ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

บันทึกหน้า 4…ท.ศักดิ์

http://www.thaipost.net/node/22131

13 May 2553 – 00:00

อิสรภาพแห่งความคิด…แสงพระอาทิตย์แผดเผามาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จนเกิดอาการ “ฮีตสโตรก” กันจนเป็นข่าวเกรียวกราว ยังไม่นับรวมถึงวิกฤติ “ปะการังขาว” ที่ผุดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความร้อนแรงของอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี แต่แล้วเมื่อวันพุธก็เกิดอากาศเมฆครึ้ม ลดดีกรีความแรงร้อนตับแตกลง แต่ทำมั้ย…ทำไม “อุณหภูมิทางการเมือง” กลับสวนทางผกผันกันแบบห้ามกะพริบตาเลยทีเดียว…๐ โดยเฉพาะท่าทีของ “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ ศอฉ. ที่ตอนแรกนึกว่าเป็น “ศูนย์อำนวยการความเฉื่อยแฉะ” เสียอีก เพราะเห็นไหว้ครูมาซะนานนม เพิ่งจะมาลงมือลงไม้แบบขึงขังก็วันสองวันนี้ เรียกว่า “มาช้าก็ดีกว่าไม่มา” แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้จริง หรือเป็นเพียงราคาคุยอีกครั้งกันแน่…๐ มาตรการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดเส้นทางสัญจรจะทำให้คนเสื้อแดง “ถอยร่น” จนต้องยกเลิกการชุมนุมป่วนชาติป่วนบ้านเมืองได้หรือไม่ ยังคงเป็นทฤษฎีที่ต้องรอการพิสูจน์อยู่…๐ ที่แน่ๆ การเลือกตั้งที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีวางไว้ว่าจะเป็นวันที่  “14 พฤศจิกายน” คงต้องถูกเลื่อนออกไป (หรือร่นเข้ามา อนาคตอันใกล้จะรู้) เพราะจากปากคำแขนขวาของหนุ่มมาร์คอย่าง “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” เลขาธิการนายกฯ ที่ให้สัมภาษณ์ชัดแจ้ง พับแผนเลือกตั้งแล้ว แต่กระบวนการปรองดองยังคงอยู่?…๐ แหม! อย่างนี้ เขาเรียกว่า “สไตล์ประชาธิปัตย์ของแท้” อะไรที่เป็นประโยชน์ยังคงสงวนไว้ แต่อะไรที่ “สุ่มเสี่ยง” ยังไม่แน่นอนถ้ามีจังหวะโละทิ้งได้ก็ทำทันที ภาษาการเมืองเรียกว่า “เอาดีเข้าตัวเอาชั่วใส่เพื่อน” ที่ได้ยินได้ฟังกันเป็นนิจนั่นเอง…๐ ด้วยลีลาอย่างนี้ หากจะต้องมา ตกม้าตายในเรื่องการใช้เงินกองทุนพัฒนาการเมือง 29 ล้านบาท ที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญคงได้แต่เศร้าแบบขำ ไม่ออก อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังมีช่องพอหายใจ เพราะศาลท่านอนุมัติขยายเวลาให้ 15 วันในการชี้แจง จากที่ขอไป 30 วัน งานนี้ “ชวน หลีกภัย” หัวหน้าทีมสู้คดีคงต้องเร่งมือหน่อยแล้ว…๐ พูดถึงเรื่องตีนโรงตีนศาลแล้ว ก็ต้องวกเข้ามาในการประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก็ได้ฤกษ์เลือกองค์คณะ 9 คน ในคดีที่ ป.ป.ช.ฟ้อง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จแล้ว งานนี้จะเป็นดาบสองการยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน 4.6 หมื่นล้านหรือเปล่า ก็ต้องตามติดอีกเช่นกัน…๐ ไม่ใช่เรื่องโกหกพกลมของ “พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล” ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ในเรื่องการเปลี่ยนแกนนำคนเสื้อแดงหรอก เพราะ “นายใหญ่” แกหงุดหงิดและงุ่นง่านจริง ที่ บรรดา 3 เกลอทำไปทำมาเริ่มอ่อนยวบลงทุกวี่วัน จากที่เคยเอ็กเซอร์ไซส์วันเว้นวันบ้าง แต่พรรคหลังๆ นี่อยู่ในที่ตั้งโดยตลอด ไอ้เงินที่อุตส่าห์ควักกระเป๋าจ่ายไปโดยหวังผลไม่งอกเงย ก็เลยต้องควันออกหูเป็นธรรมดา…๐ เพราะคำพูดที่ใครว่า “เสธ.เพี้ยน” โม้บ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นจริงไม่ใช่เหรอ และไม่ใช่เพิ่งจะแม่นน่ะแม่คุณ พิสูจน์มาแล้วตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม ฉะนั้นเรื่องที่ “เสธ.แดง” ปูดออกมาหลายฝักฝ่ายจึงต้องฟังหูไว้หูน่ะ…๐ อาการก็ออกชัดเจนในบรรดาแกนนำทั้งหลาย ที่ชัดแจ้ง “แดงกลาย” อย่างยิ่งก็คือ “วีระ มุสิกพงษ์” และ “ก่อแก้ว พิกุลทอง” ที่บ่งบอกแบบไม่มิดว่าอยากลงแล้ว ในขณะที่ บรรดา “ฮาร์ดคอร์” ยังกระเหี้ยนกระหือรือต่อ ไม่ว่าจะเป็น “ขวัญชัย ไพรพนา” หรือ “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” ไม่เว้นแม้แต่ แกนนำ นปช.ที่บิ๊กเนมแต่ไร้บทบาทอย่าง “ธนาภัทร เรืองพันธ์” “ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ” ที่ยังกระชุ่มอยากยื้อม็อบต่อ มิเช่นนั้นคงไม่เดินหน้าฟ้องเรื่องเหตุการณ์ 10 เม.ย.หรอก ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าจะตั้งกรรมการสอบสวน…๐ อย่าแปลกใจที่ข้อเสนอแกนนำเสื้อแดงรายวันจะบิดพลิ้วไปเรื่อย หนึ่งนั้นเพราะข้างในก็แตกร้าวกันเอง สองที่เป็นเรื่องสำคัญคือ “ขี้ขึ้นหัว” ว่าด้วยชีวิตที่อาจย่นระยะลง จึงไม่แปลกที่ล่าสุด เสนอ “ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ” เพราะคำนวณแบบหัวหมอแล้วว่า หมายจับตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะหมดราคาทันที หากยกเลิกกฎหมายติดหนวดดังกล่าว เรียกว่าดีดลูกคิดรางแก้วมาแล้วในการเสนอเงื่อนไขนี้…๐ มาแบบเงียบๆ แบบไม่รู้เหนือแต่รู้ใต้ เมื่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ… ได้ใช้เสียงข้างมากยืนตาม กมธ.เสียงข้างน้อย? บรรจุ “สตูล และทุกอำเภอในสงขลาเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกเหนือจาก “นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และจังหวัดสงขลา เฉพาะ อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี อ.สะบ้าย้อย” ด้วย…๐ เสร็จสมอารมณ์หมาย “ถาวร เสนเนียม” รมช.มท. ด้วยคะแนนท่วมท้น งานนี้น่าติดตามว่านอกจากงบประมาณก้อนโตที่จะได้ลงใน “สตูล” และทุกอำเภอในสงขลาแล้ว เหตุการณ์ความรุนแรงจะเป็นเงาตามตัวไปด้วยหรือเปล่า พี่น้องสตูลคงได้ลุ้นระทึกแน่…๐ เกริ่นถึงเรื่องภาคใต้ หากไม่พูดถึงเรื่อง “จุฬาราชมนตรี” คนใหม่แทน “นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์” ที่ถึงแก่อนิจกรรม คงไม่ได้ เงียบหายไปพักใหญ่ แต่เริ่มกลับมามีเสียงมากขึ้นเรื่องๆ โดยเฉพาะเมื่อ “พิเชษฐ์ สถิรชวาลย์” เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือถอดถอนคณะกรรมการอิสลามกรุงเทพฯ 26 คน เพราะขาดคุณสมบัติ งานนี้ก็ห้ามกะพริบตาเช่นกันนะจะบอกให้…๐ ห่างหายไปนานกับความเคลื่อนไหวของ “องค์กรชื่อย่อซ้ำไปซ้ำมา” ล่าสุดมีข่าวปิดให้แซดมาบอกเล่าเก้าสิบอีกแล้ว เห็นล่าสุดขนผู้บริหารไปดูงานต่างประเทศ (อีกแล้ว) โดยครั้งนี้ไป “แคนาดา” แต่หากบอกว่างานที่ไปคงได้แต่ฮากันขี้แตกขี้แตน นั่นคือ ดูงานการออกกำลังกาย พิโธ่! แค่งานที่ไปดูก็เศร้าแล้ว บรรดาทั่นชายและทั่นหญิงที่ไป ยังอุตส่าห์จะกระสันอยากแวะไปดู “น้ำตกไนแองการา” กันอีก ก็มันงบฯ เยอะน่ะจะทำอย่างไรบ้าง ที่สำคัญช่วงนี้ “บ้านเมืองกลียุค” อยู่ ใครเขาจะสนใจกันจริงไหมเอ่ย…๐

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | บันทึกหน้า 4, ไทยโพสต์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ยิ่งเร่ง ยิ่งสุมฟืน ‘รัฐธรรมนูญ’ ในภาวะร้อนรน ‘ทักษิณ’

http://www.thaipost.net/sunday/231212/67035

23 December 2555 – 00:00

รัฐธรรมนูญ 2550 นั้น พรรคเพื่อไทยประกาศชัดตั้งแต่สมัยหาเสียงเลือกตั้ง จวบจนจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ ยังประกาศเป็นหนึ่งในนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อสภา หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรต้องฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ ที่ผ่านมาจึงเห็นทุกองคาพยพของพรรคเพื่อไทย ค่อยๆ รุกคืบเข้าหา หวังทำลายรัฐธรรมนูญนี้ให้สิ้นซาก
วาทกรรมแกนนำเสื้อแดงใช้ปลุกปั่นมวลชน ‘รัฐธรรมนูญเผด็จการต้องแก้ไข’ การไขกุญแจดอกแรก เพื่อนำไปสู่การรื้อ ชำเราขนานใหญ่ อย่างที่ที่ประชุมรัฐสภาผ่านความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 วาระ 1 และ 2
พรรคเพื่อไทยใช้ทุกช่องทาง มวลชน-อำนาจนิติบัญญัติในมือ รวบรัดตัดตอน กระทำชำเรารัฐธรรมนูญ ในข้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แท้จริงความไม่เป็นประชาธิปไตยมีทั้งในคราบเผด็จการและนายทุน เพียงแต่บางช่วงบางเวลา นายทุนประชาธิปไตยหัวใจเผด็จการก็มีอยู่ถมเถไป
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ ปัญหาอยู่ที่คนใช้รัฐธรรมนูญ ฝ่ายผิดจึงเป็น ‘รัฐธรรมนูญ’ เนื่องเพราะคนเขียน ‘เฮงซวย’
มุมมองพรรคเพื่อไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การจะเดินหน้าโหวตวาระ 3 หรือไม่ คนในพรรคมีความเห็นต่างกัน คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่มี ‘โภคิน พลกุล’ เป็นประธานไม่กล้าฟันธง จึงโยนไปให้รัฐบาลและ ส.ส.เป็นผู้พิจารณาแนวทางกันเอาเองว่า นับแต่เปิดประชุมสภาตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.นั้น จะมีการลุยโหวตเลยหรือไม่ หรือจะสอบถามความเห็นประชาชนก่อนที่จะมีการแก้ไข ตามข้อท้วงติงของศาลรัฐธรรมนูญ
แม้การเสนอลุยโหวตทันที ส่วนใหญ่จะมาจากปีกฮาร์ดคอร์-เสื้อแดงในพรรคเพื่อไทยที่บอกว่า ให้ทำทันทีไม่ต้องกลัวฝ่ายต้าน หากไม่ดำเนินการ คนที่จะมีความผิดจะกลายเป็น ส.ส. หากรัฐบาลไม่ทำอาจจะไม่มีที่ยืนในสังคม ขณะที่อีกฝ่ายก็กลัวจะตายหมู่ หากลุยวาระ 3 ไป มีคนนำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากมีความผิดจริงไม่เพียง ส.ส., ส.ว.ที่ต้องรับผิดชอบ แต่อาจลามไปถึงพรรคเพื่อไทยและหัวหน้ารัฐบาล ที่จะต้องรับผิดชอบตามมาด้วย
แม้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะเห็นคล้อย อ้างเพื่อความสงบของบ้านเมือง ขอให้ไปถามความเห็นประชาชนทั้งรูปแบบประชาสังคม ที่กระทรวงมหาดไทย เจ้าภาพหลักกำลังจะดำเนินการไปพูดคุยทำความเข้าใจกับสังคมและประชาชน จากนั้นค่อยทำประชามติ สอบถามประชาชน เห็นควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่
แม้รูปแบบดังกล่าว ด้านหนึ่งถูกมองว่าเป็นการลดกระแสตึงเครียดของกลุ่มคัดค้าน แต่ด้านหนึ่งก็ถูกตั้งคำถามจากคนกันเอง รัฐบาลกำลังดึงเกมไม่ให้คนเสื้อแดงไม่พอใจ จึงยื้อซื้อเวลาออกไป สร้างความชอบธรรมมุมกลับ รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ ไม่ลืมสัญญาที่เคยประกาศไว้ เพียงแต่ขอใช้เวลาไปศึกษาหาแนวทางที่ดีที่สุดก่อน และในระหว่างนี้ก็จะได้เร่งเดินหน้าประชาสัมพันธ์ผลงานเชิงบวก เรียกคะแนนไปเรื่อยๆ
แต่เมื่อหันมาดูจาก ธง ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะคนใกล้ชิดทักษิณ ได้ออกมาระบุไว้อย่างชัดเจน ให้ทำประชามติก่อนโหวตวาระ 3 ตามที่นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายทักษิณ ระบุว่า ‘ขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีแนวทางชัดเจนแล้วว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการจัดทำประชามติ โดยพักเรื่องการแก้ไขเป็นรายมาตราเอาไว้ก่อน ไม่มีการทำควบคู่ไปด้วย สำหรับความเห็นจากสมาชิกพรรคบางคนให้แก้เป็นรายมาตรานั้น เราให้ความเคารพ แต่ไม่อยากให้เกิดความสับสน อยากให้ประชาชนเข้าใจไปในทิศทางเดียว เนื่องจากเราจะมีการทุ่มสรรพกำลังรณรงค์การทำประชามติอย่างเต็มที่’
แม้จะมีความห่วงใยจากคนในพรรคว่าอาจมีคนมาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 23-24 ล้านเสียง แต่เชื่อว่าระยะเวลาก่อนถึงวันลงประชามติ 3-4 เดือน จะสามารถทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ได้ เรามีวิธีการที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกตื่นตัวสนใจ ออกมาตัดสินชะตากรรมของประเทศ วันนี้เราไม่ควรท้อตั้งแต่เริ่มต้น ต้องมีความเชื่อมั่น และจากการทำโพลสำรวจก็พบว่าประชาชนกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ให้ความสนใจจะออกมาใช้สิทธิ์
ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กให้คว่ำประชามตินั้น ถือเป็นการเดินแต้มพลาด ในเชิงการเมืองนายอภิสิทธิ์เสียรังวัดไปมาก คนมองว่ามีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย และการพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่ามีความพยายามช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยการแก้มาตรา 309 นั้น นอกจากจะเป็นการแสดงความไม่รู้ ยังเป็นการให้ข้อมูลเท็จกับประชาชน เหมือนคนจะไปทำความสะอาดพระพุทธรูป แต่กลับไปตะโกนบอกว่าจะเข้าไปขโมยพระ
แต่ก็ยังมีความกังวลใจ โดยเฉพาะเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีกลัวว่า หากคิดตามบัญญัติของกฎระเบียบจริง นับตามจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง 46 ล้านคน จะต้องมีผู้มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 23 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นงานยากไม่น้อย ยิ่งมีการไปดูตัวเลขฐานเสียงทั้งของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลรวมกันแล้วยังไม่ถึงเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ด่านแรกก็หนักแล้ว ยังต้องไปลุ้นอีกว่าในจำนวนคนที่มาใช้เสียงต้องมีคนเห็นด้วยไม่ต่ำกว่า 11.5 ล้านคน ถือเป็นอีกหนึ่งงานยากของพรรคเพื่อไทย จึงเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราซึ่งสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องทำประชามติ เพราะไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่จะต้องไปถามความเห็นประชาชนก่อน
ยิ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านออกมารณรงค์ให้ประชาชนคว่ำประชามติอีก ไม่ต้องถึงกับให้คนไปใช้สิทธิ์ไม่เห็นด้วย เพียงแค่บอกไม่ต้องไปลงคะแนน แค่นี้ก็ถือเป็นการเพิ่มงานยากให้รัฐบาลเป็นสองเท่าแล้ว
แม้ธงวันนี้จะค่อนข้างชัด ให้ลุยทำประชามติก่อนโหวตวาระ 3 ซึ่งเป็นการเดินตามธงนายใหญ่ ‘วรชัย เหมะ’ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดงให้สัมภาษณ์เมื่อ 13 ธ.ค. หลังกลับจากพบทักษิณที่ฮ่องกง โดยเขาอ้างว่าได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับนายใหญ่หลายประเด็น
“รัฐธรรมนูญยังไงต้องแก้ ไม่แก้บ้านเมืองก็มีแต่ความขัดแย้ง ประเทศสงบได้ต้องมีรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย เมื่อวาระ 3 มีปัญหาก็ให้ทำประชามติก่อน” นายวรชัยอ้างถึงคำพูด พ.ต.ท.ทักษิณ
อย่างไรก็ดี เมื่อถูกถามว่าแสดงว่าวันนี้มีธงมาชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ ที่จะต้องทำประชามติก่อนโหวตวาระ 3 วรชัยบอกว่า ‘เสียงที่จะใช้โหวตคือเสียง ส.ส.เพื่อไทย ร่วมกับส.ว. ต้องเกิน 325 เสียง ประชาชนก็ต้องรับฟังความคิดเห็น ก็ต้องพึ่งทุกด้าน บางทีถ้าต้องถอย เพื่อเดินไปข้างหน้าหลายก้าวก็ต้องทำ’
พูดถึงความร้อนรนของทักษิณ ว่ากันว่า นับวันยิ่งร้อนใจ อยากกลับบ้านมาแบบไร้มลทิน ไม่มีคดีติดตัว ไม่มีโอกาสไหนดีกว่าในรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีกแล้ว ที่ผ่านมาก็ใช้ช่องทางหลายวิธี ทั้งการเจรจา ควบคู่กับการขยับทางรูปธรรม โดยการส่งสัญญาณให้เหล่าสมุนออกกฎหมายล้างผิดให้ตัวเอง ซึ่งก็รวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ตามที่มีการมองกันว่าหากแก้ไขเพียงมาตรา 309 จะไปลบล้างผลพวงรัฐประหารทั้งหมดทันที
ก่อนหน้า วัฒนา เมืองสุข ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย หนึ่งในคนใกล้ชิดทักษิณ ออกมาเปิดโมเดลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ‘ล้มล้างองค์กรอิสระ ลดทอนอำนาจตุลาการ’ องค์กรปฏิปักษ์ต่อแนวทางรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ แถมยังมีส่วนทำให้ทักษิณกระเด็นออกจากอำนาจ 19 ก.ย. 49 และทักษิณก็พูดต่างกรรมต่างวาระ ไม่เห็นด้วยต่อการใช้อำนาจทั้ง 2 องค์กรนี้ ดังนั้นประเด็นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดทางไปสู่การ โละขนานใหญ่ จึงไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล
‘ถ้าผมจะกลับ ก็ต้องกลับแบบเท่ๆ’ เหมือนที่ทักษิณเคยย้ำนักย้ำหนา ต่อหนทางการที่จะได้กลับประเทศ
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โจทย์ถูกตั้งโดยนักการเมือง ความมุ่งหวังที่จะแก้ไขช่วยเหลือจึงไม่พ้นนักการเมืองที่จะได้ประโยชน์ หาใช่ประชาชน ผู้เลือกให้นักการเมืองเข้ามาทำหน้าที่
แม้อายุรัฐบาลยิ่งลักษณ์เหลือเวลาอีก 2 ปีเศษ หากใช้การตลาดนำการเมือง เร่งปั้นผลงานให้รากหญ้า ถือว่ายังมีเวลาเหลืออีกมาก แต่หากน้องสาวทนต่อการรบเร้าของผู้เป็นพี่ไม่ไหว เร่งเร้าให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยพลัน
ทำตามความร้อนใจ เร่งรีบของทักษิณ ผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญล้างผิดให้ตัวเอง ยิ่งเป็นการเร่งสุมฟืน เติมชนวนความขัดแย้งให้ยิ่งเกิดขึ้นในเร็ววันเช่นกัน.

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | วิเคราะห์การเมือง, ไทยโพสต์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ผู้หญิงท่องโลก

http://www.thaipost.net/tabloid/231212/67021

23 December 2555 – 00:00

ธุดงควัตรที่ฉันรู้จัก

เรื่อง: ร.วิสุทธิธรรมภาพ:  กาญจนา ดอกลัดดา
6 ธันวาคม 2555

“นักศึกษาครูสมาธิที่มาถึงแล้วให้วางของที่กลุ่มตัวเอง แล้วไปรับประทานอาหารกลางวันที่อาคารไทย-แคนาดานะคะ” เป็นเสียงประกาศผ่านไมค์ของพี่เลี้ยง ผู้มีจิตอาสามาทำหน้าที่แนะนำ ดูแล และอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษาครูสมาธิ รุ่น 30 (วิสุทธิธรรม) สถาบันพลังจิตตานุภาพ จำนวนกว่า 2,600 คน ที่จะต้องมาสอบภาคปฏิบัติด้วยการเดินธุดงค์บนดอยอินทนนท์ เป็นเวลา 3 คืน 4 วัน หลังจากที่ได้สำเร็จการเรียนภาคทฤษฎีที่ใช้เวลา 6 เดือน โดยพระเดชพระคุณพระเทพเจติยาจารย์ (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เป็นผู้ดำเนินการสอนและร่างหลักสูตรด้วยตัวท่าน รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ
ทันทีที่ฉันเดินทางมาถึงวัดเทพเจติยาจารย์ (อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการธุดงค์ ก็แทบตะลึงกับภาพของฝูงชนซึ่งล้วนเป็นนักศึกษาครูสมาธิร่วมรุ่นกับฉัน จากสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ มารวมตัวกันเพื่อสอบภาคสนามได้แน่นขนัดไปทั่ววัด นี่ยังไม่รวมพี่เลี้ยงและชาวบ้านที่นำสินค้ามาขายให้กับพวกเรา ไม่อยากจะเชื่อ…คนเกือบ 3,000 ชีวิต จะมาใช้ชีวิตร่วมกันในป่ากันได้อย่างไร! นั่นคือความสงสัยที่ผุดขึ้นในใจทันทีเมื่อได้เห็นภาพของคลื่นมหาชน
หลังจากพิธีอธิษฐานจิตก่อนเดินธุดงค์เรียบร้อย การเริ่มต้นของการเดินธุดงค์ก็เปิดฉากขึ้น    เส้นทางในวันแรกเป็นการเดินเท้าขึ้นสู่ดอยอินทนนท์ทางด้านทิศตะวันตกของน้ำตกแม่กลาง จนถึงลานผีฟ้อน ซึ่งลานผีฟ้อนแห่งนี้ว่ากันว่า ในเวลากลางคืนจะมีเสียงมโหรีและร้อง รำ ทำเพลง แว่วมา พระครูปลัดมงคลวัฒน์ (พระมหาสุพล ขันติพโล) ผู้อำนวยการสถาบันพลังจิตตานุภาพ บรรยายให้ฟังขณะนั่งพัก ณ ลานผีฟ้อน ว่า ในครั้งที่พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์อาพาธเมื่อปี พ.ศ.?2529 ท่านได้มาเดินธุดงค์และทำสมาธิที่ลานแห่งนี้ ซึ่งก็ได้ยินเสียงมโหรีเช่นกัน ท่านจึงตั้งชื่อลานนี้ว่า ลานผีฟ้อน ตลอดเส้นทางที่เดินเท้านั้น แม้จะอยู่ช่วงฤดูหนาว แต่อากาศบนดอยกลับร้อน นี่คือผลจากสถานการณ์โลกร้อนร้อนหรือเปล่านะ แถวผู้ธุดงค์นั่นยาวเหยียดจนฉันแลไม่เห็นหัวแถว ครั้นเหลียวหลังไปก็ไม่เห็นหางแถวเช่นกัน ส่วนด้านข้างคือทิวทัศน์ที่สลับซับซ้อนของยอดเขาสุดลูกหูลูกตา ก้าวแต่ละก้าวที่ไต่ขึ้นเขาราวกับแบกน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แต่เมื่อสติรู้สึกตัวและกลับมาอยู่ที่คำบริกรรมพุท-โธ ความทรมานจากความเหนื่อยก็ค่อยๆ จางหายไป เสียดายที่สติอยู่กับพุท-โธน้อยกว่าความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้น ฉันจึงเหนื่อยแทบขาดใจ    “ได้ยินเสียงน้ำตกมั้ย” พี่เลี้ยงของกลุ่มฉันกล่าวขึ้นเมื่อจวนถึงที่พัก แต่ไม่ทันที่พี่เลี้ยงพูดจบ ใจของฉันก็พุ่งไปที่น้ำตก และเกิดความอยากจะเล่นให้หายร้อนและเหนื่อยล้าทันที    อากาศเริ่มหนาว…ดาวดวงโตแย้มทักทายแทนแสงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าไป เป็นครั้งแรกของฉันกับการทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิในป่า ที่ซึ่งล้อมรอบด้วยต้นไม้สูงใหญ่ไม่ใช่ในป่าคอนกรีตดังเคย…

7 ธันวาคม
ธุดงควัตร เป็นวัตรปฏิบัติเพื่อทำความเพียรด้วยการเดินเท้าและรอมแรมในป่า อาศัยต้นไม้ในป่าและถ้ำเป็นที่หลับนอน มีเพียงกลดและเครื่องอัฐบริขารเท่านั้นที่ติดตัวไป เพื่อการขัดเกลากิเลสให้บางเบาและเกิดความก้าวหน้าของจิต ไม่เฉพาะเพียงภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฆราวาสอย่างเราก็สามารถนำไปปฏิบัติได้เช่นกัน
สำหรับการธุดงค์ของนักศึกษาสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2529 พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์อาพาธหนักถึงขั้นที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษาให้หายได้ ท่านจึงตั้งใจเดินธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์เพื่อมาละสังขารที่นี่ แต่กลับปรากฏว่าอาการอาพาธกลับหายสนิทได้เอง เมื่อท่านพิจารณาก็พบว่าพื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นที่สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธุดงควัตรเพื่อสร้างพลังจิต
ดังนั้นในระหว่างที่ท่านพักรักษาตัวอยู่หลายปีนี้ท่านจึงได้ร่างหลักสูตรครูสมาธิขึ้น และกำหนดให้นักศึกษาครูสมาธิจะต้องมาสอบภาคสนามด้วยการเดินธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์ จึงถือว่าจบหลักสูตรอย่างสมบูรณ์ “อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.”     เสียงบทสวดอิติปิโสฯ ของนักศึกษาสมาธิช่วงหยุดพักเหนื่อย ได้ดังก้องกังวาลไปทั่วขุนเขาในผืนป่าดอยอินทนนท์ จนสร้างความน่าเกรงขามด้วยพลังแห่งกระแสธรรม
“ค่อยๆ เดินนะแม่”    ลูกชายกล่าวกับแม่ในวัยใกล้ 70 ปี อย่างเป็นห่วง ขณะที่ผู้เป็นแม่อ่อนแรงเกินกว่าจะก้าวต่อไป จึงขอพักเหนื่อยอยู่ข้างทาง ช่างเป็นภาพความรัก ความห่วงใยของแม่และลูกที่แสนประทับใจ จนฉันอดคิดถึงแม่ของตัวเองไม่ได้ “มีอะไรหรือเปล่าค่ะ” พี่เลี้ยงถามไถ่ขณะนักศึกษาครูสมาธิสองสามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่ง กำลังก้มๆ เงย อยู่ริมทาง “ปากรองเท้ามันขาดค่ะ” เสียงของภรรยาตอบ ขณะที่สามีกำลังเอายางหนังสติ๊กมัดปากรองเท้าให้ติดกัน     “น่าจะใช้ได้นะ” ฝ่ายสามีกล่าว เมื่อแน่ใจว่ารองเท้าคู่ใจที่ดันมาทรยศสามารถใช้งานได้อีกครั้ง ทั้งคู่ก็เตรียมตัวก้าวเดินต่อไป การเดินธุดงค์ในวันที่ 2 ดูจะสมบุกสมบันกว่าวันที่ผ่านมา เป้สัมภาระที่มีน้ำหนักกว่า 7-8 กิโล ได้ทำให้บ่าฉันระบม ยิ่งช่วงที่ไต่ขึ้นเขาที่สูงชันน้ำหนักของเป้เจ้ากรรมถ่วงลงจนเข่าฉับเกือบทรุด มองเข้าไปในใจ ได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงและดังก้องในหัว เมื่อคิดว่าเหนื่อยปุ๊บ อารมณ์อยากหยุดผุดขึ้นมาปั๊บ แต่เมื่อบริกรรม พุทธ-โธ ความเหนื่อยค่อยๆ จางหายไป     ค่ำคืนนี้ แม้อากาศหนาวจะเย็นยะเยือกกว่าเดิม แต่ใจที่มุ่งมั่นในการแสวงบุญของผู้คนหลายพันคนช่างอบอุ่นเหลือเกิน…
8 ธันวาคม 2555
มีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนนักศึกษาครูสมาธิ สาขายะลา 1 ในพื้นที่ไม่สงบภาคใต้ ทราบว่าสถานการณ์ในภาคใต้ยังคงระอุ แม้ห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองก็อาจเกิดระเบิดขึ้นได้ ถามว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถแก้ไขและเกิดสันติภาพในพื้นที่ได้
“เข้าใจ ใช้ความเข้าใจ มากกว่าใช้กำลัง” เป็นคำตอบเก่าๆ ที่รู้กันอยู่แล้ว แต่ทำไมสันติภาพยังไม่บังเกิด
ไม่ว่า “บ้าน” ของเพื่อนนักศึกษาฯ ยังคงเกิดความรุนแรงเป็นรายวัน แต่สถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไม่อาจสั่นคลอนดวงจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ตรงข้ามกลับเป็นพลังที่ทำให้เชื่อมั่นต่อคำสอนของพระอาจารย์หลวงพ่อว่า “สมาธิ” สร้างสันติภาพได้
คืนนี้… เป็นคืนที่มืดสนิท ฉันเห็นดาวตกพุ่งผ่านที่ขอบฟ้า…
9 ธันวาคม 2555
3 คืน 4 วัน กับความตั้งใจฝึกฝนทางจิตอย่างเต็มที่ท่ามกลางธรรมชาติ แล้วการเดินธุดงค์บนดอยอินทนนท์ ได้เวลาสิ้นสุดลงด้วยพิธีปัจฉิมนิเทศน์ ณ ลานโพธิ์ ภายในวัดเทพเจติยาจารย์ ภาระกิจภาคสนามได้เสร็จลุล่วง ฉันหายจากความแคลงใจแล้วว่า ทำไมคนเกือบ 3,000 คน ใช้ชีวิตร่วมกันในราวป่าได้อย่างสงบ เพราะระบบการจัดการของสถาบันพลังจิตตานุภาพที่มีประสิทธิภาพ     เพราะพี่เลี้ยงผู้มีจิตอาสาร่วมประสานขับเคลื่อนระบบไม่ให้ติดขัด เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ผู้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในป่าเขาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
และนักศึกษาครูสมาธิได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณว่า จะมีเมตตาต่อกัน จะมีความสามัคคีกัน จะให้อภัยซึ่งกันและกัน จะไม่นำวิชาสมาธิไปใช้ในทางที่ผิด จะทำสมาธิแผ่เมตตาจิตแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความสันติสุขของโลกยิ่งขึ้นไป ซึ่งนักศึกษาฯ ทุกคนน้อมรับไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด (แม้จะหงุดหงิดบ้างบางครั้ง แต่ก็รู้ทัน) การอยู่รวมกันด้วยระบบธรรมาธิปไตยจึงเต็มไปด้วยความสันติสุขโดยแท้ ฉันหวนนึกไปถึงพระปฐมบรมราชโองการ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว    “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เริ่มเข้าใจแล้วว่า จะการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมก็ดี ต่างมีเป้าหมายเพื่อความเท่าเทียมของประชาชน แต่หากผู้เข้าสู่อำนาจขาดธรรมแล้ว ความเท่าเทียมกันจะหาเกิดไม่    โชคดีของฉันที่ได้เกิดบนแผ่นดินด้ามขวานทอง แผ่นดินที่ยังมีร่องรอยของพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงในทศพิธราชธรรม มีครูบาอาจารย์ที่เปี่ยมด้วยเมตตาสุดที่จะหาเปรียบมิได้ ขอกราบนมัสการพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์จากใจดวงนี้

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | ท่อง เที่ยว, ไทยโพสต์ | , , , , | ใส่ความเห็น

ทิ้งชีวิตอันเร่งรีบไว้เมืองกรุง มาปั่นจักรยานดูวัดเที่ยวน่าน

http://www.thaipost.net/tabloid/231212/67025

23 December 2555 – 00:00

ช่วงหน้าหนาวนี้แหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือหลายแห่งเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะเมืองน่าน ถือเป็นสถานที่ยอดฮิตที่สุดเวลานี้ ด้วยความงามของธรรมชาติต่างๆ ที่ไม่บอบช้ำ ยังเป็นศูนย์รวมทางด้านสถานที่ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณ รวมทั้งวัดเก่าแก่มีให้เห็นแทบทุกอำเภอ
การเดินทางไปเมืองแห่งนี้มีหลายวิธี หากเลือกไปทางรถอาจจะใช้เวลามากเสียหน่อย เพราะระยะทางเกือบ 700 กม. หากมีงบประมาณ ก็แนะนำให้ไปทางเครื่องบิน เพราะใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงที่หมายและเที่ยวได้ทันที
แต่ขอเตือนเอาไว้ ใครไปช่วงนี้ต้องเช็กตั๋วเครื่องบินให้ดี  เพราะอาจจะเต็มแล้ว บางครั้งสายการบินยังยกเลิกตั๋วโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือแจ้งให้ทราบในเวลากระชั้นชิด จนเกิดปัญหาการเดินทางกลับ เสียงานเสียการ ไม่นับโรงแรมที่ถูกจองเต็มเกือบหมดอีกด้วย โดยที่เขาก็ไม่รับผิดชอบใดๆ
ตัดมาที่เมืองน่าน เราสามารถทิ้งชีวิตที่รีบร้อน เร่งรีบ เอาไว้ที่เมืองกรุงที่จากมา แล้วหันมาดื่มด่ำกับการใช้ชีวิตช้าๆ สบายๆ ด้วยลักษณะที่เป็นเมืองที่ขนาดกะทัดรัด ผู้คนไม่หนาแน่น ชีวิตที่นี้ก็เลยยังเดินไปในจังหวะเนิบนาบ
นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว เราก็ยังเห็นคนเมืองน่านปั่นรถจักรยานกันอยู่ทั่วไป โดยมีการแบ่งพื้นที่ถนนไว้รองรับประกอบกับผังเมืองได้ออกแบบเอาไว้มีไฟแดงจำนวนถี่ ทำให้คนที่นี่ไม่สามารถขับรถยนต์เร็วได้
ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นักปั่นจักรยานที่จะได้รับความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง และสามารถชมความงามได้รอบเมือง หากเป็นไปได้ อยากแนะนำให้ออกมาเดินเที่ยวกันตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ข้อดีก็คืออากาศยังไม่ร้อน แสงอ่อนๆ ยามเช้าก็ถ่ายรูปสวย เรียกว่าเดินเที่ยวกันได้เพลิดเพลินเบิกบานใจ ดีกว่าออกมาสายเข้าได้วัดสองวัดแดดก็แรงจนไม่อยากไปไหนต่อเสียแล้ว
เป้าหมายของเราครั้งนี้เลือกเที่ยวเพียง 2 แห่งเท่านั้น คือวัดภูมินทร์ และวัดพระบรมธาตุแช่แห้ง เนื่องจากเวลาจำกัดเพราะมาถึงช่วงบ่ายๆ แล้ว เราเช่าจักรยานและมุ่งไปบริเวณย่านที่เรียกว่า “ข่วงเมือง” ที่หมายถึงลานใจกลางเมือง ว่าง่าย ๆ ก็เหมือนสนามหลวงในกรุงเทพฯ ที่มีทั้งวังและวัดสำคัญหลายวัดตั้งอยู่ เหมาะจะค่อยๆ เดินเที่ยว เข้าวัดโน้นออกวัดนี้
สำหรับ วัดภูมินทร์ เป็นสถานที่สำคัญของน่าน ที่ไม่ว่าใครก็ต้องแวะมา ตามพงศาวดารของเมืองน่าน สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองเมืองน่าน หลังจากที่ครองนครน่านได้ 6 ปี มีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่าเดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ผู้สร้างวัด แต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์ดังกล่าว
ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทยก็คือ เป็นพระอุโบสถทรงจัตุรมุข พระประธานจัตุรพักตร์ นาคสะดุ้งขนาดใหญ่แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัวนาค กรมศิลปากรได้สันนิษฐานว่าเป็นพระอุโบสถจัตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย
พระอุโบสถตรงใจกลางประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศ หันเบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน ประทับนั่งบนฐานชุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ผู้ที่ไปชมความงามของพระอุโบสถนี้ ไม่ว่าจะเดินขึ้นบันไดทิศไหน ก็จะพบพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุกด้าน
ยังพบภาพจิตรกรรมฝาผนัง หลังจากได้รับการบูรณะครั้งใหญ่สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี จิตรกรรมฝาผนัง หรือ“ฮูบแต้ม” ในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้ เป็นชาดกในพุทธศาสนา
แต่ถ้าพิจารณารายละเอียดวิถีชีวิตของคนเมืองในสมัยนั้น มีภาพที่น่าสนใจอยู่หลายภาพ เช่น ภาพเด่นของปู่ม่าน ย่าม่าน ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงชาวไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนากัน ผู้ชายสักหมึก ผู้หญิงแต่งกายไทลื้ออย่างเต็มยศ ภาพวาดของหนุ่มสาวคู่นี้มีความประณีตมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์
ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วงของชาวไทลื้อ พ่อแม่จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ ขณะหญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” หากสาวเจ้าตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกว่า “เอาคำไปป่องกั๋น” หรือเป็นทองแผ่นเดียวกัน
การค้าขายแลกเปลี่ยนในชุมชน ภาพชาวพื้นเมือง ซึ่งอาจเป็นชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าบนศีรษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคน ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน หญิงสาวกำลังทอผ้าด้วยกี่พื้นเมือง นอกชานมีเรือนเล็กๆ ตั้งหม้อน้ำดินเผาที่เรียกว่า “ร้านน้ำ” ส่วนชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจว หรือทรงมหาดไทย แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมืองน่าน ภาพชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาเมืองน่าน ช่วงรัชกาลที่ 5 ทรงผม และเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรปขณะนั้น
นอกจากนี้ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวของพุทธประวัติ มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นประทับใจที่สุด คือ ภาพบุคคลขนาดใหญ่เท่าตัวคน ที่อาจมีชีวิตอยู่จริงในเวลานั้น ความใหญ่โตมโหฬารของภาพบุคคล 6 ภาพ มิใช่จะทำให้คนชมต้องตะลึงเท่านั้น หากภาพวาดมีความงดงามมาก เพราะบรรยายถึงอาภรณ์การแต่งกายของหญิงชาย โดยเฉพาะสามารถถ่ายทอดอารมณ์ชีวิตชีวาและแสดงถึงลีลาอันอ่อนช้อยได้เป็นอย่างดี ภาพเหล่านี้ส่วนมากเขียนอยู่บนบานประตู ซึ่งเมื่อเปิดประตูออก บานประตูจะบังภาพไปบางส่วน
จากนั้นเราก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปวัดพระบรมธาตุแช่แห้งที่ห่างออกจากตัวเมืองไปทางแม่จริมประมาณ 2-3 กม. อาจจะไกลและเหนื่อยหน่อย โดยเฉพาะการปั่นขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำน่าน แต่ไม่ต้องกังวล เพราะตลอดการเดินทางมีเส้นทางเฉพาะของจักรยานเอาไว้ รวมทั้งที่พักข้างทางด้วย
วัดพระบรมธาตุแช่แห้ง ที่แปลว่า “การดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง” เป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บนเนินทางฝั่งตะวันออก บริเวณที่เป็นศูนย์กลางเมืองน่านเดิม หลังจากที่ย้ายมาจากเมืองปัว
สร้างในสมัยเจ้าพระยาการเมือง (เจ้าผู้ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ.1869-1902) เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์ พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทอง ที่ได้รับพระราชทานจากพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งที่เจ้าพระยาการเมืองเสด็จไปช่วยสร้างวัดหลวงอภัย (วัดป่ามะม่วง จังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ.1897
องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย โดยรอบองค์บุด้วยทองจังโก (ทองดอกบวบ ทองเหลืองผสมทองแดง) ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน
พระบรมธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุประจำปีกระต่าย ชาวล้านนาเชื่อว่าหากได้เดินทางไป “ชุธาตุ” หรือนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจะได้รับอานิสงส์อย่างยิ่ง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมวัดพระธาตุแช่แห้งได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. แต่ต้องแต่งตัวสุภาพ ห้ามนุ่งสั้น แต่หากไม่พร้อมเขาก็มีชุดเปลี่ยนให้บริการเอาไว้
จากนั้นเราก็ปั่นจักรยานกลับเข้าตัวเมืองน่าน ไปชิมอาหารล้านนาที่เปิดเรียงรายตลอดข้างทาง ปิดท้ายด้วยขนมหวานป้านิ่ม โดยเฉพาะเมนูเด็ดบัวลอยไข่หวาน ที่จะมีขายเฉพาะในช่วงเย็นๆ เท่านั้น
เป็นอย่างไรสำหรับแผนการท่องเที่ยวด้วยจักรยานเมืองน่าน สามารถสัมผัสวิถีชีวิตของเมืองและผู้คนได้อย่างใกล้ชิด   นอกจากได้รับทั้งความสนุกและความสุขกลับไปแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์โลก ด้วยการท่องเที่ยวที่ไม่ใช้พลังงานน้ำมัน ซึ่งช่วยลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับแนวคิด 7 Greens ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
สรณะ รายงาน

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | ท่อง เที่ยว, ไทยโพสต์ | , , , , | ใส่ความเห็น

รพ.จุฬาห่วงปัญหาสุขภาพคนไทย จัด“โครงการสวนลุม สวนสุขภาพ”

http://www.thaipost.net/x-cite/251212/67113

25 December 2555 – 00:00

จากสถิติการตรวจสุขภาพพบว่า คนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน มีจำนวนสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ การกินอาหารที่มีไขมันสูง อาหารขยะ รวมถึงการไม่ดูแลใส่ใจสุขภาพ ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น
เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี กรุงเทพฯ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดโครงการ “สวนลุม สวนสุขภาพ” เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้กับประชาชนที่สนใจ ให้หันมาดูแลใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารอย่างถูกวิธี และการควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืน โดยมี รศ.นพ.โศภณ นภาธร ผู้อำนวยการ รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย, นายจุมพล สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร และ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการเนคเทค ร่วมเป็นประธานเปิดตัวโครงการ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมทุกวันเสาร์ตลอดปี 2556 เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 5 มกราคม 2556 เป็นต้นไปจนถึงเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 06.00-10.00 น. บริเวณศาลาหน้าศูนย์อาหารหลักของสวนลุมพินี
ผศ.ดร.นพ.วิโรจน์ เจียมจรัสรังสี ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านสร้างเสริมสุขภาพ รพ.จุฬาลงกรณ์ ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า “เนื่องจากปัญหาระดับประเทศเกี่ยวกับโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมัน หัวใจ กำลังเป็นปัญหาในประชากรมากขึ้นเรื่อยๆ รพ.จุฬาลงกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางด้านสุขภาพที่เป็นที่เชื่อถือระดับประเทศ หากจะมีบทบาทด้านการรักษาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ทางเราจึงคิดว่าการสร้างเสริมสุขภาพก็เป็นบทบาทหน้าที่ที่ทางโรงพยาบาลควรจะมีส่วนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ จึงได้จัดโครงการสวนลุม สวนสุขภาพขึ้นมา
สำหรับโครงการสวนลุม สวนสุขภาพ จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยกลุ่มเป้าหมายหลักมุ่งเน้นประชากรวัยผู้ใหญ่และกลุ่มผู้สูงอายุมาใช้บริการ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปทั้งผู้มีสุขภาพดี ผู้ป่วยเรื้อรัง ก็สามารถมาใช้บริการได้ฟรี โดยมีกิจกรรมหมุนเวียนมาจัดทุกวันเสาร์ เริ่มเสาร์ที่ 5 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ในเดือนมกราคมจะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับสุขภาพฟัน อาการเสียวฟัน โรคฟันผุ ซึ่งเป็นปัญหาในผู้สูงอายุ หลังจากนั้นจะเป็นในเรื่องของการตรวจโรค, สัญญาณแก่ก่อนวัย, การตรวจเช็กอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อม, เรื่องของกระดูกและข้อ จากการทรงตัวของผู้สูงอายุหากเกิดการหกล้มก็จะมีปัญหาเรื่องไขข้อก็มาเช็กได้ รวมถึงการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือด โรคอ้วนน้ำหนักตัวเกิน หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไป
จากการจัดโครงการครั้งนี้คาดหวังว่าผู้ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมจะได้รับประโยชน์ และเป็นการสร้างกระแสสุขภาพให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น รวมถึงทาง รพ.จุฬาฯ ได้มีบทบาทในการทำประโยชน์แก่สังคม หากโครงการสวนลุม สวนสุขภาพ ได้รับการตอบรับและเกิดประโยชน์ที่ดี อาจเสนอไปทาง กทม. และขยายไปยังสวนสาธารณะที่อื่นๆ ต่อไป” นพ.วิโรจน์กล่าว
ประชาชนและผู้รักสุขภาพไม่ควรพลาดกับโครงการดีๆ สำหรับคนใส่ใจสุขภาพ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สร้างเสริมสุขภาพแห่ง รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตึก อปร ชั้น 6 โทรศัพท์ 0-2256-4000 ต่อ 3540 หรือทางอีเมล์ mdcuhealth@gmail.com เฟซบุ๊ก facebook.com/healthpromotioncenterchula เพื่อคนไทยห่างไกลโรค.
——————————————–
ล้อมกรอบ
“My Act” Application กระตุ้นการใช้พลังงาน
จากความร่วมมือระหว่าง รพ.จุฬาลงกรณ์ ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดทำ Application สำหรับมือถือ smart phone โดยสามารถบันทึกการใช้พลังงานในแต่ละวันว่าเพียงพอเหมาะสมกับร่างกายหรือไม่
นายจตุพร ชินรุ่งเรือง นักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า “My Act เป็นโปรแกรมสำหรับไว้ติดตามพฤติกรรมของเราในแต่ละวัน โดยแบ่งเป็น 4 กิจกรรม นอน นั่ง เดิน และวิ่ง วัตถุประสงค์ของโปรแกรมเพื่อให้ผู้ใช้ตระหนักถึงการเคลื่อนไหวร่างกายของเราในแต่ละวันว่าเพียงพอแล้วรึยัง เพราะปกติคนทำงานในออฟฟิศส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายไปไหน
ในทางการแพทย์คุณหมอแนะนำว่า เราต้องเดินเร็วๆ อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง หรือเทียบเป็นจำนวนก้าวก็คือ 10,000 ก้าวจึงจะเหมาะสม โปรแกรมนี้ก็สามารถช่วยเตือนเราได้ว่าแต่ละวันเรานั่งมากเกินไปหรือเปล่า หรือเดินแค่ 10-15 นาทีเท่านั้นซึ่งจะไม่พอ ทั้งยังบอกเป็นจำนวนก้าว บอกระยะทางให้เราได้ และยังสามารถดูสถิติย้อนหลังในแต่ละวันได้ เพื่อให้ผู้ใช้ตระหนักถึงข้อมูลร่างกายของตนว่าไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเพียงพอ และกระตุ้นให้ผู้ใช้เคลื่อนไหวร่างกายให้มากกว่าเดิม เพื่อสุขภาพร่างกายมีความแข็งแรงมากขึ้น”
Application นี้สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทาง google play ค้นหาคำว่า my act nectec เมื่อติดตั้งแล้วทำการใส่ค่าน้ำหนัก ส่วนสูง และเพศ เพียง 3 อย่าง และปิดโปรแกรม ผู้ใช้เพียงแค่พกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดทั้งวัน ก็สามารถติดตามพฤติกรรมของเราว่าใช้พลังงานพอเพียงในแต่ละวันหรือไม่.

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยโพสต์ | , , , | ใส่ความเห็น

เตือนผู้หญิงอยากสวย สารยืดเส้นผมก่อมะเร็ง

http://www.thaipost.net/x-cite/251212/67114

25 December 2555 – 00:00

คุณสุภาพสตรีที่อยากมีผมตรงสลวยคงต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้น หากคิดจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาสรรพคุณว่าทำให้ผมยืดตรงขึ้น เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์ประเภทนี้กำลังถูกจับตาในสหรัฐว่าเจือปนสารก่อมะเร็ง
สมาชิกสภาคองเกรส 3 คนจากพรรคเดโมแครต ประกอบด้วย เอ็ดเวิร์ด มาร์คีย์ ส.ส.แมสซาชูเซตส์, แจน ชาโควสกี ส.ส.อิลลินอยส์ และเอิร์ล บลูมนอเออร์ ส.ส.ออริกอน ร่วมกันทำหนังสือถึงคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) เมื่อกลางเดือนธันวาคม เพื่อแสดงความเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้บริโภคจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยืดเส้นผม ซึ่งรวมถึงยี่ห้อดังอย่าง บราซิลเลียนโบลว์เอาต์ ด้วย
หนังสือถึงเอฟดีเอเรียกร้องให้หน่วยงานนี้ปกป้องสุขภาพของสาธารณชนมากขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ว่ามีระดับของฟอร์มาลดีไฮด์ หรือฟอร์มาลีน ที่เป็นสารก่อมะเร็งในระดับสูง และเอฟดีเอเองก็เคยได้รับคำร้องเรียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งกรณีการเกิดปัญหากับระบบประสาท เช่น เวียนศีรษะ, ปัญหาทางเดินหายใจ, คลื่นไส้, เจ็บหน้าอก, อาเจียนและเป็นผื่นคัน
ปีที่แล้ว ส.ส.ทั้งสามก็เคยยื่นเรื่องต่อเอฟดีเอมาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อขอให้เอฟดีเอทบทวนความอันตรายของฟอร์มาลีนในผลิตภัณฑ์จำพวกนี้ และออกคำแนะนำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์เรียกคืนสินค้าโดยสมัครใจ ซึ่งเอฟดีเอก็รับเรื่องโดยส่งหนังสือเตือนถึงบริษัทผู้ผลิต อันรวมถึงบริษัท จีไอบี เจ้าของผลิตภัณฑ์บราซิลเลียนโบลว์เอาต์ ที่แม้จะทำตลาดกับช่างเสริมสวยมืออาชีพเป็นหลัก แต่ก็มีวางขายทางออนไลน์ และตัวแทนขายปลีกที่ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อมาใช้ได้เอง
กรณีของบราซิลเลียนโบลว์เอาต์ เอฟดีเอเตือนไปว่าผลิตภัณฑ์นี้ “มีสิ่งเจือปน” และ “ปลอมฉลาก” เนื่องจากมีระดับฟอร์มาลดีไฮด์สูง ทั้งๆ ที่โฆษณาสรรพคุณว่าปลอดจากฟอร์มาลดีไฮด์ คำเตือนสั่งให้จีไอบีแก้ไขปัญหาดังกล่าว
อย่างไรก็ดี หนังสือของ ส.ส.ทั้งสามรายชี้ว่า แม้จะมีหนังสือเตือนจากเอฟดีเอ แต่จีไอบียังคงเพิกเฉย ไม่แก้ไขสูตรของผลิตภัณฑ์ ส่วนเอฟดีเอก็ไม่ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้ผู้ประกอบอาชีพในร้านเสริมสวยและผู้บริโภคจำนวนมากต้องเสี่ยงต่อการรับสารก่อมะเร็งชนิดนี้ต่อไป
“เอฟดีเอควรดำเนินการห้ามการขายผลิตภัณฑ์ยืดเส้นผมที่อาจมีสารก่อมะเร็งโดยทันที และควรประเมินต่อไปด้วยว่าควรห้ามการใช้ฟอร์มาลดีไฮด์ในผลิตภัณฑ์ยืดเส้นผมทั้งหมดเลยหรือไม่” มาร์คีย์กล่าวในแถลงการณ์
จีไอบีเคยถูกฟ้องเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ และข้อตกลงระงับคดีก็สั่งให้จีไอบีติดคำเตือนบนฉลากว่าผลิตภัณฑ์ของตนก่อก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ได้ระหว่างการใช้งาน
อันตรายของสารชนิดนี้ในผลิตภัณฑ์ยืดผมยี่ห้อดังกล่าว ทำให้แคนาดา, ไอร์แลนด์และออสเตรเลีย สั่งห้ามขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยโพสต์ | , , , | ใส่ความเห็น

ปี 2555 ที่กำลังจะผ่านไป…คุณตรวจสุขภาพหรือยัง

http://www.thaipost.net/x-cite/241212/67054

24 December 2555 – 00:00

พอถึงปลายปีทีไร มักได้ยินคำว่า “ตรวจสุขภาพประจำปีหรือยัง” ประเด็นดังกล่าวนี้ พญ.ธนีศา ภานุมาตรัศมี แพทย์ประจำศูนย์ตรวจสุขภาพ รพ.พญาไท 1 ชี้แจงว่า การตรวจสุขภาพคือสิ่งสำคัญ แต่ก็จะมีหลายท่านถามหมอบ่อยๆ ว่า “สำคัญจริงหรือไม่ จำเป็นไหมที่ต้องตรวจสุขภาพประจำปีทั้งๆ ที่ร่างกายในปัจจุบันก็ยังแข็งแรงดี” และบ่อยครั้งหลายท่านอาจจะสงสัยว่าในการตรวจสุขภาพแต่ละครั้งจะต้องตรวจอะไรบ้างและควรเริ่มจากสิ่งใด
คุณหมอย้ำว่า หากจะกล่าวถึงเรื่องการตรวจสุขภาพ สำหรับบางคนอาจมิได้ทำเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อให้ได้อยู่กับคนที่เรารักไปนานๆ ซึ่งจะคิดเช่นนั้นก็ไม่ผิด เพราะเป้าหมายของการตรวจสุขภาพก็เพื่อเป็นการลดอัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีอายุที่ยืนยาวขึ้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เพื่อให้ทราบถึงอวัยวะในร่างกายของตนเองว่าอยู่ในเกณฑ์สูงต่ำกว่ามาตรฐานหรือไม่ เพื่อที่จะได้ซ่อมแซมบำรุงรักษาได้ทันท่วงที
“การตรวจสุขภาพ เป็นการตรวจทั่วไปเกี่ยวกับคนที่ไม่ได้มีอาการใดๆ แต่ตรวจเพื่อเป็นสิ่งที่จะบอกเรา ว่าสภาพร่างกายของเราขณะนั้นเป็นอย่างไร แต่เราๆ ไม่ค่อยได้มีเวลาไปตรวจสุขภาพมากนัก ดูผิวเผิน
ก็ไม่เป็นอะไร แต่หารู้ไม่ว่าการตรวจสุขภาพนั้นช่วยให้เราได้รู้ว่ามีโรคอะไรที่แอบแฝงอยู่โดยที่เราไม่รู้ และเร่งรีบรักษาเพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามจนสายไป” คุณหมอกล่าวและอธิบายด้วยว่า     ในตารางตรวจสุขภาพมีรายการมากมาย แต่โดยทั่วไปการตรวจสุขภาพเบื้องต้นจะได้รับการตรวจเหล่านี้ เช่น การตรวจความดันโลหิต เพราะความดันโลหิตสูงอาจไม่แสดงอาการปวดศีรษะ แต่ในระยะยาวทำให้เกิดผลเสียต่อสมอง หัวใจ และไต การตรวจร่างกายทำให้พบและรักษาได้ก่อนจะเกิดปัญหาใหญ่ๆ เช่น ไตวาย หรือเส้นเลือดในสมองแตก การรักษาทำได้โดยการรับประทานยาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเอกซเรย์ปอด เป็นการตรวจเพื่อดูพยาธิสภาพของปอด หรือโรคที่สามารถตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ปอด เช่น วัณโรค ถุงลมโป่งพอง เนื้องอกในปอด เป็นต้น สำหรับผู้ที่ต้องสูดดมอากาศที่มีฝุ่นละอองควันพิษหรือสูบบุหรี่เป็นประจำควรเข้ารับการตรวจเอกซเรย์ปอดปีละครั้ง นอกจากนี้การเอกซเรย์ปอดยังสามารถตรวจดูเงาของกระดูกในระดับทรวงอก และดูเงาของหัวใจเพื่อตรวจขนาดของหัวใจและประเมินโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจได้
การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง หรืออัลตราซาวด์ในการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง เช่น การตรวจช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) เป็นการตรวจภายในช่องท้องเพื่อดูความผิดปกติของตับ ไต ถุงน้ำดี ม้าม ตับอ่อน, ตรวจช่องท้องส่วนล่าง หรืออุ้งเชิงกราน (Ultrasound Lower Abdomen or Pelvis) เพื่อดูความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง (อุ้งเชิงกราน) เช่น รังไข่ มดลูก ต่อมลูกหมาก หรือก้อนเนื้องอกในอุ้งเชิงกราน การตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ การตรวจช่วยให้ทราบว่ามีการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายหรือไม่ หรือถ้ายังไม่พบการติดเชื้อ และไม่มีภูมิต้านทานจะได้รับวัคซีนเพื่อป้องกันโรค
การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CBC เป็นการตรวจวัดเซลล์เม็ดเลือด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เพื่อตรวจหาโรคเลือดหรือภาวะผิดปกติอื่นๆ ของร่างกาย ที่อาจแสดงออกมาให้เห็นได้จากความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด, ตรวจการทำงานของไต Creatinine เพื่อวัดระดับสารเคมีในเลือด ดูว่ามีภาวะไตเสื่อม หรือไตวาย, ตรวจการทำงานของตับ ดูความผิดปกติในส่วนของการทำงานของตับ, การตรวจระดับกรดยูริกเพื่อหาโรคเก๊าต์ และนอกจากนี้ระดับกรดยูริกที่สูงกว่าปกติอาจก่อให้เกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะเป็นสาเหตุของโรคไตได้, การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด FBS เพื่อดูว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ และการตรวจไขมันในเส้นเลือด เป็นการตรวจระดับไขมันในเลือดว่ามีปริมาณสูงเกินไปหรือไม่ โดยจะดูทั้งไขมัน คอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอร์ไรด์ ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดี ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีที่ก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดง การตรวจปัสสาวะเพื่อหาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งการตรวจอุจจาระเพื่อตรวจหาพยาธิต่างๆ และระบบขับถ่ายว่าผิดปกติหรือไม่
“จากข้อมูลที่นำมาฝากนั้น คงทำให้หลายๆ ท่านได้รับคำตอบเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพกันไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคอีกมากที่การตรวจสุขภาพไม่สามารถตรวจพบโรคได้ในระยะแรกๆ ดังนั้นแม้ผลของ
การตรวจสุขภาพจะเป็นปกติดี ก็ยังควรใส่ใจรักษาสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ “อย่าลืมไปตรวจสุขภาพกันนะคะ”
พญ.ธนีศากล่าวสรุป.

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยโพสต์ | , , , | ใส่ความเห็น

ส่งความสุขด้วยชุดของขวัญธรรมดีที่พ่อทำ

http://www.thaipost.net/x-cite/241212/67055

24 December 2555 – 00:00

สำนักพิมพ์ดีเอ็มจีชวนส่งความสุขช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยชุดของขวัญทรงคุณค่า ‘คนไทยในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙’ ประกอบด้วยหนังสือ ‘ธรรมดีที่พ่อทำ’ ที่ได้ประมวลภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่หาดูได้ยากไว้อย่างครบถ้วน และมีเนื้อหาครบครัน โดยเฉพาะธรรมะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถน้อมนำมาใช้ในชีวิตของตนได้อย่างเข้าใจ ปฏิบัติตามได้ง่าย และเสื้อยืด ‘คนไทยในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙’ ที่มีให้เลือกถึง 10 สี ซึ่งขณะนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พร้อมโปรโมชั่น Buffet Book Corner เลือกซื้อหนังสือจัดชุดของขวัญได้ตามงบประมาณ บริการจัดชุดของขวัญฟรี! และทุกใบเสร็จรับทันทีการ์ดมงคลอวยพรปีใหม่สุดหรู ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2556 ที่ร้านดีบุ๊คส์ ชั้น 22 ศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า (BTS ชิดลม) หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่www.dmgbooks.com สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2685-2255

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยโพสต์ | , , , | ใส่ความเห็น

เคล็ดลับวิธีรับมือพฤติกรรมกินยากของลูก

http://www.thaipost.net/x-cite/191212/66813

19 December 2555 – 00:00

เทศกาลแห่งความสุขในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสุข งานเลี้ยง และเวลาสุดพิเศษของครอบครัว เอส-26 ผลิตภัณฑ์นมเพื่อเด็กและเยาวชนเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของลูกคนเก่ง จึงออกโรงเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่รับมือ 7 พฤติกรรมการกินที่อาจส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพลูกน้อย พร้อมมอบโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล เพื่อเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ
พญ.วิมล ลี้วิบูลย์ศิลป์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เผยว่า “พฤติกรรมกินยาก ช่างเลือก” นับเป็นปัญหาที่พบได้ในเด็กทั่วไปและพบบ่อยในเด็กอายุ 1-3 ขวบ ซึ่งหากลูกมี 1 ใน 7 พฤติกรรมการกินดังต่อไปนี้ อันได้แก่ 1.กินแต่ขนม 2.อมข้าว 3.เลือกกิน 4.เขี่ยอาหาร 5.กินน้อย 6.กินช้า 7.กินซ้ำๆ คุณพ่อคุณแม่ควรต้องเพิ่มความใส่ใจในท่าทีเหล่านี้เป็นพิเศษ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของลูกและควรให้การดูแลเรื่องโภชนาการของลูกเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาภาวะโภชนาการไม่สมดุล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ 3 ด้าน อันได้แก่ ความฉลาด, ภูมิคุ้มกัน และการเติบโตของลูกน้อย”
เคล็ดลับวิธีรับมือพฤติกรรมกินยากของลูก ต้องเริ่มต้นที่การฝึกพฤติกรรมการกินของลูกให้ถูกต้อง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถนำ 7 เทคนิควิธีการแก้ไขพฤติกรรมการกินมาปรับใช้ นั่นก็คือ 1.คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เด็กๆ มักมีพฤติกรรมเลียนแบบผู้ใหญ่ การนั่งรับประทานอาหารพร้อมลูกน้อยและการเป็นต้นแบบของพฤติกรรมการกินที่ดี อย่างเช่น การกินอาหารที่หลากหลายจะช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากทำตาม 2.อย่าเอาของเล่น หรือสิ่งเร้าที่เด็กสนใจมาอยู่ใกล้ระหว่างมื้ออาหาร เป็นธรรมชาติของเด็กที่จะสนใจสิ่งรอบข้าง ดังนั้นควรนำของเล่นหรือสิ่งเร้าออกไปจากมื้ออาหาร เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เด็กสนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น 3.ศิลปะและจินตนาการของคุณแม่เป็นสิ่งสำคัญ การตกแต่งอาหารบนจานให้ดูสวยงาม น่ารักเพื่อดึงดูดความสนใจ หรือมีสีสันหลากหลายมัดใจหนูน้อย เป็นการกระตุ้นให้เด็กสนใจและเพิ่มความอยากอาหาร
4.อย่าให้กินของจุบจิบระหว่างมื้ออาหาร การกินอาหารจุบจิบจะทำให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ในมื้อหลักได้น้อยลง คุณแม่ต้องใจแข็งสร้างวินัยให้ลูกน้อยกินเป็นมื้อๆ 5.ซ่อนแอบสิ่งที่เด็กไม่ชอบ ซ่อนอาหารที่มีประโยชน์ แต่ลูกไม่ชอบด้วยการบดละเอียดและใช้เป็นส่วนผสมในเมนูโปรดของเขา 6.ชวนให้ลูกมีส่วนร่วม การเปิดโอกาสให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการทำอาหาร เป็นการสร้างความสนใจ และช่วยเพิ่มปริมาณอาหารที่รับประทาน 7.อย่าบังคับ ฝืนใจ และให้ของรางวัลล่อใจกับลูกน้อย การดุและบังคับจะทำให้เกิดบรรยากาศกดดัน ส่งผลให้เด็กเกิดความรู้สึกในแง่ลบต่ออาหาร ที่ถูกต้องคือ คุณพ่อคุณแม่ควรพูดในเชิงบวก เช่น ชื่นชมเมื่อลูกกินอาหารได้ หรือเล่านิทานระหว่างมื้อ เป็นต้น.

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยโพสต์ | , , , | ใส่ความเห็น

เด็ก-คนแก่-ป่วยเรื้อรังช่วงหนาว ส่งผลความดันเพิ่ม-หัวใจวายได้

http://www.thaipost.net/x-cite/191212/66816

19 December 2555 – 00:00

สพฉ. เตือนกลุ่มเสี่ยง “เด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง” รับมือภาวะอากาศหนาว ชี้อุณหภูมิลดมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจและระบบความดันโลหิต แนะการช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อพบผู้ป่วย เร่งทำร่างกายให้อบอุ่น ย้ำห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงสถานการณ์ภัยหนาวในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าขณะนี้อุณหภูมิในแต่ละพื้นที่เริ่มลดต่ำลง ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงกว่าปกติด้วย ดังนั้นขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เตรียมพร้อมรับมือ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง คือ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพาต เพราะอากาศที่หนาวเย็นอาจส่งผลให้สมองและประสาทส่วนกลางทำงานผิดปกติ รวมถึงทำให้อัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติด้วย
นอกจากนี้สภาพอากาศที่หนาวเย็นยังทำให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น และระบบความดันโลหิตจะเพิ่มสูงขึ้นด้วย ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจหลอดเลือด เพราะจะมีระดับความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงควรเตรียมยาประจำตัวให้พร้อม และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ แต่ทั้งนี้หากพบผู้ป่วยฉุกเฉินควรรีบแจ้งขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่สายด่วน 1669 โดยการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในเบื้องต้นนั้น จะต้องรีบทำให้ร่างกายผู้ป่วยอบอุ่น กรณีที่อยู่กลางแจ้ง ควรหาผ้าคลุมถึงหน้าและศีรษะ เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน จัดที่ให้ผู้ป่วยนอนนิ่งๆ ในท่านอนหงายบนพื้นที่อบอุ่นหรือมีผ้าหนาๆ ปูรอง และหากผู้ป่วยรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอุ่นๆ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด เพราะเป็นความเชื่อที่ผิด รวมทั้งจะเป็นการเร่งให้ร่างกายสูญเสียความร้อนมากขึ้นด้วย
“สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศหนาว ต้องระมัดระวังวิธีช่วยให้ร่างกายอบอุ่นด้วย เช่น การผิงไฟแก้หนาว เพราะมีความเสี่ยงอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ ไฟลวก และขาดอากาศหายใจ เนื่องจากสำลักควันได้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งนี้หากเป็นหวัด ถ้าออกนอกบ้านให้สวมผ้าปิดปากป้องกันการติดเชื้อสู่คนรอบข้าง และหากร่างกายเปียกน้ำให้รีบเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อป้องกันภาวะปอดบวม” เลขาธิการ สพฉ. ระบุพร้อมกล่าวต่อว่า หากพบเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทร.แจ้งได้ที่สายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ และขอคำแนะนำได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

ธันวาคม 27, 2012 Posted by | สุขภาพ, ไทยโพสต์ | , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,168 other followers

%d bloggers like this: