‘เสกสรร รวยภิรมย์’ กับ มูลนิธิสติ ช่วยเหลือสังคมและเด็กด้อยโอกาส

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/194765

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

เป็นบุคคลที่มากความสามารถ แถมยังทำงานช่วยเหลือสังคมและผู้ด้อยโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “เสกสรร รวยภิรมย์” ทางรายการ “ผู้หญิงแนวหน้ากับคุณแหน” ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-16.25 น. ทางสถานี TNN2 ช่อง 784 โดยพิธีกร “ขิม-ทิพย์ลดา พูนศิริวงศ์” ได้ตามหาตัวจนเจอ พร้อมคว้าตัวมาพูดคุยถึงเรื่องราวและการดำเนินงานของมูลนิธิ SATI (สติ) ที่เขาก่อตั้งขึ้น

เสกสรร เล่าว่า “ผมเกิดและโตที่สหรัฐอเมริกาครับ คือที่นิวเจอร์ซีย์ และไปเรียนที่เอ็นวายยู นิวยอร์ก จบเตรียมแพทย์จิตวิทยาครับ พอจบมาก็ทำงานที่นั่นนิดหน่อยแล้วก็กลับมาเมืองไทย ทั้งไปเรียนแล้วก็ทำงานก็ประมาณ 10 ปี ย้ายมาอยู่เมืองไทยได้ประมาณ 3 ปี

หลังจากจบเตรียมแพทย์ ผมก็ต้องไปอยู่ในโรงพยาบาล แล้วต้องอยู่ทุกแผนก ทุกแผนกคือต้องเป็นหมอเด็ก หมอสูติ คือทุกแบบเลยจากนั้นเราก็ต้องเลือกเฉพาะทาง คือถึงเวลาก่อนที่ผมจะต้องเลือกเฉพาะทาง ผมตัดสินใจที่จะกลับมาเมืองไทยดีกว่า ก็เลยถือว่าจบแพทย์ทั่วไป

แทนที่จะเป็นแพทย์อยู่ในโรงพยาบาล กลับไม่ใช่ ตรงนี้จริงๆ คือความคิดตั้งแต่เด็ก คุณแม่บอกผมว่า ต้องเป็นคนช่วยสังคมและ
ช่วยคน ตอนผมเด็กๆ ก็คิดว่าทำอย่างไรดีที่จะช่วยคนได้ ตอนผมเด็กๆ ก็รู้แต่ว่า เราชอบวาดรูป แล้วก็เป็นอาร์ทิสต์ อยากช่วยคนต้องเป็นหมอเราก็โอเคเรียนหมอ ถามว่าชอบในการอยู่โรงพยาบาลไหม เราไม่เคยชอบเลย รู้สึกโอเคเหมือนเป็นเหตุกับผล ก็เลยตั้งใจเรียนหนังสือ พอโตขึ้นก็เริ่มโลกกว้างขึ้น เราก็เห็นว่าปัญหาคนมันมีหลากหลาย

ถามว่าโอเคกลับมาสมมุติว่าวันนี้เราเป็นหมออยู่ในโรงพยาบาล เหมือนครึ่งหนึ่งมันคือชีวิตพาไป ครึ่งหนึ่งมันเป็นการโตของเรา เข้าใจว่าเกิดวันหนึ่งเราเป็นหมอ สมมุติเป็นหมอผ่าตัดที่เก่งที่สุดในโลก วันหนึ่งเราเจอคนไข้ได้กี่คน อาจเจอได้ 5 คน โอเคอาจมีชื่อเสียงหน่อย แต่ว่าการที่เรารู้สึกว่าการที่เราเข้าใจแพทย์ เราเอาสิ่งพวกนี้มาช่วยคน ความรู้สิ่งพวกนี้มาสอน หรือมาดูแพทย์คนอื่น มาทำเป็นมูลนิธิ มันจะมีประโยชน์ในเหตุกับผลมากกว่า

พอกลับมาปุ๊บ ก็เริ่มทำมูลนิธิเลย ก็คือรูปแบบมันจะเปลี่ยนเรื่อยๆ เคยเหมือนมีความฝันว่าอาจจะเป็นแพทย์เราจะเป็นคนค่อนข้างโดดเดี่ยวนิดหน่อย ก็เลยคิดว่าอาจจะเป็นหมอเข้าป่าถือกระเป๋าเดินเข้าป่า ไปช่วยเหลือคนที่อยู่ในป่า เราชอบไปที่ไกลๆ ชอบที่ลุยๆ หน่อย แต่พอเราโตขึ้นก็เข้าใจว่าแบบที่เราคิดมันไม่ได้ช่วยคนได้เยอะขนาดนั้น

เราก็มาเริ่มศึกษา คือสนใจเรื่องแทนที่เราจะรอให้คนเป็นโรค เรามาหายาให้เขา คือฉีดยาระยะพิเศษที่จะไปแก้ปัญหา เราน่าจะสอนเขาหรือให้วิธีที่จะให้เขาเปลี่ยนชีวิต เขาจะได้ไม่เป็นโรค เพราะเดี๋ยวนี้มัน สมมุติมีเอชไอวีมีมะเร็ง คือจริงๆ มันจะมีอะไรมาตลอด คือโรคมันมีตลอด วิธีที่ดีที่สุดคือ ความรู้ที่ช่วยเรื่องป้องกันมากกว่า

สำหรับมูลนิธินี้มีชื่อว่า SATI (สติ) ที่มาของชื่อ ด้วยความคิดผม ผมเชื่อการแก้ปัญหา คือเดี๋ยวนี้มันมีองค์กร มูลนิธิ เขาก็ทำดีกันทุกคน มันค่อนข้างจะเป็นไอเดียเฉพาะทาง คือเรารู้สึกว่าบางครั้งปัญหามันเป็นภาพรวมมากกว่าการที่เราจะแก้ปัญหา เรารู้สึกว่าโครงการมันจะเปลี่ยนตลอด สมมุติเราเดินทางไปเชียงราย แล้วเราเห็นสถานที่หนึ่งมีปัญหา สมมุติเป็นเรื่องน้ำหรือเรื่องฟัน เราก็จะเอาปัญหานี้กลับมาคิด ด้วยการใช้สติ เพื่อที่จะแก้ปัญหา นี่คือหนึ่งความหมาย

อีกความหมายหนึ่งที่ชอบใช้ก็คือ ความรู้สึกเหมือนเวลาสมมุติว่าวันหนึ่งเราเดินขึ้นบีทีเอสไปทำงาน เราเดินไปเราเจอขอทานข้างถนนเราสงสารเขา ช่วงเวลานั้นเรามีสติ เราอยากช่วยเขา เราคิดว่าจะทำอย่างไรดี หาอาหารให้ หาสตางค์ให้ แต่ว่าพออีกวันหนึ่งถัดไป เราเริ่มเดินไปทางเดิม คนขอทานเขาก็ยังอยู่ แต่ว่าเราคิดเรื่องแฟน เรื่องงาน สติของเรามันไม่ได้อยู่กับตัวแล้ว ซึ่งผมกำลังบอกว่าปัญหามันมีทั่วโลกมีรอบตัวเรา การที่เรามีสติ เราก็จะหาวิธีแก้มันได้

โครงการแรกๆ ของมูลนิธิ จริงๆ เราทำมา 5 ปีแล้ว แต่ว่าก่อนหน้านี้ ผมทำเล็กๆ เพราะต้องใช้เวลาลงทะเบียน คือการลงทะเบียนมันต้องละเอียด ก็เริ่มด้วยการหาวิธีนิดๆ หน่อยๆ อย่างไปหมู่บ้านนี้เขาขาดอะไร ผมไปกับเพื่อนๆ ไปกันทีมเล็กๆ เพราะก่อนหน้านี้ผมก็เป็นอาสาสมัครมาตลอด แล้วอีกเรื่องก็คือ เรื่องทุน ที่มูลนิธิจะมีเด็กทุนด้วย ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ค่อยอยากให้คิดว่าเป็นทุนการศึกษา

เสกสรร รวยภิรมย์ และพิธีกรรายการ ขิม-ทิพย์ลดา พูนศิริวงศ์

เพราะว่าเด็กทุนของมูลนิธิ เอาคนแรกเป็นตัวอย่าง ตั้งแต่ ม.2 คือน้องคนนี้เขาอยากเป็นเภสัชกร แล้วฐานะทางบ้านเขาลำบากหน่อย เราก็ไปศึกษา ผมเรียนเมืองนอกมาตลอด ก็ไม่ค่อยชินกับที่โรงเรียนไทยว่าระบบสอบเขาเป็นอย่างไร เราก็ไปศึกษามาว่าต้องมีเอนทรานซ์ แล้วพอเรามาเทียบกันดูว่าเด็กที่เขาไม่มีโอกาส คือโรงเรียนเขาก็ไม่ได้ดีมาก แล้วเงินเรียนพิเศษก็ไม่มี โอกาสที่เขาจะไปสอบเทียบกับเด็กอื่นๆ ที่มีสตางค์มากกว่านี้มันจะลำบาก เราก็คิดว่าวิธีที่แก้ได้ดีที่สุดตอนนี้ก็คือให้ทุนค่าเรียนพิเศษ

น้องคนนี้ตั้งแต่ ม.2 เราก็เริ่มจ่ายค่าเรียนพิเศษให้เขา ตอนนี้เขาอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 เรียนเภสัชศาสตร์ แล้วอีกส่วนหนึ่งของการเป็นเด็กทุนก็คือ ทุกคนที่เป็นเด็กทุนจะต้องมาเป็นอาสาสมัครให้เรา ซึ่งน้องคนนี้ประมาณเดือน 2 เดือนที่แล้ว เขาก็ไปขึ้นดอยกับผม เราเห็นคนที่เคยลำบากแล้วไปช่วยคนได้ นอกจากเป็นการปลูกฝังให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ให้โอกาสเขาแล้ว เขายังไปสร้างประโยชน์ต่อคนอื่นได้ ซึ่งมันไม่ได้สำคัญตรงการศึกษาหรอก มันสำคัญที่คุณภาพการศึกษา ผมเชื่อว่าคนเราพอลำบากมา แล้วคนอื่นมาช่วย แล้วเรามีโอกาสช่วยคนอื่น คือถ้าเราสร้างความคิดแบบนี้มันจะมีประโยชน์มากกว่า

โครงการที่เราทำอยู่ประจำจะมี 2 โครงการ ส่วนมากผมจะไปทางภาคเหนือ ทุก 3 เดือนจะไปเชียงราย ไปหาเด็กดอย เด็กอาข่า เด็กม้ง เผ่าต่างๆ เหตุผลที่ไปจุดนี้เพราะว่าคนที่เขาอยู่เผ่า เขาจะอยู่ค่อนข้างจะไกล ขึ้นไปบนดอยประมาณ 2 ชั่วโมง ทั้งการแพทย์ทั้งความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพ วิธีการกิน เห็นความแตกต่างคือจริงๆ ตอนที่ไปครั้งแรกประมาณ 2-3 ปีที่แล้วเราก็เจาะจงว่าจะไปช่วยเขาเรื่องนี้เรื่องนั้น เราก็คิดว่าผู้ใหญ่คงไม่ค่อยแข็งแรง เด็กแข็งแรง

พอไปดูเราก็เห็นความแตกต่างว่าผู้ใหญ่เขาแข็งแรงกว่าที่เราคิดนะ เพราะว่าเขากินผัก เขาไม่ค่อยกินน้ำหวานกัน เขากินชา เขาเดินกัน กลายเป็นเด็กไม่ค่อยแข็งแรง เพราะว่าเด็กดูโฆษณา เด็กนั่งมอเตอร์ไซค์ ไปกินน้ำหวานไปกินขนม ฟันก็เริ่มผุ คือมันจะมีหลายอย่างที่เราเห็นความแตกต่าง

เราก็ไปให้ความรู้เรื่องวิธีการกิน เรื่องยาคือเวลาเราจะเอายาไปแจก อีกอย่างที่ผมรู้สึกว่าสำคัญคือ การที่เราเอาของไปแจกจ่าย เราต้องสอนวิธีการใช้สิ่งนั้น เพราะบางครั้งผมบอกเขาว่ายาพาราเซตามอล แก้ปวดหัวแก้ไข้ ผมก็ไม่ได้บอกเขาว่าทานอย่างไร เวลาเขารู้สึกไม่ดีขึ้น เขาก็ทานเยอะขึ้น หรือไม่กล้าทาน บางครั้งเราก็ต้องให้ความรู้ตรงนี้

แล้วที่ไปล่าสุดเพิ่งกลับมา จะมีทริป 3 แบบ คือเราจะแบ่งกลุ่ม ก็มีไป 5 โรงเรียน มีทั้งหมดประมาณ 600 คน ก็จะมีหน่วยหมอฟันไปด้วย หมอฟันเราก็จะตั้งตามจุดโรงเรียนก็ให้คนในหมู่บ้านเขามาขัดหินปูน อีกกลุ่มจะเป็นศิลปะ เหตุผลที่เรามีศิลปะ เพราะว่าเราอยากสร้างจินตนาการ จะมีให้เด็กเขาหลับตาจินตนาการว่าอนาคตเขาอยากเป็นอะไร จริงๆ ที่บ้านเขาไม่ได้สอนวัฒนธรรม ไม่ได้สอนสิ่งพวกนี้ สอนว่าเรามีที่นอน เรามีอาหารทาน ชีวิตเราก็ดีแต่จริงๆ เขายังมีความฝันได้ ก็ให้วาดรูปสิ่งพวกนี้

อีกกลุ่มก็จะสอนอนามัยการแปรงฟัน กลุ่มหนึ่งก็คือเรื่องสุขภาพ วิธีการกิน วิธีล้างมือซึ่งเรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากเลย เรื่องเชื้อโรคอะไรต่างๆ ก็เลยสอนแล้วจะสลับกลุ่มกัน มีกลุ่มการออกกำลังกาย ก็มีแจกยา แจกเสื้อกันหนาว ผ้าห่ม แจกอุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การศึกษา

ส่วนโครงการในกรุงเทพฯ ทุกอาทิตย์จะมีกิจกรรมที่หัวลำโพง มันจะมีศูนย์หนึ่งชื่อ เดอะฮับซึ่งเป็นของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ จะเป็นศูนย์สำหรับเด็กเร่รอน ศูนย์นี้เด็กสามารถเข้ามาได้จะมีอาหารวันละ 3 มื้อ มีที่อาบน้ำ มีที่เก็บเสื้อผ้าได้ จะมีกิจกรรมด้วย มีครู กศน.ไปสอนสัปดาห์ละ 2 วัน ผมจะเข้าไปสัปดาห์ละ 1 วัน ที่ผมเข้าไปก็คือ จะสอนเรื่องโรคติดต่อกับยาเสพติด ส่วนมากเด็กพวกนี้จะอยู่ในสภาพที่เสี่ยงมากเลย

จากประสบการณ์ที่ได้ไปช่วยหลายๆ พื้นที่ แล้วก็ในหลายๆ เคส เรื่องที่เจอแล้วประทับใจทุกครั้งที่ไป คือมันเป็นความแตกต่างของชีวิตคนคนเรามันเลือกไม่ได้ เรามีเด็กทุนคนหนึ่งนะครับที่ติดเอชไอวี น้องผู้ชายคนนี้เขาก็เกิดมาเป็นเอชไอวี คือพ่อ-แม่เขาเป็น เขาไปเรียนหนังสือ เขาก็ต้องเอายาไปกินวันละ 2 เม็ดด้วย ถามว่าเขาทำตัวเหมือนคนป่วยมั้ย เขาก็ไม่ได้ทำตัวเหมือนคนป่วย เพราะนั่นคือสิ่งที่เขารู้ ซึ่งไม่ได้เป็นชีวิตที่เขาเลือก แต่เป็นชีวิตที่เขารู้ ซึ่งคนเราบางอย่างเราเลือกได้บางอย่างเราก็เลือกไม่ได้

เรื่องแผนการณ์ในอนาคตสำหรับโครงการต่างๆ นั้น ด้วยความเป็นจริง คืออาจจะใช้คำว่ามูลนิธิ แต่เราอยากให้มันเป็นอะไร
ที่ใหม่ คือไม่อยากใช้วิธีที่เขาใช้กันว่าต้องจัดงานขอสตางค์ แต่เราจะร่วมมือกัน ซึ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้กับร้านหนึ่งที่เพิ่งเปิดใหม่ชื่อ BROCCOLI REVOLUTION มันจะเป็นร้านขายอาหารกับน้ำ ซึ่งน้ำทุกแก้วที่ขาย ไม่ว่าจะเป็นในร้านหรือนอกร้านคือ 9 บาท จะบริจาคให้สติ ซึ่งเป็นเหมือนวิธีที่เราดื่มอะไรเพื่อสุขภาพให้สุขภาพดีขึ้นแล้วเราได้ทำบุญด้วย ร้านนี้จะอยู่ตรงสุขุมวิท 49 ครับ

สำหรับเรื่องสติในการดำเนินชีวิตของผม ผมคิดว่าจริงๆ โตพอที่จะรู้เหตุกับผล บางอย่างที่เราทำเพื่ออะไร เมื่อก่อนผมเป็นคนที่อาจจะมองไกลไปหน่อย มีความฝันอยากช่วยโลกแต่ผมเชื่อว่าการที่เราอยู่กับปัจจุบัน แล้วเรารู้ว่าเราอยากทำอะไร วิธีต่างๆ มันจะเข้ามาเอง เด็กๆ คิดว่าต้องเป็นหมอ พอเราโตขึ้นก็รู้แล้วว่า ไม่ต้องเป็นหมอ คือมันจะมีเส้นทางบางอย่างพาเราไปเอง ขอให้เรารู้จุดหมาย”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: