2ผู้นำ’ผลัดใบ’โอกาสไทยบนเวทีโลก

Published ธันวาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/305269

12 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

การเปลี่ยนผ่านผู้นำของ 2 ประเทศผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ทั้งมหาอำนาจเก่าแห่งโลกตะวันตก อย่างสหรัฐอเมริกา และมหาอำนาจใหม่ในซีกโลกตะวันออก“พี่ใหญ่ของเอเชีย” อย่างประเทศจีน พร้อมกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการเมืองโลก ในระยะต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ประเทศไทยควรจะอยู่ตรงไหน และสามารถที่จะฉวยประโยชน์และโอกาส จากความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ของสหรัฐฯ และจีนได้อย่างไร เป็นคำถามที่ต้องพยายามหาคำตอบ”

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งที่ 57 เมื่อวันอังคารที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา “ผู้นำพญาอินทรีใหม่” ยังเป็นคนหน้าเดิม “ประธานาบดีบารัค โอบามา” กับภารกิจสมัยที่ 2 ที่ยังหนักหนาสาหัสในการประคับประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้ฟื้นตัวต่อเนื่อง และขจัดการว่างงานที่อยู่ในระดับสูงมากให้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว

ขณะที่ “พญามังกร” ซึ่งอยู่ในห้วงของการ “ผลัดใบ” ปรับเปลี่ยนผู้นำประเทศครั้งใหญ่เช่นกัน “นายสี จิ้นผิง” รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน “นายหู จิ่นเทา” ที่ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 10 ปี และเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจาก “นายเหวิน เจียเป่า” เป็น “นายหลี่ เค่อเฉียง” ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน

ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจของจีนที่ต้องการปฏิรูปเศรษฐกิจ และปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ เพื่อก้าวสู่ประเทศอุตสาหกรรมขั้นสูง และหันมาพึ่งพากำลังซื้อและลงทุนภายในประเทศ เพื่อ “การันตี” การเติบโตที่ต่อเนื่องของประเทศ ขณะที่ภารกิจของรัฐบาลจีนยังคงต้องประคับประคองเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 14 ปี

นอกจากรับมือการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศแล้ว “สนามรบด้านใหม่” ที่มหาอำนาจทั้งสองกำลังมุ่งมาสู่ เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ เป็นทั้งฐานทางการผลิต และตลาดการค้า คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย คือ ประเทศหนึ่งในผู้นำในกลุ่มภูมิภาคนี้

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้เจาะลึกข้อมูลความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศของไทย 4 ท่าน เพื่อให้เราสามารถจับทิศทางของนโยบายและเห็นผลที่จะเกิดขึ้นและกระทบกับประเทศไทยได้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งประเทศไทยควรปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLzเสาวณีย์

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

“ข้อดีของการสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อของนายบารัค โอบามา คือ ความแน่นอนและความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายการฟื้นฟูประเทศ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับตลาดการเงินโลก”

ขณะที่หากนายมิตต์ รอมนีย์ ได้รับเลือกตั้ง ความไม่แน่นอนในช่วงต่อไปจะมีสูง และก่อให้เกิดความสับสน ซึ่งตลาดการเงินโลกจะมีปฏิกริยาตอบสนองไปต่างๆ นานา ทั้งนี้ แม้ว่าการได้ผู้นำคนเดิมจะไม่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เชื่อได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่เกิดวิกฤติรุนแรงซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกขึ้นมาอีก

“อย่างไรก็ตาม มองว่าการผลักดันการตัดสินนโยบายแก้ปัญหาต่างๆ ในช่วงที่เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 จะง่ายกว่าในสมัยแรก และกลยุทธ์ที่โอบามาควรใช้ คือ รีบทำ รีบแก้ปัญหาตั้งแต่ช่วงแรกของการรับตำแหน่ง เพราะยังเป็นช่วงเวลา “ฮันนีมูน” ซึ่งการหารือเรื่องต่างๆ  กับสภาผู้แทนราษฎรน่าจะง่ายกว่า โดยเฉพาะปัญหาที่เรียกกันว่า “หน้าผาทางการคลัง” หรือ Fiscal Cliff เช่น การตัดสินใจมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำอยู่และจะหมด

อายุในช่วงสิ้นปี การลดหรือชะลอขึ้นภาษี และการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ”

มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ครั้งที่ 3 (QE 3) ก็จะยังมี และอัดฉีดเงินทุนเข้าระบบต่อเนื่องไป ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่วนนี้จะกระทบต่อเงินทุนที่จะไหลเข้าสู่เอเชีย และประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทอาจจะแข็งค่า แต่ผลกระทบนี้เป็นปัจจัยที่คาดไว้อยู่แล้ว และผู้–ประกอบการไทยกำลังปรับตัวรองรับ

“นอกจากนั้น นโยบายของโอบามาจะเน้นให้ความสำคัญกับเอเชียมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยควรต้องให้ความสำคัญกับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก Trans-Pacific Partnership (TPP) ซึ่งสหรัฐฯ เป็นพี่ใหญ่ เพื่อให้เราได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าต่างๆ ผ่านทางความร่วมมือนี้ แต่เราเองก็ต้องวางตัวให้ดีเช่นกัน เพื่อไม่ให้กลายเป็นมีปัญหากับจีน เพราะความตกลงนี้ประเทศส่วนหนึ่งที่ร่วมมือเพราะต้องการคานอำนาจของจีน”

ส่วนการเปลี่ยนผ่านผู้นำจีนยังคงเป็นการส่งไม้ต่อ และนโยบายเดิม ซึ่งจีนกำลังปรับเปลี่ยนจากเร่งเศรษฐกิจให้โตแบบสูงๆ เน้นการส่งออกมาสู่การเติบโตแบบมีเสถียรภาพด้านการเงินการคลัง ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ เพิ่มความต้องการภายในประเทศ โดยจะขยับภาคอุตสาหกรรมไปสู่สินค้าขั้นสูง สู่สินค้าสีเขียวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

“ประเทศไทยต้องจับทิศทางการเดินไปข้างหน้าของเศรษฐกิจจีนให้ดี เพื่อที่จะรักษาฐานการส่งออกของเราที่ไปจีนไว้ให้ได้ และเพื่อที่เกาะไปกับห่วงโซ่การผลิตของจีน ทำให้เราส่งออกสินค้าให้จีนได้เรื่อยๆ ไม่มีวันตก ไม่ว่าจีนจะตัดสินใจให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่มากเท่าเก่า หรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังอ่อนแอ”

ภาคธุรกิจของไทยต้องพาตัวเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตใหม่ของจีน เช่น ถ้าจีนจะขยับไปผลิตสินค้าไฮเทค สินค้าที่จะไปสนับสนุนและจีนไม่ได้ผลิตเอง หรือผลิตเองไม่พอคืออะไรบ้าง ประเทศไทยก็ต้องพัฒนาสินค้าของเราไปรองรับ และอนาคตเราเองก็ต้องเร่งไปสู่สินค้าสีเขียวเช่นกัน ขณะที่การขยับขึ้นไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมหนัก อาจจะมีบางสินค้า เช่น  สินค้าอุปโภคบริโภคที่จีนไม่ทำ แต่ต้องการใช้ ไทยก็ต้องเข้าไปทดแทนจุดเหล่านี้

“ผู้นำโลกใหม่ของ 2 ประเทศมหาอำนาจจะต้องพยายามประคับประคองเศรษฐกิจตัวเองอย่างมากในช่วงนี้ และถ้าเราศึกษาและหาโอกาสที่ดี ไทยเราก็จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLzเศรษฐพุฒิ

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา

“ผมมองว่า การเปลี่ยนแปลงผู้นำของสหรัฐฯ และจีนจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลัน เพราะผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ต้องปกครองประเทศภายใต้ข้อจำกัดที่ยากที่จะทำอะไรใหม่ได้ ในระยะเวลาอันใกล้นี้”

ในกรณีสหรัฐฯ การที่พรรครีพับลิกัน ยังคงครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทน ทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่สำคัญของสหรัฐฯ คือ การขึ้นภาษีและตัดลดรายจ่ายโดยรวม เป็นงบประมาณกว่า 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตกเป็นเกมการเมืองอีก แต่ก็เชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว สหรัฐฯ คงหาทางออกได้

เพราะหลายมาตรการทั้งสองพรรคก็เห็นพ้องกันอยู่ เช่น การไม่ขึ้นภาษีสำหรับชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นสัดส่วนงบประมาณที่ใหญ่ที่สุด (กว่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากทั้งหมด 600,000 ล้านเหรียญ

สหรัฐฯ) ผลก็คือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ คงจะชะลอตัวบ้าง แต่ไม่ถึงกับถดถอย ฝั่งการเงินก็ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก เพราะธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ยังคงดำเนินนโยบายอัดเงินเข้าระบบ (QE 3) และดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เงินทุนไหลยังคงไหลมายังไทยและภูมิภาคเอเชียต่อไป

ส่วนกรณีจีน เนื่องจากเป็นยุคของการบริหารแบบคณะกรรมการ มากกว่าจะเป็นยุคผู้นำเข้มแข็งสไตล์ “เหมา เจ๋อตุง” หรือ “เติ้ง เสี่ยวผิง” การเปลี่ยนแปลงคงไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพราะต้องประสานผลประโยชน์สารพัดกลุ่ม แนวโน้มเศรษฐกิจจีนจึงยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง ดูได้จากสินค้าคงคลังและกำลังการผลิตที่ล้นเหลือ อีกทั้งจีนเองไม่ได้มีความต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจมากมายในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะจีนเองคงรู้สึกว่าได้กระตุ้นแรงเกินไปเมื่อปี 2551

“สิ่งที่น่าจับตามองกว่าเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ คือ เรื่องนโยบายต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เพราะน่าจะส่งผลให้การเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียมีการเคลื่อนไหวพอสมควร”

โดยปกติประธานาธิบดีที่ชนะเป็นเทอมที่ 2 มักจะมุ่งเน้นนโยบายต่างประเทศ เพราะความสามารถจัดการเรื่องภายในจะลดลงมากหลังหมดสองปีแรกของเทอม 2 โอบามาก็คงไม่ต่างกัน โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังการเลือกตั้ง โอบามาเลือกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายว่ามาทางเอเชียมากขึ้น

“การที่พี่ใหญ่เดิมคือสหรัฐฯ กลับมามีบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคเอเชีย อาจส่งผลให้ลูกน้องของพี่ใหญ่เดิม นำโดยญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน มีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้น และโอกาสที่จะทำให้พี่ใหญ่ใหม่คือจีนสะเทือนก็ย่อมสูงขึ้น ดังนั้น ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสสำหรับไทยที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองในภูมิภาค”

ที่ผ่านมาคนสนใจแต่เรื่องจีนและอินเดีย แต่มนต์เสน่ห์ของทั้งสองเริ่มลดลง คนน่าจะกลับมาสนใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น และไทยจะได้รับอานิสงส์ ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงกลุ่มประเทศไทย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ได้ดี เลิกมองแต่การเมืองภายในหันมาคิดถึงการเมืองภายนอกเสียที

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLzสมภพ

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์
อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

ถือว่าเป็นมวยถูกคู่ นายสี จิ้นผิง กับบารัค โอบามา ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำยักษ์ใหญ่ และเป็นผู้นำโลกในวัย 50 กว่าปีเหมือนกัน ซึ่งอยู่ในอายุที่เรียกได้ว่าครบเครื่อง ทั้งความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ซ้ำยังขึ้นมาในช่วงที่ต่างคนต่างมีภารกิจอันหนักอึ้งของชาติอยู่บนบ่า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ

งานนี้มีสิทธิ์เห็นรุ่นใหญ่อย่างสหรัฐฯ งัดแม่ไม้มวยสากลออกมาเตะสกัดมวยกังฟูดาวรุ่งอย่างจีน ที่พูดอย่างนี้เพราะเป้าหมายทางเศรษฐกิจจีนชัดเจนมาก นายหู จิ่นเทา เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประกาศการเพิ่มรายได้ของคนจีน โดยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เฉลี่ยต่อหัวขึ้นไปอีก 1 เท่าตัว ภายในปี 2563

ข้อมูลปี 2554 เศรษฐกิจจีนมีมูลค่า 7.26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯมีมูลค่า 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อจีนตั้งเป้าจะเพิ่มขนาดเศรษฐกิจให้ได้อีก 1 เท่าตัว ก็เหมือนประกาศตัวว่าจะโตให้เท่าสหรัฐฯ ให้ได้ ดังนั้น ต่อไปนี้โลกจะได้เห็นการเตะสกัดดาวรุ่ง โดยการกีดกัน ปิดล้อม ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะประเทศสหรัฐฯ ก็มีปัญหาการขาดดุลการค้าบานเบอะ พร้อมๆ กับปัญหาคนตกงานสูงถึง 8% ของแรงงานในประเทศ ซึ่งโอบามาประกาศจะแก้ปัญหาโดยเพิ่มการส่งออกให้ได้อีก 1 เท่าตัว ภายใน 5 ปี โดยส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในประเทศซึ่งมีการจ้างงานสูง โดยหาตลาดขายสินค้าให้

“ถามว่าตลาดของยักษ์ใหญ่ 2 ประเทศอยู่ที่ไหน แน่นอน! ตลาดก็จะต้องอยู่ในภูมิภาคที่เศรษฐกิจกำลังโตวันโตคืน คือภูมิภาคเอเชีย นี่จึงเป็นเหตุผลที่นายโอบามาประกาศว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ จะให้น้ำหนักกับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 60% จากเดิมพื้นที่สำคัญอยู่ที่ตะวันออกกลาง”

หลังชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 โอบามา จึงตัดสินใจเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) กลางเดือน พ.ย.นี้ ทั้งที่ปกติเวทีแบบนี้สหรัฐฯ ถือว่าเล็กมาก ไม่ให้ความสำคัญ ส่วนจีนส่งนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า เข้าร่วมประชุม เพราะเอเชียคือตลาดสำคัญในอนาคต

“รับรองว่าต่อไปอาเซียนได้ต้อนรับแขกชนิดที่เรียกว่าหัวกระไดบ้านไม่แห้ง เพราะสหรัฐฯ จีน อินเดีย และญี่ปุ่น จะเข้ามาแสวงหาแนวร่วมทางเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งจะเสนอผลประโยชน์มาให้ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศริมฝั่งโขงที่มีพม่าอยู่ด้วยเป็นเป้าหมายสำคัญ ส่วนไทยเราไม่ต้องไปน้อยใจ เพราะเชื่อว่าการมาประชุมครั้งนี้ โอบามาพักที่กรุงเทพฯ แน่นอน เพราะมีความพร้อมกว่าเพื่อนบ้าน และเป็นโอกาสดีมากเพราะโอบามาเพิ่งชนะเลือกตั้งกำลังเนื้อหอม ซึ่งไทยจะหล่อมากหากเตรียมตัวให้ดี นำเสนอจุดแข็งซึ่งเรามีศักยภาพดีที่สุดที่ประเทศอื่นๆ สู้ไม่ได้”

การเสนอตัวเองเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในเรื่องที่มีความชำนาญ เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์ และการกีฬา สิ่งที่เราควรทำ โดยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของธุรกิจ เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทและนักลงทุนจากต่างประเทศแล้วผ่องถ่ายงาน เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก ใช้ทรัพยากรฯ มาก ไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน

“อย่าคิดว่าเพื่อนบ้านเป็นคู่แข่ง แต่ต้องยกระดับตัวเองเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค”

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLzปานปรีย์

ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร
อดีตผู้แทนการค้าไทย

สหรัฐฯ คงไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายชนิดพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ขณะที่ปัญหาหลักของประเทศ ยังอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจ 1.ตัวเลขหนี้สาธารณะที่สูงถึง 102% ของจีดีพี หรือติดลบสูงถึง 16,200 ล้านล้านเหรียญฯ 2.อัตราการว่างงานของคนอเมริกันยังสูง และ 3. ปัญหาการขาดดุลแฝด (Twin Deficit) คือ การขาดดุลงบประมาณสูงถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญฯ และการขาดดุลการค้าในระดับสูง โดยเฉพาะการขาดดุลให้กับจีนสูงมาก

ดังนั้น นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ จึงจะมีความเข้มข้นขึ้น เพราะเป็น 4 ปีสุดท้ายของโอบามา ที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ ให้สำเร็จ พร้อมๆ กับต้องดูในเรื่องการค้าระหว่างประเทศกับโลกด้วย ซึ่งเป้าหมายหลักไปอยู่ที่จีนใน 2 เรื่อง คือ ค่าเงินหยวน และมาตรฐานการค้า

“รัฐบาลสหรัฐฯ จะหันหัวเรือมาทางเอเชีย เพราะมองเห็นเป็นขุมทรัพย์ที่กำลังเนื้อหอมทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่าการที่จีนขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจอยู่ในปัจจุบันเป็นการคุกคามอย่างหนึ่ง สหรัฐฯ จึงจะหวนกลับมาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อแสดงตัวในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน แต่ด้วยท่าทีของนายโอบามาที่มีต่อจีนค่อนข้างผ่อนปรน จึงเชื่อว่าจะไม่เกิดสงครามการค้า แต่จะใช้การทูตในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนของสหรัฐฯ”

โดยเครื่องมือที่ต้องจับตาว่า สหรัฐฯ จะนำมาใช้ต่อสู้กับจีน ก็คือ การรวบรวมพันธมิตรทางการค้าในกลุ่มเอเปค (APEC) เพื่อจัดทำความตกลง และหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ซึ่งมี 11 ประเทศในจำนวนนี้มีอาเซียนอยู่ 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม คาดว่าในปีหน้าจะมีเกาหลี ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย เข้าร่วม ซึ่งหากความตกลงทีพีพีนี้สำเร็จจะกลายเป็นกลุ่มการค้าเสรีทีี่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีโอบามาเดินทางมายังภูมิภาคเอเชียทันทีที่ชนะการเลือกตั้ง เป็นการส่งสัญญาณการเปิดยุทธศาสตร์การค้ากับประเทศที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา และพม่า เรื่องนี้ส่งผลต่อไทยแน่นอน เพราะประเทศเหล่านี้จะเข้าถึงด้านการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้น และไทยจะไม่ได้เปรียบเพื่อนบ้านอย่างที่ผ่านมาในอดีต ดังนั้นจะต้องกำหนดทิศทางตัวเองให้ชัดว่าจะทำอย่างไร

ส่วนประเทศจีน มองจากด้านตัวบุคคล นายสี จิ้นผิง ว่าที่ผู้นำจีนคนใหม่ ไม่น่าแสดงท่าทีแข็งกร้าวหรือปะทะกับสหรัฐฯ เพราะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งคงไม่อยากถูกมองว่าเป็นตัวก่อปัญหา ขณะเดียวกันจีนยังมีเป้าหมายรักษาการเติบโตเศรษฐกิจต่อไป ไม่ให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจภายใน เพราะคนจนจำนวนมากอาจสะเทือนความมั่นคงของรัฐบาล ดังนั้น ตราบใดที่พลังการค้ายังมี จีนจะเดินหน้าต่อภายใต้นโยบายค่าเงินหยวนอ่อน เพื่อกระตุ้นการส่งออก

ดังนั้น ไทยต้องเตรียมการรับมือกับแนวนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ และให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในเวทีการค้าของโลกสมัยใหม่ อย่าปล่อยให้ตัวเองตกขบวน โดยไม่เห็นท่าทีและจุดยืนที่ชัดเจนอย่างเช่นทุกวันนี้.
ทีมเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: