star Retro : เล็ก-วิวัฒน์ ผสมทรัพย์ หน้าตาและอาชีพ คือ ใบเบิกทาง!?

Published ธันวาคม 7, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/191730

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
บ่วงนฤมิต, ลูกไม้ไกลต้น, แสงเทียน,คนละขอบฟ้า, ริษยา, รักพลิกล็อค นี่คือรายชื่อผลงานละครที่จ่อคิวออกอากาศในปีพ.ศ.2559 ของนักแสดงรุ่นใหญ่“เล็ก-วิวัฒน์ ผสมทรัพย์” ที่ต้องบอกว่าฮอตยิ่งกว่าพระเอก-นางเอก แต่ชีวิตของเขาไม่ได้เอกเขนก สตาร์เรโทรฯ สัปดาห์นี้พาไปกะเทาะ เซาะทุกแง่มุมของ เล็ก-วิวัฒน์ ที่คนส่วนใหญ่รู้จักเขาแต่เพียงหน้าตา

เรื่องบังเอิญ

สมัยก่อนเสื้อผ้าส่วนมากจะต้องตัด ไม่ค่อยมีขายสำเร็จรูป วันหนึ่งผมก็ไปตัดที่ร้านเลอบาตอง แถวสะพานควาย ก็ไปเจอ
“พี่กนกพร” ที่เป็นเจ้าของร้าน แล้วเขาก็ชวนไปถ่ายแบบเสื้อผ้าให้ เราก็ตื่นเต้นนะ ตอนนั้นเรียนใกล้จะจบพอดี เลยไปถ่ายที่เกตุวดีคนที่ถ่ายรูปคู่ด้วยครั้งแรกคือ “ตั๊ก-มยุรา”ถ่ายเสร็จ “คุณเล็ก” เจ้าของเกตุวดีก็ตัดผมให้แล้วพี่กนกพรก็บอกว่าจะแวะคุยกับ
“พี่กนกวรรณ ด่านอุดม” ซึ่งทำละครให้กับช่อง 5 และกำลังถ่ายทำเรื่องสี่แผ่นดิน เราก็ได้ไปพูดคุยรู้จักกับพี่กนกวรรณด้วย พี่เขาก็บอกว่าผมเสียงดีนะ เลยชวนให้มาเล่นละคร จำได้เลยว่าวันที่มาถึงกองถ่าย เขาก็เอาบทให้อ่าน แล้วให้เราไปนั่งอยู่ในห้องแต่งตัวได้เล่นเป็นชายน้อยในสี่แผ่นดิน โชคดีที่ว่าเราเป็นคนเรียบร้อยพูดจามีคะขาก็เลยพอจะเล่นได้ คือในบทจะต้องมีนั่งพับเพียบ พูดจาเรียบร้อย เลยพอจะเอาตัวรอดได้ แต่ว่ามือนี่สั่นเลย(หัวเราะ) แล้วเจอ “แม่กัณฑรีย์สิมะเสถียร” ซึ่งดุมาก สรุปว่าได้เล่นละครเรื่องแรกแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่ทันตั้งตัว จับมาเล่นสดๆเลย ถือเป็นก้าวแรกของผมในวงการละคร

พอเรื่องต่อมาพี่กนกวรรณก็ให้มาเล่นกับ “พี่อ๊อด-ภิญโญ ทองเจือ” เรื่องฟ้าเปลี่ยนสี ให้เรามาเป็น ท.ส. ตามพระเอก แต่ประทับใจที่สุด คือพี่อ๊อดพาไปสักน้ำมัน ไปเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์คง ซึ่งเขาก็ว่าสักเพื่อเมตตามหานิยม แต่รู้สึกว่าจะมีเรื่องเจ้าชู้เข้ามาด้วย (สาวมาตรึมเลย ?) ไม่รู้ (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็มีผลงานมาเรื่อยๆ บทบาทที่โดดเด่นมากๆ เป็นเรื่องน้ำตาลไหม้ ของ
“พี่ไก่-วรายุฑ” ซึ่งเรื่องนี้นักแสดงจะเยอะมาก มีหลายคู่ มี “เบิร์ด-ธงไชย” “พี่ตู่-นพพล”เราเล่นคู่กับ “พี่ตุ่ม-ชลิต” บทจะออกแนวตุ้งติ้งหน่อย แล้วอีกเรื่อง คือเรื่องนางเอก ที่ “บุ๋ม-รัญญา” เป็นนางเอกเรื่องแรก เราก็ได้เป็นพระเอกคู่ แล้วคาแร็กเตอร์ที่เราได้รับ มักจะเป็นแนวเรียบร้อยผู้ดีนิดๆ จนหลังจากนั้นก็ได้ลองมาเล่นเป็นตัวร้าย เพราะตัวร้ายที่เป็นผู้ดีไม่ค่อยมี ซึ่ง “คุณอารีย์
นักดนตรี” เป็นคนแนะนำ ในยุคนั้นจะมีนักแสดงรุ่นๆเดียวกันเข้ามาอีกหลายคน เช่น คุณดิลก ทองวัฒนา, คุณอภิชาติ หาลำเจียก,สมมาตร ไพรหิรัญ

ห้องเรียนการแสดงที่กว้างใหญ่

เรียนจากรอบตัวเราเลยครับ คืออาศัยครูพักลักจำ ได้ผู้กำกับเก่งๆ สอน แต่ละท่านหวังดีและเอ็นดูเรา และมีเหตุการณ์หนึ่ง
ที่ประทับใจที่สุดในชีวิต คือน้าอารีย์ใช้ให้ไปเอาบทกับ “แม่สุภาว์ เทวกุล” เราไปถึงบ้านก็มองหาว่าแม่อยู่ไหนนะ เราไม่รู้จักหรอกนะได้ยินแต่ชื่อ มีคนมาเปิดประตูและถามว่ามาทำอะไร เราบอกมารับบท เขาก็เชิญให้ไปนั่งและเขาก็ไปรดน้ำต้นไม้ไปตัดต้นไม้เลี้ยงปลาเราก็นั่งรอ สังเกตดูสักพัก นึกได้ว่านั่นมันแม่สุภาว์นี่นา เลยทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตที่แม่สุภาว์ทำ คือท่านกำลังบิ้วอารมณ์อยู่ผมประทับใจตรงที่ว่าเราได้รู้ว่าชีวิตคนเขียนบทเป็นอย่างนี้นี่เอง ครั้งหนึ่งที่เราได้เจอบรรยากาศแบบนี้ ก็รู้สึกประทับใจ บางทีก็มาเล่าให้ลูกฟังว่าสมัยก่อนเป็นแบบนี้นะ

นึกถึงวันวานแล้วสุขใจ

เป็นเรื่องราวที่ย้อนไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523 ถึงตอนนี้ก็ 35 ปีแล้ว ผมดีใจที่ผมได้มาอยู่จุดนี้ ตอนหลังได้มาสนิทกับ “พี่หนิง-
นิรุตติ์” พี่หนิงก็พาไปสักน้ำมันอีก ฉะนั้นสมัยก่อนที่ผมเจ้าชู้นี่ไม่ใช่เพราะตัวเรานะ เพราะอาจารย์ (หัวเราะ) (สรุปว่าเมื่อก่อนเป็นคนเจ้าชู้จริงๆ ?) ขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้มาก พอจะมีสาวๆ ในวงการที่คบกันบ้าง “พี่ตู่-นพพล” ยังแซวกันอยู่ถึงทุกวันนี้เลยครับ คืออาจจะด้วยความที่เราเป็นคนชอบเทคแคร์ ดูแลคนรอบข้าง เวลาไปงานต่างๆ เราจะชอบดูแลผู้สูงอายุ เขาก็เลยจะเอ็นดูเรา เพราะเราเป็นคนแบบนี้ เป็นห่วงเขา ทั้งการเดินการนั่ง ถ้าภรรยาไปพบปะญาติแล้วไม่มีเรา เขาจะถามถึงแล้วว่าทำไมเล็กไม่มาด้วย คือพอเราไปแล้ว แทนที่เราจะไปนั่งคุยกับพวกวัยรุ่น ผมชอบไปนั่งคุยกับผู้สูงอายุครับ

ผลงานที่ประทับใจ

ประทับใจเกือบทุกเรื่องนะ เพราะว่าผมเป็นคนที่มีความสุขกับการทำงาน แต่ถ้าเวลาเราเล่นไปแล้ว และเราย้อนกลับมาดูตัวเอง จะมีความรู้สึกว่าทำไมเราไม่เล่นอย่างนั้นนะ ทำไมไม่เล่นอย่างนี้ มันจะมีคำถามอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าจะถามว่าผมประทับใจ
เรื่องไหนที่สุดนั้นไม่มี นักแสดงคู่ขวัญก็ไม่มีครับผมจะเล่นสลับไปเรื่อยๆ พอเรามาเล่นเป็นตัวรองแล้ว เราจะไม่มีคู่ เรียกว่ายุคนั้นเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง คือผู้ร้ายจะดูดีดูรวย แต่งตัวเท่ใส่สูท (แทบไม่เคยเห็นเล่นเป็นคนจนเลย ?)นั่นสิ.. ไม่เคยเล่นจริงๆครับ ถ้าเป็นละครยาวไม่เคยเลย แต่ถ้าละครสั้นรับเชิญพอจะมีบ้าง

ครอบครัวใหญ่ที่แสนสุขสันต์

ผมเจอกับภรรยาตอนอายุ 35 ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองอายุมากแล้ว เลยคิดที่จะมีครอบครัว แฟนผมเป็นลูกนายทหารครับ หม่อมหลวงจิราวดี ชยางกูร ชีวิตคู่เราตอนนั้นไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ว่าไม่เป็นข่าว เพราะว่ายุคนั้นยังไม่มีปาปารัซซี่ และนักข่าวส่วนใหญ่ก็รู้จักเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว เลยเงียบๆ แล้วเราก็เป็นคนปิดเก่งด้วยมั้งอะไรที่ไม่ดีนี่ปิดเก่งเลย (หัวเราะ) พูดเล่น
เราแต่งงานแบบเปิดเผย แต่ว่าไม่ได้จัดใหญ่โตอะไร ก็สัญญากับแม่เขา ว่าจะดูแลอย่างดี(ข่าวคราวที่ว่าเราเจ้าชู้แฟนก็พอจะรู้?)
เขารู้ดีเลยครับ แต่ว่าเขาเป็นคนดื้อ เหมือนว่าเขาจะต้องเอาชนะคนเจ้าชู้อย่างเราให้ได้ซึ่งเราก็เจ้าชู้ไม่จริงหรอก (เสียงอ่อน) มีแต่ข่าวเท่านั้นแหละ คือภรรยาผมเขาเป็นคนหึงหวง แต่ก็ไม่แสดงออก ไม่เคยตาม ไม่เคยถามว่ากลับบ้านกี่โมง แล้วอาชีพอย่างเรานะ เขารู้ว่าทำงานไม่เป็นเวลา พอมีลูก เขาก็ทุ่มเทเวลาให้กับลูก ลูกคนแรกเป็นผู้ชายเราก็ว่าเขาทุ่มเทหนักแล้วนะ แต่พอมีลูกคนที่ 2 ยิ่งทุ่มหนักใหญ่ คือไปนอนแยกห้องอยู่กับลูกจนทุกวันนี้เลย

ตอนนั้นคุณแม่ภรรยาก็มาอยู่ด้วย เหมือนว่าเห่อหลานสาว แล้วก็มาคอยทำกับข้าวให้ทาน แล้วคุณพ่อก็ตามมาอีก เลยกลายเป็นครอบครัวใหญ่ ระหว่างนั้นเราก็ยังแสดงอยู่ แต่ว่ามีช่วงหนึ่งในชีวิตนักแสดงที่ผมอยากจะบอกรุ่นน้องว่า เราจะต้องเตรียม
ตัวไว้ คือช่วงคนอายุก่อน 40 หน่อยๆ กับหลัง 40 จะเป็นช่วงที่วัยมันก้ำกึ่ง เราจะหายหน้าไปจากจอ เพราะจะเล่นเป็นเพื่อนพระเอกก็ไม่ได้ จะเล่นเป็นพ่อก็ยังไม่เหมาะ บางคนจะตกใจตรงนี้นิดหนึ่ง เราเลยเงียบหายไปสักพัก ไปทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัว เลี้ยงลูก และพื้นฐานเราคือพ่อ-แม่ก็เลี้ยงลูกกันเองอยู่แล้ว ทุกวันนี้พ่อ-แม่ผม ยังอยู่ด้วยกัน พ่ออายุ 85
แม่อายุ 83 เขาก็เป็นคู่ที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กส่วนคุณพ่อของภรรยาเพิ่งเสียไปเมื่อ 2 ปี อยู่กับเรามา 20 ปี ที่เรามีผู้ใหญ่มาอยู่ที่บ้านด้วย คือหวังว่าลูกจะซึมซับจิตใจอ่อนโยนคนสมัยก่อนจะอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ลูกๆ จะได้ดูแลท่านด้วย

หวนคืนจออีกครั้ง

พี่ตู่-นพพล โทร.มาครับ ว่าให้มาเล่นละครให้หน่อย เพราะว่าเปิดบริษัทผลิตละครเอง “เป่าจินจง” เรื่องแรกหัวใจและไกปืน เล่นรับเชิญเป็นพ่อ “อเล็กซ์ เรนเดลล์” เป็นเรื่องแรกที่กลับมารับ หลังจากหายไปนาน เพราะกับพี่ตู่เราโตมาด้วยกัน เป็นกลุ่มเพื่อนกัน แต่ตอนนั้นข่าวก็ออกไปว่าเราเลิกเล่นละครแล้ว พองานนี้ออกไปคนเขาก็รู้แล้วว่าเรากลับมา ผมเล่นทั้งบทดีและร้ายคือชอบหมดครับ เพราะว่าเราสนุก มาเล่นมาอยู่กองได้หัวเราะเราก็มีความสุขแล้ว ไม่ห่วงเรื่องทางบ้าน เพราะว่าภรรยามีคนช่วยเลี้ยงลูกอีกคน คือพี่สาว เขามาอยู่ที่บ้านด้วย เราจะกลับตรงเวลากลับดึกเขาก็ไม่ว่า

นักแสดงเป็นอาชีพในฝันหรือเปล่า

ตอนนั้นไม่ทันนึกหรอกครับ คือพอเรียนจบจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คิดว่าจบไปก็คงจะรับราชการอะไรสักอย่าง แต่พอมันพลิกผันได้เดินแบบ และได้ค่าจ้างเป็นเสื้อผ้า คือได้ชุดที่เราใส่นั่นแหละมาใส่ ได้มาเล่นละคร ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่เราชอบและเรารัก (ให้หยุดเล่นละครได้ไหม?) ทำไม่ได้หรอก เราทำตรงนี้มีความสุขมากๆ คือ
สมมุติว่าถูกลอตเตอรี่ได้เงินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหาเงินอีกแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ เรายังอยากที่จะมาเจอเพื่อนๆ คือผมเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ เวลาเจอกันส่วนใหญ่เขาจะชอบพูดว่าเบื่อ คือเบื่อทำงานที่นี่แล้ว เบื่อทำงานบริษัท เบื่อเจ้านายบ้าง เบื่อลูกน้องบ้าง แต่เรายังโชคดีที่เราไม่เคยเบื่อเลย เราเจอคนหลากหลาย แล้วถึงแม้ว่าเราจะเจอเพื่อนคนเดิมแต่เราก็ตื่นเต้นที่เราเจอกันในบทบาทใหม่ๆ เราเปลี่ยนทั้งคนทั้งสถานที่องค์ประกอบเยอะมาก

ครอบครัวมีข้อจำกัดในการรับงานแสดงไหม

เขาไม่ได้ขออะไรครับ เพียงแต่ว่าเขาจะห่วงเรื่องสุขภาพผม เขาเหมือนจะรู้สึกภูมิใจในตัวพ่ออยู่ไม่น้อยนะสำหรับลูกๆ คือด้วยความที่เราเป็นดารา หน้าเราจะบอกอยู่แล้วว่าเราไม่ได้จะไปปล้นไปจี้ใครแน่นอน หมายความว่าเราจะไปติดต่ออะไรก็แล้วแต่ หรือว่าไปไหนมาไหน เราเดินในบ้านใครสักคนไปเคาะประตู หรือว่าถามทาง เขาก็ออกมาคุยกับเราได้เลย ไม่ว่าสถานที่ราชการอะไรส่วนใหญ่จะมีแต่รอยยิ้ม จะได้เปรียบตรงนี้ที่อาชีพเราและหน้าเรามาการันตีตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นความสุขของผมและครอบครัวครับ เวลาไปทานข้าวไปซื้อของเขาก็มีลดเปอร์เซ็นต์ให้

ความภูมิใจในฐานะคุณพ่อ

คือลูกชายคนโตเพิ่งเรียนจบครับที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้เป็นผู้แทนบัณฑิตในการนำกล่าวถวายคำปฏิญาณด้วย เราก็แอบปลื้มใจเล็กๆ นะ ส่วนลูกสาวเพิ่งจะเข้าแพทย์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องยอมรับว่าลูกๆ ได้แม่เขาดูแลอย่างดี เลยทำให้เราคนเป็นพ่อพลอยมีความสุขและปลื้มใจไปด้วยถ้าถามว่าเขามีแววที่จะมาเป็นนักแสดงเหมือนเราไหม ผมว่ายังไม่มีนะ เขาจะเน้นเรื่องเรียนกันมากกว่า แต่ลูกสาวเขาจะมีกิจกรรมรำไทยอะไรควบคู่ไปด้วย พอโตขึ้นมาก็ไปเป็นหรีด มีกิจกรรมบ้าง ไม่เน้นวิชาการอย่างเดียว เขาเป็นนักกิจกรรมพอสมควร และผมก็ยังเชื่อว่าคนเรามีอะไรที่ลิขิตไว้นะ
(สิ่งที่ห่วงลูกๆ?) ลูกชายเขาเรียนจบแล้วก็จริง แต่ว่าก็ยังจะต้องเรียนต่อ เราก็ต้องดูพัฒนาการของเขา ส่วนลูกสาวถึงแม้จะสอบติดแพทย์ แต่ความรู้สึกเรามองว่าเรียนยากนะ ต้องเรียนหนัก แต่อนาคตการันตีเขาแล้วว่าจบออกมาเขาจะประกอบอาชีพอะไร

สิ่งที่อยากจะทำในวงการบันเทิง

ผมอาจจะมาลุ้นเรื่องลูก เพราะว่ามีลูกช้า คนอื่นลูกเขาโตกันหมดแล้ว ดังนั้นเราก็เลยกำลังสนุกกับเขา อนาคตเราไม่ค่อย
นึกถึงแล้วล่ะ แต่ก็แอบคุย แอบแซวกันกับ หมู-ดิลก ว่าเมื่อไหร่จะเป็นผู้จัดละครบ้างเขาก็ถามเรากลับเหมือนกัน เลยบอกไปว่า
เดี๋ยวอีกปีเราค่อยมาคิดใหม่แล้วกัน เพราะว่าเราอายุเท่ากัน ปีหน้า 60 ค่อยมาคิดกันแต่ ณ วันนี้คือยังไม่คิดที่จะทำครับ

คติในการดำเนินชีวิต

ผมวิเคราะห์ตัวเอง คิดว่าตัวเองโชคดีที่ไม่อิจฉาริษยาใคร พยายามจะถ่ายทอดความรู้สึกนี้ว่าเราไม่อิจฉาไม่ริษยาใคร แล้ว
เราก็พยายามเรียนรู้ว่าเรากำลังจะเจอกับอะไร เราอย่าไปหวังสูงมากเพราะถ้าไม่สมหวังเราจะเสียใจ และจะไปมองเขาต่ำไปก็ไม่ดี แต่ถ้าคนที่สูงๆ เก่งๆ เราก็พยายามเรียนรู้จากเขาพร้อมที่จะเรียนรู้จากเขา เพราะว่าชีวิตเราไม่ได้อยู่แค่นี้ เราต้องก้าวเดินไป ส่วนใหญ่จะเน้นทำให้ครอบครัวมีความสุข ถ้าครอบครัวมีความสุขก็ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราลำบากแล้วล่ะ

คงต้องรอลุ้นกันว่าจะมีผู้จัดละครหน้าใหม่ที่ชื่อ “เล็ก-วิวัฒน์ ผสมทรัพย์”มาสร้างสรรค์ผลงานหน้าจอโทรทัศน์บ้านเราหรือไม่!?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: