‘ฉากชีวิต’ ศิลปินชื่อสะดุด!! ‘ชม้อย หอยเหล็ก’

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 21 ธันวาคม 2557 เวลา 02:30 น.

‘ฉากชีวิต’ ศิลปินชื่อสะดุด!! ‘ชม้อย หอยเหล็ก’ บทที่ไม่ได้เขียน…แต่ ‘ต้องเล่น’

ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณสี่แยกประตูน้ำ ฝั่งท่าเทียบเรือคลองแสนแสบ ในวันหนึ่ง แทบทุกคนต้องสะดุดกับบุคคลที่แต่งกายเป็นหญิงในชุดไทย แต่เขียนหน้าเขียนตาแปลกประหลาด ใกล้ ๆ กับบุคคลปริศนารายนี้มีรถเข็นคันน้อย ที่บนรถมีลำโพงตัวจิ๋ว กับเครื่องดนตรีอย่างฆ้อง ตั้งเคียงคู่ไว้ เสียงเพลงที่เปล่งผ่านลำโพงทำนองอีสาน บวกกับท่าเต้นที่อ่อนช้อย ใครไม่ยิ้ม ใครไม่หยุดมอง ก็แปลก และด้วยเอกลักษณ์ในทางพิลึกพิลั่นนี้ ก็ดึงดูดใจทำให้ผู้คนบริเวณนี้ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ต้องยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพบุคคลผู้นี้ หลายคนก็เข้าไปขอถ่ายรูปด้วย ซึ่งทีม “วิถีชีวิต” เองในวันที่ผ่านไปพบเจอในวันนั้น ก็หยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพไว้ และอดไม่ได้ที่จะเข้าไปพูดคุยกับบุคคลผู้นี้ ในฐานะ “ศิลปินข้างถนน” ในชื่อ…

“ชม้อย หอยเหล็ก”

รัตนะ สุทธิประภา คือชื่อจริง นามสกุลจริง ๆ ของศิลปินริมถนนวัย 31 ปีผู้นี้ ซึ่งก็ลองพิจารณากันดูว่าเป็นชื่อผู้หญิงหรือผู้ชาย?? ส่วนชื่อ “ชม้อย หอยเหล็ก” นั้น เป็นชื่อที่ใช้สำหรับทำการแสดง ใช้ในวงการศิลปินริมถนนเท่านั้น ศิลปินคนนี้บอกว่า… พื้นเพเป็นชาว ต.เวียงคุก อ.เมือง จ.หนองคาย ซึ่งด้วยความที่ฐานะทางบ้านยากจน ทำให้ต้องทำงานหาเงินเพื่อส่งเสียตัวเองมาโดยตลอด โดยหลังเรียนจบชั้น ม.ปลาย ก็มาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และด้วยความที่ต้องทำงานด้วย เรียนไปด้วย ทำให้ต้องใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะจบ และกับชีวิตเด็กบ้านนอกที่เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมืองใหญ่เช่นนี้ ก็ย่อมไม่ง่าย โดยเจ้าตัวบอกว่า… “คาถานะอดทน” คือคาถาเดียวที่ใช้มาโดยตลอด

“ก็มันไม่มีจะกิน แต่อยากเรียน มันก็ต้องดิ้นรน เพื่อจะไปถึงฝั่งให้ได้ ก็คิดว่า… ก็เอาเรื่องการแสดงที่เราชอบนี่ล่ะมาใช้ แม้เราจะแสดงเพื่อแลกกับเงิน แต่เราย้ำกับคนที่เข้ามาพูดคุยเสมอว่า… เราไม่ใช่ขอทานนะ เพราะเราเอารอยยิ้ม เปิดทำการแสดง เพื่อแลกกับเงินที่ผู้คนหยิบยื่นให้เราด้วยความประทับใจ บางทีแสดง ๆ อยู่ก็มีเจ้าหน้าที่มาไล่ หรือต้องเจอกับอุปสรรคธรรมชาติ ฝนตก แดดออก อากาศร้อน แต่ก็ต้องทำ อีกทั้งการแสดงแต่ละครั้ง คนก็ไม่ได้ชอบทั้งหมด บางทีเด็กเดินผ่านเห็นเรา ก็กลัวหรือร้องไห้ หรือบางคนก็มองเหมือนเราเป็นตัวประหลาด ได้แต่คิดว่า… เดอะโชว์มัสต์โกออน เมื่อยืนตรงนี้ ฉันก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ก็ยอมรับว่า… บางทีก็มีท้อ แต่ก็ย้ำกับตัวเองว่า… เราทำได้ ต้องทำให้ได้ ย้ำซ้ำ ๆ กับตัวเองเป็นร้อยเป็นพันครั้งว่า… ฉันคือ ชม้อย หอยเหล็ก แบบฉันนี้…มีคนเดียวในโลกนะ คือเราต้องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ดีกว่ารอกำลังใจจากคนอื่น กำลังใจนี้จะรอให้คนอื่นมาสร้างให้ไม่ได้ หายใจ เราก็ยังต้องหายใจเองเลย” …เป็นชีวิตที่ไม่ง่าย แต่ประโยคนี้ นี่ก็ย้ำให้เห็นถึง “พลังใจ” ของบุคคลผู้นี้ได้ชัดเจนขึ้น

ชม้อย หอยเหล็ก เล่าว่า… งานการแสดง การเปิดการแสดงแบบนี้ จะเดินทางไปเปิดหมวกทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะอยู่แค่ที่กรุงเทพฯ หรือแม้แต่ต่างประเทศก็ยังเคยไปจัดการแสดงมาแล้ว เช่นที่ฮ่องกง ลาว เมียนมาร์ มาเลเซีย กัมพูชา โดยแต่ละครั้งก็ต้องหาข้อมูลของสถานที่นั้นก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเลือกช่วงที่มีงานบุญ งานประเพณี หรือเทศกาลสำคัญ ๆ ที่คิดว่าจะมีผู้คนจำนวน มากไปร่วมงานนั้น เพราะศิลปินแบบที่เป็นอยู่ ที่ไม่มีสังกัด ไร้คนเข้ามาสนับสนุน ทุกย่างก้าว ทุกวินาที ก็ล้วนต้องควักเงินตัวเองมาลงทุนทั้งสิ้น โดยเกี่ยวกับการเปิดการแสดงนั้น เจ้าตัวแจงว่า… เหมาหน้าที่ทำเองทั้งหมด เช่นช่างเครื่อง ช่างแต่งหน้า ช่างเสื้อผ้า รวมถึงก็ต้องกำกับการแสดงตัวเองด้วย ส่วนรูปแบบการแสดงของศิลปินสู้ชีวิตคนนี้… จะเน้นการแสดงที่สื่อถึงความเป็นอีสาน แต่สร้างจุดขายด้วยการเขียนหน้าทาปากให้ดูแปลกประหลาด เพื่อดึงความสนใจผู้คน โดยเอกลักษณ์โดดเด่นนั้น นอกจากการเขียนหน้าทาตาที่ดูแปลกแล้ว กับการแสดงที่เน้นสื่อถึง “กลิ่นอายความเป็นอีสาน” ก็เป็นจุดขายสำคัญด้วย…

“ทำไมต้องเป็นอีสาน ก็คงตอบว่า… มันก็เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ ในสายเลือด เพราะโตมาพร้อม ๆ กับเพลงหมอลำมาตั้งแต่เด็ก อีกอย่างนอกจากจะทำให้ผู้คนที่ได้เห็นได้ฟังรู้สึกสนุกสนาน เพลงอีสาน ดนตรีพื้นบ้าน ก็ยังย้ำเตือนใจว่า… เราเป็นใครมาจากไหน…”

ส่วน “วิธีมองหาทำเล” ที่จะเปิดวิกทำการแสดงนั้น ชม้อย หอยเหล็ก แจกแจงให้ทีม “วิถีชีวิต” ฟังว่า… ตลาดหลักยังคงเป็นพื้นที่ในกรุงเทพฯ แต่จะประสบความสำเร็จได้ ศิลปินแบบนี้ก็ต้องรู้จักเลือกสถานที่ที่จะทำการแสดงด้วย เพราะถ้าเลือกถูกจุด โอกาสจะมีรายได้มากขึ้นก็มีสูง แต่ถ้าพลาดเป้าไป โอกาสที่จะไม่ได้เงินก็ยิ่งมีมาก ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงที่เกิดบ่อย ๆ

กับ “ชีวิตศิลปินข้างถนน” แบบนี้

อีกมุมของศิลปินสู้ชีวิตคนนี้ ที่น่าสนใจไม่น้อย คือ บทบาท การเป็น “ครู-วิทยากร” ให้กับเด็ก ๆ และหน่วยงานต่าง ๆ โดยเนื้อหาจะเป็นการเล่าถึง “ประสบการณ์ชีวิต” และก็ยังรับงานสอนหนังสือ อีกด้วย โดยความฝันอีกหนึ่งสิ่งก็คือ การได้เป็น “เรือจ้างของชาติ” อยากให้กำลังใจเด็ก โดยเฉพาะเวลาที่เด็กมีความทุกข์ นอก จากนั้น ก็ยังฝัน ๆ ไว้ว่า… อยากจะ “เขียนหนังสือ” สักเล่ม เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นมาของ “ชีวิต… ชม้อย หอยเหล็ก” เพื่อทำให้คนอ่านที่ท้อ แท้รู้สึกมีแรงที่จะสู้ชีวิตต่อไป

เมื่อเอ่ยถึงบทบาทและหน้าที่ระหว่างการเป็นวิทยากรสอนคน กับการเป็นศิลปินข้างถนน ชม้อย หอยเหล็ก บอกว่า… แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะศิลปินเปิดหมวกแบบ นี้ คนมักไม่ค่อยให้เกียรติเท่าไหร่ แต่เมื่อสลัดผ้าพลิก บทบาทเป็นภาพครู-วิทยากร คน ก็จะให้การต้อนรับดีมาก กว่า “แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสถาน ภาพไหน เมื่อขึ้นเวทีแล้ว อย่างไรก็ต้องโชว์มัสต์โกออน…ทำให้ดีที่สุด”

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวบอกว่า… ปัจจุบันนี้ได้เดินทางกลับไปอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัดแล้ว ด้วยความที่อิ่มและรู้สึกเบื่อวิถี ชีวิตแบบคนกรุงเทพฯ ทำให้ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด แต่ ก็ยังคงไป ๆ มา ๆ เพื่อมาเปิดทำการแสดงที่กรุงเทพฯ เป็นระยะ ๆ ตามงานเทศกาลต่าง ๆ ที่คิดว่า…จะมีคนมามาก ที่จะช่วยทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในฐานะคนที่เติบโตโดยใช้ชีวิตมากับ 2 วิถี คือวิถีคนเมือง กับวิถีแบบคนต่างจังหวัด เจ้าของวิถีชีวิตรายนี้แจกแจงความเหมือนที่แตกต่างให้ฟังว่า… คนกรุงเทพฯ จะค่อนข้างแข็ง ๆ ไม่ค่อยอ่อนโยนนัก เหมือนถูกปลูกฝังให้ระมัดระวังตัวไปเสียทุกอย่าง ดังนั้น ทุกครั้งที่มาเปิดหมวกทำการแสดง จึงเน้นไปที่การทำให้ผู้คนคลายเครียด ทำให้ผู้คนได้มีรอยยิ้มบ้าง ส่วนกับผู้คนในต่างจังหวัดนั้น จะค่อนข้างเป็นมิตรและอ่อนโยนกว่า แม้จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการแสดงแบบนี้มากนัก แต่ก็จะยิ้มรับและพูดให้กำลังใจเสมอ …นี่ก็นับเป็นมุมมองน่าคิดจากประสบการณ์ของศิลปินรายนี้ จากการได้สัมผัส “วิถีผู้คน” ที่หลากหลาย

วันนั้น ก่อนจากลากันไปตามเส้นทาง ศิลปินรายนี้ บอกว่า… ชีวิตศิลปินข้างถนนได้สอนให้ต้อง “รู้จักอดทน” ยิ่งกับชีวิตที่โตมาพร้อมกับความยากจนแบบนี้ด้วยแล้ว …ก็คงไม่มีโอกาส ไม่มีทางให้เลือกมากนัก นั่นก็ยิ่งทำให้ต้องสะกดคำว่า… “อดทน” วันละอย่างน้อย 3 หน 3 เวลาหลังอาหาร!!! เพราะรายได้ของศิลปินข้างถนนก็ใช่จะดีหรือมีรายได้ทุกวัน บางวันอาจจะไม่มีคนดู หรือไม่มีคนให้เงินเลยสักบาทก็ได้ ซึ่งก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อยู่บ่อย ๆ ซึ่งถ้าไม่ใช้คาถา “ทน” …ชีวิตก็คงไม่รอดมาจนปัจจุบันนี้

“แฟนก็เคยถามว่า จะทำไปอีกนานไหม เราก็ตอบไม่ได้ว่าจะเลิกเมื่อไหร่ บางครั้งก็คิดว่าสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ทำได้ มันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะที่อยากทำ คือเป็นครู อาจมีเงินเดือนประจำ ไม่ต้องเยอะมาก แต่เลี้ยงดูครอบครัวได้ก็พอแล้ว แต่ในโลกจริง ๆ ก็ทำไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เงินเป็นอีกโจทย์ หากเราหยุดอาชีพตรงนี้ แล้วจะหาเงินจากที่ไหนมาเลี้ยงดูครอบครัว เราไม่เชื่อหรอกที่คนจะบอกว่า… เงินไม่สำคัญกับชีวิต สำหรับเรา ถ้าไม่มีตรงนี้ ชีวิตก็เดินต่อหรือทำอะไรที่อยากทำไม่ได้ คนเราต้องมีที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ทั้งหมดนี้คือความจริง คือโลกแห่งความเป็นจริง” …เป็นความรู้สึกที่ไม่อ้อมค้อม ไม่โลกสวย จากศิลปินข้างถนนสู้ชีวิตคนนี้…

“ชม้อย หอยเหล็ก”.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ / สุรางค์รัตน์ เจนการ : รายงาน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: