star Retro : เอ๋’ ปิยะดา เพ็ญจินดา ภายในปีเดียว

Published กุมภาพันธ์ 28, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/144624

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558, 06.00 น.
https://drive.google.com/drive/folders/0B0LBihCi_mdSQnc0elczSDJhR0E?usp=sharing

เอ๋’ ปิยะดา เพ็ญจินดา

ภายในปีเดียว : พ่อเสีย, สามีบอกเลิก

สมบัตชิ้นเดียวที่เหลือคือ ‘รถ’ ก็ถูกขโมย

“ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นอะไรที่หนักเกิน หนักมาก หนักจนตอนนี้ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตเป็นแค่เรื่องเล็กๆทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า เออนี่ล่ะมั้งที่เขาบอกว่า อาบน้ำร้อนมาก่อน มันดีตรงนี้นี่เอง”

เป็นประโยคที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอได้ดีเลยทีเดียวสำหรับ เอ๋ – ปิยะดา เพ็ญจินดา นักแสดงรุ่นใหญ่ที่เรามักเห็นเธอผ่านผลงานละครหลายต่อหลายเรื่องในบท “คุณแม่” ตั้งแต่ละครจักรๆ วงศ์ๆ จนถึงละครร่วมสมัยในปัจจุบัน แต่ชีวิตส่วนตัวเธอกลับไม่ค่อยเปิดเผยออกสื่อสักเท่าไหร่ ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง “ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” มีโอกาสนั่งพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับเธอทั้งที ไม่พลาดล้วงลึกถึงเรื่องราวในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเธอที่พร้อมเผยแบบหมดเปลือกในวันนี้

ผลงานที่ออนแอร์อยู่ตอนนี้

“ใยกัลยา” ค่ะ เป็นแม่นางเอกโก๊ะๆ หน่อย คุณแม่ต่างจังหวัด พอลูกได้เป็นดาราก็จะชื่นชม เฮฮาไม่ค่อยอะไรมาก แล้วก็เรื่อง “สะใภ้ไร้เงา” จะเป็นคุณแม่สไตล์บ้านนอกก็จริงแต่จะเป็นคนสนุกสนาน เข้าใจลูก และที่เพิ่งจบ “คีตโลกา” เรื่องนี้เป็นคุณแม่ที่ร้องไห้หนักมาก ดราม่าเศร้าสลดรันทดใจ ซึ่งส่วนใหญ่เอ๋ก็จะได้บทประมาณนี้ เป็นแม่แสนดี

งานอื่นๆ ที่ทำนอกเหนือจากในวงการบันเทิง

ทำขนมครองแครง ส่งขายตามร้านกาแฟ แต่ไม่เยอะนะคะ แล้วมักจะมีคนถามเอ๋ว่าทำเองเหรอ เป็นขนมไทยที่ทำยากนะ ทำไมไม่ทำพวกคุกกี้ เอ๋ก็บอกว่าไม่เอาง่ายไป อยากทำอะไรที่ยากๆ (หัวเราะ) และก็ยากมากจริงๆ ช่วงนี้อาจจะหากินไม่ค่อยได้แล้ว เพราะรับละครสองเรื่อง ถ้าใครอยากจะกินก็ต้องรอนิดหนึ่งค่ะ (หัวเราะ)

แจ้งเกิดด้วยละครจักรๆ วงศ์ๆ

จากเรื่อง “พิกุลทอง” เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น แล้วตอนนั้นอาหรั่ง(ไพรัช สังวริบุตร) มากำกับด้วย ก็เป็นเรื่องที่ภูมิใจค่ะ เรื่องนี้ให้ประสบการณ์มากมายและหลากหลายกับเอ๋มาก เรียกว่าเรื่องนี้เป็นนางเอกเต็มตัวก็ว่าได้ แต่จริงๆ เรื่องแรกที่เป็นนางเอกคือ “ทิพเกสร” แต่เป็นนางเอกที่ 4 ตอนตายล่ะ หลังจากนั้นก็มา “เทพสามฤดู” เป็นตัวร้ายพอเขาเห็นร้ายไม่ขึ้นก็เลยกลับมาเป็นตัวดี เรื่องที่สาม “พิกุลทอง” โอเคขึ้น หลังจากนั้นก็ได้มาลองละครปกติทั่วไปเรื่องแรก “อีสา”, “ตำรับรัก” และอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ ค่ะ(คิดถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ ไหม?) คิดถึงค่ะ อยากกลับไปเล่นนะ ถ้ามีใครเรียกก็ไป (ยิ้ม)

สนุกและรักการแสดงมากขึ้น

แน่นอนค่ะ พอเราไม่ได้แสดง เหมือนขาดอะไรไป แต่ก็บอกตัวเองเสมอว่าถ้าช่วงไหนไม่มีงาน เดี๋ยวโอกาสก็คงมา แต่จะมีช่วงหนึ่งที่หายไปเกือบปี ซึ่งไม่ได้หายไปไหนนะคะ ไม่มีใครเรียกเรา ก็คิดนะว่า เอ๊ะ!หรือว่าเพราะเราไม่ค่อยได้เสนอหน้าไปให้เขาเห็นนะ (หัวเราะ) แต่ช่วงที่หายไปก็ศึกษาเรียนทำขนมอย่างจริงจัง ทำบ้าน ต่อโต๊ะ แต่งบ้าน นู่นนั่นนี่ไป

เนื้องานที่พยายามสร้างสรรค์

พยายามทำให้ดีที่สุด ปีหนึ่งอาจจะขอสักเรื่อง ที่ทำผลงานที่ดีให้กับคนอื่นๆ ดู อย่างที่ผ่านมา ล่าสุด “คีตโลกา” มีคนเขียนชมมาเยอะมาก ยิ่งสมัยนี้สื่อโซเชียลเร็วมาก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นดาบสองคมด้วย ก็มีทั้งดีและไม่ดี แต่สำหรับตัวเอ๋เองส่วนมากจะโดนชมค่ะ เพราะบทเราไม่ค่อยมีอะไรหวือหวามั้ง และที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีอะไรที่กระโตกกระตากมากมาย แต่ตอนนี้บทแม่ก็น่ากลัวเหมือนกันค่ะ เพราะเด็กรุ่นใหม่หันมาเล่นเป็นแม่กันเยอะ แล้วยังเด็กอยู่เลย บางทีวุฒิภาวะยังไม่ถึง เขายังไม่รู้ถึงความรัก ความสัมพันธ์ แม่ของลูก แม่รักลูกแบบที่ไม่มีขอบเขตไม่มีขีดจำกัด คุณจะมาแสดงแค่รักเพียงผิวเผินไม่ได้ ต้องรักออกมาจากใจ โคตรรักเลยอ่ะ และไม่หวังผลตอบแทนจากลูก นั่นแหละความรักจากแม่

สร้างความแตกต่างให้บทที่รับเล่น

จากที่เราก็เคยเป็นครูการแสดงมาบ้าง เราก็ต้องดูว่า เรื่องนี้ใครเล่นเป็นลูกเรา บทคาแร็กเตอร์เป็นแบบไหน ดูลูกด้วยว่าในบทเขาเยอะไหม ถ้าบทเขาเยอะเราจะต้องช่วยส่ง ช่วยเสริมให้ตัวคาแร็กเตอร์ลูกเราเด่นขึ้น เพราะตัวเราเองก็แก่แล้วเนอะในเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องไปเด่นอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นจะส่งให้เขาอย่างงี้มากกว่า เอ๋จะเล่นกับใครก็จะส่งให้เขาเด่นออกไป นี่แหละมั้งคะที่เขาให้เราเป็นแม่นางเอก

ยังอยากลองบทแม่แบบไหนอีก

คุณแม่เชิงร้ายๆ หน่อย อยากลองดู เพราะท้าทายความสามารถ เราจะแว้ดๆ ได้ไหม ซึ่งเอ๋ก็ว่าเอ๋แว้ดได้นะ แต่ไม่รู้ว่าจะแว้ดได้แค่ไหนเท่านั้นเอง เออ แต่เคยเป็นแม่ร้ายในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “แก้วหน้าม้า” ที่ น้องเอ ไชยาเป็นพระเอก แล้วคุณหนำเลี้ยบ (คูณฉกาจ วรสิทธิ์) เคยบอกว่า พี่เอ๋ร้ายต้องหักว่าวอย่างงี้ๆ เราก็เอ้าไม่เคยทำ ไม่เคยต้องไปด่าเขาอย่างงี้นี่ ด่าคนเป็นที่ไหนล่ะ ไม่เอา ไม่ได้ จากตรงนั้นแหละเราก็รู้แล้วล่ะว่าไม่ใช่แนวเรา

ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

เป็นเรื่องราวที่ดีที่ เราได้แต่งงานมีลูก ซึ่งคนจะไม่ค่อยทราบ แล้วมักจะมีคนมาถามว่าพี่เอ๋เคยแต่งงานเหรอ ก็เลยบอกว่าเคยสิ เอ๋มีลูกด้วย เพราะตอนแต่งงานข่าวก็ไม่ค่อยมี ตอนนั้นเราไม่ทราบวิธีการว่าต้องทำยังไงออกสื่อเหรอ เราคิดแค่ว่า เรารักกันเราก็แต่งงานกัน ซึ่งพอหลังจากแต่งงานแล้ว พอวันหนึ่งเราไปด้วยกันไม่รอดก็เลยแยกทางกัน ทำให้เรารู้สึกว่าเราเริ่มเติบโตขึ้นนะ เพราะตอนนั้นเหมือนเรายังไม่รู้จักความรักดีเท่าที่ควร เมื่อเรามีลูกแล้วก็โชคดีอีกที่ได้ลูกดี คนโตลูกสาวอายุ 23 ปี เรียนจบที่เอแบค คนที่สองลูกชาย 21 ปี เรียนเอแบค คนที่สามลูกชาย 18 ปี เรียนที่ม.มหิดล คนที่สี่ลูกชาย 10 ขวบ แม้ตอนนี้จะแยกทางกันอยู่กับสามี แต่ก็ยังเจอไปมาหาสู่กันเป็นเพื่อนกันอยู่ เป็นอะไรที่เข้าใจใช่ไหมคะเรื่องแบบนี้ (หัวเราะ) แต่ต้องเข้าใจนะ ทุกอย่างเหมือนจะใช่นะ โอเค แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่ แต่เราก็เป็นครอบครัวที่มีความสุขนะคะ ถึงจะไม่ได้เป็นครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน เราแฮปปี้ที่จะแยกกันอยู่มากกว่า นัดรวมพลเจอกันตามโอกาสสำคัญๆ

ช่วงเวลาอาบน้ำร้อนมาก่อน

แย่สุดๆ นี่คือ ตอนนั้นพ่อเสียชีวิต บวกกับสามีก็ขอเลิก และมีของติดตัวแค่ชิ้นเดียวคือ รถ แล้วก็มาโดนขโมยหายอีก ภายในปีเดียวกัน ทุกอย่างถาโถมเข้ามาเต็มๆ แต่ไม่เคยคิดว่าจะตายนะ แค่เข้าใจว่า อ๋อ ทำไมคนถึงอยากจะฆ่าตัวตาย เพราะว่าโดนปัญหารุมไม่รู้จะเริ่มแก้ตรงไหน แต่โชคดีตอนนั้นที่มีลูก ทำให้เราตั้งหลักได้ มีแรงฮึดสู้ เราอยากจะนอนกอดลูก มีบ้านของเราเอง ก็เลยทำงานๆ เก็บเงิน รับงานไม่หยุดเลย 7 วันก็รับ 7 เรื่อง เช้าไปอีกเรื่อง เที่ยงไปอีกเรื่อง เย็นๆ บ่ายๆ ไปอีกเรื่องหนึ่ง ดึกอีกเรื่องหนึ่ง จนสว่างก็ไปถ่ายอีกเรื่องหนึ่ง จะว่าเป็นการหนีปัญหาก็ว่าได้ค่ะ ทำงานเยอะๆ จะได้ไม่คิด ทำอยู่แบบนี้ 2-3 ปี รู้สึกว่าเหนื่อยมาก จนบางครั้งนะนั่งขับรถอยู่ร้องไห้ ไม่ไหวแล้ว อยากจะขับแรงๆ แล้วพุ่งชนกำแพงตายไปเลยแต่พอคิด เอ๊ะ!แล้วเกิดไม่ตายแต่พิการขึ้นมาล่ะ ไม่เอาดีกว่าใครจะเลี้ยงฉัน ใครจะดูแลลูก (หัวเราะ) 3 ปี เหนื่อยมาก กว่าจะหลุดพ้นมาได้ เป็นอะไรที่สนุกนะมันต้องสู้ พอมาถึงวันนี้มองกลับไป มีเรื่องเล่าเก่าๆ ให้เราพูดถึง และนั่นแหละเป็นบทเรียนของเราว่าต้องสู้นะ

อดีตคือครู

อดีต คือ ครู ซึ่งหาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว เป็นครูที่ทำให้เรารู้สึกว่า นี่แหละคือชีวิตจริงๆ เราจะต้องศึกษา เพื่อให้ลูกเราเป็นตามแบบเราไม่ได้ ทำแบบนี้ไม่ได้เขาจะต้องเจอชีวิตที่ดีกว่าเรา เขาจะต้องมีความคิดที่ดีกว่าเราหรือว่าน้องๆ ที่มาปรึกษาเราหรือว่าใครก็แล้วแต่เป็นแบบที่ดีให้กับเขาว่า เฮ้ยตอนนี้คุณต้องทำยังไง ก็ใช้อดีตเรามายกตัวอย่างให้เขาฟังเพื่อเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น นี่ก็เป็นเรื่องสนุกอีกอย่างในชีวิตเอ๋นะ จริงๆ (หัวเราะ)

ถ้าไม่เล่นละครแล้วอยากจะทำอะไร

อยากจะเปิดร้านอาหาร อาจจะเป็นสเต๊ก ขายสเต๊ก แล้วก็เป็นพวกขายกาแฟ เป็นร้านเล็กๆ พอ เดี๋ยวถ้าใหญ่เป็นภาระอีก ไม่มีเวลาเที่ยว (หัวเราะ) เพราะโดยส่วนตัวเอ๋ชอบเที่ยวต่างจังหวัดไม่ชอบอะไรในเมือง คนเยอะวุ่นวาย ไม่ได้พัก สมองเราไม่ได้หยุด

มุมมองความรักในวัยขนาดนี้

ตอนนี้นะจะมีก็แค่ความรักของแม่กับลูกเท่านั้นที่เอ๋มี และมองเห็นวิ่งมาอันดับหนึ่งเลย แล้วก็อย่าคาดหวังอะไรกับลูกมาก คิดแต่เพียงว่าเราอยู่ข้างๆ เขา ถ้าเขาคิดอยากจะทำอะไรก็สนับสนุนเขา ประคับประคองเขา ในทางที่ถูกที่ควร บางคนรักมากลูกทำผิดก็โอเค ไม่เป็นไรอย่างงั้นก็ไม่ใช่ และอีกหน่อยพ่อ-แม่จะต้องเป็นคนง้อลูกนะ จริงๆ สมัยหน้า คอยดูนะเราจะต้องไปง้อลูก ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เอ๋ยึดหลักที่พ่อเอ๋สอนมาบอกว่า ให้ความรักเขาก่อน อย่าหวังว่าจะได้ความรักกลับคืนมา สอนลูกก็สอนตั้งแต่ตอนนี้ ตีลูกก็ตีเองอย่าไปให้คนอื่นเขาตี เพราะคนอื่นเขาตีไม่ได้ตีแบบเราเพราะเราเป็นแม่เราตีด้วยความรัก เพราะฉะนั้นคนที่เป็นพ่อเป็นแม่มือใหม่ต้องดูแลลูกดีๆ อย่ากลัวที่ลูกจะต้องร้องไห้ หรือว่าผิดหวังตอนเด็กๆ เมื่อโตไปคุณอาจจะคุมเขาไม่อยู่แล้วนั่นแหละก็จะเป็นพ่อแม่รังแกฉัน เด็กก็จะทำไม่ดีต่อสังคมจะเป็นลูกโซ่ต่อไปเรื่อยๆ ให้ความรักกับเขาตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า

คุณแม่ลูก 4 ในแบบที่เป็น

เอ๋จะเลี้ยงลูกแบบฟรีสไตล์มาก เลี้ยงเหมือนเพื่อน เป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นทุกอย่างที่เขาสามารถมาปรึกษาได้ เคยมีคนถามลูกว่า รักใคร รักแม่ กลัวใคร กลัวแม่ ทำไมอ่ะ ไม่รู้ แม่ไม่เคยตีนะ แต่ทำไมกลัวกัน ซึ่งเราก็ไม่รู้นะ แต่เราก็สอนให้เขารู้จักคิด ให้เขาลองผิดลองถูก เพราะเราไม่สามารถกำหนดเขาได้ว่าต้องคิดตามเรานะ ต้องทำตาม หนูอยากเรียนอะไรก็ทำตามนั้น ถ้าหนูไม่ชอบแล้วฝืนหนูก็ต้องแก้ไขด้วยตัวเอง ผิดก็คือผิด อย่าไปเสียใจ ทำใหม่ ให้ดีที่สุดแล้วเขาก็จะแฮปปี้ บวกกับเอ๋เป็นคนชอบเที่ยวไปต่างจังหวัดที่ไม่เคยไปแบบสบายๆ จะต้องลำบาก หัดลำบากไว้ก่อน ก็จะบอกลูกว่าถ้าต้องการผจญภัยต้องการความลำบากไปกับแม่ แต่ถ้าต้องการไฮโซหน่อยไปกับเตี่ย (คุณพ่อ) แม่จะออกแนวขับรถลุยๆ ค่ำไหนนอนนั่น กางเต็นท์ก็ต้องกาง มีอะไรก็ต้องกินนะ ต้องอดทน สงสัยจะติดจากเล่นละครหนังจักรๆ วงศ์ๆ มั้งเนี่ยพาไปลำบากซะ (หัวเราะ)

เลี้ยงลูกสี่คนคงเหนื่อยทวีคูณ

สุขมากกว่านะคะ สนุกนะ แต่จะเหนื่อยตอนทำกับข้าว คนหนึ่งอยากกินผัดกะเพรา คนหนึ่งอยากกินหมูทอด อีกคนอยากกินข้าวผัด สี่เมนู ไหนจะคนนี้ไม่กินเผ็ดคนนั้นชอบรสนี้ คนนี้จะกินเปรี้ยว คนนู้นจะกินหวาน สั่งกันทีเดียวได้ไหม (หัวเราะ) เป็นบรรยากาศที่สนุกและมีความสุขในแบบของเอ๋นะ

ความเป็นแม่ในละคร กับแม่ในชีวิตจริง ใช้ร่วมกันได้ไหม

บทบาทที่เราได้รับก็จะเป็นอีกฟิลหนึ่งเลย จะเป็นแนวรันทด แต่ชีวิตจริงเอ๋จะไม่ค่อยรันทด จะกลายเป็นว่าอันโน้นอ่ะเราอยากจะสอนลูกแบบนี้เหมือนกันนะแต่มันไม่ได้คือบทละครก็ตามบทกันไปเอ๋จะทำตามหน้าที่ของงานมากกว่า ทำตามบทที่เราได้รับ ส่วนความเป็นแม่ของลูกทั้งสี่ก็ดำเนินไป เออ ตรงนี้เอ๋ไม่ได้คิดแฮะ

วางแผนอนาคตให้ลูกๆ ไว้อย่างไร

ไม่ค่ะ ให้เป็นไปตามความถนัดของเขาดีกว่า อย่างธุรกิจของพ่อเขาที่ทำจิวเวลรี่ ก็ให้ลูกสาวคนโตดูแลกันไป คนที่สองออกแนวสปอร์ตแมนหน่อยชอบกีฬาก็ลองดู คนที่สามเขาตั้งใจไว้ว่าอยากจะทำเกี่ยวกับโรงแรม สร้างโรงแรมระดับห้าดาวแล้วเข้าไปดูแลตรงนี้ แล้วเราก็แบบอุ้ยตาย ลูกสี่คนก็ไปคนละทางเลย ฉันจะไปทางไหนดีเนี่ย (หัวเราะ) คือกลัวว่าเวลาเจอกันจะน้อยลง อย่างตอนนั้นลูกชายคนที่สี่ไปเข้าค่ายที่สระบุรี อีกคนอยู่มหิดล อีกสองคนอยู่บางบ่อ เอ๋ก็แบบ แยกร่างไปหาลูกยังไงดีไปไม่ถูก เรามีความรู้สึกว่าเวลาพวกเขามานั่งรวมกลุ่มกัน เรานั่งมองมีความสุขนะ โวยวายกันดีจังเลยบ้านแทบแตก ดูจะวุ่นวายหลากหลายกิจกรรมแต่ทุกอย่างเป็นอะไรที่แฮปปี้มากๆ

การอยู่วงการให้ได้นานๆ

จริงๆ ง่ายมากเลยนะ เรามีโอกาสได้เข้ามาในวงการบันเทิงแล้วซึ่งมีหลายคนที่อยากจะเข้ามา ทุกคนที่เข้ามาต้องคิดถึงส่วนรวมให้เยอะอย่าคิดเรื่องส่วนตนเป็นใหญ่เพราะฉะนั้นในเรื่องของสัมมาคารวะ เวลา การทำการบ้าน อันนี้ก็สำคัญ ทุกคนมารอไม่ได้คุณควรจะทำความเข้าใจมาก่อน แค่นั้นคุณก็น่ารักและอยู่ตรงนี้ได้ยาวแล้วแหละ

มิน่าล่ะที่เรายังคงเห็นเอ๋ มีผลงานละครอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่หวือหวาแต่ก็มีมาให้แฟนๆ ได้ติดตามอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ที่แท้ก็มีทริกดีๆ แบบนี้นี่เอง สำหรับนักแสดงรุ่นใหม่ อย่าลืมเก็บไปปฏิบัติและตระหนักในหน้าที่ของ “นักแสดง” จะได้มีผลงานอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องสองเรื่องก็บ๊ายบายกันไปนะจ๊ะ

กระแตน้อย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: