ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

มกอช…..เชื่อมต่อเศรษฐกิจดิจิตอล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/494181

โดย ดอกสะแบง 22 เม.ย. 2558 05:01

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งพัฒนาระบบ ใบรับรองสุขอนามัยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ไทยเซอร์ลิส (Thaicertlist) ให้เป็นระบบที่มีความเชี่ยวชาญ (Expert System) และ เป็นศูนย์กลางใบรับรองสุขอนามัยอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับสินค้าเกษตร…

เพื่อ….เชื่อมโยงเข้าระบบ TRACES ของสหภาพยุโรป หรืออียู (EU) และ ขยายผลการเชื่อมโยงกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้มีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งจะอำนวยความสะดวกทางการค้า การส่งออก และนำเข้าสินค้าเกษตร รวมทั้งลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี….

คุณคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการ มกอช.บอกว่า…การพัฒนาระบบใบรับรองสุขอนามัยอิเล็กทรอนิกส์ นี้จะเป็นตัวเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลใบรับรองสุขอนามัยที่ออกโดยกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์และกรมประมงอย่างมีศักยภาพ….เพื่อป้องกันการปลอมแปลงใบรับรอง

ซึ่งจะเป็นปัจจัยในการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับและการเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตร พร้อมทั้งเพิ่มความคล่องตัวทางการค้าระหว่างประเทศให้สะดวกยิ่งขึ้น…

นอกจากนั้น…มกอช.ยังมีแผนเร่งพัฒนาระบบสังคมเตือนภัยด้านอาหาร (ACFS Early Warning Society) ออนไลน์ โดยจะเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลความปลอดภัยด้านอาหารจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ความปลอดภัยอาหาร การระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช และโรคระบาดสัตว์

…..ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำเข้าสู่ระบบแอพพลิเคชันสังคมเตือนภัยด้านอาหาร แล้วแจ้งข่าวสารให้เกษตรกร ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออก ให้ทราบผ่านทางสมาร์ทโฟน โดยจะเปิดใช้แอพพลิเคชันนี้ในช่วงปลายปี 2558…

“…….ปัจจุบัน มกอช.มีสมาชิกเครือข่ายแจ้งเตือนภัยสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงอาหารสัตว์รวมแล้วกว่า 3,000 ราย มีทั้งผู้ประกอบการผลิตอาหาร ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกร นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ และนักศึกษา ซึ่งได้มีการแจ้งเตือนภัยฯให้สมาชิกทราบ ผ่านทางอีเมลอย่างต่อเนื่อง ทุกวันอยู่แล้ว…”

….กับการเปิด การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบแอพพลิเคชันนั่นถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยของการเตรียมความพร้อม การเข้าสู่สังคมโลกและ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อีกทางหนึ่งด้วย…รอง เลขาฯ มกอช. ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น…!!

ดอกสะแบง

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“มะละกอครั่ง” ดิบทำส้มตำกรอบอร่อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/494183

โดย นายเกษตร 22 เม.ย. 2558 05:01

มะละกอชนิดนี้ ไม่มีใครระบุที่มาของชื่อ ที่มาของสายพันธุ์และแหล่งกำเนิดได้ว่าเป็นมาอย่างไร ทราบแต่เพียงว่ามีปลูกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเก็บผลดิบไปปอกเปลือกแล้วสับฝานเป็นฝอยๆ หรือเป็นเส้นๆ ทำส้มตำมะละกอเพียงอย่างเดียวมาช้านานแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่นิยมกินผลสุก แต่ไม่ใช่ว่าเนื้อสุกของ “มะละกอครั่ง” จะไม่หวานอร่อย สาเหตุแท้จริงเป็นเพราะขนาดของผล “มะละกอครั่ง” จะใหญ่และยาวมาก ทำให้เวลานำไปปอกเปลือกสับฝานทำส้มตำมะละกอได้เนื้อเยอะกว่ามะละกอดิบสายพันธุ์อื่นๆ และที่สำคัญรสชาติเมื่อปรุงเป็นส้มตำมะละกอแล้วจะกรอบถูกปากผู้รับประทานเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง

มะละกอครั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะละกอทั่วไปคือ CARICA PAPAYA LINN. อยู่ในวงศ์ CARI CACEAE เป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนอวบน้ำ ลำต้นตั้งตรงไม่แตกกิ่งก้าน ความสูงอยู่แต่ละสายพันธุ์ไม่เท่ากัน ลำต้นกลวง เปลือกต้นขรุขระเป็นสีน้ำตาลเทาปนขาว มียาง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบลำต้นช่วงปลายยอด ใบมีขนาดใหญ่แผ่คล้ายร่ม ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 7-9 แฉก

ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อ ดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน มีกลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกตัวผู้กับดอกตัวเมียอยู่คนละต้น “ผล” เป็นผลเดี่ยว รูปกลม หรือทรงกระบอก ซึ่งผลของ “มะละกอครั่ง” สามารถยาวได้ถึง 1 ฟุต ผลดิบสีเขียว เนื้อในฉ่ำน้ำ เมื่อปอกเปลือกสับฝานเป็นฝอยหรือเป็นเส้นเนื้อจะเป็นสีขาวใส ทำเป็นส้มตำมะละกอรับประทานกรอบอร่อยมาก ไม่นิยมกินผลสุกตามที่กล่าวข้างต้น มีเมล็ดเยอะ ติดผลดกมาก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 17 แผง “นายดาบสมพร” โทร.08–6605–4945 ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ดิน..กรด-ด่าง สำคัญกว่าที่คิด!

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/494246

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 เม.ย. 2558 05:01

พูดบ่นกันมานาน ปุ๋ยแพง ใส่ไปแล้วไม่ค่อยได้ผล ปีนี้ใส่ ปีหน้าต้องเพิ่ม ไม่เพียงต้นทุนสูง ยังทำให้ดินแน่น ดินทึบ ต้นไม้ไม่สามารถทำงาน ดึงปุ๋ยมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่… แต่จะมีใครรู้บ้าง ตัวการสำคัญที่ทำให้ต้นไม้ดูดปุ๋ยได้ไม่เต็มที่ สาเหตุจริงๆมาจากอะไร

“วันนี้เกษตรกรไทยประมาณ 80-90% แทบไม่มีรู้เลยว่า ดินเป็นกรดเป็นด่าง สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชมากแค่ไหน ถ้าดินในแปลงปลูกเป็นกรดด่างมากเกินไป เกษตรกรซื้อปุ๋ยมาใส่แค่ไหนก็เปลืองเงินเท่านั้น เพราะต้นไม้เอาไปใช้ประโยชน์ได้น้อย ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะมีหน่วยงานบริการตรวจวัดค่าดินให้เกษตรกร แต่ผลที่ออกมาเกษตรกรไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะไม่มีการอธิบาย แปลความหมายให้เกษตรกรได้เข้าใจ”

กวิน ปุญโญกุล นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน อธิบายพร้อมยกภาพ “ความสามารถในการดูดธาตุอาหารของพืชในดินที่มีความเป็นกรดด่างที่แตกต่างกัน” ผลงานศึกษาของ ศ.ดร.สุนทรี ยิ่งชัชวาลย์ ศาสตราจารย์ประจำศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มาแสดงให้เห็นว่าสภาพดินเป็นกรดด่างในแต่ละค่าพีเอช ต้นไม้สามารถดึงดูดปุ๋ยแต่ละชนิดได้มากน้อยแค่ไหน

ระดับที่ดีที่สุด ที่พืชสามารถเอาธาตุอาหารไปใช้ได้มากชนิดที่สุด…ค่าพีเอชควรอยู่ที่ 6.5

“การทำนาที่มีการบ่นกันว่าใส่ปุ๋ยเคมีแล้วมักไม่ได้ผล สาเหตุสำคัญมาจาก 2 ประการ หนึ่ง เกษตรกรใส่ปุ๋ยไม่ครบ ข้าวต้องการปุ๋ย 6 ชนิด แต่เกษตรกรจะใส่แค่ 3 ตัว N-P-K ส่วนอีก 3 ตัว แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ ไม่มีใครใส่กัน และอีกปัญหามาจากดินเป็นกรด เพราะน้ำฝนที่ตกมาจากท้องฟ้านั้นมีค่าความเป็นกรดอ่อนๆอยู่แล้ว เมื่อมาขังอยู่นานวันการสะสมกรดก็เกิดขึ้น แถมปุ๋ยเคมีที่ใส่ไปนั้นมีความเป็นกรดอ่อนๆอีกด้วย ใส่บ่อยใส่มากเลยเพิ่มความเป็นกรดให้ดินมากขึ้น วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ชาวนาต้องรู้จักเอาปูนโดโลไมท์มาปรับปรุงดินด้วย ไม่เพียงจะช่วยเจือจางความเป็นกรดได้แล้ว ในปูนโดโลไมท์ยังมีปุ๋ยอีก 3 ตัว ที่เกษตรกรไม่เคยใส่อีกด้วย มันเลยได้ประโยชน์ 2 เด้งไปพร้อมกันทีเดียว แต่ใช้ได้เฉพาะในพื้นที่ดินเป็นกรดเท่านั้น พื้นที่นาดินเป็นด่างใช้ไม่ได้”

กวิน บอกอีกว่า ภาวะดินเป็นกรดนั้น สามารถนำปูนโดโลไมท์ ปูนมาร์ล ปูนขาว มาใช้แก้ปัญหาได้…แต่ถ้าสภาพดินเป็นด่าง การแก้ปัญหาทำได้ยากมาก หนทางที่ดีที่สุดต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ทนด่างได้ หรือไม่ก็เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นแทนปลูกพืช

แต่ที่สำคัญจะลงมือปลูกพืชไม่ว่าจะเป็นพืชชนิดไหน…เกษตรกรต้องให้ตรวจวิเคราะห์คุณภาพดินตัวเองให้ดีเสียก่อนว่าเป็นยังไง เพราะมีหน่วยราชการกระทรวงเกษตรฯให้บริการอยู่แล้ว ได้ผลมาแล้วต้องสอบถามให้ละเอียดด้วยว่าต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไรดินถึงจะดีด้วย

ไม่ใช่ได้แต่กระดาษมา 1 แผ่น…ใช้จุดไฟไล่ยุงยังไม่ได้เลย.

ชาติชาย ศิริพัฒน์

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ถนนยางขอ ม.44

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/493961

โดย ชมชื่น ชูช่อ 21 เม.ย. 2558 05:01

การเสวนา “ฝ่าวิกฤติยางพารา พัฒนาสู่ความยั่งยืน” ในงานวันยางพาราแห่งชาติที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนเห็นตรงกัน ปัญหาราคายางมาจากเราพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก มากถึง 86%…ถ้าจะฝ่าวิกฤติให้ได้ ต้องพึ่งพาตัวเอง เพิ่มการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น

และสิ่งที่จะทำให้มีผลในทางปฏิบัติได้เร็วที่สุด ทุกฝ่ายมองไปที่ นำไปใช้ทำถนน เป็นส่วนผสมในยางมะตอย ทั้งรัฐ-เอกชน-เกษตรกร เห็นดีเห็นงามไปกันหมด…แต่พอถึงขั้นปฏิบัติ กลับไม่มีใครคิดจะเร่งรัดแก้ไขอุปสรรคปัญหา

“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 14 จังหวัดภาคใต้ เห็นด้วยที่จะนำยางพารามาใช้ทำถนนในส่วนรับผิดชอบของ อปท.ที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1 แสนกิโลเมตร แต่หลายพื้นที่ยังไม่กล้าจะลงมือ เนื่องจากระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างยังไม่ชัดเจนว่าจะทำได้แค่ไหน บางจังหวัดที่ลงมือทำไปแล้ว ล้วนแต่เสี่ยง ทำแบบเอาขาข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในคุก เพราะยังไม่รู้ว่าเลยว่า เมื่อ สตง. มาตรวจสอบภายหลัง พบว่า ถนนที่ทำไปแพงกว่าถนนลาดยางทั่วไป จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้บริหาร อปท. เพราะการนำยางพารามาทำถนน ถึงจะมีคุณภาพดีกว่าแต่ราคาสูงกว่าถนนลาดยางธรรมดา 20% มันเข้าข่ายทุจริตจัดซื้อจัดจ้างแพงเกินจริง”

นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี ในฐานะประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคใต้ ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญของการเอายางพารามาทำถนน ที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาล

อีกปัญหา เทคโนโลยีการเอายางพารามาทำถนน ณ วันนี้ มีผู้ผลิตเพียงรายเดียว ที่ทำได้ เปิดประมูล มีปัญหาในทางปฏิบัติ มีผู้มาประมูลรายเดียว เข้าข่ายล็อกสเปก เสี่ยงติดคุกได้อีกเช่นกัน

ที่สำคัญ ณ วันนี้ยังไม่มีมาตรการระเบียบมารองรับว่าการนำยางพารามาทำถนน จะต้องใช้ยางพาราจากส่วนไหน จากเกษตรกรในพื้นที่หรือเปล่า ถ้าไม่มีระเบียบตรงนี้ นายเศรษฐ์ มองว่า สิ่งที่ทำลงไปจะสูญเปล่า เพราะคนได้ประโยชน์จะกลายเป็นพ่อค้า…เกษตรกรจะไม่ได้อะไรเลย

ทั้งที่เป็นปัญหามีการพูดเรียกร้องมานาน แต่หน่วยราชการกลับไม่ได้เร่งคิดหาทางแก้ไข ประหนึ่งธุระไม่ใช่…ขืนรอระบบราชการทำงาน กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ไปซะก่อน

ไปๆมาๆทั้ง อปท. ทั้งคนสวนยาง คงต้องร้องขอ…ม.44 อีกแล้วรึเนี่ย.

ชมชื่น ชูช่อ

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“หม่อนไต้หวันพันธุ์ใหม่” ดกไม่ขาดต้นอร่อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/493963

โดย นายเกษตร 21 เม.ย. 2558 05:01

หม่อนชนิดนี้ มีต้นขาย มีภาพถ่ายผลจริงโชว์ให้ชมด้วย ผู้ขายบอกว่าเป็น “หม่อนไต้หวันพันธุ์ใหม่” และเป็นคนละพันธุ์กับหม่อนไต้หวันที่เคยแนะนำในคอลัมน์ไปแล้ว ซึ่งหม่อนดังกล่าวเป็นพันธุ์ที่เกษตรกรชาวไต้หวันได้พัฒนาพันธุ์ขึ้นมาใหม่และถูกนำเข้ามาปลูกขยายพันธุ์ในประเทศไทยหลายปีแล้วในชื่อไทยว่า “หม่อนไต้หวันพันธุ์ใหม่” มีลักษณะประจำพันธุ์คือ ขนาดของผลจะอ้วนยาวกว่าผลของหม่อนพันธุ์ไทยอย่างชัดเจน รสชาติผลสุกหวานหอมรับประทานอร่อยมาก ที่สำคัญ “หม่อนไต้หวันพันธุ์ใหม่” ติดผลดกเต็มต้นโดยธรรมชาติของสายพันธุ์และติดผลได้เรื่อยแบบไม่ขาดต้น จึงทำให้ปลูกแล้วคุ้มค่ามาก

หม่อนไต้หวันพันธุ์ใหม่ มีชื่อวิทยาศาสตร์และลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับหม่อนทั่วไปคือ MORUS ALBA LINN. อยู่ในวงศ์ MORACEAE เป็นไม้พุ่ม สูง 2.5-3 เมตร ใบเดี่ยว ออกสลับ รูปรีกว้าง ปลายแหลม โคนมนและเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ยอดอ่อนสีเขียว ผิวใบสากและคาย ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายยอด เป็นดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกเป็นสีขาวหม่น “ผล” เป็นผลรวมรูปทรงกระบอก ผลย่อยสีเขียวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีแดงและสีดำอมม่วงตามลำดับ เมื่อผลแก่และสุก รสชาติผลสุกหวานหอมรับประทานอร่อยมาก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง ยอดอ่อนใส่ต้มจืดหรือแกงแทนผงชูรส เลี้ยงตัวไหม เลี้ยงปลาดุก ทำใบชาหม่อน ผลทำแยม หมักทำไวน์ ใบแก่ตากแห้งมวนสูบแก้ริดสีดวงจมูก ต้มน้ำดื่มแก้ไอ ระงับประสาทดีมาก

มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณตุ๊ก” หน้าตึกกองอำนวยการเก่า โทร.08–5164–2800 หรือที่งานวันมะม่วงแปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา วันที่ 18-27 เม.ย.58 งานพฤกษาสยาม เดอะมอลล์ บางกะปิ กทม. ชั้น 4 วันที่ 29 พ.ค.-7 มิ.ย.58 และงานบอนไซหน้าศาลากลาง จ.ชลบุรี วันที่ 31 พ.ค.-7 มิ.ย.58 ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ปลาป่าสักตายเกลี้ยง ประมงเตือนเฝ้าระวัง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/494002

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 เม.ย. 2558 05:01

จากกรณีปลาในกระชังของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้ในแม่น้ำป่าสัก บริเวณพื้นที่ อ.แก่งคอย อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.เมือง และ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ตายเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมโรงงาน กรมเจ้าท่า กรมประมง รวมถึงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเร่งแก้ปัญหา หากพบว่าเกิดจากการปล่อยน้ำเสียของโรงงานจะให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด การแก้ปัญหาเบื้องต้น ได้สั่งการให้หน่วยทหารในพื้นที่นำปลาที่ตายขึ้นจากน้ำ และกำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ลงไปตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานทุกแห่งว่าได้มาตรฐาน และใช้งานได้จริงหรือไม่ โดยย้ำว่าการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติถือว่าเป็นอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม รัฐบาลให้ทุกหน่วยงานจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมาย

นายธีรทัศน์ ศิริแดง ประมงจังหวัดสระบุรี เผยว่า กรณีที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย 177 ราย 680 กระชัง ปลาตายไปกว่า 430,400 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 38,736,000 บาท สำหรับสาเหตุเบื้องต้นที่ปลาตายมาจากขาดออกซิเจน

แต่อะไรเป็นสาเหตุทำให้น้ำขาดออกซิเจน จะต้องตรวจสอบต่อไป เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากการลักลอบปล่อยสารเคมีลงไปในน้ำ กับเกิดจากอุณหภูมิของอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันของฤดูกาลที่มักจะเกิดพายุฤดูร้อน ล่าสุด ผู้ว่าฯ จ.สระบุรีได้ตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย จังหวัดสระบุรี อุตสาหกรรม และประมง ขึ้นมาหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยนำซากปลาที่ตายในแม่น้ำป่าสัก และดินท้องน้ำ ไปดำเนินการตรวจสอบทางเคมี จากนั้นจึงนำผลการตรวจสอบที่ได้มารวมกันเพื่อประมวลหาสาเหตุร่วมกัน คาดว่าจะรู้ผลในปลายเดือนเมษายนนี้

และเพื่อหาทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดซ้ำขึ้นมาอีก ทางประมงจังหวัดได้ให้เจ้าหน้าที่ออกประกาศเตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชัง ให้ติดตั้งเครื่องเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้มากขึ้น และคอยเฝ้าระวังตรวจสอบปลาที่เลี้ยงไว้ หากพบว่าเกิดมีอาการว่ายแกว่งไปแกว่งมา หรือมีการลอยคอขึ้นมาให้เห็นจำนวนมาก ให้รีบตักปลาขึ้นมาใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ พร้อมกับแจ้งทางประมงอำเภอเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาในทันที.

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

บัตรชำระเงินคืน กฟก.

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/493788

โดย ชมชื่น ชูช่อ 20 เม.ย. 2558 05:01

หลังจากปล่อยให้เกษตรต้องนั่งรอคอยใบเสร็จนานจนหวั่นไหว หนี้ที่จ่ายไปจะตกหล่นสูญหายหรือเปล่า ตามประสาสังคมไทยเชื่อใจใครไม่ใคร่ได้ วันนี้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) ได้ออกนวัตกรรมบริการใหม่ เพื่อลดความคลางแคลงให้กับเกษตรกร

จับมือกับ 3 สถาบันการเงิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), บมจ.ธนาคารกรุงไทย และ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ ลงนามบันทึกความร่วมมือการให้บริการระบบ Bill Payment ผ่าน “บัตรชำระเงินคืน กฟก.” ให้เกษตรกรที่กองทุนฟื้นฟูฯเข้าไปซื้อหนี้

นายวัชระพันธุ์ จันทรขจร เลขาธิการ กฟก. บอกถึงที่มาของนวัตกรรมใหม่ สืบเนื่องมาจากระบบการชำระหนี้เดิม กว่าเกษตรกรจะได้รับใบเสร็จจ่ายหนี้ต้องใช้เวลารอนานหลายเดือน และเกษตรกรยังต้องเสียเวลาเดินทางไปมาระหว่าง ธ.ก.ส. กับสำนักงานกองทุนฯ สาขาจังหวัดอีกด้วย

มีขั้นตอนตั้งแต่เกษตรกรนำเงินไปจ่ายที่ธนาคาร ต้องนำหลักฐานจากธนาคารมายื่นที่สำนักงานกองทุนฯสาขา เพื่อออกใบเสร็จรับเงินชั่วคราว จากนั้นสำนักงานสาขาจะส่งเอกสารมาให้สำนักงานใหญ่ตรวจสอบความถูกต้องอีกที ถึงจะออกใบเสร็จให้เกษตรกรได้

“เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกร กฟก.จึงได้จับมือกับ 3 สถาบันการเงินสร้างระบบการตรวจสอบความถูกต้องได้รวดเร็วมากขึ้น และเกษตรกรมีธนาคารให้เลือกจ่ายหนี้ได้ถึง 3 ธนาคาร คือ ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ไม่ได้มีแค่ ธ.ก.ส. ธนาคารเดียว

ขั้นตอนการชำระหนี้จะเหมือนกับไปจ่ายค่าไฟฟ้า มีค่าบริการ 10 บาท เกษตรกรเพียงยื่นบัตร ธนาคารจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า การชำระหนี้เป็นยังไง ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางยื่นหลักฐานกับสำนักงานกองทุนฯสาขาอีกต่อไป เพราะข้อมูลจะถูกส่งตรงมายัง กฟก.สำนักงานใหญ่ทันที และเกษตรกรจะได้รับใบเสร็จชำระเงินตัวจริงภายใน 2 สัปดาห์ ไม่ใช่นาน 3 เดือน อย่างเมื่อก่อน”

เลขาธิการ กฟก.บอกอีกว่า ระบบนี้จะเริ่มให้บริการตั้งแต่ 1 พ.ค.นี้เป็นต้นไป เกษตรกรที่กองทุนฟื้นฟูฯ ได้เข้าไปช่วยซื้อหนี้มาให้สามารถติดต่อขอรับ “บัตรชำระเงินคืน กฟก.” ได้ที่สำนักงานกองทุนฯสาขาจังหวัด.

ชมชื่น ชูช่อ

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

“ดีปลี” กับวิธีรักษาอัมพฤกษ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/493789

โดย นายเกษตร 20 เม.ย. 2558 05:01

อัมพฤกษ์ เพิ่งเริ่มเป็นใหม่ๆ ยังไม่ถึงขั้นรุนแรงมีวิธีรักษาหรือบรรเทาได้คือ ให้เอาดอก “ดีปลี” หรือรากแห้ง 20 ดอก หรือหยิบมือหนึ่ง พริกไทยดำแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ ผักเสี้ยนผีแห้งพอประมาณ มะตูมอ่อนแห้ง 1 ขีด ต้มรวมกันกับน้ำ 1–1.5 ลิตร จนเดือด 10 นาที ดื่มต่างน้ำครั้งละครึ่งแก้วก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ รสชาติจะเผ็ดร้อน ดื่ม 4 วันแรกจะเฉยๆ พอวันที่ 5 จะรู้สึกปวดมากจนแทบทนไม่ได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการเยอะ ต้องทนให้ได้ หลังจากนั้นจะหลุดพ้นบรรเทาหรือหายได้เหมือนไม่เคยมีอาการมาก่อน ทดลองดูไม่ได้ผลเลิกได้ไม่อันตรายอะไร

ดีปลี หรือ LONG PEPPER PIPER RETROFRACTUM VAHL. อยู่ในวงศ์ PI-PERACEAE ผล ปรุงเป็นยาได้หลายชนิด เช่น แก้โรคนอนไม่หลับ รักษาอาการอักเสบ ราก ต้มน้ำดื่มแก้เส้นอัมพฤกษ์อัมพาต ประโยชน์ทางอาการ ผลสดหรือตากแห้งรสเผ็ดปรุงกับแกงเผ็ดแกงคั่วอร่อยมาก ยอดอ่อนใส่ข้าวยำปักษ์ใต้ดีมาก

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอกไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” เหลือไม่มากนัก ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ปณ.48 ปณ.สามแยกลาดพร้าว กทม. 10901 หรือสอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต, เพชรสังฆาตแคปซูล แก้ริดสีดวงทวาร, ตรีผลาแคปซูล ลดไขมันในเส้นเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ, ครีมโลดทนง รักษาสิวฝ้า

รูขุมขนตีบลง, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่า รักแร้หายคล้ำ, ขมิ้นพอกหน้า ช่วยให้ใบหน้าตึงใส, กระเทียมโทนแคปซูลผสมสมุนไพรหลายชนิด แก้หอบหืด แก้ไอจากหอบหืด แก้ถุงลมโป่งพอง, ว่านชักมดลูกแคปซูล ช่วยให้มดลูกกระชับ แก้คาวปลา ดับกลิ่นเหม็น แก้ต่อมลูกหมากอักเสบไส้เลื่อนในบุรุษ, คอลลาเจลบริสุทธิ์ เป็นผงทาหน้า ช่วยให้ผิวหน้ากระชับ และอื่นๆ โทร. 0–2275–2692 ครับ.

“นายเกษตร”

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

รากเน่า-ใบจุดใน ผักไฮโดรฯ 40 บาท..ไม่ต้องรื้อระบบ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/493829

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2558 05:01

รากเน่า ใบจุด…เป็นโรคที่พบบ่อยในการปลูกผักด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ ช่วงหน้าร้อนต่อฝน และวิธีแก้ปัญหาที่ได้รับความนิยมในขณะนี้คือ ต้องรื้อผักทิ้งทั้งชุด และล้างอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน

แต่วันนี้ รศ.ดร.อัจฉรา เพ็งหนู ภาควิชาธรณีศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์หาดใหญ่ ค้นพบวิธีแก้ปัญหานี้แล้ว…โดยใช้สารชีวภัณฑ์ผงแกรนูล บาซิลลัส ซับทิลิส มาแก้ปัญหาแทนวิธีการเก่า ช่วยให้ไม่ต้องรื้อผักทิ้งทั้งชุด

“การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แม้ระบบน้ำจะมีธาตุอาหารที่พืชต้องการครบ แต่ในช่วงหน้าร้อนต่อฝน รากพืชจะไม่สามารถดูดสารอาหารได้เต็มที่ เนื่องจากมีเชื้อรา 2 ชนิดจะเติบโตได้ดี และเป็นเชื้อราที่มักจะเกิดขึ้นกับการปลูกพืชชนิดซ้ำๆหลายครั้ง และชอบไปเกาะอิงอาศัยอยู่กับรากพืช ไปเกาะปกคลุมรากพืช จนรากพืชไม่สามารถดูดอาหารได้ ทำให้พืชขาดสารอาหารแสดงอาการเป็นโรครากเน่า ใบจุด เลยเป็นเหตุให้ต้องมีรื้อชุดปลูกทั้งหมด เพื่อล้างทำความสะอาดเชื้อรา 2 ชนิดนี้ให้หมดไป”

เมื่อทราบถึงสาเหตุของโรค ดร.อัจฉรา และทีมวิจัยจึงหาทางแก้ปัญหา โดยการออกสุ่มเก็บเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่มากตามดินในพื้นที่ป่าสมบูรณ์…เฟ้นหาเชื้อแบคทีเรียมากำจัดเชื้อรา เพื่อความปลอดภัยต่อมนุษย์และ สิ่งแวดล้อม

อาการโรคใบจุด

ในที่สุดพบว่า แบคทีเรีย บาซิลลัส ซับทิลิส สามารถกำจัดเชื้อราก่อเกิดโรครากเน่า ใบจุด

แต่ถ้าเชื้อตัวนี้ ถ้าเก็บเป็นเชื้อสดจะมีอายุอยู่ได้แค่ 7 วันเท่านั้น เพื่อให้เชื้อมีอายุยืดยาว เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ทีมวิจัยจึงนำเชื้อแบคทีเรียตัวนี้มาผ่านกระบวนการแปรรูปให้เป็นสารชีวภัณฑ์ผงแกรนูล เพิ่มสารในทางเภสัชกรรมมาผสมเติมเข้าไป เลยสามารถเก็บรักษาในอุณหภูมิห้องปกติได้นานถึง 2 ปี

อาการเริ่มต้นก่อนรากจะเน่า

“การปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์มีข้อดี เราสามารถยกถาดโฟมเพื่อดูรากพืชได้ ถ้ารากสีขาวแสดงว่าพืชแข็งแรง แต่ถ้ารากพืชเริ่มมีสีน้ำตาล นั่นแสดงว่าเริ่มจะเป็นโรครากเน่า สามารถนำชีวภัณฑ์ผลแกรนูลมาใช้แก้ปัญหาได้ทันที”

รากและใบผักที่สมบูรณ์

สำหรับวิธีการใช้ เพียงแค่นำชีวภัณฑ์ผงแกรนูล 1 ซอง (20 กรัม) ราคา 40 บาท ผสมกับน้ำต้มสุก 1 ลิตร เขย่าให้เข้ากันทิ้งไว้ 48 ชั่วโมง หลังจากนั้นนำไปใส่ในถังน้ำขนาด 100 ลิตร ซึ่งสามารถใช้ร่วมกับระบบน้ำไฮโดรโปนิกส์ที่มีการใส่สารละลายได้เลย หลังจากนั้นอีก 7 วัน ยกถาดสังเกตรากพืช หากรากยังไม่มีสีขาว ให้ละลายผงแกรนูลทำเหมือนกับหนแรกซ้ำอีกครั้ง…สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-7455-8814 และ 0-7428-6186.

เพ็ญพิชญา เตียว

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

“นิโครธ” ไม้มงคลในพุทธประวัติ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/493311

โดย นายเกษตร 17 เม.ย. 2558 05:01

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ในวันวิสาขะ เพ็ญเดือน 6 ตอนเช้า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สรงน้ำในแม่นํ้าเนรัญชราแล้วกลับขึ้นไปประทับใต้ต้นไทร ระหว่างนั้นนางสุชาดา ได้นำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคำถวายเพื่อแก้บน เพราะคิดว่าเป็นเทวดา ซึ่งพระองค์ได้ถือถาดข้าวมธุปายาสไปยังท่าน้ำและเสวยจนหมด ก่อนลอยถาดทองคำจมลงก้นแม่น้ำ ในตอนเย็นวันเดียวกันพระองค์ได้ย้ายไปประทับใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ระหว่างทางได้รับหญ้าจากคนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะถวาย 8 กำมือปูต่างบัลลังก์ เสด็จนั่งขัดสมาธิ หันพระพักตร์ไปทิศตะวันออก แล้วอธิษฐานจะไม่ลุกขึ้นถ้ายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ และในตอนใกล้รุ่งคืนนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสรู้เสวยวิมุตติสุขใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ และเรียกที่แห่งนี้ว่า “อนิมิสเจดีย์” จากนั้นได้ประทับต่อที่ต้นไทร ซึ่งเป็นที่พักของคนเลี้ยงแพะ นั่งเสวยวิมุตติสุข 7 วัน เรียกที่ดังกล่าวว่า “อัชปาลนิโครธ” และได้เสด็จประทับต่อที่ใต้ต้นจิก ต้นมุจลินท์ และ ต้นเกด เป็นต้นสุดท้าย เรียกว่า “ราชายตนะ”

นิโครธ หรือ FICUS BENGHA LENSIS LINN. ชื่อสามัญ BANYAN TREE อยู่ในวงศ์ MORACEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 20-30 เมตร ทุกส่วนมียางสีขาว ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายยอด สีขาวนวล “ผล” กลมโตเท่าปลายนิ้วก้อยมือผู้ใหญ่ ผลสุกสีแดงกินได้ ดอกทั้งปี ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและตอนกิ่ง

ในภาษาสันสกฤตเรียกต้น “นิโครธ” ว่า บันฮัน ชาวฮินดูเรียกว่า บาร์กาด สำหรับคำว่า “อัชปาล–นิโครธ” หมายถึงที่พำนักของคนเลี้ยงแพะ พจนานุกรมไทย “นิโครธ” แปลว่าต้นไทร เปลือกต้นต้มน้ำดื่มแก้ท้องเดิน ชงน้ำร้อนดื่มลดน้ำตาลในเลือด เมล็ด เป็นยาบำรุง มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ โครงการ 21แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเอง ถือเป็นไม้มงคลต้นหนึ่งเหมาะจะปลูกตามวัดวา อาราม ตามสถานที่ราชการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ครับ.

“นายเกษตร”

 

พฤษภาคม 28, 2015 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,164 other followers

%d bloggers like this: