เปิดสวนผลไม้คุณภาพเมืองจันทบุรี รับเมืองเกษตรสีเขียว

Published กรกฎาคม 29, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/113407

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557, 06.00 น.


113407อภิชาต จงสกุล

หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขับเคลื่อนเมืองเกษตรสีเขียวนำร่องใน 6 จังหวัด กรมพัฒนาที่ดินในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐาน ก็ได้เร่งขับเคลื่อนภารกิจให้สอดรับกับนโยบายดังกล่าว

นายอภิชาต จงสกุล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินได้มอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินที่อยู่ในพื้นที่นำร่องทั้ง 6 จังหวัด เร่งดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน ด้วยการจัดฝึกอบรมให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยมุ่งเน้นถ่ายทอดความรู้เรื่องลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี แล้วให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพที่สามารถผลิตจากวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นไว้ใช้เองได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ยังช่วยในเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ทำให้ดินมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชผลมากขึ้น ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินจะติดตามผลการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย ว่าหลังจากที่ได้ถ่ายทอดความรู้ไปแล้วนั้น เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีมีมากน้อยเพียงไร ดินดีขึ้นหรือไม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินไปอย่างไรบ้าง สามารถลดต้นทุนโดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีและสารเคมีได้เท่าไร เพื่อนำไปประมวลผลและเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการเมืองเกษตรสีเขียวต่อไป

อย่างไรก็ดี กรมพัฒนาที่ดิน ยังต้องการเน้นให้เกษตรกรได้เรียนรู้จากการปฏิบัติและเห็นของจริง เนื่องจากการได้ลองทำด้วยตนเองหรือได้ฟังจากปากเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเดียวกันย่อมดีกว่าแค่อ่านในตำราหรือการฝึกอบรมจากนักวิชาการเท่านั้น ซึ่งกรมฯ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง กระจายอยู่ที่ต่างๆ มากมาย แต่ละแห่งจะมีเจ้าของที่เป็นเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ สามารถเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรได้เข้าไปเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อนำความรู้กลับไปปรับปรุงพื้นที่ของท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

113407

ฉลวย จันทแสง

ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของลุงฉลวย จันทแสง หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลรำพัน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเกี่ยวกับการทำสวนไม้ผลและเกษตรผสมผสานอย่างปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการเมืองเกษตรสีเขียวของจังหวัดจันทบุรี ซึ่งที่นี่มีความโดดเด่นในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่เพียง 16 ไร่ แต่สามารถปลูกทุเรียน 16 ไร่ ลองกอง 16 ไร่ ปลูกผัก 16 ไร่ คือปลูกสารพัดชนิดในพื้นที่ 16 ไร่ หรือเรียกว่าการทำเกษตรแบบผสมผสาน ด้วยการผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพจากวัสดุที่มีอยู่ในครัวเรือน ในสวน ในท้องถิ่นไว้ใช้เองทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี ส่งผลให้ดินดีขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัยทั้งตัวผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือก่อให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืนในอาชีพซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายหลักของการทำโครงการเมืองเกษตรสีเขียว

ลุงฉลวย เจ้าของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะหันมาพึ่งพาตนเองด้วยการทำเกษตรอินทรีย์อย่างทุกวันนี้ ก็ประกอบอาชีพตามวิถีของเกษตรกรทั่วไปที่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการผลิตมาตลอด โดยไม่เคยรู้ว่าเคมีมันมีโทษอย่างไร จนกระทั่งเจ้าหน้าที่จากสถานีพัฒนาที่ดินจันทบุรี มาแนะนำให้เอาตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์ ทำให้รู้ว่าดินเสื่อมโทรมเพราะใช้เคมีมายาวนาน จนดินเป็นกรดจัด ค่า PH 3.7 จำเป็นต้องปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้ดินฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ประกอบกับได้ไปอบรมที่ศูนย์เรียนรู้เกษตรธรรมชาติ ได้แนวคิดการพึ่งพาตนเอง อยู่อย่างพอเพียง จึงเริ่มหันมาทำเกษตรโดยลดการพึ่งพาเคมีแล้วหันมาพึ่งพาตนเองตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน

113407

113407

“ผลจากการลดการใช้สารเคมี หันมาใช้ปุ๋ยที่ผลิตเอง สิ่งที่เกิดขึ้นคือดินดี สังเกตจากในดินมีไส้เดือน มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับพืชมากขึ้น ต้นไม้ก็เจริญเติบโต ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพ รสชาติถูกปากผู้บริโภค โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนทองของสวนตน ส่งเข้าประกวดงานทุเรียนโลกที่จังหวัดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนั้น ได้รับรางวัลชนะเลิศติดต่อกันปีนี้เป็นปีที่ 6 ซึ่งน่าจะเป็นตัวชี้วัดการันตีเรื่องคุณภาพได้อย่างดี ที่สำคัญไปกว่านั้นคือต้นทุนการผลิตลดลงจากตอนใช้เคมีมากกว่าครึ่งหนึ่ง ขนาดเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ปุ๋ยเคมีกระสอบละ 400-500 บาท ปัจจุบันราคาไม่ต่ำกว่ากระสอบละ 1,000 บาท เรียกว่าต้นทุนทุกสิ่งอย่างแพงขึ้นหมด แต่ราคาขายผลผลิตยังเป็นราคาเท่าเดิม ถ้าเรายังต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีอยู่ถึงตอนนี้ไม่รู้ว่าต้นทุนจะเพิ่มตามไปมากขนาดไหน” ลุงฉลวย กล่าวย้ำ

ท้ายนี้ อยากเชิญชวนเกษตรกรให้ลองหันมาศึกษาและนำแนวทางการทำเกษตรแบบพอเพียงไปทำดู เชื่อว่าใครก็ทำได้ถ้าตั้งใจค่อยๆ ปรับทำกันไป เพราะกว่าสวนลุงฉลวย จะมาถึงทุกวันนี้ได้ก็ต้องใช้เวลานับ 10 ปี และยังคงต้องปรับปรุงเรื่อยไปแบบไม่หยุดยั้ง แต่ผลที่ออกมาก็คุ้มค่ามาก หากสนใจสามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ที่ สวนลุงฉลวย เลขที่ 18/2 หมู่ 7 ต.รำพัน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี หรือโทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 08-7909-9730

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: