เตือน ‘กรนเสียงดัง’ เสี่ยงโรคหยุดหายใจขณะหลับ

Published มีนาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/411608

  • 22 มีนาคม 2557, 14:16 น.

แพทย์จุฬาฯ เผย ผลการวิจัยนอนกรนเสียงดังเสี่ยง “โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น” โดยพบมากที่สุดในกลุ่มวัยกลางคน อายุ 40-50 ปีขึ้นไป พบในเพศหญิงมากกว่าชาย หากรุนแรงอาจกระทบผู้ป่วยและคนนอนข้างๆ ได้…

การกรนในขณะนอนหลับ นอกจากจะสร้างความรำคาญ ให้กับผู้ที่นอนด้วยแล้ว ยังอาจเป็นสัญญาณอันตรายต่อตัวผู้กรนเอง โดยเฉพาะการกรนเสียงดัง เนื่องจากเป็นหนึ่งในอาการสำคัญของโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea : OSA) ซึ่งเกิดจากมีการปิดของท่อทางเดินหายใจส่วนบนแบบซ้ำๆ ในขณะที่นอนหลับ ทำให้ระดับออกซิเจนตกลง บางครั้งระดับออกซิเจนไม่ตก แต่จะกระตุ้นสมองให้มีการตื่นตัว ทำให้นอนหลับได้ไม่ต่อเนื่อง

พญ.นฤชา จิรกาลวสาน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ว่า พบมากที่สุดในกลุ่มวัยกลางคน อายุประมาณ 40-50 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปโรคจะเป็นเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เนื่องจากเมื่ออายุเพิ่มขึ้น การคงตัวของกล้ามเนื้อจะน้อยลง ทำให้กล้ามเนื้อมีความหย่อนตัวมากขึ้น และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เพราะฮอร์โมนเพศหญิงเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ แต่เมื่อถึงวัยหลังหมดประจำเดือน ผู้หญิงก็จะมีโอกาสเป็นมากขึ้นเท่าๆ กับผู้ชาย นอกจากนี้ ยังพบได้ในเด็กช่วงอายุ 2-9 ปี โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากต่อมทอนซิล หรือต่อมอะดินอยด์โต

ผู้ป่วยจะมีอาการแบ่งเป็น 2 แบบ คือ อาการตอนกลางคืนจะนอนกรนเสียงดัง ลักษณะการกรนจะกรนเป็นพักๆ มีช่วงหยุดไม่ต่อเนื่อง ตื่นกลางคืนแล้วหลับต่อไม่ได้ ตื่นบ่อย หรืออาจตื่นมาปัสสาวะบ่อย เมื่อตื่นตอนเช้าจะรู้สึกไม่สดชื่นและปวดศีรษะ ส่วนอาการตอนกลางวันจะง่วงนอนบ่อย อ่อนเพลีย สมาธิไม่ดี ความจำไม่ค่อยดี รวมทั้งอาจคุมโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ไม่ดี เช่น เบาหวาน ความดัน ฯลฯ

สาเหตุของโรคแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สาเหตุจากทางสรีระ อาทิ ภาวะน้ำหนักเกิน โครงสร้างของหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางค่อนไปทางด้านหลัง ฯลฯ รูปหน้าผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมจะเป็นโรคนี้มาก เพราะหน้าส่วนกลางมีขนาดค่อนข้างเล็ก ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทำงานต่ำซึ่งจะทำให้มีการบวมของเนื้อเยื่อ ลิ้นจึงมีขนาดใหญ่ ทำให้มีโอกาสอุดกั้นเพิ่มขึ้น โรคของจมูก เช่น ภูมิแพ้จมูก ริดสีดวงจมูก สันจมูกคด ฯลฯ หรือคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคดังกล่าว เนื่องจากโครงหน้าของคนในครอบครัวจะมีลักษณะคล้ายกันและสาเหตุจากพฤติกรรม เช่น ผู้ที่ดื่มสุรามากจะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง เพราะสุรามีฤทธิ์หย่อนกล้ามเนื้อทางหายใจ ทำให้มีโอกาสคลายตัวลงไปอุดกั้นได้มากขึ้น การนอนหงาย หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ ฯลฯ ก็จะเพิ่มโอกาสการเป็นโรคได้

พญ.นฤชา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่มาของการวิจัยเพราะเป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยในประเทศไทยพบประมาณร้อยละ 9 ในเพศหญิง และประมาณร้อยละ 14 ในเพศชาย อีกทั้งยังเป็นโรคที่เกี่ยวพันกับโรคสำคัญหลายโรค เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจวาย เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า หากรักษาโรคนี้แล้วจะช่วยป้องกัน หรือลดโอกาสการเกิด โรคหัวใจขาดเลือดซ้ำ ช่วยควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น รวมทั้งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่น ลดโอกาสการหลับแล้วเกิดอุบัติเหตุในการทำงานและการขับขี่ยานพาหนะ ทำให้ในระยะหลังโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการแพทย์ แต่คนทั่วไปยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากนัก เพราะเป็นโรคที่ค่อนข้างใหม่ และคนส่วนมากมักจะคิดว่าการนอนกรนเป็นเรื่องธรรมดา

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาความสัมพันธ์ของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นกับท่านอนหงาย เป็นลักษณะการศึกษาย้อนหลัง จากข้อมูลการตรวจการนอนหลับ ซึ่งมีการวัดอย่างละเอียดทั้งคลื่นสมอง การหายใจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ระดับออกซิเจน รวมทั้งมีการวัดออกมาเป็นค่าดัชนีว่าผู้ป่วยมีการหยุดหายใจ หรือหายใจแผ่วเบา กี่ครั้งต่อชั่วโมง เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยที่เมื่อนอนตะแคงแล้วค่าดัชนีหยุดหายใจ และหายใจแผ่วเบาลดลงจากท่านอนหงายมากกว่าร้อยละ 50 พบว่าผู้ป่วยไทยมากกว่าร้อยละ 50 เมื่อนอนตะแคงแล้วค่าดัชนีฯ ลดลง ต่างจากผู้ป่วยต่างชาติที่พบประมาณร้อยละ 40

ส่วนปัจจัยที่สำคัญ คือ ผู้ป่วยมีความรุนแรงของโรคไม่มาก โดยมีค่าดัชนีฯ น้อยกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมง จะมีโอกาสที่นอนตะแคงแล้วอาการจะดีขึ้น หรืออาจจะหายไปเลย สิ่งที่น่าสนใจ คือ ชาวเอเชียที่เป็นโรคนี้มักจะมีสาเหตุจากโครงสร้างของหน้า การนอนเอียงจะทำให้มีการเคลื่อนของโครงหน้า จึงมีโอกาสที่จะช่วยให้อาการดีขึ้นมากกว่าผู้ป่วยต่างชาติที่มีสาเหตุมาจากการมีน้ำหนักตัวมากเป็นหลัก

ทั้งนี้ คำแนะนำสำหรับผู้ที่สงสัยจะเป็นโรคดังกล่าว คือ หากมีอาการของโรคตามที่กล่าวมาข้างต้น ควรมาทำการตรวจรักษา เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและคนที่นอนข้างๆ ดีขึ้น การกรน อาการง่วงนอน หรือปวดศีรษะตอนเช้าจะหายไป อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคร้ายที่จะเกิดตามมา เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ฯลฯ ส่วนญาติอยากให้ช่วยสังเกตการกรน หากกรนเสียงดังมาก มีการนิ่งเป็นพักๆ มีเสียงเฮือก หรือมีเสียงเหมือนสำลัก ก็ควรนำมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ในกรณีของเด็กจะสังเกตค่อนข้างง่าย เพราะผิวหนังค่อนข้างบาง ตอนนอนอาจจะมีลักษณะของอกบุ๋ม ท้องบุ๋ม นอนกระสับกระส่าย นอนดิ้น หรือตื่นเช้ามาไม่สดชื่น ไม่เติบโตตามวัย แต่ตอนกลางวันเด็กบางคนอาจจะไม่มีอาการง่วงนอน เนื่องจากสมองยังทำงานได้ค่อนข้างดี บางคนอาจจะมีอาการสมาธิสั้นด้วยซ้ำ

สำหรับวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง หากรุนแรงระดับปานกลางขึ้นไป คือ มีค่าดัชนีหยุดหายใจและหายใจแผ่วเบามากกว่า 15 ครั้งต่อชั่วโมง แนะนำให้รักษาโดยใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่องในตอนนอน เครื่องจะช่วยดันลมและถ่างให้ท่อทางเดินหายใจกว้างขึ้น ทำให้ออกซิเจนเข้าไปได้ดีขึ้น ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เครื่องมีขนาดเล็กลง สามารถพกติดตัวได้ หากรุนแรงน้อยหรือปานกลาง ก็อาจจะใช้วิธีนอนตะแคง ลดน้ำหนัก อุปกรณ์ทางทันตกรรม หรือการผ่าตัดช่วย.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 22 มีนาคม 2557, 14:16 น.
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: