เลือดใหม่อสังหาฯ ธุรกิจเพื่อสังคมทำได้ทุกวัน

Published ธันวาคม 18, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2557 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://goo.gl/K7wxmW

เลือดใหม่อสังหาฯ ธุรกิจเพื่อสังคมทำได้ทุกวัน

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

หากเอ่ยถึงแบรนด์ “ปริญสิริ” หลายคนในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะนึกถึง “สิริลักษณ์ โกวิทจินดาชัย” ผู้ก่อตั้งและปลุกปั้นแบรนด์ “ปริญสิริ” มายาวนานถึง 14 ปีแล้ว แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นายหญิงแห่งค่ายปริญสิริ ซุ่มเงียบดึงทายาทเพียงคนเดียว “บอล-ปริญญา โกวิทจินดาชัย”วัย 27 ปี เข้ามาร่วมทำงานด้วย

บอล-ปริญญา เล่าให้ฟังว่า เริ่มเข้ามาช่วยงานในปริญสิริได้ประมาณ 4 ปีแล้ว เข้ามาตอนแรกๆ ยังไม่มีตำแหน่งเลย เพราะคุณแม่ต้องการให้ศึกษางานในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการ เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจในธุรกิจนี้อย่างแท้จริง และถือโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับคน การทำงานในส่วนต่างๆ ด้วย

“จริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่มีตำแหน่งที่ชัดเจนในบริษัทเลย แต่ก็ดูแลในส่วนที่เรียกกันว่า Business Development” เขาเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ

ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการพัฒนาธุรกิจที่อยู่อาศัย เขากล่าวว่า การออกแบบที่อยู่อาศัยที่ผ่านมาเกือบทุกโครงการจะเดินตามรอยแบรนด์ที่เป็นเบอร์ต้นๆ ของตลาด ฟังก์ชั่นบ้านจะคล้ายกัน นั่นคือ แปลนบ้านเป็นสี่เหลี่ยม ถ้าเป็นบ้านเดี่ยวต้องมีสวนหน้าบ้าน แล้วก็เปลี่ยนแค่ดีไซน์บ้าน กลิ่นอายภายในโครงการที่ทำให้แต่ละแบรนด์มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเท่านั้น

 

แต่หากไปศึกษาวิถีการอยู่อาศัยจริง จะพบว่าเจ้าของบ้านแทบไม่ได้ใช้พื้นที่สวนหน้าบ้านเลย โดยเฉพาะบ้านที่หน้าบ้านเปิดโล่ง มองจากด้านนอกออกมาได้ ยิ่งไม่มีใครออกไปนั่งเล่นสวนหน้าบ้านเลย เพราะรู้สึกว่าไม่เป็นส่วนตัวนั่นจึงเป็นที่มาให้เกิดแนวคิดในการเปลี่ยนฟังก์ชั่นตัวบ้านจาก “ทรงสี่เหลี่ยม” มาเป็น “แอล-เชป” (L-Shape) เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับตัวบ้าน

วิธีคิดของบ้านแอลเชป คือ แค่ย้ายพื้นที่บางส่วนของตัวบ้านทรงสี่เหลี่ยมไปอยู่อีกฝั่งของตัวบ้าน ให้ตัวบ้านกลายเป็นรูปตัวแอล ก็จะมีพื้นที่นอกตัวบ้านตามแนวตัวแอลที่สามารถนำมาทำเป็นสวนขนาดย่อมๆ หรือลานอเนกประสงค์ ขนาดพื้นที่รวม 30-50 ตารางเมตร (ตร.ม.) พร้อมกับนำพื้นที่เหล่านี้ไปอยู่ด้านหลังของบ้าน

พื้นที่ส่วนนี้จะสามารถใช้ได้จริง จะจัดสวนขนาดใหญ่หรือจะทำเป็นมุมปาร์ตี้ก็ได้ โดยประเดิมแนวคิดนี้โครงการแรก คือ “ปริญญ์ สาทร-ราชพฤกษ์” อยู่บนพื้นที่ 55 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยวราคา 9-30 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดใหม่ๆ ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับโครงการบ้านจัดสรร ซึ่งปริญญาเรียกมันว่า “ออกซิเจน คอมมูนิตี้” นั่นก็คือการสร้างชุมชนสีเขียวในแบบที่เป็นไปได้จริง

ที่มาของแนวคิดนี้ เกิดจากการที่ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค จะเห็นว่าเทรนด์ เรื่อง “กรีน” พื้นที่สีเขียว บ้านประหยัดพลังงาน บ้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้จะมาแรงแค่ไหน แต่โครงการบ้านรูปแบบนี้กลับมีไม่มากนัก เพราะในความเป็นจริงแล้ว รักษ์โลกอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้งานได้จริงด้วย

ทายาทปริญสิริ กล่าวว่า ต้องออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยที่ทำให้เห็นว่า กรีนมีประโยชน์กับเขาอย่างไร ภายใต้ราคาที่เขารับได้ ทุกอย่างต้องประกอบกัน นั่นคือใช้งานได้จริง ราคาเหมาะสม ไม่ใช่การออกแบบให้เป็นกรีนที่มีต้นทุนสูง แล้วไม่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย คนซื้อบ้านจะเฉยๆ

นอกจากนี้ พื้นที่ส่วนกลางต่างๆ ที่ออกแบบให้เป็นกรีนต้องเป็นระบบกรีนที่ยั่งยืน ไม่เป็นภาระกับคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ดูแลง่าย ต้นทุนในการดูแลต่ำ ถ้าออกแบบให้เป็นกรีนมากเกินไป จะไม่ใช่แค่ต้นทุนสูงเฉพาะตอนลงทุนก่อสร้างเท่านั้น แต่ทั้งราคาบ้าน ต้นทุนในการดูแลจะสูงเกินเหตุด้วย

แนวคิดจากเลือดใหม่ปริญสิริ ทำให้โฉมหน้าของปริญสิริในโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ นับจากนี้จะขยับไปสู่ “ออกซิเจน คอมมูนิตี้” มากขึ้น ส่วนแนวทางในการบริหารงาน ก็ต้องเน้นความเป็นทีมเวิร์กให้มากขึ้น เพราะในมุมของคนรุ่นใหม่แล้ว วัน แมน โชว์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเติม “ทีม”ให้แข็งแกร่งด้วย

ด้านมุมมองที่มีต่อความรับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมขององค์กรธุรกิจ (Corporate Social Responsibility : CSR) ผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างหนุ่มบอล-ปริญญา กล่าวว่า วิธีคิดในเรื่องการทำซีเอสอาร์ในยุคใหม่ คงต้องเปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพราะหากเอ่ยถึงซีเอสอาร์ในอดีต จะนึกถึงการนำกำไรส่วนหนึ่งไปคืนสู่สังคม จัดกิจกรรมอีเวนต์ช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ

“ถ้าถามว่าซีเอสอาร์แบบที่ผ่านมาดีไหม ก็ดี เพราะสังคมก็ได้รับสิ่งที่คืนกลับมาจากองค์กร แต่จะดีกว่าไหม ถ้าองค์กรจะทำซีเอสอาร์ได้ทุกวัน” นี่คือแนวคิดของซีเอสอาร์ยุคใหม่ของทายาทปริญสิริ

เขายังกล่าวว่า ทุกองค์กรต้องมีกำไร อันนี้เป็นหลักการทำธุรกิจ ช่วยสังคม สิ่งแวดล้อม แล้วถ้าองค์กรขาดทุน ก็แสดงว่าไม่ถูกต้อง โดยซีเอสอาร์แบบยั่งยืนจะต้องเกี่ยวข้องกับ 3 ปัจจัย คือ คน สิ่งแวดล้อม และกำไร และให้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเอง พยายามลดสิ่งที่ไม่เป็นมิตรกับโลกภายในกระบวนการทำธุรกิจ พร้อมกับมีส่วนช่วยสังคมใกล้เคียง ก็ถือว่าช่วยได้มากแล้ว และจะทำได้ต่อเนื่องด้วย โดยไม่ต้องรอว่า ปีนั้น หรือปีนี้จะมีกำไร มีเงินไปทำซีเอสอาร์เพิ่มเติมหรือไม่

ยกตัวอย่าง ถ้าเป็นองค์กรที่อยู่อาศัย จากเดิมที่ต้องไปทำซีเอสอาร์ไกลๆ นำเงินกำไรบางส่วนไปทำกิจกรรมเหล่านั้นให้ลองหันกลับมามองรอบชุมชนใกล้เคียง เป็นมิตรกับชุมชนใกล้เคียงมากน้อยเพียงใด คืนอะไรให้คนรอบชุมชนบ้าง ใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับคนงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือไม่ รวมถึงไม่กดราคาคนงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องมากไปทุกคนอยู่ได้ สังคมอยู่ได้ องค์กรก็จะอยู่ได้

คน สิ่งแวดล้อม และกำไร เป็น 3 ปัจจัยที่ต้องเดินไปควบคู่กัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และจะเห็นว่าองค์กรชั้นนำของโลกหันไปสู่ซีเอสอาร์แนวใหม่มากขึ้นซึ่งเชื่อว่าองค์กรชั้นนำของไทยก็เริ่มตอบรับแนวทางนี้ด้วยเช่นกัน

ในส่วนของการขับเคลื่อนองค์กรปริญสิริ ในมุมของเลือดใหม่แล้ว มองว่านับจากนี้ผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็กคงจะเหนื่อย หลังจากรายใหญ่จากต่างธุรกิจจับมือกันเสริมแข็งมากขึ้น แต่นี่คือสิ่งท้าทายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะต้องสร้างความแตกต่างให้ยังมีที่ยืนในตลาดได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: