เปิดคัมภีร์ SMEs รู้วิธีหนีตายในปี 56

Published ธันวาคม 30, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/315897

30 ธันวาคม 2555, 19:00 น.
BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล  ประเดิมด้วยนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ที่จะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2556…กระทบธุรกิจรายย่อยถ้วนหน้า..

ค่าจ้าง 300 ในความรู้สึกเอสเอ็มอี?

จากข้อมูล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) ระบุว่า SMEs มีความพร้อมต่อมาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทในปี 2556 หรือไม่ โดยภาพรวมแล้ว  60.3% ระบุว่า พร้อมแล้ว ส่วนอีก 39.7% ระบุว่ายังไม่พร้อม เมื่อจำแนกเป็นรายภาคจะพบว่า
-ภาคกลาง  61.3%  พร้อม 38.7%  ไม่พร้อม
-ภาคเหนือ 57.4%  พร้อม  42.6%  ไม่พร้อม
-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 57.3%  พร้อม  42.7%  ไม่พร้อม
-ภาคใต้ 62.3% พร้อม 37.7% ไม่พร้อม
-ภาคตะวันออก 64.2% พร้อม 35.8%  ไม่พร้อม

ด้านการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อต้นทุนทั้งหมดในการทำธุรกิจในปีหน้า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ประกอบการคาดว่า ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 23.4% โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ เกิดจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าแรง 9.1% ต้นทุนค่าวัตถุดิบ 7.1% ต้นทุนค่าขนส่ง 4.4% และต้นทุนอื่นๆ 2.8%

เมื่อต้นทุนขยับ SMEs ต้องปรับตัว 

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ปี 2556 เอสเอ็มอีต้องปรับตัวเข้าสู่การค้ายุคใหม่ “จะเห็นได้ว่า ทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เป็นไปด้วยสปีดที่เร็วขึ้น ทั้งการสั่งสินค้า การสต๊อกสินค้า หากเราปรับตัวสู้คู่แข่งไม่ได้ หรือปรับตัวได้ในสปีดที่ช้ากว่า เราก็จะสูญเสียโอกาสหรือตลาดไป ดังนั้น เอสเอ็มอีควรหันกลับมาให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการของตัวเอง รวมถึงเปรียบเทียบกับผู้อื่นด้วย  เพื่อจะแก้ไข และปรับปรุงได้ตรงจุด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนต่างๆ ได้สูงมาก” นายพยุงศักดิ์ กล่าว

ในส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเอสเอ็มอีในปีหน้านั้น ในมุมของตัวแทนภาคเอกชน ชี้ไปที่ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งต้นทุนการผลิต ราคาวัตถุดิบ ค่าพลังงานต่างๆ รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะมาตรการค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ที่จะปรับขึ้นทั่วประเทศ

“ยอมรับว่ามาตรการค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ย่อมกระทบให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นแน่นอน แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และในอนาคตอาจจะต้องปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด ผู้ประกอบการจึงต้องมุ่งไปที่การปรับตัวให้สามารถรับรองปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะเข้ามาได้ตลอดเวลา”

“อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้และไปรอดในอนาคตคือ การปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อการค้าในยุคสมัยใหม่” นายพยุงศักดิ์ กล่าว

นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ปัจจุบัน ธุรกิจของไทยไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งในเรื่องของราคาต่ำได้แล้ว ฉะนั้น การเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้น ทาง สนช. พยายามริเริ่มโครงการต่างๆ เพิ่มให้เกิดนวัตกรรมในรูปแบบธุรกิจใหม่ ตลอดจนการสร้างผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตใหม่ ผ่านการสนับสนุนทั้งด้านวิชาการและการเงิน โดยร่วมรับความเสี่ยงและสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจที่จะลงทุนธุรกิจนวัตกรรม

ปัจจุบันการทำธุรกิจของไทยยังคงเป็นรูปแบบดั้งเดิมอยู่มากเกินไป การนำแนวคิดสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยังมีอยู่น้อย สนช.จึงพยายามสร้างให้เกิดบรรยากาศการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อจะทำให้เห็นว่า ธุรกิจที่จะยืนอยู่ได้ในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีนวัตกรรม หรือความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างมูลค่า หรือความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด” นายศุภชัย กล่าว

ด้านฟากฝั่งของนักวิชาการ ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) เผยกับไทยรัฐออนไลน์ ถึงวิธีรับมือ ปี 2556 ว่า

“ปี 56 จะเป็นปีของการพัฒนาประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และประสิทธิภาพด้านการใช้เงิน เนื่องจากโดยมากแล้วธุรกิจเอสเอ็มอี ด้านหนึ่งมักบริหารจัดการกันเองภายในครอบครัว โดยไม่มีหลักการ แต่ ณ ปัจจุบัน จะทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เพราะการการแข่งขันในอนาคตทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีความพร้อมด้านการบริหารจัดการที่ดี ที่สำคัญสิ่งที่เอสเอ็มอีต้องรู้ คือ  1. เอสเอ็มอีต้องรู้ว่าวันนี้ตัวเองมีจุดอ่อน-จุดแข็งตรงไหน 2.ต้องแสวงหาความรู้เพื่อปิดข้อบกพร่องของธุรกิจ และ 3.ต้องรู้เวลา ว่าตนเองจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการลบ ข้อบกพร่อง ซึ่งหากรู้ได้ตามนี้ก็จะทำให้เอสเอ็มอีปรับตัวได้เร็วขึ้น”

“สำหรับข้อควรระวังของเอสเอ็มอีปี 2556 คือ เรื่องของสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากต้นทุนขยับสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นราคาสินค้านั้นก็ทำได้ยาก ส่งผลให้ส่วนต่างของกำไร-ต้นทุนมีมาก ฉะนั้น หากมีสภาพคล่องสำรองจะเป็นตัวช่วยให้เอสเอ็มอีผ่านช่วงนี้ไปได้ ที่สำคัญแนะนำว่า ให้พยายามใช้เงินตัวเองมากกว่าการเสริมสภาพคล่องด้วยการกู้เงินจากสถาบันการเงิน” ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวทิ้งท้าย.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: