star retro : เจค-ศตวรรษ ดุลยวิจิตร เพลย์บอยสุดเจ้าชู้ สู่แฟมิลี่แมนแสนอบอุ่น

Published มกราคม 3, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/195481

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“จากที่ผมเที่ยวเกือบทุกวัน กินเหล้าเกือบทุกคืน อยู่ๆ ก็หยุดเองได้ทุกอย่างวันหนึ่งเคยไปเที่ยวกันเองกับภรรยา เพราะคิดอยากสนุกเหมือนเมื่อก่อนบ้าง แต่พอไปปุ๊บ เฮ้ยไม่สนุกว่ะ ไม่ใช่ที่ของเราแล้วล่ะฟังเพลงแล้วรู้สึกรำคาญ เลยชวนกันกลับบ้าน”

นี่คือบทสนทนาที่เราได้ฟังจากอดีตเพลย์บอยหนุ่มอย่าง เจค-ศตวรรษ ดุลยวิจิตร กับความเปลี่ยนแปลงในตัวเองที่เกิดขึ้น ถึงขนาดที่ว่าเจคเองก็งงและหาคำตอบให้ตัวเองยังไม่ได้ จะเป็นเรื่องอะไรและสำคัญแค่ไหน วันนี้สตาร์เรโทร อาสาพาไปค้นความ
กระจ่าง พร้อมอัพเดทความสัมพันธ์ระหว่างลูกชาย ภีม-ภาคิน ที่หลายคนจับตามอง

จากเด็กอ้วนไล่จับปลา สู่ดารานายแบบชื่อดัง

ผมเป็นคนจังหวัดลำพูน เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมอ้วนมากๆ อ้วนจนไม่รู้จะอ้วนยังไงดี อยู่บ้านก็ชอบแอบพ่อไปหาปลามาขาย โดนตีบ้างอะไรบ้าง ผมจะดื้อมากๆ ตอนหลังพ่อซื้อจักรยานให้ปั่นไปโรงเรียนทุกวันระยะเกือบ 30 กิโลฯ ไป-กลับผอมเลย ตอนนั้นผมเรียนที่เชียงใหม่ ชีวิตวัยรุ่นอยู่ที่เชียงใหม่หมดเลย ไม่มีอะไรมากครับ เรียนอย่างเดียว พอเรียนใกล้จะจบได้ไปดูเขาประกวดโดม่อน แล้วมีคนเห็น เขาก็เลยจับขึ้นเวที ตอนนั้นใส่รองเท้าแตะ เสื้อยืด ไปแบบไม่ได้แต่งตัวอะไรเลย พอขึ้นประกวดกลายเป็นว่าได้ตำแหน่งนายแบบของจังหวัดเชียงใหม่หลังจากนั้นก็เข้ามาประกวดในกรุงเทพฯ ได้อันดับรอง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานในวงการบันเทิง ล่าสุดเพิ่งโดนเพื่อนแซวในเฟซบุ๊คว่า “เคยใส่รองเท้าแตะขึ้นประกวดนะจำได้ไหม” (หัวเราะ)

พอเดินแบบไปสักประมาณปีหนึ่งในสัญญามีว่าต้องถ่ายละครด้วย แต่ตอนนั้นผมไม่เอาเลยนะ ผมชอบถ่ายแบบ เดินแบบมากกว่า เขาเอาบทมาให้ถึงที่บ้าน โทร.ตาม ทำทุกอย่างจนเขาขู่ว่า มีข้อตกลงเป็นกฎระเบียบตามสัญญากองประกวด เลยต้องยอมไปเล่นละคร คือตอนนั้นผมคิดว่าการเป็นนายแบบเท่มาก มีชื่อเสียงและโด่งดังกว่าการถ่ายละครเล่นละคร บวกกับตัวเองไม่ชอบที่สำคัญถ่ายแบบเงินดีกว่าด้วย(หัวเราะ)ไปถ่ายละครเรื่องแรกบทพระเอก ได้ตอนละ 2,500 บาท ในขณะที่ถ่ายแบบครั้งหนึ่งผมได้ 5,000 บาท แต่สุดท้ายก็ต้องเล่นละคร เรื่องแรกคือ “ตำรับรัก” ครับ

งานมาแบบจับพลัดจับผลู

มีละครเข้ามาเรื่อยๆ รวมทั้งงานเดินแบบ ถ่ายแบบ เล่นมิวสิกวีดีโอ ตอนนั้นผมจะดังกับการเล่นมิวสิกวีดีโอมากกว่า อย่างของ อัสนี-วสันต์ เพลง “ได้อย่างเสียอย่าง” ตอนแรกเกือบไม่ได้เล่น เขาติดต่อมาขอร้องอ้อนวอนยังไง ผมก็ไม่เอา ไม่อยากเล่น ใครคือ อัสนี-วสันต์ ตอนนั้นไม่รู้จัก ยังไงก็ไม่เอา จนเที่ยงคืนก่อนวันถ่ายทำโทร.มาอีก ผมเลยแกล้งเรียกค่าตัวสูงๆเพื่อตัดปัญหาเขาจะได้ไม่เอา ปรากฏว่าเขาเอา สุดท้ายได้ไปถ่าย ผมไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร พอตอนหลังเพลงเขาดังมากๆ ก็ยัง งง.. เอ๊ะ..ทำไมเราไม่รู้จักเขาเลยล่ะ ตอนนั้นเป็นไปได้ยังไงคือผมเหมือนจับพลัดจับผลู เมื่อก่อนไม่มีผู้จัดการส่วนตัว เราต้องดูแลตัวเอง โทรศัพท์มือถือก็ไม่มี ต้องติดต่อกันทางโทรศัพท์บ้านตอนนั้นเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ อยู่อพาร์ทเม้นท์กับพวก มอริส เค อยู่กินเที่ยวด้วยกันทุกวันทุกคืน ทำงานก็ทำด้วยกัน เดินแบบที่ไหนก็ไป มอริสพาไปเที่ยวไปเต้น คือเขามากับผมเขาสบายใจไง ตอนนั้นมอริสอยู่ที่ไหนผมอยู่ที่นั่น แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เจอกันแล้วครับ ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่กันไป

ความเห็นจากทางบ้าน กับการทำงานในวงการ

ไม่ได้ว่าอะไรนะครับ ที่บ้านเฉยๆ เพียงแค่อยากให้เราเรียนให้จบ แค่นั้นพอแล้วขอให้เราเอาตัวรอด แต่ผมเริ่มทำให้เขาปวดหัว ตอนที่เข้าวงการมาสักพัก คือผมเป็นคนที่เขามองว่าเป็นเกย์ไปแล้วเรียบร้อยเหมือนผู้หญิง พอมาอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกอย่างเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยน ทำให้เรากร้านขึ้น ต้องปากกัดตีนถีบ เริ่มจากเรื่องแฟน เรื่องผู้หญิง ทุกอย่างที่บ้านก็เคลียร์ให้หมดเพราะเขาคิดว่าเราเป็นเด็ก ถึงแม้เราจะโตแค่ไหน ผมมีพี่น้องสองคน พี่สาวอายุห่างจากผมเท่าหนึ่ง ตอนนี้ก็เหลือกันสองคนพ่อ-แม่เสียหมดแล้ว พี่สาวก็จะดูแลผมทุกอย่างดีใจครับที่มีพี่สาวเพราะเขาช่วยดูแล ครอบครัวผมทุกอย่าง ทั้งลูกๆ ผมสองคน แต่ตอนนี้เขาเจ็บขาพักฟื้นอยู่เชียงใหม่ก็ยังไม่มีเวลาไปหาเลย

ผลงานชิ้นโบแดง

ผมยกให้เรื่อง “ตะวันชิงพลบ” ครับเล่นกับ ลูกศร-ธนาภรณ์ กับ นิด-อรพรรณ เป็นเรื่องที่ดี สนุก ชิงไหวชิงพริบ ในกองก็สนุกเป็นกลุ่มใหญ่ มีพี่ตา-ปัญญา ด้วย ผู้กำกับ พี่เป๊ะ (จรูญ ธรรมศิลป์) แกเพิ่งเสียไป ซึ่งผมเป็นพระเอกของพี่เป๊ะกว่า20 เรื่องได้นะ อีกเรื่องที่ประทับใจคือเรื่อง “ฟ้าใหม่” เป็นละครที่ดีมากๆ ครับ

แผนการรับงานในวันนี้

ผมโชคดีอย่าง คือบทที่ผมได้รับไม่ว่าจะเล่นเป็นพ่อ หรือตัวร้าย ผมจะเทคิวให้เขาหมดเลย ถ่ายเสร็จผมก็ไม่มีอะไรแล้ว รับเรื่องใหม่ได้ ให้คิวทีเดียวจบทั้งอาทิตย์อย่างมากก็เดือนหนึ่งเสร็จ เพราะบทอย่างผมสถานที่ในการถ่ายทำจะเป็นที่ที่เดียว น้อยครั้งที่จะออกจากบ้านหรือไปที่ไหน แต่บทบู๊ในเรื่อง เพชรฆาตดาวโจร นี่สุดๆ ละ ผมเล่นเป็นหัวหน้าผู้ร้ายไปทุกที่เลย ไม่ได้บู๊กับเขานะ สั่งการ แต่ต้องไปทุกที่ต่างจังหวัดทั้งนั้น (หัวเราะ)

จากพระเอกกลายมาเป็นพ่อ

เป็นไปตามอายุขัยครับ ไปเรื่อยๆตามกาลเวลา กับพระเอกรุ่นใหม่ๆผมไม่มองว่าเขาเป็นพระเอกหรืออะไรผมมองว่าเขาคือ นักแสดงทั่วไป ทุกคนเหมือนกัน เอ๊ะ..หรืออาจจะเพราะเราเคยผ่านจุดที่เป็นพระเอกมาก่อนแล้ว เลยเฉยๆ แต่ถ้าถามว่าเล่นตัวไหนสนุกมันส์ บอกได้เลยว่าตัวร้าย สนุกกว่าพระเอกเยอะ (หัวเราะ)

ช่วงชีวิตที่คิดว่าลำบากแต่ผ่านมาได้

ช่วงที่คนคิดว่าผมลำบาก แต่แปลก ผมมักจะเจออะไรที่ดีเข้ามา อย่างช่วงผมมีปัญหากับอดีตภรรยา ผมมีงานเข้ามาแน่นมากๆ หรือปีไหนที่เขาบอกว่าปีชงผมนะ งานผมกลับตรงข้ามเลย งานนี่เข้ามาเยอะมาก ส่วนปีที่ไม่ดีของผมคือทำธุรกิจแล้วเจ๊ง แต่จริงๆ ก็ไม่ได้เจ๊งนะ ผมเคยเปิดร้านอาหาร ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี แต่งานการแสดงเข้ามา ทำให้ผมไปดูแลร้านไม่ได้ ก็ต้องเลิกไป หรืออย่างทำคอนโดฯที่พัทยาก็เจ๊ง คือทำมาหลายอย่างแล้ว แต่ไม่รุ่ง เลยคิดว่าผมเล่นละครนี่แหละได้กำไรที่สุดแล้ว แต่มีอีกอย่างขาย อาหารเสริมลดความอ้วน “ฮักซีเนีย” ที่ผมทำอยู่ไม่เจ๊งนะ (หัวเราะ) ทุกวันนี้ดีเลย ทำกับอาโน้ต กับเจี๊ยบ เชิญยิ้ม ไม่มีวางขาย แต่มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดครับ

ความผิดพลาดในชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ

ตอนนั้นความรักยังไม่มี แต่ว่าเราพลาด ไปเที่ยว ไปมีอะไรแล้วเกิดมีลูกเขาหายไป 4-5 เดือนแล้วโทร.กลับมาบอกว่าเขาท้อง เราก็ดูแลรับผิดชอบ ส่งเสียตามกำลังที่มี คือเราไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นสามี-ภรรยา

นำไปสู่ปัญหาฟ้องร้องเรื่องลูกกับอดีตภรรยาเก่า

ตอนนั้นผมเลี้ยงเด็กแล้วเกิดความผูกพัน ภีมประมาณ 3 ขวบ ส่วนลูกคนที่สองไม่ถึงขวบ พอเกิดความผูกพันปุ๊บก็เกิดปัญหาว่าเราอยากได้ลูกไว้ดูแล แม่เขาก็อยากได้เด็กไปเลี้ยง แย่งกันไปแย่งกันมาเลยมีปัญหา คือมีลูกสองคนแต่เราไม่ได้อยู่กันเป็นครอบครัว จนสุดท้ายลูกก็อยู่กับทางแม่ทั้งสองคน

ครอบครัวใหม่ในวันนี้

กับคุณทราย(โรสณานี เศรษฐสิริน-ภรรยา) เราอยู่ด้วยกันมาเกือบ 6 ปีแล้วครับมีลูก 2 คน เราไม่ได้แต่งงานทำพิธีอะไร แต่ผู้ใหญ่รับรู้อยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นประมาณปีสองปีก็มีลูกกัน คนแรกตอนนี้ย่าง 4 ขวบแล้วครับ ชื่อ โรสมัสสิริน เศรษฐสิริน หรือ น้องไทย่าฟอง อีกคนผู้ชาย ชื่อ ศิริณวรรษ เศรษฐสิริน หรือน้อง เจชอง ผมตั้งชื่อเองหมดเลยครับ จับชื่อคนโน้นคนนี้มาผนวกกัน

เมื่อต้องสวมบทบาทคุณพ่อลูกอ่อนอีกครั้ง

เหนื่อยครับ เหมือนคู่แฝด สองคนนี้ผมเลี้ยงเต็มๆ เวลาว่างก็จะเลี้ยงตลอด24 ชั่วโมง เปลี่ยนผ้าอ้อม ดูแลทุกอย่างเองตลอด ฉี่ อึ เราทำเองหมด ทำกับข้าวให้เขากินด้วย เราเลี้ยงกันเอง ไม่ได้จ้างใคร แล้วสองคนนี้ก็เหมือนแฝด คนพี่ชอบทำอะไร คนน้องมักจะทำตาม น้องทำอะไรพี่ก็ทำตามเวลาเกเรนึกอยากจะชกต่อยกันก็ทำ แล้วอยู่ดีๆก็รักกัน ทะเลาะกันประจำครับ แต่แป๊บเดียวก็โอ๋กัน ดีกัน เป็นเรื่องปกติ ผมไม่ค่อยดุเขานะ เขาจะกลัวแม่มากกว่า เพราะคุณแม่ดุ

แบ่งเวลาให้ลูกๆ อย่างไรบ้าง

ถึงงานจะเยอะแต่ผมก็มีเวลาที่อยู่กับเขาเยอะเหมือนกันนะ ล่าสุดผมเพิ่งไปถ่ายละครที่ขอนแก่นมา เขานอนไม่หลับเลยทั้งคู่ เพราะเราอยู่ด้วยกันตลอดไง จะเข้านอนเขาจะไปเปิดประตูดูทุกวันเลย แม่เขาบอกว่าเดี๋ยวแป๊บเดียวไปเปิดประตูดูพ่อ ว่ามายังถ้าคุยโทรศัพท์ก็ต้องคุยเห็นหน้าตลอด ไม่เคยห่างกัน และไม่ใช่แค่เขาติดผม ผมก็ติดเขาเหมือนกันนะ

เกือบเสียลูกไปเพราะความประมาท

คนเล็กนี่ผมเกือบขับรถทับเขา คือเขาวิ่งตาม แล้วผมไม่รู้ ผมสตาร์ทเครื่องเสร็จเรียบร้อยเตรียมเคลื่อนรถออก เขามุดไปเอาของใต้ท้องรถ แล้ววันนั้นเป็นอะไรไม่รู้ ผมยังไม่ออกรถ แม่เขาร้องเสียงดังลั่น พอออกมาดูโอ้โห..เกือบไปแล้ว ใจหายเลยครับ ส่วนคนโตเกือบตายทีหนึ่งเหมือนกัน ไปกินก๋วยเตี๋ยวกันแล้วตอนนั้นเขาประมาณ 3 เดือน เอาไว้ในรถ สตาร์ทเครื่องไว้ หลังจากนั้นไปกินก๋วยเตี๋ยวกลับมาเปิดไม่ได้ประตูล็อก แต่โชคดีผมเปิดช่องลมไว้นิดหนึ่ง คนร้านก๋วยเตี๋ยวเข้ามามุงเต็มเลย ช่วยกันเอาออกมา ต้องขอบคุณทุกคนในวันนั้นด้วย เราประมาทกันจริงๆ ครับวันนั้น

สุขภาพในวันนี้ที่ต้องดูแลและใส่ใจ

ผมเคยเป็นไทรอยด์ คือจะไม่มีแรง บางวันลุกไม่ขึ้น แต่พอได้ไปหาหมอกินยาตลอดก็ดีขึ้น มีครั้งหนึ่งถ่ายละครอยู่ดีๆ ขาอ่อนแรงทรุดเลย หรือตอนเช้าลุกไม่ขึ้น กล้ามเนื้อทุกส่วนดีหมดแต่ขาไม่มีแรง พอไปหาหมอก็ดีขึ้น เติมน้ำเกลือ ส่วนอื่นๆ ก็ดีหมดครับไม่มีอะไร สุขภาพแข็งแรง คือจริงๆ ที่เป็นแบบนี้คงเป็นเพราะกรรมพันธุ์ด้วย เพราะพี่สาวก็ผ่าเข่า

ชีวิตเปลี่ยนเมื่อมีลูก

ตั้งแต่ลูกคนแรกคลอดออกมาผมหยุดเที่ยว หยุดกินเหล้า ขนาดพ่อกับแม่บอกว่าเลิกกินเหล้า เลิกเที่ยวได้แล้วนะจนพ่อแม่ตาย ผมยังไม่หยุด (หัวเราะร่วน)แต่น้องไทย่าฟองคลอดออกมาปุ๊บ ทำให้ผมหยุดได้ ไม่รู้ทำได้ไง จากที่ผมเที่ยวเกือบทุกวัน กินเหล้าเกือบทุกวัน อยู่ๆ ก็หยุดไปเองทุกอย่าง หยุดมาได้ 3-4 ปีแล้วครับ เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป จนเพื่อนหายไปเอง เมื่อก่อนเพื่อนมารับถึงบ้าน แต่เดี๋ยวนี้มาก็ไม่ไป ทุกคนรู้ว่ายังไงผมก็ไม่ออกไปแน่ๆไม่รู้เพราะอะไร ไม่อยากไป เคยไปเที่ยวกันเองกับภรรยา อยากจะสนุกเหมือนเมื่อก่อนบ้าง พอไปปุ๊บ เฮ้ย..ไม่สนุกว่ะ ไม่ใช่ที่ของเราแล้ว กลับดีกว่า ฟังเพลงแล้วรู้สึกรำคาญ ตอนนี้ไม่ต้องห่วงแล้วว่าจะหนีเที่ยว เพราะไม่มีเลย ผมเสร็จงานผมรีบบึ่งกลับบ้าน แต่เขาก็คงกลัวบ้างแหละ เพราะตอนที่เราคบเขา ก็เคยมีเถลไถลบ้าง แอบมีกิ๊กมีอะไร เขาก็คงระแวง แต่ตอนหลังเราก็ไม่มีแล้วนะ (อะไรทำให้เปลี่ยนได้ขนาดนี้)ผมก็ไม่รู้ งงตัวเองอยู่เหมือนกัน ซึ่งพอเปลี่ยนได้ก็มีความสุขอีกแบบหนึ่งนะ ไปวัดบ้าง ไปสร้างพระบ้าง พอดีมีพี่สาวที่ช่วยดึงด้วย ชีวิตก็เปลี่ยนไปเยอะครับ เยอะมากๆ ขอโทษนะ หลังตีนเป็นหน้ามือ เลยก็ว่าได้ครับ เปลี่ยนสุดๆ เคยที่ไหน เมื่อก่อนนะเลิกงานไปเที่ยวต่อกับเพื่อน บางทีงานยังไม่เสร็จเหลืออีกนิดหน่อยโทร.นัดเพื่อนไว้ก่อน แต่เดี๋ยวนี้นะบางทีเพื่อนโทร.มาผมไม่รับสายเลยนะ ไม่รู้ไม่อยากไปไหน คือเราอยู่บ้านเราก็ไม่ได้ไปเล่นกับลูกเยอะแยะมากมายนะ แค่ได้เห็นหน้า ได้ดูว่าเขาทำอะไร ก็มีความสุขแล้วครับ

และนี่คือคำสารภาพของเพลย์บอยสุดเจ้าชู้ “เจค” ศตวรรษ ดุลยวิจิตร ที่พลิกหน้าที่เป็นแฟมิลี่แมนในปัจจุบัน

กุหลาบสีเงิน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: