Star Retro : ‘ดิ๊บ’ ผันจับงานธุรกิจส่งออก รอโอกาสจัดคอนเสิร์ตใหญ่

Published พฤศจิกายน 19, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/130993

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.
‘ดิ๊บ’ ผันจับงานธุรกิจส่งออก

รอโอกาสจัดคอนเสิร์ตใหญ่ คืนสู่เหย้า บอยสเก๊าท์

 

 

สัปดาห์ที่แล้ว “สตาร์เรโทร” พาไปอัพเดทชีวิตของอดีตสมาชิกวงบอยแบนด์ บอยสเก๊าท์ “ต๊ะ” วินรวีร์ ใหญ่เสมอ กันแล้ว สัปดาห์นี้ เรายังคงอยู่กับอีกหนึ่งสมาชิกของวง ที่หลายคนคิดถึง “ดิ๊บ” ทรงพล คล้ายพงศ์พันธ์ หรือ ดิ๊บ บอยสเก๊าท์ วันนี้เขาจะมาย้อนวันวานกับเรื่องราวสนุกสนานในความทรงจำตั้งแต่สมัยเด็ก ก่อนมาเป็นบอยแบนด์ที่ทุกคนรู้จัก และเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดมิตรภาพความแน่นแฟ้นของเพื่อนสมาชิกในวง

วัยเด็กของ “ดิ๊บ”

ผมก็เป็นเหมือนเด็กทั่วๆ ไปครับ อาจจะแตกต่างกับคนอื่นตรงที่ เราชอบดนตรีมาตั้งแต่ยังเด็ก แล้วสมัยนั้นเพลง “เอาไปเลย” ของวงไมโคร กำลังดัง เราก็ชอบมากๆ เลยอยากได้กีตาร์มาลองเล่นดู คุณยายก็เลยซื้อกีตาร์ให้เป็นของขวัญซึ่งเป็นกีตาร์ตัวแรกในชีวิตของผม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราก็หัดเล่นกีตาร์มาตลอด

ความฝันในวัยเด็ก

ตอนเด็กไม่ได้คิดเลยครับ ว่าโตขึ้นเราจะเป็นนักร้อง คือผมไม่กล้าคิดไปถึงขั้นนั้น แค่รักในเสียงดนตรี และอยากเล่นดนตรีมากกว่า แล้วหลังจากวงไมโคร ก็มีวงนูโว เลยทำให้เรายิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นเหมือนมีพลังงานของนักดนตรีเข้ามาในตัว จนผมต้องแกะกีตาร์เล่นเพลงของวงนูโว(หัวเราะ)

ฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อน

ตอนเรียนผมตั้งวงดนตรีกับเพื่อน เอาถังน้ำมาเป็นกลอง ตีเล่นกับเพื่อน (หัวเราะ) แต่ไม่ได้คิดจริงจังว่าจะต้องได้ออกเทปนะครับ มันเป็นกิจกรรมที่เล่นกันสนุกสนานกับเพื่อนๆ มากกว่า แต่ว่าก็มีโอกาสได้ไปเล่นดนตรีตามโรงเรียนด้วย หรือเวลาเพื่อนมีงานก็ไปเล่นสนุกๆ ครับ

เข้าวงการ

ผมเล่นดนตรีมาตั้งแต่ ป.5 เล่นมาเรื่อยๆ จนถึงม.2 ถึงได้มีโอกาสเข้ามาในวงการ ถือว่าเด็กมากๆครับ แต่ยังไม่ได้เป็นนักร้องนะครับ ตอนที่เข้ามาในวงการ เริ่มแรกผมแสดงหนังก่อน เรื่อง “อนึ่ง…คิดถึงพอสังเขป” ที่ ต๊ะ (วินรวีร์ ใหญ่เสมอ) กับ โจ (ธนัท ฉิมท้วม) เล่นด้วย หลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ เลยทำให้มีโอกาสมาเป็นนักร้องครับ

มิตรภาพระหว่างเพื่อน

ผมเจอต๊ะครั้งแรก ตอนก่อนจะไปแคสต์วันหนึ่งครับ เพราะไปทำงานกับพี่พจน์ อานนท์ (ปัจจุบันชื่อพชร์ ภเสฐ) เลยได้เจอต๊ะ ได้รู้จัก และสนิทกัน หลังจากทำงานเสร็จก็เลยชวนกันไปเที่ยว แล้วบังเอิญได้เจอกับโจที่ร้องเพลงอยู่ ตอนนั้นโจหัวหยิก ใส่กางเกงยีนส์ฟิตมาก ยืนเก๊กด้วยครับ (หัวเราะ) พวกเราสองคนยังด่าโจกันอยู่เลย ประมาณว่าทำไมขี้เก๊ก ตอนนั้นโจเขาใส่หูฟังแล้วเอาเท้าวางบนโต๊ะซึ่งมันน่าหมั่นไส้มากครับ แต่เหตุการณ์ต่างๆ เหมือนบุญวาสนาที่ทำให้พวกเรามาเจอกันครับ พวกเราทั้ง 3 คนผูกพันกันตั้งแต่ถ่ายหนัง “อนึ่ง…คิดถึงพอสังเขป” เพราะเราต้องอยู่ด้วยกันเกือบ 2 เดือนที่เชียงใหม่ ถ้าถ่ายเสร็จเร็วไม่ได้มีถ่ายฉากกลางคืนก็จะนั่งจับกลุ่มกันเล่นกีตาร์ คือนักแสดงเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะทำให้บทต้องกระจายๆ กันไป เวลาพักเลยเยอะตามไปด้วยพอพักทีนักแสดงก็จะแยกย้ายหรือจับกลุ่มคุยกัน พวกเราสามคนก็เป็นเหมือนกันครับ มันสนุกมากนะตอนนั้น ที่เราจับกลุ่มกันเล่นดนตรีร้องเพลง แล้วทำให้มีความฝันกันว่าอยากทำอัลบั้ม แต่ก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้จริงๆ

เริ่มมีคนรู้จัก

ผมว่าคนรู้จักผมจากบทหนัง หรือตัวละครที่เราแสดงมากกว่า เพราะหนังเรื่องนี้กระแสตอบรับค่อนข้างดีนักแสดงที่แสดงทุกคนก็เป็นที่รู้จัก ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว สมัยนั้นมีหนังสือติดต่อมาขอสัมภาษณ์ พวกวัยน่ารัก,The Boy หรือหนังสือวัยรุ่นในยุคนั้นก็มาขอสัมภาษณ์ ถ่ายแบบกันเยอะมากครับ เราก็ดีใจ เพราะเป็นเรื่องแรกของเรา แล้วเราก็ยังเด็กมากๆ ตอนแสดงไม่ได้คาดหวังถึงกระแสตอบรับ พอมันประสบความสำเร็จก็ถือว่าเป็นเรื่องเกินความคาดหวัง และก็ต้องขอบคุณ อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ด้วยครับที่ทำให้ผมได้รับโอกาสดีๆ ต้องบอกก่อนว่าตอนนั้นนักแสดงกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า “นิวคิดส์ ไฟว์สตาร์” คือเป็นกลุ่มเด็กปั้นรุ่นแรกๆ ของอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล แล้วพอหนังมีกระแสตอบรับที่ดี ก็ทำให้นักแสดงกลุ่มนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักขึ้นมาแทบทุกคนครับ

เตรียมการก่อนออกอัลบั้ม

ใช้เวลานานครับ สำหรับผมถือว่านานพอสมควร เพราะหลังจากคุยรายละเอียดตกลงกันเรียบร้อยก็ต้องมาเรียนร้องเพลงก่อน เรียนร้องเพลงอยู่ประมาณ 2 ปีครับถึงได้ออกอัลบั้ม ช่วงระหว่างนั้นก็มีท้อบ้าง แล้วสมัยก่อนการเดินทางลำบากมากครับ บ้านผมอยู่วงเวียนใหญ่ กว่าจะเดินทางมาถึง RS ได้ค่อนข้างลำบาก และแต่ก่อนน้ำท่วมครับ ตรงซอยลาดพร้าว 15 ถ้าขับรถไปน้ำเข้าไปถึงที่ปัดน้ำฝนเลยครับ ซึ่งอาทิตย์หนึ่งมีเรียน 2 ครั้ง เลยทำให้เหนื่อยมากครับ

ต้องพักการเรียน

การออกอัลบั้มสมัยนั้น ไม่เหมือนปัจจุบันครับ กว่าจะทำอัลบั้มหนึ่งได้ต้องใช้เวลา ทำให้ผมตัดสินใจเลือกจะทำงานก่อน เลยออกจากโรงเรียน แต่ว่าผมก็ย้อนกลับมาเรียนหนังสือจนจบครับ ตอนนั้นเราต้องตัดสินใจเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผมก็เลือกงาน พอกลับมาเรียนอีกครั้งอาจารย์กับเพื่อนๆ ก็ให้ความช่วยเหลือดีมากครับ ทำให้ผมไล่ทำงานทุกอย่างจนทัน เลยทำให้เรียนจบได้

ชีวิตวัยรุ่นที่หายไป

ถ้าเป็นช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ก็มีหายไปบ้างครับ แต่ผมก็ไม่ถึงกับเสียดายอีกอย่างผลตอบรับที่ได้มามันคุ้มค่ากับที่เราตั้งใจทำแล้วก็เป็นงานที่เรารัก ที่สำคัญผมคิดว่าประสบการณ์ในการทำงานการได้เจอผู้คน ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตข้างนอกโรงเรียน หรือรั้วมหาวิทยาลัยได้สอนอะไรให้เราหลายอย่าง ผมคิดว่ามันคุ้มค่านะกับสิ่งที่ผมเลือกทำ

ช่วงที่ “ต๊ะ” เจอมรสุมข่าว

พวกเราให้กำลังใจ และคอยช่วยเหลือกันตลอดเวลาอยู่แล้ว อะไรที่พอช่วยกันได้ก็ช่วยครับแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่พวกเราเท่านั้นนะครับ ยังมีเพื่อนๆ พี่ๆ ในวงการที่น่ารักที่คอยช่วยให้กำลังใจ และช่วยเรื่องงานด้วยผมว่าเราต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทิ้งกันไม่ได้หรอกครับ

โอกาสกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

ถ้าในส่วนของอัลบั้มใหม่คงไม่มีแล้วครับ เราคิดว่าเรื่องเพลงปล่อยให้รุ่นน้องทำจะดีกว่า ตอนนี้ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำในสิ่งต่างๆ ที่โตขึ้น แต่ถ้าขึ้นเวทีคอนเสิร์ตพร้อมกันสามคนน่าจะเป็นในส่วนของคอนเสิร์ตพวกเรโทร หรืองานจ้างมากกว่าครับ จริงๆ ผมก็เคยคิดอยากให้มีคอนเสิร์ตใหญ่ของพวกเราสักครั้งหนึ่ง เพียงแต่ว่าต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกันครับ

หันมาทำธุรกิจ

ตอนนี้ผมทำธุรกิจอยู่ 2 ธุรกิจใหญ่ คือธุรกิจเกี่ยวกับความสวยงาม คือนวดหน้า แบบกระชับใบหน้า และการเคาะหน้าเรียว คือเป็นการนวดหน้าเพื่อสุขภาพครับ ทำให้หน้ากลับมาเรียวกระชับขึ้น เพราะหน้าเราไม่ได้รับการออกกำลังกายครับ แล้วตอนนี้ก็เปิดสอนอยู่ครับ ชื่อร้าน perfectface แต่ว่าร้านของผมอยู่ที่บ้านครับตอนแรกว่าจะเปิดร้านที่อื่นแต่ไม่มีคนช่วย เลยมาทำที่บ้านดีกว่า ส่วนอีกธุรกิจหนึ่งคือทำเกี่ยวกับผ้านีโอพรีน นำมาทำเป็นรองเท้าบู๊ทครับชื่อว่า “รองเท้าตราหมี” นอกจากนั้นก็จะมีทำที่ใส่มือถือ แท็บเลต หรืออย่างอื่นออกมาครับ ผมตั้งเป้าไว้ว่าในส่วนของรองเท้าจะผลิตส่งออกต่างประเทศในปีหน้าครับ

ความคิดถึงวงการบันเทิง

คิดถึงอยากกลับไปทำ แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น และยุคสมัย ผมคิดว่างานในวงการที่เรารักควรเป็นงานอดิเรก ส่วนงานหลักควรจะเป็นงานที่เลี้ยงครอบครัวของเราได้ครับ ผมคิดไว้ว่าถ้าทำกำไรจากธุรกิจได้เยอะๆ จะซื้อเวลาช่องเคเบิลสักช่องที่สปอนเซอร์เข้าเยอะๆ แล้วทำรายการท่องเที่ยวครับ แต่อาจจะเป็นรายการท่องเที่ยวที่ออกอากาศในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ ที่ไม่หนักหนาหรือใช้เวลาเยอะมากครับ เพราะว่าผมเป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของละครไม่มีติดต่อมาเลยครับ ผมคิดว่าอาจจะเป็นด้วยวัยที่ก้ำกึ่ง อาจจะไม่แก่ถึงจุด (หัวเราะ) จะให้เล่นบทพ่อคนดูก็ไม่เชื่อ หรือบทเพื่อนพระเอกก็ไม่ผ่านครับ เลยยังไม่ได้เห็นผลงานละครของผมออกมา แต่ถ้าถามว่ายังรับงานในวงการไหมยังรับครับ

ก่อนจากกัน “ดิ๊บ” ฝากข้อความถึงแฟนๆ ที่คิดถึงกัน “ถ้าเกิดพวกเรากลับมารวมตัวกันตามงานคอนเสิร์ต หรือมีโปรเจกท์พิเศษอะไร ก็อยากให้แฟนๆ มารำลึกความหลังกันนะครับ แล้วก็ฝากเรื่องธุรกิจความสวยงามสามารถเข้าไปดูกันได้ที่ http://www.perfectface.in และรองเท้าตราหมี ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปหมีครับ สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.ebear.intro ซึ่งจะเปิดเว็บไซต์ใน 1-2 เดือนนี้ครับ”

ธุรกิจใหม่ ก้าวใหม่ แม้จะเป็นคนหน้าคุ้น แต่ก็ลุ้นให้แฟนๆ ช่วยสนับสนุนกันด้วยจ้า!!

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: