รายงานพิเศษ : เพิ่มศักยภาพสินค้าเกษตรสู่ตลาดเออีซี

Published กรกฎาคม 6, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/108754

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเกษตรกรไทยในการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเร่งทำความเข้าใจและศึกษาสินค้าปศุสัตว์ ในตลาดเพื่อบ้าน เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อม และตระหนักถึงผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างถูกต้อง เพื่อก้าวไปสู่การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558

นายอนันต์ ลิลา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงผลการศึกษาศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  กรณีศึกษาสินค้าปศุสัตว์ เช่น สุกร และโคเนื้อ ในราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเมียนมาร์  ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย พบว่า  สุกร ทั้ง 3 ประเทศ จะเป็นการเลี้ยงแบบพื้นบ้าน เพื่อใช้บริโภคภายในประเทศ  การขยายการเลี้ยงยังเพิ่มไม่มากนักเนื่องจากเกษตรกรยังขาดแคลนเงินทุน  และยังต้องพึ่งพาต่างประเทศในด้านเทคโนโลยีการผลิตสัตว์  สำหรับสินค้าโคเนื้อของกัมพูชาและลาว  ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบพื้นบ้าน เพื่อใช้งานและใช้บริโภคภายในประเทศ แต่ในประเทศเมียนมาร์ เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตโคเนื้อ และมีจำนวนโคเนื้อมากกว่าไทยประมาณ 2 เท่า  แต่ถูกจำกัดด้านกฎหมายที่ให้ส่งออกได้ในโคที่อายุ 16 ปีขึ้นไป รวมทั้งการขนส่งที่ไม่สะดวก จึงยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้ออยู่ ซึ่งตรงนี้ไทยถือว่าได้เปรียบ

อนันต์ ลิลา

ส่วนสินค้าปศุสัตว์ของไทยนั้น จำเป็นต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และควรมีการกำหนดมาตรฐานเดียวกันในกลุ่ม AEC รวมถึงการกำหนดค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อให้การส่งออกง่ายขึ้น ซึ่งไทยควรให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการด้านเกษตรต่างๆ แก่ทั้ง 3 ประเทศ รวมทั้งด้านการจัดทำมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้เป็นฐานการผลิตร่วมที่มีความสอดคล้องกันมากขึ้น ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อสร้างความร่วมมือกันระหว่างเพื่อนบ้านอันเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันต่อไป

สำหรับผลการศึกษาสินค้าประมงในเมียนม่าร์  พบว่า ปัจจุบันเมียนมาร์ถือเป็นแหล่งวัตถุดิบประมงทะเลที่สำคัญของไทย มีทรัพยากรประมงที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงมีพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่การเพาะเลี้ยงยังไม่แพร่หลายและพัฒนามากนัก เนื่องจากยังมีทรัพยากรประมงจากธรรมชาติจำนวนมาก รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร และขาดบุคลากรรวมทั้งเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง ซึ่งแหล่งทำประมงทะเลสำคัญอยู่ที่เมืองมะริด โดยในปี 2554 มีผลผลิตภาคประมงรวม 4.5 ล้านตัน ใช้บริโภคภายในประเทศร้อยละ 90 ส่งออกร้อยละ 10 หรือประมาณ 4 แสนตัน ด้านตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ไทย ฮ่องกง ออสเตรเลีย โดยการส่งออกมาไทยผ่านขึ้นท่าที่จังหวัดระนอง และส่งต่อมายังตลาดกลางค้าสัตว์น้ำที่มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร

จากการวิเคราะห์ศักยภาพการส่งออกสินค้าประมงในตลาดโลกและอาเซียน พบว่า ไทยและเมียนม่าร์ไม่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการส่งออกสินค้าประมงไปยังตลาดโลกและอาเซียน  เนื่องจากการส่งออกในตลาดโลกทั้งสองประเทศตำแหน่งทางการตลาดอยู่ในตำแหน่งสินค้าตกต่ำ  และสำหรับตลาดอาเซียน ไทยอยู่ในตำแหน่งสินค้ามีปัญหา ส่วนเมียนม่าร์อยู่ในตำแหน่งสินค้าตกต่ำ  โดยเมียนม่าร์ส่งออกในรูปวัตถุดิบจึงมีมูลค่าเพิ่มน้อย ส่วนไทยแม้มีการแปรรูปเพื่อส่งออกมากขึ้นแต่ขาดแคลนวัตถุดิบ

ทั้งนี้ ไทยไม่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจากการส่งออกสินค้าประมง ทั้งในตลาดโลกและตลาดอาเซียน เนื่องจากผลผลิตของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก  ซึ่งการรวมเป็นประชาคมอาเซียนเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ไทยนำเข้าสินค้าประมงจากเพื่อนบ้านในราคาที่ถูกลง และเป็นลู่ทางขยายการลงทุนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเพื่อนบ้านในอนาคต

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: