“สรรพากร”เปิดใจภารกิจสุดหิน ถอดรหัสโครงสร้างภาษี

Published ธันวาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/315293

24 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.55

อนุมัติการ “ปฏิรูป” โครงสร้างภาษีเงินได้ครั้งใหญ่ ทั้งการปรับรื้ออัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ และยังเปิดทางให้ “สามี–ภรรยา” ที่จดทะเบียนสมรสแยกยื่นแบบแสดงรายการได้

นัยว่าผลพวงมาตรการข้างต้น ยังผลให้กระทรวงการคลังและกรมสรรพากรต้องสูญรายได้ไปอีกไม่น้อยกว่า 34,000 ล้านบาท หลังจากมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ในงบประมาณปีหน้า 2556 จะลดลงจากอัตราภาษีที่ 23% ลงเหลือ 20% จะส่งผลให้รายได้รัฐสูญไปรวมแล้วกว่า 150,000 ล้านบาท

ทำให้หลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลกับเป้าหมายรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2555/56 ในส่วนของกรมสรรพากรที่กำหนดไว้ 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนไม่น้อยกว่า 9% ว่าจะทำได้หรือไม่ และเนื่องจากกรมสรรพากรเป็นกรมภาษีที่มีฐานการเก็บภาษีใหญ่ที่สุดและ

มีเม็ดเงินภาษีมากที่สุด หากรายได้ของกรมสรรพากรพลาดเป้า ย่อมเป็น “ระเบิดเวลา” ที่จะกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐบาลไปด้วย

ภายใต้สภาวะกดดันรอบด้านเช่นนี้ “ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “สาธิต รังคสิริ” อธิบดีกรมสรรพากรกับภารกิจ “หิน” เบื้องหน้า ในการขับเคลื่อนองคาพยพของกรมจัดเก็บรายได้หลัก ดังนี้

เปิดภารกิจ “สุดหิน” กรมสรรพากร

“หากจะถามว่ามีชนวนระเบิดเวลาที่ส่งสัญญาณเตือน ว่าผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2556 ซึ่งตั้งเป้าหมายรายได้ไว้  1.7  ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน  9%  มีโอกาสจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้หรือไม่ ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้” นายสาธิต รังคสิริ เริ่มต้นบทสัมภาษณ์กับ “ทีมเศรษฐกิจ”

ทั้งนี้ เพราะในปีงบประมาณ 55 ที่กรมสรรพากรเพิ่งจะปิดหีบไป ผลการจัดเก็บรายได้เมื่อเดือน  ก.ย.ที่ผ่านมา ต่ำกว่าประมาณการถึง  8,000 ล้านบาท เนื่องจากเหตุน้ำท่วมเมื่อปลายปี 54 ที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง

ดังนั้น เพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลมากที่สุด กรมสรรพากรได้เตรียมความพร้อมในการหารายได้เพื่อรองรับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในอนาคต เพื่อบริหารและกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นมาตรการที่ทำไปแล้วในปีนี้ มาตรการปีหน้า หรือในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

“ในฐานะที่เป็นอธิบดีกรมสรรพากร เมื่อรับเป้าหมายการทำงานจากกระทรวงการคลังมาก็ต้องทำให้ได้ ทั้งๆ ที่ยอมรับว่าภาระในอนาคตข้างหน้าหนักมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่กรมสรรพากรต้องพยายามขับเคลื่อนให้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้

พยายามจะทำให้มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาในแต่ละครั้ง “ไม่ใช่ระเบิดเวลา” ที่รอวันระเบิด หรือเป็นมาตรการที่จะหวนมาทำให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า เพราะทั้งหมดนี้คือเป้าหมายที่กรมสรรพากรรับทราบมาแล้วก่อนหน้า และต้องหาทางปฏิบัติให้ได้”

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่อาจกระทบต่อกรมสรรพากรในระยะต่อไป น่าจะมาจากมาตรการลดภาษีของรัฐบาลในหลายส่วน ที่ทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ไปจำนวนมาก เช่น มาตรการปรับภาษีเงินนิติบุคคลในปีนี้ที่ปรับลดลงจากอัตรา 30% เหลือ 23% และลดลงเหลือ 20% ใน

ปีหน้า ส่งผลให้รายได้สูญไป 150,000 ล้านบาท

ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.55 ยังได้อนุมัติมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมให้สามี-ภรรยาที่จดทะเบียนสมรส สามารถแยกยื่นภาษีเงินได้ ซึ่งจะทำให้รายได้ของกรมหายไปอีกกว่า 7,000 ล้านบาท และการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่เป็น 7 อัตรา ซึ่งส่วนนี้จะทำให้สูญรายได้เพิ่มอีก 27,000 ล้านบาท

เมื่อรวมเม็ดเงินที่กรมสรรพากรต้องสูญไปจากมาตรการเหล่านี้แล้วจะสูงถึง 184,000 ล้านบาท!

แต่ก็มีภาษีบางตัวที่ทำให้กรมสรรพากรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งนาย

สาธิต ยืนยันว่า กรมสรรพากรไม่ได้ร้อนใจกับการลดภาษีของรัฐบาล  เพราะทุกอย่างได้วางแผนไว้ล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี เพียงแต่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความสับสนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แจงถี่ยิบโครงสร้างภาษีใหม่

ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการการให้คู่ “สามี–ภรรยา” แยกยื่นแบบภาษีที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้ โดยผู้เสียภาษีที่ต้องการแยกยื่น จะต้องแยกแบบภาษี ตั้งแต่เดือน ม.ค.จนถึงเดือน มี.ค.2556 ซึ่งกรณีนี้ประชาชนผู้เสียภาษีจะได้ประโยชน์ในส่วนของค่าลดหย่อนที่เพิ่มขึ้น

กฎหมายเดิมกำหนดให้ภรรยา หากมีรายได้อื่นที่ไม่ใช่เงินเดือน หรือค่าจ้างต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีร่วมกับสามี แต่กฎหมายใหม่นี้จะไม่บังคับอีกต่อไป ภรรยามีสิทธิ์ที่จะแยกยื่นเองก็ได้ หรือหากยังมีความต้องการที่จะยื่นร่วมต่อไปก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่น กรณีที่มีรายได้จากค่าเช่า ซึ่งไม่สามารถแบ่งรายได้ระหว่างกันได้อย่างชัดเจนกรมสรรพากรก็เปิดให้สามี-ภรรยาร่วมยื่นแบบภาษีร่วมกันต่อไปได้เหมือนเดิม”

เมื่อสามีและภรรยาแยกยื่นภาษีแล้ว จะส่งผลให้สิทธิ์ต่างๆ ของความเป็นบุคคลจากเดิมที่ต้องหารกันคนละครึ่งกลับคืนมาด้วย เช่น กรณีค่าลดหย่อนบุตร ซึ่งเดิมหากยื่นรวมจะหักลดหย่อนได้ 15,000 บาท เมื่อแต่ละคนแยกยื่นภาษีก็จะหักเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท ค่าลดหย่อนการศึกษาของบุตรจากเดิมได้ 2,000 บาท ก็เพิ่มขึ้นเป็น 4,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้านเดิมได้ 100,000 บาท จะเพิ่มเป็น 200,000 บาท เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการแบ่งเบาภาระให้แก่ครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามโครงสร้างใหม่ที่ปรับเพิ่มเป็น 7 อัตรานั้น กรมสรรพากรได้ปรับลดทั้งอัตราภาษีในบางขั้น และจำนวนเงินรายได้สุทธิก่อนหักภาษี จากเดิมที่อัตราภาษีมีความห่างระหว่างขั้นบันไดในอัตราที่สูง ก็จะทำให้แคบลง โดยอัตราภาษีใหม่กำหนดตั้งแต่ 5% 10% 15% 20% 25% 30% จนถึงอัตราสูงสุดที่อัตรา 35% นั้น จะทำให้ผู้มีเงินได้ทุกระดับเสียภาษีในจำนวน “เม็ดเงิน” ที่ลดลง

โดยจะมีผลบังคับปีปฏิทิน 2556 ที่เสียภาษีในช่วงระหว่างเดือน ม.ค.จนถึงเดือน มี.ค. 2557 ซึ่ง ครม.จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อประกาศเป็น  พ.ร.บ.ให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป

เพื่อให้ทุกฝ่ายกระจ่างยิ่งขึ้น อธิบดีกรมสรรพากรได้ยกตัวอย่างการเสียภาษีกรณี

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

คนโสด ดังนี้…

กรณีที่ 1 มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน หรือปีละ 180,000 บาท ยังได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี

กรณีที่ 2 มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน หรือปีละ 360,000 บาท เดิมเคยเสียภาษี 16,560 บาท ก็จะเสียถูกลงเหลือ 9,060 บาท ลดลงไป 7,500 บาท หรือ 45.29%

กรณีที่ 3 คนที่รายได้ 100,000 บาทต่อเดือน หรือปีละ 1.2 ล้านบาท เดิมเคยเสียภาษี 171,600 บาท ก็จะเสียภาษี 145,500 บาท ลดลง 26,100 บาท หรือ 15.21%

กรณีที่ 4 รายได้เดือนละ 500,000 บาทขึ้นไป หรือ 6 ล้านบาทต่อปี เดิมเคยเสียภาษี 1,741,700 บาท แต่ตามอัตราภาษีใหม่จะเสียภาษี 1,633,500 บาท ลดลง 108,200 บาท หรือ 6.21%

“การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในครั้งนี้ ทำให้คนที่มีรายได้น้อยจนถึงระดับปานกลางได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลง

มากขึ้น โดยเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะมากกว่าคนที่มีรายได้สูง แม้ว่าหากพิจารณาในแง่ตัวเงินแล้ว คนที่มีรายได้สูงดูจะได้รับประโยชน์มากกว่า  แต่หากพิจารณาในแง่เม็ดเงินและอัตราส่วนที่ได้รับนั้น คนที่มีรายได้ระดับปานกลางและรายได้น้อยจะได้ประโยชน์มากกว่า”

ปิดช่องโหว่รีดภาษีธุรกิจเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการปฏิรูปโครงสร้างภาษีจะทำให้รายได้รัฐหายไป  184,000  ล้านบาท แต่กรมฯ ก็มีหนทางที่จะแสวงหารายได้อื่นมาทดแทน โดยงานของกรมสรรพากร คือ การนำเอาเป้าหมายรายได้มาเป็นตัวกำหนดเพื่อให้ข้าราชการทุกคนรู้ตัวล่วงหน้าเพื่อติดตามแหล่งเก็บรายได้อื่นๆ ทดแทน โดยเฉพาะพวกที่ “หลีกเลี่ยงภาษี”

ผู้ประกอบการ หรือกิจการใดที่เสียภาษีไม่ครบถ้วนหรือยังไม่สมบูรณ์จะเร่งรัดให้เสียภาษีให้ถูกต้อง เพราะรูปแบบและวิธีการหลีกเลี่ยงภาษีนั้น

เรารู้อยู่แล้วว่ามีช่องโหว่ตรงไหนจุดไหน ซึ่งหากมีการเสียภาษีไม่ครบถ้วนในลักษณะที่เป็นกลุ่มธุรกิจ เช่น ธุรกิจรถยนต์นำเข้าหรูจากต่างประเทศ หรือ “เกยมาร์– เก็ต” จะมีสำนักงานตรวจสอบกลางเข้าไปตรวจสอบแทนเจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ ส่วนกรณีที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีสำนักงานผู้เสียภาษีรายใหญ่ หรือ “แอลทีโอ” เป็นผู้รับผิดชอบ ขณะที่บริษัทที่มีขนาดเล็กลงมาก็มีสรรพากรพื้นที่ดูแลอยู่

นอกจากนั้น สิ่งที่กรมฯ กำลังจะดำเนินการต่อไปในอนาคตก็คือ การปิดช่องโหว่ภาษี เช่น ในส่วนของการจัดตั้ง “คณะบุคคล” เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี จุดนี้กรมได้มีการปิดช่องโหว่ โดยเสนอให้มีการแก้ไขอัตราภาษีปัจจุบันที่เก็บอยู่ในอัตรา 10% เพิ่มขึ้นเป็น 20% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งอยู่ระดับเดียวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล

“ผู้เสียภาษีที่เคยอาศัยช่องโหว่นี้ ต้องหยุดคิดเพื่อประเมินการยื่นภาษีในลักษณะคณะบุคคลกับนิติบุคคลอย่างไหนจะดีกว่ากัน ซึ่งส่วนนี้ประเมินว่าจะมีรายได้เพิ่มเข้ามาประมาณ  2,000 ล้านบาท”

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

กรมสรรพากรยังขอให้กรมบัญชีกลางหักภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ให้แก่กรมสรรพากรทันทีที่มีการตีเช็คจ่ายเงินออกไป เนื่องจากที่ผ่านมา ภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับภาครัฐจำนวนมาก เมื่อได้รับเงินจากรัฐ

จะเบี้ยวไม่ยอมจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพากร เพราะแต่เดิมไม่มีการหักภาษีมูลค่าเพิ่มเอาไว้ แต่เป็นรูปแบบการยื่นภาษีของผู้ที่ขายของ ซึ่งอยู่ในฐานะคู่สัญญากับรัฐต้องเป็นผู้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 15 วันจึงต้องปิดช่องโหว่ให้ได้

“นอกจากนั้น กรมสรรพากรกำลังขอเพิ่มอำนาจจากกระทรวงการคลังให้เข้าไปเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินกับสถาบันการเงินได้ด้วย จากที่ผ่านมากรมฯ จะตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เสียภาษีจากธนาคารพาณิชย์ได้ เฉพาะกรณีที่เป็นคดีความแล้วเท่านั้น”

แต่ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า เจ้าของบริษัทมักสร้างบัญชีพิเศษ หรือที่เรียกกันว่าบัญชีที่ 1 บัญชีที่ 2 หรือบางบริษัทมีมากถึง 3 บัญชีก็มี ประกอบด้วย บัญชีที่เสียภาษีให้แก่กรมสรรพากรก็จะแสดง

ตัวเลขว่า มีรายได้น้อยมีรายจ่ายมากเพื่อเสียภาษีให้น้อย ส่วนบัญชีที่ 2 คือ บัญชีที่แสดงฐานะที่แท้จริงของบริษัท ดังนั้น การขอข้อมูลทางการเงินกับสถาบันการเงินจะมีประโยชน์กับกรมสรรพากรมาก

“เพราะถ้าอยู่ดีๆ ตัวเลขในบัญชีมีเงินฝากเพิ่มขึ้นเยอะแยะ หรือใช้เงินจำนวนมากในการซื้อสินค้า หรือลงทุนอะไรก็ไม่รู้ สถาบันการเงินก็จะส่งข้อมูลมาให้กรมสรรพากรตรวจสอบ โดยนำเงินฝากที่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ที่มาที่ไปไปตรวจสอบ  เพราะแน่นอนว่าเงินที่เพิ่มขึ้นในบัญชีแบบนี้ไม่ได้เสียภาษี ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเข้ากับกรมสรรพากร จะทำให้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน”

รับอานิสงส์รถยนต์คันแรก

สำหรับผลการจัดเก็บรายได้ของ กรมสรรพากรในช่วง 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2556 (ต.ค.-พ.ย.55) ปรากฏว่ามียอดการจัดเก็บรายได้รวม 228,357 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 41,130 ล้านบาท หรือ 21.97% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จัดเก็บได้สูงถึง  120,190 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 26,684 ล้านบาท หรือ 28.54%

“แสดงให้เห็นว่า  กำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนภายในประเทศมีความคึกคักชัดเจน”

ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ เช่น โครงการรับจำนำข้าว การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน โครงการรถยนต์คันแรก การเร่งปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ทำให้การฟื้นตัวจากสภาพที่ติดลบกลับมาเป็นบวกได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ กรมสรรพากรได้สำรวจแนวโน้มของภาคธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตดี หรือจะเป็น “ดาวรุ่ง” ในปีหน้า ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์สถาบันการเงิน และกลุ่มธุรกิจประกันจะเติบโตได้กว่า 15% ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตมากกว่า 20%

ภาคธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกขยายตัวได้ถึง 12% ส่วนภาคการก่อสร้าง ร้านค้าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างยังขยายตัวได้ถึง 10% สำหรับการลงทุนของภาครัฐขยายได้ 16% ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยภาพรวมแล้ว มีการเติบโตเฉลี่ย 15-20%

“ส่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ก็คือโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ หากมีการอนุมัติเมื่อไหร่ ก็เหมือน “ส้มหล่น” ต่อเศรษฐกิจ เช่น โครงการมือถือระบบ 3 จีของ กสทช. มูลค่า 41,625 ล้านบาท หากมีการชำระเงินเมื่อไหร่ กรมฯ จะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มทันที 7% รวมถึง โครงการขนาดใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอีก 350,000 ล้านบาท และหวยออนไลน์ หากมีการเข็นโครงการเหล่านี้ออกมา เราก็จะ

มีรายได้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 1% ขณะที่ตัวแทนจำหน่ายและผู้ถูกรางวัลก็เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอีกด้วย”

การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาล มีส่วนทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีดีขึ้นตามลำดับ ดังนั้น ในปีหน้าหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ฟื้นตัวหลังจากที่สามารถแก้ไขปัญหาภายในได้สำเร็จ ยอดการส่งออกของไทยจะดีขึ้นตามไปด้วย ทั้งหมดจะยิ่ง

ส่งผลให้กรมสรรพากรมีรายได้จากภาษีนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณได้อย่างแน่นอน!!!

“จากการประเมินผลกระทบจากการปฏิรูปโครงสร้างภาษีหลายรายการที่ผ่านมา กรมสรรพากรคาดว่า ภาพรวมรายได้รัฐจะกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า ทำให้ช่วงนี้ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกรมสรรพากรที่ต้องเร่งจัดเก็บรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ให้มากที่สุด” นายสาธิตกล่าวทิ้งท้าย.
ทีมเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: