คนแปดริ้ว ปลูกจามจุรี ขายใบ รายได้เป็นแสน ไม่ต้องรดน้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดศัตรูพืช น้ำท่วมไม่ตาย

Published พฤษภาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044011257&srcday=2014-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 27 ฉบับที่ 588

ดินและปุ๋ย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

คนแปดริ้ว ปลูกจามจุรี ขายใบ รายได้เป็นแสน ไม่ต้องรดน้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดศัตรูพืช น้ำท่วมไม่ตาย

ในการเพาะปลูกของเกษตรกร สิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญที่สุดคือความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินจะได้มาจากการที่มีอินทรียวัตถุสะสมอยู่ในดินมาก จุลินทรีย์ดินจะใช้อินทรียวัตถุเป็นสารอาหารแล้วปลดปล่อยแร่ธาตุหลักที่จำเป็นให้แก่พืชในปริมาณที่พืชต้องการอย่างเพียงพอ

เป็นที่ทราบกันดีในวงการเกษตรว่า ซากพืชอย่างใบไม้เป็นอินทรียวัตถุอีกชนิดที่มีคุณประโยชน์อันมหาศาลต่อดินอย่างมาก ถ้าลองคิดง่ายๆ ว่าในป่าตามธรรมชาติไม่เห็นต้องใส่ปุ๋ยหรือดูแลอย่างใดเลย แล้วทำไมต้นไม้ทุกชนิดจึงเจริญเติบโตงอกงามอย่างดี คำตอบที่เฉลยมีนิดเดียว เพราะใบไม้ เศษไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกัน เกิดการย่อยสลายอินทรียวัตถุทางชีวเคมีจนเป็นประโยชน์ต่อพืช

ถึงแม้ใบไม้ทุกชนิดจะมีประโยชน์ แต่ใบของต้นจามจุรีกลับมีคุณค่ามากกว่า ทั้งนี้เพราะต้นจามจุรี หรืออีกชื่อที่คุ้นเคยกันคือ ต้นก้ามปู หรือต้นฉำฉา เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านสาขามาก โตเร็ว เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์เดียวกับพืชตระกูลถั่ว เป็นพืชที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับแบคทีเรียที่ตรึงธาตุไนโตรเจนได้

ฉะนั้น ใบก้ามปู จึงมีธาตุไนโตรเจนมากถึง 2 เปอร์เซ็นต์ และสูงกว่าใบไม้ชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่พืชตระกูลถั่ว แล้วยังเป็นไม้อเนกประสงค์ที่สามารถนำส่วนต่างๆ ของต้นมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายกิจกรรม นอกจากนิยมปลูกเพื่อใช้เลี้ยงตัวครั่งเท่านั้น

จากคุณค่าของใบจามจุรีที่ช่วยเพิ่มธาตุอาหารที่มีประโยชน์ให้แก่ดินปลูกต้นไม้ จึงทำให้วงการปลูกต้นไม้หันมาสนใจใบจามจุรีแห้งเพื่อนำไปผสมกับดินเป็นวัสดุสำหรับเพาะปลูก แล้วกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก จึงทำให้ผู้ที่อยู่บนเส้นทางค้าขายต้นไม้ต่างเสาะหาใบก้ามปูแห้งกันอย่างคึกคัก และหากท่านเป็นคนชอบปลูกต้นไม้แบบมือเปื้อนดิน จะสังเกตว่าในดินปลูกต้นไม้ของแม่ค้าหลายรายมักจะมีใบก้ามปูเป็นส่วนผสมแทบทุกถุง

มีชาวสวนต้นไม้ที่บ้านหนองว้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ปลูกต้นจามจุรีจำนวนมากเพื่อนำใบไปใช้ประโยชน์เป็นส่วนผสมวัสดุปลูกไม้เพาะ-ขยายเป็นอาชีพ ปลูกไปเรื่อยๆ ใบต้นจามจุรีมีมากจนใช้ไม่ทัน เลยกวาดใส่ถุงปุ๋ยวางขายหน้าร้าน ทว่า…กลับมีคนสนใจซื้อกันเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้อย่างดีปีละนับแสน จึงถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ “เปลี่ยนใบไม้เป็นเงิน”

ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน พร้อมกับ คุณศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเกษตรฉะเชิงเทรา ร่วมกันเดินทางลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อมุ่งไปที่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ที่ 3 บ้านหนองว้า ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นบ้านพักของ คุณสุชิน ศรีเกษม หรือ ลุงจ้อย กับ คุณวันทอง ศรีเกษม สามีภรรยาที่มีอาชีพเพาะ-ขยาย พันธุ์ไม้นานาชนิดเป็นหลัก

ทั้งนี้เพราะต้องการทราบว่าเหตุไฉนจึงได้นำใบจามจุรี ซึ่งเป็นใบไม้ที่ดูธรรมดา ปลูกอยู่ตามหัวไร่ปลายนา หรือตามข้างถนนมาสร้างรายได้ แต่น่าเสียดายคราวนั้นไม่ได้พบลุงจ้อยเพราะมีธุระกะทันหัน จึงมีโอกาสได้พูดคุยกับป้าวันทองแทน

เดิมทั้งสองคนมีอาชีพทำนาและปลูกผัก แต่กลับต้องล้มเหลวกับรายได้ จึงหันมายึดอาชีพเพาะ-ขยายพันธุ์ไม้ผล และไม้ประดับ มาจนถึงปัจจุบัน นานกว่า 30 ปี ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความรู้ หรือประสบการณ์มาก่อน

เริ่มทำกิ่งพันธุ์มะม่วง

เป็นหลัก แล้วจับงาน

ไม้ดอก ไม้ประดับเสริม

ป้าวันทอง บอกว่า เริ่มต้นด้วยการทำกิ่งพันธุ์มะม่วงจากพันธุ์เดียวจนมีความชำนาญ จึงเริ่มสรรหาพันธุ์มะม่วงอื่นอีกหลายชนิดมาเสริม ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์เขียวเสวย น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ฟ้าลั่น ทะวายเดือน 9 ขายตึก พิมพ์เสน กะล่อนทอง และอื่นๆ ใช้พื้นที่ทั้งหมดกว่า 20 ไร่ ทำกิ่งพันธุ์มะม่วงเป็นหลัก ขายกิ่งพันธุ์ราคากิ่งละ 50 บาท ปี 2538-2540 ขายดีมาก นอกนั้นเป็นไม้ไทยเก่าแก่ อย่างจำปี จำปา มณฑา ยี่หุบ ขายกิ่งพันธุ์อยู่ตั้งแต่ 20-50 บาท

สัญชาตญาณของชาวสวนทุกรายมักรู้ดีว่าพวกเขาควรที่จะเลือกทำพันธุ์ไม้อะไรในช่วงเวลาใดถึงจะอยู่รอด ซึ่งป้าวันทองคิดเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะป้าวันทองบอกว่ากิ่งพันธุ์ไม้ผลจะขายดีช่วงฝน พอเข้าหน้าแล้งขายไม่ดี ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้อยู่รอดจึงต้องเพิ่มไม้ประดับมาไว้ขายชดเชยในช่วงแล้ง เพื่อป้องกันรายได้ตก

การเปลี่ยนอาชีพหันมาทำไม้ใบและไม้ดอกทำให้ป้าวันทองเริ่มรู้จักกับใบจามจุรี เพราะต้องนำมาใช้ผสมกับดินใส่ในต้นไม้เหล่านั้นที่เพาะไว้ โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ทำต้นโป๊ยเซียนขาย ส่วนเหตุผลที่ทำไมจึงไม่ใช้ใบไม้ชนิดอื่นแทนใบจามจุรีนั้น ป้าวันทองชี้ว่าเพราะใบจามจุรีถือเป็นวัสดุปลูกที่ดีมาก ให้ธาตุอาหารที่ดีแก่ต้นไม้ และทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามดี เนื่องจากใช้ใบจามจุรีคลุกเคล้าดินใส่ในไม้ดอกทำให้ต้นไม้มีความสมบูรณ์ดีมาก ยิ่งนับวันความต้องการยิ่งมีมากขึ้น

ทั้งนี้เคยทดลองใช้ใบไม้ชนิดอื่นแล้ว แต่ไม่ดีเท่าใบจามจุรี อีกทั้งยังได้รับข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดด้วยว่า คุณสมบัติของใบจามจุรีมีธาตุอาหารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อพืช

ปลูกต้นจามจุรีเอง

เพื่อใช้ใบ แทนการสั่งซื้อ

เพราะมีปัญหาขาดแคลน

ป้าวันทอง เล่าว่า เมื่อก่อนสั่งซื้อใบจามจุรีผ่านทางพ่อค้าจากจังหวัดลพบุรีมาเป็นเวลานาน เรียกว่าหมดเงินกันไปหลายหมื่นบาทเชียว ระยะหลังพ่อค้าประสบปัญหาหลายอย่างกับการหาใบจามจุรีมาส่ง จึงทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจปลูกต้นจามจุรีเสียเอง ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าเพาะต้นกล้าอย่างไร กระทั่งพยายามลองหลายวิธีจนประสบความสำเร็จ สามารถปลูกได้

“ที่ผ่านมาซื้อใบจามจุรีจากทางพ่อค้าที่ลพบุรีมาใช้ราคากระสอบละ 25 บาท และซื้อจากเจ้านี้มานานหลายปี ใช้เงินซื้อหลายหมื่นบาท แต่พอถึงช่วงฝนลงจะขาดแคลน ทำให้เกิดปัญหามาก ขณะที่ระยะหลังคนที่มาส่งใบจามจุรีแจ้งว่าแหล่งเก็บใบจามจุรีมีพื้นที่น้อยลง อันทำให้ขาดแคลน ซึ่งบางครั้งพบว่ามีการปนกิ่งไม้และเศษใบไม้ชนิดอื่นเข้ามา

จึงมาคิดว่า ต้องทำอย่างไร จึงจะมีใบจามจุรีใช้ตลอดไม่ขาดแคลน และต้องเป็นใบที่มีความสมบูรณ์ เพราะคุณสมบัติของใบจามจุรีมีธาตุอาหารที่ดีกับพืชทุกชนิด ที่สำคัญไม่ย่อยสลายเร็ว ยิ่งไม้ใบอย่างว่านจะชอบมาก ถ้าคราวใดที่ขาดแคลนมักจะทดลองไปตัดหญ้ามาหมักผสมดินนำไปคลุมต้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า”

จากนั้นป้าวันทองเลยไปเสาะหาเมล็ดจากฝักต้นจามจุรีมาทดลองเพาะ ทั้งๆ ที่ยังทำไม่เป็น แต่เคยมีประสบการณ์เพาะเมล็ดไม้ผล ทำให้คิดว่าน่าจะเหมือนกัน ปรากฏว่าสำเร็จเพียงครึ่งเดียวของจำนวนที่ทดลอง เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงพยายามหาวิธีใหม่และเริ่มเรียนรู้จนชำนาญด้วยการแช่ในน้ำอุ่นเพราะจะเร็วกว่าในน้ำเย็น พอมีรากแล้วให้นำลงปลูกในถุงดำขนาดเล็กที่เตรียมดินไว้

“แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไม่รู้ว่าจะไปปลูกที่ไหน ถ้าเป็นที่นาเดิมเป็นพื้นที่ลุ่ม เสี่ยงน้ำท่วมขัง แต่พอมีคนมาบอกว่า ต้นจามจุรีเป็นไม้ทนน้ำ จึงตัดสินใจนำต้นที่เพาะกล้าแล้วมีความสมบูรณ์แข็งแรงไว้ไปลงทันที

เมื่อเข้าช่วงปลายเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม น้ำเริ่มเข้ามาในแปลงที่ปลูก มองไม่เห็นต้นจามจุรีเลย ทำให้ใจคอไม่ดี คิดว่าถ้าต้นไม่ไปกับน้ำคงเป็นความโชคดี ครั้นพอน้ำแห้งปรากฏว่ารอด เพราะได้ปักหลักค้ำต้นไว้ ปลูกไว้จำนวน 5-6 ไร่ ตายเพียง 3-4 ต้น ภายหลังที่ประสบความสำเร็จจึงเพาะเมล็ดเพิ่มแล้วปลูกที่แปลงด้านนอกอีกรุ่น ในจำนวนพื้นที่ 17 ไร่”

ปัจจุบัน ต้นจามจุรีของป้าวันทองมีอายุมาแล้วกว่า 6 ปี ปลูกในพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 22 กว่าไร่ มีระยะปลูก 4 คูณ 4 เมตร เป็นระยะที่กำหนดเอง อาจไม่ตายตัว เธอชี้ว่าสามารถปรับเป็น 6 คูณ 6 หรือ 8 คูณ 8 เมตร ตามความเหมาะสม ทั้งนี้การปลูกห่างยิ่งทำให้กิ่งก้านใบแผ่ออกไปได้กว้างมากและเป็นประโยชน์ในเรื่องจำนวนใบ

แต่ในข้อดียังมีข้อเสีย เนื่องจากเพราะถ้าปลูกห่างแม้จะได้ต้นใหญ่ ทรงพุ่มใหญ่ แต่เกรงว่าต้นจะล้มเพราะไม้พันธุ์นี้ไม่มีรากแก้วยึด จึงควรให้กิ่งยันซึ่งกันและกัน

เป็นไม้ที่ปลูกง่าย ทนน้ำ

แทบไม่ต้องลงทุน ใส่ปุ๋ย

บำรุงต้น เพียง 3 ปี เก็บได้

การเก็บผลผลิตของอาชีพขายใบจามจุรีไม่ต้องทำอะไรที่ยุ่งยากมาก เพียงแค่ปล่อยให้ใบแก่ร่วงจากต้นแล้วใช้อุปกรณ์ที่เตรียมไว้ ได้แก่ ไม้กวาดด้ามยาวกับคราดพลาสติก จัดการกวาดทั่วทั้งแปลง กวาดมารวมกันเป็นกอง แล้วตักใส่กระสอบที่ป้าวันทองนำไปให้คนรับจ้างกวาด วันละ 100 กว่าใบ

ช่วงเวลาที่ใบเริ่มร่วงอย่างจริงจังมักอยู่ราวปลายเดือนตุลาคม หรืออาจเร็วกว่าถ้าฝนหมดก่อน ถ้าใบร่วงแล้วฝนตกลงมายังไม่เก็บ จะหมักไว้อย่างนั้นก่อน พอหมดฝนอากาศแห้งแล้วค่อยเก็บกวาดครั้งเดียวเลย โดยจะกวาดเรื่อยมาจนชนอีกฝน แต่ช่วงเวลาที่ใบร่วงมากเป็นพิเศษคือราวเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

สำหรับการดูแลบำรุงต้นจามจุรี ป้าวันทองเผยว่า เป็นต้นไม้ที่ปลูกไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องดูแลใส่ปุ๋ย บำรุงดินแต่อย่างใด เลี้ยงแบบปล่อยไปตามธรรมชาติ อาศัยน้ำฝนตามฤดู

“พอเข้าปีที่ 4 ต้นโตมาก กวาดมาใช้เอง 3 ปีแล้ว จึงเริ่มเก็บมาใช้งานก่อน พอนานวันพบว่า ใบจามจุรีมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย โดยในตอนแรกแบ่งให้คนรู้จักบ้าง แบ่งใส่ถุงขายให้กับลูกค้าที่มาซื้อต้นไม้ในราคากระสอบละ 20 บาท จากนั้นมีคนสนใจหาซื้อกันมากขึ้น”

ป้าวันทอง บอกว่า เมื่อปี 2556 ขายดีมาก โดยขายทั้งปีได้จำนวนมากถึง 4,000 กระสอบ ส่วนปี 2557 หากฝนน้อยคงเก็บขายได้มากกว่าปี 2556 ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ประมาณ 6,000 กระสอบ สำหรับปัจจุบันขายราคากระสอบละ 25 บาท ป้าวันทองบอกว่าขายหมดทุกปี คนที่มาซื้อส่วนมากเป็นกลุ่มที่ทำดินขาย นอกจากนั้น เป็นผู้ที่ซื้อนำไปใส่ดินถมที่บ้าง คนทำต้นไม้บ้าง

ด้วยลักษณะทางธรรมชาติของใบไม้ที่ร่วงหล่นเป็นประจำของจามจุรี จึงทำให้ต้องเก็บกวาดอยู่เสมอ แม้จะมีใบไม่มากก็ตาม ทั้งนี้ใบแก่และแห้งมากจนกรอบจะเป็นที่ต้องการ เพราะสามารถนำไปใช้งานได้ทันที ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ป้าวันทองจำต้องจ้างแรงงานมากวาดใบไม้เป็นประจำ อย่างน้อย 2 คน และจ่ายค่าแรงเป็นกระสอบ กระสอบละ 4 บาท นอกจากนั้นแล้ว ยังมีค่ากระสอบใบละ 3 บาท ค่ายกใบละ 1 บาท และอื่นๆ อีก เพราะฉะนั้นถ้าคิดหักต้นทุนแล้ว ป้าวันทองจะมีรายได้กระสอบละประมาณ 15 บาท

เพาะต้นกล้าขาย

เสริมรายได้แบบคู่ขนาน

ไม่เพียงแค่การมีรายได้จากการขายใบเท่านั้น ป้าวันทองยังเพาะต้นกล้าจามจุรีขายด้วย โดยถ้าเป็นใส่ถุงดำขนาดเล็ก ขายราคาต้นละ 10 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนจากถุงเล็กมาใส่ถุงขนาดใหญ่เพราะต้นใหญ่ขึ้น ต้องขายราคาถุงละ 20 บาท เธอเผยว่าในปี 2557 เพาะต้นกล้าขายมาแล้วกว่าพันต้น

เหตุผลที่ต้องใช้ใบจามจุรีสำหรับการเพาะต้นไม้ของตัวเอง ป้าวันทองจึงกล้ารับประกันว่าในกระสอบทุกถุงเป็นใบจามจุรีล้วน ยืนยันว่าไม่มีใบไม้ชนิดอื่นปน เพราะในแปลงปลูกจะมีเฉพาะจามจุรีอย่างเดียวเท่านั้น

ส่วนอัตราหรือปริมาณการใช้มากน้อยเท่าไรเพื่อความเหมาะสมนั้น เจ้าของสวนต้นไม้รายนี้ระบุว่าสามารถใส่ต้นไม้ได้ทุกประเภท ไม่มีอัตราการใส่ที่แน่นอน ใส่ได้ตามที่ต้องการ เพราะไม่มีผลเสียแต่อย่างใด

ป้าวันทอง เผยว่า การเก็บใบจามจุรีขายเป็นอาชีพแบบป้านี้ไม่ค่อยพบเห็นเท่าไรนัก ที่ทราบยังไม่มีที่ไหนปลูกแบบนี้ และที่รู้จักมักเป็นกลุ่มที่กวาดตามแหล่ง สถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่ตามป่าแล้วนำมาขายให้คนทำดิน

จึงถือได้ว่าสวนของป้าวันทองเป็นรายแรก และรายใหญ่ที่สุดที่ปลูกต้นจามจุรีขายใบ และนับเป็นอาชีพที่เปลี่ยนใบไม้เป็นเงินอย่างเห็น เห็น…

สนใจต้องการเลือกพันธุ์ไม้ทั้งแบบไม้ผล ไม้ไทย ไม้ประดับ ไม้ดอก ที่หลากหลาย หรือสนใจวัสดุปลูกต้นไม้ที่มีคุณภาพ ติดต่อโดยตรงได้ที่ ป้าวันทอง และ ลุงจ้อย ศรีเกษม โทรศัพท์ (081) 855-0654 ทั้งนี้ ป้าวันทองบอกว่ามีเงื่อนไขเพียงว่า ต้องมาขนเอง

สุดยอดผลงานวิจัย ม. แม่โจ้ คว้า 3 รางวัลนานาชาติ

งาน 8th International Warsaw Invention Show (IWIS2014) ณ เมืองวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์

รองศาสตราจารย์ ดร. ยงยุทธ ข้ามสี่ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 14-16 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ส่งผลงานเข้าร่วมจัดแสดงและประกวด ในงาน 8th International Warsaw Invention Show (IWIS2014) ณ เมืองวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ จำนวน 2 ผลงาน คือ เรื่อง New Hybrid Freshwater Catfish Strain for Fish Sausage with Omega-3, 6 and 9. (ปลาหนังลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ เพื่อวิสาหกิจชุมชนและไส้กรอกปลา โอเมก้า 3, 6 และ 9) ผลงานของ รองศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ และ เรื่อง New Device for Fixed Time Artificial Insemination in Cattle. (“P-sync” อุปกรณ์เหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบปลาสเตอร์ฮอร์โมนติดผิวหนัง) ผลงานของ อาจารย์ ดร. วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสามารถคว้าได้ถึง 3 รางวัล

ผลการประกวด

– งานวิจัย เรื่อง “P-sync” อุปกรณ์เหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบปลาสเตอร์ฮอร์โมนติดผิวหนัง ผลงานของ อาจารย์ ดร. วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทอง ซึ่งเป็นรางวัลเดียวของนักวิจัยของประเทศไทย

เป็นนวัตกรรมระดับประเทศด้านผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์เหนี่ยวนำการเป็นสัดสำหรับวัวเนื้อและวัวนม เป็นปลาสเตอร์ฮอร์โมนติดผิวหนังที่บริเวณรอบหาง ปล่อยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเข้าสู่ร่างกายสัตว์ ทำให้สัตว์พร้อมสำหรับการผสมพันธุ์ ใช้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อสัตว์หรือติดเชื้อบริเวณที่ให้ฮอร์โมน สามารถใช้ทดแทนอุปกรณ์เหนี่ยวนำการเป็นสัดแบบฝังหูและสอดในช่องคลอด

– งานวิจัย เรื่อง ปลาหนังลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ เพื่อวิสาหกิจชุมชนและไส้กรอกปลา โอเมก้า 3, 6 และ 9 ผลงานของ รองศาสตราจารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน และคณะ ได้รางวัลเหรียญเงิน และรางวัล Special Award

มีลักษณะเด่นคือ พัฒนาให้เป็นปลาสายพันธุ์ที่โตเร็ว คุณภาพเนื้อดี สามารถเพาะและขยายพันธุ์ได้ง่าย ควบคู่กับการจัดการกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับวิสาหกิจชุมชน และนำไปสู่การพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมทางการประมงในอนาคต ทดแทนสายพันธุ์แท้ที่มีข้อจำกัด โดยการนำมาแปรรูปเป็นไส้กรอก ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมในระดับนานาชาติ ไส้กรอกปลามีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ชนิดโอเมก้า 3, 6 และ 9 ในปริมาณ 329, 447 และ 9,565 มิลลิกรัม/100 กรัม ตามลำดับ ทำให้ผู้บริโภคได้รับประทานไส้กรอกเป็นอาหารสุขภาพที่มีรสชาติดี ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อจากโปรตีนในเนื้อปลา และยังได้รับไขมันชนิดโอเมก้าที่ช่วยพัฒนาระบบประสาทและสมอง ป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจได้อีกด้วย

เป็นผลงานแห่งความภาคภูมิใจที่การันตีคุณภาพด้านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศด้านการเกษตรในระดับนานาชาติ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: