ผู้หญิงท่องโลก

Published มีนาคม 25, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/230314/87896

ท่องเที่ยว
Sunday, 23 March, 2014 – 00:00

“ไชยวัฒนาโมเดล”
ต้องบอกว่าไปน่านเที่ยวนี้คุ้มค่า เพราะทุกครั้งจะไปเก็บเกี่ยวเรื่องของการท่องเที่ยว แต่คราวนี้ไปดูเรื่องราวของการศึกษา ครั้งที่แล้วเราขึ้นดอยที่อำเภอปัวไปดูเด็กๆ ชงกาแฟมณีพฤกษ์ให้ชิมกันมาแล้ว คราวนี้พอลงจากดอยมาก็ได้ไปนั่งฟังเรื่องการจัดการศึกษาที่เรียกว่า “ไชยวัฒนาโมเดล”
ไชยวัฒนาเป็นชื่อตำบล ที่สังกัดอยู่ในอำเภอปัวเช่นกัน ส่วนคำว่าไชยวัฒนาโมเดลนั้น คือการรวมกลุ่มกันของโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 5 แห่ง ซึ่งโรงเรียนแต่ละแห่งมีนักเรียนจำนวนน้อยกว่า 60 คน รวมทั้งประสบปัญหาครูไม่พอเพียง สอนได้ไม่ครบชั้น จึงได้มาร่วมกันคิดและหาทางแก้ปัญหาจนเกิดเป็นไชยวัฒนาโมเดลขึ้นมา
วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวก็ทำโดยการที่นำนักเรียนของทั้ง 5 โรงเรียน ประกอบด้วยโรงเรียนบ้านเสี้ยว โรงเรียนบ้านหนาด โรงเรียนศรีสะวงศ์ โรงเรียนบ้านแดนพนา จำนวน 165 คน มาจัดแบ่งเป็นแต่ละกลุ่มช่วงชั้นเพื่อเรียนร่วมกัน และมีการจัดรถรับ-ส่งเด็กนักเรียนไปเรียนยังโรงเรียนต่างๆ ตัวอย่างเช่น นักเรียนชั้น ป.1 และ ป.3 ก็จะไปเรียนที่โรงเรียนบ้านเสี้ยว นักเรียนชั้น ป.2 และ ป.4 ก็จะไปเรียนที่โรงเรียนบ้านหนาด ส่วน ป.5 ไปเรียนที่โรงเรียนบ้านแดนพนา และ ป.6 ไปเรียนที่โรงเรียนศรีสระวงค์ ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ดังนั้นเด็กจะได้เรียนจนจบ ม.3 โดยทุกๆ เช้าเด็กๆ จะไปรออยู่ที่โรงเรียนต้นสังกัดของตนเอง และทาง อบต.ก็จะจัดรถรับ-ส่งไปยังศูนย์การเรียนยังโรงเรียนต่างๆ ทั้งไปและกลับ
โรงเรียนแต่ละแห่งมีความถนัดและมีศักยภาพ เช่น ด้านวิชาการ วัฒนธรรม การกีฬา ด้วยเหตุนี้วันที่ไปเราจึงได้เห็นน้องๆ ทั้งชาย-หญิงนั่งร้อยพวงมาลัย แกะสลักแตงโม เล่นดนตรีไทย ตีกลองสะบัดไชยโชว์พวกเรา ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะมีการตั้งศูนย์คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือคณิตศาสตร์ ตามความถนัดของโรงเรียน ทำให้เด็กได้ความรู้เสริมจากจุดเด่นของแต่ละโรงเรียน ส่วน อบต.ร่วมจัดทำศูนย์ไอซีที เพื่อสอนในกลุ่ม ป.5-6 ทำให้เกิดการยอมรับและเป็นที่พอใจของคนในชุมชน
ผ.อ.ลำใย หานิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสระวงศ์ และคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ตำบลไชยวัฒนา บอกกว่า วิธีการแก้ปัญหาของไชยวัฒนาโมเดลนี้ทำให้แต่ละชั้นมีครูผู้สอนเพิ่มขึ้นถึง 2 คนต่อชั้นเรียน ทำให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงมั่นใจได้ว่าคุณภาพและผลการเรียนของเด็กๆ จะดีขึ้นอย่างแน่นอน
นอกจากนั้นเด็กๆ ยังได้รับความสุขและสนุกจากการเรียน ได้พบเพื่อนใหม่ๆ มีความรัก ความสามัคคี และยังทำให้ในตำบลของเรามีความรู้สึกว่าเป็น 1 โรงเรียนเดียวกัน
ไชยวัฒนาโมเดล คือตัวอย่างการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือกันของคนในพื้นที่
ไม่เพียงแต่เรื่องของกรณีของโรงเรียนขนาดเล็กเท่านั้น จังหวัดน่านยังมีโจทย์ที่ท้าทายกว่านั้น การก้าวเข้าสู่จังหวัดแห่งการท่องเที่ยว คือการที่จังหวัดน่านจะยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไปหรือไม่ เพื่อไม่ซ้ำรอยกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเมืองท่องเที่ยวแหล่งอื่นๆ ที่วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมเริ่มจางหายไป
สิ่งสำคัญที่จะทำให้ “ความเป็นเมืองน่าน” คงอยู่ท่ามกลางการเปิดรับต่อกระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติให้คงอยู่คือการปลูกฝังเด็กและเยาวชน เนื่องด้วยจังหวัดน่านมีจุดแข็งที่สาคัญ โดยเฉพาะความเป็นเอกลักษณ์ล้านนาด้านประเพณี วัฒนธรรม ศิลปกรรมและโบราณสถานที่งดงาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและภูเขา จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า รายได้ส่วนใหญ่ของคนในจังหวัดจึงมาจากรายได้นอกภาคการเกษตร ถึง 73% ขณะที่ภาคการเกษตรมีสัดส่วนอยู่ที่ 29% ประชากรในจังหวัดน่านมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 42,803 บาท / คน / ปี (ลำดับที่ 59 ของประเทศ)
“เด็กน่านรักดี รักษ์ถิ่นเกิด เรียนรู้สู่สากล” จึงถือเป็นเป้าหมายการทำงานร่วมกันของ คณะกรรมการปฏิรูปจังหวัดน่าน ที่มาจากความร่วมมือของหลากหลายภาคส่วนในจังหวัด ทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการและบุคลากรทางการศึกษา และภาคประชาสังคม
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับคำกล่าวของ นรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ที่ว่า โครงการนี้เป็นโครงการนำร่องที่ส่วนกลางเป็นคนจุดประกายให้ท้องถิ่นลุกขึ้นมาทำ ทำให้ท้องถิ่นเกิดความมั่นใจมากขึ้นว่ามาถูกทางแล้ว แต่เดิมเราคิดว่าเรื่องพัฒนาคนเป็นเรื่องของส่วนกลาง แต่ตอนนี้ท้องถิ่นเขาเริ่มมาทำงานเรื่องคนกันมากขึ้น
“สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในจังหวัดคือ จากเดิมเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่น้อย แต่ตอนนี้กล้าแสดงออกมากขึ้น และอยากจะเสนออะไรต่างๆ มากขึ้น เพราะได้รับการกระตุ้นจากโครงการนี้ ผู้ปกครองก็เล็งเห็นว่า ท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาลูกหลานได้ดีขึ้น
ผมมองว่าสิ่งที่ทำให้ประสบผลสำเร็จคือเราให้ชาวบ้านเป็นคนตัดสิน เพราะคนในพื้นที่เป็นคนที่รู้ปัญหาดีที่สุด และความยั่งยืนเกิดจากคนที่ทำงานร่วมกัน แม้ในช่วงแรกคิดว่าเหมือนเราไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ที่จริงแล้วอำนาจเกิดจากความยอมรับในการทำงานร่วมกันถือเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน”
มาเมืองน่านคราวนี้จึงได้เห็นและได้พกพาเรื่องราวดีๆ ที่น่าชื่นใจกลับมาเล่าสู่กันฟัง.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: