ยอดป่วยเหตุน้ำไม่สะอาด ทั่วโลกปีละ 1.7 ล้านราย

Published มีนาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/411678

  • 22 มีนาคม 2557, 19:13 น.

สธ.เผยรายงานผู้ป่วย เนื่องในวันแห่งน้ำโลก จากปัญหาน้ำไม่สะอาด ส่งผลให้ทั่วโลกป่วยปีละ 1,700 ล้านราย และมีเด็กเล็กเสียชีวิตกว่า 7 แสนราย
…

กระทรวงสาธารณสุข เผยวันที่ 22 มี.ค.ทุกปี เป็นวันแห่งน้ำโลก ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยน้ำดื่ม รวมทั้งน้ำแข็ง สร้างความปลอดภัยประชาชน ลดป่วยจากการดื่มน้ำไม่สะอาด ที่สำคัญ คือ โรคอุจจาระร่วง ทั่วโลกมีรายงานป่วยจากโรคนี้ปีละ 1,700 ล้านราย เป็นเหตุให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เสียชีวิตปีละกว่า 700,000 ราย ส่วนไทยในช่วงกว่า 2 เดือนปีนี้ พบผู้ป่วยทั่วประเทศกว่า 200,000 ราย เสียชีวิต 2 ราย แนะประชาชนเพิ่มความระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำดื่ม ถ่ายอุจจาระในส้วม และล้างมือฟอกสบู่หลังใช้ห้องน้ำห้องส้วมทุกครั้ง

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 22 มี.ค.ทุกปี สมัชชาสหประชาชาติ ได้ประกาศให้เป็นวันแห่งน้ำโลก (World Water Day) เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2536 เป็นต้น มา เพื่อให้ทั่วโลกระลึกถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตในโลก และกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวในการอนุรักษ์น้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำให้สะอาด ปลอดภัย โดยองค์การอนามัยโลกรายงานว่า ในแต่ละปี ประชากรทั่วโลกป่วยจากโรคอุจจาระร่วง ซึ่งเกิดจากการมีเชื้อโรคปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม ปีละประมาณ 1,700 ล้านราย และโรคนี้ยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ปีละ 760,000 ราย ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคปอดบวมด้วย

ในส่วนของประเทศไทย ข้อมูลของสำนักระบาดวิทยาในปี 2557 ตั้งแต่เดือน ม.ค. จนถึง มี.ค. ทั่วประเทศมีรายงานผู้ป่วย จำนวน 253,967 ราย เสียชีวิต 2 ราย เมื่อเทียบกับปี 2556 ในช่วงเดียวกัน พบว่าจำนวนผู้ป่วยในปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 ผู้ป่วยเกือบครึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป

นพ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ในการป้องกันควบคุมโรคอุจจาระร่วง กระทรวงสาธารณสุขได้ให้สำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด ควบคุมมาตรฐานโรงงานผลิตน้ำดื่ม รวมทั้งน้ำแข็งให้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี มีเครื่องหมาย อย. สุ่มตรวจเฝ้าระวังคลอรีนตกค้างปลายท่อน้ำประปาทุกชนิด ให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมอนามัย คือ 0.2-0.5 มิลลิกรัม/ลิตร โดยเฉพาะในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำสะอาด เพื่อให้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้น้ำ และให้เฝ้าระวังโรคอุจจาระร่วงอย่างต่อเนื่อง ให้เข้มข้นพิเศษในช่วงหน้าร้อนนี้ เนื่องจากการบริโภคน้ำและน้ำแข็ง สูงกว่าฤดูกาลอื่นๆ

ทางด้าน นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ความสะอาดปลอดภัยของน้ำบริโภค เป็นปัจจัยพื้นฐานสาธารณสุขที่สำคัญ หากน้ำไม่ปลอดภัยจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งในระยะเฉียบพลัน หรือก่อให้เกิดการเจ็บป่วยในระยะยาว จากผลกระทบของสารเคมีที่เป็นอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และสะสมร่างกายโดยไม่รู้ตัว โดยปกติคนเราต้องดื่มน้ำให้ได้วันละ 2-2.5 ลิตรต่อคน คาดว่าต่อวันมีการดื่มน้ำประมาณ 130 ล้านลิตร

กรมอนามัยได้สำรวจและวิเคราะห์คุณภาพน้ำบริโภคในสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ วัด/ศาสนสถาน ตลาด ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล เป็นต้น เพื่อควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย และดำเนินการในพื้นที่เข้าถึงได้ยาก ถิ่นทุรกันดาร พื้นที่ห่างไกล เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง และหาทางเลือกที่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่ อบรมการจัดการน้ำสะอาด พฤติกรรมอนามัย เช่น โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โรงเรียนพระปริยัติธรรม ศูนย์ศึกษาสงเคราะห์ในพื้นที่ชาวเขา โรงเรียนปอเนาะ เป็นต้น ที่ผ่านมาพบได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด ในปี 2552 พบว่า คนไทยมีน้ำดื่มและน้ำใช้มาจากแหล่งน้ำหลัก 4 ประเภท คือ น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำฝน น้ำประปา และน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เช่น น้ำบ่อ-บาดาล น้ำจากแม่น้ำลำคลอง เป็นต้น โดยน้ำที่ครัวเรือนไทยใช้ดื่มมากที่สุด คือ น้ำฝน ร้อยละ 35 รองลงมาคือ น้ำดื่มบรรจุขวด ร้อยละ 32 และน้ำประปาร้อยละ 24 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กรมอนามัยทำการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ทางด้าน นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในการป้องกันโรคอุจจาระร่วง ขอให้ประชาชนยึดหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวันง่ายๆ ได้แก่ กินร้อน คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ หรืออุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน ใช้ช้อนกลางในการกินอาหารร่วมกัน และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ก่อนปรุงอาหาร และภายหลังใช้ห้องน้ำห้องส้วม รวมทั้งดื่มน้ำที่สะอาด เช่น น้ำดื่มบรรจุขวดที่มีเครื่องหมาย อย. หรือน้ำต้มสุก ดูแลรักษาความสะอาดอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบอาหาร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับประทานอาหาร รักษาความสะอาดของห้องน้ำห้องส้วม และถ่ายอุจจาระลงส้วม ส่วนในเด็กแรกเกิดขอให้เลี้ยงด้วยนมแม่อย่างเดียวไปจนถึงอายุ 6 เดือน เนื่องจากนมแม่สะอาดปลอดภัย เด็กจะได้รับภูมิต้านทานโรคจากแม่ ทำให้โอกาสป่วยจากโรคนี้น้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม

สำหรับโรคอุจจาจาระร่วง อาการเจ็บป่วยที่พบ คือ ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำบ่อยครั้ง หรือถ่ายมีมูกเลือดปน ปวดท้อง อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ผลจากการถ่ายเหลวจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ หากสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากจะเกิดอาการกระหายน้ำ กระสับกระส่าย ผิวหนังเหี่ยวเพราะขาดน้ำ และหากร่างกายขาดน้ำรุนแรง อาจถึงขั้นช็อกและเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ ในการดูแลผู้ที่เป็นโรคอุจจาระร่วงในเบื้องต้น ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ หรืออาหารเหลวมากๆ เช่น น้ำข้าว น้ำแกงจืด และดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือที่เรียกว่า โอ อาร์ เอส โดยใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ 1 ซองผสมกับน้ำต้มสุกเย็น 1 แก้ว หากไม่มีผงน้ำตาลเกลือแร่ ให้ใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายกับน้ำต้มสุกเย็น 1 ขวดน้ำปลากลม ในดื่มแทนผงน้ำตาลเกลือแร่ได้เช่นกัน ประการสำคัญหลังผสมแล้ว จะต้องดื่มให้หมดภายใน 1 วัน และถ้าอาการไม่ดีขึ้น ยังไม่หยุดถ่ายเหลว ให้รีบไปพบแพทย์.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 22 มีนาคม 2557, 19:13 น.
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: