ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

จุลินทรีย์จากหน่อกล้วย – เรื่องน่ารู้ กันยายน 1, 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/319027

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2558 เวลา 4:32 น.

จุลินทรีย์จากหน่อกล้วย – เรื่องน่ารู้
การทำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยมีส่วนผสมและวิธีการทำดังนี้

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2558 เวลา 4:32 น.

การทำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วยมีส่วนผสมและวิธีการทำดังนี้ หน่อกล้วยใบธง สูงประมาณ 1 เมตร ทั้งเหง้า ต้น จำนวน 30 กิโลกรัม กากน้ำตาล จำนวน 10 กิโลกรัม นำหน่อกล้วยมาหั่น สับ ตำ จากนั้นนำไปใส่ในถังหมัก แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันด้วยกากน้ำตาล โดยไม่ต้องใส่น้ำ หมักไว้ 7 วัน หมั่นคนทุกเช้าและเย็น เมื่อครบ 7 วัน จึงคั้นน้ำออกมาใส่ถังหรือขวด แล้วปิดฝา เมื่อต้องการใช้งานนำมาผสมกับน้ำเปล่ารดดินเพื่อปรับปรุงดินบำรุงดิน ใส่ในแหล่งน้ำเพื่อปรับสภาพน้ำ ฉีดพ่นทางใบป้องกันและกำจัดศัตรูพืช เร่งการเจริญเติบโตของพืช และใช้กำจัดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์ ย่อยสลายอินทรียวัตถุ และฟางในนาข้าว โดยไม่เกิดก๊าซมีเทน.

 

ประกวดศูนย์เรียนรู้และเกษตรกรตัวอย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/319028

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:37 น.

ประกวดศูนย์เรียนรู้และเกษตรกรตัวอย่าง

เพื่อการขับเคลื่อนกิจกรรมการรณรงค์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับดิน และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อมนุษยชาติ

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:37 น.

นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ในปี 2558 นี้ จัดเป็นปีแห่งมหามงคลเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เฉลิมพระชนมายุ 60 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2558 และเป็นปีดินสากล

เพื่อการขับเคลื่อนกิจกรรมการรณรงค์และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับดิน และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินต่อมนุษยชาติ และสภาพแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส จึงได้กำหนดให้มีกิจกรรมเฉลิม พระเกียรติขึ้นตลอดทั้งปีในหลายรูปแบบ

นับตั้งแต่การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติของพื้นที่ การรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก การจัดประกวดการปลูกต้นไม้ และการจัดงานชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา

และในช่วงนี้ก็มีการจัดกิจกรรมการประกวดศูนย์เรียนรู้และเกษตรกรต้นแบบขึ้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือเกษตรกรในพื้นที่ขยายผลการพัฒนาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์จำนวน 13 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านยาบี บ้านบางมะนาว บ้านค่าย บ้านเปล บ้านเขาตันหยง บ้านใหม่ บ้านโคกสยา บ้านพิกุลทอง บ้านโพธิ์ทอง บ้านคีรี บ้านสะปอม บ้านบูกิตอ่าวมะนาว และบ้านตือลาฆอปาลัส จ.นราธิวาส

และพื้นที่ศูนย์สาขาอีก 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์สาขาที่ 1 โครงการสวนยางพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จ.นราธิวาส ศูนย์สาขาที่ 2 โครงการพัฒนาหมู่บ้านปีแนมูดอ อำเภอเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ศูนย์สาขาที่ 3 โครงการหมู่บ้านปศุสัตว์-เกษตรมูโนะ อำเภอตากใบ จ.นราธิ วาส ศูนย์สาขาที่ 4 โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกอิฐ-โคกใน ยูโย โคกกระท่อม ตำบลพร่อนและตำบลบางขุนทอง อำเภอตากใบ จ.นรา ธิวาส

ทั้งนี้การจัดกิจกรรมดังกล่าวได้มอบหมายให้นายกวี ลิ่มอุสันโน หัวหน้างานส่งเสริมการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดประกวด เพื่อคัดเลือกศูนย์เรียนรู้และเกษตรกรต้นแบบของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ที่มีผลงานดีเด่น และเผยแพร่ผลการดำเนินงานให้ปรากฏสู่สาธารณชนมากขึ้น

ทั้งรวบรวมศูนย์เรียนรู้และเกษตรกรต้นแบบให้เป็นเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ในชุมชนต่อไป ซึ่งการประกวดได้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. ประเภทเกษตรกรที่เป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ 2. ประเภทเกษตรกรในพื้นที่ขยายผล ซึ่งคณะกรรมการจัดการประกวดจะลงพื้นที่เพื่อติดตามกิจกรรมการดำเนินงานในพื้นที่ของผู้สมัครประกอบการตัดสินในโอกาสอันใกล้นี้

โดยผู้ที่ได้รับการตัดสินให้เป็นศูนย์เรียนรู้และเกษตรกรต้นแบบดีเด่น ก็จะได้รับอุปกรณ์ทางการเกษตร เพื่อใช้ประโยชน์ภายในศูนย์เรียนรู้ ในโอกาสต่อไป.

 

เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/319025

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:05 น.

เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3

สนับสนุนให้สมาชิกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3 เป็นพันธ์ุปลูก

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:05 น.

เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3
ร่วมโครงการลด 10 เปอร์เซ็นต์

ตามที่สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท ดำเนินการจัดอบรมโครงการพัฒนาทักษะในการบริหารงานอย่างต่อเนื่อง

โดยมีนโยบายให้ดำเนินการจัดอบรมในเรื่องการสร้างเครือข่ายสหกรณ์ โดยให้อิสระกับศูนย์ฯ ในการเลือกเครือข่ายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และความต้องการของสหกรณ์เป้าหมาย รวมทั้งนโยบายการแนะนำส่งเสริมสหกรณ์ของสหกรณ์จังหวัดในแต่ละจังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ฯ นั้น

จากแนวทางดังกล่าว ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 14 จังหวัดชัยนาท จึงร่วมกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดและขบวนการสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร และตาก ต่อยอดเครือข่ายธุรกิจข้าวโพดครบวงจรขึ้น

ด้วยในพื้นที่จังหวัดตาก กำแพงเพชร และนครสวรรค์ มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของประเทศ สมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรหลายสหกรณ์มีอาชีพปลูกข้าวโพด และในแต่ละปีจะมีผลผลิตข้าวโพดออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม ของทุกปี และสหกรณ์มีความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์การตลาดที่จะทำธุรกิจรวบรวมข้าวโพดจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่

ส่วนสหกรณ์ที่มีสมาชิกปลูกข้าวโพดแต่ขาดอุปกรณ์การตลาด แต่จะทำธุรกิจรวบรวมข้าวโพดด้วยก็จะให้ร่วมมือกับสหกรณ์ที่จะ รวบรวมข้าวโพดในพื้นที่ใกล้เคียง หรือร่วมมือกับพ่อค้าเอกชนทำการรวบรวมข้าวโพดจากสมาชิกสหกรณ์

อย่างไรก็ตามเพื่อความมั่นคงในการจัด การเรื่องข้าวโพดอย่างครบวงจร การสร้างเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ ภาคเอกชน และภาครัฐ จะเป็นช่องทางสำคัญในการยกระดับการพัฒนาธุรกิจข้าวโพด และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับข้าวโพดได้มากยิ่งขึ้น และหากได้ใช้กระบวนการและศักยภาพทางเครือข่าย ร่วมกันบริหารจัดการธุรกิจข้าวโพดแล้วก็จะก่อให้เกิดการลดต้นทุน ในการเพาะปลูกของเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์

และจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสหกรณ์/ กลุ่มเกษตรกรสำหรับธุรกิจข้าวโพดครบวงจรในช่วงที่ผ่านมา ที่ประชุมเห็นด้วย ที่จะให้มีเครือข่ายเพื่อการเชื่อมโยงสหกรณ์ด้านธุรกิจข้าวโพดอย่างครบวงจรในสามจังหวัดดังที่กล่าวมาข้างต้น

และสนับสนุนให้สมาชิกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3 เป็นพันธ์ุปลูกและกำหนดให้สหกรณ์นิคมแม่สอด จำกัด และสหกรณ์นิคมแม่ระมาด จำกัด เป็นแม่ข่ายผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธ์ุ ส่วนสหกรณ์อื่น ๆ เป็นลูกข่ายรับซื้อเมล็ดพันธ์ุเพื่อนำไปเพาะปลูกต่อไป

นายบรรจง ชัยขุนพล ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์แม่สอด จ.ตาก เปิดเผยว่า ณ เวลานี้เมล็ดพันธ์ุข้าวโพดนครสวรรค์ 3 มีความพร้อมในการให้บริการเกษตรกรสมาชิกที่จะนำไปเพาะปลูก ซึ่งขณะนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่กำลังเตรียมพื้นที่เพื่อเพาะปลูก ก็สามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3 ไปเตรียมไว้ได้ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกลดต้นทุนในการผลิต ทางนิคมสหกรณ์แม่สอด จ.ตาก จึงได้เข้าร่วมโครงการ กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยการตัดคูปองส่วนลดจากหน้ากีฬา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์มาและซื้อเมล็ดพันธ์ุข้าวโพดนครสวรรค์ 3 ได้ โดยจะได้ส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ ทันที.

 

ทุเรียน – เรื่องน่ารู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/318825

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2558 เวลา 5:05 น.

ทุเรียน – เรื่องน่ารู้
ส่วนต่าง ๆ ของทุเรียนสามารถนำมาใช้เป็นยาได้

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2558 เวลา 5:05 น.

ทุเรียนมีมากกว่า 30 ชนิด ประมาณ 100 สายพันธุ์ ในประเทศไทยมีอยู่ 5 ชนิด เป็นผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร ไขมัน โปรตีน น้ำ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามิน บี 2 ไนอะซิน วิตามินซีแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และมีน้ำตาลสูง ทั้งยังอุดมไปด้วยกำมะถันและคอเลสเตอรอล ที่ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ในตำราสมุนไพรไทยระบุว่า ส่วนต่าง ๆ ของทุเรียนสามารถนำมาใช้เป็นยาได้ โดยใบมีรสขมเย็นเฝื่อน มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้ดีซ่านขับพยาธิ และทำให้หนองแห้ง เนื้อทุเรียนมีรสหวานร้อน มีสรรพคุณให้ความร้อนแก้โรคผิวหนังทำให้ฝีแห้ง และขับพยาธิ เปลือกมีรสฝาดเฝื่อนใช้สมานแผลแก้น้ำเหลืองเสียพุพองแก้ฝี ตาน ซาง คุมธาตุ แก้คางทูม และไล่ยุงและแมลง ส่วนรากมีรสฝาดขมใช้แก้ไข้และแก้ท้องร่วง เป็นต้น.

 

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ โนนดินแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/318823

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:00 น.

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ โนนดินแดง

เกษตรกรที่อยู่ในกลุ่มวิสาหกิจแห่งนี้สามารถทำการเพาะปลูกเพื่อนำผลผลิตป้อนเข้าสู่ขบวนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:00 น.

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ โนนดินแดง วันนี้ผลผลิตมีกำไร

สมัยก่อนตำบลโนนดินแดงเป็นสถานที่มีคนไทยซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอพยพไปอยู่กันมาก เนื่องจากผลของสงครามในประเทศเพื่อนบ้านยังส่งผลให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริที่จะช่วยเหลือราษฎรเหล่านั้น นอกจากสวัสดิการทางด้านต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีการจัดตั้งโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2525 เพื่อรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรของราษฎร ได้แก่ มะเขือเทศ ข้าวโพดฝักอ่อนในราคาประกัน โดยมีเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และศรีสะเกษ ส่งผลผลิตป้อนให้กับโรงงาน ทำให้ราษฎรมีรายได้ที่แน่นอน และสามารถดำรงชีพอยู่ได้ท่ามกลางสงครามในประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่

โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปอำเภอโนนดินแดง ซึ่งเป็นโรงงานสาขาโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 4 เต่างอย จ.สกลนคร ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2525 เพื่อให้ความช่วยเหลือ ด้านการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ให้กับราษฎรในบริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาตามพระราชดำริ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์

และเมื่อสงครามประเทศเพื่อนบ้านยุติ ราษฎรก็สามารถเข้าพื้นที่ทำการเกษตรและส่งสินค้าเกษตรจำหน่ายยังแหล่งรับซื้อทั่วไปได้ตามปกติ โรงงานแห่งนี้จึงหยุดการผลิต และได้อนุญาตให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามาใช้อาคารเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การส่งเสริมของส่วนงานภาครัฐ

 

คือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปอำเภอโนนดินแดงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อตั้งเมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา จากการขออนุญาตใช้อาคารและสถานที่ของโรงงานหลวงฯ เดิม ประกอบด้วยอาคารหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจ โรงงาน วัสดุ และอุปกรณ์ ตลอดถึงแปลงเรียนรู้ทางการเกษตรบ้านคลองโป่ง พื้นที่ 40 ไร่ กลุ่มวิสาหกิจแห่งนี้ในช่วงแรก มีสมาชิก 20 คน มีการระดมเงินทุนโดยการเปิดขายหุ้น หุ้นละ 100 บาท จำนวนหุ้นทั้งหมด 815 หุ้น เป็นเงิน 81,500 บาท จนถึงปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกเพิ่มเป็น 52 คน จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 3,090 หุ้น เป็นเงิน 310,150 บาท และได้รับงบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนฯ มีการดำเนินกิจการหลายด้าน เช่น การแปรรูปผลผลิตตามฤดูกาล การจัดจำหน่ายสินค้าของบริษัทดอยคำ การบริการบ้านพักชุมชน การให้บริการจัดกระเช้า การทำแปลงเรียนรู้ด้านเกษตรที่บ้านคลองโป่ง และจำหน่ายผลผลิต ผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551-30 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมามีกำไรสุทธิรวม 470,870 บาท โดยมีการแบ่งจัดสรรกำไรตามหุ้น 30% ค่าตอบแทนคณะกรรมการ 10% จัดสรรทุนสำรองกิจการ 40% และจัดสรรเพื่อสวัสดิการสมาชิกอีกส่วนหนึ่งด้วย

และเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี พร้อมด้วยนายดนุชา สินธวานนท์ รองเลขาธิการ กปร. นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ ที่ปรึกษาสำนักงาน กปร. นายเทิดศักดิ์ บุณยขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านแหล่งน้ำ มูลนิธิชัยพัฒนา และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการฯ

พบว่า เกษตรกรที่อยู่ในกลุ่มวิสาหกิจแห่งนี้สามารถทำการเพาะปลูกเพื่อนำผลผลิตป้อนเข้าสู่ขบวนการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และได้ผลผลิตที่ดีสมบูรณ์ด้วยในพื้นที่มีการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเพาะปลูกอย่างทั่วถึง โดยนำน้ำมาจาก โครงการเขื่อนลำนางรองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งสร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2521 ที่ผ่านมา

ปัจจุบันสามารถสนับสนุนพื้นที่ทำการเกษตรของราษฎรจำนวน 7,471 ครัวเรือน ในพื้นที่ 68,410 ไร่ ช่วยให้ราษฎรได้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และมีสภาพความเป็นอยู่ด้านโครงสร้างพื้นฐานสังคมและเศรษฐกิจดีขึ้น.

 

กรมชลฯจัดงานเดิน-วิ่งชิงถ้วยพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/318826

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2558 เวลา 2:13 น.

กรมชลฯจัดงานเดิน-วิ่งชิงถ้วยพระราชทาน

กรมชลประทานจะจัดงาน “เดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร”

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2558 เวลา 2:13 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบในปีนี้ กรมชลประทานจะจัดงาน “เดิน-วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร” ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2558 ณ สระเก็บน้ำพระราม 9 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

โดยแบ่งเป็นการเดิน-วิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร ไม่มีถ้วยรางวัล และ การแข่งขันวิ่งมินิมาราธอนระยะทาง 15 กิโลเมตร โดยผู้ชนะเลิศการแข่งขันจะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 2,000 บาท รองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง ได้รับถ้วยรางวัลอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมเงินรางวัล 1,600 บาท รองชนะเลิศอันดับที่สอง ได้รับถ้วยรางวัลจากรองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมเงินรางวัล 1,400 บาท รองชนะเลิศอันดับที่สาม ได้รับถ้วยรางวัลจากรองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมเงินรางวัล 1,200 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สี่ ได้รับถ้วยรางวัลชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพ กรมชลประทาน พร้อมเงินรางวัล 1,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรางวัลสำหรับผู้ชนะที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปชาย-หญิง และเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปีชาย-หญิง อีกด้วย

สนใจ สมัครออนไลน์ผ่านทาง http://www.rid.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2583-6050 ต่อ 555, 0-2241-0965, 09-2828-2804.

 

ฝรั่ง – เรื่องน่ารู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/318594

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2558 เวลา 5:03 น.

ฝรั่ง – เรื่องน่ารู้
ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบ ส่วนน้ำต้มใบฝรั่งสดจะช่วยรักษาอาการท้องเสีย

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2558 เวลา 5:03 น.

ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน ลดน้ำหนัก หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และป้องกันอาการผิดปกติของหัวใจได้ นอกจากนี้น้ำต้มผลฝรั่งตากแห้ง จะช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบ ส่วนน้ำต้มใบฝรั่งสดจะช่วยรักษาอาการท้องเสีย ป้องกันโรคลำไส้อักเสบ และรักษาอาการท้องเดิน ท้องร่วง เป็นต้น.

 

การปลูกเมล่อนในโรงเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/318593

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:06 น.

การปลูกเมล่อนในโรงเรือน

การจัดการแบบนี้จะทำให้ไม่สิ้นเปลืองเรื่องของการซื้อวัสดุปลูกเพราะนำกลับมาใช้ได้อีก

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:06 น.

การปลูกเมล่อนในโรงเรือนสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือวัสดุปลูกที่ใช้ควรจะใช้เพียงแกลบดำเท่านั้น เนื่องจากวัสดุปลูกส่วนใหญ่จะนำมาใช้ซ้ำ เพียงแต่ทุกครั้งที่จะทำการปลูกวัสดุปลูกที่อยู่ในถุงจะต้องทำการฆ่าเชื้อราก่อนเท่านั้น

การจัดการแบบนี้จะทำให้ไม่สิ้นเปลืองเรื่องของการซื้อวัสดุปลูกเพราะนำกลับมาใช้ได้อีก เมื่อจัดเรียงถุงปลูกและเดินระบบน้ำเรียบร้อยแล้วก็พร้อมที่จะย้ายกล้าจากถาดเพาะปลูกลงถุงในโรงเรือน พอย้ายกล้าเสร็จก็ต้องให้น้ำตามเพื่อให้แกลบดำกระชับกับราก จากนั้นก็ให้น้ำให้ปุ๋ยตามปกติ ราว 15 วันหลังย้ายปลูกก็จะถึงเวลามัดหรือผูกต้นให้ตั้งขึ้น

เนื่องจากเมล่อนเป็นพืชตระกูลเถาที่ไม่มีมือเกาะ ดังนั้นหากเอาขึ้นค้างก็ต้องช่วยจับมัดให้เถาเลื้อยขึ้นค้าง ราววันที่ 21-22 วันหลังการย้ายปลูก จะเป็นขั้นตอนของการเด็ดแขนงข้างออก โดยจะเด็ดแขนงตั้งแต่ใบจริงใบแรกจนถึงใบจริงใบที่ 10 ออกให้หมด จากนั้นก็จะเป็นช่วงของการไว้แขนงข้างเพื่อจะไว้ผลเมล่อน

โดยจะไว้แขนงเพื่อให้เมล่อนติดผลในช่วงข้อใบที่ 11 ถึงข้อใบที่ 13 ซึ่งจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการไว้ผลเมล่อน แต่ในเรื่องของตำแหน่งไว้ผลเมล่อนนั้นอาจจะปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลและสภาพของดอก การติดผลว่าสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งบางครั้งอาจจะมีการไว้ผลเลื่อนขึ้นไปถึงข้อที่ 12-15 ก็มี ต้องดูดอกตัวเมียว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

เพราะแขนงที่ไว้ 3 แขนงนั้นจะออกดอกเป็นดอกตัวเมีย (แขนงนั้นจะออกดอกเป็นดอกตัวเมีย ส่วนดอกตัวผู้จะอยู่ที่ลำต้นหลัก) เมื่อดูว่าดอกตัวเมียดอกนั้นมีความสมบูรณ์ ก็จะต้องช่วยผสมดอกด้วยมือ วิธีการผสมดอกช่วยด้วยมือโดยเด็ดดอกตัวผู้ ตัดกลีบดอกออกทิ้งเหลือแต่ก้านเกสรตัวผู้ นำไปผสมกับเกสรตัวเมียของดอกที่คงไว้จะช่วยให้ดอกนั้นพัฒนาเป็นผลคุณภาพดี

อีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องใช้การผสมดอกช่วยเพราะการปลูกในโรงเรือนจะไม่มีแมลงจากธรรมชาติมาช่วยผสมเกสร โดยการเลือกใช้ละอองเกสรจากดอกตัวผู้ที่สามารถใช้จากต้นของมันเองก็ได้ หรือใช้จากต้นอื่นหรือจากสายพันธุ์อื่นก็ได้เพราะลักษณะเด่นอยู่ที่แม่ สำหรับการนำละอองเกสรจากดอกตัวผู้มาผสมให้กับดอกตัวเมียที่ต้องการให้เกิดเป็นผลเมล่อน ดอกตัวเมียนั้นจะบานในช่วงเช้า ควรช่วยผสมเกสรช่วงเช้าคือไม่เกินเวลา 10.00 น. เพราะหากสายกว่านี้อากาศจะร้อนทำให้ผสมไม่ติด หลังจากผสมได้ 1 วัน ถ้าสังเกตเห็นรังไข่ของดอกตัวเมียเริ่มพองตัวแสดงว่าผสมติด เมื่อ 3 แขนงที่ไว้ได้รับการผสมเกสร ก็จะติดผล 3 ผล ซึ่งเมล่อน 3 ผลนี้ก็จะถูกคัดเลือกผลที่สวยสมบูรณ์มากที่สุดไว้เพียงผลเดียวเท่านั้น

จะทำการคัดเลือกหลังจากการผสมผลไปได้ราว 1 อาทิตย์หรือขนาดผลเท่ากับลูกส้ม ซึ่งเมล่อนอ่อนอีก 2 ผล จะถูกเด็ดออกด้วยมือเท่านั้น การปลูกเมล่อนนั้นจะไม่มีการใช้กรรไกรเลยในขั้นตอนการดูแล จะใช้เพียงครั้งเดียวตอนเก็บเกี่ยวออกจากต้นเท่านั้น

เพราะการใช้กรรไกรหรือมีดนั้นจะส่งผลต่อการระบาดของเชื้อไวรัส ที่จะติดไปกับกรรไกรที่เราใช้นั่นเอง ถือเป็นพื้นฐานเบื้องต้นในการทำงานหรือการปลูกเมล่อน ผลเมล่อนอ่อนจะนำไปขายที่ตลาด กิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งสามารถเอาไปแกงเหมือนแตงอ่อนทั่วไป ผลอ่อนเมล่อนจะได้ความหวานหอม ทำให้มีรายได้เสริมไม่ได้ทิ้งเลย

เมื่อไว้ผลที่สวยที่สุดแล้วก็ต้องมาดูเรื่องของการไว้ใบ ต้นเมล่อน 1 ต้นจะต้องมีใบประมาณ 24-25 ใบ ส่วนยอดต้องตัดทิ้งไปเลย เพื่อหยุดการเติบโตของยอดเถา.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

 

แตงกวา – เรื่องน่ารู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/318281

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2558 เวลา 4:00 น.

แตงกวา – เรื่องน่ารู้
เป็นผักที่มีสรรพคุณช่วยแก้กระหาย ลดความร้อนในร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และกำจัดของเสียที่ตกค้างในร่างกาย

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2558 เวลา 4:00 น.

แตงกวาเป็นผักที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ปลูกง่าย ให้ผลเร็ว เป็นพืชล้มลุก มีรากแก้วและรากแขนง ลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีข้อยาว 10 ถึง 20 เซนติเมตร และหนวดบริเวณข้อช่วยเกาะยึดลำต้น เป็นผักที่มีสรรพคุณช่วยแก้กระหาย ลดความร้อนในร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และกำจัดของเสียที่ตกค้างในร่างกาย มีสารฟีนอลที่ทำหน้าที่ต่อต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ และมีฤทธิ์ช่วยต่อต้านมะเร็ง และช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย.

 

ใช้สหกรณ์แก้วิกฤติโคเนื้อขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/agriculture/318280

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:00 น.

ใช้สหกรณ์แก้วิกฤติโคเนื้อขาดแคลน

เนื่องจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการนำเข้า และเป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตปุ๋ยอินทรีย์และพลังงานทดแทนให้แก่เกษตรกรด้วย

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2558 เวลา 3:00 น.

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากผลการประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร เมื่อวันก่อน ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องการส่งเสริมการผลิต จำนวนเงิน 2,067.70 ล้านบาท ให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน 2558 เป็นต้นไป ประกอบด้วย 1. โครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ วงเงิน 1,005.2 ล้านบาท 2. โครงการสร้างระบบการผลิตและการตลาดเกลือทะเลของสถาบันเกษตรกรด้วยวิธีการยกระดับราคาให้ยั่งยืน วงเงิน 52.50 ล้านบาท และ 3. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการผลิตและการตลาด วงเงิน 1,010 ล้านบาท

สำหรับโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ มีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 7 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2558–2567 เป็นโครงการบูรณาการงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อเป็นศูนย์กลางของการดำเนินงาน โดยใช้งบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรจำนวน 1,005.2 ล้านบาท ในการจัดหาปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร ได้แก่ แม่โคเนื้อพันธุ์ดี โรงเรือน และการจัดการอาหารสัตว์ ผ่านการกู้ยืมเงินของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่เป็นสมาชิก ในวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำปลอดการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก และกำหนดระยะเวลาเริ่มคืนเงินในปีที่ 4

โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้แก่สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 4,000 ราย เพิ่มแม่โคเนื้อพันธุ์ดี 20,000 ตัว ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการนำมูลโคไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์และก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในการผลิตภาคเกษตร ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาขาดแคลนโคเนื้อแม่พันธุ์ ที่ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรฯ ในการเพิ่มจำนวนโคเนื้อในประเทศไทยซึ่งลดลงอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 8.03 ล้านตัว ในปี 2549 เหลือเพียง 4.31 ล้านตัว ในปัจจุบัน

เนื่องจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการนำเข้า และเป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตปุ๋ยอินทรีย์และพลังงานทดแทนให้แก่เกษตรกรด้วย

อีกโครงการคือ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการผลิตและการตลาด ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 2558-2563) วงเงิน 1,010 ล้านบาท เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรไปจัดหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ปุ๋ย พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ฯลฯ ในรูปแบบการบริหารจัดการโดยกลุ่มมีจำนวน 2,000 กลุ่ม

ซึ่งการดำเนินการนี้จะส่งผลให้เกิดการรวมซื้อ-รวมขายของกลุ่มเกษตรกรเพิ่มขึ้น ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในอนาคตจะทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง สามารถช่วยเหลือตนเองและสมาชิกได้อย่างยั่งยืนต่อไป.

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,327 other followers

%d bloggers like this: