จัตุรัสทั่วไทย

Published สิงหาคม 13, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/100814/94415

สาระน่ารู้
Sunday, 10 August, 2014 – 00:00
.
เชียงใหม่-นครราชสีมา:
2 โมเดลปฏิรูปการศึกษาถิ่น

แม้ทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าประเทศไทยต้อง “ปฏิรูปการศึกษา” และมีการขับเคลื่อนการปฏิรูปมานับสิบปี แต่ดูเหมือนยังไปไม่ได้ไกลนัก หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือ แต่ละภาคส่วนติดอยู่กับอาณาจักรของตนเองตามภารกิจหน้าที่ ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างแยกส่วน ส่งผลให้การปฏิรูปการศึกษาไม่สามารถเดินไปสู่เป้าหมาย
หลายภาคส่วนได้หยิบยกทฤษฎี “ไข่ขาว-ไข่แดง” ใน “เวทีปฏิรูปการเรียนรู้การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ครั้งที่ 30” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ดึงโมเดลการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่นที่ประสบผลสำเร็จ ให้ทุกภาคส่วนได้มองเห็นและขยายผล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาการศึกษาจากเดิมที่ กระจุกตัวแต่พื้นที่ไข่แดง หรือพื้นที่ในเมืองเท่านั้น
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ย้ำในเวทีให้เร่งกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น เหมือนในหลายประเทศที่มุ่งเน้นให้ท้องถิ่นจัดการศึกษาเอง ขณะที่รัฐบาลกลางทำหน้าที่สนับสนุนบประมาณเท่านั้น
“ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ของสังคม ทำให้เกิดแรงบีบคั้นในหลายๆ ด้าน แพราะคนเพียง 10% แต่เป็นเจ้าของทรัพยากรจำนวน 90% จึงจำเป็นต้องปฏิรูป แนวทางที่จะลดความเหลื่อมล้ำลงได้นั้น จำเป็นต้องกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม”
การศึกษาก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ ศ.นพ.ประเวศระบุว่า เพื่อให้การปฏิรูปศึกษาขับเคลื่อนไปได้ ต้องไม่ทำแบบแยกส่วน และต้องไม่ใช่เป็นเรื่องของครู นักเรียน ให้เป็นเรื่องของทุกหน่วยงานและองค์กร และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของทุกๆ องค์กร ทั้งรัฐ ภาคธุรกิจ ท้องถิ่น
“ล้านนาสไตล์” ของ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกโมเดลของการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น ที่กำลังขับเคลื่อนการทำงานอย่างได้ผล ด้วยการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมทำงาน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจาก 113 ภาคีเครือข่าย โดยนำวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของคนล้านนาที่คนเชียงใหม่ภูมิใจมาเป็นหลักในการปฏิรูปการศึกษา
นายไพรัช ใหม่ชมภู ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เล่าว่า หลังจากทุกคนเห็นความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปการศึกษา อบจ.ได้เริ่มเชิญทุกภาคส่วนมาร่วมหารือเมื่อเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ทั้งผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลการศึกษาของจังหวัด ซึ่งมีกว่า 22 หน่วยงาน สถานประกอบการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ แรงงานจังหวัด ครูผู้สอน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อให้เกิดภาคีเครือข่ายการศึกษาเชียงใหม่ ขณะเดียวกันก็มีเครือข่ายเข้าร่วมมืออย่างต่อเนื่องเพิ่มเติม รวมกว่า 2,000-3,000 คนแล้ว
เชียงใหม่ได้วางหลักการปฏิรูปการศึกษาไว้ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.นักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนในเชียงใหม่เป็นเป้าหมายหลักกว่า 346,148 คน 2.พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ปฏิรูป 3.คนเชียงใหม่ร่วมรับผิดชอบและร่วมแก้ไขปัญหาการศึกษาของเชียงใหม่ และ 4.การกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางสู่พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
แนวทางที่ทำให้เป็นรูปธรรมนั้น มุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกของความเป็นคนเชียงใหม่ โดยให้ทุกคนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัด พร้อมกับการเรียนรู้เท่าทันโลก รวมถึงการศึกษาเพื่อการมีงานทำของนักเรียนเชียงใหม่ ขณะนี้บางส่วนกำลังเป็นรูปธรรม มีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาช่วยอบรมประวัติศาสตร์เชียงใหม่ฟรีกับทุกๆ คนที่สนใจแล้ว และได้รับการตอบรับอย่างดี
สำหรับการขับเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วมนั้น จะมีการหารือครั้งใหญ่ของภาคีเครือข่ายการศึกษาเชียงใหม่ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เพื่อร่างแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของเชียงใหม่ไปสู่การปฏิบัติ
ขณะที่ “ย่าโมสไตล์” ของ จังหวัดนครราชสีมา มุ่งเน้นการเรียนรู้คู่การทำงาน เพื่อเป็นกลไกแก้ปัญหาเด็กยากจนที่มีกว่า 193,709 คน หรือ 60.4% และปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาที่กลายเป็นเด็กเร่ร่อนในจังหวัด นอกจากนี้ยังมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการถึงปัญหานักศึกษาจบใหม่ไม่มีศักยภาพในการทำงานมากพอ
“หลักสูตรสหกิจศึกษา” จึงเกิดขึ้น โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เป็นแห่งแรกของประเทศที่จัดทำหลักสูตรนี้ ด้วยความร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานใน 2 ภาคการศึกษา และขยายผลต่อไปถึงสถาบันอุดมศึกษาอีก 108 แห่ง จากการติดตามผลพบว่า ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ได้งานทำในปีแรกจำนวน 100,000 คน เป็นนักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรสหกิจศึกษากว่า 35%
รวมถึงสร้างระบบการศึกษาทางเลือกให้กับเยาวชน ด้วยการศึกษามัธยมสัมมาชีพ หรือมัธยมแบบประสม ให้นักเรียนได้เรียนคู่กันระหว่างสายสามัญกับสายอาชีพ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การทำงาน เพราะปัจจุบันมีนักเรียนเพียง 40% ที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนอีกกว่า 60% ออกจากระบบการศึกษาในช่วงมัธยมปลาย หรือต่ำกว่า ขณะเดียวกันเยาวชนและผู้ปกครองไม่นิยมเลือกเรียนสายอาชีพ ดังนั้นเมื่อเยาวชนออกจากระบบแล้วจึงไม่มีวิชาชีพติดตัว เกิดปัญหาทางสังคมตามมา
รศ.ดร.ชาญชัย อินทรประวัติ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า การปฏิรูปการศึกษาของจังหวัดนครราชสีมาเริ่มต้นมาจากการมองปัญหา และสรุปหนทางแก้ไขได้ว่า โรงเรียนต้องทำมากกว่าสอนหนังสือ และดึงโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีจำนวนมากในจังหวัดเข้ามาร่วมแก้ปัญหาด้วย ผ่านหลักสูตรสหกิจศึกษา และการศึกษาผสมผสานระหว่างสายสามัญกับสายอาชีพ ทำให้นักเรียนมีโอกาสฝึกปฏิบัติจริง และเรียนรู้โลกแห่งการทำงาน ซึ่งปัจจุบันแนวทางนี้กำลังขยายผลไปสู่โรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั้งจังหวัด
ในส่วน อบจ.เอง ได้จัดโครงการเป็นรูปธรรม เรียกว่า WIL (Work Integrated Leaning) หรือโครงการบูรณาการการเรียนกับการทำงาน ร่วมกับมหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล และวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพาณิชยการนครราชสีมา ดำเนินการมาแล้ว 1 ปี พบว่าได้ผลดี มีนักเรียนมาสมัครเพิ่มขึ้นในการเปิดโครงการปีที่ 2
“แนวทางนี้สามารถตอบโจทย์ของทุกภาคส่วน ทั้งแก้ปัญหาความยากจน เด็กหลุดจากระบบ แก้ปัญหาให้กับสถานประกอบการด้วย เพราะเด็กที่ได้เรียนรู้โลกแห่งการทำงานจริงในระหว่างการเรียน และได้ค่าตอบแทนด้วย มีทัศนคติต่อการทำงานที่ดีขึ้น พร้อมเข้าสู่การทำงานในสถานประกอบการ และไม่ปลี่ยนงานบ่อย จากปัจจุบันที่โรงงานประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานไทย และการย้ายงาน ต้องใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดต้นทุนจากการฝึกคนบ่อยๆ นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนากิจการ”
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับการปฏิรูปการศึกษาที่ อบจ.นครราชสีมาต้องขยายผลบูรณาการร่วมไปยังโรงเรียนอื่นๆ ทั้งในและนอกสังกัดด้วย มิใช่มองเพียงในส่วน 58 โรงที่ดูแลรับผิดชอบ เพราะ อบจ.มีศักยภาพสูงอยู่แล้ว ส่วนที่เชียงใหม่ต้องเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารและครูด้วยการปฏิรูปการศึกษาจึงจะเห็นผล ขณะเดียวกันต้องทำให้ทุกภาคส่วนในภาคีเครือข่ายที่มาประชุมตื่นตัวและร่วมทำงานอย่างแท้จริง
ขณะที่ ศ.กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ สรุปในตอนท้ายว่า การปฏิรูปการศึกษาที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นตัวอย่างของจังหวัดจัดการตนเอง และเริ่มทำจากเรื่องเล็กๆ ก่อนขยายไปเรื่องใหญ่ ใช้การศึกษาเป็นตัวนำ และดึงวัฒนธรรมท้องถิ่นและศีลธรรมมาสนับสนุน เป็นการใช้อัตลักษณ์ที่ถูกต้อง ไม่ทำให้เชียงใหม่เป็นเหมือนกรุงเทพฯ ซึ่งปัญหาจะตามมามากมาย ส่วนที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นตัวอย่างของการนำสัมมาชีพมาแก้ปัญหา ทำให้ทางเลือกของเยาวชนกว้างขึ้น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: