เกษตรฯสั่งรับมือฝนทิ้งช่วง เปิดสายด่วน1170ขอฝนหลวง

Published กรกฎาคม 18, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/111419

วันจันทร์ ที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2557, 16.10 น.

113407

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าล่าสุด ตน ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมชลประทาน  เร่งหาทางในการบริหารจัดการน้ำให้มีปริมาณเพียงพอเป็นการเร่งด่วน  รวมทั้งให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทราบ  เพื่อจะได้วางแผนบริหารจัดการพื้นที่เกษตรในการสำรองน้ำเพื่อใช้การการเพาะปลูกต่อไป เนื่องจากข้อมูลค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนรวมของปีนี้มีปริมาณน้อยกว่ากว่าเกณฑ์ที่กำหนด  ส่งผลให้น้ำไหลลงเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้อยตามไปด้วย   โดยปัจจุบันเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำในอ่าง 4,163 ล้านลบ.ม.คิดเป็น 31 % เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำ 3,249 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 34% เท่านั้น   ขณะเดียวกัน ในบางพื้นที่พบภาวะปัญหาฝนทิ้งช่วง โดยล่าสุดมีจังหวัดที่ยังคงได้รับผลกระทบและประกาศเป็นเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน(ภัยแล้ง) อีกจำนวน 3 จังหวัด 20 อำเภอ 133 ตำบล 1,468 หมู่บ้าน  ได้แก่   จังหวัดชัยภูมิ สุรินทร์  และนครราชสีมา
อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรที่สำคัญอย่างใกล้ชิด  ทั้งปัญหาภัยแล้ง  ปัญหาหมอกควันและไฟป่า   การเติมน้ำในเขื่อน รวมทั้งปัญหาฝนทิ้งช่วง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติให้ทันต่อสถานการณ์ความเดือดร้อนของเกษตรกรและประชาชน โดยเฉพาะปัญหาฝนทิ้งช่วงนั้น กรมฝนหลวงฯ ได้ดำเนินการตั้งแต่มิถุนายน-กรกฎาคม 57  เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนในพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงกลางฤดูเพาะปลูก  ซึ่งปกติมักประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง  ทำให้พืชผลการเกษตรอื่นๆ  ได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง   นอกจากนี้ กรมฝนหลวงฯ ยังมีแผนเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนเป้าหมายขนาดใหญ่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 57 รวมทั้งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำของเขื่อนต่างๆ  โดยมีเป้าหมายให้มีปริมาณน้ำกักเก็บไม่ต่ำกว่าร้อยละ  80 ของความจุอ่างฯอีกด้วย” นายชวลิต กล่าว
ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมถึงผลดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งที่ผ่านมา ว่า   กรมฝนหลวงฯได้เข้าไปปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ 72.02%   ภาคกลาง 90.83%   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 51% ภาคตะวันออก 78.73% และภาคใต้ 40.22%    ซึ่งหากมองในภาพรวมถือว่าการปฏิบัติการของกรมฝนหลวงดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่และเกินเป้าหมาย
“ ที่ผ่านมากรมฝนหลวงฯ ได้ปรับปรุงการทำงานให้มีความทันสมัย ทันสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา   ได้จัดตั้งอาสาสมัครฝนหลวงเป็นเครือข่ายการประสานข่าวสารข้อมูลกระจายทั่วประเทศ นอกจากนี้ประชาชนสามารถขอฝนหลวงในพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งไปยัง คอลเซ็นเตอร์  1170 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์    หรือสามารถรับข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงฯ ผ่านแอพพลิเคชั่น “ฝนหลวง”ได้ทุกเวลาอีกด้วย” นายสุรสีห์  กล่าว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: