Author Archive: SoClaimon

ประชาธิปไตยแท้-เทียม ไม่ใช่แค่มีรัฐธรรมนูญ-เลือกตั้ง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/160171

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

การมาบรรยายพิเศษของศาสตราจารย์มิเชล ทรอปเปอร์ แห่งมหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในหัวข้อ“ถอดบทเรียนการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองสู่การปฏิรูปประเทศในระบอบประชาธิปไตย : ประสบการณ์จากต่างประเทศ” ซึ่งจัดโดยสถาบันพระปกเกล้า นับว่าได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความหมายของประชาธิปไตยที่แท้จริงได้อย่างน่าสนใจ

โดย ศาสตราจารย์มิเชลทรอปเปอร์ พยายามชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญของไทยที่ผ่านมามีความคล้ายคลึงกับรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสที่มีมาหลายฉบับ และที่เหมือนกันอีกอย่างคือทั้งสองประเทศต่างก็ผ่านการรัฐประหารมาด้วยกันทั้งคู่ “แม้การรัฐประหารอาจนำไปสู่เผด็จการ แต่บางครั้งอาจไม่ใช่ แต่เป็นไปเพื่อปูทางไปสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตยและทำให้ประชาธิปไตยเกิดความสมบูรณ์ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

ความเห็นของนักวิชาการอาวุโสของฝรั่งเศสท่านนี้ทำให้นึกถึงประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดจากการถูกรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเกิดการรัฐประหารถึง 2 ครั้งที่ล้วนมีสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมชั่วร้ายของนักการเมืองทั้งสิ้น

การรัฐประหารครั้งแรกเกิดในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกคดีทุจริต ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ด้วยเหตุผล 4 ประการคือ 1.มีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร 2.สร้างความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรงจนเสี่ยงที่จะนำไปสู่การนองเลือด 3.แทรกแซงองค์กรอิสระและพยายามผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศ และ 4.มีการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างเหิมเกริม

ส่วนรัฐประหารครั้งที่สองคือยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดที่ชักใยบงการโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เป็นพี่ชาย ที่นำประเทศไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางความแตกแยกในชาติอย่างรุนแรงจนใกล้จะเกิดสงครามกลางเมืองจากการที่มวลมหาประชาชนเกือบ 10 ล้านคนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณที่ใช้อำนาจเสียงข้างมากรวบรัดผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐและความถูกต้อง รวมทั้งเกิดการทุจริตอย่างมโหฬารในโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นไม่ใช่แค่มีรัฐธรรมนูญหรือมีการเลือกตั้งหรือประชาธิปไตย 3 วินาทีตอนหย่อนบัตรลงคะแนน แต่มีความหมายครอบคลุมทั้งก่อนไปจนกระทั่งหลังการเลือกตั้งคือการเลือกตั้งต้องใสสะอาดไม่มีการซื้อเสียงหรือใช้วิธีการสกปรกให้ได้มาซึ่งคะแนนและแม้หลังเลือกตั้งจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะทำชั่วได้ตามอำเภอใจโดยไม่ฟังฝ่ายเสียงข้างน้อย แต่ต้องบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยึดหลักธรรมาภิบาล มิฉะนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากธุรกิจการเมืองทุนสามานย์เผด็จการทรราชเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตย

ศาสตราจารย์มิเชล ทรอปเปอร์ยังให้ข้อคิดว่ารัฐธรรมนูญดีคนต้องดีด้วย

ดังนั้นแม้จะมีรัฐธรรมนูญที่ดีเลิศเพียงใดก็ตาม แต่นักการเมืองเลวประชาธิปไตยก็เป็นแค่ประชาธิปไตยจอมปลอมแบบไทยๆ ที่เหล่านักธุรกิจการเมืองทุนสามานย์อาศัยทุนมหาศาลและเล่ห์ชั่วร้ายเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจและโกงชาติปล้นแผ่นดินถอนทุนคืนบวกกำไรมหาศาล

ปฏิรูปถ้าไม่อยากให้เสียของ ต้องเน้นขจัดนักการเมืองเลว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/160031

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หวั่นแผนปฏิรูปประเทศจะเสียของเพราะกลัวรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งไม่สานต่อแผนปฏิรูปและเป้าหมายสร้างความปรองดองอันเป็นการส่งสัญญาณตอกย้ำว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไงก็ต้องไม่ทำให้การจัดระเบียบประเทศครั้งสำคัญต้องเสียของ

ทั้งนี้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษที่มี พล.อ.ประยุทธ์ นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา มีข้อสรุปส่งเรื่องไปยัง ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างเรียบร้อยแล้วถึงประมาณ 120 ประเด็น แทบจะเรียกได้ว่ารื้อร่างของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเกือบหมด

ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯและมือกฎหมายของรัฐบาลขยายความคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยชี้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องอยู่ในกรอบหลักการ3 ประการเพื่อไม่ให้เสียของประกอบด้วย 1.จะทำอย่างไรกับสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำไปบ้างแล้วมีการสานต่อไปจนถึงรัฐบาลหน้า 2.ทำอย่างไรไม่ให้ชาติบ้านเมืองกลับไปสู่สถานการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้วจนคสช.เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศโดยต้องทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยไม่แตกแยก 3.ทำอย่างไรให้การเมืองในอนาคตดีขึ้นและเป็นธรรม

“รัฐบาลและรัฐสภาใหม่จะต้องไม่เปิดโอกาสให้มีการทุจริตและใช้อำนาจที่ผิดทำนองคลองธรรม หรือใช้ประชานิยมแบบไม่ถูกต้อง” ดร.วิษณุ ย้ำความจริงรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 ได้วางกรอบหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศไว้ค่อนข้างครอบคลุมพอสมควร โดยมุ่งขจัดนักการเมืองเลวที่เป็นนักธุรกิจการเมืองทุนสามานย์และเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยที่ทุจริตคอร์รัปชั่นโกงชาติปล้นแผ่นดิน หรือบ่อนทำลายประชาธิปไตยโดยมีการกำหนดโทษห้ามไม่ให้เข้ามามีอำนาจทางการเมืองตลอดชีวิต รวมทั้งกำหนดให้มีการตรวจสอบขจัดการทุจริตครอบคลุมไปถึงภาคเอกชนด้วย และกำหนดให้มีกลไกสร้างหลักธรรมาภิบาล คุณธรรม จริยธรรมในทุกระดับ มีกลไกในการป้องกันการใช้นโยบายประชานิยมหาเสียงหลอกประชาชนโดยไม่คำนึงถึงความล่มจมหายนะที่จะเกิดกับประเทศ และให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ และกลไกตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐที่มี

ประสิทธิภาพ

ที่สำคัญยังกำหนดให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันมิให้มีการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้ และกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่างๆ ให้สมบูรณ์ต่อไปซึ่งนี่อาจเป็นคำตอบที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปต้องไม่เสียของ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังไม่ค่อยชัดเจนนักคือมาตรการป้องกันและลงโทษการซื้อเสียงทุกรูปแบบ และที่น่าเสียดายคือปฏิรูปองค์กรตำรวจซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปประเทศคงจะไม่ได้เห็นในยุคคสช. เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดเจนว่าต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาดำเนินการ

แนวโน้มการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่คงจะไม่สำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์ในยุคคสช. แต่อย่างน้อยต้องเน้นการปฏิรูปหัวใจสำคัญ เป็นต้นตอปัญหาของประเทศช่วงที่ผ่านมา ด้วยมาตรการที่เด็ดขาดป้องกันและกำจัดนักการเมืองเลวไม่ให้เข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมือง

คสช.-รัฐบาลระวังสะดุดขาตัวเอง แก้ศก.เหลวเปิดทางเพื่อแม้วคืนชีพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/159825

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

นับวันขบวนการเพื่อแม้วจะตกต่ำหมดราคาลงเรื่อยๆ เพราะถูกเปิดโปงให้เห็นธาตุแท้ความชั่วร้าย

โดยเฉพาะมหกรรมโกงชาติปล้นแผ่นดินโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความวิบัติล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่นักโทษชายแม้วและเหล่าสาวกก็ยังใช้วิธีการแบบเดิมๆ โฆษณาชวนเชื่อลวงโลกและพยายามตีรวนป่วนเมืองหวังอุ้ม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดที่กำลังใช้กรรมเดินใกล้ประตูคุกเข้าไปทุกขณะในคดีโครงการรับจำนำข้าว

นักโทษชายแม้ว ออกอาการสติแตกและจนตรอกถึงกับเหิมเกริมโจมตีกระทบชิ่งไปถึงสถาบันเบื้องสูงด้วยการอ้างว่าองคมนตรีบางคนอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ขณะเดียวกัน ต้องกลับไปใช้บริการ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือ “จิ๋วอัลไซเมอร์”อดีตนายกฯ วัย 83 ปี ซึ่งเป็นไม้ใกล้ฝั่งที่เคยล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้งมาร่วมเคลื่อนไหวหวังพลิกฟื้นสถานการณ์ให้ขบวนการเพื้อแม้วกลับมายิ่งใหญ่ยึดครองประเทศอีกครั้ง

แม้แต่นักวิชาการเสื้อแดงตัวเอ้ อาทิ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหนีคดีความมั่นคงที่บัดนี้แปรเปลี่ยนจากแนวร่วมขบวนการเพื่อแม้วมาเป็นศัตรูเพราะประจักษ์ในธาตุแท้ของนายใหญ่ โดย นายสมศักดิ์ เปิดโปงถล่มขบวนการเพื่อแม้อย่างยับเยินว่า ไร้อุดมการณ์อย่างแท้จริง แต่ทำทุกอย่างเพื่อนายใหญ่ตระกูลชินเท่านั้น

และอีกปรากฏการณ์ที่สะท้อนความเสื่อมของขบวนการเพื่อแม้วก็คือ การที่แก๊งเพื่อแม้วที่นำโดย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว และนายสุนัย จุลพงศธร อดีตสส. ที่เป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับพยายามไปสุมไฟป่วนเมืองด้วยการขายบัตรจัดเวทีถล่มครบรอบ 1 ปีการยึดอำนาจของคสช.ที่นครชิคาโก แดนมะกันอันตราย ปรากฏว่าแทนที่จะมีคนไทยโดยเฉพาะแก๊งเสื้อแดงในนครชิคาโกและทั่วแดนมะกันอันตรายมาร่วมงาน กลับกลายเป็นว่ากลุ่มคนไทยรักชาติในนครชิคาโกกลับรวมตัวกันต่อต้าน และที่สำคัญมีแก๊งเสื้อแดงมาร่วมงานหรอมแหรมแค่ไม่ถึง 20 คน ทำให้งานล่มไม่เป็นท่า

แต่สิ่งสำคัญที่จะเปิดทางให้ขบวนการเพื่อแม้วมีโอกาสฟื้นคืนชีพกลับมาหลอกหลอนประเทศอีกครั้งก็คือ คสช.และรัฐบาลนายกฯลงตู่สะดุดขาตัวเองล้มเหลวเสียของโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศชะงักงัน ค่าครองชีพสูง ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำหนัก การส่งออกโคม่า รัฐบาลส่อเค้าถังแตกเนื่องจากการเก็บภาษีไม่เข้าเป้าจากผลพวงเศรษฐกิจทรุด

แม้ผลสำรวจของโพลล์ทุกสำนักนับตั้งแต่คสช.เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค. จนบัดนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังเชื่อมั่นศรัทธาคสช.และรัฐบาลในภาพรวม แต่ขณะเดียวกันประชาชนก็สะท้อนปฏิกิริยาไม่พึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของคสช.และรัฐบาลเช่นกัน

เพราะฉะนั้นคสช.ต้องรีบกู้วิกฤติศรัทธาจากประชาชนโดยเร็วเพราะเรื่องปากท้องเป็นปัญหาละเอียดอ่อนที่กระทบจิตใจประชาชนได้ง่ายและแรงกว่าปัญหาใดๆ และอาจจำเป็นต้องปรับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจบางตำแหน่งเพราะที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าฝีมือต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งหากคสช.และรัฐบาลล้มเหลวจนประชาชนทนไม่ไหวหมดหวังเท่ากับเปิดช่องให้ขบวนการเพื่อแม้วมีโอกาสแทรกตัวเข้ามาเป็นตัวเลือกของประชาชนอีกครั้ง

ทีมข่าวการเมือง

นช.แม้วออกอาการคลั่ง เลือดเข้าตาสู้แบบจนตรอก

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/159645

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
หลังจากที่นักโทษชายแม้วไปพูดที่ประเทศเกาหลีใต้โจมตีบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยชี้ว่าไม่มีผลงานในโอกาสครบรอบ 1 ปีการยึดอำนาจของคสช. แต่ที่สำคัญยังแสดงความบ้าคลั่งเหิมเกริมด้วยการอ้างว่าการยึดอำนาจของคสช.มีองค์มนตรีบางคนบงการอยู่เบื้องหลังโดยพยายามโยงใยถึงสถาบันเบื้องสูงทำให้ล่าสุด  พล.อ.ประยุทธ์ฟิวส์ขาดออกมาสวนกลับนักโทษชายแม้วอย่างแรง

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าการยึดอำนาจของคสช.เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้วเป็นการตัดสินใจโดยตัวเองเพียงคนเดียวหลังจากที่ตัวแทนคู่ขัดแย้งสองฝ่ายในชาติไม่สามารถรอมชอมกันได้ขณะที่ประเทศไม่สามารถเดินไปข้างหน้าและกำลังจะหายนะจากภาวะรัฐล้มเหลว คสช.จึงจำเป็นต้องตัดสินใจเข้ามากอบกู้ประเทศ

แต่ที่สร้างความฮือฮาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ สวนหมัดตรงใส่ นักโทษชายแม้ว ในการไปกล่าวปาฐกถาพิเศษต่อบรรดานักธุรกิจหอการค้าไทยตอนหนึ่ง ว่าคนไทยไม่ควรให้ให้ความสำคัญกับคำพูดของนักโทษหนีคุก พร้อมทั้งย้ำว่า “ ความเลวร้ายถ้าหยุดไปก็จบ ถ้าเขาอยากพูด ผมก็อยากถามอย่างเดียวว่า ถ้าคิดว่าตัวเองทำถูกกฏหมายก็กลับมาสู้คดี ถ้าไม่กลับบ้านก็แสดงว่าเขาทำผิดกฏหมาย  ยังไงผมก็ชนะท่านอยู่แล้ว ผมเชื่อมั่นถ้าทำความดีไม่ต้องกลัว”

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ยังปาฐกถาย้ำว่า “พระมหากษัตริย์ไม่ได้ต่อสู้กับสงคราม แต่ต่อสู้กับความยากจน แต่คนเลวก็ไปพูดบิดเบือนไปหมด แล้วก็มีคนเชื่อตามซึ่งก็มีไม่กี่คน………………คนที่หมิ่นสถาบันอยู่ในขบวนการของผู้ที่ต้องการมีอำนาจเพื่อมีผลประโยชน์ซึ่งประเทศไทยมี 2 อย่างที่เขายังยึดอำนาจไม่ได้คือทหารและสถาบันที่เขาต้องการทำลาย ถ้าทำลายทั้ง 2 อย่างนี้ได้ก็ยึดประเทศไทยทั้งหมด ผมไม่อยากเอ่ยชื่อเขาทุกคนรู้จักกันหมด“

นี่อาจเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดอย่างชัดถ้อยชัดถึงเป้าหมายของระบอบทักษิณที่มุ่งบ่อนทำลายสถาบันกองทัพและสถาบันเบื้องสูงเพื่อหวังยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและระบอบการปกครองของประเทศ

ล่าสุด นักโทษชายแม้ว ยังไม่หยุดอาละวาดสร้างความสับสนด้วยการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นของมะกันอันตรายด้วยการบิดเบือนอ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ผู้เป็นน้องสาวถูกกลั่นแกล้งโดยมีการตั้งธงล่วงหน้าที่จะดำเนินคดีอาญาฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้เกิดมหกรรมทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่าหลายแสนล้านบาท ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงปรากฏชัดและหลายฝ่ายเคยเตือนแล้ว แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดึงดันตะแบงเดินหน้าโครงการท่ามกลางการทุจริตมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่วงจรข้าวของประเทศทั้งระบบจนพินาศ

นักโทษชายแม้ว ยังบิดเบือนอ้างด้วยว่าตัวเองก็ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองเช่นกันจนต้องออกนอกประเทศซึ่งตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะความจริงแล้ว นักโทษชายแม้ว สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาตัวเองบินหนีออกนอกประเทศเพื่อหนีโทษจำคุก2 ปีคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกตามคำพิพากษาของศาลโดยไม่กล้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม

อาการของนักโทษชายแม้วช่วงนี้จึงเป็นการสู้แบบเลือดเข้าตาสติแตกจนตรอกโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สถานการณ์ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังคอพาดเขียงจากวิบากกรรมคดีรับจำนำข้าวซึ่งโทษทางอาญาจำคุกสูงสุด 10 ปี ยังไม่รวมโทษทางแพ่งที่กระทรวงการคลังเตรียมฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท

ทีมข่าวการเมือง

คสช.-รัฐบาลถ้าจะอยู่ต่อ ผลงานและศรัทธาต้องเข้าตามหาชน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/159509

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

หัวใจอันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของชาติบ้านเมืองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก็คือการที่จะต้องปฏิรูปประเทศให้สำเร็จพ้นจากวังวนวงจรอุบาทว์ของธุรกิจการเมืองและเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยอันเป็นต้นตอของวิกฤติชาติบ้านเมืองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งของการปฏิรูปจัดระเบียบประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งการปฏิรูปประเทศนั้นคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.)พยายามเดินหน้าทันทีหลังจากที่เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้ว เริ่มจากการกวาดล้างจับกุมขบวนการก่อการร้ายที่เป็นกองกำลังใต้ดินของระบอบทักษิณ พร้อมทั้งยึดอาวุธสงครามร้ายแรงได้จำนวนมากทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยสร้างความสุขให้ประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและประชาคมโลกได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้คสช.ยังพยายามเริ่มต้นทำความสะอาดสังคมด้วยการล้างการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในหมู่นักการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้าที่เป็นทาสรับใช้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งรวมหัวกันโกงชาติปล้นแผ่นดินจนย่อยยับ โดยคสช.ผลักดันให้คดีใหญ่เกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบที่สำคัญ อาทิ โครงการรับจำนำข้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างบรรทัดฐานว่า คนที่ทำผิดกฎหมายทำลายชาติบ้านเมืองไม่ว่าใหญ่แค่ไหนก็ต้องรับโทษ

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด นอกจากจะถูกดำเนินคดีอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ส่อรู้เห็นเป็นใจให้เกิดมหกรรมโกงชาติปล้นแผ่นดินโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความหายนะล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังยังเตรียมฟ้องทางแพ่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท

ขณะที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ รวมทั้งข้าราชการและพ่อค้าที่ใกล้ชิดตระกูลชินวัตรอีกเกือบ 20 คน นอกจากถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาร่วมกันทุจริตการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจีที่สร้างความเสียหายแก่รัฐมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทแล้ว ยังถูกกระทรวงการคลังเตรียมฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทเช่นกัน

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ยังอาศัยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเป็นเครื่องมือในการโยกย้ายล้างบางบรรดาข้าราชการที่มีพฤติกรรมส่อทุจริตประพฤติมิชอบนับร้อยคนเพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูและถ่ายเลือดล้างข้าราชการที่เลวให้พ้นจากอำนาจหน้าที่และผลักดันข้าราชการที่ดีเข้ามามีอำนาจแทน

คสช.โดย พล.อ.ประยุทธ์ ยังอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เป็นเครื่องมือจัดระเบียบแก้ปัญหาสำคัญของประเทศในหลายเรื่องซึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งล้มเหลวและทิ้งปัญหาหมักหมมไว้มากมาย อาทิ การดำเนินการกับพวกอิทธิพลรุกป่าสงวนแห่งชาติ ขบวนการค้ามนุษย์ การทำประมงเถื่อนขบวนการมาเฟียทุกรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม 1 ปีที่ผ่านมา คสช.และรัฐบาลเฉพาะกาลยังไม่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนมากนักถึงการปฏิรูปประเทศเชิงโครงสร้าง อาทิ การปฏิรูปเพื่อขจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเข้มข้นเด็ดขาด การปฏิรูปการเลือกตั้งให้โปร่งใสเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การปฏิรูปพรรคการเมืองให้พ้นจากการครอบงำของนักธุรกิจการเมืองที่พยายามผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจของตำรวจ การปฏิรูปความเหลื่อมล้ำทางสังคม

แต่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าการปฏิรูปประเทศแบบขุดรากถอนโคนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายและต้องใช้เวลาหลายปี ซึ่งระยะเวลาในอำนาจของคสช.และรัฐบาลที่เหลืออยู่อีกราว 1 ปี อาจจะไม่สามารถทำได้สำเร็จ และด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 26 คนที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน และ นายวันชัย สอนศิริ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญเข้าชื่อกันเสนอแนวคิดให้ทำประชามติว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญมีประกาศใช้แล้วให้รอการเลือกตั้งไว้ 2 ปีเพื่อปฏิรูปประเทศในช่วงวิกฤติแห่งการเปลี่ยนผ่านให้สำเร็จก่อน ซึ่งนั่นหมายถึงการต่ออายุคสช.และรัฐบาลไปโดยปริยาย

ทั้งนี้สมาชิกสปช.ทั้ง 26 คน เห็นว่าการเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่ชาติ(คสช.)ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และการบริหารประเทศของรัฐบาลเฉพาะกาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่เพราะสามารถใช้อำนาจพิเศษแก้ปัญหาของชาติได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญที่ยกร่างอยู่ในขณะนี้ยังมีข้อขัดแย้งอยู่มาก หากมีการเลือกตั้งทั่วไปตามแผนที่กำหนดไว้ในต้นปีหน้าก็เสี่ยงที่ประเทศจะกลับไปสู่วิกฤติแบบเดิมๆ และที่สำคัญขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะชะงักงันต้องการการแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน

อย่างไรก็ตามข้อเสนอของ 26 สปช.ถูกคัดค้านจากบรรดาพรรคการเมืองที่โจมตีว่าเป็นแผนสืบทอดอำนาจของคสช.และรัฐบาล โดยยืนยันให้มีการเลือกตั้งทั่วไปตามโรดแมปที่วางไว้ในปีหน้า

จากผลสำรวจปฏิกิริยาของประชาชนโดยสำนักวิจัย(โพลล์) สำนักต่างๆ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความเห็นประชาชนอย่างชัดเจนว่ายังศรัทธาเชื่อมั่นในคสช.และรัฐบาลเฉพาะกาลในภาพรวมและไม่อยากให้บ้านเมืองกลับไปสู่วงจรอุบาทว์อันเลวร้ายทางการเมืองอีก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดข้อโต้แย้งในสังคมในประเด็นเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก 2 ปี ตามข้อเสนอของกลุ่ม 26 สปช. ทางออกก็น่าจะทำประชามติให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ทั้งนี้ก่อนทำประชามติคสช.และรัฐบาลควรจะต้องสร้างผลงานและความศรัทธาให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่าหากอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 2 ปีแล้ว จะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้การปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่เป็นจริงไม่เสียของ

ทีมข่าวการเมือง

อาถรรพ์ปฏิรูปตำรวจเหลว สีเขียวไม่กล้าหักสีกากี?

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/159390

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
หนึ่งในความเป้าหมายและเป็นความหวังของประชาชนในการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาควมมสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ก็คือการจัดระเบียบ องค์กรตำรวจให้สะอาดพ้นจากความเลวร้ายอย่างจริงจัง แต่สัญญาณล่าสุดจากผู้นำประเทศบ่งชี้ว่า ความหวังที่จะปฏิรูปองค์กรตำรวจส่อเค้าที่จะถูกแช่แข็งเสียแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ประกาศกลางที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่า “วันนี้ผมปฏิรูปไปได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ อีก 90 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็นหน้าที่รัฐบาลหน้า โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจจะรื้อจะปรับอย่างไรบอกรัฐบาลหน้า และฝากบอกพี่ๆ สมาชิกสภาปฏิรูแห่งชาติ(สปช.)ที่เสนอมาด้วย ถ้าให้รัฐบาลผมทำวันนี้เรื่องปฏิรูปจะเดินหน้าได้อย่างไร”

คำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากจะสะท้อนถึงการพับแผนปฏิรูปองค์กรตำรวจภายใต้ยุคคสช.แล้ว ยังสะท้อนความวิตกว่าหากเดินหน้าผ่าตัดองค์กรตำรวจครั้งใหญ่จะต้องเผชิญกับแรงต้านของกองทัพสีกากี ซึ่งมีกำลังพลหลายแสนคนทั่วประเทศ จนอาจเกิดความตึงเครียดซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปประเทศด้านอื่นๆ โดยในขั้นรุนแรงกองทัพสีกากีอาจเปิดศึกงัดข้อกับกองทัพสีกากีโดยตรง หรือทางอ้อมอาจจะใช้วิธีบอยคอตต์ เกียร์ว่างเจาะยางคสช.และรัฐบาลนายกฯลุงตู่

องค์กรตำรวจนั้นถือเป็นหน่วยงานต้นทางที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรมและเกี่ยวข้องกับทุกข์สุขของประชาชนซึ่งที่ผ่านมา ภาพพจน์และพฤติกรรมของตำรวจในสายตาประชาชนนั้นติดลบทั้งจากพฤติการณ์รีดไถแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ใช้อำนาจในฐานะผู้ถือกฎหมายยัดข้อหาบิดเบือนคดี ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์หรืออุ้มไปทำทารุณกรรมหรือสาบสูญ หรือชั่วร้ายถึงขั้นตำรวจเป็นอาชญากรในเครื่องแบบเสียเอง

ส่วนในทางการเมืองนั้น 10 กว่าปีที่ผ่านมา องค์กรตำรวจยิ่งตกต่ำอย่างหนักเมื่อทำตัวเป็นทาสรับใช้ช่วยกระพือความชั่วร้ายให้กับระบอบทักษิณจนถูกเรียกว่าเป็น “รัฐตำรวจ”

สัญญาณการต่อต้านการปฏิรูปองค์กรสีกากียุคคสช.สะท้อนให้เห็นจากการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป
กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเรื่องกิจการตำรวจของสปช.ที่มี นายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ปรากฏว่า ถูกต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะจากบรรดานายตำรวจที่เป็นสมาชิกสปช. รวมทั้งองค์กรตำรวจบางองค์กรจนไม่สามารถหาข้อสรุปได้ทั้งๆที่เป็นเพียงประเด็นการแยกงานสอบสวนเป็นอิสระจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)

หากย้อนไปในอดีตในยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 เคยมีความพยายามปฏิรูปองค์กรสีกากีโดยตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจตงฉินเป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ใช้เวลานานนับปีศึกษาจนได้ผลสรุปแนวทางปฏิรูปด้วยการกระจายอำนาจองค์กรตำรวจ แต่ในที่สุดก็เกิดปรากฏการณ์บรรดาบิ๊กสีกากีทั่วประเทศรวมตัวกันแสดงพลังต่อต้าน จนในที่สุดแผนผ่าตัดใหญ่องค์กรตำรวจให้ใสสะอาดก็ถูกพับไป และครั้งนี้อาถรรพ์ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอย

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายและสร้างความผิดหวังอย่างยิ่งให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยกับการที่คสช.ยึดอำนาจเพื่อปฏิรูปประเทศทั้งที แต่แผนผ่าตัดใหญ่องค์กรตำรวจกับล้มเหลวไม่เป็นท่า ทั้งๆ ที่เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูป

ทีมข่าวการเมือง

พวกชาติตะวันตกนักบุญจอมปลอม โยนขี้ใส่ไทยสร้างภาพช่วยโรฮีนจา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/159224

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

ทั้งๆ ที่ปัญหาการลักลอบค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาซึ่งมีแหล่งต้นตอถูกผลักดันจากรัฐบาลพม่าและบังกลาเทศเกิดขึ้นมานมนานแล้ว แต่มะกันอันตรายกับพวกชาติตะวันตกกลับเพิ่งตื่นออกมาเรียกร้องให้ไทยตั้งศูนย์พักพิงสำหรับคลื่นมนุษย์โรฮีนจาด้วยข้ออ้างเพื่อมนุษยธรรม หลังจากที่ทางการไทยดำเนินการกวาดล้างการค้ามนุษย์โดยเฉพาะชาวโรฮีนจาอย่างหนัก

การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลเฉพาะกาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. มีนโยบายเอาจริงกวาดล้างการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาดความจริงน่าจะได้รับคำชมเชย อีกทั้งเป็นไปตามแรงกดดันของมะกันอันตรายที่ลดอันดับสถานการณ์แก้ปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยจากระดับ 2 หรือเทียร์ 2 เป็นเทียร์ 3 ซึ่งถือเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดและขู่บอยคอตต์ไทยหากไม่แก้ปัญหาแต่พอไทยแก้ปัญหามะกันอันตรายกลับเรียกร้องให้ไทยตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮีนจาซึ่งเท่ากับส่งเสริมให้คลื่นมนุษย์โรฮีนจาหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นด้วยความหวังอนาคตที่ดีกว่าเดินทางไปยังประเทศที่ 3

นายจอห์น แคร์รี่ รมว.ต่างประเทศมะกันอันตราย พูดแบบไม่อายปากและไร้ความรับผิดชอบด้วยการกดดันให้ไทยตั้งศูนย์พักพิงรับผู้อพยพชาวโรฮีนจาและดูแลจนกว่าจะมีประเทศอื่นรับตัวไป นั่นก็หมายความว่าไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูบรรดาคลื่นมนุษย์ชาวโรฮีนจาที่จะหลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด รวมทั้งเสี่ยงต่อปัญหาด้านความมั่นคงที่จะตามมา และหมายความว่าถ้าไม่มีประเทศไหนยอมรับผู้อพยพชาวโรฮีนจาเท่ากับว่าไทยต้องรับภาระเลี้ยงดูผู้อพยพเหล่านี้ตลอดไปใช่หรือไม่

ไทยเคยได้รับบทเรียนอันเจ็บแสบจากชาติตะวันตกและสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์)มาแล้วในอดีตก็ด้วยข้ออ้างเรื่อง “เพื่อมนุษยธรรม” ให้รับผู้อพยพที่หนีภัยสงครามจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรอส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 แต่เชื่อมั้ยว่าจนบัดนี้กว่า 20 ปี ยังมีค่ายผู้อพยพชนกลุ่มน้อยอีกราว 10 แห่ง ที่เป็นปัญหาให้ไทยต้องแบกรับภาระมาจนทุกวันนี้ แต่พวกชาติตะวันตกและยูเอ็นเอชซีอาร์ ซึ่งเป็นพวกนักบุญสร้างภาพจอมปลอมขี้ทิ้งไว้ให้ไทยแล้วหายหัวไปหมด

นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ชาวเกาหลีใต้ซึ่งเป็นลูกกระจ๊อก ของมะกันอันตรายก็ตัวดีโทรศัพท์สายตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์ อ้อนวอนให้ไทยตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮีนจาเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรมแต่ไม่เห็นพูดสักคำว่ายูเอ็นจะให้การช่วยเหลือภาระเลี้ยงดูผู้อพยพเหล่านี้อย่างไรและจะให้พักพิงอยู่ในไทยนานแค่ไหน ทั้งๆ ที่คนไทยอีกจำนวนมากเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือไม่ต่างจากชาวโรฮีนจา

ทีมข่าวการเมือง

กลุ่มประชาคมยุโรปและอีกหลายองค์กรชาติตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล หรือฮิวแมนไรท์ วอทช์ หรือองค์กรนิรโทษกรรมสากล ซึ่งล้วนเป็นเครือข่ายพวกเดียวกับมะกันอันตรายพอลูกพี่ขยับต่างก็กรูออกมาสร้างภาพนักบุญเรียกร้องให้ไทยตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮีนจากันเซ็งแซ่

ทั้งๆ ที่ธาตุแท้มะกันอันตรายนั้นเป็นนักบุญในคราบซาตานเพราะเคยปฏิเสธผู้อพยพชาวคิวบาที่ลอยคอมาขอความช่วยเหลือ ขณะที่ชาติในประชาคมยุโรปต่างรังเกียจไม่ยอมรับผู้อพยพจากประเทศแอฟริกาใต้ ยังไม่พูดถึงปัญหาการเหยียดผิว

เพราะฉะนั้น พวกชาติตะวันตกที่เป็นนักสร้างภาพพวกนักบุญหน้าเนื้อใจเสือทั้งหลายหากจริงใจต้องรับบรรดาผู้อพยพชาวโรฮีนจาและผู้อพยพประเทศอื่นๆ ไปพำนักที่ประเทศของตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่สร้างภาพนักมนุษยธรรมจอมปลอมที่ออกมาเรียกร้องโยนภาระให้ประเทศอื่นแบบเห็นแก่ตัวโดยที่ตัวเองไม่เคยรับผิดชอบ แม้แต่นิดเดียว

นช.แม้ว-จิ๋วสุมหัวป่วนลวงโลก ยังตามหลอนบ่อนทำลายชาติ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/159063

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

ทั้งๆ ที่ทิ้งผลงานทำลายชาติบ้านเมืองจนย่อยยับมาในอดีต แต่ล่าสุดสองอดีตนายกฯผู้อื้อฉาว คือ นักโทษชายแม้วกับ
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯยังสุมหัวเคลื่อนไหวแบบคู่ขนาน โดยคนหนึ่งเปิดแนวรบป่วนเมืองนอกประเทศ ขณะที่อีกคนหนึ่งเดินป่วนในประเทศโดยมีเป้าหมายสร้างความระส่ำระสายในบ้านเมืองหวังบ่อนทำลายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.

นักโทษชายแม้ว มีข่าวว่าทุ่มเงินจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ข้ามชาติวิ่งเต้นจนตัวเองได้รับเชิญให้ไปร่วมการประชุม The 6th Asian Leadership Conference ที่เกาหลีใต้ เพื่อเป็นเวทีเดินเกมการเมืองขย่มคสช.และรัฐบาลนายกฯลุงตู่ โดยการให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติสบประมาทผลงาน 1 ปีของรัฐบาลนายกฯลุงตู่ว่า “ไม่น่าประทับใจ ต้องทำงานให้หนักขึ้น ต้องเข้าใจโลกและเข้าใจความคิดจิตใจประชาชนที่เคยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยมานานหลายปี ผมคิดว่าประชาธิปไตยจะชนะในไม่ช้าก็เร็ว แต่เราต้องอดทนและต้องใช้แนวทางสันติ”

การที่ นักโทษชายแม้ว สบประมาทผลงานรัฐบาลนายกฯลุงตู่ไม่น่าแปลกใจเพราะ คสช.เข้ายึดอำนาจหยุดความเลวร้ายบ่อนทำลายชาติของรัฐบาลหุ่นเชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นน้องสาวตัวเอง โดยเฉพาะกรณีที่รวบรัดหักดิบผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดให้ นักโทษชายแม้ว กลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องรับโทษ จนเป็นชนวนให้มวลมหาประชาชนเกือบ 10 ล้านคน ออกมาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันคสช.ก็หยุดการโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬารของรัฐบาลยิ่งลักษณ์โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความย่อยยับล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท

ส่วนที่ นักโทษชายแม้ว ชอบพูดเรื่องประชาธิปไตยเป็นการสวมหน้ากากอำพรางโฉมหน้าธาตุแท้ที่แท้จริงของตัวเองซึ่งเป็นนักธุรกิจการเมืองและเผด็จการเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตย และที่โกหกลวงโลกหลอกคนทั้งประเทศก็คือการพร่ำอ้างอยู่ตลอดเวลาว่ายึดแนวทางสันติวิธี ทั้งๆ ที่ความจริงประจักษ์ชัดว่า นักโทษชายแม้ว มีข้อหาบงการอยู่เบื้องหลังม็อบเสื้อแดงและกองกำลังก่อการร้ายที่ก่อจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสอดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยา เมื่อปี 2552 ตามด้วยการสร้างสถานการณ์จนนำไปสู่การก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อ
ปี 2553

ขณะที่ ผู้เฒ่าจิ๋ว วัย 83 ปี แทนที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบกลับมาสมคบกับ นักโทษชายแม้ว อีกครั้ง โดยล่าสุด ผู้เฒ่าจิ๋ว ประกาศในงานวันเกิดพร้อมคัมแบ๊กเป็นผู้นำประเทศ ซ้ำยังสร้างความสับสนและแสดงบารมีผู้นำของตัวเอง ด้วยการจัดฉากเซ็นสัญญาโจ๊กอภิมหาโปรเจกท์โครงการขุดคอคอดกระกับตัวแทนรัฐบาลจีน โดยมีการประโคมข่าวทั้งโซเชียลมีเดียและผ่านบรรดาสื่อโสเภณีเสื้อแดง จนสร้างความสับสนต่อภาพพจน์ของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งล่าสุดทางการจีนออกมาปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเซ็นสัญญาโจ๊กดังกล่าวและจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการจัดฉากปาหี่ลวงโลกที่อุปโลกน์ขึ้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไร้ยางอาย

การออกมาโชว์บารมีผู้นำของสองเฒ่าคู่หูที่เคยทำให้เศรษฐกิจพังพินาศทั้งประเทศมาแล้วจากวิกฤติต้มยำกุ้งจนต้องลดค่าเงินบาทลงถึงเท่าตัวในยุครัฐบาล ผู้เฒ่าจิ๋ว เป็นนายกฯ โดยขณะที่ชาติล่มจมแต่คน 2-3 คน กลับร่ำรวยมหาศาลจากการเก็งกำไรค่าเงินบาทเนื่องจากรู้ข้อมูลภายใน

เพราะฉะนั้นสองเฒ่าหากยังมีจิตสำนึกเพื่อชาติบ้านเมืองอยู่บ้างควรหยุดหลอกหลอนประเทศ และหยุดสร้างความระส่ำระสายทำลายชาติบ้านเมืองท่ามกลางการสาปแช่งของประชาชนจำนวนมาก

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วโชว์พลังอุ้มปู ส่อกดดันศาลคดีจำนำข้าว

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/158871

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
เมื่อแผนคิดหนีพิษคดีจำนำข้าวใช้ไม่ได้เพราะถูกบล็อกอย่างเข้มข้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดจำต้องทำใจดีสู้เสือเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในการพิจารณาคดีนัดแรก

ระบอบทักษิณและตระกูลชินเป็นจอมเดินเกมสร้างภาพตัวฉกาจ การเดินทางไปศาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เช่นกันมีการจัดมวลชนเสื้อแดงและสาวกแม้วมาเป็นกองเชียร์ให้กำลังใจอดีตนายกฯหุ่นเชิดกันแน่นศาลโดยมีบรรดาอดีต สส.พรรคเพื่อไทยตั้งแถวมาให้กำลังใจจำนวนมาก อาทินายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นายกิตติรัตน์ณ ระนอง อดีตรองนายกฯและรมว.คลัง นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรมช.พาณิชย์ น.ส.ขัตติยาสวัสดิผล ลูกสาวของอดีตหัวหน้ากองกำลังชุดดำ

การที่สาวกขบวนการเพื่อแม้วยกโขยงกันมาเชียร์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวนมากมายระวังจะถูกตั้งข้อสังเกตได้ว่าส่อเจตนาแสดงพลังหวังกดดันศาลทางอ้อม

แล้วก็เป็นไปตามฟอร์มการมาโชว์ตัวต่อศาลนัดแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธทุกข้อหาในคดีโครงการรับจำนำข้าวโดยจะส่งคำชี้แจงฉบับสมบูรณ์ต่อศาลในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ขณะที่ศาลนัดตรวจสำนวนข้อมูลคำชี้แจงวันที่ 21 ก.ค. พร้อมทั้งมีคำสั่งให้จำเลยคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องเดินทางมาศาลทุกนัดที่มีการพิจารณาคดี

นอกจากนี้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว แต่มีเงื่อนไขว่า ห้ามเดินทางออกนอกประเทศเด็ดขาด ซึ่งคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองจนถึงที่สุดหรือไม่ หรือจะหาช่องหนีเมื่อถึงจังหวะที่ศาลจะตัดสินชี้ขาด ทั้งนี้แม้ คสช.จะพยายามบล็อกปิดเส้นทางหลบหนี แต่หากน.ส.ยิ่งลักษณ์ คิดจะหนีจริงคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนักเพราะด้วยอิทธิพลบารมีของพี่ชายซึ่งมีเส้นสายตำรวจมะเขือเทศและข้าราชการระดับสูงที่เป็นทาสรับใช้อีกจำนวนมากย่อมมีช่องทางหนีทั้งทางบกและทางเรือมากมายอย่างที่เหล่าแกนนำเสื้อแดงหลายคนหนีคดีความมั่นคงออกนอกประเทศไปเคลื่อนไหวอยู่ในต่างแดนขณะนี้

แต่หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ วางแผนหนีก็คงต้องคิดหนักเพราะเท่ากับยอมรับผิดคดีรับจำนำข้าว ดังนั้น นักวิเคราะห์เชื่อว่าหากไม่ถึงคราวเข้าตาจนจริงๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์คงจะยังไม่หนี แต่จะใช้วิธีการซื้อเวลาไปให้นานที่สุดโดยหวังให้คสช.หมดอำนาจเพื่อหาช่องพลิกคดี เหมือนตอนที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สอบสวนก่อนสรุปคดีรับจำนำข้าวทีมทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ใช้วิธีขอเพิ่มพยานฝ่ายจำเลยให้มากที่สุดซึ่งนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกมาแบะท่าแล้วว่ามีแผนขอเพิ่มทนายให้การต่อศาล

เพราะฉะนั้นสาธารณชนต้องจับตาดูต่อไปว่าคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตอย่างมโหฬารและทำลายชาติบ้านเมืองจนย่อยยับล่มจมจะมีบทสรุปอย่างไรระหว่างบรรทัดฐานที่ว่าใหญ่แค่ไหนหากทำผิดต้องรับโทษหรือพวกทำผิดคิดชั่วทำลายชาติแล้วลอยนวล

อย่างไรก็ตาม การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลในนัดแรกถือว่าจากนี้ไปได้เข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจศาลอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จากนี้ไปจึงสุดแล้วแต่วิบากกรรม ซึ่งโทษทางอาญาสำหรับน.ส.ยิ่งลักษณ์หากศาลตัดสินว่าผิดจริงคือจำคุกสูงสุด 10 ปี ส่วนทางแพ่งกระทรวงการคลังกำลังเตรียมฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่แผ่นดินมูลค่าหลายแสนล้านบาท

ทีมข่าวการเมือง

แตกใบอ่อน : จะหยุดหรือไปต่อ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/163858

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.

               คงจำกันได้ว่าเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศขับเคลื่อน “โครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เกิดภัยแล้งซ้ำซากทั่วประเทศ 3,051 ตำบล 58 จังหวัด โดยแจกเงินให้ตำบลละไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อนำไปทำกิจกรรมในการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและคนในชุมชน

ใครที่ได้ยินคำประกาศของรัฐบาลในวันนั้นก็คงสะดุ้งโหยง เพราะตัวเลขเม็ดเงินที่นำไปหว่านแจกจ่ายตำบลละ 1 ล้าน คิดกันแบบหยาบๆ 3,051 ตำบล ก็ 3,051 ล้าน ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ใช่น้อยๆ เลย

ยิ่งถ้าหากเงินมันไปไม่ถึงมือเกษตรกรจริงๆ นี่ยิ่งน่ากลัวใหญ่

เพราะก่อนหน้านี้ คนไทยก็เคยมีบทเรียนอันเจ็บแสบกับโครงการประเภทที่มีการผันเงินไปให้กับชุมชนมาแล้ว อย่างกรณี “กองทุนหมู่บ้าน” ซึ่งโดยหลักการแม้จะถือว่าเป็นโครงการที่ดี แต่สุดท้ายก็ถูกนำไปปู้ยี่ปู้ยำทุจริตกันเสียจนป่นปี้ไปหมด จนกระทั่ง คสช. ของ “บิ๊กตู่” นี่แหละที่เป็นคนออกคำสั่งให้ยุบทิ้ง

ดังนั้นพอถึงคิวรัฐบาล “บิ๊กตู่” จะลงมือทำ “ตำบลละล้าน” บ้าง ชาวบ้านก็ต้องผวากันเป็นธรรมดา และออกจะคิดกันแบบปรามาสไว้ด้วยซ้ำว่า สุดท้ายก็ทุจริตอีก

อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะที่คิด

แต่ผิดคาดครับ!

เพราะถึงนาทีนี้ ซึ่งเข้าสู่ช่วงท้ายของโครงการที่กำลังจะปิดฉากลงในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ เนื่องจากเป็นโครงการนี้เป็นโครงการเฉพาะกิจทำกันในระยะสั้นๆ คือ ช่วงฤดูแล้ง ผลปรากฏว่า ชาวบ้านและเกษตรกรส่วนใหญ่แฮบปี้กันเป็นแถว

และที่สำคัญ คือ เขาท้าให้ไปตรวจสอบได้เลยว่า มีการทุจริตหรือเปล่า

แรกทีเดียวที่ผมได้ยินคำพูดนี้จากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯท่านหนึ่ง ผมแย้งขึ้นมาทันทีครับว่า ผมไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ เจ้าหน้าที่ท่านนี้เลยท้าให้ผมไปพิสูจน์ ลองให้นักข่าวจังหวัดไหนก็ได้ ไปไล่ตรวจสอบดูจากโครงการไหน ชุมชนไหนก็ได้

ผมลองสุ่มๆ ดู 4-5 จังหวัด เลย นครพนม สตูล เพชรบุรี ราชบุรี สุราษฎร์ธานี ไปไล่ถามมาหมด เชื่อหรือเปล่าครับ คำตอบแทบจะไม่ต่างกันเลย ชาวบ้านเขาถูกใจโครงการนี้กันมากจริงๆ

และที่เขาถูกใจก็ไม่ใช่เพราะเขาได้เงินนะครับ แต่เพราะโครงการนี้ดันไปตอบโจทย์ปัญหาของชาวบ้านได้หมดทุกจังหวัด ทุกพื้นที่

                ส่วนเรื่องทุจริต บอกได้คำเดียวครับ ถ้าจะพูดกันเรื่องเงิน ชาวบ้านนั่นแหละที่ขาดทุน คนได้กำไรคือรัฐบาล

เสียดายหน้ากระดาษหมดเสียก่อน ขออนุญาตยกยอดไปเล่ารายละเอียดสัปดาห์หน้านะครับ

มะลิลา

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,212 other followers

%d bloggers like this: