ส่องแผนปลูกพืชไร่สู้‘ภัยแล้ง’ ‘ทางรอด’ช่วงวิกฤตินํ้าน้อย

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/192356

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

“ภัยแล้ง”…

ยังเป็นปัญหาที่น่า “วิตก” ปีนี้ว่าหนักหนา แต่ปีหน้าหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะ “สาหัส” กว่า เพราะน้ำเก็บกักในเขื่อนหลักยังอยู่ในขั้น “วิกฤติ” ซึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ คงหนีไม่พ้น “ภาคเกษตรกรรม” ที่ต้องใช้น้ำมากอย่าง “นาข้าว” ที่ปัจจุบันรัฐบาลได้ประกาศให้เกษตรกร “งดทำนาปรัง” พร้อมคลอดมาตรการอื่นๆมาทดแทนโดยเฉพาะการส่งเสริมการปลูก “พืชฤดูแล้ง” ที่ใช้น้ำน้อย เพื่อเป็นทางเลือก “ทางรอด” หวังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงวิกฤติ

มาตรการข้างต้นเป็นหน้าที่หลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรง ซึ่ง “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน “สถานการณ์น้ำ” ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเมื่อเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2558 เกิดปัญหา “ฝนทิ้งช่วง” ทำให้ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก “เส้นเลือดใหญ่” ของประเทศอย่างเขื่อนภูมิพล, เขื่อนสิริกิติ์, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เหลือน้ำใช้ได้ประมาณ 1,400 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าปีที่ผ่านมา

ด้วยภาวะข้างต้น กระทรวงเกษตรฯ จึงออกมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชทดแทนการทำนาปรังช่วงหน้าแล้ง โดยสนับสนุนให้พื้นที่ที่เหมาะสมปลูก “พืชไร่” และพืชใช้น้ำน้อยได้ โดยพิจารณาจากปริมาณฝนที่ตกลงมา หรือน้ำตามคูคลอง ระบบชลประทาน และแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเข้าไปส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีตลาดรองรับ เช่น ถั่ว ข้าวโพด อ้อย ซึ่งตลาดยังมีความต้องการอีกมาก และไทยต้องนำเข้าเพื่อผลิตอาหารสัตว์

“กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับภาวะที่ “สุ่มเสี่ยง” ดังกล่าว จึงได้ออกมาตรการดังกล่าวออกมา เพื่อให้การบริหารจัดการปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค, รักษาระบบนิเวศน์ให้ผ่านพ้นหน้าแล้ง และให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อฤดูเพาะปลูกถัดไปปี 2559 ซึ่งคาดว่าน้ำจะไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้าน “สมชาย ชาญณรงค์กุล” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในฐานะที่กรมมีหน้าที่ในการส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรตามมาตรการดังกล่าว กรมจึงได้เตรียมแผนร่วมเดินหน้าฝ่าวิกฤติภัยแล้งไว้แล้ว เบื้องต้นได้สำรอง “เมล็ดพันธุ์” พืชไร่ใช้น้ำน้อย และมีอายุเก็บเกี่ยวสั้นไว้รองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะใช้เมล็ดพันธุ์ดีไปปลูกในช่วงหน้าแล้ง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2558-มกราคม 2559 เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการทำนาปรังรวมกว่า 2,300 ตัน ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง 800 ตัน, ถั่วเขียว 1,300 ตัน และถั่วลิสง 200 ตัน

“กรมคาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในการปลูกข้าว โดยเฉพาะพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา และเป็นแนวทางช่วยให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้ โดยจะเริ่มส่งมอบเมล็ดพันธุ์พืชให้เกษตรกรไปปลูกตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม 2558 นี้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ประเด็นที่เกษตรกรกังวล คือ “รายได้” จากการปลูกพืชทดแทน จะไม่พอ “ยาไส้” แต่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรให้ข้อมูล “เปรียบเทียบ” ว่า การปลูกข้าวนาปรัง ใช้น้ำ 1,920 ลบ.ม./ไร่ รายได้ต่อไร่ 5,000-7,000 บาท แต่การปลูก “ถั่วเขียว” ใช้น้ำ 320-400 ลบ.ม./ไร่ รายได้ต่อไร่ 2,100-3,000 บาท, “ถั่วเหลือง” ใช้น้ำ 480-560 ลบ.ม./ไร่ รายได้ต่อไร่ 3,600-8,400 บาท, “ถั่วลิสง” ใช้น้ำ 611 ลบ.ม./ไร่ รายได้สูงถึงไร่ละ 3,600-10,800 บาท, “ข้าวโพดหวาน” ใช้น้ำ 420 ลบ.ม./ไร่ รายได้ต่อไร่ 10,000-15,000 บาท และ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ใช้น้ำ 720-800 ลบ.ม./ไร่ รายได้ต่อไร่ 4,800-8,000 บาท

สำหรับ “ข้อระวัง” ในการเลือกปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อยนั้น เกษตรกรควรพิจารณาถึงพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น, ศึกษาความต้องการของตลาด, ราคาผลผลิต และมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอน รวมถึงต้องคำนึงถึงความเหมาะกับสภาพแวดล้อม ซึ่งกรมมีศูนย์วิจัยพืชไร่, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร และสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8 พร้อมสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ สร้างความเข้าใจ ให้ความมั่นใจ และให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม เช่น เมล็ดพันธุ์ดี และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรแก้ไขปัญหาด้านพืช นอกจากนั้นเกษตรกรยังสามารถเข้ามาเรียนรู้ในศูนย์เรียนรู้, แปลงสาธิต หรือแปลงต้นแบบการปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อย เพื่อนำความรู้ไปปรับใช้ในแปลงของตนเองได้จริง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวด้วยว่า หลังเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรควรฉวยโอกาสช่วงที่สภาพดินยังมีความชื้นเพาะปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อย และอายุเก็บเกี่ยวสั้นเพื่อสร้างรายได้ทดแทนการทำนาปรัง โดยมีพืชไร่หลายชนิดที่มีศักยภาพและตลาดมีความต้องการสูง เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และข้าวโพด ซึ่งกรมพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการ และเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร เป็นช่องทางช่วย “ลดความเสี่ยง” ปัญหาขาดแคลนน้ำระหว่างเพาะปลูกในช่วงหน้าแล้งนี้ ซึ่งจะทำให้เกษตรกร “อยู่รอด” และผ่านช่วงวิกฤติภัยแล้งไปได้

“การปลูกพืชใช้น้ำน้อยช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับข้าว ลดความเสี่ยงจากปัญหาขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง พร้อมลดปัญหาการแย่งชิงน้ำเพื่อการเกษตรด้วย หากปลูกพืชไร่ใช้น้ำน้อยสลับกับการปลูกข้าวจะช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำดีกว่าการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม ช่วยปรับปรุงบำรุงและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ เพราะเศษซากพืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวได้ ขณะเดียวกันยังช่วยตัดวงจรการระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าว และรักษาระบบนิเวศน์ในนาข้าวให้สมดุลด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

“พืชไร่-พืชใช้น้ำน้อย” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เกษตรกร “รอด” จากภาวะวิกฤติภัยแล้งที่น่าจะลากยาวไปจนถึงปี 2559 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้มีรายได้หมุนเวียนต่อจากการทำนา และในช่วงที่ “จำเป็น” ต้องงดทำนาปรัง

ที่สำคัญ…ยังช่วยให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่หลายพื้นที่กำลังประสบ “ภัยแล้ง” ซึ่งเป็น “ภัยพิบัติ” ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้

SCOOP@NAEWNA.COM

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: