แต้จิ๋ว), ซัวฉ่าว (จีนกลาง), Nut Grass

ชื่อวิทยาศาสตร์
Cyperus rotundus L. วงศ์ Cyperaceae

ลักษณะต้น

เป็นพืชจำพวกกกคล้ายต้นหญ้า สูง 12 – 15 เซนติเมตร ที่เป็นลำต้นเกิดจากก้านใบหุ้มซ้อนกันเป็นรูปสามเหลี่ยม
ใบเล็กยาวคล้ายรูปหอก กลางใบเป็นร่อง
ช่อดอกพุ่งขึ้นจากกลางต้น ดอกยุ่ยไม่มีก้านดอก ดอกเล็กแห้งคล้ายดอกหญ้า ลำต้นใต้ดินเป็นหัวสีดำขนาดเท่าเมล็ดพุทรากลม และมีกลิ่นหอม เป็นวัชพืชขึ้นตามข้างทาง ทุ่งนา และที่รกร้าง

สรรพคุณ

ขับลม แก้อาการแน่นหน้าอก อาเจียน เข้ายาธาตุแก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ เป็นยากล่อมประสาท เป็นยาแก้ปวดในหญิงที่ประจำเดือนไม่ปกติ ลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ใช้แก้อาการคันตามผิวหนัง เป็นยาพอกฝีดูดหนอง
หมอพื้นบ้าน ใช้เป็นยาบำรุงทารกในครรภ์ ปรุงเป็นยาธาตุขับลมในลำไส้ และแก้อาการปวดท้องเนื่องจากท้องอืด เฟ้อ ใช้ผสมในลูกแห้งหมาก หรือแป้งเหล้า ในการทำแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เกิดแก๊สเร็ว

ส่วนที่ใช้

ลำต้นใต้ดิน (หัว)

ตำรับยาและวิธีใช้
1. ขับลม ปวดท้อง บิด ใช้หัวแห้ง 5-10 กรัม ตำกับขิงจำนวนเท่ากัน คั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำต้มกินก่อนอาหารวันละ 3 เวลา
2. ฝีหนอง ใช้หัวสดล้างให้สะอาดตำพอก
3. น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้มีฤทธิ์ไล่แมลงและฆ่าแมลง

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=18.

http://www.doctor.or.th/node/6057.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 46-013
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 46
เดือน-ปี : 02/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ประเสริฐ พรหมณี

Tue, 01/02/2526 – 00:00 — somsak

ยาแก้ปวดเมื่อยตำรับพื้นบ้าน
ปัจจุบันนี้เรามักจะได้ยินหรือได้ฟังบ่อยๆว่า กินยาชุดตายผ่อนส่งทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือจากวิทยุกระจายเสียง หรือคำให้สัมภาษณ์ในบุคคลของรัฐบาล กล่าวกันว่า มียาฝรั่งหลายชนิดที่ร้านขายยาบางร้านจัดยาเป็นชุดมักมียาอันตรายชื่อ เพรดนิโซโลน หรือ เดกซ่าเมธาโซน หรือยาพวกเดียวกันนี้ผสมอยู่ด้วย ยาเหล่านี้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยแก้โรคผิวหนังได้เป็นอย่างดี แต่ต้องมีกำหนดขนาด เวลากินอย่างเคร่งครัดตามหมอสั่ง มิฉะนั้นจะเกิดโทษอย่างร้ายแรง

อันตรายที่จะได้รับ เช่น กินแล้วกัดกระเพาะลำไส้ให้ทะลุ ทำให้กระดูกผุ ใบหน้าบวมฉุกลมเกิดโรคแทรกซ้อนหลายอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงฯลฯ ถึงผู้เขียนไม่เข้าใจยาฝรั่งแต่ก็สลดใจ ทำไมหนอ ยาฝรั่งนี่พิษจึงร้ายเสียจริงๆ ยาไทยของเก่าเป็นได้ทั้งอาหาร เป็นได้ทั้งยา ถ้าเป็นต้นไม้ ปลูกไว้ดูเล่นก็ได้ คุณภาพของยาไทยสุขุมไม่รุนแรง ใช้ระยะยาวจึงจะเห็นผล ยาฝรั่งรู้ผลเร็ว แต่อันตรายก็มีมาก

เรื่องยาชุดที่มียาอันตรายนั้น ถึงแม้ทางการมิได้ละเว้น คาดโทษร้านขายยาว่า ถ้าพบว่าร้านขายยาร้านใดขายยาชุดเข้ายาประเภทดังกล่าวแล้ว จะเอาโทษหนัก อาจจะโดนฟ้องศาลทั้งปรับทั้งจำคุกเลยทีเดียว แต่ก็เท่านั้นเอง ยาที่มีพิษร้ายแรงนะห้ามผลิตห้ามขายมีไว้ในครอบครองห้ามเสพ ที่ไหนได้ประชากรกลายเป็นทาษยาประเภทนี้เสียมากมาย ตราบใดที่เอกชนยังผลิตยาที่ให้ผลกระดูกผุ ทะลุลำไส้ได้ ร้านขายยาก็ต้องมีขายจนได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ รัฐก็น่าจะห้ามเอกชนผลิตและขายยาประเภทนี้เสีย ให้หน่วยงานของรัฐผลิตเองและขายให้กับโรงพยาบาล ขายให้นายแพทย์ในจำนวนกว่าแปดพันกว่าท่าน เพราะท่านรู้ซึ้งในเรื่องใช้ยาประเภทนี้ และท่านก็จะได้รับผิดชอบประชากรอีก 48 ล้านกว่าคน คนใดที่เป็นโรคที่ต้องใช้ยาประเภทนี้ แต่ก็ต้องควบคุมให้ดีๆ อย่าให้เหมือนยาคุมกำเนิดที่ล่องหนหายจากที่เก็บไปได้

พูดแล้วก็น่ากลุ้ม ฝ่ายประชาชนผู้ป่วยไข้กว่าไปโรงพยาบาลไปคลีนิคและร้านหมอหรูหราสมัยใหม่ที่มีชื่อว่าโพลีอะไรนั้น มันไม่สะดวกหลายประการเป็นเหตุให้ต้องลงเอยที่ยาชุด เช่น
1. ไปโรงพยาบาลนับตั้งแต่ขอบัตรตรวจโรค ไปนั่งรอตรวจนานแสนนาน อยากจะตรวจร่างกายหลายอย่างหมอก็บอกว่าไม่มีเวลาเอาโรคเดียวก่อน แล้วก้ออกใบสั่งยาก็ไปนั่งรอซื้อยาอีกที่หน้าห้องยา เป็นเวลานานครึ่งวัน ค่ายาก็มากและมากกว่าค่าแรงของผู้มีรายได้น้อยต่อวันเสียอีก ผู้ที่ทำงานรับจ้างหยุดไปหนึ่งวันก็เท่ากับขาดรายได้ของตัวเองและครอบครัวแล้ว
โถ…ถูกตัดค่าแรงไปแล้วครอบครัวคงยุ่งยากแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หันไปหายาชุดจากร้านขายยาดีกว่าปะทะปะทังเพื่อให้ไปทำงานได้ ครอบครัวของตนจะได้ไม่เดือดร้อน
เรื่องความเดือดร้อนของปากท้องและครอบครัวมันเป็นเรื่องสำคัญ ก็ต้องลืมเรื่องตายผ่อนส่งไปก่อน

2.ไปคลินิกสะดวกสบายมากแต่ก็อีกนั้นแหละเพราะค่ารักษาแพงผู้มีรายได้น้อยก็ไม่ค่อยจะกล้าไปอีก ก็แวะไปพึ่งยาชุดอีกตามเคย

3.ไปร้านหรูหราที่ชื่อโพลีอะไรต่อมิอะไรนั้นก็ยิ่งสะดวกมาก จะตรวจร่างกายกี่โรคก็ได้ หมอยิ้มแย้มแจ่มใสแต่ต้องใช้เงินมาก
ผู้มีรายได้น้อยก็จนปัญญาตรงนี้เอง จึงต้องเข้าพึ่งยาชุดที่ร้านขายยาต่อไปอีก เรื่องตายผ่อนส่งด้วยยาชุดอันตรายที่ใช้รักษาเองก็เลยไม่มีสิ้นสุด หากผู้รับผิดชอบไม่หาทางแก้ไขยังให้มีการผลิตการขาย
อย่าง เช่นปัจจุบัน หมอโบราณขอฝากความคิดเห็นไว้กับผู้มีหน้าที่นี้ลองคิดดูบ้าง

ทีนี้หันมาพูดถึงยาไทย ท่านผู้ใดสนใจจะลองใช้ยาไทยแก้ปวดเมื่อยพื้นบ้านดูบ้างก็ได้
ยาแก้ปวดเมื่อยตำรับพื้นบ้าน

ตัวยา : รากแจง เถารางแดง หัวกระชาย แก่นตะโก หัวแห้วหมู เถาวัลย์เปรียง ลูกสมอไทย ใบมะค่าไก่ หนักสิ่งละ 15 กรัม, พริกไทย 1 หยิบมือ , ลูกมะตูมอ่อนหนัก 1 บาท , ฝักคูณ 3 ฝัก ,แก่นขี้เหล็ก แก่นแสมสาร แก่นแสมทะเล ลูกสมอไทย ลูกสมอพิเภก ลูกมะขามป้อม เถากำลังวัว เถลิง หนักสิ่งละ 15 กรัม

วิธีทำ : เติมน้ำท่วมยา ต้มเคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่ง อุ่นให้เดือดทุกวัน กินมื้อละ 2-4 ช้อนวันละ 3 เวลาก่อนอาหารหรือเช้า – เย็น

สรรพคุณ : แก้กระษัย เส้นเอ็นตึง แก้ปวดเมื่อย แก้ท้องผูก

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=19.

http://www.doctor.or.th/node/6097.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 46-011
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 46
เดือน-ปี : 02/2526
คอลัมน์ : อื่น ๆ
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ผศ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล

Tue, 01/02/2526 – 00:00 — somsak

จำปี

⇒ ชื่ออื่น
แปะหลั่งฮวย( แต้จิ๋ว ); ป๋ายหลานฮัว ( จีนกลาง ) ; White Champaka


⇒ ชื่อวิทยาศาสตร์
Michelia alba DC. วงศ์ ( M.longifolia BI.)

⇒ ลักษณะต้น
เป็นไม้ยืนต้นโตเต็มที่อาจสูงถึง 20 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม กิ่งก้าน เปราะง่าย
ใบเดี่ยวออกสลับกัน ก้านใบยาว 1.5-2 ซม. ตัวใบรูปมนรี ยาว 10-25 ซม. กว้าง 4-9 ซม. ไม่มีขนปกคลุม ดอกเดี่ยวยาว 3-5 ซม. ออกตรงซอกใบ สีขาวนวล มีกลิ่นหอม กลีบดอกค่อนข้างแข็ง ร฿ปยาวเรียวซ้อนกันประมาณ 8-10 กลีบ
เกสรตัวผู้ยาวคล้ายเม็ดข้าวสารมีจำนวนมากล้อมเป็นวงแน่น เกสรตัวเมียเป็นแท่งกลมเล็ก ยอดแหลมคล้ายฝักเข้าโพดเล็กๆอยู่กลางเกสรตัวเมีย มีหลายรังไข่
ปลูกเป็นไม้ประดับ ออกดอกตลอดปี เจริญดีในดินร่วนซุย ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง

⇒ ส่วนที่ใช้
ใบ

⇒ สรรพคุณ
ระงับไอ แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ต่อมลูกหมากอักเสบ และขับระดูขาว

⇒ ตำรับยาและวิธีใช้
ใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน สำหรับระงับไอ และแก้หลอดลมอักเสบ.

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=19.

http://www.doctor.or.th/node/6061.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 45-006
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 45
เดือน-ปี : 01/2526
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ประเสริฐ พรหมณี

Sat, 01/01/2526 – 00:00 — somsak

วิธีการคูณธาตุของแพทย์แผนโบราณ

 

“หมอชาวบ้าน “ ฉบับที่ 40 ได้ลงเรื่องยาประจำธาตุเพื่อปรุงให้คนกินปรับปรุงธาตุในร่างกายให้เป็นปกติ ธาตุในร่างกายแข็งแรง ระบบต่างๆในร่างกายจะสมบูรณ์ขึ้น
พร้อมกับได้กล่าวถึงตัวยาประจำธาตุมี 4 อย่างคือ
1. ดอกดีปลี             ประจำ ธาตุดิน
2.รากชะพลู            
 ประจำ ธาตุน้ำ
3.เถาสะค้าน             
ประจำ ธาตุลม
4.รากเจตมูลเพลิง 
ประจำ ธาตุไฟ
5.เหง้าขิงแห้ง
         ประจำ อากาศธาตุ

ได้มีผู้อ่านสนใจถามว่า วิธีการคูณธาตุของแพทย์แผนโบราณ เป็นอย่างไร และใช้เมื่อไหร่
ผู้เขียนจึงอธิบายให้ทราบดังนี้
การคูณธาตุนั้น คูณเพื่อทำยาธาตุ ที่ใช้ในการรักษาโรคเรื้อรังต่างๆที่ไม่ใช่โรคติดต่อ หรือโรคร้ายแรง เป็นโรคที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ชนิดที่เรียกว่า อาการ32 แปรปรวนไปหมด ทางแพทย์แผนโบราณก็ให้คูณธาตุกินก่อน หรือให้กินควบคู่ไปกับยารักษาโรคอื่นๆก็ได้
มีคนป่วยบางคนท้องขึ้นเป็นประจำ และบางคนท้องเสียไม่รู้จักหายเพียงกินยาคูณธาตุนี้อย่างเดียวก็หายเป็นปกติได้ จึงนับได้ว่ามีประโยชน์
วิธียาคูณธาตุนี้ มีมายมายหลายวิธีด้วยกัน แต่ต้องใช้ตัวยามากเป็นการหมดเปลืองโดยไม่จำเป็น ที่จะกล่าวนี้เป็นวิธีง่ายๆและสะดวกทั้งตัวยาก็ไม่มากไม่น้อยเกินกว่าวิธีอื่น และราคาก็ไม่แพง เป็นการประหยัดไปในตัว

การคูณธาตุ
ให้ถามคนไข้ว่าเกิดวันที่หรือแรมกี่ค่ำ เดือนอะไร ปีอะไร
สมมุติ เกิดวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2475 วันที่หมอถามคนไข้เป็นวันที่ 1 มกราคม 2526 และคนทั่วไปนับถึงอายุปัจจุบันจะเป็น 51 ปี ( คือจาก 2547 -2526 )
ส่วนโหรคิดเต็มเดือนและเต็มปีดังนี้
1 มิถุนายน 2475 เทียบเป็นไทยก็แรม 13 ค่ำ เดือน 6 ปี วอก ( พ.ศ. 2475 ) เมื่อนับแรม 13 ค่ำเดือน 6 ปีวอก ( พ.ศ. 2475 ) ถึง แรม 13 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ( พ.ศ. 2525 )จะได้ระยะห่าง 49 ปีเต็ม
สมมุติว่าวันที่ 1 มกราคม 2526 (วันที่ถามคนไข้ ) เทียบเป็นไทยก็ได้ แรม 3 ค่ำเดือน 3 ปีกุล ( พ.ศ. 2526) เมื่อนับแรม 13 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ( พ.ศ.2525 ) ถึงแรม 3 ค่ำ เดือน 2 ปีกุน ( พ.ศ. 2526 ) จะได้ระยะห่างเวลาประมาณ 8 เดือน คิดเป็นไทยก็จะได้ 48 ปี 8 เดือน จัดได้ว่าอายุ 50 ปี

วิธีคูณธาตุ
ท่านให้ตั้งอายุปีปัจจุบัน คือ 50 ปี เอา 5 ( กองธาตุ 5 กอง ) คูณอายุ เท่ากับ 50 คูณ 5 ได้ 250
หลังจากนั้นก็ต้องมาทราบว่าธาตุแต่ละธาตุมีกำลังประจำธาตุดังนี้ ดิน 20 , น้ำ 12 , ลม 6 , ไฟ 4 , อากาศ 10 ให้เอากำลังประจำธาตุดิน ( 20 ) บวกกับผลลัพท์อายุที่คูณด้วยกองธาตุ ( 250 ) จะได้ธาตุดิน 20 บวก 250 ได้ 270 สำหรับธาตุน้ำ ลม ไฟ อากาศ ให้เอาผลลัพท์จากธาตุดิน ( 270 ) บวกกับธาตุในแต่ละธาตุ
ธาตุน้ำ 12 บวก 270 ได้ 282
ธาตุลม 6 บวก 270 ได้ 276
ธาตุไฟ 4 บวก 270 ได้ 274
อากาศธาตุ 10 บวก 270 ได้ 280

ให้เอา 4 หารผลลัพท์ที่ได้ในแต่ละธาตุ
ธาตุดิน 270 หาร 4 ได้ 67 เศษ 2
ธาตุน้ำ 282 หาร 4 ได้ 70 เศษ 2
ธาตุลม 276 หาร 4 ได้ 69 เศษ 0
ธาตุไฟ 274 หาร 4 ได้ 68 เศษ 2
อากาศธาตุ 280 หาร 4 ได้ 70 เศษ 0

แต่ละธาตุให้เอาเศษไว้ ตัดส่วนทิ้งไป
ธาตุดิน 2
ธาตุน้ำ 2
ธาตุลม 0
ธาตุไฟ 2
อากาศธาตุ 0

ธาตุทุกธาตุให้ตั้งเกณฑ์ไว้ต้องครบ 8 สลึงของตัวยา เศษของธาตุที่ได้ถือหน่วยเป็นสลึง ดังนั้นเมื่อเติมธาตุให้ครบเกณฑ์ก็จะได้
ธาตุดิน 2 เพิ่มอีก 6 ได้ครบเกณฑ์ 8
ธาตุน้ำ 2 เพิ่มอีก 6 ได้ครบเกณฑ์ 8
ธาตุลม 0 เพิ่มอีก 8 ได้ครบเกณฑ์ 8
ธาตุไฟ 2 เพิ่มอีก 6 ได้ครบเกณฑ์ 8
อากาศธาตุ 0 เพิ่มอีก 8 ได้ครบเกณฑ์ 8

จะได้ตัวยาที่จะนำไปกินดังนี้
ธาตุดิน. ดอกดีปลี 6 สลึง
ธาตุน้ำ รากชะพลู 6 สลึง
ธาตุลม เถาสะค้าน 8 สลึง
ธาตุไฟ รากเจตมูลเพลิง 6 สลึง
อากาศธาตุ เหง้าขิงแห้ง 8 สลึง

วิธีทำ
เอายาทั้ง 5 รวมกันต้ม ครั้งแรกใส่น้ำท่วมยาเคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่งแล้วเทเอาน้ำขึ้น
ใส่น้ำเท่าครั้งแรก ต้มเคี่ยวต่อครั้งที่ 2 ให้น้ำเหลือครึ่งหนึ่งแล้วรินน้ำรวมกับที่ต้มครั้งแรก
ครั้งที่สาม ต้มให้งวดเกือบแห้ง แล้วก็รินน้ำมารวมต้มกับครั้งที่ หนึ่ง และสอง เอากากยาทิ้ง แล้วเอาน้ำมากินหรือถ้ากินร่วมกับยาอื่นก็เอาไปดองรวมกัน

วิธีกิน
กินเพียงวันละ 1 ครั้งเท่านั้น เช่น ตอนบ่าย 3 โมงหรือสามทุ่ม หรือจะเอาเวลาไหนก็ได้ แต่ต้องกินเวลาเดียวกันทุกวัน ครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะหรือหนึ่งถ้วยชาในการรักษา
ในการรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ ที่มิใช่โรคติดต่อหรือโรคร้ายแรงต่างๆ หารคูณธาตุเป็นการปรับปรุงกองธาตุให้เสมอกัน ไม่ต้องเติมตัวยาอะไรอีกทั้งสิ้น คูณธาตุได้อย่างไรจำนวน 5 อย่างก็เอาเท่านั้น ถ้าธาตุกำเริบหย่อนพิการ ใช้ตัวยา 5 อย่างก็พอ.

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=19.

http://www.doctor.or.th/node/6062.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 45-007
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 45
เดือน-ปี : 01/2526
คอลัมน์ : อื่น ๆ
นักเขียนรับเชิญ : โครงการสมุนไพร

Sat, 01/01/2526 – 00:00 — somsak

เทียนดอกพอกแก้ฝี

พูดถึงฝีบางคนรู้สึกอายที่จะบอก กลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นฝีมะม่วงที่เกิดจาการติดเชื้อในทางเพศสัมพันธ์ แต่ฝีที่ว่าต่อไปนี้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องน่าอาย บางคนเป็นที่ก้นหรือแม้เป็นที่หน้าผาก เราก็ยังเคยเห็นกันไม่น้อย

สาเหตุของการเกิดฝีบริเวณต่างๆบนผิวหนังของคนเรานั้น เกิดจากเชื้อโรคจำพวกแบคทีเรีย ที่ติดอยู่ตามผิวหนังแทรกตัวเข้าไปในผิวหนัง เช่น เมื่อผิวหนังบริเวณใดถูกกระแทกให้ช้ำ เจ้าวายร้ายนี้ก็ผ่านเข้าไปในผิวหนังไปทำลายเนื้อเยื่อผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดอาการอักเสบ ซึ่งการอักเสบนี้อาจทำให้เกิดอาการบวม ปวดๆ คันๆ บริเวณฝี หรือทำให้รู้สึกมีไข้ขึ้นเล็กน้อย

แต่น่ายินดีที่ร่างกายของคนเราเหมือนของวิเศษ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมรุกล้ำเข้ามา อย่างในกรณีนี้ร่างกายก็จะส่งบรรดาเม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับแบคทีเรีย หลังการต่อสู้กันย่อมมีการตามด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งแบคทีเรียและเม็ดเลือดขาวที่ตาบทับถมกันก็คือ หนอง นั้นเอง

เล่าสาเหตุการเกิดฝีเสียนาน มาฟังผู้ที่ได้เคยนำยาสมุนไพรใช้รักษาฝีกันดีกว่า
เมื่อประมาณ 6 เดือนที่ แล้วอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวลักษ์ นักคิดนักเขียนคนดังของเมืองไทย ก็เกิดเป็นฝีขนาดจะต้องผ่าออก แต่อาจารย์ไม่อยากผ่า จึงหันมาใช้ยาสมุนไพร ลองมาฟังเรื่องราวของท่านกันเลยครับ

“ นี่……มันค่อยๆ บวมขึ้นทาเอง ทีแรกก็เล็กๆตรงฐาน กดดูแข็งๆแต่ก็ไม่เจ็บอะไร เป็นตรงตันขาด้านข้างขาซ้ายนี่ไง “ อาจารย์พูดพร้อมกับเปิดตำแหน่งของฝี

โอ้โฮ้……ถ้าใครเห็นขนาดของฝีแล้งคงตกใจ เพราะมีขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ มีสีออกแดงๆ อาจารย์เล่าต่อไปอีก

“ ไปหาหมอโรงพยาบาลเลิดสิน หมอบอกว่าเป็นฝีไม่มีหัว ไม่มีทางรักษา ปล่อยทิ้งไว้ให้แก่กว่านี้ แล้วผ่าคว้านออก หมอก็ให้กินยาจำพวกปฏิชีวนะ กินประทังเอาไว้ …….”ดูอาจารย์มีอารมณ์หงุดหงิดกับฝีมาก

โครงการฯเห็นว่าสมุนไพรที่ใช้รักษาฝีไม่มีหัวอย่างนี้ คือ เทียนดอก จึงบอกตำรับยาให้อาจารย์ลองใช้ดูวันละ 2 เวลา เช้าและเย็น  พอเวลาผ่านไปประมาณ 2 อาทิตย์ก็ไปติดตามผลการใช้ยาจากอาจารย์

“ ใช้ได้ดีนี่…..ยุบหายไปหมด วันแรกๆดูจะไม่ยุบจริง พอนานวันประมาณ 1 อาทิตย์ก็ยุบหายไปหมด”อาจารย์พูดคราวนี้ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมาก

ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงอยากจะรู้ซิว่า ตำรับยานั้นทำอย่างไรไม่ยากครับ
เพียงแต่ใช้ต้นเทียนดอก ใช้ดอกและใบหรือทั้งต้น มาโขลกตำให้ละเอียด ( ข้อระวัง : ต้นเทียนดอกมีสีที่ติดนานล้างออกยากเวลาโขลกตำควรหาถุงมือหรือถุงพลาสติคใส่กันไว้ ) แล้วใส่น้ำตาลทรายแดงเล็กน้อยพอให้ยาเหนียว เวลาตำต้นเทียนดอกจะมีน้ำออกมามาก คั้นน้ำออกมาบ้างก็ได้ แล้วเอากากมาตำต่อจะได้สะดวกในการตำ

เมื่อตำจนละเอียดค่อยนำกากาและน้ำที่ได้มาผสมกันพอกตรงแผลฝี ( ต้นเทียนตำแล้ว 1 แก้วน้ำ ใส่น้ำตาลทรายแดงประมาณ หนึ่งในสี่ ( ¼ ) ช้อนชา ) เปลี่ยนยาเช้าเย็น นอกจากใช้รักษาฝีไม่มีหัวแล้ว ยังใช้รักษาเล็บขบ เล็บช้ำได้ผลดีอีกด้วย อย่างกรณีคุณ เพ็กฮวง แซ่ตั้ง พ่อค้าขายผักในตลาดสด ตรอกจันทร์ ยานนาวา กรุงเทพ ฯเขาเล่าให้ฟังว่า

“เล็บหัวแม่เท้าของผมมัน ขบตำเข้าเนื้อปวดเอามาก จนลุกเดินไม่ค่อยไหว “
น่าเห็นใจครับ อาชีพค้าขายอย่างนี้ลุกเดินไม่ไหวลำบากแน่

“ ตอนนั้นปวดที่เท้า ไม่รู้จะกินยาอะไรดีเลยกินยากฤษณากลั่น แล้วกินน้ำมนต์ของพระที่มีอยู่ แต่ไม่ได้ผลอะไร “ ดูแกอายนิดๆที่กินยาผิดประเภท และยังมีความเชื่อเรื่องบางอย่างอยู่

“ ใช้ยาอะไรรักษาจึงหายละครับ “

“ พอดีคนข้างบ้านเขาแนะนำให้ใช้ต้นเทียนตำผสมน้ำตาลทรายแดงพอกตรงฝี ไม่นึกเลยพอพอกตอนเย็นรุ่งเช้ายุบหายเกือบหมด เล็บที่ขบก็ไม่หมดออกด้วย “

หลังจากได้คุยกันต่อ ก็ได้ความว่าเป็นตำรับเดียวกับที่กล่าวไว้ข้างต้น
คราวนี้ บ้านใครที่มีที่มีทางพอปลูกต้นไม้ ให้เจริญหูเจริญตาก็หันมาปลูกต้นเทียนดอกกันดีไหม เป็นทั้งไม้ประดับดอกก็สวยหลากสี หาไม่ยากที่สำคัญมีประโยชน์ใช้เป็นยาอีกด้วยแล้วทีนี้เราก็สามารถพึ่งตนเองในการรักษาได้สบาย.

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=19.

http://www.doctor.or.th/node/6042.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 44-007
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 44
เดือน-ปี : 12/2525
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ประเสริฐ พรหมณี

Wed, 01/12/2525 – 00:00 — somsak

โรคของมนุษย์กับยาไทย

มนุษย์เราสถิตย์อยู่บนพื้นพิภพ ตั้งแต่สมัยหินจบจนเท้าแตะบนพื้นดวงจันทร์ ชีวิตที่เคยอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย สมองมนุษย์ได้พัฒนาไปอย่างมากมายจนสามารถผลิตสมองกล เปลี่ยนหัวใจเทียม มีวัคซีนป้องกันโรคต่าง ฯลฯ
อาหารที่เคยขบเคี้ยวสมัยหินเปลี่ยนมาเป็นอาหารสำเร็จรูป สามารถประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายและทุ่นแรงได้อย่างมากมาย

ชีวิตที่เคยอยู่ทุ่งโล่งหรือท่ามกลางโขดเขาลำเนาไพร กลายมาอยู่ที่แออัดท่ามกลางป่าที่เรียกว่าป่าคอนกรีต อันตรายกลัวสัตว์ป่า กลับกลายมากลัวภัยมนุษย์ด้วยกันเองและภัยในป่าคอนกรีตที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปเสียไม่ใช่น้อย ซึ่งมิใช่โรคแต่เป็นภัยบนท้องถนน
นอกจากนั้นภัยที่กำลังน่ากลัวมากขึ้นทุกวันคือ สภาพแวดล้อมที่กำลังเป็นพิษ และคงค่อย ๆ คร่าชีวิตมนุษย์อย่างไม่รู้ตัว หากมนุษย์ไม่หันมาสนใจสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ

มนุษย์กำลังภาคภูมิใจที่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ แต่ก็หาสนใจไม่ว่า หากไม่มีสิ่งที่ธรรมชาติได้สะสมสร้างไว้ให้แต่เก่าก่อนแล้ว มนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะมีอะไรให้ทำลายเช่นทุกวันนี้
หันกลับมาดูยาที่เป็นสมุนไพรธรรมชาติที่มีคุณค่า แต่กำลังถูกทอดทิ้งดูบ้าง…

ยาที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้บ้านเรามี 2 ประเภท ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “ยาโบราณ (ยาไทยและยาจีน)” ประเภทหนึ่ง และ “ยาปัจจุบัน (ยาฝรั่ง)” อีกประเภทหนึ่ง
ในสมัยก่อน เด็ก ผู้ใหญ่ เป็นฝีเป็นหนอง มักใช้ยาสมุนไพรเช่น หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าวเย็นใต้ หัวยั้ง ต้นเหงือกปลาหมอ รากพุดอ รากมะดูก ต้มเคี่ยวให้น้ำงวด เอาน้ำกิน และใช้เปลือกลูกมังคุดหรือเปลือกลูกทับทิมที่ตากแห้งสะอาดฝนกับน้ำปูนใสทาภายนอก ก็ทำให้ฝีหนองหายได้

ต่อมาการรักษาแบบพื้นบ้านโดยเฉพาะในเมืองก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง เพราะยาแผนฝรั่งได้เข้าและมีประสิทธิภาพในการรักษาที่รวดเร็วกว่า แต่โรคดื้อยาก็ติดตามมาในชนบทยังปรากฏว่ามีผู้ใช้ยาไทยแผนโบราณกันอยู่มาก เช่น เป็นหัด อีสุอีใส ยังนิยมใช้ยาไทยกันอยู่ และก็ยังได้ผลดีเสมอมา แม้แต่ในกรุงเทพ ฯ ก็ยังมีผู้ใช้อยู่

ยาที่ใช้แก้หัด อีสุกอีใส ของโบราณนี้เป็นยาหาง่าย ๆ ไม่ต้องเสียเงินทองแพงมาก มีตัวยา 5 ราก
1.รากชิงชี่
2.รากหญ้านางแดง
3.รากท้าวยายม่อม
4.รากคนทา
5.รากมะเคื่อขุมพร

หนักสิ่งละ 30 กรัม ต้มเคี่ยวให้น้ำงวด ผู้ใหญ่กินมื้อละ 3-4 ช้อนโต๊ะ, เด็กครั้งละ ครึ่ง- 1 ช้อนโต๊ะโดยผสมกับยาเขียว ผู้ใหญ่ผสม 1 ช้อนกาแฟ , เด็ก ครึ่งช้อนกาแฟ กินทุก 4 ชั่วโมง
โรคนี้เป็นโรคมาแต่โบราณ แม้ปัจจุบันจะมีวัคซีนฉีดป้องกันได้ แต่คนที่มีรายได้น้อยก็ยังไม่สามารถที่จะฉีดวัคซีนนี้ป้องกันได้ เพราะราคาแพง โรคนี้ก็ยังจำเป็นที่จะเกิดขึ้นต่อไป}

ถึงยาสมัยใหม่จะมีประสิทธิภาพดี แต่ยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคหัดหรืออีสุกอีใสโดยเฉพาะ เพราะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยังไม่มียาอะไรที่ใช้ฆ่ามันได้ ผู้ที่สนใจก็อาจหายานี้ไว้เพื่อบรรเทาโรคนี้ได้ ถ้าไม่มีโรคอื่นที่แทรกซ้อน
สำหรับผู้ที่มีอาการท้องเดินไออย่างรุนแรง หอบเหนื่อย ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาการดังกล่าวนั้น หมอโบราณว่า “หัดหลบ” (หมอสมัยใหม่บอกว่าเกิดมีโรคแทรกซ้อน เช่น ท้องเดิน ปอดบวม เป็นต้น )

หัดไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่หัดทำให้ร่างกายอ่อนแอขาดความต้านทานโรค ผู้ป่วยอาจตายด้วยโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีอาการโรคอื่นแทรกซ้อนยาไทยก็ยังพอใช้ได้อยู่ทุกวันนี้

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=19.

http://www.doctor.or.th/node/6023.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 43-008
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 43
เดือน-ปี : 11/2525
คอลัมน์ : อื่น ๆ
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ผศ.สุนทรี วิทยานารถไพศาล

Mon, 01/11/2525 – 00:00 — somsak

พันงูเขียว


⇒ ชื่ออื่น
เจ๊กจับกบ (ตราด) ; เดือยงู ; พระอินทร์โปรย (ชุมพร); สารพัดพิษ; สี่บาท (ภาคกลาง);หญ้าหนวดเสือ (ภาคเหนือ); หญ้าหางงู (ภาคใต้); เง็กเล้งเปียง (แต้จิ๋ว); ยี่หลงเปียน(จีนกลาง);Brazilian tea; Bastard Vervain ;Jamaica False Vervain; Aaron’s Rod

⇒ ชื่อวิทยาศาสตร์
Stachytarpheta jamaicensis (L.) Vahl (S.indica Vahl) วงศ์ Verbenaceae (Verbena jamaicensis L.)

⇒ ลักษณะ
เป็นพืชล้มลุกคล้ายพวกหญ้า ลำต้นตรง สูงประมาณ 50 ซม. แตกกิ่งก้านสาขาทางด้านข้าง
ใบเดี่ยวเป็นรูปไข่ยาว 4-6 ซม. กว้าง 2-3 ซม. ออกตรงกันข้าม ปลายแหลม ฐานรูปลิ่ม ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ช่อดอกยาวเกิดตรงยอด ดอกไม่มีก้าน เกิดห่าง ๆ กัน ดอกสีม่วงน้ำเงินรูปท่อกลมงอเล็กน้อยมี 5 กลีบ เกสรตัวผู้ 2 อัน รังไข่ 2 ห้อง ผลแห้งแตกได้ มีกลีบเลี้ยงหุ้ม มีดอกในฤดูร้อนขึ้นตามเนินเขา ทุ่งนา ริมถนน

⇒ ส่วนที่ใช้
ทั้งต้น เปลือกต้น ใบ

⇒ สรรพคุณ
ทั้งต้น : ใช้ในโรคนิ่ว ลดไข้ แก้โรคปวดข้อ คออักเสบ ตาแดง แผลอักเสบ แผลเปื่อย โรคกระเพาะ ขับพยาธิ แก้อาเจียน
เปลือกต้น  :  แก้ท้องเสีย บิด
ใบ : ทาถูนวดแก้ปวดเมื่อย แก้ฝีหนอง

⇒ ตำรับยาและวิธีใช้
1.คออักเสบ ใบสดตำให้ละเอียดผสมน้ำตาล (ชนิดใดก็ได้) อม (กินได้ด้วย)
2.แผลอักเสบ แผลเปื่อย ฝี หนอง ใช้ต้นสดตำพอกบริเวณที่เป็น


⇒หมายเหตุ

ในบราซิลให้ “ใบ” แทนใบชาและส่งขายยุโรปในชื่อ “Brazilian tea” 

http://www.doctor.or.th/taxonomy/term/159/all?page=19.

http://www.doctor.or.th/node/6036.

ข้อมูลสื่อ

File Name : 43-009
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 43
เดือน-ปี : 11/2525
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ประเสริฐ พรหมณี

Mon, 01/11/2525 – 00:00 — somsak

ดอกไม้มีความสำคัญกับมนุษย์อย่างไร

ทุกวันนี้เกือบจะเรียกว่าดอกไม้มีความสำคัญกับมนุษย์ไม่น้อยทีเดียว ดอกไม้เป็นสินค้าประจำวันนับแต่ชาวสวนปลูกไม้ดอก นำไปเป็นสินค้า มีแม่ค้าพ่อค้ารับไปขายประดับแจกัน ร้อยพวงมาลัย มีผู้ซื้อไปบูชาพระ อวยพรวันเกิด พิธีมงคลทุกชนิด เยี่ยมผู้ป่วย ฯลฯ นับว่าดอกไม้มีความสำคัญกับมนุษย์จริง ๆ

นอกจากนั้นดอกไม้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับหมอโบราณอีกด้วย ที่นำมาเขียนในที่นี้ก็คือพิกัดยาชื่อว่าเกสรทั้ง 5 (ดอกไม้ห้าอย่าง)มี
1.ดอกพิกุล
2.ดอกบุนนาก
3.ดอกสารภี
4.ดอกมะลิ
5.เกสรบัวหลวง
ล้วนแต่เป็นดอกไม้ทีมีกลิ่นหอม ทุกคนจะต้องชอบดอกไม้เหล่านี้ ดอกไม้นี้ผสมยาได้หลายอย่าง เช่น แก้ไข้ แก้ตัวร้อน บำรุงหัวใจ นี่เป็นสิ่งที่คนโบราณใช้กันมาเป็นประจำ และทุกวันนี้ก็ยังนิยมใช้เป็นยากันอยู่และใช้อยู่มากเสียด้วย

ท่านผู้อ่านนึกออกไหมครับ

ถ้านึกไม่ออก ก็คงว่าผู้เขียนว่าเอาเอง ที่ว่านี้ก็คือ โรคร้อนใน ไงครับ
ทางแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่าโรคร้อนในไม่มี แต่หมอแผนโบราณว่ามีโรคร้อนใน
อาการของร้อนในที่ว่าก็คือปากแห้งแตก ลิ้นแตก คอแห้ง กระหาย(หิวน้ำบ่อย ๆ ) ท้องผูก เป็นเพราะธาตุไฟในร่างกายมีความร้อนจัด เกี่ยวกับท้องผูก ลมจึงดันขึ้นทางลำคอ ทำให้คอแห้ง ปากแห้ง ลิ้นแตกดังกล่าว

การที่ปากแห้งแตก ลิ้นแตกในแพทย์แผนปัจจุบันอาจถือว่าเป็นโรคขาดวิตามินบี 2 แต่คนทั่ว ๆ ไปส่วนมากถ้ามีอาการดังกล่าวแล้วมักจะบอกว่าร้อนใน คำว่าขาดวิตามินนั้น มักจะไม่มีใครพูดถึง แล้วบุคคลดังกล่าวนี้ก็จะหันไปดื่มน้ำขม น้ำเก็กฮวยต่าง ๆ ที่ตั้งขายกันอยู่ทั่ว ๆ ไป หรือไปซื้อยาขมต่าง ๆ มาต้มเอาน้ำดื่มหรืออย่างเม็ดก็มี

ผู้เขียนจึงอยากจะแนะนำว่าการดื่มน้ำที่เขาต้มขายนั้นประโยชน์ที่ได้รับมันมีน้อย เพราะมีดอกไม้ไม่กี่ดอกนำมาต้มเพื่อเอากลิ่นแล้วใส่น้ำตาลทรายหวาน ๆลงไปเท่านั้น สิ่งที่ได้ก็คือ แก้กระหายน้ำเท่านั้นเอง ผมอยากจะแนะนำให้ต้มกินเอง เมื่อมีอาการร้อนในดังกล่าว เพราะสมุนไพรที่กล่าวหาได้ง่ายและยังช่วยอาการเหล่านี้ได้คือ
ใช้ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาก ดอกสารภี เกสรบัวหลวง ประมาณอย่างละ 1 กำมือ ต้มเคี่ยวด้วยน้ำพอควร เคี่ยวให้งวดไม่ต้องใส่น้ำตาลดื่มต่างน้ำบ่อย ๆ
ครับ จะช่วยร้อนในได้

สำหรับผู้ที่ชอบรสขม ก็ใส่บอระเพ็ดหั่นให้ละเอียด 1 กำมือ ต้มรวมลงไปด้วย ถ้าไม่ชอบขมก็ไม่ต้องใส่ ถ้าจะให้น้ำหนักแน่นอนก็หนักสิ่งละ 15 กรัม การทำกินเองนั้น สะอาดและได้คุณค่ามากกว่า ดีกว่าจะไปซื้อน้ำขม น้ำหวานมาดื่ม เพราะที่วางขายตัวยาไม่ได้ขนาดที่เขียนมานี่ เพราะเขาแต่งรสสีและกลิ่นไม่เป็นยาแท้จริงอันที่จริงตัวยาเหล่านี้ก็หาได้ง่าย ดอกไม้ที่มีชื่อนี้ส่วนใหญ่ก็ใช้บูชาพระ เมื่อแห้งแล้วจะนำมาเก็บไว้ นำมาต้มกินเป็นยาร้อนในก็ได้ นอกจากจะแก้ร้อนในกระหายน้ำอย่างที่ว่าไว้ข้างต้น ยังเป็นยาแก้ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัว ให้จิตใจชื่นบานและบำรุงครรภ์อีกด้วย.



  • ขายยานอนหลับ: ขายยาเซ็กส์ ยานอนหลับโดมิคุม อัลปราโซแลม ชนิดน้ำ เม็
  • นิด: กิจกรรมที่จ้ดยากใหัเปิดกว้างไม่พนักงานและทางnetอย่าง
  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.

หมวดหมู่