เปิดปมขัดแย้งใน ส.อ.ท. จุดแตกหัก”สันติ-พยุงศักดิ์” ค่าแรง300…กับเกมหักดิบผลประโยชน์

Published ธันวาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/310375

3 ธันวาคม 2555, 05:01 น.
BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้พร้อมใจกันเกาะติดประเด็นข่าวการแย่งชิงอำนาจ การแก่งแย่งเก้าอี้ประธาน รวมทั้งการตีความกฎหมายไปในทางที่เอื้อประโยชน์ต่อตน ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) อย่างต่อเนื่องภาพความขัดแย้งภายใน ส.อ.ท. องค์กรเอกชนหลัก 1 ใน 3 องค์กร ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย อันมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ถึงขั้นที่มีการยกพวกเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อลงมติปลดกลางอากาศ นายพยุงศักดิ์ ชาติสิทธิผล ประธานสภาออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งนายสันติ วิลาสศักดานนท์ อดีตประธานสภาคนก่อน กลับมารักษาการตำแหน่งประธานแทนนั้น

สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกอย่างหนักและการไม่เคารพกฎกติกาใดๆ ในสังคมไทย ในขณะที่การแบ่งฝ่าย แบ่งพวก และแบ่งสี ยังคงคุกรุ่นอยู่ในส่วนลึกของจิตใจผู้คน ซึ่งพร้อมจะระเบิดออกมาทันที ที่มีผู้จุดประกายไฟเล็กๆ

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

จากสถานการณ์ล่าสุด ยังไม่มีใครทราบว่า แท้จริงแล้ว ทั้งสองกลุ่มขั้ว อำนาจแตกหักกันด้วยเหตุผลใด จากเรื่องส่วนตัว ปมค่าแรง 300 บาทต่อ วัน หรือเพราะเป็นห่วงในผลประโยชน์ของประเทศชาติและภาคอุตสาหกรรม

จะว่าไปแล้ว การแย่งชิงอำนาจใน ส.อ.ท. ก็หาใช่ปัญหาใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แท้ที่จริงเกมแห่งอำนาจใน ส.อ.ท.เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมายาวนานหลายยุคหลายสมัย หากแต่ทุกครั้งที่ผ่านมา ที่สุดแล้วเหล่าสมาชิกสามารถสร้างสมดุลแห่งขั้วอำนาจได้ ความบาดหมาง แตกแยกไม่ได้สร้างรอยร้าว ความเสียหายรุนแรงเช่นนี้

โดยในการเลือกตั้งประธานเกือบทุกครั้ง เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ฝ่ายที่พ่ายแพ้ก็ยอมรับคำตัดสินของสมาชิกและเลือกที่จะยุติบทบาทของตนเองในองค์กร หรือในบางกรณี ฝ่ายพ่ายแพ้ในบางยุคได้ตัดสินใจลาออกไปเป็นสมาชิกสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยแทน

ขณะที่ความแตกแยกในครั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด ถือว่ารุนแรงจนยากจะเยียวยา กลายเป็นว่าขณะนี้องค์กรมี 2 ผู้นำ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเดินหน้าบริหารงานกันไปในทิศทางใดได้

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ที่สำคัญ แต่ละฝ่ายยังได้โยนปัญหาไปให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ย ทั้งนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง รวมทั้งนายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม

โดยต่างฝ่ายต่างคาดหวังว่า การเมืองจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะชี้ชัดให้เห็นว่า ใครกันแน่ที่เป็นประธาน ส.อ.ท.  แทนที่จะหันหน้ามาเจรจากัน เพื่อหาทางออกอย่างรอมชอมที่สุด

แต่เมื่อสถานการณ์ที่ควรเกิด ไม่เกิดขึ้น “ทีมเศรษฐกิจ” จึงจะขอสะท้อนมุมมอง ตลอดจนความคิดเห็น จากแวดวงผู้ที่เคยเกี่ยวข้องและเคยร่วมงานกับ ส.อ.ท. ว่าพวกเขาเหล่านี้มีทางออกในเรื่องนี้อย่างไร……

พินิจ จารุสมบัติ
นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย–จีน

อดีตรองนายกรัฐมนตรีผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการลงทุน และภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ให้ความเห็นว่า ถ้าคนทั้งสองฝ่ายในสภาอุตสาหกรรมมองเห็นประโยชน์ของประเทศและภาคอุตสาหกรรมโดยรวมเป็นสำคัญเหนือผลประโยชน์และการสนองตอบความต้องการส่วนตน การแย่งชิงอำนาจระหว่างกันก็จะไม่เกิดขึ้น

“น่าเสียดายมากที่ผู้คนในองค์กรใหญ่ขนาดนี้จะขัดแย้งกันรุนแรง ที่สำคัญข้อขัดแย้งกันดังกล่าวดูจะไม่ได้ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรม และบรรดาสมาชิก
อุตสาหกรรมกลุ่มต่างๆ กว่า 40 กลุ่ม ผมคิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเรียกศรัทธากลับคืนมาได้”

อดีตรองนายกฯ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ นายสันติและนายพยุงศักดิ์ ก็เคยเป็นกลุ่มเดียวกันที่กอดคอกันมายึดหัวหาดใน ส.อ.ท. และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็มาเกิดความขัดแย้งกันในเรื่องส่วนตัวกันเอง

“ผมคิดว่า การวางตัวบุคคลเพื่อรับผิดชอบปัญหา และพัฒนาศักยภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมประเทศให้มีประสิทธิภาพเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องคัดกรองคุณสมบัติ และความรู้

ความสามารถเช่นเดียวกับที่สภาหอการค้า และหอการค้าไทย คัดเลือกบุคลากรขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญๆ”

นายพินิจ กล่าวว่า เขายังคงยืนยันว่า ประธาน ส.อ.ท.ควรเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ใช่ลูกจ้าง เพราะเจ้าของกิจการต่างหาก ที่จะรับรู้ปัญหาที่แท้จริงของอุตสาหกรรม ทั้งยังสามารถตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ในขณะที่ลูกจ้างจะต้องไปถามนายจ้างหรือเจ้าของกิจการก่อนว่า เรื่องนั้นๆ ควรจะหาทางออกอย่างไร

“ถ้าใช้โมเดลการบริหารงานแบบสภาหอการค้าไทย ที่มีนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล เป็นประธาน ประโยชน์น่าจะเกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ มากกว่าโมเดลการบริหารงานที่ ส.อ.ท.ใช้อยู่”

เมื่อถามถึงปัญหาเรื่องการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้า และ ส.อ.ท.คัดค้านเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งมาตลอด

นายพินิจ ให้ความเห็นว่า เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท อาจสร้างข้อขัดแย้งให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นเอสเอ็มอีอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่
จะต้องมาแตกหักกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดอยู่ในสภาพขาดแคลนแรงงาน ถึงกระนั้นก็ตาม กลุ่มที่จ่ายไม่ได้ก็จำเป็นจะต้องให้ความช่วยเหลือหรือพบกันครึ่งทางระหว่างรัฐในฐานะเจ้าของนโยบายกับสาขาของอุตสาหกรรม ที่จะได้รับผลกระทบจากการที่จะต้องมีต้นทุนทางด้านค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น

“มีสมาชิกในกลุ่มอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงเหตุผลลึกๆ ของความขัดแย้งกันอย่างหนักว่า อาจมาจากเรื่องของการของบประมาณช่วยเหลือจากรัฐบาล เช่น งบช่วยเหลือน้ำท่วม หรือ

งบสำหรับตั้งตัว ซึ่งไปลงในกลุ่มจังหวัดไม่กี่จังหวัด โดยไม่ผ่านที่ประชุมบอร์ดของ ส.อ.ท. ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ต้องไปตรวจสอบกันเอง อาจมีเรื่องอื่นๆ  ผสมปนเปมาด้วย เช่น เรื่องความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดสรรโควตาแรงงานต่างด้าวบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และการดึงเอาบริษัทขนาดใหญ่ บางแห่งเข้ามายึดโยงอำนาจในสภาอุตสาหกรรม แต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้ สื่อจะต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้บริหารของ ส.อ.ท.เอง” นายพินิจกล่าว

ประพัฒน์ โพธิวรคุณ
อดีตประธาน ส.อ.ท.ปี2545–2549

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงอุตสาหกรรม เจ้าของบริษัท กันยง อิเล็กทริก จำกัด รายนี้ ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง กับ ส.อ.ท.ตั้งแต่การเป็นสมาชิก และกรรมการ จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ยอมรับว่า “การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำองค์กรแห่งนี้ เกิดความขัดแย้งและแข่งขันกันอย่างรุนแรงทุกครั้งว่า เป็นเรื่องจริง แต่เมื่อเกมจบลง ทุกอย่างก็เข้าสู่ภาวะปกติ เพราะเป็นกลุ่มคนในภาคอุตสาหกรรมด้วยกัน”

แต่ความขัดแย้งครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ต้องถูกบันทึกไว้ ในหน้าประวัติศาสตร์ของ ส.อ.ท.ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2510 ในฐานะที่เคยเป็นพี่ของน้องๆ ในบ้านหลังนี้ ก็อยากให้ระวังภาพพจน์เพราะ  ส.อ.ท.มีหลายเรื่องที่คนภายนอกไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็จะพูดไปในทางที่เสียหาย ก็ยากจะกู้ภาพพจน์ที่ติดลบคืนมา

“ผมมั่นใจว่า แม้จะปลดนายพยุงศักดิ์เป็นผลสำเร็จ แล้วให้นายสันติ ขึ้นมาแทน ก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาในประเด็นค่าแรง 300 บาท เพราะนี่คือนโยบายรัฐบาลที่ต้องเดินหน้าตามที่หาเสียงไว้ และที่สำคัญเรื่องนี้ผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการค่าจ้างหรือไตรภาคีต่อให้นายกรัฐมนตรีก็ยับยั้งไม่ได้ เพียงแต่จะหาวิธีการลดหรือทุเลาปัญหาได้อย่างไรในเรื่องมาตรการเยียวยานายจ้าง ซึ่งเท่าที่ทราบรัฐบาลก็กำลังหามาตรการนี้อยู่”

ณ ขณะนี้ทั้งสองฝ่าย อาจจะหาทางลงลำบาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็เดินหน้ามาอย่างเต็มตัว จึงอยากให้ทั้งสองฝ่ายถอยคนละก้าว หันหน้ามาคุยกัน ต้องยอมรอมชอมไม่ใช่แตกหักจนมองหน้ากันไม่ติด

อย่างไรก็ตาม นายประพัฒน์ มีความเห็นว่า ควรจะแก้ปัญหากันเอง ไม่ต้องการให้ฝ่ายการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว แม้ว่า ส.อ.ท.มีความคาบเกี่ยวกับกระทรวงอุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติ ส.อ.ท. แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของภาคเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ แต่ก็เข้าใจว่าทุกฝ่ายก็ต้องการคนกลางมาไกล่เกลี่ย

“อดีตประธาน ส.อ.ท.ทุกคนที่พ้นวาระไป ต่างก็ได้รับแต่งตั้งมาเป็นประธานที่ปรึกษาของ ส.อ.ท.โดยตำแหน่ง แต่จนถึงขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ได้มาขอคำปรึกษากับอดีตประธานทุกคน ซึ่งที่จริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาปรึกษา แต่อยากให้คิดถึงความรู้สึกของสมาชิก ส.อ.ท.ว่าโดยส่วนรวมควรจะเป็นอย่างไร เพราะความแตกแยกยากที่จะประสานรอยร้าวกันได้ แต่ละคนจะคิดอ่านกันอย่างไรในการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อเป็นเสาหลักของภาคอุตสาหกรรม และการทำงานร่วมกับรัฐบาล เพื่อเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ในปี 2558”

ในยุคที่เคยบริหาร ส.อ.ท.ถึง 2 สมัย มีหลักการบริหารอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมในองค์กร นายประพัฒน์ ให้ความเห็นว่า ประธาน ส.อ.ท.ต้องมีคุณธรรมและมีความยืดหยุ่นรับฟังทุกปัญหาของสมาชิก แต่สถานการณ์ในขณะนี้กับในยุคก่อนหน้านี้แตกต่างกัน ทั้งสถานการณ์ทางการเมือง และสมาชิกในยุคนั้นกับยุคนี้ก็มีทัศนคติในการทำงานร่วมกันในองค์กร รวมทั้งตัวแปรต่างๆ ก็แตกต่างกัน จึงไม่ยุติธรรมที่จะนำไปเปรียบเทียบกันกับการบริหารงานในยุคของนายพยุงศักดิ์

“ผมก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว เกมแย่งชิงอำนาจครั้งนี้จะจบอย่างไร แล้วคนที่ได้สิทธิในการเป็นประธาน ส.อ.ท.จะทำงานได้อย่างไร โดยเฉพาะการประสานรอยร้าวในหมู่สมาชิกให้กลับมาร่วมมือทำงานกันต่อไป”.
ทีมเศรษฐกิจ
แผนเยียวยาเอสเอ็มอี
กิตติรัตน์ ณ ระนอง
รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

แนวทางต่างๆ ของภาครัฐที่จะกำหนดเป็นมาตรการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2556 ภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหาร ส.อ.ท., สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการประชุมนัดแรกอย่างเป็นทางการ ส่วนประเด็นข้อเรียกร้องเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการยังไม่ได้มีการหารือในเวทีนี้ เพราะยังมีเวลาที่จะหารือกัน หากผลกระทบที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรง

ทั้งนี้ ผลการประชุมนัดแรก ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า รัฐบาลควรขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการ 11 มาตรการ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบเมื่อครั้งการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 7 จังหวัดนำร่อง เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่จะหมดอายุมาตรการในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ก็ขอให้ขยายเวลาออกไปอีก 1 ปี

โดยทั้ง 11 มาตรการ ที่ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่ม เนื่องจากวงเงิน มีไม่เพียงพอ เช่น วงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำหรือวงเงินค้ำประกัน ก็จะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาของมาตรการที่ขยายออกไปให้ด้วย

สำหรับ 11 มาตรการ ประกอบด้วย 1.การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม เฉพาะของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเหลือ 4% จากเดิม 5% โดยให้คำนึงถึงความเข้มแข็งของกองทุนประกันสังคมในระยะยาวด้วย ดังนั้น การปรับลดอัตราเงินสมทบถือเป็นการดูแลระยะสั้นที่มีวงเงินเพียงพออยู่แล้ว

2.การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 23% ในปีนี้ และจะลดเหลือ 20% ในปีหน้า ซึ่งมีผลในทางปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 3.การนำส่วนต่างของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิม สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 เท่า

4.การนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า 5.การให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในอัตราดอกเบี้ย 0.1% เพื่อใช้ในการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงาน 6.สินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการจ้างงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการที่จะเสริมสภาพคล่อง

7.จัดให้มีสินเชื่อเพื่อการพัฒนาผลิตภาพทางการผลิต มาตรการเดิมมีระยะเวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.2555-23 เม.ย.2557 ก็จะขยายออกไปจนถึงวันที่ 23 เม.ย.2558 ซึ่งในส่วนนี้ ครม.ได้มีการจัดวงเงินเตรียมไว้รองรับ 20,000 ล้านบาท

โดยในปีแรก 24 เม.ย.2555-23 เม.ย.2556 วงเงิน 7,500 ล้านบาท และช่วงปีที่ 2 คือระหว่างวันที่ 24 เม.ย.2556-23เม.ย.2557 อีก 12,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนที่มีการขยายระยะเวลาออกไป กระทรวงการคลังก็จะรับไปดำเนินการเพื่อเสนอต่อ ครม.ว่ามีความต้องการที่จะใช้วงเงินเพิ่มอีกเท่าใด

8.การค้ำประกันสินเชื่อแบบ Portfolio Guarantee Scheme (ระยะที่ 5) ส่วนวงเงินค้ำประกันจะพิจารณาอีกครั้ง 9.การค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการใหม่ที่จะเจาะจงเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีระยะเวลาดำเนินการมาแล้ว 3 ปีแรก ออกไปเป็น 4 ปี เป็นต้น 10.ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และ 11.หักค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร

ทั้ง 11 มาตรการดังกล่าวที่รัฐออกมาให้นั้น ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเพียงพอระดับหนึ่งที่จะขยายระยะเวลาการดำเนินมาตรการออกไปเป็นการทั่วไป แต่ในการหารือร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชนเห็นว่า น่าจะมีการพิจารณาเพิ่มเติมในส่วนที่จะเป็นมาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเอสเอ็มอีที่นิยามตรงตามที่กำหนดของกระทรวงอุตสาหกรรมอีก 6 ประเด็น ได้แก่

1.การเพิ่มสภาพคล่อง เพิ่มวงเงิน และลดต้นทุนทางการเงินให้กับเอสเอ็มอี ทำให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 2.ลดต้นทุนของผู้ประกอบการด้วยการพิจารณาลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่มเติมอีกหรือลดเงินสมทบรายการอื่นๆ รวมถึงอัตราภาษีและอัตราค่าธรรมเนียมในกรณีต่างๆ

3.ทบทวนหลักการใช้จ่ายภาครัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เมื่อตอนปรับค่าจ้างรอบแรก ก็มีภาคเอกชนที่ให้บริการกับภาครัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น การบริการด้านการรักษาความปลอดภัย รักษาความสะอาดอาคารสำนักงาน เป็นต้น ภาครัฐก็จะทบทวนสัญญาให้ตามอัตราค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากมองว่าสัญญาเดิมที่ผู้ประกอบการทำกับภาครัฐได้รับผลกระทบจากนโยบายใหม่ การเพิ่มงบประมาณใช้จ่ายก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนราคาที่เพิ่มขึ้น

4.ส่งเสริมให้เกิดการบริโภค โดยมีมาตรการภาษีสนับสนุน โดยอาจจะพิจารณาให้มีแนวทางให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการบริโภคสินค้าที่มีประโยชน์และถูกผลิตขึ้นโดยกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 5.เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มคุณภาพสินค้าให้กับผู้ประกอบการ 6.หากตกลงว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้น จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้รับทราบถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบต่างๆ เหล่านั้นเพิ่มเติมด้วย รวมทั้งให้ความสำคัญในการเข้าถึงมาตรการดังกล่าวด้วย

“ทั้ง 6 ประเด็นเป็นหลักการ ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องตรงกันว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้าถึงข้อดีและข้อเสียของมาตรการต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนที่จะเสนอต่อที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป เพราะทุกคนเห็นว่าต้องเพิ่มค่าจ้างค่าแรงในวันที่ 1 ม.ค.2556 หากจะมีมาตรการช่วยเหลือบรรเทาใดๆ ก็ต้องเร่งให้เสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อให้สามารถใช้ได้สอดคล้องกับการขึ้นค่าจ้าง”

ทั้งนี้ บรรยากาศของการประชุมเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยดี ที่สำคัญมีการโต้เถียงกันในประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง แต่ก็สามารถนำไปสู่ความเข้าใจอันดีและมีเป้าหมายที่ตรงกัน คือ การดูแลผู้ประกอบการให้ยังคงมีความเข้มแข็ง และเป็นแหล่งจ้างงานให้กับผู้ใช้แรงงานที่จะได้รับโอกาสในค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นได้

แน่นอนว่า การขึ้นค่าแรงในรอบนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ก็ทำให้รายได้จะตกไปอยู่ในมือของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งถือเป็นผู้บริโภคที่มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสุดท้ายระบบเศรษฐกิจก็จะได้ประโยชน์

“รัฐบาลมั่นใจในการดำเนินนโยบายขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ นโยบายนี้ไม่ได้เป็นนโยบายประชานิยมเพื่อเอาใจใคร แต่เป็นนโยบายที่เปลี่ยนสมดุลในเรื่องของการกระจายรายได้”.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: