ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“ฟันฟิน” ลูกเดือยอบกรอบหลากรส ของอร่อย…เมืองน่าน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

“ฟันฟิน” ลูกเดือยอบกรอบหลากรส ของอร่อย…เมืองน่าน

“บรรจุภัณฑ์ เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ เพราะไม่มีความรู้จึงใช้วิธีทดลองใช้ไปก่อน ช่วงแรกใช้ซองใส พอโดนแดดสินค้าเสียหายทั้งกลิ่นทั้งสีเปลี่ยน…”

ในงาน “SMEs Fair มหกรรมสินค้า SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1″ จัดโดย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอี แบงก์ เมื่อไม่นานมานี้

มีร้านค้าโดดเด่นอยู่หลายราย แต่ที่เหมือนจะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ

คงเป็นผู้ประกอบการซึ่งเดินทางมาไกลจากจังหวัดน่าน ที่หอบสินค้าหน้าตาดูดี แถมมีราคาไม่แพง มานำเสนอ

สาวออฟฟิศ

อยากมีธุรกิจ

“ฟันฟิน” ลูกเดือยอบกรอบ มี 6 รสให้เลือก ประกอบด้วย รสดั้งเดิม ต้มยำ ชีส สาหร่าย นม และ หัวหอม บรรจุอยู่ในถุงขนาด 30 กรัม สีสันสดใส ขายปลีกถุงละ 25 บาท คือสินค้าที่เกริ่นถึง

มี คุณปุ้ย-นิตยา ธิเนตร์ อายุ 30 ปีเศษ เป็นเจ้าของผลงาน เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนน่าน จบการศึกษาปริญญาตรีด้านบัญชี จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเข้าทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ระหว่างทำงานประจำอยู่หลายปี พยายามมองหาธุรกิจหวังนำไปลงทุนที่บ้านเกิดตัวเอง เพราะอยากมีเวลากลับไปดูแลคุณพ่อคุณแม่ ในฐานะลูกสาวคนโต

เพราะสนใจผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหาร ประเภทของทานเล่น เรื่องแรกที่เธอลงมือทำ คือการหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต จนพบกระแสธัญพืชกำลังมาแรง โดยเฉพาะลูกเดือย ทั้งคนไทยและต่างชาติ อย่างประเทศบรูไน อินโดนีเชีย ต่างทานเป็นหลักมานานแล้ว

และเมื่อสำรวจตลาด พบ ข้าวและข้าวโพด มีคนทำกันหลายเจ้าแล้ว

ส่วนลูกเดือยยังมีไม่มาก อาจเป็นเพราะการแปรรูปลูกเดือยทำได้ยาก ไม่เหมือนข้าวโพด ที่โดนความร้อนแล้วจะแตกพองได้ง่ายกว่า

สรุปแน่วแน่จะทำลูกเดือยอบกรอบออกมาเป็นของทานเล่น ระหว่างยังทำงานออฟฟิศ จึงพยายาม “ลองผิด ลองถูก” เพื่อหาสูตรการทำที่ลงตัว

และเพราะรสสัมผัสของลูกเดือยมีความแข็งมากกว่าธัญพืชอื่น การปรุงออกมาให้กรอบอร่อยถูกปากนั้นเป็นงานยาก ถึงขนาดเธออยากล้มเลิกความตั้งใจมาแล้วหลายครั้ง

สารพัดปัญหา

หน้าตา…เรื่องใหญ่

ใช้เวลานานเกือบ 2 ปี มีการ “เททิ้ง” เป็นระยะๆ กว่าจะได้ลูกเดือยกรอบ ออกมาน่าพอใจ จากนั้นจึงนำออกตระเวนให้ลูกค้าชิมฟรี เพื่อสำรวจความชื่นชอบในรสชาติ

เห็นความก้าวหน้าพอเป็นรูปเป็นร่างแล้ว จึงลาออกจากงานประจำ กระโดดลงมาทำหน้าที่เจ้าของกิจการแบบเต็มตัว

ขั้นตอนต่อไปในการดำเนินธุรกิจของเธอ คือ “ออกตลาด” อาศัยการฝากขายบ้าง ออกบู๊ธบ้าง เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก แต่รายรับไม่ค่อยเป็นไปตามเป้า ทำให้แทบอยากกลับไปทำงานบริษัทเหมือนเดิม

สำหรับปัญหาที่ต้องประสบยังไม่จบแค่นั้น ยังมีเรื่องของ “หน้าตา” สินค้ามาให้ต้องขบคิดอีกระลอก

“บรรจุภัณฑ์ เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ เพราะไม่มีความรู้จึงใช้วิธีทดลองใช้ไปก่อน ช่วงแรกใช้ซองใส พอโดนแดดสินค้าเสียหายทั้งกลิ่นทั้งสีเปลี่ยน เลยโละทิ้งเปลี่ยนมาใส่ในกระปุก

ขณะที่เราไม่มีแบรนด์ไม่มีชื่อเสียง พอนำฝากขาย ร้านค้าไม่ค่อยสนใจ วางถูกแดดจนต้องเททิ้งหมด แล้วเปลี่ยนมาเป็นซองฟอยล์แบบหน้าใสหลังทึบ แบบทึบ 2 ด้าน หมดทุนไปไม่น้อย” คุณปุ้ย เล่าเสียงหม่น

แม้ช่วงเวลานั้นจะท้อแท้เต็มที แต่ยังมีกำลังใจจากคนรอบข้างเชียร์ให้สู้ต่อ…อีกสักตั้ง

เธอจึงเดินหน้าเข้าขอสินเชื่อจากเอสเอ็มอี แบงก์ มา 1 ก้อน เพื่อปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ ให้ดูทันสมัยน่าสนใจอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ก่อนตั้งชื่อเรียกสินค้าว่า “ฟันฟิน” มีความหมายอยากสื่อสารไปยังลูกค้า เป็นของว่างที่ทานแล้วสนุกสนานอารมณ์ดี แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ข้อมูลออนไลน์

คลังความรู้สำคัญ

เปิดตัว “ฟันฟิน” ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าผลตอบรับดีขึ้นมากกว่าสินค้าเวอร์ชั่นแรก ทำให้กำลังใจกลับมาอีกครั้ง

ทุกวันนี้จึงมีจุดวางสินค้าหลายแห่ง ทั้งร้านขายของฝากในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งศูนย์โอท็อปภาคเหนือด้วย

และล่าสุดกำลังพยายามเดินหน้าผลักดันสินค้าเข้าศูนย์การค้า โมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อ

ถามถึงประสบการณ์ในการนำสินค้าเข้าไปวางขายในร้านขายของฝากหลายแห่ง คุณปุ้ยยิ้มกว้าง ก่อนกระซิบบอก

“ยากมากค่ะ บางร้านบอกว่าสินค้าของเราไม่เข้าพวก เพราะของเขาขาย 3 ถุง 100 เลยบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวทำป้ายเองว่าขาย 4 ซอง 100

และความจริงขายปลีกซองละ 25 บาท กำไรน้อยมากแต่ก็ยอม ขอแค่มีที่ขายให้ลูกค้าได้เห็นและลองชิม เชื่อว่าหลายคนต้องชอบ” คุณปุ้ย บอกอย่างนั้น

ตั้งข้อสังเกตกว่าจะมาถึงวันนี้ นับว่ามีอุปสรรคแทบทุกขั้นตอน เจ้าของเรื่องราวยิ้มกว้าง ก่อนเผยความรู้สึก

เคยนอนไม่หลับแทบทุกวัน แต่พอได้ยินลูกค้าชมว่าอร่อย ทำให้มีความสุข และตอนนี้ไม่คิดอยากกลับไปทำงานเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนอีกแล้ว

“ธุรกิจนี้ตั้งแต่กระบวนการแรกถึงกระบวนการสุดท้าย เป็นการหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตทั้งหมด

คนที่ทำงานประจำหากอยากมีธุรกิจของตัวเองอยากให้ลองคิดทบทวนดูว่า สิ่งที่ทำทุกวันนี้มีความสุขหรือยัง ถ้าตั้งใจ มุ่งมั่น พยายาม และอดทน เชื่อได้ว่าไม่มีอะไรเกินฝัน” เจ้าของเรื่องราว บอกส่งท้าย

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตและจำหน่ายทั้งแบบปลีก-ส่ง ลูกเดือยอบกรอบ 6 รส

ประกอบด้วย รสดั้งเดิม ต้มยำ หัวหอม ชีส สาหร่าย และ รสนม

ชื่อสินค้า ลูกเดือยอบกรอบ “ฟันฟิน”

ขนาดบรรจุ ซองละ 30 กรัม ขายปลีกซองละ 25 บาท

เจ้าของกิจการ คุณปุ้ย-นิตยา ธิเนตร์

เงินลงทุน หลักล้านบาท

แรงงานผลิต 10 คน

แหล่งซื้อวัตถุดิบ พื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดพะเยาและเชียงราย

อุปสรรค เงินลงทุนมีจำกัด, การพัฒนาบรรจุภัณฑ์, การหาตลาด

ช่องทางจำหน่าย ออกบู๊ธ ร้านขายของฝาก จัดส่งทางไปรษณีย์

สถานที่ติดต่อ บ้านแม่ยุพิน เลขที่ 153 หมู่ 8 ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 55000

โทรศัพท์ (054) 711-600, (085) 757-9011, (089) 750-6794

อีเมล vnwonderfood@hotmail.com FB : ลูกเดือยอบกรอบฟันฟิน

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปิดตลาดผลไม้แปรรูป หนึ่งเดียวในดอยแม่สลอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เปิดตลาดผลไม้แปรรูป หนึ่งเดียวในดอยแม่สลอง

“ตอนแรกๆ ที่ทำตลาด ยังไม่มีคนรู้จัก ก็ต้องอาศัยเดินทางไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง นำสินค้าไปให้ชิม ซึ่งบางครั้งต้องไปยืนรอตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย 3 โมง แต่มาถึงตอนนี้ก็มีตัวแทนมารับซื้อไปจำหน่ายแล้ว 4-5 ราย นอกจากนั้น เรายังส่งสินค้าให้กับร้านค้าขายของฝากในพื้นที่ด้วย”

ใช้เวลาลองผิดลองถูก กับการนำผลไม้มาแปรรูปอยู่นานหลายปี เททิ้งวัตถุดิบปีหนึ่งเป็นตัน แต่ความพยายามก็ยังไม่จางหาย แต่ทว่าเมื่อทดลองเองแล้วไม่ได้ผล ก็ถึงคราวต้องรับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ โดยทุ่มเงิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อสูตรการผลิต แล้วนำสูตรนั้นมาปรับ เพื่อให้สินค้าออกมาได้รสคนไทย

โรงงานก่อเสริมแปรรูปผลไม้ จึงได้เปิดตัวจำหน่ายสินค้า โดยปัจจุบันสินค้าประเภทแช่อิ่ม และอบแห้ง กลายเป็นสินค้าที่ตลาดใหญ่อย่าง ตลาดไท ต้องการ กับจำนวนส่งจำหน่ายปีละราว 20 ตัน

ลองทำ เททิ้งหลายตัน

ผลไม้แปรรูปดีต้องมีสูตร

คุณธีรเกียรติ์ ก่อเจริญวงศ์ ผู้ไม่ละความเพียร เล่าถึงจุดเริ่มต้นกับการก้าวสู่เส้นทางสายนี้ว่า เกิดจากภาวะราคาผลไม้ในพื้นที่ดอยแม่สลอง ไม่ว่าจะเป็น บ๊วย ท้อ ลูกไหน (หรือคนในพื้นที่เรียกว่า เชอร์รี่) ตกต่ำ จนหลายๆ ครั้งตลาดไม่รับซื้อ ถึงคราวนี้จึงคิดเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และเป็นช่องทางจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

แต่ด้วยความไม่รู้ในสูตรการผลิต จึงอาศัยเพียงการลองผิดลองถูก ซึ่งก็กินเวลาเนิ่นนาน 5-6 ปี ต้องเททิ้งผลไม้ไปปีๆ ละ 2-3 ตัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เห็นทีต้อง “หยุด”

แต่ไม่ใช่การหยุดกับอาชีพ “เมื่อทดลองเองแล้วไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จึงว่า ถ้าอย่างนั้นต้องทุ่มเงินก้อนเพื่อซื้อสูตร จึงเดินทางไปประเทศจีน แล้วก็เรียนรู้สูตรจากผู้มีฝีมือการปรุง โดยเสียเงินไปจำนวน 3 ล้านบาท พอกลับมาลองทำ ก็ปรับสูตร เพราะว่าสูตรของเขาจะค่อนข้างหวานมาก คนไทยไม่กินหวานขนาดนั้น”

การรับซื้อวัตถุดิบ นั่นก็คือผลไม้ แน่นอนว่าเลือกจากในพื้นที่เป็นหลัก “ผลไม้จะออกปีละครั้งคือในช่วงประมาณเดือนเมษายน ทำให้ต้องสต๊อกสินค้า และวิธีเก็บก็คือการนำไปหมักเกลือ แล้วจึงทยอยออกมาแปรรูป”

คุณธีรเกียรติ์ ว่า แต่ก่อนจะหมักเกลือต้องนำผลไม้นั้นมาขัดผิว โดยเครื่องจักรที่สั่งซื้อมาในราคา 5,000 บาท ก่อน จึงนำมาหมักเกลือระยะเวลา 60 วันขึ้นไป และเมื่อจะนำมาใช้ ต้องล้างเกลือออก แล้วจึงนำลงแช่ในน้ำเชื่อม (จากน้ำตาลเคี่ยว) ทิ้งไว้ 15 วัน ถึง 1 เดือน โดยกระบวนการนี้เรียกว่า “แช่อิ่ม”

ส่วนการแปรรูปโดยวิธีการตากแห้งนั้น ก็เพียงแค่นำผลไม้ที่แช่อิ่มแล้ว ไปตากแดดประมาณ 3-5 วัน

ทำส่งขายเป็นหลัก

ยอดสั่งปีละ 20 ตัน

ผู้ประกอบการคนขยัน ยังเล่าถึงสินค้าขายดี ได้แก่ บ๊วยซากุระ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรจีน โดยกรรมวิธีการทำต้องนำสมุนไพรไปต้มน้ำ แล้วนำผลไม้ลงแช่ในน้ำสมุนไพรจีนทิ้งไว้ 5 วัน

การปรุงแต่งด้วยสี จะส่งผลให้ผลไม้ดูน่ากินมากยิ่งขึ้น โดยสีที่ใช้ต้องเป็นสีผสมอาหารเท่านั้น “สีที่ใช้ต้องเป็นสีผสมอาหาร เพื่อจะได้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และผู้ผลิตด้วย ส่วนสินค้าภายใต้การผลิตของโรงงานจะได้มาตรฐาน อย. แล้ว”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อาหารของโรงงานก่อเสริมแปรรูปผลไม้ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดให้การยอมรับ โดยตลาดหลักได้แก่ ตลาดไท และรวมไปถึงตลาดค้าขายของฝากในจังหวัดเชียงใหม่ และนครราชสีมา ส่วนการจัดจำหน่ายนั้น เน้นในรูปแบบส่ง ตกกิโลกรัมละ 70-100 บาท โดยยอดสั่งซื้อประมาณ 100 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันยอดส่งจำหน่ายตกปีละ 20 ตัน

“ตอนแรกๆ ที่ทำตลาด ยังไม่มีคนรู้จัก ก็ต้องอาศัยเดินทางไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง นำสินค้าไปให้ชิม ซึ่งบางครั้งต้องไปยืนรอตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย 3 โมง แต่มาถึงตอนนี้ก็มีตัวแทนมารับซื้อไปจำหน่ายแล้ว 4-5 ราย นอกจากนั้น เรายังส่งสินค้าให้กับร้านค้าขายของฝากในพื้นที่ด้วย”

ไม่เพียงเท่านั้น คุณธีรเกียรติ์ยังวางแผนเปิดแบรนด์ของตนเอง โดยจะทำบรรจุภัณฑ์พร้อมจำหน่ายปลีก ให้ผู้สนใจรับไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง ซึ่งกับตลาดที่หมายตาไว้ คือ ร้านขายของฝากจังหวัดต่างๆ และรวมไปถึงการเข้าไปสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน

“ที่ผ่านมาจะเน้นขายส่ง โดยลูกค้านำไปติดแบรนด์เอง แต่มาถึงวันนี้ 15 ปี แล้วกับการทำธุรกิจ ก็คิดว่ามีโอกาสขยาย เพราะสินค้าก็ได้เป็น OTOP 5 ดาวด้วย จึงทำบรรจุภัณฑ์ในแบรนด์ ก่อเสริม บรรจุสินค้าในรูปแบบซื้อปลีก เพื่อให้ตัวแทนรับไปทำตลาดอีกต่อหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน พม่า ลาว เวียดนาม ที่เขามีความต้องการ แต่ว่าในด้านรสชาติต้องปรับให้เหมาะกับความชอบของเขาด้วย ซึ่งกับตลาดต่างประเทศคาดว่าปีหน้าคงได้เริ่มขยายออกไป”

ลงทุนเพิ่ม 10 ล้าน

ขยายตลาดค้าปลีก

กับเป้าการขยายตัวในแบรนด์ของตนเอง ที่คาดไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยสินค้าจะบรรจุในภาชนะพร้อมรับประทาน กับน้ำหนัก 60 กรัม โดยคาดว่าราคาขายปลีกจะอยู่ที่ 15 บาท แต่กับการขายส่งให้นำไปจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง ตั้งราคาไว้ 8-10 บาท

และจากกำไรที่เคยได้รับผ่านช่องทางขายส่ง 15 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าเมื่อทำเช่นนี้จะทำให้มีผลต่างเพิ่มขึ้น 50-100 เปอร์เซ็นต์

“กับการขายส่งที่ผ่านมา ยอมรับว่ากำไรน้อยมาก และยิ่งตอนนี้ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ไม่ว่าจะ ค่าแรง ค่าขนส่ง ฉะนั้น การทำตลาดในแบรนด์ของตนเอง กับการขายลักษณะดังกล่าวมา จึงคาดว่าจะทำให้ได้ส่วนต่างของผลกำไรดีขึ้น และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับตลาดร้านขายของฝาก

แต่กระนั้นกับการดำเนินงานก็ต้องมีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งการลงทุนเพิ่มคงใช้เงินประมาณ 10 ล้านบาท และจากที่ทำธุรกิจมาเมื่อก่อนการตั้งโรงงานที่มีความพร้อมเราใช้เงินลงทุน 20 ล้านบาท คืนทุนภายใน 1 ปี แต่กับการขยายตลาดนี้การคืนทุนคาดว่าน่าจะราว 5 ปี เนื่องด้วยเหตุปัจจัยหลายด้าน อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานสักหน่อย แต่ก็คาดว่าสินค้าจะมีความเติบโตในตลาด”

สนใจติดต่อ โรงงานก่อเสริมแปรรูปผลไม้ เลขที่ 453 หมู่ 1 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย 57110 โทรศัพท์ (053) 765-308

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายผลไม้แปรรูป

ลักษณะกิจการ เอสเอ็มอี

ชื่อกิจการ โรงงานก่อเสริมแปรรูปผลไม้

เจ้าของกิจการ คุณธีรเกียรติ์ ก่อเจริญวงศ์

เงินลงทุน เริ่มต้น 200,000 บาท ต่อมาได้จัดสร้างโรงงานใช้เงินลงทุน 20 ล้านบาท

วัตถุดิบ ผลไม้ในพื้นที่ อาทิ บ๊วย ท้อ ลูกไหน เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ อาทิ ท้ออบ, ท้อแดง, ท้อเหลือง, บ๊วย 5 รส, บ๊วยซากุระ, บ๊วยชาเขียว, เชอร์รี่แดง, พุทราจีน

แหล่งซื้อ ในพื้นที่

ราคาขายสินค้า ขายส่งกิโลกรัมละ 70-100 บาท

ยอดขาย 20 ตัน ต่อปี

กำไร ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะการขาย ขายส่ง

กลุ่มลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย ร้านขายของฝาก ตลาดขายส่งสินค้า

แรงงาน เริ่มต้น 3 คน ปัจจุบัน 30 คน

จุดเด่น การนำผลไม้ในพื้นที่มาแปรรูปให้ได้รสชาติที่คนไทยชอบ

ปัญหาอุปสรรค ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น

ช่องทางจัดจำหน่าย ผ่านตัวแทนจำหน่าย

สถานที่ตั้ง เลขที่ 453 หมู่ 1 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย 57110

โทรศัพท์ (053) 765-308

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“O SHOPPING” เข้าถึงใจ “ให้” ก่อน “รับ”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“O SHOPPING” เข้าถึงใจ “ให้” ก่อน “รับ”

“หลักการขายอันดับแรกของ โอ ช้อปปิ้ง คือ เลือกสินค้าโดยคำนึงถึงคุณภาพ แล้วนำมาเสนอวิธีการใช้ คุณประโยชน์ ให้ลูกค้าได้รับทราบ โดยข้อมูลที่บอกจะตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาขายอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคในยุคนี้ฉลาดเลือก หลอกเขาไม่ได้ ความจริงใจจึงสำคัญมาก แต่ด้วยวิธีขาย ลูกค้าจับต้องสินค้าไม่ได้ การอธิบายอย่างละเอียดให้ลูกค้าเห็นภาพ จึงเป็นวิธีที่ โอ ช้อปปิ้ง ทำ”

ช่องทางจำหน่ายสินค้า ไม่ได้เพียงแค่เปิดหน้าร้านแล้วรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเท่านั้น แต่ยังมีช่องทางจำหน่ายอื่น ที่สามารถเข้าถึง และเข้าใจวิถีชีวิตของคนสังคมปัจจุบัน

การขายสินค้าผ่านทีวี หรือที่เรียกว่า โฮมช็อปปิ้ง เป็นอีกวิธีการเสิร์ฟสินค้า แบบที่เรียกว่า ป้อนถึงที่ แต่ทว่ากับการขายผ่านช่องทางดังกล่าวนี้ ถ้าไม่มีกลวิธีจัดจำหน่ายที่ดี ก็ยากจะทำยอดขายให้ขยับ

“O SHOPPING” (โอ ช้อปปิ้ง) คือหนึ่งในแบรนด์ดังที่เลือกวิธีจัดจำหน่ายในรูปแบบโฮมช็อปปิ้ง และต่อมาได้ขยายช่องทางไปสู่ระบบการขายผ่านออนไลน์และอินเตอร์เน็ต ซึ่งการขายของ โอ ช้อปปิ้ง ถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี โดยมีสมาชิกถึง 300,000 คน

เดินหน้าโฮมช็อปปิ้ง

แม่บ้าน เป้าหมายหลัก

บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด ของประเทศเกาหลี ซึ่งดำเนินกิจการด้าน โฮมช็อปปิ้ง จนได้ชื่อว่าเป็นที่รู้จักดีในประเทศเกาหลี และยังได้ขยายกิจการไปในหลายๆ ประเทศ ซึ่งกับประเทศไทย ก็ถือเป็นหนึ่งในการขยายธุรกิจเข้ามาร่วมทุน ด้วยเพราะมองเห็นโอกาสทางการตลาด

“ก่อนที่จะเกิดการร่วมทุนกัน ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง ได้ทำการศึกษาตลาด ศึกษาพฤติกรรมคนไทย พบว่าโฮมช็อปปิ้งในประเทศไทยยังไม่ชัดเจนมากนัก จึงมองเห็นโอกาสและได้เข้าร่วมทุนกับ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพื่อเปิดช่องทางนี้ขึ้นมา ซึ่งในส่วนของโนว์ฮาว ถือว่า ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง มีระบบและความเชี่ยวชาญสูง”

คุณศศิธร สุวรรณฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด กล่าวถึงที่มาของ โอ ช้อปปิ้ง

จากนั้นได้เผยถึงหลักการเลือกสินค้านำมาจำหน่ายต้องตอบตลาดผู้ซื้อตรงจุด ซึ่งส่วนใหญ่คือ กลุ่มแม่บ้าน ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีทีวีเป็นส่วนหนึ่งในการรับฟังข่าวสาร

“สินค้าเริ่มต้นเป็น เครื่องครัว เพราะกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ แม่บ้าน จากนั้นจะมีประเภทเครื่องสำอาง แล้วค่อยๆ เพิ่มรายการสินค้าเข้ามา ซึ่งกับการเลือกบางครั้งไม่ได้ดูนะว่าต้องเป็นประเภทอะไร แต่เน้นว่าต้องมีสินค้าที่หลากหลาย เพราะในช่วงเบื้องต้นเป็นช่วงทดสอบตลาด ต้องหาความต้องการของลูกค้าให้เจอ ฉะนั้น ในด้านจำนวนสินค้าจึงอาจนำมาไม่เยอะ แต่ละรายการมีไม่มากชิ้น แต่ว่าต้องหลากหลาย”

เลือกสินค้าหลากหลาย

เปิดกลยุทธ์ ให้ก่อนรับ

ปัจจุบัน สินค้าภายใต้การจำหน่ายของ โอ ช้อปปิ้ง มีอยู่ราว 300 รายการ โดยจัดหมวดหมู่ประเภทหลักๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อำนวยความสะดวกในบ้าน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ไอที อาหารเสริม เครื่องออกกำลังกาย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ เครื่องสำอาง อุปกรณ์ตกแต่งทรงผม

“อย่างปีแรกที่เริ่มเปิดตัว เครื่องครัวทำยอดขายได้ดีมาก แต่พอปีที่แล้ว (2556) เรานำสินค้าไอทีมาจำหน่าย ทั้งสมาร์ตโฟน แท็บเลต กลายเป็นสินค้าทำตลาด ทั้งๆ ตอนนำมาจำหน่าย บอกเลยว่าไม่มั่นใจว่าจะขายได้ เนื่องด้วยพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าส่วนใหญ่ต้องได้สัมผัสทดลองใช้ก่อน และอย่างในปีนี้ โอ ช้อปปิ้ง นำเครื่องออกกำลังกายมาจำหน่าย ก็ติด 1 ใน Top 5 สินค้าสร้างยอดขายดี สินค้าอื่นๆ ก็เช่นกัน โอกาสทำตลาดไปได้ ฉะนั้น จะว่าไปแล้วสินค้าของ โอ ช้อปปิ้ง จะขายดีทุกหมวด เพียงแต่จังหวะช่วงเวลาจะเป็นอะไรก็เท่านั้น”

คุณศศิธรยังกล่าวถึงการเข้าถึงลูกค้า และวิธีทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ นั่นคือสาธิตให้ลูกค้าเห็นอย่างละเอียดตรงไปตรงมา นอกจากนั้นยังเน้นการขายด้วยวิธี “ให้” ก่อน “รับ” กับสโลแกนที่ว่า “รับของก่อนจ่าย ส่งฟรีทั่วไทย”

อีกกลยุทธ์หนึ่งอันถือเป็นแรงดึงดูดลูกค้า คือ การจัดโปรโมชั่น โดยเฉพาะวิธีแถมสินค้าที่ให้ความรู้สึกเกินคุ้ม และหาที่ไหนไม่ได้ ด้วยเพราะการขายด้วยระบบดังกล่าวนี้ไม่มีหน้าร้าน เจ้าของผลิตภัณฑ์ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่ และค่าใช้จ่ายร่วมอื่นๆ จึงทำให้ต้นทุนถูกกว่าการขายผ่านช่องทางอื่น

“รับของก่อนจ่าย ส่งฟรีทั่วไทย ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเขาเสียเปรียบ และกับขั้นตอนการสั่งซื้อก็ไม่ยุ่งยาก ดูทีวีแล้วพอใจในสินค้า ก็แค่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลข โดยโอ ช้อปปิ้ง จะมีพนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมงรอรับสาย หรือถ้าเปิดแคตตาล็อกสินค้าที่ โอ ช้อปปิ้ง ส่งให้สมาชิก แล้วพอใจในผลิตภัณฑ์ ก็โทรศัพท์เข้ามาได้ทันที จากนั้นทีมงานจะจัดส่งสินค้าให้ หากพอใจก็ค่อยจ่ายเงิน ซึ่งกับวิธีนี้ เปรียบเสมือนการแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงความจริงใจที่พร้อมมอบให้”

สินค้าดี เอสเอ็มอี

พร้อมรับร่วมธุรกิจ

กับช่องทางจำหน่ายในรูปแบบโฮมช็อปปิ้งนี้ การบริการทั้งก่อนการขายและหลังการขาย คือ หัวใจสำคัญ ฉะนั้น พนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ และรวมถึงพนักงานทุกคนของ โอ ช้อปปิ้ง จะต้องผ่านการอบรมจนเกิดความรักและเข้าใจในการทำงานก่อน

“หลักการขายอันดับแรกของ โอ ช้อปปิ้ง คือ เลือกสินค้าโดยคำนึงถึงคุณภาพ แล้วนำมาเสนอวิธีการใช้ คุณประโยชน์ ให้ลูกค้าได้รับทราบ โดยข้อมูลที่บอกจะตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาขายอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคในยุคนี้ฉลาดเลือก หลอกเขาไม่ได้ ความจริงใจจึงสำคัญมาก แต่ด้วยวิธีขาย ลูกค้าจับต้องสินค้าไม่ได้ การอธิบายอย่างละเอียดให้ลูกค้าเห็นภาพ จึงเป็นวิธีที่ โอ ช้อปปิ้ง ทำ ซึ่งหลักการทำงานของเราคือ ทำให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้าภายใต้การขายของโอ ช้อปปิ้ง ให้ลูกค้าไว้วางใจในแบรนด์ ซึ่งเรายังมองว่าการขายผ่านทีวี เป็นช่องทางที่ลูกค้ายังเข้าถึงได้ง่ายอยู่”

คุณศศิธรยังกล่าวถึงวิธีสร้างความประทับใจที่จะก่อเกิดในใจลูกค้าว่า จำนวนสินค้า ขนาด สี รูปแบบ ทุกรายการที่ออกจำหน่าย ต้องพร้อมเสิร์ฟลูกค้าตามได้แจ้งไว้ เพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียความรู้สึกกับการสั่งซื้อสินค้าในแต่ละครั้ง

และเพื่อให้สินค้าทุกรายการตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ที่ในวันนี้ขยับฐานกว้างขึ้น ทั้งกลุ่มแม่บ้าน วัยทำงาน โดยมีกลุ่มผู้ใช้ทุกเพศทุกวัย การสำรวจความคิดเห็นจึงเป็นสิ่งที่ โอ ช้อปปิ้ง ลงมือทำ

“ทุกวันพุธ ช่วงครึ่งวันเช้า โอ ช้อปปิ้ง จะเชิญสมาชิกที่ซื้อสินค้าในแต่ละกลุ่ม กลุ่มละ 6-8 ท่าน เข้ามาเพื่อขอความคิดเห็นกับสินค้าใหม่ที่เราจะนำมาทำตลาด ให้ลูกค้าวิจารณ์ ทั้งคุณสมบัติ ราคา ความชอบไม่ชอบ รวมไปถึงสินค้าที่จะนำมาจัดโปรโมชั่นควบคู่ด้วย ว่าเหมาะกับความต้องการของเขาหรือไม่ ถือเป็นการสุ่มตลาด และในอนาคตข้างหน้า วางแผนทำแบบสอบถามเพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้อุปโภคบริโภค สำรวจตลาด เพื่อให้การนำสินค้ามาจำหน่ายตรงตามความต้องการจริงๆ”

กับสินค้านำมาจำหน่ายโดยผ่านช่องทาง โอ ช้อปปิ้ง ในวันนี้ถือว่าหลากหลาย และมีทั้งสินค้าในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งสินค้าจัดจำหน่าย มิได้เจาะจงเฉพาะแบรนด์ดัง แต่ทว่าหากคุณภาพดี แม้ไม่เป็นที่รู้จัก ก็สามารถเปิดตัวสร้างตลาดกับ โอ ช้อปปิ้ง ได้

“โอ ช้อปปิ้ง ยินดีสนับสนุนสินค้าเอสเอ็มอีเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาก็มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายเดินทางเข้ามาเสนอสินค้า และบางแบรนด์เลือกที่จะทำตลาดกับ โอ ช้อปปิ้ง เป็นตลาดแรก หรือเป็นตลาดเดียว สิ่งสำคัญคือ คุณภาพ ถ้าคุณภาพดี โอ ช้อปปิ้ง ยินดีมากที่จะร่วมธุรกิจ และเราไม่จำกัดชนิดของสินค้า ดังนั้น สินค้าทุกประเภทเรียกว่าอยู่ในความสนใจของ โอ ช้อปปิ้ง หมด ขอเพียงเดินทางเข้ามาพูดคุยรายละเอียดกัน”

สำหรับผู้สนใจต้องการชมรูปแบบการจัดจำหน่ายของ โอ ช้อปปิ้ง ปัจจุบันออกอากาศทางช่อง GMMZ ช่อง 0 ช่อง 8 ช่อง 47, PSI ช่อง 48 เคเบิ้ลทีวีไทยและจานดาวเทียมทั่วประเทศ

และปัจจุบันนี้ โอ ช้อปปิ้ง ได้ขยายช่องทางจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นทั้ง iOS, Android หรือทางเว็บไซต์ Oshoppingtv.com

แต่ถ้าสนใจติดต่อ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง จำกัด (สำนักงานใหญ่) ตั้งอยู่ เลขที่ 46/7 อาคารรุ่งโรจน์ธนกุล (อาคาร A) ชั้น 8-9 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ (02) 817-9999

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“เคิร์ฟ เซเว่น” คอมมูนิตี้มอลล์ น้องใหม่ ขานรับทุกเทศกาลด้วย “ตลาดนัดอีเว้นต์”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

ทำมาค้าขายในตลาดนัด

ดวงกมล

“เคิร์ฟ เซเว่น” คอมมูนิตี้มอลล์ น้องใหม่ ขานรับทุกเทศกาลด้วย “ตลาดนัดอีเว้นต์”

“เคิร์ฟ เซเว่น” ถูกจัดสรรให้เป็นอาคาร 2 ชั้น จำนวน 4 ไร่ รองรับร้านค้า 30 ร้าน อีก 2 ไร่เป็นพื้นที่ที่จอดรถ จอดรถยนต์ได้ 250 คัน ใช้งบก่อสร้างรวมมูลค่า 150 ล้านบาท เปิดให้บริการไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน ปี 2556

ด้วยทำเลที่เอื้อต่อที่ตั้งของโครงการ เช่นว่าเข้าถึงง่าย เข้าออกได้หลายทาง รายล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรร 60,000 กว่าหลังคาเรือน นอกจากนี้ยังมีโครงการถนนตัดใหม่หลายสาย รวมไปถึงอยู่ใกล้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีส้ม สิ่งเหล่านี้นับเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดคอมมูนิตี้มอลล์ ชื่อ “เคิร์ฟ เซเว่น” ดำเนินงานภายใต้อดีตนายกสมาคมเครื่องหนังไทย “ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย” ที่เพิ่งผันตัวมารุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ทุ่ม 150 ล้าน

เนรมิตที่ดิน 6 ไร่

ดร.เนาวรัตน์ เผยว่า ที่ดินขนาด 6 ไร่ ในซอยกรุงเทพกรีฑา 7 เป็นมรดกที่คุณพ่อคุณแม่มอบให้มา ถือว่าเป็นที่ดินผืนงามในกรุงเทพฯ เพราะอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ที่ผ่านมามีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งขอซื้อที่ดินผืนนี้เป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท แต่ไม่ขายเนื่องจากเป็นสมบัติของบรรพบุรุษ แต่จะปล่อยทิ้งไว้ก็จะสูญเปล่า จึงคิดว่าควรจะทำประโยชน์ด้วยโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ชื่อ “เคิร์ฟ เซเว่น” (kurve7)

“เคิร์ฟ เซเว่น” ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 6 ไร่ ในซอยกรุงเทพกรีฑา 7 บริเวณนี้เข้า-ออกได้หลายทาง สามารถทะลุได้ทั้งฝั่งถนนรามคำแหง และถนนสุขาภิบาล อยู่ห่างจากสี่แยกลำสาลีและสี่แยกบางกะปิ ไม่ถึง 2 กิโลเมตร ถ้ามาจากสี่แยกพัฒนาการ-ศรีนครินทร์ ก็ประมาณ 4 กิโลเมตร ห่างจากแอร์พอร์ตลิงก์ สถานีหัวหมาก ตรงมายังทางออกศรีนครินทร์ ไม่ถึง 5 กิโลเมตร

นอกจากนี้ รอบๆ คอมมูนิตี้มอลล์ “เคิร์ฟ เซเว่น” ยังมีโครงการถนนตัดใหม่ อย่าง ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า และถนนเกษตร-นวมินทร์-ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้าง รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสีส้ม ยังมีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมถึงสนามกีฬาหัวหมาก สนามกอล์ฟกรุงเทพกรีฑา และสนามกอล์ฟยูนิโก้ ซึ่งทำให้โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากกลุ่มนักศึกษา และกลุ่มนักธุรกิจชาวต่างประเทศ ด้วยเช่นกัน

ดร.เนาวรัตน์ เผยรายละเอียดต่อว่า “เคิร์ฟ เซเว่น” ถูกจัดสรรให้เป็นอาคาร 2 ชั้น จำนวน 4 ไร่ รองรับร้านค้า 30 ร้าน อีก 2 ไร่เป็นพื้นที่ที่จอดรถ จอดรถยนต์ได้ 250 คัน ใช้งบก่อสร้างรวมมูลค่า 150 ล้านบาท เปิดให้บริการไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน ปี 2556 คาดว่าจะถึงจุดคืนทุนได้ภายใน 9 ปี

สำหรับคอนเซ็ปต์ของ “เคิร์ฟ เซเว่น” ดร.เนาวรัตน์ ระบุว่า ต้องการสร้างให้เป็นแหล่งพักผ่อนของครอบครัว โดยพื้นที่มีแต่ต้นไม้สีเขียวและความร่มรื่น ดังนั้น ร้านค้าหรืออาคารต่างๆ เน้นทำด้วยไม้ และกระจกใส เพราะทำให้ดูโปร่งและโล่งสบาย ไม่มีปูน ไม่มีตึกทึบๆ เข้ามาทำลายบรรยากาศที่ร่มรื่น

ร่มรื่นกลางเมือง

เน้นกลุ่มลูกค้าครอบครัว

ด้านร้านค้าที่มี 30 กว่าร้านนั้น มีร้านค้าสำหรับเด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่ละชนิดของร้านค้าจะซ้ำกันไม่เกิน 3 ร้าน มีครบทุกอย่าง ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ร้านขายสินค้าแฟชั่น ร้านขายยา ล้างรถ อุปกรณ์กีฬา เครื่องเขียน ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านหนังสือ ร้านขายสินค้าสัตว์เลี้ยง ฯลฯ

“ดิฉันอยากให้ เคิร์ฟ เซเว่น เป็นมากกว่าแหล่งช็อปปิ้ง หรือแหล่งรวมร้านอาหาร อยากให้เป็นที่พักผ่อนของครอบครัว ที่ทุกคนสามารถมาใช้เวลาหลังเลิกงาน เลิกเรียน และวันหยุดร่วมกันได้อย่างมีความสุข”

หลังจากเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนเมษายน ปี 2556 เจ้าของโครงการบอกว่า ประสบความสำเร็จจากจำนวนผู้เช่าเกือบเต็มพื้นที่ มีผู้มาใช้บริการต่อเดือนมากกว่า 30,000 คน แต่ทว่าปัจจุบันมีคอมมูนิตี้มอลล์เยอะมาก เลยจำเป็นต้องงัดกลยุทธ์ดึงคนให้เข้ามาต่อเนื่อง

“คอมมูนิตี้มอลล์ มีให้เห็นเยอะมาก โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ดิฉันจำเป็นต้องหาวิธีมากระตุ้นกำลังซื้อ หนึ่งในนั้นก็คือ การจัดตลาดนัดอีเว้นต์ตามเทศกาลต่างๆ ดึงดารา เซเลบ ผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์มาร่วมกิจกรรม วัตถุประสงค์นอกจากตอบโจทย์คนอยากช็อปปิ้ง ยังรวมถึงลูกค้าได้มาเจอเพื่อนฝูง มาชมบรรยากาศ มาเห็นของสวยๆ งามๆ กระทั่งมาตามกรี๊ดตามชื่นชมคนที่ตัวเองชื่นชอบได้ทั้งความสนุกและความสุขจากตลาดนัด”

การจัดตลาดนัดที่ “เคิร์ฟ เซเว่น” ไม่มีรูปแบบตายตัว ดร.เนาวรัตน์ บอกว่า รูปแบบการจัดงานขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ ความชอบ และเทรนด์ของคนในช่วงเวลานั้นๆ ตรงนี้เป็นโจทย์ของผู้ประกอบการที่ต้องจับสัญญาณเทรนด์ให้ทัน และปรับตัวตามให้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม หัวใจของคอมมูนิตี้มอลล์ ยังยืนยันว่า “โลเกชั่น” สำคัญที่สุด ร้านค้าถาวร คือ หัวใจที่จะทำให้คอมมูนิตี้มอลล์ยั่งยืนได้ ส่วนตลาดนัดก็แค่สีสัน

สำหรับกิจกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2557 ที่คอมมูนิตี้มอลล์แห่งนี้จะจัดคือ ตลาดนัดอาหาร ผัก ผลไม้ และสินค้าเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่รักสุขภาพให้มาชม ชิม ช็อปกันอย่างเต็มที่

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหว และกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ ได้ที่ http://www.facebook.com/kurve7 หรือ โทรศัพท์ (02) 184-6689

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ขุมทรัพย์การตลาด เบื้องหลังเทรนด์ฮิต “เซลฟี”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ขุมทรัพย์การตลาด เบื้องหลังเทรนด์ฮิต “เซลฟี”

ทุกวันนี้ หันไปทางไหนก็เจอแต่คนยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายภาพตัวเอง หรือที่เรียกกันว่า เซลฟี (Selfie) ถึงขนาดมีอุปกรณ์ช่วยแบบจริงจัง แถมยังขายดิบขายดีอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นไม้เซลฟีพร้อมรีโมตชัตเตอร์ ที่ช่วยให้ถ่ายภาพตัวเองได้สะดวกขึ้น ไม่ต้องปวดตับกับมุมปราบเซียนที่ต้องเอื้อมหรือหมุนปรับกันจนเหนื่อย รวมถึงแปรงเซลฟี ที่ด้านหนึ่งเอาไว้ติดมือถือ อีกด้านเป็นแปรงหวีผม สวยใสได้ไม่ต้องกลัวหัวกระเซิง

แต่เบื้องหลังเทรนด์ฮิตนี้อาจทำให้หลายคนที่ฉีกยิ้มกว้างเวลาถ่ายเซลฟี ถึงกับออกอาการยิ้มไม่ออก เพราะภาพถ่ายที่เจ้าตัวมักนำไปแชร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ อาจถูกนักการตลาดเข้ามาส่องในฐานะขุมทรัพย์มหาศาลที่เป็นประโยชน์ต่อแบรนด์และบริษัทโฆษณา ชนิดที่เจ้าของภาพเซลฟีไม่รู้เนื้อรู้ตัว

วอลล์สตรีต เจอร์นัล ระบุว่า ผู้ที่ชอบแชร์ภาพเซลฟีบนเครือข่ายสังคมสำหรับแชร์ภาพ ทั้งอินสตาแกรม พินเทอเรสต์ และฟลิคเกอร์ อาจจะแปลกใจหากได้รู้ว่า ตอนนี้บริษัทการตลาดดิจิตอลกำลังสืบค้น วิเคราะห์ รวบรวม และใช้ข้อมูลจากการเจาะลึกภาพถ่ายเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาของแบรนด์ดังๆ

ปัจจุบัน บริษัทบางแห่ง เช่น ดิตโต แล็บส์ ใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะในการวิเคราะห์ภาพถ่ายเซลฟีธรรมดาๆ แต่แฝงไปด้วยประโยชน์ทางการตลาดมหาศาล ยกตัวอย่าง การถือกระป๋องน้ำอัดลม ก็บ่งบอกถึงยี่ห้อที่เจ้าของภาพชื่นชอบ ซึ่งนำไปใช้โฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย หรือวิจัยด้านการตลาดต่อไป

ส่วน พิโครา อิงค์ รวบรวมภาพเซลฟีเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท เพื่อให้นักการตลาดได้รู้เทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมล่าสุด

ความพยายามเจาะขุมทรัพย์ข้อมูลภาพถ่ายเซลฟี กำลังปลุกความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของเจ้าของภาพที่แชร์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ อย่างกรณีของอินสตาแกรมที่มีภาพถ่ายแชร์อยู่ทั้งหมดราวๆ 20,000 ล้านภาพ และมีผู้ใช้แชร์ภาพเพิ่มในแต่ละวันอีกประมาณ 60 ล้านภาพ ต่อวัน

โดยบริษัทการตลาดดิจิตอลเข้าถึงบริการแชร์ภาพของอินสตาแกรมหรือพินเทอเรสต์ ผ่านซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า เอพีไอ เพราะหวังว่าแบรนด์ต่างๆ จะยอมควักเงินจ่ายค่าโฆษณาให้กับตัวเองที่รู้ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค

ทว่ากลุ่มที่จับตาเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ระบุว่า บริษัทการตลาดดิจิตอลเหล่านี้ไม่ได้แจ้งกับผู้ใช้ว่า ภาพถ่ายที่นำมาโพสต์อาจจะถูกดาวน์โหลดหรือวิเคราะห์เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการตลาด ซึ่งผู้แชร์ภาพอาจจะไม่ตั้งใจโปรโมตแบรนด์ผ่านภาพถ่ายเซลฟีของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อกางเกงยีนส์ที่สวม หรือกระป๋องเบียร์บนโต๊ะอาหาร เท่ากับบริษัทเหล่านี้กำลังทำการตลาดแบบแสวงประโยชน์ทางการค้า

ก่อนหน้านี้ บริษัทด้านการตลาดเน้นเจาะข้อมูลเชิงลึกจากข้อความตัวอักษรที่ผู้คนทวีตหรือโพสต์บนเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อสะท้อนเทรนด์หรือความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ จนกระทั่งกระแสภาพถ่ายกำลังบูมมากในขณะนี้ และมีศักยภาพมากกว่า เพราะบ่งบอกความรู้สึกได้มากกว่าข้อความอักษร

ขณะที่เว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับการแชร์ภาพต่างมีนโยบายว่า ภาพที่โพสต์โดยตั้งค่าแบบเปิดเผยต่อสาธารณะอาจจะถูกนำไปแชร์ต่อได้ และจะดำเนินการหากเกิดการละเมิดกฎความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ส่วนภาพที่ผู้ใช้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้ นักการตลาดจะไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ยังไม่มีกฎหมายห้ามใช้ภาพที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เนื่องจากใครๆ ก็สามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดได้

กรณีของเฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีการแชร์ภาพมากที่สุดอีกแห่ง ผู้ใช้กำหนดการเข้าถึงภาพได้ด้วยการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่เป็นอุปสรรคต่อคนภายนอกที่จะเข้ามาเจาะข้อมูลเชิงลึก แต่อาจจะใช้ในการดูภาพที่โชว์ในประวัติเบื้องต้นของเจ้าของบัญชีเท่านั้น

ขณะนี้เว็บเครือข่ายสังคมที่เน้นแชร์รูปภาพเริ่มหันมาตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น และบางแห่งก็เตรียมเพิ่มการป้องกันการเข้าถึงรูปภาพของผู้ใช้จำนวนมาก เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ จากเดิมที่อาจไม่ได้คาดคิดว่าจะมีใครนำภาพเซลฟีเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในลักษณะนี้

บริษัทผู้ลงโฆษณารายใหญ่ๆ อย่าง คราฟท์ ฟู้ดส์ กรุ๊ป จ้างดิตโต แล็บส์ เพื่อสืบค้นโลโก้ผลิตภัณฑ์ในภาพเซลฟีที่ปรากฏบนเว็บอินสตาแกรมและทัมเบลอร์ เพราะต้องการรู้ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค เช่น ชื่นชอบเครื่องดื่มอะไรในระหว่างทานอาหารประเภทมะกะโรนีกับชีส

ดิตโต แล็บส์ ก็สืบค้นข้อมูลเชิงลึก โดยได้แยกผู้ใช้ออกเป็นประเภทต่างๆ เช่น แฟนกีฬา นักชิมตัวแม่ ซึ่งอ้างอิงตามภาพที่เจ้าของบัญชีโพสต์

เป็นไปได้ว่า คราฟท์ ฟู้ดส์ อาจจะใช้ข้อมูลเชิงลึกจากภาพเซลฟีเพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ในร้านแบบไขว้กันไปมา หรือวางแผนโฆษณา หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเจาะลูกค้าออนไลน์ให้ได้ผลมากขึ้น แต่บริษัทไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้

เดวิด โรส ผู้ก่อตั้ง ดิตโต แล็บส์ ในปี 2555 บอกว่า ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพเซลฟีของบริษัท อาจจะทำให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าตามภาพเซลฟีของเพื่อนก็เป็นได้ แต่บริษัทผู้ลงโฆษณาจำนวนมากก็ยังไม่กล้าที่จะใช้เทคนิคนี้ เพราะกลัวผู้ใช้งานจะรู้สึกยี้กับบริษัททำ

เขายอมรับด้วยว่า ผู้ที่แชร์ภาพเซลฟีจำนวนมากไม่เข้าใจว่า ภาพเหล่านั้นอาจถูกวิเคราะห์ด้านการตลาดในเชิงลึก ซึ่งผู้ให้บริการเว็บแชร์ภาพควรจะให้ความรู้แก่ผู้ใช้ และช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับมือกับบริษัทแบบเขาให้ดีขึ้น

ด้าน พิโครา บริษัทวิเคราะห์ด้านการตลาด ก็รวบรวมข้อมูลจากภาพเซลฟีเพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ รวมถึงแบรนด์ฟอสซิล ผู้ผลิตเสื้อผ้าชั้นนำ ติดตามผลสินค้าของตัวเอง และรู้กระแสความแรงของแบรนด์คู่แข่งไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นการละเมิดกฎของพินเทอเรสต์ และได้แจ้งให้พิโครา ยกเลิกการกระทำดังกล่าวแล้ว โดยพิโคราก็แจ้งว่าได้ยกเลิกการสอดส่องภาพที่เกี่ยวกับแบรนด์คู่แข่งแล้ว รวมทั้งจะลบรูปจากเซิร์ฟเวอร์

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

การเพิ่มผลิตภาพของสินค้า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

การเพิ่มผลิตภาพของสินค้า

ช่วงผ่านมามีโอกาสเดินทางไปหลายจังหวัดทางภาคอีสาน ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับการพาไปดูการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งในส่วนของการปลูกข้าวอินทรีย์ในรูปแบบต่างๆ

ผักอินทรีย์

ผลไม้อินทรีย์

ที่ต้องยอมรับกันว่าเรื่องของเกษตรอินทรีย์ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด เพราะก่อนหน้าก็มีเรื่องของการปลูกพืช ผัก ปลอดสารพิษ

ผักไฮโดรโปนิกส์

และอื่นๆ อีกมากมาย

ที่กระจายการปลูกไปยังหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ทั้งนั้นเพราะช่วงผ่านมาสัก 10 กว่าปี ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น

จึงมีเกษตรกรบางรายจับจุดอ่อนตรงนี้ สร้างเป็นจุดแข็งในการขายพืช ผัก ปลอดสารพิษ ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเริ่มต้นมาจากโครงการหลวง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง

โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ

ผลเช่นนี้ จึงทำให้เกษตรกรเริ่มหันมานิยมปลูกพืช ผัก ปลอดสารพิษมากขึ้น เพราะเขาทราบดีว่าถ้าปลูกพืช ผัก ปลอดสารพิษ จะต้องมีผู้บริโภคแน่ๆ

แถมยังสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่กระนั้น การปลูกพืช ผัก ปลอดสารพิษ จำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรจะต้องมีที่ดินเป็นของตนเอง หรือแม้จะต้องเช่าที่เพาะปลูกก็ตาม แต่ต้องใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกอยู่ดี

เหตุนี้เอง จึงทำให้นักวิชาการทางด้านการเกษตรพยายามค้นคว้า วิจัย ว่าทำอย่างไรถึงจะปลูกพืช ผัก ปลอดสารพิษ โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมาก

ที่สุดจึงค้นพบวิธีการปลูกพืช ผักไฮโดรโปนิกส์ขึ้น

ซึ่งมีวิธีการปลูกในลักษณะที่แตกต่างกันไป บางส่วนปลูกในแพลนต์แนวสูง บางส่วนปลูกในแพลนต์แนวราบ หรือบางส่วนปลูกโดยใช้น้ำเป็นตัวเร่งการเจริญเติบโต

ซึ่งไม่ว่าวิธีไหน ล้วนแต่ทำให้พืช ผักเหล่านั้นต่างมีราคาสูงทั้งสิ้น

ยิ่งเฉพาะกับผู้ที่มีที่ดินจำนวนจำกัด หรือต้องการอาชีพเสริม เพราะการปลูกพืช ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

แต่สำหรับเรื่องการทำนาเกษตรอินทรีย์

ต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน เกษตรกรทางภาคอีสาน และภาคกลาง หันมาปลูกข้าวอินทรีย์ค่อนข้างมาก ทั้งยังมีชนิดสายพันธุ์ให้เลือกมากด้วย

เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดี คุณค่าทางด้านโภชนาการของข้าวอินทรีย์สูงมาก แถมราคาก็สูงตามด้วย เพียงแต่ช่วงผ่านมาการปลูกข้าวอินทรีย์หาตลาดค่อนข้างยาก

ทำแล้วเอาไปขายเองจะถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา

แต่ปัจจุบัน เริ่มมีองค์กรภาคเอกชนหลายแห่งเข้ามารับซื้อโดยตรงจากเกษตรกร ทั้งยังสนับสนุน ส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ การบริจาคเงินเพื่อสร้างโรงสีชุมชน

การช่วยเหลือในการทำแพ็กเกจจิ้ง

รวมถึงการหาช่องทางในการจัดจำหน่าย

จนทำให้เกษตรกรหลายรายทางภาคอีสาน และภาคกลางบางจังหวัด เริ่มมองเห็นโอกาส ยิ่งไปกว่านั้น ข้าวอินทรีย์ของไทยยังเป็นที่นิยมในตลาดยุโรป และสหรัฐอเมริกา

เพราะมีการส่งออกข้าวอินทรีย์ไปตลาดต่างประเทศด้วย

ดังนั้น ถ้าใครไปแถวๆ ยโสธร, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, อุดรธานี หรือ อุบลราชธานี จะเห็นว่าแปลงนาข้าวของเกษตรกรหลายแห่งต่างหันมาปลูกข้าวอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น

เพราะเขามีตลาดรองรับแน่นอน

ที่สำคัญ ราคาจำหน่ายของข้าวหอมเกษตรอินทรีย์จะแพงกว่าข้าวหอมทั่วไป แต่กระนั้น ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปเสียหมด เพราะความเป็นจริง เกษตรกรที่ยังทำนาอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นผู้สูงอายุ

คือทำนาจากรุ่นสู่รุ่น

จนมาถึงรุ่นปัจจุบัน อายุก็มากกว่า 60 ปีแล้ว เพราะฉะนั้น พอถามว่า รุ่นลูก รุ่นหลานจะมาช่วยทำนาต่อไหม ทั้งๆ ที่ราคาก็ดีกว่าสมัยก่อนมาก

เขากลับตอบเสียงอ่อยว่า…ไม่ค่อยมี

เพราะลูกหลานไปเรียนหนังสือในเมือง บางครอบครัวไปเรียนที่กรุงเทพมหานคร พวกเรียนจบตามหัวเมือง ส่วนใหญ่จะทำงานตามเทสโก้ โลตัส หรือ บิ๊กซี

หรือห้างสรรพสินค้าชั้นนำตามหัวเมืองใหญ่ๆ

น้อยคนที่จะกลับมาทำนา

ส่วนพวกที่เรียนที่กรุงเทพฯ ไม่ต้องพูดถึง ส่วนใหญ่กลับบ้านปีละครั้งคือช่วงสงกรานต์ เพราะฉะนั้น การที่จะกลับมาสานต่อเพื่อทำนาเกษตรอินทรีย์ จึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก

ท้ายที่สุด ที่นาเหล่านั้นจึงถูกขายให้กับนายทุน เพราะความเจริญกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งฟังแล้วก็เศร้าใจ และไม่เฉพาะแต่ชาวนาทางภาคอีสาน กับภาคกลางเท่านั้น เพราะเรื่องเหล่านี้ กำลังจะเกิดขึ้นกับภาคตะวันตก และภาคใต้

จนทำให้ผมนึกถึงหมู่บ้านอินาคาดาเตะ จังหวัดอาโอโมริ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หมู่บ้านแห่งนี้เดิมทีเพาะปลูกข้าวไม่ได้เลย เพราะอากาศหนาว แต่เมื่อนักประวัติศาสตร์ชาวญี่ปุ่นค้นพบว่าหมู่บ้านแห่งนี้เคยมีการเพาะปลูกข้าวมาตั้งแต่ยุคยาโยอิ

คือ 300 ปีก่อนคริสตกาล

หรือประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว

พวกชาวนาในหมู่บ้านจึงเกิดความตื่นตัว เพราะเชื่อว่าถ้าบรรพบุรุษในอดีตปลูกข้าวได้ เขาก็น่าจะปลูกข้าวได้ด้วย ที่สุดจึงเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อทำการค้นคว้า วิจัย โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุน

จนสามารถเพาะปลูกข้าวได้

จริงๆ เรื่องนี้น่าจะหยุดลงเพียงแค่นี้ แต่เขากลับไม่หยุดแค่นั้น เพราะเขาใช้พื้นฐานของการคิดค้น วิจัย และพัฒนามาช่วยกันทำการคัดแยกสายพันธุ์ จนมีสายพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้นมากมาย

เขาแบ่งงานกันทำ โดยผู้สูงอายุชาย-หญิงทำการเพาะกล้าจากสายพันธุ์ต่างๆ เหล่านั้นออกมาเป็นต้นข้าวสีดำ สีเหลือง สีแดง สีเขียว และสีอื่นๆ

ขณะที่คนหนุ่มสาวจะใช้ความรู้ทางด้านกราฟิก ดีไซน์ออกแบบแปลงนาข้าวออกมาเป็นรูปต่างๆ บนกระดาษ ก่อนที่จะนำมาทำคอมพิวเตอร์กราฟิก

เพื่อให้ทุกคนในชุมชนดูว่าเราจะสร้างศิลปะในนาข้าวแบบนี้ จากนั้น เขาจะให้คนหนุ่มสาวเหล่านั้นมาร์กจุดให้เป็นรูปตามที่ตกลงกัน แล้วใช้เชือกพลาสติกขนาดใหญ่ขึงตามที่มาร์กจุดไว้ จนกลายเป็นรูปที่ต้องการ

ก่อนที่จะใช้พลังของโซเชียลเน็ตเวิร์กช่วยกระจายข่าว เพื่อเชิญชวนผู้คนจากทั่วโลกมาช่วยกันดำนา พร้อมๆ กับชาวบ้านในชุมชน

ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสนุกสนานสามัคคี

เช่นเดียวกัน เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เขาก็จะใช้พลังของโซเชียลเน็ตเวิร์กเชิญชวนผู้คนเหล่านั้นมาช่วยกันเก็บเกี่ยวอีกครั้ง

เป็นใครจะไม่มาล่ะครับ

เพราะเขาเป็นคนปลูกเอง

เขาก็อยากได้ข้าวที่ปลูกเองไปกินด้วย

ซึ่งทุกอย่างที่ลงมือทำตั้งแต่ขั้นตอนดำนา จนถึงเก็บเกี่ยว และสีข้าวออกมาเป็นถุง ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น แต่ทุกคนก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างศิลปะในนาข้าว

จนทำให้หมู่บ้านอินาคาดาเตะ จังหวัดอาโอโมริ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ต่างเดินทางมาเยี่ยมชมศิลปะในนาข้าวตลอดทั้งปี

จนทำให้มีเงินไหลเวียนเข้าชุมชนตลอดเวลา

ที่สำคัญ ยังทำให้คนหนุ่มสาวมีโอกาสสัมผัส สัมพันธ์กับผู้สูงอายุในชุมชน จนกลายเป็นพันธะสัญญากันว่า ทุกปีเราจะต้องสร้างศิลปะในนาข้าว เพื่อให้มนุษยชาติบนโลกใบนี้รู้ถึงศักยภาพของเรา

ที่เห็นแล้วอยากให้ชาวนาบ้านเรานำไปใช้พัฒนาบ้าง?

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

เปิดสูตรเด็ด ร้านดัง “ข้าวผัดปูเมืองทอง 1″ เผยเคล็ดลับเมนูอร่อย “ข้าวผัดปู-สุกี้ทะเลแห้ง-กระเพาะปลาน้ำแดง”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

เปรี้ยวปาก

โดย : มติชน อคาเดมี

เปิดสูตรเด็ด ร้านดัง “ข้าวผัดปูเมืองทอง 1″ เผยเคล็ดลับเมนูอร่อย “ข้าวผัดปู-สุกี้ทะเลแห้ง-กระเพาะปลาน้ำแดง”

“ข้าวผัดปู” เมนูแสนอร่อย หลายคนเคยลองทำทานเอง บางครั้งก็ออกมาหอมหวน รสชาติกลมกล่อม แต่บางครั้งก็ออกมาเหมือนเนื้อปูเป็นก้อน ไม่เข้ากันกับตัวข้าวผัดเลยแม้แต่น้อย ทำให้เสียอรรถรสในการทานไปโดยปริยาย ครั้นจะไปตามหาร้านที่ทำอร่อยเด็ดโดนใจ และราคาไม่แพง ในกรุงเทพฯ มีให้ทานกันไม่มากนัก ทำให้ทีมงานมติชน อคาเดมี มีโจทย์ใหม่ที่ต้องเริ่มทำก็คือ ไปตามล่าหาร้านอร่อยมาคลายปมเมนูเด็ดนี้ให้จงได้…

ถามไถ่จากนักชิมมากหน้าหลายตา ก็ได้คำตอบว่า ถ้าพูดถึง ข้าวผัดปู ที่อร่อยสะเด็ดยาด ก็ต้องนึกถึง ร้านข้าวผัดปูเมืองทอง 1 สาขาเกษตร-เสนานิคม ถนนพหลโยธิน ที่เปิดขายมายาวนานกว่า 13 ปีแล้ว แถมยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่าง สุกี้ทะเลแห้ง, กระเพาะปลาน้ำแดง ฯลฯ ที่ใครต่างก็ติดอกติดใจในความอร่อยของอาหารร้านนี้

คุณพิมพร รอดคำแหง (คุณหมู) เจ้าของร้าน ข้าวผัดปูเมืองทอง 1 เปิดเผยว่า “ร้านของเราเปิดขายมามากกว่า 13 ปีแล้ว แต่เดิมทางร้านจะต้องมีโลโก้เป็นภาษาจีนในวงกลม ซึ่งแปลว่า “โชคลาภ เจริญรุ่งเรือง” แรกเริ่มเดิมทีเดียว เรามีเมนูเด็ดประจำร้าน ก็คือ ข้าวผัดปู และ กระเพาะปลาน้ำแดง ที่ใครมาที่ร้านก็ต้องไม่พลาดที่จะลองลิ้มชิมรส โดยเฉพาะข้าวผัดปูของทางร้านนั้น เป็นสูตรเฉพาะที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาม่า ซึ่งทำอาหารได้รสชาติอร่อยระดับภัตตาคารเลยทีเดียว หลังจากนั้น พี่จึงนำสูตรที่เรียนรู้มาปรับปรุงแต่งรสอีกเล็กน้อยให้ถูกปากลูกค้ามากยิ่งขึ้น”

หลังจากนั้นไม่นาน ทีมงานของเราก็ได้มีโอกาสลิ้มรสอาหารจานเด็ดของร้าน ซึ่งต้องบอกว่า แต่ละเมนูนั้นรสชาติอร่อยเด็ดแบบไม่ธรรมดาจริงๆ

“ข้าวผัดปู” เมนูพระเอกประจำร้าน ทีเด็ดความอร่อยอยู่ที่ข้าวสวยร่วนซุย หอมกลิ่นเนย ผสานความอร่อยกับเนื้อกรรเชียงปูรสชาติเยี่ยม ที่ส่งตรงมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นหนึ่งในเมนูอร่อยที่ทุกคนต้องลอง เพราะถ้าพลาดไป ก็เหมือนมาไม่ถึงร้านเลยทีเดียว

“เราพิถีพิถันตั้งแต่การผัดข้าวที่ต้องแห้ง มีกลิ่นหอมไหม้ของกระทะเล็กน้อย ผสมผสานกับความหอมของกลิ่นเนย บวกกับเนื้อกรรเชียงปูสดใหม่ นำมาผัดให้เข้ากันกับข้าว ซึ่งต้องบอกว่า ข้าวผัดปูของร้านเราจะแห้ง มีสีเหลืองทองน่าทาน ไม่เหมือนร้านอื่นๆ แน่นอน”

อีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด ต้องยกให้ “สุกี้ทะเลแห้ง” ที่รสชาติอร่อยเด็ดไม่เหมือนใคร สมกับชื่อสุกี้แห้ง เพราะจานเด็ดนี้ไม่อมน้ำมัน ไม่ต้องใส่น้ำจิ้มก็รสชาติเยี่ยมยอดแล้ว แต่ถ้าหากทานคู่กับ น้ำจิ้มสุกี้สูตรของทางร้าน 4 รส ก็จะลงตัว ด้วยรสชาติหวานเล็กน้อย เค็มธรรมชาติจากเต้าหู้ยี้ เปรี้ยวนิดหน่อย เผ็ดด้วยพริกขี้หนูสวน ครบถ้วนอรรถรสความอร่อยกันไปเลย

ปิดท้ายกันด้วยเมนู “กระเพาะปลาน้ำแดง” ที่อร่อยเด็ดไม่เป็นรองใคร ด้วยความเข้มข้นของน้ำซุป รสเดียวกับน้ำซุปหูฉลาม ที่ทางร้านต้องเคี่ยวนานกว่า 5 ชั่วโมง จนหวานน้ำต้มกระดูก นำมาผสมกับแป้งข้าวโพด เห็ดหอม ใส่ปีกที่นุ่ม ไข่นกกระทา และ กระเพาะปลาแห้ง ในท้องตลาดเรียกว่า อีเซ้ง ซึ่งเป็นเนื้อกระเพาะปลาที่ฟู และหนา มีกลิ่นน้อยมาก นำมาปรุงเป็นเมนูนี้ เมื่อทานคู่กับซอสเปรี้ยว หรือพริกดองน้ำส้ม ก็ยอดเยี่ยมกระเทียมดองสุดๆ

แล้วคุณหมูมีเทคนิคมัดใจลูกค้าอย่างไร ถึงประสบความสำเร็จในการเปิดร้านมาจนถึงปัจจุบัน?

“เคล็ดลับความอร่อยของทุกเมนู พี่คิดว่าอยู่ที่ความใส่ใจในการทำอาหารทุกจาน สำหรับส่วนผสม เราก็ต้องเน้นวัตถุดิบที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์และผัก ต้องสดใหม่ทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้น ความสะอาดต้องมาเป็นอันดับต้นๆ รวมทั้งการเสิร์ฟอาหารที่รวดเร็วในขณะที่อาหารยังร้อน เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ลูกค้าชื่นชอบ”

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) จึงไม่พลาดที่จะเทียบเชิญ ร้านข้าวผัดปูเมืองทอง 1 มาเปิดเผยสูตรเด็ดเคล็ดลับความอร่อยของ 3 เมนูเด็ดอย่าง “ข้าวผัดปู-สุกี้ทะเลแห้ง-กระเพาะปลาน้ำแดง” โดยเจ้าของตัวจริง คุณพิมพร รอดคำแหง (คุณหมู) ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 นี้ พร้อมบอกเทคนิคทุกขั้นตอน และสอนวิธีการทำการตลาดให้กับผู้เรียนที่ต้องนำไปต่อยอดเปิดร้านขาย หรืออยากจะลองนำไปทำทานเองที่บ้านก็ได้เช่นกัน

โอกาสดีขนาดนี้ ใครที่อยากเรียนรู้สูตรเด็ด จากเจ้าของสูตรตัวจริง…เสียงจริง พลาดไม่ได้ประการทั้งปวงครับ…

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตรครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ หรือครัวสาธิต ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ไลเซนทัส

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07061151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

ช่างคิดช่างทำ

กิ่งกมล เพชรพิมล

ไลเซนทัส

ดอกไลเซนทัส ดอกไม้ที่มีลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ แต่ออกดอกเป็นช่อกลีบบางน่าทะนุถนอม มีหลายสี เช่น สีขาว สีเขียว สีชมพูอมม่วง ฯลฯ ดอกไลเซนทัส มีความหมายว่า การดูแลเอาใจใส่หรือมิตรภาพที่ยั่งยืนและความทรงจำที่ดี

อุปกรณ์

1. ดอกไลเซนทัส

2. กระดาษรามี่

3. ช่อดอกไม้ประดิษฐ์

4. ตะกร้าสาน

5. ฟลอร่าโฟม

ขั้นตอนการทำ

1. เริ่มจากนำฟลอร่าโฟมใส่ลงไปในตะกร้าสานให้แน่น จากนั้นเริ่มปักดอกไม้โดยปักดอกไลเซนทัสให้ได้ความสูงประมาณ 14 นิ้ว ที่กลางชิ้นงาน

2. จากนั้นปักเพิ่มด้วยดอกไลเซนทัสช่วงกลางชิ้นงานจนได้ความหนาของชิ้นงานตามความเหมาะสมค่ะ

3. จากนั้นนำกระดาษรามี่มาม้วนเป็นกรวย 5 ชิ้น ปักประดับที่กลางชิ้นงาน และปักดอกไลเซนทัสสีชมพูอมม่วงที่ฐานของชิ้นงาน

4. ปักเพิ่มด้วยดอกไลเซนทัสสีเขียวและสีชมพูอมม่วงที่ฐานของชิ้นงาน โดยบางส่วนปักดอกไม้ลอดช่องว่างของตะกร้าสานค่ะ

5. จากนั้นปักสีเขียวและสีชมพูอมม่วงพร้อมกับใบไลเซนทัส โดยปักลอดช่องว่างของตะกร้าสานให้เต็ม สุดท้ายประดับชิ้นงานด้วยกระดาษรามี่ และช่อดอกไม้ประดิษฐ์ค่ะ

เพียงเท่านี้ ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

“สุทิน ช่วยธานี” เจ้าของร้านกุ้งเผาในลาว เผยเคล็ด (ไม่) ลับ ทำธุรกิจรุ่ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“สุทิน ช่วยธานี” เจ้าของร้านกุ้งเผาในลาว เผยเคล็ด (ไม่) ลับ ทำธุรกิจรุ่ง

ในบรรดาร้านอาหารมีชื่อของกรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่ผู้คนนิยมไปรับประทานกันนั้น มีชื่อของ ร้านกุ้งเผาเต้ 2 และร้านกุ้งเผาเต้ 4 อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งน่าดีใจแทนคนไทยทั้งประเทศ เพราะเจ้าของกิจการก็คือ คุณสุทิน ช่วยธานี โดยร้านแรก “กุ้งเผาเต้ 2″ อยู่ในเมืองไม่ไกลจากสนามบิน ที่นี่มีร้านนวดแผนโบราณและคาร์แคร์อยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ และร้านกุ้งเผาเต้ 4 อยู่แถบชานเมือง

คุณสุทิน เล่าว่า ก่อนจะเข้ามาทำธุรกิจร้านอาหารใน สปป.ลาว เขาเคยทำร้านอาหารที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมาแล้วหลายสาขาทั้งที่นครราชสีมาและขอนแก่น ในนามร้านอาหาร ส.กุ้งเผา เป็นเจ้าแรก ตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งตอนนี้ร้านส.กุ้งเผาก็ยังมีอยู่ที่แถวแจ้งวัฒนะ แต่หุ้นส่วนบริหารงานแทน เพราะคุณสุทินมามุ่งมั่นกับธุรกิจร้านอาหารในลาวอย่างเต็มที่

จบ ปวช. จากเด็กเสิร์ฟสู่ ผจก.

เจ้าตัวย้อนอดีตให้ฟังว่า เรียนจบ ปวช. ตอนอายุ 17-18 ปี เป็นเด็กเสิร์ฟแล้วไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นผู้จัดการ แล้วก็มาเป็นเจ้าของ ตอนเป็นเด็กเสิร์ฟก็มีความคิดว่า วันหนึ่งจะต้องเป็นเจ้าของร้านอาหาร แล้วก็เป็นจนได้ทั้งในประเทศไทยและลาว กลายเป็นนักธุรกิจอาเซียนไปในด้านร้านอาหารเพราะไม่เคยเปลี่ยนอาชีพเลย แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ ต้องพูดว่า ประสบการณ์ล้วนๆ ในการทำร้านอาหารเกือบ 20 ปี บวกกับความอดทนและคุณสมบัติอื่นๆ ในตัวเอง

สาเหตุที่เข้ามาตั้งร้านอาหารในลาว คุณสุทิน อธิบายว่า เนื่องจากมองเห็นว่า เวียงจันทน์ ของ สปป.ลาว ไม่มีทะเล เลยคิดว่าจะเอาอาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ให้พี่น้องชาวลาวได้บริโภค โดยเข้ามาใน สปป.ลาว เมื่อปี 2545 แต่ก็มาบุกเบิกอยู่ 2-3 ปี กว่าจะเป็นร้านอาหารที่เป็นรูปธรรมก็ย่างเข้า 8 ปีหลัง

คุณสุทินซึ่งนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาสภาธุรกิจไทย-ลาวอยู่ด้วย บอกว่า การมาทำธุรกิจที่เวียงจันทน์ในช่วงแรกต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของคนที่นี่จากที่ไม่ได้รับประทานของเป็นๆ สดๆ เนื่องจากไม่มีคนนำเข้ามา ตนเป็นคนแรกที่นำกุ้งเป็นๆ ของทะเลเป็นๆ สดๆ ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่หนองคาย เป็นเจ้าแรก จนตอนนี้กลายเป็นที่นิยม แรกๆ มีอุปสรรคคือ กว่าจะให้คนลาวรับประทานของเป็นๆ สดๆ ได้ ราคาสูง ก็มีปัญหาพอสมควร โดยเฉพาะในด้านราคา รวมถึงการให้คนลาวเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทาน

ระยะแรกเริ่มคุณสุทินยังไม่มีร้านเป็นหลักแหล่งเหมือนเช่นทุกวันนี้ ใช้วิธีเปิดขายริมถนนก่อน โดยนำกุ้งสดๆ เป็นๆ นำร่องเข้ามาเพื่อส่งแม่ค้า หรือส่งร้านอาหารทั้งคนไทย คนลาวที่อยู่เวียงจันทน์ แต่ไม่ได้รับการตอบรับเพราะราคาสูง ตก 200 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 600-700 บาท อีกทั้งมีความยุ่งยากในเรื่องการดูแลรักษา ต้องมีการเปลี่ยนน้ำ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี คุณสุทินก็ทำเป็นร้านอาหาร เพราะมีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ร้านแรกเป็นร้านกุ้งเผา เต้ 2 แล้วขยายไปเต้ 4 โดยลูกค้าของเต้ 2 เป็นชาวต่างประเทศ 50 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 1 จีน เวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่น ลูกค้าต่างชาติเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มาจัดเลี้ยง พูดคุยธุรกิจ หรือเป็นทัวร์คาราวานหรือจัดแรลลี่ ส่วนทัวร์ญี่ปุ่นจะมาเป็นรถส่วนตัวไม่ใช่มากันเป็นรถบัส ที่เหลืออีก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้าในประเทศ ส่วนร้านเต้ 4 ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่

“ร้านเปิด 11.00-23.00 น. ถ้าพูดถึงความนิยมของร้าน ทุกวงการ ตั้งแต่สถานทูต นักธุรกิจไทย ชาวต่างชาติ มากันหมด ทางร้านไม่ต้องโปรโมตกันมากมาย ด้วยศักยภาพ ด้วยชื่อเสียง ด้วยอายุของร้านเองถือว่าเป็นการโปรโมตไปในตัว เราเล่นด้วยคุณภาพของสินค้าที่มีในตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งทั้ง 2 ร้านมีที่จอดรถกว้างขวาง แต่ร้านเต้ 2 จะทำรายได้ดีกว่าเพราะอยู่ในเมือง”

ทำธุรกิจควบคู่กับ CSR

ร้านกุ้งเผาของคุณสุทินจุคนได้ 200 คน ตั้งโต๊ะได้เป็นร้อยโต๊ะ จัดเลี้ยงได้ 300-500 คน พฤติกรรมการรับประทานของคนเวียงจันทน์ จะมาทุกฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูฝนจะขายดี เพราะไม่ค่อยมีงานแต่งงาน ไม่มีงานเลี้ยงสังสรรค์ และคนจะไม่ออกไปเที่ยวต่างแขวงหรือต่างประเทศ และไม่มีการปิดเทอม

เมนูยอดฮิตที่สั่งกันเป็นประจำ และราคาสูงสูสีกันก็คือ กุ้งกับปู เฉลี่ยอยู่ที่ 600 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ถ้าเป็นจานตก 300 กว่าบาท ซึ่งกุ้งสามารถทำเมนูได้เป็นร้อยชนิด ไม่ใช่มีเฉพาะกุ้งเผาเท่านั้น ยังมีอาหารในเมนูเป็นร้อย เช่น กุ้งแช่น้ำปลา กุ้งอบวุ้นเส้น ต้มยำ ถ้าเป็นปู จะมี ปูผัดผงกะหรี่ ปูผัดพริกไทยดำ ปูอบวุ้นเส้น ถ้าเป็นเมนูราคาต่ำ 120 บาท ส่วนราคาสูงสุดจะไม่เกิน 700 บาท

คุณสุทิน แจงว่า จุดเด่นของร้าน คือ ความสดกับน้ำจิ้ม ต้องมาคู่กัน กุ้งเผาก็คือ กุ้งเผา แต่ความพิเศษก็คือ อยู่ที่การปรุงของน้ำจิ้มและการปรุงของกุ๊ก ซึ่งที่ร้านจะใช้กุ๊กไทยมาเป็นมือหนึ่ง แล้วมาสร้างทีมงาน

เหตุผลหนึ่งของการมาสร้างทีมงานนั้น เจ้าของร้านกุ้งเผาแห่งนี้ใช้หลักยึดที่ว่า การสร้างธุรกิจต้องสร้างงานให้กับสังคมนั้นด้วย ให้วิชาการให้คนในท้องถิ่นได้เรียนรู้ พร้อมกับช่วยเหลือสังคม

“เราเป็นเจ้าของธุรกิจที่ออกสังคม ช่วยเหลือสังคม โดยการจัดตั้งสโมสรนักฟุตบอลเก่าๆ ที่มีชื่อเสียง มีฝีเท้า มารวมตัวกันเป็นทีมสโมสร อายุ 40 ปีขึ้นไป ชื่อสโมสรฟุตบอลอาวุโสกุ้งเผาอาเซียน ซึ่งจะไปเตะกับหน่วยราชการ ไม่ว่าจะเตะกับทหาร ตำรวจ ภาษีอากร แรงงาน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่ก็ตาม หรือตามโรงเรียนต่างๆ แล้วเราก็ปวารณาตัวว่า ถ้าให้ช่วยเหลือด้านการศึกษา ด้านอุปกรณ์การกีฬา เราพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกหน่วยงาน และยังส่งเสริมช่วยเหลือการแข่งระดับชาติด้วย”

พูดถึงคู่แข่งร้านอาหารประเภทเดียวกันในเวียงจันทน์ คุณสุทิน บอกว่า ก็มี แต่ว่าจะสู้ความสดไม่ได้ ถือว่า เป็นร้านแรกในเวียงจันทน์ และยังเป็นร้านอันดับต้นๆ อยู่ ซึ่งทุกธุรกิจต้องมีคู่แข่งทั้งนั้นอยู่ที่ว่า จะยืดเยื้อหรือไม่ยืดเยื้อ แต่การทำก่อนหรือการนำร่องจะได้เปรียบ ในขณะที่คู่แข่งจะต้องเหนื่อยกับการนำเข้า วิธีการรักษา และการปรุงแต่ง

สำหรับร้านนวดแผนโบราณที่ร้านกุ้งเผาเต้ 2 นั้น เปิดบริการเวลา 10.00-22.00 น. เน้นการนวดแบบผ่อนคลาย มีทั้งนวดน้ำมัน นวดประคบ นวดตัว นวดเท้า โดยคิดเป็นชั่วโมง แต่ถ้านวดน้ำมัน นวดตัว นวดประคบจะคิดเป็นคอร์ส คอร์สละ 90 นาที ถ้านวดน้ำมันราคา 100,000 กีบ (400 บาท) ถ้านวดตัว 80,000 กีบ (300 บาท) นวดเท้า ชั่วโมงละ 50,000 กีบ (200 บาท) ราคาถือว่าไม่แพง ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นชาวต่างชาติ เช่น จีน เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น ฝรั่ง คนไทย และคนลาว

ส่วนคาร์แคร์นั้น คุณสุทิน ระบุว่า ถือเป็นตัวเสริมให้ครบวงจร ลูกค้าจะได้ไม่ต้องไปหลายที่ เพราะกว่าจะนวดเสร็จ กว่าจะรับประทานเสร็จ สามารถล้างรถเสร็จเลยไม่เสียเวลา ส่วนใหญ่ลูกค้าจะชอบ เรื่องค่าบริการนั้นแล้วแต่ชนิดของรถ ต่ำสุด 120-150 บาท สูงสุดไม่เกิน 200 บาท อยู่ที่ว่าเป็นรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถตู้

ชี้ในลาวมีทั้งข้อดีและข้อด้อย

เขาเล่าว่า ในการทำธุรกิจที่ สปป.ลาว ง่ายเป็นบางเรื่อง เช่น ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ขนส่งสินค้าไม่ไกล แต่จะไปยากเรื่องระบบการปกครอง กฎหมายที่มีความคล้ายแต่ไม่เหมือน ความยากง่าย การขออนุญาต การนำเข้า-นำออก แรงงาน นี่คือปัญหา

ในส่วนของแรงงาน ประเทศไทยดูดไปพอสมควร เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำค่อนข้างสูง ขณะที่ สปป.ลาว ค่าครองชีพค่อนข้างสูง แต่รายได้ค่อนข้างต่ำ ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ อยู่ที่ความพึงพอใจของนายจ้าง เริ่มที่หลักพันต่อเดือน ของที่ร้าน อยู่ที่ว่า จ้างทำหน้าที่อะไร ความชำนาญมากน้อยแค่ไหน ยังไม่เป็นกฎเกณฑ์แน่นอน กรณีจ้างคนไทยเข้ามาก็อีกราคาหนึ่ง เพราะถือว่าอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจะมีความยุ่งยากในเรื่องการขออนุญาตวีซ่าแรงงาน

ในฐานะคนทำธุรกิจในลาวมา 10 กว่าปี เขาสรุปบทเรียนการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ว่า ต้องประกอบด้วยหลายๆ เรื่อง ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า มีประสบการณ์ด้านไหน ต้องค้นตัวเองให้เจอว่า ตัวเองชอบอะไรแล้วถึงจะทำได้ ไม่ใช่จะมาเรียนรู้ที่นี่ ประเด็นสำคัญเลยคือ ต้องไม่เอามะพร้าวมาขายสวน อะไรที่เขามีอย่าเอามาแข่ง เพราะทุกชาติต้องมีชาตินิยม ถ้าจะแข่งกับที่เขาทำอยู่ เราต้องทำเหนือกว่าหลายเท่า เพราะฉะนั้น ถ้าจะทำร้านอาหาร ต้องมีประสบการณ์ทางด้านร้านอาหาร และเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปใน สปป.ลาว รวมถึงนักท่องเที่ยวด้วย

คุณสุทิน แจกแจงว่า นักธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จใน สปป.ลาว ต้องเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีคุณสมบัติถึงด้วย 6 ประการ เริ่มจาก 1. ถามตัวเองว่า เป็นคนใจถึงไหม ต้องเข้าใจการปกครอง ต้องเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของคนในชาติ กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ เป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง กล้าจ่าย 2. มีความอดทนถึงไหม ต้องมีความอดทนในเรื่องระเบียบ วินัย กฎหมาย พฤติกรรมของลูกน้องและลูกค้า ต้องเอาใจใส่และต้องอยู่ตลอด จนกว่าจะเข้าระบบ จนกว่าจะมีคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ จากนั้นต้องเอาระบบมาคุม

พร้อมรับมือคู่แข่งหลายชาติ

3. มีประสบการณ์ถึงไหม จะมาเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้ และต้องอยู่ตลอด จนกว่าจะเข้าระบบ จนกว่าจะมีคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ แล้วก็ต้องเอาระบบมาคุม 4. มีมนุษยสัมพันธ์ถึงไหม เพราะต้องเข้ากับลูกค้า ลูกน้อง เจ้าหน้าที่ และชาวต่างชาติ 5. ต้องทุนถึง เพราะต้องมาแข่งกับต่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม เกาหลี ไทยด้วยกัน และลาว ยิ่งตอนนี้จะมาสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ถ้าไม่มีทุนถึง จะพัฒนาในสถานการณ์ที่แข่งขันสูงก็เป็นเรื่องยาก

6. สำคัญที่สุดคือ ข้อมูลต้องถึง ต้องรู้ว่าที่ สปป.ลาว มีประชากรเท่าไร ผู้หญิง ผู้ชาย กลุ่มเป้าหมาย มีมากน้อยแค่ไหน เป็นเพศไหน มีกำลังซื้อเท่าไร แต่ละแขวง แต่ละชุมชนมีเท่าไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวียงจันทน์มีประชากรเท่าไร ปกครองด้วยระบอบไหน ประวัติศาสตร์เป็นอย่างไรระหว่างไทยกับลาว อันนี้คือคุณสมบัติทั้ง 6 ประการ

“แค่นี้ยังไม่พอ ต้องมีคุณสมบัติอื่นอีก 1. ต้องเป็นคนที่ไม่สำมะเลเทเมา ไม่เห็นแก่ตัวเกินไป ต้องรู้จักให้และเอา รู้จักรับ รู้จักบริจาคช่วยเหลือ 2. ต้องไม่หมกมุ่นในการพนัน อบายมุข ทุกเรื่อง การเมืองต้องไม่พูด ต้องทำมาหากิน มีคุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนประกอบของนักธุรกิจที่มาทำธุรกิจต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน โดยเฉพาะ สปป.ลาว”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคุณสุทินเอง เจ้าตัวยอมรับว่า มีคุณสมบัติไม่ครบเพราะมีแค่ใจถึง อดทนถึง ประสบการณ์ถึง และมนุษยสัมพันธ์ถึง แต่เรื่องทุนมาสร้างทีหลัง

เป็นผู้ประกอบการของไทยอีกรายที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านกว่า 10 ปีก่อนที่จะเปิดเออีซีในปีหน้า ซึ่งธุรกิจของเขาโตวันโตคืน ที่สำคัญ เขายังได้คืนกำไรให้กับสังคมที่นั่นด้วยการทำกิจกรรม CSR หลากหลายรูปแบบทั้งช่วยเหลือด้านกีฬาและการศึกษา

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

มข. ชี้ช่องแปรรูปข้าวโพดสีม่วง รับกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064151157&srcday=2014-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 361

สุขภาพและความงาม

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

มข. ชี้ช่องแปรรูปข้าวโพดสีม่วง รับกระแสอาหารเพื่อสุขภาพ

ปัจจุบันข้าวโพดมีหลากหลายสายพันธุ์ เมื่อไม่กี่ปีมานี้มีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงเข้ม ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก และมีราคาต่อฝักแพงกว่าข้าวโพดทั่วไป อย่างช่วงแรกๆ ที่ออกมาใหม่ๆ บางเจ้าเคยขายกันถึงฝักละ 20 บาทก็มี (ต้มสุกแล้ว) ซึ่งหลายคนก็ยอมควักกระเป๋าซื้อ เพราะชอบสีและรู้ว่าสีม่วงนี้มีประโยชน์ต่อร่างกาย

รศ.ดร.กมล เลิศรัตน์ จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อดีตนักเรียนทุนมหิดล ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีผลงานทางวิชาการมากมาย ได้นำข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงไปแปรรูปในหลากหลายรูปแบบ โดยรศ.ดร.กมล แจกแจงว่า ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงเป็นพันธุ์ผสมเปิดที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ สามารถนำมาแปรรูปใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นซังหรือไหม

สำหรับเมล็ดข้าวโพดนั้นหากเก็บมาสดๆ นำมาฝานแล้วไปนึ่งให้สุก จากนั้นคลุกกับมะพร้าวและงา ซึ่งสามารถเก็บในรูปแช่แข็งไว้ได้ด้วย ส่วนซังกับไหมนั้นนำไปสับแล้วเอาไปต้ม จะได้น้ำสีม่วง จากนั้นเติมน้ำผลไม้อย่างอื่นเข้าไปเพื่อให้มีรสชาติตามต้องการ เนื่องจากน้ำข้าวโพดจะไม่มีกลิ่น มีรส แต่จะมีสี ซึ่งจะมีสารแอนโทไซยานิน มีคุณสมบัติแอนตี้ออกซิแดนซ์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พอทำน้ำเสร็จแล้ว ซังที่ต้มเปื่อยแล้วก็เอามาผสมทำคุกกี้ต่อ จะเป็นไฮไฟเบอร์ ใช้ได้ทั้งซังอ่อนหรือซังแก่ คุกกี้ที่ได้จะเป็นคุกกี้เพื่อสุขภาพ โดยลดน้ำตาล เนย และเกลือ

กรณีเป็นเมล็ดข้าวโพดแห้ง ถ้าไม่ปลูก หรือไม่ใช้เลี้ยงสัตว์ สามารถนำมาแปรรูปเป็นข้าวโพดทอด ฝรั่งเรียก Corn Nut คือ นำเมล็ดมาผสมผงปรุงรสหน่อย ซึ่งเป็นกลุ่มของข้าวโพดข้าวเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่จะแข็ง กรอบ แล้วก็อมน้ำมัน แต่สำหรับข้าวโพดข้าวเหนียวจะมีเทคเจอร์ (Texture-เนื้อสัมผัส) ของมัน มีรสสัมผัสที่คนไทยคุ้นเคย

“จะเห็นได้ว่าเราสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ชุมชนสามารถนำไปแปรรูปขายในชุมชน เราเคยไปส่งเสริมให้เกษตรกรที่กาฬสินธุ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทำ ตอนนี้ชุมชนเริ่มพัฒนาตัวเอง ทำขายในท้องถิ่น ชาวบ้านเขาเก่งมาก ในกรณีของน้ำข้าวโพดสีม่วง ชาวบ้านเอาไปย้อมสีข้าวเหนียว กลายเป็นข้าวเหนียวสีม่วง แล้วเอาไปทำไอศกรีมก็กลายเป็นไอศกรีมสีม่วง ซึ่งเป็นสีผสมอาหารตามธรรมชาติ”

รศ.ดร.กมล บอกอีกว่า ในทางวิชาการทาง มข. ได้พัฒนาไปสู่มิติของอุตสาหกรรมแล้ว โดยทางคณะเทคโนโลยี ภาควิชาเทคโนโลยีอาหาร พัฒนาเป็นแคปซูล เป็นกึ่งสำเร็จรูป แทนที่จะมาต้มให้เสียเวลา ก็ฉีกซองเติมน้ำอุ่นได้เลย นอกจากนี้ ทำเป็นคุกกี้ เป็นมิติของสุขภาพ ซึ่งก็ได้ 2 ระดับ คือ ระดับชุมชนทำเอง กับคนมีเงินที่สะดวกซื้อแบบสำเร็จรูป

ในส่วนของไหม รศ.ดร.กมล ระบุว่า “มีสารอาหารที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างที่เกาหลีมีชาไหมข้าวโพด แต่บ้านเรายังไม่มีคนทำ เฉพาะตัวไหมก็มีมูลค่าสูงมากในด้านสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอนนี้ทาง มข. กำลังศึกษาอยู่ อย่างตนเองมีหน้าที่วิจัยเรื่องพันธุ์ พร้อมแปรรูปไปสู่ระดับชุมชน ด้านฟู้ดไซน์ก็แปรรูประดับอุตสาหกรรม ทางแพทย์ศึกษาทางมิติสุขภาพ ส่วนเภสัชก็ไปศึกษาในหนูในคนว่าช่วยในเรื่องของความดัน เบาหวานหรือไม่ เป็นการทำวิจัยแบบครบวงจร ซึ่งต้องใช้ข้าวโพดสีม่วง เพราะว่า เรื่องสีสำคัญ ในพืชผัก สีจะดีหมด ขอแนะนำเลยว่า ถ้าซื้อข้าวโพดสีม่วงในระยะข้าวเหนียวกินสดต้องกินน้ำเลย เพราะสีจะออกมาจากเมล็ด จากซังด้วย ต้มแล้วฟรีซ ไม่ต้องผสมอะไร”

รศ.ดร.กมล บอกด้วยว่า ทั้งไหมและซังข้าวโพดถ้าจะให้เกิดมูลค่าที่คุ้มค่าจริงๆ ต้องทำเป็นอุตสาหกรรมยา ซึ่งกำลังคิดทำซังเป็นแคปซูลเพื่อสุขภาพ แม้กระทั่งยาย้อมผม หรือยาปะแผล โดยทางการแพทย์ก็พิสูจน์ไป ขณะเดียวกัน ทางยุโรปมีการลงทุนมากในเรื่องผักที่มีสีทั้งหมด เช่น ผักสีม่วง สีแดง สีส้ม ซึ่งจะมีสารสำคัญดีต่อสุขภาพ ในเชิงป้องกันโรค

คุณจารุวรรณ หินไชยศรี เลขานุการศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน มข. ซึ่งเป็นคนที่ทำคุกกี้ข้าวโพดสีม่วง แจกแจงเกี่ยวกับขั้นตอนการทำว่า ส่วนผสมก็มีแป้งสาลี มีเนย มีน้ำตาล และที่เพิ่มเข้ามาคือน้ำข้าวโพดสีเข้มข้นและตัวซังข้าวโพดบด เพื่อมาเพิ่มไฟเบอร์ จะใส่ในขั้นตอนที่ตีเนยให้ขึ้นฟูแล้วใส่น้ำเข้มข้น ส่วนตัวผงซังข้าวโพด ใส่เมื่อตอนร่อนแป้ง

ซังข้าวโพดใช้ได้ทั้งที่แก่และซังอ่อนเพราะเป็นสีม่วงอยู่แล้ว ซังข้าวโพดมีทั้งแบบที่ต้มแล้วและยังไม่ต้ม ซึ่งใช้ได้ทั้ง 2 แบบ โดยเอาไปบดให้ละเอียด ถ้ายังไม่แห้งก็เอาไปอบแล้วนำมาร่อนเอาผง ทำครั้งหนึ่งใช้ผงซังข้าวโพด 20 กรัม ต่อแป้ง 240 กรัม

เธอบอกว่า คุกกี้ข้าวโพดสีม่วงนี้คนทานแล้วก็ชอบ ปกติขายที่หมวดพืชผัก ทำเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะตอนออกงานเพื่อไปให้ชิมและให้ซื้อด้วย กล่องละ 125 บาท สำหรับคนสนใจสามารถมาเรียนวิธีทำได้ แต่ต้องรวมกลุ่มใหญ่ๆ ประมาณ 10 คนขึ้นไป ติดต่อมาที่ ศูนย์วิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทรศัพท์ (043) 202-696

?เอ้า ใครอยากขายคุกกี้ ขายน้ำข้าวโพด หรือข้าวโพดคลุกแบบไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ลองไปทำกันดู และถ้านำข้อมูลเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของสีม่วงที่มีสารแอนโทไซยานิน มาติดไว้ให้ลูกค้าได้รู้ได้เห็นว่าสีม่วงนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายขนาดไหน รับรองขายดีแน่

พฤษภาคม 4, 2015 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,257 other followers

%d bloggers like this: