ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม

Published ธันวาคม 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150118/199629.html

กิน-ดื่ม-เที่ยว : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2558
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม
ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม

ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์

                              ช่วงสัปดาห์นี้ (17-19 มกราคม 2558) ใครผ่านไปแถวสุโขทัย อาจจะได้เห็นความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีการจัด ‘งานวันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช’ เป็นการเฉลิมฉลอง มีทั้งขบวนแห่ กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านสมัยพ่อขุน งานออกร้าน การแสดงแสง สี เสียง ที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ในเขตเมืองเก่า
                              สุโขทัย เป็นราชธานีแห่งแรกของไทย มีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง สืบสายกษัตริย์ปกครองประชาราชหลายพระองค์ แต่อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองที่สุดในยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ซึ่งเราสามารถศึกษาเรื่องราวในอดีตผ่านร่องรอยอารยธรรมทางสังคม งานศิลปะ และสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัยที่ยังหลงเหลืออยู่ และได้รับการยกย่องให้เป็น มรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก
                              “รุ่งอรุณแห่งความสุข” ความหมายของชื่อเมืองสุโขทัย และก็ให้น่าแปลกใจ ที่ฉันต้องออกจากที่นอนอุ่นๆ ในห้องพัก เพื่อเดินทางเข้าไปที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เพื่อดูแสงแรกในเขตเมืองเก่าตอนฟ้าใกล้สาง แม้ฟ้าจะไม่เป็นใจ แต่ก็ได้เห็นความอ้อยอิ่งของบรรยากาศโดยรอบ
                              อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตั้งอยู่บนถนนจรดวิถีถ่อง ทางหลวงหมายเลข 12 สายสุโขทัน-ตาก อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง ห่างจากตัวจังหวัดสุโขทัยราว 12 กิโลเมตร ภายในบริเวณอุทยานประวัติศาตร์ มีสถานที่สำคัญๆ ครบถ้วน แม้จะเสียหายไปบ้างตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นส่วนพระราชวัง ศาสนสถาน โดยรอบมีคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองโบราณล้อมรอบพื้นที่กว่า 70 ตารางกิโลเมตร รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส
                              รถที่นำเข้าไปในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ต้องเสียค่าธรรมเนียม หรือจะเลือกจอดรถแล้วใช้บริการรถรางนำชม ในราคาแค่10 บาทสำหรับคนไทย และ 20 บาทสำหรับชาวต่างชาติ การเข้าชมโบราณสถานที่สำคัญๆ ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับคุณค่าต่างๆ ที่เราได้รับ ถือว่า ถูกแสนถูก  เพราะคนไทยเสียแค่ 10 บาท(ตั๋วรวม 30 บาท) ส่วนชาวต่างชาติ 40 บาท(ตั๋วรวม 150 บาท) หรือใครจะเช่าจักรยานปั่นก็ยังได้
                              ส่วนฉัน ขอไปนั่งอ้อยอิ่งที่บริเวณด้านหน้าของวัดมหาธาตุ และเนินปราสาท ที่สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นฐานปราสาทราชวังของกษัตริย์เมืองสุโขทัย กรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2526  ส่วนวัดมหาธาตุนั้นเป็นวัดใหญ่ มีพระเจดีย์มหาธาตุทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ เป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน และเจดีย์ทรงปราสาทก่อด้วยอิฐที่ได้รับอิทธิพลมาจากล้านนา  ด้านตะวันออกบนเจดีย์ประธานมีวิหารขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ปัจจุบันได้รับการเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพมหานคร
                              พอสายๆ ก็กลับไปเตรียมตัวท่องเมืองเก่าสุโขทัย เริ่มต้นกันที่ หอพระพุทธสิริมารวิชัย เป็นอาคารที่สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมสุโขทัย ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2.09 เมตร สูง 2.90 เมตร เป็นพระพุทธรูปโบราณสมัยสุโขทัย เคยประดิษฐานที่วัดใหม่ เมืองเก่าสุโขทัย ก่อนอัญเชิญไปไว้ที่วัดราชธานี ต่อมาในปี 2511 เกิดไฟไหม้ พระพุทธรูปได้รับความเสียหาย ต่อมาได้มีการสร้างหอพระพุทธสิริมารวิชัย และบูรณะองค์พระขึ้นใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระราชินี 62 พรรษา ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปดูด้านในของหอพระแห่งนี้ จะเห็นว่า ลวดลายจิตกรรมฝาผนังด้านหนึ่งเป็นภาพเมืองเก่าสุโขทัย ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นภาพที่ในหลวงและราชินีเสด็จพระราชดำเนินมาที่สุโขทัย
                              ด้านหน้าหอพระ ขึ้นเกวียนเทียมวัว สูงขนาดต้องปีนขึ้น แต่เขามีบันไดให้ปีนขึ้น เกวียนนั่งกันได้เต็มที่ 4-5 คน(รวมคนขับ) ค่อยๆ สตาร์ทเดินทางไปตามถนน เสียงกุ๊บกั๊บ ไปเรื่อย ผ่านแนวคูเมือง มองเห็นของร่องรอยเตาทุเรียง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีเครื่องปั้นดินเผาสุโขทัยขนาดใหญ่ในอดีต ที่มีมากมายเอบ 100 เตา อายุอานามราวๆ พุทธศตวรรษที่ 18 แต่วันนี้บางแห่งก็กลายเป็นเนินดิน  เครื่องปั้นดินเผาที่พบบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นประเภทถ้วยชาม มีขนาดใหญ่ น้ำยาเคลือบขุ่น สีเทาแกมเหลือง มีลายเขียนสีดำ ส่วนใหญ่ทำเป็นรูปดอกไม้ ปลา และจักร
                              เกวียนพาเดินต่อไปเรื่อยๆ บางช่วงก็มีวิ่ง จนคนบังคับต้องคอยรั้งๆ ไว้บ้าง ยกเว้นตอนขึ้นเนินเล็กๆ ก็ต้องปล่อยตามสเต็ปวัวไป  บอกเลยว่า บรรยากาศที่ร่มรื่น รถเงียบๆ ผ่านร่องรอยของอดีตแบบนี้ การเที่ยวชมโดยใช้บริการนั่งเกวียน หรือปั่นจักรยาน เป็นอะไรที่ฟินสุดๆ แล้ว
                              รถมาพามาหยุดที่หน้า วัดศรีชุม วัดนี้ไง ที่ใครๆ เคยร่ำลือกันว่า “พระพุทธรูปพูดได้” ซึ่งหมายถึง พระอจนะ พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 11.30  เมตร ซึ่งประดิษฐานในวิหารรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว เหลือเพียงผนังทั้งสี่ด้าน ผนังแต่ละด้าน ก่ออิฐถือปูนอย่างแน่นหนา ผนังทางด้านใต้มีช่องให้คนเข้าไปภายใน และเดินขึ้นไปตามทางบันไดแคบๆ ถึงผนังด้านข้างขององค์พระอจนะ มีเรื่องเล่ากันว่า ช่วงก่อนที่ทหารออกรบ จะมาไหว้พระขอพรที่วัดนี้ ซึ่งพระมหากษัตริย์จะตรัสปลุกขวัญทหารหาญที่ช่องด้านข้างองค์พระนี่เอง จนเป็นที่ร่ำลือกันว่าพระพุทธรูปพูดได้ ที่วัดนี้ยังมีภาพเขียนสีอายุเกือบ 700 ปี แต่เสียดายว่าเลอะเลือนเกือบหมด
                              การเข้าไปไหว้พระจะต้องถอดรองเท้าไว้ด้านนอกทั้งที่วิหารพระอจนะ และวิหารข้างๆ ที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่
                              ออกจากวัดศรีชุม ก่อนพ้นเขตเมืองเก่า แวะ วัดตระพังทอง เป็นวัดที่โดดเด่นบนเกาะกลางน้ำ ริมถนนวิถีถ่อง ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง  มีสะพานไม้เชื่อมจากถนน เข้าถึงบริเวณวัด 2 ด้าน ตัวอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ผิดกับโบสถ์ทั่วไป ที่สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออก สันนิษฐานว่า เป็นการสร้างหันหน้าไปทางเมืองหลวงเก่า ด้านในประดิษฐานหลวงพ่อขาว พระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ใหญ่งดงาม หน้าตักกว้าง 79 นิ้ว สูง 72 นิ้ว บริเวณวัดร่มรื่นมีมณฑปที่สร้างครอบรอยพระพุทธบาทจำลองสมัยสุโขทัย จำหลักเป็นลายมงคล 108 สลักบนศิลา เป็นรอยพระบาทเบื้องขวา ภายในรอยพระพุทธบาทเป็นลายจำหลักลายชาดก ซึ่งตารมประวัติระบุว่า พระมหาธรรมราชาลิไททรงให้จำลองมาจากศรีลังกา
                              ข้ามสะพานไปบริเวณลานจอดรถข้างวัด ยังมีศาลพระร่วง ที่มีขอมดำดิน ตรงข้ามกันทางวัดจัดสร้างเป็นตลาดให้แม่ค้ามาขายของฝาก ของที่ระลึก เป็นระเบีรยบเรียบร้อยด้วย
                              ไหนๆ มาถึงวัดนี้ และเมืองเก่าแห่งนี้ เลยต้องชิม ขนมพระร่วง ให้สมกับเป็นเมืองที่มีตำนานพระร่วงเสียหน่อย  บรรดาแม่บ้าน ช่วยกัน นำข้าวเปลือกข้าวเหนียวมาคั่วในกระทะให้แตกเป็นข้าวตอก พอฝัดเอาเปลือกทิ้ง ก็นำมาตำพอแหลก แล้วนำไปคลุกเคล้ากับน้ำกะทิผสมน้ำตาลโตนด ลอยดอกมะลิ คลุกเคล้าพอปั้นเป็นก้อน แล้วนำไปคลุกข้าวตอกที่ตำละเอียดอีกครั้ง เท่านี้ก็ได้เป็นขนมพระร่วง ขนมไทยสมัยเก่าก่อน ที่หวานอร่อยและหายากเข้าไปทุกที
                              สุโขทัยวันนี้ แม้จะต้องตั้งใจจึงไปถึง แต่พอได้ไปแล้วเหมือนมีพลังดึงดูด ให้ต้องกลับไปซ้ำ เพราะเมืองเล็กแห่งนี้ อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่ชวนค้นหานอกหน้าหนังสือประวัติศาสตร์จริงๆ
————————
(ชวนเที่ยว : อรุณรุ่ง เมืองพ่อขุนราม : เรื่อง / ภาพ … นพพร วิจิตร์วงษ์)

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: