‘ผักกระเฉด’…รอบพื้นที่สุวรรณภูมิ – บอกกล่าวเล่าขาน

Published สิงหาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 28 กรกฎาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับพืชเล็ก ๆ ที่มีแหล่งเพาะปลูกขนาดใหญ่ใกล้ ๆ กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พืชเล็กที่ไม่ธรรมดาชนิดนั้นคือ “ผักกระเฉด”…เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับผู้ไม่รู้เช่นผู้เขียนที่แหล่งปลูกผักกระเฉดแหล่งใหญ่ของประเทศอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร นั่นคือ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ อำเภอบางพลี อาณาบริเวณรอบ ๆ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั่นเอง พื้นที่ปลูกผักกระเฉดทั้งจังหวัดรวม 1,202 ไร่ ผลผลิตรวม 11,693 ตัน มูลค่าสูงถึง 94 ล้านบาท (ปี 2556) โดยปลูกในเขตอำเภอบางพลีและอำเภอบางเสาธง จำนวนเกษตรกรทั้งสิ้น 204 ราย (คิดเล่น ๆ เกษตรกรแต่ละรายทำรายได้จากการปลูกผักกระเฉดขายอย่างเดียวไม่ต่ำกว่าปีละ 4.5 แสนบาท สูงกว่าเงินเดือนของข้าราชการชั้นผู้น้อยทั้งปีเลยทีเดียว)

ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปสนทนาแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรนักปลูกผักกระเฉดที่อำเภอบางพลี ด้วยความร่วมมืออย่างดีจาก คุณชุติมา เชาว์ช่างเหล็ก นักส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงาน เกษตรอำเภอบางพลี สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ เกษตรกรท่านนั้นคือ คุณสำรวย จุ้ยนิยม อยู่ที่หมู่ 10 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี ท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าวและสายลมอันเงียบสงบ

การปลูกผักกระเฉดของคุณสำรวย จะใช้พันธุ์จากแหล่งปลูกในพื้นที่ทั้งแปลงเดิมของตนเองและแปลงของเกษตรกรรายอื่น ด้วยการคัดเลือกต้นที่มีลักษณะดี คือ เป็นต้นที่มีข้อปล้องยาวและกรรเชียง  (กิ่งแขนง) แผ่สม่ำเสมอ และสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่หากเป็นฤดูหนาวอากาศเย็นการเจริญเติบโตและการยืดข้อปล้องของผักกระเฉดจะน้อยกว่าฤดูอื่น

การเตรียมพื้นที่ปลูก หากเป็นพื้นที่ใหม่จะไถเตรียมดินให้หน้าดินเป็นดินเลน แต่ถ้าเป็นบ่อเลี้ยงปลา จะใช้วิธีการไถย่ำให้หน้าดินเป็นเลน ระยะปลูก 30×30 เซนติเมตร ปลูกจำนวน 2 ต้นต่อหลุม ใช้วิธีการปักดำในน้ำ ระดับน้ำประมาณ 50 เซนติเมตร โดยปล่อยน้ำขังแปลงประมาณ 1-3 วัน จากนั้นระบายน้ำออกให้แห้ง โรยปูนขาวในอัตรา 5-7 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อลดความเป็น กรดของดิน ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้รากเจริญเติบโตและแตกยอดอ่อน หลังจากนั้นระบายน้ำเข้าแปลงให้ได้ความลึกประมาณ 10 เซนติเมตร โดยเพิ่มระดับน้ำไปเรื่อย ๆ ตามระดับการเจริญเติบโตของผักกระเฉดใช้เวลาประมาณ 7 วัน จนได้ระดับน้ำที่ 80 เซนติเมตร จึงรักษาระดับน้ำไว้ที่ระดับดังกล่าว ในช่วงที่ระบายน้ำเข้าตอนผักกระเฉดอายุ 2 สัปดาห์จะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย ในอัตราความเข้มข้น 200 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

เมื่อผักกระเฉดอายุประมาณ  20-25 วัน คุณสำรวยจะปล่อยแหนลงในแปลงปลูก โดยเชื่อว่าแหนจะไปช่วยให้เกิดนม ฟอกนมให้ยาว และทำให้เกิดกรรเชียง รวมทั้งลดปริมาณไส้เดือนกินผัก และเกิดพังผืด เพิ่มออกซิเจนในน้ำ ป้องกันแสงแดดส่องลงไปในน้ำมากเกินไปซึ่งช่วยให้ไม่เกิดตะไคร่สีเหลือง และทำให้น้ำใส ช่วงอายุดังกล่าวจะมีการใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ สูตร 18-12-6 ในอัตรา 25-35 กิโลกรัมต่อไร่ และพ่นสารเคมี โดยใช้สารเคมีและฮอร์โมนผสมรวมกันและฉีดพ่นไปในคราวเดียวกัน ในอัตราน้ำ 20 ลิตร ต่อสารเคมีและฮอร์โมนต่าง ๆ คือ ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต 200 ซีซี ฮอร์โมนเร่งยอด 60-80 ซีซี จุลินทรีย์ป้องกันหนอนม้วนใบ 200 ซีซี สารผงทำให้แตกกรรเชียง 200 ซีซี และสารเคมีป้องกันเชื้อรา 30 ซีซี โดยโรคและแมลงศัตรูพืชที่สำคัญคือ หนอนกระทู้ โรคใบร่วงจากเชื้อรา และโรคเน่าจากเชื้อรา ทั้งนี้ หากเกิดฝนตกหนัก จะทำให้นมแตก ลำต้นดำช้ำไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

สำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิต จะเริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อผักกระเฉดอายุประมาณ 30-45 วัน จนกระทั่งอายุประมาณ 80 วัน โดยเว้นช่วงการเก็บเกี่ยวประมาณ 6-7 วัน ในแต่ละรอบ จึงจะรื้อปลูกใหม่ ช่วงการปลูกดังกล่าวในอดีตจะสามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 10-13 ครั้ง หากเมื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการ จำนวนรอบของการเก็บเกี่ยวเหลือเพียง 4-6 ครั้ง สูงสุดไม่เกิน 8 ครั้ง คุณสำรวยเล่าอย่างติดตลกว่า สงสัยผักกระเฉดตกใจเสียงเครื่องบิน โดยใน 1 ปี สามารถปลูกผักกระเฉดได้ประมาณ 4 รอบ และสามารถเลี้ยงปลาสลิดในแปลงผักกระเฉด  ได้ด้วย

วิธีการเก็บผลผลิตของเกษตรกรในจังหวัดสมุทรปราการ มี 2 ลักษณะ คือ เก็บเป็นผักสั้น ความยาวประมาณ 70 เซนติเมตร โดยมัดรวมเป็นกำ กำหนึ่งประมาณ 10-11 ยอด รวมให้ได้ 10 กำ จึงจัดใส่ในถุงพลาสติกใส พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 125 ถุง ราคาขายส่งอยู่ที่ถุงละประมาณ 50 บาท สำหรับการเก็บครั้งที่ 1-3 ส่วนการเก็บครั้งที่ 4-6 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 บาท แต่ถ้าหากเป็นฤดูฝน (สิงหาคม-ตุลาคม) และฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ราคาผลผลิตเฉลี่ยจะขยับสูงขึ้นที่ราคาถุงละ 70-80 บาท

ลักษณะที่ 2 คือ การเก็บผักฟ่อน ความยาวของผักกระเฉดประมาณ 1 เมตร นำมามัดรวมเป็นกำ โดย 1 กำ มีจำนวน 8 ยอด จากนั้นนำผักกระเฉดจำนวน 25 กำ มามัดรวมเป็น 1 ฟ่อน ราคารับซื้ออยู่ที่ถุงละ 170-180 บาท ต่อถุงตลาดหลักของผักกระเฉดในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ คือ ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมืองและตลาดจังหวัดชลบุรี โดยพ่อค้าคนกลางมารับซื้อโดยตรงจากเกษตรกรถึงแปลงผลิต อย่างไรก็ตาม คุณสำรวยเล่าว่า บางทีอาจจะเลิกอาชีพปลูกผักกระเฉด เพราะมีปัญหาเรื่องที่ดิน เนื่องจากที่ดินบริเวณนั้น เกษตรกรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทหรือนายทุนรายใหญ่ ซึ่งซื้อไว้เพื่อทำธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม

…ในอนาคตไม่แน่ว่าแปลงผักกระเฉดและบ่อปลาสลิดจะยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ดังกล่าวได้หรือไม่ เมื่อราคาที่ดินในย่านนั้นถีบตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ แรงจูงใจในการขายที่ดินที่ทำการเกษตรทิ้งก็เป็นไปได้สูง.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: