ลุ้นปัดฝุ่นร่าง พ.ร.บ.บัตรเครดิต

Published ธันวาคม 30, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/392619

  • 30 ธันวาคม 2556, 05:00 น.

EyWwB5WU57MYnKOvkDaN9VHt5anyDR1WKeFEuyKxGE9HwwJVTxHRzy

ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ซึ่งเป็นกฎหมายบัตรเครดิตฉบับแรกของประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร มีอันต้องตกไปโดยอัตโนมัติ ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา

ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียดพบว่า ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ที่ผ่านการเห็นชอบจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว มีเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ คือ

มาตรา 14/1 เรื่องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ผู้ออกบัตร เรียกเก็บจากผู้ถือบัตรในการให้บริการของตน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

“ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บในหนี้บัตรเครดิตที่ไม่ได้มีการผ่อนชำระหนี้ ที่เรียกเก็บตามที่ตกลงกัน ให้คิดคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือจริง จากการผ่อนชำระหนี้นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้”

การเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยที่เรียกเก็บ กรณีผู้ถือบัตรเครดิตชำระหนี้ ในร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเครดิต สร้างความชอบธรรมให้กับผู้ถือบัตรอย่างมาก

โดยกฎระเบียบเดิมเมื่อผู้ถือบัตรมีการผ่อนชำระ ให้คิดอัตราดอกเบี้ยย้อนหลังนับจากวันที่ใช้บัตร และให้คิดดอกเบี้ยเต็มจำนวนที่ใช้จ่าย

ยกเครื่องสูตรคิดดอกเบี้ยใหม่

ยกตัวอย่างเช่น บัตรเครดิตมีวงเงินใช้จ่าย 100,000 บาท ในวันที่ 20 พ.ย. ใช้บัตรรูดซื้อสินค้า 40,000 บาท ในวันที่ 25 พ.ย. ใช้บัตรอีก 15,000 บาท ขณะที่รอบการตัดบัญชีจะปิดในวันที่ 11 ธ.ค. กำหนดวันชำระเงิน 1 ม.ค. เมื่อรวมเบ็ดเสร็จผู้ถือบัตรใช้วงเงินซื้อสินค้ารวม 55,000 บาท หากชำระหนี้ 50,000 บาท มีคงค้างอีก 5,000 บาท

สูตรในการคิดดอกเบี้ยของผู้ประกอบการบัตรเครดิต ที่จะมาเรียกเก็บในรอบการใช้จ่ายต่อไป มีดังนี้ ดอกเบี้ยที่คิดเรียกเก็บ คิดจากวงเงินใช้จ่ายที่ 55,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเริ่มคิดตั้งแต่วันที่ใช้จ่าย คือวันที่ 20 พ.ย.ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า 40,000 บาท ให้นำวงเงิน 40,000 บาท คูณด้วยดอกเบี้ย 20% (คูณ 20 หาร 100) คูณจำนวนวันนับจากวันที่ซื้อสินค้าถึงวันที่ตัดรอบบัญชีในรอบถัดไป(วันที่ 11 ม.ค.) ในกรณีนี้คือ 53 วัน จากนั้นนำมาหารด้วย 365 วัน ต้องเสียดอกเบี้ย 1,161.64 บาท

ส่วนยอดใช้จ่ายในวันที่ 25 พ.ย. วงเงินที่ใช้จ่าย 15,000 บาท นำไปคูณดอกเบี้ย 20% คูณจำนวนวัน 48 วัน จากนั้นนำมาหารด้วย 365 วัน ดอกเบี้ยที่ต้องเสียจำนวน 394.52 บาท หรือเบ็ดเสร็จลูกค้ารายนี้ต้องเสียดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 1,556.16 บาท

ขณะที่การคำนวณดอกเบี้ยตามร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิตฉบับใหม่ กำหนดให้การคิดดอกเบี้ยไม่ซับซ้อนอีกต่อไป โดยคิดดอกเบี้ยจากยอดเงินต้นคงเหลือจริง จากการผ่อนชำระหนี้นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้

ยกตัวอย่างเช่น มีการใช้จ่ายในรอบบัญชี 55,000 บาท และได้ชำระหนี้ 50,000 บาท มีเงินต้นคงค้าง 5,000 บาท ดอกเบี้ยให้เริ่มคิดตั้งแต่วันค้างชำระ จนถึงรอบตัดบัญชีถัดไป คำนวณดอกเบี้ยดังนี้ นำเงินคงค้าง 5,000 บาท คูณกับอัตราดอกเบี้ย 20% คูณระยะเวลาที่ค้างตามรอบบัญชีถัดไป 30 วัน จากนั้นนำมาหารด้วย 365 วัน เสียดอกเบี้ยเพียง 82.19 บาทเท่านั้น มีส่วนต่างที่ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ถึง 1,473.97 บาท

รายได้ดอกเบี้ยหายหลายพันล้าน

นายสุขดี จงมั่นคง ประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต กล่าวว่า จากเดิมได้คาดการณ์กันว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิตผ่านขั้นตอนของสภาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายใน 180 วัน จะมีผลบังคับใช้ทันที ผู้ประกอบการทุกรายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องตกไปโดยอัตโนมัติ

หากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิตมีประโยชน์ ก็สามารถนำร่างฉบับเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจากสำนักงานกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว นำมานับหนึ่งใหม่ ด้วยการนำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้าสู่ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภา เชื่อว่าอย่างเร็วที่สุดจะมีผลบังคับใช้ปลายปี 2557 หรือต้นปี 2558

“การคำนวณดอกเบี้ยใหม่ ให้คิดดอกเบี้ยแค่วงเงินคงค้างนั้น ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิต ต้องสูญเสียรายได้ดอกเบี้ยปีละหลายพันล้านบาท”

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่หายไปจำนวนมาก หลังร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิตมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตทุกรายต้องปรับตัว ด้วยการลดต้นทุนลดค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากำไรสุทธิของผู้ประกอบการบัตรเครดิตปรับลดลงอย่างแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นที่จะได้รับเงินปันผลลดลง

ส่วนของผู้ที่จะทำหน้าที่ควบคุมกฎระเบียบนั้น จากเดิมกระทรวงการคลัง ได้มอบอำนาจให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ควบคุมดูแลผู้ประกอบการทั้งหมด แต่ในร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิตฉบับใหม่ ได้กำหนดให้กลับมาขึ้นตรงต่อกระทรวงการคลัง ทำให้ต้องติดตามว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว กระทรวงการคลังจะมีความพร้อมหรือไม่ ทั้งในเรื่องของการกำกับดูแล การตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน เป็นต้น

ห้ามร้านค้าชาร์จเงิน! ดาบสองคม

นายสุขดี กล่าวอีกว่า ในร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิต มีข้อที่น่าเป็นห่วงคือ การห้ามให้ร้านค้ารับบัตร คิดค่าธรรมเนียม (ชาร์จ) การใช้บัตร 1-3% ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีต่อผู้ใช้บัตรเครดิตไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่ข้อเสียร้านค้าที่ขายสินค้าแล้วมีกำไรค่อนข้างน้อย เช่น ร้านทองและธุรกิจทัวร์ ที่รับจองตั๋วเครื่องบินอาจต้องยกเลิกการรับบัตรเครดิต เนื่องจากไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ที่ต้องจ่ายให้กับเจ้าของเครื่องรับบัตร

สำหรับการซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านบริษัททัวร์ ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยินยอมเสียค่าชาร์จ เนื่องจากการใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วเครื่องบิน จะได้รับประกันอุบัติเหตุในการเดินทางอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใช้บัตรเครดิตแพตตินั่ม ซื้อตั๋วเครื่องบินสิทธิประโยชน์ของบัตรแพตตินั่ม จะได้รับการประกันอุบัติเหตุในการเดินทางในวงเงิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ดังนั้น หากผู้บริโภคที่ต้องการเดินทางโดยเครื่องบิน และซื้อประกันอุบัติเหตุด้วยตัวเอง จะต้องเสียค่าซื้อกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุมากกว่าค่าชาร์จที่ต้องจ่ายให้กับบริษัททัวร์

“ตามร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิต ที่ห้ามร้านค้ารับบัตรชาร์จเงินจากลูกค้าใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า มีผลกระทบทำให้การขยายร้านค้ารับบัตรทำได้ยาก เพราะเมื่อร้านค้าเห็นว่าไม่คุ้มกับค่าธรรมเนียมที่ต้องเสียให้กับผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของเครื่องรับบัตร ร้านค้าจะกลับไปรับเงินสดเหมือนเดิม”

ทั้งนี้ การที่ร้านค้ายังรับเงินสดเหมือนเดิม สวนทางกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ส่งเสริมให้ลดใช้ธนบัตร มาใช้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตรเงินสดให้มากขึ้น เนื่องจากการใช้ธนบัตรในการจับจ่ายใช้สอย ถือว่ามีต้นทุนสูง ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ธนบัตร ต้นทุนในการเก็บรักษา และต้นทุนการขนส่ง เป็นต้น

นายสุขดี ทิ้งท้ายว่า “การห้ามร้านค้าผู้รับบัตรชาร์จเงินจากการรูดบัตร ผู้เกี่ยวข้องต้องศึกษาผลดีผลเสียให้รอบคอบ เพราะมีผลกระทบในวงกว้าง และบางครั้งผู้บริโภคยินยอมเสียค่าชาร์จ แลกกับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ากว่า”.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: