สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/161114/99039

สาระน่ารู้
Sunday, 16 November, 2014 – 00:00
.
การเข้าสู่ภาวะนิพพาน
ในพุทธศาสนากล่าวว่าร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วย ขันธ์ แปลว่า กอง, หมวด, หมู่, ส่วน คือแยกร่างกายออกเป็นส่วนๆ ตามสภาพได้ 5 ส่วน หรือขันธ์ 5 คือ
1.รูป ได้แก่ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต
2.เวทนา ได้แก่ ระบบประมวลความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ และเฉยๆ
3.สัญญา ได้แก่ จำสิ่งที่ได้รับและรู้สึกนั้นๆ
4.สังขาร ได้แก่ ระบบคิดปรุงแต่ง แยกแยะสิ่งที่รับรู้สึกและความจำได้นั้นๆ
5.วิญญาณ ได้แก่ ระบบรู้สิ่งนั้นๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติจิตเข้าสู่สมาธิ หากจิตสมาธิก้าวถึงภาวะที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว จิตมีความสงบสูงสุดเพราะไร้ทุกข์ ไร้สุข เรียกว่าเป็นภาวะนิพพาน เป็นอิสรภาพสมบูรณ์เป็นจุดหมายสูงสุดของ พระพุทธศาสนา
พระนิพพานเข้าถึงได้โดยทำลายความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ดูหรือถอดความเป็นเจ้าของให้หมดไป ซึ่งมีวิธีการปฏิบัติได้หลายทางเพื่อให้จิตภายในปล่อยว่างได้ วางความเป็นเจ้าของไปได้ ไม่มีความเป็นเจ้าของ จิตปล่อยให้เป็นกลาง ไม่มีเจ้าของ เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นอย่างนี้ เราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา มันเลยเป็นจิตของเรา วิญญาณของเรา สะสมกรรมดี-กรรมชั่วต่างๆ ในจิตของเรา ขนาดเราปฏิบัติจริง รู้แจ้งเห็นจริงอะไรสารพัดไปหมด เข้าใจธรรมะสารพัดอย่าง แต่เรายังยึดว่ามีจิตของเราวิญญาณของเราอยู่ พอเข้าใจธรรมะไปถึงตอนสำคัญที่จะปล่อยความเป็นเจ้าของดวงจิตวิญญาณยังปล่อยไม่ได้ เพราะติดยึดว่าเป็นจิตของเรา
การเข้าถึงภาวะพระนิพพานจึงต้องอาศัยความเพียร ฝึกฝนไปทีละขั้น ทำลายความเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ดูหรือถอดความเป็นเจ้าของให้จิตดวงนี้ ปล่อยวางความเป็นเจ้าของไปได้ ไม่มีความเป็นเจ้าของจิตดวงนี้อยู่ว่าไม่ใช่จิตของเรา ไม่ใช่วิญญาณของเรา คือปล่อยให้มันเป็นกลางๆ ไม่มีเจ้าของ จิตเคยเป็นของเรา แต่ตอนนี้มันเป็นจิตเฉยๆ ไม่มีเจ้าของ ถ้าถึงภาวะนี้ได้ปล่อยให้มันเป็นกลางๆ ไปได้ มันก็เป็นภาวะนิพพานเหมือนกัน
ปัญญาพระนิพพานเท่านั้นถึงจะปล่อยได้ ที่สะสมมาทั้งกรรมดี-กรรมชั่วต่างๆ พอถึงที่มันจะปล่อยเป็นธรรมชาติหมดไม่เหลืออะไร เมื่อรู้จบแล้วมันก็ไม่มีอะไร หรือรู้โดนตัดสภาวะหมด รู้ก็เป็นพระนิพพานไปเอง อวิชชาหมดไป ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณอะไรทั้งหลาย จิตวิญญาณต่างๆ กลับสู่ความเดิมแท้ ทำลายมันลงตัวรู้นี้มันอยู่ ถ้าอยู่มันก็จะไปรู้อยู่เรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้นเจอตัวรู้ สลายตัวรู้ได้เมื่อไหร่ พอปล่อยไปแล้วมันไม่ใช่จิตของเราอีกแล้ว จิตที่เราเคยหลงไปยึดมั่นถือมั่น คาดว่าเป็นจิตของเรา วิญญาณของเราหมดไป ซึ่งต้องเป็นปัญญาขั้นพระนิพพาน จึงจะเกิดปัญญารู้และปล่อยวางได้
พระนิพพานคราวนี้เอาเรื่องจิตไปก่อน ให้นึกถึงว่าจิตที่เราพูดๆ ถึง มันเป็นแค่อาการของมัน จะเบา จะลอย เห็นภาพนิมิตดีใจ เสียใจ เหล่านี้เป็นอาการของจิต ถ้ารู้ที่จุดไหนก็จัดการเสียอย่าให้มันปรุง รู้ถูกทำลายเมื่อไหร่มันก็นิพพานทันที
พระนิพพานเป็นภาวะที่จิตว่างอยู่อย่างนั้นตลอด พ้นจากอำนาจความคิด ไม่มีอะไรให้รู้ไปหลงยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าเห็นว่าอาการแบบนี้เป็นอาการของจิตเดิมแท้ที่จะปล่อยวาง อาการรู้ทั้งหมดรู้ดับลง จึงเป็นพระนิพพาน.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: