กายร้าว ใจแกร่ง มนุษย์ล้อมหัศจรรย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2558 เวลา 11:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/383654

กายร้าว ใจแกร่ง มนุษย์ล้อมหัศจรรย์

โดย…โจ เกียรติอาจิณ ภาพ ภควัตร ภูมมินทร์/โสภณ ฉิมจินดา

อายุ 38 เรียนจบด้านการถ่ายภาพ ครอบครัวทำธุรกิจขนส่ง รักการเดินทางท่องเที่ยว ชีวิตแทบไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย เมื่อเทียบกับเพื่อนคนอื่นๆ ทว่าจุดพลิกผันก็ดันมาเกิดขึ้นกับ “โสภณ ฉิมจินดา” ปี 2546 ธุรกิจครอบครัวย่ำแย่ถึงขั้นล้มละลาย เขาเองก็ต้องกลายมาเป็นผู้พิการ เพราะเหตุรถร่วงตกเหว โอละเห่!!! โอละพ่อ!!! โชคชะตาช่างเล่นตลกร้ายกับเขาจริงหนอ วันนี้เขาเจียดเวลามานั่งเล่าให้ฟังยาวๆ ราวกับฉากหนึ่งในละครดราม่าหลังข่าวก็มิปาน

ธุรกิจล้ม ครอบครัวเจ๊ง

ผูกปิ่นโตกับ ร.ส.พ. (องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์) มายาวนานในฐานะผู้รับสัมปทานระบบขนส่งสินค้าในกรุงเทพฯ ครอบครัวของโสภณทำธุรกิจขนส่งมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ต่อเนื่องมาจนยุคเขา แม้เขายังไม่ใช่ตัวหลักของครอบครัว แต่ความเปลี่ยนแปลงก็อยู่ในสายตาเขาตลอดเวลา ความรุ่งโรจน์ อู้ฟู่ สุขสบาย มีคนงานจำนวนมาก รถบรรทุกหลายสิบคัน เม็ดเงินไหลเวียนในธุรกิจปีละไม่น้อย ทุกชีวิตยิ้มร่ากับสิ่งที่เห็นและเป็นไป ยิ่งเฉพาะโสภณผู้เป็นความหวังที่จะมาสานต่อธุรกิจครอบครัว ดูเหมือนมีเป้าหมายชัดเจนว่าหลังเรียนจบด้านการถ่ายภาพ (ปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีการถ่ายภาพและภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) เขานั่นล่ะ คือ เถ้าแก่น้อยที่จะมารับไม้ต่อจากพ่อแม่

 

เพราะไม่มีอะไรแน่นอน ชีวิตที่ว่าดีๆ ก็มีอันต้องเป็นไป โสภณเจอมาแล้วกับตัว ครอบครัวล้มละลาย คำนี้เขาก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะต้องมาเจอ ทุกอย่างล้มครืนในพริบตา เหลือเพียงเศษซากความสำเร็จ ทิ้งความสวยหรูไว้เบื้องหลัง โสภณตบหน้าตัวเองจังๆ หยิกเนื้อตัวเองจนเลือดซิบ เจ็บ!!! ใช่มันเจ็บ เพราะนี่ไม่ใช่ในละครโทรทัศน์ แต่มันคือชีวิตจริง จริงแท้แถมยังดราม่าสุดๆ ครอบครัวพระเอกล้มละลาย แล้วกลายมาเป็นยาจก

“ครอบครัวผมมีธุรกิจเดียว พอล้มมันก็ล้มแบบลงฟูก ไม่ได้ล้มลงที่นอนนุ่มๆ เลยนะ ทุกอย่างเหมือนกลับไปหาศูนย์ ผมและครอบครัวต้องเซตซีโร่กันใหม่ เพราะมันมีธุรกิจเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตทุกคน อย่างอื่นไม่มีเลย โชคดีว่ามันยังเหลือบ้าน ซึ่งเป็นบ้านที่ผมซื้อไว้ตอนอายุ 24 เป็นบ้านหลังปัจจุบันที่ผมและครอบครัวยังใช้ชีวิตอยู่นี่ละครับ

ตอนที่ครอบครัวล้มละลาย พ่อแม่ผมก็อายุมากแล้วนะ ผมเป็นลูกชายคนกลาง มีพี่สาวและน้องชาย พอเรียนจบผมก็ต้องมาช่วยธุรกิจต่อแบบไม่มีเงื่อนไข ผมเข้ามาดูแลด้านบัญชี ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวด้านการเงินว่าเป็นยังไง ดีไม่ดี ผมเห็นมาโดยตลอด แต่ก็ยังประคับประคองให้ธุรกิจอยู่ไปต่อ เพราะมันก็ยังไม่ถึงขั้นต้องเลิกกิจการ”

 

เมื่อทุกอย่างสุดจะทานไหว โสภณและครอบครัวจึงปล่อยให้ชีวิตเดินไปตามทางของมัน ล้มก็คือล้ม และไม่มีความจำเป็นต้องยื้อไว้ สิ่งที่เขาทำได้ ณ ตอนนั้น คือ ธุรกิจล้ม แต่พลังใจอย่าล้ม…เด็ดขาด

“มันเหมือนไร้ทิศทางครับ ถึงแม้ผมจะรู้มาก่อนและสัญญาณร้ายก็บอกตลอด จากรายรับเดือนละล้าน ก็ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ เหลือหลักแสนหลักหมื่น จริงๆ มันก็มีพัฒนาการของมันนะจะว่าไป มันไม่ได้มาแบบล้มตึงทันที ค่อยๆ ครับ ตอนนั้นผมรู้แค่ว่าเมื่อสถานการณ์การเงินไม่ดี ก็ต้องทำสถานการณ์การเงินให้ดี ผมก็ไปกู้เงินนอกระบบมาหมุนในธุรกิจ ซึ่งทุกอย่างมีดอกเบี้ย มันก็เดินไปๆ ส่วนเงินที่ผมรอจากรัฐวิสาหกิจมันไม่มีดอก แต่ก็ต้องรอต่อไปๆ ทำให้สถานการณ์การเงินมันไม่บาลานซ์ สุดท้ายมันก็ล้ม

บ้าน ที่ดิน รถ ถูกยึดหมดทุกอย่าง รวมทั้งรถร่วมที่ทำธุรกิจด้วยกันอีกประมาณ 30 คัน และพนักงาน คนขับรถและเด็กรถ ก็ต้องเลิกจ้างไป ผมก็ไป พวกเขาก็ต้องไป (หัวเราะ) ไม่มีใครดูแลใครละ ต่างคนต้องดูแลตัวเอง ผมและครอบครัวชีวิตก็พลิก จากมีกลายเป็นไม่มี แต่ทุกคนก็ต้องอยู่ให้ได้ ผมพูดเสมอกับพ่อแม่และน้องชาย ส่วนพี่สาวก็ไม่ได้มายุ่งละ เพราะมีครอบครัวของเขา ไม่ได้ให้กำลังใจอะไรมากมายครับ แค่บอกว่าทุกคนต้องไปต่อ ใช้ชีวิตต่อ แม้มันอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ต้องอยู่กับมันให้ได้”

 

บทเรียนราคาแพงครั้งนั้น สอนโสภณให้เรียนรู้หลายๆ แบบฝึกหัด ชีวิตไม่มีอะไรง่ายและความไม่แน่นอนย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน จงเตรียมพร้อมและยอมรับ ที่สำคัญทุกคนต้องเดินไปด้วยกัน เขายอมรับว่าเขาโชคดีที่ครอบครัวเขายังเหนียวแน่น นั่นอาจเป็นคีย์เวิร์ดที่ทำให้เขาก้าวพ้นความเลวร้ายมาได้จนถึงทุกวันนี้

“ไม่ได้โทษใครเลยครับ เพราะมันไม่ใช่ความผิดของใคร แต่มันคือสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัวผมและะธุรกิจของผม พ่อแม่ผมก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจมาก่อน ครอบครัวผมก็ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ทุกอย่างมันคือการลองผิดลองถูก จากคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์แล้วกระโดดเข้ามาทำ มันก็อาจจะมีอะไรที่ผิดพลาด ผมว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอนครับ แต่ก่อนผมมักจะบอกกับตัวเองว่าผมเป็นคนโชคดีจัง ครอบครัวดี เพื่อนดี ได้ทำงานดี แต่วันหนึ่งมันก็ไม่เหลืออะไรเลย เมื่อวานมี วันนี้อาจจะไม่มี จริงๆ เลยนะครับ สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนความคิดผม คือ จงอยู่กับปัจจุบันและจงมีความสุขกับชีวิต ณ ปัจจุบัน”

จากคนปกติสู่ชายพิการ

แรกเห็นโสภณก็นึกว่าขาเขาถูกตัด แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เขานั่งมาบนวีลแชร์นั้นขายังมี มือเขาจับขาตัวเองโชว์ แต่ที่เขาเดินไม่ได้ เพราะกล้ามส่วนล่างตาย

 

ความพิการของเขาเกิดตอนที่ครอบครัวกำลังจะล้มครืน ปีเดียวกัน เขาจำแม่น แต่คนละเวลา ทริปนั้นเขากับเพื่อนขึ้นเหนือเพื่อไปสำรวจสถานที่สำหรับทำโครงการอาหารกลางวันเด็กชาวเขา จ.ตาก ดูเหมือนก็ไม่น่าจะมีอะไร โสภณก็คิดเช่นนั้น เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมาเขาเคยทำโครงการเหล่านี้อยู่อย่างต่อเนื่องและลงภาคสนามไม่ขาด

แต่แล้วความฝันที่วาดหวังไว้ก็กลับดำมืด เมื่อขากลับหลังการสำรวจโรงเรียนเสร็จสิ้น รถที่บรรทุกเขาและเพื่อนก็เกิดอาการเป๋ แค่นั้นก็น่าจะยังพอควบคุมไหว ถ้าโชเฟอร์หยุดรถให้ผู้โดยสารกระโดดลงจากรถ แต่กลายเป็นว่ารถกระบะบุโรกลับแล่นฉิ่วไปอย่างเร่งรีบ คนขับไม่สามารถบังคับรถได้ ตายละหว่า!!! พลันที่โสภณและเพื่อนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รถเจ้ากรรมก็ลอยละลิ่วในอากาศและดิ่งร่วงสู่เหวลึก

“ผมน่ะเป็นคนชอบโบกรถเที่ยวอยู่แล้ว โบกตั้งแต่อายุ 14 ทริปนี้ผมก็ใช้วิธีโบกรถ โดยมีเป้าหมายคือไปสำรวจโรงเรียนที่จะทำโครงการอาหารกลางวัน ซึ่งเรื่องงานจิตอาสานี่ผมก็ทำมาตลอด ยิ่งผมพอมีกำลังที่จะช่วย ก็เต็มที่เลย ทริปนี้การสำรวจเป็นไปด้วยดีและมีการคุยกับชาวบ้านว่าจะกลับมาทำอะไรยังไงบ้าง ผมกับเพื่อนอีก 3 คน ก็กะว่าจะโบกรถไปแม่ฮ่องสอนต่อ รอรถตั้งแต่ 11 โมง มีรถผ่านมาคันเดียว คันเดียวจริงๆ ครับ ตอน 4 โมงเย็น พวกเราก็ขอติดรถคันนี้ไป สภาพอากาศปกติครับ ไม่มีฝน ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคเลย แต่รถไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มันเก่ามากครับ คนขับเป็นผู้ชายมากัน 2 คน พวกเรานั่งหลังกระบะ รถวิ่งไปได้สักพักก็ต้องจอดซ่อม เพราะมีปัญหาเรื่องเบรก ระหว่างนั้นคนขับกับเพื่อนเขาก็ดื่มเบียร์ไปด้วย พวกเราไม่ได้ดื่มนะ ซ่อมเสร็จก็ไปต่อ ผมนั่งอยู่หลังกระบะความรู้สึกตอนนั้นรถขับเร็ว อีกความรู้สึกผมก็บอกว่าเอาน่ะคนพื้นที่ เขาคุ้นเส้นทาง ก็ขับยังงี้แหละ เส้นทางขึ้นเขาครับ คิดดูละกัน กำลังเคลิ้มๆ จะหลับ ผมก็รู้สึกว่ารถมันเสียการทรงตัว สั่นโยก ปึงปังๆ จังหวะนั้นผมรู้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นถ้าผมยังอยู่กับมันและมีสติ นั่นแสดงว่าผมยังไม่ตาย รถเหมือนค่อยๆ ดิ่งลงเหว คอยๆ นะครับ ไม่ได้ดิ่งรวดเดียว เพราะมันชนหินชนต้นไม้ แล้วมันก็มาหยุดที่
กอไผ่และพลิกคว่ำ”

 

โสภณรู้สึกตัว ความรู้สึกแรกเขาบอกตัวเองไม่ตายละ ลืมตาได้ สติกลับมา เขากวาดสายตามองหาเพื่อนทั้ง 3 แต่ปรากฏว่าทุกคนค่อยๆ คลานออกมาจากซอกหลืบในเหวลึก พวกเขาเดินได้สบาย ไม่มีใครเจ็บหนัก โสภณสบายใจไปเปลาะหนึ่ง แต่ตัวเขาเล่า สบายดีใช่ไหม

“เพื่อนแต่ละคนไม่มีใครเป็นอะไรเลย ส่วนคนขับแขนหัก พอรู้ว่าคนอื่นสบายดีผมก็สบายใจ แต่แป๊บเดียวเท่านั้นผมรู้สึกว่าผมเจ็บหลังมากกกกก แล้วก็ไม่มีความรู้สึกตั้งแต่เอวลงไป เหมือนมันชาท่อนล่าง นอนนิ่งโดยที่ตัวยังติดกับรถ ต่างกับคนอื่นๆ ทุกคนหลุดออกไปจากตัวรถ ขยับไม่ได้นี่เจ็บมากๆ ครับ”

ที่เกิดเหตุไม่ห่างจากตัวหมู่บ้านมากนัก โสภณบอกว่าจุดนั้นน่าจะอยู่ก่อนถึง อ.สบเมย ราว 5 กิโลเมตร เขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลประจำอำเภอ หมอตรวจสภาพร่างกายคนไข้ ผลออกมาคือกระดูกไขสันหลังแตกหัก หนักหนาเกินกว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กจะจัดการได้ เขาถูกส่งต่อไปที่ จ.เชียงใหม่ และมาจบที่กรุงเทพฯ

“อยู่เชียงใหม่ประมาณ 4 วัน จากนั้นก็ถูกส่งต่อมาผ่าตัดที่โรงพยาบาลเลิดสิน นอนอยู่โรงพยาบาลเดือนครึ่ง ส่วนที่ผ่าตัดคือกระดูกไขสันหลัง เสียหายอย่างหนัก กระดูกต่อได้ แต่เส้นประสาทต่อไม่ได้ มันก็เลยมีผลตั้งแต่เอวลงไปไม่มีความรู้สึกร้อยเปอร์เซ็นต์ ระบบเลือดไหลหล่อเลี้ยงปกติ แต่เส้นประสาทการรับรู้ไม่ทำงาน พอรู้ว่าตัวเองต้องพิการก็พยายามจะไม่คิดอะไรมาก ปกติผมก็เป็นคนคิดบวกอยู่แล้ว ก็เลยทำใจได้ระดับหนึ่ง ยิ่งมาเจอกับสถานการณ์เลวร้ายในครอบครัว มันเหมือนดับเบิ้ลเลยนะ เรื่องร้ายมาเจอกันและไล่เลี่ยกัน ลบกับลบมันเลยทำให้ผมต้องกลายเป็นบวกโดยอัตโนมัติ ตอนนั้นต้นทุนความเศร้ามันไม่มีเหลือให้คิดละ”

 

ผมนี่ล่ะ…มนุษย์ล้อ

ผ่านไปกี่ปี ภาพจำอันเลวร้ายก็ไม่เคยเลือนหายไปจากโสภณ ไม่ว่าจะธุรกิจล้มละลาย หรืออุบัติเหตุรถดิ่งเหว แต่เขาก็ไม่นำตัวเองไปจมจ่อมอยู่กับความเลวร้ายนั้น ผ่านไปก็ให้ถือว่าเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ ใครไม่เจอ จ้างให้ก็บอกไม่ได้ว่ามันหนักหนาสาหัสเยี่ยงไร

“ผมไม่ได้ทำใจนะครับ แต่เพราะผมไม่มีเวลาที่จะมาสนใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วต่างหาก ผ่านแล้วก็ผ่านไป อย่างที่บอกผมเป็นพวกประเภทคิดบวก ถ้าใจไม่คิดลบ ไม่ว่าจะเป็นอะไร เจออะไรมา ไม่มองว่าชีวิตมันแย่ตลอด ชีวิตก็จะมีกำลังใจนะครับ มันต้องเริ่มต้นใหม่กับตัวเอง เมื่อไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิม ผมเป็นคนถามหมอว่าผมจะกลับมาเหมือนเดิมมั้ย หมอไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ส่ายหน้าแทน นั่นมันก็ชัดเจนแล้วล่ะ ว่าผมต้องมาตั้งต้นชีวิตใหม่ ทำอะไรใหม่ๆ กับการเป็นคนพิการ

ตอนนั้นผมอายุ 25-26 มันเป็นวัยที่ผมสามารถที่จะช่วยกอบกู้และพาครอบครัวเดินไปหลังล้มละลาย แต่กลายเป็นว่าผมต้องมาเป็นคนพิการซะเอง ช่วยครอบครัวไม่ได้ละ กลายเป็นผมมาเป็นภาระพ่อแม่ รู้สึกครับ แต่ก็ไม่ฟูมฟายและพยายามจะตั้งสติ และเดินหน้าต่อ นอนนิ่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ผมก็เริ่มถามหมอถามคนรู้จักว่ามีที่ไหนบ้างที่เป็นที่สำหรับคนพิการ ผมก็ไปเจอโรงเรียนพระมหาไถ่ พัทยา ก็ให้หมอเซ็นรับรองการเป็นคนพิการเพื่อจะได้ใช้สิทธิได้เต็มที่”

ล้มแล้วต้องเดินหน้าต่อ ลมหายใจไม่ดับมอด ชีวิตก็ยังมีความหวัง หนุ่มพิการอย่างโสภณไม่รอวาสนา เขาพาตัวเองก้าวกำแพงความพิการ ไปเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเพิ่มเติมที่โรงเรียนพระมหาไถ่ พัทยา พัฒนาฝีมือจนล้ำหน้าสามารถสร้างอาชีพใหม่ให้แก่เขา บวกกับความรู้ด้านการถ่ายภาพที่เขาร่ำเรียนมา นำมาต่อยอดเป็นงานที่เขารักและภูมิใจ ทำรายการโทรทัศน์เชิงท่องเที่ยว รวมทั้งมีโอกาสเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ปลุกฝันและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนที่กำลังท้อแท้ เขาคือมนุษย์ล้อ ใช้ชีวิตอยู่บนรถวีลแชร์วันละหลายชั่วโมง แต่โสภณก็มีความสุขกับมัน ล่าสุดเขาก็หันมาทำภาพยนตร์สั้น ส่งเข้าประกวดและคว้ารางวัลชนะเลิศ (attitude SHORT FILM ครั้งที่ 1 ผลงาน Inside of Me ที่สร้างจากเรื่องจริง ผู้พิการในร่างเกย์) เป็นหนึ่งงานที่เขาบอกว่าจะเอาดีและทำต่อ

“ก็มีโอกาสมาทำรายการโทรทัศน์ครับ ผมทำทุกอย่างเองหมดเลย เขียนบท ถ่ายภาพ ตัดต่อ แล้วก็เป็นพิธีกร ความรู้ที่ผมเรียนมาเอามาใช้ได้หมดเลย เริ่มจากรายการเพื่อคนพิการก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ มาเป็นรายการครอบครัว รายการท่องเที่ยว มีช่วงหนึ่งก็ไม่มีงาน ผมก็กลับมาโบกรถเที่ยว ในสภาพนี้เลยครับ (ชี้ที่ขาตัวเองและก็หัวเราะร่วน) ไปคนเดียวด้วยนะครับ (ยิ้มภูมิใจ) มีวีลแชร์ กล้อง ค่ำไหนนอนนั่น

ทริปนั้นก็ทำให้ผมเกิดความคิดว่าอยากจะทำโปรเจกต์พิเศษ โสภณคนพิการชอบเดินทาง อะไรประมาณนี้นะ ชีวิตจริงมันต้องเลี้ยงตัวผมได้ด้วย เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่ใช่ไปเที่ยวแบบเท่ๆ ผมก็เลยอยากต่อยอด เขียนหนังสือได้มั้ย ทำรายการเดินทางล่ะ ทำได้มั้ย ผมจะขายฝันไปเรื่อย แล้ววันหนึ่งผมก็เอาฝันนี้ไปขายและมีคนซื้อ ก็ไปรีวิวลงใน
พันทิป ฟีดแบ็กดีมาก จนมาถึงได้รวมเล่มและได้ทำรายการทีวี”

นอกจากนี้ เขายังมีโปรเจกต์ในฝันที่กำลังจะทำให้สำเร็จสมใจ นั่นคือการเดินทางรอบโลก มนุษย์ล้อที่ย่ำไปทุกแห่งหน คร่าวๆ เขาว่าจะเริ่มต้นที่ประเทศไทย เข้าลาว เวียดนาม จีน มองโกเลีย มุ่งสู่รัสเซียและยุโรป โดยครึ่งแรกของทริปท้าทายเขาจะไปจบที่ไอซ์แลนด์ ซึ่งความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร เขาสัญญาว่าจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกแน่นอน

 

Advertisement

1 thought on “กายร้าว ใจแกร่ง มนุษย์ล้อมหัศจรรย์

  1. Pingback: Just Ride It

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s