ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“ปีติพงศ์” ล้างคราบระบบสหกรณ์ กุมภาพันธ์ 7, 2015

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479173

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 5 ก.พ. 2558 05:45

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการสัมมนาโครงการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสหกรณ์ว่า จากการสำรวจสถานการณ์สหกรณ์ทั้งระบบของประเทศไทยพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนสหกรณ์ทั่วประเทศ 8,161 แห่ง มีจำนวนสมาชิกรวม 11.27 ล้านครัวเรือน โดยทั้งหมดนี้มีมูลค่าธุรกิจหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งสิ้นประมาณ 2.25 ล้านล้านบาท หรือ 16.48% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมใน ประเทศ (จีดีพี) และในจำนวนนี้แบ่งเป็นมูลค่าธุรกิจของสหกรณ์ออมทรัพย์รวมประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท และของสหกรณ์ประเภทอื่นๆ อีกประมาณ 650,000 ล้านบาท

“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่กระทบความเชื่อมั่นต่อระบบสหกรณ์มาก ได้แก่ เหตุการณ์สหกรณ์ออมทรัพย์ครูในภาคอีสาน นำเงินไปลงทุนในแชร์ลอตเตอรี่ และเหตุการณ์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ผมจึงต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนยังเชื่อมั่นสหกรณ์ โดยได้วางแนวทาง 3 ด้าน คือการป้องกันปัญหา โดยการส่งเสริมธรรมาภิบาล การเฝ้าระวัง โดยให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดการใช้กฎหมายและการเยียวยา โดยให้ตรวจสอบกองทุนรักษาเสถียรภาพและสภาพคล่อง โดยการใช้เงินในกองทุนจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ห้ามนำออกไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น เช่น นำออกไปปล่อยกู้ เพราะหากสหกรณ์เกิดมีปัญหาก็จะทำให้ไม่มีแหล่งเงินมารองรับ”

ทั้งนี้ เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งระบบของไทยมีมูลค่าธุรกิจหมุนเวียนสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท และทำธุรกิจรับฝากเงินและปล่อยเงินกู้ คล้ายกับธนาคารพาณิชย์มากขึ้นทุกที ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะวางมาตรการควบคุมให้เข้มข้นขึ้น เบื้องต้นจะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อรับฟังแนวทางการควบคุมสหกรณ์ให้เข้มงวด เช่นจะต้องเข้าสู่ระบบเครดิตบูโรหรือไม่ การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของ ธปท.หรือไม่ ส่วนแนวคิดการโอนสหกรณ์ไปอยู่ในความดูแลของ ธปท. หรือกระทรวงการคลังนั้น มองว่าคงไม่ได้ เพราะหลักการของสถาบันการเงินพาณิชย์ขัดกับหลักของสหกรณ์โดยสิ้นเชิง.

 

คลังโอนหนี้จำนำข้าวเข้ากระเป๋า

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479172

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 5 ก.พ. 2558 05:30

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังกำลังเตรียมที่จะออกกฎหมายเพื่อเข้าไปรับภาระหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล จากปัจจุบันภาระหนี้ดังกล่าวอยู่ในบัญชีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้ ธ.ก.ส.สามารถดำเนิน ธุรกิจของตนเองได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการนี้ ไม่ได้ต่างอะไรจากการที่รัฐบาลในอดีตได้เคยออกกฎหมายเพื่อเข้ารับภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือเอฟไอดีเอฟ ที่เข้าไปอุ้มสถาบันการเงินเมื่อปี 2540

สำหรับการดึงภาระหนี้สินที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ที่อยู่ในบัญชีของ ธ.ก.ส.ออกมาเป็นของรัฐบาล จะทำให้ ธ.ก.ส.สามารถดำเนินธุรกิจสถาบันการเงินในฐานะเป็นแหล่งเงินทุนของเกษตรกรได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องกังวลต่อภาระหนี้ก้อนใหญ่ที่อยู่ในบัญชีของธนาคารอีกต่อไป นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ ธ.ก.ส.กู้จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่มีนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้สรุปผลโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจากในอดีต ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงวันที่ 22 พ.ค.2557 รวม 15 โครงการได้รับจำนำข้าวเปลือกจากชาวนารวม 84 ล้านตัน มีผลขาดทุนรวม 682,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นผลขาดทุนในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด รวม 4 โครงการ เป็นผลขาดทุน 518,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะยิ่งสูงขึ้นกว่านี้หากการระบายข้าวในสต๊อกที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ล่าช้า เนื่องจากจะเกิดภาระขาดทุนจากข้าวเสื่อมคุณภาพที่อัตราการเสื่อมอย่างต่ำปีละ 10% ยังไม่นับรวมภาระดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อใช้ในโครงการนี้ราว 500,000 ล้านบาท ในอัตรา 3% ต่อปี ค่าโกดังปีละ 2,000 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงภาระจากข้าวที่สูญหายจากโกดัง.

 

บอร์ด ปตท.แบ่งเค้กขายหุ้นบางจาก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479168

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 5 ก.พ. 2558 05:15

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ปตท.วาระพิเศษ ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการขายหุ้นของบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ ปตท.ถือไว้ในสัดส่วน 27.22% โดยจะแบ่งการขายหุ้น เป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ขายให้กับกองทุนวายุภักษ์ กระทรวงการคลัง 15% ส่วนที่เหลืออีก 12.22% จะขายให้กับผู้ที่สนใจที่ยื่นข้อเสนอราคาที่ดีที่สุดให้กับ ปตท. และจะเปิดกว้างให้กับทุกๆคน ไม่ใช่ขายเฉพาะให้กับผู้ที่สนใจ ในขณะนี้รวม 2 ราย ที่เสนอราคามาก่อนหน้านี้ การขายหุ้นทั้งหมดนี้ ปตท.จะมีรายได้รวม 10,000 ล้านบาท และจะสามารถบันทึกเป็นกำไรจากการขายหุ้นได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.นี้

ทั้งนี้ การตัดสินใจขายหุ้นบางจาก 15% ให้กับกองทุนวายุภักษ์ แม้ว่ากองทุนจะยื่นข้อเสนอเงื่อนไข และราคาภายหลังจากที่ ปตท. ปิดรับผู้ที่สนใจเสนอเงื่อนไขมาก็ตาม แต่ราคาและเงื่อนไขที่กองทุนวายุภักษ์เสนอมานั้นเป็นราคาที่เหมาะสม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ และปัจจุบันกองทุนวายุภักษ์เองก็ถือหุ้นใน ปตท.อยู่แล้ว

“มติบอร์ด ปตท.ในครั้งนี้ ไม่ถือว่าเป็นการล้มดีล เนื่องจากมีการขายหุ้นบางจากอยู่ เพียงแต่ข้อเสนอของบริษัทที่เสนอซื้อหุ้นบางจากมาก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ราย ยังไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีที่สุด”

ก่อนหน้านี้ คือ บริษัทเมอร์ริเมดไทม์ จำกัด ของกลุ่มนายประยุทธ์ มหากิจศิริ และกลุ่มเอ็มบีโอ ของนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตผู้บริหาร ปตท. แต่ถูกเบรก เนื่องจากป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนการเมืองเข้ามามีบทบาทการบริหารจัดการบางจาก.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 05/02/58

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479159

 

หุ้นเดือนกุมภา!!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479160

โดย อินเด็กซ์ 51 5 ก.พ. 2558 05:01

ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 4 ก.พ.58 ปิดที่ 1,599.81 จุด ลบ 2.73 จุด มีมูลค่า การซื้อขาย 63,689.08 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,436.47 ล้านบาท

หุ้นที่ซื้อขายสูงสุด TRUE ปิด 13.40 บาท ลบ 0.20 บาท, PTT ปิด 378 บาท บวก 8 บาท, PTTEP ปิด 121 บาท บวก 0.50 บาท, IRPC ปิด 3.94 บาท บวก 0.22 บาท และ PTTGC ปิด 60.50 บาท บวก 0.50 บาท

บล.คันทรี่ กรุ๊ป มองตลาดหุ้นไทยเดือน ก.พ.ผันผวน ดัชนีมีโอกาส ร่วงลงมาทดสอบแนวรับ 1,550 จุด แนะกลยุทธ์การลงทุนช่วงเดือน ก.พ. ควรเลือกลงทุนรายตัวอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะผลกระทบจากผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 57 ที่ไม่เป็นตามคาด โดยเฉพาะหุ้นพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงรุนแรงในไตรมาส 4

โฟกัสผลดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 57 ที่จะทยอยแจ้งออกมาเป็นรายกลุ่ม พบว่าไตรมาส 4 จัดเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีการโอนอสังหาฯในปริมาณที่มากกว่าทุกไตรมาส ขณะที่หุ้นกลุ่มนี้มีค่า PE ไม่สูงมาก และราคาหุ้นยังปรับขึ้นไม่มากจนเกินไป จึงเป็นกลุ่มที่น่าลงทุน เชียร์ SPALI, AP, PS และ QH เด่น

ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ คาดผลงานไตรมาส 4 จะเห็นการฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ส่วนทิศทางปี 58 จะเห็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ แนะให้ทยอยสะสมเพื่อรอการฟื้นตัว เลือก STANLY กับ SAT เป็น
Top Picks

สำหรับกลุ่ม ICT แม้ผลงานไตรมาส 4 ปี 57 จะไม่ก้าวกระโดด แต่จัดเป็นกลุ่มที่น่าลงทุนระยะยาว เพราะได้ผลดีโดยตรงจากนโยบาย Digital Economy และการเปิดประมูลคลื่น 4G ขณะที่ยังเป็นกลุ่มที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง

ด้านกลุ่มบันเทิง ผลงานไตรมาส 4 น่าจะยังคงอ่อนแอ เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการให้บริการดิจิตอลทีวี ทำให้รายได้ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ แต่หุ้นกลุ่มนี้มีแรงเก็งกำไรประเด็น Rating ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะหุ้น WORK, RS, MONO และ GRAMMY

ปิดท้ายกลุ่มรับเหมาฯ ไตรมาส 4 ผลประกอบการไม่น่ามีอะไรเซอร์ไพรส์ เนื่องจากจะรับรู้รายได้จากงานในมือที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก แต่มีประเด็นบวกเรื่องงานก่อสร้างภาครัฐที่จะทยอยออกมาตลอดทั้งปี ทำให้เก็งกำไรหุ้นรับเหมาฯได้ต่อ โดยเน้นหุ้นรายใหญ่อย่าง ITD, CK และ STEC เป็นหลัก!!

อินเด็กซ์ 51

 

กสทช.ฟุ้งเรตติ้งทีวีดิจิตอลพุ่ง ยอมรับ “ดาวเทียม-เคเบิล” เอื้อผู้ชมทางบ้าน (ชมคลิป)

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479164

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 5 ก.พ. 2558 05:01

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจาย เสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของสำนักงาน กสทช.เกี่ยวกับการรับชมทีวีดิจิตอลของประชาชนนับตั้งแต่เดือน เม.ย.57-ม.ค.58 พบว่ายอดการรับชมทีวีดิจิตอลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิม เม.ย. 57 อัตราผู้รับชมทีวีดิจิตอลช่องใหม่ 21 ช่อง จาก 24 ช่อง ในสัดส่วน 7% เพิ่มเป็น 24% ในเดือน ม.ค.58 หรือคิดเป็นจำนวน 14.5 ล้านคน และมั่นใจว่ายอดผู้ชมทีวีดิจิตอลจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน ขณะที่ยอดรับชมทีวีอนาล็อกช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และไทยพีบีเอส ได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เดือน เม.ย.57 สัดส่วนการรับชม 93% และเดือน ม.ค.58 ลดลงเหลือ 76%

“ยอมรับว่าการรับชมทีวีดิจิตอลที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่เป็นการรับชมผ่านทีวีระบบดาวเทียมและเคเบิล เพราะครัวเรือนของประชาชนส่วนใหญ่ติดจานดาวเทียมเพื่อการรับชมทีวี ปัจจุบันมีประชาชนรับชมทีวีดิจิตอลผ่านกล่องดิจิตอลและทีวีที่มีระบบดิจิตอลในตัว 9 ล้านคน จากประชาชนทั้งหมด 67 ล้านคน ซึ่ง กสทช.ได้แจกคูปองไปแล้ว 7.7 ล้านใบ มีผู้มาใช้สิทธิ์แลกคูปองราว 3 ล้านใบ ส่วนที่เหลือยังไม่มาใช้สิทธิ์แลกคูปอง เพราะสามารถดูทีวีผ่านระบบดาวเทียมได้ หรืออาจรอเวลาเพื่อจะนำไปแลกซื้อทีวีเครื่องใหม่ โดย กสทช.จะสำรวจผลการรับชมทีวีดิจิตอลอีกครั้งในช่วงกลางปีนี้”

นายฐากร กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจของบริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ระบุว่าการรับชมทีวีดิจิตอลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การรับชมทีวีอนาล็อกลดลง อีกทั้งเป็นเพราะผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ได้ปรับผังรายการใหม่ทำให้ช่องรายการได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จากสัดส่วนการรับชมทีวีดิจิตอลที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาค่าโฆษณาของช่องดิจิตอลทีวีปี 2558 ในหลายช่องปรับตัวสูงขึ้น บางช่องนาทีราว 50,000 บาท ซึ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์ทั้งในด้านการลงทุนและเกิดการแข่งขันด้านเนื้อหาสาระของรายการ ทำให้มีรายการดีมากขึ้น เป็นทางเลือกในการรับชมของประชาชน.

 

ทีดีอาร์ไอ ย้ำ ไทยยังไม่เผชิญเงินฝืด หนุนรัฐเก็บภาษีมรดก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479115

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 2558 19:20

ที่ปรึกษาทีดีอาร์ไอ ยันไทยยังไม่เผชิญเงินฝืด แนะจับตาปัจจัยเสี่ยง ศก.โลกฟื้นตัว ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฉุดจับจ่ายภาคเกษตร หนุน รบ.เก็บภาษีมรดกเพิ่มรายได้ หวั่นเม็ดเงินไหลออก หลังธนาคารกลางประเทศใหญ่ออกคิวอี จนสภาพคล่องล้นระบบ…

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายวิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนา “ปี 2558 หัวเลี้ยวหัวต่อของการคลี่คลายวิกฤติเศรษฐกิจโลก” ว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เผชิญกับภาวะเงินฝืด แม้ว่าในเดือน ม.ค. อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ 0.41% โดยมองว่าการเกิดภาวะเงินฝืดมักมาจากด้านอุปสงค์ที่ประชาชนไม่กล้าจับจ่าย ใช้สอย แต่การที่อัตราเงินเฟ้อติดลบครั้งนี้เกิดจากอุปทานบางตัว โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าเป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น

ส่วนการปรับตัวลดลงมามากของราคาน้ำมัน โดยส่วนตัวมองว่าประเทศไทยน่าจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนผลิตสินค้าถูกลง แต่ต้องยอมรับว่าการที่ราคาน้ำมันตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในระยะนี้

สำหรับปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องจับตาในปีนี้ เกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีความแตกต่างกัน ขณะที่ปัจจัยในประเทศ คาดว่าจะยังขับเคลื่อนด้วยภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนเป็นหลัก รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งผลให้การจับจ่ายภาคเกษตรลดลง สะท้อนไปยังกลุ่มภาคเกษตรชะลอตัว

นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะมีการปฏิรูปภาษี โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีมรดก และทรัพย์สินต่างๆ เนื่องจากเป็นการสร้างฐานภาษีใหม่ และก่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันไทยกำลังประสบปัญหาเชิงโครงสร้างที่รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เพราะกำลังเข้าสู่ประเทศประชากรผู้สูงอายุในสัดส่วนค่อนข้างมาก จำเป็นต้องเร่งหารายได้ใหม่เข้ามาเพื่อดูแลประชาชน ส่วนจะจัดเก็บหรือไม่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ แต่เชื่อว่าการปฏิรูปภาษี จะก่อให้เกิดการหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ ของรัฐบาล

ส่วนกรณีธนาคารกลางหลายแห่ง เช่น ญี่ปุ่นและยุโรป ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลให้สภาพคล่องล้นระบบ โดยมีเงินไหลเข้ามายังประเทศอื่นๆ ทั้งภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย เป็นปัจจัยที่ต้องระมัดระวังให้มาก เพราะช่วงที่มีกระแสข่าวต่างๆ เข้ามากระทบต่อความเชื่อมั่น อาจส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกไปได้อย่างรวดเร็วได้เช่นกัน.

 

ขุนคลัง เชื่อ เงินเฟ้อติดลบแค่ ม.ค. ยังไม่ใช่เงินฝืด จับตาอีก 3 เดือน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479096

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 2558 17:14

ขุนคลัง ประเมินเงินเฟ้อติดลบแค่เดือน ม.ค. ยังไม่ใช่เงินฝืด ชี้ หากติดลบ 3 เดือน จึงถือว่าผิดปกติ ระบุอัตราเฉลี่ยยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท. ขณะที่ สศค.คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ อยู่ที่ 0.9% …

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุการที่ราคาน้ำมันที่ลดลงมาก เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ม.ค. ติดลบ 0.41% แต่ไม่ใช่ภาวะเงินฝืด โดยต้องจับตาว่า หากติดลบ 3 เดือน ติดต่อกัน จึงจะถือว่าเป็นเหตุผิดปกติ แต่เท่าที่ดู คิดว่าจะติดลบแค่เดือนเดียวก็น่าจะจบ ซึ่งเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดไว้ และคณะรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติไป

ส่วนการออกมาตรการทางการคลัง เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณา เบื้องต้นจะไม่ทำในรูปแบบกองทุน และไม่ใช้มาตรการภาษี รวมถึงไม่ต้องใช้เงิน

ขณะที่สำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ม.ค. 2558 อยู่ที่ลบ 0.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องและต่ำสุดในรอบ 63 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจาก 1.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง 2.การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกภายในประเทศโดยเฉลี่ยปรับตัวลดลง และการปรับลดลงของอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft)

และ 3.จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อสุกร ไก่สด ผลไม้ และผักสดบางชนิด (โดยเฉพาะ ผักคะน้า ผักชี ผักกาดหอม ต้นหอม ขิง ผักกาดขาว ขึ้นฉ่าย หัวผักกาดขาว ผักบุ้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ฟักเขียว ฟักทอง) มีปริมาณสู่ท้องตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาในหมวดดังกล่าวปรับลดลง ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สศค.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 58 จะอยู่ที่ 0.9% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 0.4-1.4% ลดลงจากปีก่อนหน้านี้.

 

หุ้นไทยร่วง 2.73 ปิดที่ 1,599.81 จุด

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479112

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 2558 17:05

หุ้นไทยลบ 2.73 จุด ที่ 1,599.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 63,689.08 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ดัชนีหุ้นไทยปิดลบ 2.73 จุด หรือคิดเป็นลดลง 0.17 ปิดที่ 1,599.81 มูลค่าซื้อขาย 63,689.08 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ 5 อันดับ ที่ซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

 

พาณิชย์ชง ‘บิ๊กตู่’ ยกระดับส่งออกเป็นวาระชาติ ดันปีนี้โตตามเป้า 4%

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/479074

โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ 4 ก.พ. 2558 16:15

รมช.พาณิชย์ เตรียมเสนอนายกฯ ดันส่งออกเป็นวาระชาติ หลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงจนยอดหด ลั่นต้องโตให้ได้ 4% พร้อมขยายค้าชายแดนเป็น 1.5 ล้านล้านบาท นัดห้างสรรพสินค้าถกลดต้นทุนอาหารปรุงสำเร็จในฟู้ดคอร์ทอาทิตย์หน้า

วันที่ 4 ก.พ. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามผลการดำเนินงานกระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังยื่นเรื่องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาเห็นชอบจัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ขณะที่กรรมการประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาการส่งออกสินค้าไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมผลักดันให้มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ บรรลุตามเป้าหมายการขยายตัวที่ กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ที่ 4% จากปี 57 คาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นชอบให้จัดตั้งได้ในเร็ว ๆ นี้

“การส่งออกไทยเผชิญปัจจัยเสี่ยงมากมาย โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าชะลอตัว และยังมีปัญหาจากภายใน เช่น ไทยผลิตสินค้าไม่ตรงตามความต้องการตลาด ผลิตสินค้าล้าสมัย ส่งผลให้ศักยภาพการแข่งขันด้านการส่งออกลดลง จึงต้องทำเรื่องส่งออกให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะกระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาคนเดียวไม่ได้แล้ว ซึ่งหากมีคณะกรรมการส่งเสริมฯ จะได้ช่วยกันกำหนดรูปแบบการส่งออก ยุทธศาสตร์การเข้าสู่ตลาด การแสวงหาวัตถุดิบ การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การส่งออกไทยขยายตัวได้อย่างยั่งยืน” รมช.พาณิชย์ กล่าว

นางอภิรดี กล่าวต่อว่า แม้หลายหน่วยงาน รวมถึงภาคเอกชนได้ปรับลดการคาดการณ์ลงเหลือขยายตัวต่ำกว่า 4% แต่ พณ.ยืนยันว่าจะคงเป้าการส่งออกเพิ่มให้ได้ 4% จากปี 57 ทั้งนี้ จะผลักดันการค้าชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการผลักดันการส่งออกในภาพรวม โดยตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่า 30% หรือมูลค่าการค้าไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ปี 57 ที่มีมูลค่า 1.15 ล้านล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัปดาห์หน้า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ จะเชิญผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ มาสอบถามถึงการลดต้นทุนด้านต่างๆ ให้กับผู้ขายอาหารปรุงสำเร็จภายในศูนย์อาหารของห้างฯ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ทั้งค่าเช่า ค่าส่วนแบ่งการขาย ค่ากระแสไฟฟ้า เป็นต้น เพราะขณะนี้ต้นทุนค่ากระแสไฟฟ้าลดลงมาก จากการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เพื่อให้ผู้ค้าอาหารปรุงสำเร็จสามารถขายอาหารได้ในราคาไม่แพงเกินไป และยังช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน.

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,101 other followers

%d bloggers like this: