สมาธิชาวบ้าน

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/280914/96784

สาระน่ารู้
Sunday, 28 September, 2014 – 00:00
.
อาการสมาธิ
วิธีการทั่วไปในการทำสมาธิคือต้องหาอุบายกรรมฐาน เช่น การภาวนา ฯลฯ เป็นต้น ให้ลมหายใจมีการภาวนากำกับ หายใจเข้าก็มีคำภาวนา หายใจออกก็ภาวนา ทำไปเรื่อยๆ จนจิตกับคำภาวนาหรืออุบายกรรมฐานมันรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่พรากจากกัน พอจิตพรากออกจากความคิดก็จะได้สมาธิ คือจิตสงบ ความคิดน้อยลง จิตรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง ทรงตัวอยู่ได้อย่างสบายๆ จิตมีปีติ มีสุข เป็นอาการของจิตเดิมแท้
ต่อไปถ้าจิตได้ฟังธรรมเยอะๆ ฟังมากๆ จิตก็จะพัฒนาไปสู่ภูมิวิปัสสนา แต่ถ้าจิตไม่ได้ฟังธรรมในขั้นภูมิวิปัสสนา จิตจะไม่เคลื่อนตัว แต่จิตจะไปอยู่นิ่งเฉยๆ ไม่เกิดความรู้อะไร คือได้สมาธิแต่ว่าไม่เกิดภูมิวิปัสสนา
ภูมิวิปัสสนาจำเป็นต้องกระตุ้นมัน ถ้าไม่กระตุ้นแล้วจิตจะเกิดอาการขี้เกียจ คือไปแล้วติดว่าง รู้สึกว่าการที่มีปีติ มีสุขแล้วรู้สึกว่าว่างคือเป้าหมายของสมาธิ แล้วมันก็จะนิ่งอยู่อย่างนั้น เพราะมันมีปีติ มีสุขหล่อเลี้ยงจิต เป็นจิตเดิมแท้
แต่อาการดังกล่าวนี้ พระพุทธเจ้าทรงเห็นมาแล้วตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธองค์ดำเนินองค์ฌาน ว่าการที่จิตไปติดในฌาน หรือว่าฌานสมาธิที่ได้นั้นจะยังไม่ถึงพระนิพพาน เพราะพระนิพพานเป็นปัญญา ไม่ใช่ว่าง อาการว่างของจิตที่เป็นสมถะ จึงไม่ได้รับประกันว่าเป็นพระนิพพาน พระนิพพานเป็นปัญญาที่รู้ เป็นปัญญาพระนิพพาน จำเป็นต้องให้เกิดภูมิวิปัสสนา
ภูมิวิปัสสนาจะรู้แจ้งอย่างที่รู้แจ้งเห็นจริงจากเรื่องต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นธรรมะ จะเป็นอะไรก็จะรู้แจ้งหมด เป็นอาการผุดรู้ที่มันแทรกขึ้นมาในขณะที่จิตอยู่ในภาวะตรึกตรอง ตอนแรกๆ ก็นานๆ จึงจะรู้ทีนึง นานๆ จะปรากฏขึ้น ต่อไปก็จะปรากฏบ่อยขึ้นๆ นี่คือ “อาการรู้”
การผุดรู้นั้นอาจจะรู้เหตุการณ์ข้างหน้าก็ได้ หรือไม่ใช่เหตุการณ์ข้างหน้าก็ได้ ถ้ารู้เหตุการณ์ข้างหน้าก็ประกอบไปด้วยญาณทัศนะ เรียกว่า “อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ” มาประกอบก็เลยรู้เหตุการณ์ข้างหน้า แต่ถ้าเกิดว่าเป็นอาการรู้เฉยๆ รู้แจ้งรู้อะไรก็ได้ รู้แจ้งเป็นรู้แบบใหม่ รู้แบบเดิม เป็นรู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจของความคิด ความคิดอันเป็นสมมุติบัญญัติถ้าเรายังไม่พ้นจากมัน เราก็จะเกิดปัญญาแค่ขอบเขตที่สมมุติบัญญัติกำหนดไว้ เราเคยเรียนรู้มาอย่างไร ปัญญาเราก็ได้เท่านั้น เพราะปัญญามันถูกขอบเขตของสมมุติบัญญัติมาตีกรอบไว้
ถ้าไม่พ้นจากอำนาจของความคิดที่เป็นสมมุติบัญญัติแล้ว ต่อให้เรารู้อะไร มันก็รู้แค่สมมุติบัญญัติโลกที่เราบัญญัติไว้ ผิดชอบชั่วดีอะไรก็บัญญัติไว้ เราคิดได้แค่นั้น ไม่มีวันที่จะรู้แจ้งได้เลย ยกเว้นแต่จิตที่เป็นอิสระจากความคิดแล้วจึงจะรู้แจ้ง
ในตอนแรกๆ ของการรู้ ก็จะรู้แจ้งเรื่องธรรมดาไปเรื่อยๆ รู้แล้วก็จะ “อ๋อ” รู้สึกสบายใจ รู้ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดพอจิตรู้ไปถึงที่สุดแล้ว มันก็เกิดมีกำลังขึ้นมา ก็กลับมาดูตัวมันเอง เรียกว่า “จิตดูจิต” เมื่อจิตมีกำลังมาดูตัวเองได้เมื่อไหร่ แปลว่าเราใกล้ๆ ได้เรื่องแล้ว และวันที่จิตก้าวพ้นโลกเป็นโลกุตรภูมิ จะพบว่าธรรมะต่างๆ ที่เคยเรียนมานั้นไม่มีประโยชน์เลยจริงๆ เป็นแค่บาทฐานเฉยๆ
จิตเมื่อมันไปรู้ความจริงตอนที่กลับมาดูปรากฏการณ์ความคิดที่เกิดขึ้นภายในจิตของมันเอง ครั้งนี้คือความยิ่งใหญ่ ตรงนี้พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าตอนที่ตรัสรู้ธรรมอันเป็นโลกุตรธรรมนั้น ไม่รู้จะมาสั่งสอนใคร เพราะคิดว่าไม่รู้จะหาคำพูดอะไรมาสั่งสอนมนุษย์ได้ มันเป็นสิ่งที่ซับซ้อน มันไม่มีคำพูดมาบัญญัติ เพราะฉะนั้นโลกุตรภูมิจึงมีคำสอนถึงน้อยมากในธรรม ส่วนใหญ่ธรรมะที่เรารู้ๆ กันนั้นจะอยู่ในส่วนของขอบเขตโลกียภูมิ.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: