ไร่นาสวนผสม ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของ ป้าสาว และ ลุงเนียร นครสวรรค์

Published กันยายน 16, 2013 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 550

เศรษฐกิจพอเพียง 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ไร่นาสวนผสม ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของ ป้าสาว และ ลุงเนียร นครสวรรค์

มหาอุทกภัยครั้งร้ายแรง เมื่อปลายปี 2554 ที่มีมวลน้ำก้อนมหึมา ถาถมเข้าใส่พื้นที่หลายจังหวัด นับตั้งแต่ตอนบนของประเทศเรื่อยมาจนถึงกรุงเทพมหานครในครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องประสบชะตากรรมเดียวกัน

ซึ่งไม่ต่างจากความเดือดร้อนของคู่สามีภรรยา คือ คุณป้าสาว และคุณลุงเนียร ในยามบั้นปลายของชีวิตที่บอกว่าไม่เคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน กระทั่งทำให้พื้นที่ทั้งหมดของตำบลบางม่วง จังหวัดนครสวรรค์ และพื้นที่อีกหลายแห่ง ต้องจมอยู่กับความสูงของระดับน้ำ 4 เมตร เป็นเวลานานถึง 2 เดือน

“ป้าเดือดร้อนมาก กินข้าวแทบไม่ได้ ไม่อร่อย น้ำท่วมสูงขึ้นไปเกือบถึงชั้นสอง นอนไม่หลับ เพราะทุก 2 ชั่วโมง ต้องคอยซับน้ำที่ซึมเข้ามา เป็นอย่างนี้มานาน สัตว์เลี้ยงไปกับน้ำหมด บางตัวถูกสัตว์อื่นกิน ต้นไม้แช่น้ำยืนต้นตาย”

ซาบซึ้งในโครงการหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ลาออกจากงาน เดินหน้าตามโครงการ

ผู้เขียนได้เดินทางไปที่ บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อไปพบกับ คุณป้าสาว หรือ คุณมันทนา กลิ่นนิ่มนวล และ คุณลุงเนียร หรือ คุณจำเนียร กลิ่นนิ่มนวล คู่ชีวิตที่เพิ่งผ่านการต่อสู้กับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมมาไม่นาน เพราะทราบมาว่าท่านทั้งสองใช้ชีวิตคู่ด้วยการทำไร่นาสวนผสม ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

คุณป้าสาว ในวัย 69 ปี เดิมเคยทำงานที่ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ฝ่ายการเงิน แต่เมื่อซาบซึ้งในโครงการหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง คุณป้าสาวจึงตัดสินใจลาออกก่อนวัยเกษียณ 1 ปี เพราะสนใจในโครงการของพระองค์ท่าน แล้วพร้อมน้อมนำมาปฏิบัติในฐานะคนไทย บนผืนดินที่คุณป้าสาวได้รับมรดก แล้วมาปรับเข้ากับแนวทางดังกล่าว จนกระทั่งเกิดเป็นไร่นาสวนผสม เมื่อ ปี 2546 ส่วน คุณลุงเนียร ในวัย 73 ปี เคยทำงานเป็นพนักงานอยู่สายการบินบริติส แอร์เวย์ ได้มีความรู้สึกเดียวกัน จึงลาออกมาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับภรรยาทันที

มุ่งพัฒนาดิน

จนได้เป็น หมอดินอาสา

ความที่เป็นคนตั้งมั่นในอันที่จะนำแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาทำให้สำเร็จตามความต้องการ คุณป้าสาวจึงขวนขวายศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ หนังสือ เอกสาร หรือแม้แต่การเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่ทางราชการจัดขึ้น เสาะแสวงหาประสบการณ์จริงด้วยการเรียนรู้จากสถานที่หลายแห่ง จากนั้นจึงใช้ผืนดิน จำนวน 8 ไร่ สร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตร มีกิจกรรมหลายชนิด ทั้งเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เป็ด ห่าน เพาะเห็ด ทำนาอินทรีย์ และปลูกพืชหลายชนิด มีการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำ

ด้วยผลแห่งความสำเร็จ คุณป้าสาวจึงได้รับหน้าที่เป็นหมอดินอาสา จากนั้นได้ออกชักชวนเพื่อนบ้านแต่ละชุมชนร่วมกันทำงานเป็นหมอดินอาสา เพื่อช่วยกันพัฒนาดินให้มีคุณภาพ ในไม่นานคุณป้าสาวได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านพ่วงอีกตำแหน่ง

คุณป้าสาวและคุณลุงเนียร ชี้ให้ดูพื้นที่ด้านหน้าส่วนหนึ่งได้ปลูกกล้วยไข่พันธุ์กำแพงเพชร ปลูกไว้ 3 แปลง จำนวน 200 ต้น และกล้วยไข่ที่ปลูกได้ผลผลิตดีมาก ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ส่งขายไม่ทัน คุณป้าสาว บอกว่า งานอดิเรกคือ ปลูกกล้วยไข่ งานหลักคือ ทำนา เหตุผลที่ปลูกกล้วยไข่เพราะภายหลังน้ำท่วมใหญ่ไม่กล้าทำอะไรที่ต้องลงทุนมาก ยังหวาดกลัวอยู่ เลยหาอะไรก็ได้ที่ลงทุนต่ำทำก่อน เพราะยังไม่แน่ใจว่าอนาคตแนวโน้มว่าน้ำจะเป็นอย่างไร

ทำนา แนวอินทรีย์

ช่วยรักษาหน้าดิน

ปกป้องมลภาวะแวดล้อม

จากนั้น ได้เดินไปชมแปลงนาสาธิตที่คุณป้าสาวบอกว่าเป็นการทำนาแบบอินทรีย์ ด้วยการใส่แหนแดงลงในแปลงนา ใช้ปุ๋ยน้ำหมักจากหัวปลาและหอย รวมไปถึงหน่อกล้วย นำมาหมักเป็นฮอร์โมนส่งไปตามท่อที่ปล่อยน้ำเข้าท้องนา ทำให้รูปร่างและสีของต้นข้าวมีความสวยงามสมบูรณ์ คุณลุงเนียรเผยว่า รายอื่นที่ใช้วิธีปลูกแบบเดิมจะได้ผลผลิต 70-80 ถัง ต่อไร่ แต่ของคุณลุงเนียรได้ร่วม 100 ถัง ต่อไร่ และทำมาแล้ว 5 รุ่น

คุณป้าสาว เผยว่า ความตั้งใจคือการทดลองทำนาด้วยวิธีทางธรรมชาติ ในพื้นที่ จำนวน 4 ไร่ 2 งาน ปลูกข้าวเจ้า พันธุ์ 111 ของ ซีพี โดยวิธีหยอดเมล็ดและไม่ต้องการเผาตอซัง เนื่องจากเห็นว่ามีผลกระทบกับดินอย่างมาก จะทำให้ดินเสื่อมลงเรื่อยๆ พยายามทำทุกอย่างเพื่อเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นถึงประโยชน์ สอดคล้องกับความเห็นของคุณลุงเนียรที่บอกว่า ต้องไม่ใช้สารเคมี ดังนั้น จึงต้องทำทุกวิถีทางในการหลีกเลี่ยง แล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน และเผยว่าที่ผ่านมาชาวบ้านยังให้ความสนใจน้อยมาก โดยเฉพาะการเผาตอซังที่ยังคงทำกันอยู่

คุณป้าสาว ตั้งข้อสังเกตที่ชาวนาสนใจเรื่องนี้กันน้อย ด้วยเหตุผลคือ ชาวนาไม่มีนาเป็นของตัวเอง ต้องเช่า และการเก็บค่าเช่านับเป็นครั้ง ซึ่งเมื่อเจ้าของผืนนาต้องการเงินมาก ก็จะเร่งให้ชาวนาทำ อีกเหตุผลคือ ความเคยชินในการเผาตอซัง

ปลูกข้าวด้วยวิธีหยอดเมล็ด

ในอุปกรณ์ สร้างคุณภาพข้าว

เพิ่มปริมาณ ลดต้นทุน

ส่วนการปลูกข้าวทั้งคุณลุงเนียรและคุณป้าสาวทำกันเอง 2 คน โดยหันมาใช้วิธีการหยอดเมล็ดข้าวด้วยอุปกรณ์เครื่องมือแทนการหว่าน ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ คุณลุงเนียร เผยว่า คุณเลียน อ่อนสุระทุม สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านดงสวรรค์ ตำบลไฮ่หย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ได้แนวคิดจากเครื่องโรยแถวเมล็ดพันธุ์ข้าวแห้ง ได้ริเริ่มประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับโรยเมล็ดข้าวงอกราคาประหยัด

ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมของภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยการสนับสนุนของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสกลนคร ด้วยแนวคิดไม่ก่อมลพิษ ช่วยลดต้นทุนการปลูกข้าว และใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวน้อยลง อีกทั้งเป็นการทดแทนแรงงานปักดำที่มีค่าแรงสูงขึ้น

คุณลุงเนียร อธิบายวิธีใช้งานอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในนาที่ต้องใช้แรงคนลากว่า ให้ใส่เมล็ดข้าวลงในช่อง ไม่ต้องใส่ให้เต็ม แค่เพียงสัก 80 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ในช่อง จากนั้นให้เดินลากไปตามทางในนา เมล็ดข้าวจะไหลลงตามรูที่เจาะไว้รอบๆ อย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ และจะไหลลงตามรู ต่อเมื่อมีการหมุนของล้อเท่านั้น

คุณลุงเนียร บอกว่า วิธีนี้ดีกว่าการหว่านหรือการโยน เพราะจะได้ข้าวที่เป็นแถวเป็นแนวอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญประหยัดได้มากกว่า เพราะเนื้อที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดข้าวเพียง 8 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นการหว่านด้วยคน จะต้องใช้ 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ อุปกรณ์เครื่องมือชนิดนี้สั่งซื้อมา ในราคา 1,600 บาท (ไม่รวมค่าขนส่ง)

ปลูกข้าวให้ห่าง

ช่วยเติมแสง อากาศ

ลดโรค สร้างคุณภาพข้าว

นอกจากใช้เมล็ดข้าวจำนวนน้อยกว่า ซึ่งถือเป็นการช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังทำให้ได้น้ำหนักมากกว่าด้วย และการปลูกข้าวด้วยการหยอดนี้จะช่วยทำให้มีทางเดิน จำนวนข้าวในนาไม่หนาแน่นเกินไป อันนำไปสู่แหล่งสะสมของแมลงศัตรูพืช คุณป้าสาวบอกว่า ต้นข้าว จะมีระยะห่างที่เท่ากัน ไม่แน่น แสงและอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก ทำให้กระบวนการในการเจริญเติบโตของพืชมีความสมบูรณ์

“ผลผลิตข้าวที่ได้ นำไปขายให้กับโรงสี ล่าสุดได้ผลผลิต จำนวน 106 ถัง ต่อไร่ เหตุที่ได้มากกว่าคนอื่น เป็นเพราะไม่มีแมลงมารบกวน ดินสมบูรณ์ เพราะไม่ได้เผาตอซัง หรือการนำน้ำหมักชีวภาพมาใส่ให้ต้นข้าว ล้วนแต่มีความสัมพันธ์กัน หรือแม้กระทั่งแหนแดง ภายหลังที่ไถแล้วแหนพวกนี้จะจมลงในดิน ถือเป็นการเพิ่มอาหารในดิน”

คุณลุงเนียร เสริมต่อว่า ตรงไหนที่มีแหนแดงจะสังเกตได้ว่าต้นข้าวมีสีเขียวสด แล้วบอกว่าก่อนน้ำท่วมเคยปลูกปอเทืองไว้รอบคันนาที่แปลงสาธิต แล้วจะไม่มีแมลงมาเกาะที่ต้นข้าวเลย เพราะเวลาแมลงบินมาจะเกาะที่ต้นปอเทืองก่อน ถือว่าเป็นปราการกั้นไม่ให้แมลงมารบกวนต้นข้าว

หมอดินอาสา บอกว่า สิ่งต่างๆ ที่ทำกันภายในสวนหรือในไร่ สามารถนำมาใช้บริโภคได้ทั้งสิ้น หากวันใดมีมากและเกินความต้องการจะแจกจ่ายเพื่อนบ้าน หรือบางชนิดสามารถถนอมไว้เพื่อใช้บริโภคในคราวหน้า และยังบอกต่อว่า จะต้องทำความตั้งใจให้เป็นจริงด้วยการพึ่งพาตัวเอง

ปลูกหญ้าแฝก

ช่วยสร้างคุณภาพดิน

“หญ้าแฝก” ถือเป็นพืชที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม คุณป้าสาว เผยว่า ประโยชน์ของหญ้าแฝกมีมากมายต่อพืชชนิดอื่นตามแนวพระราชดำริของในหลวง เพราะกว่า 40 ปี ที่ผ่านมา ไม่รู้จักว่าพืชชนิดนี้มีคุณค่ามาก จนกระทั่งมาศึกษาความมหัศจรรย์ของพืชชนิดนี้ถึงได้รู้ว่า เหตุใด ในหลวงของเราทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกในประเทศไทย

“ได้ทดลองปลูกหญ้าแฝกแล้วดึงออก จากนั้นนำพืชชนิดอื่นมาปลูกแทนตำแหน่งหญ้าแฝก เพื่อพิสูจน์และเปรียบเทียบว่าพื้นที่ทั่วไปกับบริเวณที่เคยปลูกหญ้าแฝกนั้น จุดใดทำให้พืชเจริญงอกงามดีกว่ากัน ถ้าได้ผลลัพธ์ที่แท้จริงเมื่อไร จะนำไปเผยแพร่ความรู้นี้แก่ชาวบ้านต่อไป”

นอกจากนั้น คุณป้าสาว และคุณลุงเนียร ยังปลูกหญ้าแฝกไว้ตามริมบ่อหรือปลูกล้อมต้นไม้ หรือหากชาวบ้านสนใจแนวคิดนี้ต้องการจะทำบ้าง คุณป้าสาวก็มีต้นกล้าหญ้าแฝกไว้แจกจ่ายด้วย อีกทั้งทางกรมพัฒนาที่ดินยังได้สนับสนุนต้นกล้าหญ้าแฝกเพื่อนำมาทดลองปลูกเป็นโครงการนำร่อง เหตุผลของการปลูกหญ้าแฝก เพราะส่วนหนึ่งมาจากการทำหน้าที่หมอดินอาสา ต้องรับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพดินเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน

เศษวัสดุเหลือใช้นำมาเผาถ่าน

เศษหญ้า หมักทำปุ๋ย

ด้านการใช้พลังงาน คุณลุงเนียร บอกว่า มีเพียงพลังงานแสงสว่างที่ต้องซื้อหาเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากพลังงานความร้อนได้จากการใช้เชื้อเพลิงด้วยการเผาถ่านแทนการใช้แก๊สหุงต้ม ทำเป็นเตาคู่ คุณลุงเนียรอธิบายว่า วัสดุที่นำมาเผาจะเป็นวัสดุเหลือใช้ต่างๆ เช่น กะลามะพร้าว หรือเศษไม้ที่ไม่ใช้แล้ว เผาได้ครั้งละ 2 เตา

ประโยชน์จากฟืนนี้นำไปเป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้ม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้า ส่วนเศษหญ้าที่เป็นวัชพืชตามผิวดินหลายแห่ง จะไม่ใช้สารเคมีราดเพื่อทำลาย แต่จะถางมารวมกัน แล้วนำไปหมักเป็นปุ๋ยให้ย่อยสลาย

ปัจจุบัน ทั้งคุณป้าสาวและคุณลุงเนียร ไม่ได้คาดหวังอะไรกับสิ่งรอบตัว คงใช้ชีวิตประจำวันอย่างสมถะกับกิจกรรมภายในบ้านที่สามารถพึ่งพาได้ แต่หวังเล็กๆ ว่า หากใครมองเป็นเรื่องดีจะหันมาทำตามบ้างก็ดีนะ

แต่ถึงจะไม่มีใครทำตาม อย่างน้อยทั้ง 2 คน ก็ได้รับประโยชน์โดยตรง และยังตบท้ายว่าดีใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่ ถึงแม้จะเป็นเพียงหนึ่งในกี่สิบล้านส่วนของประเทศที่มีความคิดเช่นนี้ แต่ถือว่าทุกอย่างทำเพื่อในหลวงที่เคารพและเทิดทูน

หากใครสนใจ ต้องการไปศึกษาเรียนรู้แนวทางการทำไร่นาสวนผสมของคุณป้าสาวและคุณลุงเนียร กลิ่นนิ่มนวล ติดต่อไปได้ที่ หมายเลขโทร. (087) 019-7662

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: