สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/091114/98706

สาระน่ารู้
Sunday, 9 November, 2014 – 00:00
.
การฝึกปล่อยวางจิตไม่ยึดมั่นถือมั่น
อารมณ์ที่เรายังเกิดเสียใจเมื่อบางสิ่งสูญสลาย เสียหาย เกิดจากจิตเราไปยึดว่าเป็นของเรา ใส่ความรู้สึกต่างๆ ผูกติดกับสิ่งนั้น ย่อมเกิดเป็นความรู้สึกต่างๆ ครั้นเมื่อฝึกจิตให้เข้าสู่ภาวะเดิมแท้ เราจะไม่มีจิตของเรา จิตที่เคยหลงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจิตของเราวิญญาณของเราหมดไป ภาวะนี้ต้องเป็นปัญญาพระนิพพานถึงปล่อยได้ ความสะสมทั้งกรรมดีกรรมชั่วต่างๆ ที่มีอยู่ในจิตของเรา วิญญาณของเรา จะปล่อยเป็นธรรมชาติหมดไม่เหลืออะไร
มีคำถามว่า สิ่งที่เคยรู้ผ่านจิตผ่านวิญญาณต่างๆ เมื่อตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปเปรียบเหมือนตัดมือตัดเท้า ไม่มีเครื่องมือ ตัดหมดทุกสิ่งที่เคยใช้เครื่องมือ ในที่สุดไม่มีอะไรจะผ่านเป็นเจ้าของถึงการจบรู้แล้วโดนตัดหมด อวิชชาหมดไป ไม่มีจิต ไม่มีวิญญาณ เพราะจิตวิญญาณต่างๆ ตัด เขาคืนความเดิมแท้ไปหมด ถึงรู้อยู่ แต่ไม่มีอะไรให้รู้ หมดสภาพไปเองโดยปริยาย ถึงจะรู้ แต่ไม่มีอะไรให้รู้ ว่างอยู่อย่างนั้นตลอด ไม่มีสิ่งใดให้ไปหลงยึดมั่นถือมั่น และเป็นธาตุรู้ดิบลงไป ไม่มีปรากฏ เป็นอาการนิ่งเฉย สงบ สว่าง และไม่รับรู้ อาการนิ่งเฉย
พระพุทธเจ้าเห็นว่าอาการแบบนี้เป็นอาการของจิตเดิมแท้ที่จะปล่อยวางจิตไปถึงอาการเดิมแท้ ย้อนกลับมาอย่างเราปฏิบัติตอนจิตถูกครอบงำ อวิชชาหลากหลายคลอบงำเรา ให้เราเห็นว่าจริง ให้เห็นว่าโลกนี้จริง สมมติโลกจริง เห็นตามที่บอก เมื่อจิตเรามีความตั้งเริ่มเห็นกิเลสแบบหยาบๆ ด้วยภูมิปัญญาของเราเบื้องต้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นโลกิยภูมิ คือเห็นความจริงของทุกข์ เห็นสิ่งต่างๆ เช่น มีหินก้อนหนึ่งตั้งอยู่ตามธรรมชาติ เป็นหินอะไรไม่รู้ เราไปเอาหินนั้นมา บอกเป็นของเรา คิดว่าหินก่อนนี้ดี สวย ใส่ความรัก ไปผูกพัน อยู่ๆ มีคนทำตกแตก ความยึดมั่นถือมั่นมีเท่าไหร่มันก็เกิดทุกข์เท่านั้น เท่าที่มันมีความรักใส่เข้าไป คนอื่นไม่เสียใจ เพราะไม่ใช่เจ้าของ
เมื่อก่อนหินตั้งอยู่ตามธรรมชาติ คนเอาเป็นเจ้าของยึดถือมั่นเรื่อยๆ พอหินแตกก็เสียใจ อำนาจความเป็นเจ้าของมันนำความทุกข์มาให้เราพิจารณาแล้วไปเห็นจริงตามนี้ เมื่อหลายพันปีที่ใครบรรลุธรรมรู้เรื่องนี้ เช่น ทุกวันก็รู้อย่างนี้ อนาคตต่อไปใครเข้าไปถึงธรรมะข้อนี้ก็รู้แบบนี้ เหมือนกันแสดงเห็นว่าธรรมะนี้เป็นความจริง ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่ปฏิบัติเวลาไหนก็รู้เช่นนี้ อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ใครปฏิบัติก็รู้อย่างนี้ เพราะเป็นความจริง
หากจะกล่าวถึงธรรมะขั้นพระนิพพานต้องเพียรฝึกขั้นสูงกว่านี้มาก ต้องกล้าพิจารณา ฝึกฝนเข้าไปอีก เพราะต้องสวนความรู้สึก การฝึกปล่อยการวางเป็นการสวนความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น เมื่อทำแล้วจะตอบสนองความรู้สึกของอวิชชาได้ดี การปล่อยการวางทำได้ยาก แต่ต้องทำต้องเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วเกิดปัญญาก็สามารถทำได้ เพราะหากไม่เกิดปัญญาย่อมทำได้ยาก
“ปัญญา” อย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เกิดปัญญาย่อมได้แค่เพียงพอรู้ธรรมแบบสะสมบุญ ไม่ได้รู้แบบพระนิพพาน รู้ว่าทำอะไรแล้วจะได้อะไร ทำอย่างนี้แล้วจะได้อย่างนี้ ไม่ได้รู้แบบปล่อยวาง ยังเป็นความคิดทางโลกที่ใส่อันนี้ไป ต้องได้อย่างนี้ ซึ่งในความเป็นจริง ปัญญาธรรมมันมีหลายระดับ เมื่อเราเริ่มต้นฝึกฝนเรื่อยๆ ควรทำต่อเนื่องให้ก้าวหน้าถึงธรรมขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: